magic ep81-85

 ตอนที่ 81 ภัยพิบัติมรณะ

 

ฟู่เยี่ยนลืมตาโพลงขึ้นมา เธอมองไปยังเจิ้งหมิง เธอไม่คิดว่านี่จะเป็นฝีมือของมนุษย์

 

“เขียนวันเดือนปีเกิดและเวลาตกฟากของคุณมา” ฟู่เยี่ยนยื่นกระดาษและปากกาให้

 

เจิ้งหมิงรีบเขียนวันเดือนปีเกิดของตนเองออกมา ฟู่เยี่ยนรับมาดู และมันก็เป็นอย่างที่เธอคาดไว้ไม่มีผิด เขาคนนี้เกิดในปีหยิน เดือนหยิน วันหยิน เรียกได้ว่าเกิดมาพร้อมกับพลังหยินอย่างเต็มเปี่ยม

 

เมื่อเห็นแบบนี้ ฟู่เยี่ยนจึงขอให้เจิ้งหมิงออกไปก่อน เธอจะวาดยันต์ให้เจิ้งหมิงพกติดตัวเอาไว้ เพราะเรื่องในวันนี้มันเหนือความคาดหมายของฟู่เยี่ยนไปมาก

 

เมื่อครู่ฟู่เยี่ยนติดตามไทม์ไลน์ของเจิ้งหมิง และเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาโดยตรง หากเขาไม่มาหาเธอในวันนี้ หรือหากเธอไม่ได้ทำให้เขาเห็น ต่อให้เขามียันต์แคล้วคลาดของเธอ แต่มันก็ทำได้เพียงแค่ทำให้เขาตายในสภาพศพสมบูรณ์เท่านั้น

 

ฟู่เยี่ยนเห็นค่ายกลผูกมัดดวงวิญญาณทั้งสามค่ายกลบนถนนสายนั้น คนธรรมดาที่เดินอยู่บนถนนเส้นนั้นมีแต่จะได้รับบาดเจ็บเท่านั้น แต่ผู้ที่วันเดือนปีเกิดและเวลาตกฟากถูกครอบงำด้วยพลังหยินอย่างเจิ้งหมิงย่อมไม่ต่างอะไรจากลูกแกะเข้าปากเสือ ที่ไม่มีหนทางหนีรอดไปได้

 

ฟู่เยี่ยนวาดยันต์ออกมา 9แผ่นอย่างไม่หยุดหย่อน ด้วยความเหน็ดเหนื่อย ร่างกายของเธอจึงชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ

 

ฟู่เยี่ยนเปิดประตู เจิ้งหมิงกำลังเดินวนไปวนมาอย่างกระวนกระวายอยู่ในลานบ้าน

 

“เข้ามาเถอะ พี่รองไปเทน้ำมาให้หนูแก้วนึง แล้วเอาฟืนมาให้หนูด้วย”

 

ฟู่เซินที่มาดูเหตุการณ์ก็ยังถูกเรียกใช้งานเช่นกัน

 

ฟู่เยี่ยนนำฟืนมาเผายันต์ใบหนึ่งจนกลายเป็นเถ้าถ่าน จากนั้นก็ให้เจิ้งหมิงดื่มน้ำผสมขี้เถ้ายันต์ลงไปในตอนนัันเลย เมื่อเห็นสายตาสงสัยของเขา ฟู่เยี่ยนจึงอธิบายให้เขาฟังอย่างอดทน

 

“นี่คือยันต์ซ่อนเร้น หลังจากที่คุณดื่มมันลงไปแล้ว วันเดือนปีเกิดและเวลาตกฟากของคุณจะถูกซ่อนไว้เป็นเวลาสามวัน”

 

พูดแล้ว ฟู่เยี่ยนได้หยิบกระดาษยันต์อีกสามแผ่นที่พับเป็นรูปสามเหลี่ยมขึ้นมา

 

“นำยันต์สามแผ่นนี้แบ่งสวมที่คอ ข้อมือซ้ายและข้อมือขวาอย่างละแผ่น ห้ามถอดออกเป็นอันขาด หากสัมผัสได้ว่ายันต์แผ่นใบร้อนผ่าวขึ้นมา คุณก็ถอดมันออกแล้วเปิดกระจกรถพร้อมกับโยนมันออกไปนอกรถทางฝั่งซ้ายมือของคุณ ห้ามหันกลับไปมองเด็กขาด คุณต้องขับรถไปตลอดทางจนกว่ายันต์แผ่นนี้จะร้อนขึ้นมา

 

ยันต์แผ่นนี้มัดไว้ที่ตรงหน้าอกของคุณพอดี หากยันต์แผ่นนี้ร้อนขึ้นมา นั่นหมายความว่าภัยพิบัติของคุณได้ถูกกำจัดและแก้ไขเรียบร้อยแล้ว คุณสามารถจอดรถและหยุดพักสักครู่หนึ่งได้

 

จงจำไว้ว่าในระหว่างที่กลับมา คุณจะต้องกลับมาด้วยถนนเส้นเดิม แต่ก็ห้ามหันกลับไปมองโดยเด็ดขาด ให้ขับรถแล้วมองตรงไปด้านหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น”

 

ฟู่เยี่ยนยิ่งกระดาษยันต์ให้เจิ้งหมิง เจิ้งหมิงจึงสวมยันต์ตามจุดต่างๆอย่างที่ฟู่เยี่ยนบอก และจู่ๆเขาก็เกิดความคิดไม่อยากขับรถขึ้นมา 

 

ฟู่เยี่ยนดูเหมือนจะมองออกถึงความคิดของเขา เธอจึงเอ่ยปากเตือนเจิ้งหมิง

 

“ครั้งนี้ไม่ว่าอย่างไรคุณก็ต้องไป มิฉะนั้นภัยพิบัติแห่งความตายของคุณจะเป็นจริงอย่างแน่นอน ต่อให้เป็นเทพเจ้าก็ไม่สามารถช่วยคุณได้!”

 

เจิ้งหมิงเริ่มเคร่งขรึมในทันที

 

“รถที่คุณจะใช้ขับในตอนเย็นใช่คันนี้ไหม?” ฟู่เยี่ยนถาม

 

“ไม่ใช่ นี่คือรถที่บริษัทใช้เป็นรถสำรองในกรณีฉุกเฉิน”

 

“ได้ ติดยันต์สามแผ่นนี้ไว้ตรงนี้ ตรงนี้และตรงนี้ จำไว้ว่าค่อยติดตอนเที่ยงคืนตามจุดที่ฉันบอก หลังจากนั้นก็รอ 5นาทีแล้วค่อยขับรถไปตามถนน”

 

ฟู่เยี่ยนเดินไปตรงหน้ารถแล้วชี้จุดติดยันต์ให้เจิ้งหมิงดู ยันต์สามแผ่นนี้เป็นยันต์ซ่อนเร้น สามารถช่วยซ่อนร่างของเจิ้งหมิงและรถทั้งคันได้

 

ยังเหลือยันต์แผ่นสุดท้ายอีกหนึ่งแผ่น ฟู่เยี่ยนห่อมันด้วยกระดาษสีแดงแล้วยื่นให้เจิ้งหมิง ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

 

“ยันต์แผ่นนี้สำคัญที่สุด ต้องจำไว้ว่าถ้าไปถึงที่หมายได้สำเร็จ ดวงชะตาของคุณก็จะคลี่คลาย แต่จะกลับได้อย่างราบรื่นหรือไม่นั้นสำคัญที่สุด ดังนั้นคุณต้องตั้งใจฟังทุกถ้อยคำที่ฉันจะพูดต่อไปนี้ให้ดี

 

หากระหว่างทางกลับ มีผู้หญิงขอติดรถคุณไปด้วย คุณก็ไม่ต้องไปปฏิเสธเธอ ให้เธอขึ้นมาบนรถ และถ้าหากเธออยากจะขอลงรถระหว่างทาง ไม่ว่าเธอจะใช้ข้ออ้างอะไรก็ตาม คุณต้องตอบรับเธอ ให้เธอลงรถไป จากนั้นให้คุณนับเลข 1-100ไว้ในใจเงียบๆ จากนั้นโยนยันต์แผ่นนี้ไปด้านหลังตัวรถ แล้วขับรถออกไปได้เลย

 

จำไว้ว่าอย่าดับเครื่องยนต์เป็นอันขาด ในขณะที่โยนยันต์ทิ้งก็ให้เหยียบคันเร่งไปพร้อมกัน ไม่ว่าด้านหลังจะมีความเคลื่อนไหวอะไรก็อย่าหันกลับไปมอง ต่อให้ฟ้าร้อง แผ่นดินสะเทือนก็ห้ามหันไปมองเป็นอันขาด”

 

ฟู่เยี่ยนทำหน้าเคร่งขรึม เจิ้งหมิงจึงรับยันต์แผ่นนั้นไปด้วยอาการตัวสั่น

 

“คราวนี้คุณลองท่องคำพูดเมื่อครู่นี้ที่ฉันพูดให้ฟังออกมาสิ” ฟู่เยี่ยนมองเจิ้งหมิง เธอไม่อยากให้เกิดข้อผิดพลาดจึงเน้นย้ำเจิ้งหมิง

 

เจิ้งหมิงพูดทวนคำพูดของเธออีกครั้ง ฟู่เยี่ยนพยักหน้ารับแล้วให้เขาเตรียมตัวกลับ

 

“อืม ยันต์9แผ่นนี้ราคา 1,000หยวน รอให้คุณกลับมาก่อน ในเช้าวันที่3 หลังจากคุณกลับมาค่อยนำเงินห่อให้ดี จากนั้นก็ให้โจวชิวลู่นำมันมาส่งให้ฉัน แต่ถ้าหากคุณไม่กลับมา ฉันก็จะทำเหมือนว่าไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้นมาก่อน

 

เราสองคนไม่จำเป็นต้องพบกันอีก หากเธอถามก็ให้บอกว่าฉันวานให้คุณนำของมาส่งให้” ฟู่เยี่ยนเหนื่อยมากแล้ว เธอจึงให้เจิ้งหมิงกลับไป

 

เจิ้งหมิงเดินออกไปจากบ้าน ฟู่เยี่ยนก็เรียกให้จางเหว่ยเข้ามา ฟู่เยี่ยนมอบยันต์แคล้วคลาดปึกใหญ่ให้แก่เขา

 

“ยันต์พวกนี้มีตามจำนวนที่คุณรับปากว่าจะออกไป คุณไปเก็บเงินเสร็จเรียบร้อยแล้วก็แยกย้ายกลับบ้าน จากนั้นอย่ามาที่บ้านของฉันในระยะเวลา3เดือนนี้ ไว้วันที่5 หลังจากปีใหม่ไป ฉันจะไปเยี่ยมสวัสดีปีใหม่ที่บ้านของคุณเอง

 

จำไว้ว่าอย่ามาที่บ้านของฉันเป็นอันขาด แกล้งทำเป็นไม่รู้จักฉัน ไม่ว่าใครจะขอร้องหรือพูดจาน่าเศร้าแค่ไหน ก็ให้อดทนและบอกพวกเขาไปว่าอาจารย์ที่ให้ยันต์มาได้เร่ร่อนไปที่อื่นแล้ว ส่วนเรื่องเหล้า เดี๋ยวฉันจะไหว้วานให้เจิ้งหมิงนำไปส่งให้คุณ”

 

จางเหว่ยแปลกใจมาก แต่ก็ยังทำตามที่ฟู่เยี่ยนบอก เขาเชื่อว่าฟู่เยี่ยนต้องมีเหตุผล

 

ฟู่เยี่ยนจำเป็นต้องทำแบบนี้ ถ้าคราวนี้ผ่านไปด้วยดี ผู้ที่อยู่เบื้องหลังจะต้องสังเกตเห็นอย่างแน่นอน ฟู่เยี่ยนต้องมั่นใจในความปลอดภัยของครอบครัวก่อน

 

เจิ้งหมิงและจางเหว่ยจึงกลับไปพร้อมกัน เจิ้งหมิงไปส่งจางเหว่ยที่บ้านพักของเจ้าหน้าที่ศาลากลาง จากนั้นก็กลับไปที่ทีมของตนเอง

 

ระหว่างทางเขาได้พบกับหนี่คุน หนี่คุนยังเข้ามาถามเขาอย่างลับๆล่อๆ ว่าเขาได้ยันต์แคล้วคลาดมาบ้างไหม

 

เจิ้งหมิงนึกถึงคำพูดของฟู่เยี่ยนจึงปฏิเสธไป

 

“ช่างเถอะ ไม่มีก็คือไม่มี ฉันคนนี้เป็นคนดวงแข็ง คงไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรอก!” เจิ้งหมิงหัวเราะเจื่อน

 

หลังจากพูดคุยกันหนี่คุนไปสองสามคำ เจิ้งหมิงก็กลับไปนอนพักผ่อนที่หอพัก คืนนี้เขาต้องออกวิ่งรถ ปกติเขาจะนอนสักพัก ตอนแรกเขาคิดว่าตัวเองจะนอนไม่หลับ แต่จู่ๆเขาก็หลับไปทันทีที่ล้มตัวลงนอน

 

จนกระทั่งเวลาห้าทุ่ม เจิ้งหมิงลืมตาโดยอัตโนมัติ เขามองดูนาฬิกาและลุกขึ้นเพื่อเตรียมพร้อม

 

หลังจากลูบยันต์ตามจุดต่างๆของร่างกาย เจิ้งหมิงก็รู้สึกสบายใจ เมื่อตรวจสภาพรถเสร็จแล้ว เขาก็ออกเดินทาง

 

ครั้งนี้เจิ้งหมิงต้องวิ่งรถไปที่เมืองใกล้เคียง เขาต้องใช้เวลาขับรถทั้งคืน เจิ้งหมิงตั้งสติแล้วขับรถออกไปด้านหน้า

 

เมื่อมาถึงจุดเติมน้ำ เจิ้งหมิงดูนาฬิกาและเห็นว่าใกล้เที่ยงคืนแล้ว เขาเลี้ยวรถแล้วเข้าไปเติมน้ำให้เต็มรถ เจิ้งหมิงกวาดตามองรอบด้านแต่ก็เห็นว่าไม่มีใคร เขาจึงรีบนำยันต์มาติดไว้บนตัวรถอย่างรวดเร็ว

 

สิ่งที่น่าทึ่งก็คือ เมื่อเขาติดยันต์ไปบนตัวรถ ยันต์นั้นก็หายวาบไปในทันที เจิ้งหมิงมองซ้ายมองขวา แต่ก็ไม่เห็นมันเลย

 

หลังจากติดยันต์เสร็จแล้ว เขาก็ขับรถไปต่อ หลังจากขับไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมง ในตอนที่เจิ้งหมิงรู้สึกง่วงนอนเล็กน้อย จู่ๆยันต์ที่ข้อมือซ้ายของเขาก็ร้อนผ่าวขึ้นมา มันร้อนจนเขาสะดุ้งรู้สึกเหมือนโดนลวกข้อมือ เขาลดกระจกรถลงแล้วโยนยันต์แผ่นนั้นออกไป

 

จากนั้นเขาก็เหยียบคันเร่ง ประมาณ3วินาทีต่อมา เขาก็ได้ยินเสียงระเบิดจากด้านนอก เจิ้งหมิงตกใจแต่ไม่กล้าหยุดรถ เขาเหยียบคันเร่งจนมิดแล้วขับรถไปต่อ

 

ขับไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ยันต์ที่ข้อมือขวาก็ร้อนผ่าวขึ้นมา เจิ้งหมิงทำแบบเดิมเหมือนเมื่อครู่นี้ แต่คราวนี้เขาไม่ได้ยินเสียงระเบิดแล้ว เจิ้งหมิงยังคงไม่กล้าหันกลับไปมอง เขายังขับรถไปข้างหน้าเช่นเดิม

 

สิ่งที่เขาไม่ได้สังเกตเห็นก็คือ ต้นไม้ที่อยู่ข้างหลังเขาเกิดเพลิงไหม้จนถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน

 

เจิ้งหมิงขับรถต่อไปโดยไม่หยุดตลอดทั้งคืนจนเกือบรุ่งเช้า กระทั่งเขารู้สึกว่ายันต์ที่คล้องคอเริ่มร้อนขึ้นจนเขาจึงลดกระจกรถแล้วโยนมันทิ้งไปตามสัญชาติญาณ

 

ตุ้ม! ! !

 

ครั้งนี้เกิดเสียงดังกว่าเสียงระเบิดครั้งแรก มันสั่นสะเทือนมาถึงตัวรถ เจิ้งหมิงจับพวงมาลัยไว้แน่นและตั้งสมาธิขับรถออกไปโดยไม่หันกลับไปมองเช่นกัน

 

หลังจากขับรถต่อไปจนฟ้าสว่าง เจิ้งหมิงบังเอิญขับผ่านตลาดพอดี ยันต์แคล้วคลาดบนหน้าอกของเขาส่งกระแสอบอุ่นมา ทำให้ร่างกายของเขารู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง

 

จากนั้นเขาก็จอดรถ เขาลงจากรถไปตลาดเพื่อหาอาหารเช้าทาน



ตอนที่ 82 ความตาย

 

เจิ้งหมิงรอดชีวิตจากหายนะมาแล้ว เขากำลังกินซาลาเปาและดื่มนมถั่วเหลืองอย่างมีความสุข โดยไม่รู้เลยว่ายันต์ทั้งสามแผ่นที่เขาโยนออกไปนอกตัวรถได้ทำลายค่ายกลผูกวิญญาณทั้งสามค่ายกลลงแล้ว

 

เมื่อยันต์สายฟ้าแผ่นสุดท้ายระเบิด ภายในห้องเล็กๆห้องหนึ่งของบ้านแสนธรรมดาที่ตั้งอยู่ในชุมชนหงฉี ภูเขาหวาผิง ได้มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งกระอักเลือดออกมา

 

ชายวัยกลางคนผู้นี้มีรูปร่างไม่สูงใหญ่ ทั้งยังดูซูบผอมไปเสียด้วยซ้ำ ใบหน้าของเขามีรอยเหี่ยวย่นมากมาย ดูเหมือนเขาจะมีอายุ40 หรือ50ปี เขากระอักเลือดออกมาเต็มปาก ราวกับว่าส่วนหนึ่งของพลังชีวิตของเขาได้ถูกพรากไป

 

“สมควรตาย ใครกันที่ทำลายค่ายกลของฉัน?!”

 

ในเวลานี้เอง ประตูของห้องนี้ก็ได้ถูกแง้มให้เปิดออก

 

“อาจารย์? ท่านอาจารย์เป็นอะไร?” มีร่างหนึ่งวิ่งไปหาชายวัยกลางคนแล้วถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง หากฟู่ต้านีอยู่ตรงนี้ เธอคงจะจำได้ทันทีว่าเธอคนนี้คือไป๋หยู น้องสะใภ้ที่เสกหนอนกู่เข้าร่างของเธอ!

 

“เร็วเข้า เอาขวดยามาให้ฉันก่อน” ชายวัยกลางคนพูดอย่างอ่อนแรง

 

ไป๋หยูไม่กล้าชักช้า เธอรีบไปหยิบขวดยาจากกล่องข้างหัวเตียงมาทันที

 

ชายวัยกลางคนกินยาลงไปแล้วก็รู้สึกว่าเลือดลมเริ่มกลับมาไหลเวียนได้ดีขึ้น เขาถึงได้พูดออกมา

 

“พี่ชายของเธอไปไหนแล้ว? ตอนนี้ค่ายกลทั้งสามค่ายกลของฉันถูกทำลายลงไปแล้ว ฉันต้องไปดูที่เกิดเหตุ ไปเรียกพี่ชายของเธอมา”

 

ไป๋หยูบ่นอุบขึ้นมา “พี่เขาออกไปแล้ว ไม่รู้ว่าเขาไปที่ไหน”

 

ชายวัยกลางคนกลับเข้าใจได้ในทันที “ไอ้เวรนี่จะต้องตายคามือผู้หญิงไม่ช้าก็เร็ว! ไปเถอะ เราไปด้วยกันนี่แหละ”

 

พูดจบ ชายวัยกลางคนก็ลุกขึ้นพาไป๋หยูไปยังถนนสายหลักที่เขาวางค่ายกลผูกวิญญาณไว้

 

“นี่มันยอดฝีมือจากที่ไหนถึงได้ใช้ยันต์สายฟ้า! ยันต์แผดเผา ยันต์เรียกสายฟ้า! เฮอะ ว่าไปแล้วก็คงไม่ใช่คนมีความสามารถอะไร ถึงได้ใช้ของสะสมของพวกบรรพบุรษแบบนี้” ชายวัยกลางคนพูดอย่างดูแคลน

 

“อาจารย์ ยันต์สายฟ้าคืออะไร?” ไป๋หยูถามอย่างไม่เข้าใจ

 

“ยันต์สายฟ้าเป็นเครื่องรางชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นโดยบรรพบุรุษของราชวงศ์ฮั่น แต่ก็สูญหายไปในสมัยสาธารณรัฐจีน ต่อให้เหลืออยู่ในตอนนี้ก็คงเหลือไม่มากแล้ว ที่เหลือก็น่าจะเก็บไว้ในกรุของบรรพบุรุษ จะต้องมีเด็กคนไหนไปเจอมันแน่นอน ถึงได้ทำลายค่ายกลของฉันได้ ตอนนี้เราอย่าเพิ่งคุยเรื่องนี้เลย ไป๋หยู ตอนนี้คงต้องให้เธอไปแล้ว”

 

ชายวัยกลางคนนึกถึงของเหล่านั้นที่เขาใช้ไปกับการสร้างค่ายกล มันคือยันต์ระดับสูงทั้งนั้น ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งปวดใจ!

 

“อาจารย์มอบหมายมา ฉันจะไปอยู่แล้ว!”

 

“ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เธอแค่ต้อง……”

 

……………………………………

 

เจิ้งหมิงในเวลานี้กำลังไปส่งมอบสินค้าให้กับโรงงานทอผ้าในเมืองใกล้เคียง หลังจากเติมสต็อกของในโรงพยาบาลประจำเมืองแล้ว เดิมเขาวางแผนจะค้างคืนหนึ่งคืนแล้วเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้

 

แต่เจิ้งหมิงนับถือความสามารถของฟู่เยี่ยนอย่างเต็มเปี่ยม เขาตัดสินใจว่ากลับไปแล้ว เขาจะซื้อของไปขอบคุณฟู่เยี่ยนโดยเฉพาะ

 

แน่นอนว่าเขาต้องจ่ายค่ายันต์ให้ฟู่เยี่ยน ดังนั้นตอนบ่ายเจิ้งหมิงจึงไปซื้อของหายากที่ชุมชนกว่างอัน เพื่อนำกลับไปขายเก็งกำไร

 

ตกดึก เจิ้งหมิงหลับสนิทตลอดทั้งคืน เขาตื่นมาในเช้าตรู่ของอีกวัน เขาท่องคำพูดที่ฟู่เยี่ยนกำชับมา ในมือยังคงกำยันต์แผ่นนั้นไว้แน่น เพื่อที่จะได้นำยันต์ออกมาได้ทันการณ์ เขาจึงพันผ้าก็อซไว้ที่ฝ่ามือ จากนั้นก็นำยันต์แผ่นนั้นที่ฟู่เยี่ยนให้มายัดใส่เข้าไปในผ้าก็อซ

 

และเป็นไปตามคาด เจิ้งหมิงขับรถกลับมาได้ครึ่งทาง ในตอนที่เขามาถึงชายแดนของมณฑล ตรงริมถนนมีผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง เธอบอกว่าอยากจะขอติดรถของเขาไปลงที่ชุมชนหงฉีด้านหน้านี้

 

เจิ้งหมิงปั้นสีหน้าปกติ แต่ในใจกลับเป็นกังวลมาก เขาไม่ได้ให้เธอมานั่งข้างคนขับ แต่ให้เธอไปนั่งหลังรถบรรทุกแทน

 

เป็นไปตามคาดหลัง จากออกเดินทางได้ไม่นานก็มาถึงชุมชนหงฉี หญิงสาวก็เคาะหน้าต่างขอลงจากรถ

 

หลังจากที่ผู้หญิงคนนั้นลงจากรถไปแล้ว เจิ้งหมิงได้นับเลข 1-100ตามที่ฟู่เยี่ยนบอก จากนั้นก็โยนยันต์ตรงฝ่ามือทิ้ง แล้วเหยียบคันเร่งขับรถออกไปทันที

 

มีเสียงดังอึกทึกและประกายไฟเกิดขึ้นจากด้านหลัง ทำให้เจิ้งหมิงไม่กล้าหันไปมอง เขาเหยียบคันเร่งแล้วขับกลับไปที่บริษัทขนส่งทันที

 

ผู้หญิงที่ขอติดรถไปด้วยก็คือไป๋หยู แรงโจมตีจากยันต์ได้กระแทกร่างของเธออัดเข้ากับต้นไม้ใหญ่เต็มแรง กระทั่งหยูหลงเซิงอาจารย์คนนั้นของเธอและพี่ชายของเธอมาหา ไป๋หยูก็แทบจะสิ้นลมหายใจแล้ว

 

อาจารย์และลูกศิษย์จึงร่วมแรงกันยกตัวไป๋หยูกลับมาบ้านแล้ววางร่างของเธอบนเตียง

 

“อาจารย์ ไป๋หยูเป็นอะไร? เรายังพอมีทางช่วยเธอไหม?” ไป๋เฟย พี่ชายของไป๋หยูเห็นว่าน้องสาวของตนเองตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ในใจของเขาก็เต็มไปด้วยความคับแค้นใจ

 

“เฮ้อ คิดไม่ถึงเลยว่าในประเทศจีนของเราจะมียอดฝีมือในระดับนี้ด้วย เป็นเพราะฉันประมาทเกินไป” หยูหลงเซิงเห็นว่าไป๋หยูหายใจรวยรินพร้อมจะไปได้ทุกเมื่อ เขาก็ถอนหายใจออกมา

 

“ใครกันแน่ที่ทำร้ายไป๋หยู ผมจะไปฆ่ามัน!” ไป๋เฟยออกแรงตบเตียง แต่ใครจะไปคิดว่าการตบนี้จะทำให้ไป๋หยูขาดใจตายไปต่อหน้าต่อตาของเขา

 

“หยูเอ๋อ!” ไป๋เฟยตะโกนลั่น ตอนนี้เขาทำอะไรไม่ถูกแล้ว

 

อาจารย์และศิษย์ช่วยกันขุดหลุมฝังศพไป๋หยูทั้งคืน หยูหลงเซิงตัดสินใจว่าจะต้องไปจากที่นี่ให้ไกลที่สุด

 

“เสี่ยวเฟย เราสองคนไม่อาจอยู่ที่นี่ได้แล้ว ตอนนี้ศัตรูอยู่ในที่แจ้ง เราอยู่ในที่ลับ อาจารย์มีศิษย์พี่อยู่คนหนึ่งที่เกาะฮ่องกง อาจารย์ตัดสินใจว่าจะไปพึ่งพาเขา เพราะเมื่อเทียบกับสภาพแวดล้อมที่นี่ ที่นั่นผ่อนคลายสำหรับคนอย่างพวกเรามาก”

 

ไป๋เฟยเหมือนมีบางอย่างอยากจะพูดแต่ก็ลังเล หยูหลงเซิงเองก็รู้ว่าเป็นเพราะอะไร

 

“เสี่ยวเฟย วีรบุรุษไม่ขาดแคลนสตรี ตราบใดที่นายมีเงิน ทำไมยังต้องกลัวว่าจะไม่มีผู้หญิงเข้าหา? คิดให้ได้สิ เราจะเดินทางกันวันนี้เลย!” หยูหลงเซิงตบบ่าของเขา แล้วเตรียมกลับไปเก็บของ

 

“อาจารย์ ผมอยากไปหมู่บ้านเสี่ยวโจว ในเมื่อไป๋หยูตายแล้ว ผมก็จะไม่ยอมให้น้องสาวของผมต้องตายอย่างโดดเดี่ยว ตระกูลเก่อจะต้องถูกฝังกลบไปพร้อมกับเธอด้วย!” ไป๋เฟยกัดฟันแน่น

 

“เฮ้ เจ้าโง่! ช่างเถอะ นายไปเสีย รีบไปรีบกลับ อย่าปะทะกันซึ่งหน้า ให้ใช้ค่ายกลที่อาจารย์สอนนายไป”

 

หยูหลงเซิงได้แต่ตอบรับ “ครับอาจารย์ หลังจากการเสร็จแล้ว ผมจะรีบกลับมา”

 

“จำไว้ให้ดี เสี่ยวเฟย อาจารย์คจะรอนายจนถึงสี่ทุ่ม หากเลยกำหนดเวลาไป ให้ไปรออาจารย์ที่ท่าเรือหลินกังในคืนพระจันทร์เต็มดวงอีกสามวันให้หลัง”

 

อาจารย์และลูกศิษย์ตกลงเรื่องเวลากันและแยกย้ายกันไป

 

ตระกูลเก่อในหมู่บ้านเสี่ยวโจวยังไม่รู้ว่าหลุมศพของบรรพบุรุษได้ถูกไป๋เฟยวางค่ายกลกำจัดลูกหลาน ซึ่งไม่มีใครสามารถรอดพ้นไปได้

 

ตกดึก จู่ๆฟู่เวยและฟู่หรงก็มีไข้สูงกะทันหัน ทำให้ทั้งครอบครัวตื่นตระหนก

 

ฟู่ต้านีทำอะไรไม่ถูก ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยจึงบอกว่าจะไปยืมเกวียนมาให้

 

แต่ยังไม่ทันวิ่งออกไปพ้นประตู ก็ถูกฟู่เยี่ยนห้ามไว้

 

“พ่อไม่ต้องไปหรอก พวกเธอสองคนไม่ได้ป่วย แต่เป็นฝีมือของใครบางคนต่างหาก” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เห็นได้ชัดว่าทั้งสองถูกคำสาปเล่นงาน ดูเหมือนคำสาปจะไม่ได้มาจากสุสานบรรพบุรุษของตระกูลฟู่ นั่นหมายความว่ามันจะต้องมาจากสุสานบรรพบุรุษของตระกูลเก่ออย่างแน่นอน

 

ในเมื่ออาหญิงไม่เป็นอะไร เช่นนั้นจะต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นกับตระกูลเก่อ

 

“อาหญิงรู้ไหมว่าสุสานบรรพบุรุษของตระกูลเก่ออยู่ที่ไหน?” ฟู่เยี่ยนหันไปถามฟู่ต้านี

 

เดิมทีฟู่ต้านีก็กังวลอยู่แล้ว แต่เธอก็ตะลึงเมื่อได้ยินเช่นนี้

 

“เสี่ยวฮั่ว หลานหมายความว่าอะไรหรือ?”

 

“ถึงแม้ว่าฟู่เวยและฟู่หรงจะเปลี่ยนชื่อแซ่แล้ว แต่เลือดเนื้อของผู้เป็นพ่อยังคงไหลเวียนอยู่ในร่างกายของพวกเธอ ดูเหมือนมีคนกำลังสาปส่งตระกูลเก่อ อาหญิง ลองเปิดเสื้อของพวกเธอสองคนดู ดูว่าหน้าอกของพวกเธอมีเส้นสีแดงหรือไม่ หากเส้นสีแดงมาถึงตำแหน่งของหัวใจขึ้นมา……”

 

ฟู่ต้านีได้ยินดังนั้นก็รีบเปิดเสื้อของพวกเธอและพบว่าเป็นเช่นนั้นจริง มีเส้นสีแดงออกมาจากสะดือกำลังทอดตรงไปยังหัวใจ เส้นสีแดงเพิ่งปรากฏขึ้นและยังมองเห็นได้เลือนราง

 

“อาหญิง รีบนำทางเราเร็วเข้า เส้นสีแดงนี้จะใช้เวลาวิ่งไปถึงตำแหน่งหัวใจนานสุดก็แค่ 12ชั่วโมงเท่านั้น แม่ หากเส้นสีแดงนี้อยู่ห่างจากบริเวณหน้าอกประมาณ3นิ้ว แล้วพวกเรายังไม่กลับมา แม่ก็เผายันต์ใบนี้แล้วนำขี้เถ้าไปผสมน้ำให้พวกเธอดื่ม มันจะช่วยยืดเวลาไปได้1-2ชั่วโมง”

 

“อืม แม่รู้แล้ว ต้านีเองก็ไม่ต้องกังวลนะ” หวังซู่เหมยถือยันต์ไว้แล้วพยักหน้า

 

“อืม พี่สะใภ้ ฝากพี่และเสี่ยวฉุ่ยดูแลลูกฉันด้วย!” ฟู่ต้านีเช็ดน้ำตาแล้วเดินออกไป

 

ฟู่เยี่ยนฟู่ต้าหย่งและฟู่เซินรีบตามออกไปเช่นกัน



ตอนที่ 83 ไร้ผู้สืบสกุล

 

พวกเขาเร่งเดินทางไปท่ามกลางกลางดึก และด้วยความที่ต้องไปสุสานบรรพบุรุษของตระกูลเก่อ หลายคนจึงอดรู้สึกประหม่าไม่ได้ พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงออกมา

 

ฟู่ต้านีรู้แค่ตำแหน่งที่ตั้งโดยประมาณ ปกติเธอมาที่นี่ตอนกลางวันเท่านั้น ไม่เคยมาตอนดึก จึงอดรู้สึกกลัวไม่ได้

 

“เสี่ยวฮั่ว อารู้แค่ตำแหน่งคร่าวๆทำอย่างไรดี ตอนนี้อาหาถนนเส้นนั้นไม่เจอแล้ว” ฟู่ต้านีตัวสั่นด้วยความกังวล ตอนนี้ลูกสาวทั้งสองคนของเธอกำลังตกอยู่ในอันตราย แต่เธอกลับช่วยอะไรลูกๆไม่ได้เลย

 

ฟู่ต้าหย่งถามถึงสถานที่เจาะจง แต่นี่มันกลางดึกแล้ว พวกเขาจึงไม่รู้ทิศทางในตอนกลางคืน ด้วยความจนใจ ฟู่เยี่ยนจึงตัดสินใจไปที่หมู่บ้านเสี่ยวโจว ดังนั้นทั้งสี่คนจึงเข้าไปเคาะประตูบ้านของเก่อหงอิงกลางดึก

 

“คุณ เหมือนฉันจะได้ยินเสียงคนเคาะประตู?” ภรรยาของเก่อหงอิงสะดุ้งตื่นกลางดึก เพราะได้ยินเสียงเคาะประตู

 

“คุณจะตีโพยตีพายทำไม? ใครเขาจะมาเคาะประตูดึกดื่นแบบนี้ ผมดูนาฬิกาก่อน นี่มันตีหนึ่งกว่าแล้วนะ!” เก่อหงอิงไม่พอใจที่ภรรยามารบกวนเขาตอนดึก

 

แต่หลังจากผ่านไปสักพัก นางถง แม่ของเก่อหงอิงก็ลุกจากที่นอนแล้วมาเคาะประตูห้องนอนของเขา

 

“หงอิง แม่ได้ยินเสียงคนเคาะประตู หรือจะเกิดเรื่องขึ้นกับน้าชายของลูก?” นางถงพูดด้วยความกังวล น้องชายของเธอป่วยมาสองวันแล้ว เพราะความกังวลทำให้นางถงนึกว่าเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น

 

“แม่ ไม่ใช่หรอก เดี๋ยวผมไปดูให้” เก่อหงอิงลุกจากที่นอน หน้าร้อนแบบนี้ไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้านอน เขาเพียงแค่สวมเสื้อคลุมเดินออกมาเท่านั้น

 

เมื่อเดินมาที่ประตูก็พบว่ามีคนเคาะประตูจริงด้วย

 

“ใครน่ะ?” เก่อหงอิงฟังดูแล้วเหมือนจะมากันหลายคน

 

“หงอิง ฉันฟู่ต้าหย่ง ฉันมีธุระจะคุยด้วย” ฟู่ต้าหย่งขานรับ

 

“อ้อ พี่ฟู่นี่เอง ดึกดื่นป่านนี้พี่มีอะไรหรือเปล่า?” เก่อหงอิงสงสัยว่าทำไมครอบครัวฟู่ถึงมาที่บ้านของเขาตอนกลางดึกแบบนี้?

 

“หงอิง เกิดเรื่องขึ้นกับหลานสาวสองคนของนายแล้ว ฉันเลยมาหานายนี่แหละ!” น้ำเสียงของฟู่ต้าหย่งดูร้อนใจ

 

ในเวลานี้ นางถงพูดอยู่ใต้ชายคาว่า “ลูกชายคนโตของครอบครัวฟู่ใช่ไหม? เข้ามาก่อนสิ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”

 

“พี่ฟู่ เข้ามาคุยกันข้างในก่อนเถอะ”

 

เก่อหงอิงเปิดประตูให้ทั้งที่ไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก เพราะทุกครั้งที่เขาเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับครอบครัวฟู่ทีไรก็มักจะเกิดเรื่องขึ้นทุกที อย่างครั้งที่แล้วเขาก็ได้บังเอิญช่วยเหลือว่าที่ภรรยาของฟู่ต้าอัน กระทั่งตระกูลหลี่มาขอบคุณพวกเขาถึงบ้าน

 

ฟู่ต้าอันเห็นเขาก็เรียกเขาว่าพี่ใหญ่ แต่เก่อหงอิงยังคงจำเรื่องของเก่อหงจวินได้ แม้จะบอกว่าลูกพี่ลูกน้องของเขาทำผิด แต่ถึงอย่างไรเขาก็ขึ้นชื่อว่าคนตระกูลเก่อ

 

“คุณป้า ต้องมารบกวนคุณป้าตอนดึกดื่นแล้ว เป็นเพราะเรามีเรื่องด่วนจริง ไม่อย่างนั้นคงไม่มารบกวนคุณป้าเวลานี้” ฟู่ต้านีพูดยังไม่ทันจบก็ร้องไห้ออกมา

 

“ต้านี ทำไมพูดอย่างนี้ล่ะ มีเรื่องอะไรก็พูดกับป้ามาเถอะ” นางถงรู้สึกเอ็นดูฟู่ต้านีมาโดยตลอด

 

ในเวลานี้ ฟู่เยี่ยนขมวดคิ้วขึ้นมา เพราะเธอเห็นปราณชั่วร้ายลอยอบอวนขึ้นมาเหนือห้องทางปีกตะวันตก

 

“คุณลุง ใครอยู่ในห้องปีกตะวันตก?”

 

เก่อหงอิงชะงักไป นางถงกลับได้สติเร็วกว่า

 

“เด็กน้อย เป็นห้องของหลานชายฉันเอง ทำไมหรือ?”

 

“คุณย่ารีบเข้าไปดูหลานชายก่อนเถอะค่ะว่าตัวร้อนไหม” ฟู่เยี่ยนมองเห็นแล้วว่าเด็กน้อยทั้งสองมีอาการไข้ขึ้นเหมือนกับฟู่เวยและฟู่หรงไม่มีผิด

 

ภรรยาของเก่อหงอิงจึงรีบวิ่งเข้าไปดูอย่างรวดเร็ว

 

“ที่รัก แย่แล้ว ต้าปิงกับหมั่นโถวตัวร้อนจี๋เลย!” ไม่ถึงนาที เธอก็วิ่งหน้าตาตื่นออกมา

 

เก่อหงอิงและนางถงต่างก็รีบลุกขึ้นไปดู และพวกเขาก็เห็นว่าเด็กน้อยทั้งสองตัวร้อนจนหน้าแดงตัวแดงไปหมด

 

ฟู่เยี่ยนเดินตามเข้ามาเช่นกัน เธอเห็นว่าทั้งสองไม่ได้สวมชุดนอน ฟู่เยี่ยนเหลือบไปเห็นรอยเส้นสีแดงบนหน้าท้องของทั้งสอง ซึ่งมันดูหนาและเป็นสีแดงเข้มกว่าของฟู่เวยและฟู่หรงเสียอีก และตอนนี้มันกำลังค่อยๆไล่ขึ้นไปทางตำแหน่งหัวใจอีกด้วย

 

ฟู่เยี่ยนหยิบเอายันต์ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกมาจุดไฟเผาแล้วใส่ลงไปในถ้วยดื่มน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะ 

 

“เร็วเข้า รีบเอาให้พวกเขาทั้งสองดื่มเร็ว!” ฟู่เยี่ยนยื่นถ้วยน้ำให้เก่อหงอิง

 

เก่อหงอิงยังคงยืนอึ้งอย่างเงอะงะ ฟู่เยี่ยนไม่มีเวลามาอธิบายจึงแย่งถ้วยดื่มน้ำมาแล้วจัดการใส่ผงขี้เถ้ายันต์ลงไปทันที 

 

สิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าคือเส้นสีแดงหยุดเคลื่อนไหวแล้ว

 

ฟู่เยี่ยนวางชามแล้วพูดกับนางถงว่า “คุณย่า ตอนนี้หนูไม่มีเวลามาอธิบายแล้ว น้ำขี้เถ้าของยันต์นี้ยืดระยะเวลาได้เพียงแค่ 2ชั่วโมงเท่านั้น ตอนนี้น้องสาวทั้งสองคนของหนูก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับหลานชายของคุณย่า ถ้าหากเส้นสีแดงที่อยู่บนหน้าท้องของพวกเขาวิ่งไปถึงตำแหน่งหัวใจ ต่อให้เป็นเทพเทวดาก็ยากที่จะช่วยชีวิตพวกเขาได้ ฉะนั้นตอนนี้ต้องรีบพาหนูไปที่สุสานบรรพบุรุษของพวกคุณก่อน!”

 

นางถงมองฟู่เยี่ยนแล้วถามด้วยความงุนงง “สาวน้อย เธอหมายความว่าอะไร?”

 

“คุณย่าไม่ต้องกังวล อาการป่วยในปีนี้ของน้องชายคุณย่าก็แค่อุปสรรคเล็กน้อยในชีวิตเท่านั้น เมื่อเขาผ่านมันไปได้ก็จะไร้โรคภัย แล้วเขาจะมีชีวิตยืนยาวนานจนอายุ95ปี!”

 

นางถงได้ยินแบบนั้นก็รีบให้เก่อหงอิงพาพวกเขาไปที่สุสานบรรพบุรุษ ตอนนี้ไม่มีเวลามาพูดคุยเรื่องอื่นกันแล้ว เก่อหงอิงเองก็เชื่อคำพูดของเธอเช่นกันจึงได้พาทุกคนไปยังสุสานบรรพบุรุษของตระกูลตนเอง

 

ในเวลานี้ ไป๋เฟยอยู่ระหว่างทางไปเซี่ยงไฮ้กับหยูหลงเซิง ในตอนที่วางค่ายกล เขาก็นึกถึงตอนที่น้องสาวของตนเองแต่งเข้าบ้านตระกูลเก่อ เดิมทีน้องสาวของเขาอยากวางมือจากเรื่องพวกนี้แล้วใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดา แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะต้องเกือบพาตัวเองไปจบชีวิตลงที่บ้านนั้นแล้ว

 

ไป๋เฟยเกลียดชังตระกูลเก่อเข้ากระดูกดำ เขาล้มเลิกความคิดที่จะวางค่ายกลกำจัดครอบครัวของก่อหงจวิน แล้วเปลี่ยนเส้นทางขึ้นไปบนภูเขา เขาต้องการให้ทายาทที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของตระกูลเก่อถูกฝังกลบไปพร้อมกับน้องสาวของเขา!

 

เก่อหงอิงพาพวกฟู่เยี่ยนเดินไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึงสุสานบรรพบุรุษของตระกูลตนเอง เก่อหงอิงและคนอื่นจุดคบไฟ ในตอนที่เดินขึ้นไปบนภูเขา เหล่าพวกนักเลงหลายคนในหมู่บ้านเสี่ยวโจวที่ยังไม่เข้านอนและแอบมาเล่นไพ่ตกใจคิดว่าพวกเขาเป็นผี ทำเอาคนพวกนั้นจนเกือบฉี่ราดกางเกง

 

แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนผ่านแล้ว แต่ในหมู่บ้านเสี่ยวโจวยังมีตำนานเล่าขานเรื่องผีสางอยู่

 

ทันทีที่ฟู่เยี่ยนมาถึงสุสาน เธอก็ได้กลิ่นเหม็นของศพขึ้นจมูก ในใจของสาวน้อยสั่นสะท้าน คนที่ทำช่างเลวทรามเหลือเกิน เขาใช้ของสกปรกเช่นนี้มาสร้างค่ายกลได้อย่างไร!

 

“นี่เขาต้องการให้ตระกูลเก่อไร้ผู้สืบสกุลเลยหรือ!” ฟู่เยี่ยนพึมพำเสียงเบา

 

เก่อหงอิงที่ได้ยินเต็มสองรูหูถึงกับขนลุกไปทั้งตัว!

 

“หลานสาว แล้วแบบนี้ยังพอมีทางช่วยอยู่ไหม? เธอจะต้องช่วยตระกูลเก่อของพวกเราด้วยนะ! ลุงจะก้มหัวคำนับให้เลย โปรดช่วยเราด้วย!” ขณะที่พูด เขาก็จะคุกเข่าลงไปด้วย ทำให้ฟู่เยี่ยนต้องรีบประคองเขาขึ้นมา

 

“คุณลุง อย่าก้มหัวคำนับหนูเลย ตอนนี้หนูต้องให้พวกลุงช่วยเช่นกัน”

 

ฟู่เยี่ยนพบต้นไหวต้นหนึ่งที่อยู่ในสุสาน แล้วหยิบมีดสั้นออกมา ตัดกิ่งไม้หลายกิ่ง ส่งให้กับคนที่อยู่ในสุสานคนละกิ่ง แล้วกล่าวว่า “อีกเดี๋ยวทุกคนแยกกันเดินไปคนละเก้าก้าวทางทิศเหนือ ใต้ ออก ตก โดยยึดหนูเป็นศูนย์กลาง”

 

ทั้งสี่คนต่างก็เดินออกไปคนละเก้าก้าวตามทิศเหนือ ใต้ ออกและตก “วาดวงกลมบนพื้นแล้วเดินต่อไปอีกเก้าก้าว”

 

หลังจากเดินทีละเก้าก้าวไปจนครบเก้ารอบ ฟู่เยี่ยนถึงได้บอกให้หยุด

 

“ตอนนี้ใช้กิ่งต้นไหวขุดลงไปบนพื้น อย่าเอามือสัมผัสมันเด็ดขาด พอขุดได้แล้วห้ามขยับ รอจนกว่าหนูจะไปหา”

 

หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสี่คนก็ขุดอะไรบางอย่างขึ้นมาตามลำดับ ทันทีที่ขุดออกมา กลิ่นเหม็นฉุนก็โชยมาปะทะใบหน้าของพวกเขา

 

ฟู่เยี่ยนหาตำแหน่งกึ่งกลางตรงตัวเองเช่นกัน เธอขุดเจอหุ่นไม้ที่สลักคำสาปเอาไว้ ฟู่เยี่ยนเพ่งมองมันอย่างละเอียดถึงได้พบว่ามันคือคำสาปไร้ผู้สืบสกุล!

 

ฟู่เยี่ยนขุดเอาของสกปรกชิ้นนั้นขึ้นมา แล้วโยนมันลงไปในหลุมที่ทั้งสี่คนช่วยกันขุดขึ้นมา จากนั้นก็โยนยันต์ไฟลงไป แล้วใช้คบเพลิงจุด

 

ที่จริงฟู่เยี่ยนสามารถใช้ยันต์สายฟ้าได้ เพราะมันจัดการได้เร็วกว่า แต่เธอไม่ต้องการให้สุสานบรรพบุรุษของตระกูลเก่อถูกสายฟ้าฟาดเพราะเรื่องนี้ เธอจึงต้องใช้ไฟเผาแทน

 

ไม่นาน ของที่อยู่ภายในหลุมก็ถูกไฟแผดเผาจนมอดไหม้ ฟู่เยี่ยนค่อยๆดึงก้อนหินสีดำออกมา บรรจงใช้ใบไม้มาห่อมัน หินก้อนนี้คือหินสีดำที่ฝังอยู่ในตัวหุ่นไม้ ฟู่เยี่ยนตั้งใจว่าจะนำมันกลับไปศึกษาที่บ้าน

 

และยันต์ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายใบสุดท้ายของฟู่เยี่ยนก็หายวับไป

 

หลังจากจัดการทุกอย่างแล้ว ตอนนี้เพิ่งเป็นเวลาตีสี่กว่า ฟ้ายังไม่สว่าง พวกเขาจึงกลับไปดูอาการเด็กสองคนนั้นที่บ้านของเก่อหงอิง

 

ตอนนี้เก่อหงอิงนับถือฟู่เยี่ยนมาก ในใจคิดว่าการที่ลี่ลี่และเฟินเฟินมีพี่สาวแบบนี้ช่างดีเหลือเกิน ในอนาคตพวกเธอจะต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีแน่นอน เขายังไม่รู้ว่าสองพี่น้องได้เปลี่ยนชื่อเป็นฟู่เวยและฟู่หรงแล้ว



ตอนที่ 84 ศิลาวิญญาณดิน

 

เมื่อกลับมาถึงบ้านของเก่อหงอิง ฟู่เยี่ยนไปดูอาการลูกชายของเก่อหงอิง ตอนนี้เส้นสีแดงบนตัวเด็กสองคนนี้หายไปแล้ว เหลือแต่อาการตัวร้อนเท่านั้น

 

ฟู่เยี่ยนคิดจะช่วยแล้วย่อมช่วยอย่างถึงที่สุด เธอเผายันต์ปลุกสมองเป็นขี้เถ้าแล้วนำไปผสมน้ำให้เด็กทั้งสองคนดื่ม ไข้ของเด็กทั้งสองถึงได้ลดจนอุณหภูมิกลับมาปกติ แต่ที่บ้านของเก่อหงจวิน ฟู่เยี่ยนตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เข้าไปยุ่ง เพราะเรื่องที่พวกเขาทำกับอาหญิงของเธอยังผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเดือนด้วยซ้ำ

 

นางถงเป็นคนมีเหตุมีผล ฟู่เยี่ยนชื่นชมผู้เฒ่าท่านนี้มาโดยตลอด จึงอธิบายรายละเอียดให้ฟัง

 

นางถงกล่าวขอบคุณแล้วขอบคุณอีก แต่ถึงอย่างไรในใจของเธอยังรู้สึกละอายใจอยู่ไม่น้อย เพราะสิ่งที่น้องสะใภ้ของเธอทำกับต้านีมันช่างเลวร้ายเหลือเกิน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมทั้งสองครอบครัวถึงทะเลาะกัน แต่สาวน้อยจากตระกูลฟู่คนนี้ไม่เพียงแต่ไม่โกรธแค้นเท่านั้น แต่ยังช่วยทั้งตระกูลเก่อเอาไว้อีกด้วย เธอไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดีแล้ว

 

“คุณย่า คุณย่าให้ลุงใหญ่ไปถามในครอบครัวของพวกคุณดูว่ามีลูกหลานใครเป็นแบบนี้บ้าง ตรงหนูมียันต์อยู่สามแผ่น สามารถเผาเป็นขี้เถ้าแล้วแบ่งให้ทุกคนดื่มได้” ฟู่เยี่ยนยังมอบยันต์ให้อีกสามใบอีกด้วย

 

“สาวน้อย คนมีน้ำใจเช่นหนูหาได้ยากยิ่งเหลือเกิน! หญิงชราอย่างฉันรู้สึกละอายใจเหลือเกิน! ต้านี ป้าต้องขอโทษเธอด้วย!” นางถงรู้สึกละอายใจมาก

 

เก่อหงอิงออกไปถามบ้านอื่นของตระกูลเก่อแล้ว ฟู่เยี่ยนยังต้องกลับไปดูอาการน้องสาวทั้งสองคนของเธอ เธอจึงลุกขึ้นเตรียมจะเดินออกไป

 

“สาวน้อย เท่าที่เธอเห็น เธอคิดว่าเรื่องนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?” นางถงโมโหมาก ครอบครัวของเธอเป็นเพียงคนธรรมดา ได้เคยไปทำให้คนมีวิชาขุ่นเคืองใจตั้งแต่ตอนไหนกัน ทำไมคนทำถึงต้องลงมือกะเอาถึงตายด้วย!

 

ฟู่เยี่ยนมองไปยังต้านี เธอเองก็ไม่อยากปิดบังจึงบอกความจริงไปตามตรง

 

“หนูไม่รู้รายละเอียดที่แน่ชัด แต่น่าจะเป็นฝีมือคนที่อดีตแม่สามีของอาหญิงไปสร้างความขุ่นเคืองใจไว้”

 

นางถงกัดฟันแน่น เธอตัดสินใจว่าจะต้องไปพูดเรื่องนี้กับหัวหน้าตระกูลให้ชัดเจน

 

ฟู่เยี่ยนขอตัวลาจากบ้านของนางถง แล้วกลับบ้านของตนเอง

 

กว่าจะกลับถึงบ้านก็เป็นช่วงฟ้าสว่างแล้ว เมื่อเข้าบ้านมา หวังซู่เหมยที่ตั้งครรภ์ได้สี่เดือนกว่านั่งรอพวกเขาอยู่ในบ้าน หญิงวัยกลางคนไม่ได้นอนทั้งคืน ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยร่องรอยของความเหนื่อยล้า ดวงตาของเธอเป็นสีแดงก่ำเพราะความเพลีย

 

“กลับมากันแล้วหรือ เมื่อครู่นี้สองพี่น้องไม่มีไข้แล้ว ตอนนี้กำลังนอนหลับอยู่! ต้านี เธอเข้าไปดูลูกๆสิ”

 

“พี่สะใภ้ ทำให้พี่ต้องเหนื่อยแล้ว เดี๋ยวฉันดูต่อเอง พี่รีบไปนอนหลับพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวข้าวเช้าเสร็จ จะไปเรียกพี่มากินข้าว” ฟู่ต้านีเห็นหวังซู่เหมยมีสภาพอิดโรยจึงรีบบอกให้พี่สะใภ้ของตัวเองไปนอนพักผ่อน

 

“อืม เดี๋ยวฉันไปนอนก่อน ฉันเองก็เริ่มใจไม่ดีแล้ว!”

 

ฟู่เยี่ยนเองก็เข้าไปดูอาการป่วยของน้องๆเช่นกัน ยังดีที่น้องสาวทั้งสองคนของเธออาการไม่รุนแรงเท่าลูกๆของเก่อหงอิง ดังนั้นเด็กสองคนนี้จึงนอนหลับสนิท ฟู่เหมี่ยวที่ดูแลน้องๆมาทั้งคืนก็ง่วงนอนจนตาแทบลืมไม่ขึ้นแล้ว แต่ฟู่เยี่ยนและฟู่เซินไม่ยอมให้เธอลา เพราะตอนนี้เธอเรียนอยู่ชั้น ม.5แล้ว หากขาดเรียนไปหนึ่งวันก็จะเรียนไม่ทันคนอื่น

 

ดังนั้นฟู่เหมี่ยวจึงไปช่วยฟู่ต้านีทำอาหาร หลังจากทำเสร็จแล้วก็เตรียมตัวไปโรงเรียน ฟู่เยี่ยนเห็นว่าพี่สาวของเธอรักเรียน เธอจึงแอบหยดน้ำในดินแดนต่างมิติเข้าไปในถ้วยใส่น้ำดื่ม แล้วยกไปให้ทั้งสองดื่ม

 

ส่วนตัวฟู่เยี่ยนเอวตั้งใจจะลาหยุด เพราะหากเป็นไปตามที่เธอคาดการณ์ วันนี้จะมีคนจากหมู่บ้านเสี่ยวโจวมาหาเธอ เธอจะต้องอยู่ที่บ้าน ดังนั้นเธอจึงขอให้พี่สาวช่วยลาหยุดให้

 

ฟู่เยี่ยนเข้าไปในห้องแล้วปิดประตู เธอกระโดดเข้าไปในดินแดนต่างมิติ ในตอนที่เธอได้ก้อนหินสีดำก้อนนี้มา เธอมีความรู้สึกว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อเธอ เธอจึงต้องศึกษามัน

 

ฟู่เยี่ยนตั้งใจศึกษามัน

 

และผู้ที่สร้างค่ายกลทำร้ายตระกูลเก่อเมื่อคืนนี้ก็คือไป๋เฟย ระหว่างทาง เขาได้กระอักเลือดออกมา หยูหลงเซิงที่เดินตามหลังมาเห็นลูกศิษย์มีอาการนี้ จึงรีบนำยาเสริมพลังปราณยัดใส่ปากของลูกศิษย์ทันที

 

“อาจารย์ มีคนทำลายค่ายกลของผม!” ไป๋เฟยพูดทั้งที่ยังมีเลือดอยู่เต็มปาก เขาไม่ยอมหรอก! ใครกันที่มันสามารถทำลายค่ายกลของเขาได้!

 

“เสี่ยวเฟย อย่าเพิ่งสนใจเรื่องพรุ่งนี้เลย เราสองคนเจอยอดฝีมือเข้าแล้ว หากเรายังไม่ยอมไปจากที่นี่อีก เราสองคนคงต้องจบชีวิตลงที่นี่แน่นอน! กลืนยาเสริมพลังปราณนี้เข้าไปแล้วปรับลมหายใจสักพัก แล้วเรารีบไปกันเถอะ!”

 

หยูหลงเซิงเห็นว่าใบหน้าของลูกศิษย์เริ่มมีเลือดฝาดขึ้นมาหลังจากปรับลมหายใจไปสักพัก เขาจึงพยุงลูกศิษย์ของตนเองแล้วพากันเดินหน้าต่อ และกว่าจะได้พบกันอีกครั้ง ในตอนนั้นหยูหลงเซิงจะได้เป็นปรมาจารย์ด้านหาชีพจรมังกรและการกดจุดรวมชีพจร ซึ่งนี่จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอนาคต

 

ฟู่เยี่ยนศึกษาก้อนหินสีดำนี้ไปสักพักก็พบว่ามันไม่ได้มีอะไรพิเศษ เธอจึงโยนมันเข้าไปในดินแดนต่างมิติ แต่ใครจะไปคิดว่าเมื่อโยนมันเข้าไปแล้ว ผืนดินแห้งแล้งโดยรอบจะกลายเป็นสีดำ

 

ที่แท้เจ้าสิ่งนี้มันใช้แบบนี้นี่เอง แล้วจะใช้ทำร้ายคนได้อย่างไร?

 

เจ้าสิ่งนี้น่าจะเป็นศิลาวิญญาณดิน สามารถปรับปรุงคุณภาพดินได้ ไม่รู้ว่ามันมาจากยุคสมัยใด ทว่าเมื่อมันมาตกอยู่ในมือของหยูหลงเซิง มันกลับกลายเป็นสิ่งที่ใช้ทำร้ายผู้คน ฟู่เยี่ยนยังไม่รู้ว่าหยูหลงเซิงได้ฆ่าคนไปถึงสองคนเพื่อให้ได้หินก้อนนี้มา

 

ฟู่เยี่ยนหยิบมันขึ้นมาและพบว่าผืนดินเมื่อครู่นี้ไม่ได้กลับมาเป็นสีเหลืองแห้งแล้งอีกแล้ว ดังนั้นหมายความว่าหากทิ้งของสิ่งนี้ไว้ในดินสักพัก มันก็จะช่วยปรับปรุงคุณภาพของดินได้

 

ฟู่เยี่ยนลองโยนเจ้าสิ่งนั้นขึ้นลงบนพื้น เธอไม่รู้ว่าเจ้าสิ่งนั้นมีขีดจำกัดการใช้งานหรือเปล่า หากใช้ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ในอนาคตเธออาจจะพิจารณาซื้อที่สักผืนมาสร้างคฤหาสน์เชิงนิเวศน์สักหลัง

 

แต่ตอนนี้คงทำได้เพียงเก็บมันไว้ในดินแดนต่างมิติเท่านั้น

 

เจิ้งหมิงกลับมาแล้ว หลังจากที่เขาออกไปทำการค้ามาครั้งนี้ เขาตัดสินใจแล้วว่าจะมาคุยเรื่องแยกบ้านกับเจิ้งจง เขาจะซื้อบ้านหลังเล็กสักหลังไว้อยู่กันแค่ครอบครัวของเขาสามคน เขายินดีไม่รับสมบัติ เพราะถึงอย่างไรตัวเองก็ไม่ใช่ลูกชายแท้ๆอยู่แล้ว

 

ดังนั้นเขาจึงลางาน3วัน ตั้งใจว่าหลังจากแยกบ้านแล้ว เขาจะแวะไปขอบคุณฟู่เยี่ยนแล้วค่อยไปทำงาน อีกทั้งตอนนี้เขาเริ่มงานวิ่งรถส่งของแล้ว เขาจึงอยากทำอย่างอื่นบ้าง

 

แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายก็คือ เจิ้งจงกลับไม่ยอมให้เขาแยกบ้านออกไป

 

“หมิงจื่อ ทำไมแกต้องดื้อรั้นจะแยกบ้าน แกเก็บเอกสารไปเถอะ ฉันจะคิดว่าตัวเองไม่เคยได้ยินเรื่องนี้แล้วกัน” เจิ้งจงถือว่ามีความเห็นแก่ตัวอยู่เหมือนกัน สิ่งที่ลูกคนรองของเขาทำไป ไม่รู้ว่าจะมีจุดจบแบบใด ส่วนลูกคนเล็กก็เป็นคนสุขุมเย็นชา ไม่แน่ว่าในอนาคตพอเขาแก่ตัวมา เขาอาจต้องพึ่งพาเจิ้งหมิง

 

นอกจากนี้เขายังชอบเจิ้งหมิงจากใจจริง เขาจึงอยากให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

 

แต่เจิ้งหมิงไม่อยากทนอีกต่อไปแล้ว หลังจากที่ต้องทนเห็นสีหน้าของอาสะใภ้รองมานานหลายปี เขาก็ไม่อยากให้ลูกชายและภรรยาของเขาต้องทนมองอีกแล้ว

 

“พ่อ ผมรู้ว่าเรื่องการแยกบ้านสำหรับพ่ออาจดูเหมือนผมเป็นคนลืมบุญคุณ แต่มันมีบางเรื่องที่ไม่เหมือนกับที่พ่อคิด แม่เขาไม่อยากให้ผมอยู่บ้านหลังนี้

 

ผมเป็นลูกชายของพ่อ ถึงอย่างไรผมก็สามารถทนได้ แต่ชุนหยูเธอทนไม่ไหวจริงๆ เวลาผมออกวิ่งรถไม่อยู่ที่บ้าน ชุนหยูมักจะถูกรังแกและกลายเป็นที่รองรับอารมณ์อยู่เสมอ ลูกชายของผมอยู่โดยไม่มีแม่ไม่ได้นะพ่อ!”

 

“แม่ของแกเขาแค่ใจแคบไปหน่อย แต่พ่อว่าเธอก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรต่อลูกสะใภ้ใหญ่นะ มีแม่สามีคนไหนบ้างที่สุภาพกับสะใภ้ แกก็ให้สะใภ้ใหญ่อดทนหน่อยเถอะ” เจิ้งจงไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องใหญ่อะไร เพราะแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยมีแม่สามีคนไหนดีกับสะใภ้ของตนเองมาก่อน

 

“พ่อ ผมรับเรื่องนี้ไม่ได้ ผมยินดีไม่รับสมบัติอะไรจากพ่อเลย ขอแค่ผมได้แยกบ้านออกไป พ่อเห็นใจผมเถอะนะ” เจิ้งหมิงจนใจแล้ว

 

“นี่ นี่แกไม่อยากอยู่บ้านนี้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ?” เจิ้งจงแทบไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน

 

“พ่อ มีหลายเรื่องที่ผมเก็บไว้ไม่เคยได้พูดมันออกมาก่อน สมัยผมอายุ6ขวบ ตอนนั้นผมตกลงไปในแม่น้ำ แม่กลับอุ้มเจิ้งจื้อยืนมองผมที่กำลังจะจมน้ำอยู่แบบนั้น หากไม่ใช่เพราะย่าวิ่งออกมาได้ทันเวลา ผมคงตายไปนานแล้ว

 

พอฤดูหนาวตอนผมอายุได้13ปี ตอนนั้นผมเป็นไข้นอนซม ผ้าห่มที่แม่ห่มให้ผมไม่ได้ทำมาจากปุยฝ้าย แต่มันสานมาจากต้นกก ส่วนยาที่นำมาให้ผมกินก็ผสมน้ำมาเจือจาง ผมไม่เป็นไข้ตายก็นับว่าผมดวงแข็งมากแล้ว

 

พ่อ ผมไม่อยากให้ลูกชายของผมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้เหมือนกับผม! พ่อแม่แท้ๆของผมไม่เคยรักและดูแลผม เห็นผมเป็นแค่ธนาคารที่พอเงินหมดก็มาทวงบุญคุณว่าคลอดผมมา

 

พ่อเลี้ยงผมมาจนโต ไม่ว่าอย่างไรผมก็ต้องดูแลพ่อ รอให้พ่อเกษียณก่อน แล้วผมจะมาเลี้ยงดูพ่อเอง ผมไม่มีทางผลักไสพ่อแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้ผมจำต้องขอโทษพ่อด้วย!” เจิ้งหมิงจำต้องเล่าเรื่องราวเลวร้ายในอดีตของเขาออกมา

 

เจิ้งจงมองลูกชายคนโตที่นั่งคุกเข่าลงต่อหน้าเขา เขาไม่คิดเลยว่าแม่ของเจิ้งหมิงจะทำเรื่องแบบนี้ออกมาได้ จู่ๆเขาก็จำเหตุการณ์ในอดีตได้ รายละเอียดที่เคยถูกละเลย คำพูดที่ไม่ได้ตั้งใจและการสลับสายตาล้วนพิสูจน์ความจริงของคำพูดลูกชาย

 

“หมิงจื่อ ลุกขึ้นเถอะ พ่อต้องขอโทษแกด้วย เป็นเพราะหลายปีมานี้พ่อหูหนวกตาบอดเอง! หากแกอยากแยกบ้านก็แยกเถอะ! พ่อจะไม่ห้ามแกแล้ว”



ตอนที่ 85 ทดสอบ

 

คนตระกูลเก่อมาถึงในช่วงสายที่แดดดีที่สุดพอดี คนในครอบครัวฟู่ที่นอนพักเอาแรงอยู่ก็ตื่นแล้วเช่นกัน แต่ฟู่เวยและฟู่หรงไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากมาย สองพี่น้องจึงตื่นนอนแต่เช้าไปโรงเรียนแล้ว

 

ฟู่เยี่ยนกำลังศึกษาหินสีดำอยู่ในดินแดนต่างมิติ เมื่อได้ยินเสียงดังจากหน้าประตู เธอจึงออกมาและเห็นว่าคนที่มาคือผู้เฒ่าของตระกูลเก่อ แม้แต่หัวหน้าหมู่บ้านก็มาเช่นกัน

 

นางถงเดินเข้ามาจับมือหวังซู่เหมยแล้วบ่นว่าเก่อหงจวินมันเป็นคนไม่ได้เรื่อง จากนั้นก็บอกว่าเธอรู้สึกผิดและรู้สึกเสียดายหลานสะใภ้คนนี้

 

หวังซู่เหมยเองก็ทักทายอย่างสุภาพเช่นกัน เธอบอกว่าการช่วยชีวิตคนนั้นได้บุญกุศลกว่าการสร้างเจดีย์7ชั้น แต่ในใจของเธอยังคงรู้สึกโมโหที่ตระกูลเก่อทำไม่ดีกับฟู่ต้านี

 

แต่ฟู่เยี่ยนได้ทำเรื่องดีๆ สมควรช่วยลูกสาวรักษาชื่อเสียงไว้ ดังนั้นหวังซู่เหมยจึงแสดงสีหน้าถ่อมตนออกมา

 

ผู้เฒ่าตระกูลเก่ออายุพอกันกับฟู่เหล่าชวน เขาพูดจามีเหตุผลมาก เขายังมอบของขวัญขอบคุณฟู่เยี่ยนที่ช่วยเหลือทายาทตระกูลเก่อ ทุกคนในตระกูลต่างรวบรวมเงินมาเป็นค่าตอบแทนน้ำใจทั้งหมด300หยวน

 

ฟูต้าหย่งรับเงินก้อนนี้เอาไว้ ฟู่เยี่ยนเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะเธอแค่ประจวบเหมาะได้ช่วยตระกูลเก่อไว้ได้ก็เท่านั้น ถึงอย่างไรเธอก็ไม่ได้ทำไปเพื่อพวกเขาอยู่ดี

 

ผู้เฒ่าตระกูลเก่อพูดจบแล้วยังคงไม่กลับไป เขายังคงชวนฟู่ต้าหย่งคุยอยู่อย่างนั้น ฟู่เยี่ยนยังศึกษาศิลาวิญญาณดินไม่เสร็จ เธอจึงเริ่มเกิดความรำคาญ ส่วนฟูต้าหย่งเองก็มองออกว่าหัวหน้าตระกูลเก่อมีบางอย่างอยากพูดกับเขา ดังนั้นเขาจึงถามออกไปตามตรง

 

“ลุงเก่อ ถ้าลุงมีอะไรก็พูดออกมาตามตรงเถอะ” ฟูต้าหย่งเองก็เวียนหัวกับการพูดจาอ้อมค้อมวกไปวนมาของหัวหน้าตระกูลเก่อแย่แล้ว ตอนนี้เขาอยากยุติการพบหน้ากันของทั้งสองตระกูลโดยเร็ว

 

“หลานชาย งั้นฉันจะขอพูดออกไปตามตรงเลยแล้วกัน หลายปีมานี้เป็นเพราะตระกูลเก่อมีหลานชายไร้ศีลธรรมอย่างเก่อหงจวิน แม้ในตระกูลจะมีลูกหลานที่ได้ดิบได้ดีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีชื่อเสียงหรือประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ฉันเลยคิดเองว่าเป็นเพราะสุสานบรรพบุรุษของตระกูลเรามีปัญหาหรือไม่? หลานพอจะให้อาจารย์ฟู่ไปดูที่สุสาน เพื่อชี้แนะพวกเราหน่อยได้ไหม?” เก่อเซิ่งลี่ หัวหน้าตระกูลเก่อถามขึ้นมาด้วยความเกรงใจ

 

ฟู่เยี่ยนรู้สึกดูแคลนผู้เฒ่าผู้แก่ที่พูดจาในทำนองนี้มาก ลูกหลานของตนเองไร้ศีลธรรม ไม่มีใครในตระกูลประสบความสำเร็จเท่าที่คน เรื่องแบบนี้มันโทษแค่สุสานบรรพบุรุษของตนเองได้หรือ? การอบรมของครอบครัวมีส่วนสำคัญต่างหาก คนไร้ศีลธรรมอย่างเก่อหงจวินล้วนมาจากการอบรมสั่งสอนของผู้เป็นแม่ทั้งนั้น

 

‘ไผ่ชั่วให้หน่อไม้ดี’ พ่อแม่ที่เป็นดั่งสำนวนนี้เป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆเท่านั้น หลุมศพของบรรพบุรุษสามารถรับประกันความเจริญรุ่งเรืองของลูกหลานได้เท่านั้น แต่พวกเขาจะประสบความสำเร็จและเป็นคนดีได้หรือไม่นั้นอยู่ที่การกระทำของพวกเขาเอง ความสำเร็จขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ หากคุณต้องการเป็นคนดี คุณก็ต้องมีความเป็นมนุษย์ให้ได้เสียก่อน!

 

เพียงแต่หากเธอพูดแบบนี้ออกมาตามตรง มันจะกลายเป็นการสร้างความโกรธแค้นต่อกัน ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงต้องพูดอ้อมค้อมให้นุ่มนวลไว้

 

“หัวหน้าตระกูลเก่อ หลุมศพบรรพบุรุษตระกูลเก่อไม่ได้มีปัญหาอะไร ตรงกันข้ามกลับตั้งอยู่ในสถานที่ฮวงจุ้ยดี เชื่อว่าในภายภาคหน้า ลูกหลานของตระกูลจะต้องเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน

 

แผนที่จะเปรียบเทียบหลุมศพ ไม่สู้เชื่อฟังคำพูดของผู้ยิ่งใหญ่ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและพาตัวเองไปประสบความสำเร็จถึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง พลังแห่งความรู้ไร้ที่สิ้นสุด”

 

ฟู่เยี่ยนพูดจบ เก่อเซิ่งลี่ก็มีสีหน้าละอายใจ เป็นอย่างที่พูดจริง เพราะแม้แต่หมู่บ้านอันผิงก็ยังมีโรงเรียนอยู่ภายในหมู่บ้าน ขนาดคนในหมู่บ้านเสี่ยวโจวยังต้องมาเรียนหนังสือที่หมู่บ้านอันผิง และเป็นเพราะเหตุนี้เองทำให้เด็กๆหลายคนมักจะแอบหนีเรียนอยู่เป็นประจำ

 

เก่อเซิ่งลี่กล่าวขอบคุณแล้วก็พาคนในตระกูลเก่อกลับไป หลังจากที่เขากลับไปแล้วก็ร่วมมือกับหัวหน้าตระกูลอีกสองตระกูลในหมู่บ้านเพื่อยื่นเรื่องขอเปิดโรงเรียนประถม นอกจากนี้ยังได้เปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างในตระกูลเก่อ เขาพยายามอย่างหนักในการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาในครอบครัว เพราะสมัยเด็ก เก่อเซิ่งลี่เคยได้รับการศึกษาจากโรงเรียนเอกชนมาก่อน ดังนั้นเขาจึงเข้ามาดูแลเรื่องการศึกษาของตระกูลโดยไม่สนใจเรื่องอายุอีกด้วย

 

ในอนาคตอีกไม่กี่ปีต่อไป ฟู่เยี่ยนจะได้กลายเป็นปรมาจารย์ด้านอภิปรัชญาที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติในประเทศจีน และตระกูลเก่อภายใต้การนำของเก่อเซิ่งลี่จะหันมาให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาของลูกหลาน และในอนาคตพวกเขาจะอบรมลูกหลานผู้มากพรสวรรค์ออกมาได้เป็นจำนวนมาก

 

เก่อเซิ่งลี่จดจำคำพูดที่อาจารย์ฟู่เคยพูดเอาไว้ว่า ‘ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน พาตัวเองไปประสบความสำเร็จ’ ได้ขึ้นใจ เขาได้เขียนมันไว้เหนือผังตระกูล และกลายเป็นคำพังเพยสอนลูกสอนหลานไปรุ่นสู่รุ่น

 

แต่ในฐานะนักเรียนมัธยมต้น ตอนนี้ฟู่เยี่ยนต้องไปโรงเรียน หรือต่อให้เธอลาหยุดอยู่บ้าน เธอก็จะแอบขี้เกียจไม่ได้เป็นอันขาด เพราะอีกไม่นานการทดสอบเดือนแรกจะมาถึงแล้ว

 

เดิมทีโรงเรียนมัธยมต้นในชุมชนไม่มีการสอบรายเดือน แต่ครูจงที่เพิ่งย้ายมาปีนี้เป็นเยาวชนที่มีการศึกษา เพื่อให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 ปรับตัวเข้ากับการสอบเข้ามัธยมปลายได้ เขาจึงได้เกิดไอเดียนี้ขึ้นมา โจวชิวลู่ร้องคร่ำครวญมาหลายวันแล้ว แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งการมาถึงของการทดสอบนี้ได้

 

เช้าวันรุ่งขึ้นที่โรงเรียน โจวชิวลู่ได้นำของที่เจิ้งหมิงฝากมาขอบคุณฟู่เยี่ยนติดมาด้วย มันไม่ได้มีเพียงแค่เงินที่ถูกห่อมาอย่างดีเท่านั้น แต่ยังมีอุปกรณ์การเรียนที่ภรรยาของเจิ้งหมิงไปซื้อมาจากสหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภคด้วย

 

โจวชิวลู่ชอบกล่องดินสอที่อยู่ด้านในมาก จนเกือบน้ำลายไหลออกมา แต่พี่สาวก็ซื้อให้เธอแล้วเช่นกัน เพียงแต่ลายและสีไม่เหมือนกับของฟู่เยี่ยน โจวชิงหยูฟังจากรายละเอียดที่เจิ้งหมิงเล่าให้ฟัง เธอมีความรู้สึกว่าเดิมทีฟู่เยี่ยนไม่อยากเข้ามายุ่งเรื่องคนอื่น แต่ที่เปลี่ยนท่าทีไป คงเพราะเห็นแก่น้องสาวของเธอ

 

ดังนั้นเธอจึงพาน้องสาวออกไปเลือกซื้อของด้วย นับตั้งแต่ที่โจวชิงหยูแยกบ้านออกมาจากครอบครัวของพ่อแม่สามี ดูเหมือนเธอจะผ่อนคลายลงมาก เธอกล้าที่จะใช้เงินในมือแล้ว และด้วยความที่เจิ้งจงต้องการชดเชยให้หลังจากที่รู้ว่าเจิ้งหมิงจะยังคงนับถือเขาเป็นพ่อและจะคอยดูแลยามเขาแก่เฒ่า เขาก็ให้เงินเจิ้งหมิงมาซื้อบ้านอีกด้วย

 

และด้วยความที่โจวชิวลู่เป็นเพื่อนสนิทของอาจารย์ฟู่ เธอจึงพลอยได้รับผลประโยชน์นี้ไปด้วย

 

“พวกเราแลกกันดีไหม? ฉันชอบสีกล่องดินสอที่เธอใช้อยู่” ฟู่เยี่ยนเห็นว่าโจวชิวลู่จ้องกล่องดินสอในถุงไม่วางตา

 

“ไม่ล่ะ ฉันยังอยากใช้มันอยู่ เอาไว้ผ่านไปสักสองสามวันค่อยเอามาแลกกันใช้!” โจวชิวลู่ตกลงเรื่องแรกกล่องดินสอกับเพื่อนสนิทเรียบร้อย

 

“ได้ ถึงตอนนั้นเธอก็เอามาแลกเองแล้วก็จัดกล่องดินสอให้ฉันด้วย จริงสิ ฉันมีเรื่องอยากจะฝากเธอไปบอกพี่เขยของเธอหน่อย” ฟู่เยี่ยนอยากใช้โจวชิวลู่เป็นกระบอกเสียงให้เธอ เพราะเธอเห็นถึงไหวพริบและความคล่องแคล่วของเจิ้งหมิง จึงอยากดึงเขาเข้ามาเป็นพันธมิตรให้กับจางเหว่ย แต่จางเหว่ยนั้นสูงส่งเกินไป เขาเป็นถึงลูกชายของนายกเทศมนตรีจาง ไม่ใช่ผู้ที่มีชะตาเกราะเพชรคุ้มกัน

 

นายกเทศมนตรีจางเองก็มีศัตรูทางการเมืองและมีคนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน จางเหว่ยจึงไม่ควรเข้ามาพัวพันเรื่องพวกนี้ ดังนั้นเจิ้งหมิงจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

 

เจิ้งหมิงเป็นคนกว้างขวาง มีความทะเยอทะยาน ไม่ยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ในตอนนี้ อีกทั้งเธอยังมีบุญคุณต่อเขา เขาได้เห็นวิธีของเธอแล้ว และในอนาคตจะไม่กล้าเล่นลูกไม้กับเธอแน่นอน หากฝ่ายหนึ่งมีความกลัว ความร่วมมือถึงจะอยู่ได้ยาวนาน

 

ฟู่เยี่ยนที่วางแผนทุกอย่างไว้หมดแล้วจึงทำให้เจิ้งหมิงได้เห็นทุกสิ่งแล้วมาขอทำความร่วมมือกับเธอ นี่ไม่ใช่ความใจร้ายหรือความเห็นแก่ตัวของฟู่เยี่ยน แต่เป็นความร่วมมือที่มาเยือนเอง มันไม่เหมือนความร่วมมือที่เราต้องไปขอร้องคนอื่น

 

แน่นอนว่าอย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่เหมือน

 

โจวชิวลู่เลิกเรียนแล้วจึงได้ฝากของไปให้เจิ้งหมิง มันเป็นจดหมายที่ฝากส่งถึงจางเหว่ย โดยเนื้อความเขียนความคิดและแผนการของฟู่เยี่ยน

 

เพราะการหาพันธมิตรจะต้องได้รับความยินยอมจากจางเหว่ย

 

เจิ้งหมิงได้รับจดหมายแล้ว ตัวจดหมายไม่ได้ปิดผนึก ซึ่งนี่เป็นวิธีการหนึ่งของฟู่เยี่ยน หากมีคนอ่านจดหมายฉบับนี้จบ กระดาษจะเผาไหม้ตัวเอง เป็นยันต์ประเภทหนึ่งที่ฟู่เยี่ยนทำขึ้นมาตามวิธีลับของบรรพบุรุษ

 

หากเจิ้งหมิงแอบอ่านเนื้อความในจดหมาย จดหมายฉบับนี้ก็จะหายไป ต่อให้เขาเขียนมันขึ้นมาใหม่ ตัวกระดาษก็จะไม่เผาไหม้ตัวเอง ฟู่เยี่ยนไปถามดูก็รู้แล้ว

 

เรื่องจริงได้พิสูจน์แล้วว่าฟู่เยี่ยนมองเหตุการณ์ไม่ผิด จางเหว่ยสงสัยว่าทำไมอาจารย์ฟู่ไม่ติดต่อมา แต่กลับเขียนจดหมายมาให้เขา หลังจากที่เขาอ่านจบแล้ว ยังไม่ทันจะได้อ่านทวนซ้ำอีกรอบ กระดาษจดหมายก็เผาไหม้ตัวเองไปเสียแล้ว!

 

“บ้าเอ้ย นี่มันอะไรวะเนี่ย!” จางเหว่ยที่อ่านจดหมายจบกับเจิ้งหมิงที่ทำหน้าที่คนส่งจดหมายถึงกับตกตะลึง เจิ้งหมิงย่อมคิดทบทวนมากกว่าจางเหว่ย ทั้งยังเหงื่อท่วมตัวด้วยความขนลุกอีกด้วย โชคดีนะที่เขาไม่ได้เปิดจดหมายอ่าน!



จบตอน

Comments