magic eye ep671-680

ตอนที่ 671: งานเลี้ยงหม้อไฟเล็กๆ


ในตอนเย็น งานเลี้ยงหม้อไฟเล็กๆ ก็ได้ถูกเตรียมพร้อมแล้ว ฟู่เยี่ยนปรุงซุปอย่างประณีตตลอดทั้งช่วงบ่าย ซึ่งทุกคนต่างก็รู้สึกทึ่งกับกลิ่นหอมนี้ทันทีที่เดินผ่านประตูเข้ามา


“ฟู่เยี่ยน เธอกำลังทำอะไรอยู่เหรอ? มันต้องรสชาติดีมากแน่ๆเลย!” ทันทีที่เหมี่ยวชานชานเดินเข้ามา เธอก็ตะโกนด้วยความตื่นเต้นทันที


“มันคือหม้อไฟหม่าล่า เธอกินเผ็ดได้หรือเปล่า?” ตอนนี้ไป๋โม่เฉินได้ตั้งหม้อไฟเอาไว้บนโต๊ะแล้ว ดังนั้นจึงทำให้กลิ่นของมันลอยไปแตะจมูกของทุกคนทันทีที่เดินเข้ามา 


ฟู่เยี่ยนกำลังเตรียมชามและตะเกียบอยู่ เมื่อเห็นว่าทั้งสี่คนมาถึงแล้ว เธอจึงรีบเข้าไปทักทายโดยไม่ปล่อยให้พวกเขารอนาน


“แน่นอน แต่ถ้ามันเผ็ดจนเกินไป ฉันก็กินไม่ค่อยไหวเท่าไหร่หรอกนะ” เหมี่ยวชานชานน้ำลายสอขึ้นมาทันที ส่วนฉวีหนิงเห็นหม้อไฟตรงหน้าก็แอบกลืนน้ำลายด้วยความหิวเช่นกัน


“ไม่ต้องห่วง ฉันเตรียมทุกอย่างเอาไว้พร้อมแล้ว” ฟู่เยี่ยนพูดขณะที่กำลังวางชามและตะเกียบลงบนโต๊ะ เธอเตรียมซุปเอาไว้ถึงสองแบบ แบบแรกนั้นเป็นซุปที่เผ็ดเล็กน้อย และอีกแบบคือซุปที่เผ็ดจัดจ้าน


เมื่อเห็นเช่นนั้น ทุกคนจึงเข้าไปช่วยเธอทันที ไม่นานนักหม้อไฟก็พร้อมกินแล้ว ส่วนผสมของหม้อไฟทั้งหมดในวันนี้ฟู่เยี่ยนซื้อมันมาจากตลาดทั้งสิ้น ตอนนี้ผู้คนไม่นิยมไปซื้อของที่สหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภคแล้ว


หลังจากที่ได้ลองกินมัน ทุกคนต่างก็ตกตะลึงในรสชาติที่ยอดเยี่ยมนี้ โดยเฉพาะเนื้อแกะและเนื้อปลา ซึ่งแม้แต่ไป๋โม่เฉินเองก็รู้สึกชอบมันมากเช่นกัน


“ฟู่เยี่ยน เธอทำหม้อไฟได้อร่อยมากจริงๆ มันมีรสชาติดีกว่าร้านอาหารที่เราไปหลายๆร้านในก่อนหน้านี้เสียอีก มันเหมาะที่จะกินในฤดูหนาวมาก และยังมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์อีกด้วย” เมิ่งอ้ายชวนเป็นคนที่ไม่กินอาหารรสจัด แต่เขากลับติดใจเมื่อได้ลองกินซุปหม่าล่าความเผ็ดระดับปกติหม้อนี้ 


ส่วนเหมี่ยวชานชานและคนอื่นต่างก็กินหม้อไฟที่มีซุปเผ็ดปกติเช่นกัน เดิมทีเธอกับฉวีหนิงยังคงกินมันได้ตามปกติ แต่ยิ่งกินมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเผ็ดชามากยิ่งขึ้น และในที่สุดพวกเธอทั้งสองคนก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป


“ฟู่เยี่ยน ยิ่งฉันกินมันมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเผ็ดขึ้นเท่านั้น แต่ยิ่งเผ็ด ฉันก็ยิ่งอยากกินมันมากขึ้นกว่าเดิม! มันยอดเยี่ยมมากจริงๆ! เธอไปเรียนการทำหม้อไฟแบบนี้มาจากไหน?” เหมี่ยวชานชานไม่เคยถือว่าตัวเองเป็นคนนอกสำหรับฟู่เยี่ยนอยู่แล้ว 


“ทำไมเธอถึงถามแบบนั้นกันล่ะ? ฟู่เยี่ยนไม่ได้อยากเปิดร้านอาหารสักหน่อย ถ้าฟู่เยี่ยนทำมันขึ้นมา ก็แสดงว่านี่เป็นสูตรลับอย่างแน่นอน!” เมิ่งอ้ายชวนพูดแทรกขึ้นมาทันที


“หากมาคิดดูแล้ว ฉันไม่ได้ไปเสฉวนมานานแค่ไหนกันนะ? นี่คืออาหารขึ้นชื่อของเสฉวน และฉันก็ไม่คิดว่าจะมีอาหารรสชาติแบบนี้อยู่ที่เมืองหลวงอีกด้วย” ฟู่เยี่ยนพูดออกมา ส่วนไป๋โม่เฉินก็ได้ตบไปที่ไหล่ของหวังอันกั๋วเบาๆ 


“ทั้งสองคน? หมายความว่าอย่างไร? พวกนายกำลังคิดจะทำธุรกิจร่วมกับฉันเหรอ?” หวังอันกั๋วพูดพร้อมกับชี้มาที่ตัวเอง 


ก่อนที่ไป๋โม่เฉินและฟู่เยี่ยนจะทันได้พูดอะไรออกมา เมิ่งอ้ายชวนก็ได้ตบไปที่ต้นขาของเขาดังป้าบ ก่อนจะปรบมืออย่างเห็นด้วย


“นี่ไม่เลวเลยนะ! ถ้าทำออกมาได้ดีล่ะก็ อาจจะเทียบเท่ากับร้านตงไหลชุ่นได้เลย! หลายปีมานี้ฉันกินร้านตงไหลชุ่นจนเริ่มเบื่อแล้วเหมือนกัน!”


“นั่นคือสิ่งที่เรากำลังจะสื่อ นายเข้าใจถูกต้องแล้วล่ะชวนจื่อ? ว่าแต่นายเถอะ นายพร้อมจะร่วมหุ้นกับเราหรือเปล่า?” ไป๋โม่เฉินพูดพร้อมกับมองไปยังหวังอันกั๋วราวกับว่ากำลังรอคำตอบอยู่ 


หวังอันกั๋วรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในใจ ตอนที่เขาลาออกจากงานมาลุยธุรกิจส่วนตัว นอกจากฉวีหนิงแล้ว ก็แทบไม่มีใครสนับสนุนเลย คนในครอบครัวยังมองว่าเขาแค่ทำอะไรเปล่าประโยชน์ ทว่าในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ กลับเป็นเพื่อนพ้องที่ให้เขาพึ่งพาได้!


“ฉันขอรินเหล้าแก้วนี้แทนคำขอบคุณก็แล้วกัน! ขอบคุณมากน้องชาย!”


ทันทีที่พูดจบ หวังอันกั๋วก็กระดกเหล้าจนหมดแก้ว ส่วนฉวีหนิงเองก็รู้สึกขอบคุณทุกคนมากๆ ตอนนี้แม้แต่ครอบครัวของเธอเองก็ยังไม่อยากเจอเธอด้วยเช่นกัน แต่เธอก็ยังคงยืนหยัดอยู่เคียงข้างหวังอันกั๋ว และเธอก็รู้ดีว่าเขาเป็นกังวลเรื่องนี้มากแค่ไหน


ในเมื่อทำงานแล้วไม่มีความสุข ก็แค่ออกมาค้นหาตัวเอง ถึงอย่างไรตอนนี้เขาก็ยังอายุน้อยและยังไม่มีลูก


“ฉันเองก็ต้องขอบคุณด้วยเหมือนกัน ขอบคุณจริงๆ ที่ยังคิดถึงกั๋วจื่อ ไม่ต้องห่วง ในอนาคตฉันต้องตอบแทนทุกคนอย่างแน่นอน!” ฉวีหนิงพูดพร้อมกับหยิบแก้วเหล้าของเธอขึ้นมาเพื่อที่จะดื่มให้กับไป๋โม่เฉินและทุกคน 


ทันใดนั้น ฟู่เยี่ยนที่อยู่ข้างๆ ก็ได้รีบคว้าแก้วที่มีน้ำผลไม้อยู่ขึ้นมายื่นให้กับฉวีหนิงอย่างรวดเร็ว


“สตรีมีครรภ์ไม่ควรดื่มเหล้าหรอกนะ มันจะไม่ดีต่อทารกในครรภ์เอาได้”


ทันทีที่ได้ยินเช่นนี้ ฉวีหนิงก็ชะงักไปด้วยความตกตะลึง และหวังอันกั๋วเองก็นิ่งไปเช่นกัน...


“ฟู่เยี่ยน เธอ... เธอพูดว่าอะไรนะ? เธอบอกว่าฉวีหนิงกำลังท้องเหรอ?”


“เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ากังวลหรอก ทั้งสองคนมีสุขภาพดี ดังนั้นการตั้งครรภ์ก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?” ฟู่เยี่ยนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย 


“แต่ แต่ว่า... ฉวีหนิงไปตรวจที่โรงพยาบาลมาแล้วนะ และหมอก็บอกว่าเธอไม่สามารถตั้งครรภ์ได้...” หวังอันกั๋วพูดออกมาด้วยความลังเล เป็นไปได้อย่างไรกัน?


ฟู่เยี่ยน: ? ? ?


“ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้เหรอ ใครเป็นคนบอกพี่แบบนั้น? ถ้าอย่างนั้นให้ฉันตรวจดูชีพจรหน่อยดีกว่า” สีหน้าของฟู่เยี่ยนดูเคร่งขรึมขึ้นมาทันที เท่าที่เธอเห็น ฉวีหนิงไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย หากมีปัญหาเรื่องนี้ เธอต้องไม่สามารถมองเห็นดวงชะตาเรื่องลูกของฉวีหนิงอย่างแน่นอน 


ตอนนี้ดวงชะตาเรื่องลูกของฉวีหนิงเต็มไปด้วยแสงสีแดง ซึ่งบ่งบอกถึงการตั้งครรภ์ได้อย่างชัดเจน เธอไม่มีทางดูผิดแน่ๆ


ฉวีหนิงยื่นมือออกไปอย่างว่าง่าย ตอนนี้เธอตื่นเต้นจนไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้แล้ว เมื่อสัปดาห์ก่อนเธอไปตรวจที่โรงพยาบาลทหาร ซึ่งเป็นเพื่อนของเธอเองที่อ่านรายงานผลการตรวจให้เธอฟัง


ฟู่เยี่ยนสัมผัสชีพจรอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเปลี่ยนไปตรวจที่ข้อมือข้างซ้ายอีกครั้ง ฉวีหนิงมีร่างกายที่แข็งแรงดี และทารกในครรภ์ก็แข็งแรงมาก ไม่มีอะไรผิดปกติกับทั้งสองคนเลย!


หากจะมีอะไรผิดปกติก็คือ ฉวีหนิงอาจจะมีภาวะตั้งครรภ์ยากเท่านั้น


ตอนนี้ทุกคนหยุดกินหม้อไฟไปโดยปริยาย พวกเขาทั้งหมดต่างก็มองไปที่มือของฟู่เยี่ยน ส่วนหวังอันกั๋วเองก็มองไปที่มือของฟู่เยี่ยนด้วยหัวใจที่เต้นราวกับรัวกลองเช่นกัน


ฟู่เยี่ยนถอนมือออกมา ก่อนจะมองไปที่โหงวเฮ้งบนใบหน้าของฉวีหนิงอย่างระมัดระวัง ตอนนี้เธอมั่นใจมากว่าการวินิจฉัยในก่อนหน้านี้ผิดพลาด


“เธอสบายดี บางทีอาจเป็นการวินิจฉัยที่ผิดพลาดก็ได้ ตอนนี้เด็กมีอายุเพียงแค่หนึ่งเดือนครึ่งเท่านั้น รออีกประมาณครึ่งเดือนค่อยไปตรวจที่โรงพยาบาลอีกทีก็ได้”


“ไม่มีปัญหาอะไรจริงๆใช่ไหม? ช่างเหลือเชื่อมากจริงๆ ตอนที่หมอบอกเรื่องนี้กับฉัน เพื่อนร่วมชั้นของฉันก็อยู่ที่นั่นเหมือนกัน เอาไว้ฉันกลับถึงบ้านแล้วจะโทรหาเธออีกครั้ง จะได้เตือนไม่ให้มีการวินิจฉัยที่ผิดพลาดอีก” หลังจากที่ได้สติกลับมา ฉวีหนิงก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย 


ตอนที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองอาจมีปัญหาเรื่องการมีบุตร ฉวีหนิงก็ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอะไรมากนัก เรื่องนี้ไม่มีใครรู้เลยนอกจากหวังอันกั๋ว การที่หวังอันกั๋วตัดสินใจลาออกจากงานมาทำธุรกิจเองก็เพราะอยากหาเงินมารักษาอาการป่วยของฉวีหนิงด้วย


“ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดก็แล้วกัน คนที่สลับรายงานกับเธอ อาจจะช่วยกอบกู้ครอบครัวหนึ่งเอาไว้ก็ได้” หวังอันกั๋วรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก เขากังวลมาตลอดว่าฉวีหนิงอาจคิดมากเกินไปเพราะเรื่องนี้ 


“พี่กั๋วจื่อพูดถูก เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละ ถือว่าเป็นการสร้างบุญให้ตัวเองไปด้วย! เดี๋ยวฉันจะมอบเครื่องรางคุ้มครองครรภ์ให้เธอสักอันนะ”


ในความเป็นจริงนั้น ทารกในครรภ์ของฉวีหนิงมีชีพจรที่แข็งแรงมาก ไม่ต้องพึ่งยันต์ของเธอเลยด้วยซ้ำ แต่การที่มียันต์แคล้วคลาดติดตัวเอาไว้ก็ทำให้อุ่นใจมากขึ้น!


“เฉินจื่อ ฉันต้องขอบคุณพวกนายมากจริงๆ โดยเฉพาะฟู่เยี่ยน หากในอนาคตถ้านายต้องการให้ฉันทำอะไร ไม่ว่าจะให้ฉันลุยภูเขาที่เต็มไปด้วยคมมีด หรือลงไปในทะเลไฟ ฉันก็พร้อมจะทำเพื่อพวกนาย! ฟู่เยี่ยน คือผู้มีพระคุณของเรา ฉันโชคดีมากจริงๆ ที่ได้พบเธอกับเฉินจื่อ! หากต้องการให้ฉันทำอะไรก็บอกมาได้เลยนะ!”


หวังอันกั๋วรู้สึกมีความสุขมาก และเขาก็ได้ดื่มอีกแก้ว ซึ่งเมิ่งอ้ายชวนและไป๋โม่เฉินเองก็ได้หยิบแก้วของพวกเขาขึ้นมาเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ทั้งสามคนเมาหนักกว่าทุกครั้ง จนต้องนอนค้างที่บ้านของฟู่เยี่ยน ซึ่งที่นี่มีห้องรับรองเพียงพอสำหรับทุกคนอยู่แล้ว


หลังจากที่จัดการกับคนเมาทั้งสามเสร็จ ฟู่เยี่ยนและคนอื่นก็ไม่ได้ดื่มต่อ เธอไม่ได้ดื่มมากตั้งแต่แรกแล้ว เพราะเธออยากวาดยันต์ให้กับทารกในครรภ์ของฉวีหนิง ดังนั้นเธอจึงได้พาทั้งสองคนไปที่ห้องทำงานของเธอ


“เชิญพวกเธอนั่งกันตามสบายเลยนะ ฉันขอทำสมาธิสักครู่หนึ่งก่อน” ฟู่เยี่ยนหยิบแก้วน้ำมาเทน้ำให้ทุกคน


ทั้งสองคนมัวแต่เพลิดเพลินกับการดูของสะสมของฟู่เยี่ยน ในห้องทำงานของฟู่เยี่ยนเต็มไปด้วยของดีมากมาย ทั้งของที่ฟู่เยี่ยนหามาเอง ทั้งที่ซื้อมา และบางชิ้นก็ได้มาจากการไปเลือกซื้อมาจากร้านขายของเก่า


ในการประมูลครั้งแรกของร้านประมูล ฟู่เยี่ยนเองก็จะนำของสะสมสองสามชิ้นจากของเหล่านี้ไปร่วมประมูลด้วยเช่นกัน และหลังจากที่มันถูกประมูลไปแล้ว เธอจะนำเงินเหล่านั้นเป็นทุนในมูลนิธิการกุศลของเธอ


การทำความดีนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่สำหรับแนวคิดของฟู่เยี่ยนกลับไม่มีอะไรซับซ้อนเลย โครงการแรกของเธอนั้นจะเป็นการสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับเด็กผู้หญิงที่ยากจน 


ไม่นานนัก ฟู่เยี่ยนก็ได้เริ่มวาดยันต์และเธอก็วาดมันเสร็จอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็พับมันใส่ลงไปในซองเพื่อจะให้ฉวีหนิงพกมันติดตัวได้อย่างสะดวก


“ไม่ต้องห่วง ซองนี้สามารถกันทั้งน้ำและไฟได้ เธอแค่พกมันติดตัวเอาไว้ตลอดเวลาก็พอ หากพบว่ามันเริ่มร้อนขึ้น ให้รีบติดต่อฉันทันที”


ฉวีหนิงรับมันมา ก่อนจะแขวนมันเอาไว้ที่คอด้วยท่าทีที่เคร่งขรึม


ตอนที่ 672: ตกลงหุ้นส่วน


หลังจากที่ฉวีหนิงและเหมี่ยวชานชานดูของสะสมของฟู่เยี่ยนอยู่ครู่หนึ่ง สามสาวก็ได้ไปนั่งพูดคุยเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวในเรือนดอกไม้


“อ้อ จริงสิ ฟู่เยี่ยน ฉันได้ยินจากชวนจื่อว่า งานประมูลครั้งแรกนั้นมีของดีเยอะมาก ตอนนี้เขาส่งการ์ดเชิญไปครบแล้วหรือยัง? ฉันขอถามได้ไหมว่าพอจะขอการ์ดเชิญให้อารองของฉันสักใบได้หรือเปล่า?”


อารองของฉวีหนิงไม่ได้เข้าร่วมกองทัพเหมือนกับพี่ชายของเขา และตอนนี้เขาก็ทำงานอยู่ในร้านขายโบราณวัตถุอีกด้วย


“ไม่มีปัญหาหรอก! เธอแค่บอกกับชวนจื่อไปเลยก็ได้ พอถึงวันงานเธอก็จะมีการ์ดเชิญแน่นอน แถมเรายังต้องพึ่งพาสื่อของพวกเธอในการประชาสัมพันธ์งานอีกด้วย”


ฟู่เยี่ยนรู้สึกตกใจกับเรื่องนี้เล็กน้อย อารองของฉวีหนิงก็ถือว่าเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงโบราณวัตถุเช่นกัน


“ถ้าอย่างนั้นเอาไว้ฉันจะไปคุยกับชวนจื่ออีกที” ฉวีหนิงยิ้มออกมาอย่างมีความสุข และเธอก็ได้ลูบไปที่ท้องของตัวเองโดยไม่รู้ตัว 


หลังจากที่พูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง พวกเธอก็ได้แยกย้ายกันเข้านอน ในเช้าของวันรุ่งขึ้น เหมี่ยวชานชานและฉวีหนิงก็ได้ตื่นและออกไปทำงานก่อน ส่วนหวังอันกั๋วกับเมิ่งอ้ายชวนยังคงไม่ตื่น


ทางด้านไป๋โม่เฉินนั้นตื่นแต่เช้าและได้ออกไปซื้ออาหารเช้าให้กับสาวๆทั้งสาม โดยเขาได้ซื้ออาหารขึ้นชื่อของสือช่าไห่ ซึ่งก็คือแพนเค้กไส้ผลไม้นั่นเอง เขากินมันเป็นประจำมาหลายปีแล้ว และรสชาติของมันก็ยังอร่อยเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนไป 


หลังจากที่ฟู่เยี่ยนกินมื้อเช้าเสร็จ เธอก็เตรียมตัวจะไปที่บ้านตระกูลฟู่เพื่อไปดูความเรียบร้อยของฟู่เหมี่ยว ตอนนี้อายุครรภ์ของฟู่เหมี่ยวเข้าเดือนที่ห้าแล้ว ซึ่งหน้าท้องของฟู่เหมี่ยวก็เริ่มโตขึ้นจนส่งผลต่อการเคลื่อนไหวบ้างแล้ว


สุดท้าย ฟู่เหมี่ยวช่างเป็นคุณแม่ที่โชคดีมากจริงๆ เพราะลูกสองคนนี้เชื่อฟังมาก พวกเขาไม่มีการก่อปัญหาอะไรเลย ไม่ทำให้แม่เครียดหรือคลื่นไส้แพ้ท้องแม้แต่น้อย พอตื่นขึ้นมาก็กินได้ไม่หยุดปาก


แน่นอนว่าในเวลานี้ ฟู่เหมี่ยวกำลังเดินเล่นอยู่ในลานบ้าน นี่เป็นกิจวัตรประจำวันของเธอ และในขณะที่เดินออกกำลังในลานบ้านนั้น เธอก็จับตาดูการฝึกของเสี่ยวถู่ไปด้วย 


“พี่ วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?” ฟู่เยี่ยนมองไปที่หน้าท้องของฟู่เหมี่ยว ซึ่งตอนนี้เริ่มโตขึ้นเรื่อยๆแล้ว เธอคิดว่าพี่สาวน่าจะต้องคลอดตอนอายุครรภ์ได้แปดเดือนแน่นอน! 


“ฉันสบายดี แต่ก็รู้สึกแน่นหน้าอกและหายใจถี่ขึ้นเล็กน้อย ก็เลยมาเดินออกกำลังกายสูดอากาศข้างนอกสักหน่อย ทำไมวันนี้เธอถึงมาที่นี่ได้ล่ะ? ช่วงนี้เธอว่างเหรอ?”


“วันนี้ฉันว่าง พี่ไปนั่งก่อนดีกว่า ฉันจะได้ตรวจดูชีพจรของพี่สักหน่อย เมื่อวานนี้พี่ไปตรวจครรภ์ หมอว่าอย่างไรบ้าง?”


หลังจากที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็ได้พาฟู่เหมี่ยวไปนั่ง จากนั้นเธอก็เริ่มคลำดูชีพจรของพี่สาวอย่างระมัดระวัง ตอนนี้เด็กทั้งสองคนมีชีพจรที่แข็งแรงดี และหากไม่มีอะไรผิดพลาด เด็กทั้งสองคนน่าจะเป็นผู้หญิง


“หมอบอกให้ฉันควบคุมอาหาร อย่ากินมากจนเกินไป...” ฟู่เหมี่ยวพูดด้วยสีหน้าที่เขินอายเล็กน้อย มันเป็นเพราะลูกทั้งสองคนของเธอหิวต่างหากล่ะ หลังจากที่เธอกินอะไรเข้าไปก็สามารถย่อยได้อย่างรวดเร็ว 


รูปร่างของเธอเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่ไม่ได้อ้วนขึ้นมากนัก มันเป็นเพราะต้องตั้งครรภ์ลูกสองคนมากกว่าที่ทำให้เธอดูมีรูปร่างเปลี่ยนไป


“ไม่เป็นไรหรอก พี่แค่กินขนมให้น้อยลง และกินอาหารที่มีประโยชน์กับลูกๆให้มากขึ้น แม้แต่ตอนหลังคลอดก็ยังต้องดูแลเรื่องอาหารด้วย ช่วงนี้ปล่อยให้พี่รองดูแลโรงงานไปก่อนดีกว่า”


ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าในช่วงนี้ไม่สามารถทิ้งฟู่เหมี่ยวให้อยู่ตามลำพังได้ ดังนั้นเธอต้องบอกเรื่องนี้กับแม่ของเธอหน่อยแล้ว เธอต้องการจะยืนยันให้แน่ใจว่ามีคนอยู่ดูแลพี่สาวของเธอตลอดเวลาจริงๆ


แต่เธอก็ไม่ได้กังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก เพราะพ่อกับแม่ของเธออยู่ที่บ้านตลอดอยู่แล้ว เธอแค่กลัวว่าจะเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้นเท่านั้น


“เข้าใจแล้ว เสี่ยวฮั่ว เธอพอจะบอกเพศของเด็กทั้งสองคนนี้ได้หรือเปล่า?” ฟู่เหมี่ยวแอบถามอย่างเงียบๆ 


“ทำไม? พี่อยากรู้เหรอ?”


“ตอนนี้ปู่ของจื่อหยวนกำลังป่วย จื่อหยวนกับพ่อสามีของฉันจึงได้ไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาลเมื่อไม่กี่วันก่อน ซึ่งเขาก็ได้รู้เรื่องที่ฉันตั้งครรภ์แล้ว”


“ซึ่งเขาก็ได้บอกว่าคงจะดีไม่น้อยหากได้เหลนผู้ชาย แต่ก่อนที่จะพูดจบ เขาก็ถูกพ่อสามีของฉันดุ และพี่เขยเธอถึงกับโกรธจนหน้าซีดเลยทีเดียว”


ฟู่เหมี่ยวไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ครอบครัวของเธอมีพี่น้องหลายคน และเธอก็ไม่เคยมีความคิดที่ว่าจะชอบลูกชายมากกว่าลูกสาวอีกด้วย มันคงจะดีมากหากเธอมีลูกสาวฝาแฝดเหมือนกับอาเล็กของเธอ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลอะไรเลยไม่ใช่หรือ?


“เขาพูดว่าอะไรก็ไม่สำคัญ หญิงชายต่างกันแค่โครงสร้างทางชีวภาพเท่านั้น ผู้หญิงสามารถแบกรับครึ่งหนึ่งของโลกได้ นี่คือคำพูดของบุคคลสำคัญ ขอแค่พี่เขยและพี่ไม่มีความคิดในทางนั้นก็พอ อย่าสนใจคำพูดของคนอื่นเลย”


ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับจับมือของฟู่เหมี่ยวเอาไว้ พี่สาวของเธอไม่ควรมีความคิดแบบนั้น


“พี่เขยของเธอหวังว่าจะได้ลูกสาวสองคน เขาบอกกับฉันเสมอว่าถ้าเรามีลูกสาวสองคน พวกเธอก็จะเป็นเหมือนเราสองพี่น้อง และเราจะไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น! ถึงแม้มันอาจดูเหมือนเป็นการยกยอ แต่ฉันก็ยังมีความสุขมาก!”


ฟู่เหมี่ยวพูดพร้อมกับหัวเราะออกมา


“พี่เขยช่างเป็นคนที่รู้แจ้งจริงๆ! เขาได้ลูกสาวอย่างที่ตั้งใจเอาไว้แล้วล่ะ” ฟู่เยี่ยนบอกเรื่องนี้กับฟู่เหมี่ยวออกไปตรงๆ เพื่อที่พี่สาวของเธอจะได้เตรียมเสื้อผ้าตัวเล็กๆ ให้กับสาวน้อยทั้งสอง


“จริงเหรอ? เยี่ยมไปเลย เอาไว้ฉันจะบอกเขาทีหลัง ฉันคิดว่าเขาจะต้องดีใจจนกินข้าวได้เยอะขึ้นอย่างแน่นอน!” ฟู่เหมี่ยวยิ้มจนตาหยี เธอรู้สึกมีความสุขมากจริงๆ


สองพี่น้องนั่งคุยกันอยู่ในลานบ้านอยู่ครู่หนึ่ง จนหวังซู่เหมยออกมาเรียก ตอนนี้ถึงเวลากินผลไม้แล้ว ซึ่งฟู่เหมี่ยวเองก็รู้สึกหิวเล็กน้อยเช่นกัน


ฟู่เยี่ยนอยู่ที่นี่ไม่นานนัก เมื่อวานนี้ชวนจื่อบอกว่าเขามีบางอย่างจะคุยกับเธอ ดังนั้นเธอจึงขอตัวกลับบ้านก่อน แล้วจะกลับมากินมื้อเที่ยงที่นี่อีกครั้ง เพราะตอนนี้แขกทั้งสองคนของเธอยังไม่กลับ


แน่นอนว่าเมื่อเธอกลับมาถึงบ้าน ทั้งสามคนกำลังนั่งดื่มชาอยู่ในห้องนั่งเล่น และยังดูเหมือนว่าพวกเขาเพิ่งตื่นอีกด้วย


“ฟู่เยี่ยน หากเธอยังไม่กลับมา ฉันว่าจะกลับแล้วนะ ยังมีอีกเรื่องเลยที่ฉันต้องทำ!”


“เกิดอะไรขึ้นเหรอ? เมื่อคืนที่ให้พี่พูด พี่กับพวกเขาก็ดื่มจนเมาหลับไปเลย” ฟู่เยี่ยนก็เลยนั่งลงไป ขณะที่ไป๋โม่เฉินเทชาร้อนๆเติมให้เธอใหม่ 


“โหวซานบอกกับฉันว่าเซี่ยงไห่และเหล่าหยวนกำลังตามสืบกิจการของเรา พวกเขาอยากรู้ว่าร้านประมูลของเรามีใครอยู่เบื้องหลัง” ชวนจื่อพูดพร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อย สองคนนี้ช่างกล้าหาญจริงๆ 


“ให้พวกเขาตรวจสอบไปเถอะ หากพวกเขาไม่สามารถตรวจสอบได้ ก็ให้คนที่รู้เรื่องนี้บอกพวกเขาไปเลย จะได้รู้ว่าท้องฟ้าโลกใบนี้กว้างกว่าที่พวกเขาคิดมากแค่ไหน” ฟู่เยี่ยนถือถ้วยชาเอาไว้พลางรู้สึกว่าคนแบบนี้ช่างน่ารําคาญมากจริงๆ 


“อืม ฉันเองก็บอกโหวซานไปแบบนั้นเหมือนกัน หากเดาไม่ผิด ในวันนี้เรื่องทั้งหมดก็จะกระจ่าง เรามาพูดคุยเกี่ยวกับธุรกิจของกั๋วจื่อกันดีกว่า หลังจากนี้เราจะทำอย่างไรต่อไป”


“ฟู่เยี่ยน เรื่องร้านหม้อไฟที่เธอพูดถึงเมื่อคืนนี้ เราจะร่วมมือกันด้วยวิธีไหนเหรอ?” หวังอันกั๋วถามด้วยรอยยิ้ม 

 

“เรื่องนี้ ฉันจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารภายในเลย ฉันจะเป็นคนลงทุนและมอบสูตรอาหารให้เท่านั้น ส่วนที่เหลือ พี่ต้องดูแลเองทั้งหมด ฉันจะเป็นผู้ถือหุ้นแค่20%เท่านั้น พี่มีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?” ฟู่เยี่ยนวางถ้วยชาลง ก่อนหน้านี้เธอได้หารือกับไป๋โม่เฉินแล้ว


“20%อย่างนั้นเหรอ? ไม่ ไม่ได้ มันไม่น้อยเกินไปหน่อยหรือไง?” หวังอันกั๋วพูดออกมาด้วยความตกใจ 


“ฉันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆในร้านเลย ดังนั้น20%ก็ถือว่าเยอะมากแล้ว ฉันจะบอกสูตรกับพี่อีกครั้งในภายหลัง จากนั้น ก็เป็นหน้าที่ของพี่แล้วที่จะคิดหาวิธีควบคุมอัตราส่วนของมัน”


“โอเค ถ้าเธอตัดสินใจว่าจะถือหุ้นแค่20%ก็ตกลงตามนั้น แต่สำหรับเรื่องเงินทุนนั้นจะถูกแยกออกไปคนละส่วน เธอจะเป็นผู้ถือหุ้น20% บวกกับเงินลงทุนของเธอ ฉันจะคิดเป็นอีก20% รวมกันทั้งหมด เธอจะเป็นผู้ถือหุ้น40% ตกลงตามนี้ ถ้าเธอปฏิเสธ ฉันจะไม่ทำมันอย่างเด็ดขาด!”


หวังอันกั๋วคิดว่าทุกคนนั้นควรจะตระหนักถึงความซื่อสัตย์ในตัวเอง และเขาไม่สามารถฉวยโอกาสกับเรื่องนี้ได้!


“ก็ได้ สำหรับเงินลงทุนนั้นเราต่างฝ่ายต่างก็ต้องจ่ายคนละครึ่งอยู่แล้ว ดังนั้นฉันกับพี่ไป๋โม่เฉินจึงตกลงกันว่าจะให้พี่ยืมก่อน” ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่าหลังจากหวังอันกั๋วลาออกจากงาน เขาต้องไม่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวอย่างแน่นอน 


มีเพียงไม่กี่คนในตระกูลหวังที่ทำธุรกิจ ดังนั้นหวังอันกั๋วจึงไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากนักเมื่อเทียบกับเมิ่งอ้ายชวน


“ได้เลย ถ้าอย่างนั้นฉันต้องขอบคุณพวกเธอทั้งสองคนมากจริงๆ!” หวังอันกั๋วหยิบถ้วยชาขึ้นมา ครั้งนี้เขาจะดื่มให้กับทั้งสองโดยใช้ชาแทนเหล้า หลังจากที่คุยกันเสร็จ เขาก็ได้ขอตัวกลับไปพร้อมกับเมิ่งอ้ายชวน 


ทันทีที่เดินออกมา หวังอันกั๋วก็ได้ปาดน้ำตาลูกผู้ชายที่กำลังไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ด้วยความซาบซึ้ง


“เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาหรอก จากนี้นายต้องตั้งใจทำงานให้มากๆ การที่ร้านหม้อไฟสามารถทำกำไรเป็นกอบเป็นกำได้นั้น ถือว่าเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว!” เมิ่งอ้ายชวนพูดพร้อมกับตบไปที่ไหล่ของหวังอันกั๋ว


“อืม ฉันจะทำมันอย่างเต็มที่ ทุกคนจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน ไปกันเถอะ ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องทำ! วันนี้เรายังต้องไปหาทำเลที่จะเปิดร้านด้วย”


ตอนที่ 673: ตรวจสุขภาพผู้เฒ่าจู


หวังอันกั๋วต้องการที่จะหาที่เปิดร้านหม้อไฟโดยเร็วที่สุด และเมิ่งอ้ายชวนก็ยังต้องไปดูแลความเรียบร้อยที่ร้านประมูล ส่วนฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินก็ได้ไปที่ห้องหนังสือเช่นกัน ฟู่เยี่ยนยังต้องศึกษาเรื่องชีพจรมังกรต่อ


วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ และไป๋โม่เฉินก็จะได้เริ่มการสอนในสัปดาห์หน้า ดังนั้นเขาจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม


ตอนใกล้เที่ยง ทั้งสองก็ได้ไปที่บ้านตระกูลฟู่เพื่อกินมื้อกลางวัน และในเวลานี้ หวังซู่เหมยเลือกทำอาหารที่มีประโยชน์ให้กับฟู่เหมี่ยว ดังนั้นทุกคนในครอบครัวจึงได้กินอาหารแบบเดียวกันไปด้วย


วันนี้วังจื่อหยวนก็อยู่ที่นี่เช่นกัน และเขาก็มีความสุขมากที่ได้เจอกับฟู่เยี่ยน เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็พอจะเดาออกแล้วว่าพี่สาวของเธอได้เล่าเรื่องลูกสาวทั้งสองให้กับสามีฟังแล้ว


“โอ้ เสี่ยวฮั่ว นั่งก่อน นั่งก่อน อีกสักพักอาหารก็คงจะเสร็จแล้วล่ะ ตอนนี้แม่กำลังเร่งมืออยู่ ฉันจะไปยกมันมาเอง หากเธอหิว มีผลไม้สดและผลไม้อบแห้งอยู่บนโต๊ะ กินก่อนได้เลยนะ...”


ฟู่เยี่ยนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันทีที่เห็นพี่เขยของเธอดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่แบบนี้ ส่วนไป๋โม่เฉินที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงหันไปมองฟู่เยี่ยนด้วยความสงสัย


“อย่าไปสนใจเขาเลย ฉันแค่บอกเรื่องทั้งหมดที่เธอบอกกับฉัน แล้วเขาก็กลายเป็นแบบนี้ไปเลย!” ฟู่เหมี่ยวพูดพร้อมกับรอยยิ้ม 


“มันก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วนี่ ตอนที่พ่อของลูกเพิ่งรู้ว่าแม่ท้องพี่ชายคนโตของลูก เขาดีใจจนแทบหลงทางเลยล่ะ ตอนถากหญ้ายังเกือบถากโดนเท้าตัวเอง! เรื่องนี้ลือกันในหมู่บ้านเราอยู่ตั้งหลายปีเลย!”


หวังซู่เหมยที่กำลังถือจานเดินเข้ามาได้ยินพวกฟู่เยี่ยนพูดคุยกันพอดี


ตอนนี้เองที่ไป๋โม่เฉินรู้ว่าฟู่เยี่ยนรู้เพศของเด็กทารกในครรภ์ของพี่สาวแล้ว


ฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวหัวเราะออกมาพร้อมกัน เพราะจินตนาการไม่ออกเลยว่าพ่อที่ปกติสุขุมและจริงจังตลอดเวลาจะมีช่วงเวลาที่น่าขำขันแบบนั้นด้วย!


เมื่อถึงเวลามื้อเที่ยง ฟู่ต้าหย่งก็รู้สึกได้ว่าลูกสาวทั้งสองคนกำลังมองมาที่เขาด้วยสายตาที่ดูแปลกไปเล็กน้อย ทั้งยังดูเหมือนพวกเธอกำลังกลั้นหัวเราะเอาไว้อีกด้วย


“ทั้งสองคนเป็นอะไรไปกัน? มีอะไรติดอยู่บนหน้าของพ่อหรือเปล่า?”


ทันใดนั้น ฟู่เหมี่ยวก็กลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป


ส่วนหวังซู่เหมยที่เห็นเช่นนั้นก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก มีใครบ้างที่ไม่เป็นแบบนั้นตอนอายุยังน้อย จากนั้นเธอก็ได้อธิบายทุกอย่างให้กับฟู่ต้าหย่งฟัง 


ฟู่ต้าหย่ง: ...... 


หลังจากที่บอกกับหวังซู่เหมยไปว่าต้องคอยดูแลพี่สาวของเธออย่างใกล้ชิดและพยายามอย่าให้พี่สาวอยู่บ้านตามลำพัง ฟู่เยี่ยนก็ได้กลับไปทำงานต่อ ตอนนี้เธอเริ่มหาเบาะแสเกี่ยวกับชีพจรมังกรเจอบ้างแล้ว เธอจึงตั้งใจว่าจะไปที่บ้านตระกูลมู่เพื่อดูว่ามีหนังสือเล่มไหนของตระกูลมู่ที่มีบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง


ไป๋โม่เฉินเองก็ไปกับเธอเช่นกัน แต่ตอนนี้ทั้งสองคนต้องไปตรวจชีพจรให้กับผู้เฒ่าจูก่อน ช่วงนี้สุขภาพร่างกายของผู้เฒ่าจูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้เขียนใบสั่งยาให้กับเขา และเธอก็มั่นใจมากว่าผู้เฒ่าจูจะดีขึ้นในอีกไม่ช้า


ก่อนที่ทั้งสองจะเปิดประตูนั้น เสียงของผู้เฒ่าจูก็ได้ดังออกมาจากข้างใน ทั้งยังเป็นเสียงที่มีชีวิตชีวาอีกด้วย ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินจึงรีบเปิดประตูเข้าไปทันที ซึ่งภาพที่ทั้งสองเห็นก็คือ ผู้อาวุโสจินและคนอื่นกำลังนั่งพูดคุยกันอยู่ในลานบ้าน


ไม่รู้ว่าพวกเขาพูดถึงเรื่องอะไรอยู่ แต่ผู้เฒ่าจูหัวเราะเสียงดังลั่น ส่วนผู้อาวุโสจินกลับมีท่าทีจนปัญญา มองไปที่ผู้เฒ่าจูด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์เล็กน้อย


“อาจารย์? ทำไมอาจารย์ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะคะ?” ฟู่เยี่ยนมองไปยังผู้อาวุโสจิน ซึ่งเขามักจะใช้เวลาเกือบทั้งปีอยู่ในพระราชวังต้องห้าม เรียกได้ว่าเขาใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตของเขาทุ่มเทให้กับการศึกษาโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมเลยก็ว่าได้ 


“หึ เจออาจารย์แล้วก็เหมือนไม่เห็นหัวฉันเลย…” ผู้เฒ่าจูพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน ตอนนี้เขาดูเหมือนเด็กแก่คนหนึ่งไปเลย แถมยังมาแย่งความสนใจอีกด้วย!


“ปู่จู ทำไมถึงพูดแบบนั้นกันล่ะคะ ที่นี่ไม่ใช่บ้านของคุณหรอกเหรอ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมเดินไปนั่งลงอย่างคล่องแคล่ว ขณะที่ไป๋โม่เฉินก็เดินเข้าไปในบ้าน หยิบหมอนรองข้อมือสำหรับจับชีพจรที่ฟู่เยี่ยนใช้อยู่เป็นประจำออกมา 


เมื่อหมอนถูกวางลงตรงหน้า ฟู่เยี่ยนก็ได้พยักหน้าเบาๆ เพื่อส่งสัญญาณให้ และผู้เฒ่าจูก็ได้ยื่นมือออกไปทันที


ผู้เฒ่าจูเคยชินกับสิ่งนี้แล้วเช่นกัน ก่อนจะยื่นมือออกไปโดยไม่รู้ตัว ทันทีที่เด็กสาวคนนี้มาที่นี่ เธอก็มักจะห้ามเขากินหมูตุ๋นหรือขนมลาม้วนอยู่เสมอ ซึ่งเขาก็ไม่ได้กินมันมาสักระยะหนึ่งแล้ว 


เฮ้อ ยิ่งคิดยิ่งเศร้า!


เมื่อช่างหลิวและช่างเก๋อเห็นเช่นนั้น ทั้งคู่ก็ได้ยิ้มออกมา โดยปกติแล้วผู้เฒ่าจูจะเป็นคนอารมณ์ร้อน และมีเพียงฟู่เยี่ยนเท่านั้นที่สามารถสยบเขาได้


ฟู่เยี่ยนตรวจชีพจรของชายชรา ก่อนจะแอบหัวเราะอยู่ภายในใจ แต่ใบหน้าของเธอก็ยังคงเคร่งขรึมอยู่


“เป็นยังไงบ้าง? สาวน้อย ฉันจะอยู่ได้อีกกี่วันกัน รีบบอกมาได้แล้ว ฉันไม่ได้กินหมูตุ๋นเลยนะ... ส่วนขนมลาม้วน ฉันก็กินแค่สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น!” ผู้เฒ่าจูมองไปยังใบหน้าของฟู่เยี่ยน ก่อนจะพูดออกมาอย่างระมัดระวัง 


“คุณสามารถกินหมูตุ๋นได้สัปดาห์ละหนึ่งครั้งค่ะ และกินได้แค่ครั้งละ2ชิ้นเท่านั้น ส่วนขนมลาม้วน หนูจะซื้อมาฝากในครั้งต่อไปที่หนูมาที่นี่ก็แล้วกันนะคะ อย่ากินของแบบนี้เยอะ เพราะมันย่อยยาก”


ฟู่เยี่ยนเผยรอยยิ้มที่สดใสของเธอออกมาแล้ว แต่เธอก็ยังคงไม่มีความปรานีต่อเขา หลังจากที่ได้ยินคำพูดของเธอ ผู้เฒ่าจูก็ได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่ง.อก ตราบใดที่ข้อห้ามนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ก็แสดงว่าสุขภาพของเขาไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเช่นกัน


ไป๋โม่เฉินสังเกตเห็นว่าฟู่เยี่ยนไม่ได้แสดงอารมณ์แบบที่เคยเป็น ความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนี้กลับถูกขยายใหญ่ขึ้นในใจของเขา


“อาจารย์อา ฟังคำพูดของฟู่เยี่ยนเถอะ เราต่างก็มีอายุมากแล้ว จึงต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น เราไม่สามารถประมาทเรื่องสุขภาพได้ และฟู่เยี่ยนก็กำลังทำเพื่อประโยชน์ของพวกเราอยู่”


ผู้อาวุโสจินเกลี้ยกล่อมเขาด้วยรอยยิ้ม และทุกคนก็หัวเราะออกมา


จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ตรวจชีพจรของช่างหลิวและช่างย์เก๋อตามลำดับ ก่อนจะพบว่าไม่มีอะไรผิดปกติกับผู้เฒ่าทั้งสอง พวกเขาไม่จำเป็นต้องกินยาเลยด้วยซ้ำ แต่การให้ยาบํารุงหัวใจกับพวกเขาก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเช่นกัน


หลังจากที่ทุกคนพูดคุยกันได้สักพัก พวกเขาก็เห็นว่าผู้เฒ่าจูได้งีบหลับไปบนเก้าอี้โยกไปเสียแล้ว


ทุกคนจึงเงียบไปโดยปริยาย ฟู่เยี่ยนหยิบผ้าห่มมาคลุมให้กับเขา และทุกคนก็ได้เข้าไปในบ้านของช่างหลิวอย่างเงียบๆ


ทันทีที่เข้ามาข้างใน สีหน้าของฟู่เยี่ยนก็เคร่งขรึมขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้ร่างกายของผู้เฒ่าจูกำลังแก่ลงไปตามเวลา ซึ่งแม้แต่เธอเองก็ไม่มีทางเลือกอื่น แม้ว่าเธอจะให้เขาดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ในดินแดนต่างมิติแล้วก็ตาม แต่ก็ทำได้แค่บรรเทาอาการป่วยของเขาเท่านั้น ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้


เกิดแก่เจ็บตายล้วนเป็นธรรมดาของชีวิต ฟู่เยี่ยนรู้สึกเสียใจเล็กน้อยในใจลึกๆ ตนเองไม่ใช่เทพเจ้า ทำได้เพียงทำหน้าที่ของมนุษย์ให้ดีที่สุดและปล่อยให้เป็นไปตามฟ้าลิขิต


“สาวน้อย มีอะไรผิดปกติกับสุขภาพของผู้เฒ่าจูหรือเปล่า?” ช่างหลิวมองไปยังฟู่เยี่ยน และเขาก็รู้ดีว่าคำพูดต่อไปนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีอย่างแน่นอน


“ไม่มีอะไรผิดปกติ แค่อวัยวะเสื่อมสภาพตามปกติของวัย เป็นความเสื่อมที่ไม่อาจย้อนกลับได้” ฟู่เยี่ยนส่ายหัวเบาๆ ผู้เฒ่าจูสุขภาพแข็งแรงดี ไม่มีโรคอะไร


ก็เพราะแบบนี้แหละถึงทำให้รู้สึกเศร้า ต่อให้เป็นหมอที่เก่งแค่ไหนที่รักษาโรคได้ แต่ก็ไม่อาจรักษาชะตาชีวิตไม่ได้ เมื่อชะตาสิ้นสุดลง ก็ไม่มีทางยื้อไว้ได้อีก


“เฮ้อ! เข้าใจแล้วล่ะ ฟู่เยี่ยน ถ้าอย่างนั้นเธอคงต้องแวะมาหาเขาย่อยๆแล้วล่ะ เพราะเวลาที่เธอหายไปแค่ครึ่งเดือน เขามักจะถามถึงเธออยู่บ่อยๆ จนถึงทุกวันนี้ เขายังคงถามว่าทำไมฟู่เยี่ยนไม่มาตรวจสุขภาพให้กับเขาเลย!”


“เธอเองถ้าว่างก็แวะมาหาเขาบ่อยๆ ช่วงนี้เขาเอาแต่พูดถึงเรื่องนั้นบ่อยมาก เรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับอาจารย์ของเธอ อยู่ๆก็พูดขึ้นมาว่า เมื่อก่อนตัวเองก็ไม่ใช่คนดีอะไร ศิษย์พี่เป็นคนสุขุมเที่ยงตรง ไม่เหมือนเขาที่เอาแต่ทำตัวเหลวไหลจนชิน”


ช่างหลิวนั่งอยู่บนโซฟา และพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูเศร้าใจ ผู้เฒ่าจูเป็นทั้งอาจารย์และเพื่อนของเขา พวกเขาเป็นเพื่อนกันมานานหลายปีแล้ว


“ฟู่เยี่ยน อาจารย์เหลือเวลาอยู่อีกนานแค่ไหน?” ช่างเก๋อเป็นเด็กกำพร้า เขาเป็นคนที่ได้รับการเลี้ยงดูจากชายชรามาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ดังนั้นเขาจึงเป็นเหมือนลูกชายคนหนึ่งของชายชรา และทักษะทั้งหมดที่เขามีก็เป็นชายชราที่ถ่ายทอดให้กับเขา รวมถึงหลักธรรมแห่งชีวิตอีกด้วย 


“หนึ่งปี” ฟู่เยี่ยนพูดออกมาด้วยความลำบากใจ


ช่างเก๋อที่ได้ยินก็กุมไปยังหน้าผากของตัวเองทันที แม้ว่าเขาจะเตรียมใจเอาไว้แล้วก็ตาม แต่เมื่อรู้ความจริง เขาก็ยังคงหลีกเลี่ยงความเศร้าที่ก่อตัวขึ้นมาในใจไม่ได้


“หนึ่งปี... เพียงพอแล้ว! ฟู่เยี่ยน ช่วงนี้อาจารย์เอาแต่พูดถึงเรื่องหนึ่ง เขาบอกว่าผลงานเดียวในชีวิตที่เขารู้สึกเสียใจและยังค้างคา คือหยกคู่ที่ทำจากหยกเฮอเถียน เขาว่านั่นคือผลงานเดียวในชีวิตที่เขาทำผิดพลาดไป” 


“หากเป็นไปได้ เธอช่วยฉันตามหามันหน่อยได้ไหม ส่วนเรื่องราคานั้นไม่สำคัญเลย ไม่ว่าจะแพงแค่ไหน ฉันก็พร้อมจะจ่าย”


“ได้เลยค่ะ ถ้าอย่างนั้นอาจารย์ช่วยวาดแบบให้หนูหน่อยก็แล้วกัน แล้วหนูจะเป็นคนปล่อยข่าวนี้ออกไปเอง หากหามันเจอ เราจะซื้อมันกลับมา แต่ถ้าหาไม่เจอ เราก็คงต้องทำของเลียนแบบให้กับเขาแทน!”


ฟู่เยี่ยนพยักหน้าและเห็นด้วยกับการทำความปรารถนาของผู้เฒ่าจูให้เป็นจริง เธอจะตามหาของชิ้นนั้นกลับมาโดยเร็วที่สุด แต่หากไม่สามารถตามหามันได้จริงๆ เธอค่อยทำของเลียนแบบมันขึ้นมาแทน


“ฉันจะวาดมันเดี๋ยวนี้แหละ มันทำมาจากวัสดุที่พิเศษมากๆ เอาล่ะ ฉันจะวาดมันให้กับเธอเอง” 


หลังจากที่ช่างเก๋อพูดจบ เขาก็ได้ลุกไปวาดภาพทันที


ตอนที่ 674: ตรวจครรภ์


ช่างเก๋อรู้แค่ว่าจี้หยกคู่นั้นมีลักษณะอย่างไรเท่านั้น ส่วนลวดลาย เขาจำรายละเอียดไม่ค่อยได้เท่าไหร่


“อาจารย์เพิ่งบอกว่าตอนนั้นเขาต้องทำเพื่อหารายได้ เขาทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน ดังนั้นจึงทำให้รายละเอียดบางอย่างที่แกะสลักลงไปดูหยาบเกินกว่าจะรับได้ เขารู้สึกผิดกับงานชิ้นนั้นมาก แต่มันก็ถูกขายไปแล้ว และอาจจะตามหาได้ยากมากอีกด้วย”


ช่างเก๋อพูดพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างหมดหวัง ตอนนี้เขาภาวนาแค่ให้ฟู่เยี่ยนตามหาจี้หยกที่ดูคล้ายกันหรือทำเลียนแบบมันขึ้นมาเท่านั้น


ฟู่เยี่ยนรับภาพร่างแผ่นนั้นมา ก่อนจะวางแผนเรื่องนี้ในใจ อันดับแรกเธอต้องไปที่ร้านหรงเป่าไจเพื่อพูดคุยเรื่องนี้กับเมิ่งอ้ายชวนก่อน เนื่องจากเขาได้พบปะกับผู้คนมากมาย บางทีอาจจะเคยเห็นสิ่งนี้ผ่านตามาบ้างก็เป็นได้


ส่วนผู้อาวุโสจินเองก็ถอนหายใจออกมาเช่นกัน ระหว่างทางที่ฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินไปส่งเขากลับ พวกเขาก็ได้พูดคุยกันเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในตอนนั้น แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไม่ได้เบาะแสอะไรเลย


ตลอดทางฟู่เยี่ยนดูเงียบขรึมเป็นพิเศษ เมื่อมาสู่โลกใบนี้ ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยเผชิญหน้ากับความตายมาก่อน เพียงแต่ความผูกพันที่เธอมีต่อฟู่เหล่าชวนยังเทียบไม่ได้เลยกับความผูกพันที่เธอมีกับผู้เฒ่าจู


ไป๋โม่เฉินเองก็รู้สึกเศร้าเช่นกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ร่างกายของผู้เฒ่าจูดูชราลงไปอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นสิ่งที่เขารู้สึกกังวลมาก เพราะผู้เฒ่าจูเป็นคนดีมากนั่นเอง


“พี่ไป๋โม่เฉิน เรากลับไปเยี่ยมปู่กับย่าของพี่บ้างดีไหม พวกเขาเองก็แก่มากแล้วเหมือนกัน หลังจากที่ฉันเห็นผู้เฒ่าจูวันนี้ ฉันรู้สึกว่าชีวิตคนเรามันสั้นมากจริงๆ เราควรใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด”


ทันใดนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้หันไปมองสามีของเธอ ก่อนจะพูดความรู้สึกของเธอออกไป เธอไม่อยากปล่อยให้ไป๋โม่เฉินต้องมาเสียใจกับเรื่องแบบนี้ในภายหลัง


“อืม เอาไว้วันหยุดสุดสัปดาห์หน้าเราไปที่นั่นกันเถอะ จริงสิ แล้วทำไมเธอไม่ลองชวนปู่กับย่ามาอยู่ที่บ้านกับเราในฤดูร้อนนี้ด้วยเลยล่ะ?” ไป๋โม่เฉินมีความตั้งใจนี้มานานพอสมควรแล้ว เพราะเขามีญาติเหลืออยู่ไม่กี่คนเท่านั้น  


“อืม กับคุณย่านั้นไม่ใช่ปัญหา ส่วนคุณปู่คงจะเป็นเรื่องยากพอสมควรเลย ฉันจะพยายามโน้มน้าวใจเขาดู! อย่างไรก็ตาม ถ้าพวกเขาพูดถึงเรื่องลูกของเรา พี่ต้องช่วยหยุดพวกเขาด้วยนะ!”


แน่นอนว่าฟู่เยี่ยนมีเงื่อนไขอยู่เล็กน้อย


“ไม่มีปัญหา ว่าแต่คุณหนูฟู่ครับ เราเองก็ควรจะเร่งมือเหมือนกันไม่ใช่เหรอ! ดูสิว่าวันนี้พี่เขยของฉันมีความสุขมากแค่ไหน ฉันเองก็อยากสัมผัสความสุขแบบนั้นบ้างเหมือนกัน”


วังจื่อหยวนแบ่งปันความรู้สึกตื่นเต้นของตัวเองที่กำลังจะได้เป็นพ่อคนอีกด้วย ไป๋โม่เฉินมองท่าทางโอ้อวดของเขาแล้วก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะแย่เอามากๆ!


“ไม่ต้องมาทำตัวไร้เดียงสาเลยนะ!” ฟู่เยี่ยนกลอกตามองไปที่เขา เธอรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเช้านี้ ทำไมสามีของเธอถึงได้ทำตัวเป็นเด็กแบบนี้กัน! 


“ไร้เดียงสาตรงไหน นี่มันคือการประชันกันระหว่างผู้ชายต่างหาก ฉันไม่ได้ขอเรื่องปริมาณหรอก แต่คุณภาพน่ะต้องเหนือกว่าเขาแน่นอน!” ไป๋โม่เฉินพูดติดตลก 


ฟู่เยี่ยนถึงกับพูดไม่ออก: งั้นก็ต้องขอบคุณพี่แล้ว!


เรื่องของหยกคู่ถูกฝากไว้ให้เมิ่งอ้ายชวนจัดการ สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือภายในไม่ถึงหนึ่งเดือน เรื่องนี้ก็เริ่มมีความคืบหน้าแล้ว


“ผู้เฒ่าหลินเป็นคนนำของชิ้นนี้มาขาย และฉันก็ได้ตรวจสอบดูแล้ว มันเหมือนสิ่งที่เธอพูดถึงจริงๆ ดังนั้นฉันก็เลยเก็บของชิ้นนั้นเอาไว้ และบอกกับเขาไปว่าฉันขอตรวจสอบมันอย่างละเอียดก่อนเพื่อให้แน่ใจ เธอขอให้ช่างเก๋อมาดูมันอีกทีเถอะ”


หลังจากที่เมิ่งอ้ายชวนเห็นจี้หยกคู่นั้น เขาก็รีบโทรหาฟู่เยี่ยนทันที


“ได้เลย ช่างเก๋ออยู่ไม่ไกลจากที่นั่น ฉันจะให้เขารีบเข้าไปดู เขาพร้อมที่จะซื้อมันอยู่แล้ว และเรายังต้องสอบถามที่มาของมันด้วย”


ฟู่เยี่ยนสวมนาฬิกาขณะที่ถือโทรศัพท์ไปด้วย ในช่วงบ่ายนี้ วังจื่อหยวนไม่ว่าง ส่วนหวังซู่เหมยก็กำลังจะพาฟู่เหยาไปลงทะเบียนเรียน เพราะเขากำลังจะเข้าโรงเรียนแล้ว


ดังนั้นเธอจึงต้องเป็นคนพาฟู่เหมี่ยวไปตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาล เธอจึงต้องรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว


“ไม่มีปัญหา ฉันเข้าใจแล้ว คุณรีบโทรบอกเรื่องนี้กับช่างเก๋อเถอะ ฉันจะรออยู่ที่นี่”


หลังจากที่วางสาย ฟู่เยี่ยนก็โทรแจ้งเรื่องนี้กับช่างเก๋อและขอให้เขาไปดูจี้หยกด้วยตัวเอง เมื่อช่างเก๋อได้ยินว่าเธอพบมันแล้ว เขาก็รู้สึกตื่นเต้นมาก ก่อนจะรีบไปที่นั่นในทันที


เมื่อมาถึง ช่างเก๋อตรวจสอบดูแล้วก็ยืนยันได้ว่าเป็นหยกคู่ชิ้นนั้นจริงๆ ส่วนเฒ่าหลินเองก็ไม่ได้ปิดบังอะไร บอกว่านี่เป็นของที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ เป็นของหมั้นที่พ่อของเขามอบให้แม่ของเขา


เมิ่งอ้ายชวนเองก็รู้จักวิธีสร้างความสัมพันธ์ จึงมอบบัตรเข้างานประมูลให้อีกสองสามใบ ถือเป็นการผูกมิตรไว้ หลังจากที่ช่างเก๋อจ่ายเงินเสร็จ ก็ประคองของกลับบ้านไปทันที


ฟู่เยี่ยนยังไม่รู้ผลลัพธ์ของเรื่องนี้ เพราะเธอต้องพาฟู่เหมี่ยวไปโรงพยาบาลทหาร วันนี้เธอขับรถไปเอง ตอนนี้เธอซื้อรถเป็นของตัวเองแล้ว แต่หากต้องไปมหาวิทยาลัยกับไป๋โม่เฉิน พวกเขาก็จะใช้รถเพียงคันเดียว


แต่ถ้าต้องแยกกันไปทำธุระ พวกเขาก็จะขับรถของตัวเองไป


“ดูเธอขับรถสิ มันดูดีมากจริงๆ ฉันเองก็อยากจะซื้อรถเหมือนกันนะ!” ฟู่เหมี่ยวรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย ดังนั้น หลังจากที่เธอคลอดลูก เธอจึงวางแผนเอาไว้ว่าจะไปเรียนใบขับขี่สำหรับรถยนต์บ้างแล้ว


“หลังจากที่พี่พักฟื้นหลังคลอด พี่อยากทำอะไรบ้างหรือเปล่า ทำไมไม่บอกฉันมาล่ะ? น้องสาวคนนี้จะจัดการให้เอง!”


“ช่วงนี้ฉันไม่มีอะไรให้ทำ ดังนั้นหากพี่อยากออกไปเดินเล่นก็บอกฉันได้เลยนะ”


ไม่ใช่ว่าฟู่เยี่ยนไม่มีอะไรที่ต้องทำ แต่เธอได้มอบหมายงานเรื่องชีพจรมังกรให้กับทุกคนไปแล้ว ดังนั้นภารกิจหลักของเธอคือการศึกษาค่ายกลเท่านั้น ซึ่งที่เธอบอกฟู่เหมี่ยวไปแบบนั้นก็เพราะเธอรู้สึกว่าตอนนี้ท้องของพี่สาวเริ่มโตขึ้นกว่าเดิมมากแล้ว เธอจึงเป็นกังวลเรื่องนี้เล็กน้อย 


เดิมทีการตั้งครรภ์ของอาหญิงค่อนข้างดี เธอจึงไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แต่พอกลับถึงบ้านเมื่อวานนี้ เธอก็เห็นว่าพี่สาวของเธอมีโอกาสคลอดเองธรรมชาติค่อนข้างน้อย เพราะลูกทั้งสองคนตัวใหญ่ทั้งคู่


ดังนั้นในช่วงที่ฟู่เยี่ยนว่าง เธอจึงเตรียมที่จะเพิ่มความแข็งแรงทางกายภาพให้กับฟู่เหมี่ยว เพื่อพี่สาวของเธอจะได้คลอดอย่างราบรื่น ซึ่งมันส่งผลดีต่อทั้งแม่และลูก


“เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย ช่วงนี้จื่อหยวนก็มีงานที่ต้องเดินทางไปนอกเมืองอยู่เป็นประจำ แล้วเธอไม่มีงานต้องทำหรอกเหรอ? แม้ว่าแม่จะอยู่ที่บ้านไม่ได้ไปไหน แต่แม่ก็คอยจับตาดูฉันด้วยสายตาที่เป็นกังวล เมื่อเห็นว่าแม่เป็นแบบนั้น มันก็ทำให้ฉันรู้สึกประหม่ามากขึ้น! เราใกล้จะถึงโรงพยาบาลแล้วใช่ไหม?”


ฟู่เหมี่ยวขยับตัวเล็กน้อย รู้สึกว่าเด็กในท้องกดทับไปที่หัวใจและอวัยวะต่างๆ ทำให้เธอนั่งอยู่ในรถแล้วรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่


“ใกล้จะถึงแล้ว อยากไปห้องน้ำไหม? พี่ทนหน่อยนะ ช่วงนี้ฉันจะกลับไปพักที่บ้านของเรา พรุ่งนี้ไป๋โม่เฉินต้องไปทำงานที่เซี่ยงไฮ้ ไปเกือบครึ่งเดือนเลย ฉันเลยจะย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านก่อน ว่าแต่วันนี้อาสะใภ้รองจะมาหรือเปล่า?”


ฟู่เยี่ยนรู้ดีว่ายิ่งฟู่เหมี่ยวใกล้ถึงเวลาคลอด ก็ยิ่งรู้สึกเครียดมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อวังจื่อหยวนยุ่งมากจนไม่สามารถอยู่เคียงข้างเธอได้ สิ่งนี้ทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์เกิดความเครียดและอารมณ์ไม่คงที่


“เสี่ยวฮั่ว อาสะใภ้รองรอพวกเราที่ห้องโถงของโรงพยาบาลแล้วล่ะ! ตอนนี้น้องๆ ทั้งสองคนไปโรงเรียนอนุบาลแล้ว อาสะใภ้รองก็เลยมีเวลาว่างมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้อาสะใภ้รองแทบจะไม่ได้พักเลย ถึงเวลาที่จะได้พักสักที ฉันได้ยินอาสะใภ้รองพูดในวันนั้น แต่ก็ไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก วันนี้เราลองถามดูดีกว่า”


ฟู่เหมี่ยวเอนตัวอีกครั้ง และตอนนี้เธอก็รู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก 


“ดีเลย! ถึงแล้วล่ะ พี่อย่าเพิ่งรีบขยับตัวนะ ฉันจะไปเปิดประตูให้เอง” ฟู่เยี่ยนมาถึงที่จอดรถแล้ว ก่อนจะรีบวิ่งไปเปิดประตูและช่วยประคองฟู่เหมี่ยวลงจากรถช้าๆ


จากนั้น เธอก็ได้ล็อครถและพาฟู่เหมี่ยวไปที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาล ซึ่งฉือหมิ่นได้มารออยู่ที่นี่นานแล้ว


“ฉันไม่ได้เจอเธอแค่กี่วันเอง ดูเหมือนว่าท้องของเธอจะโตขึ้นกว่าครั้งที่แล้วมากเลยนะ เข้าไปข้างในกันเถอะ ตอนนี้คิวว่างพอดีเลย” เมื่อเห็นว่าท้องของฟู่เหมี่ยวโตขึ้นกว่าเดิมมากๆ ฉือหมิ่นเองก็รีบเข้ามาช่วยประคองหลานสาวด้วยเช่นกัน 


การตั้งครรภ์แบบนี้ช่างเป็นภาระของคนอื่นจริงๆ!


“อาสะใภ้รอง ขอโทษที่รบกวนค่ะ!” ตอนนี้ฟู่เหมี่ยวมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทั้งยังดูมีน้ำมีนวลขึ้นอีกด้วย 


“เด็กคนนี้ ทำไมเธอถึงพูดกับฉันแบบนั้นกันล่ะ? เห็นฉันเป็นคนนอกหรือไง? วันนี้แม่ของเธอพาเสี่ยวถู่ไปสมัครเรียนเหรอ?” ฉือหมิ่นรู้ว่าฟู่เหยากำลังจะเข้าโรงเรียนประถมแล้ว เนื่องจากเขาอายุยังน้อย ดังนั้นจึงต้องมีผู้ปกครองไปด้วย


การตรวจครรภ์เป็นไปอย่างราบรื่น และไม่มีอะไรผิดปกติเลย แต่หมอให้ฟู่เหมี่ยวมาตรวจเพิ่มสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง และหากรู้สึกไม่สบายตัว ต้องรีบมาโรงพยาบาลในทันที


ฟู่เยี่ยนจดบันทึกรายละเอียดทั้งหมด และเปรียบเทียบกับการตรวจชีพจรของเธอทีละรายการ ก่อนจะแอบพยักหน้าในใจ อย่างน้อยหมอคนนี้ก็ยังมีทักษะอยู่บ้าง


ผลการตรวจครั้งนี้สอดคล้องกับผลการตรวจของเธอทุกอย่าง แค่ต้องระมัดระวังให้ดีเท่านั้น


ตอนที่ 675: เจี๋ยฟ่างไม่อยากเรียนต่อ


หลังจากฟู่เหมี่ยวตรวจครรภ์เสร็จ เวลายังเหลืออยู่มาก ฉือหมิ่นจึงเสนอให้ทั้งสองพี่น้องไปนั่งที่บ้านของตัวเองสักพัก ฟู่เยี่ยนขับรถไปไม่นานก็ถึงบ้านพอดี และทั้งฟู่เยี่ยนกับฟู่เหมี่ยวต่างก็อยากรู้เหมือนกันว่าฟู่เจี๋ยฟ่างเป็นอย่างไรบ้าง


ด้วยการเลื่อนตำแหน่งของฟู่ต้าจวง ดังนั้นบ้านหลังนี้จึงเป็นบ้านที่ดูดีที่สุดหลังหนึ่งในหมู่บ้านพักหลายหลัง และเขายังจ้างแม่ครัวอีกด้วย แม่ครัวจะมาทำงานเมื่อใกล้จะถึงเวลามื้ออาหาร


“เข้ามาข้างในก่อน บ้านอาจจะดูรกหน่อยนะ เด็กทั้งสองคนซนมาก ฉันจัดบ้านไม่ถึงสิบนาทีก็กลับมารกเหมือนเดิมแล้ว ที่บ้านมีเด็กเล็กก็แบบนี้แหละ....” ฉือหมิ่นพาทั้งสองไปนั่งที่ห้องรับแขก ก่อนจะเก็บของที่ลูกๆของเธอทำรกเอาไว้ 


“อาสะใภ้รองคะ หนูขอเข้าห้องน้ำหน่อยนะคะ” ในเวลานี้ ฟู่เหมี่ยวรู้สึกเพลียเล็กน้อย และอยากจะเข้าห้องน้ำด้วย


“ตามสบายเลย เป็นเพราะลูกของเธอกดกระเพาะปัสสาวะเอาไว้ เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่จะปวดปัสสาวะบ่อยๆ” ฉือหมิ่นเข้าใจฟู่เหมี่ยวเป็นอย่างดี การเป็นแม่คนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะการมีลูกฝาแฝดนั้นต้องรับมือยากกว่าปกติอยู่แล้ว 


“อาสะใภ้รองคะ พี่สาวเล่าให้หนูฟังแล้ว ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นกับเจี๋ยฟ่างเหรอคะ? ช่วงนี้หนูยุ่งๆ ก็เลยไม่ได้เจอกับเจี๋ยฟ่างเลย” ฟู่เยี่ยนนั่งลงบนโซฟา ก่อนจะถามเกี่ยวกับเรื่องของฟู่เจี๋ยฟ่าง 


“เฮ้อ พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ฉันแทบจะคลั่งตาย! เจี๋ยฟ่างดันทุรังอยากไปเป็นทหาร ทั้งหมดเป็นความผิดของอารองของเธอที่ทำให้เป็นแบบนี้ เพราะเขาชอบพูดอยู่เสมอว่าลูกชายของเขาต้องไปเป็นทหารให้ได้!”


“แต่เธอลองคิดดูสิ ฉันจะยอมเรื่องนี้ได้อย่างไร? ปีนี้เขาเพิ่งอายุสิบหก กำลังจะสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลาย ถ้าไปตอนนี้ก็ต้องเริ่มต้นจากการเป็นทหารเกณฑ์ธรรมดา แถมยังไม่มีโอกาสได้ก้าวหน้าอะไรในชีวิตอีกด้วย”


“ฉันพยายามเกลี้ยกล่อมเขาแล้ว ฉันบอกเขาไปว่าหากเขาอยากเป็นทหารจริงๆ ก็ควรจะเรียนให้จบมัธยมปลายก่อน แล้วค่อยไปเรียนต่อในโรงเรียนทหาร ตอนนี้กองทัพต้องการทหารที่มีการศึกษา ไม่ใช่ทหารเกณฑ์”


“ฉันพูดเรื่องนี้กับอารองของเธอแล้ว และอารองก็ยอมตกลงแล้วด้วย แต่เจี๋ยฟ่างกลับบอกว่าฉันดูถูกเขา ทั้งยังบอกอีกว่าหากพ่อของเขาทำได้ เขาเองก็ทำได้เหมือนกัน!”


“ในยุคนี้มันต่างจากยุคสมัยที่อารองของเธอเคยผ่านมา ตอนนั้นตราบใดที่ทำงานหนักเพื่อกองทัพ ก็สามารถเลื่อนตำแหน่งได้แล้ว แต่ในยุคที่สงบสุขแบบนี้ มันจะมีงานหนักที่ไหนให้เขาทำกัน?”


เมื่อฉือหมิ่นพูดถึงเรื่องนี้ ฟู่เยี่ยนก็พอจะเข้าใจแล้วว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นกับฟู่เจี๋ยฟ่าง


“อาสะใภ้รอง อย่าเพิ่งกังวลเรื่องนี้ไปเลยค่ะ อาสะใภ้รองช่วยบอกให้เขาไปหาหนูหน่อยก็แล้วกันนะคะ หนูจะคุยกับเขาเอง บางทีตอนนี้เขาอาจจะกำลังสับสนอยู่ก็เป็นได้ เขายังเด็ก ยังไม่รู้ว่าความต้องการที่แท้จริงของตัวเองคืออะไร เจี๋ยฟ่างมีชีวิตที่สุขสบายมาตั้งแต่ยังเด็ก ให้เขาไปหาหนู แล้วหนูจะฝึกเขาเหมือนกับที่เสี่ยวถู่และคนอื่นๆได้รับการฝึก”


ฟู่เยี่ยนคิดวิธีแก้ปัญหานี้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ในการจะจัดการกับเด็กดื้อหัวรั้นนั้น สิ่งที่ต้องมีก็คือประสบการณ์


ฉือหมิ่นดูเหมือนจะลังเลเล็กน้อย เธอกลัวว่าการเรียนของฟู่เจี๋ยฟ่างจะล่าช้ากว่าคนอื่น และทันใดนั้นเอง บังเอิญฟู่เหมี่ยวเดินออกมาจากห้องน้ำและได้ยินเรื่องนี้เข้าพอดี


“อาสะใภ้รองคะ อาสะใภ้รองมั่นใจในตัวของเสี่ยวฮั่วได้เลย ตอนที่ลี่เฉียงมาครั้งแรก ตอนนั้นเขาไม่อยากไปโรงเรียน แต่พอหลังจากที่เขาได้ติดตามเสี่ยวฮั่วได้ระยะหนึ่ง เขาก็ยอมไปโรงเรียนในที่สุด”


“เด็กๆเหล่านี้ไม่เคยผ่านชีวิตที่ยากลำบากมาก่อน มีเพียงเวยเวยคนเดียวเท่านั้นที่มีความคิดเหมือนผู้ใหญ่ น้อยมากที่เด็กจะรู้ว่าการใช้ชีวิตนั้นยากลำบากขนาดไหน”


“เขาโตมาในครอบครัวที่เพียบพร้อมทุกอย่าง และได้ทุกสิ่งที่ต้องการมาอย่างง่ายดาย ดังนั้นสิ่งใดที่เขาไม่ต้องการ เขาจึงต่อต้านมันในทันทีนั่นเอง”


“ฉันก็ไม่ได้กลัวว่าเขาจะเสียการเรียนหรอกนะ แต่ฉันกลัวว่าเขาจะคิดได้จริงๆ และตัดสินใจไปเป็นทหารจริงๆ…”


ฉือหมิ่นยังคงมีความห่วงใยในแบบคนเป็นแม่ ตอนนี้ฟู่ต้าจวงอยู่ในจุดที่อยู่ตัวแล้ว ทั้งยังได้รับการเลื่อนตำแหน่งด้วย แต่หลายปีที่ผ่านมา เธอต้องผ่านความกลัวและความกังวลตามไปกับเขามาหลายปี


“อาสะใภ้รองคะ หากเป็นความชอบของเจี๋ยฟ่างจริงๆ เขาก็คงจะคิดเรื่องนี้อย่างรอบคอบแล้ว หนูจะลองเกลี้ยกล่อมให้เขาเรียนมัธยมปลายก่อน และให้เขาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ ตอนนี้โรงเรียนทหารยังเปิดรับนักเรียนมัธยมปลายด้วยนะคะ”


นโยบายนี้เพิ่งจะออกมา และฉือหมิ่นก็เพิ่งเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ดังนั้นเธอจึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อโน้มน้าวใจของฟู่เจี๋ยฟ่าง


“ตกลง เสี่ยวฮั่ว แล้วเธอจะให้เขาไปหาเมื่อไหร่กันล่ะ? ทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องนี้ เขาก็มักจะพูดอยู่เสมอเลยว่าอยากเป็นศิษย์ของเธอ และอยากเรียนรู้ทุกอย่างจากเธอ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ฉันไม่ได้ใส่ใจมากนัก แต่ตอนนี้ฉันเริ่มสนใจแนวคิดนี้อีกครั้งแล้วสิ”


การเป็นพ่อแม่นั้นไม่มีอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว มันไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ากังวลเลย ไม่มีเด็กคนไหนที่จะไม่สร้างปัญหา แต่เมื่อโตขึ้นพวกเขาก็จะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยตัวเอง


“อาสะใภ้รองคะ หนูจะดูแลเขาเอง อาจะต้องไม่เสียใจกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยรอยยิ้ม เธอเองก็มีความประทับใจในสิ่งที่ฉือหมิ่นพูดเช่นกัน และเธอก็ยังจำได้ว่าเหตุผลของการยึดอิสระภาพจากเด็กนั้นเป็นเพราะเด็กคนนั้นไม่มีพรสวรรค์ 


แต่ละคนมีความสามารถเฉพาะตัว ไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะกับทุกสิ่ง ในทางลัทธิเต๋า การมีพรสวรรค์ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก


“ไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจแล้วล่ะ ตอนนี้เขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ฉันจะพูดอะไรได้อีกกันล่ะ? เธอพูดถูก ให้เขาฝึกฝนตัวเองเถอะ อย่างน้อยหากเขารู้จักความยากลำบาก บางทีอาจจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตก็ได้”


ช่วยนี้ฉือหมิ่นรู้สึกปวดหัวมากจริงๆ


“ไม่เป็นไรค่ะ อาสะใภ้รองอย่ากังวลไปเลยนะคะ แล้วเขาเลิกเรียนตอนกี่โมง?” ฟู่เยี่ยนไม่ได้กังวลอะไรมากนัก มีเพียงฉือหมิ่นเท่านั้นที่เป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่คนเดียว


“ดูเหมือนว่าจะห้าโมงเย็นนะ ตอนนี้ก็สี่โมงสี่สิบห้าแล้ว เอ๊ะ ฉันต้องไปรับลูกๆจากโรงเรียนก่อน พวกเธอนั่งกินผลไม้รอที่นี่ก็แล้วกันนะ ฉันจะรีบไปรีบกลับ” ฉือหมิ่นมองดูนาฬิกา ก่อนจะพบว่าตอนนี้เป็นเวลาเลิกเรียนของฟู่ปันและฟู่ปังแล้ว 


ในเวลาเดียวกันนี้ ฟู่เจี๋ยฟ่างกำลังเดินกลับจากโรงเรียนอยู่ และเขาก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องได้รับการฝึกจากพี่สาว


“แม่ครับ ผมกลับมาแล้ว!” ฟู่เจี๋ยฟ่างดูจะอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เขาถือกระเป๋านักเรียนเอาไว้โดยที่ไม่ได้สะพายมันไว้บนไหล่ เมื่อเปิดประตูเข้ามา เขาไม่ได้มองใครเลย และตรงขึ้นไปยังชั้นสองทันที 


“เด็กน้อย ไม่เห็นเหรอว่าสายสะพายกระเป๋านักเรียนของนายกำลังลากไปกับพื้นอยู่” ทันใดนั้นเอง ฟู่เหมี่ยวที่เอนหลังพิงอยู่บนโซฟาก็ได้ตะโกนเพื่อหยุดเขาเอาไว้ 


“พี่สาม? พี่สี่? ทำไมพี่ทั้งสองถึงมาที่นี่ได้ล่ะครับ? แล้วแม่ของผมไม่อยู่บ้านเหรอ?” ฟู่เจี๋ยฟ่างยิ้มออกมาอย่างมีความสุขในทันที 


“อาสะใภ้รองไปรับน้องๆของนาย วันนี้พี่สาวของนายต้องมาตรวจครรภ์ ฉันก็เลยรับหน้าที่เป็นคนขับรถและองค์รักษ์ให้ นายเพิ่งเลิกเรียนอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เยี่ยนลอบสังเกตใบหน้าของฟู่เจี๋ยฟ่างพร้อมกับรอยยิ้ม ใบหน้าของเขาไม่มีอะไรพิเศษเลย อนาคตของเขายังคงดูคลุมเครือ ซึ่งบ่งชี้ได้อย่างชัดเจนเลยว่าลังเลกับเรื่องนี้ 


ถือว่ายังโชคดีที่พอจะมีทางรอดอยู่บ้าง!


“ใช่แล้วครับ ว่าแต่พี่ทั้งสองคนจะอยู่กินมื้อเย็นที่นี่ด้วยหรือเปล่า? ป้าหลิว แม่ครัวที่บ้านของเราทำอาหารอร่อยมากเลยนะครับ!” ฟู่เจี๋ยฟ่างชอบเล่นกับพี่สาวทั้งสองคนมาตั้งแต่เขายังเด็ก เพราะพี่ใหญ่ไม่ค่อยว่างและพี่รองชอบแกล้งเขา


“วันนี้อาสะใภ้รองดูไม่ค่อยสบายใจเลย มันเกิดอะไรขึ้นเหรอ? ฉันได้ยินมาว่านายไม่อยากเรียนต่อจริงหรือเปล่า?” ฟู่เหมี่ยวหรี่ตาลงเล็กน้อย ซึ่งฟู่เจี๋ยฟ่างก็รับรู้ถึงอันตรายในแววตาของเธอได้อย่างชัดเจน 


“ใช่ครับ ผมอยากเป็นทหาร ผมอยากรับใช้มาตุภูมิ” ฟู่เจี๋ยฟ่างพูดพร้อมกับยิ้มอ่อนๆ 


เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ชำเลืองมองไปที่ฟู่เหมี่ยว ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่นัก! นั่นแสดงว่าการเป็นทหารนั้นไม่ใช่เป้าหมายที่เขาอยากจะทำจริงๆ


“ทำไมนายถึงได้มีความคิดแบบนั้นกันล่ะ?” ฟู่เยี่ยนถามออกไปด้วยท่าทีที่ดูสบายๆ 


ยิ่งเธอดูมีท่าทีที่สงบมากเท่าไหร่ ฟู่เจี๋ยฟ่างก็ยิ่งไม่กล้าทำอะไรผิดพลาดมากขึ้นเท่านั้น แม้ว่าพี่สี่จะดูเป็นคนใจดีก็ตาม แต่เขากลับรู้สึกกลัวพี่สี่มากกว่าพี่สามเสียอีก


“พี่สี่ ผมคิดว่าการเรียนนั้นมันยากเกินไป และผมก็ไม่ค่อยเข้าใจอีกด้วย” ฟู่เจี๋ยฟ่างกัดฟันต่อต้านเรื่องนี้ออกไปตรงๆ เพราะเขาไม่สามารถทำตัวขี้ขลาดต่อหน้าพี่สี่ได้


“ฉันไม่เชื่อหรอก นายสอบที่ได้ที่หนึ่งทุกปี ยังบอกว่าเรียนหนังสือยากขนาดนี้ แล้วนักเรียนคนอื่นจะทำอย่างไร? นายเองก็เคยทบทวนวิชามัธยมปลายพวกนั้นมาหมดแล้วไม่ใช่เหรอ?” ฟู่เยี่ยนจับโป๊ะเขาได้ทันที


ฟู่เจี๋ยฟ่างรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย การที่พูดโกหกต่อหน้าพี่สี่นั้นไม่ต่างอะไรจากการตบหน้าตัวเองเลย เขาจึงได้หยุดพูด แต่ก็ยังคงแอบต่อต้านอยู่เงียบๆ


ทันใดนั้นเอง ฉือหมิ่นก็ได้เดินเข้ามาพร้อมกับเด็กทั้งสองคน เมื่อเห็นฉากนี้ ฉือหมิ่นก็อยากจะพูดบางอย่าง แต่เมื่อถูกฟู่เยี่ยนมองมา ฉือหมิ่นจึงได้กลืนคำพูดนั้นของเธอลงไป


“นายไม่อยากไปโรงเรียนใช่ไหม? ได้ ถ้าอย่างนั้นก็มากับฉัน ตอนนายยังเด็ก นายชอบพูดอยู่บ่อยๆ ว่าอยากเป็นศิษย์ของฉันใช่ไหม แล้วตอนนี้นายยังอยากเป็นอยู่หรือเปล่า?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองไปที่เขาด้วยรอยยิ้ม แต่ก็ยังคงแผ่ออร่าบางอย่างออกไปจนเขาไม่สามารถปฏิเสธได้ 


ทุกคนที่อยู่ในห้องรับแขกต่างก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ส่วนฟู่เจี๋ยฟ่างก็ยังคงไม่เชื่อ พี่สี่จะต้องพยายามเกลี้ยกล่อมเขาอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงค่อนข้างลังเลที่จะคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้


“ทำไมกันล่ะ? แม้แต่สวรรค์หรือโลกก็ไม่สามารถทำให้ทหารกลัวได้ นายมีความกล้าหาญเพียงเล็กน้อยแค่นี้เองเหรอ?” การใช้วิธีกระตุ้นความท้าทายมักได้ผลเสมอ


“ไม่มีปัญหา!” แน่นอนว่าครั้งนี้ฟู่เจี๋ยฟ่างก็ถูกหลอกในทันทีอีกเช่นเคย 


ฟู่เยี่ยนยิ้มอย่างพอใจ


ดีมากเลยนะ หนุ่มน้อย!


ตอนที่ 676: การฝึกด้วยการเดิน


ทางด้านฉือหมิ่นเองก็ไม่ได้หยุดเขาแต่อย่างใด และยังช่วยเก็บเสื้อผ้าให้กับเขาอีกด้วย ตอนนี้อากาศเริ่มร้อนแล้ว ดังนั้นของใช้ที่จำเป็นของเขาจึงสามารถใส่ลงไปในกระเป๋าใบเล็กๆได้


“ไม่ต้องห่วง พรุ่งนี้แม่จะไปขอลาหยุดให้เอง แม่จะบอกว่าลูกป่วยก็แล้วกัน...” ฉือหมิ่นไม่ยอมตามใจเขาแม้แต่น้อย


เดิมทีฟู่เจี๋ยฟ่างยังอยากจะพยายามต่อต้านอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดว่าแม่ของเขาจะพูดว่าจะไปขอลาหยุดที่โรงเรียนให้เขา...


ฟู่เจี๋ยฟ่าง: ......


ด้วยวิธีนี้ ฟู่เจี๋ยฟ่างจึงต้องกลับไปพร้อมกับฟู่เยี่ยนตั้งแต่วันนี้


“เสี่ยวหมิ่น เจ้าใหญ่อยู่ที่ไหนเหรอ?” เมื่อฟู่ต้าจวงกลับบ้านในตอนเย็น เขาก็พบว่าลูกชายคนโตของเขาไม่ได้อยู่บ้าน เป็นไปได้ไหมว่าวันนี้ลูกชายของเขากำลังทำการบ้านกับเพื่อนที่โรงเรียน? 


“พ่อคะ พี่ใหญ่ถูกพี่สาวของหนูมารับตัวไปแล้วค่ะ” ฟู่ปันพูดขึ้นมาขณะที่เล่นตัวต่อบล็อกไม้กับฟู่ปังอยู่


“พี่สาวที่ไหนกัน?” ฟู่ต้าจวงถามกับลูกสาวด้วยท่าทีที่อ่อนโยน พร้อมกับอุ้มฟู่ปันขึ้นมา


“พี่สามกับพี่สี่ค่ะ ทั้งสองคนมาที่นี่เมื่อตอนบ่าย พ่อคะ หนูหิวแล้วค่ะ” ฟู่ปันพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน 


“โอ้?” ฟู่ต้าจวงที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้กลอกตาไปมา เขายังจำสิ่งที่ฉือหมิ่นพูดเมื่อวานนี้ได้ วันนี้เป็นวันที่เสี่ยวฉุ่ยต้องมาตรวจครรภ์นั่นเอง 


“พี่ใหญ่ไม่เชื่อฟัง พี่สี่เลยต้องพาไปปรับทัศนคติ” ฟู่ปังทำหน้าตึงอย่างจริงจัง ขยับบล็อกไม้ทีละชิ้นๆ จัดเรียงอย่างระมัดระวัง


ฟู่ต้าจวงถึงกับพูดไม่ออก เขาไม่รู้ว่าเลยว่าลูกของเขาไปเรียนรู้คำพูดนี้มาจากใคร 


เมื่อฉือหมิ่นกลับมา เธอก็ได้เล่าทุกอย่างให้กับฟู่ต้าจวงฟัง


“ฉันให้เสี่ยวฮั่วช่วยสอนเขาเอง ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าจะควบคุมเขาไม่ได้แล้ว และเหตุผลบางอย่างที่เขาไม่สามารถตอบฉันได้ บางทีเสี่ยวฮั่วอาจจะได้คำตอบก็ได้นะ” ฉือหมิ่นรู้สึกเหนื่อยใจมาก


“อืม ไม่มีปัญหา เขาเป็นคนว่านอนสอนง่ายมาตั้งแต่เด็ก มีก็แต่ช่วงที่คุณพึ่งคลอดน้องๆสองคนของเขาออกมา ที่เขาเพิ่งทำตัวดื้อด้านไปบ้าง ปกติเขาก็เป็นเด็กรู้เรื่องดีไม่ใช่หรือ?” 


“เพียงแต่ว่ายิ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งดื้อรั้นมากขึ้นเท่านั้น เสี่ยวฮั่วมีวิธีจัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว ผมได้ยินพี่ใหญ่บอกว่าเสี่ยวฮั่วสามารถปราบพยศศิษย์ของเธอได้ทุกคนเลยนะ”


“ในตอนนั้น ปมในใจของเวยเวยเองก็น่าเป็นห่วงมาก แต่ดูตอนนี้สิ เธอไม่ได้เป็นเด็กมีปัญหาเลยไม่ใช่หรืออย่างไรกัน? คุณวางใจเถอะ!” ฟู่ต้าจวงพูดพร้อมกับกุมมือของฉือหมิ่นเอาไว้เพื่อปลอบโยนเธอ


เมื่อเขาไปทำงานในวันรุ่งขึ้น เขาเองก็ยังไม่มั่นใจเล็กน้อยและยังคงเป็นกังวลว่าเสี่ยวฮั่วจะให้ความรู้และสอนเจี๋ยฟ่างให้เข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร เขารู้ดีอยู่แล้วว่าเจี๋ยฟ่างไม่ได้จริงจังกับการเป็นทหารมากนัก แต่ที่เขายอมตอบตกลงนั้น ก็เพื่อจะให้ลูกชายได้รู้จักความลำบากในชีวิตบ้างก็เท่านั้น


แต่ใครจะรู้ว่าฉือหมิ่นไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เธอพยายามต่อต้านทุกวิถีทาง ซึ่งผลเสียของเรื่องนี้ก็คือเจี๋ยฟ่างกลับแข็งข้อและยืนกรานที่จะไปเป็นทหารให้ได้


หลังจากที่คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขายังต้องบอกรายละเอียดนี้กับเสี่ยวฮั่วด้วย แต่ก็ยังกลัวเสี่ยวฮั่วจะบอกว่าเขาไม่ไว้ใจเธอ ดังนั้นเขาจึงได้โทรหาไป๋โม่เฉินแทน


“สวัสดีครับ ที่นี่ภาควิชาจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยตี้ตูครับ”


ไป๋โม่เฉินรับสายพร้อมกับรอยยิ้ม เสี่ยวฮั่วได้บอกกับเขาเมื่อเช้าแล้วว่าระหว่างอารองและอาสะใภ้รองจะต้องมีใครสักคนที่ทนไม่ไหวอย่างแน่นอน ใครจะไปคิดว่าคนที่โทรมานั้นไม่ใช่อาสะใภ้รอง แต่เป็นอารองที่โทรมาก่อน


“อารอง พอดีเลยครับ หากอารองไม่โทรมา ผมก็กำลังจะโทรหาอารองอยู่พอดีเลย”


“เสี่ยวเฉิน เดิมทีฉันอยากจะโทรหาเสี่ยวฮั่ว แต่ก็กลัวว่าจะทำลายแผนการของเธอ”


ไป๋โม่เฉินที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แอบถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาสงสารหัวใจของคนที่เป็นพ่อแม่จริงๆ!


“อารองไม่ต้องกังวลไปหรอกนะครับ เสี่ยวฮั่วมีวิธีจัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว เช้านี้เธอตื่นตั้งแต่ตีห้าและออกไปข้องนอกพร้อมกับเจี๋ยฟ่าง ผมคิดว่าทั้งสองคนน่าจะกลับมาอีกทีในช่วงบ่าย 


“เสี่ยวฮั่วยังขอให้ผมบอกกับอารองว่าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องการเรียนของเจี๋ยฟ่างด้วยนะครับ เจี๋ยฟ่างได้เรียนรู้ทุกอย่างในชั้นเรียนมัธยมปลายล่วงหน้าไปแล้วเมื่อคืนนี้ เสี่ยวฮั่วลองให้เขาทำข้อสอบแล้ว เธอบอกว่าเรื่องการสอบเข้าชั้นมัธยมปลายในเดือนมิถุนายนนี้ของเจี๋ยฟ่างจะไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน”


“อะไรนะ? มีเรื่องแบบนี้ด้วยอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่ต้าจวงรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก


“ใช่แล้วล่ะครับ อย่ากังวลไปเลย เด็กคนนี้รู้ดีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ปล่อยให้เสี่ยวฮั่วจัดการเถอะครับ อีกไม่นานเขาจะเต็มใจพูดมันออกมาเอง ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย อารองครับ แม้ว่าตอนนี้เขาจะอยากเข้าร่วมกองทัพ แต่เด็กคนนี้ก็ยังมีอนาคตที่สดใสนะครับ”


หลังจากที่วางสาย ฟู่ต้าจวงก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด การได้รับคำยกย่องจากไป๋โม่เฉินก็ถือว่าเป็นการยืนยันอย่างหนึ่งเช่นกัน เขายังจำได้ว่าตอนที่ไป๋โม่เฉินเป็นหัวหน้าหน่วยรบพิเศษในกองทัพ เด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนที่มีความสามารถสูงมากเช่นกัน


หากไป๋โม่เฉินยังไม่ลาออกจากกองทัพ ตอนนี้เขาอาจจะมีตำแหน่งที่สูงมากแล้วก็เป็นได้ 


เมื่อดูนาฬิกาอีกครั้ง เขาก็ติดสินใจว่าจะไม่กินข้าวในโรงอาหาร และตรงกลับไปที่บ้านในทันที ส่วนฉือหมิ่นก็ยังไม่ได้ไปทำงานเช่นกัน วันนี้เธอต้องไปขอลาหยุดให้กับฟู่เจี๋ยฟ่าง และตอนนี้เธอก็น่าจะอยู่ที่บ้าน ดังนั้นเขาจึงอยากกลับไปคุยกับเธอ เพื่อให้เธอมั่นใจนั่นเอง


ดูเหมือนว่าสาเหตุที่ลูกชายของเขาไม่อยากเรียนต่อระดับมัธยมปลายนั้นจะเป็นเหตุผลอื่นมากกว่า


ฟู่เยี่ยนมองไปยังฟู่เจี๋ยฟ่างที่ตอนนี้กำลังดื่มน้ำและหายใจอย่างเหนื่อยหอบ เด็กคนนี้ไม่เคยได้รับการฝึกเลย ดังนั้นเธอจึงพาเขาออกมาฝึกแบบง่ายที่สุดก่อน แล้วค่อยเพิ่มระดับความยากขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า 


“นายเหนื่อยแล้วอย่างนั้นเหรอ? ถ้าเหนื่อยก็กลับตอนนี้ได้นะ”


“ไม่กลับแล้ว เดินต่อไปเถอะ!” ฟู่เจี๋ยฟ่างยังคงไม่ยอมแพ้ เขายังคงเดินต่อไป และหลังจากที่พักกินข้าวเสร็จ เขาก็ยังคงออกเดินต่อไป


เดินก็เดิน! ฟู่เยี่ยนก็ไม่ยอมผ่อนปรนเช่นกัน ก่อนจะออกเดินต่อไปบนถนน ทั้งสองออกเดินมาตั้งแต่ตอนตีห้า จนถึงตอนนี้พวกเขาเดินไปเกือบจะรอบเมืองหลวงได้หนึ่งรอบแล้ว แต่ก็ยังคงไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง 


ฟู่เจี๋ยฟ่างกัดฟันเดินตามไป พอมีระยะห่างจากพี่สาวเล็กน้อย ทั้งสองคนก็เดินไปเรื่อยๆแบบนี้ จนกระทั่งถึงบ่ายสี่โมงครึ่ง


ซึ่งบังเอิญว่าพวกเขาเดินมาถึงโรงงานเฟอร์นิเจอร์ของฟู่ต้าอันพอดี และทันทีที่เขาเข้าไปในโรงงาน ฟู่เจี๋ยฟ่างก็ได้ล้มตัวนอนลงด้วยความเหนื่อยล้า ตอนนี้เขาหายใจแทบไม่ออกแล้ว และยังรู้สึกว่าขาของเขาหมดแรงจนเดินไม่ไหวแล้วอีกด้วย


หลังจากที่ทราบข่าวนี้ ฟู่ต้าอันก็ได้มาที่นี่ทันที เขาเห็นหลานชายและหลานสาวของเขามาถึงที่นี่แล้ว แต่ตอนนี้หลานชายของเขากำลังลงไปนอนกองอยู่กับพื้นด้วยความเหนื่อย แต่ฟู่เยี่ยนยังคงสบายดี เธอแค่รู้สึกร้อนและหิวน้ำเล็กน้อยเท่านั้น


“เกิดอะไรขึ้น?” ฟู่ต้าอันมองไปยังหลานชายของเขาที่นอนแผ่อยู่บนพื้น ทำไมเด็กคนนี้ถึงไม่ไปโรงเรียนกันล่ะ? เขาอยากจะถาม แต่หลานสาวก็ได้ขยิบตาให้กับเขาเสียก่อน มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นหรือเปล่า? 


“อาเล็ก ที่นี่พอจะมีน้ำหรือเปล่าคะ? หนูขอน้ำให้เขาหน่อย”


“มีๆ เจี๋ยฟ่าง รีบลุกขึ้นมาเร็วเข้า จะไปนอนบนพื้นแบบนั้นได้อย่างไร? ไปดื่มน้ำที่ห้องทำงานของฉันก่อนดีกว่า” ฟู่ต้าอันนั่งลงและพูดคุยกับฟู่เจี๋ยฟ่าง 


“อาเล็กครับ ให้ผมนอนพักอยู่ตรงนี้สักครู่เถอะครับ ช่วยเอาน้ำเย็นมาให้ผมด้วย แล้วผมจะออกไปจากที่นี่ทันที พี่สาว พี่ไปก่อนได้เลย” ฟู่เจี๋ยฟ่างรู้สึกว่าตอนนี้ร่างกายของเขากำลังจะแตกสลาย 


“ลุกขึ้นมาเร็วเข้า หากนายไม่ขยับตัว พรุ่งนี้เช้านายจะต้องลุกไม่ขึ้นอย่างแน่นอน” ฟู่เยี่ยนยังคงรู้สึกสบายๆ ระยะทางแค่นี้ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อเธอเลย สำหรับเธอนั้น เธอยังคิดว่าวันนี้ตัวเองเดินช้ากว่าปกติเสียด้วยซ้ำ


“หืม? อ่า....” ตอนนี้ฟู่เจี๋ยฟ่างรู้สึกราวกับว่าเขาอาจไม่มีโอกาสได้เห็นดวงอาทิตย์ได้ในวันพรุ่งนี้อีกต่อไปแล้ว....


หนุ่มน้อย นี่มันเริ่มต้นแค่ไหนกันนะ? 


เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ขอใช้โทรศัพท์ในห้องทำงานของฟู่ต้าอันโทรหาไป๋โม่เฉิน ก่อนจะขอให้เขาขับรถมารับ ซึ่งไป๋โม่เฉินก็ได้มาถึงที่นี่อย่างรวดเร็ว ด้วยความบังเอิญ ตอนนี้ฟู่ต้าอันเองก็มีบางอย่างจะถามฟู่เยี่ยนเช่นกัน


ตอนนี้เขาได้ทำเฟอร์นิเจอร์แบบใหม่ จึงอยากจะให้ฟู่เยี่ยนดู ตอนนี้เขาไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องยอดขายแล้ว เพียงแต่เขาต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อให้สินค้าของเขาได้รับความนิยมให้มากขึ้นเรื่อยๆเท่านั้น


“อาเล็ก ลงมือทำสิ่งนี้ได้เลย และทำเพิ่มอีกสักสองสามชุดด้วยนะ ก่อนงานประมูลจะเริ่มขึ้น ช่วยให้คนมาย้ายมันไปยังสถานที่จัดงานด้วย หนูคิดว่าจะใช้มันเป็นชุดรับแขกในงาน ส่วนด้านบนของเฟอร์นิเจอร์ให้สลักชื่อโรงงานของเราและประทับตราลงไปด้วย เพื่อที่ผู้คนจะได้เห็นมัน”


“เป็นวิธีที่ดีใช้ได้เลย ฉันจะลองดู! ว่าแต่ นี่มันเกิดอะไรขึ้นเหรอ?” ฟู่ต้าอันใช้ประโยชน์จากตอนที่ฟู่เจี๋ยฟ่างกำลังนอนพักอยู่แอบถามเรื่องนี้กับฟู่เยี่ยน 


“ไม่ได้มีอะไรมากนักหรอกค่ะ ก็แค่ปัญหาของเด็กหนุ่มที่กำลังโตเท่านั้น อีกไม่กี่วันเขาก็จะดีขึ้นเอง แล้วช่วงนี้อาเล็กเป็นยังไงบ้างคะ?”


“ไม่มีอะไรผิดปกติเลย ทุกอย่างเรียบร้อยดี ตอนนี้ลูกของฉันมีอายุครบหกเดือนแล้ว ฉันคิดว่าจะพาไปหาเธอในอีกไม่กี่วันนี้แหละ ส่วนอาสะใภ้ของเธอก็กำลังจะได้กลับไปทำงานเร็วๆนี้แล้ว ฉันเองก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะทิ้งลูกเอาไว้ให้พี่เลี้ยงเด็กดูแลที่บ้านดีหรือเปล่า!”


ฟู่เยี่ยนไม่ได้ตอบคำถามนี้ เพราะสิ่งนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเองเท่านั้น และตอนนี้อาหญิงเองก็ได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านตระกูลมู่แล้วเช่นกัน เพราะพี่สาวของเธอใกล้คลอดแล้ว


เพื่อไม่ให้เด็กๆมายุ่งวุ่นวายเสียงดังเกินไป และแม่ของตัวเองก็จะได้มีสมาธิและมีเวลาพักผ่อนบ้าง


ตอนที่ 677: กลับสู่ทิศทางที่ควรจะเป็นอีกครั้ง


เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ฟู่เยี่ยนยังคงไม่ปล่อยฟู่เจี๋ยฟ่างไป และปลุกเขาให้ตื่นตั้งแต่ตีห้าเหมือนเดิม


เป็นเวลาถึงหนึ่งสัปดาห์เต็มที่เธอพาฟู่เจี๋ยฟ่างเดินไปรอบๆเมือง ก่อนหน้านี้ถ้าพูดว่าเขาไม่คุ้นเคยกับเมืองหลวง ตอนนี้เขาก็คงรู้จักจนทั่วแล้ว

 

ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ฉือหมิ่นและฟู่ต้าจวงก็ได้มาที่บ้านของเธอเพื่อดูว่าลูกชายของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง และเมื่อพวกเขาเห็นว่าลูกชายยังคงแข็งแรงดี ทั้งสองก็รู้สึกโล่งใจ


ทั้งยังถามฟู่เยี่ยนอีกด้วยว่า เธอได้ถามหรือยังว่าทำไมเขาถึงยืนกรานว่าจะต้องไปเป็นทหารตอนนี้ ฟู่เยี่ยนไม่ได้ถามเลย เพราะเรื่องแบบนี้ถามไปก็ไม่มีทางได้คำตอบ ต้องให้เขาเต็มใจพูดเองถึงจะได้ความ ฟู่เยี่ยนคิดว่าถึงเวลาที่ต้องงัดไม้ตายออกมาแล้ว


ดังนั้น หลังจากที่ฉือหมิ่นและฟู่ต้าจวงกลับไป ฟู่เจี๋ยฟ่างก็ได้รับแจ้งว่าเขายังต้องไปออกกำลังกายในตอนเช้าของวันพรุ่งนี้ แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ไปกับฟู่เยี่ยน เป็นไป๋โม่เฉินที่จะพาเขาไป


ฟู่เจี๋ยฟ่างคิดว่าเขาสามารถหลุดพ้นจากพี่สาวของเขาได้แล้ว พี่เขยของเขาคงจะฝึกไม่โหดเท่ากับพี่สาวหรอกใช่ไหม?


เด็กหนุ่มยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาช่างไร้เดียงสาเหลือเกิน....


ในวันแรกของการออกกำลังกายตอนเช้ากับไป๋โม่เฉิน ฟู่เจี๋ยฟ่างรู้แล้วว่าเขาคิดผิด พี่เขยของเขาฝึกโหดกว่าพี่สาวเสียอีก! หากมองจากการฝึก พี่สาวของเขายังอ่อนโยนกับเขามาก แต่สำหรับการฝึกของพี่เขยนั้น ดูเหมือนพี่เขยจะไม่ได้ปฏิบัติต่อเขาในฐานะมนุษย์เลยด้วยซ้ำ


ไป๋โม่เฉินสังเกตเห็นถึงความไม่พอใจของฟู่เจี๋ยฟ่างที่แสดงออกมาทางแววตาได้อย่างชัดเจน เขายังคงไม่เชื่อว่าหลังจากที่เขาทำการฝึกหนักไปสองครั้ง เด็กคนนี้จะไม่ยอมพูดอะไรออกมา แต่นี่ก็เป็นเพียงเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆของเขาเท่านั้น


ฟู่เยี่ยนยังคงไม่ยอมปล่อยฟู่เจี๋ยฟ่างไปง่ายๆ และในวันที่แปด เธอก็เปลี่ยนภารกิจให้เขาใหม่ หลังจากเสร็จการฝึกตอนเช้าก็ให้กินข้าวเช้า แล้วไปเรียนบทเรียนที่มอบหมายไว้พร้อมกับว่าที่ลูกศิษย์ของเธออีกสองสามคน


บทเรียนเหล่านี้ทั้งหมดเป็นภาษาโบราณ แถมยังมีข้อความที่ซับซ้อนและเข้าใจยาก แม้แต่ตอนอ่านก็ยังติดขัดไม่ลื่นไหล และยิ่งไปกว่านั้นพี่สาวยังตั้งเงื่อนไขว่าเขาต้องท่องจำให้คล่องก่อนกินข้าวเย็นอีกด้วย


ฟู่เจี๋ยฟ่างรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนฉลาดมาโดยตลอด แต่ไม่คิดเลยว่าการบ้านที่พี่สาวของเขาให้ในตอนนี้จะทำให้เขารู้สึกว่าความมั่นใจในตัวเองก่อนหน้านี้เป็นเพียงเรื่องตลกเท่านั้น


ฟู่เหยา หลี่ลี่เฉียง และคนอื่นต่างก็ท่องจำเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว และพวกเขายังมีเวลาว่างไปอ่านหนังสือเล่มอื่นอีกด้วย คนพวกนั้นเป็นปีศาจหรืออย่างไร?


นี่เป็นครั้งแรกที่เจี๋ยฟ่างมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสติปัญญาของตัวเอง แต่เขาก็วิเคราะห์เรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว พวกเขาทั้งหมดเป็นคนแบบเดียวกันกับพี่สาวของเขา ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่จะนิสัยที่คล้ายกัน!


แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่อาจแสดงความอ่อนแอออกมาได้ ต้องตั้งใจท่องจำบทเรียนที่พี่สาวมอบหมายให้ เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้ด้อยไปกว่าคนอื่น


ดังนั้น ในสัปดาห์ต่อมา ฟู่เจี๋ยฟ่างจึงกระตือรือร้นในการเรียนมากขึ้น ทว่าความกระตือรือร้นเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ เขาไม่รู้เลยว่าทุกคนได้ท่องจำบทความนี้มาก่อนแล้ว ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมมันจึงดูง่ายขนาดนี้นั่นเอง


ไม่มีใครบอกเรื่องนี้กับเขาเลย เพราะทุกคนได้รับแจ้งจากฟู่เยี่ยนแล้วว่าพวกเขาไม่สามารถพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้


ดังนั้น แม้ว่าเขาจะพยายามอ่านหนังสือจนดึก ก็ไม่สามารถตามคนอื่นได้ทันเลย และในบรรดาเด็กเหล่านั้นยังอายุน้อยกว่าเขาเสียด้วยซ้ำ.... ฟู่เจี๋ยฟ่างจึงรู้สึกหดหู่เป็นอย่างมาก....


ตามปกตินั้น ไป๋โม่เฉินจะไปปลุกเขาตอนตีสี่ครึ่งทุกวัน แต่เขารู้แล้วว่าเด็กคนนี้เพิ่งจะนอนไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง ดังนั้นไม่มีทางที่เจี๋ยฟ่างจะตื่นขึ้นมาในเวลานี้ได้อย่างแน่นอน


ฟู่เยี่ยนมองไปยังท้องฟ้าตอนรุ่งสาง บางทีวันนี้เด็กคนนั้นอาจจะยอมพูดความในใจของเขาออกมาก็ได้


แน่นอนว่าสำหรับไป๋โม่เฉิน กฎก็คือกฎ แต่เขากลับไม่สามารถผลักประตูให้เปิดออกได้ เด็กคนนี้รู้วิธีล็อคประตูจากด้านใน ทว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องยากสำหรับไป๋โม่เฉินเลย


เขาสามารถเปิดประตูเข้ามาได้อย่างราบรื่น และเห็นว่าฟู่เจี๋ยฟ่างยังคงนอนหลับอย่างสบาย พร้อมกับการบ้านที่ฟู่เยี่ยนได้มองหมายให้เมื่อวานนี้ก็ยังคงกระจายไปทั่วโต๊ะ ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้จะนอนดึกมาก ตอนนี้ร่องรอยของความสงสารก็ได้แล่นผ่านเข้ามาในหัวใจของไป๋โม่เฉิน แต่ขณะที่เขากำลังจะเดินออกไปนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้เข้ามาแล้ว


เธอกระตุกผ้าห่มของฟู่เจี๋ยฟ่างออกด้วยมือเพียงข้างเดียว แม้ว่าตอนนี้จะเป็นฤดูร้อน แต่ตอนเช้าอากาศก็ยังคงเย็นอยู่เล็กน้อย 


“อา? อะไรนะ? พี่! ผมยังไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเลยนะ!” ฟู่เจี่ยฟ่างตื่นขึ้นจากความฝัน พร้อมกับแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างไม่ปิดบังแม้แต่น้อย


“ลุกขึ้นไปออกกำลังกายตอนเช้า! ให้เวลาแค่สิบนาที” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างเย็นชาแล้วเดินจากไป แต่หลังจากเดินออกมา เธอก็รู้สึกสงสารอยู่เล็กน้อย เพราะเจี๋ยฟ่างไม่เคยถูกปฏิบัติแบบนี้มาก่อนเลยตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก 


ฟู่เจี๋ยฟ่างลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจแล้วเริ่มใส่เสื้อผ้า เตรียมตัวสำหรับการวิ่งระยะทาง5กิโลเมตรต่อไปในวันนี้


แต่วันนี้ ไป๋โม่เฉินเองก็จะไม่ปล่อยเขาไปเช่นกัน หลังจากที่พาเขาไปอบอุ่นร่างกายและออกกำลังกายเสร็จ ไป๋โม่เฉินก็ได้เริ่มสอนให้เขาชกมวยต่อ


การฝึกพื้นฐานที่สุดคือการฝึกยืนท่าม้า... เริ่มต้นด้วยการฝึกท่านี้เป็นเวลาครึ่งชั่วโมง โดยไม่มีการผ่อนปรนใดๆ การฝึกก็คือการฝึกไปตามนั้น แต่ไป๋โม่เฉินก็ยังใจดีลดความเข้มข้นลงจากการฝึกทหารใหม่สมัยตัวเองมาให้เขาเยอะแล้ว…


หลังจากยืนม้าเสร็จ กล้ามเนื้อขาของฟู่เจี๋ยฟ่างที่เพิ่งฟื้นตัวกลับมาก็ปวดเมื่อยจนแทบทนไม่ไหวอีกครั้ง การฝึกชุดนี้ทำลายความมั่นใจ รวมถึงความมั่นใจแบบหลงตัวเองของฟู่เจี๋ยฟ่างจนหมดสิ้น


ฟู่เยี่ยนซื้อเต้าฮวยน้ำขิงและแพนเค้กไส้ผลไม้มาเป็นอาหารเช้า หลังจากที่ไป๋โม่เฉินอาบน้ำเสร็จ เขาก็ไปที่มหาวิทยาลัยทันที เพราะวันนี้เป็นวันแรกที่เขาจะได้สอนหนังสือ


ขณะที่กินมื้อเช้านั้น ฟู่เจี๋ยฟ่างก็รู้สึกว่าหากเขาอยากเป็นทหาร ชีวิตของเขาคงจะไม่มีความสุขอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพราะเขายังไม่พร้อมต่างหาก


“พี่....” ฟู่เจี๋ยฟ่างพูดขณะที่กำลังกินแพนเค้กไส้ผลไม้


“มีอะไรหรือเปล่า? นายมีอะไรที่อยากจะพูดอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เยี่ยนกินมื้อเช้าเสร็จแล้ว เธอดื่มน้ำตาม และทำเป็นไม่ได้สนใจอะไรมากนัก 


“พี่ครับ ผมแค่พนันกับเพื่อนๆ ว่าผมสามารถไปเป็นทหารได้ เพราะงั้น... ผมถึงกลับมาบอกที่บ้านแบบนั้น พวกเขาก็กลับไปบอกที่บ้านเหมือนกัน แต่พ่อแม่ของพวกเขาไม่ยอม…”


ฟู่เยี่ยนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกว่านี่มันเหตุผลเหลวไหลอะไรกัน? ไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเป็นเพราะเรื่องนี้


“แล้วตัวนายเองล่ะ? นายอยากไปเป็นทหารจริงๆ หรือแค่นึกอยากทำเพราะอารมณ์ชั่ววูบ?” ฟู่เยี่ยนจ้องตาเจี๋ยฟ่างตรงๆ เพื่อให้เขาคิดทบทวนให้ดี


“ตอนแรกผมอยากเป็นจริงๆ แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าบางทีผมอาจจะยังมีคุณสมบัติไม่พอที่จะ....” ฟู่เจี๋ยฟ่างมีท่าทีที่ดูหดหู่ลงไปเล็กน้อย 


ฟู่เยี่ยนเคาะนิ้วกับโต๊ะอาหารพลางครุ่นคิดถึงบางอย่าง ไม่ได้การแล้ว เธอต้องสร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับเขา 


“ที่จริงสิ่งที่นายท่องอยู่นั้น พวกเขาท่องจำกันมานานแล้ว ครั้งนี้เป็นแค่การทบทวนเท่านั้น ที่นายทำได้ถึงขนาดนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว ส่วนเรื่องกำลังกาย ฉันกับพี่เขยของนายก็แอบผ่อนปรนให้อยู่ไม่น้อยเลย”


“ในเรื่องนี้ นายล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัดเลย หากนายตั้งใจจะเข้าร่วมกองทัพในตอนนี้ นายก็ต้องเผชิญกับการฝึกที่หนักขึ้นทุกวัน”


ฟู่เยี่ยนคิดว่าเด็กคนนี้สมองดีมาก ในอนาคตเรื่องกำลังกายสามารถฝึกฝนและพัฒนาได้


“พี่ ผมยังมีคุณสมบัติที่จะเป็นทหารได้อยู่ไหม?” หลังจากที่ฟู่เจี๋ยฟ่างได้ยินเรื่องนี้ เขาก็ยังคงปฏิเสธตัวเองอยู่


“เจี๋ยฟ่าง ทำไมนายถึงอยากเป็นทหารกันล่ะ?” ฟู่เยี่ยนถามอย่างตรงไปตรงมา การถามครั้งนี้เหมือนการตอกย้ำจิตใจ เพราะเรื่องนี้ต้องคิดให้รอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจ 


ทำไมถึงอยากเป็นทหารงั้นหรือ?


เดิมที่ เขาคิดว่าพ่อของเขาต้องภูมิใจมากที่เขาอยากเป็นทหาร และต่อมาเขาก็รู้สึกว่าการเป็นทหารนั้นมีอะไรที่น่าสนใจกว่าการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเสียอีก


แต่ตอนนี้... เขายังไม่แน่ใจเลยว่าความต้องการที่แท้จริงของตัวเองคืออะไร 


เขาบอกเรื่องนี้กับฟู่เยี่ยนอย่างตรงไปตรงมา ตอนนี้เขากำลังสับสน


“ดังนั้น ตอนนี้นายยังไม่ต้องตัดสินใจเรื่องนี้หรอก ให้นายโฟกัสกับการสอบเข้ามัธยมปลายให้ดีเสียก่อน พอถึงเวลาสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ถ้ายังอยากเข้าร่วมทหาร ก็เลือกสอบเข้าวิทยาลัยทหารไปเลย”


“แต่หากนายเปลี่ยนใจก็ยังสามารถเรียนวิชาเอกอื่นๆ ได้ตามที่นายต้องการ ตอนนี้นายยังไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่ตั้งใจเรียนอย่างจริงจังก็พอแล้ว”


“ที่สำคัญ ต่อจากนี้นายควรต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย นายต้องรู้ว่าไม่ว่านายจะทำอะไรก็ตาม การมีร่างกายที่แข็งแรงนั้นย่อมได้เปรียบเสมอ ในอนาคตค่อยมาคิดถึงเรื่องนี้อีกที ไม่ว่านายจะทำอะไร ให้ใช้สมองวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนก่อนเสมอ”


ฟู่เจี๋ยฟ่างพยักหน้ารับ ครั้งนี้พี่สาวเตือนสติเขาได้เยอะมากจริงๆ


“พี่ ผมขอบคุณพี่มากจริงๆ!” ฟู่เจี๋ยฟ่างพูดด้วยท่าทีที่เขินอายเล็กน้อย 


“แค่นายไม่เกลียดที่ฉันทรมานนายก็พอแล้ว!” ฟู่เยี่ยนพูดด้วยรอยยิ้ม


ด้วยวิธีนี้ ฟู่เจี๋ยฟ่างจึงผ่านการฝึกอบรมตลอดครึ่งเดือนที่นี่แล้ว ก่อนจะกลับไปโรงเรียนตามปกติ ซึ่งฉือหมิ่นและฟู่ต้าจวงต่างก็รู้สึกขอบคุณฟู่เยี่ยนและไป๋โม่เฉินมากเช่นกัน


ตอนที่ 678: ผู้คนจำนวนมากต่างก็ให้ความสนใจ


ฟู่เยี่ยนแก้ไขปัญหาของฟู่เจี๋ยฟ่างเสร็จแล้ว และเรื่องการคัดเลือกศิษย์ในเวลานี้ก็ไม่สามารถล่าช้าได้เหมือนกัน 


ตามที่เธอได้บอกเอาไว้ ตอนนี้เทศการเช็งเม้งใกล้เข้ามาแล้ว ซึ่งก็เป็นเวลาที่ฟู่เยี่ยนกำลังศึกษาเรื่องค่ายกลอยู่ ดังนั้นเธอจึงพักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน เพราะเรื่องคัดเลือกศิษย์ไม่สามารถเลื่อนออกไปได้


ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้ส่งมอบเรื่องนี้ให้กับผู้อำนวยการหลี่ และขอให้ผู้อำนวยการหลี่ช่วยแจ้งผลให้เธอทราบในถายหลัง อีกทั้งเธอยังให้โควต้ากับผู้อำนวยการหลี่ด้วย ตราบใดที่คนในหน่วยรู้เรื่องนี้ พวกเขาต้องเต็มใจที่จะมาอยู่แล้ว ซึ่งเธอสามารถเลือกใครคนใดคนหนึ่งได้


เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากเราต้องการให้ม้ายอมวิ่ง เราก็ต้องให้หญ้ากับมันก่อนเสมอ!


ทว่าครั้งนี้มีหลายคนที่ต้องยอมแพ้ไป พวกเขาทุกคนรู้กฎของฟู่เยี่ยนว่า ภายในหนึ่งปี ถ้าใครทำได้ก็อยู่ต่อ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็กลับบ้านไป ไม่เสียเวลาของใคร


อย่างไรก็ตาม ฟู่เยี่ยนได้จำกัดจำนวนศิษย์ของเธอเอาไว้ที่เก้าคนเท่านั้น และตอนนี้ก็มีหยูจื่อ ไป๋จื่อซี เมิ่งเมิ่ง และโจวรุ่ยแล้ว นอกจากยังมีหลี่ลี่เฉียงและฟู่เหยาที่ฝึกมาก่อนอีกสองคน ดังนั้นจึงเหลือที่ว่างเพียงสามที่เท่านั้น


เด็กบางคนถูกพ่อแม่บังคับให้มาที่นี่ ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ชอบจริงๆ ความสามารถและความสนใจสำคัญมาก ฟู่เยี่ยนเองก็ไม่อยากบังคับใครให้ทำสิ่งที่ไม่ชอบ


โดยในช่วงเวลาหนึ่งปีนั้นยังเป็นโอกาสที่พวกเขาจะได้พิจารณาตัวเองว่าจะอดทนฝึกต่อไปหรือพอแค่นี้


ครั้งนี้ ฟู่เยี่ยนจะใช้สถานที่ของหน่วย753 เนื่องจากครั้งก่อนมีเพียงคนใกล้ชิดของเธอ ดังนั้นเธอจึงทำการคัดเลือกที่บ้าน ต่ครั้งนี้จัดไว้ที่สถานที่แห่งนี้ เพื่อให้ทุกคนสามารถเห็นถึงความสามารถของพวกเขาได้


ในอนาคต เธอยังต้องปรับความคืบหน้าในการเรียนรู้และมอบหมายการบ้านให้กับพวกเขาโดยตรง เธอจะให้พวกเขามาที่บ้านของเธอในวันหยุดสุดสัปดาห์แค่สองวันเท่านั้น พวกเด็กๆจะได้ไม่ต้องมาที่บ้านเธอทุกวัน และพวกเขาจะต้องวางแผนในการเรียนรู้ด้วยตัวเองนับจากนี้เป็นต้นไป


ในสายงานนี้ พื้นฐานและพรสวรรค์เป็นสิ่งสำคัญ แต่การมีจิตวิญญาณแห่งการวิจัยสำคัญยิ่งกว่า เส้นทางชีวิตนั้นยาวไกล อาจารย์ไม่สามารถอยู่เคียงข้างพวกเขาได้ตลอดไป


ฟู่เยี่ยนไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น เธอเองก็ยังไม่ได้มีเวลาแม้แต่จะกินมื้อค่ำใต้แสงเทียนกับสามีเลยด้วยซ้ำ ก่อนหน้านี้ ไป๋โม่เฉินมักจะมองเธอด้วยสายตาเศร้าสร้อยอยู่บ่อยๆ ฟู่เยี่ยนคิดว่าเธอจะต้องรีบปรับตัวให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้มีเวลาส่วนตัวบ้าง และสามารถศึกษาเรื่องค่ายกลของตัวเองได้ด้วย


ตอนนี้เสี่ยวเฮยเองก็ได้ตื่นจากการจำศีลแล้วเช่นกัน จากที่ฟู่เยี่ยนสังเกต มันอยู่ห่างจากการโตเต็มวัยเพียงเส้นบางๆเท่านั้น โอกาสสำคัญนี้มีความหมายมาก แต่กลับไม่รู้ว่าจะพบเจอได้ที่ใด


ฟู่เยี่ยนรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะนี่เป็นการกระทำที่ท้าทายสวรรค์ เธอจึงต้องเตรียมใจรับมือกับทัณฑ์สายฟ้าที่อาจฟาดลงมา อีกทั้งยังต้องช่วยเสี่ยวเฮยให้ผ่านเรื่องนี้ไปได้ มันเป็นเหมือนก้อนหินหนักที่กดทับอยู่ในใจ ตราบใดที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ ใจเธอก็จะรู้สึกหนักอึ้งอยู่ตลอดเวลา


ทันทีที่ฟู่เยี่ยนเข้าไปข้างใน ผู้อำนวยการหลี่ก็รีบมาหาเธอทันที ตอนนี้ผู้อำนวยการหลี่รู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก มีคนที่มาคัดเลือกในครั้งนี้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเลยเมื่อเทียบกับครั้งที่แล้ว มีผู้ปกครองพาลูกหลานของตัวเองมาลงทะเบียนกว่าหนึ่งร้อยคนเลยทีเดียว


เด็กที่รอการคัดเลือกมีจำนวนมากกว่าร้อยคน แม้แต่ผู้อำนวยการหลี่ก็ยังต้องตกใจ ทว่าเขาก็สงบสติอารมณ์ลงได้อย่างรวดเร็ว ฟู่เยี่ยนไม่ได้บอกว่าในอนาคตเธอจะรับศิษย์อีกหรือไม่ ดังนั้นเขาจึงต้องคว้าโอกาสครั้งนี้เอาไว้


“ฟู่เยี่ยน ตอนนี้ทุกอย่างพร้อมแล้ว แต่ไม่คิดเลยว่าจะมีคนสนใจมากแบบนี้”


“คนเยอะเกินไป? ไม่ใช่ว่าแค่จัดการเรื่องครอบครัวและญาติของหูจินเหรอคะ?” ฟู่เยี่ยนหยุดชะงัก เธอเองก็รู้สึกเหลือเชื่อ ตัวเธอโด่งดังขนาดนี้เลยหรือ?


“เรื่องนี้ยังคงเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ มีคนมากมายในหน่วยของเรา และฉันก็ไม่รู้เลยว่าใครเอาเรื่องที่เธอจะรับศิษย์ออกไปพูดข้างนอก... และที่สำคัญ มีคนจากตระกูลหูและตระกูลฉางอีกสิบกว่าคนเลยที่มาในครั้งนี้”


ผู้อำนวยการหลี่รู้สึกปวดหัว แต่ฟู่เยี่ยนไม่ได้สนใจเรื่องนี้เท่าไหร่นัก ถึงอย่างไรเธอก็ได้จำกัดจำนวนคนเอาไว้แล้ว เมื่อมีคนให้ความสนใจเยอะขนาดนี้ โดยธรรมชาติแล้วเธอต้องให้ความเท่าเทียมกันกับพวกเขาด้วย


“ลุงหลี่ แบบนี้หนูคงต้องเสียคำพูดแล้วล่ะ คนเยอะขนาดนี้คงจัดการแบบล็อกตัวไว้ไม่ได้ ต้องยุติธรรมหน่อย ถ้าเด็กที่เลือกได้บังเอิญเป็นคนในหน่วยเราก็ถือว่าดีที่สุด แต่ถ้าไม่มี หนูก็คงช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกัน”


เธอตัดสินใจบอกเรื่องนี้กับเขาไปตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้มีใครมาโต้แย้งในภายหลังได้


“ฉันรู้ ฉันอยู่ในแวดวงนี้มานาน เธอสามารถเลือกคนที่ตัวเองต้องการได้เลย และฉันจะจัดการเรื่องคนเหล่านั้นเอง เดิมทีฉันก็ไม่ได้บอกว่ามีโควต้าภายในอยู่แล้ว และสุดท้ายฉันก็ไม่ได้พูดมันออกไป มันไม่มีประโยชน์เลยที่จะกังวลเรื่องนั้น!”


หัวหน้าแผนกหลี่คิดในใจอย่างลับๆว่า ‘พวกโง่พวกนี้ เรื่องดีๆ คนอื่นเขายังเก็บเงียบกันแทบตาย แต่พวกแกกลับป่าวประกาศไปทั่วแบบนี้!’


พวกเขาแน่ใจได้อย่างไรกันว่าตัวเองจะถูกเลือก? ช่างเป็นอะไรที่โง่เขลาที่สุด!


ตอนที่ทุกคนมาถึงห้องประชุมของหน่วย753 คนในหน่วยต่างก็ตกตะลึงเมื่อเห็นว่ามีผู้คนให้ความสนใจกับเรื่องนี้จำนวนมาก พวกเขาจึงได้ขอให้ผู้อำนวยการหลี่เปิดห้องประชุมใหญ่ ซึ่งผู้อำนวยการหลี่ก็ตกใจกับเรื่องนี้เช่นกัน


ขนาดเขายังตกใจถึงเพียงนี้ มาดูกันว่าฟู่เยี่ยนจะมีวิธีไหนในการคัดเลือกศิษย์ ครั้งที่แล้วเขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เขาแค่ได้ยินมาจากลี่เฉียงว่าคนที่ผ่านการคัดเลือกรอบที่แล้วล้วนมาจากตระกูลที่มีชื่อเสียงทั้งหมด


ทันทีที่เข้าไปในห้องประชุมใหญ่ ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เธอจึงโบกมือเรียกเสี่ยวจางเพื่อให้เขาช่วยรักษาความสงบเรียบร้อย และขอให้เขาพาเด็กๆไปยังห้องประชุมเล็ก โดยให้เหล่าผู้ปกครองรออยู่ที่นี่


เสี่ยวจางพยักหน้ารับเพื่อแสดงว่าเขาเข้าใจแล้ว ก่อนจะออกไปจัดการตามคำสั่ง ส่วนฟู่เยี่ยนกับผู้อำนวยการหลี่ก็ได้หันหลังกลับและเดินไปยังห้องประชุมเล็กทันที


“เฮ้ คนเมื่อครู่นี้คืออาจารย์ฟู่เหรอ?” คนพูดคือเหวินจือ แม่สามีของหูจิน แม่เลี้ยงของฉางหยู่เซิง


“จริงๆก็ยังเด็กอยู่เลย อ่า พี่สาว ครั้งนี้ไม่รู้ว่าเธอจะเลือกลูกศิษย์กี่คน หูจินได้พูดอะไรบ้างไหม?” คนที่พูดคือเหวินหลัน น้องสาวของเหวินจือ ครั้งนี้ก็มากับลูกชายของตัวเองด้วย โดยมีความตั้งใจที่จะมาลองเสี่ยงโชคดู


เหวินจือทำได้แค่ส่ายหน้า หูจินบอกแค่ว่าฟู่เยี่ยนจะเปิดรับศิษย์ แต่ไม่ได้บอกถึงรายละเอียดใดเลย ทั้งยังบอกอีกว่าสามารถช่วยได้แค่นี้อีกด้วย


เมื่อมาถึงที่นี่ เธอก็พบว่ามีผู้คนอยู่เยอะมาก และหลังจากที่ถามไปเมื่อครู่นี้ ก็พบว่าทุกคนต่างก็พาเด็กๆที่โดดเด่นที่สุดในครอบครัวมาเช่นกัน 


ความโกรธพลุ่งพล่านขึ้นมาโดยไม่อาจห้ามได้ หากไม่อยากช่วยก็พูดออกมาตรงๆ โอกาสแบบนี้ยังต้องให้เธอมาช่วยงั้นหรือ? ชัดเจนว่าไม่มีอะไรพิเศษเลย เธอเหลือบมองไปที่ลูกสาวที่มีสีหน้าสดใสและเปล่งปลั่ง ความเจ็บปวดในใจพลันกลับมาอีกครั้ง


เธอไม่เคยต้องทนกับความอัปยศแบบนี้มาก่อนในชีวิต เพื่อเด็กผู้หญิงคนนี้ เธอถึงขั้นต้องยอมเสียหน้าไปหมด


เหวินหลันมองไปยังใบหน้าที่แดงก่ำของพี่สาวอยู่ครู่หนึ่ง แต่เธอก็ไม่พูดอะไรออกไป เรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับลูกชายของเธอ หากเขาถูกรับเลือกก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่ถูกเลือกก็ถือว่าได้เดินทางมาเที่ยวเมืองหลวง


เสี่ยวจางเปิดลำโพงในห้องประชุมใหญ่ ก่อนจะประกาศออกไปว่าให้เด็กๆไปที่ห้องประชุมเล็กด้วยตัวเอง


“เสี่ยวไฉ่ ลูกจำที่แม่สอนได้ใช่ไหม? ตั้งใจแสดงให้เต็มที่ล่ะ!” เหวินจือย้ำกับลูกสาวครั้งแล้วครั้งเล่า 


ตอนนี้จิตใจของฉางหยู่ไฉ่ได้ลอยไปอยู่ในห้องประชุมเล็กแล้ว เธอไม่ได้สนใจคำพูดของผู้เป็นแม่เลยแม้แต่น้อย ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องประชุมเล็กอย่างไม่ได้ใส่ใจ 


แต่เหวินหลันนั้นเป็นคนที่ใจกว้างมาก เธอไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย และรีบผลักให้ลูกชายของเธอเข้าไปข้างใน หลังจากที่ลงจากรถไฟเมื่อวานนี้ เธอได้กินแค่เป็ดย่างเท่านั้น และครอบครัวของเธอก็ได้แยกย้ายกันไปพักผ่อน ซึ่งเธอยังไม่มีเวลาได้ไปเที่ยวซื้อของเลย


เด็กๆต่างก็พากันเดินเข้าไปในห้องประชุมเล็กที่อยู่ติดกัน และเมื่อเข้ามาแล้ว ทุกคนจะได้รับกระดาษสองสามแผ่นพร้อมกับปากกา ซึ่งฟู่เยี่ยนจะให้พวกเขาเขียนคำตอบลงไปในกระดาษเหล่านั้น


เมื่อเด็กทุกคนเข้ามาแล้ว แต่ก็ยังมีผู้ปกครองหลายคนที่พยายามจะชะโงกหน้าเข้ามาดูผ่านทางประตู ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปิดประตูลง ฟู่เยี่ยนคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนที่เธอจะมาที่นี่แล้ว ซึ่งเดิมทีนั้นเธออยากจะคัดเลือกเป็นรายบุคคลเสียด้วยซ้ำ


เพราะหากใครก็ตามที่มีพรสวรรค์ที่ดี เธอก็จะสามารถเลือกได้โดยตรง แต่วิธีนั้นใช้ไม่ได้กับจำนวนคนที่เยอะแบบนี้ เธอต้องทำทุกขั้นตอนด้วยความโปร่งใส ไม่อย่างนั้นมันอาจเป็นที่มาของความโกรธแค้นจากเหล่าผู้ปกครองได้


ตอนที่ 679: คัดเลือก


เด็กมากมายขนาดนี้ แน่นอนว่าจะต้องผ่านการคัดเลือกจากมือของตัวเอง ฟู่เยี่ยนจึงได้คิดแผนการไว้แล้ว


“เอาล่ะ ตอนนี้ทุกคนมีกระดาษอยู่ในมือแล้วใช่ไหม? ถ้าใครยังไม่ได้ก็เข้ามารับอีกที ถ้าทุกคนได้รับกันหมดแล้ว ก็ให้เขียนชื่อและแซ่ พร้อมทั้งถิ่นกำเนิดลงบนกระดาษ”


เมื่อมองแวบแรก เด็กเหล่านี้มีอายุมากกว่าสิบปี และน่าจะไม่มีเด็กคนไหนที่ไม่ได้ไปโรงเรียน ดังนั้น แค่ชื่อและที่อยู่ของตัวเอง พวกเขาต้องสามารถเขียนมันได้อยู่แล้ว 


ทันทีที่พูดจบ ฟู่เยี่ยนก็เห็นว่าเด็กส่วนใหญ่ต่างก็เริ่มทำตามที่เธอบอกทันที มีเด็กเพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้นที่ไม่สามารถเขียนได้


ฟู่เยี่ยนเหลือบมองไปแวบหนึ่งแล้วไม่ได้ใส่ใจมากนัก ก่อนที่จะพูดต่อถึงคำถามข้อที่สอง ซึ่งก็ง่ายมาก นั่นคือ “ทำไมพวกเขาถึงมาที่นี่?”


ฟู่เยี่ยนเริ่มจากคำถามง่ายๆ เพื่อที่เธอจะได้รู้ว่ามีเด็กกี่คนที่อยากมาที่นี่จริงๆ แต่เธอยังต้องสัมภาษณ์พวกเขาเป็นการส่วนตัวอีกครั้ง


แน่นอนว่าเด็กหลายคนต่างก็แสดงความสงสัยผ่านใบหน้าของพวกเขาออกมา ทำไมพวกเขาถึงมาที่นี่กันล่ะ? ส่วนคนที่เหลือก็กำลังครุ่นคิดด้วยสีหน้าจริงจัง อาจเป็นเพราะพวกเขาได้รับการสอนมาจากที่บ้าน หรือเป็นความคิดของพวกเขาเอง ซึ่งก็ยังไม่มีใครรู้


ฟู่เยี่ยนและผู้อำนวยการหลี่ชำเลืองมองหน้ากัน และทั้งคู่ก็ยังสังเกตเห็นถึงความสิ้นหวังในดวงตาของกันและกันอย่างชัดเจนอีกด้วย พวกเขาเดาว่าเด็กเหล่านี้คงไม่ได้คิดถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการจะทำในเวลานี้อย่างแน่นอน


แค่สองคำถามนี้ ฟู่เยี่ยนก็เก็บกระดาษทั้งหมดขึ้นมาแล้ว จากนั้นก็รีบมองผ่านแวบหนึ่งและเลือกออกมาประมาณยี่สิบแผ่น


ฟู่เยี่ยนส่งกระดาษเหล่านี้ให้เสี่ยวจาง เพื่อให้เขาอ่านตามชื่อคนที่เขียนไว้ ใครที่ไม่ถูกอ่านชื่อก็สามารถออกไปก่อน นี่คือกระบวนการคัดเลือก ส่วนคนที่เหลือ ฟู่เยี่ยนจะต้องพิจารณาทีละคน


ฉางหยู่ไฉและลูกพี่ลูกน้องของเธอยังคงมีชื่ออยู่ในยี่สิบคนแรก ซึ่งในขณะที่เด็กคนอื่นกำลังถูกผู้ปกครองพาออกไป สองคนพี่น้องก็ยังคงอยู่ที่นั่น


เหวินหลันกลับรู้สึกดีใจมาก ที่ลูกชายของเธอสามารถเข้าไปในกลุ่มเล็กๆนี้ได้ นั่นหมายความว่าลูกชายของเธอเก่งจริงๆ! ลูกชายของเธอทั้งเรียนเก่งและมีความสามารถ เธอเดิมทีแค่ตามพี่สาวมาท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ไม่คาดคิดว่าจะได้ผลลัพธ์ที่เกินคาดแบบนี้!


แต่หลังจากนั้นเธอก็ต้องผิดหวัง เพราะลูกชายของเธอไม่ผ่านการคัดเลือกในรอบสอง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร แค่ได้เข้าไปในกลุ่มเล็กๆก็สามารถอวดอ้างได้เต็มที่แล้ว เพราะในบ้านตระกูลเหวิน พี่สาวของเธอยังพูดถึงอาจารย์ฟู่ว่าเก่งมากเลย


ส่วนเหวินจือในตอนนี้แทบไม่มีปฏิกิริยาอะไร ในมุมมองของเธอ ความสัมพันธ์ระหว่างหูจินและฟู่เยี่ยนลึกซึ้งมาก การที่ฟู่เยี่ยนรับลูกสาวของเธอเข้าร่วมก็เป็นเรื่องสมควรและเหมาะสมแล้ว ไม่เห็นหรอกหรือว่าแม้แต่ลูกพี่ลูกน้องของหูจินยังถูกคัดออกไปเลย?


ตอนนี้อาของหูจินโกรธมาก หลังจากที่เสี่ยวจินแต่งงาน เธอกลับไม่สนใจครอบครัวของตัวเองเลย ทั้งยังช่วยเหลือแต่ครอบครัวของสามีอีกด้วย! ไม่ได้การแล้ว เธอจะเข้าไปถามฟู่เยี่ยนเองว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้!


ฟู่เยี่ยนสัมภาษณ์เด็กที่อยู่ในห้องประชุมเล็กทีละคน ซึ่งเธอพบว่ามีเด็กหลายคนที่เหมาะจะฝึกฝนและพัฒนาต่อไปได้ ส่วนคนที่เหลือนั้นก็แค่อยากทำตามคนอื่นท่านั้น หากสอนไปก็มีแต่จะสิ้นเปลืองแรงเปล่าๆ


เธอยังถามด้วยว่าพวกเขามาที่นี่ได้อย่างไร พวกเขาตั้งใจจะมาด้วยตัวเองหรือครอบครัวบังคับให้มา หากใครมีเจตจำนงที่มั่นคงพอ ก็จะสามารถตอบได้อย่างไม่ลังเลอยู่แล้ว แต่แรงจูงใจที่มากเกินไปก็อาจจะส่งผลตรงกันข้ามได้อย่างง่ายดายเช่นกัน


มันไม่ใช่ปัญหาเลยสำหรับการรับฟังเรื่องครอบครัวของพวกเขา ฟู่เยี่ยนแค่ชอบศิษย์ที่กล้าแสดงความคิดของตัวเองออกมาตรงๆเท่านั้น แม้ว่าการสอนคนแบบนี้จะยากมากก็ตาม แต่ยังถือว่าเป็นการสอนที่คุ้มค่า


“เธอชื่อฉางหยู่ไฉอย่างนั้นเหรอ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองไปยังหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า เด็กผู้หญิงคนนี้มีหน้าตาที่สง่างามจนไม่มีใครที่นี่สามารถเทียบได้เลย ทั้งยังมีหน้าตาที่ดูคล้ายกับฉางหยู่เซิงอีกด้วย นั่นแสดงว่าพวกเขามีหน้าตาเหมือนพ่ออย่างแน่นอน


“ใช่แล้วค่ะ!”


“เธอมีพื้นฐานไหม?” ฟู่เยี่ยนเงยหน้าขึ้น ก่อนจะถามออกไปด้วยท่าทีที่เคร่งขรึม ตอนนี้เด็กสาวกำลังมองมาที่เธอด้วยความชื่นชมและเคารพ ซึ่งทำให้ทุกคนที่เห็นต่างก็รู้สึกเอ็นดูเด็กสาวคนนี้ และทักษะของเด็กสาวคนนี้ก็สามารถต่อยอดได้อีกด้วย


“ใช่แล้วค่ะ พ่อของฉันสอนมันตอนที่อยู่ที่บ้านค่ะ” ฉางหยู่ไฉพูดพร้อมกับยืดอกขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ 


“อืม เข้าใจแล้ว ไปนั่งรอตรงนั้นก่อนแล้วกัน” ฟู่เยี่ยนชี้ไปยังอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่าเด็กคนนี้ผ่านการคัดเลือกแล้ว เพราะคนที่ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอจะถูกปล่อยให้กลับออกไปนั่นเอง


ฉางหยู่ไฉรู้สึกมีความสุขมาก ตอนนี้เธอผ่านการคัดเลือกแล้ว หากลูกพี่ลูกน้องของเธอผ่านการคัดเลือกด้วยอีกคน แบบนี้เธอจะต้องไม่เหงาอย่างแน่นอน


“นายชื่ออะไรเหรอ?” ฟู่เยี่ยนถามโดยที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง เธอสังเกตเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความดูถูกของเด็กคนนี้ตั้งแต่ตอนที่เข้ามาแล้ว 


“หวังเสี่ยวซาน”


“จุดประสงค์ที่นายมาที่นี่คืออะไร”


“มาเป็นศิษย์ของอาจารย์ครับ”


“โอ้? แต่ดูเหมือนว่านายจะไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่เลยนะ ครอบครัวของนายบังคับให้นายมาใช่ไหม?”


“ใช่ ครอบครัวบังคับให้ผมมาที่นี่ ผมเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าคุณจะเก่งจริงหรือเปล่า” หวังเสี่ยวซานพูดพร้อมกับมองไปที่ฟู่เยี่ยนอย่างเย้ยหยัน 


“อืม ถ้าอย่างนั้นก็เชิญออกไปได้เลย” ฟู่เยี่ยนไม่ได้โกรธเลยแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดเลยว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กที่ค่อนข้างก้าวร้าว ยิ่งครอบครัวขอให้เขาทำอะไรมากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งต่อต้านมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งฟู่เยี่ยนไม่ได้สนใจเรื่องนี้ เขาแค่พยายามทำตัวให้คนอื่นสนใจก็เท่านั้นเอง 


หวังเสี่ยวซานตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดจมูกอย่างรุนแรงและเดินออกไปด้วยท่าทีที่เย่อหยิ่ง ราวกับว่าเขาเป็นผู้ชนะอะไรประมาณนั้น


เมื่อเห็นฉากนี้ เสี่ยวจางที่อยู่ข้างๆ ก็แอบหัวเราะอยู่ในใจ เสี่ยวซาน นายมันสมควรที่จะถูกทุบตีมากจริงๆ หากคืนนี้พ่อของนายไม่ตีนาย แม่ของนายก็จะต้องตัดความสัมพันธ์กับนายอย่างแน่นอน!


“นายรู้จักเขาด้วยเหรอ?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับหันไปมองเสี่ยวจาง 


“เด็กคนนี้เป็นลูกชายของคนในหน่วยครับ พ่อของเขาคือหวังต้าซานจากหน่วยปฏิบัติการครับ” เสี่ยวจางกระซิบบอกกับฟู่เยี่ยนเบาๆ 


ฟู่เยี่ยนพยักหน้ารับเบาๆ แม้ว่าเด็กคนนี้จะได้รับการฝึกมาเพียงเล็กน้อย แต่ก็ยังสามารถฝึกกังฟูต่อให้กับเขาได้ แต่เด็กคนนั้นไม่เต็มใจฝึก และเธอก็อยากโน้มน้าวใจเด็กที่หัวแข็งแบบนี้ด้วย!


“อาจารย์ฟู่ เด็กคนนี้ยังมีพรสวรรค์ไม่เพียงพออย่างนั้นเหรอครับ?” เสี่ยวจางมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหวังต้าซาน ดังนั้นเขาจึงอยากจะช่วยพูดเรื่องนี้ให้ 


“เขามีทักษะขั้นพื้นฐานและความแข็งแกร่งที่ดี หากหมั่นฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ จะต้องเป็นต้นกล้าที่ดีได้อย่างแน่นอน”


หลังจากที่สัมภาษณ์เด็กทั้งยี่สิบคนเสร็จ ก็เป็นเวลาบ่ายสองโมงแล้ว ตอนนี้เหลือเด็กอยู่เพียงห้าคนเท่านั้น ซึ่งตอนนี้ฟู่เยี่ยนต้องติดต่อพ่อกับแม่ของพวกเขา ซึ่งฟู่เยี่ยนรู้สึกว่าหากการรับศิษย์ของเธอส่งผลกระทบต่อครอบครัวของเด็ก ก็ไม่จำเป็นว่าเธอจะต้องรับพวกเขาเป็นศิษย์


เธอเองมีชื่อเสียงที่โด่งดัง แต่ชื่อเสียงของเธอกลับไม่สามารถนำมาซึ่งคุณค่าอะไรให้กับพวกเขาได้ ข้อนี้ควรจะพูดให้ชัดเจนตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ต้องถูกตำหนิในภายหลัง


แน่นอนว่าเธอจะไม่ปล่อยให้ใครก็ตามทำสิ่งที่ไม่สามารถบรรยายได้ในนามของเธออย่างเด็ดขาด


ทันทีที่ฟู่เยี่ยนเดินออกมาจากห้องประชุมเล็ก เธอก็เห็นเหล่าผู้ปกครองจำนวนมากที่ยังคงรออยู่ข้างนอก แทนที่จะมีแค่ผู้ปกครองของเด็กห้าคนอยู่ที่นี่เท่านั้น


ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะทันได้เรียกชื่อ เธอก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งจูงมือลูกเดินเข้ามาด้วยสีหน้าโมโห


“คุณคืออาจารย์ฟู่ใช่ไหม? ทำไมคุณถึงตัดชื่อลูกของเราออก?”


หูฮวา อาหญิงของหูจินถามคำถามนี้ต่อหน้าฟู่เยี่ยนโดยไม่ลังเล


“ลูกของคุณไม่เคยเรียนหนังสือ เขียนตัวอักษรยังไม่คล่อง ไม่เหมาะที่จะเป็นศิษย์ของฉัน” ฟู่เยี่ยนมองไปที่ผู้หญิงคนนี้ที่ดูไม่เรียบร้อย แล้วคิดในใจว่า ‘นี่ใครกัน? ทำไมถึงมาหาเรื่องกันแบบนี้?


“เด็กผู้หญิงคนนี้ยังดีไม่เท่าลูกชายของฉันเลยด้วยซ้ำ! แล้วทำไมเธอถึงถูกเลือกกันล่ะ?” หูฮวาพูดออกมาด้วยความโกรธเคือง ซึ่งคนที่เธออ้างถึงก็คือฉางหยู่ไฉนั่นเอง


เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่เยี่ยนจึงได้กวักมือเรียกเสี่ยวจางเข้ามา ก่อนจะขอให้เขาไปหยิบกระดาษคำตอบที่ลูกชายของเธอเขียนออกมา และเปรียบเทียบกับลายมือของฉางหยู่ไฉให้ดู


“คุณยอมรับศิษย์แค่เพียงเพราะเด็กเขียนหนังสือได้อย่างนั้นเหรอ?” หลังจากที่ดูเสร็จ หูฮวาไม่คิดว่าฉางหยู่ไฉจะเก่งอะไรเลย 


ฟู่เยี่ยนตกตะลึงไปทันที ผู้หญิงคนนี้ออกมาจากถ้ำหรือ? ทักษะดั้งเดิมของลัทธิเต๋าส่วนใหญ่คือการเขียนอักษรจีน แล้วแบบนี้จะให้เธอเลือกคนที่เขียนหนังสือยังไม่คล่องมาเป็นศิษย์ได้อย่างไร? เธอไม่ใช่อาจารย์ผู้ใจบุญขนาดนั้นหรอกนะ!


ตอนที่ 680: การเปรียบเทียบ


เมื่อหูฮวาเริ่มรู้ถึงข้อบกพร่อง เธอก็เริ่มรู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมา ตอนลูกชายของเธอไปโรงเรียน เขาเอาแต่เล่นเท่านั้น เขาชอบไปเก็บผักป่าในฤดูใบไม้ผลิ ไปตกปลาในฤดูร้อน เก็บเมล็ดพืชในทุ่งนาในฤดูใบไม้ร่วง และเล่นหิมะในฤดูหนาว


แต่ตอนนี้เธอกำลังโกรธว่าทำไมเด็กผู้หญิงจากตระกูลฉางถึงถูกเลือก และลูกชายของเธอกลับถูกคัดออก ทั้งหมดนี้คงเป็นเพราะความสัมพันธ์ของหูจินอย่างแน่นอน แต่เธอก็เป็นอาของหูจินเหมือนกันไม่ใช่หรือ! มันดูไม่สมเหตุสมผลเลยที่ญาติฝั่งสามีได้รับประโยชน์ แต่เธอเป็นผู้เสียประโยชน์แบบนี้! 


แม่เลี้ยงของตระกูลฉางคนนั้นเป็นคนที่ดูเย่อหยิ่งไม่น้อยเช่นกัน ซึ่งหูฮวาก็มักจะดูถูกเธออยู่เสมอ


“ฉางหยู่ไฉ เธอช่วยอ่านย่อหน้านี้ให้ฉันฟังหน่อยสิ” ฟู่เยี่ยนหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋า พร้อมกับยื่นมันให้กับฉางหยู่ไฉ 


ฉางหยู่ไฉเองก็ไม่ต้องการทำให้อาจารย์ของเธอต้องอับอายเช่นกัน ดังนั้นเธอจึงรับหนังสือมาและอ่านมันด้วยน้ำเสียงที่ดังพอเหมาะ ฟู่เยี่ยนได้มอบหนังสือกวีนิพนธ์แห่งขงจื้อให้กับเธอ และเสี่ยวฉางก็อ่านมันได้อย่างคล่องแคล่วประมาณเจ็ดแปดหน้า ก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะสั่งให้เธอหยุด


“เธอเอาหนังสือเล่มนี้ไปให้เด็กคนนั้น.... ไม่สิ เขาชื่อหลิวต๋าใช่ไหม? ถ้าลูกของคุณอ่านได้สองหน้า ฉันจะรับเขาเอาไว้”


ฟู่เยี่ยนโบกมือให้สัญญาณ และเสี่ยวฉางก็ได้ยื่นหนังสือให้กับหลิวต๋าทันที หูฮวาไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะพาลูกชายของเธอออกไปในทันที ตอนนี้เธอไม่มีมิตรภาพใดๆ ในครอบครัวอีกต่อไปแล้ว เห็นได้ชัดเลยว่าหูจินทรยศพวกเธอ เด็กคนนั้นเห็นแม่สามีดีกว่าตระกูลของตัวเองอย่างนั้นหรือ!


เหอะ! ฉันจะคอยดูว่าเธอสามารถทำอะไรได้บ้าง! คิดว่าแม่สามีที่ไร้ประโยชน์แบบนั้นจะดีกับเธออย่างนั้นหรือ? ฝันไปเถอะ!


ตอนนี้หูจินที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ก็จามออกมาไม่หยุด และเธอก็ไม่รู้ด้วยว่าใครกำลังนินทาเธออยู่!


“ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้กัน? ทั้งที่วันนี้อากาศร้อน แต่เธอกำลังจะเป็นหวัดอย่างนั้นเหรอ?” ฉางหยู่เซิงพูดพร้อมกับมองไปที่ภรรยาของตัวเองด้วยความเป็นห่วง 


“ไม่นะ ฉันไม่ได้เป็นหวัด เมื่อกี้นี้เหงื่อของฉันยังออกท่วมตัวอยู่เลย วันนี้เป็นวันอะไรกัน? ใช่วันที่ฟู่เยี่ยนกำลังคัดเลือกศิษย์หรือเปล่า?” ทันใดนั้นเอง หูจินก็นึกขึ้นได้ว่าตอนที่เธอคุยโทรศัพท์กับฟู่เยี่ยนเมื่อไม่กี่วันก่อน ฟู่เยี่ยนบอกเธอว่าจะเริ่มคัดเลือกศิษย์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า 


“ ? ” ฉางหยู่เซิงยังคงรู้สึกสับสนกับสิ่งนี้ มันเกี่ยวอะไรกับการจามของเธอกัน? 


“วันนี้ต้องมีคนนินทาฉันอยู่แน่นอน! และคงจะไม่ใช่แม่เลี้ยงของนายด้วย ฉันคิดว่าคนๆนั้นคืออาหญิงของฉันเอง!” หูจินถึงกับทำอะไรไม่ถูก ทั้งสองคนที่เธอพูดถึงไม่มีคนไหนรับมือได้ง่ายเลย! 


“อย่างไรก็ตาม! ฉันคนหนึ่งล่ะที่ไม่กล้าตำหนิเธอต่อหน้า ขนาดลับหลังฉันก็ยังไม่เคย และจากนี้ต่อไป ฉันจะทำให้เธอพึงพอใจกับทุกอย่าง เพราะสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับฉันก็คืออารมณ์ของเธอ”


ต้องบอกเลยว่าฉางหยู่เซิงเชี่ยวชาญกฎแห่งการเอาชีวิตรอดมาก แค่ภรรยาของเขามีความสุข ชีวิตของเขาก็มีความสุขด้วยเช่นกัน!


เพียงแต่หลังจากที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น หูฮวาก็ได้ตรงไปที่บ้านพี่ใหญ่ของเธอพร้อมกับต่อว่าหลานสาวในทันที จึงทำให้พ่อกับแม่ของหูจินโกรธจนต้องไล่เธอออกไป ซึ่งหูฮวาก็โกรธมากเช่นกัน และบอกว่าจะไม่มาเหยียบที่นี่อีกต่อไป


ในเวลานี้ ฟู่เยี่ยนกำลังพูดคุยกับเด็กทั้งห้าคนที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ สำหรับฟู่เยี่ยน ฉางหยู่ไฉเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีมาก แต่แม่ของเธอนี่สิ...น่ารำคาญจนทำให้หมดอารมณ์จริงๆ!


“อาจารย์ฟู่ ฉันฝากลูกชายกับหลานสาวไว้กับอาจารย์ด้วยนะคะ”


“พวกเขาต้องไปเรียนหนังสือ คงต้องรบกวนอาจารย์ฟู่ช่วยดูแลหน่อย เราเองก็ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับที่นั่น” เหวินหลันพูดออกมาอย่างมีความสุข 


ฟู่เยี่ยนคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง โรงเรียนที่อาสะใภ้เล็กของเธอทำงานอยู่ก็ดีเช่นกัน แต่สุดท้ายเธอก็เลือกโรงเรียนในค่ายทหาร เพราะหากมีปัญหาอะไร เธอยังคงติดต่อพ่อสามีของเธอได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่ และทุกคนก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย


“พวกคุณพักอยู่ที่ไหน? ควรหาที่พักให้เรียบร้อยก่อน ปีนี้พวกคุณก็ต้องอยู่กับเด็กด้วย เดี๋ยวพอถึงเวลา ฉันจะหาข้อมูลโรงเรียนให้ แล้วบอกพวกคุณโดยตรง”


“อาจารย์ฟู่ คุณก็เห็นว่าเรามาไกลมาก จะสะดวกกว่าไหมหากเราจะขออาศัยอยู่ที่บ้านของคุณ? เราไม่ใช่คนนอก ฉันเป็นแม่ของฉางหยู่เซิง ส่วนนี่ก็คือน้องสาวแท้ๆของเขา และนี่ก็คือน้องสาวของฉัน เป็นน้าของฉางหยู่เซิง! พวกเราต่างก็เป็นครอบครัวเดียวกันทั้งหมด!”


ทันทีที่เหวินจือพูดจบ ไม่เพียงแต่ฟู่เยี่ยนเท่านั้นที่ตกใจ แม้แต่เหวินหลันน้องสาวของเธอเองก็ตกใจด้วยเช่นกัน หลายปีมานี้พี่สาวของเธอยิ่งทำตัวไม่เข้าท่าขึ้นทุกวัน ไม่ต้องพูดถึงอาจารย์ฟู่เลย ลำพังแค่หยู่เซิงนี้ เธอคิดว่าเธอทำอะไรให้กับเขาไปบ้าง?


ตอนนั้นพี่สาวคนโตยังจากไปไม่ทันครบรอบปี เธอก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมจนได้แต่งงานกับพี่เขย ตลอดหลายปีมานี้พวกเขาก็ไม่เคยสนิทกับเธออีกเลย แล้วตอนนี้ทำไมถึงยังไม่รู้จักเข็ดอีก?


ฟู่เยี่ยนเงยหน้าขึ้นไปมองผู้หญิงตรงหน้า ซึ่งเธอดูไม่เหมือนเสี่ยวฉางเลยสักนิด นับว่าน่าสนใจไม่น้อย แต่เธอก็ไม่คิดจะทำตามข้อเสนอของอีกฝ่าย


“ฉันเกรงว่ามันอาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่ แต่ที่หน่วยงานมีเกสต์เฮาส์ เดี๋ยวฉันจะไปฝากเรื่องไว้ให้ หากพวกคุณพักได้สองห้อง ภายในหนึ่งปีจะคิดค่าใช้จ่ายให้น้อยหน่อย”


“อาจารย์ฟู่...... ฉัน......”


“อาจารย์ฟู่ ขอบคุณมากจริงๆค่ะ! พวกบ้านนอกอย่างพวกเราพึ่งเข้ามาในเมืองครั้งแรก หาที่หาทางไม่เจอ แบบนี้ก็ดีมากแล้ว! ดูสิ ไห่จื่อ เสี่ยวไฉ รีบขอบคุณอาจารย์ของพวกเธอเร็วเข้า!”


ก่อนที่เหวินจือจะทันได้พูดจบ เหวินหลันก็รีบพูดแทรกขึ้นมาทันที หากปล่อยให้พี่สาวของเธอทำแบบนี้ต่อไป จะต้องส่งผลต่อเด็กทั้งสองคนอย่างแน่นอน!


“คุณเป็นแม่ของหวังเหวินเฉิงใช่ไหม?” ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับมองไปยังผู้หญิงตรงหน้า ซึ่งดูค่อนข้างเป็นคนที่มีเหตุผลพอสมควร ช่างเป็นพี่น้องที่แตกต่างกันมากจริงๆ 


“ใช่แล้ว จากนี้ไปคงต้องฝากอาจารย์ฟู่ช่วยอารมณ์สั่งสอนเด็กทั้งคู่ด้วย” เหวินหลันเป็นคนที่ดูอบอุ่น แต่ก็ไม่ได้อ่อนน้อมถ่อมตนเท่าไหร่นัก ซึ่งฟู่เยี่ยนเองก็ไม่ถือตัวเช่นกัน 


“เรียกฉันว่าฟู่เยี่ยนก็ได้ ฉันไม่ได้สอนเด็กๆ ทุกคนได้ทุกอย่างหรอกนะ ฉันสามารถสอนแค่เรื่องในลัทธิเต๋าเท่านั้นเอง ส่วนเรื่องต่างๆ คนเป็นพ่อแม่ยังต้องช่วยสอนอยู่ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการอบรมในครอบครัวหรอกนะ”


คำพูดของฟู่เยี่ยนนั้นมุ่งเป้าไปที่เหวินจืออย่างชัดเจน ตอนนี้ฉางหยู่ไฉยังเด็ก หากเธอนำนิสัยแม่ของเธอมาใช้ ภายในระยะเวลาหนึ่งปีนี้ เธอจะไม่สามารถผ่านการคัดเลือกไปได้อย่างแน่นอน


ตอนนี้ไม่ใช่แค่เหวินหลัรที่โกรธจนไฟลุกในใจ แม้แต่เหวินจือก็ยังไม่พอใจ รู้สึกว่าฟู่เยี่ยนไม่เห็นความสำคัญของพวกเธอเลย


เด็กคนอื่นอีกสามคนเป็นคนท้องถิ่น หลังจากตกลงกันไว้แล้วว่าจะไปเรียนที่บ้านของฟู่เยี่ยนตอนไหน พวกเขาจึงแยกตัวออกไปตามทาง ส่วนสองคนนี้ถูกเสี่ยวจางพาไปที่เกสต์เฮาส์โดยตรง เดิมทีหากพวกเธอมีท่าทีดีหน่อย ก็คงจะหาผ้าห่มหรืออะไรให้ได้บ้าง


ตลอดทาง เหวินจือหน้าตาบึ้งตึงราวกับมีคนติดเงินเธออยู่หมื่นหยวน เสี่ยวจางเห็นดังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ปล่อยให้พวกเธอจัดการกันเองไปเถอะ


กลับกัน เหวินหลันดูสุภาพกว่ามาก เธอยังอุตส่าห์เดินไปส่งเสี่ยวจางออกมา แถมถือโอกาสถามว่าควรไปซื้อของใช้ประจำวันได้จากที่ไหนอีกด้วย


เสี่ยวจางตอบทุกคำถามอย่างละเอียด ขณะที่ เหวินหลันจดจำไว้ในใจ คิดว่าอนาคตหากมีเรื่องอะไร อาจต้องขอความช่วยเหลือจากเขาอีก


เสี่ยวจางเองก็ไม่ได้ใจร้ายเกินไปนัก ก่อนจะกลับ เขาฝากพนักงานต้อนรับไว้ว่าหากมีอะไรเกิดขึ้นให้ช่วยดูแลพวกเธอด้วย


เหวินหลันกล่าวขอบคุณเสี่ยวจางเสร็จแล้วก็กลับเข้าห้องไป พบว่าเหวินจือกำลังนั่งหน้าบึ้ง ไม่พูดไม่จา


เหวินหลันไม่อยากเสียเวลาสนใจ เธอคิดว่า ช่างเถอะ! พี่สาวของเธอยังมองสถานการณ์ไม่ออกอีกเหรอ คิดว่าทุกคนจะตามใจเหมือนพี่เขยหรือไง? ในเมื่อคิดไม่ได้ก็ปล่อยให้ทำตัวแบบนั้นไปเถอะ!


“เสี่ยวไฉ ไห่จือ เย็นนี้เรามาฉลองกันหน่อยดีกว่าไหม น้าจะพาไปกินเป็ดย่างกัน!” เหวินหลันพูดพร้อมกับมองไปยังเด็กทั้งสองคน พลางรู้สึกถึงความหวังอันไร้ขอบเขตที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นในใจ


“เยี่ยมไปเลย! แม่! อาจารย์ดูดีมากจริงๆ! เมื่อก่อนผมยังแอบคิดว่า บางทีอาจารย์อาจไม่ได้เก่งขนาดนั้น แต่พอได้เจอตัวจริง ผมก็รู้เลยว่าต้องเป็นคนมีฝีมือแน่ๆ! แค่กลัวว่าอาจารย์จะดุกับศิษย์เหมือนกัน!”


หวังเหวินเฉิงเป็นเด็กที่ร่างกายแข็งแรงมาก ปีนี้อายุ13ปี อ่อนกว่าฉางหยู่ไฉครึ่งปี ดูเผินๆก็รู้ว่าเป็นเด็กที่กระฉับกระเฉง แถมยังเรียนเก่ง


เนื่องจากครอบครัวของเขามีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับตระกูลฉาง เขาจึงได้รับการศึกษาขั้นต้นจากที่บ้านตระกูลฉางด้วย


“อาจารย์ที่เข้มงวดมักจะสอนศิษย์ให้ได้ดี! ลูกเองก็รู้ถึงความจริงข้อนี้ดีไม่ใช่เหรอ ทั้งสองคนต้องตั้งใจเรียนให้มากๆนะ หากทั้งสองคนได้รับความโปรดปรานจากอาจารย์ในปีนี้ ในอนาคตก็จะได้เป็นศิษย์ที่แท้จริงของอาจารย์ยังไงล่ะ”


“ไม่เพียงแต่จะได้เรียนรู้ทักษะต่างๆเท่านั้นนะ แต่สายสัมพันธ์ของอาจารย์ฟู่ก็น่าทึ่งมากอีกด้วย ลูกก็เห็นลูกพี่ลูกน้องของลูกแล้วใช่ไหมว่าเขาน่าทึ่งมากแค่ไหน แต่อาจารย์ฟู่แข็งแกร่งกว่าเขาและพี่สะใภ้ของลูกมากเลยล่ะ!”


เหวินหลันชำเลืองมองไปที่พี่สาวของเธอ ก่อนจะแอบพยักหน้าเงียบๆ ที่นี่คือเมืองหลวง ไม่ใช่บ้านตระกูลฉาง!


เดิมทีเหวินจือต้องการจะพูดบางอย่าง แต่ตอนนี้กลับถูกน้องสาวตัวเองทำให้ตกใจไปเสียแล้ว เธอทำไมถึงลืมเรื่องนี้ไปได้! อาจารย์ฟู่คนนี้แข็งแกร่งกว่าหลานชายและลูกเลี้ยงของเธอเสียด้วยซ้ำ!


จบตอน

Comments