magic ep96-100

 ตอนที่ 96 คนสะกดรอยหน้าโง่

 

เมิ่งเทียนฮัวตรงกลับบ้านไปเก็บเสื้อผ้าให้ภรรยา ในขณะที่เก็บเสื้อผ้าอยู่นั้น แม่ของเขาก็อยู่ที่บ้านด้วยเช่นกัน

 

“เทียนฮัว นี่ลูกทำอะไรน่ะ?” หญิงชราถง แม่ของเมิ่งเทียนฮัวเอ่ยถามด้วยความสงสัย

 

“พรุ่งนี้เจียเหอจะออกจากโรงพยาบาลแล้ว เธออยากกลับไปพักที่หมู่บ้านผิงอันชั่วคราว ผมงานยุ่งไม่สามารถดูแลเธอได้ ตอนนี้ผมเลยมาเก็บเสื้อผ้ากลับไปให้เธอ” เมิ่งเทียนฮัวไม่ได้บอกความจริงออกมา

 

“เอ่อ……เป็นเพราะเจียเหอโกรธแม่หรือเปล่า? ที่แม่ออกไปซื้อปลามาให้เพราะอยากให้เธอกินบำรุง แม่จะอธิบายอย่างไรดี?” หญิงชราถงรู้สึกเสียใจอยู่เหมือนกัน

 

“แม่ แม่คิดมากไปแล้ว เจียเหอรู้สึกแย่เพราะสูญเสียลูกไป เราต้องใจกว้างคิดเผื่อเธอ การที่เธอกลับไปอยู่บ้านพ่อแม่จะได้รู้สึกสบายใจยิ่งขึ้น รอให้เธอแข็งแรงดีแล้ว ความรู้สึกของเธอก็จะดีขึ้นตาม” เมิ่งเทียนฮัวเห็นแม่ของตนเองเป็นแบบนี้ก็รู้สึกสงสาร แต่เรื่องจริงยังไม่กระจ่างชัด เขาจำเป็นต้องปิดบังทุกคนเอาไว้ก่อน

 

“ก็ได้ เดี๋ยวแม่ไปเตรียมของให้เจียเหอสักหน่อย ลูกนำไปให้เธอด้วยล่ะ” เมื่อก่อนหญิงชราถงคิดว่าลูกสะใภ้ไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ เธอจึงคอยขัดพวกเขาอยู่เป็นประจำ จนถึงขั้นเคยคิดอยากเปลี่ยนลูกสะใภ้ด้วยซ้ำ แต่เมื่อซ่งเจียเหอตั้งครรภ์ ความคิดเหล่านั้นของหญิงชราก็หายไป

 

ถึงแม้ครั้งนี้ซ่งเจียเหอจะแท้งลูก แต่หญิงชราถงกลับรู้สึกสงสารลูกสะใภ้มาก และก็หวังว่าซ่งเจียเหอจะกลับมาหายดีในเร็ววัน ในเมื่อครั้งนี้มีได้ ครั้งหน้าก็น่าจะต้องมีได้เหมือนกัน

 

เมิ่งเทียนฮัวเก็บเสื้อผ้าให้ภรรยาเสร็จแล้ว เขาก็นั่งอยู่บนเตียง เขามองดูเสื้อผ้าชุดเล็กที่ภรรยาเย็บไว้ให้ลูกน้อยของพวกเขา ความรู้สึกเศร้าเสียใจถาโถมเข้ามา จนทำให้เขาไม่อาจระงับมันได้

 

เขานึกถึงเรื่องที่พ่อตาพูด ไม่ว่าคนที่บอกมานั้นจะเป็นนักต้มตุ๋นหรือไม่ แต่ต่อให้มีความหวังเพียงเล็กน้อย เขาก็จะทำ และหากสามารถหาตัวฆาตกรที่ฆ่าลูกของเขาออกมาได้ เขาก็จะยอมรับนับถือคนที่บอกพ่อตาเขามา!

 

…………………………………

 

ที่ห้องผู้ป่วย ซ่งเจียเหอตกอยู่ในห้วงความทรงจำของตนเอง คนในครอบครัวฟู่ไม่ปรากฏตัวในชีวิตเธอมานานแล้ว นึกถึงตอนนั้นที่เธออายุ 16ปี หากเขาไม่ไปเป็นทหาร ตอนนี้เธอก็คงมีลูกหลายคนแล้ว

 

ซ่งเจียเหอเปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่าของชายชราซ่งมาตั้งแต่เด็ก เรียกได้ว่าเธอถูกเลี้ยงดูมาจนเติบโตราวกับเป็นเจ้าหญิงคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ เนื่องจากครอบครัวซ่งมีฐานะค่อนข้างดี ซ่งเจียเหอจึงไม่เคยต้องมาลำบาก แต่สิ่งที่ชายชราซ่งภูมิใจที่สุดคือลูกสาวคนนี้ เขามักจะบอกว่าเธอเก่งเหมือนผู้ชาย

 

เพียงแต่พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่าอุปสรรคใหญ่ที่สุดจะเกิดขึ้นจากเรื่องการแต่งงาน ซ่งเจียเหอหลงรักฟู่ต้าจวงมาตั้งแต่เด็ก ทั้งสองครอบครัวก็รู้เรื่องนี้เช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงยินดีหากเด็กทั้งสองได้แต่งงานกัน ในตอนนั้นเสิ่นซู่จือก็ชอบเธอมากอีกด้วย

 

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเธออายุได้ 16ปี ฟู่ต้าหย่งถูกฟู่เหล่าชวนขังไว้ในบ้าน ฟู่ต้าจวงไปเป็นทหารแทน ซ่งเจียเหอยังจำได้ว่าตอนนั้นเธอรวบรวมความกล้าบอกฟู่ต้าจวงว่าอย่าไปเป็นทหารเลย เธอจะให้พ่อหาเส้นสายให้ฟู่ต้าจวงได้เป็นคนงานของรัฐ

 

น่าเสียดายที่ตอนนั้นพวกเขายังเด็ก ฟู่ต้าจวงไม่ไปไม่ได้ อีกทั้งในตอนนั้นฟู่ต้าจวงคิดกับเธอเป็นแค่น้องสาวคนหนึ่ง ซ่งเจียเหอเองก็มีความหยิ่งทะนงในตนเองเช่นกัน ในเมื่อเขาปฏิเสธ เธอก็ล้มเลิกเรื่องแต่งงานเช่นกัน

 

นับแต่นั้นมา ตระกูลซ่งและตระกูลฟู่ก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย ทั้งสองครอบครัวทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซ่งเจียเหอไปทำงานให้กับภาครัฐ โดยเธอทำงานเป็นเสมียนในโรงงานเครื่องจักร ต่อมาเมิ่งเทียนฮัวก็เฝ้าตามจีบเธออย่างไม่ลดละ ทำให้ซ่งเจียเหอตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่กินกับเมิ่งเทียนฮัว

 

เธอยังจำปีที่เธอแต่งงานได้ เมื่อฟู่ต้าจวงกลับมาเยี่ยมญาติ เธอจับมือเมิ่งเทียนฮัวไปปรากฏตัวตรงหน้าเขา เพื่อดูว่าฟู่ต้าจวงจะเสียใจหรือไม่ ใครจะไปคิดว่าเขาแค่ยิ้มแล้วกล่าวแสดงความยินดีเท่านั้น

 

“เจียเหอ ผมเตรียมเสื้อผ้าของคุณไว้ให้แล้ว คุณดูซิว่ามีอะไรขาดเหลือไหม? ถ้ายังขาดอะไร ผมไปที่หมู่บ้านอันผิงทุกวันอยู่แล้ว เดี๋ยวผมจะนำไปให้” คำพูดของเมิ่งเทียนฮัวขัดจังหวะความคิดของเธอ

 

มองดูสามีที่ยืนอยู่ตรงหน้า ทั้งที่แต่งงานกันมา 10กว่าปีแต่ก็ยังไม่มีลูก เขาไม่เคยบ่นว่าให้เธอเสียใจหรือโทษเธอมาก่อน ที่ผ่านมาเขามักจะรักและเป็นห่วงเธออยู่เสมอ

 

ซ่งเจียเหอลูบท้องของตนเอง เธอยังสามารถมีลูกได้อยู่ไหม?

 

“เทียนฮัว ด้วยตำแหน่งของคุณ คุณไม่ไปทำงานได้หรือ? ฉันอยู่ได้ ผิงผิงและลี่ลี่มีความสามารถทั้งคู่ ฉันไม่เป็นไรหรอก คุณไปทำงานเถอะ”

 

“ไม่เป็นไร อีกเดี๋ยวผมค่อยไป ตอนบ่ายผมไม่ได้มาเฝ้าคุณนะ ตอนเย็นค่อยให้ผิงผิงและลี่ลี่กลับบ้าน เดี๋ยวคืนนี้ผมจะอยู่เฝ้าคุณเอง” เมิ่งเทียนฮัวเตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วก็ไปทำงาน

 

…………………………………..

 

อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนกำลังสัมผัสประสบการณ์ได้รับจดหมายรักเป็นครั้งแรกหลังจากที่เธอมาอยู่ที่นี่

 

ฟู่เยี่ยนมองจดหมายในมือของโจวชิวลู่ เธอรู้สึกมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง ทำไมเธอถึงไม่รู้มาก่อนว่าในกระเป๋าของตนเองมีเจ้าสิ่งนี้อยู่?

 

“เสี่ยวฮั่ว ให้ฉันเปิดอ่านไหม? นี่เป็นจดหมายจากใครกัน?” โจวชิวลู่พูดจบก็เปิดจดหมายอ่านทันที

 

“ฟู่เยี่ยนที่รัก ฉันคือ……” โจวชิวลู่ยังไม่ทันอ่านจบ ฟู่เยี่ยนก็เอามือขึ้นมาอุดปากเพื่อนสนิทแล้ว จากนั้นเธอก็เก็บจดหมายฉบับนั้นกลับมา

 

“ไม่ต้องอ่านแล้ว มันไม่ใช่จดหมายที่ดีอะไร” ฟู่เยี่ยนไม่คิดว่าจะมีคนมาแอบรักเธอด้วย คนเฒ่าคนแก่ชอบบอกว่าอย่าเพิ่งมีแฟนเร็ว ให้ตั้งใจเรียนมีอาชีพการงานที่ดีก่อน

 

“เหมือนจะเป็นจดหมายรักที่คนเขาชอบพูดถึงกันนะ!” โจวชิวลู่ยื่นหน้ามากระซิบข้างหูฟู่เยี่ยน

 

ในเมื่อรู้ว่าเป็นจดหมายรัก แล้วยังอ่านออกมาอีก?! ฟู่เยี่ยนมองค้อนโจวชิวลู่ โจวชิวลู่ก็แลบลิ้นใส่เพื่อนรักทันที

 

สองเพื่อนรักแยกกันที่หน้าประตูโรงเรียน ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวมาถึงในไม่กี่อึดใจต่อมา ตอนนี้ซ่งจืออันยังไม่ฟื้นตัวได้เต็มร้อย เขาจึงลาโรงเรียนอีกวัน คาดว่าพรุ่งนี้คงสามารถมาโรงเรียนได้แล้ว

 

สามพี่น้องเดินกลับบ้านด้วยกัน แต่ที่น่าแปลกก็คือวันนี้ฟู่เยี่ยนไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของหม่าซานเลย หรือเขาอาจจะล้มเลิกไปแล้ว?

 

แต่เมื่อเธอเดินไปถึงหน้าประตูสหกรณ์จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค สัมผัสที่หกอันแปลกประหลาดกลับมาอีกครั้ง ดูเหมือนว่าหม่าซานจะโดนเลิกจ้างแล้ว คนที่มาใหม่ไม่รู้ว่าเป็นหม่าซื่อหรือหม่าลิ่วอีก ?

 

ฟู่เยี่ยนทำท่าย่อตัวลงไปหยิบก้อนหินแล้วมองดู คราวนี้เป็นผู้หญิง

 

หวังเสี่ยวชุ่ยทำภารกิจเป็นครั้งแรก เธอเคยเป็นผู้ดูแลเรื่องโลจิสติกส์ในทีม วันนี้ภรรยาของหม่าซานไม่สบาย หม่าซานจึงขอให้เธอช่วยสองสามวัน

 

และเป็นเพราะฟู่เยี่ยนไม่ได้ไปที่ไหนเลยจริงๆ เธอไปแค่โรงเรียนและบ้านเท่านั้น ดังนั้นหม่าซานจึงไม่เห็นฟู่เยี่ยนอยู่ในสายตา เขาถึงขั้นคิดว่าเจิ้งจื้อกำลังทำเรื่องไร้สาระอยู่ ถึงได้มีเวลามาจับตาดูสาวน้อยคนหนึ่ง  วันๆแค่จัดการกับจดหมายรายงานพวกนั้นก็ยุ่งมากพอแล้ว แต่ทำไมเขาถึงยังมีเวลาว่างมาจับตาดูสาวน้อยวัยมัธยมต้นกันด้วย?

 

หวังเสี่ยวชุ่ยรับภารกิจแล้วก็เดินตามฟู่เยี่ยนไปที่หมู่บ้าน งานในวันนี้ของเธอจะเสร็จสิ้นก็ต่อเมื่อเธอตามสาวน้อยคนนี้ไปถึงหน้าทางเข้าหมู่บ้านแล้ว ดังนั้นหวังเสี่ยวชุ่ยจึงเดินตามไปทื่อๆอย่างนั้นโดยไม่แม้กระทั่งจะปกปิดตัวเอง ขนาดฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวยังจับสังเกตได้

 

ฟู่เยี่ยนคิดว่าหม่าซานคงอยากช่วยเธอถึงได้ส่งคนสะกดรอยตามหน้าโง่แบบนี้มา ดังนั้นเธอจึงกระซิบบางอย่างกับฟู่เซินและฟู่เหมี่ยว ทั้งสามคนแยกย้ายกันทันทีเมื่อหันไปทางหมู่บ้าน ทั้งสามคนรีบวิ่งเข้าไปในตรอกคนละตรอกอย่างรวดเร็ว หวังเสี่ยวชุ่ยไม่ทันได้มองชัดด้วยซ้ำว่าฟู่เยี่ยนคือคนไหน

 

สุดท้ายเธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเลือกวิ่งเข้าไปสักตรอก แต่สุดท้ายมันก็กลายเป็นทางตันและไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาไปอยู่ที่ไหน

 

ฟู่เยี่ยนที่แปะยันต์ซ่อนตัวไว้มองหวังเสี่ยวชุ่ยที่กำลังเดินวนไปวนมาด้วยความร้อนใจ ก่อนที่สาวน้อยจะเดินกลับบ้านไป

 

จากนั้นสามพี่น้องก็กลับมารวมตัวกันที่ทางเข้าหมู่บ้าน ในเวลานี้หวังเสี่ยวชุ่ยเลิกสะกดรอยตามและกลับบ้านตัวเองไปแล้ว พรุ่งนี้เธอก็แค่ไปบอกหม่าซานว่าฟู่เยี่ยนกลับบ้านไปแล้ว ไม่ได้แวะไหนก็จบเรื่อง

 

ไม่กี่วันถัดมา ฟู่เยี่ยนก็หายตัวไปและกลับบ้านทันที หวังเสี่ยวชุ่ยจึงล้มเลิกความคิดที่จะสะกดรอยตาม เธอ แค่ไปเฝ้าดูที่หน้าประตูโรงเรียน เมื่อเห็นว่าฟู่เยี่ยนเดินกลับบ้าน เธอก็เลิกงานและกลับบ้านของตัวเองเช่นกัน

 

ฟู่เยี่ยนคิดว่าหากในเวลานี้เธอไม่ทำอะไรเสียหน่อย แบบนั้นจะเป็นการสูญเสียโอกาสของเธอเปล่าๆ


 

ตอนที่ 97 ฆาตกร

 

เมิ่งเทียนฮัวและซ่งเจียเหอมาที่บ้านของครอบครัวฟู่ในช่วงเย็นวันที่สอง ฟู่เยี่ยนเลิกเรียนกลับมาแล้วจึงรอพวกเขาอยู่ที่บ้าน

 

เมื่อเมิ่งเทียนฮัวเห็นฟู่เยี่ยน เขาก็ประหลาดใจไปชั่วขณะ เขาปรับอารมณ์ของตนเองแทบจะในทันที เพราะเขาไม่คิดว่าคนที่ทำนายให้เขาจะเป็นเด็กสาวแบบนี้

 

และในชั่วขณะนั้นเอง ความระแวงของเมิ่งเทียนฮัวหายไปเกือบครึ่ง เพราะหากคนตรงหน้าเป็นชายชราอายุประมาณ 50ปี เขาก็จะเดินออกไปจากบ้านหลังนี้ทันที และไปพาคนมาจับกุมชายคนนั้นไป แต่หากเป็นเด็กสาวอายุน้อยขนาดนี้ เมิ่งเทียนฮัวคิดว่าบางทีเธออาจจะช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้จริงๆ

 

ฟู่เยี่ยนมองดูปฏิกิริยาของเมิ่งเทียนฮัว ผู้ชายคนนี้น่าสนใจเหมือนกัน

 

“นั่งลงก่อนค่ะ” ที่นั่งตรงหน้าฟู่เยี่ยนมีน้ำสองแก้ววางเตรียมรอไว้ให้แล้ว ซึ่งของซ่งเจียเหอเป็นน้ำเปล่า

 

เมิ่งเทียนฮัวเหลือบมอง สาวน้อยคนนี้น่าสนใจอยู่เหมือนกัน

 

ต่างคนต่างคิดว่าอีกฝ่ายดูน่าสนใจ การพูดคุยกันหลังจากนี้จะต้องราบรื่นอย่างแน่นอน

 

“ที่พวกคุณสองคนมาในวันนี้เพื่อจะมาถามว่าทำไมอาซ่งถึงแท้งลูกใช่ไหม?” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามออกไปตามตรง

 

“หนูคือเสี่ยวฮั่ว ลูกของพี่ต้าหย่งสินะ อาเคยเห็นหนูสมัยหนูยังเป็นเด็ก” ซ่งเจียเหอกล่าวด้วยรอยยิ้ม หากเธอแต่งงานแล้วมีลูกเลย ลูกของเธอก็คงโตขนาดนี้แล้ว

 

“หนูเองก็ได้ยินพี่จืออันพูดให้ฟังอยู่บ่อยๆ ว่าอาหญิงดีกับเขามาก” เมื่อคืนฟู่เยี่ยนฟังเรื่องราวในอดีตของซ่งเจียเหอและอารองมาจากปากของแม่เธอแล้ว เรื่องนี้พูดได้คำเดียวว่าเป็นเพราะพวกเขาไม่ใช่เนื้อคู่กัน

 

“เสี่ยวฮั่ว อาอยากรู้แค่ว่าใครเป็นคนทำร้ายอา?” ซ่งเจียเหอกัดฟันด้วยความเคียดแค้น

 

“อาซ่ง บางครั้งยิ่งความกดดันในใจของอาหนักเท่าไหร่ อาก็จะบรรลุสิ่งที่ต้องการได้น้อยลงเท่านั้น อาต้องพยายามปล่อยมันไป แล้วสิ่งต่างๆจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ”

 

“เขียนวันเดือนปีเกิดและเวลาตกฟากของอาและสามีมา แล้วหนูจะคำนวณดวงชะตาให้” ฟู่เยี่ยนชี้ให้ซ่งเจียเหอดูว่ามีกระดาษและปากกาอยู่ตรงหน้าแล้ว

 

เมิ่งเทียนฮัวเองก็เขียนวันเดือนปีเกิดและเวลาตกฟากของตนเองเช่นกัน แต่ในขณะที่เขียนเขามีชะงักไปอยู่ครู่หนึ่ง และไม่นานเขาก็เขียนเสร็จแล้วยื่นให้ฟู่เยี่ยนไป

 

“ดูเหมือนคุณเมิ่งจะไม่เชื่อมั่นในตัวหนู เห็นได้ชัดว่าวันเดือนปีเกิดและเวลาตกฟากของคุณเป็นของผู้หญิง คุณอยากทดสอบความสามารถของหนูใช่ไหม?” ฟู่เยี่ยนจ้องไปยังเมิ่งเทียนฮัวอย่างเย้าแหย่ เขากำลังทดสอบเธอ

 

“ต้องขออภัยด้วย เมื่อครู่นี้เป็นเพราะฉันดูแคลนว่าเธออายุน้อยจริงๆ ฉันต้องขอโทษอาจารย์ฟู่ด้วย” แม้เมิ่งเทียนฮัวจะพูดได้อย่างลื่นไหล แต่ฟู่เยี่ยนมองไม่เห็นถึงความรู้สึกอยากขอโทษจากเขาเลย

 

จากนั้นเขาก็เขียนวันเดือนปีเกิดและเวลาตกฟากใหม่แล้วยื่นให้ฟู่เยี่ยน

 

“อาซ่ง ในชีวิตของอาจะมีอุปสรรคใหญ่อยู่สองอุปสรรค นั่นคือสูญเสียแม่ตั้งแต่เป็นเด็ก และสูญเสียบุตรเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน ตอนนี้ดูเหมือนว่าชีวิตในอนาคตของอาจะราบรื่นดี

 

นอกจากนี้อาชีพการงานของอายังค่อนข้างเจริญรุ่งเรือง และมีดวงส่งเสริมสามี อาและสามีเป็นคู่สวรรค์สรรสร้าง เป็นเนื้อคู่กันสามภพสามชาติ หากมีอาคอยช่วยเหลือ หน้าที่การงานของคุณเมิ่งก็จะเจริญก้าวหน้าเช่นกัน เพียงแต่คุณเมิ่งเป็นคนซื่อตรง ขาดพลังอันฮึกเหิม”

 

“แล้วเรื่องลูกล่ะ? อายังมีโอกาสมีลูกอีกไหม?” ซ่งเจียเหอสนใจประเด็นนี้ที่สุด เมิ่งเทียนฮัวสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดของภรรยาในทันที ทำให้เขารู้สึกกังวลใจอย่างช่วยไม่ได้

 

“อาซ่ง ที่จริงจุดวังบุตรบนใบหน้าของอาบ่งบอกว่าอาจะมีลูกชายและลูกสาว แต่ตอนนี้มันมีพลังงานสีดำปกคลุมอยู่ จึงเหลือแค่ลูกสาวแล้ว เห็นได้ชัดว่าที่อาแท้งลูกในคราวนี้เป็นเพราะมีคนทำร้ายอา” ฟู่เยี่ยนมองเห็นสาเหตุที่มีพลังงานสีดำปกคลุมอยู่บนใบหน้าของซ่งเจียเหอ ที่แท้มาจากการวางแผนเพื่อให้ได้ทรัพย์สินของคนอื่นจึงต้องลงมือเข่นฆ่าชีวิตผู้คน

 

ซ่งเจียเหออดไม่ได้ที่จะปิดหน้าและร้องไห้ เมิ่งเทียนฮัวทำได้เพียงจับไหล่ของเธอและพยายามปลอบใจเธอบ้าง

 

“อย่าโกรธที่หนูพูดตามตรงเลย หากพวกคุณทั้งสองยังเอาแต่ร้องไห้แบบนี้ต่อไป ดวงของลูกสาวของพวกคุณจะต้องพังอย่างแน่นอน”

 

“อาจารย์ ในเมื่ออาจารย์พูดมาแบบนี้แสดงว่ามีทางแก้ใช่ไหม ขอเพียงแค่สามารถรักษาชีวิตลูกสาวของฉันเอาไว้ได้ ฉันเมิ่งเทียนฮัวจะตอบแทนบุญคุณอาจารย์อย่างดีแน่นอน” เมิ่งเทียนฮัวเห็นภรรยาร้องไห้แบบนี้ เขาก็เลิกระแวงในตัวฟู่เยี่ยน ตอนนี้เขาต้องเร่งแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อให้เจียเหอสบายใจ

 

“คุณเมิ่ง หนูช่วยคุณเพราะมีเงื่อนไข แต่ไม่ใช่แบบที่คุณคิด เรื่องนี้ไว้ค่อยคุยกันหลังจากนี้ หนูหวังว่าตอนนี้คุณจะรีบกลับไปที่บ้านของตัวเอง หากคุณไม่สามารถนั่งอยู่ในห้องของคุณในเวลาสี่ทุ่มของคืนนี้ได้ เกรงว่าทั้งชีวิตนี้คุณคงไม่อาจจับคน ๆ นั้นได้อีกแล้ว” ฟู่เยี่ยนนับนิ้วคำนวณ คืนนี้เมิ่งเทียนฮัวไม่อยู่ที่บ้าน ย่อมเป็นโอกาสดีในการทำลายศพลบหลักฐาน

 

“อะไรนะ?” เมิ่งเทียนฮัวไม่เข้าใจไปชั่วขณะ

 

“ตอนนี้คุณกลับบ้านไปก่อน แล้วอย่าลืมพาคนจากตระกูลซ่งไปช่วยด้วยสักสองหรือสามคน ถือโอกาสพาพวกเขาไปเป็นพยานด้วย เมื่อเข้าไปในห้องของคุณแล้ว ไม่ต้องพูดอะไร ไม่ต้องเปิดไฟ เวลาประมาณสี่ทุ่มสิบห้า คุณจะรู้เอง” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

 

เมิ่งเทียนฮัวลุกขึ้นจะเดินออกไป แต่ซ่งเจียเหอก็คว้าแขนเขาไว้

 

“เทียนฮัว ฉันอยากกลับไปด้วย” ซ่งเจียเหออยากเห็นว่าใครกันที่เป็นฆาตกรฆ่าลูกของเธอ

 

“เจียเหอ ร่างกายของคุณ……?”

 

“ฉันจะไป!” ซ่งเจียเหอยังคงยืนยันคำเดิม

 

“อาซ่ง ดื่มน้ำเสร็จก็เอายันต์นี้ติดตัวไปด้วย มันจะช่วยป้องกันไม่ให้มีอะไรทำร้ายพวกคุณได้ และถ้าหากพบเจออะไรผิดสังเกตก็อย่าใช้มือสัมผัสโดยตรง ให้หาผ้ามาห่อเอาไว้ แล้วหนูจะรอพวกอาอยู่ที่บ้านในวันหยุดสุดสัปดาห์” ฟู่เยี่ยนยื่นแก้วน้ำให้ซ่งเจียเหอ ซึ่งเป็นน้ำที่เธอนำออกมาจากในดินแดนต่างมิติ

 

“เสี่ยวฮั่ว ขอบคุณนะ” ซ่งเจียเหอดื่มทีเดียวหมดแก้ว แล้วลุกขึ้นเตรียมจะกลับบ้านพร้อมกับเมิ่งเทียนฮัว ก่อนไป มิ่งเทียนฮัวได้หันมาพยักหน้าให้ฟู่เยี่ยนด้วย

 

ฟู่เยี่ยนยืดตัวบิดขี้เกียจ เรื่องในบ้านตระกูลเมิ่งเพียงพอให้เมิ่งเทียนฮัวงานยุ่งไปหลายวัน ซึ่งช่วงนี้เธอจะใช้ประโยชน์จากคนสะกดรอยหน้าโง่มาทำบางสิ่งบางอย่างให้เจิ้งจื้อ

 

คิดถึงตรงนี้ เธอก็เขียนจดหมายรายงานหลายฉบับ ซึ่งเป็นจดหมายรายงานพฤติกรรมของเจิ้งจื้อ แน่นอนว่าเนื้อหาภายในจดหมายมีทั้งเรื่องจริงและเรื่องไม่จริง มีทั้งเรื่องจริงที่พ่อของเธอไปสืบมา และข่าวลือที่อาจไม่มีมูลค่าจริง หากจดหมายพวกนี้ถูกส่งออกไป คาดว่าเจิ้งจื้อคงจะลำบากอยู่ไม่น้อย

 

ฟู่เยี่ยนเขียนจบแล้วก็โยนจดหมายเข้าไปไว้ในดินแดนต่างมิติ พรุ่งนี้เธอต้องคิดหาวิธีส่งมันให้กับเจิ้งหมิง

 

ทางด้านเจิ้งหมิง เขาเองก็กำลังคิดเช่นกันว่าจะนำเรื่องที่เขาไปสืบมาบอกแก่ฟู่เยี่ยนได้อย่างไร หากเขาไม่ไปสืบก็คงไม่รู้ แต่พอสืบแล้วก็ทำให้เขารู้สึกแย่มาก นี่น้องชายคนรองของเขามีความกล้าถึงขนาดนี้เชียวหรือ 

 

เจิ้งหมิงพยายามเก็บความไม่สบายใจของตนเองเอาไว้ เขาคิดแล้วว่าหากครั้งนี้ไม่ดึงน้องชายคนรองลงมา เกรงว่าน้องชายของเขาก็คงจะถลำลึกไปมากกว่านี้ แล้วก็คงไม่มีโอกาสกลับตัวกลับใจแล้ว เจิ้งหมิงเชื่อว่าแบบนี้ไม่มีทางจบลงด้วยดีอย่างแน่นอน

 

หลังจากเลิกเรียนในวันต่อมา ฟู่เยี่ยนได้คุยกับโจวชิวลู่ไว้แล้ว เธอจะไปเดินหาซื้อของที่ร้านขายของเก่า แต่เธอต้องให้โจวชิวลู่ไปก่อน เธอจะรอฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวสักเดี๋ยวแล้วค่อยไปพร้อมกัน

 

โจวชิวลู่อ่านหนังสือนิยายมือสองที่เคยซื้อมาจบแล้ว เธอกำลังคิดเลยว่าจะไปที่นั่นอีกทีตอนไหนดี ดังนั้นเธอจึงตอบรับด้วยความดีใจ เธอตกลงว่าจะรอฟู่เยี่ยนอยู่ที่ทางเข้าสหกรณ์จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค

 

เมื่อคืนเจิ้งหมิงฉีกปลายมุมยันต์สื่อสาร ไม่นานหลังจากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้รับสัญญาณลับนี้ พวกเขาจึงตกลงกันว่าจะไปพบกันที่สหกรณ์จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค 

 

หลังจากสลัดหวังเสี่ยวชุ่ยออกไปได้แล้ว เธอก็แยกออกมาจากฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวแล้ววิ่งไปที่สหกรณ์ เธอเดินออกมาที่ประตูข้างของสหกรณ์ ถึงได้พบกับเจิ้งหมิงที่มารออยู่นานแล้ว

 

“มีอะไรก็พูดธุระของพี่ออกมาเถอะ” ฟู่เยี่ยนมีเวลาจำกัด

 

เจิ้งหมิงไม่ได้อ้อมค้อมเช่นกัน เขาเล่าเรื่องราวของเจิ้งจื้อให้ฟู่เยี่ยนฟัง ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เจิ้งจื้อช่วยทำให้คนที่อยู่เบื้องหลังของเขา ส่วนตัวเขาเองก็ทำเงินจากเรื่องพวกนี้ได้ไม่น้อย กล่าวได้ว่าเป็นอันธพาลอย่างแท้จริง 

 

ฟู่เยี่ยนฟังจบแล้วก็เปลี่ยนใจทันที เธอไม่ได้ส่งจดหมายรายงานออกไป ฟู่เยี่ยนยืนมองเจิ้งหมิงอยู่นาน มองจนกระทั่งเจิ้งหมิงขนลุกไปหมดแล้ว

 

“พี่อยากให้น้องชายของพี่ผ่านพ้นเรื่องราวพวกนี้ไปโดยไม่ทิ้งประวัติอาชญากรรมเอาไว้ใช่ไหม?” ฟู่เยี่ยนหันไปมองเจิ้งหมิง

 

“ฉันรู้ว่าถ้าเรื่องที่เขาทำถูกเปิดเผย เขาจะต้องติดคุกอย่างน้อยหลายปี แต่ฉันก็อยากจะลองพยายามสักหน่อย เพราะถึงอย่างไรพ่อก็มีบุญคุณที่เลี้ยงดูฉันมา” เจิ้งหมิงเงยหน้าขึ้นด้วยความเกรงใจ

 

“หนูรู้ว่าส่วนใหญ่เขาเป็นเพียงแค่ผู้สมรู้ร่วมคิดในเรื่องเหล่านี้ทั้งนั้น หากต้องการให้เขาปลอดภัย คงต้องคิดหาวิธีก่อน ไว้เราค่อยคุยเรื่องนี้ทีหลัง พรุ่งนี้หนูจะให้โจวชิวลู่ส่งจดหมายไปให้ จากนั้นพี่ก็นำจดหมายให้แก่จางเหว่ย เขารู้ว่าต้องทำอย่างไร ตอนนี้หนูต้องไปแล้ว”

 

ฟู่เยี่ยนพูดแล้วก็เดินไปยังร้านขายของเก่า วันนี้เธอมีความรู้สึกสัมผัสได้ว่าที่ร้านขายของเก่ามีบางสิ่งกำลังรอเธออยู่ 



ตอนที่ 98 โชคลาภได้มาโดยบังเอิญ

 

ฟู่เยี่ยนเดินไปไม่กี่ก้าวก็เห็นโจวชิวลู่รออยู่ที่ประตู

 

“ฟู่เยี่ยน เธอมาแล้ว ฉันไม่กล้าเข้าไป เพราะลุงที่เฝ้าอยู่หน้าประตูดุมาก” โจวชิวลู่พูดพลางแลบลิ้น

 

“ไม่เป็นไร อีกเดี๋ยวพวกพี่ชายของฉันก็จะมารอที่หน้าประตูแล้ว พวกเราเข้าไปกันเถอะ” ความรู้สึกของฟู่เยี่ยนไม่เคยแรงขนาดนี้ เธอรอไม่ไหวแล้ว

 

พวกเธอเดินเข้าไปบอกลุงที่หน้าร้าน ลุงไม่เงยหน้าขึ้นมา แค่บอกว่า “เข้าไปเลือกหาเอาเองเลย”

 

ฟู่เยี่ยนและโจวชิวลู่แยกย้ายกันไปหาของที่ตัวเองชอบ โจวชิวลู่ไปเลือกหนังสือนิยาย ครั้งที่แล้วเธอเจอเรื่องไซอิ๋ว ซึ่งแม้แต่พี่สาวของเธอก็ชอบมัน ครั้งนี้โจวชิวลู่อยากดูว่ามีเรื่องอะไรน่าอ่านบ้าง

 

ฟู่เยี่ยนเดินไปที่หัวมุมที่เธอเห็นกลุ่มก้อนแสงตอนเข้าประตูไป แสงส่องสว่างเจิดจ้า สว่างยิ่งกว่าของทุกชิ้นที่ฉันเคยพบในร้านขายของเก่า

 

ฟู่เยี่ยนเดินไปพบหินสีดำก้อนหนึ่ง ตอนแรกเธอคิดว่ามันเป็นหยก แต่เมื่อมองดูแล้วก็ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากข้างใน

 

ช่างเถอะ เก็บไปก่อนแล้วกัน ฟู่เยี่ยนจับมันโยนเข้าไปในดินแดนต่างมิติ จากนั้นเธอก็เริ่มพลิกหนังสือเก่าๆดู ฟู่เยี่ยนยังจำได้ว่าเธอเจอแผนที่ซ่อนขุมทรัพย์แผ่นนั้นจากที่นี่

 

ไม่ว่าจะเป็นแผนที่ขุมทรัพย์หรือไม่ ฟู่เยี่ยนต้องตรวจสอบดูก่อน แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมนัก เพราะถึงอย่างไรเธอก็ไม่รู้ว่าใครนำมันมาวางล่อไว้ เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฟู่เยี่ยนกลับคิดว่าคืนนี้เธอจะลองไปดูที่ห้องทำงานของเจิ้งจื้อ ไม่แน่ว่าเธออาจได้คำตอบสำหรับทุกสิ่ง

 

หลังจากค้นดูอยู่นานก็ไม่พบสิ่งใดเลย พอฟู่เยี่ยนกำลังจะยอมแพ้ เธอก็บังเอิญไปเห็นพจนานุกรมเล่มหนึ่งเข้าพอดี พจนานุกรมเล่มนั้นมันเก่ามากแล้ว จนหน้าปกแทบจะไม่เหลือแล้ว หน้าหนังสือก็ติดกัน แต่หน้ากระดาษที่ติดอยู่นั้นมีแสงสีทองอยู่ข้างใน

 

ฟู่เยี่ยนหยิบมันขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็โยนใส่เข้าไปในดินแดนต่างมิติ โชคลาภที่ได้มาโดยบังเอิญแบบนี้ หากไม่เก็บไปคงเสียดายแย่

 

โจวชิวลู่เจอนิยายชุดเรื่องซ้องกั๋ง แต่หาฉบับเต็มไม่เจอ ในขณะที่กำลังจะเรียกให้ฟู่เยี่ยนมาช่วยหา ฟู่เยี่ยนก็เดินเข้ามาพอดี

 

“เสี่ยวฮั่ว รีบช่วยฉันหาเร็ว ฉันเหลือเล่มสุดท้ายแล้ว” โจวชิวลู่รื้อหาในกองหนังสือ

 

ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆ เธอพบว่ามันอยู่ไม่ไกลจากด้านหลังของโจวชิวลู่ มันถูกทับอยู่ข้างใต้หนังสือกองใหญ่ ฟู่เยี่ยนเดินเข้าไปรื้อตรงตำแหน่งนั้นก็เจอซ้องกั๋งเล่มที่ตามหา

 

ข้างกันนั้น เธอยังเจอนิยายเรื่องความฝันในหอแดงฉบับเจี่ยซวี่เปิ่นอีกด้วย ฟู่เยี่ยนมองแล้วหยิบขึ้นมา ความฝันในหอแดงฉบับเจี่ยซวี่เปิ่นนี้ยังมีสถานะที่สูงส่งในศาสตร์แดงวิทยา อีกทั้งเล่มนี้ยังเป็นฉบับที่ครอบคลุม เมื่อชาติก่อน ฟู่เยี่ยนชื่นชอบความฝันในหอแดงฉบับนี้มาก ดังนั้นเมื่อเธอเห็นมัน เธอจึงตั้งใจว่าจะซื้อมันกลับไปด้วย

 

สองเพื่อนสาวต่างก็พอใจกับสิ่งที่ตนเองได้มา หลังจากชั่งน้ำหนักและคิดเงินกับคุณลุงที่อยู่หน้าร้านแล้ว พวกเธอก็แยกย้ายกันกลับบ้านของตนเอง หลังจากที่ฟู่เยี่ยนแยกกับโจวชิวลู่แล้ว เธอก็เดินไปที่สหกรณ์ เพราะฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวไปซื้อปากกาที่นั่น

 

เมื่อมาถึงสหกรณ์จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวก็รออยู่ที่หน้าสหกรณ์มาพักหนึ่งแล้ว

 

“พี่ พวกพี่ไม่ได้ซื้อปากกาหรอ?” ฟู่เยี่ยนเห็นฟู่เหมี่ยวมีท่าทีโมโห

 

“ไม่ได้ซื้อ ไปกันเถอะ กลับบ้านกัน” พูดแล้ว ฟู่เหมี่ยวก็จับมือฟู่เยี่ยนเดินกลับบ้านโดยไม่สนใจฟู่เซิน

 

ฟู่เซินยิ้มเจื่อน เมื่อเห็นว่าฟู่เหมี่ยวไม่สนใจเขา ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเดินตามน้องสาวทั้งสองคนไป

 

“พี่ พี่รองทำอะไรพี่หรอ?” ฟู่เยี่ยนแปลกใจมาก เพราะปกติฟู่เหมี่ยวจะสยบฟู่เซินได้ ทำไมวันนี้เธอถึงโกรธขนาดนี้ล่ะ

 

“เหอะ ไม่ต้องไปสนใจเขา เขาอยากเป็นพี่ชายที่แสนดีของคนอื่นก็ให้เขาเป็นไป เจ้าโง่!” ฟู่เหมี่ยวทำหน้าขยาด

 

ฟู่เยี่ยนได้ยินก็รู้ได้ว่าต้องมีเรื่องเกิดขึ้นระหว่างพี่ทั้งสองคนแน่นอน เหอะๆ เธอส่งสายตาให้ฟู่เซินบอกเป็นนัยว่า: พี่รอง จัดการเองนะ!

 

สามพี่น้องเดินกลับบ้านอย่างเงียบๆโดยไม่มีใครพูดอะไร

 

อีกด้านหนึ่ง ที่บ้านของครอบครัวเมิ่งในเวลานี้กลับไม่มีบรรยากาศสงบสุขเลยแม้แต่น้อย ซ่งเจียเหอจ้องมองแม่สามีด้วยความโกรธ เธอไม่ได้ปิดบังความรังเกียจของเธอเลยในระหว่างการเผชิญหน้า

 

“เมิ่งเทียนฮัว หากวันนี้คุณเลือกที่จะปล่อยเธอไป พวกเราสองคนก็จะไปหย่ากัน ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว” ซ่งเจียเหอยื่นคำขาดขณะชี้ไปยังน้องสะใภ้หวังลี่ฮวา 

 

“เทียนฮัว ถึงอย่างไรเธอก็เป็นน้องสะใภ้ของลูก ทั้งยังเป็นแม่ของหลานชายลูก และเป็นลูกพี่ลูกน้องของลูกด้วย! ลูกจะทำแบบนี้ไม่ได้!” หญิงชราถงมองลูกชายทั้งน้ำตาและขอความเมตตาให้หลานสาว

 

เมิ่งเทียนฮัวหลับตา ตอนนี้เขาสับสนมาก แต่การตัดสินใจที่เขาควรทำจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

 

“หลี่ลี่ จับตัวหวังลี่ฮวาและสอบปากคำคนที่อยู่เบื้องหลังเธอ หากสอบปากคำได้ความแล้วให้มารายงานฉัน” ในฐานะที่เมิ่งเทียนฮัวเป็นรองหัวหน้าทีมคณะปฏิวัติ อำนาจของเขาจึงทรงพลังพอกันกับเจิ้งจื้อ

 

ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาตอบรับแล้วเข้าไปจับกุมโดยไม่สนใจคำร้องขอวิงวอนของหวังลี่ฮวาและเสียงร้องไห้ของหญิงชราถง

 

เมิ่งเทียนฮัวเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่เคยรับผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบ อีกทั้งเขายังมีเมตตากับผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งฟู่เยี่ยนมองเห็นถึงจุดนี้ของเขา ถึงอยากทำความร่วมมือกับเขา บางครั้งความมีเมตตาก็เป็นทางเลือกหนึ่ง

 

เมื่อคืนนี้ เมิ่งเทียนฮัวพาซ่งเจียเหอกลับมาที่บ้านของตนเอง โดยมีซ่งจือหรงและซ่งต้ากั๋วมาด้วย ในตอนที่ทั้งสี่คนเข้าไปในห้อง พวกเขาก็พากันเงียบเสียงตามที่ฟู่เยี่ยนบอก

 

หญิงชราถงอาศัยอยู่ที่บ้านของเมิ่งเทียนจู้ลูกชายคนเล็กของเธอ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเมิ่งเทียนฮัว เธอมักจะมาดูแลซ่งเจียเหอในช่วงกลางวันจึงไม่มีใครอยู่บ้านเวลานี้

 

เมิ่งเทียนฮัวมองดูนาฬิกาข้อมือ ตอนนี้เป็นเวลาใกล้สี่ทุ่มแล้ว เขาไม่เปิดไฟ เขาเพียงแค่โอบซ่งเจียเหอแล้วซ่อนตัวอยู่ในห้องทางปีกตะวันตก ห้องนอนของพวกเขาอยู่ทางปีกตะวันออก ส่วนตรงกลางเป็นห้องรับแขก นอกจากนี้ยังมีห้องอีกห้องที่อยู่ทางอีกตะวันตกเช่นกัน

 

ซ่งต้ากั๋วและซ่งจือหรงนั่งอยู่กับพวกเขาด้วย พวกเขากำลังรอฆาตกรออกมา 

 

ในตอนที่เข็มนาฬิกาข้อมือชี้บอกเวลาสี่ทุ่มสิบห้า เสียงเปิดประตูรั้วนอกบ้านก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงปิดประตู จากนั้นก็เป็นเสียงเปิดประตูห้อง และห้องทางปีกตะวันออกก็เปิดไฟขึ้นมา

 

ในตอนที่หวังลี่ฮวาแอบย่องเข้ามาที่นี่ ลูกชายของเธอนอนหลับไปแล้ว แม่สามีของเธอก็หลับแล้วเช่นกัน ส่วนสามีของเธอไปทำงานอยู่ในเมือง โดยจะกลับมาสัปดาห์ละครั้ง

 

เธอรู้มาจากแม่สามีว่าซ่งเจียเหอจะกลับไปอยู่ที่บ้านแม่สักระยะ ส่วนเมิ่งเทียนฮัวจะกลับไปที่หมู่บ้านอันผิงหลังจากเลิกงานในทุกวัน เธอถึงได้มีความกล้าเข้ามาเอาของสิ่งนั้นออกไป หากมีใครไปเจอขึ้นมา มีหวังได้จบเห่แน่

 

หวังลี่ฮวาเปิดไฟในห้อง แล้วคลำบริเวณหมอนของซ่งเจียเหอ

 

“ลี่ฮวา เธอหาอะไรอยู่หรอ? ให้ฉันช่วยหาไหม!” เมิ่งเทียนฮัวเห็นว่าเป็นหวังลี่ฮวา ความโกรธของเขาก็ปะทุขึ้นมาทันที

 

หวังลี่ฮวาหันกลับมาก็ตกใจจนล้มลงกับพื้น ขณะเดียวกันของที่เธอถืออยู่ก็ร่วงออกมาด้วย

 

มันคือถุงหอมใบหนึ่ง ซึ่งด้านในมีกลิ่นธูปปล่อยออกมา นอกจากนี้ยังมีกลิ่นขี้เถ้าธูปด้วย ซ่งต้ากั๋วเกือบจะเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมา แต่เมิ่งเทียนฮัวห้ามไว้ เขาหยิบผ้าเช็ดมือจากในกล่องออกมาห่อถุงหอมเอาไว้

 

“หวังลี่ฮวา ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ฉันไม่ดีกับเธอตรงไหน? ทำไมเธอถึงต้องทำกับฉันแบบนี้? เธอเป็นคนทำร้ายลูกของฉันใช่ไหม?” ซ่งเจียเหอใจแหลกสลาย ปกติหวังลี่ฮวามักจะดูเป็นอีกคน ไม่คิดเลยว่าจะเป็นฝีมือของเธอ

 

ซ่งเจียเหอถึงกับสงสัยว่าอาจเป็นฝีมือของแม่สามีของเธอ แต่เธอไม่คาดคิดว่าจะเป็นหวังลี่ฮวา เพราะตั้งแต่ที่เธอแต่งเข้ามาในครอบครัวเมิ่ง พวกเธอไม่เคยมีความขัดแย้งต่อกัน ในขณะที่เธอมักจะมีปากเสียงกับแม่สามีอยู่เป็นประจำเพราะไม่มีลูก และหวังลี่ฮวาก็มักจะคอยพูดแทนเธอเสมอ

 

หวังลี่ฮวาก็เป็นคนฉลาดเช่นกัน เธอนั่งบนพื้นโดยไม่พูดอะไรสักคำ และปฏิเสธที่จะพูดไม่ว่าซ่งเจียเหอและเมิ่งเทียนฮัวจะถามอย่างไร เธอก็เอาแต่ปิดปากเงียบ พอถามซักไซร้เข้า เธอก็บอกว่ามาหาของเล่นที่ลูกชายของเธอทำหล่นไว้

 

เมิ่งเทียนฮัวไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องให้ซ่งจือหรงไปตามผู้ใต้บังคับบัญชาของเขามา คิดไม่ถึงเลยว่าคนที่ให้ไปตามยังไม่ทันมา แม่ของเขาก็มาถึงก่อนแล้ว



ตอนที่ 99 ความร่วมมือ

 

วันต่อมาเป็นวันเสาร์ ฟู่เยี่ยนพักผ่อนอยู่ที่บ้านเพื่อรอการมาถึงของเมิ่งเทียนฮัวและซ่งเจียเหอ

 

สองสามีภรรยาดูกระวนกระวายใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมิ่งเทียนฮัว หญิงชราถงร้องไห้ทั้งวันทั้งคืนขอให้เมิ่งเทียนฮัวปล่อยตัวหวังลี่ฮวาออกมา

 

เมิ่งเทียนฮัวไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหลบผู้เป็นแม่ออกมาก่อน หวังลี่ฮวาเองก็ไม่ยอมให้ปากคำอะไร ปากของเธอปิดแน่นสนิทเหมือนฝาหอยที่ไม่ยอมพูดอะไรออกมาสักคำ

 

“อาจารย์ ช่วยดูให้ทีว่านี่คืออะไร ตอนนี้เจ้าสิ่งนี้เป็นหลักฐานที่เราพบ” เมิ่งเทียนฮัวนำถุงหอมที่ถูกห่อไว้ด้วยผ้าเช็ดมือออกมา

 

ฟู่เยี่ยนเหลือบมองก็รู้ได้ทันทีว่ามันคืออะไร และเมื่อเธอดมกลิ่นของมันดู เธอก็ยิ่งมั่นใจเข้าไปใหญ่

 

“มันคือถุงหอมอัณฑะกวางชะมดโบราณ มีฤทธิ์ทางยาที่รุนแรง แต่คาถาที่ใช้ในถุงหอมค่อนข้างเรียบง่าย ปกติไม่ได้มีผลอะไร แต่เมื่อใช้สองสิ่งนี้ด้วยกัน มันจะให้ผลลัพธ์ที่แรงยิ่งขึ้น

 

หนูคิดว่าคนที่ร่ายคาถานี้เพิ่งเข้าสู่เส้นทางนี้ได้ไม่นาน ร่างกายของอาซ่งอ่อนแอเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อีกทั้งเธอยังตั้งครรภ์ตอนอายุเยอะ ทำให้ได้รับอิทธิพลจากมันได้ง่าย ส่วนพี่จืออันเกิดมามีดวงอ่อนแอเป็นทุนเดิมเช่นกัน”

 

ฟู่เยี่ยนวางถุงหอมลงบนโต๊ะแล้วไม่สนใจมันอีก

 

“แต่ตอนนี้หวังลี่ฮวายังไม่ยอมพูดอะไรเลย ทำไมเธอถึงเป็นแบบนี้?” เมิ่งเทียนฮัวไม่เข้าใจ

 

“เรื่องนี้ง่ายมาก แค่เอายันต์แผ่นนี้ไปติดที่หลังของเธอ ไม่ว่าคุณจะถามอะไร เธอก็จะตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา ยันต์นี้อยู่ได้แค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น” ฟู่เยี่ยนนำยันต์ออกมา

 

เมิ่งเทียนฮัวรับมาเก็บไว้

 

“แต่ไม่จำเป็นต้องถาม แค่เดาดู แล้วคุณจะรู้ว่าทำไม” ฟู่เยี่ยนยักไหล่ เรื่องง่ายๆแค่นี้ แม้แต่คนโง่ก็รู้

 

“เสี่ยวฮั่ว เธอรู้ใช่ไหมว่าเป็นเพราะอะไร?” ซ่งเจียเหอยังไม่เข้าใจจนถึงตอนนี้

 

“คุณเมิ่ง คุณสามารถกลับบ้านไปถามแม่ของคุณได้ ว่าเธอได้เคยพูดไหมว่าหากอาซ่งไม่มีลูก ทรัพย์สินของครอบครัวคุณก็จะตกเป็นของลูกชายหวังลี่ฮวา?”

 

คำพูดนี้ของฟู่เยี่ยนช่วยเรียกสติของสองสามีภรรยา

 

ซ่งเจียเหอผ่านเรื่องราวตึงเครียดมานานหลายวัน สุดท้ายเธอก็ทนไม่ไหว เซล้มใส่อ้อมแขนของเมิ่งเทียนฮัว เธออยากร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก

 

ฟู่เยี่ยนเองก็ไม่ได้เร่งเร้าพวกเขา เธอรู้ว่าเมิ่งเทียนฮัวปลอบใจซ่งเจียเหอแล้ว ถึงจะส่งเธอกลับไปบ้านของครอบครัวซ่ง

 

ไม่นานหลังจากนั้น เมิ่งเทียนฮัวก็กลับมาที่นี่คนเดียว หลังจากนั่งลงแล้ว เมิ่งเทียนฮัวก็เอ่ยปากถามฟู่เยี่ยนถึงเงื่อนไขที่เธอพูดไปก่อนหน้านี้

 

“อาจารย์ฟู่ เงื่อนไขของอาจารย์คืออะไร?”

 

ฟู่เยี่ยนเหลือบมองเมิ่งเทียนฮัว ชายคนนี้ซื่อตรงมากจริงๆ ฟู่เยี่ยนหยิบกองข้อมูลที่เตรียมไว้มาวางไว้ตรงหน้า

 

“คุณเมิ่ง คุณอ่านข้อมูลพวกนี้ดูสิ”

 

เมิ่งเทียนฮัวเอื้อมมือหยิบมันขึ้นมาและเริ่มอ่านอย่างสบายๆ แต่ยิ่งอ่าน เขาก็ยิ่งยืดตัวตรง ยิ่งอ่านก็ยิ่งตกใจ หลังจากอ่านจบ เขาก็ดื่มชาบนโต๊ะจนหมดแก้ว พักหายใจสักพักก็กลับมามีสติและมองไปยังฟู่เยี่ยน

 

“อาจารย์ฟู่ อาจารย์ได้ข้อมูลนี้มาได้อย่างไร?” เมิ่งเทียนฮัวสงสัยมาก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นสิ่งเหล่านี้ และหลายๆอย่างในนั้นก็มีรายละเอียดมากกว่าที่เขารู้เสียอีก

 

“คุณซ่งไม่ต้องรู้หรอก แค่บอกมาว่าสิ่งเหล่านี้มีประโยชน์ไหม?” ฟู่เยี่ยนไม่ตอบคำถาม เพราะเธอได้มันมาจากห้องทำงานของเจิ้งจื้อ

 

“มีประโยชน์มาก แต่ทำไมอาจารย์ฟู่ถึงเอามาให้ฉันล่ะ?” เมิ่งเทียนฮัวไม่เข้าใจจุดประสงค์ของฟู่เยี่ยนจริงๆ

 

“มันง่ายมาก หนูก็แค่อยากมีชีวิตที่ปกติสุข เพราะถึงอย่างไรหนูก็ยังเป็นนักเรียนอยู่ แต่หัวหน้าทีมเจิ้งมุ่งเป้ามาที่หนู เขาส่งคนมาจับตาดูหนูทุกวันเพื่อรอโอกาสจับหนู ดังนั้นหนูจึงต้องเปลี่ยนที่ให้เขา หรือไม่ก็เปลี่ยนคนนั่งตำแหน่งแทนเขา”

 

“เจิ้งจื้อจับตาดูอาจารย์อยู่หรือ?” เมิ่งเทียนฮัวเกิดความรู้สึกงุนงง ถ้าพ่อตาไม่พามาที่นี่ เขาคงไม่คิดเลยว่าสาวน้อยคนนี้จะเป็นอาจารย์

 

ฟู่เยี่ยนยิ้มอย่างช่วยไม่ได้และเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเจิ้งฮุ่ยครั้งที่แล้ว เพียงแต่เธอปกปิดความจริงที่ว่าเธอเป็นคนทำให้เจิ้งฮุ่ยเป็นแบบนั้น

 

เมิ่งเทียนฮัวชื่นชมทั้งสองคนจากใจจริง คนหนึ่งรู้สึกทันทีว่ามีบางอย่างแปลกๆเกี่ยวกับเด็กหญิงตัวเล็กๆคนนี้ ส่วนอีกคนก็อยากจะโค่นล้มเขาทันที

 

“ถ้าอย่างนั้นอาจารย์ฟู่คงได้สืบเรื่องของฉันมาแล้ว และรู้ว่าเจิ้งจื้อกับฉันมีความขัดแย้งทางการเมืองมาโดยตลอด แต่ถ้าฉันไม่อยากเสี่ยงล่ะ ท้ายที่สุดแล้วผู้สนับสนุนของเจิ้งจื้อก็มีอำนาจมากกว่าผู้สนับสนุนของฉันมาก” เมิ่งเทียนฮัวมองไปยังฟู่เยี่ยน เขาอยากจะแกล้งเธอเสียหน่อย

 

“เท่าที่หนูรู้มา คุณคอยสืบสวนและเฝ้าดูการกระทำของเขามาโดยตลอด นอกจากนี้มีข่าวลือมาว่าผู้สนับสนุนของเขากำลังจะย้ายแล้ว สำหรับผู้นำของคุณ เขาสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ในการขึ้นสู่อำนาจได้”

 

เมิ่งเทียนฮัวรู้สึกทึ่งกับข้อมูลที่ฟู่เยี่ยนได้มา แต่ในทางกลับกัน เมื่อคิดถึงความสามารถของฟู่เยี่ยน การที่มีคนมาขอให้เธอช่วยเหลือมากมายคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

 

เพียงแต่เขาคาดไม่ถึงว่าข้อมูลที่ฟู่เยี่ยนได้มาจะมาจากลูกพี่ลูกน้องของเจิ้งจื้อและนายกเทศมนตรีจางที่เป็นผู้นำของเมิ่งเทียนฮัวเอง ฟู่เยี่ยนเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน แต่พอมองเมิ่งเทียนฮัวก็เข้าใจแล้ว เขาดูเหมือนนายกเทศมนตรีจางเล็กน้อย

 

“งั้นฉันขอเอาข้อมูลนี้กลับไป อาจารย์ฟู่ นี่คือเงินตอบแทนที่อาจารย์ช่วยเรา” เมิ่งเทียนฮัวหยิบข้อมูลขึ้นมาแล้ววางเงินลงไปบนโต๊ะหนึ่งปึก

 

ฟู่เยี่ยนคาดคะเนปึกเงิน อย่างน้อยน่าจะมีประมาณ 500หยวน เธอเองก็ไม่ปฏิเสธที่จะรับเงินไว้ เพราะเงินปึกนี้ยังมีมูลค่าไม่ถึงยันต์ที่เธอให้เขาไปก่อนหน้านี้เลย แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงนำยันต์ออกมาสองแผ่น แผ่นหนึ่งเป็นยันต์แคล้วคลาด ส่วนอีกแผ่นเป็นยันต์ที่ช่วยบำรุงให้ร่างกายของซ่งเจียเหอพร้อมสำหรับการมีลูก

 

“หนูจะเก็บเงินนี้ไว้ ส่วนยันต์สองแผ่นนี้หนูให้คุณและอาซ่ง ยันต์แผ่นสีแดงเป็นยันต์ของคุณ”

 

ช่วงนี้เมิ่งเทียนฮัวสนใจเรื่องยันต์มาก คิดแล้วเขาจึงนำมันมาสวมที่คอ หลังจากขอบคุณฟู่เยี่ยนแล้ว เขาก็กลับไปที่บ้านครอบครัวซ่ง

 

กว่าฟู่เยี่ยนจะออกมาจากในห้องก็เป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว แต่อากาศยังคงเย็นสบาย และทุกคนก็สวมชุดใหม่กันแล้ว

 

ฟู่ต้าหย่งเห็นว่าฟู่เยี่ยนออกมาจากในห้องเสียที จึงเรียกลูกสาวเข้าไปในห้องแล้วถามว่าเรื่องที่จัดการไปถึงไหนแล้ว

 

“เขาตอบตกลงแล้วค่ะ หนูเชื่อว่าเขาจะต้องหาโอกาสจัดการเรื่องนี้อย่างแน่นอน พรุ่งนี้พ่อไปเพื่อนแม่ตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาลนะคะ จางเหว่ยจะนำเงินมาฝากไว้ที่หมอหลัวที่เป็นอาของเขา พ่อเอาเงินมาจากหมอหลัวแล้วก็ฝากจดหมายนี้ไปให้จางเหว่ยด้วยนะคะ พ่อฝากหมอหลัวได้เลยค่ะ”

 

“ซ่งเจียเหอช่างเป็นคนที่โชคดีเหลือเกินที่มีสามีดีๆแบบนี้” หวังซู่เหมยรู้สึกสงสารซ่งเจียเหอที่แท้งลูกไป

 

“พี่สะใภ้ ถ้าหากในตอนนั้นเธอแต่งงานกับต้าจวง ฉันว่าเธอน่าจะเป็นคนที่โชคดีกว่าตอนนี้อีก เพราะต้าจวงเป็นถึงผู้บังคับบัญชากองพันเชียวนะ” ฟู่ต้านีกำลังทำปลาไว้ทำอาหาร ฟู่เยี่ยนแอบเปลี่ยนปลาในถังน้ำทั้งหมดเป็นปลาจากในดินแดนต่างมิติของเธอ

 

“เฮ้อ ที่จริงตอนนั้นต้าจวงก็ชอบพอเธออยู่เหมือนกัน แต่เป็นเพราะเธอมีนิสัยหัวแข็ง ต้าจวงเองก็เป็นคนไม่อ่อนข้อเช่นกัน ทั้งสองเพียงแค่ไม่เหมาะสมกันเท่านั้น อีกทั้งต้าจวงต้องออกไปทำภารกิจหลายเดือนไม่เห็นหน้าเห็นตา พี่ว่าเธอคงอดทนรอไม่ได้หรอก แต่เสี่ยวหมิ่นนี่สิ พวกเขากลับไปแล้วก็เขียนจดหมายกลับมาหนึ่งฉบับแล้วก็ไม่ได้เขียนจดหมายมาอีกเลย ไม่รู้ว่าเธอตั้งครรภ์แล้วหรือยัง” หวังซู่เหมยเลือกผักพลางพูดคุยกับฟู่ต้านีไปด้วย

 

“ไม่ช้าก็เร็ว เธอต้องตั้งครรภ์อยู่แล้ว เสี่ยวหมิ่นอยากมีลูกสาวจะตายไป เสี่ยวฮั่วดูดวงให้เธอแล้วไม่ใช่หรือว่าเธอยังสามารถมีลูกได้อีกสองคน ไม่แน่ว่าเธออาจจะมีลูกฝาแฝดก็ได้นะ!” ฟู่ต้านีพูดไปพูดมาก็คิดว่าจะต้องเป็นแบบนี้แน่นอน

 

“ฟู่ต้าหย่ง มีจดหมายมาถึงบ้านของนาย” บุรุษไปรษณีย์ตะโกนจากหน้าบ้าน ฟู่ต้าหย่งจึงเดินออกไปรับจดหมาย

 

“มีพัสดุอีกชิ้น นอกจากนี้ยังมีธนาณัติส่งมาให้ด้วย แต่นายต้องไปรับเองที่ไปรษณีย์ อ่ะ ประทับตราตรงนี้สิ”

 

ฟู่ต้าหย่งรับพัสดุมา ดูจากที่อยู่ก็รู้ได้ว่าน้องชายคนรองของเขาเป็นคนส่งมาให้ ส่วนธนาณัติถูกส่งมาจากฟู่ซิน



ตอนที่ 100 ไม่สบายใจ

 

ฟู่ต้าจวงและฟู่ซินเขียนจดหมายมาหาคนละฉบับ ฟู่ต้าหย่งจึงเปิดจดหมายอ่านก่อน

 

พวกฟู่เซินได้ยินว่ามีพัสดุส่งมาด้วย พวกเขาจึงพากันออกมาแกะห่อพัสดุ ฟู่เยี่ยนเพียงแค่ยืนดูอยู่ด้านข้าง ไม่ได้เข้าไป เธอเคยสัมผัสความสุขของการได้แกะห่อพัสดุมาหล่อยต่อหลายครั้งเมื่อชาติที่แล้ว จึงไม่คิดจะแย่งพี่รองและพี่สาวของเธอ

 

ในจดหมายของฟู่ต้าจวงไม่ได้มีอะไรสำคัญ เขารู้ว่าฟู่ต้าอันกำลังจะแต่งงานในเร็วๆนี้แล้ว เขาจึงส่งผ้ามาให้ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากชนกลุ่มน้อยทางตะวันตกเฉียงใต้

 

ซึ่งมีของขวัญให้กับทุกคนในบ้าน ของทั้งหมดถูกบรรจุลงใส่กล่องใหญ่ ฟู่เจี่ยฟ่างได้เตรียมของขวัญไว้ให้พี่ชายพี่สาวของเขาเช่นกัน ของฟู่หรงเป็นดอกไม้แห้งหนึ่งกำ ของฟู่เวยเป็นของกิน ส่วนของฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวเป็นเมล็ดพันธุ์ดอกไม้

 

ของฟู่เซินเป็นขนนกหนึ่งกำมือ เสี่ยวเจี่ยฟ่างจำได้ว่าพี่รองเคยทำลูกขนไก่ให้เขาเตะเล่น ทำเอาฟู่เซินไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

 

ในกล่องพัสดุยังมีแฮมมาหนึ่งขาด้วย หวังซู่เหมยดูแล้วก็บอกว่าดี สามารถนำไปทำอาหารในงานแต่งงานของฟู่ต้าอันได้ นอกจากนี้ยังมีผ้าที่ฟู่ต้าจวงซื้อให้ฟู่ต้านีไว้ตัดชุดใส่อีกหลายผืน ซึ่งฟู่ต้านีเองก็ถือมันไม่ยอมปล่อย

 

ฟู่ต้าหย่งหยิบจดหมายของฟู่ซินขึ้นมาอ่าน ในจดหมายบอกว่าเขาได้รับเบี้ยเลี้ยงแล้วจึงเก็บไว้กับตัวแค่พอกิน แล้วส่งที่เหลือมาให้ที่บ้าน

 

ฟู่ต้าหย่งดูบนธนาณัติ พบว่าระบุจำนวนมา 28หยวนถ้วน

 

หวังซู่เหมยเองก็หยิบจดหมายมาอ่านด้วยความตื่นเต้นจนน้ำตาไหล ตอนนี้ครอบครัวของเธอมีเงินใช้ไม่ขาดมือแล้ว แต่ลูกชายคนโตที่ไม่อยู่ที่บ้านก็ยังนึกถึงครอบครัว ในจดหมายยังบอกอีกว่าเขาฝึกอีก2ปีก็จะสามารถลาหยุดกลับมาเยี่ยมครอบครัวได้แล้ว

 

ทำให้หวังซู่เหมยยิ่งคิดถึงลูกชายมากยิ่งขึ้น แต่ขณะเกียวกัน เธอเองก็รู้สึกเบาใจด้วยเช่นกัน

 

“แม่ พวกเรายังอยู่ที่บ้านนะ ต่อให้พี่ใหญ่ไม่อยู่บ้านก็ไม่เป็นไร แม่ดูผมสิ ผมแข็งแกร่งกว่าพี่ใหญ่ตั้งเยอะ?” ฟู่เซินพูดหน้าทะเล้น

 

“ไปเลยนะ พี่ใหญ่แข็งแกร่งกว่าลูกตั้งเยอะ อย่ามาทำให้แม่โมโห” หวังซู่เหมยหันไปเอ็ดฟู่เซิน

 

“พ่อ พ่อดูแม่สิ ผมก็เป็นลูกชายของแม่เหมือนกันนะ!” ฟู่เซินยังไม่ทันได้อ้อนฟู่ต้าหย่ง ฟู่ต้าหย่งก็ลุกหนีออกไปแล้ว

 

ฟู่เซิน: พ่อ นี่พ่อไม่มีมารยาทกับเขาเลย?

 

ทุกคนหัวเราะและแยกย้ายกันไปทำงานของตน

 

ฟู่เยี่ยนไม่ได้เข้าไปในดินแดนต่างมิติมาหลายวันแล้ว เมื่อคืนตอนที่ไปยังห้องทำงานของเจิ้งจื้อ เธอยังโยนข้อมือชุดอื่นเข้าไปในมิติอีกด้วย ตอนนั้นเธอไม่ได้ดูอย่างละเอียด เห็นคร่าวๆว่าเกี่ยวข้องกับแผนที่ขุมทรัพย์จึงเอามันมาด้วย

 

ก่อนที่จะเข้าไปในดินแดนต่างมิติ ฟู่เยี่ยนก็เรียกเจ้าวั่งไฉมาด้วย เพราะเธอค้นพบว่าหลังจากที่วั่งไฉเข้าไปในดินแดนต่างมิติเมื่อคราวนั้น มันก็สามารถฟังภาษามนุษย์รู้เรื่อง ทั้งยังยังไม่ใช่ความเข้าใจแบบธรรมดาทั่วไปด้วย

 

ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงพามันเข้าไปด้วยทุกครั้งเมื่อเธอเข้าไปในดินแดนต่างมิติ พอเข้าไปหลายครั้งเข้า วั่งไฉก็เดินสำรวจทั่วมิติแล้ว ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงไม่สนใจมันและปล่อยให้มันวิ่งเล่นเอง

 

ฟู่เยี่ยนพบกองข้อมูลที่โยนไปเมื่อคืนจึงเปิดอ่าน

 

หน้าแรกแทบจะไม่มีเนื้อหาสำคัญเลย หน้าที่สองเป็นรายงานการสำรวจทางธรณีวิทยาของภูเขาต้าอัน หน้าที่สามค่อนข้างน่าสนใจ เป็นเรื่องเกี่ยวกับแผนที่สมบัติบางส่วนที่พบในบ้านของชายชื่อหม่าหยวน

 

ฟู่เยี่ยนอ่านถึงตรงนี้ก็เกิดความสงสัย เธอมองไม่ออกด้วยซ้ำว่าแผนที่ขุมทรัพย์แผ่นนั้นยังไม่สมบูรณ์ หรือยังมีอีกฉบับที่ไม่สมบูรณ์เช่นกัน?

 

ฟู่เยี่ยนเอาแผนที่แผ่นนั้นขึ้นมาดูแล้วดูอีกก็ยังไม่พบร่องรอยว่ามันไม่สมบูรณ์ นั่นหมายความว่าแผนที่ฉบับนี้เป็นฉบับสมบูรณ์ แล้วแผ่นนั้นที่เป็นฉบับก็อปมาล่ะ มันคืออะไรกัน? ดูเหมือนว่าจะมีคนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ และกล่องดำที่เธอได้รับมาน่าจะเป็นของจริง

 

แล้วหม่าหยวนเป็นใคร?

 

ในหัวของฟู่เยี่ยนเกิดเครื่องหมายคำถามมากมาย เธอต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้กระจ่างเสียก่อนที่จะไปดูที่นั่น สรุปแล้วสถานที่ซ่อนขุมทรัพย์มันมีอะไรอยู่กันแน่

 

พออ่านไปเรื่อยๆก็พบว่ามันเป็นจดหมายรายงาน รายงานเรื่องที่รองเลขาธิการหลี่เอื้อผลประโยชน์ให้นายทุน ด่าทอคณะปฏิวัติ และข้อหาอื่นๆเป็นต้น

 

ฟู่เยี่ยนคิดดู ในเมื่อมีจดหมายรายงาน นั่นหมายความว่ารองเลขาธิการหลี่อาจเป็นคนที่เจิ้งจื้อต้องการล่อมาติดกับ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเจิ้งจื้อรับคำสั่งมาจากคนอื่น หรือเป็นความคิดของเขาเอง?

 

หลังจากนั้น มีรายงานการสำรวจทางธรณีวิทยาครั้งที่สองและสามบนภูเขาต้าอัน ซึ่งทั้งหมดนี้มาจากเมื่อ7-8ปีที่แล้ว

 

สิ่งเหล่านี้ทำให้ฟู่เยี่ยนมีความมุ่งมั่นในการค้นหามากขึ้น การสำรวจทางธรณีวิทยาทั้งสามครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อค้นหาสมบัติจริงๆ การสำรวจทางธรณีวิทยาเป็นเพียงคำกล่าวอ้างบังหน้าเท่านั้น

 

และเมื่ออ่านดูอย่างละเอียด จะพบว่าการสำรวจเหล่านี้ไม่ได้จัดขึ้นโดยคณะกรรมการปฏิวัติที่เจิ้งจื้อสังกัดอยู่ แต่จัดโดยหน่วยงานทางธรณีวิทยาของเมืองในขณะนั้น

 

ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าเรื่องนี้เริ่มน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนว่าคนที่รู้เรื่องนี้จะเป็นผู้นำระดับสูง เพียงแต่ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับผู้สนับสนุนของเจิ้งจื้อหรือเปล่า

 

ดูเหมือนเธอต้องหาคนถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ และต้องเป็นคนที่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของผู้คนในเวลานั้น และคนที่เหมาะสมจะเป็นใครไม่ได้เลยหากไม่ใช่นายกเทศมนตรีจาง ฟู่เยี่ยนคิดว่าเรื่องนี้ไม่รีบร้อน ตอนนี้เธอต้องสลัดคนที่จับตาดูเธอไปให้พ้นทางเสียก่อน

 

……………………………………….

 

อีกด้านหนึ่ง เจิ้งจื้อค้นพบแล้วว่าห้องทำงานของเขาถูกรื้อค้น เขาตรวจดูในตู้อย่างละเอียดและพบว่าตัวล็อคพัง ข้อมูลข้างในหายไปทั้งหมด ซึ่งเป็นข้อมูลที่เขาบันทึกไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

 

เจิ้งจื้อรู้สึกนั่งไม่ติด เพราะหากเป็นขโมย แล้วทำไมถึงไม่ขโมยของอีกฝั่ง เพราะชั้นวางของอีกฝั่งมีแต่ทองคำแท่งทั้งนั้น

 

แน่นอนว่าฟู่เยี่ยนจงใจให้มันเป็นแบบนี้ ตอนที่เธอแอบเข้ามาเมื่อคืน เธอได้แปะยันต์ซ่อนตัวไว้ ดังนั้นเธอจึงแฝงตัวอยู่ในห้องทำงานของเจิ้งจื้อมาโดยตลอด และเธอก็เห็นทองคำแท่งพวกนั้นเช่นกัน ตอนแรกเธอก็คิดจะเอามาด้วย แต่พอคิดอีกที ไม่สู้เหลือไว้ให้เจิ้งจื้อกังวลใจเล่นๆดีกว่า แบบนี้มันไม่สนุกกว่าหรือไง?

 

เจิ้งจื้อไม่กล้าเอะอะเสียงดัง เขาทำได้แค่แสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะสิ่งที่เขาบันทึกไว้ไม่ใช่แค่คดีที่เขาจัดการในคณะปฏิวัติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิ่งที่ผู้บังคับบัญชาสั่งให้เขาทำด้วย ทุกอย่างถูกบันทึกไว้ในนั้นทั้งหมด

 

หากผู้นำรู้ เขาไม่รอดแน่

 

สิ่งที่เจิ้งจื้อไม่รู้คือ ข้อมูลนี้ปรากฏอยู่บนโต๊ะรองนายกเทศมนตรีเฉินไม่กี่วันหลังจากที่ฟู่เยี่ยนส่งมอบให้เมิ่งเทียนฮัว

 

ทีนี้ปล่อยให้เจิ้งจื้อกังวลเรื่องนี้ต่อไปเถอะ

 

ฟู่ต้าอันพาหลี่โม่ลี่มาที่บ้านของฟู่ต้าหย่งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เพราะหวังซู่เหมยอยากเอาเครื่องประดับของครั้งที่แล้วแบ่งให้เธอ นอกจากนี้ยังมีของที่ฟู่ต้าจวงส่งมาเป็นของขวัญแต่งงานให้ฟู่ต้าอันด้วย

 

“อาสะใภ้มาลองเร็วเข้า นี่คือผลไม้ทอดที่อาหญิงทำเอง มันหวานมากเลยค่ะ” ฟู่เหมี่ยวหยิบผลไม้ทอดออกมาหนึ่งจาน

 

“อาสะใภ้ ลองชิมตรงหนูสิ!” ฟู่หรงชอบอาสะใภ้เล็กคนนี้เช่นกัน เธอจึงแบ่งของกินของตัวเองให้หลี่โม่ลี่กิน

 

“ได้สิ หรงหรง หนูกินของหนูเลย อาก็มีของอร่อยเหมือนกัน” หลี่โม่ลี่เองก็ชอบฟู่เวยและฟู่หรงเช่นกัน ทุกครั้งที่มาก็มักจะนำของอร่อยติดไม้ติดมือมาฝากหนูน้อยอยู่เสมอ

 

“โม่ลี่ เธอเอาเงินเดือนตัวเองมาซื้อของให้พวกเขาตั้งมากมายขนาดนี้ จากนี้ไปเราคือครอบครัวเดียวกันแล้ว อย่าใช้จ่ายเงินสิ้นเปลืองเลย! อีกอย่างพวกเธอก็โตแล้ว ไม่ต้องดื่มของพวกนี้แล้ว” ฟู่ต้านีมองดูนมมอลต์ที่หลี่โม่ลี่นำมาฝาก แค่สองกระป๋องนี้ก็มีราคาแพงแล้ว

 

“พี่คะ บ้านเรามีเด็กเยอะ พวกเสี่ยวมู่ก็ดื่มได้เหมือนกัน อีกอย่างลูกๆ ของพวกพี่ก็น่ารักและเป็นเด็กเชื่อฟัง นมมอลต์แค่สองถึงเอง พี่ยังตัดชุดให้ฉันอีกตั้งหลายชุด งั้นต่อไปนี้ฉันไม่กล้ารับชุดจากพี่แล้ว!” คำพูดของหลี่โม่ลี่เกลี้ยกล่อมฟู่ต้านีจนไม่มีทางเถียงเธอได้

 

“งั้นฉันจะรับไว้ แล้วค่อยชงให้พวกเขาดื่มก่อนไปโรงเรียนตอนเช้า” ฟู่ต้านีรับไว้และคิดว่าจะตัดชุดให้น้องสะใภ้เพิ่ม



จบตอน

Comments