ตอนที่ 651: โดนตำหนิ
ใครจะรู้ว่าทันทีที่ทั้งสองกลับมาถึงบ้าน และกำลังจะผลักประตูเพื่อเดินเข้าไปนั้น หวังซู่เหมยก็รู้สึกว่าเธอควรจะเปลี่ยนความคิดของตัวเองในก่อนหน้านี้! เพราะบางทีอาจมีเด็กบางคนดื้อด้านไม่ยอมฟัง!
เธอมองไปยังฟู่เหยาที่ตอนนี้กำลังปีนขึ้นไปอยู่บนหลังคา ซึ่งหวังซู่เหมยกำลังจะเรียกเขาให้ลงมาด้วยความกังวลใจ แต่ฟู่เยี่ยนก็ได้ดึงแขนเสื้อของเธอเอาไว้เสียก่อน และส่งสัญญาณบอกให้เธอปล่อยเขาเอาไว้ตามลำพังดีกว่า
เสียงร้องเรียกด้วยความรีบร้อน อาจทำให้เขาตกใจได้ และถ้าพลัดตกลงมาอีกคงไม่ใช่เรื่องล้อเล่นไปได้ง่ายๆ ไป๋โม่เฉินขับรถไปจอดเอาไว้ข้างๆบ้านหลังใหม่ โดยให้ทั้งสองคนเดินเข้าบ้านไปก่อน แต่คิดไม่ถึงเลยว่าพวกเธอจะได้เห็นสิ่งนี้ทันทีที่เดินเข้ามา
ตอนนี้ฟู่ต้าหย่งกำลังดูถังหมักเหล้าอยู่ในสวนหลังบ้าน และเขาก็ได้บอกให้ฟู่เหยาอ่านหนังสือกับหลี่ลี่เฉียงแล้ว
ไม่นึกไม่ฝันว่าเด็กสองคนนี้จะปีนขึ้นไปบนหลังคาได้! ฟู่เหยาหลอกศิษย์น้องว่าวิวบนหลังคานั้นสวยกว่ามาก ส่วนหลี่ลี่เฉียงปีนขึ้นไปได้ครึ่งทาง ยังไม่ทันจะขึ้นถึงด้านบน หวังซู่เหมยกับฟู่เยี่ยนก็กลับมาถึงบ้านพอดี!
เมื่อเห็นเช่นนั้น เขาจึงรีบลงมาทันที ก่อนจะบอกให้ฟู่เหยารีบตามลงมาด้วย
“ฟู่เหยา รีบลงมาเร็วเข้า อาจารย์กลับมาแล้ว!”
เมื่อฟู่เหยาได้ยินว่าพี่สาวกลับมาแล้ว เขาก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมา จึงเป็นเหตุทำให้เท้าของเขาลื่นไถลไปกับหลังคา แม้ว่าเขาจะเคยขึ้นไปหลายครั้งแล้ว แค่ก็ไม่เคยขึ้นไปสูงเหมือนกับครั้งนี้มาก่อน
ทันทีที่เท้าของเขาลื่นไถล กระเบื้องหลายแผ่นก็ได้หลุดออก เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้ยื่นกระเป๋าให้กับหวังซู่เหมย ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปทันที ซึ่งเธอต้องใช้ความพยายามไม่น้อยเลยในการช่วยน้องชายในครั้งนี้
เขาเป็นแค่เด็กอายุ5ขวบ ซึ่งตอนนี้เขารู้สึกกลัวมาก จึงได้กอดคอพี่สาวเอาไว้ไม่ยอมปล่อย เมื่อคิดว่าแม่จะต้องตีเขาแน่ๆ ดังนั้นเขาจึงรีบมุดศีรษะเข้าไปในอ้อมแขนของฟู่เยี่ยนอีกครั้ง
ส่วนหลี่ลี่เฉียงเองก็รู้สึกกลัวเช่นกัน ถ้าฟู่เหยาตกลงไป ทุกอย่างของเขาก็จะต้องจบลงเช่นกัน จึงทำให้ในตอนนี้ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัดด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะเดินตามหลังฟู่เยี่ยนไปเงียบๆ และมองไปที่ฟู่เหยาอย่างตาไม่กะพริบ
ฟู่เยี่ยนเองก็มองไปที่ฟู่เหยาเช่นกัน เธอไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ก่อนหน้านี้เธอเคยบอกกับเขาไปครั้งหนึ่งแล้วว่าอย่าทำแบบนี้ แต่วันนี้เธอไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ส่วนหวังซู่เหมยก็ยังคงเฝ้ามองดูเสี่ยวฮั่วที่กำลังพาเสี่ยวถู่ลงมา ซึ่งเธอนั้นรู้สึกวิตกกังวลเป็นอย่างมาก ก่อนจะรีบเข้าไปตรวจดูว่าเขาได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าทันที
“ลูกเป็นอะไรหรือเปล่า? เจ็บตรงไหน? บอกแม่มาสิ เสี่ยวถู่ เจ็บตรงไหนก็บอกแม่มา”
ฟู่เหยาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น เขารู้ถึงอารมณ์ของหวังซู่เหมยดี ถ้าแม่รู้ว่าเขาไม่ได้เป็นอะไร เขาจะต้องถูกแม่ตีอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนส่งสัญญาณทางสายตาให้แม่ ก่อนจะอุ้มฟู่เหยาเข้าไปในบ้าน หวังซู่เหมยเองก็เพิ่งจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด เด็กคนนี้ช่างเล่นอุบายได้ไม่หยุดจริงๆ จนเธอถึงกับโมโหจนรู้สึกเจ็บหน้าอก!
เมื่อเข้าไปในบ้าน เธอไม่ได้มองไปที่ลูกชายคนเล็กเลย ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะน้ำชาพร้อมกับเทชาถ้วยหนึ่ง หลังจากที่ดื่มมันเข้าไปแล้ว เธอก็รู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย
แต่ไม่นานนัก เธอก็ต้องรู้สึกโกรธขึ้นมาอีกครั้ง สามีของเธออยู่ที่ไหนกัน? เกิดเรื่องใหญ่แบบนี้ขึ้น เขายังไม่รู้อีกหรือ!
ฟู่เยี่ยนวางฟู่เหยาลงบนโซฟา เธอรู้ว่าเขากำลังกลัวและตอนนี้เขาก็ได้ดึงเสื้อพี่สาวเอาไว้แน่น เขารู้ว่าหากอยู่ห่างจากฟู่เยี่ยน แม่จะต้องทำโทษเขาอย่างแน่นอน
ฟู่เยี่ยนสำรวจตามร่างกายของเขาแล้ว และพบว่าเขาไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร เขาแค่ตกใจเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งเมื่อเห็นเขาเป็นแบบนี้ เธอก็.อดที่จะสั่งสอนเขาไม่ได้เช่นกัน เธอจะเพิ่มหนังสือหลายเล่มให้เขาท่องจำ และเขาต้องจำมันทั้งหมดให้ได้ด้วย
“นายไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหนเลย ดังนั้น ยืนขึ้น และมาตรงนี้” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม ฟู่เหยาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลุกขึ้นมาและยืนอยู่นิ่งๆเท่านั้น ส่วนหลี่ลี่เฉียงเองก็รู้สึกผิดกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงได้เข้าไปยืนกับฟู่เหยาด้วย
“พวกนายทั้งสองคนท่องหนังสือแห่งความกตัญญูกตเวทีได้แล้วใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็มาท่องให้ฉันฟังหน่อย” ฟู่เยี่ยนชำเลืองมองไปที่พวกเขาทั้งสองคน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงทีแข็งกร้าว
เมื่อหวังซู่เหมยเห็นเสี่ยวฮั่วเป็นแบบนี้ เธอจึงไม่ได้พูดอะไรอีก ปล่อยให้เสี่ยวฮั่วเป็นคนสั่งสอนเด็กคนนี้บ้างก็ดีเหมือนกัน
ทั้งสองคนเข้ากันได้เป็นอย่างดี และพวกเขาก็ได้ท่องออกมาอย่างไม่สะดุดเลย ทั้งยังจดจำได้ทั้งหมดอีกด้วย
“การท่องจำนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่พวกนายรู้หรือเปล่าว่ามันหมายถึงอะไร? ‘ร่างกายและผิวหนัง ล้วนเป็นสมบัติจากพ่อแม่ เราไม่ควรทำลาย หรือทำให้ได้รับความเสียหายได้ นี่คือจุดเริ่มต้นของความกตัญญูกตเวที’ ประโยคนี้หมายความว่ายังไง? ไหนลองอธิบายให้ฉันฟังหน่อยสิ”
“ร่างกาย ผิวพรรณ และเส้นผมของคนเรา ล้วนเป็นสิ่งที่พ่อแม่มอบให้ ไม่ควรทำลายหรือทำให้บาดเจ็บ นี่คือจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติความกตัญญู” ฟู่เหยามองพี่สาวแวบหนึ่งก่อนจะพูดเสียงเบาๆออกมา
“ดีมาก พวกนายทั้งสองท่องหนังสือได้ดีมาก ไม่เพียงแต่จำได้ ยังเข้าใจความหมายด้วย อีกประโยคหนึ่งที่ว่า ‘ป้องกันภัยไว้ก่อน จะได้ไม่ต้องเสียใจในภายหลัง รู้แล้วจงระมัดระวังปฏิบัติ สุภาพบุรุษย่อมไม่ยืนใต้กำแพงที่กำลังจะพัง จะมองข้ามได้อย่างไร’ พวกนายรู้ไหมว่าประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร?”
ฟู่เยี่ยนชำเลืองมองไปที่พวกเขาทั้งสองคนอีกครั้ง นี่เป็นปรัชญาของเมิ่งจื่อ เธอเลือกใช้บทความนี้ถามพวกเขาอีกครั้ง
“ประโยคนี้หมายความว่าเราควรจะพาตัวเองออกไปอยู่ให้ห่างจากสิ่งที่เป็นอันตราย และหากเราตกอยู่ในอันตรายให้รีบพาตัวเองออกมาจากจุดนั้นทันที”
“อาจารย์ครับ ผมรู้ว่าสิ่งที่พวกเราทำลงไปนั้นเป็นเรื่องที่ผิด ตอนที่ศิษย์พี่ใหญ่บอกว่าเขาจะขึ้นไปบนหลังคา ผมควรจะห้ามเขา”
ใบหน้าของหลี่ลี่เฉียงเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย เขามีอายุมากกว่าฟู่เหยาหลายปี แต่ที่เขายอมเรียกฟู่เหยาว่าศิษย์พี่ใหญ่นั้นก็เพราะฟู่เหยาเริ่มเรียนกับฟู่เยี่ยนก่อนนั่นเอง
“แม้ว่าฟู่เหยาจะเป็นพี่ใหญ่ของนายก็ตาม แต่นายก็อายุมากกว่าเขา ดังนั้นนายจะเป็นรุ่นน้องของเขาแค่เรื่องการเรียนเท่านั้น ส่วนความสัมพันธ์ข้างนอก ถือว่านายเป็นพี่ชายของเขา หากในอนาคตฟู่เหยาไม่เชื่อฟังนายอีก นายสามารถตีเข้าได้เลย และฉันก็จะไม่ดุนายอีกด้วย”
“ฟู่เหยา นายเข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับพยักหน้า ตอนนี้หลี่ลี่เฉียงเป็นเด็กดีแล้ว ก่อนหน้านี้เขาเคยเกเรมาก่อน แต่เมื่อไม่นานมานี้ เขาก็ดูจะเป็นคนที่ยับยั้งชั่งใจได้มากขึ้น และเห็นได้ว่าเลยว่ารูปลักษณ์เดิมของเขาเป็นเพียงการแสดงเท่านั้น
ที่จริงแล้วเขาเป็นคนที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งนิสัยของเขานั้นเข้ากับฟู่เหยาได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
ทันใดนั้นเอง ฟู่เยี่ยนก็ได้สังเกตเห็นฟู่เหยาผ่านทางหางตา และเห็นเขาแอบขยับเข้าไปใกล้ๆหวังซู่เหมยทีละนิด
“แม่ครับ ผมผิดไปแล้ว แม่ไม่ควรกังวลนะครับ ผมจะไม่ทำแบบนี้อีก......” ตอนนี้ฟู่เหยายืนอยู่ตรงหน้าหวังซู่เหมย ก่อนจะก้มหน้าลงเล็กน้อยและพูดออกมาด้วยความสำนึกผิด
หวังซู่เหมยมองไปที่ลูกชายคนเล็กอย่างหมดหนทาง หากฟู่เยี่ยนไม่อยู่ที่นี่ เขาก็จะไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเองแบบนี้อย่างแน่นอน
หวังซู่เหมยจึงได้เอื้อมมือขึ้นไปลูบศีรษะของเขาเบาๆ ครั้งนี้เธอไม่ได้ตำหนิเขา ตอนนี้เสี่ยวฮั่วได้พูดแทนเธอไปหมดแล้ว ดังนั้นเธอจึงทำได้แค่ปลอบโยนเขาเท่านั้น บางครั้งการแสดงความอ่อนโยนกับเด็กๆอาจจะเป็นผลดีก็ได้
“ลูกรู้หรือเปล่าว่าทำให้แม่ตกใจแทบแย่เลย แม่เกือบเป็นลมไปแล้ว หากลูกตกลงมาแล้วเป็นอะไรไป แม่กับพ่อจะเป็นคนที่เสียใจมากเลยนะรู้ไหม?”
ฟู่เหยามองไปที่แม่ของเขา เมื่อเห็นว่าแม่ไม่ได้โกรธ เขาจึงเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ตอนนี้ใบของหวังซู่เหมยเต็มไปด้วยความกังวล ซึ่งแม้ว่าฟู่เหยาจะยังเด็ก แต่เขาก็ยังคงอ่อนไหวเมื่อเห็นแม่เป็นแบบนี้
เขาจึงซุกตัวเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของหวังซู่เหมยทันที ซึ่งหวังซู่เหมยก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก เธอจึงได้กอดเขากลับและพูดกับเขา นับตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงวันปีใหม่ ฟู่เหยาดูอ่อนโยนลงมากจริงๆ
หวังซู่เหมยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่ง.อก อาจเป็นเพราะลูกชายคนเล็กของเธอไม่มีอะไรทำ เขาจึงได้ชอบปีนต้นไม้ บางทีก็ปีนขึ้นไปบนกำแพง
ทันใดนั้นเอง ไป๋โม่เฉินก็ได้เดินเข้ามา ทันทีที่เขาเห็นฟู่เหยาที่ดูเงียบผิดปดติ และหลี่ลี่เฉียงที่มีท่าทีกระสับกระส่าย
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ?” เขาถามฟู่เยี่ยนเบาๆ
ฟู่เยี่ยนจึงได้บอกเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก่อนจะขอให้ไป๋โม่เฉินช่วยคิดหาวิธีแก้ไข
“เด็กคนนี้เป็นเด็กที่เต็มไปด้วยพละกำลัง ดูเหมือนว่าเราต้องหาวิธีที่จะทำให้เขาไม่มีเวลาว่าง ไม่เพียงแค่เราจะให้การบ้านกับเขาเท่านั้น เราต้องฝึกร่างกายให้กับเขาด้วย”
ฟู่เยี่ยนตัดสินใจแล้วว่าจะให้เขาไปออกกำลังกายในอนาคต!
“อย่ากังวลไปเลย เรื่องพาเขาไปออกกำลังกายให้เป็นหน้าที่ของฉันเอง และรอให้เขาโตขึ้นกว่านี่อีกสักสองสามปี ฉันจะส่งเขาไปให้พ่อของฉันฝึกให้ในช่วงวันหยุด ให้เขากับหลี่ลี่เฉียงไปที่กองทัพ จะได้ฝึกกับทหารสักสองสามวัน”
“แต่ช่วงนี้เราต้องหาอะไรให้เขาทำไปก่อน เพราะหากเขาอยู่ที่บ้าน เขามักจะเอาแต่เที่ยวไปปีนต้นไม้ไม่ก็ปีนกำแพงอยู่เป็นประจำ และทำให้แม่ไม่สบายใจอยู่บ่อยๆ”
ไป๋โม่เฉินคิดเกี่ยวกับเรื่องอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนความคิดนี้จะผุดขึ้นมาในหัวของเขา
ฟู่เยี่ยนเห็นด้วยกับวิธีนี้ เป็นความคิดที่ดีมาก หากจะส่งน้องชายของเธอไปฝึกกับอารองหรือไม่ก็พ่อตาของเธอ เพราะแม้แต่ฟู่เจี๋ยฟ่างเองก็ต้องเข้าไปออกกำลังกายด้วยเช่นกัน
ตอนนี้ เด็กที่บ้านของเธอยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าสิ่งที่รอพวกเขาอยู่คือการฝึกอบรมในช่วงวันหยุด ซึ่งสิ่งนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับพวกเขา และมันอาจจะมีประโยชน์กับตัวพวกเขาในภายภาคหน้าอีกด้วย
ตอนที่ 652: เจริญอาหาร
ฟู่เหยารู้ดีว่าตัวเองทำผิดไป แม้เมื่อครู่แม่จะไม่ได้ดุเขา แต่พ่อกลับโชคร้ายแทน เพราะตอนนี้พ่อยังไม่รู้เลยว่าทำอะไรให้แม่ไม่พอใจ แต่ฟู่เหยารู้ดีว่าในบ้านใครคือเจ้านายตัวจริง ดังนั้นไม่ว่าไปไหน หวังซู่เหมยเดินไปทางไหน เขาก็เดินตามไปทางนั้นตลอด!
ไม่ว่าแม่ของเขาจะเข้าไปในครัวเพื่อเลือกผัก เขาก็ตามไปและช่วยแม่เลือกผักโดยที่แม่ไม่ต้องบอก เมื่อแม่ของเขาจะไปล้างผัก เขาก็จะรีบไปหากะละมังพร้อมกับเปิดน้ำให้
เมื่อฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวกลับมา ทันทีที่เข้ามาในบ้าน พวกเขาก็เห็นว่าน้องชายดูจะเป็นเด็กดีอย่างผิดปกติ ทั้งคู่จึงรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก มันเกิดอะไรขึ้น? ต้องมีอะไรผิดปกติไปอย่างแน่นอน ทำไมเสี่ยวถู่ถึงได้เปลี่ยนไปแบบนี้?
แต่ก่อนที่พวกเขาจะทันได้ถามอะไร หวังซู่เหมยก็เห็นว่าทั้งคู่มาถึงแล้ว ทั้งยังถือของบางอย่างอยู่ในมืออีกด้วย เธอจึงได้เทน้ำในกะละมังทิ้งลงท่อระบายน้ำ และพูดออกมาจากด้านใน
“กลับมากันแล้วเหรอ ทำไมไม่รีบเข้ามากันล่ะ ต้องรอให้ฉันเชิญก่อนหรือยังไง?”
ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวรู้สึกงุนงงเล็กน้อย ทำไมวันนี้แม่ของพวกเขาถึงอารมณ์ไม่ค่อยดีแบบนี้ล่ะ? เกิดอะไรขึ้นกันนะ?
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนที่อยู่ข้างๆ ก็ได้รีบเดินเข้าไปหาทั้งสองทันที เธออธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้กับทั้งสองคนฟัง ก่อนจะเห็นว่าพวกเขาสองคนมีกล่องใบใหญ่และใบเล็กติดตัวมาด้วย
วันนี้ฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินจะมาฉลองวันเกิดของพวกเขาที่นี่ ดังนั้นทั้งสองจึงเตรียมของขวัญมาให้หวังซู่เหมยด้วยนั่นเอง
“แม่ครับ อย่าลำบากทำกับข้าวเลย วันนี้เราสั่งอาหารจากภัตตาคารชั้นหนึ่งมากินกันดีกว่าครับ” จื่อหยวนได้สั่งอาหารเอาไว้แล้ว ดังนั้นวันนี้เขาจึงไม่ยอมให้ใครทำอาหารแน่นอน ส่วนฟู่เซินก็รีบเข้าไปในครัวและพาหวังซู่เหมยออกจากห้องครัวทันที
“เหอะ หลังจากที่หาเงินด้วยตัวเองได้ ทุกคนก็ลืมที่มาของครอบครัวเราไปแล้วอย่างนั้นเหรอ! ลืมไปแล้วเหรอว่าตัวเองเป็นใคร?” หวังซู่เหมยยังคงโกรธอยู่ ดังนั้นเธอจึงต่อต้านฟูเซินทันทีที่เขาเข้ามา
“โถ่ แม่ครับ ไม่ว่าผมจะหาเงินมากน้อยแค่ไหน ผมก็ยังเป็นลูกของแม่ หากไม่ใช่เพราะคำสอนที่ดีตลอดหลายปีที่ผ่านมา และการดูแลเอาใจใส่เรื่องอาหารการกิน ผมคงไม่มีวันนี้อย่างแน่นอน” ฟู่เซินรู้ว่าหวังซู่เหมยกำลังอารมณ์ไม่ดี แต่เสี่ยวถู่ก็ยังเด็ก
หวังซู่เหมยเก็บความโกรธเอาไว้ในใจมาตลอดทั้งช่วงบ่าย จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะอยู่เฉยๆได้ ดังนั้นตอนนี้ทุกคนจึงไม่สามารถพูดอะไรได้เลยนอกจากต้องคอยเกลี้ยกล่อมพ่อกับแม่ ทั้งที่วันนี้เป็นวันเกิดของเขากับเสี่ยวฉุ่ย ซึ่งควรจะเป็นวันที่พวกเขามีความสุขมากๆ
ทั้งที่เสี่ยวถู่เป็นคนก่อเรื่องวุ่นวายขึ้น แต่เขากลับถูกดุแทนอย่างนั้นหรือ? ทำไมแม่ถึงไม่ยองฟังที่เขาพูดเลยล่ะ
“ฮึ่ม! อย่าพยายามทำให้แม่รู้สึกดีขึ้นเพราะคำพูดดีๆพวกนั้นเลย หากลูกมีความกตัญญูต่อแม่จริงๆ ลูกคงจะหาลูกสะใภ้ให้แม่ไปตั้งนานแล้ว!”
“แม่เคยพูดเรื่องนี้กับลูกมาแล้วไม่ใช่หรือ ลูกเองก็ไปเรียนมหาวิทยาลัย และน้องสาวของลูกก็ไปเรียนมหาวิทยาลัยเหมือนกัน แต่ทำไมลูกถึงยังมีปัญหาเรื่องแต่งงานกันล่ะ? ตอนนี้พี่ใหญ่ของลูกก็กำลังจะแต่งงานแล้ว เหลือแค่ลูกคนเดียวเท่านั้นยังไม่มีวี่แววว่าจะแต่งงาน”
หวังซู่เหมยเริ่มมีอารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะใช้เรื่องของฟู่เซินเป็นที่ระบาย
“ไอ้หยา แม่ครับ ไม่ใช่เป็นเพราะลูกชายของแม่คนนี้เก่งเกินไปหรอกเหรอ ถึงไม่มีผู้หญิงคนไหนเข้าหา การหาลูกสะใภ้ที่ดีนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แม้ว่าผมจะตามหาแค่ไหน แต่มันก็ไม่ได้ง่ายเหมือนกับเด็ดใบไม้เลยนะครับ”
ฟู่เซินพูดออกมาอย่างมั่นใจ แต่เมื่อมองที่หวังซู่เหมย เขาก็รีบพูดออกมาอีกครั้ง
“แต่ถึงอย่างไร ผมก็ต้องหาใครสักคนเจออยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ? ผมอยากจะได้คนที่หน้าตาดี มีการศึกษา ฉลาด กตัญญู และรักพี่น้องทุกคนของผม ซึ่งจากที่ผมพูดมานั้น คนแบบนี้ไม่ได้หาง่ายๆเลยไม่ใช่เหรอ? แต่แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ! ผมหาลูกสะใภ้ให้แม่ได้แน่นอน!”
“ปีนี้ผมเพิ่งอายุแค่25ปีเอง ผมจะต้องมีหลานชายให้แม่อุ้มก่อนที่ผมจะอายุ30อย่างแน่นอน!”
ฟู่เซินเข้าไปประคองหวังซู่เหมยที่กำลังโกรธอีกครั้ง ก่อนจะพาแม่ของเขาไปที่โต๊ะด้านหน้า เมื่อเห็นเช่นนี้ ฟู่เหมี่ยวจึงได้รีบเอาของขวัญไปวางไว้บนโต๊ะทันที
“แม่คะ แม่ชอบมันหรือเปล่า? นี่คือของขวัญที่หนูกับพี่รองตั้งใจจะนำมามอบให้แม่แทนคำขอบคุณที่แม่ให้กำเนิดพวกเรามาค่ะ”
“แม่ไม่ได้ต้องการให้ใครมาซื้ออะไรให้หรอกนะ แค่ไม่ทำให้แม่โกรธก็พอแล้ว!”
หวังซู่เหมยชะงักไปทันทีเมื่อเห็นของขวัญเหล่านั้น และความโกรธของเธอก็แทบจะหายไปจนหมด เธอมองไปยังลูกๆของเธออีกครั้ง แม้ว่าบางทีพวกเขาจะซุกซนไปหน่อย แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าพวกเขาเป็นเด็กดี
ขณะที่พูดนั้น เธอก็ได้เปิดกล่องของขวัญบนโต๊ะออก ทันใดนั้นเอง ทองคำที่อยู่ด้านในก็ได้เปล่งประกายแวววาวออกมา
“ไอ้หยา ลูกสองคนไปเอาทองคำพวกนี้มาจากไหน ทำไมต้องเสียเงินมากมายเพื่อซื้อของแบบนี้มาให้แม่ด้วย!”
สิ่งที่หวังซู่เหมยพูดนั้นถูกต้องแล้ว บ้านของเธอไม่ได้ขาดแคลนทองคำเลย เพราะก่อนหน้านี้ กล่องที่ฟู่เยี่ยนมอบให้ฟู่ต้าหย่งก็ยังอยู่หลายกล่อง!
“แม่คะ ลองดูมันดีๆอีกครั้งหนึ่งสิ มันไม่ได้เหมือนกับทองคำทั่วไปหรอกนะคะ มันเป็นรูปแบบที่หนูกับพี่รองออกแบบขึ้นมาเองและจ้างให้ช่างทำมันขึ้นมา ทั้งยังมีทับทิมประดับเอาไว้อีกด้วย แม่ชอบมันหรือเปล่าคะ? บนโลกใบนี้มีเพียงแม่คนเดียวเท่านั้นที่ได้ครอบครองมัน แบบนี้พอจะทำให้แม่รู้สึกภูมิใจขึ้นมาบ้างหรือเปล่า?”
ฟู่เหมี่ยวหยิบมันขึ้นมา พร้อมกับอธิบายให้หวังซู่เหมยฟังโดยละเอียด ซึ่งในกล่องของขวัญนั้นมีเครื่องประดับอยู่ โดยมี สร้อยคอ ต่างหู สร้อยข้อมือ จี้ และอื่นๆรวมกันอยู่8ชิ้น
แม้ว่ามันจะเป็นทองคำที่ไม่ได้มีนำหนักมากนัก แต่ช่างที่ทำก็ถือว่ามีฝีมือดีเลยทีเดียว และทับทิมที่ถูกฝังเอาไว้ก็มีสีสดราวกับเลือดของนกพิราบ ซึ่งแค่เห็นเพียงแวบแรกก็รู้แล้วว่ามันเป็นทับทิมน้ำดีขนาดไหน
แน่นอนว่าไม่นานหลังจากนั้น อาหารที่พวกเขาสั่งจากภัตตาคารชั้นหนึ่งก็ได้มาส่ง ซึ่งวังจื่อหยวนก็ได้กลับมาด้วยเช่นกัน วันนี้เป็นวันเกิดของฟู่เหมี่ยว ดังนั้นเขาจึงพลาดวันสำคัญนี้ไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด
ส่วนหวังซู่เหมยก็ไม่ได้มีสีหน้าที่เคร่งขรึมอีกต่อไปแล้ว ลูกๆของเธอต่างก็คิดถึงเธอ และวันนี้ก็เป็นวันเกิดของพวกเขา ซึ่งก็เป็นวันที่ยากลำบากสำหรับคนเป็นแม่อย่างเธอเช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ดีที่พวกเขารำลึกถึงเธอในวันนี้ ที่สำคัญเธอจะทำหน้าเคร่งขรึมให้ลูกเขยเห็นไม่ได้อีกด้วย
“มันดูดีมากจริงๆ ลูกต้องจ่ายเงินกับของพวกนี้ไปเท่าไหร่?” หวังซู่เหมยเห็นฝีมือที่ประณีตของช่างแล้ว และเธอก็รู้สึกได้ในทันทีว่ามันต้องมีราคาที่สูงมากแน่ๆ
“อย่าพูดถึงเรื่องนั้นเลยครับ ตอนนี้พวกเขาต่างก็หาเงินได้ด้วยตัวเองแล้ว ให้พวกเขาได้ทำในสิ่งที่อยากทำเพื่อแม่บ้างเถอะครับ” วังจื่อหยวนที่ฟังอยู่ข้างๆได้พูดแทรกขึ้นมา
“อืม ถ้าอย่างนั้นก็ตามนั้นแล้วกัน!” หวังซู่เหมยสามารถดุลูกๆของเธอได้ แต่ไม่สามารถดุลูกเขยได้ ดังนั้นทุกคนจึงเปลี่ยนไปพูดคุยกันเรื่องอื่น และเสียงหัวเราะก็ได้กลับมาอีกครั้ง
ในวันนี้ อาหญิงกับลุงหลิวก็ได้กลับมาที่บ้านด้วยเช่นกัน พวกเขารู้อยู่แล้วว่าวันนี้เป็นวันเกิดของเสี่ยวมู่และเสี่ยวฉุ่ย ดังนั้นครอบครัวจึงได้มารวมตัวกันอย่างมีชีวิตชีวา
อาหารจานหลักวันนี้เป็นเมนูขึ้นชื่อของภัตตาคารชั้นหนึ่ง ซึ่งก็คือปลาผัดเปรี้ยวหวาน ฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปที่มันและเห็นว่าไม่มีใครกินจานนั้นเลย แต่จู่ๆ ฟู่เหมี่ยวก็ได้ใช้ตะเกียบคีบมันขึ้นมา เพียงไม่นาน ปลาก็ได้หมดไปถึงครึ่งตัวแล้ว
หลังจากที่กินปลา เธอก็ยังรู้สึกว่าไม่อิ่มท้อง จึงได้กินเนื้อแกะต่ออีกหลายชิ้น ซึ่งฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปยังจุดโหงวเฮ้งบนใบหน้าของพี่สาวในทันที และเธอก็ค่อยๆยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก
พี่สาวของเธอตั้งท้องแล้ว! ต่อให้เมื่อสองสามวันก่อนแม่ไม่ได้เร่งรัดพี่สาว แต่เรื่องนี้ก็คงเกิดขึ้นอยู่ดี เธอตั้งท้องแล้วหลังจากเตรียมใจไว้ก่อน ซึ่งก็นับว่าดีแล้ว เพียงแต่ว่าเวลานี้อายุครรภ์ยังไม่มากนัก
ฟู่เยี่ยนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะให้พี่สาวของเธอกินแต่เมนูที่เหมาะกับคนที่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งฟู่เหมี่ยวนั้นไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปดตินี้เลย และไม่คิดเลยด้วยซ้ำว่าเสี่ยวฮั่วได้มองเห็นความผิดปกติของเธอในวันนี้แล้ว
หวังซู่เหมยเองก็ยังให้ความสนใจในเรื่องนี้เช่นกัน ปกติแล้วเสี่ยวฉุ่ยเป็นคนที่ไม่ชอบกินปลาผัดเปรี้ยวหวานมาก่อนเลย แต่วันนี้เธอกลับกินมันอย่างมีความสุขอย่างนั้นหรือ?
หวังซู่เหมยมองไปที่เสี่ยวฉุ่ย ก่อนจะหันไปมองเสี่ยวฮั่ว ซึ่งเสี่ยวฮั่วก็ได้ยิ้มให้กับเธอพร้อมกับคีบอาหารให้กับพี่สาว
เธอมองดูอีกครั้งและรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องมงคล จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกดีใจขึ้นมา เธอรีบลุกขึ้นเดินไปที่ห้องครัว เพราะวันนี้เป็นวันเกิดของเด็กทั้งสองคน อย่างน้อยจะต้องมีบะหมี่อายุยืนให้พวกเขาได้กินสักชาม!
เมื่อหวังซู่เหมยทำบะหมี่เสร็จ ฟู่เซินก็ได้บอกว่าเขากินต่อไม่ไหวอีกแล้ว เพราะวันนี้เขากินเยอะกว่าปกติมาก เขากินไปถึงหนึ่งในสามของอาหารทั้งหมดเลยทีเดียว และส่วนที่เหลือก็เป็นคนอื่นช่วยกันกิน
ดังนั้น ฟู่เหมี่ยวจึงรับมันมา เธอคิดว่าตัวเองยังสามารถกินต่อได้ โดยแบ่งมันครึ่งหนึ่งให้กับวังจื่อหยวน แต่วังจื่อหยวนกำลังพูดคุยกับไป๋โม่เฉินเกี่ยวกับเรื่องบริษัทก่อสร้างอยู่ จึงไม่ได้สนใจบะหมี่ชามนั้น เมื่อเขาหันกลับมาอีกครั้ง ก็พบว่าภรรยากำลังจ้องมองมาที่ชามบะหมี่อีกครึ่งหนึ่งที่เธอเพิ่งจะแบ่งให้กับเขา
เมื่อเห็นเช่นนั้น วังจื่อหยวนก็รู้สึกงุนงงขึ้นมาเล็กน้อย เกิดอะไรผิดปกติขึ้นกับเสี่ยวฉุ่ยกัน วันนี้ตอนอยู่ที่บ้านเธอก็กินมื้อเที่ยงไปเยอะมากเช่นกัน เดิมทีเขาคิดว่าเธอพยายามรักษาหน้าของศาสตราจารย์ฉู่เท่านั้น เพราะฝีมือการทำอาหารของศาสตราจารย์ฉู่ไม่ได้ดีเลย แต่เธอก็ยังคงกินอย่างเอร็ดอร่อย
ส่วนมื้อเย็นตอนนี้ เขาเห็นแล้วว่าเธอกินไปเยอะมาก และจนถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่หยุดกินอีกอย่างนั้นหรือ?
ตอนที่ 653: ถูกหลอกซ้ำซ้อน
ฟู่เยี่ยนและหวังซู่เหมยยังคงไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่เมื่อฟู่เหมี่ยวและวังจื่อหยวนกำลังจะกลับไปในช่วงค่ำ หวังซู่เหมยก็ได้บอกให้พวกเขาทั้งสองคนอยู่ที่นี่ เพราะที่นี่ยังมีห้องว่างอีกเยอะ
เธอกลัวว่าหากทั้งสองคนเดินทางตอนกลางคืน ด้วยความที่ถนนไม่เรียบ ลูกสาวของเธออาจจะหกล้มได้ ดังนั้นเธอจึงอยากให้ทั้งสองคนนอนที่นี่ในคืนนี้
เมื่อหวังซู่เหมยออกไปส่งฟู่เยี่ยนข้างนอก เธอก็ได้ดึงลูกสาวเอาไว้ และถามไปว่าฟู่เยี่ยนเห็นอะไรบ้าง
ฟู่เยี่ยนจับมือแม่ของเธอเอาไว้ ก่อนจะกระซิบบางอย่างที่ข้างหูของหวังซู่เหมย ซึ่งหลังจากที่ได้ยินข่าวดีนี้ หวังซู่เหมยก็มีความสุขมาก ลูกเขยใหญ่ทำสำเร็จแล้ว ตอนนี้เหลือแค่ลูกเขยเล็กเท่านั้น!
ไป๋โม่เฉินเองก็อยากรู้เรื่องนี้เช่นกัน ฟู่เยี่ยนพูดอะไรกับแม่ของเธอกันนะ? เพราะหลังจากที่พูดจบ แม่ยายก็ได้มองเขาด้วยสายตาที่แปลกไปกว่าเดิมมาก!
“เสี่ยวฮั่ว เธอกระซิบบอกอะไรกับแม่ไปเหรอ? ทำไมแม่ของเธอถึงได้มองฉันแปลกๆแบบนั้นล่ะ?” หลังจากที่ทั้งสองช่วยกันซักผ้าเสร็จ ไป๋โม่เฉินก็ได้ถามเธอด้วยความสงสัย
ตอนนี้ฟู่เยี่ยนกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า และเมื่อเธอได้ยินเช่นนั้น เธอก็ได้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปที่ไป๋โม่เฉินด้วยใบหน้าที่ดูประหลาดใจ
“สายตาแบบไหนเหรอ?” เธอแทบจะหลุดหัวเราะออกมา
“แค่ฉันรู้สึกสงสัยก็เท่านั้นเอง แต่หลังจากที่ผ่านไปครู่หนึ่ง ฉันก็รู้สึกเหมือนกับว่ามันเป็นการให้กำลังใจฉันอย่างไรอย่างนั้น...” ไป๋โม่เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขารู้สึกว่าแม่ยายของเขามีท่าทีที่แปลกไปจริงๆ
“อุ๊บ ฮ่าฮ่าฮ่า...” ฟู่เยี่ยนล้มตัวลงไปบนเตียงพร้อมกับหัวเราะออกมา เธอเข้าใจสายตาที่แม่ของเธอของเขาดี ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าขบขันมาก!
ไป๋โม่เฉินยังคงรู้สึกสับสนว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ และเขากำลังคิดว่าภรรยาของเขาเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร
“ช่วยบอกฉันหน่อยสิ เธอคุยอะไรกับแม่? อยากโดนฉันจั๊กจี้อย่างนั้นเหรอ?” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับเริ่มเกาไปที่เท้าของฟู่เยี่ยน
ซึ่งฟู่เยี่ยนก็ได้รีบขยับเท้าของเธอกลับอย่างระมัดระวัง แต่ก็ยังคงหัวเราะอย่างหยุดไม่ได้ ไป๋โม่เฉินก็ได้คว้าไปที่ข้อเท้าของเธออีกครั้ง และกำลังจะเกาเท้าของเธอ
“เอาล่ะ เอาล่ะ พี่เลิกแกล้งฉันก่อนสิ ฉันกำลังบอกพี่อยู่นี่ไง” ฟู่เยี่ยนรีบหยุดไป๋โม่เฉินเอาไว้ ก่อนจะบอกเรื่องการตั้งครรภ์ของพี่สาวของเธอ
“เป็นเรื่องที่น่ายินดีเลยทีเดียว แต่มันเกี่ยวอะไรกับฉันกันล่ะ?” ไป๋โม่เฉินยังคงสับสนกับเรื่องนี้ เมื่อเห็นท่าทางของเขา ฟู่เยี่ยนอยากจะหัวเราะออกมาอีกครั้ง แต่ตอนนี้เท้าของเธอยังอยู่ในมือของเขาอยู่ จึงไม่สามารถทำแบบนั้นได้
ไป๋โม่เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จนในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมแม่ยายถึงได้มองเขาด้วยสายตาแบบนั้น!
เมื่อเข้าใจทุกอย่างแล้ว เขาก็ได้เดินเข้าไปหาฟู่เยี่ยนที่กำลังหัวเราะคิกคักอยู่ในผ้าห่ม ก่อนจะกระซิบบางอย่างออกไปเบาๆ ซึ่งฟู่เยี่ยนก็ได้ตบไปที่แขนของเขาด้วยรอยยิ้ม ไป๋โม่เฉินจึงรีบลุกขึ้นไปปิดประตูและปิดไฟทันที
หวังซู่เหมยไม่รู้เลยว่าแววตาของเธอจะทำให้ฟู่เยี่ยนไม่ได้นอนทั้งคืน ถ้าเธอรู้เข้า เธอก็คงจะรู้สึกพอใจอยู่ไม่น้อย เด็กอย่างเสี่ยวเฉินนี่ก็ลงมือได้รวดเร็วไม่เบาเลย!
ฟู่เหมี่ยวถูกหวังซู่เหมยให้อยู่ที่บ้านต่ออีกเป็นเวลาหลายวัน โดยหาข้ออ้างต่างๆนานา แต่หวังซู่เหมยก็ไม่ได้บอกกับลูกสาวเรื่องที่เธอกำลังสงสัยว่าลูกสาวจะตั้งครรภ์ เธอแค่ใช้กลอุบายเพื่อที่จะทำอาหารเพื่อบำรุงร่างกายให้กับลูกสาวเท่านั้น
บังเอิญว่าสินค้าในโรงงานของฟู่เหมี่ยวเพิ่งจะเสร็จเมื่อไม่นานมานี้พอดี และพนักงานทุกคนก็กลับบ้านในช่วงปีใหม่ไปแล้ว ซึ่งพวกเขาจะกลับมาเริ่มงานอีกครั้งหลังจากฉลองปีใหม่เสร็จ ดังนั้นช่วงนี้ทั้งฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวจึงมีเวลาว่างตลอดทั้งวัน
ส่วนวังจื่อหยวนยังคงต้องไปทำงาน และฟู่เหมี่ยวที่อยู่แต่บ้านก็รู้สึกเบื่อไม่น้อย แต่เธอก็ไม่สังเกตเห็นถึงความตั้งใจของหวังซู่เหมยเลย เธอคิดแค่ว่าแม่คิดถึงเธอ และอยากอยู่กับเธอเท่านั้น ซึ่งวังจื่อหยวนเองก็มาหาเธอที่นี่หลังเลิกงานทุกวันเช่นกัน
การตั้งครรภ์ของคนอื่นนั้นเป็นอันตรายมาก แต่สำหรับฟู่เหมี่ยวไม่ได้มีอะไรผิดปกติเลย มีเพียงความอยากอาหารมากขึ้นของเธอเท่านั้นที่ดูแปลกไป เธอมักจะรู้สึกหิวอยู่ตลอดเวลา และอยากกินทุกอย่างที่เธอเห็นเลยก็ว่าได้
เนื่องจากฟู่เยี่ยนบอกว่ายังไม่ต้องบอกอะไรในตอนนี้ เพราะอายุครรภ์ยังไม่ถึงหนึ่งเดือน ดังนั้นจึงต้องรออีกประมาณสองสามวันแล้วค่อยตรวจดูชีพจรอีกครั้ง หากบอกไปตอนนี้ อาจทำให้ฟู่เหมี่ยวเกิดความกังวลใจจนส่งผลให้เกิดอาการแพ้ท้องได้ง่ายขึ้น
ช่วงนี้ฟู่เยี่ยนยังคงไม่ได้ทำอะไร เธอแค่ต้องรอข่าวจากโหวซานและข่าวทางเกาะฮ่องกงเท่านั้น นายน้อยรองตระกูลเฮ่อต้องส่งภาพถ่ายทั้งหมดของสินค้ามาให้เธอ เพื่อที่จะได้ใช้สำหรับการประชาสัมพันธ์ในภายหลัง
ทางด้านโหวซานยังคงจับตามองเหล่าหยวนอย่างใกล้ชิดอยู่ ซึ่งก็พบว่าช่วงหลายวันมานี้ เขาได้เริ่มเคลื่อนไหวบ้างแล้ว ทั้งหมดนั้นก็เพราะเขากำลังมองหาคนที่จะมาซื้อถ้วยลายครามทั้งสองชิ้นนั่นเอง แต่ยังไม่มีใครตัดสินใจรับซื้อ ดังนั้นจึงยังไม่มีข่าวคราวตอบกลับมา
เหล่าหยวนยังคงอยู่ที่บ้าน และรู้สึกกระวนกระวายใจเป็นอย่างมาก จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีคนติดต่อเข้ามาซื้อมันเลย หากเป็นแบบนี้ต่อไป เขากลัวว่าจะขายมันไม่ได้ ซึ่งเซี่ยงไห่เองก็พยายามหาทางช่วยเขาอยู่เช่นกัน
ไม่กี่วันต่อมา ก็ได้มีข่าวลือออกมาว่าแม่ยายของเหล่าหยวนกำลังล้มป่วย เขาจึงอยากจะขายเครื่องเคลือบโบราณที่เพิ่งซื้อมาเพื่อนำเงินไปรักษาแม่ยาย
ซึ่งอันที่จริงนั้นแม่ยายของเขาก็ป่วยอยู่จริงๆ แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงจนถึงขั้นที่ต้องขอให้ลูกสาวขายทรัพย์สินเพื่อมารักษาเธอ
หลังจากที่ข่าวลือนี้แพร่กระจายออกมา มีบางคนเชื่อเรื่องนี้จริงๆ จึงต้องการที่จะฉวยโอกาสจากเรื่องนี้ เพียงแต่ราคาที่พวกเขาให้มานั้นยังคงต่ำเกินไป ซึ่งเหล่าหยวนไม่ต้องการที่จะขายมันในราคาถูกแบบนี้ โดยเหตุผลข้อแรกนั้นเขาเสียเงินซื้อมันมาในราคาที่สูงมาก ส่วนข้อที่สองเขากลัวว่าคนจะมารู้ในภายหลังว่ามันเป็นของปลอม
ดังนั้นแม้ว่าจะมีหลายคนที่เข้ามาหาเขาและต้องการจะซื้อ แต่เขาก็ได้ปฏิเสธไป เหล่าหยวนยังคงอยากขายมันออกไป แต่ยังไม่ยอมลดราคา จึงลากเวลามาเรื่อยๆ โดยไม่ยอมตกลงกับใคร
ในวันนี้ ฟู่เยี่ยนก็ได้มาที่ร้านหรงเป่าไจเพื่อถามเกี่ยวกับความคืบหน้าต่างๆ และเมิ่งอ้ายชวนก็กำลังกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เช่นกัน
“ในเมื่อเขาต้องรู้แล้วว่ามันเป็นของปลอม ทำไมเขาถึงยังไม่ยอมเคลื่อนไหวอีกล่ะ?” เมิ่งอ้ายชวนเอ่ยถามออกมาด้วยความงุนงง
“ต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นกับเขาอย่างแน่นอน เราต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อกระตุ้นเขาบ้างแล้ว” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับเคาะไปที่โต๊ะเบาๆ
“ใช่แล้ว เราต้องทำให้เขารู้สึกว่ากำลังตกอยู่ในวิกฤตก่อน จากนั้นหากเขาไม่ยอมเคลื่อนไหว ก็จะไม่สามารถขายมันได้” เมิ่งอ้ายชวนก็กำลังคิดหาวิธีเช่นกัน ตอนนี้สถานการณ์บนเกาะฮ่องกงได้เริ่มมีคนสนใจสิ่งนี้อย่างแพร่หลายแล้ว ตราบใดที่เรื่องนี้แพร่กระจายมาถึงเมืองหลวง ก็เท่ากับว่าของชิ้นนั้นจะมีราคาที่สูงกว่าเดิมมาก
เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากเลยทีเดียว และเมิ่งอ้ายชวนก็เห็นด้วยกับคำแนะนำของฟู่เยี่ยน
ฟู่เยี่ยนคิดว่าจะใช้กำไรครึ่งหนึ่งจากรายได้ในครั้งนี้ซื้อโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมของจีนที่กระจัดกระจายไปยังต่างประเทศกลับมา และอีกครึ่งหนึ่งเธอจะใช้จัดตั้งกองทุนเพื่อการกุศล
หลังจากที่นายน้อยรองตระกูลเฮ่อรู้เรื่องนี้ เขาก็ได้บริจาครายได้ครึ่งหนึ่งของตัวเองด้วย เดิมทีผู้เฒ่าหลัวเองก็ต้องการที่จะบริจาคเช่นกัน แต่ฟู่เยี่ยนไม่เห็นด้วย เพราะเธอกับนายน้อยรองตระกูลเฮ่อไม่ได้มีรายได้จากธุรกิจนี้เพียงอย่างเดียว พวกเธอยังมีรายได้ทางอื่นอยู่ แต่ผู้เฒ่าหลัวนั้นต้องหาเลี้ยงชีพจากสิ่งนี้ แค่เขาทำมันออกมาให้ดีที่สุด เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
เมิ่งอ้ายชวนเองก็รู้เรื่องนี้แล้วเช่นกัน และเขาก็คิดที่จะนำกำไรจากร้านเหล่านี้ออกมาส่วนหนึ่ง ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินต่างก็เห็นด้วยว่าจะใช้เงินก้อนนี้ไปสนับสนุนกองทุนโดยตรงในภายหลัง
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้พูดคุยกับเขาเรื่องโรงงานของอาเล็ก ตอนนี้อาเล็กเองก็เห็นด้วยกับจุดประสงค์ของกองทุนการกุศลนี้เช่นกัน แต่เรื่องนี้จะมีการหารือกันอีกทีในภายหลัง
“ร้านใหม่ที่อยู่ข้างๆ ใกล้จะเสร็จแล้วใช่ไหม?” ฟู่เยี่ยนถามถึงการตกแต่งของห้องประมูลข้างๆพวกเธอ วางแผนสร้างกรอบใหญ่ขึ้นมาก่อน และเมื่อถึงเวลาที่ต้องการพื้นที่มากขึ้น ก็จะค่อยหาทางขยายหรือปรับปรุงเพิ่มเติม.
“ภายในสัปดาห์นี้ ทุกอย่างก็คงจะเสร็จแล้ว เธอมีอะไรหรือเปล่า?”
“ฉันคิดว่าเราควรเริ่มประชาสัมพันธ์ได้แล้ว โดยเราจะเน้นว่าสามารถประมูลได้ทุกอย่าง และเรายังได้ขอให้ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงโบราณวัตถุมาช่วยตรวจสอบพร้อมกับออกใบรับรองการตรวจสอบให้อีกด้วย ที่สำคัญสินค้าทุกชิ้นจะมีการรับประกันทั้งหมด” ฟู่เยี่ยนแนะนำอีกครั้ง
“จริงด้วย! เหล่าหยวนก็เคยมาถามเรื่องการประมูลเหมือนกัน แต่พอเรื่องมันออกมาเป็นแบบนี้แล้ว เขาคงจะคิดแล้วว่าการประมูลคงไม่ได้ผล”
“ถึงตอนนั้นคนอื่นคงคิดว่าถ้าอยากขายได้ราคาสูง ก็ต้องเอามาประมูลที่ร้านของเขา หากไม่นำมาประมูล ราคาของสินค้าก็จะต้องต่ำลงไปอีกใช่ไหม? แบบนี้ก็เท่ากับว่าเรากำลังบังคับให้เขาต้องเคลื่อนไหว ไม่อย่างนั้นฉันจะจัดให้เหล่าโจวไปจัดการเรื่องนี้...”
เมิ่งอ้ายชวนคิดว่านี่เป็นความคิดที่ดี
“ไม่ได้ อย่าทำให้มือของเราสกปรกเลย พี่แค่ดำเนินการตามแผนการที่เราวางไว้ก็พอ หลังจากนั้นเมื่อเราได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น สิ่งนี้จะไปกดดันเขาเอง และเขาจะต้องอยู่เฉยไม่ได้อย่างแน่นอน”
“หากเราทำอะไรในตอนนี้ คงจะถูกเขาจับตามองอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นอะไรที่น่ารำคาญมาก!”
เมิ่งอ้ายชวนทำตามที่ฟู่เยี่ยนแนะนำแต่โดยดี ตอนนี้เขายังไม่มีการเคลื่อนไหวใด และเขาก็ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับใครอีกด้วย จนในที่สุดเป็นพ่อตาของหวังอันกั๋วนั่นเองที่ซื้อถ้วยลายครามคู่นั้นไป
แน่นอน เขารู้ความจริงมานานแล้ว และเขาก็เป็นคนที่มีประสบการณ์ในแวดวงโบราณวัตถุอีกด้วย ถ้วยลายครามทั้งสองถูกซื้อไปในราคาสองหมื่นหยวน ซึ่งฟู่เยี่ยนเป็นคนแนะนำให้เขาซื้อมันในราคานี้เอง
หากเหล่าหยวนฉลาดมากพอหลังจากที่ถูกหลอกให้ซื้อสิ่งนี้มา เขาจะต้องรู้อย่างแน่นอนว่าใครกันที่ใช้กลอุบายนี้หลอกเขา เพราะเมื่อหักลบกับราคาที่เขาซื้อมา เขาก็ยังเข้าเนื้อตัวเองไปอีกแปดพันหยวน ซึ่งเงินจำนวนนี้เป็นเงินที่เขาเคยโกงจินฮ่วนซินไปนั่นเอง
ตอนที่ 654: การรวมตัวที่แสนมีความสุข
ในช่วงเวลานี้ ตรงกับเทศกาลปีใหม่เล็กที่พอดีกับหิมะตกหนัก ซึ่งตระกูลฟู่ก็ได้นั่งล้อมวงกันที่บ้านเพื่อดื่มเหล้าและกินหม้อไฟกัน
วันนี้ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ ยกเว้นฟู่ต้าอันและหลี่โม่ลี่เท่านั้นที่ไม่ได้มา นอกจากนี้พวกเขายังได้เชิญผู้เฒ่ามู่และมู่อี้อันมาร่วมงานเลี้ยงครอบครัวครั้งนี้ด้วย
ซึ่งเสิ่นรั่วหยุนเองก็รีบเดินทางมาจากเกาะฮ่องกงเพื่อฉลองวันปีใหม่กับเสิ่นกั๋วเฉียงเช่นกัน และนายน้อยรองตระกูลเฮ่อยังได้ฝากเอกสารบางอย่างมากับเขาด้วย
เขามอบเอกสารข้อมูลนั้นให้กับฟู่เยี่ยนเป็นการส่วนตัว ซึ่งฟู่เยี่ยนก็ได้กล่าวขอบคุณเขาอย่างสุภาพ
“เสี่ยวฮั่ว เธอสุภาพกับฉันเกินไปแล้ว ฉันต่างหากล่ะที่ต้องเป็นฝ่ายขอบคุณเธอที่ช่วยฉันดูแลคุณทวดเป็นอย่างดี!” เสิ่นรั่วหยุนพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม ตอนนี้ในสายตาของฟู่เยี่ยนนั้น เขาดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก เธอไม่ได้มองเขาอย่างไม่เป็นมิตรเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไปแล้ว
“พี่เสิ่น ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก คุณทวดเองก็เป็นญาติผู้ใหญ่ของเราเหมือนกัน แล้วครั้งนี้พี่จะอยู่ที่นี่นานหรือเปล่า? พี่คงจะคุ้นเคยกับเมืองหลวงบ้างแล้ว หากต้องการอะไรเพิ่มเติมก็บอกมาได้เลยนะ”
ฟู่เยี่ยนพูดออกไปด้วยคำพูดที่อ่อนโยน แต่เธอกลับคิดไม่ถึงเลยว่าเสิ่นรั่วหยุนต้องการความช่วยเหลือจากเธอจริงๆ
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอพูดตรงๆเลยก็แล้วกัน ฉันอยากจะซื้อหุ้นในโรงกลั่นเหล้าองุ่นของเธอ ไม่รู้ว่าพอจะเป็นไปได้หรือเปล่า?” นี่คือความตั้งใจที่แท้จริงของเสิ่นรั่วหยุน เขาได้ลองชิมเหล้าที่ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยทำแล้ว ซึ่งมันมีรสชาติที่ดีมากจริงๆ
ที่สำคัญ เขาได้นํามันกลับไปด้วยสองถัง และมันได้ทำให้อาการนอนไม่หลับในก่อนหน้านี้ของเขาหายขาดอย่างไม่น่าเชื่อ
ฟู่เยี่ยนมองไปที่เขาด้วยท่าที่ดูไม่จริงจังเท่าไหร่นักพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ที่จริงแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
“คือว่า... หากพี่ต้องการแบบนั้น ลองไปถามพ่อกับแม่ของฉันดูจะดีกว่า เพราะพวกเขาเป็นคนสร้างโรงกลั่นเหล้าองุ่นขึ้นมา แต่ถ้าเราจะขยายขนาดการผลิต รสชาติของเหล้าก็จะไม่สามารถการันตีได้ ฉันเลยคิดว่าถ้าพี่จะลงทุนมันก็คงไม่มีประโยชน์อะไร”
ฟู่เยี่ยนบอกไปตามความจริง ตอนนี้พ่อกับแม่ของเธอไม่ได้แข็งแรงพอที่จะดูแลโรงกลั่นเหล้า.องุ่นมากมายขนาดนั้นได้ หากต้องการจะขยายโรงกลั่น เขาคงต้องจ้างพนักงานมาเพิ่ม แต่การทำแบบนั้นจะทำให้สูตรการทำรั่วไหลออกไปได้
เมื่อภาระงานเพิ่มขึ้น พ่อกับแม่ของเธอก็จะมีเวลาพักผ่อนน้อยลงไปกว่าเดิม
“แต่นั่นคือความตั้งใจจริงของฉัน ฉันอยากจะช่วยขายมันโดยการนำมันไปขายที่เกาะฮ่องกง และความต้องการมันจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหายแน่นอน”
เสิ่นรั่วหยุนต้องการเข้าซื้อหุ้นจริงๆ เพราะเขารู้สึกว่าเหล้านี้เป็นเหล้าที่มีคุณภาพสูงมาก
ในทางกลับกัน เขาเองก็พยายามคิดหาทางออกของเรื่องนี้ ซึ่งทั้งป้าและปู่ทวดของเขาก็ได้ปรึกษากันแล้ว ตระกูลฟู่ไม่ใช่ตระกูลที่ขาดแคลนเรื่องเงิน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถทำอะไรได้เลย
“ถ้าอย่างนั้นพี่แค่ต้องการถือหุ้นหรือต้องการจะลงทุนในโรงกลั่นเหล้าของเรากันล่ะ?” เมื่อมีความคิดหนึ่งแวบขึ้นมา ฟู่เยี่ยนจึงได้ถามออกไปทันที
หากเสิ่นรั่วหยุนมีส่วนร่วมในแนวคิดการทำฟาร์มของเธอ บางเรื่องก็อาจจะง่ายขึ้นมาก อาจจะกลายเป็นสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน อย่างน้อยการจัดการเรื่องที่ดินก็น่าจะง่ายขึ้นมากเลยทีเดียว
ต้องบอกเลยว่า การลงทุนจากคนภายนอกนั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดีเสมอ
“โอ้ เสี่ยวฮั่ว เธอมีโครงการอื่นอีกเหรอ?” เสิ่นรั่วหยุนคิดไม่ถึงเลยว่าฟู่เยี่ยนจะให้คำแนะนําเช่นนี้กับเขา
“ฉันมีโครงการที่ยังไม่ได้ทำอยู่ หากพี่สนใจ เอาไว้เราค่อยนัดกันเพื่อพูดคุยเรื่องนี้วันหลังจะดีกว่า” ฟู่เยี่ยนยังต้องวางแผนในการร่วมมือครั้งนี้ก่อน
“ได้เลย ตอนนี้ก็ได้เวลากินมื้อเย็นแล้ว เราเข้าไปข้างในกันดีกว่า” เสิ่นรั่วหยุนมีความคิดที่ว่า หากต้องการให้คนอื่นประทับใจในตัวเขา เขาต้องทำดีต่อคนๆนั้นก่อนเสมอ
เขาผายมือออก เพื่อให้ฟู่เยี่ยนเดินเข้าไปก่อน ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดออกมา และเปิดประตูเข้าไปในห้องโถงโดยตรง
ในตอนนี้ เนื้อแกะได้ถูกใส่ลงไปในหม้อแล้ว ตระกูลฟู่ได้จัดโต๊ะสามตัว ซึ่งโต๊ะตัวหนึ่งมีหม้อทองเหลืองขนาดใหญ่ตั้งเอาไว้ ด้วยความที่ถ่านในเตากำลังร้อนได้ที่ จึงทำให้น้ำในหม้อเดือดพล่าน
หลังจากที่ไป๋โม่เฉินใส่เนื้อแกะลงในหม้อ ไม่นานนักเขาก็เห็นฟู่เยี่ยนและเสิ่นรั่วหยุนเดินเข้ามา เขาจึงรีบกวักมือเรียกทั้งสองคนให้รีบเข้ามานั่งทันที
เสิ่นรั่วหยุนไปนั่งที่โต๊ะกับเสิ่นกั๋วเฉียง ซึ่งปู่ทวดก็ได้บอกเขาเรื่องการแต่งงานของรั่วหลิงแล้ว ดังนั้นการมาของเขาในครั้งนี้ เขาจึงต้องการที่จะมาทำความรู้จักกับน้องเขยของตัวเองด้วย
ด้วยเหตุนี้ มู่อี้อันจึงถูกพี่ชายของภรรยาในอนาคตชวนยกแก้วดื่มฉลองด้วยอยู่บ่อยครั้ง สุดท้ายทั้งสองคนก็ดื่มจนเมาเละเทะไปหมด มู่อี้อันถึงกับเมายาวไปจนถึงวันที่25ของเดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติเลยทีเดียว
“เขาได้คุยกับเธอหรือเปล่าว่าเขากำลังจะขอซื้อหุ้นโรงกลั่นเหล้า?” ไป๋โม่เฉินถามขณะที่ตักเนื้อให้กับฟู่เยี่ยน
วันนี้ไม่มีคนนอกมาร่วมโต๊ะอาหาร ซึ่งโต๊ะของพวกเขามีเพียงฟู่เหมี่ยวที่นั่งกับสามีของเธอ ฟู่เซิน ฟู่เหยา ฟู่เวย และฟู่หรงเท่านั้น
“อืม เขาบอกว่าเหล้าของเรามีรสชาติที่ดีมาก ก็เลยอยากจะเอามันไปขายที่เกาะฮ่องกง แต่ฉันไม่เห็นด้วยกับการขยายโรงกลั่น นอกจากนี้ครอบครัวของเราก็ไม่ได้ขาดแคลนเรื่องเงิน ฉันจะคุยเรื่องนี้กับพ่อแม่ก่อน ดูว่าพวกเขาคิดยังไงกับเรื่องนี้บ้าง”
ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับกินข้าวไปด้วย
นานแล้วที่เธอไม่ได้กินเนื้อแกะเยอะแบบนี้ และเนื้อแกะที่เธอกินก็นุ่มมาก ทั้งยังไม่มีกลิ่นสาบเลยอีกด้วย สมแล้วที่เมิ่งอ้ายชวนเป็นคนส่งมาให้ ช่างเป็นเนื้อแกะที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ!
“เขาอยากจะลงทุนอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เหมี่ยวชำเลืองมองไปที่ฟู่เซิน และดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างที่ดูผิดปกติไปกับทั้งสอง
“ใช่แล้ว เขาบอกว่าอยากจะเป็นผู้ถือหุ้นโรงกลั่นเหล้าของพ่อ โดยจะช่วยขยายหรือทำอะไรสักอย่าง พี่สาม พี่เป็นอะไรไป พี่สองคนมีความคิดอะไรซ่อนอยู่กันแน่?” ฟู่เยี่ยนมองไปยังสีหน้าที่ดูซับซ้อนของทั้งสองคน โรงงานของพวกเขาไม่ได้มีปัญหาอะไรใช่ไหม?
“ไม่มีอะไรหรอก แค่เราสองคนต้องการจะขยายธุรกิจเท่านั้นเอง ฉันขอพูดอย่างไม่อายเลยก็แล้วกันนะ เธอว่าเราควรจะลงทุนเพิ่มดีหรือเปล่า!” ฟู่เหมี่ยวไม่ได้โกหกแต่อย่างใด เธออยากจะขยายธุรกิจในปีหน้าจริงๆ
ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นจึงได้มองไปยังท้องของพี่สาวทันที เธอเดาว่าแม่ของเธอคงจะยังไม่ได้พูดเรื่องนี้อย่างแน่นอน!
“พี่ ถ้าพี่ต้องการเงินก็แค่คุยกับฉันก็ได้ เรื่องส่วนแบ่งไม่ใช่ปัญหาเลย! แต่อย่างไรก็ตามฉันคิดว่าอย่าเพิ่งคิดถึงเรื่องขยายกิจการเลย ตอนนี้โรงงานของพี่ก็ใหญ่โตมากแล้ว ตราบใดที่กระบวนการภายในมั่นคง นั่นก็ถือว่าเป็นชัยชนะแล้ว นอกจากนี้ในปีหน้าพี่อาจจะไม่ได้มีอิสระเหมือนกับปีที่ผ่านมาก็ได้”
ฟู่เยี่ยนมองไปที่ท้องของฟู่เหมี่ยวแล้วพูดประโยคนี้ออกมา ทำให้หน้าผากของวังจื่อหยวนเต้นตุบๆอย่างไม่หยุด
“ฟู่เยี่ยน เธอ เธอ เธอหมายความว่ายังไงกัน?” เขาพูดออกไปอย่างตะกุกตะกัก
“ฉันก็หมายความเหมือนกับที่พี่กำลังคิดอยู่นั่นแหละ” เมื่อวังจื่อหยวนเห็นน้องสาวของภรรยาพูดแบบนั้น เขาก็ยิ้มกว้างออกมาทันที
“จริงเหรอ? แต่เธอยังไม่ได้ตรวจชีพจรของเสี่ยวฉุ่ยเลยนะ เธอจะรู้ได้อย่างไร?” เขาพูดพร้อมกับมือที่สั่นเทาจนแทบจะถือตะเกียบเอาไว้ไม่อยู่ เรื่องนี้ช่างน่าเหลือเชื่อมากจริงๆ!
“พี่ไม่เชื่อฉันอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เยี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ฟู่เยี่ยน....เธอพูดจริงเหรอ? พี่สาวของเธอกำลังท้องจริงๆเหรอ?” ทันใดนั้น ฉือหมิ่นที่นั่งอยู่อีกโต๊ะก็ได้เอ่ยถามขึ้นมาด้วยสีหน้าที่มีความสุข
“อาสะใภ้รอง อาเองก็ไม่เชื่อหนูด้วยอีกคนเหรอคะ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับกินซอสงาหกเต็มปาก จนไป๋โมเฉินต้องรีบส่งทิชชู่ให้เธอไปเช็ดปากให้สะอาด
ตอนนี้ทุกคนต่างก็มองไปที่โต๊ะของฟู่เยี่ยน แม้แต่โต๊ะของพ่อและอารองก็ได้หยุดคุยเช่นกัน เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้วางตะเกียบลงช้าๆ ก่อนจะจับข้อมือของฟู่เหมี่ยวขึ้นมา และเริ่มตรวจดูชีพจรในทันที
“ช่างเป็นชีพจรที่ดีมากจริงๆ ดูเหมือนว่าอายุครรภ์ของพี่สามจะได้หนึ่งเดือนครึ่งแล้วนะคะ ด้วยอายุครรภ์นี้พี่สามารถไปตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาลได้แล้ว” หลังจากที่ตรวจชีพจรเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ได้กลับมากินต่อ ส่วนฟู่เหมี่ยวที่ได้ยินเช่นนั้นตกตะลึงไปทันที
ก่อนหน้านี้เธอได้สัญญากับแม่ว่าจะมีลูก แต่มันเพิ่งจะผ่านไปได้ไม่ถึงครึ่งเดือนเลยไม่ใช่หรือ! เดี๋ยวก่อนนะ... เมื่อครู่นี้ฟู่เยี่ยนบอกว่าเธอตั้งครรภ์ได้หนึ่งเดือนแล้วอย่างนั้นหรือ? แบบนี้ก็แสดงว่าเธอท้องก่อนจะสัญญากับแม่อีกน่ะสิ!
ฟู่เหมี่ยวหันไปมองวังจื่อหยวนทันที เธอจ้องเขม็งไปที่เขาด้วยสายตาที่เกรี้ยวกราด ซึ่งทุกคนต่างก็แสร้งทำเป็นไม่เห็นอะไรทั้งนั้น เพราะเรื่องแบบนี้... ไม่ใช่สำหรับทุกคนที่จะรู้ได้
ส่วนวังจื่อหยวนก็ได้พยายามขอความเมตตาจากภรรยาของเขา พร้อมกับใบหน้าที่แดงก่ำเพราะความตื่นเต้น นี่เขากำลังจะเป็นพ่อคนแล้วอย่างนั้นหรือ! มันเป็นสิ่งที่เขาต้องมีความสุขไม่ใช่หรือ? จะห้ามไม่ให้เขารู้สึกตื่นเต้นได้อย่างไร?
เมื่อมีเรื่องที่ทำให้ทุกคนมีความสุข จึงทำให้บรรยากาศอบอุ่นขึ้นมาเป็นอย่างมาก และทุกคนในครอบครัวต่างก็มองไปยังฟู่เหมี่ยวราวกับว่ากำลังดูแพนด้ายักษ์อยู่อย่างไรอย่างนั้น
ตอนที่ 655: ซุบซิบ
หลังจากที่กินเสร็จ เหล่าหญิงสาวก็ได้ไปนั่งคุยกันที่โซฟา ตอนนี้ฟู่เหมี่ยวยังคงตกตะลึงอยู่ เธอกำลังคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความจริงหรือเปล่า เธอกำลังตั้งครรภ์จริงๆอย่างนั้นหรือ เธอท้องตั้งแต่เดือนที่แล้วได้อย่างไรกัน ?
เมื่อนึกถึงวังจื่อหยวน เธอก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้พูดบางอย่าง ฟู่เหมี่ยวจึงตบไปที่แขนของเธอทันที
ข้างนอกนั้น พวกผู้ชายกำลังเล่นไพ่กัน ทุกคนดื่มเหล้ากันไปบ้างแล้ว ทำให้เสียงของพวกเขาดังขึ้นเรื่อยๆ วังจื่อหยวนเองก็ไม่ยอมแพ้ เขาส่งเสียงดังอยู่ในสนามหลังบ้าน กำลังเล่นประทัดกับฟู่เหยาพร้อมกับตะโกนเสียงดังอย่างสนุกสนาน
“พี่เห็นหรือเปล่าว่าพี่เขยดูมีความสุขมากขนาดไหนเมื่อรู้ว่าตัวเองจะได้เป็นพ่อคน!” ฟู่เยี่ยนยังคงพูดติดตลก
“ฟู่เยี่ยน พี่สาวของเธอ... เป็นไปได้ไหมว่าพี่สาวของเธอจะมีลูกฝาแฝด?” ฟู่ต้านีถามกับฟู่เยี่ยนว่าหลานสาวคนโตของเธอมีโอกาสจะตั้งครรภ์ฝาแฝดหรือไม่ เพื่อที่คนในครอบครัวจะได้ช่วยกันระวัง
ฟู่เยี่ยนมองไปยังใบหน้าของพี่สาวของเธออีกครั้ง ก่อนจะพบว่ามีโอกาสเป็นไปได้จริงๆ เพราะครอบครัวของพวกเธอมีพันธุกรรมนี้อยู่ และพี่สาวของเธอก็มีสุขภาพที่แข็งแรงมาก
“ตอนนี้หนูยังไม่สามารถระบุได้ค่ะ ต้องใช้เวลาอีกสักพักเลย พี่สาม ตอนนี้พี่ต้องกินของที่แม่เตรียมให้เยอะๆด้วยนะ พี่รู้หรือเปล่าว่าแม่ของเรากำลังเลี้ยงดูพี่เหมือนกับแพนด้ายักษ์เลย!” ฟู่เยี่ยนกล่าวเตือนพี่สาวของเธอ
“บอกความจริงกับฉันมาเดี๋ยวนี้เลยนะ! เธอรู้เรื่องนี้มานานแล้วหรือยัง? มิน่าล่ะ ฉันก็สงสัยอยู่ว่าทำไมช่วงนี้แม่ถึงให้ฉันอยู่แต่บ้านและไม่ยอมให้ฉันออกไปไหนเลย ทั้งยังใช้กลอุบายหลอกล่อฉันให้กินอาหารแปลกๆอีกด้วย” ฟู่เหมี่ยวมองไปที่ฟู่เยี่ยนพร้อมกับกลอกตาไปมา
“พี่ไม่รู้หรอกว่าฉันมีความสุขมากแค่ไหน! ถ้าฉันบอกพี่ไป พี่จะไม่ตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูกหรอกเหรอ? นอกจากนี้ ตอนนั้นฉันก็ไม่ได้ตรวจชีพจรของพี่อีกด้วย ฉันแค่สงสัยเท่านั้นเอง พี่เข้าใจหรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนไม่มีทางยอมรับเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด
“ลืมมันไปเสียเถอะ ครั้งนี้ฉันจะไม่โกรธเธอแล้วกัน!” ในตอนนี้ฟู่เหมี่ยวเองก็มีความสุขมากเช่นกัน เธอรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มาก ซึ่งตอนนี้หัวใจของเธอทั้งรู้สึกมีความสุข วิตกกังวล และหวาดกลัวไปพร้อมๆกัน
“ถ้าอย่างนั้นฉันต้องขอบคุณในความเมตตาของพี่ครั้งนี้ด้วย! พี่สาม พี่อยากกินอะไรก็บอกฉันมาได้เลยนะ ฉันจะไปหามาให้พี่เอง!” ฟู่เยี่ยนต้องการเบี่ยงเบนความสนใจของฟู่เหมี่ยวโดยเร็วที่สุด
“ฉันอยากกินขนมลาม้วนใส้ถั่วเหลือง แต่ต้องไปต่อคิวเพื่อซื้อมัน เธอค่อยไปซื้อมันพรุ่งนี้ก็ได้” ฟู่เหมี่ยวพูดถึงสิ่งที่ตัวเองต้องการ ก่อนจะเสนอเงื่อนไขนี้ไปโดยตรง
ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นก็แทบจะสำลักออกมา ขนมลาม้วนใส้ถั่วเหลืองสูตรโบราณนั้นต้องไปต่อคิวตั้งแต่เช้าตรู่ และกว่าที่หม้อแรกจะเสร็จก็เป็นเวลาสิบโมงเช้าเลยทีเดียว
ให้ตายเถอะ! นี่ไม่ใช่เงื่อนไขที่ง่ายเลย แต่เธอก็ยังคงกัดฟันและตอบตกลงไป
“แต่ถ้าตอนนี้เธอกำลังตั้งครรภ์ ฉันก็จะยอมและไม่ให้เธอออกไปซื้อมันให้ฉันก็ได้” ฟู่เหมี่ยวพูดพร้อมกับแสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
ฟู่เยี่ยนชำเลืองมองไปที่พี่สาว เธอจะกินมันพรุ่งนี้ไม่ใช่หรือ? มีใครสามารถตั้งครรภ์ได้ภายในวันเดียวบ้าง? เอาเถอะ แค่ไปต่อคิวเอง มันไม่ได้ยากอะไรอยู่แล้ว
ที่สำคัญเธอเองก็อยากกินมันเหมือนกัน พรุ่งนี้เธอชวนไป๋โม่เฉินไปด้วยดีกว่า จะได้ไปเที่ยวดูหิมะที่สวนสาธารณะด้วย
“แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ต้องรีบมีลูกได้แล้วนะ เราจะได้คลอดพร้อมกันไงล่ะ หากพวกเขาเกิดปีเดียวกัน พวกเขาก็จะได้เล่นด้วยกันได้ในอนาคต! แบบนั้นบ้านของเราคงจะมีชีวิตชีวาไม่น้อยเลยว่าไหม!”
ตอนนี้ฟู่เหมี่ยวพูดราวกับว่าตัวเองตั้งครรภ์มาแล้วสามปีอย่างไรอย่างนั้น ทั้งที่ลูกของเธอยังไม่คลอดเลยไม่ใช่หรือ? อีกอย่างแม่สามีของเธอเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถ ทั้งยังมีอาชีพที่ดีอีกด้วย! แบบนี้จะเอาเวลาที่ไหนมาช่วยดูแลเด็กกัน? ดังนั้นหน้าที่นี้คงจะไม่ตกมาที่พ่อกับแม่ของพวกเธออย่างนั้นหรือ?
นอกจากนี้ พี่สาวของเธอก็ยังต้องดูแลโรงงาน จะเอาเวลาที่ไหนมาดูแลลูกกัน
ส่วนเธอที่ไม่มีแม่สามี หากพวกเธอทั้งคู่ตั้งครรภ์พร้อมกันและคลอดในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน พ่อกับแม่ของพวกเธอจะคิดอย่างไร?
“ฉันว่าตอนนี้เราอย่าเพิ่งพูดถึงมันเลยดีกว่า เราต้องปล่อยให้พ่อกับแม่มีเวลาพักผ่อนบ้าง ไม่อย่างนั้นพวกเขาทั้งสองอาจจะล้มป่วยเพราะไม่ได้พักผ่อนก็ได้นะ” ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าสิ่งที่ตัวเองพูดนั้นฟังดูไม่สมเหตุสมผลเลย
“มันไม่ใช่เรื่องยากขนาดนั้นหรอกนะ เราก็หาพี่เลี้ยงเด็กสิ! เธอเองก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินอยู่แล้ว ฉันก็ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินเช่นกัน แล้วทำไมเธอถึงคิดว่าเราต้องรบกวนพ่อกับแม่ด้วยล่ะ?”
สิ่งที่ฟู่เหมี่ยวพูดนั้นไม่ได้ผิดเลย เพราะหากจ้างพี่เลี้ยงเด็ก เธอก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการเลี้ยงลูกแล้ว ซึ่งเป็นอะไรที่สะดวกมาก สิ่งที่เธอต้องทำมีเพียงแค่ช่วยทำอาหารและทำความสะอาดบ้านบ้างเท่านั้น
“หลานสาว มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไปหรอกนะ ไม่ว่าพี่เลี้ยงจะเก่งแค่ไหนก็ตาม คิดเหรอว่าจะเทียบกับความเอาใจใส่จากปู่ย่าตายายได้? คงจะดีไม่น้อยเลย สิ่งนี้จะทำให้เราเห็นด้านที่อ่อนโยนของศาสตราจารย์ฉู่อย่างแน่นอน!”
ฉือหมิ่นพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม แน่นอนว่าคนหนุ่มสาวเหล่านี้ยังไม่มีประสบการณ์ ดังนั้นพวกเธอจึงมีความคิดที่ตื้นเขินเกินไป การที่มีย่าเป็นถึงอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย เธอจะต้องสอนหลานของตัวเองได้ดีอย่างแน่นอน
ฟู่เหมี่ยวครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก่อนจะพบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฟังดูสมเหตุสมผลจริงๆ แต่ตอนนี้พ่อกับแม่สามีของนั้นแทบจะไม่มีเวลาว่างเลย คนหนึ่งก็เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนอีกคนก็กำลังทำผลงานเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ จึงต้องวุ่นอยู่กับงานวิจัยอยู่ตลอดเวลา
แม้ว่าจะเห็นด้วยในเรื่องนี้ แต่ฟู่เหมี่ยวก็ยังคงรู้สึกสับสนอยู่เล็กน้อย นอกจากนี้แม่สามีของเธอยังเป็นถึงสมาชิกในองค์กรที่สำคัญระดับประเทศ ดังนั้นเธอจึงไม่กล้าที่จะคิดถึงเรื่องนี้เลย
“ฉันคิดว่าทั้งสองคนดูจะคิดมากเกินไปนะ อย่าเพิ่งตัดสินใจอะไรตอนนี้เลย รอให้เด็กคลอดก่อนเถอะ ถึงตอนนั้นก็รู้เองนั่นแหละว่าจะเป็นอย่างไร”
ฟู่ต้านีมองไปที่หลานสาวทั้งสองคน ก่อนจะพูดพร้อมกับรอยยิ้ม เด็กทั้งสองคนโตขึ้นแล้ว และเมื่อพวกเธอมีลูกของตัวเอง พวกเธอก็จะรู้ว่าตัวเองมักจะกังวลมากขึ้นในทุกๆเรื่อง วันเวลาช่างผ่านไปเร็วเหมือนกับติดปีกจริงๆ!
“เมื่อเสี่ยวฉุ่ยคลอด ลูกทั้งสองคนของฉันก็คงจะวิ่งเล่นได้แล้ว ตอนนั้นฉันจะช่วยดูแลเด็กๆอีกแรง การมีเด็กๆมาวิ่งเล่นในบ้านเยอะๆ จะทำให้บ้านดูมีชีวิตชีวาขึ้นนะ เสี่ยวฮั่ว ดูเหมือนว่าเธอเองก็ต้องรีบมีลูกแล้วล่ะ!”
ฟู่ต้านีไม่คิดว่าการดูแลเด็กหลายคนเป็นเรื่องที่ลำบากเลย เมื่อก่อนพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่ของเธอเลี้ยงลูกถึงห้าคน แถมแต่ละคนโตขึ้นมาได้ดีทุกคน ทุกคนต่างก็ประสบความสำเร็จในทางของตัวเอง
“จริงสิ ไหนๆก็พูดถึงเรื่องนี้แล้ว เมื่อไหร่เธอถึงจะตั้งครรภ์สักทีล่ะ?” ฟู่ต้านีถามออกไปตรงๆ
หวังซู่เหมยถือจานส้มเดินเข้ามาจากข้างนอก เธอทำการอุ่นส้มที่เตาร้อนในครัวก่อน แล้วจึงยกมาให้เสี่ยวฉุ่ยกิน เธอกลัวว่าส้มเย็นไปแล้วลูกสาวจะกินเข้าไปไม่สบายท้องเอาได้
“ก่อนหน้านี้เสี่ยวจินได้โทรมา เขาบอกว่าจะกลับมาวันที่ยี่สิบห้าของเดือนสิบสอง แต่ด้วยสภาพอากาศที่หนาวมากและไม่รู้เลยว่าจะหนาวไปจนถึงเมื่อไหร่ ช่างเป็นอะไรที่น่าประหลาดใจมากจริงๆ ที่เขาสามารถกลับมาฉลองปีใหม่ได้ ช่างมันเถอะ ขอแค่เขากลับมา จะวันไหนก็ไม่สำคัญแล้ว”
“ตอนที่เรากำลังกินอาหารกันอยู่นั้น ฉันได้ยินผู้เฒ่ามู่คุยเรื่องงานหมั้นของรั่วหลิงและเสี่ยวอันด้วยนะ พวกเขาจะจัดงานหมั้นในเดือนแรกของปีอย่างนั้นเหรอ?”
“ใช่แล้ว ทั้งสองคนไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว เป็นเรื่องดีที่พวกเขาจะหมั้นหมายกัน ในเมื่อรั่วหยุนก็อยู่ที่นี่แล้ว เอาไว้หากสภาพอากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น เราค่ายหาวันดีๆ เพื่อจัดงานหมั้น คุณตาจะได้วางใจเสียที”
“ตอนนี้คงเหลือแค่รั่วหยุนแล้วที่คุณตายังเป็นห่วง เมื่อวันก่อน คุณตายังถามด้วยนะว่าพอจะรู้จักหญิงสาวดีๆ ในเมืองหลวงบ้างหรือเปล่า เขาอยากจะแนะนําให้รั่วหยุนรู้จัก!”
เสิ่นกั๋วเฉียงชอบหลานสาวอย่างฟู่ต้านีมาก และสองตาหลานก็มักจะพูดคุยกันอยู่บ่อยๆ เรื่องที่พวกเขาพูดคุยกันล้วนแต่เป็นเรื่องราวเล็กๆน้อยๆในครอบครัว
“รั่วหยุนเป็นคนที่ใจเย็น เขาเป็นคนที่มีทั้งพรสวรรค์และรูปร่างหน้าตาดี เธอต้องหาผู้หญิงที่เพรียบพร้อมและสมบูรณ์แบบให้กับเขานะ เราจะปล่อยเขาไปเจอผู้หญิงที่ไม่ดีไม่ได้”
“ส่วนเสี่ยวอันเองก็เป็นเด็กดีมาโดยตลอด ทั้งสองคนดูเหมาะสมกันมากจริงๆ” หวังซู่เหมยชอบเสิ่นรั่วหลิงมากๆ
“ฉันเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน จริงสิ ฉันยังได้ยินคุณตาพูดว่ารั่วหยุนมีแฟนอยู่ที่เกาะฮ่องกงแล้วด้วยนะ แต่ดูเหมือนว่าคุณตาจะไม่ชอบผู้หญิงคนนั้นเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรกับฉันมากนักหรอกนะ” ฟู่ต้านีกระซิบบอกเรื่องนี้กับหวังซู่เหมย
“มิน่าล่ะ แต่ครั้งนี้รั่วหยุนดูมีความสุขแปลกๆ บางทีเขาอาจมีเป้าหมายบางอย่างก็ได้! คนหนุ่มสาวจะหาคู่ดีๆได้อย่างไรหากไม่มีการแนะนำที่ดี แม้แต่ในครอบครัวของเราเองก็ยังมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะสามารถหาคู่ที่เหมาะสมได้เอง”
ทั้งสองคนซุบซิบกันเบาๆ ซึ่งฟู่เยี่ยนก็ได้แอบฟังอยู่ครู่หนึ่ง แต่เธอก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี่เท่าไหร่นัก
เธอเห็นโหงวเฮ้งบนใบหน้าของเสิ่นรั่วหยุนแล้ว และผู้หญิงคนที่เขาดูใจอยู่ก็ไม่ใช่คู่แท้ของเขา ในชีวิตนี้ของเขาจะต้องแต่งงานอย่างน้อยสองครั้ง แน่นอนว่าการบริหารครอบครัวนั้นแตกต่างไปจากการบริหารธุรกิจมาก
ส่วนทางด้านเสิ่นรั่วเฉิงนั้นแตกต่างออกไป แม้ว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นคนที่รักอิสระ แต่ในชีวิตนี้เขาจะมีภรรยาเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ซึ่งยังถือว่าเขาค่อนข้างโชคดี
เมื่อเทียบกับความสำเร็จในอาชีพการงาน ฟู่เยี่ยนยังคงให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่า เพราะครอบครัวเป็นสถานที่ที่นํามาซึ่งความอบอุ่น แต่อาชีพการงานนั้นเป็นแค่สิ่งที่การสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าในตัวของบุคคลเท่านั้น การจะมีชีวิตที่ดีต้องทำให้ทั้งสองอย่างสมดุลกัน
ตอนที่ 656: พูดความในใจกับครอบครัว
เมื่อฟู่ซินกลับมาก็เป็นตอนเย็นของวันที่ยี่สิบห้าของเดือนสิบสองแล้ว วันนี้มีหิมะตกลงมาอย่างหนัก จนบนท้องฟ้านั้นมีหิมะกระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสาย
เป็นเวลาหลายเดือนแล้วที่เขาไม่ได้กลับบ้าน เมื่อเขามองเห็นโคมไฟสีแดงขนาดใหญ่สองดวงที่แขวนอยู่หน้าบ้านของตัวเอง เขาก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศฉลองปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง
จากนั้น เขาก็ได้รัดสายสะพายของกระเป๋เป้บนหลัง ก่อนจะเคาะประตู ไม่นานนักก็ได้มีเสียงดังมาจากด้านใน และประตูก็ได้เปิดออก
“พี่ใหญ่ ฉันคิดเอาไว้แล้วว่าจะต้องเป็นพี่ รีบเข้ามาข้างในก่อนดีกว่า อากาศข้างนอกหนาวมาก ฉันจะได้หาอะไรอุ่นๆให้พี่กิน เมื่อกี้นี้แม่เพิ่งบอกพวกเราว่าพี่ใหญ่จะกลับมา และพี่ก็กลับมาจริงๆ” ฟู่เซินเป็นคนมาเปิดประตู เมื่อเห็นว่าเป็นพี่ใหญ่ เขาจึงได้เข้าไปช่วยถือกระเป๋า ก่อนจะพาฟู่ซินเข้าไปข้างใน
“ข้างนอกหนาวมากจริงๆ! เราเข้าไปคุยกันก่อนข้างในเถอะ” ฟู่ซินตบไปที่ไหล่ของฟู่เซิน น้องรองของเขาโตขึ้นมากจริงๆ และดูเหมือนว่าตอนนี้น้องชายของเขาจะประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วด้วย
จากนั้น สองพี่น้องก็ได้เดินเข้าไปในบ้านพร้อมกัน ตอนนี้มีเพียงหวังซู่เหมย ฟู่ต้าหย่ง และฟู่เหยาเท่านั้นที่อยู่ที่บ้าน
หลังจากที่ศาสตราจารย์ฉู่รู้ว่าฟู่เหมี่ยวกำลังตั้งครรภ์ เธอก็ได้พาลูกสะใภ้กลับไปอยู่ที่บ้านทันที โดยบอกว่าในช่วงวันหยุดฉลองปีใหม่นี้ เธออยากจะให้ฟู่เหมี่ยวอยู่กับเธอสักสองสามวัน เพราะเธอต้องเดินทางไปฉางอานหลังปีใหม่นั่นเอง
ส่วนผู้เฒ่ามู่ก็กำลังวุ่นอยู่กับงานหมั้นหมายของมู่อี้อัน ดังนั้นเขาจึงเรียกให้ฟู่ต้านีกับลุงหลิวไปพูดคุยเรื่องนี้ และเด็กๆก็ตามพวกเขาไปด้วย ซึ่งปีนี้พวกเขาจะฉลองปีใหม่กันที่นั่น
ทางด้านฟู่เยี่ยนเองก็ได้ตามไป๋โม่เฉินออกไปข้างนอก วันนี้เป็นวันก่อนจะฉลองปีใหม่ ดังนั้นทั้งสองคนจึงได้นำยาบำรุงร่างกายพร้อมกับของขวัญปีใหม่ไปมอบให้กับเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลาย
ผู้สูงอายุมักจะรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเมื่อช่วงปีใหม่มาถึง เพราะอากาศที่หนาวจนเกินไปนั้นไม่ค่อยเป็นมิตรกับผู้สูงอายุสักเท่าไหร่นั่นเอง
“ทำไมลูกถึงได้ฝ่าหิมะกลับมาแบบนี้ล่ะ ดูสิ ข้างนอกหิมะตกหนักมากเลยนะ! เสี่ยวมู่ รีบไปเอาหม้อไฟมาเร็วเข้า หนาวหรือเปล่า?”
หวังซู่เหมยเข้าไปปัดหิมะออกจากร่างกายของลูกชาย เธอสำรวจร่างกายอันผอมบางของเขา ก่อนจะพบว่าเขาแข็งแรงดี และไม่ได้มีบาดแผลอะไร
“แม่ครับ ผมไม่หนาวเท่าไหร่ แล้วแม่กินอะไรหรือยังครับ?” ฟู่ซินถามผู้เป็นแม่ขณะกำลังถอดเสื้อคลุมออก
“เรายังไม่ได้กินอะไรเลย พวกเรากำลังรอลูกอยู่ แม่กำลังคิดว่าหากหนึ่งทุ่มแล้วลูกยังไม่กลับมาค่อยเริ่มกิน ลูกนั่งคุยกับพ่อไปก่อนก็แล้วกัน แม่จะไปยกกับข้าวมาให้ เสี่ยวถู่ไปช่วยพี่ใหญ่หาเสื้อผ้าเร็วเข้าสิ”
หลังจากพูดจบ หวังซู่เหมยก็ได้ไปหยิบผักที่เธอเตรียมไว้ออกมา โดยเธอนํามันมาจากปีกทางตะวันตกของบ้านนั่นเอง
ทันทีที่ฟู่ซินมาถึงบ้าน เขารู้สึกว่าตัวเองได้อยู่บ้านจริงๆ ภายในบ้านอบอุ่นมาก แค่เสื้อกันหนาวตัวบางก็สามารถอยู่ได้อย่างสบายแล้ว และไฟในเตาผิงก็กำลังลุกไหม้อย่างรุนแรง
ฟู่เหยารีบนําเสื้อผ้ามาให้พี่ใหญ่ของเขา และเร่งเร้าให้พี่ใหญ่รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ซึ่งเขาได้เตรียมมันรอพี่ใหญ่กลับมาตั้งนานแล้ว
“ช่างเป็นเด็กดีจริงๆ ดูเหมือนว่าพี่สาวของนายจะสอนนายดีมากเลยสินะ” ฟู่ซินพูดพร้อมกับลูบไปที่ศีรษะของน้องชายคนเล็ก
ไม่นานนัก ฟู่เซินก็ได้ยกหม้อไฟทองเหลืองออกมาจากในครัว ซึ่งตอนนี้ถ่านที่อยู่ในเตาด้านล่างกำลังระอุได้ที่เลยทีเดียว
“พี่ใหญ่ ช่วยเปิดประตูให้ฉันหน่อย ฉันจะได้เอาหม้อไปวางบนโต๊ะ” ฟู่เซินวางหม้อไฟลง ก่อนจะไปเอาถ่านที่เขาเตรียมเอาไว้มาเพิ่ม ซึ่งจานและตะเกียบได้ถูกเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
ฟู่ต้าหย่งเองก็ลุกไปช่วยเช่นกัน หลังจากนั้นไม่นาน บนโต๊ะก็เต็มไปด้วยจานที่มีเนื้อแกะ เนื้อปลา และผักนานาชนิด
“แค่ดูก็รู้แล้วว่ามันอร่อย เมื่อกี้นี้ผมยังไม่ค่อยหิวเลย แต่ตอนนี้เมื่อได้เห็นวัตถุดิบหลายอย่าง ผมชักจะรู้สึกหิวขึ้นมาแล้วสิ” ฟู่ซินดูมีท่าทีที่ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด และเขาก็รู้สึกว่าท้องของเขากำลังส่งเสียงครวญครางออกมา
“ถ้าหิวก็อย่ารอช้า ลงมือได้เลย เรายังมีเนื้ออยู่อีกนะ จะให้ดีเราสามคนมาดื่มกันสักหน่อยดีกว่าไหม?” ฟู่ต้าหย่งไม่ได้สนใจเรื่องการดื่มของพวกเขาแล้ว เพราะลูกชายคนโตและลูกชายคนรองของเขาต่างก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว
ฟู่เซินและฟู่ซินมองไปยังพ่อของพวกเขาที่ตอนนี้กำลังมีความสุข ดังนั้นพวกเขาจึงดื่มด้วยกันตามที่พ่อบอก
“พ่อครับ ถ้าอย่างนั้นวันนี้พวกเราสองคนจะดื่มเป็นเพื่อนพ่อเอง!” ฟู่เซินพับแขนเสื้อของตัวเองขึ้นราวกับว่ากำลังจะทำงานใหญ่
“ทั้งสองคนอย่าเพิ่งใจร้อนเลย พ่อของลูกไม่ได้แข็งแรงเหมือนตอนหนุ่มๆแล้วนะ อย่าพากันดื่มเยอะจนเกินไปล่ะ” หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับวางถ้วยงาลงบนโต๊ะ และทุกคนก็ได้เริ่มกินหม้อไฟกันทันที
“อย่าดื่มเยอะเกินไปอย่างนั้นเหรอ หมายความว่าอย่างไร? เสี่ยวจินกลับมาทั้งที และเราก็ไม่ได้ฉลองปีใหม่ด้วยกันมาหลายปีแล้ว มาดื่มกันให้หนำใจดีกว่า” ฟู่ต้าหย่งพูดอย่างมีความสุข
“ใช่แล้วครับแม่! พี่ใหญ่ได้อยู่บ้านเพียงสองสามวันต่อปี อย่าห้ามพวกเราเลยครับ ! พ่อครับ แม่เองก็ดื่มกับเราได้เหมือนกันนี่นา เพราะผมเคยได้ยินแม่แนะนำให้ทวดลองดื่มอยู่เลย ผมว่าวันนี้เราสี่คนมาดื่มด้วยกันหน่อยดีกว่าครับ”
ฟู่เซินพูดพร้อมกับหัวเราะออกมา และเขาก็ถูกหวังซู่เหมยตีทันที
“แกล้งแม่อย่างนั้นเหรอ ถ้าแม่ดื่มมันจริงๆ บางทีลูกอาจจะดื่มสู้แม่ไม่ได้ก็ได้นะ!” หลังจากพูดจบ หวังซู่เหมยก็ได้หยิบถ้วยมาวางลงบนโต๊ะ ก่อนจะส่งสัญญาณให้ฟู่ซินเริ่มเทเหล้า
ฟู่ซินที่เห็นเช่นนั้นก็ได้หยิบขวดเหล้าขึ้นมาและเทมันให้แม่ของเขาจนเต็มถ้วย เหล้านี้ทำมาจากบลูเบอร์รี่ที่พ่อของเขาเอาออกมา ซึ่งน่าจะมีเหล้านี้เหลือไม่มากแล้ว เหล้านี้ไม่ทำให้มึนเมา ไม่ว่าจะดื่มมากแค่ไหนก็ตาม ไม่มีทางที่จะเมาจนขาดสติอย่างแน่นอน
หลังจากที่กินและดื่มกันไปได้สักพัก ฟู่ซินก็ได้เล่าถึงเรื่องน่าสนใจที่เกิดขึ้นในค่ายทหาร ส่วนฟู่เซินก็ได้เล่าถึงธุรกิจของเขา รวมไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครอบครัว
“ลูกทุกคนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และตอนนี้เสี่ยวฮั่วกับเสี่ยวฉุ่ยก็ได้แต่งงานไปแล้วด้วย ที่สำคัญพวกเธอทั้งสองคนกำลังจะเป็นแม่แล้วด้วยนะ เหลือก็แต่เจ้าสามคนเดียวที่ยังไม่มีคู่ ส่วนเสี่ยวถู่อย่าเพิ่งไปพูดถึงเลย เขายังเด็กมาก ไม่รู้เลยว่าเขาจะพร้อมแต่งงานปีไหน!”
“ลูกทั้งสองคนควรแต่งงานได้แล้วนะ อย่าอยู่เป็นคนโสดให้แม่ถูกหัวเราะเยาะเลย ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป อย่าหาว่าแม่ไม่เตือนก็แล้วกัน!”
หวังซู่เหมยดื่มเหล้าไปสามถ้วย และใบหน้าของเธอก็เริ่มแดงเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย เป็นเพราะเหล้านั่นเองที่ทำให้เธอพูดความในใจออกมา
“แม่ครับ แม่กำลังกดดันผมอยู่เหรอ? ก่อนหน้านี้พี่ใหญ่ก็เพิ่งจะบอกว่าจะกลับมาในช่วงฤดูใบไม้ผลิเพื่อจัดการเรื่องงานแต่งงานไม่ใช่เหรอ? แล้วผมเองก็ได้บอกแม่ไปแล้วว่าเรื่องนี้เราต้องใจเย็นๆอย่ารีบร้อน!”
ฟู่เซินรู้ดีว่าสิ่งที่หวังซู่เหมยต้องการจะพูดนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องระหว่างพี่ใหญ่กับกวงหยุน แต่พี่ใหญ่ของเขาเพิ่งจะกลับมา ดังนั้นจึงยังไม่เหมาะที่จะพูดถึงเรื่องนี้
“จะไปไหนก็ไปเลย แม่ไม่อยากเห็นหน้าลูกแล้ว” หวังซู่เหมยจิบชา ก่อนจะหยุดพูดไปในที่สุด
ฟู่ซินรับรู้ถึงความหมายบางอย่างทีแฝงอยู่ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และเมื่อมีเพียงพ่อ แม่ และน้องรองของเขาอยู่ที่นี่ ซึ่งเดิมทีเขามีมีบางอย่างที่อยากจะพูดอยู่แล้ว เสี่ยวฮั่วพูดถูก การพูดคุยกันในครอบครัวนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
“แม่ครับ พ่อครับ ผมอยากจะกลับมาช่วงฤดูใบไม้ผลินี้เพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องการแต่งงาน เดิมทีผมคิดว่าจะพูดเรื่องนี้หลังมื้อค่ำ แต่ไหนๆ แม่ก็พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ผมก็จะขอพูดถึงแผนการที่ผมได้คิดเอาไว้เลยก็แล้วกันครับ”
“เสี่ยวจิน ถ้าอย่างนั้นลูกก็พูดมาได้เลย ตอนนี้ลูกได้วางแผนชีวิตเอาไว้อย่างไรบ้าง? เผื่อพ่อกับแม่จะช่วยแนะนำเพิ่มเติมได้” ตอนนี้ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยเริ่มยอมรับกวงหยุนมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนแล้ว
“ผมคิดว่าเราจะจัดงานหมั้นที่บ้านของเรา และเราสองคนหาวันไปจดทะเบียนสมรสกันเอง ส่วนงานแต่ง ผมได้ขออนุญาตจัดงานในกองทัพของเราแล้วล่ะครับ ผมคิดว่าไม่ต้องกลับมาจัดที่บ้านก็ได้ และจะเชิญแค่คนสนิทของเรามาร่วมกินข้าวด้วยกันเท่านั้น”
“หลังปีใหม่นี้ ผมได้รับคำสั่งให้ย้ายมาประจำการที่เมืองหลวงแล้ว และคำสั่งของกวงหยุนเองก็เหมือนกัน ซึ่งเธอจะถูกย้ายกลับมาในช่วงสิ้นปีหน้า แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีบ้าน แต่ในอนาคตเราจะต้องมีบ้านเป็นของตัวเองอย่างแน่นอน”
“ส่วนเรื่องที่กวงหยุนมีบุคลิกแบบนี้ เป็นเพราะเธอเติบโตมาโดยการเลี้ยงดูของลุงกับป้าตั้งแต่เด็ก ทั้งสองดีกับเธอมาก แต่พวกเขาก็ไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆของเธอ ดังนั้นจึงไม่ได้อบรมเธอมาดีเท่าที่ควร จึงทำให้เธอเข้ากับคนอื่นได้ค่อนข้างยากไปบ้าง”
“บางครั้งเธอก็ดูไร้เดียงสาและเอาแต่ใจเล็กน้อย แต่พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ในอนาคตผมจะสอนเรื่องนี้กับเธอเอง”
ฟู่ซินพูดความในใจทั้งหมดของเขาออกมา ซึ่งสิ่งนี้ได้ทำให้ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยโล่ง.อกขึ้นมาทันที เมื่อเห็นว่าเสี่ยวจินเข้าใจเรื่องราว พวกเขาก็พอใจแล้ว ก่อนหน้านี้ที่ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยรู้สึกไม่สบายใจเพราะพวกเขากลัวว่าลูกชายจะมีชีวิตคู่ที่ล้มเหลว และเอาใจออกห่างจากน้องชายและน้องสาวไป
แต่ตอนนี้ดูเหมือนเด็กคนนี้จะรู้แล้วว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ และดูเหมือนว่าเขาจะมีวิธีแก้ปัญหานี้แล้ว
ตอนที่ 657: ตกลงเรื่องงานแต่งงาน
เมื่อลูกชายพูดจบ หวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งหันมามองหน้ากัน ตอนนี้เธอกับสามีพร้อมที่จะยอมรับลูกสะใภ้คนนี้แล้ว พวกเขาต่างก็มองว่าในเมื่อเสี่ยวจินไม่ยอมแพ้กับกวงหยุน นั่นก็หมายความว่าลูกชายของพวกเขาได้เลือกเธอแล้วจริงๆ
ในเมื่อมีความรักเป็นรากฐาน แค่นี้พวกเขาก็สามารถวางใจได้แล้ว เดิมทีเธอกลัวว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนไม่ได้ลึกซึ้งมากพอ ด้วยบุคลิกของทั้งสอง ในอนาคตอาจทำให้ชีวิตคู่ไม่ราบรื่นได้ และพวกเขาก็จะต้องเลิกรากันไปในที่สุด
แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่ลูกชายพูดแล้ว เธอก็ไม่มีเหตุผลที่จะคัดค้านอะไรอีก เสี่ยวฮั่วพูดถูก หากมีพ่อแม่สามีที่ดี คนรุ่นต่อไปก็จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจที่จะยอมรับเรื่องนี้ และมันก็ทำให้เธอดูร่าเริงแจ่มใสขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก
“สำหรับเรื่องบ้านของลูกทั้งสองคนนั้น ให้มาอยู่ที่เรือนหลังเล็กของเราก่อนเถอะ หลังปีใหม่เราจะไปทำความสะอาดให้ ลูกเองก็ไปดูที่นั่นก่อน หากขาดเหลืออะไรหรืออยากได้เฟอร์นิเจอร์อื่นเพิ่มเติม เราจะได้เตรียมไว้”
“ส่วนเรื่องนิสัยของกวงหยุน มีเพียงลูกเท่านั้นที่รู้ดีว่าควรทำอย่างไร ทั้งหมดนั้นคือชีวิตครอบครัวของลูก ก่อนหน้านี้แม่กับพ่อมีความเห็นต่างกันบ้าง เพราะกลัวว่าพวกลูกจะตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบ แต่ชีวิตมันยาวไกล อย่างไรคนสองคนก็ต้องมีปัญหาและกระทบกระทั่งกันบ้าง”
“ลูกต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพราะนิสัยของเธออาจจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ลูกต้องคิดทบทวนเรื่องนี้ให้ชัดเจน จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง เมื่อลูกแต่งงานแล้ว พ่อกับแม่ก็อยากจะเห็นลูกมีชีวิตที่ดี”
“ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากมายแล้วล่ะ ในเมื่อเรื่องนี้ได้รับการตัดสินใจแล้ว ก็ทำตามแผนที่ลูกวางเอาไว้ได้เลย ทำไมลูกไม่เชิญครอบครัวของเธอมาทานข้าวด้วยกันกับเราล่ะ จะได้หารือเรื่องการเตรียมงานแต่งงานของลูก”
“เรื่องแบบนี้ ลูกสองคนจะคุยกันเองไม่ได้หรอกนะ ต้องถามความคิดเห็นจากผู้อาวุโสด้วย อย่าเมินเฉยกับเรื่องนี้เป็นอันขาด ลูกควรจะรับฟังสิ่งที่คนอื่นพูดบ้าง!”
“หลังจากที่ตกลงกันได้แล้ว ค่อยให้น้องสาวของลูกช่วยหาวันดีๆให้ ว่าแต่ลูกสามารถลาพักได้ช่วงไหนของฤดูใบไม้ผลิกันล่ะ?”
ทันทีที่หวังซู่เหมยพูดจบ เธอก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าไหล่ของฟู่ซินดูผ่อนคลายลง และดูไม่เกร็งเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไปแล้ว เมื่อครู่นี้เขาทำราวกับว่านี่จะเป็นการพูดคุยกับพ่อแม่เป็นครั้งสุดท้ายอย่างไรอย่างนั้น
แต่ท้ายที่สุดแล้ว นั่นคือทัศนคติตอนที่เจอกันครั้งก่อน เขาไม่ได้กลับบ้านบ่อยนัก และหลังจากที่สังเกตเห็นเรื่องนี้ เขาก็รู้สึกว่ากวงหยุนกำลังพยายามทำเพื่อเขาอยู่ แม้ว่าอาจจะดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ แต่เขาก็ยังสามารถให้อภัยเธอได้
ก่อนกลับมา เขาได้บอกทุกอย่างให้กวงหยุนรู้อย่างชัดเจนทางจดหมายแล้ว ซึ่งกวงหยุนเองก็เข้าใจถึงสถานการณ์ที่บ้านของเขาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมใดก็ตาม
“แม่ครับ แม่ไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดเรือนเล็กหรอกครับ และเฟอร์นิเจอร์ที่มีอยู่แล้วก็ยังคงอยู่ในสภาพที่ดี อย่าทำให้เป็นเรื่องยุ่งยากเลยครับ!” ตอนนี้ฟู่ซินได้ปล่อยวางทุกอย่างที่อยู่ในใจของเขาลงแล้ว
“เด็กคนนี้ ลูกต้องสนใจเรื่องหน้าตาของตัวเองด้วย ลูกก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอว่าน้องสาวทั้งสองคนของลูกจัดการกับการแต่งงานอย่างไรบ้าง และเมื่อลูกแต่งงาน ผู้ชายจะต้องเป็นฝ่ายไปขอผู้หญิง ซึ่งนี่เป็นกฎที่ไม่สามารถฝ่าฝืนได้ แม่จะจัดการเรื่องนี้ให้เอง”
“ลูกแค่ต้องพูดเรื่องนี้กับกวงหยุน หาวันนัดกินข้าวสองครอบครัวก็พอ และที่สำคัญยังมีสิ่งที่ขาดไม่ได้ในงานแต่งงานด้วยนะ ลูกควรจะพาเธอไปดูเครื่องประดับได้แล้ว”
“ก่อนหน้านี้ เสี่ยวฮั่วได้เอาเครื่องประดับกลับมาด้วยเยอะเลย แต่ลูกต้องเป็นคนเลือกมันด้วยตัวของลูกเอง เอาไว้พรุ่งนี้แม่พาไปดูเอง เรื่องเงินไม่ต้องเป็นห่วง”
“ตอนนี้บ้านของเรามีทุกอย่างแล้ว ในอนาคตเมื่อลูกต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน จะได้ไม่ต้องทะเลาะกันเพราะเรื่องนี้”
เมื่อหวังซู่เหมยต้องการจะเป็นแม่สามีที่ดี เธอจึงไม่ลังเลในเรื่องนี้และจัดการทุกอย่างอย่างชัดเจน เธอจะไม่ยอมให้ใครมานินทาเธอลับหลังได้อย่างเด็ดขาด
“ทำตามที่แม่ของลูกบอกเถอะ นั่นคือความตั้งใจของพ่อกับแม่ที่จะทำเพื่อลูก มันเป็นหน้าที่ของพ่อกับแม่อยู่แล้ว” เมื่อฟู่ต้าหย่งพูดแบบนี้ ก็เท่ากับว่าเรื่องนี้ได้ถูกตัดสินแล้ว
ฟู่ซินทำได้เพียงยอมรับและรู้สึกขอบคุณพ่อ แม่และพี่น้องๆของเขาเป็นอย่างมากเท่านั้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว ในยุคนี้มีการแต่งงานน้อยมากที่สามารถจัดการทุกอย่างได้ดีขนาดนี้
ทุกวันนี้ ไม่ต้องพูดถึงการมีบ้านหรือเครื่องประดับเลย คนที่มีของพวกนี้ได้นั้นเป็นเพียงคนกลุ่มน้อยเท่านั้น
ทุกคนรู้ข่าวการกลับมาของฟู่ซินแล้ว และพวกเขาทั้งหมดก็ได้มาที่นี่ในวันรุ่งนี้ ซึ่งฟู่เหมี่ยวเองก็มาด้วยเช่นกัน ทันทีที่เธอเดินเข้ามา หวังซู่เหมยก็ต้องรู้สึกวิตกกังวลขึ้นมาอีกครั้ง
“แม่บอกว่ายังไง นี่ลูกไม่เชื่อฟังคำพูดของแม่เลยอย่างนั้นเหรอ? ดูหิมะข้างนอกนั่นสิ หากลูกลื่นล้มไปจะทำอย่างไร? จื่อหยวนเองก็เหมือนกัน ทำไมไม่รู้จักห้ามภรรยาบ้าง! แม่อยากจะตีลูกจริงๆ!”
“ไอ้หยา แม่คะ หนูสบายดี ฉันแค่ท้องนะคะ ไม่ได้ป่วยสักหน่อย หนูยังเดินไปมาได้อย่างสบาย ทั้งยังกระโดดได้อีกด้วย ดูสิคะ!” ฟู่เหมี่ยวมองไปยังหวังซู่เหมย ก่อนจะลุกขึ้นและกระโดดให้แม่ของเธอดูอยู่ครู่หนึ่ง
“เอาล่ะ เอาล่ะ หยุดได้แล้ว ไหนๆลูกก็กลับบ้านแล้ว อีกสักพักเสี่ยวฮั่วก็คงจะมาถึง ขนมลาม้วนที่ซื้อมาในวันนั้นยังเหลืออยู่เลย แม่จะไปเอามันมาให้ก็แล้วกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เหมี่ยวก็ได้แลบลิ้นออกมา ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ เธออยู่ที่บ้านตระกูลวังและทำได้เพียงแค่อยู่เฉยๆเท่านั้น ซึ่งมันทำให้เธอก็รู้สึกอึดอัดมาก เธออยากจะออกไปเดินเล่นข้างนอกบ้างก็เท่านั้น หากเธอไม่ได้ตั้งครรภ์ ป่านนี้เธอคงจะกำลังเล่นสเก็ตน้ำแข็งอยู่ที่สวนสาธารณะเป่ย์ไห่ไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม เธอไม่กล้าพูดความคิดนี้ออกไปอยู่แล้ว และวังจื่อหยวนก็ต้องไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งฟู่เหมี่ยวเองก็รู้ดีว่ามันไม่เหมาะสมเช่นกัน
ฟู่ซินเพิ่งรู้เมื่อเช้านี้เองว่าน้องสาวคนโตของเขากำลังตั้งครรภ์ เรื่องนี้ทำให้เขามีความสุขมาก เพราะนี่คือหลานคนแรกของเขา
“เธออยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ฉันจะไปซื้อให้เธอเอง!” เห็นได้ชัดเลยว่าเขามีความสุขมากแค่ไหน
“พี่ใหญ่ อย่าลำบากเลยครับ พี่เพิ่งกลับมา ไปพักผ่อนก่อนดีกว่า ผมเตรียมของอร่อยเอาไว้ให้เธอแล้วล่ะครับ! เสี่ยวฮั่วบอกกับผมว่าเธอควรทานผลไม้ ผมเลยเตรียมทั้งผลไม้สดและผลไม้อบแห้งให้เธอแล้ว”
วังจื่อหยวนบอกรายละเอียดต่างๆอย่างไม่มีตกหล่น และเมื่อเขาหันกลับมาอีกครั้ง ฟู่เหมี่ยวก็ได้กินติ่มซําไปสองชิ้นแล้ว เขาจึงรีบเดินไปหยิบขนมมาเพิ่มทันที
“กินให้น้อยลงหน่อยเถอะ เดี๋ยวอาหารก็ไม่ย่อยอีก ค่อยกินมันทีหลังดีหรือเปล่า!”
เขาต้องควบคุมการกินของฟู่เหมี่ยวอย่างเคร่งครัด เพราะเธอกินได้ไม่รู้จักอิ่มเลยทีเดียว เหมือนกับเมื่อวานนี้ เธอกินเกี๊ยวเยอะเกินไป และด้วยหิมะที่ตกหนักจึงทำให้เธอไม่สามารถออกไปเดินย่อยได้ จนเป็นสาเหตุให้เธอรู้สึกอึดอัดจนนอนไม่หลับ
“ก็ได้ เข้าใจแล้ว แต่ฉันขอกินมันสักชิ้นหนึ่งได้ไหม?” ฟู่เหมี่ยวชูนิ้วของเธอขึ้นมาพร้อมกับมองไปยังวังจื่อหยวนด้วยสายตาที่ขอร้องวิงวอน
สิ่งที่ทำให้เขาทนไม่ไหวที่สุดก็คือการที่ภรรยาของเขาเป็นคนขี้อ้อนแบบนี้นั่นเอง!
“แค่ชิ้นเดียวนะ! และวันนี้เธอจะกินมันไม่ได้อีกแล้ว พี่ใหญ่ พี่ดูนี่สิ เสี่ยวฮั่วเป็นคนไปต่อคิวเพื่อซื้อมันมา เธอซื้อมันมาตั้งสามชั่งเลยนะ เรามากินมันด้วยกันดีกว่า!” หลังจากที่พูดจบ เขาก็ได้มองไปที่ฟู่ซินพร้อมกับขยิบตาให้ ซึ่งฟู่ซินก็ได้หัวเราะออกมา ก่อนจะหยิบขนมขึ้นมากิน
ฟู่เหมี่ยวที่เพิ่งกินของว่างเสร็จ ถูกวังจื่อหยวนจับมือพาเดินจากหน้าลานบ้านไปจนถึงสวนหลังบ้าน ทั้งสองตั้งใจว่าจะไปตกปลาเพื่อนำมาทำอาหารมื้อกลางวัน ซึ่งวันนี้แม่บอกว่าจะทำปลาผัดหม่าล่าให้กิน!
ฟู่ซินมองตามทั้งสองคนไป เขามองไปยังน้องสาวและน้องเขยซึ่งตอนนี้ทั้งสองไม่ได้อายหรือปกปิดอะไร ทั้งสองเดินจับมือกันตลอดเวลา ทั้งยังพูดคุยกันพร้อมกับหัวเราะคิดคัก ดูมีความสุขมาก
เมื่อเห็นเช่นนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา และเมื่อคำนวณเวลาดูแล้ว ในตอนนี้เสี่ยวหยุนก็คงจะกลับถึงบ้านแล้วเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะไม่ตามทั้งสองไปที่สวนหลังบ้าน และรีบไปที่โทรศัพท์เพื่อโทรหากวงหยุนแทน
หลังจากที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นสองสามครั้งก็ได้มีคนมารับสาย ซึ่งเป็นเสียงของผู้ชาย เขาคือหวังเจียจวิน เป็นลูกพี่ลูกน้องของกวงหยุนนั่นเอง
“ฟู่ซิน เสี่ยวหยุนเพิ่งกลับมาถึง ฉันจะไปตามเธอมารับโทรศัพท์เดี๋ยวนี้แหละ” วันนี้หวังเจียจวินเองก็ลาพักเช่นกัน เขากับฟู่ซินอยู่ในหน่วยเดียวกัน ดังนั้นทั้งสองคนจึงค่อนข้างสนิทกันพอสมควร และเขาก็รู้สึกพอใจมากที่ฟู่ซินเป็นคนรักของลูกพี่ลูกน้องของเขา
“สวัสดี? เข้าใจแล้ว เอาไว้ฉันจะถามลุงก่อนก็แล้วกันว่าว่างตอนไหน แล้วจะโทรหาอีกครั้ง อืม เข้าใจแล้ว” หลังจากที่วางสายไป กวงหยุนก็ไม่สามารถเก็บซ่อนความสุขที่มีอยู่ในใจของเธอเอาไว้ได้
“พี่กวงหยุน ดูเหมือนว่าพี่จะมีมีข่าวดีสินะ!” ตอนนี้หวังเจียเจียกำลังตั้งครรภ์ ซึ่งเธอกำลังนั่งเอนหลังพิงโซฟาพร้อมกับทานข้าวอยู่
“เธอกำลังจะเป็นแม่คนแล้วนะ ยังจะมาแซวฉันแบบนี้อีก!” กวงหยุนพยักหน้าพร้อมกับมองไปที่เธออย่างซุกซน
“เสี่ยวหยุน ฟู่ซินพูดอะไรกับเธอเหรอ? พวกเธอสองคนวางแผนอย่างไรกันบ้าง?” ป้าสะใภ้ถามด้วยความเป็นห่วง เด็กที่ตัวเองเลี้ยงมาจนเติบใหญ่กำลังจะถึงเวลาที่ต้องแต่งงานแล้ว ช่วงเวลานี้เธอจึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
ตอนที่ 658: เล่าประสบการณ์
กวงหยุนยังคงมีท่าทีที่ดูเขินอายเล็กน้อย แต่เธอก็ยังคงบอกกับอาสะใภ้ของเธอไปตามตรง โดยบอกว่าเธอกับฟู่ซินวางแผนกันแล้วว่าจะจัดการเรื่องงานแต่งงานอย่างไร และทั้งคู่ต่างก็อยากจะจัดงานแบบเรียบง่าย
“เมื่อครู่เขาบอกให้หนูถามอากับอาสะใภ้ว่าว่างเมื่อไหร่ จะได้นัดสองครอบครัวมากินข้าวด้วยกัน เพื่อพูดคุยเรื่องแต่งงาน”
คาดไม่ถึงว่าอาสะใภ้จะมีความเห็นแบบนี้ ครอบครัวของเราทำงานอยู่ในกองทัพ ย่อมต้องเน้นความเรียบง่ายและไม่ฟุ่มเฟือย ส่วนครอบครัวฟู่กลับไม่มีข้อจำกัดเช่นนี้ แม้จะไม่ได้จัดงานเลี้ยงใหญ่โต แต่ก็ต้องมีท่าทีที่แสดงถึงความใส่ใจบ้าง
“อย่ากังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย อาจะคุยกับพ่อและแม่ของเขาเอง เราควรได้รับเกียรติอย่างที่เราสมควรจะได้รับ เพราะการแต่งงานนั้นเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในชีวิตของคนเราเลยก็ว่าได้” อาสะใภ้ตบไปที่มือของกวงหยุนเบาๆ และตัดสินใจว่าจะเป็นคนพูดเรื่องนี้ให้ หากปล่อยให้เด็กๆตกลงกันเองอาจจะเกิดความผิดพลาดได้
“แม่คะ อย่าเข้าไปแทรกแซงเรื่องนี้เลย ให้พวกเขาตัดสินใจเองไม่ดีกว่าเหรอ? การแต่งงานเป็นเรื่องส่วนตัวนะคะแม่ ให้พี่เขาได้ตัดสินใจเรื่องการแต่งงานของตัวเองจะดีกว่า แม่ไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวเลยไม่ใช่เหรอ?” หวังเจียเจียคิดว่าตระกูลฟู่นั้นเป็นคนดีมาก และพวกเขาก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้มารยาทอีกด้วย
“เด็กอย่างลูกจะรู้อะไรล่ะ? ตอนที่ลูกแต่งงาน เรากลัวผลกระทบที่จะตามมามาก แต่แม่กลับได้ยินมาว่างานแต่งพี่สะใภ้ของลูก พวกเขาจัดงานอย่างใหญ่โตเลยทีเดียว!”
อาสะใภ้พูดอย่างระมัดระวังมาก เพราะกวงหยุนไม่ใช่ลูกแท้ๆของเธอ จึงกลัวว่าหากจัดงานไม่ดีจะถูกตำหนิในภายหลัง
“แม่คะ ถ้าแม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้ หนูคงต้องบอกแม่ก่อนเลยว่านั่นเป็นเพราะพี่สะใภ้ของหนูรู้จักคนที่มีชื่อเสียงมากมาย แม่ก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่าเธอทำงานอะไร ปู่กับย่าก็บอกฉันแล้วเหมือนกันว่าหลานสะใภ้สองคนก็เหมือนกันหมด”
แม้ว่าหวังเจียเจียจะยังเด็ก แต่เธอก็เป็นคนที่มีความชัดเจนมาก และเธอรู้ด้วยว่าแม่ของเธอกำลังหมายถึงอะไร แม้ว่าแม่จะกำลังพูดถึงเรื่องลูกพี่ลูกน้องของเธอ แต่ก็เกี่ยวข้องกับพี่สะใภ้ของเธอด้วย ซึ่งเธอรู้ดีว่าพี่สะใภ้ของเธอไม่ใช่คนธรรมดา
อาสะใภ้ของกวงหยุนชะงักไปครู่หนึ่ง อันที่จริงตระกูลฟู่นั้นเพิ่งจะย้ายมาอยู่ในเมืองหลวงได้แค่ไม่กี่ปี แต่ทุกคนต่างก็ให้การสนับสนุนพวกเขาเป็นอย่างดี! และที่สำคัญ เหล่าพี่น้องตระกูลฟู่ต่างก็มีสถานะที่เท่าเทียมกัน ซึ่งในอนาคตหลานสาวของเธอก็จะมีภูมิหลังทางครอบครัวที่ดีด้วยเช่นกัน
“ถ้าอย่างนั้นแม่จะคอยดูว่าพวกเขาพูดอะไรบ้าง หากพวกเขาทำให้แม่ไม่พอใจ แม่จะโต้แย้งออกไปทันที!”
ในตอนนี้ หัวใจของกวงหยุนเองก็มีความชัดเจนมากขึ้นเช่นกัน เมื่อไม่นานมานี้ฟู่ซินได้บอกถึงสถานการณ์ที่บ้านของเขาให้เธอทราบแล้ว เธอเองก็รู้ดีว่าในอดีต ตัวเธอไม่เคยหลุดพ้นจากเงาของชีวิตในชาติที่แล้ว
เธอมักคิดว่าการทำแบบนี้เป็นสิ่งที่ดีสำหรับฟู่ซิน แต่กลับไม่รู้เลยว่าเวลาเปลี่ยนไปแล้ว ฟู่ซินไม่ได้เป็นคนเดิมเหมือนในอดีตอีกต่อไป เช่นเดียวกับตัวเธอเองที่ไม่ใช่คนในชาติที่แล้วอีกแล้ว จะยึดติดกับเรื่องราวในอดีตที่เลือนรางราวความฝันไปเพื่ออะไร?
“อาคะ หนูรู้ว่าที่อาทำก็เพื่อประโยชน์ของตัวหนูเอง อาอย่าไปมองแค่ครอบครัวฟู่อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่เลย บ้านนั้นเป็นทรัพย์สินของฟู่เยี่ยนเอง ส่วนเรือนเล็กของฟู่ซินก็เป็นบ้านที่ฟู่เยี่ยนซื้อไว้ตั้งแต่แรกเหมือนกัน”
“พ่อแม่ของฟู่ซินเป็นคนยุติธรรมมาโดยตลอด และพวกเราก็อยู่ในกองทัพ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ถ้าฟุ่มเฟือยเกินไปก็จะดูไม่ดี และอาจส่งผลกระทบที่ไม่ดีต่อชื่อเสียงของอาด้วยค่ะ”
หวังเจียเจียฟังคำพูดของกวงหยุนแล้วก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก ก่อนหน้านี้ตอนที่ลูกพี่ลูกน้องของเธอเริ่มมีความรัก ตัวเธอรู้สึกมาตลอดว่าพี่สาวคนนี้ที่เคยอ่อนโยนและมีน้ำใจกลับดูเหมือนหลงเข้าไปในความสับสนบางอย่าง
แต่ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่าตระกูลฟู่นั้นดีขนาดไหน และหลังจากที่ลูกพี่ลูกน้องของเธอแต่งงาน จะต้องมีชีวิตที่ดีมากแน่ๆ
“เอาล่ะ ทุกครั้งที่เธอกลับมาที่บ้าน อาเองก็มองเธอเป็นลูกไม่ต่างไปจากเจียเจียเลย ดังนั้นเรื่องสำคัญในชีวิตครั้งนี้ อายังต้องพูดออกมาให้ชัดเจน”
“ในอนาคต เมื่อเธอแต่งงานไปแล้ว แม้ว่าพวกเธอทั้งสองจะอาศัยอยู่ด้วยกัน แต่เธอก็ต้องทำดีกับพ่อและแม่ของสามี รวมถึงน้องๆของเขาด้วย พวกเขาล้วนเป็นคนที่มีความสามารถ เธอต้องทำดีต่อพวกเขาให้มากๆ ฟู่ซินจะได้ไม่ลำบากใจในอนาคต”
“หากเราอยากจะได้รับความจริงใจจากใคร เราก็ต้องให้ความจริงใจต่อพวกเขาก่อน ตระกูลฟู่รู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี ดังนั้นเธอก็ควรจะผูกมิตรกับพวกเขาเอาไว้ เพราะพี่น้องจะต้องช่วยเหลือกันและกัน แต่หากเธอเข้ากับพวกเขาไม่ได้ เธอกับฟู่ซินก็แค่ใช้ชีวิตของตัวเองไป เรื่องอื่นก็ไม่ต้องไปใส่ใจนัก”
กวงหยุนรู้ดีว่าอากับอาสะใภ้หวังดีต่อเธอมากขนาดไหน ทั้งยังคอยดูแลเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดีมาโดยตลอดไม่ต่างไปจากเจียเจียเลยด้วยซ้ำ
“หนูเข้าใจแล้วค่ะอา ที่ผ่านมาหนูคิดผิดมาโดยตลอด ต่อจากนี้หนูจะพยายามเข้ากับพวกเขาให้ได้ อาพูดถูกแล้วล่ะค่ะ ตระกูลฟู่เป็นครอบครัวที่ซื่อสัตย์และจิตใจดีมากจริงๆ”
“พี่ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างโม่อันกับพี่ใหญ่นั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ฉันก็เลยไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ มิเช่นนั้นฉันคงไปที่บ้านพี่สะใภ้ตั้งนานแล้วล่ะ” ตั้งแต่ที่หวังเจียเจียแต่งงาน เธอก็เข้ากับฟู่เยี่ยนได้เป็นอย่างดีเช่นกัน
ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าไป๋โม่เฉินไม่สามารถก้าวข้ามอุปสรรคภายในใจของตัวเองไปได้ แต่ไป๋โม่อันก็ไม่ได้ทำอะไรผิด ซึ่งเมื่อทั้งสองเติบโตขึ้นมากกว่านี้ บางทีพวกเขาอาจจะยอมเปิดใจมากขึ้นก็เป็นได้
เธอยอมรับในความมีจิตใจดีของหวังเจียเจีย เพราะหวังเจียเจียเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีและมีบุคลิกที่น่ารัก หวังเจียเจียเป็นคนที่มีเหตุผล ไม่เหมือนกับไป๋โม่ฉิง ในทางกลับกัน บางครั้งไป๋โม่ฉิงเองก็ยังพ่ายแพ้ต่อการมองโลกในแง่ดีนี้เช่นกัน
เธอมักจะถอนหายใจกับเรื่องของไป๋โม่เฉินอยู่บ่อยครั้ง ส่วนไป๋โม่อันนั้น หลังจากที่เขาแต่งงานกับภรรยา ชีวิตของเขาก็มีแต่ความสุข ภรรยาคนนี้จะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่เขาถึงสามชั่วอายุคน ครั้งนี้เขาได้พบกับคนที่ใช่สำหรับเขาจริงๆ
“ถ้าอย่างนั้นเธอก็ไปกับฉันสิ พวกเราจะได้สนิทกันมากขึ้น คงจะดีมากหากเราจะนัดดื่มชากันบ่อยๆในอนาคต” กวงหยุนยังคงจำสิ่งที่ฟู่เยี่ยนเคยพูดกับเธอตอนที่เจอกันครั้งแรกได้ ตอนนี้เมื่อคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง เธอก็เข้าใจทุกอย่างมากขึ้นแล้ว
สิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูดในตอนนั้นไม่มีอะไรผิดเลย เธอครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาสองสามปีแล้ว และเธอก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่าเธอควรจะทำตามที่ฟู่เยี่ยนบอกตั้งนานแล้ว บางทีความสัมพันธ์ของเธออาจจะดีขึ้น และตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะเริ่ม
ตระกูลหวังและตระกูลฟู่ตกลงที่จะพบกันในวันที่ยี่สิบเจ็ดของเดือนสิบสอง ซึ่งไม่ได้มีคนนอกอยู่ด้วยเลย มีเพียงฟู่ต้าหย่ง หวังซู่เหมย ฟู่ซิน และครอบครัวของฟู่ต้าจวงเท่านั้น ที่ฟู่ต้าจวงมาด้วยนั้นก็เพราะเขาค่อนข้างสนิทกับอาหวังนั่นเอง
สำหรับการแต่งงานของกวงหยุน อาของเธอก็พอใจกับเรื่องนี้มากเช่นกัน ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่นเลย นั่นเป็นเพราะเขารู้ดีอยู่แล้วว่าฟู่ซินเป็นเด็กที่มีอนาคตสดใส
กวงหยุนเดินทางมาพร้อมกับอาและอาสะใภ้ของเธอ ซึ่งทุกคนในตระกูลหวังต่างก็รู้ดีว่าวันนี้จะมีการพูดคุยกันเพียงแค่เรื่องแต่งงาน ดังนั้นจึงไม่ได้มีใครมาด้วย
เมื่อทั้งสองครอบครัวต่างก็มีความยินดีที่ลูกๆของพวกเขาจะแต่งงาน ดังนั้นเรื่องที่พูดคุยกันจึงไม่มีเรื่องอื่นเลย หลังจากที่ทุกคนมาพร้อมกันแล้ว ตระกูลฟู่ก็ได้เป็นฝ่ายเริ่มเคลื่อนไหวก่อน และพวกเขาดูจริงใจเป็นอย่างมาก
หวังซู่เหมยและฉือหมิ่นได้ให้ของขวัญกวงหยุนก่อน โดยหวังซู่เหมยนั้นได้มอบเครื่องประดับทองคำที่ฟู่เยี่ยนนำกลับมาตอนที่ไปเกาะฮ่องกง
ส่วนฉือหมิ่นเองก็มีของขวัญมาด้วยเช่นกัน ในฐานะอาสะใภ้รอง เธอได้มอบสร้อยข้อมือทองคำให้กับว่าที่หลานสะใภ้ ซึ่งเป็นของขวัญที่น่าประทับใจไม่น้อยเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น หวังซู่เหมยยังบอกให้ฟู่ซินพากวงหยุนไปเลือกซื้อเครื่องประดับที่เธอชอบเองอีกด้วย โดยเครื่องประดับเหล่านั้นจะถูกใช้ในพิธี เช่น สร้อยคอหรือแหวนนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม กวงหยุนและฟู่ซินต่างก็รีบบอกว่าไม่เป็นไร อีกไม่นานพวกเขาก็จะถูกย้าย.กลับมาอยู่ในเขตทหารแล้ว และพวกเขาต้องการเพียงจักรยานเท่านั้น
ฟู่ต้าหย่งโบกมือขึ้นมา เพราะเขาจัดการซื้อจักรยานให้ทั้งคู่คนละคันแล้ว จะได้ไม่ต้องมีใครกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้
เมื่อพูดคุยเกี่ยวกับงานแต่งงานอีกครั้ง อากับอาสะใภ้ของกวงหยุนก็ดูผ่อนคลายลงไปเป็นอย่างมาก โดยบอกเพียงว่าพวกเขาเป็นคู่รักวัยหนุ่มสาวที่เติบโตและรักกันในกองทัพ ดังนั้นก็ควรจะจัดงานแต่งงานแบบเรียบง่ายตามความปรารถนาของพวกเขา!
ซึ่งฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยเองก็เห็นด้วยเช่นกัน แต่ก็ยังคงเสนอว่าจะจัดงานเลี้ยงขึ้นที่บ้านตระกูลฟู่ในวันหมั้นหมายของทั้งสอง เพื่อที่ทุกคนจะได้มากินข้าวร่วมกัน
ตอนนี้อากับอาสะใภ้ของกวงหยุนไม่มีอะไรต้องพูดแล้ว ตราบใดที่หลานสาวของพวกเขามีความสุข พวกเขาเองก็มีความสุขด้วยเช่นกัน ต้องบอกเลยว่าตระกูลฟู่เป็นคนที่มีเหตุผลมากจริงๆ
หลังจากที่กินอาหารร่วมกันเสร็จ ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็ได้เชิญทุกคนไปดูเรือนเล็กของฟู่ซินเพื่อที่จะให้ทุกคนช่วยแสดงความคิดเห็นว่าที่นี่ขาดเหลืออะไรอีกบ้าง ซึ่งคู่สามีภรรยาจากตระกูลหวังก็ได้ใช้โอกาสนี้ไปสำรวจที่นั่นด้วยเช่นกัน
เมื่อทุกคนเข้าไปข้างในก็พบว่าที่นี่มีเฟอร์นิเจอร์มากมาย แม้ว่ามันจะไม่ใช่ของใหม่ และดูเหมือนของมือสองธรรมดา และก็ยังถือว่าอยู่ในสภาพที่สวยมากๆ
อาหวังพยักหน้าด้วยความพอใจเป็นอย่างมาก แม้ว่าที่นี่จะอาศัยอยู่หลายครอบครัว แต่บ้านหลังนี้ก็ยังคงกว้างมาก ซึ่งห้องหนึ่งสามารถอยู่ด้วยกันได้เจ็ดแปดคนเลยทีเดียว บ้านของพวกเขากว้างขวางมากจริงๆ ทั้งยังมีลานบ้านให้เด็กๆได้วิ่งเล่นอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีการตกลงกันเสร็จ และทั้งสองครอบครัวต่างก็พอใจในข้อตกลงแล้ว วันแต่งงานก็ได้ถูกกำหนด โดยพวกเขาจะแต่งงานในเดือนแรกของปีใหม่นั่นเอง
ตอนที่ 659: ลูกสาวที่แสนดี
เมื่อกลับมาถึงบ้าน อาหวังก็ได้เรียกกวงหยุนไปที่ห้องทำงานของเขา
เขาเคยเป็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของไป๋จวิน และตอนนี้เขากับฟู่ต้าจวงต่างก็มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยในสังกัดของไป๋จวินทั้งคู่ ดังนั้นพวกเขาจึงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันนั่นเอง
ต่อมาเมื่อเขาได้รู้จักกับฟู่ซิน เขาก็รู้สึกประทับใจในตัวเด็กคนนี้มาก แต่ไม่ว่าเด็กคนนี้จะมีความสามารถสูงแค่ไหนก็ตาม หากเด็กคนนี้เข้ากับแม่ยายในอนาคตไม่ได้ ความประทับใจของเขาก็ไร้ความหมาย
ต่อมาเมื่ออาหวังก็ได้สอบถามถึงเรื่องส่วนตัวของฟู่ซิน ฟู่ซินก็ได้บอกว่าครอบครัวเขามีลูกห้าคน โดยเขาเป็นลูกคนโต และมีน้องอีกสี่คน โดยน้องสามคนกำลังศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ส่วนอีกคนเพิ่งจะมีอายุเพียงไม่กี่ขวบ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อาหวังก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก ด้วยความที่มีลูกหลายคน แม้จะยังไม่แน่ใจว่าใครต้องเป็นคนดูแลพ่อแม่ในอนาคต แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นลูกคนสุดท้องอยู่แล้ว
อาหวังภูมิใจในตัวเองมากที่สามารถอ่านคนได้อย่างทะลุปรุโปร่งแบบนี้ และฟู่เยี่ยนยังเป็นพี่สะใภ้ของลูกสาวเขาอีกด้วย ซึ่งเธอเป็นคนที่มีความสามารถสูงมาก
จนวันนี้ ทันทีที่ได้พบกับฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมย อาหวังก็รู้ได้ในทันทีเช่นกันว่าทั้งสองเป็นคนที่ซื่อสัตย์ พวกเขาเป็นคนที่ฉลาด และยังถ่อมตัวมากอีกด้วย ดังนั้นอาหวังจึงมีบางอย่างที่อยากจะพูดกับหลานสาวของเขา
ทำก็คือหยิบสมุดบัญชีเงินฝากออกมา นี่เป็นเงินบํานาญที่พี่สาวและพี่เขยของเขาทิ้งมันเอาไว้ ซึ่งเขาได้เก็บมันเอาไว้เป็นอย่างดี ทั้งยังไม่ได้แตะต้องมันมานานหลายปีแล้วด้วย
ยังคงมีเงินถูกฝากทุกปี และเขาก็ได้ฝากเงินส่วนตัวของเขาบางส่วนเพิ่มเข้าไปด้วย แม้ว่ามันจะเป็นเงินที่ไม่มากนัก แต่ก็ไม่ใช่เงินน้อยๆเลย ซึ่งสิ่งนี้คือทั้งหมดที่เขาพอจะให้เธอได้
เมื่อกวงหยุนเปิดสมุดบัญชีเงินฝากออก เธอก็รู้ได้ในทันทีว่ามันคืออะไร เธอจึงได้ยื่นมันกลับไปอย่างรวดเร็ว
“อาคะ อาเลี้ยงหนูมาตั้งหลายปีแล้ว หนูรับเงินก้อนนี้เอาไว้ไม่ได้หรอกค่ะ อาเก็บมันเอาไว้เถอะ!”
“นี่คือเงินที่พ่อกับแม่ของเธอทิ้งเอาไว้ให้ มันเป็นของเธอ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ เงินเดือนของอาก็ไม่ได้มากเท่าไหร่นัก อาเลยฝากมันเพิ่ม... ให้กับเธอแค่เล็กน้อยเท่านั้น”
ก่อนที่อาหวังจะพูดจบ กวงหยุนก็ได้พูดขัดจังหวะขึ้นมา
“อาคะ อาเลี้ยงหนูมาตั้งแต่เล็กจนโต แค่นี้หนูก็ใช้เงินของอามามากพอแล้วค่ะ หนูไม่ต้องการสมุดบัญชีเงินฝากเล่มนี้จริงๆ ตอนนี้หนูเองก็มีเงินเดือนแล้ว และเงินเดือนของหนูกับฟู่ซินก็เพียงพอในการใช้จ่ายแล้ว”
“เชื่ออาเถอะ รับมันไปซะ อย่าคิดที่จะแบ่งแยกตัวเองกับพี่น้องของเธอสิ ในอนาคต แม้ว่าทุกคนจะมีครอบครัวของตัวเองแล้ว แต่ทุกคนก็ยังคงเป็นพี่น้องกันอยู่ ดูน้องสาวของฟู่ซินเป็นตัวอย่างสิ สิ่งที่เธอทำเพื่อพี่ชายนั้นช่างน่าซาบซึ้งมากจริงๆ มันเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม และเป็นตัวอย่างที่ดีมาก”
“ครอบครัวของเราก็มีกันอยู่แค่นี้แหละ และเธอเองก็เป็นคนในครอบครับของอาเสมอมา การที่เธอเป็นคนตรงไปตรงมา ซึ่งถือว่าเป็นข้อได้เปรียบของเธอ แต่ก็เป็นข้อบกพร่องในเวลาเดียวกัน บางครั้งจิตใจของคนเราก็มักจะดูซับซ้อน ไม่ใช่แค่คนนอกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพี่น้องด้วย”
“เธอเข้าในที่อาพูดใช่ไหม หากพี่น้องของฟู่ซินเป็นคนที่ไม่มีเหตุผล อาคงจะแนะนําให้เธอใช้เงินของตัวเองและตัดพวกเขาออกไปแล้ว แต่เห็นได้ชัดเลยว่าตอนนี้ทุกอย่างยังคงราบรื่น ส่วนในอนาคตนั้นยังไม่แน่นอน บางทีเธอกับฟู่ซินอาจจำเป็นต้องใช้มันในสักวันก็ได้”
อาหวังที่เห็นว่ากวงหยุนมีบางอย่างที่อยากจะพูด เขาจึงรีบยกมือขึ้นปรามทันที
“เสี่ยวหยุน คำพูดนี้ไม่ได้สอนให้เธอจัดการกับพวกเขา แต่เป็นการบอกเธอว่าเธอไม่ควรใช้เงินกับครอบครัวของฟู่ซิน แต่ควรใช้ใจและความรู้สึกในการสร้างความสัมพันธ์ หากเธอยังไม่เข้าใจ ก็กลับไปคิดให้ดีๆนะ”
กวงหยุนเป็นคนที่รอบคอบอยู่แล้ว เธอรู้ว่าอาของเธอพูดสิ่งที่อยู่ในก้นบึ้งของหัวใจออกมา ซึ่งเธอก็เข้าใจความหมายนี้เช่นกัน แต่ก็ต้องยอมรับว่าในอดีตที่ผ่านมานั้น เธอทำตัวไม่เหมาะสมจริงๆ
“อาคะ หนูเข้าใจแล้วค่ะ อาพูดถูก”
“หากดูจากท่าทีของพ่อกับแม่ฟู่ซินในวันนี้ เธอก็คงจะเข้าใจได้แล้วว่าตระกูลฟู่มีภูมิหลังที่มั่นคงมาก แต่เจียเจียก็ได้บอกเรื่องนี้กับอามาบ้างแล้วเช่นกัน ตระกูลฟู่สามารถเริ่มต้นธุรกิจใหม่ได้อย่างง่ายดาย แต่ไม่ใช่พ่อสามีของเธอหรอกนะที่เป็นคนริเริ่ม เป็นน้องสาวของสามีเธอต่างหาก”
“ถ้าในอนาคตมีปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สิน เธออย่ามาโทษในใจ นี่ไม่ใช่เงินที่พ่อแม่สามีเธอหามา เธอคิดว่าคนที่เกี่ยวข้องกับตระกูลฟู่นั้นคือคนระดับไหนกันล่ะ?”
“พวกเขาไม่ใช่คนที่ทำอะไรโดยไม่คิดอย่างรอบคอบหรือไม่วางแผน ดังนั้นเธอควรปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความจริงใจจะเป็นการดีที่สุด”
กวงหยุนพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง ก่อนหน้านี้ฟู่ซินได้บอกกับเธอแล้วเช่นกัน รวมถึงเรื่องปู่ทวดของเขาด้วย
“หนูเข้าใจเรื่องนี้ดีค่ะ จากนี้ไปเราจะใช้ชีวิตด้วยเงินเดือนของตัวเอง เราไม่ได้ขาดแคลนเงิน และหนูเองก็ไม่ใช่คนโลภด้วยค่ะ”
ก่อนหน้านี้กวงหยุนได้แนะนําให้ฟู่ซินปล่อยเช่าบ้านหลังนั้นไป ซึ่งสิ่งนี้ทำให้หวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก ในตอนนั้น กวงหยุนคิดว่าบ้านหลังนั้นไม่มีใครอยู่ก็เปล่าประโยชน์ แต่ฟู่ซินไม่ยอมรับคำแนะนำ เพราะมันคือบ้านที่น้องสาวของเขามอบให้
เขาไม่สามารถใช้บ้านหลังนี้เพื่อทำกำไรได้ และตอนนี้พ่อกับแม่ของเขาก็ซื้อบ้านหลังนี้แล้ว ดังนั้น กวงหยุนจึงรู้สึกว่าในตอนนั้นเธอทำตัวไม่เหมาะสมมากจริงๆ
แต่ตอนนั้นเธอไม่ได้มองตระกูลฟู่แบบที่เธอมองในตอนนี้ ดังนั้นเมื่อเธอนึกถึงสิ่งที่ตัวเองทำในอดีต มันเป็นสิ่งที่ไม่น่าจดจำจริงๆ เธอจึงเลือกที่จะอยู่กับปัจจุบันและมองไปข้างหน้าเท่านั้น
เธอเสียใจกับเรื่องนี้มากจริงๆ และได้ปรับความคิดของเธอใหม่แล้ว คำพูดของอาทำให้เธอเข้าใจถึงสถานการณ์มากขึ้น ในอนาคตเธอต้องไม่ทำพลาดแบบนี้อีก
อีกด้านหนึ่ง ฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็รู้สึกโล่งใจมาก หลังจากที่เรื่องนี้ตกลงกันได้ด้วยดี ตอนนี้ลูกๆของพวกเขาสามคนจากทั้งหมดห้าคนเป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว เหลือเพียงลูกชายคนรองอย่างเสี่ยวมู่เท่านั้นที่พวกเขายังคงเป็นกังวล
ส่วนฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวต่างก็อยู่ที่บ้าน วันนี้พวกเธอไม่มีอะไรที่ต้องทำ ซึ่งไป๋โม่เฉินและวังจื่อหยวนก็ได้กลายเป็นกองกำลังหลักในการทำความสะอาดไปแล้ว ทั้งสองช่วยกันทำความสะอาดลานบ้านทุกตารางนิ้ว รวมถึงทางเข้าทั้งห้าทางอีกด้วย
ฟู่เยี่ยนเองก็ใช้โอกาสตอนที่หวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งไม่อยู่บ้านด้วยเช่นกัน เธอใช้ยันต์ทำความสะอาดบ้านแทน จึงทำให้ลูกเขยทั้งสองคนมีหน้าที่แค่เช็ดกระจกและจัดข้าวของในบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเท่านั้น
“แม่คะ การพูดคุยกันในวันนี้เป็นยังไงบ้าง?” ฟู่เหมี่ยวฉวยโอกาสตอนที่ฟู่ซินไม่อยู่แอบถามกับหวังซู่เหมยเงียบๆ
“ทุกอย่างเรียบร้อยดี กวงหยุนกับอาของเธอเป็นคนที่ค่อนข้างมีเหตุผลมาก พวกเขาทั้งสองคนพูดและทำตัวเหมือนกับอารองของลูกไม่มีผิดเลย ส่วนอาสะใภ้ของเธอก็เป็นคนที่ใจดีมากเช่นกัน เอาไว้ตอนที่พี่ใหญ่แต่งงาน ลูกจะได้พบกับพวกเขาอย่างแน่นอน”
หลังจากที่หวังซู่เหมยกลับมาก็พบว่าบ้านดูสะอาดและเป็นระเบียบมาก ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผีมือของเด็กๆ โดยเฉพาะลูกเขยทั้งสองคนของเธอ
“ดีแล้วค่ะแม่ ในเมื่อทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น แม่ก็อย่าอารมณ์เสียไปเลย ตราบใดที่พี่ใหญ่มีความสุขก็พอแล้ว จากนี้ไปหนูกับเสี่ยวฮั่วจะอยู่ดูแลพ่อและแม่เอง!” ฟู่เหมี่ยวที่กำลังตั้งครรภ์ก็ยิ่งเข้าใจถึงความลำบากของหวังซู่เหมยได้ดีมากขึ้น
“ไอ้หยา อะไรทำให้ลูกสาวคนโตของฉันพูดแบบนี้กัน ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตกหรือเปล่าเนี่ย? แม่รู้อยู่แล้วว่าลูกจะอยู่กับแม่” หวังซู่เหมยพูดด้วยรอยยิ้ม
“แม่ไม่ได้คิดมากเรื่องนี้อยู่แล้ว และแม่เองก็อยู่ที่นี่เสมอ เสี่ยวฮั่วก็ไม่อยากให้แม่ไปไหนอีกด้วย ลูกสามารถมาที่นี่ได้ทุกเมื่อตามที่ต้องการได้เลย แม่จะไม่บังคับว่าใครต้องมาอยู่ที่นี่กับแม่หรอกนะ!”
“ลูกเขยของแม่ต่างหากล่ะคะที่อยากมาที่นี่ ตอนที่เราอยู่ที่บ้านของเขาตลอดสองวันที่ผ่านมา หนูน่ะไม่เป็นอะไรเลย แต่เขากลับไม่คุ้นเคยอาหารฝีมือแม่ของตัวเองเท่าไหร่ ดังนั้นเขาจึงอ้อนวอนขอให้หนูพาเขากลับมากินอาหารที่นี่แทน”
“หนูแทบจะขำจนตายอยู่แล้ว เขาบอกกับหนูอย่างลับๆ ว่าแม่เขาน่าจะไปทำงานน่ะดีแล้ว!” ฟู่เหมี่ยวพูดคุยกับหวังซู่เหมยพร้อมกับหัวเราะออกมา
“จื่อหยวนเป็นคนที่รอบคอบ หากเขาไม่บอกว่าลูกกำลังท้อง แม่สามีจะรู้ได้อย่างไร? ลูกไม่ได้มีความสามารถที่จะมองเห็นว่าใครท้องได้จากการมองแค่แวบเดียวเหมือนกับเสี่ยวฮั่วนี่นา”
“อ๊ะ? หมายความว่าเขากำลังปลอบใจหนูอยู่เหรอ?” ฟู่เหมี่ยวเพิ่งจะเริ่มเข้าใจเรื่องนี้
“ไม่ใช่การปลอบใจหรอกนะ แต่คือการทำให้ลูกไม่มีคำพูดจะพูดออกไปก่อน อย่าพูดออกไปโดยไม่คิดให้รอบคอบจนทำให้คนอื่นโกรธ โดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว ถ้าไม่อย่างนั้น ลูกคิดว่าเขาอยู่ในหน่วยงานมานานขนาดนี้ และมีความสัมพันธ์ดีกับคนอื่น เขาจะอยู่โดยไม่มีเหตุผลได้เหรอ?”
หวังซู่เหมยรู้สึกว่าคนโง่มักจะเป็นคนที่ได้รับพรเสมอ ซึ่งสิ่งนี้มักจะทำให้ผู้คนสามารถเข้ากันได้ ก่อนหน้านี้หากไป๋โม่เฉินใช้กลอุบายในการเข้าหาฟู่เยี่ยน ฟู่เยี่ยนก็จะสังเกตเห็นและพวกเขาก็คงจะไม่ลงเอยกันแบบนี้อย่างแน่นอน
ต้องอย่างเสี่ยวฉุ่ย เด็กที่ซื่อแต่.อดทน นอกจากนี้จะมีคนที่เหมือนเสี่ยวฮั่วกี่คนกัน? คนส่วนใหญ่ก็เป็นคนธรรมดาเหมือนกับเธอและเสี่ยวฉุ่ยทั้งนั้นนี่แหละ
ตอนที่ 660: กำหนดวันหมั้น
หวังซู่เหมยและฟู่เหมี่ยวพูดคุยกันอยู่นาน ซึ่งในที่สุดฟู่เหมี่ยวก็เข้าใจแล้วว่าแม่ของเธอหมายถึงอะไร แต่เธอก็รู้สึกว่ามันไม่ได้สำคัญอะไรเลย หากเธอไม่พูดอะไร ก็จะไม่ทำให้คนอื่นต้องขุ่นเคืองใจอยู่แล้ว
ที่จริงแล้วฟู่เหมี่ยวมองว่าเป็นเรื่องปกติเสียด้วยซ้ำกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้ เพราะอย่างน้อยวังจื่อหยวนก็รู้ดีอยู่ในใจแล้ว และเขาก็ไม่ใช่คนที่มองคนอื่นไม่ออกด้วย
ในสมัยก่อน เหตุผลที่แม่สามีสามารถควบคุมลูกสะใภ้ได้ก็เพราะลูกสะใภ้ยังต้องพึ่งพาลูกชายของเธอ และลูกชายก็ต้องเชื่อฟังแม่เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว มีลูกคนไหนบ้างที่จะไม่เชื่อฟังแม่ของตัวเอง?
ดังนั้นความสัมพันธ์ในครอบครัวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ หากมีสามีที่สามารถแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ ความขัดแย้งระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้ก็จะไม่เกิดขึ้น
หวังซู่เหมยไม่ได้เข้าไปแทรกแซงเรื่องนี้เลย เพราะทุกคนต่างก็มีชีวิตเป็นของตัวเอง ไม่มีเหตุผลเลยว่าทำไมเธอต้องเรียกร้องความสนใจจากลูกสาวทั้งสอง ตราบใดที่ลูกๆของเธอมีชีวิตที่ดี แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว และตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าลูกเขยทั้งสองคนของเธอก็เป็นคนดีอีกด้วย
แต่ไม่ถูกลูกสาวทั้งสองคนของเธอรังแก แค่นี้ก็นับว่าพวกเขาเก่งมากแล้ว
เนื่องจากลูกคนโตกำลังจะแต่งงาน จึงทำให้หวังซู่เหมยได้ค้นพบประโยชน์บางอย่างของการมีลูกสาวอีกด้วย
ในสายตาของเธอ หลังจากนี้ไป บทบาทของแม่สามีและลูกสะใภ้ดูเหมือนจะพลิกกลับกันแล้ว ทุกวันนี้ลูกสาวแต่ละคนล้วนมีค่ามากกว่าเดิม ยุคที่แม่สามีมีอำนาจล้นฟ้าและคำพูดของเธอเป็นคำขาดได้สิ้นสุดลงแล้ว
และในยุคนี้ การเลี้ยงลูกชายกลายเป็นเรื่องลำบาก ส่วนเลี้ยงลูกสาวกลับมีความสุข ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นเลย ยกตัวอย่างแค่ลูกสาวบ้านเหล่าเถียนก็พอ พอถึงเทศกาลหรือวันปีใหม่ ลูกเขยคนโตจะมาพร้อมของฝากเต็มไม้เต็มมือ พอเสร็จแล้วก็ยังต้องช่วยทำงานอีกด้วย
นี่กลายเป็นธรรมเนียมไปแล้ว พ่อตาแม่ยายเลยกลายเป็นคนสำคัญไป ใครแต่งลูกสาวเขามา ก็ต้องทุ่มเททำงานแบบสุดตัวสิ!
ในที่สุด ฟู่เยี่ยนก็ได้หาฤกษ์วันหมั้นของฟู่ซินได้แล้ว ซึ่งก็คือวันที่8ของเดือนหนึ่ง อีกทั้งยังคิดว่าวันนั้นจัดเลี้ยงแขกก็ดูเหมาะดีด้วย เพราะวันหยุดของฟู่ซินกับกวงหยุนมีถึงแค่วันที่สิบ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ต้องกลับไปประจำการที่กองทัพแล้ว
หลังจากที่ฟู่เยี่ยนพูดจบ ฟู่ซินก็ได้โทรหากวงหยุนเพื่อให้เธอแจ้งเรื่องนี้กับครอบครัว ตอนนี้ทั้งสองครอบครัวได้ตกลงและวางแผนทุกอย่างเอาไว้แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องหารืออะไรกันอีก ดังนั้นครั้งนี้จึงเป็นเพียงการจัดงานเลี้ยงที่ทั้งสองครอบครัวจะมีความสุข โดยหวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่งได้ซื้อขนมและวัตถุดิบอื่นๆรอไว้ล่วงหน้าแล้ว
ในวันที่8ของเดือนแรก พวกเขาก็ได้จัดงานเลี้ยงขึ้นที่ลานบ้าน และหลังจากพิธีหมั้นหมายเสร็จสิ้นลง พวกเขาก็ได้ไปทำความสะอาดบ้านให้กับฟู่ซิน ส่วนฤกษ์จัดงานแต่งงานในฤดูใบไม้ผลินั้นต้องรอให้ฟู่เยี่ยนหาอีกที
พวกเขาตั้งใจว่าจะจัดงานแต่งงานโดยขอใช้สถานที่ของกองทัพ แต่ก็ยังต้องหาวันหยุดเพื่อไปจดทะเบียนสมรสด้วย
ดังนั้น ในเดือนแรกจึงมีกิจกรรมแห่งความสุขถึงสองงานที่จะถูกจัดขึ้น โดยงานหนึ่งนั้นคืองานหมั้นของฟู่ซิน ส่วนอีกงานก็คือการหมั้นของมู่อี้อันกับเสิ่นรั่วหลิง และทั้งสองงานก็ได้มีการกำหนดวันเอาไว้แล้วซึ่งก็คือวันที่8 และ16ของเดือนแรกนั่นเอง
ดังนั้นครอบครัวของพวกเขาจึงดูวุ่นวายตั้งแต่เดือนแรกของปีเลย พวกเขาไม่ได้ยุ่งเพราะงานปีใหม่ แต่เป็นงานแห่งความสุขของฟู่ซินต่างหาก
โชคดีที่ครอบครัวของพวกเขามีสมาชิกอยู่หลายคน และคนเดียวที่สามารถดูแลเรื่องราววุ่นวายเหล่านี้ได้ก็คือฟู่เยี่ยน ซึ่งไป๋โม่เฉินเองก็คอยช่วยเหลือเธออยู่ไม่ห่างเช่นกัน ทั้งสองรับผิดชอบเรื่องการส่งคำเชิญและจัดการเรื่องงานเลี้ยง
งานเลี้ยงครั้งนี้ไม่ได้สั่งอาหารจากภัตตาคารชั้นหนึ่ง แต่เป็นเชฟจูจากภัตตาคารชั้นหนึ่งมาทำให้ด้วยตัวเอง ซึ่งเขามีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดีกับไป๋โม่เฉิน และฟู่ต้าหย่งเองก็รู้สึกพอใจกับสิ่งนี้มาก
ทีมงานยังคงเป็นทีมเดิมจากร้าน "ภัตตาคารชั้นหนึ่ง" คนถือทัพพีใหญ่ก็ยังเป็นคนเดิม เพียงแต่ทุกอย่างดูคล่องตัวขึ้นมาก วัตถุดิบอะไรไม่ต้องห่วง เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เชฟจูจัดงานเลี้ยงหลังแยกตัวออกมา เขาจึงตั้งใจอย่างเต็มที่ชนิดเกินร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลเกี่ยวกับงานเลี้ยงที่นี่อีกแล้ว ฟู่ซินอยากจะพูดบางอย่างกับครอบครัวเรื่องการหมั้นของเขา เพราะท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นลูกชายคนโตและหลานชายคนโตด้วย ดังนั้นฟู่ต้าหย่งจึงได้เชิญทวดหกมาที่บ้านของพวกเขาเป็นการส่วนตัว ไม่ว่าชายชราจะมาร่วมงานได้หรือไม่ก็ตาม ก็ถือว่าพวกเขาได้เชิญไปแล้ว
แม้ฟู่ต้าหย่งจะย้ายมาตั้งถิ่นฐานใหม่ได้หลายปีแล้วก็ตาม แต่ช่วงตรุษจีนของทุกปี เขายังคงส่งของขวัญไปให้กับทวดหกเช่นเดียวกับผู้อาวุโสคนอื่นในตระกูลฟู่อยู่เสมอ เพราะท้ายที่สุดแล้วคนเหล่านั้นก็คือรากเหง้าของตระกูลฟู่
นอกจากนี้ ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหนก็ตาม ตระกูลของเขาก็ควรที่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หากคนในตระกูลไม่รักและช่วยเหลือกัน ตระกูลของเขาจะเจริญรุ่งเรืองต่อไปได้อย่างไร
นอกจากนี้ ฟู่ต้าหย่งยังได้โทรไปที่หมู่บ้านด้วยเช่นกัน และหลังจากที่ฟู่เฉิงรับสาย เขาจึงไปรับทวดหกมาที่สำนักงานเพื่อรับสายโทรศัพท์ ฟู่เฉิงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับฟู่ต้าหย่งมาโดยตลอด ซึ่งในอนาคต เขายังต้องการที่จะปูทางให้ลูกชายกับลูกสาวของเขาด้วย
สำหรับการแต่งงานของฟู่ซิน เขาเองก็รู้สึกมีความสุขมากเช่นกัน เด็กคนนั้นเป็นลูกชายคนโตของต้าหย่ง และกำลังจะมีครอบครัว ทั้งยังเป็นถึงนายทหารในกองทัพอีกด้วย
หลังจากที่รู้เรื่องนี้ ทวดหกเองก็มีความสุขมากเช่นกัน ชายชราบอกเรื่องนี้กับทุกคน โดยที่เขาไม่ได้บังคับว่าทุกคนต้องไปเมืองหลวง หากไม่อยากไปก็ฝากของขวัญไปแทนได้
เพียงแต่มันเป็นเวลาที่กระชั้นชิดเกินไป และที่บ้านเกิดของพวกเขาก็ยังคงมีหิมะตกหนัก ดังนั้นทุกคนทำได้เพียงแค่ส่งของขวัญไปล่วงหน้าเท่านั้น ทันทีที่ฟู่เฉิงส่งของขวัญเสร็จ เขาก็ได้โทรหาฟู่ต้าหย่งเพื่อแจ้งเรื่องนี้
ฟู่ต้าหย่งรู้ถึงสภาพภูมิอากาศของบ้านเกิดดี และยังบอกกลับไปด้วยว่าของขวัญปีใหม่ได้ถูกส่งไปแล้วเหมือนกัน ในปัจจุบันนี้ เป็ดย่างสามารถบรรจุลงในถุงสุญญากาศได้แล้ว ดังนั้นฟู่ต้าหย่งจึงได้ซื้อของดีๆอีกมากมายเพื่อจะมอบให้แต่ละครอบครัว เขารู้ดีว่าทวดหกชอบกินขนมลาม้วนมาก ซึ่งฟู่ต้าหย่งก็ได้ส่งมันไปเยอะเป็นพิเศษเช่นกัน
“คุณคะ คุณดูเรื่องของขวัญวันหมั้นแล้วหรือยัง ในตอนนั้นลุงหวังไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย เราควรจะเตรียมสินสอดเท่าไหร่ดี?” หวังซู่เหมยที่กำลังจัดเตียงอยู่ได้พูดคุยกับฟู่ต้าหย่งเกี่ยวกับเรื่องสินสอดที่จะมอบให้กับกวงหยุน
ฟู่ต้าหย่งจิบน้ำ ก่อนจะครุ่นคิดบางอย่างอยู่ภายในใจ และตอบภรรยาไปว่า
“ผมคิดว่าเราทำเหมือนตอนงานของเสี่ยวฉุ่ยก็น่าจะเพียงพอแล้ว เราจะให้สินสอดเท่ากับตอนที่ตระกูลวังให้กับเสี่ยวฉุ่ย หากจะให้เยอะเหมือนกับตระกูลไป๋ให้เสี่ยวฮั่วคงจะไม่ได้ เพราะเสี่ยวฮั่วเป็นคนที่มีพรสวรรค์ใช่ไหมล่ะ? อีกอย่าง ครอบครัวของเราก็เป็นแค่ชาวนา ผมคิดว่าที่ตระกูลหวังไม่ได้พูด คงเป็นเพราะพวกเขาก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้เหมือนกัน”
“ที่สำคัญ พวกเขายังมีเรือนเล็กอยู่ แม้ว่าเราจะยังไม่ได้ให้มันกับพวกเขา และไม่ได้พูดอะไรเลย แต่อย่างไรก็ตาม ในอนาคตมันก็ต้องตกเป็นของพวกเขาอยู่แล้ว”
“อืม ฉันเองก็คิดแบบนั้นเช่นกัน ตอนแรกเราทุกคนตั้งใจว่าจะมอบมันให้กับลูกสาวอยู่แล้ว แต่เสี่ยวฮั่วเป็นคนที่ค่อนข้างหละหลวมเกินไป ทั้งยังไม่ได้สนใจเรื่องเงินอีกด้วย จึงเป็นเสี่ยวฉุ่ยที่รับมันไปแทน แต่ไม่นานนักเธอก็ได้คืนเงินเราทางอ้อมโดยซื้อเฟอร์นิเจอร์มากมายให้กับเราสองคน”
“คิดว่าทางบ้านตระกูลหวังคงไม่ใช่คนใจแคบอะไร น่าจะยกให้กวงหยุนทั้งหมด คนเขาเป็นคนใจกว้างทำบุญมาทั้งชีวิต คงไม่มาเสียชื่อเพราะเรื่องนี้หรอก”
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นเอาตามนี้ก็แล้วกัน!”
หวังซู่เหมยคิดว่าเพียงแค่พวกเขาอ้างถึงสินสอดตอนที่เสี่ยวฉุ่ยหมั้น ซึ่งตอนนั้นศาสตราจารย์ฉู่ไม่สนใจเรื่องนี้เท่าไหร่นัก และบอกว่าเธอจะให้สินสอดมากที่สุดเท่าที่จะให้ได้
แม้ว่าจะผ่านมาถึงสองสามปีแล้ว เงินจำนวนนั้นก็ยังคงถูกเก็บเอาไว้เป็นอย่างดี แน่นอนว่าเธอและต้าหย่งเป็นพ่อแม่ ไม่ได้ต้องการจะใช้เงินส่วนนี้ของลูกสาวเลยแม้แต่น้อย อีกอย่างรายได้จากโรงกลั่นเหล้าองุ่นก็มากพอแล้ว และหุ้นของโรงกลั่นเหล้าองุ่นก็ได้รับการแบ่งอย่างเท่าเทียมกันตั้งนานแล้วเช่นกัน
โดยสองสามีภรรยาได้แบ่งหุ้นเป็น5หุ้นเพื่อให้กับลูกทุกคน และหลังจากที่พวกเขาสองคนจากโลกนี้ไปแล้ว ค่อยให้ลูกๆไปแบ่งกันอีกครั้ง
แต่ทั้งสองยังมีชีวิตที่ยืนยาว เพราะปีนี้พวกเขาเพิ่งจะอายุแค่สี่สิบต้นๆเท่านั้น และวันที่เสี่ยวถู่แต่งงาน พวกเขาก็น่าจะมีอายุประมาณห้าสิบปีกว่าๆ ที่ผ่านมาเสี่ยวฮั่วได้ให้ทั้งสองดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ในดินแดนต่างมิติ ทั้งยังตรวจชีพจรเพื่อเช็คสุขภาพของพวกเขาอยู่เป็นประจำอีกด้วย
ด้วยวิธีนี้ จึงเป็นไปได้ที่ทั้งสองจะมีชีวิตอยู่จนถึงอายุ80ปีเลยทีเดียว
พวกเขามีลูกชายสองคน ! แต่อย่างไรก็ตาม ในอนาคตเสี่ยวมู่ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ เพราะเงินที่เสี่ยวมู่สามารถหาได้ด้วยตัวเองได้ในปีนี้สูงถึง10,000หยวนเลยทีเดียว
ทางด้านเสี่ยวถู่นั้นยังไม่มีใครรู้ว่าในอนาคตเขาจะเป็นอย่างไร เขาไม่สามารถทำตามที่พี่ชายทำได้อย่างแน่นอน ดังนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตอนนั้นแล้ว ตอนนี้มาให้ความสนใจเรื่องปัจจุบันก่อนดีกว่า
นอกจากนี้ ลูกชายมักจะแยกออกไปอยู่ข้างนอกหลังจากแต่งงานอีกด้วย ส่วนลูกสาวก็มีครอบครัวไปแล้ว! หากในอนาคตลูกๆของพวกเขาไม่หลงระเริงในเงินทอง จะต้องมีชีวิตที่ดีอย่างแน่นอน!
หวังซู่เหมยคิดเรื่องเหล่านี้ก็รู้สึกภูมิใจไม่น้อย!
จบตอน
Comments
Post a Comment