ตอนที่ 661: คำสอนจากพ่อสู่ลูกชาย
ฟู่ซินเองก็คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วเช่นกัน ก่อนที่งานหมั้นจะเกิดขึ้น เขาต้องให้เงินกับพ่อแม่ของเขาด้วย เขารู้จักพ่อกับแม่ของเขาดี ทั้งสองไม่ได้ขาดแคลนเรื่องเงิน แต่เขาก็ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
หลังจากที่ทุกคนเข้านอน เขาจึงได้แอบไปเคาะประตูห้องนอนของหวังซู่เหมยและฟู่ต้าหย่ง พร้อมกับยื่นสมุดบัญชีเงินฝากให้
“พ่อครับ แม่ครับ นี่คือเงินเบี้ยเลี้ยงที่ผมเก็บเอาไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา”
ฟู่ซินพูดพร้อมกับยื่นสมุดบัญชีเงินฝากให้กับแม่ของเขา และหวังซู่เหมยก็ได้รับมันมาโดยไม่รู้ตัว เธอเปิดสมุดบัญชีเงินฝากออกดู แม้ว่ามันจะเป็นเงินที่ไม่มากนัก แต่หากดูจากเงินเบี้ยเลี้ยงทั้งหมดแล้ว เธอก็รู้ได้ทันทีว่ามันคือเงินเก็บทั้งหมดของเสี่ยวจิน
“แม่ครับ ผมเก็บเงินเหล่านี้เอาไว้ตั้งแต่ตอนที่เข้าร่วมกองทัพแล้ว เดิมทีผมคิดว่าจะเอามันไปซื้อเครื่องประดับให้กับแม่ แต่ต่อมา เสี่ยวฉุ่ยและเสี่ยวฮั่วกลับซื้อเครื่องประดับมากมายมาให้แม่ตัดหน้าผมไปเสียก่อน”
“ผมก็เลยตัดสินใจว่าจะมอบเงินจำนวนนี้ให้แม่แทน ผมรู้ว่าในวันหมั้นนั้น แม่กับพ่อต้องให้สินสอดกับกวงหยุน เพราะนั่นถือว่าเป็นธรรมเนียม”
“พ่อกับแม่เอาเงินจำนวนนี้ไปมอบให้กับเธอก็ได้ครับ”
หวังซู่เหมยปิดสมุดบัญชีเงินฝากลง ก่อนจะยื่นมันให้กับฟู่ต้าหย่งเพื่อให้เขาดูตัวเลข หลังจากฟู่ต้าหย่งดูเสร็จ เขาก็ได้ยื่นมันให้กับหวังซู่เหมยอีกครั้ง ซึ่งปรากฏว่าเงินทั้งหมดนี้ยังน้อยกว่าเงินที่พวกเขาทั้งสองคนคุยกันเมื่อครู่นี้เล็กน้อย
เด็กคนนี้กำลังกลัวว่าพ่อกับแม่ต้องมาเสียเงินเพราะตัวเองอย่างนั้นหรือ? แต่การจัดงานแต่งให้ลูก มันก็เป็นเรื่องของพ่อแม่มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ในธรรมเนียมของจีน เด็กอายุสิบแปดปีอาจยังไม่ถือว่าเป็นผู้ใหญ่จริงๆ จนกว่าจะแต่งงานสร้างครอบครัวถึงจะถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจของพ่อแม่
หวังซู่เหมยยื่นสมุดบัญชีเงินฝากคืนให้กับฟู่ซินอีกครั้ง
ใช่แล้ว พวกเขาไม่ต้องการเงินก้อนนี้เลย
“เอาเงินของลูกคืนไปเถอะ เสี่ยวจิน ตอนนี้สถานะทางครอบครัวของเราดีขึ้นมากแล้ว และเงินที่พ่อกับแม่ได้มาจากการทำเหล้าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็เพื่อจัดงานแต่งงานให้กับลูก”
“แต่แม่ครับ แม่รับมันเอาไว้เถอะ! ตอนนี้ผมมีเงินเดือนแล้ว และในอนาคตผมก็ยังคงหาเงินได้อีกเยอะเลย! แม่ไม่ต้องห่วงครับ ผมสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างสบายๆอยู่แล้ว ! แม้ว่าผมจะไม่สามารถหาเงินได้มากมากเหมือนเสี่ยวมู่และน้องคนอื่น แต่ผมก็อยากจะทำอะไรให้กับแม่บ้างเหมือนกัน”
ฟู่ซินพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ดูกังวลเล็กน้อย เขารู้ดีว่าเสี่ยวมู่มอบเงินมากมายให้กับพ่อและแม่ ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าเขานั้นหาเงินได้น้อยกว่าเสี่ยวมู่จริงๆ แต่นี่คือสิ่งที่เขาตั้งใจเอาไว้แล้ว หลังจากที่เขาแต่งงาน เงินเดือนของเขาก็จะถูกนำไปใช้จ่ายในครอบครัว ดังนั้นเขาจึงอยากมอบเงินจำนวนนี้ให้พ่อและแม่นั่นเอง
“แม่รู้ว่าลูกหมายถึงอะไร แต่พ่อกับแม่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินอยู่แล้ว อย่ากังวลไปเลย หลังจากที่เสร็จงานแต่งงานของลูก เราสองคนก็จะเก็บเงินเพื่อจัดงานแต่งงานให้กับเสี่ยวมู่ต่อ ส่วนเสี่ยวถู่ยังคงเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องนี้ ในฐานะที่ลูกเป็นพี่ใหญ่ ลูกมีความคิดอะไรเกี่ยวกับน้องชายของตัวเองบ้างหรือเปล่า?”
“ลูกเก็บเงินก้อนนี้เอาไว้เถอะ ลูกจะนำมันไปให้กวงหยุนหรือเก็บเอาไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉินก็ได้ ส่วนเรื่องงานแต่งงานของลูก แม่กับพ่อได้ตัดสินใจที่จะทำแบบนี้ตั้งนานแล้ว”
หวังซู่เหมยพูดออกมาอย่างเรียบง่าย ซึ่งเธอไม่ต้องการเงินก้อนนี้จริงๆ
“แม่ครับ รับมันเอาไว้เถอะ! ผมจะไม่เอามันกลับไปอย่างแน่นอน” ฟู่ซินยังคงยืนกรานที่จะให้แม่ของเขารับมันไปให้ได้ เขาวางสมุดบัญชีเงินฝากลงบนโต๊ะ ซึ่งรหัสผ่านได้ถูกสอดเอาไว้ในสมุดบัญชีเงินฝากแล้ว
“เสี่ยวจิน นั่งก่อนเถอะ พ่อมีบางอย่างที่อยากจะพูดกับลูก” ฟู่ต้าหย่งมองไปที่ลูกชายคนโตของเขา เด็กคนนี้ช่างเป็นคนที่จัดการได้ยากมากจริงๆ
ฟู่ซินจึงได้เดินเข้ามาข้างใน เขาปิดประตูลงอย่างเงียบๆ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้
“นี่ลูกเป็นอะไร ทำไมอารมณ์แบบนี้? ในกองทัพลูกทำแบบนี้กับผู้บังคับบัญชาด้วยหรือเปล่า ?” หวังซู่เหมยกลอกตาใส่ แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาไม่น้อย เสี่ยวจินไม่ได้อ้อนหรืองอแงใส่เธอมานานแล้ว ครั้งล่าสุดที่เป็นแบบนี้คือเมื่อตอนอายุแปดหรือสิบขวบใช่ไหมนะ?
“แม่ครับ ผมแค่คิดว่าตัวเองมีเงินเดือนเพียงน้อยนิด และเงินก้อนนี้ก็เป็นเงินทั้งหมดที่ผมสามารถหามาได้ ผมไม่ได้เป็นคนที่หาเงินเก่งเหมือนกับน้องๆ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมกังวล! ผมแค่อยากทำเพื่อแม่บ้างไม่ได้เลยเหรอครับ?”
ฟู่ซินยังคงรู้สึกว่าแม่กำลังโกรธเขา จึงไม่อยากรับเงินก้อนนี้ไป
“เด็กโง่ ลูกรู้หรือเปล่าวว่ากว่าที่เสี่ยวฮั่วจะหาเงินได้มากมายขนาดนี้ เธอต้องมีชีวิตที่ลำบากขนาดไหน ส่วนเสี่ยวฉุ่ยและเสี่ยวมู่ก็อยู่ที่โรงงานจนแทบจะไม่ได้กลับบ้านเลย พวกเขาเพิ่งจะทำเงินได้ในช่วงครึ่งปีหลังนี้เอง ทำไมถึงได้เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับเรื่องนี้กันล่ะ?”
“ที่สำคัญ พ่อกับแม่ได้เตรียมทุกอย่างให้กับลูกแล้ว และหลังจากที่ลูกแต่งงาน ลูกก็ต้องเดินหน้าสร้างครอบครัวของตัวเอง ถึงตอนนั้นลูกไม่สามารถให้ความสนใจแค่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียวได้หรอกนะ”
หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับลูบไปที่ศีรษะของฟู่ซิน
เด็กโง่คนนี้!
ฟู่ต้าหย่งสังเกตเห็นแล้วว่าฟู่ซินดูจะหงุดหงิดเล็กน้อย ไม่มีใครคิดว่าเขามีรายได้น้อยเลย ในฐานะพ่อ เขาต้องรีบตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เขาไม่สามารถทนดูลูกๆทำผิดพลาดในชีวิตได้อีกต่อไปแล้ว
“แม่ของลูกพูดถูก ลูกเลือกที่จะเป็นทหารด้วยตัวเอง ดังนั้นลูกต้องเข้าใจเรื่องเงินที่ตัวเองสามารถหาได้อยู่แล้ว ครอบครัวของเราไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงิน อีกอย่างแม่กับพ่อก็ยังสามารถหาเงินได้ และด้วยหุ้นของโรงกลั่นเหล้าองุ่นที่พ่อกับแม่มอบให้ลูก มันจะเป็นการรับประกันว่าลูกจะสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงอีกด้วย”
“ก่อนหน้านี้ เสี่ยวฮั่วและคนอื่นก็ปฏิเสธที่จะรับเงินจากพ่อกับแม่เหมือนกัน ดังนั้นเพื่อความยุติธรรม พ่อจึงได้แบ่งหุ้นให้กับทุกคน ลูกอย่าคิดมากไปเลย หลังจากนี้ทุกคนจะได้รับเงินปันผลปีละหนึ่งครั้ง สิ่งนี้จะเป็นเครื่องยืนยันว่าลูกกับกวงหยุนจะไม่ลำบากในอนาคต”
“นี่คือสิ่งที่พ่อกับแม่คิดทบทวนมาอย่างดี อีกอย่างน้องๆของลูกก็ไม่ใช่คนที่ขาดแคลนเงินทอง หากมีอะไรเกิดขึ้น อย่าเกรงใจที่จะปรึกษาน้องๆของลูก พ่อเชื่อว่าพวกเขาทุกคนต้องเต็มใจที่จะช่วยเหลือลูกอย่างแน่นอน ลูกเป็นพี่ใหญ่ของพวกเขา ทำไมถึงได้เป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเองถึงขนาดนี้กัน?”
ฟู่ต้าหย่งเชื่อว่าฟู่ซินไม่สามารถตระหนักถึงเรื่องนี้ได้ด้วยตัวเองอย่างแน่นอน แต่ในทางกลับกัน เด็กคนนี้เป็นเด็กที่หัวไวตั้งแต่ยังเด็กแล้ว
“พ่อครับ ผมก็แค่อยากทำอะไรเพื่อตอบแทนบุญคุณของพ่อกับแม่บ้างก็เท่านั้นเอง” ฟู่ซินพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
“พ่อรู้ หากอยากจะตอบแทนบุญคุณพ่อจริงๆ ลูกก็แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ ยังมีอารอง พ่อของเสี่ยวเฉิน และลุงของกวงหยุนที่มีตำแหน่งสูงกว่าลูก ตราบใดที่ลูกทำหน้าที่อย่างไม่บกพร่อง แค่นี้พ่อก็ดีใจมากแล้ว”
“และลูกต้องคิดถึงน้องๆด้วย ตราบใดที่ลูกมีความหนักแน่น พวกเขาก็จะมีความหนักแน่นเหมือนกับลูก เมื่อไหร่ก็ตามที่เหล่าพี่น้องมีความรักใคร่กลมเกลียว ทุกคนก็จะสามารถก้าวหน้าในอาชีพของตัวเองโดยไม่ต้องมีอะไรให้ต้องห่วง”
“ตอนนี้ลูกยังมีอารองคอยสนับสนุนอยู่ แต่อารองก็ใกล้จะเกษียณแล้ว นั่นคือสิ่งที่ลูกต้องวางแผน”
“พ่อไม่ได้บอกให้ลูกรีบไต่เต้าขึ้นไปหรอกนะ แต่แค่อยากจะพูดให้ลูกเข้าใจว่าเมื่อลูกตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ลูกควรจะทำอย่างไร เราทุกคนต่างก็มีเป้าหมายในการใช้ชีวิต ลูกต้องเก่งเหนือกว่าพวกเขา เพื่อที่จะไม่ทำให้อารองและคนอื่นถูกนินทาลับหลังได้”
ฟู่ต้าหย่งชี้แนะแนวทางให้กับฟู่ซินออกไปตรงๆ ถึงตอนนี้ต้องบอกเลยว่าฟู่ต้าหย่งไม่ได้เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา เขายังคงจำได้ดี ในตอนที่เขายังเด็กนั้น เสิ่นซู่ฉีได้ให้เขาอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง และมันก็ทำให้เขาได้เข้าใจสิ่งต่างๆ โดยหนังสือเล่มนั้นก็คือ ‘หนังสือประวัติศาสตร์’ นั้นเอง
ด้วยความที่ว่าประวัติศาสตร์เป็นเหมือนกระจกเงา ดังนั้นเราจึงสามารถเรียนรู้และพลิกแพลงสถานการณ์ต่างๆได้ เขาจึงเป็นคนที่วางแผนการใช้ชีวิตอย่างรอบคอบมาโดยตลอด นี่คือคำพูดในชีวประวัติของเว่ยเจิง และนี่ก็คือสิ่งที่ฟู่ต้าหย่งจดจำมาตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก
ตอนนี้ เขาจึงได้นำมันมาสอนลูกชายของตัวเอง ตั้งแต่สมัยโบราณ การที่จะทำให้ครอบครัวเจริญรุ่งเรืองนั้นไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว ทุกคนในครอบครัวต้องช่วยสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพราะความสามารถของแต่ละคนนั้นย่อมมีข้อจำกัดนั่นเอง
มีบุคคลที่มีชื่อเสียงคนใดในประวัติศาสตร์บ้างที่ไม่มีครอบครัวอันแข็งแกร่งคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ? ดังนั้นเหล่าพี่น้องชายหญิงจึงต้องช่วยเหลือและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ถึงจะนำพาความสำเร็จมาสู่ครอบครัวได้
ฟู่ซินครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง และในที่สุดเขาก็ได้เข้าใจความหมายของสิ่งนี้ การฟังสิ่งที่พ่อของเขาพูดนั้นเข้าใจกว่าการอ่านหนังสือเป็นเวลาสิบปีเสียอีก ทันใดนั้นเอง ความคิดของเขาที่มีต่อพ่อก็ได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง
ตอนที่เขายังอยู่ในหมู่บ้านอันผิง พ่อของเขาได้สอนให้เขามีความเชื่อมั่นในตัวเอง และทุ่มเทกับงานที่ได้รับมอบหมาย
เมื่อเขาสอบคัดเลือกเข้ากองทัพ สิ่งที่พ่อของเขาสอนก็คือความรักชาติ และไม่กลัวต่อความยากลำบากหรืออันตรายใดๆ
ส่วนตอนที่เขาเข้าเรียนในโรงเรียนทหารนั้น สิ่งที่พ่อของเขาสอนก็คือให้เขาใช้ความคิดให้มากขึ้น และพูดให้น้อยลง
จนถึงตอนนี้ เขากำลังจะเริ่มสร้างครอบครัวของตัวเอง เขาจบการศึกษาและโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ซึ่งสิ่งที่พ่อสอนเขาคือให้มีความรับผิดชอบ
ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อมอยู่แล้ว สิ่งที่พ่อสอนนั้นไม่ใช่แค่เป็นความจริงที่เขาต้องเจอ แต่ยังเป็นเหมือนสัจธรรมของชีวิตอีกด้วย
“พ่อครับ ผมเข้าใจแล้ว ผมจะทำตามคำสอนของพ่อครับ” ฟู่ซินตอบพ่อของเขาด้วยท่าทีที่เคร่งขรึม
ในคืนนี้ หลังจากที่ฟู่ซินได้ฟัง เขาก็รู้สึกว่าตัวเองเติบโตขึ้นไปอีกก้าวหนึ่ง เขาคิดทบทวนตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะกำหนดเป้าหมายในการใช้ชีวิต สิ่งนี้ยังช่วยให้เขาก้าวไปข้างหน้าและบรรลุผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของการทำงานในอนาคตอีกด้วย
ตอนที่ 662: รับศิษย์
ตอนนี้ หวังซู่เหมยเปลี่ยนใจรับเงินของฟู่ซินแล้ว โดยเธอยอมรับสมุดบัญชีเงินฝากเล่มนั้นมาและตัดสินใจว่าจะเพิ่มเงินสินสอดในการหมั้นหมายครั้งนี้ให้
ฟู่ต้าหย่งเองก็ไม่ได้มีข้อโต้แย้งเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในอนาคตเงินเหล่านี้ก็จะกลับไปหาลูกชายของเขาอยู่แล้ว
ในวันหมั้นของฟู่ซิน ทุกคนต่างก็มาร่วมงานกันด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ซึ่งไป๋ซ่งก็ได้มาร่วมงานเพื่อเป็นเกียรติให้กับงานหมั้นของฟู่ซินอีกด้วย ทางด้านลุงหวังเองก็รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ตระกูลไป๋มาร่วมงาน ดังนั้นเขาจึงเน้นย้ำกับหลานสาวว่าต้องทำดีกับตระกูลฟู่ให้มากๆในอนาคต
กวงหยุนได้เห็นกับตาตัวเองแล้วถึงเส้นสายของฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉิน เธอยิ่งรู้สึกว่าก่อนหน้านี้ตัวเองคิดผิดอย่างไม่น่าให้อภัย เกรงว่าคงไม่ใช่เพราะพวกเขาต้องการฟู่ซิน แต่กลับเป็นตัวเธอและฟู่ซินต่างหากที่ต้องการพวกเขา!
ทุกวันนี้ การที่รู้จักคนมากขึ้นก็จะทำให้เราได้พบกับโอกาสมากขึ้นตามไปด้วย ! แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะหลังจากงานหมั้นเสร็จสิ้นลง พวกเขาทั้งสองคนก็ต้องแยกกันและกลับเข้ากองทัพในวันรุ่งขึ้น
กว่าเธอจะได้ย้ายกลับมาก็อีกตั้งหกเดือน ส่วนฟู่ซินนั้นจะได้ย้ายกลับมาก่อน ส่วนกวงหยุนจะต้องรอจนถึงสิ้นปี
ต่อไปก็คืองานหมั้นของตระกูลมู่ ซึ่งงานนี้ดูมีชีวิตชีวากว่างานหมั้นของฟู่ซินมาก และแล้วความปรารถนาที่ผู้เฒ่ามู่รอมาตลอดชีวิตก็ได้มาถึง ส่วนเสิ่นกั๋วเฉียงเองก็รู้มาก่อนแล้วเช่นกันว่าตระกูลมู่เป็นตระกูลที่มีมรดกสืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่เขาไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะมีเครือข่ายคนรู้จักมากมายขนาดนี้
ส่วนทุกคนในตระกูลฟู่ก็ได้มาร่วมงานในฐานะญาติของเสิ่นรั่วหลิงนั่นเอง ทางด้านฟู่เยี่ยน ในฐานะที่เธอเป็นคนที่เพิ่งมีบ้านอยู่ในเมืองหลวง จึงทำให้เธอได้รับความสนใจเป็นอย่างมากอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่าเจ้าสาวเป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอ ทุกคนจึงได้ประเมินความแข็งแกร่งของตระกูลมู่ในใจอีกครั้งทันที
ก่อนหน้านี้พวกเขารู้แค่ว่าชายคนนี้เป็นทายาทรุ่นต่อไปของตระกูลมู่ และเป็นเพื่อนสนิทอาจารย์ฟู่เท่านั้น แต่ตอนนี้พวกเขาได้กลายเป็นญาติกันจริงๆแล้ว ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองครอบครัวจึงใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นด้วย
ทันใดนั้น สายตาของทุกคนก็ยิ่งดูกระตือรือร้นมากขึ้น ก่อนหน้าอาจารย์ฟู่ได้รับศิษย์ไปแล้ว แต่กลับไม่มีใครรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย และยังไม่มีใครรู้อีกด้วยว่าต้องเริ่มจากตรงไหน
ในเมื่อตอนนี้อาจารย์ฟู่รับศิษย์แล้ว ถ้าอย่างนั้นลูกๆของพวกเขาพอมีสิทธิ์ในเรื่องนี้หรือเปล่า ดังนั้นหลายคนจึงต้องการคุยเรื่องนี้กับฟู่เยี่ยน
ไม่เพียงแต่ตระกูลฟู่เท่านั้นที่ได้รับความสนใจ แม้แต่ชายชราทั้งหลายที่เป็นเพื่อนเก่าของผู้เฒ่ามู่และคนอื่นๆ ก็ยังให้ความสนใจไปที่มู่อี้อันด้วยเช่นกัน
“ผู้เฒ่ามู่ คุณช่วยถามหลานชายของคุณหน่อยได้ไหมว่าผมควรจะทำอย่างไรให้อาจารย์ฟู่สนใจได้บ้าง”
“ผู้เฒ่ามู่ อาจารย์ฟู่เริ่มรับศิษย์แล้วเหรอ? คุณคิดว่าหลานสาวของผมดีพอที่อาจารย์ฟู่จะสนใจบ้างหรือเปล่า?”
“ผู้เฒ่ามู่ ได้โปรดช่วยผมด้วยเถอะครับ คุณช่วยคุยแนะนำลูกชายของผมให้อาจารย์ฟู่ได้รู้จักและรับเขาเป็นศิษย์ด้วยเถอะ”
“ผู้เฒ่ามู่ ช่วยผมสักครั้งหนึ่งเถอะ เราเองก็เป็นเพื่อนกันมาตั้งหลายปีแล้วนะ!”
อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องยากมากที่พวกเขาจะเข้าไปหาฟู่เยี่ยนโดยตรงได้ เพราะพวกเขากลัวว่าเขาจะถูกอาจารย์ฟู่ไล่ให้กลับไป พวกเขาไม่สามารถเสียโอกาสนี้ไปได้
ทางด้านผู้เฒ่ามู่เองก็สนใจเรื่องนี้เช่นกัน ดังนั้นหลังจากที่พิธีต่างๆในงานหมั้นเสร็จสิ้นลง เขาจึงเข้าไปหาฟู่เยี่ยนทันที
“เสี่ยวฮั่ว ตอนนี้เธอยังมีแผนว่าจะรับศิษย์อยู่อีกไหม?”
ฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยังถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ปกติมาก เธอรู้ดีอยู่แล้วว่าหลังจากที่รับหลี่ลี่เฉียงเป็นศิษย์แล้วนั้น จะต้องมีคนมาขอเป็นศิษย์เธอมากขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งหากมีต้นกล้าที่ดี เธอก็ไม่รังเกียจที่จะรับเป็นศิษย์อยู่แล้ว
เดิมที เรื่องที่เธอรับหลี่ลี่เฉียงเป็นศิษย์นั้น เป็นเพราะผู้อำนวยการหลี่มาขอร้องเธอต่างหาก แต่เธอเองก็รู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้มากเช่นกัน ดังนั้นเธอจึงยอมรับเขาเป็นศิษย์
ตอนนี้ข้อเท็จจริงทั้งหมดก็ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าการสอนของเธอในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นยังคงมีประสิทธิภาพที่สูงมาก หลี่ลี่เฉียงมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และยังยอมไปโรงเรียนโดยไม่ต้องบังคับด้วย ด้วยเหตุนี้ภรรยาของผู้อำนวยการหลี่ถึงกับต้องมาขอบคุณฟู่เยี่ยนถึงที่บ้านเลยทีเดียว
ต้องบอกเลยว่าตอนนั้นครอบครัวของพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว หลังจากที่หลี่ลี่เฉียงยอมเป็นศิษย์ของฟู่เยี่ยน หญิงชรายังคิดอยู่เลยว่าต่อจากนี้เป็นต้นไป ลูกชายของเขาจะต้องไม่ยอมไปโรงเรียนอย่างแน่นอน ไม่คิดเลยว่าฟู่เยี่ยนจะทำให้เขายอมไปโรงเรียนได้แบบนี้
ด้วยวิธีนี้ หลี่ลี่เฉียงจึงยังคงมีการเรียนรู้สังคม และเป็นคนที่มีจิตใจมั่นคงขึ้น ครอบครัวของผู้อำนวยการหลี่รู้สึกขอบคุณฟู่เยี่ยนเป็นอย่างมาก แต่ด้วยความที่ว่าเขาเป็นถึงหัวหน้าของฟู่เยี่ยน แม้ฟู่เยี่ยนจะเรียกเขาว่าลุงหลี่ก็ตาม ทว่าเรื่องงานก็ยังคงต้องแยกแยะออกจากเรื่องนี้
เมื่อหลี่ลี่เฉียงมาถึง ฟู่เหยาก็มีเพื่อน และทั้งสองต่างก็ได้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน โดยหลี่ลี่เฉียงสอนฟู่เหยาด้านการเรียน ส่วนฟู่เหยาก็ได้สอนหลี่ลี่เฉียงเรื่องการฝึกฝนร่างกาย
ฟู่เยี่ยนไตร่ตรองถึงเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง หากเป็นความสัมพันธ์ของผู้เฒ่ามู่ เธอเองก็เพิกเฉยต่อเรื่องนี้ไม่ได้เช่นกัน บางทีอาจจะมีต้นกล้าดีๆอยู่ที่นี่แล้วก็เป็นได้ แต่ก็ไม่ใช่สำหรับทุกคน
“คุณปู่มู่คะ ถ้าเด็กคนนั้นมีพรสวรรค์ หนูก็พร้อมที่จะรับเขาเป็นศิษย์อยู่แล้วค่ะ แต่หนูแค่กลัวว่าเด็กเหล่านั้นจะมีความ.อดทนไม่มากพอเท่านั้นเอง และหากพวกเขาเป็นคนนิสัยไม่ดี หนูก็ไม่ต้องการเหมือนกัน ตอนนี้แม้แต่ลี่เฉียงเองก็ยังไม่ได้เป็นศิษย์ของหนูอย่างเป็นทางการเลย แต่ละคน หนูจะให้เวลาสังเกตพฤติกรรมเป็นเวลาหนึ่งปีก่อนค่ะ”
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาเลย เธอก็รู้ถึงชื่อเสียงในปัจจุบันนี้ของตัวเองดีไม่ใช่เหรอ เธอคิดว่าเงื่อนไขนี้มันยากเกินกว่าที่พวกเขาจะรับได้อย่างนั้นเหรอ? ขอแค่ได้เป็นศิษย์ของเธอ ต่อให้ต้องเรียนรู้เป็นเวลานานกว่าสามปี พวกเขาก็ยอม แค่ปีเดียวไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่สำหรับพวกเขาหรอก”
“เธอเองก็คงจะรู้ ชายชราเหล่านั้นต่างก็มองเธอราวกับว่าพวกเขาเห็นเนื้อของพระถังซัมจั๋งอย่างไรอย่างนั้น หากฉันไม่มาขอร้องเธอให้ พวกเขาจะต้องตัดความสัมพันธ์กับฉันอย่างแน่นอน”
ผู้เฒ่ามู่ลูบไปที่คางของตัวเอง เขายังคงสงสัยว่าเมื่อไหร่กันที่เสี่ยวอันจะมาถึงจุดนี้ได้
ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาทันที คุณปู่มู่กำลังอิจฉาเธออย่างนั้นหรือ
“คุณปู่มู่คะ ถ้าอย่างนั้นเรามาลงมือกันเลยดีกว่า ให้ทุกคนเข้ามา แล้วหนูจะเลือกดูสักสองสามคน หากพวกเขามีพรสวรรค์จริงๆ หนูจะสอนพวกเขาเป็นเวลาหนึ่งปี พวกเขาไม่จำเป็นต้องมาที่บ้านของหนูทุกวัน เพราะหนูยังมีอีกหลายเรื่องให้ต้องจัดการในสำนักงาน”
“อืม ฉันจะแจ้งให้ทุกคนทราบเอง และฉันก็เชื่อว่าเธอต้องเจอต้นกล้าที่ดีได้อย่างแน่นอน” ผู้เฒ่ามู่ให้คำมั่นสัญญาเรื่องนี้ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ จึงต้องได้รับการปฏิบัติอย่างดีเป็นพิเศษ
ทางด้านฟู่เยี่ยนเองก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้เช่นกัน และได้นัดหมายกับทุกคนทันที เธอรู้ดีว่าต้องมีคนให้ความสนใจมากมายอย่างแน่นอน ดังนั้นเธอจึงได้เตรียมขนมและชาเอาไว้แล้ว
เพื่อที่ทุกคนจะได้ไม่ต้องหิวขณะที่รอ ส่วนในเรื่องคำถามทั้งหมดไม่ได้เป็นคำถามที่ยากอะไรเลย ซึ่งคำถามส่วนใหญ่จะเป็นเพียงการดูคุณสมบัติของแต่ละคนเท่านั้น
ด้วยความที่ผู้เฒ่ามู่เป็นคนที่มีความน่าเชื่อถือ ดังนั้นสหายหลายคนของเขาจึงได้มาพร้อมกับเด็กๆ ส่วนบางคนที่ลูกยังมีอายุไม่ถึงวัยที่จะเรียนได้ก็มาดูความตื่นเต้นเช่นกัน ส่วนทางด้านผู้เฒ่าเยี่ยน และผู้เฒ่าโจวต่างก็มีหลานสาวด้วยเช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงพาหลานสาวมาคัดเลือกครั้งนี้ด้วย
ส่วนที่เหลือก็จะมีผู้อำนวยการหยูที่พาหลานชายของเขามาเข้าร่วมทดสอบ พร้อมกับคนอื่นอีกประมาณสิบกว่าคน พวกเขาทุกคนต่างก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้เฒ่ามู่ นอกจากนี้ยังมีคนที่ไม่เคยพบกันมาก่อนอีกด้วย ซึ่งคนเหล่านั้นต่างก็พาลูกๆของพวกเขาเข้ามาอย่างหน้าไม่อาย
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนต่างก็รู้ถึงความสามารถของฟู่เยี่ยนดี และคนที่อยู่จุดสูงสุดในแวดวงอภิปรัชญาของเมืองหลวงก็เป็นใครไปไม่ได้อีกแล้ว นอกจากฟู่เยี่ยน
การคัดเลือกครั้งนี้จัดขึ้นที่บ้านหลังใหม่ของฟู่เยี่ยน เพียงแค่พูดถึงตัวเรือน ก็ทำให้หลายคนรู้สึกอิจฉาแล้ว บ้านของอาจารย์ฟู่ที่ตกแต่งอย่างดีขนาดนี้ หากให้ลูกหลานมาเรียนที่นี่ คงช่วยหล่อหลอมจิตใจให้สงบงดงามได้ไม่น้อยทีเดียว!
ถึงกับมีหลายครอบครัวที่ตั้งใจมาเพราะชื่อเสียงในความสามารถของฟู่เยี่ยนในการประเมินวัตถุโบราณ ท้ายที่สุดแล้ว ในยุคที่ความรุ่งเรืองของวัตถุโบราณกำลังเป็นที่นิยม ไหนจะยังมีอาจารย์จินเหวินจงผู้เป็นปรมาจารย์อยู่เบื้องหลัง ซึ่งยิ่งทำให้ชื่อเสียงนั้นเจิดจรัสยิ่งขึ้น!
เพียงแต่ฟู่เยี่ยนจะไม่ยอมรับเด็กที่มาเพราะเรื่องนี้เป็นศิษย์อย่างแน่นอน เพราะตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสอนเรื่องแบบนี้ให้กับเด็ก แต่หากศิษย์ของเธอมีพรสวรรค์นี้ ในอนาคตเธอก็ยังคงพิจารณาเพิ่มเติมได้ ซึ่งเธอยังต้องขอความเห็นจากอาจารย์ก่อนนั่นเอง
ตอนนี้มีเด็กที่มาที่นี่มากกว่ายี่สิบคน ซึ่งฟู่เยี่ยนก็ได้มองและคัดเด็กครึ่งหนึ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเด็กเหล่านั้นเป็นเด็กที่ไม่มีศักยภาพตามที่เธอต้องการ ดูเหมือนว่าที่พวกเขามาที่นี่เป็นเพราะทางครอบครัวบังคับมาเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ฟู่เยี่ยนไม่อยากสอนเด็กที่ไม่ได้มีความตั้งใจจะมาศึกษาอยู่แล้ว และเธอก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มสอนคนแบบนี้จากตรงไหนอีกด้วย เธออยากสอนคนที่มีความสนใจและตั้งใจจริงมากกว่า
ดังนั้น เกณฑ์การเลือกของฟู่เยี่ยนจึงชัดเจนมาก ข้อแรกเลยก็คือความสนใจ ข้อที่สองนั้นคือความอดทน ส่วนข้อที่สามคือเป็นคนนิสัยดี โดยเธอจะใช้เวลาหนึ่งปีในการสังเกตความสามารถเฉพาะของแต่ละคน และข้อที่สี่ถึงจะดูที่พรสวรรค์
ตอนที่ 663: การคัดเลือกศิษย์
ในบรรดาเด็กเหล่านี้ เด็กที่โตสุดมีอายุ16ปี และเด็กที่อายุน้อยสุดคือ12ปี ทั้งหมดล้วนมีภูมิหลังทางครอบครัวที่ดีเล็กน้อย และพวกเขายังได้รับคัดเลือกจากแต่ละครอบครัวมาแล้วว่าเป็นเด็กที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด
เด็กเหล่านี้ได้รับการสอนมาจากที่บ้านแล้วว่าเมื่อมาถึงที่นี่ พวกเขาควรพูดและทำตัวแบบไหน แต่มียังมีเด็กสองสามคนที่ดูมีความเป็นตัวของตัวเองสูงและไม่ค่อยยอมทำตามสิ่งที่ผู้ใหญ่สอน
แต่ฟู่เยี่ยนกลับชอบเด็กแบบนี้เป็นพิเศษ เด็กที่ถูกสอนให้ทำตามกฎระเบียบเป๊ะๆ โดยไม่มีความคิดเป็นของตัวเองกลับไม่เข้าตาฟู่เยี่ยนเลยสักนิด!
อย่างไรก็ตาม เธอต้องมีเหตุผลเพียงพอที่จะพูดโน้มน้าวใจครอบครัวของพวกเขาด้วย ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงวางแผนเอาไว้แล้ว และเธอก็ได้ให้เด็กๆเหล่านี้มารวมตัวกันที่ลานบ้านของเธอก่อน
ไม่เพียงแต่ที่นี่จะมีอาหารและเครื่องดื่มที่มากพอเท่านั้น แต่ยังมีเกมคอนโซลรุ่นล่าสุดที่ฟู่เซินเพิ่งซื้อมาอีกด้วย ทั้งยังมีโทรทัศน์ วิทยุ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆอย่างครบครัน
นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีหนังสือโบราณอยู่อีกหลายเล่ม เช่นเดียวกับหนังสือประเภทอื่นรวมกันอยู่ ซึ่งเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมาก ห้องนั่งเล่นนี้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนตั้งแต่เดินเข้ามาจากลานบ้าน
แต่ตอนที่อยู่ในลานบ้านด้านนอกนั้นจะไม่สามารถมองเห็นห้องนี้ เพราะฟู่เยี่ยนทำฉากกั้นตรงกลางเอาไว้นั่นเอง เดิมทีเธอต้องการจะสร้างมันเป็นห้องนั่งเล่นส่วนตัวต่างหาก
ฟู่เยี่ยนพาเด็กๆเข้าไปข้างใน ขณะที่ผู้ใหญ่ต่างก็มารวมตัวกันที่ห้องรับแขก เมื่อทุกคนเห็นการจัดเตรียมภายในก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวลในใจ พวกเขาต่างก็รู้ดีว่าลูกของตัวเองไม่ได้มีนิสัยเรียบร้อยอย่างที่เห็นภายนอกเลยสักนิด!
ในเวลานี้ เด็กทุกคนต่างก็กำลังเล่นและเผยนิสัยของตัวเองออกมาโดยไม่รู้ตัว!
ฟู่เยี่ยนไม่เพียงแค่สร้างค่ายกลขึ้นมาที่นี่เท่านั้น แต่เธอยังติดตั้งยันต์เพื่อสังเกตสิ่งที่อยู่ภายในห้องเอาไว้ และตอนนี้เธอได้พัฒนามันให้สามารถฟังเสียงได้แล้วด้วย
เธอสามารถสังเกตคำพูดและการกระทำของพวกเขาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ฟู่เยี่ยนคิดว่าการตัดไฟแต่ต้นลมสำหรับคนที่ไม่จริงใจนั้นสำคัญมาก การฟังคำพูดและดูการกระทำเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการพิจารณาคนคนหนึ่ง!
หลังจากที่เด็กๆทุกคนเข้าไปในห้อง พวกเขาต่างก็รู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย ในเวลานี้สามารถเห็นได้ชัดเลยว่าคนที่สามารถปรับตัวได้เร็วจะเริ่มจับกลุ่มเล่นด้วยกันแล้ว
ไม่นานนัก ก็ได้มีเด็กบางคนเดินไปเปิดโทรทัศน์ และวินาทีต่อมา ความสนใจของเด็กๆก็ถูกดึงดูดไปยังโทรทัศน์ พวกเขาพากันนั่งลงและดูโทรทัศน์ด้วยความตื่นเต้น
และเด็กสาวคนแรกที่เดินไปเปิดโทรทัศน์นั้น หากฟู่เยี่ยนจำไม่ผิด เธอคือหลานสาวของผู้เฒ่าโจว ซึ่งคนที่พาเธอมาที่นี่ในวันนี้ก็คือผู้เฒ่าโจวนั่นเอง
ถ้าไม่ใช่เพราะการบ่มเพาะตัวเองมาตลอดหลายปีนี้ ป่านนี้ผู้เฒ่าโจวคงไม่มีหน้าไปพบปะผู้คนแล้ว แต่ตอนนี้เขายังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งสูงส่ง ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แต่ในใจกลับ.อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวลแทนหลานสาวคนนี้ หลานของเขาไม่มีข้อเสียอื่นใด นอกจากเป็นคนกระตือรือร้นจนเกินไปและมีความอยากรู้อยากเห็นที่แรงกล้าเกินควร
ทางด้านฟู่เยี่ยนได้จดจำเด็กคนนี้ไว้เช่นกัน และยังคงต้องสังเกตต่อไป เมื่อครู่นี้หากจำไม่ผิด เด็กคนนี้ก็อยู่ในกลุ่มที่เธอชอบด้วย
ตอนนี้เด็กๆทุกคนต่างก็กำลังดูโทรทัศน์อย่างผ่อนคลายและไม่รู้ถึงเจตนาของผู้ใหญ่เลย แต่มีเด็กสองสามคนเท่านั้นที่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของฟู่เยี่ยนอยู่
“อาจารย์ฟู่สวยมาก! เธอเป็นคนที่สวยที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาเลยนะ คงจะดีไม่น้อยหากฉันสวยแบบอาจารย์ฟู่บ้าง!” โจวรุ่ยพูดออกมาด้วยแววตาที่เป็นประกาย
“เฮ้อ ไม่รู้ว่าหลักเกณฑ์ในการรับศิษย์ของอาจารย์ฟู่คืออะไร คงจะดีไม่น้อยหากอาจารย์ยอมรับฉันเป็นศิษย์” ไป๋จื่อซีมาจากตระกูลไป๋ ตอนนี้ตระกูลไป๋ของเธอกำลังตกต่ำ แต่ตอนที่ชายชราของตระกูลไป๋ยังมีชีวิตอยู่ เขาเป็นเพื่อนเก่าของผู้เฒ่ามู่
ดังนั้นไป๋เหวิน พ่อของไป๋จื่อซีจึงได้รับเชิญให้มาร่วมงานหมั้นของมู่อี้อัน และได้ยินข่าวการรับศิษย์ของฟู่เยี่ยนเข้าโดยบังเอิญ ดังนั้นเขาจึงได้เข้าไปคุยกับผู้เฒ่ามู่ทันที
“การรับศิษย์ครั้งนี้ อาจารย์ฟู่จะต้องรับศิษย์ที่มีพรสวรรค์ หากเราไม่มีทักษะใดเลยคงจะไม่ได้เป็นศิษย์ของอาจารย์อย่างแน่นอน” คนที่พูดแทรกขึ้นมาก็คือเมิ่งเมิ่งจากตระกูลเมิ่งนั่นเอง และในบรรดาเด็กเหล่านี้ เธอเป็นเพียงคนเดียวที่เหมือนจะมีทักษะบางอย่างซ่อนอยู่
ซึ่งสิ่งนี้ถือว่าเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือเธอมีความรู้ในขึ้นพื้นฐานแล้ว ส่วนข้อเสียเธอกำลังเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้จากตระกูลเมิ่งมาเป็นมาตรฐานการใช้ชีวิตโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นอะไรที่แก้ไขได้ยากมาก
“ฉันคิดว่าคงจะไม่ถึงขนาดนั้นหรอก อาจารย์น่าจะเลือกเด็กที่สอนง่ายมาเป็นศิษย์อย่างแน่นอน!” โจวรุ่ยมีมุมมองที่ค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่ เธอมาจากตระกูลโจว ซึ่งในตระกูลโจวนั้นเด็กทุกคนจะต้องมีอายุ14ปีก่อน ถึงจะเริ่มเรียนรู้มรดกตกทอดของตระกูลได้
เด็กๆกำลังจับกลุ่มคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของอาจารย์ฟู่อย่างกระตือรือร้น
เด็กเหล่านี้คือเด็กที่เอาใจใส่ ส่วนเด็กที่ไม่ค่อยเอาใจใส่นั้นก็กำลังนั่งดูโทรทัศน์และกินของว่างอย่างสนุกสนานอยู่
ในเวลาเดียวกันนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้สังเกตเห็นคนแปลกๆอยู่คนหนึ่ง เขาคนนั้นก็คือหยูจื่อ หลานชายของผู้อำนวยการหยูนั่นเอง ปีนี้เขามีอายุ14ปี ถือว่าอายุยังไม่มาก แต่เขากลับมีท่าทีเยือกเย็น เขานั่งอ่านหนังสือที่ชั้นวางอย่างสงบโดยไม่สนใจเด็กคนอื่นที่กำลังเล่นกันเสียงดังในห้องเลย
หนังสือเหล่านี้มีบางเล่มที่ฟู่เยี่ยนเรียบเรียงขึ้นมาเอง และบางเล่มฟู่เยี่ยนก็ได้ไปหามันมา ฟู่เยี่ยนเองก็สังเกตเห็นแล้วว่าเขามีความสนใจในหนังสือโบราณเป็นพิเศษ
ไม่เพียงแค่หนังสือโบราณเท่านั้น แต่เขายังสนใจผังปากว้าที่ฟู่เยี่ยนวางเอาไว้บนชั้นวางอีกด้วย
ฟู่เยี่ยนลอบสังเกตอยู่นานและเริ่มมีตัวเลือกไว้ในใจหลายคนแล้ว
วินาทีต่อมา ฟู่เยี่ยนก็ได้เดินเข้าไปในห้อง และเด็กทุกคนก็หันมามองเธออย่างกระตือรือร้นในทันที จากนั้นเธอก็ได้เรียกทุกคนไปยังอีกห้องหนึ่ง
ที่นี่เตรียมหนังสือให้พวกเขาทุกคนคนละเล่ม จำกัดเวลาแค่หนึ่งชั่วโมง บอกให้พวกเขาท่องจำโดยไม่ได้ระบุเนื้อหาที่ต้องท่อง ซึ่งคล้ายคลึงกับตอนที่ให้หลี่ลี่เฉียงท่องหนังสือในเวลาแค่หนึ่งวัน
ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อทดสอบความจำของพวกเขา แต่มีเหตุผลอื่นซ่อนอยู่ เด็กส่วนใหญ่จะเริ่มท่องจากต้นจนถึงท้าย
มีแค่เด็กบางคนที่ทำได้สำเร็จ เพราะฟู่เยี่ยนได้เขียนข้อความไว้ที่หน้าสุดท้ายของหนังสือว่า ‘ผู้ที่เห็นหน้านี้ให้ท่องจากหน้าก่อนหน้าสุดท้าย’ ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าในเวลาหนึ่งชั่วโมง ตามความเร็วของพวกเขา การท่องจำห้าหน้าได้ก็ถือว่าพอดีแล้ว
ส่วนเด็กสองสามคนที่เห็นข้อความของเธอ พวกเขาไม่ได้พูดอะไร และเลือกที่จะพลิกไปที่หน้าสุดท้ายและท่องจำมันโดยตรง
ซึ่งคนที่ไม่ทันสังเกตก็จะอ่านจากหน้าแรกและพยายามจดจำไปเรื่อยๆเท่านั้น
ยังมีเด็กบางคนที่ได้รับหนังสือแล้วก็เริ่มท่องหน้าก่อนหน้าสุดท้ายจนเสร็จ แล้วเริ่มท่องจากต้นใหม่ เมื่อพวกเขามาถึงหน้าหนึ่งก็พบว่าเนื้อหาของหน้าหนึ่งกับหน้าก่อนสุดท้ายนั้นเหมือนกัน
หยูจื่อเองก็เป็นหนึ่งในเด็กไม่กี่คนเช่นกัน หลังจากที่เขาอ่านเจอข้อความ เขาก็ได้พลิกหนังสือดูทั้งเล่ม และพบว่าหนังสือทั้งเล่มนี้มีเนื้อหาที่แท้จริงอยู่ห้าหน้าเท่านั้น ที่เหลือเป็นการพิมพ์ซ้ำทั้งหมด
ไม่ว่าจะอ่านจากด้านหลังหรือจากด้านหน้า ก็มีเนื้อหาเพียงห้าหน้าเท่านั้น หยูจื่อจึงได้ท่องจำเนื้อหาทั้งห้าหน้าอยู่เงียบๆ
จนในที่สุด เขาก็ได้พบว่าในรอยแยกของหนังสือ มีประโยคที่ถูกฟู่เยี่ยนเขียนเอาไว้อยู่
“ใครก็ตามที่ท่องเสร็จแล้ว ให้ลุกมาหา ท่องให้ฉันฟังได้เลย”
เมื่อหยูจื่อเห็นข้อความนั้น เขาจึงได้ลุกขึ้นและเดินออกไปข้างนอกทันที ในบรรดาเด็กทั้งหมด มีเพียงเขา โจวรุ่ย เมิ่งเมิ่ง และไป๋จื่อซีเท่านั้นที่รู้
ทว่าคนที่จำเนื้อหาทั้งหมดได้มีเพียงสองคนเท่านั้น ซึ่งก็คือหยูจื่อและเมิ่งเมิ่ง นั่นเป็นเพราะพวกเขาต่างก็เป็นเด็กโตทั้งคู่ พวกเขาต่างก็มีอายุ14ปีแล้ว
ทางด้านโจวรุ่ยและไป๋จื่อซี คนหนึ่งมีอายุ12ปี และอีกคนอายุ10ปี
หยูจื่อท่องเนื้อหาที่ต้องจำในใจสักครู่ แล้วก็เริ่มท่องออกมา ฟู่เยี่ยนฟังอยู่ก็รู้ได้ทันทีว่าเด็กคนนี้มีการจัดระเบียบที่ชัดเจน และเต็มไปด้วยความมีเหตุผล
ฟู่เยี่ยนในตอนนั้นเกิดความคิดอยากส่งเสริมเด็กคนนี้ขึ้นมา ในหนึ่งปียังเหลือเวลาอีกมาก ยังสามารถสังเกตเพิ่มเติมได้ พวกศิษย์ไม่ได้อยู่ที่จำนวน แต่อยู่ที่คุณภาพและความสามารถ
สุดท้ายแล้วก็เหลือพวกเขาแค่สี่คน ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติหรือความสามารถในการปรับตัว พวกเขาต่างก็ถือว่าใช้ได้ทั้งนั้น
อีกไม่นาน คนที่โชคดีเหล่านี้ก็จะได้เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ต่อไป แน่นอนว่าพวกเขายังต้องไปโรงเรียนตามปกติ และต้องมาที่บ้านของฟู่เยี่ยนหลังเลิกเรียนในทุกสองวัน โดยเธอจะให้พวกเขามากินมื้อเย็นที่บ้านและเรียนต่อเป็นเวลาสองชั่วโมง
ส่วนในวันหยุดสุดสัปดาห์ พวกเขาทั้งหมดจะต้องมาที่นี่ และฟู่เยี่ยนก็ได้เรียกฟู่เหยากับหลี่ลี่เฉียงมาร่วมเรียนกับทุกคนด้วย
ตอนที่ 664: ความรักอันซับซ้อนของมนุษย์
ในช่วงปีใหม่ นอกเหนือจากการต้องไปเป็นผู้ช่วยที่มหาวิทยาลัยแล้ว ฟู่เยี่ยนยังสอนเด็กๆที่บ้านของเธออีกด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้เธอได้คำนวนแล้วว่าต้องใช้เวลาประมาณครึ่งปีกว่าที่การฟื้นฟูชีพจรมังกรจะเริ่มเห็นผล
หลังจากฉลองปีใหม่เสร็จ หูจินและฉางหยู่เซิงก็ได้มาที่เมืองหลวง ใช่แล้ว ทั้งสองมาที่นี่เพื่อรายงานเหตุการณ์ของพวกเขานั่นเอง
นอกจากพวกเขาแล้ว เชอต้าไห่และเยี่ยนโหลวก็มาที่นี่ด้วย ส่วนทะเลทางตอนใต้นั้นอยู่ไกลเกินไป และการเดินทางก็ไม่ได้ง่ายเลยด้วย ดังนั้นเริ่นเปียวและเยี่ยนหวู่โจวจึงได้รับการยกเว้นให้ไม่ต้องกลับมา โดยจะให้พวกเขาเขียนจดหมายและโทรกลับมารายงานเหตุการณ์แทน
ทันทีที่หูจินมาถึง เธอและฉางหยู่เซิงก็ได้มาที่บ้านของฟู่เยี่ยนก่อนเป็นที่แรก ทั้งยังดูเหมือนกับว่าพวกเขาจะค่อนข้างกังวลเล็กน้อยอีกด้วย ซึ่งฟู่เยี่ยนไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น
“พวกเธอจัดการเรื่องงานแต่งงานเสร็จแล้วเหรอ? มานั่งก่อนสิ เดี๋ยวฉันจะไปหยิบของขวัญแต่งงานมาให้ ว่าแต่ทำไมทั้งสองคนถึงได้รีบมาหาฉันขนาดนี้กันล่ะ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับรินชาให้กับหูจินและฉางหยู่เซิง ก่อนจะนำมันไปวางตรงหน้าของทั้งสองคน
“มันไม่ได้มีอะไรมากมายหรอก เป็นแค่เรื่องส่วนตัวเท่านั้นเอง” หูจินพูดด้วยรอยยิ้มที่ดูเขินอาย ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าเธอมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอาจารย์ฟู่ ดังนั้นญาติๆของเธอจึงมาหาเธอทันทีที่ได้ยินว่าฟู่เยี่ยนรับศิษย์ ซึ่งเธอเองก็รู้สึกยิ่งกระตือรือร้นมากเช่นกันที่ได้ยินข่าวนี้
ในกลุ่มนี้มีบางบ้านที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ หนึ่งก็คือลูกพี่ลูกน้องของตัวเอง ส่วนอีกคนหนึ่งก็คือน้องสาวแท้ๆของฉางหยู่เซิง
สุดท้ายเธอจึงต้องมาหาฟู่เยี่ยนเพื่อพูดคุยถึงเรื่องนี้ โดยเธอมาถามแทนน้องสาวแท้ๆของฉางหยู่เซิงเป็นหลัก เพราะเธอมองว่าลูกพี่ลูกน้องของเธอนั้นดูไม่ค่อยเข้าท่าสักเท่าไหร่ เพิ่งจะแต่งงานกันได้ไม่นาน พ่อแม่สามีก็เอ่ยปากเป็นครั้งแรก แต่พวกเขาก็ไม่ได้ถึงกับขอให้ฟู่เยี่ยนรับไว้โดยตรง เพียงแค่ขอโอกาสให้เท่านั้นเอง
เพื่อความสงบสุขของตัวเอง จึงต้องมาหาฟู่เยี่ยนเพื่อถามดูว่า พอจะมีโอกาสอะไรไหมที่จะส่งน้องสาวสามีคนนี้มาเรียนด้วยกันได้!
“เกิดอะไรขึ้นกัน? มีอะไรก็พูดมาตามตรงเถอะ” ฟู่เยี่ยนขี้เกียจเกินกว่าจะคาดเดาความคิดของใครก็ตามในตอนนี้ ดังนั้นเธอจึงถามออกไปตามตรง
“มันก็ไม่ได้มีอะไรมากนักหรอกนะ ฉันได้ยินมาว่าเธอกำลังรับศิษย์ใช่ไหม? ครอบครัวของเราจึงขอให้ฉันมาถามว่าเธอยังเปิดรับศิษย์อยู่หรือเปล่า?” หูจินยิ้มพร้อมกับถามออกไปตามตรง
“อ้อ เรื่องนี้เองเหรอ? ฉันเพิ่งรับมาอีกสี่คน เธอมีคนที่เหมาะสมจะแนะนำไหม?” ฟู่เยี่ยนเพิ่งเข้าใจว่าทำไมหลังจากหูจินกับฉางหยู่เซิงเข้ามาแล้วถึงดูไม่ค่อยสบายใจกันนัก
“ตอนนี้ใครจะไม่รู้ถึงความสามารถของเธอบ้าง ทันทีที่ฉันได้ยินว่าเธอรับศิษย์ ฉันเองยังรู้สึกตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองไม่ได้เลยด้วยซ้ำ พวกเราสองคนแค่กลับบ้านแป๊บเดียว คนที่มาขอร้องให้ช่วยพูดแทนนี่แทบจะล้นหลามแล้ว!”
หูจินขยับเข้าไปใกล้มากกว่าเดิม ก่อนจะพูดกับฟู่เยี่ยนด้วยความตื่นเต้น
“เธอเคยเห็นเด็กๆเหล่านั้นแล้วใช่ไหม? มีใครที่พอจะเป็นตัวเต็งได้บ้างหรือเปล่า?”
แม้ฟู่เยี่ยนจะพูดไปแบบนั้น แต่ก็ยังคิดในใจว่า: เด็กทุกคนล้วนมีศักยภาพในการพัฒนา ถ้าภายในหนึ่งปีสามารถปรับตัวได้ก็คงไม่มีปัญหาอะไรนัก
“การเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ พวกเราจะต้องใช้ความเพียรพยายามในการเรียนรู้เป็นอย่างมาก ทั้งยังฝึกฝนมาอย่างยากลำบากตั้งแต่เด็ก ดังนั้นมั่นใจได้เลยว่าพวกเขาจะต้องมีพรสวรรค์ที่เราต้องการอย่างแน่นอน”
หูจินบอกฟู่เยี่ยนเกี่ยวกับการวางรากฐานของเธอเมื่อตอนที่เธอยังเด็ก ซึ่งมันก็เต็มไปด้วยความยากลำบากจริงๆ
สำหรับฟู่เหยียน เธอไม่ได้ลำบากมากนัก เพราะเธอได้รับโอกาสมาโดยบังเอิญ และไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้เหมือนพวกเขา
“ใช่แล้ว สายงานนี้ต้องพึ่งพาพรสวรรค์เท่านั้น แต่สิ่งแรกที่ฉันดูคือพื้นเพนิสัยของคนคนนั้น ฉันถือว่าเรื่องนี้สำคัญที่สุด ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมว่าเธอจะแนะนําใครมา!”
“ไม่ใช่ใครอื่นหรอก เป็นน้องสาวสามีของฉันเอง เธอเป็นน้องสาวแท้ๆของฉางหยู่เซิง” หูจินจิบชา ก่อนจะชำเลืองมองไปที่ฉางหยู่เซิง
เขาเงียบตั้งแต่เข้ามาที่นี่ และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่พูดอะไรออกมา
ฟู่เยี่ยนชำเลืองมองไปที่พวกเขาทั้งสองคน พวกเขากำลังคิดอะไรอยู่กันนะ? ทำไมฉางหยู่เซิงถึงไม่ได้มีท่าทีที่ดูกระตือรือร้นอะไรเลยล่ะ
“อะไรกัน? สองสามีภรรยายังมีความเห็นไม่ตรงกันอีกหรือ?”
“ฉันจะพูดอย่างไม่ปิดบังเลยแล้วกัน ฟู่เยี่ยน น้องสาวของฉันเป็นคนที่มีพรสวรรค์จริงๆ แต่ก็เป็นคนที่เอาแต่ใจมาก เธอเติมโตมาโดยการมีคนคอยเอาใจอยู่ตลอดเวลา ที่หูจินต้องมาขอร้องเธอก็เพราะเราไม่สามารถทำอะไรนอกเหนือจากนี้ได้”
“เธอก็รู้ว่าเราเพิ่งจะแต่งงานกัน และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เธอได้พบกับแม่สามี ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธอยู่แล้ว ฉันไม่อยากทำแบบนี้เลย ฉันไม่อยากสร้างปัญหาให้กับเธอหรอกนะฟู่เยี่ยน”
ฉางหยู่เซิงรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง เพราะเขารู้ดีว่าน้องสาวของตัวเองเป็นอย่างไร ที่บ้านแม้แต่พ่อกับแม่ก็ยังไม่อาจควบคุมเธอได้ ถึงได้คิดจะหาครูมาควบคุมเธอแทน แต่พวกเขาก็ไม่ได้คิดให้ดีเลยว่าถ้าฟู่เยี่ยนต้องมาควบคุมเธอ มันจะต้องยุ่งยากมากขนาดไหน
“เฮ้ ไม่เป็นไร หลังเทศกาลเช็งเม้งฉันถึงจะตัดสินใจว่าจะรับศิษย์หรือเปล่า ปีนี้ฉันคิดว่าอยากจะรับศิษย์สักสิบคน เมื่อถึงตอนนั้น คนที่ทำได้ดีก็จะได้เป็นศิษย์ของฉัน ส่วนคนที่ทำไม่ได้ก็ต้องกลับบ้านไป”
“ก็แค่เรื่องเดียวนี่แหละ เด็กต้องไม่เสียการเรียน อีกครึ่งปีพวกเราก็จะยุ่งกันแล้ว แล้วน้องสาวนายจะทำอย่างไรล่ะ? ให้คนที่บ้านมาอยู่เป็นเพื่อน? หรือจะย้ายโรงเรียนมา? ปีนี้เธออายุเท่าไหร่แล้ว?”
ฟู่เยี่ยนได้รับสัญญาณบางอย่างจากหูจินแล้ว เธอรู้ว่าจะพูดอย่างไร และฉางหยู่เซิงก็สามารถพูดกับน้องสาวของเขาเองได้ ดังนั้นเขาต้องหันหลังให้กับคำพูดของคนอื่น เพราะมันไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย
“ปีนี้น้องสาวของฉันอายุ13ปีแล้ว และฉันก็ได้บอกกับครอบครัวเรื่องนี้แล้ว หากพ่อกับแม่ของฉันต้องการอะไร ก็ให้พวกเขาทำมันได้เลย ฉันจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวอะไรทั้งนั้น”
ฉางหยู่เซิงคิดว่าน้องสาวของเขาควรไปโรงเรียนมากกว่า เขาไม่อยากให้น้องสาวเข้ามายุ่งในแวดวงอภิปรัชญา ไม่คิดเลยว่าเธออยากจะมาเป็นศิษย์ของฟู่เยี่ยน
ฟู่เยี่ยนแสดงออกชัดเจนว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องกินอยู่หลับนอนของเธอ ซึ่งเธอเองก็ไม่มีปัญญาจะดูแลใครได้ เพราะอีกครึ่งปีก็ต้องเริ่มยุ่งวุ่นวายอีกแล้ว
“อืม เหลือเวลาอีกสองเดือน หากตัดสินใจอย่างไรก็บอกฉันได้เลย ลองไปคุยเรื่องนี้กับพ่อและแม่ของนายดูก่อนเถอะ บางทีพวกเขาอาจช่วยเกลี้ยกล่อมเธอได้”
หูจินคิดอยู่สักพัก และตระหนักได้ว่าจริงอย่างที่ว่า ถ้าน้องสาวสามีมา ตัวอาของเธอคงได้ปั่นป่วนกันจนวุ่นวายแน่นอน แต่เอาเถอะ ให้มาดีกว่า ส่วนเรื่องที่ว่าเธอจะได้รับคัดเลือกหรือไม่นั้นก็ไม่ใช่ความผิดของตัวเองอยู่ดี!
“อืม! ฉันจะส่งจดหมายถึงครอบครัวของฉันเดี๋ยวนี้แหละ!”
“เรื่องนี้คุยจบแล้ว เที่ยงนี้ก็กินข้าวที่นี่แหละ หูจินไปช่วยฉันเตรียมของหน่อย ส่วนนายไปหาพี่ไป๋ของบ้านฉันที่สวนหลังบ้านเองละกัน มีอะไรก็คุยกับเขาเอา!”
ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับบอกให้ฉางหยู่เซิงไปที่สวนหลังบ้าน
“อืม ฉันเองก็อยากดูเรือนกระจกของเธอเหมือนกัน! ถ้าอย่างนั้นฉันขอไปหาเขาก่อนดีกว่า!” ฉางหยู่เซิงเดินออกไปอย่างมีความสุข
เมื่อหูจินเห็นว่าสามีของเธอออกไปแล้ว เธอก็ได้บอกฟู่เยี่ยนเกี่ยวกับการกลับไปจัดการเรื่องการแต่งงานเมื่อก่อนหน้านี้
“ทำไมล่ะ น้องสาวสามีของเธอไม่ค่อยโอเคงั้นเหรอ?” ฟู่เยี่ยนถามขึ้นมาทันที แต่เธอก็ยังให้เกียรติตระกูลฉาง เพราะยังต้องทำงานร่วมกันในอนาคต
“ฉันว่าก็พอไหวอยู่หรอก เพียงแค่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไร แล้วก็ถูกตามใจจนทำตัวเหลวไหลไปหน่อย ส่วนฉางหยู่เซิงก็คงจะรำคาญบ้าง เขาเองก็ไม่ค่อยสนิทกับคนในบ้านเท่าไหร่ นอกจากกับคุณปู่ที่พอจะคุยกันได้มากหน่อย”
“เธอไม่รู้เรื่องพวกนี้หรอก เขามีแม่เลี้ยง! แต่ที่น่าตลกคือแม่เลี้ยงคนนี้ดันเป็นคุณน้าแท้ๆของเขา…”
หูจินเล่าถึงครอบครัวฝ่ายสามีของเธอด้วยท่าทีหนักใจ เธอรู้สึกอึดอัดแทนฉางหยู่เซิงสุดๆ เพราะแม่เลี้ยงคนนั้นก็ดูเหมือนคนอ่อนแอมาก แค่ลมพัดก็ร้องไห้เป็นเผาเต่าโดยไม่ต้องพูดอะไรเลย…
“นั่นมันก็น่าเศร้าจริงๆ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาไม่อยากยุ่งเรื่องนี้ ไม่เป็นไรหรอก ให้เธอมาที่นี่เถอะ ในเวลาหนึ่งปี ฉันจะเลือกคนที่เหมาะสมที่สุดแน่นอน”
“แต่เรื่องที่พักนี่ ฉันไม่ขอยุ่งนะ ฉันไม่มีความสนใจจะเป็นแม่บ้านให้พวกเขาหรอก ถ้าจริงจังกับการรับศิษย์แล้วค่อยว่ากันอีกที”
“มันควรจะเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว นี่คือสิ่งที่ฉันอยากจะพูดทั้งหมด อาจารย์ฟู่ต้องมีข้อกำหนดในการรับศิษย์อยู่แล้ว!” หูจินรู้สึกโล่งใจเมื่อเรื่องในใจของตัวเองคลี่คลายลง
“แน่นอน!” จากนั้น ทั้งสองคนก็ได้หัวเราะออกมา ก่อนจะเริ่มทำอาหาร
ฟู่เยี่ยนไม่ได้ตัดสินใจเรื่องนี้เพียงเพราะหูจินเป็นคนพูด มีคนจำนวนมากเลยที่มาถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ และทุกคนต่างก็ใช้เรื่องความสัมพันธ์มาเป็นข้ออ้าง ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้อง หรือแม้แต่พี่สาวของเธอก็ยังถามถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
ด้วยชื่อเสียงของเธอ จึงทำให้ผู้คนมากมายสนใจและเข้ามาถามถึงสิ่งนี้ ซึ่งนั่นก็บ่งบอกได้อย่างชัดเจนแล้วว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย ในอนาคตเธอจะบอกถึงเจตจำนงของการรับศิษย์ของเธอให้ชัดเจนกว่านี้อย่างแน่นอน
ตอนที่ 665: เสี่ยวถู่
ฟู่เยี่ยนเป็นคนที่ช่างพูดอยู่แล้ว เนื่องจากเธอได้สัญญากับหูจินไปแล้ว ดังนั้นเธอจึงตั้งใจว่าจะแจ้งข่าวในวันรุ่งขึ้น โดยครั้งนี้เธอตั้งใจว่าจะส่งข่าวไปยังคนในลัทธิเต๋าทุกคนผ่านหน่วย753
หากมีคนที่ต้องการจะเป็นศิษย์ของเธอ ในวันที่แปดของเดือนเมษายน อาจารย์ฟู่จะมีการคัดเลือกศิษย์ที่มีพรสวรรค์ขึ้นที่เมืองหลวง และจะฝึกฝนด้วยกันเป็นเวลาหนึ่งปี
“ฟู่เยี่ยน เธอกำลังจะขยายอิทธิพลของลัทธิเต๋าอย่างนั้นเหรอ ดูสิ เมื่อถึงตอนนั้น ผู้คนจะต้องแห่กันมาหาเธออย่างแน่นอน!” ผู้อำนวยการหลี่ช่วยฟู่เยี่ยนจัดการเรื่องนี้ ก่อนจะพูดล้อเลียนเธอเล็กน้อย
“ลุงหลี่ ถ้าอย่างนั้นคุณก็วางใจได้เลยค่ะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลี่เฉียงก็เป็นศิษย์คนแรกของหนูอยู่แล้ว ส่วนเสี่ยวถู่นั้นเป็นกรณียกเว้น ในอนาคตศิษย์คนโตของหนูต้องเป็นเขาอย่างแน่นอน”
เมื่อไม่นานมานี้ ฟู่เยี่ยนได้สังเกตเห็นแล้วว่าหลี่ลี่เฉียงสามารถดูแลและเกลี้ยกล่อมฟู่เหยาได้ ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถนับลำดับตามการเข้ารับการฝึกฝนกับเธอได้ เธอจึงคิดกับตัวเองอย่างเห็นแก่ตัวว่าหลี่ลี่เฉียงจะเป็นศิษย์คนโต ส่วนฟู่เหยาเป็นได้แค่ศิษย์รองเท่านั้น!
“ขอบคุณเธอมากนะ ช่วงนี้เขาเชื่อฟังมากขึ้น และเขาก็ยังรู้อีกด้วยว่าแม่ของเขานั้นไม่ง่ายเลย เวลาแม่เขาทำอาหาร เขาก็มักจะไปช่วยเป็นลูกมืออยู่เสมอ อีกทั้งยังตั้งใจเรียนมากขึ้นด้วย พอทำการบ้านเสร็จ เขาก็ไปอ่านหนังสือ เขาบอกกับฉันว่านี่คือสิ่งที่เธอมอบหมายให้เขาทำ”
“เธอทำให้เขาเปลี่ยนไปเยอะมาก ว่างๆก็มากินข้าวที่บ้านฉันบ้างสิ ภรรยาของฉันเลี้ยงไก่เอาไว้เยอะเลย เห็นบอกว่ารอให้เธอมีลูกแล้ว ภรรยาของฉันจะเอามาให้เธอ!”
ผู้อำนวยการหลี่พูดพร้อมกับรอยยิ้ม เขากำลังยืนยันว่าความคิดของเขานั้นถูกต้อง แน่นอนว่าตอนนี้ลูกชายคนเล็กของเขาเริ่มพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นหนูคงต้องขอบคุณคุณป้าล่วงหน้าแล้วค่ะ! เอาไว้ตอนอยู่ไฟหลังคลอด หนูจะขอให้พี่ไป๋โม่เฉินไปจับมัน”
“ลุงหลี่คะ ในเมื่อลี่เฉียงดีขึ้นแล้ว ลุงเองก็ต้องพยายามชี้แนะเขาให้ดีด้วยนะคะ ส่วนวิธีที่ลุงสอนเขาก่อนหน้านี้ก็ผิดเช่นกัน เขายังเด็ก การที่ลุงยกไม้ยกมือตีเขาหรือดุด่าว่าเขาเป็นวิธีการฝึกทหาร ไม่ใช่การสอนเด็กค่ะ แบบนั้นจะยิ่งส่งผลตรงกันข้ามกับลี่เฉียง” ฟู่เยี่ยนพูดแค่สั้นๆ และผู้อำนวยการหลี่ก็เห็นด้วยเช่นกัน
ตอนที่ลูกชายคนโตของเขายังเด็ก เขาก็ใช้วิธีนี้สอนให้ลูกชายคนโตเป็นคนที่กตัญญูเช่นกัน ซึ่งลูกชายคนโตก็เชื่อฟังเขาและยอมเข้าร่วมกองทัพตั้งแต่อายุยังน้อย จนถึงตอนนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อยเลย อีกทั้งลูกชายคนโตของเขายังได้รับการเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็วอีกด้วย
แต่เขากลับคิดไม่ถึงเลยว่าสิ่งที่เขาเคยทำนั้นจะใช้ไม่ได้กับลูกคนรอง เขาเคยตีลูกคนรองอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยิ่งแย่ลงไปกว่าเดิม ทั้งยังเป็นสาเหตุให้พวกเขาทะเลาะกันอยู่บ่อยครั้งอีกด้วย เขาสามารถพูดคำพูดเบาๆได้ แต่เขาไม่เคยรับฟังปัญหาเลย และยังคิดว่าลูกชายของเขาเป็นฝ่ายผิดอยู่เสมออีกด้วย
สิ่งที่ฟู่เยี่ยนพูดมานั้นทำให้เขาคิดได้จริงๆ ลูกชายของเขาเป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก และจะไม่มีทางคิดต่างไปจากสิ่งที่ตัวเองเชื่ออย่างเด็ดขาด ตอนแรกที่เขาขอให้ฟู่เยี่ยนมาช่วย ก็เหมือนกับการหาที่พึ่งในยามวิกฤต แต่กลับไม่คาดคิดว่าฟู่เยี่ยนจะสามารถจัดการลูกชายคนนี้ได้จนอยู่หมัด
ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนหรือการฝึกฝน เขาก็มีความกระตือรือร้นมากขึ้น ครั้งก่อนตอนที่ผู้อำนวยการหลี่ลองฝึกกับเขาดู ตอนแรกก็ไม่ค่อยสนใจอะไร แต่กลับไม่คาดคิดว่าลูกชายจะมีฝีมือไม่ธรรมดา ตอนนี้เทียบเคียงเขาได้เลย
ผู้อำนวยการหลี่รู้สึกพอใจกับเรื่องนี้มาก ตอนนี้ฟู่เยี่ยนเป็นเหมือนผู้มีพระคุณของเขาไปแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือที่ทำงานก็ตาม!
เขาหวังแค่ให้ลูกชายของเขาเรียนรู้ความสามารถได้สักครึ่งหนึ่งของอาจารย์ก็พอแล้ว และเขาก็รู้สึกขอบคุณเธอมากอีกด้วย!
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ทันใดนั้นเอง ผู้อำนวยการหลี่ก็ได้พูดกับฟู่เยี่ยนด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม
“จริงสิ มีเรื่องสำคัญอยู่อีกเรื่องหนึ่ง ฉันคิดว่าเราคงต้องส่งหูจินและฉางหยู่เซิงไปยังสาขาทางตอนใต้ของจีนอย่างเร่งด่วนแล้ว พวกเขาสองคนยังต้องกลับไปติดตามสถานการณ์ที่นั่นอย่างใกล้ชิด แล้วเมื่อไหร่เราถึงจะย้ายไปทางตะวันออกเฉียงเหนือกันล่ะ?”
ผู้อำนวยการหลี่ยังคงกังวลเกี่ยวกับภารกิจ หากเรื่องชีพจรมังกรไม่ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ เขาก็คงรู้สึกราวกับว่าทุกวันมีหินก้อนใหญ่ทับอยู่ในใจ
“หนูต้องส่งหูจินกลับไปอยู่แล้วค่ะ และทางด้านลุงเชอเองก็ต้องจับตาดูสถานการณ์ของเขาให้มากกว่าเดิมด้วย ที่สำคัญเยี่ยนโหลวจะเป็นคนดูแลโซนเจียงไห่และทางตอนเหนือของจีน หากมีอะไรเปลี่ยนแปลง พวกเราทั้งหมดที่อยู่ในเมืองหลวงจะสามารถรู้ได้ทันที”
“หนูคิดว่าหากปราณของมังกรเริ่มส่งพลังชีวิตกลับมาฟื้นฟูที่นี่ น่าจะใช้เวลาประมาณครึ่งปี เพราะที่นั่นจำเป็นต้องดำเนินการด้วยตัวเองช่วงระยะเวลาหนึ่งก่อน จึงจะกลับคืนสู่สภาพปกติได้”
“สำหรับฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางตอนใต้ของจีน เราจะปรับแผนของเราให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อถึงเวลานั้น หนูจะให้หูจินและฉางหยู่เซิงกลับมาช่วยอีกแรง เพราะภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นบ้านเกิดของพวกเขาอยู่แล้ว ซึ่งพวกเขาจะคุ้นเคยกับภูมิประเทศมากกว่าพวกเรา”
ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับพยักหน้าเบาๆ เธอเองก็รู้เรื่องนี้อยู่ในใจแล้วเช่นกัน แต่ถึงจะรีบลงมือในตอนนี้ ผลของมันก็ยังคงไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก ดังนั้นเธอจึงต้องค่อยๆคิดและวางแผนไปทีละขั้นตอนแทน
“ได้ยินแบบนี้ฉันสบายใจขึ้นมากเลย ส่วนเรื่องอื่นไม่ได้มีเรื่องที่จัดการยากแล้ว ฉันจะไม่รบกวนเธอแล้วกัน เธอพักผ่อนให้สบายเถอะ เรื่องของชีพจรมังกรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และเรายังต้องแก้ไขเรื่องนี้อย่างรอบคอบ”
“ไม่เช่นนั้น ลูกหลานของพวกเราในภายภาคหน้าคงยากที่จะดำรงชีวิตต่อไปได้!”
ผู้อำนวยการหลี่ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่ง.อก สำหรับเรื่องนี้ยังมีหลายอย่างที่ต้องทำและใช้เวลาอีกนาน!
“หนูเข้าใจแล้วค่ะลุงหลี่ เราจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้ เมื่อถึงเวลานั้น เราจะเสริมพลังให้กับโลกของเราด้วย”
หลังจากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้กล่าวคำลากับผู้อำนวยการหลี่ด้วยรอยยิ้ม เธอจำได้ว่าพี่สาวของเธอไปตรวจครรภ์ในวันนี้ ดังนั้นเธอจึงต้องกลับบ้านเพื่อไปถามว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง
ช่วงนี้แต่ละคนต่างก็ยุ่งกันไปคนละทาง เธอมัวแต่สอนนักเรียน ส่วนพี่สาวของเธอก็ยุ่งกับการจัดการเรื่องต่างๆในโรงงานให้เรียบร้อยก่อนคลอด ทั้งสองคนไม่ได้เจอกันมานานแล้ว ครั้งสุดท้ายที่เจอกันคือในงานหมั้นของมู่อี้อันและเสิ่นรั่วหลิง
เมื่อฟู่เยี่ยนกลับมาถึงบ้าน ฟู่เหมี่ยวยังมาไม่ถึง ฟู่เยี่ยนจึงมองดูนาฬิกา ก่อนจะพบว่าเป็นเวลาสี่โมงเย็นแล้ว เธอจึงคิดว่าเย็นนี้จะกินอะไรดี
“เย็นนี้เราทำหม้อไฟกันดีไหม? พี่สาวของลูกบอกกับแม่นานแล้วว่าอยากกินหม้อไฟปลารสเผ็ดที่ลูกทำ ทั้งยังบอกอีกว่าหม้อไฟที่แม่ทำนั้นจืดเกินไป”
“แม่รู้ว่าช่วงนี้ลูกกำลังยุ่ง ก็เลยไม่ได้บอกเรื่องนี้ บังเอิญจริงๆที่ลูกกลับมาในวันนี้ แม่จะขอให้พ่อไปจับปลาก่อนก็แล้วกันนะ เรามาทำหม้อไฟกันเถอะ !”
หลังจากที่หวังซู่เหมยพูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้ยิ้มออกมา มันจืดอย่างนั้นหรือ! เป็นเพราะแม่กลัวว่าอาหารของพี่สาวจะเผ็ดเกินไปและส่งผลเสียต่อหลานต่างหาก ด้วยเหตุนี้ แม่จึงปรุงอาหารให้มีรสชาติอ่อนลง
แต่พี่สาวของเธอไม่กล้าพูดออกไปตรงๆ ก็เลยแค่บอกกับแม่ไปว่าอาหารที่แม่ทำค่อนข้างจืดแทนที่จะบอกว่าไม่อร่อย
“ได้เลยค่ะ วันนี้หนูจะลงมือทำกับข้าวเอง หนูจะทำให้สุดฝีมือเลย รับรองว่าพี่สาวของหนูจะชอบมันอย่างแน่นอน! ว่าแต่พี่จะกลับมาเมื่อไหร่เหรอคะ? วันนี้เธอต้องไปตรวจครรภ์ไม่ใช่เหรอ?”
ฟู่เยี่ยนถอดเสื้อคลุมออก โดยเปลี่ยนเป็นเสื้อกันหนาวตัวเล็กแทน ก่อนจะถามแม่เกี่ยวกับเรื่องนี้
“อีกเดี๋ยวก็คงจะกลับมากันแล้ว วันนี้พี่รองของลูกเป็นคนไปส่งเธอ พี่เขยของลูกต้องเดินทางไปนอกเมือง จึงไม่สามารถขอลาหยุดวันนี้ได้ ดังนั้นพี่รองจึงต้องไปส่งแทน ส่วนเรื่องจองคิวตรวจที่โรงพยาบาล อาสะใภ้รองของลูกจัดการเรื่องนี้ให้ทั้งหมดแล้ว”
หวังซู่เหมยกำลังตัดผ้าฝ้ายสีขาวเพื่อเตรียมทำผ้าอ้อมให้กับหลานตัวน้อยของเธออยู่ เธอถูมันเบาๆ เพื่อให้เนื้อผ้านุ่มมากขึ้นแล้วค่อยตัดมันเป็นผืนเล็กๆทีละผืน และหลังจากนั้นเธอจะทำการฆ่าเชื้อโดยใช้ความร้อน
ในยุคสมัยนี้ ผ้าอ้อมสำเร็จรูปของเด็กยังไม่มี ดังนั้นพวกเขาจึงต้องทำผ้าอ้อมด้วยตัวเองเท่านั้น ยังมีหลายคนที่ใช้เสื้อผ้าเก่า หรือกางเกงที่ใช้สวมในฤดูใบไม้ร่วงมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าสำหรับเด็กอยู่เลย
เพียงแต่หวังซู่เหมยคิดว่ามันดูไม่ค่อยสะอาดและไม่เหมาะที่จะใช้กับทารกตัวน้อยเท่าไหร่
“แม่คะ แม่ทำผ้าอ้อมต่อเถอะค่ะ หนูจะไปจับปลาเอง ตอนนี้พ่ออยู่ที่ไหนเหรอคะ?” ตั้งแต่ที่เข้ามา ฟู่เยี่ยนยังไม่เห็นฟู่ต้าหย่งเลย
“พ่อของลูกอยู่ในสวน ส่วนเสี่ยวถู่ก็กำลังฝึกอยู่ที่นั่นเหมือนกัน แม่กลัวว่าเขาจะไปวิ่งเล่นที่อื่น เลยให้เขาอยู่กับพ่อ คืนนี้อาสามกับลูกๆจะไม่กลับมา ลูกจับปลาแค่พอให้พวกเรากินก็พอนะ”
หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับขยิบตา ราวกับจะบอกเป็นนัยว่าฟู่เยี่ยนสามารถทำบางอย่างได้ตามที่ต้องการ
“ได้เลยค่ะแม่ ถ้าอย่างนั้นหนูไปก่อนนะคะ!” ฟู่เยี่ยนหัวเราะออกมา ก่อนจะเดินไปที่สวนหลังบ้าน ซึ่งเธอได้เข้าในครัวเพื่อหยิบถังไปใส่ปลาด้วย
เมื่อครู่นี้หวังซู่เหมยได้บอกว่าช่วงนี้ฟู่เหยาฝึกฝนอย่างขยันขันแข็ง ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ดวงตาของฟู่เยี่ยนเป็นประกายขึ้นมา เธอจึงไม่ลืมที่จะหยิบช็อกโกแลตติดมือไปด้วย
ทันทีที่เดินเข้าไปในสวนหลังบ้าน เธอก็เห็นว่าฟู่เหยากำลังฝึกอยู่จริงๆ เด็กคนนี้ดูเชื่อฟังมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่รู้เลยว่าเขากำลังต้องการจะแข่งขันกับคนอื่นหรือเปล่า หรือเขาตั้งใจที่จะฝึกฝนจริงๆกันแน่ แต่ตอนนี้เขาก็โตขึ้นอีกหนึ่งปีแล้ว
“เสี่ยวถู่ พี่เอาช็อกโกแลตมาให้นายด้วยนะ พักสักครู่ก่อนเถอะ!” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับยื่นช็อกโกแลตให้กับฟู่เหยา
“พี่สาว พี่ใจดีมากเลย”
ฟู่เหยาชอบสิ่งนี้มากที่สุด!
ตอนที่ 666: ตรวจครรภ์
ฟู่ต้าหย่งมองไปที่ลูกๆของเขาด้วยรอยยิ้ม ยิ่งเขาแก่ตัวลงไป ไม่มีอะไรที่ทำให้เขามีความสุขไปมากกว่าการมีลูกอยู่รอบตัวแบบนี้อีกแล้ว การที่ได้มองดูลูกๆทุกคนเติบโตใกล้ตัวนั้น ทำให้เขารู้สึกมีความสุขมากจริงๆ
ส่วนฟู่เหยาที่เห็นว่าพี่สาวของเขากำลังเดินเข้ามา เขาก็ได้หยุดฝึกซ้อมทันที เดิมทีเขาแค่ต้องฝึกซ้อมในตอนเช้า และฝึกอีกครั้งในตอนบ่ายเท่านั้น แต่ด้วยความที่เขาใจร้อนไปหน่อย จึงได้ฝึกเพิ่มเติมในตอนเย็นด้วย
ตอนนี้ฟู่เยี่ยนกำลังจะไปตกปลา เขาจึงได้ตามฟู่เยี่ยนไปอย่างกระตือรือร้น
สระน้ำของตระกูลฟู่นั้นไม่ได้กว้างเท่าไหร่นัก แต่ก็ยังคงมีปลาอยู่หลายตัว ซึ่งหากฟู่เยี่ยนรับหน้าที่มาตกปลาเมื่อไหร่ เธอก็มักจะแอบเอาปลาในดินแดนต่างมิติออกมาด้วยทุกครั้ง
ฟู่ต้าหย่งได้เตรียมอวนขนาดใหญ่ไว้เรียบร้อยนานแล้ว ครั้งนี้มีปลาตัวหนึ่งที่หนักกว่าสิบชั่ง เป็นปลาฮวาเหลียน ซึ่งฟู่เยี่ยนเล็งมันไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ปลาชนิดนี้ที่อยู่ในดินแดนต่างมิติมีรสชาติค่อนข้างสดอร่อยกว่าแบบทั่วไป
ทันทีที่หย่อนอวนลงไป ปลาก็ไม่ได้ว่ายหนีแต่อย่างใด และยอมให้ฟู่เยี่ยนจับโยนลงในถังอย่างง่ายดาย
“ปลาตัวนี้ใหญ่มาก ครั้งที่แล้วพ่อพยายามจับมันแต่ก็ไม่ได้ผล เสี่ยวฮั่ว ทำไมลูกถึงมาจับปลากันล่ะ?” ฟู่ต้าหย่งเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย
“แม่บอกว่าพี่สาวอยากกินหม้อไฟปลารสเผ็ดค่ะ หนูก็เลยจะทำให้เธอกินสักหน่อย!”
“ใช่แล้ว เมื่อวันก่อนพ่อเองก็ได้กินมันแล้วเหมือนกัน ต้องบอกเลยว่าทำอาหารที่แม่ของลูกทำไม่อร่อยเลย มันไม่ได้แค่ไม่เผ็ดนะ แต่มันจืดไปหมด!” ฟู่ต้าหย่งพูดพร้อมกับยิ้มออกมา เขารู้ถึงสาเหตุของเรื่องนี้อยู่แล้ว
ฟู่เยี่ยนเองก็หัวเราะออกมาเช่นกัน ทุกคนรับรู้เรื่องนี้ แต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไรเลย แม่ของเธอช่างทรงพลังมากจริงๆ
“พ่อคะ วันนี้หนูจะเป็นคนลงมือทำเองทั้งหมด มันจะต้องอร่อยอย่างแน่นอน!”
“ถ้าอย่างนั้นพ่อจะรอชิมก็แล้วกัน จริงสิ บ้านของเรามีเห็ดตากแห้งหลายชนิดเลยนี่ อย่าลืมเอามันไปแช่น้ำด้วยล่ะ จะได้ใส่ลงไปในหม้อไฟด้วย เดี๋ยวพ่อจะไปเก็บผักมาให้เอง”
พ่อลูกทั้งสองคนปรึกษากันเสร็จ ฟู่เยี่ยนก็ถือถังน้ำเดินไปที่ลานหน้าบ้าน ส่วนฟู่เหยาก็ถูกแปลงผักดึงดูดความสนใจอีกครั้ง ฟู่ต้าหย่งใช้แผ่นพลาสติกคลุมดินปลูกผักใบเขียวในสวนหลังบ้าน ซึ่งปลูกไว้ให้ฟู่เหมี่ยวที่กำลังตั้งครรภ์โดยเฉพาะ
ที่นี่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แม้แต่ฟู่เหยาเองก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ไปที่นั่น ในตอนนี้ เมื่อฟู่เหยาเห็นว่าพ่อของเขากำลังจะเปิดมันเพื่อเตรียมผัก ฟู่เหยาจึงรีบตามไปดูทันที
ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังเดินไปหน้าบ้านนั้น บังเอิญว่าฟู่เหยาไม่ได้ตามเธอมาพอดี ดังนั้นเธอจึงแอบเปลี่ยนปลาตัวใหญ่ในถังกับปลาในดินแดนต่างมิติ ด้วยความที่มันตัวใหญ่มาก แค่ใช้มันตัวเดียวก็เพียงพอแล้ว
เมื่อนึกถึงดินแดนต่างมิติ ฟู่เยี่ยนก็นึกขึ้นได้ว่าคืนนี้ต้องไปดูเสี่ยวเฮยหน่อย ครั้งก่อนหลังจากที่มันตื่นจากการหลับลึก เธอก็สังเกตเห็นว่ามีเขามังกรยาวขึ้นเล็กน้อย ช่วงวันปีใหม่มันก็กลับไปหลับลึกอีกครั้ง ตอนนี้ไม่รู้ว่าตื่นหรือยัง อย่างไรก็ต้องไปดูแลมันสักหน่อย
ฟู่เยี่ยนแล่ปลาจนเรียบร้อยแล้วนำไปใส่ในกะละมังเพื่อหมักเล็กน้อย การหมักนี้จะช่วยเพิ่มรสชาติให้อร่อยขึ้น และยังช่วยป้องกันไม่ให้เนื้อปลาเละเกินไปอีกด้วย
ในเวลานี้ ก็ได้มีเสียงดังมาจากประตูหน้าบ้าน เป็นไป๋โม่เฉินนั่นเองที่กลับมา เมื่อเขาเห็นว่าฟู่เยี่ยนไม่อยู่ที่บ้าน เขาก็รู้ทันทีว่าเธออยู่ที่นี่ วันนี้เขาไปบ้านของอาจารย์มา และบทความวิจัยของเขาได้รับความสนใจจากอาจารย์เป็นพิเศษ
วันนี้อาจารย์จึงได้โทรหาเขาเพื่อต้องการเชิญเขาไปพูดคุยบางอย่าง
“ไปคุยกับอาจารย์หวังมาเป็นยังไงบ้าง?” ฟู่เยี่ยนพูดขณะที่กำลังล้างมือและคิดว่าจะไปหาอะไรกินสักหน่อย ตอนนี้เธอเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว
“รุ่นน้องของปีนี้กำลังจะมา เขาก็เลยเสนอให้ฉันไปเป็นวิทยากรสอนพวกเขา และฉันก็ได้ตอบตกลงไปแล้ว” ไป๋โม่เฉินดูมีความสุขมาก เนื่องจากเขาฝึกงานอยู่ในมหาวิทยาลัยมาระยะหนึ่งแล้ว ดังนั้นเขาจึงเต็มใจที่จะรับหน้าที่นี้อย่างไม่ลังเล
“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากจริงๆ! คืนนี้ฉันจะทำหม้อไฟ เรามาฉลองให้กับพี่ด้วยเลยดีกว่า!” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างไม่เกรงใจ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าแท้จริงแล้วหม้อไฟหมาล่าที่ทำไว้นั้นตั้งใจจะทำเพื่อพี่สาวของเธอเอง
ไป๋โม่เฉินเกาไปที่จมูกของภรรยาเบาๆ และทันใดนั้นเอง เมื่อแม่ยายของเขาเดินเข้ามา เธอก็ได้บอกว่าวันนี้ฟู่เยี่ยนจะทำหม้อไฟปลารสเผ็ดให้กับพี่สาว
“ขอบคุณสำหรับการฉลองในค่ำคืนนี้ด้วยนะ!” จากนั้น ไป๋โม่เฉินก็ได้โน้มตัวเข้าไป ก่อนจะกระซิบบางอย่างข้างหูของฟู่เยี่ยน
วินาทีต่อมา ฟู่เยี่ยนก็ได้บิดไปที่เนื้อนุ่มๆรอบเอวของไป๋โม่เฉิน ซึ่งเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดออกมาเลย ก่อนจะจูบไปที่หน้าผากของฟู่เยี่ยน เธอจึงยอมปล่อยมือในที่สุด
ทันใดนั้นเอง ฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินก็ได้กลับมาพอดี ซึ่งทั้งสองคนมาพร้อมกับกระเป๋าใบใหญ่และข้าวของต่างๆอีกมากมาย
“เสี่ยวฮั่ว เฉินจื่อ มาช่วยฉันหน่อย” ฟู่เซินรีบเรียกพวกเขาทันทีที่มาถึง แม้ว่าตอนนี้เขาจะมีรถแล้วก็ตาม แต่จะให้เขาขนของทั้งหมดด้วยตัวเองก็ไม่ไหว!
“พี่รอง พี่ซื้ออะไรเยอะแยะเลย?” ทั้งสองคนรีบเข้าไปช่วยรับของเหล่านั้นทันที
“ทั้งหมดนี้เป็นของฝากจากอาสะใภ้รองต่างหากล่ะ เพื่อนของอารองได้มอบเนื้อแดดเดียวกับชีสให้ฉันมา บอกว่าของเหล่านี้เป็นของที่จะเสริมแคลเซียมให้กับพี่สาวของเธอ” วันนี้ฟู่เซินรู้สึกเหนื่อยมากกว่าตอนที่เขาออกไปคุยธุรกิจเสียอีก
“ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ พี่จะได้เรียนรู้เอาไว้ล่วงหน้า หากพี่แต่งงานแล้วมีลูกในอนาคต พี่ก็จะสามารถรับมือได้อย่างสบายๆ เพราะเคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาแล้ว แบบนี้พี่ต้องขอบคุณฉันสิถึงจะถูก” ตอนนี้ท้องของฟู่เหมี่ยวเริ่มโตขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว ซึ่งเธอกำลังพูดพร้อมกับกลอกตามองไปยังพี่ชายฝาแฝดของตัวเอง
“พี่คะ ผลการตรวจเป็นยังไงบ้าง?” เดิมทีแค่ฟู่เยี่ยนมองไปที่ใบหน้าของฟู่เหมี่ยวก็พอจะเข้าใจแล้ว! ท้องโตขนาดนี้ จะต้องมีเด็กมากกว่าหนึ่งคนอย่างแน่นอน
ต้องบอกเลยว่าพันธุกรรมของตระกูลฟู่นั้นแข็งแกร่งมากจริงๆ และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือทุกคนในครอบครัวต่างก็มีสุขภาพที่แข็งแรง เนื่องจากดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ในดินแดนต่างมิติของฟู่เยี่ยนด้วยนั่นเอง แม้แต่วังจื่อหยวนก็ยังได้รับประโยชน์จากมันด้วยเช่นกัน
“หมอบอกว่าเป็นฝาแฝด แต่ยังระบุเพศชัดเจนไม่ได้ ก็เลยยังไม่รู้เรื่องนี้ เสี่ยวฮั่ว มีอะไรกินบ้างหรือเปล่า ตอนนี้ฉันหิวมากเลย” ฟู่เหมี่ยวลูบไปที่ท้องของตัวเองพร้อมกับถามออกมา
“กินบะหมี่รองท้องก่อนแล้วกัน วันนี้ฉันจะทำหม้อไฟปลารสเผ็ดให้ พี่อยากกินไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวฉันจะไปเอาของว่างมาเพิ่มให้” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับลุกออกไป
“มาเถอะ มาเถอะ กินขนมถั่วกวนสักชิ้นก่อนดีกว่า รีบไปตั้งหม้อเร็วเข้า” หวังซู่เหมยแทบรอไม่ไหวแล้วที่จะถามเกี่ยวกับสถานการณ์นี้!
“ได้เลยค่ะ พี่นั่งรอก่อนนะ เดี๋ยวฉันจะไปทำหม้อไฟให้!” ฟู่เยี่ยนไม่ได้โกรธ และยังพูดติดตลกอีกด้วย
“หากลูกตั้งครรภ์ แม่ก็จะทำแบบนี้กับลูกเหมือนกัน” หวังซู่เหมยรู้ดีว่าลูกสาวคนเล็กของเธออิจฉา
“ดูสิ มีของมากมายที่ต้องเตรียม เราไปช่วยเสี่ยวฮั่วกันดีกว่า!” ฟู่เซินรีบดึงไป๋โม่เฉินเข้าไปช่วยฟู่เยี่ยนทันที
“ดูพวกเขาทั้งสองคนสิ หากพวกเขามีลูกเร็วๆก็คงจะดี แล้วหมอพูดอะไรบ้าง?” การแสดงของทั้งคนสองทำให้หวังซู่เหมยถึงกับหัวเราะออกมา
ฟู่เหมี่ยวเล่าทุกเรื่องเกี่ยวกับการตรวจครรภ์ให้หวังซู่เหมยฟังอย่างละเอียดทุกขั้นตอน
“หมอบอกว่าหนูแข็งแรงดี แค่ต้องกินอาหารให้ครบและเพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตาม เด็กอาจจะคลอดก่อนกำหนดได้ หนูคิดว่าหากมีเสี่ยวฮั่วอยู่ด้วย เรื่องนี้คงจะไม่มีปัญหาอะไร” ฟู่เหมี่ยวยังคงมองโลกในแง่ดี ก่อนจะกินขนมถั่วกวนต่อ!
“ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ไปตรวจครรภ์ให้ตรงเวลาด้วยล่ะ แล้วค่อยให้เสี่ยวฮั่วตรวจดูอีกที ว่าแต่วันนี้จื่อหยวนจะกลับมาหรือเปล่า?”
หวังซู่เหมยรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก และตอนนี้เธอก็ยิ้มได้แล้ว เธอสังเกตดูหน้าท้องของลูกสาว และคิดว่าเธอน่าจะได้หลานฝาแฝดมานานมากแล้ว
“วันนี้เขายังไม่กลับค่ะ เขาจะกลับมาวันพรุ่งนี้เช้า แม่ไปช่วยเสี่ยวฮั่วในครัวเถอะค่ะ หนูขอนอนพักที่โซฟาสักครู่ก่อน” วันนี้ฟู่เหมี่ยวรู้สึกเหนื่อยมาก
“อืม ลูกนอนพักก่อนเถอะ อย่าลืมห่มผ้าด้วย หากทุกอย่างพร้อม เดี๋ยวแม่จะมาเรียกลูกไปกินอีกที”
ในห้องครัว ตอนนี้ฟู่เยี่ยนกำลังเตรียมหม้อไฟอยู่ ส่วนฟู่เซินก็กำลังพูดคุยกับไป๋โม่เฉินเกี่ยวกับบริษัทก่อสร้าง ในที่สุดบริษัทของเขาก็มาถูกที่ถูกทางแล้ว แต่เขายังคงรับแค่งานเล็กๆจากหน่วยงานเท่านั้น
ส่วนโรงงานเฟอร์นิเจอร์ของอาสามก็ถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทของไป๋โม่เฉินเช่นกัน เนื่องจากพนักงานของเขาทั้งหมดเป็นทหารผ่านศึก ดังนั้นจึงมีวินัยที่ยอดเยี่ยมมาก งานของเขาสามารถดำเนินไปอย่างรวดเร็วและมีคุณภาพสูงอีกด้วย
เมื่อหลายคนเห็นเช่นนั้นต่างก็อยากจะต่อเติมหรือปรับปรุงบ้านของตัวเองใหม่ ดังนั้นตอนนี้บริษัทจึงมีงานเข้ามามากมาย มันมากพอที่จะเลี้ยงดูพนักงานในบริษัทได้เป็นอย่างดี และยังมีกำไรเหลือเฟืออีกด้วย
แผนงานของไป๋โม่เฉินและเมิ่งอ้ายชวนถูกวางไว้ในระยะยาว ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า บริษัทก่อสร้างจะมีอนาคตที่สดใสมาก ส่วนฟู่เซินในตอนนี้ก็แค่อยากถามว่าพอจะมีคิวว่างหรือไม่ เพราะเขาอยากปรับปรุงโรงงานใหม่สักหน่อย
ไป๋โม่เฉินตอบตกลงในทันที สำหรับคนอื่น เขาไม่มีทางทำแบบนี้ให้อยู่แล้ว แต่สำหรับพี่รอง เขาสามารถลัดคิวให้ได้อย่างแน่นอน!
ตอนที่ 667: พี่รอง
ฟู่เซินเล่าให้ทั้งสองคนฟังถึงประสบการณ์ล่าสุดของพวกเขา
“อันที่จริงฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการหยุดแบบนี้หรอกนะ แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น เสี่ยวฉุ่ยยังต้องดูแลตัวเองเพราะเธอกำลังจะมีลูก ฉันก็เลยคิดว่าจะลงไปดูตลาดทางใต้สักหน่อย”
“ได้ยินคนที่ส่งถุงเท้าให้เราบอกว่า ที่นั่นมีตลาดค้าส่งเกิดขึ้นเยอะมาก ถ้าหากเป็นไปได้ ต่อไปเราก็อาจจะทำธุรกิจแบบนั้นได้เหมือนกัน!”
แนวคิดนี้ของฟู่เซินเกิดขึ้นมาเมื่อปีที่แล้ว เขาไม่อยากจำกัดตัวเองอยู่แค่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าขนาดเล็กเท่านั้น แน่นอนว่าเขาเป็นคนที่กล้าคิดและกล้าทำอยู่แล้ว!
ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าทางภาคใต้พัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงเป็นการดีที่พี่รองของเธอจะไปดูตลาดที่นั่น บางทีสถานการณ์คับขันก็มักจะสร้างผู้กล้าขึ้นมา เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เขาก็จะสามารถเริ่มธุรกิจใหม่ได้ในทันที
แม้ว่าเขาจะไม่ได้คว้าโอกาสนี้เอาไว้ แต่ด้วยสมองของพี่รอง เขาก็ยังคงสร้างโอกาสขึ้นมาเองได้ทุกเมื่ออยู่ดี
“พี่รอง วันที่พี่กำลังจะออกเดินทาง อย่าลืมพกเงินเผื่อไปด้วยล่ะ หากพี่มีไม่พอ ก็บอกฉันมาได้เลย” ฟู่เยี่ยนพูดพลางเทน้ำมันลงกระทะ เสียงปลาชิ้นใหญ่ที่ถูกทอดดัง ‘ฉ่า’ ก้องขึ้นในครัว
“เข้าใจแล้ว ฉันไม่ได้จะสื่อแบบนั้นหรอกนะ! แม้ว่าฉันจะไม่สามารถถอนเงินในโรงงานออกมาได้ก็ตาม แต่ฉันก็ยังพอมีเงินส่วนตัวอยู่บ้าง แต่ก็คงจะดีหากได้ทุนจากเธอบ้างสักหน่อย”
“น้องเขย อย่ากังวลไปเลย เงินของเสี่ยวฮั่วจะต้องไม่สูญเปล่าอย่างแน่นอน” นี่คือสิ่งที่ฟู่เซินอย่างจะสื่อ ซึ่งที่ฟู่เยี่ยนพูดนั้นก็ถูกต้องทั้งหมด
“พี่รอง พี่กำลังพูดถึงเรื่องอะไร?” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับโบกมือ
“สิ่งที่พวกนายจะได้รับก็คือหุ้นของฉันในอนาคตยังไงล่ะ และยังจะได้เงินชดเชยจากฉันด้วย” ฟู่เซินพูดพร้อมกับตบไปที่หน้าอกของตัวเอง
“ได้เลยพี่รอง หากพี่ทำสำเร็จ เงินจำนวนนั้นก็จะนับว่าเป็นหุ้น แล้วพี่ค่อยจ่ายเงินปันผลให้กับฉันทีหลังก็แล้วกัน!” ฟู่เยี่ยนชำเลืองมองไปพี่รองของเธอ ขณะที่คุยกันนั้น ใบหน้าของเขาก็ได้ถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีแดง
มีความเชื่อว่าหากใครก็ตามที่มีสิ่งนั้น เขาจะไม่เสียเงินไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้เติมเชื้อไฟเข้าไปเพื่อให้เขามั่นใจมากยิ่งขึ้น และเมื่อได้ยินเสียงน้ำในหม้อเดือด ฟู่เยี่ยนก็นึกถึงร้านประมูลขึ้นมาได้ เรื่องนี้ได้รับการวางแผนมานานมาก ในที่สุดก็ถึงเวลาที่มันจะเปิดทำการแล้ว
หลังจากที่ผ่านช่วงฉลองตรุษจีนมา จำนวนของผู้คนที่แวะเวียนมายังย่านโรงงานหลิวหลี่ก็ยังคงไม่ฟื้นตัว ดังนั้นร้านประมูลจึงยังไม่เริ่มเปิดทำการ แต่เมื่ออากาศเริ่มอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย คงถึงเวลาแล้วที่พวกเขาจะเริ่มเคลื่อนไหวครั้งใหญ่
“ทำไมทั้งสามคนถึงได้มาเบียดเสียดกันอยู่ที่นี่ล่ะ เสี่ยวมู่ ออกไปข้างนอกหน่อยสิ ช่วยไปดูหน่อยว่าทำไมพ่อของลูกถึงได้ล้างผักนานขนาดนี้?” หลังจากที่หวังซู่เหมยเดินเข้ามา เธอก็เห็นว่าฟู่เยี่ยนได้ใส่กระดูกปลาลงไปในหม้อแล้ว และกำลังรอให้ซุปในหม้อได้ที่
“ได้เลยครับ ผมขอไปดูพ่อก่อนก็แล้วกัน” ฟู่เซินใช้โอกาสนี้แยกตัวออกจากครัวไปทันที ตอนนี้จึงเหลือเพียงไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนเท่านั้นที่อยู่ในครัว
“แม่คะ อย่าให้มือแม่ต้องเปื้อนเลย แม่ไปแช่เห็ดตากแห้งจะดีกว่าค่ะ หากพ่อล้างผักเสร็จ เราจะได้กินหม้อไฟกัน แล้วพี่สาวล่ะคะ?”
แต่หวังซู่เหมยก็ได้หยิบแป้งขึ้นมาเพื่อเตรียมจะทำบะหมี่ให้กับทุกคน ครั้งล่าสุดที่พวกเขากินหม้อไฟกันนั้น เธอก็ได้ทำบะหมี่เช่นกัน และมันก็เข้ากับหม้อไฟมากๆอีกด้วย
จากนั้นเธอก็เอื้อมคอมองเข้าไปในหม้อของฟู่เยี่ยน เห็นน้ำซุปแดงฉานเต็มไปหมด คิดจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดลงไปในคอ ช่างเถอะ กินก็แล้วกัน ไม่กินเดี๋ยวโดนลูกสาวบ่นจนเบื่อ!
ฟู่เยี่ยนมองไปยังสีหน้าของผู้เป็นแม่ ก่อนจะแอบยิ้มอย่างลับๆ สิ่งนี้ช่างเป็นสมบัติที่ล้ำค่าจริงๆ! วันนี้เธอจงใจใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์ในดินแดนต่างมิติมาทำหม้อไฟ ไม่ได้ใช้น้ำจากที่บ้านของเธอ ซึ่งที่จะให้มันช่วยบรรเทาความเผ็ดลงไปนั่นเอง
ฟู่เยี่ยนมองดูหม้อไฟที่กำลังเคี่ยวอยู่ น้ำซุปในหม้อต้องต้มสักพักเพื่อให้กลิ่นหอมของเครื่องเทศกระจายตัวอย่างเต็มที่ และช่วยลดความเผ็ดร้อนของพริกลง หม้อไฟหม่าล่านี้ต้องเป็นเผ็ดที่กลมกล่อม ไม่เผ็ดจนแสบ เครื่องปรุงจะถูกน้ำจากดินแดนต่างมิติช่วยปรับสมดุลได้ดี แม้แต่คนตั้งครรภ์ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะเผ็ดเกินไป
“แม่ครับ ผมขอยกเห็ดและเต้าหู้ออกไปข้างนอกก่อนก็แล้วกัน! แล้วผมจะเข้ามายกชามกับตะเกียบออกไปอีกที” ทันทีที่ไป๋โม่เฉินพูดจบ เขาก็กำลังจะเดินออกไป
“รออีกสักพักเถอะ ปล่อยให้พี่สาวของนายพักผ่อนต่ออีกสักหน่อยจะดีกว่า การที่ตั้งท้องลูกแฝดจะทำให้คนเป็นแม่เหนื่อยมากกว่าปกติ เสี่ยวเฉิน ฉันได้ยินนายบอกกับเสี่ยวฮั่วเมื่อกี้นี้ นายจะได้เป็นอาจารย์ในภาคเรียนนี้อย่างนั้นเหรอ?”
หวังซู่เหมยยังคงให้ความสำคัญกับไป๋โม่เฉินเรื่องที่เขาจะได้เป็นอาจารย์ เพราะในความคิดของเธอ มีเพียงผู้ที่มีความรู้และวัฒนธรรมที่ยอดเยี่ยมเท่านั้นถึงจะสามารถเป็นอาจารย์ได้ และตอนนี้ลูกเขยคนเล็กของเธอกำลังจะเป็นอาจารย์แล้ว ดังนั้นขณะที่พูดถึงเรื่องนี้ เธอจึงยิ้มออกมาด้วยความปิติยินดี!
ไป๋โม่เฉินค่อยๆอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้หวังซู่เหมยฟังอย่างใจเย็น ตั้งแต่เรื่องที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย ไปจนถึงแผนการพัฒนาของตัวเองในอนาคต ทุกอย่างถูกเล่าให้เธอฟังทีละเรื่องอย่างละเอียด
ซึ่งเมื่อหวังซู่เหมยได้รู้รายละเอียดมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น หากเป็นแบบนี้ ในอนาคตลูกเขยคนเล็กของเธอก็จะเป็นถึงอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ทั้งยังมีธุรกิจส่วนตัวอีก แบบนี้เธอไม่ต้องกังวลเรื่องการกินและชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว
ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็ได้ผุดขึ้นมาในหัวของเธอ แล้วในมหาวิทยาลัยมีผู้หญิงที่เก่งๆบ้างหรือเปล่านะ? เธอจะได้ขอให้เสี่ยวเฉินแนะนําผู้หญิงดีๆให้กับเสี่ยวมู่ เพราะยิ่งแก่ตัวลง ก็จะยิ่งหาคู่ครองยากขึ้น
“เสี่ยวเฉิน นายพอจะรู้จักอาจารย์ผู้หญิงที่เก่งๆในมหาวิทยาลัยบ้างหรือเปล่า? ช่วยแนะนําให้เธอรู้จักกับพี่รองของนายบ้างสิ ตอนนี้เสี่ยวฉุ่ยก็แต่งงานไปแล้ว ปีนี้เขาก็อายุ25ปีแล้วนะ ถึงเวลาที่เขาต้องแต่งงานได้แล้ว”
“ฉันไม่กล้าพูดแบบนี้ต่อหน้าเขา ในปีนี้พี่รองของนายให้เงินฉันเยอะมาก และฉันก็รู้ดีว่าเขาต้องการใช้เงินเพื่อปิดปากฉัน”
“ฉันคิดว่าตอนนี้เขามีธุรกิจที่ดีแล้ว แต่การแต่งงานนั้นจะล่าช้าไม่ได้ไม่ใช่หรือ? ไม่ได้มีข้อห้ามว่าหากแต่งงานแล้วจะไม่สามารถทำธุรกิจได้สักหน่อย”
คำพูดของหวังซู่เหมยก็ฟังดูสมเหตุสมผลเช่นกัน แต่ฟู่เยี่ยนได้เห็นดวงชะตาการแต่งงานของฟู่เซินแล้ว และพบว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมของเขา
“แม่ เงินแค่นิดหน่อยก็ทำให้แม่เงียบได้แล้วเหรอ? ไม่ต้องรีบหรอกค่ะ พี่รองยังไม่ถึงเวลามีคู่หรอก!” ฟู่เยี่ยนหัวเราะ พลางมองแม่ที่ตอนนี้ไม่กล้าพูดถึงเรื่องของพี่รองตรงๆ ได้แต่ให้คนอื่นมาช่วยแนะนำแทน
“ดวงการแต่งงานยังไม่มาถึงอย่างนั้นเหรอ? แล้วเมื่อไหร่ถึงจะมาถึงกันล่ะ? ไม่ใช่ว่าแม่ถูกปิดปากหรอกนะ แต่ที่แม่ไม่ได้พูดอะไรก็เพราะแม่พูดกับพี่รองของลูกจนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรอีกแล้ว แต่ถ้าเป็นอย่างที่ลูกพูดจริงๆ ก็ยังพอคุยกันก่อนได้! ครอบครัวของเรายังสามารถแต่งลูกสะใภ้เข้าบ้านได้อยู่ใช่ไหม?”
หวังซู่เหมยบ่นออกมา
“แม่ ดวงแต่งงานของพี่รองต้องรอถึงอายุยี่สิบแปด นี่ยังอีกไกลเลยนะ! แม่อย่าเพิ่งกังวลเลย ช่วงนี้ช่วยดูแลหลานให้พี่สาวหนูก่อนดีกว่า! ว่าแต่ลูกสาวบ้านลุงเถียนข้างบ้านเรา ไม่ใช่ว่าเธอชอบพี่รองหรอกเหรอ?”
ฟู่เยี่ยนคิดถึงเถียนลี่ขึ้นมา เด็กสาวคนนี้เคยตามพี่รองแทบทุกที่ไม่ใช่เหรอ? แม่เองก็ชอบเธอมาก แต่ช่วงนี้ทำไมถึงไม่เห็นเธอเลยล่ะ?
“อย่ามาพูดเรื่องนี้เลย พี่รองของลูกนี่แหละ เป็นคนขี้ขลาด! พอพูดถึงเถียนลี่ก็โมโหเลย ทั้งที่อีกฝ่ายชัดเจนขนาดนั้น เขาก็ยังบอกว่าไม่อยากมีแฟน ถ้ามีก็ต้องหาคนสวยๆ”
“เถียนลี่แค่ไม่สวยเท่าพวกลูกทั้งสอง แต่ก็ยังสวยกว่าคนส่วนใหญ่เยอะนะ! พี่รองของลูกเลือกใช้ข้อแก้ตัวที่รุนแรงเกินไป! ทุกวันนี้แม่รู้สึกผิดมากเมื่อได้เจอกับพี่สะใภ้เถียน แม่ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มพูดกับเธออย่างไรดี!”
เมื่อก่อน ที่บ้านของเธอมีแต่เด็กๆที่ต่างก็ซนตามวัย! หวังซู่เหมยไม่ได้คาดหวังเลยว่าเธอจะประสบปัญหากับลูกๆทั้งห้าคนแบบนี้ ทั้งยังเป็นปัญหาที่ต่างกันออกไปอีกด้วย พวกเขาเคยเป็นเด็กที่มีน้ำใจมากตอนอยู่ในหมู่บ้านอันผิง
ใครจะคิดว่าพวกเขาทุกคนจะปลดปล่อยความเป็นตัวเองออกมามากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเรื่องไร้สาระขึ้นแบบนี้ ตอนนี้เธอไม่รู้เลยว่าเรื่องไหนคือเรื่องจริงและเรื่องไหนเป็นเรื่องเท็จ!
“แม่ครับ เถียนลี่ไม่ได้เป็นคนที่หน้าตาดีเลย! อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลยครับ แม่อยากได้ลูกสะใภ้หน้าตาแบบนี้อย่างนั้นเหรอ? เสี่ยวฮั่ว ตอนนี้ฉันยังไม่อยากคิดเรื่องนั้นหรอกนะ อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้เลยดีกว่า!” ฟู่เซินกำลังจะเข้ามาหยิบจานในครัว และบังเอิญได้ยินเรื่องนี้เข้าพอดี
เขายังทำหน้ามั่นใจเต็มที่ โดยไม่สังเกตว่าใบหน้าของหวังซู่เหมยเริ่มซีดและโกรธขึ้นเรื่อยๆ
“อืม พี่รอง เอาจานกับตะเกียบออกไปข้างนอกได้แล้ว ฉันกำลังจะยกหม้อออกไปพอดีเลย! ตอนนี้ซุปพร้อมแล้วล่ะ” ฟู่เยี่ยนต้องการจะช่วยพี่รองของเธอ
“โอ้ ดีเลย ถ้าอย่างนั้นฉันออกไปจัดโต๊ะก่อนแล้วกันนะ” ฟู่เซินเห็นแล้วว่าแม่ของเขามีสีหน้าที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก จึงรีบหาข้ออ้างออกไปจากไปที่นี่อย่างรวดเร็ว
“เด็กตัวเหม็น!” หวังซู่เหมยกุมไปที่หัวใจของเธอ และรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยสบายเท่าไหร่!
ตอนที่ 668: หม้อไฟพร้อมเสิร์ฟแล้ว
ฟู่เยี่ยนยิ้มอย่างมีความสุข ตั้งแต่เธอยังเด็ก แม่มักจะตีพี่รองบ่อยที่สุด แต่ในความเป็นจริงนั้น แม่ไม่ได้เกลียดพี่รองเลยแม้แต่น้อย และหลังจากที่พี่รองเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย พฤติกรรมของเขาก็ดีขึ้นกว่าเดิมมาก
ส่วนการแต่งงานของพี่รองนั้น เธอคาดว่าช่วงไม่กี่ปีนี้เขาคงต้องปวดหัวอีกเยอะ เพราะไม่รู้ว่านางในดวงใจของเขาอยู่ที่ไหน เธอคนนั้นคงยังอยู่ไกลโพ้นสุดขอบฟ้า
หากจะถามว่าในบรรดาลูกทุกคน ใครคือคนที่หวังซู่เหมยชอบที่สุด ที่จริงแล้วคนนั้นก็คือฟู่เซิน เพราะฟู่เซินเป็นเด็กร่าเริงและพูดเก่งมาตั้งแต่เล็ก แต่ด้วยความเชื่อที่ว่า ‘พึ่งพาลูกชายคนโตและรักลูกชายคนเล็ก’ ลูกชายคนรองเลยกลายเป็นเหมือนคุกกี้ไส้กลางที่ถูกมองข้ามไปแทน
แม้จะบอกว่าทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันก็ตาม แต่เนื้อในฝ่ามือและหลังมือก็ล้วนเป็นเนื้อที่ต่างกัน เนื้อในฝ่ามือนั้นย่อมหนากว่าเนื้อบนหลังมืออยู่แล้ว ดังนั้นความชอบของหวังซู่เหมยที่มีต่อลูกชายทั้งสามจึงดูเป็นความสมดุลที่แปลกประหลาดมาก
ฟู่เซินเองก็รู้ดีถึงเรื่องนี้ ดังนั้นเขามักจะทำตัวขี้เล่นหรือพูดจาสร้างบรรยากาศสนุกสนานต่อหน้าพ่อแม่อยู่เสมอ บางเรื่องถ้าไม่มีเขาเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็คงจะจัดการได้ยากจริงๆ
ฟู่เยี่ยนเทน้ำซุปหม้อไฟลงในหม้อทองเหลือง แล้วเรียกไป๋โม่เฉินให้ช่วยยกไปในบ้าน ที่บ้านมีหม้อเยอะ น้ำซุปจึงแบ่งออกเป็นสองส่วนเพื่อไม่ให้เสียเวลาในการกิน ส่วนที่เตรียมไว้ให้พี่สาวนั้นไม่เผ็ดมาก แต่ของตัวเองเพิ่มพริกลงไปด้วยเพื่อให้รสเผ็ดจัดจ้านขึ้น
ในเวลานี้ ฟู่เหมี่ยวก็ตื่นแล้วเช่นกัน และเมื่อได้กลิ่นหอมของหม้อไฟ เธอก็อดไม่ได้ที่จะน้ำลายสอ ในหัวจินตนาการภาพซุปที่เคี่ยวด้วยไฟอ่อนนั้น มันคงมีรสชาติที่กลมกล่อมไม่น้อย
“แม่คะ ดูซุปของเสี่ยวฮั่วสิ มันน่ากินมากแค่ไหน! มันดูดีกว่าที่แม่ทำอีกนะ ซุปของแม่มันจืดชืดไปหมดเลย” ฟู่เหมี่ยวพูดพร้อมกับใช้ช้อนตักซุปขึ้นมาชิมรสชาติ
“อืม หลังจากที่กินมื้อนี้เสร็จ แม่จะเป็นคนทำอาหารให้กับลูกเองทั้งหมด และลูกจะไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรทั้งนั้น” หวังซู่เหมยแทบจะสำลักออกมาด้วยความโกรธ ลูกแต่ละคนของเธอช่างน่าหงุดหงิดมากจริงๆ!
“โอ้ หนูชอบอาหารที่แม่ทำอยู่แล้ว สำหรับหนู แม่ทำอาหารอร่อยที่สุด ที่สำคัญเสี่ยวฮั่วไม่ได้มาที่นี่ทุกวันสักหน่อยนะคะ” ฟู่เหมี่ยวพูดอย่างเอาใจ หากทำให้แม่โกรธ วันหน้าคงลำบากแน่!
ฮึ! แบบนี้ค่อยดีหน่อย
หวังซู่เหมยเลิกถือสา เธอเองก็คิดว่ารสชาติแบบนี้อร่อยกว่าจริงๆ อาหารที่เธอทำเองไม่มีรสเผ็ด ตัวเธอยังแทบกินไม่ลง จะโทษเสี่ยวฉุ่ยที่ไม่อยากกินก็ไม่ได้
และเมื่อมองดูลูกชายคนเล็กที่กินจนปากเลอะไปด้วยน้ำมันงา เธอก็อดคิดไม่ได้ว่าเลี้ยงลูกพวกนี้มาก็ดีอยู่อย่างหนึ่ง คือไม่เลือกกิน ให้อะไรก็กินได้หมด แต่พอพวกที่โตกันแล้วนี่สิ กลับรับมือยากจริงๆ!
เนื้อปลานุ่มกำลังดี และไม่ได้เผ็ดมากนัก มันมีรสเผ็ดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงแต่ก็ยังคงตอบสนองต่อต่อมรับรสได้เป็นอย่างดีเท่านั้น แต่ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ยังสามารถกินได้อีกด้วย
“เสี่ยวฮั่ว ครั้งนี้ซุปของเธอน่าทึ่งมาก! หากเธอเปิดร้านหม้อไฟ จะต้องมีลูกค้าเยอะแน่นอน!” ฟู่เซินกล่าวชมออกมาทันที ครั้งนี้เสี่ยวฮั่วทำหม้อไฟได้ยอดเยี่ยมจริงๆ
“หากพูดถึงความคิดนี้ ฉันคงทำได้แค่มองเงินหลุดลอยไปเท่านั้น เพราะฉันไม่อยากเปิดร้านอาหาร” ฟู่เยี่ยนรู้ว่าที่ซุปของเธออร่อยถึงขนาดนี้เป็นเพราะผลของน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเธอคิดว่ามันคงไม่อร่อยเท่าไหร่หากใช้น้ำธรรมดามาแทน
“ถ้าอย่างนั้นเธอก็เขียนสูตรซุปของเธอขึ้นมาสิ คนอื่นจะได้ทำซุปของเธอได้ไงล่ะ” ฟู่เซินพร้อมกับกินหม้อไฟไปด้วย
คำพูดของฟู่เซินทำให้ฟู่เยี่ยนมีแรงบันดาลใจขึ้นมาเล็กน้อย ในความเป็นจริงนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย สิ่งนี้ดูคล้ายกับโลกที่เธอจากมามาก เมื่อทำเองแล้วมันดูยุ่งยากเกินไป ก็ยังสามารถร่วมหุ้นส่วนกับคนอื่นได้
“เฮ้ ครั้งล่าสุดที่พี่บอกว่ากั๋วจื่ออยากลาออกจากงาน เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?”
ฟู่เยี่ยนนึกถึงหวังอันกั๋วขึ้นมาทันที เธอมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชายคนนี้ และเขาก็เป็นคนที่มีความสามารถ หากเธอได้เป็นหุ้นส่วนกับเขา หากเธอได้คิดสูตรร่วมกับเขาและแบ่งส่วนแบ่งสักสิบหรือยี่สิบเปอร์เซ็นต์ก็ถือว่าเป็นอะไรที่พอจะรับได้
ราวกับว่าสมองของไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนถูกเชื่อมเข้าด้วยกัน และเขาก็รู้แล้วว่าฟู่เยี่ยนกำลังหมายถึงอะไร
“ฉันยังไม่ได้ถามเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย เอาไว้กลับบ้าน เธอลองโทรคุยกับเขาดูก่อนก็ได้นะ”
“อืม เอาไว้ฉันจะถามเขาและชวนเขามากินหม้อไฟที่บ้านก็แล้วกัน” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับพยักหน้า และทันทีที่มองหน้ากัน ทั้งสองคนก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่
ไม่ใช่ว่าฟู่เยี่ยนอยากทำธุรกิจในตอนนี้ แต่เธอคิดว่าในอนาคตเมื่อมูลนิธิการกุศลเริ่มดำเนินการ จำเป็นต้องมีเงินทุนไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นแรงสนับสนุน เพราะเรื่องไม่ยุติธรรมในโลกนี้มีอยู่มากมายเหลือเกิน
หากเธออยู่ในวงการนี้มากขึ้น เธอก็จะมีโอกาสก้าวหน้ามากขึ้นในอนาคตเช่นกัน เพราะมีเงินก็เท่ากับมีอำนาจ!
เมื่อเห็นว่าน้องสาวของเขาตัดสินใจเรื่องนี้แล้ว ฟู่เซินก็รู้สึกว่าเขาเองก็ต้องคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน หากการเดินทางไปยังตอนใต้ในครั้งนี้เป็นไปได้ด้วยดี เขาก็จะสามารถออกไปข้างนอกได้อย่างอิสระ และไม่จำเป็นต้องอยู่ดูแลธุรกิจเสื้อผ้ากับน้องสาวอีกต่อไป
ตอนนี้ฟู่เหมี่ยวสามารถทำงานนี้ได้ด้วยตัวเองแล้ว และเธอก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปควบคุมอะไรด้วยตัวเองเลย และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เขามีความคิดแบบนี้
“เสี่ยวฮั่ว ช่วงนี้เธอพอมีเวลาว่างบ้างหรือเปล่า? ก่อนหน้านี้รั่วหยุนบอกว่าเขาอยากซื้อหุ้น และให้เงินทั้งหมดกับฉัน เราจะสร้างโรงงานแบบไหนกัน เธอยังต้องช่วยให้คำแนะนำกับพ่อด้วยนะ ครั้งก่อนที่ฉันไปดูที่ดินมา ฉันว่าที่นั่นดูไม่ค่อยสะดวกสบายเท่าไหร่เลย”
เมื่อฟู่ต้าหย่งเห็นว่าเขาสามารถหารือเรื่องนี้กับลูกๆได้ จึงทำให้ความทะเยอทะยานที่อยู่ภายในใจของเขาลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เรื่องนี้ต้องได้รับการจัดการอย่างรอบคอบ และจะให้เงินของเสิ่นรั่วหยุนสูญเปล่าไม่ได้
หากเขาขยายฐานการผลิต ก็จะสามารถขยายตลาดและหาเงินได้มากขึ้น ซึ่งมันจะทำให้เขามีเงินทิ้งเอาไว้ให้ลูกๆในอนาคตมากขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้เหล้าที่มีอายุมากก็จะยิ่งมีกลิ่นหอม ทั้งยังจะกลายเป็นมรดกตกทอดของตระกูลได้อีกด้วย
“ช่วงนี้ว่าง คิดว่าอีกสองสามวันข้างหน้าจะไปที่หมู่บ้านซ่งเจี๋ย พ่อกับแม่ก็ไปด้วยกันเถอะค่ะ หนูว่าจะไปดูที่ดินในหมู่บ้านซ่งเจี๋ย ที่นั่นน่าจะตั้งโรงกลั่นเหล้าองุ่นของเราได้นะคะ”
ฟู่เยี่ยนได้พูดคุยกับเสิ่นรั่วหยุนแล้ว และเสิ่นรั่วหยุนก็รู้สึกว่าโครงการฟาร์มของเธอมีโอกาสเติบโตที่สูงมาก เพราะเขาเคยร่วมธุรกิจแบบนี้กับตระกูลซ่งมาก่อน ซึ่งลุงซ่งก็ได้ตกลงที่จะช่วยฟู่เยี่ยนแล้วเช่นกัน
หากมีที่ดินในหมู่บ้านซ่งเจี๋ย พวกเขาได้ตัดสินใจว่าจะใช้เนินเขาของที่นั่นสร้างฟาร์มรูปแบบใหม่ขึ้น พร้อมกับสร้างโรงแรม สิ่งอำนวยความสะดวกและส่งเสริมการเพาะปลูกไปในตัวด้วย
หากจำไม่ผิด ดูเหมือนจะมีบ่อน้ำพุร้อนอยู่ในหุบเขาด้วย เมื่อสร้างโรงแรมขึ้นมาและมีน้ำพุร้อนธรรมชาติอยู่ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องนักท่องเที่ยวอีกต่อไป
“หมู่บ้านซ่งเจี๋ยอย่างนั้นเหรอ? อืม พ่อคงต้องไปดูที่นั่นด้วยตาของตัวเองเสียแล้ว หากทุกอย่างลงตัว พ่อก็จะตัดสินใจอยู่ที่นั่น”
ฟู่ต้าหย่งรู้ว่าฟู่เยี่ยนและเสิ่นรั่วหยุนกำลังพูดถึงเรื่องอะไร และเขาก็คิดอยู่ในใจแล้วว่าการทำแบบนั้นคือทางออกที่ดีกว่า หากเขาไปอยู่ที่นั่น ก็จะสามารถดูแลโรงกลั่นและโรงแรมได้ในอนาคต
“เอาไว้พรุ่งนี้หนูจะโทรหาก็แล้วกันนะคะ” ฟู่เยี่ยนกำลังจะพาพ่อและแม่ของเธอออกไปเที่ยวข้างนอก ซึ่งบังเอิญว่าฟู่เหมี่ยวจะต้องไปที่โรงงานในวันพรุ่งนี้พอดี แต่เมื่อมีฟู่เซินอยู่ที่นี่ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลอีกต่อไป
หลังจากที่กินมื้อเย็นด้วยกันเสร็จ ไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนก็ได้เดินกลับบ้านด้วยกัน เมื่อมองดูดวงดาวที่ส่องประกายวิบวับอยู่บนท้องฟ้า ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกได้ทันทีว่าหลายปีที่ผ่านมานี้ทุกอย่างเงียบสงบมากๆ
“เสี่ยวฮั่ว เธออยากทำฟาร์มนั่นจริงๆเหรอ?” ไป๋โม่เฉินได้ฟังความคิดของฟู่เยี่ยนในครั้งก่อนแล้ว และเขาก็สงสัยว่าสมองของเสี่ยวฮั่วทำงานอย่างไร เพราะเธอมักจะมีความคิดแปลกใหม่อยู่เสมอ
“ใช่สิ ฉันแค่คิดว่าอยากให้เสี่ยวเฮยมีที่สักแห่งได้ลองออกมาใช้ชีวิตดูว่าจะอยู่รอดในโลกนี้ได้ไหม บนภูเขาแถวหมู่บ้านซ่งเจี๋ย ตรงนั้นไม่ได้อยู่ใกล้หมู่บ้านไหนเลย ครอบคลุมถึงสามยอดเขา แบบนี้ในอนาคตก็น่าจะพัฒนาได้อีกเยอะ”
หากเธอมีสถานที่ที่เป็นของตัวเอง เสี่ยวเฮยก็จะสามารถออกมายังโลกภายนอกได้ง่ายขึ้น แต่ถ้ามันไม่ได้ผล ค่อยหาวิธีอื่นอีกที นี่คือสิ่งที่ฟู่เยี่ยนไม่ได้พูดออกไป
“สิ่งที่เธอพูดก็ฟังดูสมเหตุสมผลนะ ว่าแต่ ตอนนี้เสี่ยวเฮยตื่นหรือยัง? และแตงโมที่ฉันปลูกเอาไว้เมื่อครั้งที่แล้วสุกหรือยัง” ไป๋โม่เฉินถามขึ้นมาอีกครั้ง
“เอาไว้กลับไปถึงบ้านเราเข้าไปดูกันดีกว่า” ทันทีที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็รีบดึงไป๋โม่เฉินวิ่งกลับบ้านอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่แทบรอไม่ไหวแล้วที่จะเข้าไปหาเสี่ยวเฮย
ตอนที่ 669: หาบันทึกโบราณ
หลังจากที่กลับมาถึงบ้าน ทั้งสองก็รีบล็อคประตู และฟู่เยี่ยนก็ได้ดึงไป๋โม่เฉินเข้าไปในดินแดนต่างมิติทันที ซึ่งไป๋โม่เฉินไม่ได้เข้ามาที่นี่นานมากแล้ว
ภายในมิติยังคงเงียบสงบเช่นเดิม มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านข้างหูให้ได้ยินเท่านั้น เมื่อทั้งสองเข้ามา ก็ตรงไปดูแปลงโสมก่อน ฟู่เยี่ยนเองก็กำลังจะถึงเวลาปรุงยาอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเพื่อคนอื่น แต่ยังมีตำรับยาพิเศษที่ต้องจัดเตรียมให้กับผู้เฒ่าจูโดยเฉพาะอีกด้วย
ฟู่เยี่ยนถอนโสมขึ้นมาสองสามต้น ก่อนจะจัดการถอนวัชพืชรอบๆออก วัชพืชเหล่านี้สามารถโยนลงไปในสระน้ำ ให้เป็นอาหารของปลาและกุ้งได้ นับว่าเป็นการหมุนเวียนระบบนิเวศที่ดีเยี่ยมทีเดียว
“เสี่ยวฮั่ว โสมของเราเริ่มมีจำนวนเยอะขึ้นเรื่อยๆแล้วนะ และในแปลงโสมแห่งนี้ยังมีมีต้นกล้าเล็กๆมากมายอีกด้วย” เมื่อไป๋โม่เฉินค้นพบสิ่งนั้น เขาก็ดูกระตือรือร้นขึ้นมาทันที ตอนนี้แปลงโสมของพวกเขายังคงขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ใช่แล้ว เราต้องผสมพันธุ์มันต่อไป และในชีวิตนี้ เราจะไม่ประสบปัญหาการขาดแคลนโสมอย่างแน่นอน ไปดูกันดีกว่าว่าเสี่ยวเฮยตื่นหรือยัง”
จากนั้น พวกเขาทั้งสองคนก็ได้เดินไปยังศิลาสีน้ำเงินขนาดใหญ่ที่เสี่ยวเฮยชอบนอนอยู่เป็นประจำ เมื่อมันจำศีล มันมักจะไม่ขยับไปไหนอยู่แล้ว ทุกครั้งที่ตื่นจากการหลับใหล เขาของมังกรก็จะยาวขึ้นอีกเล็กน้อย
แน่นอนว่าเสี่ยวเฮยยังคงจำศีลอยู่บนศิลาสีน้ำเงินขนาดใหญ่ และยังไม่ตื่นในตอนนี้
“ทำไมครั้งนี้มันถึงได้จำศีลนานกว่าครั้งก่อนกันล่ะ?” ไป๋โม่เฉินถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน น่าจะเป็นเพราะครั้งก่อนที่ฉันฟื้นฟูชีพจรมังกรทางตอนใต้ของจีนได้สำเร็จ ตอนนั้นฉันได้รับทั้งพลังปราณที่บริสุทธิ์และบุญกุศลมากมายจากการซ่อมแซมชีพจรมังกร และเสี่ยวเฮยเองก็ได้รับผลของสิ่งเหล่านั้นด้วยเหมือนกัน แต่สิ่งนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีนะ ยิ่งมันจำศีลนานเท่าไหร่ เมื่อมันตื่นขึ้นมา ร่างกายของมันก็จะยิ่งพัฒนามากขึ้นเท่านั้น”
ฟู่เยี่ยนอธิบายให้กับไป๋โม่เฉินฟัง และบอกให้เขารออย่างอดทน
“เสี่ยวฮั่ว ครั้งก่อนที่เธอบอกว่าเสี่ยวเฮยสามารถแทนที่ชีพจรมังกรได้ มันคือเรื่องจริงเหรอ? หากเป็นแบบนั้น มันก็ไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้อีกแล้วน่ะสิ?” ไป๋โม่เฉินได้ยินฟู่เยี่ยนพูดถึงแนวคิดนี้แล้ว
“นี่อาจเป็นแค่ความคิดเพ้อฝันของฉันเอง แต่ยังไงก็ต้องหาหลักฐานมายืนยันอยู่ดี พี่ช่วยฉันค้นตำราโบราณหน่อยสิ ดูว่ามีบันทึกอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างไหม”
พูดถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกไม่สบายใจในใจเหมือนกัน เสี่ยวเฮยอยู่กับเธอมาตั้งแต่ยังเป็นแค่ไข่ใบหนึ่ง จะไม่มีความผูกพันได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นเสี่ยวเฮยยังมองเธอเป็นเหมือนแม่ของมันอีกด้วย
หากสามารถให้มันอยู่ที่นี่ได้ เธอก็จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อเก็บมันไว้ แต่เงื่อนไขคือต้องเป็นประโยชน์ทั้งกับมันและกับภาพรวมทั้งหมดเท่านั้น จึงจะสามารถทำได้
หากสวรรค์ไม่อนุญาต หรือเสี่ยวเฮยทำให้ชีพจรมังกรได้รับความเสียหาย เธอก็คงให้มันออกไปไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายจะต้องสอดคล้องกัน และนั่นก็เป็นทางออกที่ดีที่สุด
“อืม ฉันจะช่วยเธอหาหนังสือที่มีบันทึกเรื่องนี้ก็แล้วกัน เราไปกันเดี๋ยวนี้เลยดีกว่า!” หลังจากที่พูดจบ ไป๋โม่เฉินก็กำลังจะเดินออกไป แต่ฟู่เยี่ยนก็ได้คว้าตัวเขาไว้เสียก่อน
“เราไปเก็บแตงโมสักสองลูกก่อนดีกว่า จะได้กินมันก่อนแล้วค่อยไปอ่านหนังสือ หลังจากที่กินหม้อไฟ ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายท้องเท่าไหร่เลย!”
จากนั้น ทั้งสองคนก็ได้ไปที่ทุ่งแตงโม เมื่อมาถึงทั้งสองก็ได้หันมามองหน้ากัน ตอนนี้แตงโมสองลูกที่ได้ปลูกเอาไว้กลับออกผลอย่างทวีคูณ หากมองด้วยตาเปล่าแล้ว มีแตงโมอยู่ที่นี่กว่าหนึ่งร้อยลูกเห็นจะได้!
“ในฤดูร้อนที่จะถึงนี้ ฉันคงไม่จำเป็นต้องซื้อแตงโมแล้วล่ะ...” ฟู่เยี่ยนถึงกับทำอะไรไม่ถูก แตงโมเป็นพืชระดับต่ำที่แพร่พันธุ์ได้เร็วเกินไป
ส่วนไป๋โม่เฉินเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมจำนน เขาเลือกแตงโมลูกที่ใหญ่ที่สุด จากนั้นทั้งสองก็ได้เดินกลับไปที่บ้าน และเริ่มกินแตงโมด้วยกัน
เป็นเวลาหลายวันเลยที่ไป๋โม่เฉินเข้ามาในดินแดนต่างมิติตอนกลางคืนเพื่อช่วยเสี่ยวฮั่วค้นหาหนังสือโบราณ พวกเขาสองคนช่วยกันค้นหาหนังสือโบราณทุกเล่มที่มีในดินแดนต่างมิติแล้ว แต่ก็ยังไม่พบบันทึกที่เกี่ยวข้องใดๆ
“ดูเหมือนว่าเราต้องฟื้นฟูภูเขาทั้งหมดก่อน ถึงจะสามารถดูแลส่วนที่เหลือได้นะ” ฟู่เยี่ยนพยายามค้นหาจนทั่วแล้ว แต่ยังไม่เคยมีตัวอย่างดังกล่าวมาก่อนเลย
“จะมีในตระกูลมู่ไหม?” ไป๋โม่เฉินนึกถึงเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่ามันเป็นช่องโหว่ที่ใหญ่มาก เหล่าตำราโบราณเหล่านี้ล้วนเป็นลายมือแบบราชวงศ์ฮั่น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นยุคสมัยที่ค่อนข้างเก่าแล้ว อีกทั้งยังมีช่องว่างหลายปีระหว่างนั้นอีกด้วย!
“สิ่งที่พี่พูดมาก็อาจจะเป็นไปได้ พรุ่งนี้ฉันจะไปที่บ้านตระกูลมู่และถามเรื่องนี้ดูแล้วกัน” ฟู่เยี่ยนล้มตัวลงไปนอนบนเตียง ก่อนจะมองไปยังเพดานของห้องด้วยความเหนื่อยล้า
ไป๋โม่เฉินที่เห็นเช่นนั้นจึงเข้าไปนวดไหล่ให้กับเธอ และทั้งสองก็ได้พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องที่ดินต่อ
“เธอไม่ลองโทรหารั่วหยุนลูกพี่ลูกน้องของเธอดูหน่อยเหรอ? จะได้หารือเรื่องที่ดินด้วยเลย”
ในระหว่างวัน ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินได้พาพ่อกับแม่และเสี่ยวถู่ไปที่หมู่บ้านซ่งเจี๋ยด้วยกันแล้ว ซึ่งคุณชายรองซ่งก็ได้มาคุยกับฟู่เยี่ยนแล้วเช่นกัน
พวกเขาได้ปีนขึ้นไปดูที่ดินบนภูเขา และกินมื้อเย็นที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน ซึ่งฟู่เยี่ยนก็ได้ได้พูดคุยเรื่องนี้กับทุกคนแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านเองก็รู้สึกว่าความคิดของฟู่เยี่ยนนั้นดีมาก เดิมทีพวกเขาไม่อยากให้ภูเขาแห่งนี้ถูกสร้างโรงงานขึ้น เพราะทุกคนในหมู่บ้านยังคงต้องพึ่งพาน้ำพุร้อนจากบนภูเขานั่นเอง
แต่หัวหน้าหมู่บ้านไว้วางใจคุณชายรองซ่งมากๆ เพราะคนในหมู่บ้านส่วนใหญ่นั้นต่างก็เป็นคนแซ่ซ่งกันหมด เท่ากับว่าตระกูลซ่งเป็นตระกูลเก่าแก่ของที่นี่ ดังนั้นคนที่ตระกูลซ่งพามา หัวหน้าหมู่บ้านก็ไว้วางใจด้วยเช่นกัน
ในทางกลับกัน หลังจากที่คุณชายรองซ่งรู้ถึงความคิดของฟู่เยี่ยนแล้ว และเห็นด้วยกับเธอมากๆ เขาจึงได้ยื่นข้อเสนอว่าอยากจะร่วมหุ้นด้วย โดยข้อแรกนั้นเพื่อที่เขาจะช่วยสนับสนุนฟู่เยี่ยนได้ ส่วนข้อที่สอง เขาเองก็อยากจะได้ผลกำไรจากมันเช่นกัน
ฟู่เยี่ยนตอบตกลงอย่างไม่ลังเล แต่เธอก็ยังต้องหาคนมาลงทุนเพิ่มด้วย ไม่ใช่แค่คุณชายรองซ่งและเสิ่นรั่วหยุนเท่านั้น แต่แม้แต่เมิ่งอ้ายชวน เธอก็ต้องชวนเขามาลงทุนด้วย หากมีเมิ่งอ้ายชวนเข้ามาช่วยดูแล สิ่งนี้จะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ยังเป็นคนที่มีความสามารถรอบด้านจริงๆ และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เธอก็ยังต้องมุ่งเน้นไปที่ภารกิจฟื้นฟูชีพจรมังกร ดังนั้นเธอจึงต้องให้เขามาช่วยดูแลที่นี่ให้
อย่างไรก็ตาม หุ้นของเธอเองก็ยังต้องมีการควบคุม เพราะหากมีเรื่องที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ไป๋โม่เฉินจะเป็นคนตัดสินใจแทนเธอ
หลังจากที่ฟู่ต้าหย่งเห็นน้ำพุร้อนบนภูเขา เขาก็ค่อนข้างพอใจกับที่นี่มาก ที่นี่เหมาะสำหรับสร้างโรงกลั่นเหล้าองุ่นมาก เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในการผลิตเหล้าก็คือน้ำนั่นเอง
ที่นี่มีทั้งภูเขา แม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ และอากาศดีมาก เสี่ยวฮั่วบอกว่าในอนาคตจะสร้างรีสอร์ตอะไรสักอย่างที่นี่ ซึ่งจะช่วยรักษาสภาพแวดล้อมของพื้นที่นี้เอาไว้
“พรุ่งนี้ฉันจะโทรหาเขาเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเขาจะต้องเห็นด้วยอย่างแน่นอน ตอนนี้มีลุงซ่งเป็นผู้ถือหุ้นด้วยแล้ว เขาเป็นคนในพื้นที่ แบบนี้ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องเสิ่นรั่วหยุนแล้ว” ฟู่เยี่ยนรู้สึกเหนื่อยมาก เธอจึงบิดตัวเพื่อยืดเส้นยืดสาย
“เธอคงจะเหนื่อยมากเลยสินะ? มาผ่อนคลายกันหน่อยเถอะ? ให้ฉันทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายดีไหม?” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับมองไปยังฟู่เยี่ยนด้วยแววตาที่เร่าร้อนและเสน่หา
ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นก็ได้กลอกตาไปมา ทันใดนั้นเองเธอก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงโน้มตัวเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของไป๋โม่เฉินเบาๆทันทีที่ได้ยิน ไป๋โม่เฉินก็ยิ่งกระตือรือร้นมากขึ้นกว่าเดิม และอุ้มเธอไปที่บ่อน้ำพุร้อนในทันที
“รีบไปกันเลยดีกว่า...” ไป๋โม่เฉินไม่อยากจะรอแม้แต่วินาทีเดียว ตอนนี้เสี่ยวฮั่วได้จุดไฟภายในใจของเขาให้ลุกโชนขึ้นมาแล้ว! และเขาก็กำลังรู้สึกราวกับว่าร่างกายของเขากำลังจะลุกเป็นไฟ!
“เฮ้ อย่าเพิ่งใจร้อนสิ ฉันขอดื่มน้ำก่อน...” แม้ว่าฟู่เยี่ยนจะพูดแบบนั้นก็ตาม แต่ไป๋โม่เฉินก็ไม่ปล่อยให้เธอพูดอะไรอีก
ทั้งสองลงไปแช่น้ำพุร้อนด้วยกันถึงสองชั่วโมง ก่อนที่ไป๋โม่เฉินจะลุกขึ้นทั้งที่ยังรู้สึกไม่จุใจ ตอนนี้ใบหน้าของฟู่เยี่ยนเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อไปหมดแล้ว ซึ่งเธอเองก็รู้สึกเสียใจไม่น้อยเช่นกันที่ไปหยอกหมาป่าอย่างเขา!
เมื่อครู่นี้เธอเกือบจะถูกเขาทรมานจนร่างแทบพัง แต่โชคยังดีที่ก่อนหน้านี้เธอหมั่นออกกำลังกาย จนความแข็งแกร่งทางร่างกายภาพของเธอตามทันเขาแล้ว มิเช่นนั้นเธอคงไม่สามารถรับมือกับความแข็งแกร่งของไป๋โม่เฉินได้อย่างแน่นอน!
“นี่ จิบชาสักหน่อยเถอะ เราต้องเข้านอนแล้วนะ นี่ก็ดึกมากแล้ว” ไป๋โม่เฉินนําชามาให้ฟู่เยี่ยนด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม ก่อนจะรีบกระตุ้นให้เธอดื่มมันและเข้านอน
ฟู่เยี่ยนดื่มชาถ้วยนั้น ก่อนจะแช่ตัวในบ่อน้ำพุร้อนต่ออีกครู่หนึ่ง ตอนนี้ความรู้สึกไม่สบายตัวของเธอก็ได้คลายลงไปแล้ว และในที่สุดเธอก็ได้ขึ้นมาจากบ่อน้ำพุร้อน
แต่เมื่อเห็นแววตาของไป๋โม่เฉิน เธอก็รู้สึกว่าตัวเองได้ตกอยู่ในอันตรายอีกครั้งหนึ่งแล้ว และตั้งใจว่าจะรีบเข้านอนให้เร็วที่สุด!
ตอนที่ 670: เปิดร้านประมูล
เมื่อช่วงเทศกาลเช็งเม้งมาถึง ฝนก็เริ่มตกหนักและพืชพันธุ์ต่างๆ ก็เริ่มฟื้นตัวและเติบโตขึ้นมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาถึงแล้ว
เมิ่งอ้ายชวนกำลังเตรียมจะเปิดร้านประมูลในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ ในช่วงครึ่งเดือนแรก ได้มีการทดลองไปแล้ว และในการเปิดตัวนั้น เขาก็ได้เชิญผู้ที่มีชื่อเสียงในแวดวงโบราณวัตถุและแขกจากทุกสาขาอาชีพมาร่วมงานด้วย หากจะพูดให้ถูกต้องก็คือคนที่มาที่นี่ไม่เพียงแค่มาเพื่อซื้อเท่านั้น แต่ยังนำของมาขายได้อีกด้วย
ข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วย่านโรงงานหลิวหลี่อย่างรวดเร็ว และยังมีการโฆษณาทางวิทยุในทุกวันอีกด้วย โรงน้ำชาในย่านโรงงานหลิวหลี่ก็ได้กลายเป็นศูนย์กลางการกระจายข่าวไปในที่สุด ซึ่งในเวลานี้ทุกคนต่างก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก อีกทั้งพวกเขาทุกคนยังอยากถูกเชิญให้มาร่วมงานในวันเปิดตัววันแรกอีกด้วย!
“เฮ้ นายเคยได้ยินข่าวลือบ้างหรือเปล่า ครั้งนี้พวกเขาไม่เพียงแค่จะจัดงานประมูลขึ้นเป็นครั้งแรกเท่านั้นนะ แต่ยังเป็นตัวแทนของบริษัทบนเกาะฮ่องกงซึ่งเชี่ยวชาญในการเลียนแบบเครื่องเคลือบลายครามโบราณอีกด้วยนะ” ชายคนหนึ่งได้พูดขึ้นมา
“โอ้? หมายความว่าอย่างไร? เราสามารถซื้อของเลียนแบบเหล่านั้นเพื่อไปวางโชว์ในบ้านได้อย่างนั้นเหรอ!” และชายอีกคนก็ได้ถามด้วยความสงสัย
“นายรู้ไหมว่าของเลียนแบบพวกนั้นราคาเท่าไร? ชิ้นหนึ่งก็หกหมื่นหกพันหยวนแล้วนะ ฉันซื้อไม่ไหวหรอก พอถึงตอนนั้นเราก็แค่ไปดูความคึกคักกันพอ”
“อ่า นายไปถามราคาจากพวกเขามาแล้วเหรอ!”
“จริงสิ! ได้ยินมาว่าที่เกาะฮ่องกง... ไม่มีใครสามารถแยกได้เลยว่าเป็นของแท้หรือของปลอม ทุกคนต่างก็คิดว่ามันคือของจริง! งานประมูลแรกที่จะเปิดตัวนี่ก็เป็นการประมูลเพื่อการกุศลนะ ฉันยังได้ยินมาอีกว่าเงินที่ได้จากการประมูลครั้งแรกนี้จะถูกบริจาคให้กับมูลนิธิการกุศลทั้งหมด”
ในขณะเดียวกันนั้น เหล่าหยวนที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ก็ได้ยินบทสนทนาระหว่างทั้งสองเช่นกัน และทันใดนั้นหัวใจของเขาก็ถึงกับเต้นไม่เป็นจังหวะ ขนาดผู้เชี่ยวชาญยังไม่สามารถบอกได้ว่าเครื่องเคลือบโบราณเหล่านั้นเป็นของจริงหรือปลอมได้อย่างนั้นหรือ? ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงถ้วยลายครามที่เขาเพิ่งจะขายไปเมื่อเร็วๆนี้ขึ้นมาได้
บนเกาะฮ่องกงก็มีเครื่องเคลือบแบบนี้ด้วยหรือ? หวังว่าคงจะไม่ใช่เครื่องเคลือบแบบโบราณของจีนที่เขาขายไปเมื่อเร็วๆนี้หรอกนะ? เหล่าหยวนครุ่นคิดอยู่ภายในใจ เขาคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลอย่างแน่นอน
ดูเหมือนว่าเขาคงต้องไปดูการประมูลครั้งนี้สักหน่อยแล้ว!
หลังจากที่ถ้วยลายครามทั้งสองถูกขายไปแล้ว ยิ่งเหล่าหยวนคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดมากขึ้นเท่านั้น เขาต้องสูญเสียเงินไปถึงแปดพันหยวน ซึ่งตัวเลขนี้ทำให้เขารู้สึกปวดใจไม่น้อย เพราะเงินจำนวนนี้มันเท่ากับเงินที่เขาโกงจินฮ่วนซินมาเลยไม่ใช่หรือ?
เพียงแต่ว่าเงินแปดพันหยวนนี้ไม่ใช่แค่เงินของเขาคนเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเงินของเซี่ยงไห่และคนที่ร่วมมือกับเขาด้วย
หลังจากที่คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เหล่าหยวนก็ได้จ่ายเงินค่าชาและตรงไปยังบ้านของเซี่ยงไห่ทันที เขาต้องไปหารือเรื่องนี้กับเซี่ยงไห่ก่อน เด็กหนุ่มที่ชื่อจินฮ่วนซินคนนั้นกำลังล่อพวกเขาให้ไปติดกับดักหรือเปล่า!
เหล่าหยวนตรงไปที่บ้านของเซี่ยงไห่ด้วยความเร่งรีบ ซึ่งเซี่ยงไห่ก็ได้มองไปที่เขาด้วยความกังวลเล็กน้อย จากนั้นเขาก็ได้รินชาให้กับเหล่าหยวนเพื่อดับกระหาย หลังจากที่วางถ้วยชาลง เขาก็เริ่มเล่าสิ่งที่ได้ยินมาให้กับเซี่ยงไห่ฟัง
“ก่อนหน้านี้ ฉันรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติไป นายคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น จินฮ่วนซินจงใจล่อลวงให้เราไปติดกับดักหรือเปล่า?” เหล่าหยวนพูดออกมาด้วยความวิตกกังวลเล็กน้อย
“จะเป็นแบบนั้นไปได้อย่างไร? เขาถูกพ่อตัดความสัมพันธ์ไปแล้วไม่ใช่เหรอ และฉันยังได้ยินมาอีกว่าตอนนี้เขาไปทำงานในโรงงานเฟอร์นิเจอร์แล้วด้วยนะ!” เซี่ยงไห่ยังคงให้ความสนใจกับการเคลื่อนไหวของจินฮ่วนซิน
“ฉันมักจะรู้สึกอยู่เสมอเลยว่าตัวเองประมาทเลินเล่อกับเรื่องนี้เกินไป” หลายวันมานี้ เหล่าหยวนเองก็ยังจับตาดูคนจากหมู่บ้านซ่งเจี๋ยเช่นกัน โดยเฉพาะซ่งเหล่าหวู่และคุณชายรองซ่ง ซึ่งเขาคิดว่าทั้งสองคนนี้เป็นคนที่หลอกเขา
ทว่าหลังจากที่ได้เงินแล้ว พวกเขาก็ได้เดินทางลงไปยังตอนใต้ของจีน ซึ่งตระกูลซ่งมีธุรกิจอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว และซ่งเหล่าหวู่ก็ต้องไปดูแลธุรกิจที่นั่น แล้วเหล่าหยวนจะเจอพวกเขาได้อย่างไร?
นอกจากนี้ แม้ว่าเขาอยากจะถามกับคนแถวนั้นก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครให้ความร่วมมือเลย นี่เป็นเพราะก่อนหน้านี้เขามาที่นี่เพื่อต้องการซื้อของเท่านั้น เดิมทีเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการซื้อขายของชิ้นนั้นเลย แต่เขาก็ยังคงยืนกรานและบังคับให้เจ้าของขายมันให้กับเขา เมื่อมารู้ทีหลังว่ามันเป็นของปลอม จะมาโทษว่าคนขายโกหกเขาได้อย่างไร แบบนี้มันดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย!
หลังจากที่เหล่าหยวนถามกับคนในหมู่บ้านแต่ก็ไม่ได้อะไร เขาก็ได้กลับไปอย่างเงียบๆ
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะซื้อตั๋วสองใบ เราไปดูการประมูลกันหน่อยดีหรือเปล่า? ฉันได้ยินมาว่าเกณฑ์สำหรับการประมูลครั้งนี้สูงมากเลยนะ คนธรรมดาไม่สามารถร่วมการประมูลได้อย่างแน่นอน” เซี่ยงไห่เองก็อยากไปดูการประมูลครั้งนี้เหมือนกัน เขาจะพลาดความตื่นเต้นครั้งใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร?
ได้ยินมาว่าทุกคนที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงจะมาที่งานนี้ และยังมีการบริจาคของมาเพื่อการประมูลการกุศลด้วย งานครั้งนี้แน่นอนว่ามีมาตรฐานสูงมาก
ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนจะตัดสินใจไปดูการประมูลครั้งนี้
“เด็กหนุ่มจากตระกูลเมิ่งคนนั้นทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร? จะต้องมีคนคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังเขาอย่างแน่นอน มาดูกันเถอะว่ามีใครเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้บ้าง” เซี่ยงไห่เป็นคนที่รอบคอบอยู่แล้ว และเขาก็ได้คิดแผนการนี้ขึ้นมาพร้อมกับเหล่าหยวน
“อืม มาดูกันว่าจินฮ่วนซินเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า” เหล่าหยวนวางถ้วยชาลง และทั้งสองก็ได้แยกย้ายกัน
อีกด้านหนึ่ง ก่อนหน้านี้เมิ่งอ้ายชวนยุ่งมาก และเขาก็ได้ชวนหวังอันกั๋วที่เพิ่งจะลาออกจากงานมาช่วยเขาอีกแรง
“เรามีเจ้าของร้านที่ไม่ได้ทำอะไรเลยอยู่สองคน ซึ่งหนึ่งในนั้นไม่ว่างเพราะเอาแต่ไปประชุม ส่วนอีกคนก็สอนเด็กๆอยู่ที่บ้าน ด้วยเหตุนี้ เราสองคนจึงมีงานที่ยุ่งมากในช่วงนี้!” เมิ่งอ้ายชวนเป็นคนจัดหาสถานที่สำหรับการประมูล ครั้งนี้ฟู่เยี่ยนต้องการจัดงานประมูลที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นเขาจึงต้องจัดสถานที่ให้กว้างพอที่จะรองรับคนที่มาร่วมงานประมูลด้วย
ไม่เคยมีใครมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน ดังนั้นเขาจึงเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา เขาอยากจะเก็บรายละเอียดทั้งหมดนี้ด้วยตัวเองก่อน
“ชวนจื่อ นายกำลังบ่นอะไร! ดูร้านของนายก่อนสิ มันตระการตามากขนาดนี้ แบบนี้เวลาเอาไปไหนมาไหนมีใครบ้างจะไม่เรียกนายว่าเถ้าแก่เมิ่ง! ดูฉันสิ ฉันยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน!”
หลังจากที่หวังอันกั๋วลาออก เขาก็ได้มาช่วยงานที่นี่ ตอนนี้เขายังไม่รู้เลยว่าจะทำอะไร แต่ฉวีหนิงก็ยังคงคอยสนับสนุนเขา และบอกกับเขาว่าหากเขาต้องการจะทำอะไรก็สามารถทำได้ทั้งนั้น
“อย่าพูดถึงเรื่องนั้นเลย วันนั้นเฉินจื่อเองก็พูดอะไรออกมาเหมือนกัน บอกว่ามีไอเดียอะไรให้นายคิดดู รอให้นายไปถามเขาอีกทีว่าความหมายมันคืออะไร ฉันว่าคนสองคนนี้ที่จริงแล้วอาจจะช่วยนายชี้ทางได้ดีนะ”
ทันทีที่เขาพูดจบ เสียงโทรศัพท์ก็ได้ดังขึ้น
“เอาล่ะ ได้เวลาทำงานแล้ว! สวัสดีครับ ที่นี่ร้านหรงเป่าไจ โอ้ เป็นอาจารย์ฟู่เองหรอกเหรอครับที่โทรมา ทำไมวันนี้ถึงว่างโทรมาที่ร้านของเราได้กันล่ะ? นี่ เธอรู้หรือเปล่าว่าฉันยุ่งมากจนอยากจะแยกร่างสักสองสามร่างเลยนะ เธอไม่คิดที่จะมาช่วยฉันบ้างเลยเหรอ! ตอนนี้ครอบครัวของฉันต่างก็บอกว่าฉันผอมลงไปเยอะเลยนะ รู้หรือเปล่า....”
ฟู่เยี่ยนเอามือปิดหูโทรศัพท์เอาไว้ ก่อนจะแอบหัวเราะเบาๆ
“เถ้าแก่เมิ่ง พี่สามารถผ่านทุกปัญหาไปได้อย่างสบายๆอยู่แล้ว! จริงสิ ที่ฉันโทรมาวันนี้เพราะอยากจะชวนพี่ พี่กั๋วจื่อ ภรรยาของเขา และชานชานไปกินหม้อไฟกันเย็นนี้”
“อย่างน้อยเธอก็ยังมีจิตสำนึกอยู่บ้าง แล้วเราจะไปร้านไหนกันล่ะ?” ทันทีที่เมิ่งอ้ายชวนได้ยินเรื่องอาหาร เขาก็รู้สึกผ่อนคลายลงไปมาก
“เราไม่ได้ไปกินที่ร้าน แต่จะมากินที่บ้านของฉันเอง ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับพี่กั๋วจื่อสักหน่อย หากพี่ว่างก็มากินด้วยกันนะ ตอนนี้พี่ไป๋โม่เฉินก็ใกล้จะเลิกงานแล้วล่ะ”
หลังจากที่วางสายไป ฟู่เยี่ยนก็ได้กลับไปดูซุปหม้อไฟอีกครั้ง เธอต้มซุปหม้อไฟตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้ว และตอนนี้ก็เพิ่งจะช่วงบ่ายของวัน
ครั้งนี้เธอไม่ได้ใช้ของจากดินแดนต่างมิติเลย ทั้งยังตวงส่วนผสมต่างๆ ด้วยอัตราส่วนที่เหมาะสมที่สุดอีกด้วย และตอนนี้กลิ่นของน้ำซุปก็หอมเข้มข้นมาก
“ฟู่เยี่ยนมีธุระอะไร? เธอชวนเราไปกินมื้อเย็นเหรอ?” หวังอันกั๋วถามขึ้นมาทันที
“กั๋วจื่อ ฉันเดาว่างานของนายกำลังจะมาถึงแล้ว โทรบอกที่บ้านของนายว่าคืนนี้เรามีนัด ฉันเองก็จะไปรับชานชานเหมือนกัน คืนนี้ฉันจะกินให้พุงกางไปเลย ไม่ได้ ฉันต้องชดเชยสำหรับการทำงานหนักในช่วงหลายวันของฉัน”
เมิ่งอ้ายชวนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้งเพื่อโทรหาเหมี่ยวชานชาน ตอนนี้เหมี่ยวชานชานทำงานที่สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง และบอกว่าวันนี้เธอจะเลิกงานตรงเวลาตามปกติ ส่วนหวังอันกั๋วก็ได้โทรไปบอกเรื่องนี้กับฉวีหนิงที่สำนักพิมพ์เช่นกัน เมื่อได้ยินมาว่าฟู่เยี่ยนชวนเธอไปกินมื้อเย็นในวันนี้ เธอจึงขอเลิกงานตรงเวลาทันที
ขณะที่เมิ่งอ้ายชวนกำลังจะออกไปนั้น โหวซานก็วิ่งเข้ามา
“เถ้าแก่ครับ ตอนนี้เถ้าแก่พอจะมีเวลาว่างหรือเปล่า?”
“เกิดอะไรขึ้น? บอกฉันมาได้เลย”
โหวซานรีบโน้มตัวเข้าไปและกระซิบบางอย่างที่ข้างหูของเมิ่งอ้ายชวนทันที
“เรื่องนี้เองเหรอ? อย่ากังวลไปเลย นายพูดไปตามความจริงได้เลย ไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังธุรกิจของเราทั้งนั้น” เมิ่งอ้ายชวนพูดพร้อมกับตบไปที่ไหล่ของโหวซานด้วยท่าทีที่สบายๆ ก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับหวังอันกั๋ว
โหวซานยืนอยู่กับที่ ครุ่นคิดถึงคำพูดของเมิ่งอ้ายชวน ทันใดนั้นก็เหมือนมีแสงสว่างวาบขึ้นมาในหัว ที่แท้ความหมายก็คือแบบนี้นี่เอง!
จบตอน
Comments
Post a Comment