ตอนที่ 641: เกลียดชัง
เหล่าหยวนรู้สึกงุนงงเป็นอย่างมาก ก่อนหน้านี้จินฮ่วนซินล้มละลายไปแล้ว แต่เขายังกลับเข้ามาในแวดวงโบราณวัตถุอีกอย่างนั้นหรือ? เขาไม่เชื่อเรื่องนี้โดยสัญชาตญาณอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงได้นึกทบทวนถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจินฮ่วนซินอย่างละเอียดอีกครั้ง
เขาต้องป้องกันไม่ให้มีอะไรผิดพลาดจนถูกเด็กคนนั้นจับได้? เหล่าหยวนยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกหวั่นใจ เด็กคนนั้นถึงแม้จะไม่ค่อยมีความสามารถนัก แต่ก็มีภูมิหลังที่แข็งแกร่งมาก พ่อของเขารับเด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นศิษย์ ซึ่งเป็นตัวละครที่น่ากลัวทีเดียว
เขาเคยได้ยินคนพูดถึงเรื่องนี้ แม้เขาจะไม่เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร แต่สิ่งนี้ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าเธอคนนั้นไม่ใช่คนธรรมดา
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ จู่ๆ ชาชั้นเยี่ยมในมือของเขาก็จืดลงไปทันที เขาจะต้องหาความจริงเรื่องนี้ให้ได้ จินฮ่วนซินโชคดีขนาดนั้นเลยหรือ? เขาไม่มีทางเชื่อเรื่องนี้ และคิดว่ามันจะต้องเป็นกับดักอย่างแน่นอน
เหล่าหยวนพยักหน้าเบาๆ เขายังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะของตัวเอง ก่อนจะสังเกตเห็นโหวซานที่ยืนพิงเคาน์เตอร์อยู่ ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจในโรงน้ำชาแห่งนี้ก็คือเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ภายในทั้งหมด มันเป็นแบบดั้งเดิมทั้งหมด ดังนั้นจึงทำให้ผู้คนที่มาใช้บริการรู้สึกราวกับว่าตัวเองได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต
การพิสูจน์เรื่องนี้ไม่ง่ายเลย แต่ก็ไม่ได้ยากเช่นกัน ก่อนอื่นเขาต้องตามหาชายคนที่ทำพระพุทธรูปปลอมก่อน เขาต้องหาให้ได้ว่าต้นตอของข่าวลือนี้มาจากไหน
ดังนั้น วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการไปหาหลิวเหล่าเอ้อร์ ตอนนั้นตัวเองก็อาศัยชื่อของหลิวเหล่าเอ้อร์เป็นข้ออ้างหลอกจินฮ่วนซินได้สำเร็จ เพราะสำหรับคนที่มีสายตาเฉียบแหลมมากพอนั้น จะสามารถเข้าใจถึงสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วอยู่แล้ว
เหล่าหยวนคิดอยู่สักพัก ถึงคิดได้ว่าตัวเองไม่ควรไปหาหลิวเหล่าเอ้อร์ ชายคนนี้ทั้งซื่อทั้งมีเงินก็จริง แต่อาจมีคนแอบกระซิบบอกข่าวเรื่องที่ตัวเองแอบใช้ชื่อเขา เขาอาจจะไม่ได้พูดความจริงทั้งหมดก็เป็นได้
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เขาจึงได้กวักมือเรียกโหวซาน เนื่องจากชายหนุ่มคนนี้เป็นพนักงานในร้านหรงเป่าไจ ดังนั้นชายหนุ่มคนนี้ก็น่าจะอยู่ในเหตุการด้วยเช่นกัน
“โอ้ อาจารย์หยวน คุณสบายดีหรือเปล่าครับ เมื่อครู่นี้ผมอยู่ในครัวก็เลยไม่เห็นคุณเสี่ยวหม่าน ช่วยเอาเมล็ดแตงโมมาหนึ่งจานด้วย” โหวซานขอให้พนักงานอีกคนในร้านช่วยไปหยิบเมล็ดแตงโมมาทันที
“คุณโหว อย่าลำบากเลย คนกันเองทั้งนั้น คุณว่างอยู่หรือเปล่า? เรามานั่งคุยกันหน่อยดีไหม?”
เหล่าหยวนคิดว่าหากเขาถามเด็กหนุ่มคนนี้ จะต้องได้ข้อมูลบางอย่างแน่นอน มีใครบ้างที่ไม่รู้ว่าจินฮ่วนซินคือคนที่น่ารำคาญที่สุดในร้านหรงเป่าไจ
อันที่จริง เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดเช่นกัน จินฮ่วนซินไม่รู้มาก่อนเลยว่าฟู่เยี่ยนมีหุ้นส่วนกับธุรกิจในย่านนี้ เขารู้เพียงแค่ว่าฟู่เยี่ยนสนิทกับเมิ่งอ้ายชวนมากๆเท่านั้น นี้จึงเป็นเหตุผลที่เขามาที่นี่อยู่บ่อยๆ
ซึ่งเมิ่งอ้ายชวนเองก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมให้จินฮ่วนซินมาที่ร้านของเขา
ไม่ได้มีความหมายอื่นแอบแฝงอยู่เลย ที่เขาทำแบบนี้ก็เพียงเพื่ออยากให้ทุกคนเห็นอย่างชัดเจนว่าแม้เขาจะทักทายจินฮ่วนซินด้วยรอยยิ้มก็ตาม แต่เขาไม่ได้ยอมให้จินฮ่วนซินทำอะไรก็ได้ในนามของเขา
ดังนั้น ทุกคนจึงเข้าใจผิด ไม่ใช่แค่เข้าใจผิดว่าเมิ่งอ้ายชวนไม่ชอบจินฮ่วนซิน แต่ยังจินตนาการไปถึงเรื่องราวดราม่าความรักและความแค้นอีกด้วย
เหล่าหยวนเป็นหนุ่มนักศึกษาที่กลับมาจากชนบท ครอบครัวพอมีฐานะอยู่บ้าง ภรรยาที่เขาแต่งงานด้วยเป็นลูกสาวของหัวหน้าพรรคในหมู่บ้านที่เขาเคยไปช่วยงาน ซึ่งก็ไม่ได้อยู่ไกล อยู่ในมณฑลเหอเป่ย์นั่นเอง
เขาเพิ่งกลับมาเมื่อปีที่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ของผู้คนในย่านโรงงานหลิวหลี่เลย แต่เนื่องจากท่าทางที่ดูเหมือนคนเก๋าประสบการณ์ของเขา ทุกคนเลยคิดว่าเขารู้อะไรต่อมิอะไร ส่วนเจ้านายเมิ่งก็แค่พูดไปตามเรื่อง หากจินฮ่วนซินมีปัญหาจริงๆ เขาก็คงยื่นมือเข้ามาช่วยอย่างแน่นอน
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ฟู่เยี่ยนไม่ค่อยได้มาที่นี่บ่อยมากนัก และเมิ่งอ้ายชวนก็เป็นคนดูแลทุกอย่างที่นี่แทน เธอมีหน้าที่อยู่เบื้องหลังและคอยมองหาโบราณวัตถุเท่านั้น
โหวซานและคนอื่นก็ไม่ได้พูดเรื่องนี้เช่นกัน เพราะพวกเขาทุกคนต่างก็รู้ว่าฟู่เยี่ยนมีความสามารถในระดับปรมาจารย์เลยทีเดียว ดังนั้นพวกเขาจึงช่วยปกปิดตัวตนให้กับฟู่เยี่ยนโดยธรรมชาติ
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเหล่าหยวนมีบางอย่างที่อยากจะถาม โหวซานจึงรู้ได้ในทันทีว่าจะต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับหลิวเหล่าเอ้อร์และจินฮ่วนซินอย่างแน่นอน
“เฮ้อ ผมเองก็ไม่รู้ว่าผู้อาวุโสจินพูดแบบนั้นออกมาจริงๆหรือเปล่าหรอกนะครับ แต่เมื่อวานนี้ผมเห็นจินฮ่วนซินกับอาจารย์หลิวคุยกันอยู่นานเลย”
“แต่หลังจากที่เขากลับไป คุณหลิวก็ได้ถามว่าธนาคารที่ใกล้ที่สุดแถวนี้อยู่ที่ไหน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาถามไปทำไม”
เมื่อได้ยินที่โหวซานพูด เหล่าหยวนก็ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง คำพูดของโหวซานไม่ได้เจาะจงมากนัก แต่บอกว่าทั้งสองมาพบกัน ก่อนที่หลิวเหล่าเอ้อร์จะถามถึงธนาคารเท่านั้น
“คุณโหว คุณคิดว่าจินฮ่วนซินจะสามารถหาของสิ่งนั้นมาได้จริงๆอย่างนั้นเหรอ? ทำไมฉันถึงไม่อยากเชื่อเขานักล่ะ?” เหล่าหยวนยังคงมีความสงสัยในเรื่องนี้
“ผมเองก็ไม่กล้ายืนยันเรื่องนี้กับอาจารย์หยวนหรอกครับ และผมก็ไม่ได้รู้จักพวกเขาเป็นการส่วนตัวด้วย ที่สำคัญผมไม่ได้มีประสบการณ์ด้านนี้เลย ที่เถ้าแก่รับผมเข้าทำงาน ก็เพราะเขาสงสารผมเท่านั้นเอง”
“แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้ดวงก็เริ่มดีขึ้น นี่ก็ไม่เลวใช่ไหม? เมื่อวันก่อนผมเพิ่งได้พระพุทธรูปทองคำมา ซื้อมาในกองของเก่าด้วยเงินแค่พันเดียว แค่พระพุทธรูปองค์นั้นอย่างเดียวก็ทำกำไรได้เท่าตัวแล้ว!”
โหวซานไม่ได้พูดว่าใช่หรือไม่ใช่ เพียงแค่เล่าประสบการณ์ของตัวเองไว้ ถ้าในอนาคตมีใครมาถาม เขาก็สามารถบอกได้ว่าเขาไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น
เหล่าหยวนรู้สึกประหลาดใจกับสิ่งนี้เล็กน้อย ที่โหวซานพูดก็ถูก เขาเคยล้มเหลวอยู่หลายครั้ง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ทุกอย่างก็ได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขากลายเป็นคนแบบนี้ไปได้อย่างไร เขาควรมองปัญหาจากมุมมองของการพัฒนาให้มากกว่านี้!
“แต่ที่คุณพูดก็ฟังดูมีเหตุผลนะ บางทีโชคชะตาของจินฮ่วนซินอาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้!”
“ใช่เลย เพราะงั้นเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับพวกเรา ใครจะยังไงก็ช่างเขา! พวกเราเป็นคนรับของ ไม่ใช่คนขายของ อีกอย่างก่อนรับของ เราก็ตรวจสอบได้อยู่แล้ว ถ้าเป็นของปลอมก็แค่ไม่ซื้อ ก็จบเรื่องแล้วไงล่ะ”
เพียงไม่กี่คำจากโหวซาน ก็ทำให้เหล่าหยวนมั่นใจได้ว่าร้านหรงเป่าไจก็เป็นหนึ่งในคู่แข่งเช่นกัน
“คุณโหวพูดถูก ผมเป็นคนที่คลั่งไคล้ในเรื่องนี้มากๆ และทุกอย่างก็เป็นแบบนั้นจริงๆ วันนี้ต้องขอบคุณคุณมากจริงๆ การได้พูดคุยกับคุณ เหมือนผมได้อ่านหนังสือมาเป็นเวลาสิบปีเลยทีเดียว!”
“โอ้ อย่าพูดแบบนั้นเลยครับ ผมเรียนมัธยมต้นยังไม่จบเสียด้วยซ้ำ คนที่น่าอิจฉามากที่สุดคือคนที่มีการศึกษาที่ดีอย่างคุณต่างหาก”
ทั้งสองพูดชมเชยกันอยู่นาน ก่อนที่เหล่าหยวนจะจ่ายเงินและขอตัวกลับไป ซึ่งในตอนที่เขากำลังจะจ่ายเงินนั้น โหวซานได้บอกว่าครั้งนี้เขาขอเลี้ยงน้ำชาเอง แต่เหล่าหยวนยังคงยืนกรานที่จะจ่ายเงิน โหวซานจึงต้องยอมแพ้ไปในที่สุด
เหล่าหยวนตรงไปยังบ้านของเซี่ยงไห่ทันที แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยสำหรับคนอื่น แต่สำหรับพวกเขานั้นมันเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ดังนั้นเขาจึงต้องไปหารือกับเซี่ยงไห่โดยเร็วที่สุด
หลังจากออกไปส่งเหล่าหยวนกลับไปแล้ว โหวซานก็ได้ไปที่ร้านหรงเป่าไจทันที ซึ่งไม่มีใครสนใจเขาเลย เพราะเขาเดินไปมาตามร้านหลายร้านทุกวันอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีคนได้ยินบทสนทนาระหว่างเขากับเหล่าหยวนด้วยเช่นกัน
จินฮ่วนซินถูกหลอก และถูกโกงไปจนหมดตัวแล้ว แต่เขายังโชคดีถึงขนาดนี้ได้อีกหรือ?
ไม่นานนัก ไม่เพียงแค่คนในย่านโรงงานหลิวหลี่เท่านั้น แม้แต่ผู้อาวุโสจินก็ยังรู้เรื่องนี้ หลายคนเริ่มมาถามที่บ้าน บอกกันว่า: ลูกชายของเขาโชคดีไปแล้วเหรอ?
ทว่าผู้อาวุโสจินกลับไม่ได้ตอบเรื่องนี้เลย เขาแค่บอกกับทุกคนไปว่าตอนนี้เขากับลูกชายได้ตัดความสัมพันธ์กันไปแล้ว และเขาก็ไม่รู้เห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงเชื่อมากยิ่งขึ้นว่าข่าวลือนั้นเป็นความจริง จินฮ่วนซินต้องการจะทำให้พ่อของเขาพอใจจนได้พบกับสมบัติเข้า เขาจึงได้นำเรื่องนี้ออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณะชน ซึ่งผู้อาวุโสจินไม่สามารถทำอะไรกับเรื่องนี้ได้เลย มันไม่ง่ายเลยที่จะจัดการเรื่องนี้ เพราะท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ยังคงเป็นพ่อลูกกัน
ดังนั้น ทุกคนจึงตั้งหน้าตั้งตารอให้จินฮ่วนซินคิดหาวิธีนำของสิ่งนั้นออกมา
อีกด้านหนึ่ง ตอนนี้จินฮ่วนซินอยู่ที่หมู่บ้านซ่งเจี๋ยมาเป็นเวลาหนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืนแล้ว หลังจากที่นั่งรถกลับ และต้องเปลี่ยนรถถึงสองครั้ง เขาก็ต้องกลับมามือเปล่าพร้อมกับสีหน้าที่ดูหดหู่
หลายคนที่เห็นเขาเป็นแบบนั้นก็ถึงกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย และเช้าวันรุ่งขึ้น เขาก็ได้ไปขึ้นรถอีกครั้ง และดูเหมือนว่าเขากำลังจะไปแถวชานเมือง
ครั้งนี้จินฮ่วนซินมีท่าทีที่ดูจะผ่อนคลายลงไปมาก เมื่อไปถึงหมู่บ้านซ่งเจี๋ย เขาไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากดื่มชาและกินอาหารที่บ้านของซ่งเหล่าหวู่อย่างเอร็ดอร่อยเท่านั้น
ส่วนเหล่าหยวนที่กำลังจับตาดูเขาอยู่ก็ไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้อีก เห็นได้ชัดเลยว่าจินฮ่วนซินล้มละลายไปแล้ว แต่ก็ยังกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้อีกอย่างนั้นหรือ? เด็กคนนี้โชคดีมากจริงๆ
เหล่าหยวนกัดฟันแน่น หากจะถามว่าทำไมเขาถึงได้เกลียดจินฮ่วนซินมากขนาดนี้ แน่นอน เขามีเหตุผลของตัวเองอยู่แล้ว
ตอนที่ 642: ความเกลียดชังถูกส่งต่อ
ในอดีต ปู่ของเหล่าหยวนเองก็เป็นพ่อค้าโบราณวัตถุเช่นกัน แต่เขาไม่ได้เป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง เขาเป็นแค่พ่อค้าแผงลอยเหมือนกับที่คนส่วนใหญ่ทำกันตอนนี้เท่านั้น
แต่ด้วยสายตาที่เฉียบแหลม เขาจึงทำรายได้มากมายให้กับครอบครัว ในสมัยนั้นทุกสิ่งทุกอย่างล้วนให้ความสำคัญกับตระกูลและชาติกำเนิด และชายชราตระกูลหยวนก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกชายคนโตของเขา ซึ่งก็คือพ่อของเหล่าหยวนได้มาเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสจิน
แต่อาจารย์ของผู้อาวุโสจินนั้นเป็นคนที่หัวโบราณมาก เขาปฏิเสธที่จะรับศิษย์อย่างไม่ลังเล แม้ว่าชายชราตระกูลหยวนจะขอร้องอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผล ดังนั้นเขาจึงได้ขอร้องให้ใครบางคนมาช่วยพูดเรื่องนี้ ซึ่งคนที่เข้ามาช่วยพูดก็คือชายชราจากตระกูลเซี่ยงนั่นเอง เมื่อเห็นเงินก้อนโตที่ชายชราจากตระกูลหยวนเสนอมา ชายชราจากตระกูลเซี่ยงจึงพยายามช่วยอย่างเต็มที่
เพียงแต่อาจารย์ของผู้อาวุโสจินนั้นกลับไม่ได้หวั่นไหวเลย เรื่องนี้จึงจบลงอย่างรวดเร็ว
ใครจะรู้ว่าฟ้าดินมีทางบรรจบ ในตอนนั้นชายชราจากตระกูลหยวนต้องการจะขายโบราณวัตถุซึ่งมีมูลค่าค่อนข้างสูงชิ้นหนึ่ง และคนที่จะซื้อมันไปนั้นยังคงไม่แน่ใจว่าเป็นของจริงหรือเปล่า แต่บังเอิญว่าผู้อาวุโสจินและคนที่จะซื้อของชิ้นนั้นเป็นเพื่อนกัน ดังนั้นเขาจึงขอร้องให้ผู้อาวุโสจินช่วยมาดูของชิ้นนั้นให้
ในเวลานั้น ผู้อาวุโสจินยังคงเป็นหนุ่มเป็นแน่นและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ แต่ก็เข้าใจมารยาทและกฎเกณฑ์ดี เขาเพียงกล่าวต่อหน้าว่า ‘ดูไม่ออก’ ซึ่งผู้ซื้อก็เข้าใจความหมายในทันที ว่านั่นคือการบอกเป็นนัยว่าสิ่งของชิ้นนี้ไม่น่าเป็นของแท้
การซื้อขายครั้งนี้ย่อมพังไม่เป็นท่า ด้วยความที่คนตระกูลหยวนขึ้นชื่อเรื่องใจแคบมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ในปีนั้นที่คุณปู่ตระกูลหยวนพยายามฝากลูกชายไปเป็นศิษย์แต่ไม่สำเร็จ ก็เกิดความแค้นต่ออาจารย์ของผู้อาวุโสจินไปแล้ว มาคราวนี้ยิ่งเพิ่มความแค้นต่อผู้อาวุโสจินเข้าไปอีกทางหนึ่งอย่างเลี่ยงไม่ได้
เขาคิดว่าชายหนุ่มคนนี้มาที่นี่เพื่อหาข้อบกพร่องและทำลายธุรกิจของเขา ดังนั้น ด้วยความโกรธ เขาจึงมองว่าผู้อาวุโสจินคือศัตรูของเขามาโดยตลอด
ในตอนนั้น ผู้อาวุโสจินยังหนุ่มและไม่เข้าใจหลักการของการไม่แสดงความสามารถโดดเด่นจนเกินไป จิตใจของเขาเต็มไปด้วยไฟแห่งความกระตือรือร้นและความมุ่งมั่น หากเขาไม่ยอมรับคำขอ นั่นจะไม่เท่ากับเป็นการทำให้ชื่อเสียงของสำนักและอาจารย์ต้องมัวหมองหรือ ?
ดังนั้น ทั้งสองจึงตกลงกันว่าจะประลองความสามารถ โดยมีการเดิมพันที่มีมูลค่าสูงมาก ผู้อาวุโสจินนำกำไลมังกรหงส์ที่เป็นสมบัติตกทอดของตระกูลมาเป็นเดิมพัน ส่วนคุณปู่ตระกูลหยวนนำเครื่องลายครามยุคคังซีชิ้นหนึ่งมาเป็นของเดิมพันในการประลองครั้งนี้
ในการประชันกันครั้งนี้ ผู้อาวุโสจินเป็นฝ่ายชนะไป และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็ได้มีชื่อเสียงในแวดวงโบราณวัตถุ แต่ธุรกิจของตระกูลหยวนนั้นกลับซบเซาลงอย่างชัดเจน และค่อยๆหมดความนิยมลงอย่างต่อเนื่อง
เมื่อมาถึงรุ่นพ่อของเหล่าหยวน ธุรกิจของพวกเขาก็ยิ่งแย่.ลงกว่าเดิม เพราะเขาไม่ได้เชี่ยวชาญทางด้านนี้เหมือนกับผู้เป็นพ่อ ด้วยเหตุนี้ พ่อของเหล่าหยวนจึงมักเล่าให้ลูกชายฟังเสมอว่าสมัยปู่ของเขานั้นเคยยิ่งใหญ่และเก่งกาจเพียงใด
ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าคนที่ต้องรับความเกลียดชังจากตระกูลหยวนก็คือผู้อาวุโสจินนั่นเอง
เหล่าหยวนเติบโตมาพร้อมกับการฟังเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งเขาได้พบกับจินฮ่วนซินเมื่อไม่นานมานี้ เขาจึงได้นึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตอีกครั้ง
เขายังได้ยินมาอีกว่าผู้อาวุโสจินมีโบราณวัตถุล้ำค่ามากมาย ดังนั้นเขาจึงวางแผนที่จะล่อลวงจิงฮ่วนซิน เขาไม่ได้ต้องการเพียงแค่โบราณวัตถุเท่านั้น แต่เขายังต้องการแก้แค้นเรื่องที่เกิดขึ้นกับบรรพบุรุษของเขาในอดีตอีกด้วย
เดิมที การที่จินฮ่วนซินนำบ้านไปจำนองนั้นคือกับดัก เขาคิดว่าหลังจากนี้แค่รอให้จินฮ่วนซินเอาสมบัติล้ำค่ามาไถ่บ้านเท่านั้น แต่ไม่คิดเลยว่าจินฮ่วนซินจะหาเงินมากมายขนาดนั้นมาได้อย่างรวดเร็ว และตอนนี้ ยังมีคนบอกอีกว่าจินฮ่วนซินมีวิธีหาเงินที่ดี
“ตอนนี้เหล่าหยวนกำลังจับตาดูการเคลื่อนไหวของจินฮ่วนซินอยู่ครับ ผมคิดว่าเขาอาจมีแผนการบางอย่างอยู่ในใจอย่างแน่นอน” โหวซานรายงานถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้กับเมิ่งอ้ายชวนทันที
“โอ้? แล้วมีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีกหรือเปล่า?” เมิ่งอ้ายชวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาคิดว่าฟู่เยี่ยนคงจะยังไม่รู้เรื่องนี้อย่างแน่นอน เขาต้องรีบบอกเธอโดยเร็วที่สุด
“มีครับ พ่อของผมเคยเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง ในตอนนั้นเขาทำงานให้กับตระกูลหยวน จึงได้เห็นการประชันครั้งนั้นด้วยตาของเขาเอง” โหวซานเป็นคนที่มีไหวพริบมาก เขาสามารถสืบหาข้อมูลของเหล่าหยวนได้ภายในระยะเวลาแค่ไม่กี่วัน
“อืม เข้าใจแล้ว นายกลับไปทำงานเถอะ เอาไว้มีอะไรฉันจะไปหานายเอง ช่วงนี้อย่าเพิ่งเคลื่อนไหวอะไรดีกว่า” หลังจากพูดจบ เมิ่งอ้ายชวนก็ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง เขาเลือกที่จะไม่ใช้โทรศัพท์ ก่อนจะหยิบกุญแจรถและเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
ในเวลานี้เป็นเวลาเลิกงานพอดี เขาจึงเดาว่าฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินคงกลับบ้านแล้ว ดังนั้นเมิ่งอ้ายชวนจึงเลือกที่จะไปหาพวกเขาทั้งสองคนที่บ้าน
วันนี้ฟู่เยี่ยนเลิกงานไวกว่าปกติ หลังจากที่คุมสอบในช่วงเช้าเสร็จ เธอก็ได้ส่งผลการสอบในช่วงบ่าย และปีการศึกษานี้ก็ได้จบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว พรุ่งนี้เธอจึงไม่ต้องไปมหาวิทยาลัยอีก
ไป๋โม่เฉินเองก็เหมือนกัน แต่เขายังไม่ได้สะสางงานในปีนี้ โดยเขาตั้งใจว่าจะจัดการมันในวันพรุ่งนี้แทน
“โอ้? มันคือการแก้แค้นอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เยี่ยนคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ หากเป็นแบบนี้ เหล่าหยวนจะต้องติดกับดักของเธออย่างง่ายดายแน่นอน
“ใช่แล้ว โหวซานได้สอบถามเรื่องนี้มาแล้ว และเขาก็บอกกับฉันว่าเหล่าหยวนมีความแค้นต่อผู้อาวุโสจินจริงๆ แต่ฉันคิดว่าผู้อาวุโสจินคงจะจำไม่ได้ว่าคนๆนั้นคือใคร” เมิ่งอ้ายชวนพูดก่อนจะจิบชาเพื่อดับกระหาย การประชันในครั้งนั้น ทั้งสองฝ่ายต่างก็ใช้ชื่อเสียงของตัวเองเป็นเดิมพัน ดังนั้นหากใครเป็นฝ่ายแพ้ก็เท่ากับว่ามีความสามารถด้อยกว่าอีกฝ่าย
พวกเขาดูคนอย่างตระกูลหยวนผิดไปจริงๆ!
“ในกรณีนี้ เดิมทีฉันต้องการจะเอาเงินนั่นคืนให้กับจินฮ่วนซินนะ แต่เมื่อเรื่องทั้งหมดเป็นแบบนี้ ฉันคงต้องเปลี่ยนแผนแล้วล่ะ แล้วทางฝั่งลุงซ่งเป็นอย่างไรบ้าง?”
เมิ่งอ้ายชวนชำเลืองมองไปที่ฟู่เยี่ยน เขากำลังคิดว่ามีคนแบบเธออยู่บนโลกนี้อีกกี่คนกัน หากเขาไม่ได้เป็นเพื่อนกับเธอ เขาคงถูกหลอกหรือโดนโกงไปแล้ว
“ที่นั่นยังคงราบรื่นดี ลุงซ่งบอกว่าสิ่งต่างๆในหมู่บ้านซ่งเจี๋ยยังคงดำเนินไปอย่างปกติ”
“ดีแล้วล่ะ มาเริ่มกันเถอะ เราไปที่นั่นกันดีกว่า...” ฟู่เยี่ยนพึมพํากับเมิ่งอ้ายชวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เมิ่งอ้ายชวนจะตบไปที่โต๊ะ
“งั้นก็ตามนี้แหละ!”
เมิ่งอ้ายชวนตื่นเต้นจนลืมเรื่องกินข้าวไปเลย ก่อนจะขอตัวกลับไป เขาต้องพูดคุยเรื่องนี้กับตระกูลซ่ง และเขาต้องขอให้โหวซานหาคนสองสามคนเพื่อแสดงละครหลอกคนพวกนั้น ส่วนตอนนี้เขายังต้องกลับไปเตรียมพร้อมเรื่องการจัดงานประมูลก่อน
เมื่อไป๋โม่เฉินกลับมาจากเรือนกระจกดอกไม้ เขาก็เห็นเพียงฟู่เยี่ยนนั่งอยู่คนเดียว เมื่อครู่นี้เขาไปขุดดอกไม้ให้กับเมิ่งอ้ายชวน เพราะก่อนหน้านี้เหมี่ยวชานชานได้ยินว่าฟู่เยี่ยนมีดอกไม้สวยๆเยอะเลย เธอจึงขอจากเพื่อนรักของตัวเอง
แค่ดอกไม้เพียงสองสามต้นนั้นไม่ใช้ปัญหาอยู่แล้ว ดังนั้นไป๋โม่เฉินจึงได้ไปขุดมันมาให้
“พรุ่งนี้ค่อยให้เขามาเอาไป เก็บไว้ก่อนก็แล้วกัน” ฟู่เยี่ยนมองไปยังไป๋โม่เฉินที่ตอนนี้มีโคลนเลอะอยู่เต็มมือไปหมด ก่อนจะให้เขารีบไปล้างมือ
ในขณะเดียวกันที่เกาะฮ่องกง บริษัทแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘สถาบันวิจัยเครื่องปั้นดินเผาตระกูลหลัว’ ได้รับการจดทะเบียนอย่างรวดเร็ว และเช่าร้านค้าหนึ่งแห่งในย่านที่คึกคักที่สุดของเกาะฮ่องกงเพื่อเริ่มดำเนินการ
เมื่อม่านถูกดึงออก ทุกคนจึงได้เห็นชื่อของบริษัทอย่างชัดเจน และม่านด้านนอกยังได้เขียนเอาไว้อีกว่าเปิดทำการวันที่23 ของเดือน12 ยินดีต้องรับทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมชม
ส่วนย่านโรงงานหลิวหลี่ก็ได้มีร้านใหม่เกิดขึ้นเช่น โดยร้านนั้นเปิดข้างๆร้านหรงเป่าไจ เป็นห้องว่างที่ไม่เคยถูกเช่ามาก่อน และวันนี้การปรับปรุงสถานได้เริ่มขึ้นแล้ว ซึ่งก็ได้มีหลายคนให้ความสนใจและถามกับคนงาน ก่อนจะได้คำตอบว่ามันคือธุรกิจใหม่ของร้านหรงเป่าไจนั่นเอง
ซึ่งเรื่องนี้ต่างก็ทำให้ผู้คนตกตะลึง หากเป็นแบบนี้ก็เท่ากับว่าร้านหรงเป่าไจจะมีธุรกิจถึงห้าร้าน! หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ย่านโรงงานหลิวหลี่คงจะกลายเป็นย่านการค้าของตระกูลเมิ่งอย่างแน่นอน!
นอกจากนี้ ยังมีคนไปถามเมิ่งอ้ายชวนอีกด้วยว่าเขาจะทำธุรกิจอะไร ดังนั้นตอนนี้เมิ่งอ้ายชวนจึงเป็นที่พูดถึงของผู้คนมากมาย
“ฉันได้ยินมาว่ามีร้านที่เปิดทำการประมูลในต่างประเทศ ก็เลยอยากทำแบบนั้นบ้าง ฉันจะเป็นพ่อค้าคนกลางให้ และจัดการประมูลขึ้นเดือนละหนึ่งครั้ง ฉันจะเป็นคนจัดสถานที่ให้เอง ทุกคนสามารถนำของมาประมูลได้เลย”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ ทุกคนต่างก็ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และยังถามอีกว่าพวกเขาจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะได้รับเงินจริงๆ แล้วคิดค่าบริการอย่างไรบ้าง
“ในวันเปิดทำการ จะมีกฎระเบียบและข้อบังคับอย่างละเอียดอีกครั้ง ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ดังนั้นทุกคนสามารถมั่นใจได้เลย ในช่วงสามเดือนแรกนี้ ฉันจะคิดค่าธรรมเนียมเพียงแค่0.5% ของราคาสินค้าที่ถูกประมูล ในอนาคตฉันหวังทุกคนจะมาใช้บริการกับทางร้านของเรานะ!”
ทันทีที่พวกเขาได้ยินว่าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมต่ำกว่าที่พ่อค้าคนกลางเรียก ทุกคนต่างก็คิดว่าการประมูลนั้นให้ความยุติธรรมกับผู้ขายมากๆ
ดังนั้นเหล่าพ่อค้าที่มีของดีอยู่ในมือจึงรู้สึกพึงพอใจกับสิ่งนี้ ก่อนจะถามอีกครั้งว่าจะร้านนี้จะเปิดเมื่อไหร่ ทั้งยังทิ้งข้อมูลติดต่อเอาไว้ โดยบอกว่าหากร้านใกล้จะเปิด ช่วยติดต่อกลับไปหาพวกเขาด้วย
อีกด้านหนึ่ง ตอนนี้จินฮ่วนซินได้อาศัยที่หมู่บ้านซ่งเจี๋ยเป็นเวลาสามวันแล้ว เขาได้รับแจ้งจากฟู่เยี่ยนว่าเธอจะมาที่นี่ในวันพรุ่งนี้ และหากเกิดอะไรขึ้นก็ให้ทำตัวตามสถานการณ์ไปก่อน
ดังนั้นจินฮ่วนซินจึงคิดว่าเขาแค่อยู่ที่นี่ต่ออีกหนึ่งวันเท่านั้น!
ตอนที่ 643: เป้าหมายตกหลุมพรางแล้ว
จินฮ่วนซินไม่รู้เลยว่าในช่วง3วันที่เขาไม่อยู่ เหล่าหยวนและเซี่ยงไห่ได้ติดตามเขามายังหมู่บ้านซ่งเจี๋ยแล้วเช่นกัน
ซึ่งในระหว่างนี้ จินฮ่วนซินก็ได้ออกไปเดินเล่นในหมู่บ้านอย่างสบายใจ เขาได้ซื้อกระต่าย และยังซื้อไก่เพื่อจะนำกลับไปเป็นของฝากอีกด้วย เมื่อคนของเหล่าหยวนและเซี่ยงไห่เห็นเช่นนั้น พวกเขาต่างก็คิดว่าชายคนที่ชื่อซ่งเหล่าหวู่น่าจะเป็นคนที่มีของชิ้นนั้นอยู่จริงๆ
ชายคนหนึ่งได้กลับไปรายงานว่าในวันนี้เขาเห็นจินฮ่วนซินมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มและดูมีความสุขเป็นอย่างมาก นั่นคงหมายความว่าการซื้อขายน่าจะใกล้สำเร็จแล้ว!
ดังนั้น เหล่าหยวนและเซี่ยงไห่จึงตัดสินใจว่าจะไปที่นั่นในวันรุ่งขึ้นทันที แม้ว่าพวกเขาจะยังไม่รู่ว่าสิ่งที่จินฮ่วนซินพูดถึงนั้นจะเป็นของจริงหรือของปลอมก็ตาม แต่เขายังคงเชื่อมั่นว่าสายตาของเขาเฉียบคมกว่าจินฮ่วนซินอย่างแน่นอน
เหล่าหยวนและเซี่ยงไห่แยกย้ายกันไปเตรียมตัว และเมื่อกำลังจะออกเดินทางนั้น พวกเขาก็เห็นผู้คนมากมายกำลังมายืนรอรถอยู่
“เฮ้ อาจารย์หยวน คุณมาทำอะไรที่นี่เหรอครับ?” โหวซานพาเพื่อนเก่าของเขาสองสามคนมาด้วย ซึ่งพวกเขาก็กำลังจะเดินทางไปยังหมู่บ้านซ่งเจี๋ยเช่นกัน เพราะพวกเขาได้ยินมาว่าที่นั่นมีของล้ำค่าอยู่ ซึ่งคนอื่นที่ตามมาก็ไม่ต่างไปจากปลิงที่ได้กลิ่นคาวเลือดเลย ดังนั้นพวกเขาทั้งหมดจึงได้มารวมตัวกันที่นี่
เมื่อเหล่าหยวนเห็นโหวซานและคนอื่นที่ตามมาด้านหลัง เขาก็แอบถอนหายใจอยู่ภายในใจเงียบๆ ดูเหมือนว่าบนโลกใบนี้จะไม่มีความลับใดอยู่เลยจริงๆ การที่เขารู้เรื่องนี้ได้ คนอื่นก็ต้องรู้ด้วยเช่นกัน
สิ่งนี้ยังพิสูจน์ได้ทางอ้อมว่าจินฮ่วนซินนั้นเป็นคนที่โง่เขลามาก เพราะเขาไม่มีความรู้ในด้านนี้มากพอ จึงคิดที่จะใช้คนเหล่านี้ช่วยรับรองของสิ่งนั้นให้
วินาทีต่อมา เขาก็ได้หันไปมองทุกคน ก่อนจะยิ้มทักทาย
“โอ้ ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องนี้เสียอีก ทุกคนเองก็ได้ยินข่าวลือนี้ด้วยอย่างนั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นเราเดินทางไปที่นั่นด้วยกันเลยดีกว่า!”
โหวซานรู้สึกดูถูกอยู่ในใจ ผู้ชายคนนี้เสแสร้งจริงๆ อย่างไรก็ต้องระวังตัวกับเขาให้ดีหน่อย
“เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย รถกำลังจะมาแล้ว!”
จากนั้น ทุกคนก็ได้ขึ้นรถคันเดียวกัน และรถก็ได้แล่นออกไปด้วยเสียงที่ดังกึกก้อง เนื่องจากถนนในชนบทไม่ค่อยราบเรียบเท่าไหร่นัก เมื่อพวกเขามาถึงก็เป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว และทุกคนต่างก็รู้สึกหนาว ทั้งยังหิวมากอีกด้วย
หลังจากที่ลงมาจากรถได้ไม่นาน พวกเขาก็ได้สังเกตเห็นหมู่บ้านซ่งเจี๋ยที่อยู่ใกล้กับถนนสายหลัก และด้วยความที่เหล่าหยวนมีสายตาที่เฉียบแหลม เขาจึงเห็นจินฮ่วนซินที่กำลังยืนคุยกับผู้คนใต้ต้นไม้ได้อย่างรวดเร็ว
“นั่นใช่น้องจินหรือเปล่า? น้องจิน!” เหล่าหยวนตะโกนออกไปทันที ซึ่งเสียงของเขาได้ทำให้จินฮ่วนซินตัวสั่นขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
เมื่อหันไปมองตามที่มาของเสียงนั้น เขาก็ได้สังเกตเห็นกลุ่มคนเจ็ดถึงแปดคน พวกเขาเหล่านั้นล้วนเป็นพ่อค้าโบราณวัตถุไม่ใช่หรือ?
จินฮ่วนซินไม่ได้โง่ขนาดนั้น ก่อนหน้านี้ฟู่เยี่ยนได้แจ้งกับเขาแล้วว่าเธอจะมาที่นี่ในวันนี้ และไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหลังจากที่เธอมาถึง คนเหล่านี้ก็ปรากฏตัวขึ้นที่นี่
ดูเหมือนว่าวันนี้ละครฉากใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้นแล้วสินะ จินฮ่วนซินแอบคิดอยู่ในใจว่าน่าเสียดายจริงๆ ที่เขาหลงผิดไปนับญาติกับคนแซ่หยวนคนนั้น ตอนนี้เรื่องราวทั้งหมดเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ดังนั้นเขาจึงต้องแสร้งทำตัวเหมือนเดิมกับคนเหล่านั้นไปก่อน
อืม มาดูกันหน่อยดีกว่าว่าใครกันแน่ที่เป็นคนโง่!
“โอ้ พี่หยวนนี่เอง! ลมอะไรพัดพี่มาถึงที่นี่กันเหรอ? หรือว่าพี่มีญาติอยู่ที่นี่?”
เหล่าหยวนมองไปยังจินฮ่วนซินอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ก่อนจะมองไปที่ประตูบานหนึ่ง และความคิดบางอย่างที่อยู่ในใจของเขาก็ได้ชัดเจนมากขึ้น
“เฮ้ น้องจิน คุณลืมมิตรภาพระหว่างเราไปแล้วอย่างนั้นเหรอ ถึงได้เงียบไปแบบนี้ ฉันได้ยินมาว่ามีคนในหมู่บ้านนี้อยากจะขายโบราณวัตถุ ก็เลยมาดูสักหน่อย”
ทันใดนั้นเอง จินฮ่วนซินก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นไก่ที่กำลังถูกบีบคอเอาไว้ ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ พร้อมกับเงียบไปครู่หนึ่ง
จากนั้น เขาก็สังเกตเห็นคนรู้จักเดินทางมากับคนกลุ่มนั้นด้วย ซึ่งก็คือโหวซานนั่นเอง ตอนนี้โหวซานกำลังมองมาที่เขาพร้อมกับรอยยิ้ม ในที่สุดจินฮ่วนซินก็ได้พบกับคนที่ไว้วางใจได้แล้ว!
“น้องจิน เรามารวยไปด้วยกันเถอะ! ว่าแต่ของสิ่งนั้นคืออะไรอย่างนั้นเหรอ? ขอฉันดูเป็นบุญตาหน่อยได้หรือเปล่า!” คนที่พูดก็คืออู๋เฟย ซึ่งโหวซานได้ขอให้เขามาที่นี่ และของส่วนใหญ่ที่เขารวบรวมได้ในตอนนี้ได้ถูกขายให้กับร้านหรงเป่าไจอีกด้วย
“คุณก็ว่าไป ผมแค่มาที่นี่เพื่อเยี่ยมญาติเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรแอบแฝงเลยจริงๆ” จินฮ่วนซินตอบแค่สั้นๆ และเลือกที่จะไม่ต้องการตอบคำถามพวกเขา
ทุกคนต่างก็กลอกตาไปมา คำตอบนี้ฟังดูไม่จริงใจเอาเสียเลย
“เหล่าจิน ได้เวลากินข้าวแล้ว!” ซ่งเหล่าหวู่เดินออกมาขณะที่ยังสวมผ้ากันเปื้อนอยู่ ก่อนจะเรียกจินฮ่วนซินเข้าไปกินข้าว
จินฮ่วนซินจึงจะกลับไปที่บ้านของซ่งเหล่าหวู่ และไม่สนใจคนเหล่านั้นอีก แต่ไม่คิดเลยว่าทุกคนจะเดินตามเขากลับไปด้วย ในแวดวงโบราณวัตถุ ทุกคนต่างก็รู้กันดีว่าหากพวกเขากลัวที่จะเสียหน้า พวกเขาอาจจะพลาดของดีไปก็ได้
โหวซานมองดูฉากนี้ด้วยความขบขัน เพราะเขาเองก็เคยเป็นแบบนี้มาก่อน แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลังจากที่เขาได้พบกับเถ้าแก่ ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“พี่ซาน เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอ? แล้วเราต้องทำอย่างไรต่อไปดี?” อู๋เฟยมองไปที่โหวซานพร้อมกับเอ่ยถามด้วยความสงสัย เขาอยากรู้ว่าโหวซานกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่
“แค่รอโอกาสเท่านั้น” โหวซานไม่ได้บอกความจริงออกไปแต่อย่างใด เพราะตอนนี้เขาไม่สามารถเชื่อใจใครได้ทั้งนั้น
ในตอนนี้เอง ทั้งกลุ่มก็ได้กรูกันเข้ามาในบ้านของซ่งเหล่าหวู่ ทุกคนมองซ้ายมองขวา เหมือนกำลังมองหาเป้าหมายบางอย่าง ซ่งเหล่าหวู่ยืนถือจานอาหารนิ่งอึ้ง เล่นเข้ามากันหมดแบบนี้ แล้วใครกันแน่ที่เป็นเป้าหมาย?
“เฮ้ ทำไมพวกคุณถึงได้ตามผมเข้ามาที่นี่ล่ะ? นี่มันบ้านส่วนตัวนะ ไม่ใช่ห้องโถงจัดนิทรรศการสักหน่อย!” จินฮ่วนซินตะโกนออกไปด้วยความโกรธ
ทว่าเหล่าหยวนกลับไม่ได้สนใจจินฮ่วนซินเลย ตอนนี้เขากำลังมองไปไปรอบๆบ้าน แต่ก็ยังไม่เห็นอะไรที่มีค่าเลยสักชิ้น หรือว่าจินฮ่วนซินได้มันไปแล้ว?
ส่วนคนอื่นต่างก็คุ้นเคยกับสถานการณ์นี้เป็นอย่างดี และพวกเขาทุกคนต่างก็มองไปรอบๆบ้าน แม้ว่าบ้านหลังนี้จะเป็นบ้านขนาดใหญ่ แต่ก็ไม่ได้มีโบราณวัตถุเก่าแก่อยู่ในบ้านเลยแม้แต่ชิ้นเดียว สิ่งของที่อยู่ในบ้านล้วนเป็นเพียงของธรรมดาทั้งหมด
ของใช้ของคนทั่วไปนั้นย่อมไม่มีค่าอะไรอยู่แล้ว หากจะพูดกันตามตรงก็คือ สิ่งของเหล่านี้ไม่ได้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์หรือคุณค่าทางสุนทรียภาพ มันสามารถถูกพบเจอได้ตามสถานที่ต่างๆไม่ได้เป็นของที่หายากหรือมีราคาแพงเลย แล้วโบราณวัตถุเก่าแก่ที่ถูกพูดถึงก่อนหน้านี้อยู่ที่ไหนกัน?
เหล่าหยวนมองไปที่ซ่งเหล่าหวู่ เพราะนี่คือบ้านของเขา ทำไมต้องเสียเวลาไปถามจากคนอื่นด้วย? แค่ถามเขาไปตรงๆก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ? เหล่าหยวนไม่เชื่อหรอกว่าซ่งเหล่าหวู่จะไม่เอา หากเขานำเงินมาให้ถึงที่!
ไม่ว่าจินฮ่วนซินจะจ่ายเงินให้กับชายคนนี้เท่าไหร่ก็ตาม เขาก็พร้อมที่จะจ่ายเพิ่มเป็นสองเท่า และเขาก็ไม่เชื่อด้วยว่าชายคนนี้จะไม่ยอมเปลี่ยนใจขายมันให้กับเขา!
“พี่ชาย ต้องขอโทษด้วยที่ผมมารบกวนคุณ ที่เราทุกคนมาที่นี่นั้นก็เพื่ออยากจะรวบรวมโบราณวัตถุเก่าแก่เท่านั้นเอง และหากคุณมีโบราณวัตถุที่เก่าแก่อยู่จริงๆ ช่วยแสดงมันให้พวกเราชมเป็นขวัญตาสักครั้งเถอะ พวกเราพร้อมที่จะเสนอราคาตามที่คุณต้องการอยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จินฮ่วนซินก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา จิ้งจอกเฒ่าจอมเจ้าเล่ห์คนนี้ช่างมีเล่ห์เหลี่ยมที่แพรวพราวจริงๆ! หากวันนี้เขาไม่ได้กระชากหน้ากากของผู้ชายคนนี้ออก ก็อย่ามาเรียกเขาว่าเป็นคนแซ่จินอีกเลย!
“พี่หยวน พวกเรายังเป็นเพื่อนกันอยู่หรือเปล่า? สุภาพบุรุษเขาไม่แย่งของรักของคนอื่นนะ นี่คุณกำลังทำอะไรเนี่ย?”
“น้องชาย สิ่งที่คุณพูดนั้นไม่ผิดอยู่แล้ว แต่ฉันอุตส่าห์ถ่อมาไกลขนาดนี้ จะให้กลับไปมือเปล่าได้อย่างไรล่ะ! มันไม่ใช่นิสัยของพี่ชายคนนี้หรอกนะ!”
ทุกคนต่างก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้ และไม่ได้สนใจจินฮ่วนซินเลย พวกเขามาที่นี่เพื่อซื้อโบราณวัตถุเท่านั้น ใครให้ราคาสูงกว่าก็ต้องได้ของไปสิ!
แม้ว่าตอนนี้จะไม่มีใครเคยเห็นของสิ่งนั้นเลยก็ตาม แต่ทุกคนก็ยังคงพยายามแย่งชิงมันอย่างไม่ลดละ
“พวกคุณ...มาซื้อเครื่องลายครามกันเหรอ?” ในตอนนี้เองที่ซ่งเหล่าหวู่ก็ได้พูดแทรกขึ้นมา ส่วนจินฮ่วนซินที่อยู่ข้างๆ ก็ทำท่าทีราวกับอยากจะรีบเอามือปิดปากเขาไว้
“ใช่ ใช่ พี่ชาย ตราบใดที่เราได้เห็นมัน ผมสัญญาว่าจะให้ราคาตามที่คุณพึงพอใจอย่างแน่นอน”
ซ่งเหล่าหวู่ทำหน้าตาซื่อๆ มองจินฮ่วนซินด้วยท่าทางลำบากใจ ราวกับทั้งสองคนเคยตกลงอะไรกันไว้ล่วงหน้าแล้ว
จินฮ่วนซินที่เห็นแบบนั้นก็ทำเป็นสบถออกมาด้วยความหงุดหงิด แต่ในใจกำลังคิดว่า: ให้ตายสิ! ซ่งเหล่าหวู่ที่ดูเหมือนซื่อๆคนนี้ แท้จริงแล้วเป็นคนเจ้าเล่ห์ เหลี่ยมจัดไม่เบา!
“เสี่ยวจิน อย่างมองฉัน... แบบนั้นสิ” การแสดงของซ่งเหล่าหวู่ในตอนนี้ดูเหมือนเขาจะกำลังลังเลใจไม่น้อย
“พี่ซ่ง ถ้าอย่างนั้นพี่ก็อย่าลังเลอยู่เลย? ไปเอามันออกมาให้พวกเขาดูเถอะ ทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างก็เป็นคนในแวดวงโบราณวัตถุทั้งนั้น พวกเขาไม่กดราคาพี่แน่นอน อีกอย่างตรงนี้ยังมีผมทั้งคน!”
หากฟังช่วงต้นประโยคนั้น ถือว่าคำพูดนี้เป็นคำพูดที่ดูดีมาก และก็ยังคงมีความหมายบางอย่างแอบแฝงอยู่ด้วย
เมื่อได้ยินแบบนั้น ซ่งเหล่าหวู่จึงได้เข้าไปในห้องของเขา ก่อนจะยกตะกร้าใบหนึ่งออกมา ซึ่งทุกคนต่างก็มองไปที่เขา และวินาทีต่อมา ซ่งเหล่าหวู่ก็ได้หยิบของบางอย่างที่ถูกห่อด้วยผ้าไหมขึ้นมากอดไว้ในอ้อมแขนของเขา
เหล่าหยวนไม่ได้สนใจชองชิ้นอื่นเลย เมื่อเห็นของที่ถูกห่อด้วยผ้าไหมชิ้นนั้น ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นมาด้วยความตกตะลึง!
ตอนที่ 644: ของล้ำค่าได้ปรากฏต่อหน้าทุกคนแล้ว
ทุกคนต่างก็มองไปยังของหลายชิ้นที่อยู่ในตะกร้าใบนั้น อย่าบอกนะว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่เขาไม่อยากให้ทุกคนเห็น แม้ว่าทุกคนจะยังไม่รู้ว่ามันคือของจริงหรือของปลอม แต่ก็พอจะรู้ว่ามันต้องมีราคาอย่างแน่นอน
ของชิ้นนี้มันขึ้นอยู่กับสายตาของแต่ละคนจริงๆ
ทางด้านโหวซานและอู๋เฟยก็ได้เลือกหยิบของสองถึงสามชิ้นขึ้นมาดู ตอนนี้โหวซานรู้สึกว่าเถ้าแก่ของเขาช่างยากที่จะคาดเดาได้จริงๆ เพราะตัวเขาเองก็ยังไม่เคยเห็นสิ่งเหล่านี้มาก่อนอีกด้วย
เหล่าหยวนยังคงจ้องไปยังของที่ถูกห่อด้วยผ้าไหม ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะเป็นกล่องใบเล็กๆ แต่เขาไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้น ซ่งเหล่าหวู่วางมันลงอย่างระมัดระวัง และไม่ต้องการที่จะเปิดมันแต่อย่างใด
จินฮ่วนซินดูเหมือนจะสงบเสงี่ยม แต่ที่จริงแล้วเขากำลังอยู่ในสภาพที่ตึงเครียดจากภายใน มือของเขาที่ซีดขาวแสดงให้เห็นถึงความวิตกกังวลได้ชัดเจน แท้จริงแล้วจินฮ่วนซินก็เครียดจริงๆ แต่สิ่งที่ทำให้เขากังวลนั้นแตกต่างจากสิ่งที่เหล่าหยวนคิดไปอย่างสิ้นเชิง
เขากลัวว่าจะถูกทุกคนจับได้ เพราะทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่กลอุบายที่หลอกให้ทุกคนมาที่นี่เท่านั้น เขาจึงกลัวว่าจะทำพลาด
“พี่ชาย ขอนำของชิ้นนี้มาให้ผมดูหน่อยได้ไหม?” เหล่าหยวนเดินเข้าไปใกล้ของชิ้นนั้น แต่ก่อนที่เขาจะเดินไปถึง ซ่งเหล่าหวู่ก็ได้รีบหยิบกล่องใบนั้นขึ้นมาทันที ก่อนจะมองไปที่เหล่าหยวนอย่างระแวดระวัง
“ของชิ้นนี้ผมคงให้คุณดูไม่ได้ เพราะคุณจินได้ตกลงที่จะซื้อมันไปแล้ว เขาจะจ่ายส่วนที่เหลือภายหลัง อีกอย่างตอนนี้ผมก็รับเงินมัดจำมาจากเขาแล้วด้วย” ซ่งเหล่าหวู่พูดขึ้นมา
เหล่าหยวนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้หันไปมองจินฮ่วนซินทันที เจ้าหมอนี่ทำท่าหมดอาลัยตายอยากขนาดนี้ แค่นี้เขาก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายมาเฝ้ารอเพื่อของสิ่งนี้แน่นอน
และคำพูดของซ่งเหล่าหวู่ก็ส่งสัญญาณบางอย่างออกมา นั่นก็คือ ‘จินฮ่วนซินไม่มีเงิน!’
ตอนนี้ ในใจของเหล่าหยวนมีเพียงความต้องการที่จะเอาชนะเท่านั้น และเขาก็ได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว! ตอนนี้เขามั่นใจว่าตัวเองมีเงินเยอะกว่าจินฮ่วนซินอย่างแน่นอน!
“พี่ชาย คุณบอกเองว่าน้องจินยังจ่ายเงินไม่ครบ แต่พวกเราทุกคนที่อยู่ที่นี่พร้อมจะจ่ายเงินให้กับคุณทันทีเลยนะ! คุณเอาของออกมาให้ดูเถอะ บางทีอาจจะมีคนซื้อทันทีเลยก็ได้!”
“เอาเป็นว่าคุณรับเงินนี้ไปก่อนก็ดีกว่า ถือว่ามันเป็นค่าธรรมเนียมในการดูของชิ้นนี้ก็แล้วกัน!” ขณะที่พูดนั้น เขาก็ได้หยิบเงินออกมาปึกหนึ่ง ก่อนจะยัดมันเข้าไปในมือของซ่งเหล่าหวู่
เหล่าหยวนยัดเงินใส่เข้าไปในมือของซ่งเหล่าหวู่ขณะที่เขากำลังกอดของไว้ในอ้อมแขน จึงทำให้เขาไม่สามารถปฏิเสธได้เลย ดังนั้นเขาจึงได้มองไปที่จินฮ่วนซินเพื่อขอความช่วยเหลือ
“คือว่า...” ซ่งเหล่าหวู่มีท่าทีที่ดูเขินอายเล็กน้อย
จินฮ่วนซินรู้ดีว่าหากเขาทำอะไรออกไปในตอนนี้ ทุกอย่างจะต้องจบลงทันทีอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงโบกมือเพื่อบอกให้เอาของสิ่งนั้นให้ทุกคนดูได้ เขาโบกมือด้วยท่าทีไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่นัก จึงทำให้เหล่าหยวนยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่าเขาเดาไม่ผิด
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นผมขอทำความสะอาดโต๊ะก่อน ของชิ้นนี้ต้องวางบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง มิเช่นนั้นหากมันแตกเสียหาย ผมคงต้องร้องไห้แน่ๆ” ซ่งเหล่าหวู่พูดขึ้นมา
เมื่อเขาพูดเช่นนี้ ทุกคนต่างก็รีบช่วยกันทำความสะอาดโต๊ะทันที และซ่งเหล่าหวู่ก็ได้วางเครื่องเคลือบที่ถูกห่อด้วยผ้าไหมลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง
ทุกคนต่างก็มองไปที่เขาโดยไม่กล้าแม้แต่จะกะพริบตา เพราะกลัวว่าจะพลาดชมสมบัติชิ้นนี้ไป ส่วนโหวซานก็ได้เข้ามาดูใกล้ๆด้วยเช่นกัน ก่อนหน้านี้เถ้าแก่ไม่ได้บอกกับเขาเลยว่าสิ่งนี้คืออะไร
พวกเขาเห็นซ่งเหล่าหวู่คลี่ผ้าซาตินออก เผยให้เห็นผ้าสีฟ้าข้างใน ซ่งเหล่าหวู่คลี่ผ้าสีฟ้าออก ทุกคนจ้องมองไปที่สิ่งที่อยู่ข้างใน ทว่ากลับพบว่ามันถูกห่อด้วยหนังสือพิมพ์เก่าๆอีกชั้น
ผู้ชายคนนี้! ช่างเป็นคนที่ระมัดระวังมากจริงๆ! นี่เขาห่อกี่ชั้นกันเนี่ย?
“ได้โปรดอย่าโกรธผมเลย ผมกลัวว่ามันจะแตกก็เลยต้องห่อมันหลายชั้นหน่อย” ซ่งเหล่าหวู่กล่าวขอโทษกับทุกคน
เหล่าหยวนหยิบหนังสือพิมพ์ที่ห่อของสิ่งนั้นออกไป ก่อนจะพลิกดูและเห็นวันที่ที่ถูกระบุอยู่บนนั้น มันเป็นข่าวที่เกิดขึ้นในเมืองหลวง และวันที่ที่ถูกระบุเอาไว้ก็คือยุคสาธารณรัฐจีน ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย แค่เพียงหนังสือพิมพ์สองฉบับนี้ก็มีราคาที่สูงมากแล้ว
ถึงตอนนี้ เหล่าหยวนได้คลายความระมัดระวังตัวเองลงไปมาก ดูเหมือนว่าของสิ่งนี้อย่างน้อยๆก็น่าจะมาจากยุคสาธารณรัฐจีน
โหวซานเองก็เห็นหนังสือพิมพ์ที่ห่อเครื่องเคลือบนี้เอาไว้แล้วเช่นกัน หนังสือพิมพ์เหล่านี้เป็นหนังสือพิมพ์ที่เขาไปเลือกซื้อมาจากกองหนังสือพิมพ์เก่าเมื่อปีที่แล้วไม่ใช่หรือ?
ดังนั้น เขาจึงไม่สามารถปล่อยเรื่องนี้ไปโดยไม่ทำอะไรสักอย่างได้! เขาจึงได้ได้พูดแทรกขึ้นมาทันที
“พี่ชาย ผมคิดว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ก็มีราคาเหมือนกันนะ พี่จะขายมันเท่าไหร่? ผมจะซื้อมันเอง” โหวซานพูดออกมาด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม
เหล่าหยวนที่ได้ยินก็ชำเลืองมองไปที่เด็กหนุ่มคนนี้ทันที สมควรแล้วที่เด็กคนนี้เป็นเด็กในตระกูลโหว เขาทั้งชาญฉลาดและมีสายตาที่เฉียบแหลมมากจริงๆ
“หากจะขายมันก็คงเป็นการเอาเปรียบคุณเกินไป ผมมีหนังสือพิมพ์แบบนี้อยู่เยอะแยะเลย ถ้าคุณอยากได้ก็เอามันไปเถอะ” ซ่งเหล่าหวู่ทำหน้างงๆเหมือนไม่เข้าใจอะไร
หนังสือพิมพ์ถูกแกะออกแผ่นแล้วแผ่นเล่า และสิ่งที่ถูกห่ออยู่ด้านในก็คือกล่องไม้กล่องหนึ่ง ซึ่งเหล่าหยวนก็ได้เห็นมันแล้วเช่นกัน ตอนนี้ไม่ต้องสงสัยอะไรอีกแล้ว นี่คือของจากยุคสาธารณรัฐจีน ดูท่าว่าเขายังพอจะมีความสามารถในการประเมินโบราณวัตถุอยู่บ้าง
หลังจากที่เปิดกล่องออก ซ่งเหล่าหวู่ก็ได้ถือกล่องใบนั้นเอาไว้ ใช่แล้ว ของที่อยู่ด้านในนั้นเป็นของที่ถูกทำขึ้นมาเป็นคู่กัน! ทันใดนั้น ทุกคนต่างก็ถูกดึงดูดโดยสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขาทันที มันคือถ้วยลายครามที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก ทั้งยังมีฝาปิดอีกด้วย
ไม่ได้มีเพียงแค่เหล่าหยวนเท่านั้นที่กำลังตกตะลึง ทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างก็ถูกสิ่งนี้ดึงดูดจนไม่สามารถละสายตาไปได้เช่นกัน
ของชิ้นนี้แค่เห็นก็รู้แล้วว่ามีที่มาที่ไป แต่ที่จริงแล้วคนส่วนใหญ่ที่อยู่ตรงนี้ไม่มีใครมีความสามารถอย่างแท้จริงเลยสักคน ส่วนใหญ่ก็แค่ถูกซ่งเหล่าหวู่ใช้กลอุบายทำให้หลงทางกันไปหมดเท่านั้น
แต่ไม่ใช่กับเหล่าหยวน เขามาจากครอบครัวที่สะสมของโบราณมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ และตัวเขาเองก็พอจะมีความรู้ด้านนี้อยู่บ้างเล็กน้อย ดังนั้นเขาจึงสามารถมองออกได้อย่างรวดเร็วว่านี่คือเครื่องเคลือบลายครามยุคราชวงศ์หยวน
ทันใดนั้น เหล่าหยวนก็รู้สึกเสียดายขึ้นมาทันที! ตอนนี้มีคนจำนวนมากได้เห็นมันแล้ว ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ทุกคนจะยอมให้ของชิ้นนี้หลุดมือไปง่ายๆ!
โหวซานเองก็ยืนอึ้งไปเหมือนกัน เขากับจินฮ่วนซินมีสีหน้าคล้ายกัน นั่นก็คืออึ้งจนพูดไม่ออก
วินาทีต่อมา จินฮ่วนซินก็ได้รีบก้มหน้าลงทันทีเพราะกลัวว่าจะถูกเหล่าหยวนสังเกตเห็นท่าทีของเขา และเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งที่หลงเหลืออยู่บนใบหน้าของเขาก็มีเพียงความรู้สึกเสียใจ เสียดาย และการดิ้นรนที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก แบบที่อยากได้แต่กลับทำไม่ได้
นี่คือความรู้สึกที่เขามีอยู่ในใจตอนนี้จริงๆ มันคือความรู้สึกเสียดาย! เสียดายถ้าของชิ้นนี้ตกเป็นของเขาจริงๆ ก็คงจะดีไม่น้อย!
“พี่ซ่ง ก่อนหน้านี้เราตกลงกันเอาไว้แล้วนะ ฉันจะเอาเงินส่วนที่เหลือมาให้พี่ในอีกไม่กี่วันนี้อย่างแน่นอน” จินฮ่วนซินพูดพร้อมกับชำเลืองมองไปที่เหล่าหยวน เป็นไปได้สูงมากว่าชายคนนี้กำลังตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นจนไม่สามารถตอบสนองได้ในตอนนี้
พอพูดจบ จินฮ่วนซินก็เร่งให้ซ่งเหล่าหวู่เก็บถ้วยลายครามนั้นลง แต่เหล่าหยวนกลับคว้ามือของจินฮ่วนซินไว้แน่น
“พี่ซ่ง ราคาของชิ้นนี้คุณตั้งไว้เท่าไร? ผมเอา!” พอพูดออกมาแบบนี้ จินฮ่วนซินก็เริ่มไม่พอใจ เขาก็บอกแล้วว่าเป็นของเขา เพียงแค่รอเอาเงินมาจ่าย!
“เหล่าหยวน ผมไม่เคยทำอะไรให้คุณขุ่นเคืองใจมาก่อนเลยไม่ใช่เหรอครับ? ผมตกลงซื้อขายสิ่งนี้ไปแล้ว คุณเองก็รู้ไม่ใช่เหรอ?” จินฮ่วนซินทำหน้าหงุดหงิด แทบจะไม่สนใจมิตรภาพกันแล้ว
อย่างไรก็ตาม เหล่าหยวนไม่ได้เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย ยิ่งจินฮ่วนซินมีท่าทีไม่พอใจมากเท่าไร ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าของชิ้นนั้นเป็นของที่มีมูลค่าสูงแค่ไหน หากจินฮ่วนซินอยากหาคนมาซื้อมันก็คงหาได้ไม่ยาก แต่ถึงแม้จินฮ่วนซินจะไม่ขายมัน ผู้อาวุโสจินก็คงจะไม่ใจร้ายยอมให้ลูกชายของเขาขาดทุนอย่างแน่นอน
“น้องจิน จริงอยู่ที่เราเป็นเพื่อนกัน แต่คุณก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าฉันเป็นคนแบบไหน ทุกครั้งที่ฉันได้เห็นโบราณวัตถุชั้นเยี่ยมแบบนี้ ฉันมักจะอดใจไม่ไหวอยู่เสมอ หากวันนี้คุณมอบสิ่งนี้ให้กับฉัน ฉันจะรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมาก และเพื่อเป็นการขอบคุณ คุณสามารถไปที่บ้านของฉันและเลือกอะไรก็ได้ตามที่คุณต้องการ ถือว่าฉันให้ของขวัญกับคุณเป็นการตอบแทนก็แล้วกัน!”
เหล่าหยวนเป็นคนเจ้าเล่ห์ ของในคลังที่บ้านของเขาล้วนแต่เป็นของปลอมที่ใช้หลอกตาคนอื่นทั้งนั้น ของจริงถูกเขาขายกินไปหมดแล้ว ในยุคนี้ เขายังเชื่อในเงินที่จับต้องได้มากกว่า!
“พี่หยวน ผมคิดว่านั่นไม่ใช่ความคิดที่ดีหรอกนะครับ ผมเป็นคนเจอของสิ่งนี้ก่อน และไม่สามารถมอบมันให้กับพี่ได้จริงๆ”
จินฮ่วนซินพูดพร้อมกับส่ายหน้า เขาไม่สามารถปล่อยให้ของชิ้นนี้หลุดมือไปได้อย่างแน่นอน เพราะหากเขายอมแพ้ง่ายๆ เหล่าหยวนก็อาจจะจับพิรุธได้
“ทั้งสองคนหยุดก่อนเถอะ มีพวกเราตั้งหลายคนอยู่ที่นี่ ทำไมพวกคุณสองคนถึงได้เอาแต่เถียงกันอยู่ล่ะ? พวกเราเองก็อยากได้ของชิ้นนี้เหมือนกัน!” เมื่อเห็นฉากนี้ อู๋เฟยก็นึกขึ้นมาได้ว่าโหวซานเคยพูดเอาไว้ว่ารอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วถึงจะเริ่มแสดงละคร
“ใช่แล้ว เราเองก็อยากได้มันเหมือนกัน! ทำไมพวกคุณถึงได้คิดว่ากำลังแข่งกันแค่สองคนล่ะ!” ทุกคนต่างก็เริ่มพูดถึงเรื่องนี้ เพราะเมื่อได้เห็นสิ่งนี้ พวกเขาต่างก็รู้สึกประทับใจมาก ไม่ว่าในอนาคตจะนำมันไปขายต่อ หรือเก็บสะสมเอาไว้เอง ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้น
ในเวลานี้ ซ่งเหล่าหวู่ต่างก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และเขาก็ต้องขอโทษจินฮ่วนซินอย่างช่วยไม่ได้
“น้องชาย วันนี้ฉันต้องขอโทษด้วยจริงๆ ในเมื่อทุกคนต่างก็ต้องการของชิ้นนี้ ฉันคงรอให้คุณไปหาเงินไม่ไหว เอาแบบนี้ดีกว่าไหม นอกจากเครื่องเคลือบสองชิ้นนี้ ฉันจะให้คุณเลือกของทุกอย่างที่ฉันมีอยู่ตามที่คุณต้องการได้เลย”
ตอนที่ 645: แผนการขั้นสุดท้าย
จินฮ่วนซินแทบจะสำลักออกมา ก่อนจะนิ่งไปครู่หนึ่ง ตอนนี้ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้และไม่พูดคุยอะไรกับใครอีกเลย เขาอยากรู้เหมือนกันว่าใครจะเสนอราคามากที่สุด และของชิ้นนี้จะมีราคาเท่าไหร่
เหล่าหยวนไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ เมื่อเห็นท่าทีที่ผิดหวังของจินฮ่วนซิน เขาก็รู้สึกสะใจขึ้นมา
ในเวลานี้ ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินยังคงนั่งอยู่ในร้านหรงเป่าไจ และยังมีคุณชายรองตระกูลซ่งนั่งอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน เรื่องนี้คงจะไม่สำเร็จหากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากเขา
“ชวนจื่อ นายช่วยหยุดรอสักครู่ได้ไหม?” ไป๋โม่เฉินมองไปที่เมิ่งอ้ายชวน จากนั้นเมิ่งอ้ายชวนก็ได้หันหลังกลับมาอย่างอารมณ์เสีย
“อย่าเพิ่งอารมณ์เสียไปเลย เรื่องนี้ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลหรอกนะชวนจื่อ! มันไม่ได้เป็นเรื่องยากอะไรอยู่แล้ว เหล่าหวู่เป็นคนฉลาดมาตั้งแต่ตอนที่เขายังเด็กแล้ว แม้ว่าเขาจะดูใสซื่อ แต่เขาก็เป็นคนเจ้าความคิดและรอบคอบมากๆ!”
วันนี้คุณชายรองซ่งมาที่นี่เพื่อพูดคุยเรื่องความร่วมมือกับฟู่เยี่ยน ครอบครัวของเขาเริ่มต้นจากธุรกิจขายหินหยก แต่ในอดีตต้องยอมแพ้ไปเพราะสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์เริ่มดีขึ้น ดังนั้นพวกเขาจึงอยากจะเริ่มต้นธุรกิจใหม่อีกครั้ง
ร้านเครื่องประดับหยกนั้นสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาลทุกวัน ทุกคนต่างก็เห็นกันอยู่ ดังนั้นคุณชายรองซ่งจึงใช้โอกาสนี้เป็นจังหวะในการพูดคุยเรื่องความร่วมมือไปด้วยในตัว
ซึ่งฟู่เยี่ยนและหลายคนต่างก็มีทัศนคติที่ดี ทุกคนต้อนรับตระกูลซ่งอย่างเป็นกันเอง ถ้าวัตถุดิบของคุณดี เราก็จะรับซื้อ แต่ถ้าของไม่ดีก็ต้องขอโทษด้วย ไม่ว่าที่ไหนก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น
ดังนั้นจึงมีการร่างข้อตกลงขึ้นมา ซึ่งพวกฟู่เยี่ยนให้ความสำคัญกับการดูแลธุรกิจของตระกูลซ่ง และแน่นอนว่าหินหยกหยาบจะต้องถูกคัดเลือกเป็นอย่างดีก่อน จะไม่มีการแอบอ้างโดยใช้สิทธิพิเศษอะไรทั้งนั้น ซึ่งข้อตกลงนี้ก็ถือว่ายุติธรรมกับทั้งสองฝ่าย
“ผมก็แค่รู้สึกเป็นกังวลเล็กน้อยเท่านั้นเองครับ ของสิ่งนั้นไม่ได้มีมูลค่าใดเลย หากเรื่องนี้ถูกเปิดโปงขึ้นมา มันจะต้องเป็นหายนะอย่างแน่นอน” เมิ่งอ้ายชวนรู้สึกวิตกกังวลกับเรื่องนี้มากจริงๆ เขากลัวว่าจะมีคนสังเกตเห็นว่าถ้วยเคลือบลายครามทั้งสองชิ้นนั้นเป็นของปลอม เพราะมีพวกเขาเพียงสามคนเท่านั้นที่รู้ที่มาของเครื่องเคลือบจีนโบราณเหล่านั้น
“ไม่ต้องกังวลไปหรอก เหล่าหวู่รู้ดีอยู่แล้วว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ เขารับมือกับคนพวกนั้นได้อยู่แล้ว!” คุณชายรองซ่งพูดพร้อมกับจิบชารอฟังข่าวจากหมู่บ้านของเขาอย่างสบายใจ เมื่อทุกคนฝากความหวังเอาไว้กับครอบครัวของเขา เชื่อใจได้เลยว่าแผนการทั้งหมดจะไม่พังลงอย่างแน่นอน
เขาทอดสายตา.มองไปรอบๆย่านโรงงานหลิวหลี่ ก่อนจะคิดเกี่ยวกับเรื่องเช่าที่แถวนี้เพื่อเปิดธุรกิจของตัวเอง เพราะสามารถตั้งราคาของวัตถุดิบหินขนาดเล็กได้ชัดเจน ที่นี่มีนักท่องเที่ยวมากมาย จึงไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ออกหรือไม่สามารถจ่ายค่าเช่าได้
ร้านของเขาไม่จำเป็นต้องใช้คนเยอะ แค่ให้เด็กกลุ่มนี้หาคนเก่งๆมาดูแลร้านให้ก็พอแล้ว!
หากมีวัตถุดิบที่ดี เขาก็แค่นำมันไปประมูลที่ร้านของตระกูลเมิ่งเท่านั้น เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หัวใจของคุณชายรองซ่งก็เต้นแรงขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น บนถนนเส้นนี้มีเพื่อนของเขาอยู่มากมายเลยจริงๆ!
“ลุงซ่งรู้ดีอยู่แล้วว่าหากคนที่ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านเครื่องเคลือบลายครามจริงๆ จะไม่สามารถมองมันออกอย่างแน่นอน อย่าเพิ่งใจร้อนไปเลย มากินมื้อเย็นกันก่อนดีกว่า” ฟู่เยี่ยนเองก็ช่วยปลอบให้เขาใจเย็นลงเช่นกัน แต่ทว่าเมื่อนึกถึงถ้วยลายครามทั้งสองใบนั้น เมิ่งอ้ายชวนก็รู้ดีว่ามันไม่ง่ายเลยที่เขาจะสงบสติอารมณ์ของตัวเองลงได้
“อืม ฉันจะโทรไปสั่งเป็ดย่างที่ภัตตาคารชั้นหนึ่งให้เอง ก่อนหน้านี้ฉันบอกกับโหวซานเอาไว้แล้วว่าหากมีอะไรไม่คาดคิดเกิดขึ้น คืนนี้ให้เขารีบกลับมาหาฉันที่บ้านได้เลย”
“อย่างไรก็ตาม หากของนั้นถูกขายไปจริงๆ ฉันควรทำอย่างไรต่อไปดี?” เมิ่งอ้ายชวนถามกับฟู่เยี่ยนอีกครั้ง แต่ฟู่เยี่ยนก็ยังไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับแผนการขั้นต่อไป
“จะทำอย่างไรต่อจากนี้อย่างนั้นเหรอ? เอาไว้เมื่อถึงเวลา พี่ก็จะรู้เองนั่นแหละ?” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูซุกซน ซึ่งต่างจากเมิ่งอ้ายชวนที่ดูเป็นกังวลมาก ที่จริงแล้วด้วยสมองของเขา เขาน่าจะเข้าใจตั้งนานแล้ว
“ดูสิ ในเวลานี้เธอยังจะทำเป็นเล่นอีก เฉินจื่อ นายควรดูแลภรรยาของนายสักหน่อยนะ!” เมิ่งอ้ายชวนเองก็รู้สึกขบขันกับสิ่งนี้เช่นกัน
“ฉันไม่กล้าหรอก ดูสิว่าฉันเคยกล้าไปยุ่งกับเธอเมื่อไหร่? พวกเราก็แค่คนที่ถูกสั่งการ นายยังกล้าไปยุ่งกับหัวหน้าใหญ่ประจำบ้านอีกเหรอ? หรือว่านายไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว?”
ไป๋โม่เฉินเองก็พูดออกไปอย่างขบขันเช่นกัน เขายอมรับแต่โดยดีว่าไม่กล้าตำหนิฟู่เยี่ยน ซึ่งฟู่เยี่ยนก็ได้ชำเลืองมองไปที่เขาพร้อมกับคิดว่าเธอทำให้เขากลัวถึงขนาดนั้นเลยหรือ....
“ฮ่าฮ่า เธอเป็นภรรยาที่เข้มงวดมากเหมือนกันสินะ! ในที่สุดนายก็ยอมรับแล้ว ฉันคิดว่ามีแค่ฉันคนเดียวเสียอีกที่เป็นแบบนี้!” เมิ่งอ้ายชวนพูดพร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้
ฟู่เยี่ยนเองก็หัวเราะออกมาเช่นกัน เธอไม่เคยเห็นพวกเขาสองคนเป็นแบบนี้มาก่อน พวกเขากำลังปรับทุกข์ว่ามีภรรยาที่เข้มงวดอย่างนั้นหรือ
“ฟู่เยี่ยน เธอกำลังหัวเราะเรื่องอะไร? ฉันบอกให้นะ ยิ่งพวกเราเป็นผู้ชายที่พูดตรงไปตรงมาแบบนี้ ในใจเรายิ่งเข้มแข็ง เราไม่มีวันทำเรื่องลอบกัดลับหลังแบบนั้นหรอก!”
“เธอคิดว่าคนที่มีความภาคภูมิใจในตนเองมากนั้นดีหรือ? คนเหล่านั้นสามารถทำทุกอย่างเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตนเอง! อีกอย่าง ฉันน่ะเต็มใจทำเพื่อภรรยาของฉันเอง!”
ฟู่เยี่ยนเองก็คิดแบบนั้นเช่นกัน แต่เธอเพียงแค่ไม่รู้ว่าหัวข้อการพูดคุยเปลี่ยนมาเป็นเรื่องนี้ได้อย่างไร และทุกคนก็ได้หัวเราะออกมา พวกเขานั่งคุยกันจนท้องฟ้าข้างนอกเริ่มมืดลง ในที่สุด โหวซานก็กลับมา
ทันทีที่เดินผ่านประตูเข้ามา เขาก็รีบตรงไปยังกาน้ำชาโดยไม่พูดกับใครทั้งนั้น เขาเทน้ำแก้วใหญ่ให้กับตัวเอง ก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
“ทุกอย่างเป็นไปตามที่เราคาดการณ์เอาไว้จริงๆ ตอนนี้เหล่าหยวนได้ซื้อเครื่องเคลือบคู่นั้นไปแล้ว เขาซื้อมันไปในราคาถึง28,000หยวนเลยทีเดียว! และคนขายก็ได้ตามเขาไปถอนเงินแล้วด้วย!”
จากนั้น โหวซานก็ได้เริ่มพูดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อ โดยเริ่มจากกล่าวยกย่องการกระทำของจินฮ่วนซิน
“จินฮ่วนซินเกือบจะทะเลาะกันกับเหล่าหยวนเพราะเครื่องเคลือบสองชิ้นนั้นเลยนะ จนในที่สุดเขาก็ได้ตัดความสัมพันธ์กับเหล่าหยวนไปในที่สุด! ตอนนั้นฉันแทบจะกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ได้เลย!” โหวซานจำเหตุการณ์ที่จินฮ่วนซินทำในตอนนั้นได้ดี และเขาก็อยากจะหัวเราะออกมามาก
ฟู่เยี่ยนส่ายศีรษะไปมาเบาๆ สมแล้วที่เขาเป็นพี่ชายของเธอ! ที่จริงแล้วเขาเองก็เป็นคนที่มีความสามารถเช่นกัน เพียงแต่เขามีความทะเยอทะยานผิดที่ผิดทางไปหน่อยเท่านั้น หากเขาใช้ความสามารถของตัวเองในทางที่ถูกต้อง เขาคงจะมีชีวิตที่ดีไปแล้ว
ในอนาคต เธอจะต้องบอกเรื่องนี้ให้อาเล็กรู้ จะได้ให้จินฮ่วนซินใช้ความสามารถของตัวเองได้อย่างเต็มที่ และเพื่อที่เขาจะไม่ออกไปสร้างปัญหาในอนาคตอีก
“ฉันคิดว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้า ตระกูลหยวนจะต้องนำมันออกมาขายอย่างแน่นอน และฉันก็ได้ส่งข้อความถึงเขาแล้วด้วยว่าหากเขาต้องการจะนำสิ่งของมาประมูลที่ร้านของเรา เราจะไม่เก็บค่าธรรมเนียมในการดำเนินการกับเขา”
ฟู่เยี่ยนพยักหน้าเบาๆ นี่เป็นเรื่องที่ฟังดูเหมาะสมที่สุดแล้ว ตราบใดที่เหล่าหยวนยืนยันว่าสิ่งนี้เป็นของจริง เขาก็จะดำเนินการตามแผนนี้อย่างแน่นอน เพราะยิ่งมีคนเห็นมาก เงินที่ขายได้ก็ยิ่งมากขึ้น
“ผู้ชายคนนี้ยังคงระมัดระวังตัวมากๆ และเขาต้องเคลื่อนไหวเร็วๆนี้แน่นอน หลังจากที่ตรวจสอบของชิ้นนั้นอย่างละเอียดแล้ว เขาจะต้องคิดว่าสามารถขายมันได้ในราคาที่สูงอย่างแน่นอน”
“แบบนั้น... เขาจะไม่สังเกตเห็นตอนที่ตรวจสอบมันหรือ?” โหวซานถามด้วยความเป็นห่วง
“ฉันไม่กลัวการตรวจสอบของเขาเลย กลัวก็แต่ว่าเขาจะไม่ตรวจสอบมันมากกว่า” ฟู่เยี่ยนมั่นใจมาก เธอไม่เคยกลัวว่าเขาจะตรวจสอบของที่ได้ไปหรือเปล่าเลย กลัวเพียงว่าเขาจะไม่สามารถดูออกว่าเป็นของปลอม
เธอเองคงไม่โง่ถึงขนาดเอาเงินมากมายขนาดนั้นไปให้เหล่าหยวน ดังนั้นยังมีขั้นตอนสุดท้าย คือทำให้เขารู้ว่าสิ่งนี้เป็นของเลียนแบบคุณภาพสูง
แม้ว่าจะเป็นแค่ของที่ถูกทำเลียนแบบขึ้นมา แต่ทักษะนี้ก็เป็นทักษะที่สูงที่สุดแล้ว และมันก็ยังคงเป็นของทำเลียนแบบที่สมบูรณ์แบบมากในตอนนี้ ในอนาคต เมื่อมีชื่อเสียงแล้ว ราคาอาจจะไม่ต่ำ ราคาที่เขาซื้อไป28,000หยวนนี้คาดว่าในอนาคตก็จะหายากเช่นกัน
การเปิดเตาแต่ละครั้งของผู้เฒ่าหลัวนั้นมีค่าใช้จ่ายมากกว่าหนึ่งแสนหยวนเลยทีเดียว ซึ่งในการเปิดเตาครั้งหนึ่งนั้น หากได้เครื่องเคลือบสิบชิ้นขึ้นไปถึงจะถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เขาจะทำการเผาแค่ปีละสองครั้งเท่านั้น และจะได้เครื่องเคลือบมากที่สุดแค่หลักสิบชิ้น
ต่อให้ตั้งราคาไว้ที่88,000หยวนก็มีเหตุผลที่ชัดเจน เนื่องจากต้นทุนของสิ่งนี้ไม่ใช่ถูกๆ การขายในราคาถูกจึงไม่สมเหตุสมผล การเลือกแนวทางที่มุ่งเน้นตลาดทั่วไปถือเป็นความคิดที่ไม่ฉลาด
แน่นอน คนทั่วไปต้องไม่สามารถซื้อมันได้อยู่แล้ว ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงมุ่งเป้าไปยังคนที่มีฐานะบนเกาะฮ่องกงและประเทศอื่นๆ รวมถึงคนที่สะสมโบราณวัตถุในเมืองหลวง ยังมีอีกหลายคนที่ชอบสิ่งนี้ ยกตัวอย่างเช่นอาจารย์ของเธอ เขาเองก็ชอบเครื่องเคลือบลายครามเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ เรื่องนี้จึงไม่สามารถมองว่าเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยได้
ในเมื่อชายคนนี้มีความแค้นต่ออาจารย์ของเธอ และเธอก็ไม่รู้เลยว่าเขาคิดจะทำอะไรกับอาจารย์ของเธออีกเมื่อไหร่ หากเธอไม่รีบตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เขาอาจจะกลับมาทำร้ายอาจารย์ของเธอได้
เธอไม่สามารถละเลยเรื่องนี้ได้ และเธอจะไม่ยอมให้อาจารย์ของเธอต้องตกอยู่ในอันตรายได้อีก ดังนั้น เธอจึงต้องจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด!
ตอนที่ 646: ตรวจสอบเครื่องเคลือบโบราณ
อีกด้านหนึ่ง ซ่งเหล่าหวู่ก็ได้เงินแล้วเช่นกัน ตอนนี้เงิน สองหมื่นแปดพันหยวนอยู่ในมือของเขาแล้ว จากนั้นทุกคนก็ได้แยกย้ายกันกลับ และคุณชายรองซ่งก็ได้กลับไปที่บ้านของเขาเช่นกัน
ส่วนเหล่าหยวนก็ได้กลับบ้านของเขาพร้อมกับของที่เขาเพิ่งจะซื้อมา เขาเปิดกล่องออก ก่อนจะสัมผัสมันอย่างเบามือ เพราะสิ่งนี้คือสมบัติที่ล้ำค่ามากสำหรับเขาจริงๆ
หากไม่ใช่เพราะเขาใช้ทรัพย์สินทั้งหมดในครอบครัวซื้อสิ่งนี้มา เขาคงจะเก็บมันเอาไว้เองอย่างแน่นอน มันไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าอายเลยหากจะเก็บของสิ่งนี้เอาไว้เป็นมรดกตกทอดของตระกูล!
เขาต้องหาผู้ซื้อที่ดีให้ได้ แต่จะปล่อยของไปง่ายๆไม่ได้เด็ดขาด เพราะของยิ่งหายากก็ยิ่งมีค่า ถ้าของชิ้นนี้ขายไม่ได้ราคาสูง ก็เหมือนไม่เห็นคุณค่าของความสามารถตัวเองที่แย่งมันมาจากจินฮ่วนซิน นึกถึงหน้าตาของหมอนั่นในตอนนั้น เหล่าหยวนก็รู้สึกสะใจไม่น้อย!
เขาซื้อมันมาในราคาสองหมื่นแปดพันหยวน ดังนั้นเขาจึงตั้งใจว่าจะขายมันที่ราคาอย่างน้อยหกหมื่นหยวนเป็นอย่างต่ำ
เหล่าหยวนคิดถึงเรื่องนี้อยู่ภายในใจ ก่อนหน้านี้หลิวเหล่าเอ้อร์กำลังมองหาโบราณวัตถุชิ้นนี้ ถ้าอย่างนั้น ลองไปถามเขาดูก่อนก็แล้วกัน แต่ราคาที่เขาซื้อของชิ้นนี้มานั้นไม่ใช่ความลับ หากเขาตั้งราคาขายที่สูงเกินไป บางทีหลิวเหล่าเอ้อร์อาจจะเปลี่ยนใจไม่ซื้อก็ได้
แต่เขาจะต้องคิดว่าตนเองกักตุนของไว้เก็งกำไรอย่างแน่นอน หรือไม่ก็อาจคิดว่าเขารวมหัวกับคนอื่นมาหลอกหลิวเหล่าเอ้อร์ก็ได้
ดังนั้น ร้านรับประมูลของตระกูลเมิ่งจึงเป็นสถานที่ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว แต่เขาก็ยังไม่ไว้วางใจคนพวกนั้นเท่าไหร่นัก และตอนนี้ที่นั่นก็ยังไม่เปิดให้บริการ ดังนั้นเขาจึงตั้งใจว่าจะรอดูหลังจากที่ร้านรับประมูลเปิดให้บริการเสียก่อน หากมีคนขายสินค้าได้ในราคาที่ดี ตอนนั้นก็ยังไม่สายที่เขาจะไปที่นั่น
เหล่าหยวนครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจได้ว่าเขาควรปล่อยให้คนที่สนใจมันมาหาเขาเอง ซึ่งนั่นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด!
ใช่แล้ว มันควรจะเป็นแบบนั้น! เขาไม่จำเป็นต้องไปหาคนมาซื้อมันด้วยตัวเองเลย ต้องเป็นคนที่อยากได้มันต่างหากที่เป็นฝ่ายเข้าหาเขา เช่นเดียวกับวันนี้ที่เขาเดินทางเพื่อไปซื้อมันกลับมานั่นเอง
แต่เขาจะให้คนที่อยากได้มันมาหาเขาได้อย่างไรล่ะ? ด้วยเหตุนี้ เขาจึงจำเป็นต้องหาผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบมันเสียก่อน จู่ๆเหล่าหยวนก็นึกถึงเหล่ากู่ เพื่อนเก่าของเขาขึ้นมา
หมอนี่ในอดีตถือว่าเป็นคนเก่งคนหนึ่งเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฐานะทางบ้านหรือความรู้ก็ถือว่าดีไม่น้อย ถ้าจะถามว่าทำไมเหล่ากู่ถึงตกอับขนาดนี้ สาเหตุก็มีแค่สองอย่างเท่านั้น อย่างแรกคือเขาแต่งงานกับผู้หญิงที่สุรุ่ยสุร่าย จนทำให้ครอบครัวพังพินาศ และอีกอย่างคือเขาเป็นคนที่ติดการพนันอย่างหนัก
เหล่าหยวนเป็นคนที่มีความสัมพันธ์กว้างขวาง จึงรู้ดีว่าเหล่ากู่มีฝีมืออยู่ไม่น้อย ขอเพียงจ่ายเงินให้เขาอย่างเหมาะสม เขาย่อมช่วยติดต่อศิษย์พี่ของเขาให้มาช่วยตรวจสอบได้ ซึ่งศิษย์พี่คนนั้นถือว่าเป็นระดับปรมาจารย์ที่เปรียบเสมือนเสาหลักแห่งวงการเลยทีเดียว
ขอเพียงแค่ศิษย์พี่ของเหล่ากู่ช่วยรับรองสิ่งนี้ เขาคิดว่าราคาของมันจะต้องสูงขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน!
เมื่อเหล่าหยวนตัดสินใจได้เช่นนั้น เขาก็ไม่รอช้าอีกต่อไป เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น เหล่าหยวนได้ออกไปเชิญเหล่ากู่มาที่บ้านของเขาเพื่อตรวจสอบเครื่องเคลือบในทันที
เหล่าหยวนใส่ถ้วยลายครามทั้งสองใบลงในกล่องอย่างระมัดระวังพร้อมกับล็อคเอาไว้อย่างแน่นหนา เขาจ้องมองกล่องนั้นอย่างสบายใจอยู่หลายครั้งก่อนจะออกจากบ้าน กล่องใบนี้มีเพียงเขาคนเดียวที่ถือกุญแจไว้ แม้แต่ภรรยาก็ไม่มีสิทธิ์ถือกุญแจ
ทางด้านโหวซานได้รับคำสั่งให้จับตาดูเหล่าหยวนแล้ว ดังนั้นเขาจึงได้แอบสะกดรอยตามเหล่าหยวนไปที่บ้านตระกูลกู่ ซึ่งบังเอิญที่โหวซานรู้จักกับเหล่ากู่เป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว เขารู้จักชายคนนี้ดี ชายคนนี้เป็นคนที่มีความสามารถ เพียงแต่เขาถูกผีพนันเข้าสิง ดังนั้นเหล่าหยวนจะต้องขอให้เหล่ากู่ช่วยติดต่อศิษย์พี่ให้มาประเมินของอย่างแน่นอน
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ โหวซานตบไปที่ต้นขาของตัวเองอย่างมีความสุข ศิษย์พี่ของเหล่ากู่คนนี้คือใครอย่างนั้นหรือ? จะมีใครรู้จักคนๆนั้นดีไปกว่าฟู่เยี่ยนอีก หลังจากที่เห็นเหล่าหยวนพาเหล่ากู่กลับไปที่บ้าน โหวซานก็ได้รีบกลับไปที่ร้านหรงเป่าไจทันที
เมื่อมาถึง เขาก็ได้รายงานเรื่องนี้กับเถ้าแก่ของเขา และเมิ่งอ้ายชวนก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมาทันที เดิมทีเขาคิดว่าชายชราคนนี้มีความสามารถและรู้จักผู้คนมากมาย ดังนั้นเขาจึงค่อนข้างเป็นกังวลในแผนการขั้นต่อไปของพวกเขาพอสมควร แต่ตอนนี้ความกังวลทั้งหมดก็ได้ผ่อนคลายลงไปแล้ว
ศิษย์พี่ของเหล่ากู่ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย คนๆนั้นก็คือศาสตราจารย์หวงนั่นเอง
ศาสตราจารย์หวงเป็นคนที่มีความเมตตาและดูแลศิษย์น้องเป็นอย่างดีมาโดยตลอด เรียกได้ว่าต้องของคุณศาสตราจารย์หวงเลยที่ทำให้เหล่ากู่ยังสามารถมีชีวิตที่ดีแบบนี้
ทันใดนั้น เมิ่งอ้ายชวนก็ได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อโทรหาฟู่เยี่ยน เพราะฟู่เยี่ยนต้องมาจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนวางสาย เธอก็คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง หากจะให้เรื่องราวทั้งหมดง่ายขึ้น เธอจำเป็นต้องบอกความจริงกับศาสตราจารย์หวงก่อน เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เธอก็ได้เดินไปยังเรือนกระจกดอกไม้ ซึ่งตอนนี้ไป๋โม่เฉินกำลังจัดชั้นวางสำหรับวางดอกคามิเลียอยู่
ตอนนี้ใกล้จะถึงปีใหม่แล้ว และวันนี้เขาก็เพิ่งไปส่งของขวัญให้กับอาจารย์ ดังนั้นเขาจึงมีเหตุผลที่ต้องกลับมาที่บ้าน
ฟู่เยี่ยนเตรียมตัวมาอย่างดี ของขวัญสำหรับอาจารย์ล้วนเป็นของที่ใช้งานได้จริง ไม่ว่าจะเป็นไส้กรอกหมูรมควันที่แม่ของเธอทำเอง หรือปลาที่พ่อของเธอตกมาได้ ส่วนของที่เตรียมไว้สำหรับศาสตราจารย์หวงนั้น พิเศษกว่าด้วยการเพิ่มเหล้าหมักไปสองไห
ของขวัญนั้นไม่ได้เป็นของที่มีราคามากมายอะไร แต่ก็เป็นของที่เธอตั้งใจมอบให้ เธอเชื่อเป็นอย่างมากว่าอาจารย์จะไม่ปฏิเสธ
ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินจึงไปที่บ้านของอาจารย์พร้อมกับของขวัญ พวกเขาเลือกไปที่บ้านของศาสตราจารย์หวงเป็นคนสุดท้าย ตอนนั้นในบ้านมีเพียงศาสตราจารย์หวงและภรรยาของเขาอยู่ด้วยกันเท่านั้น
ตลอดทั้งปี พวกเขาหาเวลาว่างที่ตรงกันยากมากๆ ดังนั้นสองสามีภรรยาจึงกำลังนั่งเล่นหมากล้อมด้วยกันพลางพูดคุยกันไปด้วย คุณนายเซวียภรรยาของศาสตราจารย์หวงก็เป็นอาจารย์สอนภาควิชาภาษาจีนอยู่ที่มหาวิทยาลัยตี้ตูเช่นกัน
ศาสตราจารย์หวงรู้สึกมีความสุขมากที่ได้เห็นนักศึกษาที่เขาภาคภูมิใจมาเยี่ยมเขาพร้อมทั้งของขวัญแบบนี้ เขาจึงพยักหน้าให้กับทั้งสองเบาๆ
“อะไรกัน? พวกเธอมาหาฉันที่บ้านเพื่อเอาของขวัญมาให้อย่างนั้นเหรอ?”
“อาจารย์คะ นี่ไม่ใช่ของขวัญสำหรับอาจารย์หรอกนะคะ แต่เป็นของขวัญปีใหม่สำหรับอาจารย์เซวียต่างหาก ทั้งหมดนี้เป็นของที่ครอบครัวของหนูทำเองค่ะ ดูสิคะ นี่คือเหล้าล้ำค่าที่พ่อของหนูหมักเองเลยนะ วันนี้หนูเอามันมาให้อาจารย์ถึงสองไหเลยนะคะ หากอาจารย์ชอบมัน หนูจะเอามาให้อีกค่ะ”
ฟู่เยี่ยนค่อนข้างสนิทกับศาสตราจารย์หวงในระดับหนึ่ง ดังนั้นเธอจึงพูดคุยกับเขาอย่างสนิทสนม
“อย่าลำบากเลย ครั้งหน้าเอาแค่เหล้ามาให้ฉันก็พอแล้ว เรากินปลากับเนื้อสัตว์เยอะไม่ได้” ศาสตราจารย์หวงพูดพร้อมกับยิ้มกว้างเมื่อเห็นเหล้า เขาดูดีใจมาก เพราะครั้งก่อนเขาเคยแย่งเหล้าครึ่งไหจากอาจารย์จินไป แล้วอาจารย์จินก็บ่นเขาไม่หยุดอยู่หลายเดือน
“ถ้าอาจารย์ชอบ คราวหน้าหากโรงกลั่นมีเหล้าตัวใหม่ออกมา หนูจะเอามาให้ลองนะคะ” ฟู่เยี่ยนพูดพลางยิ้ม เหล้าพวกนี้อาจจะหายากข้างนอก แต่ที่บ้านของเธอมีอยู่เหลือเฟือเลยทีเดียว
“เป็นความคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียว! ในอนาคตฉันขอซื้อมันด้วยก็แล้วกัน” ศาสตราจารย์หวงรู้สึกมีความสุขมาก
“หนูจะเอามันมาให้อาจารย์เองค่ะ ตอนนี้พ่อกับแม่ของหนูไม่ได้ทำมันเยอะเหมือนเมื่อก่อนแล้ว หนูอยากให้พวกเขาพักผ่อน ไม่อยากให้ทำอะไรที่ต้องเหนื่อยค่ะ” เธออยากขยายฐานการผลิต แต่ต้องไม่ใช่ด้วยวิธีนี้
“อื่ม ที่เธอพูดมาก็ถูก! เอาไว้หากมันหมดแล้ว ฉันจะขอซื้อมันจากเธอก็แล้วกัน” ศาสตราจารย์หวงพูดติดตลก ก่อนจะกวักมือเรียกให้ทั้งสองคนเข้ามานั่งข้างใน
“ไม่ว่าหนูจะลืมใคร แต่หนูจะไม่ลืมพวกอาจารย์แน่นอน” ฟู่เยี่ยนพูดยิ้มๆ หลังจากพูดคุยกันได้ไม่กี่คำ คุณนายเซวียก็ได้ขอตัวไปชงชา จากนั้นทั้งสองคนก็ได้พูดคุยกับศาสตราจารย์หวงเป็นการส่วนตัว
“เราไปที่ห้องทำงานของฉันกันดีกว่า” ทันใดนั้นเอง ศาสตราจารย์หวงก็นึกถึงสิ่งที่ศิษย์น้องของเขานํามาให้ในวันนี้ขึ้นมา ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจว่าจะให้ฟู่เยี่ยนช่วยดูมัน
ฟู่เยี่ยนรู้เรื่องนี้อยู่ในใจแล้ว เธอเดาว่ามันจะต้องเป็นถ้วยลายครามทั้งสองชิ้นนั้นอย่างแน่นอน ใช่แล้ว เมื่อมาถึงห้องทำงานศาสตราจารย์หวง เขาก็ชี้ไปยังถ้วยลายครามที่วางอยู่บนโต๊ะ และขอให้ฟู่เยี่ยนช่วยดูมันทันที
ฟู่เยี่ยนจึงหยิบแว่นขยายขึ้นมา ก่อนจะแสร้งทำเป็นส่องดูถ้วยลายครามทั้งสองอยู่นาน จากนั้นเธอก็ได้ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“อาจารย์คะ ฉันไม่ชอบสิ่งนี้เลยจริงๆ”
นี่เป็นเพียงคำพูดติดปากในวงการ ถ้าพูดไม่ดีหรือคลุมเครือเกินไป อาจหมายความว่าการตัดสินเกี่ยวกับสิ่งนั้นไม่ใช่ของแท้ก็ได้
“โอ้? เธอคิดว่าของสิ่งนี้เป็นของปลอมอย่างนั้นเหรอ?” ศาสตราจารย์หวงมองมันอยู่นาน แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งนี้เป็นของปลอม เพียงแต่สัญชาตญาณของเขาบอกว่า สิ่งนี้ที่ดูสมบูรณ์แบบเกินไปน่าจะมีบางอย่างไม่ปกติ
หากดูจากตัววัตถุเอง มันชัดเจนว่าเป็นของดีแน่นอน แต่เรื่องของจริงหรือปลอมนั้นบอกยาก... โดยหลักแล้ว ถ้าบอกว่ามันเป็นของปลอม ก็ไม่มีหลักฐานมายืนยัน
“ถ้าดูแค่ตัวสิ่งของ แน่นอนว่ามันเป็นของล้ำค่า เป็นงานศิลปะที่ไม่สามารถประเมินค่าเป็นเงินได้ แต่ถ้าพูดถึงความจริงหรือปลอม หนูคิดว่านี่คือของที่ทำเลียนแบบมาอย่างดี” ฟู่เยี่ยนพูดสรุปออกไปตามตรง
ศาสตราจารย์หวงไม่พูดอะไร ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานที่จะพิสูจน์ว่าสิ่งนี้เป็นของปลอมเลย ลักษณะทุกอย่างตรงกับถ้วยลายครามในสมัยราชวงศ์หยวนอย่างไม่มีที่ติ
นี่คือปรากฏการณ์ที่ขัดแย้งกัน สิ่งนี้ทุกอย่างดูดีไม่มีที่ติ แต่ในใจลึกๆ กลับรู้สึกว่ามันไม่น่าจะเป็นของจริง ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานที่จะพิสูจน์ว่ามันเป็นของปลอม
ศาสตราจารย์หวงรู้สึกยุ่งยากใจมากในขณะนั้น ตอนนี้เขากลับสนใจคนที่สามารถสร้างสิ่งนี้ขึ้นมา หากคนๆนี้สามารถสร้างสไตล์ของตัวเองได้ เขาก็คงจะเป็นบุคคลระดับปรมาจารย์เลยทีเดียว!
ตอนที่ 647: คล้ายแผนจะพังทลาย
“อันที่จริง ครั้งแรกที่เห็นมัน ฉันก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือถ้วยลายครามยุคหยวน ตอนนั้นฉันรู้สึกตกใจมาก”
“เพียงแต่ว่ายิ่งฉันมองมันมากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งรู้สึกสงสัยมากขึ้นเท่านั้น มีข้อสงสัยมากมายผุดขึ้นมาในใจของฉัน แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่จะมาหักล้างมันได้ นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้ที่สิ่งนี้เกิดขึ้นกับฉัน”
ทันทีที่ศาสตราจารย์หวงพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกว่าเธอไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว นอกจากต้องสารภาพเรื่องราวทั้งหมดออกไป
“อาจารย์คะ อาจารย์คิดว่าคนที่ทำสิ่งนี้ขึ้นมาได้นั้นมีความเชี่ยวชาญในงานฝีมือมากแค่ไหนกันคะ?” ฟู่เยี่ยนถามออกไปอย่างไม่แน่ใจ
“แน่นอน! ฝีมือของเขาอยู่ในระดับผู้เชี่ยวชาญเลยทีเดียว! หากบุคคลนี้มีงานเป็นของตัวเอง ฉันก็ยินดีที่จะจ่ายเพื่อซื้อผลงานของเขา! ผลงานของเขาคือศิลปะขั้นสูง แม้แต่ถ้วยลายครามยุคหยวน เขายังสามารถเลียนแบบได้อย่างสมบูรณ์แบบ ช่างน่าทึ่งมากจริงๆ!”
ศาสตราจารย์หวงพูดพร้อมกับถอนหายใจออกมา คนๆนั้นช่างมีพรสวรรค์อะไรเช่นนี้!
“อาจารย์ มองที่จุดนี้สิคะ” ฟู่เยี่ยนส่องแว่นขยายไปที่ขวด ก่อนจะค่อยๆหมุนมันไปยังมุมที่สามารถมองเห็นได้ง่าย ซึ่งหากมองผ่านแว่นขยาย จะสังเกตเห็นว่ามีตัวอักษรเขียนอยู่ และถ้า.มองดูมันใกล้ๆ จะเห็นเป็นคำว่า “หลัว” ถูกเขียนเอาไว้
คำว่า “หลัว” นั้นถูกสลักทำขึ้นมาด้วยเข็ม และหากดูจากตะเข็บแล้ว ดูเหมือนจะเป็นเข็มเบอร์เล็กที่สุด
หากไม่มองมันดีๆ จะไม่สามารถสังเกตเห็นสิ่งนี้ได้อย่างแน่นอน แม้กระทั้งใช้มือลูบก็ตาม บนตัวอักษรตัวนั้นกลับไม่มีรอยนูนใดๆเลย จะสัมผัสได้เพียงแค่ความหยาบกร้านของเครื่องเคลือบเท่านั้น
ศาสตราจารย์หวงชะโงกศีรษะเข้ามาดู และเขาก็ต้องรู้สึกประหลาดใจเมื่อเห็นตัวอักษรคำว่า ‘หลัว’ ถูกสลักเอาไว้จริงๆ ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นมาด้วยความตกตะลึง เขาต้องใช้แว่นขยายมองมันเพื่อที่จะเห็นตัวอักษรนั้นได้ชัดเจนขึ้น
“ไอ้หยา ถ้าวันนี้เธอไม่มาที่นี่ ฉันคงจะพลาดเข้าแล้วจริงๆ ตอนบ่ายถ้าเขามารับของ ฉันก็อาจบอกเขาไปแล้วว่ามันคือของจริง”
ศาสตราจารย์หวงมองไปยังฟู่เยี่ยนด้วยความประหลาดใจ เด็กสาวคนนี้คู่ควรกับการเป็นศิษย์ที่น่าภาคภูมิใจของเขามากๆ ส่วนฟู่เยี่ยนก็ได้ยิ้มออกมาด้วยความเขินอายเล็กน้อย
“อาจารย์คะ ที่หนูเห็นสิ่งนี้ ไม่ใช่ว่าหนูมีสายตาที่ดีหรอกนะคะ แต่หนูเป็นคนทำสิ่งนี้ขึ้นมาเองต่างหาก”
ทันทีที่ฟู่เยี่ยนพูดแบบนี้ออกไป ดวงตาของศาสตราจารย์หวงก็ต้องเบิกกว้างขึ้นมาอีกครั้ง ตอนนี้เด็กคนนี้สามารถสร้างเครื่องเคลือบลายครามได้อย่างชํานาญถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ก่อนที่ศาสตราจารย์หวงจะทันได้ถามอะไรออกไป ฟู่เยี่ยนก็ได้บอกเขาเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นบนเกาะฮ่องกง ยิ่งพอเขาได้ยินว่าเหล่าหลัวคนนี้เป็นคนที่แปลกประหลาด ตอนนี้กำลังพยายามลอกแบบเครื่องปั้นดินเผาอื่นๆอยู่ ศาสตราจารย์หวงก็มองด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยแสงสว่างแปลกประหลาด ดูเหมือนเขาจะเริ่มรู้สึกถึงความพิเศษของเรื่องนี้แล้ว
“แล้วตอนนี้ชายคนนั้นอยู่ที่ไหน? หากมีโอกาส เธอช่วยพาฉันไปพบเขาหน่อยได้ไหม? ชายคนนั้นมีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ!” ศาสตราจารย์หวงดูตื่นเต้นมาก เขาไม่ได้รู้สึกว่าเรื่องที่สิ่งนี้มาจากคนที่ฟู่เยี่ยนสนับสนุนมีอะไรผิดปกติเลย
“ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่หนูอยากสารภาพกับอาจารย์ค่ะ” หลังจากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้บอกศาสตราจารย์หวงถึงสิ่งที่เหล่าหยวนทำกับจินฮ่วนซิน รวมถึงเรื่องเลวร้ายที่เหล่าหยวนทำกับคนอื่นด้วย
สำหรับอาจารย์นั้น ฟู่เยี่ยนไม่ต้องการที่จะปิดบังอะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมด ศาสตราจารย์หวงก็ตบลงไปที่โต๊ะอย่างแรง
“ที่แท้ก็คนจากตระกูลของผู้เฒ่าหยวนนี่เอง ไม่แปลกใจเลยที่ศิษย์น้องของฉันสนิทกับเขาขนาดนั้น” ที่จริง แล้วครอบครัวหยวนและครอบครัวกู่ก็ถือว่าเป็นเพื่อนบ้านที่สนิทสนมกันมาตั้งแต่สมัยก่อน ดังนั้น ศาสตราจารย์หวงถึงรู้เรื่องของครอบครัวหยวนได้ดีขนาดนี้
“ในตอนแรก หัวหน้าตระกูลของพวกเขาเป็นคนที่ใจแคบและขี้ระแวงมาก เขาไม่ยอมเสียเปรียบใครเลยแม้ว่าตัวเองจะไม่ได้มีความสามารถอะไรก็ตาม เขามักจะเอาเปรียบผู้อื่นอยู่เสมอ และตอนนี้หลานชายของเขาก็เป็นเหมือนกับเขาไม่มีผิด เธอทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว! ตอนที่เขาหลอกลวงคนอื่น ทำไมเขาไม่คิดบ้างว่ากรรมจะตามทัน”
“อาจารย์คะ ที่หนูมาที่นี่ในวันนี้ก็เพื่ออยากขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ค่ะ หากศิษย์น้องของอาจารย์มาถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจารย์ช่วยบอกเขาไปตามตรงได้ไหมคะ?”
ฟู่เยี่ยนไม่ได้ขออะไรมากนัก เธอแค่อยากให้ศาสตราจารย์หวงพูดความจริงออกไปเท่านั้น ศาสตราจารย์หวงจึงได้พยักหน้าให้กับเธอ เขาจะไม่โกหกในเรื่องนี้ เพราะของปลอมมันก็คือของปลอมอยู่วันยังค่ำ
“ฉันจะพูดไปตามตรงว่าเครื่องเคลือบทั้งสองชิ้นนี้เป็นของปลอม แต่เธอกำลังจะบอกว่าของสิ่งนี้สามารถสั่งทำขึ้นได้ในอนาคตใช่ไหม?” ศาสตราจารย์หวงถามขึ้นมาอีกครั้ง
ฟู่เยี่ยนพยักหน้ารับ ก่อนจะบอกศาสตราจารย์หวงเกี่ยวกับแผนการขั้นต่อไปของเธอ แต่ก็ไม่ได้อธิบายถึงรายละเอียดทั้งหมด
“ดี! หากเธอมีวิธีรับมือแล้ว ฉันก็หมดห่วง แต่สำหรับเครื่องเคลืองลายครามนี้ก็เป็นสิ่งที่ฉันอยากได้มันมาครอบครองเช่นกัน!”
“ไหนๆก็พูดถึงเรื่องนี้แล้ว หนูจะส่งมันให้กับอาจารย์เองค่ะ มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย” ฟู่เยี่ยนรีบบอกว่าเธอจะมอบมันให้กับศาสตราจารย์หวงทันที
“ไม่ได้หรอก ทุกอย่างล้วนเป็นธุรกิจ ฉันจะซื้อมันเอง” ศาสตราจารย์หวงยังคงยืนกราน เขาไม่อยากได้จากฟู่เยี่ยนมาฟรีๆ ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมแพ้ไปในที่สุด ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องนี้! เพราะยังมีเรื่องรอให้เธอจัดการอีกหลายอย่างเลยทีเดียว
“อย่าเพิ่งรีบกลับเลย อยู่กินมื้อเที่ยงที่บ้านของฉันก่อนเถอะ” ศาสตราจารย์หวงรู้สึกว่าฟู่เยี่ยนเป็นเด็กที่มีความจริงใจมาก หากวันนี้เธอไม่พูดอะไรเลย เขาก็คงจะไม่รู้เรื่องราวทั้งหมดอย่างแน่นอน
นี่คือจุดเด่นของฟู่เยี่ยน เธอมีแนวคิดที่ตรงไปตรงมา เธอรู้ว่าศาสตราจารย์หวงจะไม่พูดเรื่องนี้กับศิษย์น้องของเขาแน่ๆ หากฟู่เยี่ยนเดาไม่ผิด ศาสตราจารย์หวงจะต้องเสนอซื้อเครื่องเคลือบทั้งสองชิ้นนี้ โดยเขาจะตั้งราคาขึ้นมาเองอย่างแน่นอน
เพียงแต่ว่าเหล่าหยวนจะขายหรือเปล่านั้น ค่อยมาพูดถึงกันอีกที
ตอนเที่ยง ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินได้อยู่ร่วมกินข้าวด้วยกันกับครอบครัวของศาสตราจารย์หวง ซึ่งฝีมือการทำกับข้าวของคุณนายเซวียนั้นถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง และฟู่เยี่ยนก็ได้ช่วยทำกับข้าวเสริมอีกสองสามจาน
แน่นอนว่าหลังจากที่ฟู่เยี่ยนกลับไปแล้ว ศิษย์น้องของศาสตราจารย์หวงก็ได้พาเหล่าหยวนมาที่บ้านของเขา เพราะเหล่าหยวนได้บอกเอาไว้แล้วว่าจะมารับของในตอนบ่าย สิ่งนี้ไม่สามารถทิ้งไว้ที่อื่นข้ามคืนได้ และหากมีการเสียหายหรือเกิดอะไรขึ้น ศาสตราจารย์หวงก็ไม่สามารถรับผิดชอบได้เช่นกัน
“ศิษย์พี่ พี่มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับของสิ่งนี้บ้าง? มันเป็นของล้ำค่าใช่ไหม?” เหล่ากู่รีบถามศาสตราจารย์หวงเกี่ยวกับผลการตรวจสอบในทันที
ก่อนหน้านี้ เหล่าหยวนได้สัญญากับเขาเอาไว้แล้วว่าหากเหล่าหยวนสามารถขายมันได้ เขาเองก็จะได้รับส่วนแบ่งเงินไปด้วย ซึ่งเป็นเงินถึงหนึ่งพันหยวนเลยทีเดียว ต่อให้เขาทำงานถึงหนึ่งปี เขาก็ยังไม่สามารถหาเงินมากมายขนาดนั้นได้เลยด้วยซ้ำ!
“เราไปที่ห้องทำงานของฉันกันก่อนดีกว่า” ในตอนนี้ ศาสตราจารย์หวงยังไม่ได้บอกว่ามันเป็นของจริงหรือของปลอม
เมื่อเหล่าหยวนมาที่บ้านของศาสตราจารย์หวง เขาก็ดูระมัดระวังเป็นอย่างมากและไม่ได้พูดอะไรเลย เพียงแค่เดินตามหลังพวกเขาทั้งสองคนไปที่ห้องทำงานของศาสตราจารย์หวงเงียบๆเท่านั้น
ในอดีต พ่อของศาสตราจารย์หวงเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับฉีไป๋สือ จิตรกรชาวจีนผู้โด่งดัง ดังนั้นจึงมีภาพ ‘กุ้งเล่นน้ำ’ ของฉีไป๋สือแขวนอยู่ในห้องทำงานด้วย เหล่าหยวนชำเลืองมองมันอยู่หลายครั้ง ก่อนจะหันไปเห็นถ้วยลายครามวางอยู่บนโต๊ะทำงาน
“เชิญนั่งก่อน คุณช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมว่าคุณรู้ได้อย่างไรว่าเครื่องเคลือบชิ้นนี้เป็นถ้วยลายครามยุคหยวน?”
เนื่องจากเหล่าหยวนส่งถ้วยลายครามมาเพียงใบเดียว และอีกใบยังคงอยู่ที่บ้านของเขา ดังนั้นศาสตราจารย์หวงจึงคิดว่ามันมีเพียงใบเดียวเท่านั้น เมื่อถูกถาม เหล่าหยวนจึงบอกศาสตราจารย์หวงเกี่ยวกับที่มาของมันไปตามความจริง
“ตามที่ผมดูแล้ว... สิ่งนี้ถือว่าเป็นของดี หากมองข้ามเรื่องยุคสมัยที่แท้จริงของมัน มันก็เป็นของที่ไม่ธรรมดา ทั้งมีคุณค่าทางศิลปะและความสวยงาม อีกทั้งยังมีฝีมือที่ยอดเยี่ยมด้วย”
ทันทีที่ศาสตราจารย์หวงพูดแบบนี้ เหล่าหยวนก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง
หมายความว่าอย่างไรกัน?
สิ่งนี้เป็นของปลอมอย่างนั้นหรือ?!
“ศิษย์พี่...สิ่งนี้มีทุกอย่างอยู่ครบถ้วนเลยไม่ใช่เหรอ มัน...มีลักษณะที่เหมือนกับเครื่องเคลือบจีนโบราณทุกจุดเลยไม่ใช่หรือไง!” เหล่ากู่ยังคงไม่เชื่อเรื่องนี้ เพราะสิ่งนี้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มาก เป็นไปไม่ได้ที่มันจะเป็นของปลอม!
“ในความคิดของฉัน สิ่งนี้ไม่ใช่ถ้วยลายครามยุคหยวนหรอกนะ มันแค่มีลักษณะคล้ายกับถ้วยลายครามยุคหยวนเท่านั้น นายเห็นหรือเปล่าว่าสีน้ำเงินและสีขาวไม่ได้เสถียรเลย มันกระจัดกระจายไปทั่ว มีทั้งสีที่หนักและเบาในบางจุด ทั้งยังมีจุดสนิมสีดำอยู่หลายจุด หรือที่ผู้คนต่างก็เรียกกันว่า ‘จุดบกพร่องสีดำ’ นั่นเอง ซึ่งนี่เป็นเทคนิคการวาดลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์ของการใช้วัสดุที่เรียกว่า สุมาหลี่ชิง ซึ่งนําเข้ามาจากต่างประเทศ”
“โดยจะเห็นได้ชัดเลยว่าสิ่งนี้ถูกนำมาทำเครื่องเคลือบลายครามสีน้ำเงินและสีขาวในยุคแรกๆของจีน นายสามารถมองเห็นหินเหล็กไฟสีแดงได้อย่างชัดเจน ส่วนด้านล่างนั้นเป็นก้นหยาบที่ยังไม่ได้เคลือบ และใบของดอกโบตั๋นก็ดูอ้วนเล็กน้อย แต่ยังถือว่าสม่ำเสมอ ซึ่งนี่ก็เป็นลักษณะทั่วไปของถ้วยลายครามยุคหยวนอยู่แล้ว”
ศาสตราจารย์หวงอธิบายถึงข้องสังเกตต่างๆอย่างใจเย็น แต่สำหรับทั้งสองคน คำพูดนี้ได้พังทลายความหวังของพวกเขาไปเสียแล้ว
“ศาสตราจารย์หวง ทุกอย่างถูกต้อง แต่มันไม่ใช่ของจริงอย่างนั้นเหรอ? ทำไมกัน...” เมื่อเหล่าหยวนรู้ว่ามันคือของปลอม หัวใจของเขาก็หล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่มในทันที หากนี่เป็นเรื่องจริง ชีวิตของเขาคงต้องจบสิ้นลงแน่ๆ!
“ดูตรงนี้สิครับ นี่น่าจะเป็นชื่อของช่างฝีมือที่ทำมันขึ้นมา หากมันเป็นของจริง คงไม่มีสิ่งนี้ถูกเขียนเอาไว้อย่างแน่นอน แต่ก็ถือว่าช่างคนนี้เป็นผู้ที่มีทักษะสูงมากที่สามารถทำมันขึ้นมาได้” ศาสตราจารย์หวงชี้ให้พวกเขาดูตัวอักษร ‘หลัว’ ที่ถูกสลักเอาไว้
เหล่าหยวนมองไปที่ตัวอักษรนั้นอยู่นานกว่าสิบนาที และในที่สุดเขาก็เห็นว่ามีตัวอักษร ‘หลัว’ ถูกสลักเอาไว้จริงๆ ทันใดนั้น หัวใจของเขาก็ชาไปหมด... ทุกอย่างของเขาจบสิ้นแล้ว!
แต่พอนึกอีกที ไม่ ยังไม่จบ! ตราบใดที่ศาสตราจารย์หวงยังไม่พูดอะไร เขาก็ยังมีทางออก!
“ศาสตราจารย์หวง ผมมีเรื่องอยากจะขอร้องคุณสักหน่อย ที่ผมมาที่นี่ก็เพื่อถามคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้ และหากมีใครมาถามคุณเกี่ยวกับมัน คุณอย่าบอกเรื่องนี้กับพวกเขาจะได้ไหมครับ?” เหล่าหยวนพูดขอร้องอ้อนวอน และยังดูเหมือนว่าเขากำลังจะร้องไห้อีกด้วย
ประโยคนี้ทำให้ศาสตราจารย์หวงมีความคิดที่อยากจะซื้อมันขึ้นมาทันที เขาอยากเก็บมันเอาไว้กับตัวเอง เดิมทีอยากจะบอกว่าเขาต้องการจะซื้อมัน แต่เมื่อเห็นฉากนี้ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเหล่าหยวนยังคงไม่ถอดใจ และคิดจะขายมันในราคาที่สูงลิบอยู่
“ไม่มีปัญหา ผมไม่ใช่คนที่จะพูดถึงเรื่องของคนอื่นอยู่แล้ว แต่ถ้ามีคนมาถามผม ผมก็จะพูดตามความจริงเช่นกัน” ศาสตราจารย์หวงไม่ชอบเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว แต่เขาก็ไม่ใช่คนช่างพูดด้วย
“ได้ครับ ผมรู้ดี และผมก็ต้องขอบคุณคุณมากจริงๆ!” เหล่าหยวนกล่าวขอบคุณศาสตราจารย์หวงพร้อมกับจ่ายค่าค่าธรรมเนียมสำหรับการตรวจสอบครั้งนี้ แต่ศาสตราจารย์หวงก็ไม่ได้รับมัน
ตอนที่ 648: เติบโตไปทีละขั้นตอน
เหล่าหยวนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากลับออกมาได้อย่างไร เขาถือถ้วยลายครามเอาไว้ราวกับว่ากำลังถือมันฝรั่งร้อน! แต่เขาก็ไม่สามารถทิ้งมันได้ เพราะเขาใช้เงินมหาศาลซื้อมันมา
ตอนนี้มีวิธีเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือเขาต้องจัดการขายมันออกไปให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะถ่ายโอนความเสี่ยงนี้ไปยังผู้อื่น ก่อนที่ข่าวจะแพร่กระจายออกไป
เหล่าหยวนเดินกลับไปที่บ้านของเขา โดยมีเหล่ากู่ตามกลับมาด้วย และยังคงเห็นว่าอารมณ์ของเหล่าหยวนดูผิดปกติไปเล็กน้อย และเมื่อกลับมาถึงบ้าน เหล่าหยวนก็ได้สติกลับมาอีกครั้ง จึงรู้ว่าเหล่ากู่ยังอยู่ที่นี่
เขาวางถ้วยลายครามลง ก่อนจะหยิบเงินหนึ่งพันหยวนออกมาจากลิ้นชักแล้วยื่นมันให้กับเหล่ากู่ไป
“สหาย นายช่วยเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับด้วยนะ ฉันต้องรีบขายมันให้เร็วที่สุด เพราะฉันใช้เงินจำนวนมากซื้อมันมา” เหล่าหยวนพูดด้วยสีหน้าที่เศร้าสร้อย เขาทำอะไรไม่ถูกแล้ว นอกจากต้องโกงผู้อื่นต่อเท่านั้น
ส่วนเหล่ากู่เป็นคนที่ลื่นไหลไปตามสถานการณ์ได้อยู่แล้ว และเขาก็ไม่คิดว่ามีอะไรผิดปกติกับการกระทำของเพื่อนเก่าเลย ดังนั้นเขาจึงได้รับเงินก่อนจะพูดปลอบใจเหล่าหยวน
“อย่ากังวลไปเลย ฉันจะคอยจับตาดูเรื่องนี้ให้นายเอง” แต่เหล่าหยวนไม่ได้คิดแบบนั้น ตราบใดที่เหล่ากู่ไม่พูดอะไร ก็เป็นการช่วยเขาได้มากแล้ว
เหล่าหยวนกำลังคิดหาวิธีจัดการกับถ้วยลายครามทั้งสองใบนี้อยู่ ซึ่งทันใดนั้นเอง เขาก็นึกถึงใครคนหนึ่งขึ้นมา บางคน คนๆนี้อาจจะสามารถช่วยชดเชยความเสียหายที่เขาประสบในครั้งนี้ได้
ซึ่งคนๆนั้นก็คือหลิวเหล่าเอ้อร์นั่นเอง ตอนนี้เขามีของที่หลิวเหล่าเอ้อร์อยากได้อยู่ในมือแล้ว ตราบใดที่เขาบอกว่ามันเป็นของจริง เขาเชื่อว่าหลิวเหล่าเอ้อร์จะต้องเชื่ออย่างแน่นอน
หลังจากที่คิดถึงมาตรการรับมือกับเรื่องนี้ได้แล้ว เขาก็รู้แล้วว่าจะขายมันให้กับใคร แต่ดูเหมือนว่าเขายังต้องคิดหาวิธีอื่นเพื่อที่จะขายมันได้อย่างราบรื่น มีเพียงศาสตราจารย์หวงเท่านั้นที่สามารถตรวจสอบจุดบกพร่องของมันได้ แต่สำหรับคนอื่นนั้นไม่มีทางมองเห็นอย่างแน่นอน
เหล่าหยวนยังคงมองไปที่ถ้วยลายครามทั้งสองใบอยู่ และเขาก็ทนไม่ไหวที่จะตำหนิตัวเอง! ตอนนี้เขารู้แล้วว่าตัวเองได้ติดกับดักเข้าเสียแล้ว
เมื่อนึกถึงสถานการณ์ตอนที่ซื้อมันมาเมื่อวานนี้ เหล่าหยวนก็ยิ่งรู้สึกเกลียดทุกคน ในบรรดาคนเหล่านั้น ใครกันที่เป็นคนวางแผนหลอกลวงเขา?
เขาครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ และรู้สึกว่าคนที่สร้างสถานการณ์นี้ขึ้นมาได้นั้นต้องเป็นคนที่ฉลาดมากๆ เป็นไปได้ไหมว่าซ่งเหล่าหวู่จะมีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้ด้วย! เขาสงสัยอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้สงสัยจินฮ่วนซินเลย เพราะในความคิดของเขา จินฮ่วนซินไม่ได้ฉลาดขนาดนั้น
เขารู้สึกเกลียดคนที่ทำเรื่องนี้มาก แต่เขาเองก็ทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้เขาทำได้แค่ต้อง.อดทนเท่านั้น เขาไม่สามารถตั้งคำถามอะไรได้เลย หากเขาทำตัวมีพิรุธแม้แต่เล็กน้อย และมีคนสังเกตเห็น เขาต้องพบกับจุดจบอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถเคลื่อนไหวอะไรได้เลย
หลังจากที่ทำเรื่องนี้สำเร็จ เขายังต้องคิดหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เพราะเขาจะไม่ยอมรับผิดแต่เพียงผู้เดียวได้อย่างแน่นอน เพราะเขาก็ถูกหลอกเหมือนกัน!
เหล่าหยวนมองไปยังถ้วยลายครามทั้งสองใบอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นและเดินออกไป ตอนนี้เขาต้องไปหาเซี่ยงไห่เพื่อหารือว่าจะทำอย่างไรต่อกับเรื่องนี้!
อีกด้านหนึ่ง ฟู่เยี่ยนก็เพิ่งจะได้รับข่าวจากเกาะฮ่องกงเช่นกัน ตอนนี้นายน้อยรองของตระกูลเฮ่อเริ่มดำเนินการตามแผนแล้ว และทันทีที่เริ่มเคลื่อนไหว เขาก็เป็นที่พูดถึงของผู้คนจำนวนมาก
ตอนนี้ สถาบันวิจัยเครื่องเคลือบดินเผาของผู้เฒ่าหลัวได้เปิดทำการอย่างเงียบๆแล้ว และร้านค้าในย่านใจกลางเมืองก็ได้เปิดให้บริการกับลูกค้าแล้วเช่นกัน ซึ่งที่นั่นถูกตกแต่งให้เป็นทั้งห้องโถงนิทรรศการและร้านค้าไปในตัว
โดยในร้านนั้นมีเพียงเครื่องเคลือบลายครามยุคหยวนแสดงเป็นตัวอย่างอยู่สองชิ้นเท่านั้น ชิ้นแรกคือโถใบใหญ่ลายมังกร ส่วนอีกชิ้นคือถ้วยลายครามใบเล็กลายไม้ไผ่
แม้ว่าของทั้งสองชิ้นนี้จะถูกทำเลียนแบบขึ้นมา แต่ก็แยกไม่ออกเลยว่ามันคือของปลอม ของทั้งสองชิ้นนี้ถูกนํามาจากตระกูลเฮ่อ เดิมที่มันเป็นสมบัติของผู้เฒ่าเฮ่อ พวกเขาใช้มันเป็นแค่ตัวอย่างเท่านั้น และหลังจากรับคำสั่งซื้อแล้ว มันก็จะถูกส่งคืนกลับไปที่บ้านของตระกูลเฮ่อเหมือนเดิม
ทางร้านไม่ได้เชิญคนดังมาร่วมงานเลย มีเพียงคนที่ชื่นชอบและนักวิจารณ์เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มาร่วมงาน แต่นายน้อยรองตระกูลเฮ่อก็ยังเชิญผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงในอุตสาหกรรมวรรณกรรมและความบันเทิงมาร่วมงานด้วย ซึ่งทุกคนต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าของทั้งสองชิ้นนี้งดงามมากๆ และยังเป็นสมบัติที่สามารถใช้เป็นมรดกตกทอดไปสู่คนรุ่นหลังได้อีกด้วย
ทันทีที่ข่าวนี้แพร่กระจายออกไป ครอบครัวที่ร่ำรวยทั้งหมดบนเกาะฮ่องกงที่รู้จักกับตระกูลเฮ่อต่างก็อยากเห็นของทั้งสองชิ้นนั้น และพวกเขาก็ได้มาหาผู้เฒ่าเฮ่อในทันที
นอกจากนี้ยังมีคนที่ตามหาผู้เฒ่าเฮ่อและต้องการจะซื้อสมบัติทั้งสองชิ้นนี้อีกด้วย หากพวกเขาไม่สามารถซื้อมันทั้งสองชิ้นได้ ก็ขอซื้อมันสักหนึ่งชิ้นก็ยังดี
เมื่อนายน้อยรองของตระกูลเฮ่อเห็นฉากนี้ เขาก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มันเกินความคาดหมายของเขามากจริงๆ ด้วยความเฉียบแหลมของเขา เขาคิดว่าถึงเวลาที่จะจัดงานเลี้ยงใหญ่เพื่อประกาศตัวตนที่แท้จริงของสิ่งทั้งสองนี้ให้ทุกคนรู้
ในนามของตระกูลเฮ่อ นายน้อยรองของตระกูลเฮ่อได้ส่งคำเชิญไปยังผู้คนในทุกสาขาอาชีพ เพื่อเชิญชวนให้พวกเขามาร่วมงานที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้
มีการจัดงานเลี้ยงขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่บ้านตระกูลเฮ่อ และทุกคนต่างก็ได้รับคำเชิญให้มาเข้าร่วมงานเลี้ยง และเครื่องเคลือบลายครามทั้งสองชิ้นก็ได้รับความสนใจจากผู้คนทั้งหมด
เมื่อเห็นของจริงแล้ว หลายคนก็เริ่มสนใจไม่น้อย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ‘ทองคำในยุคสงคราม’ และ ‘ของเก่าในยุคสันติภาพ’ ก็เป็นของล้ำค่า หาได้ยากยิ่ง ยิ่งในเกาะฮ่องกงที่มีวัฒนธรรมการสะสมของเก่าอย่างแพร่หลายก็ยิ่งเป็นที่นิยมไปทั่ว ที่นี่มีนักสะสมของเก่าที่มีชื่อเสียงไม่น้อย และบางบ้านก็มีของดีๆที่หายากอยู่หลายชิ้น
ภายในงานเลี้ยง นายน้อยรองของตระกูลเฮ่อยังถือโอกาสครั้งนี้เปิดตัวเครื่องเคลือบชิ้นใหม่อีกด้วย โดยได้อธิบายว่าเครื่องเคลือบทั้งสองชิ้นนี้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของสถาบันวิจัยเครื่องเคลือบลายครามของผู้เฒ่าหลัว มันเป็นเครื่องเคลือบลายครามที่ต้องใช้ฝีมือการทำในระดับสูง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนยังถึงกับแยกไม่ออกและคิดว่ามันคือของจริงเสียด้วยซ้ำ
ทั้งในด้านศิลปะและเทคนิค ทั้งหมดถูกพัฒนามาจนถึงจุดสูงสุดแล้ว อาจกล่าวได้ว่าสามารถนำมันไปเปรียบเทียบกับเครื่องลายครามโบราณของจริงได้เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นนี่ถือเป็นสิ่งที่ปฏิวัติวงการการเผาเครื่องเคลือบลายครามเลยก็ว่าได้
นอกจากนี้ นายน้อยรองตระกูลเฮ่อยังบอกความจริงอีกว่า จากนี้เป็นต้นไปเขาจะขายมันในราคา99,000หยวน โดยมีเพียง9คู่เท่านั้น หากใครมาก่อนก็จะสามารถซื้อมันได้ก่อน และยังสามารถปรับแต่งรูปทรงของเครื่องเคลือบได้ตามใจอีกด้วย
เตาเผาจะเปิดเพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น และตอนนี้คิวจองเครื่องเคลือบลายครามแบบโบราณของจีนได้ยิงยาวไปถึงสามปีแล้ว ไม่เพียงแค่เครื่องเคลือบโบราณของจีนเท่านั้น ยังมีผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาทุกๆสองปีอีกด้วย ซึ่งลูกค้าเก่าจะได้รับสิทธิ์พิเศษ สามารถสั่งจองก่อนคนอื่นได้
หลังจากที่นายน้อยรองของตระกูลเฮ่อพูดจบ ในงานเลี้ยงก็ได้มีเสียงฮือฮาขึ้นมา เพราะทุกคนไม่คิดว่านี่เป็นของที่ทำเลียนแบบขึ้นมา!
คนที่ทำสิ่งนี้ขึ้นมาก็คือผู้เฒ่าหลัวนั่นเอง เขาเป็นพ่อค้าโบราณวัตถุบนเกาะฮ่องกง และชื่นชอบในเครื่องเคลือบลายครามโบราณของจีนมากๆ ทั้งยังมีเครื่องเคลือบโบราณที่เป็นของจริงสะสมอยู่ที่บ้านอีกด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงสามารถทำของเลียนแบบที่แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญต่างก็แยกไม่ออกขึ้นมาได้
ทุกคนต่างก็มีความกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่เพราะมันถูกจำกัดอยู่แค่เก้าคู่เท่านั้น แต่คิวจองสามปีหลังจากนี้ยังเต็มอย่างรวดเร็วอีกด้วย
เมื่อเห็นเช่นนั้น นายน้อยรองของตระกูลเฮ่อก็รู้สึกสบายใจเป็นอย่างมาก และเมื่อคุยโทรศัพท์กับฟู่เยี่ยน เขาก็ได้บอกฟู่เยี่ยนอย่างภาคภูมิใจว่าตอนนี้ทุกคนกำลังรอการเปิดเตาเผาครั้งแรกของปีนี้อยู่
เขาได้ทำข้อตกลงกับผู้เฒ่าหลัวแล้ว และทุกอย่างจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยพวกเขาจะรับเงินในปีนี้ก่อน เนื่องจากผลิตภัณฑ์ใหม่ของผู้เฒ่าหลัวใกล้จะวิจัยเสร็จแล้วนั่นเอง
หลังจากที่ได้ยินเช่นนี้ ฟู่เยี่ยนรู้ก็สึกโล่งใจขึ้นมาเช่นกัน เดิมทีเธอเป็นกังวลว่าการปรากฏตัวครั้งแรกของเธอบนเกาะฮ่องกงนั้นจะสามารถสร้างชื่อให้กับตัวเองได้หรือเปล่า หากไม่เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ เธอคงต้องคิดหาวิธีอื่นแทน
หลังจากที่วางสายไป ไป๋โม่เฉินก็ได้เดินเข้ามา เขายังคงสวมผ้ากันเปื้อนอยู่พร้อมกับถือหม้อที่เต็มไปด้วยรากบัวเอาไว้ในมือ เขาเห็นว่าฟู่เยี่ยนอยากกินรากบัว ดังนั้นเขาจึงจัดเตรียมรากบัวก่อน แล้วค่อยนําไปปรุงอาหารที่บ้านตระกูลฟู่
“มีคนโทรมาเหรอ? สถานการณ์ทางฝั่งนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?” เขาพูดพร้อมกับถอดผ้ากันเปื้อนออกและเช็ดมือให้แห้ง
“ทุกอย่างกำลังไปได้ดี ตอนนี้ขึ้นอยู่กับโหวซานแล้ว เราต้องให้เขารีบลงมือโดยเร็วที่สุด มิเช่นนั้นในวันที่ข่าวลือจากเกาะฮ่องกงมาถึงแผ่นดินใหญ่ ถ้วยลายครามทั้งสองชิ้นนั้นจะต้องมีราคาที่สูงมากอย่างแน่นอน” ฟู่เยี่ยนมีความสุขมาก ตอนนี้ความปรารถนาตลอดหลายปีของเธอได้สำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว
ไป๋โม่เฉินใช้มือลูบไปที่เส้นผมของฟู่เยี่ยนเบาๆ ที่ผ่านมานั้นเขาเฝ้าดูเธอทำสิ่งนี้ทีละขั้นตอนมาโดยตลอด
ตั้งแต่ตอนที่เริ่มต้นลงทุน จนถึงวันที่ผู้เฒ่าหลัวไม่สามารถทำมันต่อไปได้ หลังจากที่เขาหมดไฟในการทำสิ่งนี้ ฟู่เยี่ยนก็ยังคงให้กำลังใจเขาผ่านทางโทรศัพท์ จากนั้นผู้เฒ่าหลัวก็ลุกขึ้นมาทำเครื่องเคลือบแบบโบราณของจีนจนประสบความสำเร็จครั้งแรก เมื่อเขาทำมันซ้ำๆ อัตราความสำเร็จก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุด นายน้อยรองของตระกูลเฮ่อก็ขายมันได้สำเร็จ
กระบวนการทั้งหมดนี้ ฟู่เยี่ยนต้องทำงานอย่างหนักอยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด ซึ่งที่เธอทำแบบนี้ก็แค่หวังว่าจะใช้เงินทั้งหมดที่เธอได้รับ ซื้อสมบัติของประเทศกลับคืนมานั่นเอง
“ไปกันเถอะ เรารีบไปที่บ้านกันก่อนดีกว่า พ่อคงยังรอรากบัวของฉันอยู่นะ!” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับมองไปยังรากบัวที่ถูกขุดและทำความสะอาดแล้วในหม้อ ซึ่งเขาก็ทำมันได้ดีมากเช่นกัน
ตอนที่ 649: รับมือกับไฉเฉี่ยวเหอ
วันนี้เป็นวันเกิดของฟู่เหมี่ยวและฟู่เซิน ซึ่งฟู่เยี่ยนเพิ่งจะจำได้ก็เมื่อตอนที่เธอมาถึงที่บ้านนั่นเอง
“แม่คะ พี่สามกับพี่รองยังไม่กลับมาอีกเหรอ? แล้วอาหญิงล่ะค่ะ อาหญิงอยู่ไหน?” ฟู่เยี่ยนมองไปรอบๆ ก่อนจะเห็นว่ามีเพียงแค่พ่อ แม่ เสี่ยวถู่ และหลี่ลี่เฉียงเท่านั้นที่อยู่ที่บ้านของเธอ หลี่ลี่เฉียงมาที่นี่เพื่อมาเรียนนั่นเอง
“พี่สาวกับพี่รองของลูกต้องไปที่โรงงาน พวกเขาบอกว่าวันนี้พวกเขาต้องจ่ายโบนัสพนักงาน ก่อนจะให้พนักงานหยุดปีใหม่ ดังนั้นพวกเขาจึงจะอยู่กินมื้อเที่ยงกับพนักงานเพื่อขอบคุณทุกคน”
“ส่วนอาหญิงก็ได้พาเจ้าตัวเล็กทั้งสองไปเยี่ยมผู้เฒ่ามู่ เวยเวยและหรงหรงก็อยู่ในช่วงวันหยุดแล้วเหมือนกัน ดังนั้นทั้งสองคนจึงตามไปเรียนภาษาจีนโบราณกับผู้เฒ่ามู่ด้วย! วันนี้คงเหลือแค่เราแล้วล่ะ มากินมื้อเที่ยงกันดีกว่า”
หวังซู่เหมยรู้สึกว่าการที่มีคนน้อยลง สามารถลดภาระของเธอลงไปได้มากจริงๆ วันนี้สองแม่ลูกไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย แค่รอกินรากบัวสอดไส้หมูสับทอดที่ฟู่ต้าหย่งทำเท่านั้น
ไป๋โม่เฉินเองก็ยังได้เรียนรู้สิ่งนี้จากพ่อตาของเขาเช่นกัน เพราะหากเสี่ยวฮั่วอยากกินมันในครั้งต่อไป เขาจะได้ทำเป็นนั่นเอง
“มันไม่ใช่เรื่องยากเลย แค่ยัดมันเข้าไป แล้วหนีบมันเอาไว้ ฉันทำแป้งเสร็จแล้ว เอามันลงไปคลุกได้เลย” ฟู่ต้าหย่งสอนลูกเขยของเขา
เมื่อครู่นี้ ไป๋โม่เฉินบอกว่าต้องการจะเรียนทำอาหาร ซึ่งทำให้เขามีความสุขมาก ในที่สุดก็มีคนทำอาหารให้กับลูกสาวของเขาแล้ว! ตราบใดที่ไป๋โม่เฉินเต็มใจที่จะเรียนรู้ เขาก็พร้อมจะสอน
ลูกสาวของเขาป็นคนที่ไม่ค่อยสนเรื่องเล็กน้อยแบบนี้เท่าไหร่นัก เนื่องจากเธอยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องออกไปจัดการ ดังนั้น ฟู่ต้าหย่งจึงไม่คิดว่ามีอะไรผิดปกติเกี่ยวกับการเรื่องที่ไป๋โม่เฉินอยากจะเรียนทำอาหาร
ไป๋โม่เฉินยังคงมีท่าทีที่เงอะงะ และค่อนข้างใช้เวลานานในการสอดไส้เนื้อลงในชิ้นรากบัว และทั้งสองคนต่างก็ช่วยกันเป็นเวลานานกว่าจะทำเสร็จ ซึ่งทันทีที่ฟู่ต้าหย่งได้กลิ่นของรากบัว เขาก็รู้แล้วว่ามันคือรากบัวที่อยู่ในดินแดนต่างมิติของเสี่ยวฮั่ว
มันมีกลิ่นที่หอมและหวานมาก เขาลองกินมันตอนที่ยังดิบอยู่ชิ้นหนึ่ง รสชาติของมันนั้นอร่อยจนไม่สามารถบรรยายออกมาได้เลย!
ตอนเที่ยง ทุกคนก็ได้กินรากบัวสอดไส้หมูสับทอดด้วยกันเป็นมื้อเที่ยง หลังจากที่กินมัน ทุกคนก็ได้กินโจ๊กอีกคนละหนึ่งชาม
วันนี้ฟู่เยี่ยนกินไปเยอะมาก ส่วนฟู่เหยาและหลี่ลี่เฉียงเองก็กินไปไม่น้อยเช่นกัน ทั้งยังดูเหมือนว่าพวกเขาสองคนจะชอบมันมากอีกด้วย
หลังจากที่กินอาหารเสร็จ หวังซู่เหมยก็ได้ดึงลูกสาวของเธอเอาไว้ และถามกับลูกสาวไปว่าช่วงบ่ายนี้ว่างหรือเปล่า
“แม่ได้ยินมาว่าอาสะใภ้เล็กของลูกคุยบางอย่างกับแม่ของเธอ และแม่ของเธอจะกลับในวันพรุ่งนี้ แม่คิดว่าหากลูกไม่ไปเยี่ยมหญิงชราเลยคงจะดูไม่เหมาะ บ่ายนี้เราไปที่นั่นกันดีไหม? หากลูกว่าง เราไปบ้านอาเล็กกันเถอะ”
“ตั้งแต่ที่ลูกกลับมา ลูกยังไม่เคยเห็นหน้าน้องๆเลยนี่นา วันนี้เราไปที่นั่นด้วยหน่อยดีกว่า!”
ฟู่เยี่ยนคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง ในช่วงบ่ายนี้เธอไม่ได้ไปไหน และเดิมทีเธอเองก็วางแผนว่าจะไปเยี่ยมอาสะใภ้เล็กในอีกไม่กี่วันข้างหน้าอยู่แล้ว ดังนั้นหากไปวันนี้เลยก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร
หลังจากที่ตกลงกันเสร็จ ทั้งสองก็ได้เตรียมของขวัญและนำขึ้นไปบนรถ จากนั้นไป๋โม่เฉินก็ได้ขับรถพาทั้งสองไปที่บ้านของฟู่ต้าอันทันที
ในเวลานี้ ไฉเฉี่ยวเหอกำลังโกรธลูกสาวของเธออยู่ และยิ่งคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งโกรธมากขึ้นเท่านั้น เธออุตส่าห์มาอยู่ช่วยดูแลในช่วงที่ลูกสาวอยู่ไฟ แต่ลูกสาวกลับไม่สำนึกในบุญคุณเลยแม้แต่น้อย นี่คือสิ่งตอนแทนที่เธอต้องทำงานอย่างหนักอย่างนั้นหรือ? ดังนั้นหลังจากที่ลูกสาวอยู่ไฟหลังคลอดเสร็จ เธอจึงตัดสินใจว่าจะกลับในทันที
แต่นั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับหลี่โม่ลี่เช่นกัน เพราะตอนนี้พ่อของเธอต้องอยู่บ้านและไม่มีใครดูแลเลย อีกทั้งลูกๆของพี่ใหญ่ก็ไม่มีใครดูแลอีกด้วย ดังนั้นจึงถูกแล้วที่แม่ของเธอจะกลับไปไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงต้องอยู่ที่นี่เพื่อคอยดูแลเธออีก?
ไฉเฉี่ยวเหอยังคงอยู่ในห้องนอน เธอมองไปรอบๆ และรู้สึกว่าบ้านหลังนี้ช่างเป็นบ้านที่ดีมากจริงๆ ที่นี่มีเตาผิงอยู่ภายในบ้าน ดังนั้นในฤดูหนาวแบบนี้ จึงทำให้อุณหภูมิในบ้านไม่หนาวเลย เธอสามารถสวมเสื้อกันหนาวตัวบางๆก็อยู่ได้แล้ว
ที่นี่มีห้องน้ำอยู่ในตัวบ้าน ดังนั้นเธอจึงสามารถอาบน้ำในวันที่อากาศหนาวเย็นได้อย่างไม่มีปัญหา และยังซักผ้าได้ทุกเวลาที่ต้องการอีกด้วย
ตอนนี้ ความคิดของเธอก็คือเธอไม่อยากกลับไป เธออยากอยู่ฉลองปีใหม่ที่นี่ ดังนั้นเธอจึงได้โทรหาสามีและครอบครัวของลูกชายคนโตให้มาฉลองปีใหม่ที่นี่แทน
และหลังปีใหม่ เธอก็จะให้ลูกชายคนโตทำงานในโรงงานของลูกเขยเสียเลย ถึงอย่างไรทั้งสองก็เป็นเหมือนพี่น้องกันอยู่แล้ว ดีกว่ารับคนที่ไม่รู้จักมาทำงานอีกไม่ใช่หรือ?
โรงงานนั้นถ้าพี่ชายของเธอไม่ช่วยดูแลบ้าง เธอจะรู้ได้อย่างไรว่าทำเงินไปได้เท่าไหร่? ผู้ชายน่ะพอมีเงินก็เสียคนทั้งนั้น นี่เป็นประสบการณ์จริง!
แต่ยัยเด็กดื้ออย่างหลี่โม่ลี่นั่นกลับไม่ยอมปริปากสักนิด! เมื่อไม่กี่วันก่อนเธอเพิ่งลองเปรยๆออกไปสองสามคำ ตอนนั้นโม่ลี่ไม่ได้พูดอะไร เธอยังนึกว่าโม่ลี่เข้าใจแล้วเสียอีก ใครจะคิดว่าเมื่อคืนวานลูกสาวกลับบอกว่าให้เธอติดรถที่ไปส่งของกลับบ้านวันมะรืนนี้เลย นี่มันหมายความว่าจะไล่เธอกลับไปชัดๆ! ที่เธอทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อประโยชน์ของลูกสาวทั้งนั้น!
ดังนั้นเมื่อวันก่อน เธอจึงได้บอกเรื่องนี้กับโม่ลี่ไป แต่ก็ไม่ได้บอกความคิดทั้งหมดของเธอแต่อย่างใด ซึ่งโม่ลี่ก็ไม่ได้พูดอะไรเลย เธอจึงคิดว่าโม่ลี่รับรู้แล้ว ทว่าเมื่อคืนนี้โม่ลี่กลับมาบอกเธอว่าจะให้เธอนั่งรถกลับในวันพรุ่งนี้ โม่ลี่อยากให้เธอกลับบ้านอย่างนั้นหรือ!
เมื่อนึกถึงสิ่งที่ตัวเองทำในอดีต เธอก็รู้สึกสำนึกผิดขึ้นมา ในตอนนั้นหากเธอไม่เข้าข้างลูกชาย ตอนนี้ลูกสาวของเธอก็คงพาเธอและสามีมาอยู่ด้วยกันที่นี่ไปแล้ว! เพราะท้ายที่สุดนั้น พวกเขาก็ได้คุยกันเอาไว้แล้วว่าลูกสาวจะเป็นคนดูแลพวกเขาในวัยชรา
ไฉเฉี่ยวเหอมองไปยังบ้านของลูกสาว ก่อนจะลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ที่นี่คือเมืองหลวงเลยนะ! ทำไมสามีของเธอถึงได้โง่แบบนี้ ทำไมเขาถึงไม่ยอมมาที่นี่กัน? ที่สำคัญเขายังโทรกลับมาและขอให้เธอกลับไปแต่โดยดีอีกด้วย เขาทำราวกับว่าไม่อยากให้เธออยู่ที่นี่ต่ออย่างไรอย่างนั้น
เดิมทีเธอไม่ได้อยากจากที่นี่ไปเลยจริงๆ แต่เธอก็หลุดปากพูดออกมาแล้ว ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถทำอะไรได้อีกนอกจากรอให้โม่ลี่เปลี่ยนใจ ทว่ากลอุบายนี้ก็ไม่เคยได้ผลเลยสักครั้ง
เธอใช้กลอุบายนี้กับลูกทั้งสองคน โดยเฉพาะโม่ลี่ เธอพยายามทำให้ลูกสาวรู้สึกสงสาร ตราบใดที่เธอแสดงความอ่อนแอออกมา บางทีโม่ลี่อาจยอมให้เธออยู่ที่นี่ต่อก็ได้
ทว่าหลี่โม่ลี่กลับไม่ได้สนใจแม่ของเธอเลยแม้แต่น้อย และพี่เลี้ยงเด็กที่ต้าอันจ้างมาก็ได้เข้ามาทำงานแล้วด้วย ตอนนี้โม่ลี่กำลังเลี้ยงลูกของเธออยู่ ส่วนพี่เลี้ยงเด็กก็กำลังทำซุปให้อยู่ในครัว
ตอนนี้หลี่โม่ลี่ผ่านการอยู่ไฟหลังคลอดแล้ว เดิมทีเธอจะได้หยุดลาคลอดเพียงแค่สี่เดือนเท่านั้น เธอจึงใช้วันหยุดฤดูหนาวและฤดูร้อนมารวมด้วยนั่นเอง ดังนั้นเธอจึงได้หยุดเกือบหนึ่งปีเลยทีเดียว ซึ่งเธอต้องกลับไปทำงานอีกครั้งหลังวันหยุดของเธอสิ้นสุดลง
แม้ว่าในตอนนี้ต้าอันจะหาเงินได้ไม่น้อย แต่เธอก็ไม่อยากนั่งอยู่บ้านเฉยๆ เพราะความรู้สึกที่ต้องแบมือขอเงินจากคนอื่นนั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย
เธอตั้งใจเรียนจนจบวิทยาลัย และตอนนี้ก็มีงานที่ดีทำแล้ว เธอจะไม่ยอมแพ้เพียงเพราะเรื่องการมีลูกอย่างเด็ดขาด และเธอก็เชื่อมั่นอยู่เสมอว่าในอนาคตนั้น ลูกชายของเธอจะต้องภูมิใจที่มีแม่ที่ทำงานเก่งแบบเธอ
ตอนนี้ต้าอันยังคงให้ความสำคัญไปที่ธุรกิจของเขา เขาไม่สามารถล่าช้าในเรื่องนี้ได้แม้แต่ก้าวเดียว แม้ว่าตอนนี้ธุรกิจของเขากำลังไปได้สวย แต่เธอก็ยังต้องเตรียมพร้อมรับมือกับช่วงที่ธุรกิจของสามีอิ่มตัวด้วย
แม้ต้าอันจะพูดอยู่หลายครั้งแล้วว่าเขาอยากให้เธอลาออกมาดูแลลูกที่บ้าน เขาเต็มใจที่จะหาเงินเลี้ยงดูครอบครัวด้วยตัวเอง และยินดีที่จะมอบเงินที่เขาหามาได้ในทุกเดือนให้กับเธอ แต่หลี่โม่ลี่ก็รู้สึกว่าตัวเองอยากออกไปทำงานอยู่
สำหรับแม่ของเธอนั้น ตั้งแต่ที่เธอบอกว่าจะให้แม่กลับในวันรุ่งขึ้น แม่ก็เอาแต่อยู่ในห้องและไม่ยอมออกมาอีกเลย
หลี่โม่ลี่คิดอยู่ในใจว่าแม่ของเธอจะต้องใช้กลอุบายเดิมอย่างแน่นอน หลังจากนี้แม่ของเธอจะต้องตีหน้าเศร้าเพื่อทำให้เธอเห็นใจ เพราะเธอเคยถูกแม่หลอกมาก่อน ดังนั้นตอนนี้หลี่โม่ลี่จึงไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก
อย่าเพิ่งไปสนใจอะไรในตอนนี้เลย เอาไว้เมื่อถึงเวลาค่อยไปเรียกก็แล้วกัน!
อย่างไรก็ตาม เธอได้ติดต่อรถเอาไว้แล้ว และพวกเขาก็เป็นคนรู้จักของต้าอัน ซึ่งพวกเขาจะไปส่งแม่ของเธอกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยแน่นอน และเธอก็ได้โทรคุยกับพ่อของเธอแล้วด้วย และเมื่อถึงเวลานั้น พ่อของเธอจะไม่ไปไหน และรออยู่ที่บ้าน
พ่อของเธอเป็นคนวางแผนนี้ขึ้นมาเอง เขาได้บอกให้เธอติดต่อรถเอาไว้ล่วงหน้า แล้วค่อยบอกเรื่องนี้กับแม่ของเธอ เพียงเท่านี้ แม่ของเธอก็จะไม่สามารถปฏิเสธได้แล้ว
หลี่โม่ลี่จึงได้ทำตามที่พ่อของเธอบอก และยังบอกพ่อไปอีกว่าเธอจะเพิ่มเงินรายเดือนให้กับพวกเขาเป็น50หยวน ซึ่งด้วยเงินจำนวนนี้ พ่อกับแม่ของเธอสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้เลยทีเดียว
ไม่ใช่ว่าเธอไม่ต้องการให้พ่อกับแม่มาอยู่ด้วย แต่เพียงเพราะด้วยข้อจำกัดบางอย่าง เธอเองก็อายุยังน้อย และพ่อกับแม่ก็ยังแข็งแรงดี และยังอยากอยู่กับลูกชายมากกว่าลูกสาว แต่ในอนาคต หากพ่อกับแม่ของเธอแก่ชรา เธอก็พร้อมที่จะดูแลพวกเขาอยู่แล้ว
เพียงแต่ตอนนี้เธอไม่ต้องการให้แม่เข้ามาแทรกแซงการใช้ชีวิตของเธอเท่านั้น หลังจากที่เธอถูกแม่ครอบงำมาหลายปี ตอนนี้เธอไม่อยากกลับไปเป็นแบบนั้นอีกแล้ว
“เสี่ยวหลี่ ซุปคากิพร้อมแล้ว กินตอนที่ยังร้อนอยู่เถอะ ฉันตักน้ำมันทั้งหมดออกให้เธอแล้ว เธอสามารถกินมันได้อย่างมั่นใจเลย ช่วงนี้เธอต้องกินของที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้เยอะๆ น้ำนมของเธอจะได้มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน เจ้าหนูจะได้โตเร็วๆ”
“พรุ่งนี้ให้เสี่ยวฟู่ไปหาปลามาสักสองสามตัวด้วยนะ เธอจะได้สลับกินอย่างอื่นบ้าง มิเช่นนั้นน้ำนมของเธอจะไม่เพียงพอ อาจจะทำให้เจ้าหนูหิวได้ ฉันไม่แนะนำให้ดื่มนมผงโดยไม่จำเป็น เพราะมันต้องผสมกับน้ำ หากอุณหภูมิของนมไม่คงที่ เด็กก็จะรู้สึกไม่สบายท้องเมื่อดื่มมันเข้าไป”
พี่เลี้ยงสาวคนนี้มีแซ่เฉิน เธอเป็นคนที่สะอาดและเรียบร้อยมาก ทั้งยังเป็นคนที่อบอุ่นและใส่ใจเด็กๆได้ดีอีกด้วย ใช่แล้ว จางเหว่ยเป็นคนช่วยติดต่อพี่เลี้ยงเด็กคนนี้มาเอง เธอมีทักษะการทำอาหารที่ยอดเยี่ยม และทำงานได้คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปมาก หลังจากที่เธอมาทำงานแค่ไม่กี่วัน หลี่โม่ลี่ก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก
หลี่โม่ลี่รับซุปคากิมาและกินมันในทันที เพื่อให้มีน้ำนมที่มีคุณภาพให้กับลูก ตอนนี้เธอไม่ได้สนใจเรื่องน้ำหนักตัวของตัวเองเลย
อย่างไรก็ตาม ซุปนี้มีรสชาติที่เข้มข้นกว่าตอนที่แม่ของเธอทำมาก หากเทียบกับซุปคากิที่แม่ของฉันทำแล้ว ซุปถ้วยนี้อร่อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด และคากิก็ได้ถูกเลือกมาอย่างดีอีกด้วย
ครั้งก่อนเธอกินไปครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเธอเกือบอาเจียนออกมาเลย เมื่อไฉเฉี่ยวเหอตั้งใจจะทำอีก หลี่โม่ลี่ก็พูดทันทีว่าไม่กินแล้ว
ตอนนี้ ไฉเฉี่ยวเหอยังคงอยู่ในบ้าน เธอเงียบฟังเสียงลูกสาวของเธอที่กำลังกินซุป และพูดคุยกับพี่เลี้ยงเด็กอยู่เงียบๆ ตอนนั้นเองที่เธอรู้สึกโกรธขึ้นมา ทำไมก่อนหน้านี้ตอนที่เธอทำ ลูกสาวถึงได้บอกว่าไม่อยากกินกันล่ะ?
ตอนกลางวันเธออ้างว่าไม่หิวแล้วกลับเข้าห้องไป แต่ตอนนี้ท้องกลับเริ่มหิว พอฟังเสียงลูกสาวซดน้ำซุปดัง ‘ซู้ด ซู้ด’ เธอก็รู้สึกทรมานจนบอกไม่ถูก
ขณะที่เธอกำลังพยายามหาข้อแก้ตัวที่จะออกไปข้างนอกนั้น หวังซู่เหมยและฟู่เยี่ยนก็ได้มาถึงหน้าประตูแล้ว
ตอนที่ 650: ทัศนคติของผู้เป็นแม่
ไฉเฉี่ยวเหอลุกขึ้น จัดผมตัวเองเล็กน้อย กำลังจะออกไป แต่กลับได้ยินเสียงลูกสาวคุยอยู่ข้างนอก ทำเอาเธอโกรธจนแทบระเบิด!
“พอดีแม่ของฉัน... เธอบอกว่าไม่สบายนิดหน่อย พี่สะใภ้ใหญ่กับเสี่ยวฮั่วมาเยี่ยมฉันถึงที่บ้านเลยอย่างนั้นเหรอ! เราไปคุยกันที่ห้องของฉันดีกว่า ให้แม่ของฉันนอนพักผ่อนในห้องเถอะ”
คำพูดของหลี่โม่ลี่ได้ขัดขวางไฉเฉี่ยวเหออย่างชัดเจน ลูกสาวคิดจะให้เธออยู่แต่ในห้องไม่ให้ออกไปเลยอย่างนั้นหรือ
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถหดตัวอยู่แต่ในห้องแบบนี้ได้ เพราะมันดูหยาบคายเกินไป! ดังนั้นเธอจึงเปิดประตูและเดินออกไปพร้อมกับจัดทรงผมของเธอไปด้วย
“หลานสะใภ้ เสี่ยวฮั่ว พวกเธอมาเยี่ยมโม่ลี่เหรอ! ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายเลย และยังไม่ได้กินมื้อกลางวันเลยด้วย พวกเธอกินอะไรมาแล้วหรือยังล่ะ”
“ฉันได้ยินตั้งแต่ที่พวกเธอมาถึงแล้วล่ะ เราไม่ได้คุยกันนานแล้วนะ ไม่สิ ฉันไม่ได้เจอกับเธอมากี่ปีแล้วกันนะ เสี่ยวฮั่วเองก็ดูสวยขึ้นเรื่อยๆเลย หากเจอกันข้างนอก ฉันคงจะจำไม่ได้แน่ๆ”
ไฉเฉี่ยวเหอทำหน้าด้านออกมาแล้วเริ่มชวนหวังซู่เหมยคุยทันที เธอเป็นคนที่เก่งเรื่องการรักษาภาพลักษณ์ ทำให้คนอื่นจับผิดอะไรไม่ได้เลย
หวังซู่เหมยก็ไม่ได้แสดงท่าทีเย็นชากับเธอ เพราะอีกฝ่ายเป็นแม่ลูกกัน ไม่ว่ายังไงปัญหาก็เป็นเรื่องภายในครอบครัว ตัวเองก็ควรทำตัวตามปกติ ดังนั้นเธอจึงพูดคุยกับไฉเฉี่ยวเหออย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง
“คุณป้าดูสิ บ้านฉันยุ่งวุ่นวายไปหมด คุณป้ามาอยู่ตั้งนานแล้ว แต่ฉันก็ยังไม่ได้เชิญคุณป้าไปนั่งเล่นที่บ้านเลย โม่ลี่พักฟื้นหลังคลอดก็ลำบากคุณมาช่วยดูแล เด็กคนนี้ดูขาวอวบแบบนี้ พอมองก็รู้เลยว่าเป็นเพราะคุณป้าดูแลดีจริงๆ”
“ฉันได้ยินว่าคุณป้าจะกลับพรุ่งนี้แล้ว ฉันเลยจะเอาของฝากให้คุณป้าติดมือกลับไปด้วย เอาไปให้ลุงกับน้องชายลองชิมกันดู ยังไงก็มีรถ ขนขึ้นรถไว้ แล้วไปถึงหน้าบ้านค่อยยกลงก็พอดีค่ะ!”
หลังจากที่ได้ยินคำพูดนี้ หัวใจของไฉเฉี่ยวเหอก็รู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย ดูสิ ทุกคนต่างก็รู้ว่าฉันเป็นคุณยายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมทั้งนั้น
เธอช่วยเลี้ยงหลานชายคนโตได้เป็นอย่างดี แต่กลับต้องถูกไล่ให้กลับบ้านอย่างนั้นหรือ? ทันทีที่นึกถึงสิ่งนี้ ไฉเฉี่ยวเหอก็เริ่มมีน้ำตาออกมา
“หลานสะใภ้ เธอคิดว่าการเลี้ยงลูกนั้นยากลำบากหรือเปล่า? ตอนที่พวกเขายังเด็ก แม้แต่ปัสสาวะของพวกเขา เราก็ไม่เคยรังเกียจ เราเลี้ยงดูพวกเขามาอย่างดี แต่เมื่อพวกเขาโตขึ้นและมีครอบครัว พวกเขาก็มองเราเป็นคนนอกไปเสียแล้ว ในฐานะของคนเป็นพ่อเป็นแม่ มันช่างเจ็บปวดมากจริงๆ”
ไฉเฉี่ยวเหอพูดพร้อมกับปาดน้ำตาบนแก้มของตัวเอง ก่อนจะชำเลืองมองไปที่หลี่โม่ลี่
หวังซู่เหมยรู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย เธอจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไรดี? จะให้เธอพูดตามตรงเลยหรือเปล่าล่ะ? เธออยากจะบอกว่าการเป็นแม่ที่ลำเอียงนั้น มันไม่ได้มีอะไรดีเลย หากหญิงชราเลือกที่จะเอาใจแต่ลูกชาย แล้วจะให้ลูกสาวรู้สึกเห็นใจได้อย่างไร?
หลี่โม่ลี่คิดไม่ถึงเลยว่าแม่ของเธอจะทำให้เรื่องบานปลายขึ้นอีกครั้ง และขณะที่แม่ของเธอพูดนั้น แม่ยังร้องไห้ออกมาต่อหน้าพี่สะใภ้ใหญ่อีกด้วย
ขณะที่กำลังรู้สึกอับอายกับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เด็กน้อยที่นอนอยู่บนเตียงก็ได้ตื่นและร้องไห้โฮออกมา หลี่โม่ลี่จึงรีบเดินเข้าไปข้างเตียงและอุ้มลูกของเธอขึ้นมาทันที
ซึ่งไฉเฉี่ยวเหอเองก็อยู่เฉยไม่ได้เช่นกัน เธอรีบเข้าไปช่วยอุ้มหลานในทันที ตอนนี้ร่างกายของโม่ลี่ยังไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่นัก ดังนั้นหลังจากที่เธออุ้มลูกไปได้ครู่หนึ่ง แขนของเธอก็เริ่มสั่น หลี่โม่ลี่จึงยอมให้แม่ของเธออุ้มลูกต่อ และหัวใจของเธอก็รู้สึกดีขึ้นเช่นกัน อย่างน้อยแม่ก็ยังดีกับเธออยู่
“คุณป้า ที่คุณพูดมานี่ถูกต้องเลยค่ะ ก็เหมือนกับเรื่องนี้เลย ตอนเสี่ยวฮั่วเพิ่งแต่งงานได้ครึ่งปี ฉันก็บอกให้รีบมีลูกเร็วๆ แต่ดูสิ เธอกลับทำหน้าไม่พอใจใส่ฉันยาวเหยียด เหมือนฉันเป็นแม่สามีใจร้ายอะไรแบบนั้น ที่ฉันพูดแบบนี้ก็เป็นเพราะฉันคือแม่ของเธอไม่ใช่หรือ?”
เพื่อหลีกเลี่ยงความอับอาย หวังซู่เหมยจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องใช้ฟู่เยี่ยนมา.ยกตัวอย่าง ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกทำตัวไม่ถูก นี่แม่ของเธอกำลังขายเธอเพื่อเอาตัวรอดอย่างนั้นหรือ
แน่นอน เมื่อได้ยินเช่นนี้ ความสนใจของไฉเฉี่ยวเหอก็ได้เปลี่ยนไปที่ฟู่เยี่ยนทันที
“เสี่ยวฮั่ว เธอต้องเชื่อฟังแม่ของเธอให้มากๆนะ การมีลูกเร็วแตกต่างจากการมีลูกช้ามาก ดูร่างกายอาสะใภ้ของเธอเป็นตัวอย่างสิ กว่าจะกลับมาแข็งแรงเหมือนปกติได้ ก็คงจะใช้เวลาไม่น้อยกว่าครึ่งปีอย่างแน่นอน”
“พวกเราดูแลลูกหลานให้ออกมาดีขนาดนี้ ก็เพราะพวกเขาล้วนเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคนเป็นแม่อย่างเรานี่แหละ การมีลูกตั้งแต่ยังสาวช่วยให้ฟื้นตัวได้ดี มีร่างกายแข็งแรงย่อมดีกว่าอะไรทั้งนั้น”
“ลูกสาวตัวเองก็ต้องทะนุถนอมให้มากหน่อย โม่ลี่ยังต้องพักฟื้นอยู่ อย่าอุ้มลูกบ่อยนักนะ ส่วนเสี่ยวเฉิน พอฉันกลับไปแล้ว เธอก็ต้องลำบากหน่อยนะ!”
ไฉเฉี่ยวเหอพูดแล้ว ทันใดนั้นเอง เธอก็รู้สึกว่าถ้ายังทำตัวขัดแย้งไปเรื่อยๆแบบนี้ คงจะทำให้คนอื่นหัวเราะเยาะ และยังอาจทำให้ลูกสาวตัวเองเกิดความห่างเหินจากตัวเธออีกด้วย
“พี่สาว อย่ากังวลเรื่องนี้ไปเลย ฉันจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด!” พี่เลี้ยงเฉินรีบตอบทันที ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเธอก็พอจะเห็นแล้วว่าพี่สาวคนนี้ไม่อยากกลับไปไหน
“ใช่เลย แต่เด็กคนนี้ก็ฟังคำแนะนำแล้ว ตอนนี้เริ่มเข้าใจได้แล้ว” หวังซู่เหมยรีบพูด พร้อมทั้งพยายามเปลี่ยนหัวข้อไปที่ฟู่เยี่ยน
และพวกเธอก็ได้เปลี่ยนหัวข้อไปทันที โชคดีที่พวกเธอสามารถเปลี่ยนเป้าหมายความสนใจของไฉเฉี่ยวเหอได้ แต่คนที่ต้องอึดอัดกลับเป็นฟู่เยี่ยนแทน เพราะเธอต้องรับฟังประสบการณ์การตั้งครรภ์ต่างๆนานานั่นเอง
ทุกคนเล่นกับหนูน้อยอยู่ครู่หนึ่ง และพยายามดูว่าเด็กมีหน้าตาส่วนไหนเหมือนกับฟู่ต้าอัน และส่วนไหนเหมือนหลี่โม่ลี่ ซึ่งเวลาก็ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หวังซู่เหมยและฟู่เยี่ยนอยู่ที่นี่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขอตัวกลับ โดยบอกว่าวันนี้พวกเธอยังมีเรื่องที่ต้องกลับไปทำ และมีแขกจะมาที่บ้าน จึงต้องรีบกลับไปเตรียมอาหาร
“ตอนที่อาเล็กของลูกแต่งงาน แม่สังเกตเห็นแล้วว่าหญิงชราคนนี้ไม่ใช่คนดีเท่าไหร่เลย ลูกเองก็เห็นใช่ไหม หากอยู่ต่อหน้าเรา หญิงชราก็มักจะพูดจาดีเสมอ เพื่อที่จะทำให้เรามองข้ามความยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้นไป!”
“ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม หากตอนนั้นอาสะใภ้เชื่อฟังเธอ แม่ไม่อยากจะคิดเลยว่าตอนนี้อาเล็กของลูกจะใช้ชีวิตอย่างไร!”
หวังซู่เหมยไม่ได้ดูถูกคนแบบนี้ เพราะตราบใดที่ลูกๆของเธอมีชีวิตที่ดี เธอจะสนใจเรื่องแบบนี้ไปทำไมกัน? สู้เอาเวลาว่างออกไปพักผ่อนหรือเดินเล่นไม่ดีกว่าหรือ
“โชคดีที่แม่ของหนูเป็นคนมีเหตุผล ไม่งั้นชีวิตคงจะลำบากมาก เพราะต้องคอยต่อสู้ทั้งสมองทั้งกำลัง ทั้งที่ก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ทำไมต้องทำแบบนั้นล่ะ?” ฟู่เยี่ยนอยากจะตีปากตัวเองเหลือเกินที่กล่าวยกย่องแม่ของตัวเองอย่างไม่ดูเวลาแบบนี้
“ดูลูกพูดเข้าสิ แล้วพวกลูกๆทั้งห้าคนล่ะ แม่เคยลำเอียงไปทางใครบ้างหรือเปล่า? พี่ใหญ่ของลูกแทบจะไม่ได้กลับบ้านเลยตลอดทั้งปี แถมยังหาลูกสะใภ้ที่ไม่ถูกใจมาให้แม่อีกด้วย แต่สุดท้ายแม่ก็ปล่อยให้เขาได้เลือกด้วยตัวเอง โดยที่ไม่เข้าไปยุ่ง เผื่อแม่อาจจะได้ชื่อว่าเป็นแม่สามีที่ดีในอนาคต!”
“ส่วนพี่รองของลูก... แม่ไม่รู้เลยว่าเขาจะแต่งงานเมื่อไหร่ ตอนนี้เขามีทั้งบ้านและหาเงินด้วยตัวเองได้แล้ว เขาสามารถแต่งงานเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่เขาต้องการ!”
“และเมื่อเสี่ยวถู่แต่งงาน แม่ก็คงจะแก่มากจนดูแลใครไม่ได้แล้ว แม่จะดูแลตัวเองและไม่สร้างปัญหาให้กับลูกๆทุกคน แค่นั้นก็พอแล้ว!”
“มีเพียงลูกกับเสี่ยวฉุ่ยเท่านั้นที่ทำให้แม่สบายใจ ส่วนพี่ชายกับน้องชายของลูก แม่ไม่สนใจพวกเขาแล้ว! เอาเวลามาใช้ชีวิตให้ดีจะดีกว่า!”
คำพูดของหวังซู่เหมยสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของเธอที่มีต่อการใช้ชีวิต หากไม่ใช่เพราะความสามารถพิเศษของลูกสาว ตอนนี้ครอบครัวของเธอก็คงจะเป็นเพียงแค่ชาวสวนเท่านั้น เพราะพวกเขาเป็นชาวสวนชาวนามาตั้งแต่บรรพบุรุษแล้ว แต่มีใครบ้างล่ะที่อยากจะทำงานหนักแบบนั้นไปตลอดชีวิต?
ถ้าเป็นแบบบางคนที่เห็นลูกชายสำคัญกว่าลูกสาว เธอคงไม่ได้มีชีวิตดีๆแบบวันนี้หรอกนะ! ดังนั้นจะผู้ชายผู้หญิงมันก็เหมือนกันทั้งนั้น ลูกก็คือลูก ลูกชายจะดีกว่าลูกสาวตรงไหนกันล่ะ? แค่มีลูกสาวต้องดูแลเยอะหน่อยก็เท่านั้น! ลูกสาวที่ดีสักคนมันเทียบได้กับลูกชายขี้ขลาดสิบคนเลย!
ในความเป็นจริงนั้น หวังซู่เหมยเองก็รู้สึกแปลกๆเช่นกัน อันที่จริงเธอจะลำเอียงไปทางเสี่ยวฮั่วและเสี่ยวถู่มากกว่าคนอื่นก็ได้ เพราะเสี่ยวฮั่วมีความสามารถพิเศษมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แล้วแบบนี้จะไม่ให้เธอลำเอียงได้อย่างไร?
ส่วนเสี่ยวถู่ ตอนนี้เขายังเด็ก ดังนั้นเขาจึงต้องการความรักจากพ่อและแม่มากกว่าคนอื่นอยู่แล้ว เพียงแต่หากมองภาพโดยรวมนั้น หวังซู่เหมยไม่ได้ลำเอียงต่อใครเลย และลูกๆของเธอทุกคนก็ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมอีกด้วย
“หากพวกเราไม่มีแม่ที่มีเหตุผลแบบนี้ หนูเองก็คิดไม่ออกเลยว่าพวกเราจะเป็นอย่างไรบ้าง! แม่คือจุดยึดเหนี่ยวจิตใจของครอบครัว แม่กับพ่อเป็นคนที่มีจิตใจมั่นคงมาก ดังนั้นอย่ากังวลเรื่องของพี่ใหญ่จนเกินไปเลยค่ะ แค่ปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตาก็พอแล้ว!”
ฟู่เยี่ยนใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้เพื่อเกลี้ยกล่อมแม่ของเธอ เพราะพี่ใหญ่เองก็สังเกตเห็นแล้วว่าพ่อกับแม่ไม่ค่อยพอใจเรื่องที่เขาจะแต่งงานกับกวงหยุน แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร และคิดเรื่องนี้ไม่ตกมาระยะหนึ่งแล้ว
ฟู่เยี่ยนไม่ได้แนะนำเรื่องนี้กับเขาอย่างละเอียดมากนัก เพราะโดยธรรมชาตินั้น เขาจะต้องค้นพบมันด้วยตัวเอง เพราะไม่ว่าคนอื่นจะพูดอะไรก็ตาม มันไม่ได้มีประโยชน์ใดต่อตัวเขาเลย พี่ใหญ่ไม่ได้เป็นคนโง่ และเขาก็มีเวลาอยู่บ้านน้อยลงมากๆ จึงไม่ได้มีเวลาคิดถึงถึงเรื่องที่แสนเรียบง่ายนี้...
“แม่รู้ดี! เขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ปล่อยให้เขาจัดการเรื่องนี้เองเถอะ! ยุคสมัยนี้ การอยู่เป็นโสดนั้นเป็นเรื่องที่น่าห่วงยิ่งกว่า แค่พี่ใหญ่ของลูกหาคู่ได้ แค่นี้ลูกคิดว่าแม่จะต้องการอะไรอีกอย่างนั้นเหรอ?”
“ให้เขาเลือกและสร้างครอบครัวของตัวเองดีกว่า และเราก็ยังสามารถใช้ชีวิตที่ดีได้เหมือนเดิม การได้พบกับคนที่ใช่ในเวลาที่เหมาะสม เพียงเท่านี้ชีวิตก็จะมีความสุขแล้ว! จะให้แม่ไม่พอใจกับเรื่องนี้ได้อย่างไร!”
หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับถอนหายใจออกมา
ใช่แล้ว สถานการณ์กำลังเปลี่ยนแปลง สภาพแวดล้อมก็เปลี่ยนไป คนเรายังไม่รู้ตัวว่าเปลี่ยนไปแล้ว แต่จะบอกว่าใครผิดได้ล่ะ? เรื่องแบบนี้ไม่มีใครผิดหรอก เพียงแต่ว่าเมื่อชีวิตดีขึ้นแล้ว ความคาดหวังในใจจึงเปลี่ยนไปต่างหาก
หากเป็นเมื่อก่อน เสี่ยวจินก็ยังคงเป็นชาวนา เขามีงานที่ดีทำในหมู่บ้าน และจะมีโอกาสได้พบกับหญิงสาวแค่ในหมู่บ้านเท่านั้น แต่ตอนนี้เสี่ยวจินเป็นถึงทหาร ทั้งยังได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยอีกด้วย ดังนั้นอนาคตของเขาจึงสดใสอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องน่ายินดีมากที่เขาได้พบกับคนอย่างกวงหยุน
ส่วนเรื่องที่ไม่พอใจนั้น หวังซู่เหมยก็คิดแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่นเลย มันขึ้นอยู่กับใจของตัวเธอเอง ตราบใดที่ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องยังแน่นแฟ้นดี ต่อให้คนอื่นจะพูดยังไงก็ไม่มีผลอะไร
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ หวังซู่เหมยก็รู้สึกว่าเธอไม่เคยรักลูกแบบลำเอียงเลย และหลักการที่ว่า ‘หากจะเทน้ำลงไปในชาม ก็ควรจะเทให้สมดุลกัน’ ซึ่งเป็นคำพูดที่ถูกต้องแล้ว!
จบตอน
Comments
Post a Comment