paopao ep1-5

 หญิงสาวในยุคปัจจุบันได้เกิดใหม่ในร่างเด็กหญิงอายุ3ขวบในยุค70 'เย่เสี่ยวจิ่น'  ที่เสียชีวิตเพราะร่างกายอ่อนแอ

ทุกคนคิดว่าเด็กคนนี้ตายไปแล้ว ถึงกับนำร่างไปฝั่งแล้วด้วยซ้ำ 

ทว่าหลี่ชุ่ยชุ่ยผู้เป็นแม่ไม่รู้ว่าสังเกตเห็นอะไร เธอรีบขุดดินออกมาหวังที่จะนำตัวลูกสาวไปโรงพยาบาล  โดยไม่รู้เลยว่าในร่างของเด็กน้อยคนนี้ได้มีหญิงสาวผู้หนึ่่งที่มาพร้อมกับระบบมหาเศรษฐี

จากนี้ไปครอบครัวของเย่เสี่ยวจิ่นจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่คาดคิด!


บทที่ 1: เกิดใหม่เป็นคนอายุสั้น


   

   ปวดหัวจัง...

   

   รสชาติของดินโคลนแทรกซึมเข้ามาในปาก

   

   คล้ายฝนกำลังตก หยาดน้ำฝนกระทบริมฝีปาก ลำคอแห้งผากของเด็กน้อยชุ่มชื้นขึ้น

   

   เย่เสี่ยวจิ่นลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก

   

   เบื้องหน้าเธอมีหญิงผู้หนึ่งสวมเสื้อผ้าสไตล์ยุค70 ใบหน้าซูบผอม กำลังคุ้ยเขี่ยดิน

   

   ทันทีที่เห็นเย่เสี่ยวจิ่นตื่นขึ้น ผู้หญิงคนนั้นก็ร้องไห้ด้วยความดีใจ “จิ่นเป่า ลูกยังไม่ตาย แม่รู้อยู่แล้วว่าลูกต้องไม่ตาย!”

   

   “ไม่ต้องกลัว แม่จะพาลูกออกไปเดี๋ยวนี้”

   

   ผู้หญิงคนนั้นพยายามขุดดินอย่างหนัก

   

   มือสองข้างมีเลือดไหลซึมออกมา เล็บเต็มไปด้วยดินโคลน

   

   ไม่รู้ว่าไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน สุดท้ายก็ดึงเย่เสี่ยวจิ่นออกมาจากโคลนได้

   

   “จิ่นเป่า ไม่ต้องกลัวนะ แม่จะพาลูกไปหาหมอ”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่มีอาหารตกถึงท้องมาหลายวัน จึงอุ้มเย่เสี่ยวจิ่นวัยสามขวบอย่างทุลักทุเล

   

   เดินโซเซไปตามทางลงเขา

   

   เย่เสี่ยวจิ่นสับสนมาก เธอเป็นเด็กที่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ ทว่าป่วยหนักตั้งแต่อายุยังน้อยจนกระทั่งเสียชีวิตลง

   

   แต่ตอนนี้… ทำไมถึงถูกฝังไว้ในดิน?

   

   แล้วยังมีคนที่อ้างว่าเป็นแม่แล้วมาช่วยชีวิตอีก?

   

   เด็กน้อยค่อยๆยกมือขึ้น พบว่ามือของตัวเองอ้วนกลม

   

   เห็นได้ชัดว่าเป็นมือของเด็ก

   

   เธอเกิดใหม่แล้วเหรอ?

   

   ดูจากเสื้อผ้าของ ‘แม่’ แล้ว มันเป็นเสื้อผ้าลายดอกไม้ที่คนส่วนใหญ่มักใส่กันในยุค70

   

   ความทรงจำบางอย่างที่ไม่ใช่ของตัวเองไหลทะลักเข้ามาในหัว

   

   ไม่ใช่แค่ข้ามเวลามาเท่านั้น แต่ยังข้ามจากยุคเจริญก้าวหน้า มาสู่ยุคที่แม้แต่ข้าวก็ยังมีไม่พอกิน...

   

   ครอบครัวยากจน แถมยังมีพี่ชายสามคน

   

   รวมเธอแล้วก็กลายเป็นห้าคน

   

   ปู่ย่าก็ลำเอียงรักแต่ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

   

   ลุงใหญ่และลุงรองก็ไม่ใช่คนดีอะไร

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกหน้ามืด

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเอ่ยเสียงสั่นเครือ “ใกล้ถึงหมู่บ้านแล้ว เดี๋ยวแม่พาไปหาหมอนะ”

   

   “ถ้าหมอประจำหมู่บ้านรักษาไม่ได้ แม่จะพาไปโรงพยาบาลใหญ่!”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเกิดและเติบโตในหมู่บ้านข้างเคียง สถานที่ไกลที่สุดที่เคยไปคือตลาดในอำเภอ แม้ไม่รู้ว่าโลกภายนอกกว้างใหญ่เพียงใด ทว่ายามนี้รู้เพียงว่าต้องหาคนรักษาเย่เสี่ยวจิ่นให้หาย ไม่ว่าจะเป็นที่แห่งหนใดก็ยอมไป!

   

   ฝนตกหนัก ถนนลื่น เดินลงเขาไม่สะดวกนัก หลี่ชุ่ยชุ่ยล้มลุกคลุกคลานนับครั้งไม่ถ้วน

   

   “หลี่ชุ่ยชุ่ย บ้าไปแล้วเหรอ?”

   

   คนกลุ่มใหญ่กรูกันมาขวางทางพวกเขา

   

   ชายชราคนหนึ่งก้าวออกมาด้วยความโกรธ พยายามแย่งเด็กน้อยไป “เสี่ยวจิ่นตายไปแล้ว เธอยังกล้าปีนเขาลุยน้ำเพื่อขุดศพของเด็กคนนี้ขึ้นมาอีก”

   

   “ไม่กลัวลบหลู่เจ้าป่าเจ้าเขาหรือไง?”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยปกป้องเย่เสี่ยวจิ่นเอาไว้ จ้องเขม็งไปที่เย่ฉู่เฉียงอย่างแข็งกร้าว “พ่อ! เสี่ยวจิ่นยังไม่ตาย!”

   

   “ถ้าไม่มีใครออกเงินรักษาเสี่ยวจิ่น ฉันก็จะออกไปหางานทำเอง ฉันจะไปล้างจาน ทำงาน...”

   

   “ฉันไม่ต้องการเงินจากตระกูลเย่แม้แต่เฟินเดียว ขอแค่อย่ามาขวางทางฉันก็พอ”

   

   ยามปกติสตรีมักจะอ่อนโยน ทว่าเมื่อเป็นแม่แล้ว พวกเธอกลับแข็งแกร่งขึ้นมาทันตา

   

    แต่เดิมหลี่ชุ่ยชุ่ยขึ้นชื่อเรื่องความอ่อนโยนในหมู่บ้าน ทว่าตอนนี้ หญิงสาวได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวออกมา

   

   “ถ้าแกเอานังเด็กขี้โรคคนนี้กลับบ้าน ฉันก็จะทุบบ้านทิ้งซะ!”

   

   “ถ้าฉันแก่ตายไป พวกแกก็อย่ามาเผาผีกันเลย!”

   

   “จะพานังเด็กตัวซวยแบบนั้นกลับมาทำไม!”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยโกรธจัด “เสี่ยวจิ่นเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลเย่นะ!”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นได้ยินพวกเขาทะเลาะกัน

   

   หัวใจของเด็กหญิงปวดร้าว ย้อนถึงอดีตในตอนที่ตัวเองป่วยและตายเพียงลำพัง ไร้ญาติขาดมิตร

   

   เด็กหญิง.อดพึ่งพาหลี่ชุ่ยชุ่ยไม่ได้ จึงซุกตัวเข้าไปในอ้อมแขน

   

   ทั่วร่างสั่นสะท้าน

   

   ถูกฝังอยู่ใต้ดินนาน ร่างกายอ่อนแอ ไม่นานก็หมดสติไป

   

   ไม่รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นอีก

   

   เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงที่แห้งสบาย

   

   บนตัวมีผ้าห่มหนาคลุมอยู่ แม้ผ้าห่มผืนนี้จะเก่าคร่ำคร่า แต่ก็ยังให้ความ.อบอุ่น

   

   พื้นห้องเป็นดินเหนียว มีโต๊ะไม้สีดำสนิทตั้งอยู่ และยังมีเก้าอี้ไม้สามตัว

   

   ภายในห้องไม่มีใครอยู่เลย มีเพียงกะละมังน้ำอุ่นวางไว้

   

   [ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับชีวิตใหม่ และได้ระบบทำฟาร์มมหาเศรษฐี!]

   

   [ฉันคือระบบของคุณ พร้อมให้บริการคุณตลอดเวลา]

   

   คงเป็นเพราะชาติที่แล้วเคยอ่านนิยายแนวนี้มาบ้าง แม้จะแปลกใจ แต่เย่เสี่ยวจิ่นก็ยอมรับการมีอยู่ของระบบได้อย่างรวดเร็ว

   

   ต่อให้ชาติที่แล้วจะไม่มีครอบครัว แต่ก็ถือว่าใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารและที่อยู่อาศัย

   

   แต่บ้านหลังนี้... ทุกอย่างดูทรุดโทรม และเรียบง่ายเกินไป

   

   แต่ดูจากสภาพที่สะอาดสะอ้าน ก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของบ้านหลังนี้ต้องเป็นคนรักความสะอาดมาก

   

   “จิ่นเป่า ลูกตื่นแล้วเหรอ?” หลี่ชุ่ยชุ่ยเข้ามาพร้อมกับชามโจ๊ก

   

   สามีและลูกชายของหล่อนออกไปทำงานซ่อมคูน้ำกับคนในหมู่บ้าน ออกไปร่วมเดือนแล้วก็ยังไม่กลับมา

   

   ตอนที่ลูกสาวตัวน้อยป่วยก็ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วย หญิงสาวต้องออกไปทำงานที่หมู่บ้าน พอกลับมาก็เจอปู่กับย่าของเด็กคนนี้บอกว่าหลานสาวของตนเป็นโรคระบาด จะจับฝังทั้งเป็น!

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเป็นหญิงสาวที่ใจดีและขยันขันแข็ง เมื่อนึกถึงสิ่งที่พ่อแม่สามีทำ หล่อนก็รู้สึกปวดใจอย่างมาก

   

   “จิ่นเป่าไม่ได้กินอะไรมานาน กินโจ๊กสักหน่อยนะ พอกินโจ๊กแล้ว ร่างกายก็จะค่อยๆดีขึ้น”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมองโจ๊กจืดชืดตรงหน้า พลางสงสารเจ้าของร่างจับใจ

   

   เจ้าของร่างเดิมคงจะเสียชีวิตไปแล้ว

   

   สิ่งที่เย่เสี่ยวจิ่นทำได้คือดูแลร่างกายนี้ให้ดีที่สุด และดูแลผู้หญิงตรงหน้าราวกับแม่แท้ๆของตัวเอง

   

   “แม่จ๋า แม่กินก่อนสิ”

   

   ดวงตาหลี่ชุ่ยชุ่ยแดงก่ำ ลูกสาวของหล่อนเป็นคนไม่ค่อยพูด

   

   กระทั่งอายุสามขวบก็ยังไม่ยอมเรียกใคร จนพ่อแม่สามีต่างบอกว่าจิ่นเป่าเป็นคนโง่

   

   ทว่า...

   

   แท้จริงแล้วจิ่นเป่าไม่ได้โง่เขลา เด็กคนนี้เป็นเด็กดีทั้งยังกตัญญูอีกด้วย

   

   “แม่กินไปแล้วจ้ะ จิ่นเป่ากินเถอะ”

   

   [เรียกแม่เป็นครั้งแรก ยินดีกับที่โฮสต์ทำภารกิจสานสัมพันธ์กับครอบครัวประจำวันสำเร็จ! รางวัลคือเพิ่มโอกาสในการสุ่มรางวัลระดับทั่วไป+1]

   

   เย่เสี่ยวจิ่นตกตะลึง สุ่มรางวัล?

   

   “จิ่นเป่ากำลังคิดอะไรอยู่?” หลี่ชุ่ยชุ่ยมองดูลูกสาวที่ผอมแห้ง พลางลูบหัวเบาๆ “กินข้าวซะสิ โจ๊กเย็นแล้ว กินตอนมันเย็นชืดแล้วจะปวดท้องเอานะ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นหิวจนตาลาย ไม่สนใจระบบแล้ว

   

   เด็กหญิงกินโจ๊กไปครึ่งชามแล้วก็หยุด

   

   นัยน์ตากลมโตมองหลี่ชุ่ยชุ่ย “แม่จ๋ากินสิ”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเห็นว่าลูกสาวอิ่มแล้ว จึงค่อยกินโจ๊กทีหลัง

   

   โจ๊กจืดชืดชามนี้กินอย่างไรก็ไม่อิ่มท้อง

   

   ช่วงเวลาเดือนนี้หล่อนต้องดูแลลูกสาวที่ป่วย จึงไม่มีเวลาไปไหน แถมข้าวที่ได้รับแจกจ่ายก็ไม่เพียงพอ

   

   ต้องแขวนท้องรอจนกว่าสามีจะกลับมาเท่านั้น

   

   เพราะพ่อแม่สามีลำเอียง รักลูกชายคนโตกับคนรอง พวกเขาไม่ชอบครอบครัวนี้เอาเสียเลย

   

   จะไปขอยืมข้าวสารก็คงไม่ได้

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเห็นนิ้วของหลี่ชุ่ยชุ่ยเต็มไปด้วยบาดแผล ในใจรู้ดีว่าเป็นแผลที่เกิดจากการขุดหาร่างของตัวเองจนนิ้วถลอก

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเห็นลูกสาวจ้องตัวเอง พลางยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ “แม่ไม่เจ็บหรอก ขอแค่จิ่นเป่าปลอดภัย แม่ก็ไม่กลัวเจ็บ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นจับมือที่ผอมแห้งไร้ซึ่งเนื้อหนังของหลี่ชุ่ยชุ่ย เป่ามันเบาๆด้วยความสงสาร

   

   ตัดสินใจแล้วว่าต่อให้ยุค70นี้จะไม่มีอะไร แต่จะต้องมีชีวิตที่ดีให้ได้

   

   ทันใดนั้นก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา “โอ้โห รักลูกสาวของตัวเองเสียจริง”

   

   “หมอดูก็บอกอยู่ว่าหล่อนเป็นเด็กอายุสั้น อย่าเสียเวลาดูแลเลย”

   

   “ยังไงก็เลี้ยงไม่โตอยู่แล้ว จะเปลืองข้าวสุกไปทำไม”



 บทที่ 2: รางวัล - อาหารสัตว์ขั้นสูง


   

   คนที่เข้ามาคือพี่สะใภ้ของตระกูลเย่

   

   โดยทั่วไปของดีๆ ในบ้านพ่อสามีมักจะมอบให้พวกเขาทั้งหมด

   

   ลับหลังก็มักนินทาว่าร้าย สาปแช่งเย่เสี่ยวจิ่นว่าเป็นตัวซวย

   

   ตอนนี้ยังกล้ามาถากถางเยาะเย้ยอีก

   

   หลี่กุ้ยฮวารูปร่างอวบอ้วน ดวงตาจับจ้องไปที่เย่เสี่ยวจิ่นอย่างดูแคลน “นังเด็กเสี่ยวจิ่นคนนี้ทั้งโง่ทั้งทึ่ม โตไปทำงานก็ไม่ได้ แต่งงานไปก็ไม่มีใครเอา”

   

   “ฮ่าๆ ไม่ใช่ว่าพอเธอแก่ตัวไปก็ยังเลี้ยงนังเด็กนี้อยู่อีกนะ?”

   

   สีหน้าของหลี่ชุ่ยชุ่ยบึ้งตึงขึ้นมาทันที

   

   “ออกไป”

   

   หลี่กุ้ยฮวาไม่สนใจ หันมาพูดกับเย่เสี่ยวจิ่นต่อ “นังเด็กโง่ ตอนนั้นแกน่าจะรีบตายๆไปซะ”

   

   “จะได้ไม่ลากตระกูลเย่ของพวกเราให้ตกต่ำไปด้วย”

   

   “ตอนนั้นไม่น่าปล่อยให้แกเกิดมาเลยจริงๆ”

   

   “พูดจบแล้วหรือยัง ถ้าพูดจบแล้วก็รีบออกไป!” หลี่ชุ่ยชุ่ยชี้ไปที่ประตู พลางผลักออกไป

   

   หลี่กุ้ยฮวาคนนี้ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหมู่บ้านว่าเป็นคนปากร้าย

   

   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่นานมานี้ ลูกชายบ้านหล่อนติดหวัด แต่กลับคิดว่าเป็นเพราะติดมาจากเย่เสี่ยวจิ่น

   

   น่ารังเกียจที่สุด

   

   “หลี่ชุ่ยชุ่ย อย่าทำเป็นไม่เชื่อไปหน่อยเลย ไก่สองตัวที่เธอเลี้ยงไว้ก็ดูซึมๆใกล้ตายแล้ว”

   

   “เป็นเพราะบ้านของเธอมันไม่สะอาด มีตัวซวยอยู่ในบ้าน”

   

   “ทุกคนจะถูกนังเด็กนี่ลากไปตายกันหมด!”

   

   กระทั่งผู้หญิงคนนั้นจากไป

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยปาดน้ำตา มองดวงหน้าซีดเซียวของลูกสาว

   

   นึกถึงตอนลงเขา หมอประจำหมู่บ้านบอกว่าอาการของจิ่นเป่าคือโรคปอด รักษาไม่หาย

   

   คาดว่าคงอยู่ได้ไม่ถึงห้าขวบ

   

   หล่อนเศร้าใจขึ้นอีกครั้ง “รอพ่อกับพี่ชายกลับมา จิ่นเป่าจะไม่มีใครรังแกอีกต่อไปแล้ว”

   

   “แม่ต้องไปทำงานที่หมู่บ้านสักพัก จิ่นเป่าจะอยู่บ้านหรือจะไปกับแม่?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกไม่สบายทั่วทั้งร่าง จึงส่ายหัว “หนูจะอยู่บ้าน”

   

   เธอยังอยากดูจำนวนครั้งในการสุ่มรางวัลของระบบ

   

   “ถ้าหนูอยู่บ้านก็ล็อกประตูให้ดีนะ อย่าให้ใครเข้ามาเด็ดขาด เข้าใจไหม?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้ารับ

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเป็นห่วงลูกสาวที่ต้องอยู่บ้านคนเดียวอย่างมาก

   

   แต่ก็ไม่สามารถนั่งรอความตายจากความหิวโหยได้เช่นกัน

   

   หลังหลี่ชุ่ยชุ่ยออกไป

   

   เย่เสี่ยวจิ่นก็เรียกระบบออกมา เห็นหน้าจอระบบที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ซึ่งมีเพียงเธอเท่านั้นที่มองเห็นได้

   

   “ร่างกายฉันย่ำแย่มาก ระบบ คุณมีวิธีรักษาฉันไหม?”

   

   “คงไม่ใช่ว่า พาฉันมาที่นี่แล้วจะปล่อยให้ฉันป่วยตายอีกนะ?”

   

   [โฮสต์อย่าได้กังวล ถ้าทำภารกิจได้สำเร็จ ก็จะเพิ่มคะแนนสุขภาพได้]

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเห็นว่าระดับสุขภาพร่างกายของเธออยู่ที่40

   

   เธอ.อดถอนหายใจไม่ได้ “คนอื่นย้อนเวลามาล้วนมีร่างกายแข็งแรง เป็นที่รักของทุกคน แต่ฉันกลับย้อนเวลามาเป็นคนป่วยที่ทุกคนเกลียดชัง”

   

   [โฮสต์อย่าเพิ่งท้อแท้ เราสามารถทำภารกิจให้สำเร็จเพื่อสุ่มรางวัลได้]

   

   [ดูสิ ในนั้นมีของดีๆอยู่เพียบเลยนะ]

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเห็นว่าโอกาสในการสุ่มรางวัลระดับทั่วไปของเธอคือ1ครั้ง

   

   การสุ่มรางวัลมีโอกาส60% ที่จะได้รับรางวัลระดับB

   

   มีโอกาส36% ที่จะได้รับรางวัลระดับA

   

   มีโอกาส3.9% ที่จะได้รับรางวัลระดับสูงกว่าA

   

   มีโอกาส0.09% ที่จะได้รับรางวัลระดับS

   

   มีโอกาส0.009% ที่จะได้รับรางวัลระดับ2S

   

   มีโอกาส0.0009% ที่จะได้รับรางวัลระดับ3S

   

   และยังมีโอกาสที่ไม่ทราบค่า ที่จะได้รับรางวัลระดับเหนือกว่าS

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกประหม่า ชาติที่แล้วเธอเป็นคนไม่มีโชคเอาเสียเลย

   

   ชาตินี้จะยังอับโชคเหมือนชาติที่แล้วหรือเปล่านะ?

   

   เด็กน้อยถูมือไปมา ตัดสินใจกดสุ่มรางวัล หน้าจอปรากฏดาวนับร้อยรวมตัวกันคล้ายกับกำลังเกิดพลังงานบางอย่าง กลายเป็นประกายแสงระยิบระยับ

   

   “เหนือกว่าS เหนือกว่าS...” เย่เสี่ยวจิ่นภาวนาอยู่ในใจ

   

   ในไม่ช้า แสงสีฟ้าก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับรางวัล

   

   นัยน์ตากลมโตเบิกกว้าง

   

   [ยินดีด้วย! โฮสต์ได้รับรางวัลระดับB อาหารไก่เพิ่มผลผลิตชั้นเลิศ น้ำหนัก100กิโลกรัม]

   

   ใบหน้าเยาว์วัยหม่นลง “แค่นี้เหรอ? อาหารไก่เพิ่มผลผลิตชั้นเลิศ?”

   

   “ฉันนี่มันไร้ดวงเสี่ยงโชคจริงๆ”

   

   เด็กหญิงถอนหายใจอีกครั้ง ปลอบใจตัวเอง “ไม่เป็นไร ครั้งแรกได้ของไร้ประโยชน์ ครั้งต่อไปคงจะไม่ได้แบบนี้แล้ว”

   

   [ใช่แล้วโฮสต์ รางวัลสุ่มแบบทั่วไปเริ่มต้นที่รางวัลระดับB ถ้าเป็นการสุ่มระดับสูงก็จะเริ่มที่ระดับA]

   

   “แต่ฉันมีแค่คะแนนรางวัลทั่วไปจากภารกิจประจำวันนี่?”

   

   [มันจะค่อยๆปลดล็อกไปเอง]

   

   เย่เสี่ยวจิ่นจำได้ว่าเมื่อกี้ป้าสะใภ้บอกว่าไก่ที่บ้านกำลังจะตาย การให้อาหารพวกมันจะพอช่วยได้ไหม?

   

   เธออ่านคำอธิบาย พบว่าของสิ่งนี้ให้กินเพียงครั้งเดียวก็สามารถปรับเปลี่ยนสรีรวิทยาของแม่ไก่ได้

   

   ให้อาหารวันละ100กรัม รับรองว่าแม่ไก่จะออกไข่อย่างน้อยห้าฟองทุกวัน

   

   เย่เสี่ยวจิ่นไม่เคยทำงานฟาร์ม ไม่ต้องพูดถึงการเลี้ยงไก่

   

   แค่รู้สึกว่ามันช่างมหัศจรรย์เสียจริง

   

   อีกด้านหนึ่ง

   

   หลี่กุ้ยฮวากลับบ้านด้วยความลำพองใจ

   

   เมื่อนึกถึงหลี่ชุ่ยชุ่ยที่เกือบจะร้องไห้เพราะตนเอง ก็รู้สึกสะใจขึ้นมาทันที

   

   “เชอะ! ชีวิตรันทนปานนั้น ยังกล้าทำเป็นหวงลูกสาวตัวซวยนั่นอีก”

   

   “ทะนุถนอมเหมือนไข่ในหิน สุดท้ายมันก็ต้องตายอยู่ดี”

   

   เย่จู๋ผู้เป็นลูกสาวของหล่อนกำลังเอาข้าวฟ่างให้ไก่กิน “แม่ ทำไมไก่ถึงไม่ยอมกินเลยล่ะ?”

   

   “เป็นไปไม่ได้?” หลี่กุ้ยฮวาเดินเข้าไปดูก็ตกใจสุดขีด “ใครใช้ให้แกเอาอันนี้ให้ไก่กิน?”

   

   หลี่กุ้ยฮวาฉวยโอกาสตอนที่หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่อยู่บ้าน แอบใส่ยาเบื่อหนูลงไปในข้าวฟ่าง

   

   หล่อนคิดจะวางยาไก่สองตัวนั้นให้ตาย

   

   แต่ไม่กล้าใส่ยาเยอะเกินไป จึงใส่ไปนิดเดียว

   

   ใครจะไปคิดว่าหลังจากที่หล่อนเอาข้าวฟ่างที่เหลือไปทิ้งลงแม่น้ำ ลูกสาวของตัวเองดันเก็บกลับมาให้ไก่ที่บ้านกิน

   

   “แก แกมันโง่เง่าที่สุด! แกจะทำให้ฉันโมโหตายแล้ว!”

   

   หลี่กุ้ยฮวาตบหน้าลูกสาวอย่างแรง

   

   เย่จู๋ถูกตบก็ร้องไห้ วิ่งหนีไป

   

   หลี่กุ้ยฮวาไม่กล้าโวยวาย ได้แต่เก็บความคับแค้นนี้เอาไว้ในใจ

   

   “กุ๊กๆๆ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นหยิบกิ่งไม้มาแกล้งแม่ไก่สองตัว

   

   ไก่สองตัวนอนซึมอยู่ในคอกไก่ที่เรียบง่าย ดูไร้เรี่ยวแรง

   

   พวกมันคือไก่ที่หลี่ชุ่ยชุ่ยฟักออกมาเอง จากนั้นก็ไปเก็บข้าวฟ่างและผักป่าจากทุ่งนามาป้อนพวกมันเป็นประจำ

   

   คาดว่าเลี้ยงไม่ค่อยดี กินไม่อิ่ม ไก่พวกนี้ก็เลยไม่ยอมวางไข่

   

   ถ้าจะฆ่าจริงๆก็เสียดาย

   

   “ระบบ ทำไมไก่ของฉันถึงดูไร้เรี่ยวแรงขนาดนี้?”

   

   [ระบบกำลังตรวจสอบ สถานะแม่ไก่: โดนพิษ ระดับสุขภาพ20]

   

   “ยี่สิบ? งั้นก็ใกล้ตายแล้วสิ?”

   

   เด็กน้อยหยิบอาหารไก่สองกำมือจากช่องว่างมิติแล้วโปรยลงพื้น ก่อนจะนึกสงสัย “ปกติไก่สองตัวนี้ก็กินแต่พวกข้าวฟ่างกับผักป่า แล้วจะถูกพิษได้ยังไง?”

   

   แม่ไก่ไม่ยอมขยับเขยื้อน เย่เสี่ยวจิ่นจึงเดินเข้าไปป้อนอาหารให้พวกมันกินอย่างละนิด

   

   แม้ตอนนี้เด็กหญิงจะอายุเพียงสามขวบครึ่ง แขนขาเล็กบอบบาง ทั้งยังป่วย เดินไม่ค่อยแข็งแรง

   

   แต่แม่ไก่พวกนี้ก็ใกล้ตายเต็มที เย่เสี่ยวจิ่นจึงไม่กลัวอะไรแล้ว

   

   เมื่อไก่ทั้งสองกินอาหารเข้าไป พวกมันก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที รีบกินอาหารจนหมดเกลี้ยง

   

   ไม่นานนัก บนพื้นก็มีไข่สองฟอง เย่เสี่ยวจิ่นหยิบไข่ขึ้นมาด้วยความดีใจ

   

   เด็กน้อยหิวจนท้องร้อง ถ้ามีไข่ เธอและแม่ก็ไม่ต้อง.อดอยาก

   

   “อาหารสัตว์นี่มันวิเศษจริงๆ กระทั่งในปี2022 พวกเราก็ยังไม่เคยได้ยินว่าไก่ของใครสามารถออกไข่ได้วันละห้าฟองเลย”

   

   ระบบเอ่ยขึ้นอย่างภาคภูมิใจ [แน่นอนอยู่แล้ว สิ่งนี้เป็นของจากอนาคตที่เหนือกว่าเลยนะ]

   

   [ถ้าโฮสต์ขยันทำภารกิจ ก็มีหวังที่จะสุ่มได้ของที่ดีกว่านี้อีกนะ]

   

   เด็กน้อยยิ้มกริ่ม

   

   ทันใดนั้น เสียงโกรธเกรี้ยวก็ดังขึ้น “เย่เสี่ยวจิ่น นังเด็กขี้ขโมย!!!”



   บทที่ 3: แม่โดนรังแก


   

   เย่จู๋พลันหัวเสียเมื่อเห็นเย่เสี่ยวจิ่นถือไข่ไก่

   

   ทำไมไก่บ้านเธอยังแข็งแรงดีอยู่อีกล่ะ?!

   

   “ฉันได้ยินว่าไก่ที่บ้านแกใกล้ตายแล้ว ทำไมมันยังออกไข่ได้อีก”

   

   “ต้องเป็นแม่แกแน่ๆ ที่แอบเปลี่ยนไก่ของเรา!”

   

   “เอาไก่ของฉันคืนมา!”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมองเย่จู๋ราวกับคนโง่ ในความทรงจำของเด็กน้อย เด็กสาวคนนี้เป็นลูกสาวคนโตของลุงใหญ่

   

   เป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอ

   

   เย่จู๋คิดในใจว่าเย่เสี่ยวจิ่นเป็นแค่เด็กโง่คนหนึ่ง

   

   ถ้าแอบสับเปลี่ยนไก่ไปจริงๆ คงไม่มีใครรู้แน่

   

   แบบนี้แม่ก็จะไม่ด่าหล่อนแล้ว

   

   เด็กสาวกลอกตา จงใจขู่ “ส่งไข่ไก่มานี่ซะ นี่ไม่ใช่ของแก ไก่บ้านแกออกไข่ไม่ได้ ใครๆก็รู้ดี”

   

   “แกเป็นขโมย แม่แกก็เป็นขโมย!”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเห็นว่าหล่อนกำลังจะเข้ามาแย่ง จึง.อดถอนหายใจไม่ได้กับความก้าวร้าวนี้

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า “หลักฐานล่ะ? มีแต่ปากหรือไง? ถ้าพี่บอกว่าพวกเราขโมย ฉันก็จะไปบอกคนอื่นว่าพี่เป็นขโมย!”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นขาดสารอาหาร ร่างกายจึงผอมแห้ง

   

   ทว่าดวงตากลมโตของเด็กน้อยกลับดูน่ารัก

   

   เย่จู๋ถึงกับอึ้ง ไม่คิดว่าเด็กน้อยคนนี้จะหายโง่แล้ว

   

   หล่อนพูดตะกุกตะกัก “แก… แกพูดได้แล้ว? แกหายโง่แล้วเหรอ”

   

   “พี่ต่างหากที่โง่”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นถือไข่ไก่เข้าบ้าน วางไข่สองฟองลงในหม้อ แล้วเติมน้ำลงไป

   

   เธอกำลังรอให้หลี่ชุ่ยชุ่ยกลับมาในตอนเที่ยง จะได้กินไข่ทันที

   

   เย่จู๋เดินตามเย่เสี่ยวจิ่นเข้ามาเพราะความสงสัย

   

   มองดูเด็กน้อยอุ้มฟืนมาเตรียมก่อไฟ

   

   พี่ชายของเย่จู๋เป็นนักเรียน ไม่เคยทำงานหนัก ขนาดเย่เสี่ยวจิ่นอายุเพียงสามขวบยังขยันกว่า

   

   แม้เด็กน้อยจะทำอะไรไม่เป็นหลายอย่าง แต่ก็สามารถเรียนรู้ได้ทุกอย่าง

   

   เธอค่อนข้างสนุกกับการเรียนรู้แบบนี้

   

   เย่จู๋มองดูอยู่นานก็รู้สึกเบื่อ จึงตัดสินใจกลับไปบอกแม่

   

   เย่เสี่ยวจิ่นไม่รู้วิธีใช้ไม้ขีดไฟ พยายามอยู่นานกว่าจะก่อไฟติด

   

   เด็กน้อยเดินกลับไปดูแม่ไก่ตัวเดิม ปรากฏว่าบนพื้นมีไข่ไก่สองฟอง

   

   ครั้งนี้ไม่ได้เอาไปกิน แต่ตั้งใจจะเก็บไว้รอมันฟักไข่

   

   ที่ทุ่งนา

   

   ฝ่ายหลี่ชุ่ยชุ่ยกำลังกำจัดวัชพืชอยู่กับคนอื่นๆ หญิงสาวทำงานในสวนผลไม้มาโดยตลอด

   

   พอถึงช่วงเก็บเกี่ยวผลไม้ ก็จะได้ผลไม้กลับบ้านไปให้ลูกๆกินมากขึ้น

   

   อากาศในช่วงกุมภาพันธ์มักจะหนาวในตอนเช้า แต่พอทำงานก็เริ่มรู้สึกร้อน

   

   หล่อนเหนื่อยมากจนเกือบหน้ามืด จึงเดินไปนั่งพักที่คันนาสักครู่

   

   แต่ใครจะรู้ พอหล่อนนั่งลง ก็มีคนเดินเข้ามา

   

   “หลี่ชุ่ยชุ่ย เธอแอบอู้งานอีกแล้วเหรอ?” เซี่ยวเยว่ยุวปัญญาชนที่ถูกส่งมาที่ชนบทชี้นิ้วไปที่หลี่ชุ่ยชุ่ย พร้อมกับพูดจาดูถูกเหยียดหยาม “สามวันดีสี่วันไข้ ไม่มาทำงาน พอมาถึงก็แอบอู้งานอยู่คนเดียว”

   

   “คนขี้เกียจแบบเธอ สมควรจะถูกไล่ออกจากหมู่บ้านจริงๆ!”

   

   เมื่อวานหลี่ชุ่ยชุ่ยไม่ได้กินอะไรเลย เมื่อคืนหล่อนก็ดูแลเย่เสี่ยวจิ่นจนไม่ได้นอน

   

   เช้านี้ก็เพียงกินโจ๊กจืดชืดไปครึ่งถ้วย ตอนนี้ท้องก็เริ่มประท้วง ร่างกายอ่อนแรง

   

   หญิงสาวรู้สึกน้อยใจ แต่ด้วยนิสัยไม่สู้คน จึงได้แต่ยืนนิ่งให้คนอื่นด่าทอ

   

   หยางเจวียนรีบเข้ามาอธิบาย “ลูกสาวของชุ่ยชุ่ยไม่สบาย หล่อนต้องคอยดูแลลูกเลยไม่ได้พักผ่อน”

   

   “หัวหน้า อย่าตำหนิเธอเลยนะ”

   

   “ฉันไม่สนว่าเพราะอะไร” เซี่ยวเยว่เยาะเย้ยอย่างดูถูก “คนอื่นเขาก็มีลูกกันทั้งนั้น ทำไมไม่เห็นเป็นแบบหลี่ชุ่ยชุ่ย”

   

   “สุดท้ายก็เป็นเพราะขี้เกียจนั่นแหละ!”

   

   “วันนี้เธอไม่ต้องทำแล้ว ไม่นับคะแนนงาน ในเมื่อง่วงนักก็กลับบ้านไปนอนให้เต็มอิ่มก่อนค่อยกลับมา!”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกอัดอั้นตันใจ จนน้ำตาคลอเบ้า

   

   ทำได้เพียงถือจอบ แล้วเดินกลับบ้าน

   

   แต่พอกลับถึงบ้าน ก็ไม่เหลืออะไรให้กินแล้ว...

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยยืนอยู่หน้าบ้าน ไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับลูกสาวอย่างไร

   

   หญิงวัย45ปี ในตอนนี้รู้สึกผิดอย่างมาก

   

   “แม่ ทำไมแม่ยืนอยู่หน้าประตู ไม่เข้ามาล่ะคะ” เย่เสี่ยวจิ่นเดินไปเก็บไข่ไก่

   

   วันนี้เก็บไข่ไก่ได้ครบสิบฟองแล้ว

   

   เด็กน้อยคิดว่าต้องเลี้ยงไก่เพิ่มอีกสองสามตัว จะได้เก็บไข่ไก่ได้มากขึ้น

   

   “จิ่นเป่า หิวแล้วใช่ไหมลูก? แม่จะรีบไปหาอะไรให้กินนะ”

   

   “แม่จ๋า ทำไมแม่ตาแดง ร้องไห้มาเหรอ?”

   

   “ไม่มี ไม่มี” หลี่ชุ่ยชุ่ยจูงมือเย่เสี่ยวจิ่นเข้าบ้าน ก่อนจะเห็นว่าในหม้อมีน้ำร้อนกำลังเดือดอยู่ บนโต๊ะมีไข่ไก่ต้มสุกขาวจั๊วะวางอยู่หกฟอง

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยขยี้ตา “จิ่นเป่า พ่อกับคนอื่นๆกลับมาแล้วเหรอ?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหัว “ยังจ้ะ แม่ไก่ที่บ้านออกไข่สิบฟอง หนูต้มไปหกฟอง”

   

   “เหลืออีกสี่ฟอง เก็บไว้ฟักเป็นลูกเจี๊ยบ”

   

   ในใจของหลี่ชุ่ยชุ่ยตกใจมาก จากนั้นก็รู้สึกกลัวขึ้นมา “จิ่นเป่า ลูกไปเก็บไข่ไก่บ้านอื่นมาหรือเปล่า”

   

   หล่อนรู้ดีว่าไก่ที่บ้านเป็นอย่างไร

   

   มันไม่เคยออกไข่เลยสักฟอง

   

   ยิ่งตอนที่ออกจากบ้าน ไก่ก็ใกล้ตายแล้ว แล้วตอนนี้จะออกไข่ทีเดียวสิบฟองได้อย่างไร?

   

   หล่อนไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรู้สถานการณ์แบบนี้ดี จึงพูดอย่างไม่อายว่า “แม่จ๋า หนูฝันเห็นคุณปู่แก่ๆ บอกว่าหนูคือเทพเหวินฉวี่ซิงลงมาเกิดบนโลก”

   

   “คุณปู่สอนเรื่องน่าตกใจมากมายให้หนู ตอนนี้หนูเลี้ยงไก่ได้แล้ว”

   

   “แม่วางใจได้ พรุ่งนี้ก็จะมีไข่อีกสิบฟอง ไม่งั้นพรุ่งนี้แม่รอดูได้เลย”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยยังไม่ค่อยเชื่อนัก

   

   เเค่นั่งลงบนเก้าอี้ จิบน้ำร้อนหนึ่งถ้วย จากนั้นก็ค่อยๆเอื้อมมือไปหยิบไข่ไก่บนโต๊ะขึ้นมาอย่างระมัดระวัง

   

   ไข่ใบนี้ค่อนข้างใหญ่ พอแกะเปลือกออก ก็ปรากฏเนื้อไข่ขาวเนียนน่ากินข้างใน

   

   ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง

   

   ท้องของหลี่ชุ่ยชุ่ยร้องโครกคราก เมื่อปอกเปลือกไข่เสร็จก็ยื่นให้เย่เสี่ยวจิ่น

   

   “จิ่นเป่า กินไข่เร็ว ลูกจะได้หายป่วย”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นกัดกินคำหนึ่ง “อร่อยมาก แม่ก็กินด้วย”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยยิ้มอย่างอ่อนโยน เมื่อเห็นลูกสาวมีความสุข ความคับข้องใจทั้งหมดก็ถูกกลืนลงท้อง

   

   หล่อนกินไข่ไก่ไปหนึ่งฟอง อาการวิงเวียนจากความหิวก็บรรเทาลง

   

   ส่วนที่เหลือไม่ยอมแตะต้อง เพราะจะเก็บไว้ให้ลูกสาวกินทีหลัง

   

   เย่เสี่ยวจิ่นทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเก็บกวาดบ้าน จากนั้นก็ออกไปดูแม่ไก่

   

   หล่อนพบว่าแม่ไก่ทั้งสองกลับมากระโดดโลดเต้นมีชีวิตชีวา จึงรู้สึกประหลาดใจมาก

   

   “หรือว่าที่จิ่นเป่าพูดจะเป็นเรื่องจริง?”

   

   “จิ่นเป่าได้พบกับเทพเซียนจริงๆอย่างงั้นเหรอ?”

   

   หญิงวัยกลางคนสวดภาวนาขอให้พระโพธิสัตว์คุ้มครอง แล้วก็เอาผักป่าโยนให้แม่ไก่กิน

   

   แต่ตอนนี้แม่ไก่ได้กินของดีเข้าไปแล้ว ผักป่านี้เป็นเพียงของกินเล่นเท่านั้น

   

   หลี่กุ้ยฮวาได้ยินว่าไก่บ้านหลี่ชุ่ยชุ่ยยังไม่ตาย แถมยังออกไข่ได้แล้ว หล่อนก็โกรธจนหน้าเบี้ยว ตบโต๊ะเสียงดัง คว้าไก่ป่วยใกล้ตายสองตัว เดินดุ่มๆไปที่บ้านหลี่ชุ่ยชุ่ยทันที

   

   ฝ่ายเย่จื้อเฉียงคิดว่าไก่ของตัวเองถูกสลับ ก็โกรธจนแทบคลั่ง

   

   ตอนนั้นหลี่ชุ่ยชุ่ยกำลังปะเสื้อให้เย่เสี่ยวจิ่น จู่ๆประตูบ้านก็ถูกถีบเปิดออกอย่างแรง หล่อนตกใจจนเข็มทิ่มนิ้วมือ หยดเลือดผุดซึมขึ้นมาทันที

   

   จากนั้นไก่ป่วยสองตัวก็ถูกโยนเข้ามาในบ้าน

   

   “หลี่ชุ่ยชุ่ย แกมันคนใจดำ!” หลี่กุ้ยฮวายืนเท้าสะเอวเหมือนยักษ์ “หน้าไม่อายจริงๆ กล้าดียังไงมาขโมยไก่ฉัน!”


[1] เทพเหวินฉวี่ซิง คือ เทพแห่งการศึกษาอักษรศาสตร์ ทั้งด้านการประพันธ์ ด้านศิลปะ และการสอบเข้ารับราชการ อีกทั้งยังส่งผลในด้านโชคลาภอีกด้วย



 บทที่ 4: สองพี่น้องจากในเมือง


   

   “เธอพูดจาเหลวไหลอะไร?!”

   

   แม้หลี่ชุ่ยชุ่ยจะยากจน แต่หล่อนไม่มีทางขโมยไก่ของคนอื่นเด็ดขาด!

   

   ครอบครัวของหลี่กุ้ยฮวาดุร้ายราวกับปีศาจ ต่อให้หิวแทบตาย ก็ไม่กล้าทำแบบนั้นแน่นอน…

   

   ทุกคนรู้ดีว่าครอบครัวนี้มักหาเรื่องคนอื่นไปทั่ว

   

   ใครบังอาจเอาเปรียบพวกเขา แม้แต่วันปีใหม่ก็อย่าหวังว่าจะมีความสุข

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยพยายามหลีกเลี่ยงพวกเขามาตลอด

   

   ถึงอย่างนั้นก็ยังถูกคนพวกนี้รังแกอยู่บ่อยครั้ง

   

   “เธอนั่นแหละที่รู้อยู่แก่ใจ ใจคอโหดเหี้ยม น่ารังเกียจ!”

   

   “อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่าแกทำอะไร เล่ห์เหลี่ยมแค่นี้ยังอ่อนหัด!”

   

   “แกก็แค่อิจฉาที่ไก่ของฉันมันเลี้ยงง่าย พอฉันเผลอ ก็ทำเรื่องชั่วๆแบบนี้”

   

   เย่จื้อเฉียงก็ขมวดคิ้ว แสร้งทำเป็นพูดว่า “น้องสะใภ้ ฉันก็รู้นะว่าเธอต้องดูแลลูกสาว ลำบากมาก ไม่อยากจะมาซักถามเธอตอนที่น้องสามไม่อยู่บ้านหรอก เดี๋ยวคนอื่นจะเอาไปนินทา หาว่าเราสองคนผัวเมียรังแกเธอ”

   

   “แต่ช่วงนี้เธอก็สร้างเรื่องมากเกินไปแล้ว ตอนนี้ยังมารังแกถึงบ้านเราแบบนี้ มันไม่ถูกต้อง”

   

   หลี่กุ้ยฮวาพยักหน้า “ถ้าพวกเราไม่มา แกคงคิดว่าพวกเรารังแกได้ง่ายๆสินะ”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเถียงไม่ออก ร้อนใจจนแทบเป็นบ้า “ฉันไม่ได้ขโมยไก่ของพวกคุณ พวกคุณใส่ร้ายป้ายสีฉัน!”

   

   “ฉันไม่เคยทำเรื่องแบบนี้ ฉันไม่ยอมรับเด็ดขาด”

   

   หลี่กุ้ยฮวามองบน “ฉันไม่สนหรอกนะว่าแกจะพูดอะไร รีบเอาไก่ของฉันมาคืนซะ ไข่ไก่ด้วย!”

   

   “ถ้าขาดไปแม้แต่ฟองเดียว ฉันจะเผาบ้านแกทิ้งซะ!”

   

   “ถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่น้องสามเลย ต่อให้เทพเซียนที่ไหนมาก็ช่วยไม่ได้!”

   

   มุมปากของเย่เสี่ยวจิ่นเมมแน่น ยัยป้าคนนี้ ดุไม่ใช่น้อยเลย

   

   เด็กน้อยเห็นหลี่ชุ่ยชุ่ยถูกสามีภรรยาคู่นี้ข่มจนพูดไม่ออก ก็รีบลุกจากเตียง วิ่งออกจากบ้านทันที

   

   “จิ่นเป่า จะวิ่งไปไหน....” หลี่ชุ่ยชุ่ยจะวิ่งตาม แต่ก็ถูกขวางไว้

   

   หลี่กุ้ยฮวาคว้าแขนหลี่ชุ่ยชุ่ยไว้ “แกห้ามไปไหนทั้งนั้น”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นอาศัยความทรงจำ รีบวิ่งไปบ้านผู้ใหญ่บ้าน

   

   ผู้ใหญ่บ้านนั่งอยู่ที่โต๊ะ รินน้ำร้อนให้กับสองพี่น้องที่เดินทางมาจากในเมือง

   

   พี่ชายชื่อโจวเซียว อายุประมาณ17-18ปี ส่วนน้องชายชื่อโจวเหวินรุ่ย อายุประมาณ7ขวบ

   

   ทั้งสองคนแต่งตัวดูดีมาก

   

   โดยเฉพาะโจวเหวินรุ่ยที่มีรูปร่างหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ดวงตากลมโตเป็นประกาย มองไปรอบๆอย่างสนใจ

   

   แม้เด็กชายจะมีท่าทางน่ารัก แต่ก็ดูสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง

   

   มองแวบเดียวก็รู้ว่าป่วยแน่ๆ

   

   ผู้ใหญ่บ้านกำลังต้อนรับแขกคนสำคัญที่เดินทางมาจากในเมือง พอเห็นเย่เสี่ยวจิ่นก็ตกใจ

   

   นี่มันเด็กโง่ของหมู่บ้านเราไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงมาที่บ้านของเขาได้ล่ะ?

   

   “จิ่นเป่า แม่ของหนูไปไหนล่ะ?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นตั้งใจบีบน้ำตาออกมาสองสามหยด มองผู้ใหญ่บ้านน้ำตาคลอ “ลุงผู้ใหญ่บ้าน ป้าใหญ่จะฆ่าคน น่ากลัวมาก ลุงรีบไปช่วยแม่หนูด้วยค่ะ!”

   

   ผู้ใหญ่บ้าน ‘ซุนฉางซู่’ พอได้ยินก็ตกใจแทบสิ้นสติ “เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”

   

   เห็นเด็กคนนี้ร้องไห้ เขาจึงเชื่อสนิทใจ

   

   รีบหันไปขอโทษแขกทั้งสองอย่างรวดเร็ว “ขอโทษด้วย ฉันขอตัวไปจัดการธุระก่อน”

   

   “ไม่เป็นไร พวกเราก็ว่างอยู่พอดี รุ่ยเป่า อยากไปดูด้วยกันไหม?”

   

   “พี่ ผมอยากไป” โจวเหวินรุ่ยพยักหน้า

   

   ถึงแม้เขาจะสุขภาพไม่ค่อยดี แต่ก็เพิ่งอายุแค่เจ็ดแปดขวบ เป็นวัยที่ชอบเล่นสนุก

   

   ซุนฉางซู่ก้าวเท้ายาวออกไปข้างนอก

   

   เย่เสี่ยวจิ่นตัวเล็กแขนเล็กขาเล็ก กำลังจะก้าวเท้าออกไป ก็ถูกโจวเหวินรุ่ยคว้ามือไว้

   

   “จิ่นเป่า ให้พี่ชายอุ้มไปดีกว่า”

   

   เด็กน้อยตกใจ เงยหน้ามองใบหน้างดงามราวตุ๊กตาของโจวเหวินรุ่ย ทันใดนั้นก็รู้สึกเขินอายขึ้นมา

   

   “ไม่ต้องกลัว พวกเราไปเป็นเพื่อน” โจวเซียวพูด

   

   โจวเซียวคิ้วคมเข้ม นัยน์ตา.งดงาม แววตามีร่องรอยของความอ่อนเยาว์ ทว่าท่าทางของเขาแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำ

   

   เขามองเด็กน้อยคนนี้ที่ท่าทางดูน่าสงสาร แขนขาลีบเล็ก ไม่รู้ว่าเดินมาถึงที่นี่ได้อย่างไร

   

   ที่บ้านของเย่เสี่ยวจิ่นกำลังวุ่นวาย เสียงดังราวกับฟ้าถล่มดินทลาย โต๊ะและเก้าอี้ถูกพลิกคว่ำกระจัดกระจายอยู่บนพื้น

   

   “ยังแอบซ่อนไข่ไก่อยู่อีก ไม่รู้ว่าปกติแอบขโมยไข่ไก่ของพวกเราไปตั้งเท่าไหร่แล้ว!”

   

   “นี่ฉันเก็บไว้ให้ลูกสาวกิน” หลี่ชุ่ยชุ่ยพยายามจะแย่งไข่คืน แต่หล่อนมีร่างกายอ่อนแอ สู้แรงสามีภรรยาคู่นี้ไม่ได้เลย

   

   หลี่กุ้ยฮวาชี้นิ้วด่าหลี่ชุ่ยชุ่ย พ่นคำหยาบคายสารพัด "สมควรแล้วที่คลอดลูกมาเป็นเด็กอายุสั้น ใจร้ายแบบนี้ ก็สมควรแล้ว!"

   

   “หลี่กุ้ยฮวา!” เมื่อซุนฉางซู่ได้ยินคำพูดนี้ ก็โมโหจนขมับแทบแตก

   

   เขารู้ดีว่าพวกแม่บ้านในหมู่บ้านชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่า แต่ไม่คิดว่าคนในครอบครัวจะกล้าพูดจาทำร้ายจิตใจกันแบบนี้

   

   ซุนฉางซู่โกรธจัด “นี่มันเกิดอะไรขึ้น? เธอคิดจะฆ่าคนหรือไง?”

   

   หลี่กุ้ยฮวาเห็นผู้ใหญ่บ้านมา ก็รีบสงบสติอารมณ์

   

   เพราะหล่อนเป็นเพียงพวกขี้ขลาดตาขาว พอเห็นผู้ใหญ่บ้านก็ทำได้เพียงหุบหางเอาไว้ พลางทำตัวเรียบร้อย

   

   “ฮ่าๆ ผู้ใหญ่บ้าน มาได้ยังไงคะ? ต้องเป็นนังเด็กคนนี้ไปพูดจาไร้สาระใส่ร้ายพวกเราแน่ๆ”

   

   “เย่เสี่ยวจิ่นนังเด็กคนนี้ยังไม่เลิกก่อเรื่องอีกเหรอ?”

   

   “ฉันกับสามีแค่มาถามไถ่ที่บ้านของเธอ ทำไมถึงกับต้องไปตามผู้ใหญ่บ้านมาด้วย?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นร้องไห้โฮ พูดเสียงอู้อี้ว่า “ป้าใหญ่จะตีหนู ฮือๆ น่ากลัว”

   

   โจวเหวินรุ่ยรีบดึงน้องสาวตัวน้อยไปหลบหลัง “จิ่นเป่า ไม่ต้องกลัวนะ มีพี่ชายกับผู้ใหญ่บ้านอยู่ตรงนี้ทั้งคน”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกตลกปนขำที่ถูกพี่ชายวัย7ขวบปลอบใจ แต่ก็ต้องแสดงละครให้จบ

   

   ผู้ใหญ่บ้านดูเหมือนจะเกรงใจพี่น้องสองคนนี้ ไม่อยากทำตัวไม่ดี จึงรีบสอบถามเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น

   

   ซุนฉางซู่เดินมาสองสามก้าว เอ่ยกับหลี่กุ้ยฮวา “เธอบอกว่าไก่ของเธอถูกสลับ แล้วหลักฐานล่ะ?”

   

   “ถ้าไม่มีหลักฐานแล้วมาหาเรื่องคนอื่นแบบนี้ ระวังฉันจะจับเธอไปปรับทัศนคติใหม่นะ?”

   

   “ผู้ใหญ่บ้าน ฉันรู้ พวกเขาขโมยไก่กับไข่ไก่ของฉันไป” หลี่กุ้ยฮวากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ แม้ในใจจะรู้ดีว่าเรื่องราวไม่ได้เป็นแบบนั้น

   

   แต่หล่อนขึ้นชื่อเรื่องการปั้นน้ำเป็นตัว เล่าความเท็จให้เป็นจริงได้

   

   ด้วยความสามารถในการบิดเบือนข้อเท็จจริง ต่อให้เรื่องจริงจะเป็นอย่างไร ก็สามารถทำให้คนอื่นเชื่อได้

   

   “หลี่ชุ่ยชุ่ยมันเป็นใครกัน? เลี้ยงไก่เป็นที่ไหน ไก่บ้านหล่อนไม่เคยออกไข่ แถมยังใกล้ตายแล้วด้วย”

   

   “อยู่ๆไก่บ้านนี้ก็ออกไข่ได้ แถมยังแข็งแรงขึ้นมา ต่างกับไก่บ้านฉันที่เป็นแบบนี้...”

   

   “นี่มันชัดเจนอยู่แล้ว ถ้าพวกมันไม่ได้ขโมยไปแล้วใครจะขโมย?”

   

   ซุนฉางซู่เงียบไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนจะคล้อยตามคำพูดของหลี่กุ้ยฮวา

   

   เขาหันไปมองหลี่ชุ่ยชุ่ย “เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยปฏิเสธทันที

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเห็นท่าทางสะใจของสามีภรรยาคู่นั้น ก็นึกแผนการดีๆออก

   

   “ลุงผู้ใหญ่บ้าน จริงๆแล้วไก่ใหญ่ที่บ้านหนูก็ป่วย แต่หนูรักษามันหายแล้ว”

   

   “หนูรักษาไก่ของป้าใหญ่ให้หายได้ แต่หนูไม่ช่วยฟรีๆนะจ๊ะ”

   

   ซุนฉางซู่มองดูไก่ป่วยสองตัว “หนูรักษามันให้หายได้จริงๆเหรอ?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า “ใช่จ้ะ ตอนนี้หนูก็รักษามันได้”

   

   “แต่ป้าใหญ่ต้องให้ข้าวสารบ้านเรา100ชั่ง”

   

   หลี่กุ้ยฮวาพูดอย่างดุร้าย “ฉันไม่เชื่อหรอก นังเด็กนี่ ถ้าแกทำได้จริงๆ จะเอาข้าวสาร100ชั่งก็ย่อมได้!”

   

   “แต่ถ้าแกทำไม่ได้ ก็ต้องเอาไก่บ้านแกมาชดใช้ฉันทั้งหมด!”



 บทที่ 5: ป้าใหญ่หน้าหงาย


   

   “จิ่นเป่า พอได้แล้วลูก...” หลี่ชุ่ยชุ่ยร้อนใจราวกับไฟสุมอก “พวกเรายอมแลกไก่แล้ว”

   

   ถ้าเรื่องบานปลายไปกว่านี้ พวกเขามีหวังได้ขายหน้า แถมยังเสียไก่ไปด้วย

   

   “พูดออกมาแล้วยังจะกลับคำอีกเหรอ!” หลี่กุ้ยฮวาหัวเราะเยาะเย้ย “ผู้ใหญ่บ้านอยู่ที่นี่พอดี ให้เขามาเป็นพยานให้เลยแล้วกัน”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นกลับคิดว่าแบบนี้ยิ่งดีกว่า

   

   เพราะหล่อนกลัวว่าหลี่กุ้ยฮวาจะกลับคำพูด

   

   แต่ก็ยังไม่วายระแวดระวัง

   

   เด็กน้อยกลอกตาไปมา “เอาข้าวสาร100ชั่งมาให้หนูก่อน แล้วหนูจะรักษาแม่ไก่ให้”

   

   หลี่กุ้ยฮวาไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้

   

   เพราะปกติหล่อนมักจะกอบโกยผลประโยชน์โดยไม่ลงทุน มีหรือที่หล่อนจะยอมควักเนื้อตัวเอง?

   

   ยิ่งไปกว่านั้นยังแอบคิดว่ายัยเด็กโง่ดูมั่นใจขนาดนี้ หรือว่าตัวเองจะถูกหลอกเข้าแล้ว?

   

   โจวเหวินรุ่ยก็ออกมายืน พูดอย่างหนักแน่นว่า “คุณเป็นผู้ใหญ่ พูดแล้วห้ามคืนคำ!”

   

   “ใช่แล้ว พูดแล้วห้ามคืนคำ” โจวเซียวพยักหน้า

   

   ซุนฉางซู่โกรธเล็กน้อย “หลี่กุ้ยฮวา เธอคิดว่าพวกเราว่างมากหรือไง? ถึงมานั่งฟังเธอพูดจาเหลวไหลได้ ตอนนี้จะมาบอกว่าไม่ยอมทำอย่างงั้นเหรอ?”

   

   หลี่กุ้ยฮวาตอนนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ถอยก็ไม่ได้ ไปต่อก็ลำบาก

   

   เมื่อเผชิญหน้ากับผู้คนตรงหน้า หล่อนก็กัดฟันพูดว่า “ได้!”

   

   หล่อนไม่เชื่อหรอกว่าเด็กอย่างเย่เสี่ยวจิ่นจะมีความสามารถอะไร!

   

   หล่อนกลับไปที่บ้านให้สามีขนข้าวสาร100ชั่งมา

   

   ยุ้งฉางบ้านพวกเขาเต็มไปด้วยข้าวสาร

   

   ไม่เพียงแค่ข้าวของครอบครัวตัวเองเท่านั้น ข้าวส่วนของปู่กับย่าเย่ก็แบ่งให้พวกเขาหมดแล้ว ทั้งยังไปขอข้าวจากบ้านน้องสองกับน้องสามอีก

   

   สุดท้ายพ่อกับแม่ก็แทบไม่ได้กินเลย อาหารส่วนใหญ่ถูกขนไปยุ้งฉางครอบครัวหลี่กุ้ยฮวาจนหมด

   

   ถึงจะเป็นแบบนั้น หล่อนก็รู้สึกเสียดายแทบขาดใจ

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเห็นท่าทางอึดอัดใจของพวกเขา ก็อดขำในใจไม่ได้

   

   แต่ในใจของหลี่ชุ่ยชุ่ยกลับรู้สึกกังวล เพราะปกติแล้วหลี่กุ้ยฮวาและสามีไม่เคยยอมเสียเปรียบใคร

   

   ในขณะที่เย่จื้อเฉียงกลับไปขนข้าวสาร

   

   เย่เสี่ยวจิ่นก็ไม่ปิดบังอีกต่อไป เธออุ้มไก่แก่สองตัวไปที่บ่อน้ำหลังบ้าน

   

   คนอื่นๆก็เดินตามหลังไป

   

   เด็กน้อยแอบเอาอาหารเสริมที่เตรียมไว้ให้ไก่แก่สองตัวกิน จากนั้นก็แสร้งทำเป็นลูบขนไก่เบาๆคล้ายปลอบใจ

   

   จากนั้นก็ตักน้ำจากบ่อให้ไก่แก่ทั้งสองตัวกิน

   

   “แม่ไก่ แม่ไก่ กินน้ำแล้วก็หายเร็วๆนะ”

   

   หลี่กุ้ยฮวากลอกตามองขึ้นไปบนฟ้า ยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะแล้วพูดว่า “ตอนนี้ไม่ใช่เด็กโง่แล้ว แต่มันกลายเป็นเด็กบ้าไปแล้ว”

   

   “โตไปก็คงเป็นยายแก่เพี้ยนๆแน่”

   

   “ฮึ่มๆ ดูท่าไก่สี่ตัววันนี้ ฉันต้องขนกลับบ้านทั้งหมดแล้ว”

   

   “หลี่ชุ่ยชุ่ย พวกแกเป็นคนตกลงเองนะ อย่ากลับคำเชียวล่ะ!”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยมองลูกสาวราวกับกำลังเล่นขายของ ในใจพลันรู้สึกทั้งท้อแท้และสิ้นหวัง

   

   ทว่า หล่อนก็ยังเหลือความหวังสุดท้ายอยู่รำไร

   

   ลูกสาวของหล่อนไม่พูดไม่จาอยู่3ปี พอพูดได้ก็ฉลาดเฉลียวปานนี้ แถมยังบอกว่าตัวเองเป็นเทพเจ้าแห่งวรรณกรรมลงมาเกิดบนโลกอีก…

   

   บางทีลูกสาวเธออาจจะเป็นเทพเซียนจุติลงมาจริงๆก็ได้!

   

   ถ้าอย่างนั้นวันนี้ พวกเขาก็ไม่ต้องเสียไก่แก่สองตัวนี้ไปแล้ว!

   

   ซุนฉางซู่ทนมองแทบไม่ไหว “พวกเธอนี่ช่างเหลวไหลจริงๆ”

   

   “ลุงผู้ใหญ่บ้าน ใจเย็นก่อนค่ะ ดูแม่ไก่แก่สองตัวนี้สิ พวกมันหายแล้ว” เด็กน้อยปล่อยมือจากไก่แก่

   

   จากที่นอนซมอยู่กับพื้น เดินไม่ไหว ตอนนี้ไก่แก่ทั้งสองตัวก็ค่อยๆยืนขึ้น เดินโซเซไปมา

   

   ดูเหมือนพวกมันจะกลับมามีเรี่ยวแรงในพริบตา กระพือปีกจะบินขึ้นต้นไม้

   

   “นังเด็กสารเลว! ไก่ของฉันจะบินหนีไปแล้ว รีบจับมันไว้เร็ว!” หลี่กุ้ยฮวารีบคว้าไก่แก่ที่กำลังจะบินหนีเอาไว้

   

   ทว่า ไก่แก่ทั้งสองตัวแรงเยอะมาก

   

   พวกมันดิ้นรนอย่างหนัก แม้แต่หลี่กุ้ยฮวายังเกือบจับไว้ไม่อยู่

   

   ไก่แก่ทั้งสองตื่นตระหนกจนออกไข่มาสองฟอง แต่โชคร้ายที่ตกลงบนพื้นแตกละเอียด

   

   หลี่กุ้ยฮวาเจ็บใจจนแทบกระอักเลือด

   

   “เหลือเชื่อ เหลือเชื่อจริงๆ จิ่นเป่า หนูทำได้ยังไง?” ซุนฉางซู่.มองจนตาค้าง

   

   เย่เสี่ยวจิ่นไม่พูดความจริงออกไปแน่นอน เธอหัวเราะแล้วพูดว่า “หนูก็ไม่รู้เหมือนกัน”

   

   ซุนฉางซู่มองเย่เสี่ยวจิ่นราวกับมองเห็นขุมทรัพย์

   

   เพราะช่วงนี้ฟาร์มไก่ในหมู่บ้านเกิดโรคระบาด ไก่ตายไปจำนวนมากโดยไม่ทราบสาเหตุ

   

   แม้ว่าสัตวแพทย์จากในเมืองจะมารักษาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร

   

   ซุนฉางซู่คิดว่า ในเมื่อเย่เสี่ยวจิ่นมีความสามารถขนาดนี้ ทำไมไม่พาเธอไปที่ฟาร์มไก่เพื่อรักษาไก่ล่ะ?

   

   เมื่อคิดเช่นนี้ สายตาที่ซุนฉางซู่มองเย่เสี่ยวจิ่นก็อ่อนโยนขึ้นมาก

   

   “จิ่นเป่า หนูชนะพนันแล้ว”

   

   “หลี่กุ้ยฮวา เธอต้องให้ข้าวสาร100ชั่งนี้กับพวกเขา”

   

   หลี่กุ้ยฮวากลับพลิกลิ้นอีกครั้ง “เป็นไปไม่ได้! ข้าวสาร100จิน พวกเราสามารถใช้กินได้อีกนานแค่ไหน? ให้พวกเขาไปหมด พวกเราจะกินลมตะวันตกเฉียงเหนือหรือไง?”

   

   โจวเซียวเดินออกมา ขมวดคิ้วมองหลี่กุ้ยฮวา

   

   “พูดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีสิทธิ์กลับคำ”

   

   หลี่กุ้ยฮวาเห็นว่าแม้แต่ผู้ใหญ่บ้านยังให้เกียรติชายหนุ่มคนนี้ ก็ไม่กล้าทำตัวกร่างใส่เขา

   

   “พวกแกจะเอาข้าวของฉัน ก็เหมือนกับเอาชีวิตฉันไปนั่นแหละ ฉันไม่ได้อยากจะขัด แต่ฉันก็ไม่มีทางเลือกจริงๆผู้ใหญ่บ้าน”

   

   ตอนนั้นเอง เย่จื้อเฉียงก็ขนข้าวมาถึงพอดี

   

   เห็นภรรยาทำท่าทางแบบนี้ ก็คิดว่าหล่อนถูกกลั่นแกล้ง

   

   รีบคว้าไม้คานขึ้นมาทันที “พวกแกทำอะไรกัน? คิดจะรังแกเมียฉันตอนฉันไม่อยู่รึไง?”

   

   ซุนฉางซู่ตะคอกเสียงดัง “ยอมรับความพ่ายแพ้ซะ ไก่ก็รักษาให้หายแล้ว ข้าวสารก็ทิ้งไว้ พวกเธอกลับบ้านไปได้แล้ว”

   

   เย่จื้อเฉียงถึงกับพูดไม่ออก

   

   ก่อนหน้านี้หลี่กุ้ยฮวาบอกเขาว่า แค่เอาข้าวมาทำเป็นพิธีเท่านั้น

   

   ไม่เพียงแต่จะไม่เสียข้าว แถมยังได้แม่ไก่กลับไปอีกสองตัว

   

   แต่ทำไมถึงลงเอยด้วยการสูญเสียทั้งเมียทั้งทหารไปแบบนี้!

   

   “ยังไม่รีบไสหัวไปอีก! ถ้ายังอยู่สร้างความวุ่นวาย ฉันจะแฉให้ทุกคนรู้ว่าพวกแกสองผัวเมียรังแกคนอื่นยังไง!”

   

   หลี่กุ้ยฮวาหัวใจแหลกสลาย พยุงเย่จื้อเฉียง หิ้วไก่แก่สองตัวที่ดิ้นพล่านกลับบ้าน

   

   ระหว่างทางหล่อนร้องไห้ตลอดทาง พอนึกถึงข้าวสาร100ชั่ง ที่ตกเป็นของแม่ลูกคู่นั้น ยิ่งคิดยิ่งโกรธ พอกลับถึงบ้านก็ล้มตัวลงนอน หมดอาลัยตายอยาก

   

   “หลี่ชุ่ยชุ่ย เธอทำงานที่สวนผลไม้อยู่ใช่ไหม?”

   

   “ใช่ค่ะ ผู้ใหญ่บ้าน...”

   

   “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เธอไม่ต้องไปสวนผลไม้แล้ว ฉันจะย้ายเธอไปทำงานที่ฟาร์มไก่” ซุนฉางซู่พูดด้วยรอยยิ้ม “ถึงสิ้นปีจะได้ส่วนแบ่งไข่ไก่กับแม่ไก่เพิ่มอีกหน่อยเป็นไง”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่ได้คาดคิดว่าจะมีเรื่องดีๆแบบนี้ ในใจก็ลังเลอยู่บ้าง

   

   สุดท้ายก็พูดอย่างซื่อสัตย์ว่า “ขอบคุณค่ะ ผู้ใหญ่บ้าน ฉันทำงานในสวนผลไม้ก็ดีอยู่แล้ว”

   

   “ทุกคนก็ดูแลฉันดี”

   

   ถ้าหล่อนจากไปดื้อๆ คนอื่นจะคิดอย่างไร?

   

   ซุนฉางซู่ไม่คิดว่าหลี่ชุ่ยชุ่ยจะปฏิเสธ จึงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “ไม่ต้องรีบปฏิเสธหรอก ลองกลับไปคิดดูก่อนสิ”

   

   สายตาของโจวเหวินรุ่ยชำเลืองมองเย่เสี่ยวจิ่นตลอดเวลา

   

   เขาคิดไม่ตก น้องสาวคนนี้เป็นเทพเซียนหรือเปล่า? ถึงทำให้ไก่แก่ที่ใกล้ตายกลับมามีชีวิตชีวาได้

   

   ต่อมาก็ส่ายหัว โลกนี้จะมีเทพเซียนได้อย่างไรกัน!

   

   หลังจากที่ทั้งสามคนกลับไป หลี่ชุ่ยชุ่ยมองดูข้าวสารหนึ่งกระสอบในบ้าน

   

   หล่อนสัมผัสมันครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับฝันไป

   

   ในอดีตเมื่อถูกกลั่นแกล้ง หล่อนยังพอกล้ำกลืนฝืนทน ยอมเสียเงินเสียทองเพื่อให้พ้นภัยได้

   

   แต่ลูกสาวสุดที่รักของหล่อน กลับทำให้สามีภรรยาหลี่กุ้ยฮวายอมมอบข้าวสารมาให้หนึ่งกระสอบได้ เพียงแค่เอ่ยปากไม่กี่คำ

   

   แม้แต่ตัวเธอเองยังรู้สึกเหมือนล่องลอยในความฝัน

   

   “จิ่นเป่า นี่... นี่มันเรื่องจริงใช่ไหม?”

   

   “ใช่จ้ะแม่ มันคือเรื่องจริง” เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มหวาน

   

   อย่างน้อยสามเดือนนี้ พวกเขาก็ไม่ต้องทนอดอยากแล้ว

   

   [ยินดีด้วยกับโฮสต์ที่ปกป้องวิกฤตของครอบครัวได้สำเร็จ และยังนำพาผลประโยชน์มาสู่ครอบครัว ได้รับรางวัล โอกาสสุ่มระดับสูง+1]

   

   เสียงของระบบดังขึ้นอย่างกะทันหัน

   

   หัวใจของเย่เสี่ยวจิ่นเต้นแรง รางวัลระดับสูง?

   

   แค่รางวัลระดับB ที่ได้จากการสุ่มรางวัลระดับทั่วไป ยังวิเศษขนาดนั้น

   

   แล้วรางวัลระดับสูง อย่างแย่ที่สุดก็ต้องเป็นรางวัลระดับA แล้วคราวนี้จะสุ่มได้อะไรดีๆอีกนะ?

[1] กินลมตะวันตกเฉียงเหนือ หมายถึง อดอยากหรือไม่มีอะไรกิน ในอดีต ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ผู้คนยากจน จึงมักจะไม่มีอะไรกิน


[2] สูญเสียทั้งเมียทั้งทหาร หมายถึง บุคคลที่สูญเสียทั้งผลประโยชน์และบุคคลสำคัญ เปรียบเสมือนการสูญเสีย ‘เมีย’ ที่เป็นผลประโยชน์ และ ‘ทหาร’ ซึ่งเป็นตัวแทนของบุคคลสำคัญ




จบตอน

Comments