paopao ep11-15

 บทที่ 11: หมูผัดหน่อไม้

   

   “แบบนี้มันเกินไปแล้ว เด็กๆหิวจนร้องไห้แล้ว ทำไมถึงได้ใจดำแบบนี้?”

   

   “นั่นสิ อยู่บ้านตัวเองกินหมูแดดเดียว แต่ให้เด็กๆกินผักทุกวัน พวกเขาจะอิ่มได้ยังไง?”

   

   “น่าสงสารจัง ถ้าไม่หิวจนตาลาย เด็กเล็กๆที่ไหนจะร้องไห้แบบนี้?”

   

   “พี่สาวหลิว พวกคุณอย่าทำเรื่องไร้ความปรานีแบบนี้เลย!”

   

   นอกจากจะมีคนซุบซิบนินทาแล้ว ยังมีคนจิตใจดีกล้าที่จะออกมายืนหยัดเพื่อพวกเธอ

   

   “พวกคุณเอาเนื้อของเด็กไป แต่ไม่ยอมให้เด็กกิน นี่มันไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเลยนะ”

   

   “ถ้ายังทำตัวแบบนี้อยู่ละก็ เรียกผู้ใหญ่บ้านมาตัดสินกันเลยดีกว่า!”

   

   ชาวบ้านต่างวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของหลิวต้าเม่ย

   

   ส่วนเย่ฉู่เฉียงผู้เป็นปู่ ก็ได้แต่ยืนเงียบเป็นเป่าสากอยู่ด้านหลัง ไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ

   

   เขาแค่เก่งแต่กับคนในบ้านเท่านั้น พอเผชิญหน้ากับคนหมู่มากแบบนี้ ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา

   

   “พวกแกมันโง่! โดนยัยเด็กเหลือขอนั่นหลอกกันง่ายๆ” หลิวต้าเม่ยโกรธจนแทบบ้า

   

   พวกมันรู้เรื่องอะไรกันบ้าง ถึงได้มาชี้นิ้วพูดจาอย่างนั้น!

   

   เย่เสี่ยวจิ่นยังคงสะอื้นไห้ด้วยความหวาดกลัว

   

   หลิวต้าเม่ยโมโหจนเลือดขึ้นหน้า “ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ให้ตายไปเลยสิ!”

   

   “แกมันเป็นตัวซวย ฉันจะสั่งสอนแกให้เข็ดหลาบ!”

   

   พูดจบนางก็คว้าไม้กวาดเตรียมฟาดใส่เย่เสี่ยวจิ่น

   

   ยัยตัวแสบ นี่ถ้านางไม่สั่งสอนให้หลาบจำ มันคงไม่รู้จักฤทธิ์เดชของนางแน่!

   

   ทุกคนต่างตกตะลึง พยายามจะเข้าไปห้ามแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

   

   “เสี่ยวจิ่น!” ร่างเล็กๆปรากฏขึ้นจากฝูงชน ก่อนจะพุ่งตัวเข้ามาบังหน้าเย่เสี่ยวจิ่นเอาไว้

   

   ไม้กวาดฟาดลงบนหลังของโจวเหวินรุ่ยอย่างแรง!

   

   ใบหน้าที่ซีดเซียวของเขายิ่งซีดขาวมากขึ้นไปอีก

   

   เธอรีบดึงโจวเหวินรุ่ยไว้ด้วยความเป็นห่วง “นายนี่มันบ้าไปแล้วหรือไง? ถึงนายไม่มาขวาง ฉันก็หลบได้อยู่แล้ว”

   

   โจวเหวินรุ่ยรู้สึกเจ็บที่หลังอย่างมาก

   

   แต่เขากลับยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน “ไม่เป็นไรหรอก จิ่นเป่า ผู้ชายหนังหนาอยู่แล้ว เดี๋ยวก็หาย”

   

   “ถ้าเป็นผู้หญิงโดนตีแบบนี้ คงแย่แน่”

   

   ซุนจ่างซุ่นเห็นดังนั้นก็ตกใจแทบสิ้นสติ

   

   โจวเหวินรุ่ยเป็นคนร่างกายอ่อนแอ ใครกล้าทำกับเขาขนาดนี้?

   

   ถ้าเขาเป็นอะไรไป คนคนนั้นคงต้องชดใช้ด้วยชีวิตแน่!

   

   “บ้าไปแล้ว บ้าไปแล้วจริงๆ!” ซุนจ่างซุ่นรีบเข้าไปปกป้องโจวเหวินรุ่ย “เกิดเรื่องอะไรขึ้น!”

   

   ซุนจ่างซุ่นไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับโจวเซียวอย่างไรแล้ว

   

   เขาคิดแค่ว่าต้องรีบจัดการเรื่องนี้ให้จบๆไป “เย่ฉู่เฉียง พวกแกเอาเนื้อคืนจิ่นเป่าเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นปีนี้ก็หักเงินที่พวกแกได้จากการลงแรงในกลุ่มไป ชดเชยให้หลานสาวไป”

   

   เย่ฉู่เฉียงได้ยินแบบนั้นถึงกับทนไม่ไหว สิ้นปีนี้สองสามีภรรยาได้เงินแบ่งกันแค่ไม่กี่สิบหยวน ถ้าให้นังตัวซวยนั่นไป พวกเขาจะเอาอะไรกิน

   

   เย่ฉู่เฉียงรีบพูด “ผู้ใหญ่บ้าน พวกมันพูดมั่ว เนื้อนี่เป็นของพวกผม”

   

   “หึ แล้วที่เจ้าสามเย่เอาเนื้อมาให้พวกแกคนละสิบชั่งล่ะ หรือว่าแกกับเมียแบ่งให้ลูกชายคนโตกับคนรองไปหมดแล้ว”

   

   เย่ฉู่เฉียงเจอหน้าผู้ใหญ่บ้านเลยไม่กล้าโกหก “ครับ...”

   

   “รีบไปหยิบมาสิ หรือจะรอให้ชาวบ้านร้านตลาดมาหัวเราะเยาะเย้ยกัน?” ซุนจ่างซุ่นเริ่มหมดความอดทน

   

   เย่ฉู่เฉียงกับภรรยารู้สึกอับอายขายหน้าเป็นอย่างยิ่ง

   

   ซุนจ่างซุ่นสั่งให้คนไปหยิบเนื้อแดดเดียวสองชิ้นที่บ้านของพวกเขามาให้ แล้วให้เอาไปส่งที่บ้านของเย่เสี่ยวจิ่น

   

   ส่วนเย่เสี่ยวจิ่นก็ถูกส่งตัวกลับบ้านเช่นกัน

   

   ในเวลานั้น หลี่ชุ่ยชุ่ยที่อยู่ที่บ้านยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หล่อนหุงข้าวและผัดผักกาดขาวเตรียมเอาไว้

   

   หล่อนรอแล้วรอเล่า แต่ก็ยังไม่เห็นเย่เสี่ยวจิ่นกลับมา

   

   กระทั่งหล่อนเตรียมตัวจะออกจากบ้าน เย่เสี่ยวจิ่นก็กลับมาพอดี

   

   “จิ่นเป่า ลูกไปไหนมา ทำไมถึงไปนานนัก?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นชี้นิ้วไปยังคนที่ถือเนื้อแดดเดียวอยู่ด้านหลัง “เนื้อแดดเดียวของเราน่ะค่ะ”

   

   หลังจากนั้น ชายคนนั้นก็วางเนื้อแดดเดียวลงแล้วเดินจากไป

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยมองไปที่เนื้อหมูสองชิ้นใหญ่ที่ผ่านการตากจนแห้ง เนื้อเหล่านี้ผ่านกรรมวิธีรมควันมาอย่างดี กลิ่นหอมโชยเตะจมูก ทำเอาคนมองน้ำลายสอ

   

   แม้แต่หล่อนมองเห็นเข้าก็ยังอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย

   

   “นี่มันมาจากไหนกัน?” หล่อนถามอย่างสงสัย

   

   เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มกริ่ม “ก็มาจากบ้านคุณปู่นั่นแหละค่ะ ปู่รมควันเนื้อเสร็จก็แบ่งไปให้คุณลุงใหญ่กับคุณลุงรองแล้ว สองชิ้นนี้เป็นของเราค่ะ”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่เชื่อแม้แต่น้อย

   

   ทุกปีไม่เคยมีส่วนแบ่ง แล้วปีนี้จะได้เนื้อได้อย่างไรกัน?

   

   “จิ่นเป่า บอกแม่มาตรงๆดีกว่า ว่าเอามาจากไหนกันแน่?”

   

   “ก็ของปู่กับย่านั่นแหละค่ะ แม่ไม่เชื่อพรุ่งนี้เช้าไปถามไถ่ในหมู่บ้านก็ได้” เธอดึงแขนแม่ทำเสียงออดอ้อน “แม่ทอดเนื้อให้กินเร็วๆสิ หนูหิวแล้ว”

   

   “จิ่นเป่าอยากกินเนื้อแล้วเหรอ?”

   

   “ค่ะ”

   

   ด้วยความรักลูกสาว หลี่ชุ่ยชุ่ยจึงก่อไฟทำอาหารอีกครั้ง

   

   น้ำมันในกระทะเดือดปุดๆ หล่อนจึงใส่พริกแห้งที่หั่นเตรียมไว้ลงไปอย่างคล่องแคล่ว

   

   เสียงน้ำมันดังฉ่า ตามมาด้วยกลิ่นฉุนของพริกแห้งที่โชยหอมเตะจมูก

   

   หล่อนตัดใจหั่นเนื้อชิ้นเล็กๆลงไปผัดในกระทะ

   

   จากนั้น หล่อนก็นำหน่อไม้ที่ขุดมาจากภูเขามาหั่นเป็นชิ้นบางๆขนาดเท่าๆกัน

   

   หน่อไผ่เหล่านี้ดูสดใหม่ เพียงแค่ผัดในกระทะไม่กี่ครั้งก็เปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองอร่ามน่ารับประทาน

   

   สุดท้ายใส่ต้นหอมป่าเป็นกำมือ กลิ่นหอมเย้ายวนก็โชยฟุ้งออกมาทันที

   

   กลิ่นหอมนี้ช่างยั่วน้ำลายเย่เสี่ยวจิ่นเสียจริง

   

   เธอมองอาหารตาละห้อย ดูน่าเอ็นดูไม่น้อย

   

   แท้จริงแล้วเธอไม่ใช่คนตะกละ แต่ที่นี่อาหารรสชาติจืดชืดเกินไป ทำให้เธอโหยหาอาหารรสจัดขึ้นมาทันที

   

   หืม... กลิ่นหอมของผัดหน่อไม้กับหมูสามชั้นสีเหลืองทองช่างเย้ายวนใจเสียจริง ทั้งหน้าตาน่าทาน กลิ่นหอมเย้ายวน รสชาติคงจะอร่อยล้ำเลิศ

   

   ช่างชวนน้ำลายสอเสียจริง!

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยตักข้าวสวยแล้วคีบเนื้อให้เย่เสี่ยวจิ่น “จิ่นเป่า กินเยอะๆนะ”

   

   “อื้ม แม่ก็กินเยอะๆนะจ๊ะ” เย่เสี่ยวจิ่นคีบเนื้อชิ้นหนึ่งให้หลี่ชุ่ยชุ่ย เธอมีแววตาสดใสร่าเริง

   

   เธอกินผักกาดขาวอีกเล็กน้อย ผักกาดขาวนี้ปลูกแบบธรรมชาติ รสชาติจึงหวานฉ่ำ

   

   เดิมทีเย่เสี่ยวจิ่นกินข้าวได้ไม่มากนัก เพราะร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง

   

   แต่มื้อนี้ได้กินกับหมูสามชั้น เธอจึงกินข้าวไปถึงสองชาม

   

   ส่วนหลี่ชุ่ยชุ่ยกินไปเพียงเล็กน้อย เพราะคีบให้เย่เสี่ยวจิ่นเกือบหมด

   

   เมื่อเห็นลูกสาวกินอย่างเอร็ดอร่อย ในใจหล่อนก็อดสะเทือนใจไม่ได้ ถ้าที่บ้านมีเนื้อกินทุกวัน จิ่นเป่าคงจะอ้วนท้วนสมบูรณ์กว่านี้

   

   ตกดึก

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยมองดูบุตรสาวด้วยความรู้สึกที่เจ็บปวดรวดร้าว ยิ่งมองยิ่งรู้สึกทรมานใจ

   

   โรคร้ายของจิ่นเป่ารักษายาก หล่อนคิดว่าเมื่อสามีกลับมา พวกเขาต้องพาบุตรสาวไปหาหมอที่เมืองให้ได้

   

   หล่อนคิดพลางห่มผ้าห่มให้เย่เสี่ยวจิ่นอย่างทะนุถนอม กลัวว่าบุตรสาวตัวน้อยจะหนาว

   

   เช้าตรู่ของวันใหม่ เย่เสี่ยวจิ่นตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงแจ้งเตือนของระบบ

   

   [ยินดีด้วยที่โฮสต์ทำภารกิจสร้างเล้าไก่สำเร็จแล้ว รีบมาฟักไข่ไก่เพิ่มกันเถอะ! รับรางวัลเป็นอาหารไก่สูตรเข้มข้น100กิโลกรัม]

   

   “แม่สร้างเล้าไก่เสร็จแล้วเหรอ” เย่เสี่ยวจิ่นดีใจจนเนื้อเต้น รีบวิ่งออกไปดู ก็พบกับเล้าไก่หลังงามถูกใจ

   

   เธอรีบไปเก็บไข่ไก่ แล้วไล่แม่ไก่ตัวโตสองตัวเข้าไปในเล้าไก่หลังใหม่

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยออกไปทำงานที่หมู่บ้านแล้ว เย่เสี่ยวจิ่นอยู่บ้านคนเดียว จึงถือโอกาสนี้ทำอาหารไก่เสียเลย

   

   แม่ไก่สองตัวจ้องมองอาหารเสริมที่เธอเทออกมามากมาย ตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น

   

   “กุ๊กๆๆ”

   

   “อยากกินแล้วล่ะสิ” เธอตักอาหารใส่กะละมังใบเล็ก วางลงในเล้าไก่

   

   แม่ไก่ทั้งสองต่างก็กรูกันเข้ามา จิกกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย

   

   ผ่านไปไม่นาน แม่ไก่สองตัวนี้ก็เติบโตขึ้นมาก

   

   ร่างกายแข็งแรง ขนก็สวยงามเป็นมันเงา

   

   เธออดชื่นชมระบบนี้ไม่ได้จริงๆ

   

   แต่การจะเอาหญ้าเลี้ยงหมูสองตะกร้ามาสับละเอียด แล้วผสมกับอาหารเสริมนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเด็กตัวเล็กๆอย่างเธอเลย

   

   ตอนโจวเหวินรุ่ยแวะมาหา

   

   ก็เห็นเธอกำลังนั่งยองๆ สับหญ้าอยู่บนพื้น

   

   เขาเดินเข้ามาใกล้ด้วยความสงสัย แล้วเอ่ยถามว่า “จิ่นเป่า เธอกำลังทำอะไรอยู่เหรอ”



บทที่ 12: ได้รางวัลติดต่อกัน 

   

   “โอ๊ะ! เดินมาไม่ให้สุ้มเสียงกันเลยหรือไง” เสี่ยวจิ่นเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นโจวเหวินรุ่ยโผล่มา พร้อมกับนึกถึงเรื่องเมื่อวานขึ้นมาได้

   

   เธอลุกขึ้น ปัดมือไล่เศษดินออก แล้วตรงเข้าไปจะเปิดเสื้อของโจวเหวินรุ่ย

   

   “รุ่ยเป่า หลังนายเป็นยังไงบ้าง?”

   

   “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เจ็บนิดเดียว” โจวเหวินรุ่ยหลบไปพร้อมกับพูดอย่างจริงจังว่า “เป็นเด็กผู้หญิง มาเปิดเสื้อคนอื่นแบบนี้ได้ยังไง ต่อไปห้ามทำแบบนี้อีกนะ”

   

   เธอยิ้มขำ ยืนกอดอก แล้วพูดหยอกเขาไปว่า “เปิดเสื้อนายแล้วไง นายมันก็เด็กน้อยคนหนึ่ง”

   

   “ถ้าฉันแอบมองนาย เนื้อนายจะหายไปหรือไง”

   

   โจวเหวินรุ่ยทำหน้าลำบากใจ “จิ่นเป่า เธอไม่ใช่โจรป่านะ ทำแบบนี้ได้ยังไงกัน”

   

   เธอเลิกแกล้งเขาแล้วหันไปยุ่งอยู่กับงานต่อ

   

   “ไม่คุยด้วยแล้วนะ ฉันมีงานต้องทำ ไปเล่นที่อื่นเถอะ”

   

   “จิ่นเป่า ฉันช่วยเธอได้นะ”

   

   แต่จิ่นเป่าไม่กล้าแม้แต่จะให้เขาลองสับหญ้าเลี้ยงหมู

   

   เธอชี้ไปที่ม้านั่งตัวเล็กๆตัวหนึ่ง “งั้นนายนั่งอยู่ตรงนั้นก็แล้วกัน อย่ารบกวนฉัน”

   

   โจวเหวินรุ่ยรู้สึกว่าจิ่นเป่าดูเหมือนจะดุอยู่หน่อยๆ จึงยอมนั่งลงเงียบๆ มองดูเธอทำงาน

   

   นานๆครั้งก็มีการพูดคุยกันบ้าง แต่จิ่นเป่าก็ตอบแบบขอไปที

   

   ตรงนี้เป็นทางลม

   

   ตอนนี้เป็นเดือนกุมภาพันธ์ อากาศหนาวมาก ลมพัดมาที โจวเหวินรุ่ยก็ไอออกมา

   

   “แค่กๆๆ..”

   

   ‘เจ้าตัวน้อยคนนี้ช่างเป็นคนขี้โรคเสียจริง’ เธอได้แต่คิดแล้วก็ต้องจำใจขนของเข้าไปจัดการในบ้าน

   

   ระหว่างนั้นก็ก่อไฟให้เขาผิงไฟไปพลางๆ

   

   อยู่ๆ โจวเหวินรุ่ยก็หยิบของสิ่งหนึ่งออกจากอกเสื้อแล้วยื่นให้

   

   เขาทำท่าทางราวกับเป็นสิ่งล้ำค่า “จิ่นเป่า ฉันมีลูกพลับเชื่อมมาฝาก หวานมากๆเลย”

   

   “แต่เสียดายที่พี่ชายบอกว่าฉันกินเยอะไม่ได้ เลยเก็บไว้ให้เธอหนึ่งลูก กินเร็วเข้าสิ”

   

   เธอรับมาและแบ่งลูกพลับออกเป็นสองส่วน อีกส่วนวางไว้บนโต๊ะเผื่อไว้ให้แม่

   

   เมื่อลิ้มลองเข้าไป รสหวานละมุนก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งปาก

   

   “อร่อยไหม” ดวงตาของโจวเหวินรุ่ยเป็นประกาย

   

   “หวานมากๆ”

   

   ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยแตะต้องลูกพลับเลยสักครั้ง เพราะคิดว่ามันฝาดเกินไป แต่พอลองชิมดูแล้ว รสชาติก็ไม่เลวเลยทีเดียว

   

   วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

   

   หลังจากนั้น ด้วยความช่วยเหลือจากแม่ เธอก็ทำอาหารไก่เสร็จแล้ว

   

   ไม่นานนัก ห้าวันก็ผ่านไปไวเหมือนโกหก นับตั้งแต่การสุ่มรางวัลครั้งล่าสุด

   

   ท้องฟ้ามืดครึ้ม อากาศหนาวจับใจ

   

   เธอให้แม่เอาอาหารไก่ไปส่ง จากนั้นก็กลับมาล้างมืออาบน้ำที่บ้าน

   

   ในที่สุด เธอก็สะสมครบห้าครั้งสำหรับการสุ่มรางวัลแล้ว

   

   ครั้งนี้ เธอสามารถสุ่มได้ถึงหกรางวัล

   

   หกรางวัลเชียวนะ!

   

   ต่อให้ได้รางวัลระดับBทั้งหมด เธอก็ไม่ขาดทุนอยู่ดี!

   

   โอ้โห! นี่มันต้องเป็นบุญวาสนาแน่ๆ

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพ่นลมหายใจอุ่นๆ รดมือที่เย็นเฉียบจนเห็นเป็นไอขาว เตรียมพร้อมกดสุ่มรางวัลอย่างตื่นเต้น

   

   หน้าจอสุ่มรางวัลส่องประกายระยิบระยับ ดวงดาวมากมายถูกเทลงในวงล้ออย่างสวยงาม

   

   เธอจ้องมองหน้าจอด้วยใจระทึก “ขอให้เป็นรางวัลใหญ่! ขอให้เป็นรางวัลใหญ่!”

   

   ทันใดนั้น แสงสีรุ้งทั้งหกก็พุ่งออกมา และแสงสุดท้าย... เป็นสีม่วง!

   

   ดวงตาของเธอเป็นประกาย “ได้S อีกแล้วเหรอเนี่ย!?”

   

   เธอแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง การสุ่มรางวัลธรรมดาแบบนี้ โอกาสได้S มันน้อยยิ่งกว่าน้อย

   

   [ยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับรางวัลระดับB ฝ้ายคุณภาพดี 50กิโลกรัม!]

   

   [ยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับรางวัลระดับB เสบียงไก่ชั้นดี 100กิโลกรัม!]

   

   [ยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับรางวัลระดับB เมล็ดพันธุ์แตงโมปลอดแมลง 1,000เมล็ด!]

   

   [ยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับรางวัลระดับB ต้นหม่อนพันธุ์งาม 15ต้น!]

   

   [เทพีแห่งโชคลาภอยู่ข้างคุณแล้ว! ยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับรางวัลระดับA เครื่องสกัดน้ำมันถั่วลิสง 1เครื่อง!]

   

   [เทพีแห่งโชคลาภอยู่ข้างคุณแล้ว! ยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับรางวัลระดับSS แต้มสุขภาพ+5!]

   

   “ระดับSS สองรางวัลเลยเหรอเนี่ย?!”

   

   “แต้มสุขภาพเพิ่มขึ้น 5แต้ม!”

   

   ตอนนี้แต้มสุขภาพของเธออยู่ที่40 ถ้าบวกเพิ่มอีก5 ก็จะเป็น45

   

   ร่างกายของเธออบอุ่นขึ้นมาทันที ไม่รู้สึกหนาวอีกต่อไปแล้ว

   

   เย่เสี่ยวจิ่นตื่นเต้นมาก “ถ้าฉันสามารถสะสมแต้มสุขภาพได้เต็มหลอด โรคของฉันก็จะหายเป็นปลิดทิ้งเลยใช่ไหมเนี่ย?”

   

   “โอ้โห รางวัลหมวดหมู่นี้ ได้คะแนนเต็มSSเลยเหรอเนี่ย” เธอพึมพำอย่างตื่นเต้น

   

   “แต่ว่า... นี่มันเหมือนโกงความตายเลยนะ สุดยอดไปเลย” เธอพูดอย่างไม่อยากจะเชื่อ

   

   ทันใดนั้น ระบบก็ดังขึ้น

   

   [ใช่แล้ว ถ้าโฮสต์โชคดีแบบนี้ทุกครั้งละก็ อีกไม่นานอาการเจ็บป่วยใดๆ ก็จะไม่กล้ำกรายเลยละ]

   

   “แต่นี่มันSSเลยนะ!” เธอยังพูดอย่างตื่นเต้น “โอกาสได้มันน้อยมากๆเลยนะ!”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรับรางวัลเสร็จ และจัดการเอาเครื่องสกัดน้ำมันถั่วลิสงระดับA ที่ได้จากระบบออกมา

   

   ดูเหมือนระบบจะคำนึงถึงเรื่องที่ไม่มีไฟฟ้า เพราะอย่างนั้นเครื่องนี้เลยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้

   

   ถึงจะเป็นเครื่องสกัดน้ำมันขนาดใช้ในบ้าน แต่สำหรับเธอแล้วมันก็ใหญ่เอาเรื่องอยู่ดี

   

   “บ้านแต่ละหลังได้ส่วนแบ่งน้ำมันกันมานิดเดียวเอง ถ้าทำน้ำมันเองได้ก็คงดี ผัดกับข้าวทั้งทีมีน้ำมันหน่อยก็อร่อยกว่าเยอะ” เธอพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเก็บของเข้าที่

   

   ยามเย็นราวห้าโมงเศษ ท้องฟ้าเริ่มคล้ำด้วยเมฆหมอกสีเทาหม่นบดบังแสงตะวันจนหมดสิ้น

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยกลับมาถึงบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม มือหิ้วตะกร้าใบใหญ่ซึ่งบรรจุไข่ไก่จนเต็มปรี่

   

   ภายในตะกร้านั้นมีไข่ไก่ใบโตอัดแน่น คาดคะเนด้วยสายตาน่าจะมีไม่ต่ำกว่าสี่สิบฟอง ทุกใบล้วนคัดสรรมาอย่างดี เป็นไข่คุณภาพเยี่ยมทั้งสิ้น

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรินน้ำร้อนใส่แก้วเพื่อคลายหนาว ก่อนจะเอ่ยกับบุตรสาวด้วยน้ำเสียงเปี่ยมสุข “จิ่นเป่า ลูกนี่ช่วยแม่ได้มากจริงๆเลย”

   

   “ไก่ในทีมกินอาหารที่ลูกทำให้แล้วแข็งแรงขึ้นมาก”

   

   “หัวหน้าทีมได้ยินว่าเราจะฟักไข่ไก่ เลยแบ่งไข่ไก่ให้เรามากมายขนาดนี้”

   

   แม้จะเหนื่อยล้าจากงานมาทั้งวัน แต่ใบหน้าของหล่อนกลับฉายชัดถึงความสุข นึกย้อนไปตอนทำงานในสวนผลไม้ ไม่เคยได้รับการปฏิบัติที่ดีเช่นนี้เลยสักครั้ง

   

   “จริงสิ หัวหน้าทีมคิดคะแนนงานให้ลูกด้วยนะ คิดแล้วเท่ากับแม่ทำงานทั้งเดือนเลยล่ะ”

   

   “แบบนี้สิถึงเรียกว่าเก่งจริง!”

   

   ด้วยความที่เธอสามารถช่วยชีวิตไก่ป่วยได้มากขนาดนั้น ทางฟาร์มไก่จึงไม่รังเกียจที่จะให้รางวัลกับเด็กอย่างเธอ

   

   เสี่ยวจิ่นนับจำนวนไข่ไก่ “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็สามารถมีลูกไก่ได้เยอะเลยสิคะ?”

   

   “ใช่แล้วจ้ะ” แม่ลูบผมของเธอ “แต่ว่าเราก็ไม่สามารถฟักไข่ได้เยอะเกินไปหรอกนะ ไม่งั้นจะเลี้ยงไม่ไหว”

   

   “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ หนูจะทำอาหารไก่เอง รับรองว่าจะเลี้ยงไก่ได้อย่างดี”

   

   อาหารไก่สูตรพิเศษของเธอมีตั้ง 300กิโลกรัม การช่วยเหลือชาวบ้านในครั้งนี้ก็ไม่ได้ใช้ไปมากเท่าไหร่

   

   ในอนาคตก็ยังสามารถหาเพิ่มได้อีก ไม่ต้องกังวลเลยว่าไก่จะไม่มีอะไรกิน

   

   “พวกเราฟักไข่พวกนี้ทั้งหมดเลยดีไหมจ๊ะ?”

   

   แม่ตอบตกลง

   

   ครั้งนี้พวกเราได้ไข่ไก่มาเยอะมาก รวมกับที่มีอยู่ที่บ้านแล้ว น่าจะทำให้ใครหลายคนอิจฉาตาร้อนได้เลยละ!

   

   แม่ตั้งใจทำไข่เจียวต้นหอมให้เธอเป็นพิเศษด้วย

   

   โอ้โห... ไข่เจียวโรยด้วยต้นหอมช่างหอมน่ารับประทานเสียจริง

   

   เย่เสี่ยวจิ่นกินข้าวไปได้ชามหนึ่งแล้ว รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นกว่าเดิมมาก ตั้งแต่แต้มสุขภาพเพิ่มขึ้น5% แม้แต่ความอยากอาหารก็ยังเพิ่มขึ้นด้วย

   

   “วันนี้อากาศหนาวจังเลย แม่จ๋า ฝนจะตกหรือเปล่านะ”

   

   “แม่ก็ไม่รู้นะ คืนนี้เราน่าจะก่อไฟสักหน่อย ไม่อย่างนั้นคงหนาวแย่” หลี่ชุ่ยชุ่ยส่ายหัวพลางตอบ

   

   ระหว่างที่พวกเธอกำลังทานข้าวกันอยู่ จู่ๆ หยางเจวียนก็รีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในบ้าน

   

   “แย่แล้ว แย่แล้ว ชุ่ยชุ่ยแย่แล้ว! ลูกเห็บตกกะทันหัน รีบไปที่ไร่โหยวไช่ฮวากันเถอะ ถ้าต้นโหยวไช่ฮวาโดนลูกเห็บทำลายหมด วันนี้พวกเราคงไม่มีน้ำมันกินกันแน่”

   

   หยางเจวียนมีสีหน้าเศร้าหมอง หลังจากแจ้งเรื่องให้หลี่ชุ่ยชุ่ยทราบแล้ว เธอก็รีบไปตามหาผู้หญิงคนอื่นๆต่อไป

   

   ก่อนหน้านี้ก็เคยมีความคิดเช่นนี้มาก่อน ต้นโหยวไช่ฮวาที่เป็นโรคจำนวนมาก สุดท้ายแล้วผลผลิตก็ไม่ดีเท่าที่ควร

   

   ทุกคนทราบดีถึงความเร่งด่วนของเรื่องนี้

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยมองออกไปข้างนอก เห็นท้องฟ้ามืดครึ้ม ดูเหมือนลูกเห็บจะกำลังตกจริงๆ

   

   เธอจึงไม่สนใจที่จะกินข้าวอีกต่อไป ไม่กล้าเสียเวลาแม้แต่น้อย “จิ่นเป่า หนูอยู่บ้านคนเดียวนะ แม่จะไปคลุมฟางให้ต้นโหยวไช่ฮวาก่อน”

   

   “รอสักพักหนูเข้าไปนอนในผ้าห่มนะ อย่าให้ตัวเองหนาวล่ะ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเอ่ยถามด้วยความสงสัย “แปลกจัง ทำไมต้องใช้ต้นโหยวไช่ฮวามาสกัดน้ำมัน ใช้ถั่วลิสงสกัดก็ได้ไม่ใช่เหรอคะ? ทำไมถึงไม่มีน้ำมันกินล่ะคะ?”

   

   “จิ่นเป่าพูดอะไรลูก” หลี่ชุ่ยชุ่ยบีบแก้มเย่เสี่ยวจิ่นเบาๆ พูดทั้งน้ำตา “ถั่วลิสงมันสกัดน้ำมันได้ที่ไหนกัน ถั่วลิสงเอาไว้กินต่างหากล่ะ”



 บทที่ 13: ฝ้ายชั้นดี

   

   หลังจากที่หลี่ชุ่ยชุ่ยจากไป เธอก็รู้สึกสับสน ในยุคของเธอ ทุกคนต่างก็ใช้น้ำมันถั่วลิสงกันทั้งนั้น หรือว่าที่หมู่บ้านนี้ยังไม่มีใครรู้เรื่องนี้กันนะ?

   

   เธอยิ่งรู้สึกว่า เครื่องสกัดน้ำมันถั่วลิสงนี้จะต้องเป็นประโยชน์อย่างมากในอนาคต

   

   รุ่งเช้า

   

   ภายนอกเต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลน เย่เสี่ยวจิ่นสะดุ้งตื่นเพราะความหนาว ในผ้าห่มเย็นเยียบ ไร้ซึ่งไออุ่น

   

   เธอเอื้อมมือไปสัมผัส ก็ต้องตกใจกับความเย็นยะเยือกราวน้ำแข็งของผ้าห่ม

   

   ก่อนจะตื่นขึ้นมาพบว่าหลี่ชุ่ยชุ่ยกำลังเตรียมอาหารเช้าอยู่แล้ว

   

   ไม่รู้ว่าเมื่อคืนหล่อนกลับมาตอนไหน

   

   “แม่คะ”

   

   “จิ่นเป่า ลุกมาล้างหน้าเร็ว” หลี่ชุ่ยชุ่ยตักน้ำร้อนหนึ่งทัพพี บิดผ้าขนหนูอย่างดีแล้วเช็ดหน้าให้เธอ

   

   เธอถูกแม่ปลุกแบบนี้จนต้องเบ้หน้า แต่ก็รู้สึกตัวขึ้นมาบ้าง

   

   เย่เสี่ยวจิ่นขดตัวอยู่ในผ้าห่ม รู้สึกว่าอากาศหนาวมาก บ้านก็ดูเหมือนจะมีรูรั่ว ต่อไปต้องซ่อมผนังบ้านแล้ว

   

   “ปีนี้หิมะตกหนักจริงๆ โอ๊ย หนาวจะตายแล้ว” หลี่ชุ่ยชุ่ยบ่นพึมพำพลางสวมเสื้อผ้า “วันนี้ไม่ต้องไปทำงานที่ฟาร์มแล้ว เหลือคนให้อาหารไก่ไว้แค่สองคน”

   

   “ถนนคงถูกหิมะปกคลุมไปหมด เดินทางลำบาก”

   

   “โชคดีที่ลูกให้แม่ทำเล้าไก่ ไม่อย่างนั้นไก่คงหนาวตายไปหมดแล้ว”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดพลางหัวเราะออกมาว่า “วันนี้แม่เอาไข่ทั้งหมดไปไว้ในเล้าไก่แล้ว มีแม่ไก่ตัวหนึ่งกำลังกกไข่อยู่”

   

   “อีกไม่นาน จิ่นเป่าก็จะมีไก่เพิ่มอีกเยอะเลย”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มออกมา ปล่อยให้แม่บ่นพึมพำพลางหวีผมให้

   

   “แม่คะ บ้านเรามีถั่วลิสงไหม”

   

   “มีตั้งถุงใหญ่แน่ะ แต่ก็เอาไว้กินตอนไม่มีข้าว กินกับน้ำเกลือแก้หิวได้”

   

   “ปกติไม่ค่อยได้กินหรอก ลูกบอกว่ามันไม่อิ่มท้องเท่าเฮาไช่ปาเลย”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยหยิบเสื้อผ้ามาให้เธอสวมใส่ น้ำเสียงอ่อนโยนเอ็นดู “จิ่นเป่า ถามแบบนี้ทำไม อยากกินถั่วลิสงเหรอ”

   

   “ไม่ใช่ค่ะ” เธอส่ายหน้า

   

   เธอรอให้อากาศดี มีแดด แล้วค่อยลองเอามาสกัดน้ำมันดูก็ได้

   

   เธอรู้สึกว่ามือของแม่เย็นเฉียบ ใบหน้าซีดเซียว

   

   จึงจับมือหลี่ชุ่ยชุ่ยไว้ “แม่ หนาวหรือเปล่า”

   

   “ยังดีอยู่” เสื้อผ้าของหลี่ชุ่ยชุ่ยดูบางมาก พออากาศเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ แน่นอนว่าต้องหนาวจนทนไม่ไหว

   

   ที่จริงไม่ใช่แค่เสื้อผ้า ผ้าห่มก็ยังเป็นผืนที่หลี่ชุ่ยชุ่ยซื้อตอนแต่งงาน มันเก่าจนไม่ค่อยอุ่นแล้ว

   

   ถ้าไม่ได้เอาผ้าห่มสองผืนมาทับกัน คาดว่าคงนอนไม่ได้แน่ๆ แต่ถึงอย่างไร หล่อนก็ยังหนาวจนสะดุ้งตื่นขึ้นมา

   

   ที่นี่คือทางใต้ ในหมู่บ้านไม่ได้ปลูกฝ้าย

   

   ทำได้เพียงแค่เอาเงินที่แบ่งกันตามรายคนในแต่ละปีไปซื้อฝ้าย

   

   ไม่ว่าที่บ้านจะมีอะไร ปู่ย่าก็ต้องมาขอแบ่งไป

   

   พวกหล่อนเองก็ยิ่งลำบากมากขึ้น

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยต้องเก็บเงินไว้ใช้จ่ายให้กับลูกๆ

   

   ลูกชายทั้งสามคนกำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต จึงต้องนำฝ้ายใหม่ไปทำเสื้อผ้าให้พวกเขา

   

   หล่อนเองต้องรื้อเอาใยฝ้ายจากเสื้อผ้าเก่าๆมาทำเสื้อผ้า แน่นอนว่าให้ความอบอุ่นได้ไม่ดีเท่าใด

   

   เสื้อกันหนาวตัวหนึ่งก็ไม่รู้ว่าใช้มาแล้วกี่ปี

   

   ก็ไม่อยากจะเสียเงินที่หาได้ยากเย็นไปซื้อใยฝ้ายราคาแพงๆมาใช้หรอก

   

   “แม่จ๋า เสื้อของแม่บางจังเลย” เธอสังเกตเห็นเข้า “บางขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงหนาว”

   

   “แบบนี้ไม่ดีแน่ ป่วยกันพอดี”

   

   เธอนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเพิ่งได้รับใยฝ้ายมา 50กิโลกรัม

   

   ดวงตากลมโตกลอกไปมา “เมื่อคืนหนูฝันเห็นเทพเซียนนำใยฝ้ายมาให้เยอะมากเลยค่ะ ท่านบอกว่าเอาไปไว้ในยุ้งฉางที่บ้านเรา ไปดูกันไหมคะ”

   

   จริงๆแล้วเธอเห็นยุ้งฉางโล่งๆที่อยู่ข้างบ้านมานานแล้ว

   

   แค่คิดในใจ ระบบก็จะเอาใยฝ้ายทั้งหมดไปไว้ในยุ้งฉางให้เอง

   

   “แม่ไม่เชื่อหรอก เมื่อคืนแม่กลับมาช้าก็จริง แต่ก็ไม่เห็นมีเทพเซียนอะไรสักหน่อย”

   

   ดวงตากลมโตของเย่เสี่ยวจิ่นเป็นประกายวิบวับ แววตาฉลาดเฉลียวเอ่ยว่า “แม่ไม่เชื่อหนูเหรอคะ หนูบอกแล้วไงว่าเป็นเทพเจ้าแห่งวรรณกรรมที่จุติลงมา เหล่าเทพเซียนกลัวหนูจะหนาว เลยส่งฝ้ายมาให้ ผิดด้วยเหรอคะ”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยพยักหน้ารับอย่างจริงจัง “ใช่ๆ งั้นเราไปดูกัน”

   

   ที่จริงหล่อนตั้งใจเออออไปกับเย่เสี่ยวจิ่นเท่านั้น เพราะไม่มีใครเชื่อหรอกว่าเทพเซียนจะมาส่งฝ้ายให้ในฤดูหนาวอันเหน็บหนาวเช่นนี้

   

   ส่วนอีกด้านหนึ่ง

   

   หลิวต้าเม่ยกอดฝ้ายหนึ่งกระสอบ มุ่งหน้าไปยังบ้านของพี่ใหญ่ตระกูลเย่

   

   หลี่กุ้ยฮวากำลังนั่งผิงไฟอยู่ข้างเตาถ่าน มือถือผลส้มเคลือบน้ำแข็งที่เก็บไว้ตั้งแต่ก่อนปีใหม่ บ่นกับเย่จื้อเฉียงสามีของตนไม่หยุดปาก

   

   “ฉันว่ายัยหนูเย่เสี่ยวจิ่นนั่นมันแปลกๆจริงๆนะ ไก่ที่บ้านเราแค่โดนยัยนั่นลูบๆคลำๆ วันนั้นก็ออกไข่มาตั้งเยอะแยะเชียว”

   

   “ทว่าตั้งแต่กลับมาบ้านตัวเอง กลับไม่ออกไข่สักฟอง”

   

   แววตาของหล่อนฉายแววริษยา “เมื่อวานฉันเห็นหลี่ชุ่ยชุ่ยถือตะกร้าใบโตบรรจุไข่กลับบ้านด้วย อู้ย ทำงานที่ฟาร์มไก่ช่างดีจริงจริ๊ง”

   

   “ทำไมแกถึงไปทำงานที่ฟาร์มไก่ไม่ได้? อย่างหลี่ชุ่ยชุ่ยยังเข้าไปได้ พวกเราก็ไม่ได้ด้อยกว่ามันหรอก”

   

   เย่จื้อเฉียงปอกเปลือกส้มเข้าปาก “ลูกสาวคนเล็กของน้องสามดูแปลกจริงๆ คราวก่อนหมูแดดเดียวของพ่อกับแม่ก็โดนมันฉกไป”

   

   “ชิ ก็แค่แม่มันไปมีความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่บ้านเท่านั้นแหละ” หลี่กุ้ยฮวาพูดจาแดกดัน “หัวหน้าเซี่ยวเคยบอกไว้ว่า นังนั่นน่ะ...”

   

   “มันไปเป็นเมียน้อย!”

   

   เย่จื้อเฉียงสะดุ้ง “อย่าพูดพล่อยๆแบบนั้นนะ”

   

   “มันต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ” หลี่กุ้ยฮวาถุยน้ำลายลงพื้น “ไม่งั้นแกคิดว่าผู้ใหญ่บ้านจะคอยช่วยเหลือมันเรื่อยๆเหรอ? หน้าไม่อาย!”

   

   หลิวต้าเม่ยแอบฟังอยู่หน้าบ้าน ได้ยินทุกอย่าง รู้สึกดูถูกครอบครัวของหลี่ชุ่ยชุ่ยมากขึ้นไปอีก

   

   นางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน เดินเข้าบ้านไป

   

   “จื้อเฉียง อยู่บ้านเหรอ?”

   

   นางยิ้มอย่างใจดี ถ้าไม่ติดว่าชอบพูดจาดูถูกและตบตีเย่เสี่ยวจิ่น คงจะทำให้คนอื่นคิดว่าเป็นคนใจบุญสุนทาน

   

   เย่จื้อเฉียงรีบกุลีกุจอลุกขึ้นกล่าวว่า “แม่มาได้ยังไงเนี่ย อากาศหนาว หิมะก็ตก ถนนลื่น ต้องระวังให้มากๆนะครับ”

   

   “แม่รู้ว่าลูกชายคนนี้อย่างไรก็เป็นห่วงแม่ แต่พอดีอากาศเริ่มเย็นแล้ว...” หลิวซื่อกล่าวพลางยิ้ม “นี่ก็เลยตั้งใจเอาฝ้ายมาให้หลานชายคนโตจะได้มีเสื้อกันหนาวตัวใหม่ใส่”

   

   “เสื้อกันหนาวน่ะ พอซักบ่อยๆ เข้ามันก็ไม่อุ่นแล้ว ใส่ได้สักสองสามปีก็ต้องเปลี่ยนตัวใหม่”

   

   หลี่กุ้ยฮวาคว้าเอาฝ้ายมาดู เปิดกระสอบออก เห็นเป็นปุยฝ้ายเล็กๆสีมอๆไม่ค่อยขาวนัก

   

   แต่สำหรับหมู่บ้านนี้ ถือว่าดีมากแล้ว

   

   “แม่ ดูสิคะ คิดถึงแต่เหวินชางของเรา ฝ้ายตั้งเยอะ ทำให้จู๋จื่อที่บ้านสักตัวก็ยังได้”

   

   รอยยิ้มของหลิวซื่อเปลี่ยนไปเล็กน้อย “โอ๊ย บ้านนี้ก็ต้องให้ผู้ชายก่อนสิ ผู้หญิงจะใส่อะไรมากมาย ฝ้ายแบบไหนก็ใส่ได้เหมือนกันนั่นแหละ”

   

   “ทำให้เหวินชางตัวหนึ่ง อีกตัวก็ให้ลูกชายเธอละกัน”

   

   หลี่กุ้ยฮวาคิดในใจว่า ยัยแก่บ้านี่ลำเอียงรักลูกชายมากกว่าลูกสาว แต่ปากก็ยังยิ้มแย้มพูดว่า “ได้ๆ ฉันจำได้แล้ว”

   

   ส่วนฝ้ายที่เหลือจากปีก่อนๆนั้น หลิวต้าเม่ยยกให้กับครอบครัวลูกชายคนโตที่ตัวเองรักและเอ็นดูที่สุดไปจนหมดสิ้น

   

   หลี่กุ้ยฮวาคิดแล้วก็ดีใจ หล่อนจะได้เอาเรื่องนี้ไปอวดหลี่ชุ่ยชุ่ยได้อีก

   

   ในเวลานั้นเอง ใบหน้าของหลี่ชุ่ยชุ่ยก็ซีดเผือดด้วยความหนาวเหน็บ

   

   หล่อนวางเย่เสี่ยวจิ่นไว้ใต้ชายคาบ้าน “จิ่นเป่า แม่จะไปดูที่ยุ้งฉางก่อนนะ ลูกอย่าเพิ่งตามมานะ ดูสิ หิมะหนาขนาดนี้ ระวังรองเท้าเปียกนะ”

   

   พูดจบ หล่อนก็เดินฝ่าหิมะหนาเป็นสิบเมตรไปเปิดประตูยุ้งฉาง

   

   ที่จริงเธอก็แค่อยากตามใจลูกสาวตัวน้อยเท่านั้น ใครจะไปคิดว่าพอเปิดประตูยุ้งฉางออกดู หล่อนก็ถึงกับตาค้าง

   

   เพราะภายในยุ้งฉางนั้นเต็มไปด้วยฝ้าย!

   

   ฝ้ายสีขาวบริสุทธิ์กองพูนเต็มยุ้งฉาง แถมก้อนฝ้ายยังมีขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือของหล่อนทุกก้อนอีกด้วย!



 บทที่ 14: ป้าใหญ่หาเรื่อง

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกตกใจสุดขีด

   

   หล่อนขยี้ตาตัวเองแล้วเพ่งมองอีกครั้ง ก็พบว่าในยุ้งฉางมีกองฝ้ายขนาดใหญ่ราวกับภูเขาตั้งตระหง่านอยู่จริงๆ

   

   “นี่... นี่มันเป็นไปได้ยังไง...”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยหยิบฝ้ายขึ้นมาหนึ่งปุย ปุยฝ้ายนั้นนุ่มฟู สีขาวบริสุทธิ์ ขนาดใหญ่กว่าฝ้ายราคาแพงที่สุดที่หล่อนเคยเห็นในตลาดเสียอีก

   

   ข้างนอกมีหิมะขาวโพลน ส่วนในโกดังมีฝ้ายขาวผ่องราวกับปุยเมฆ

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกมึนงง “ฉันต้องฝันไปแน่ๆ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเห็นหลี่ชุ่ยชุ่ยยืนนิ่งอยู่หน้าโกดัง เธอเรียกเท่าใดหลี่ชุ่ยชุ่ยก็ไม่มีปฏิกิริยา

   

   เด็กน้อยจึงเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วดึงชายเสื้อของหลี่ชุ่ยชุ่ยเบาๆ “แม่”

   

   “เรามีฝ้ายเยอะมากจริงๆนะ”

   

    ฝ้ายดิบทั้งหมด50กิโลกรัม

   

   แม้จะตัดชุดกันหนาวคนละชุดกันทั้งครอบครัว ก็ยังใช้ไม่ถึงครึ่งเลย

   

   ส่วนที่เหลือก็ยังสามารถทำผ้านวมหนาๆได้อีกหลายผืน

   

   ข้างเตาถ่าน หลี่ชุ่ยชุ่ยนำฝ้ายดิบที่แห้งสนิทแล้วใส่ลงในตะกร้าขนาดใหญ่

   

   ฝ้ายดิบที่ฟูนุ่ม เมื่อกองรวมกันแล้วแผ่ออกมาก็ดูขาวบริสุทธิ์ราวกับหิมะ

   

   หล่อนขยี้มือที่เย็นชืด ค่อยๆบรรจงคลายนิ้วออก

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมองดูมารดานำหวีออกมาหวีปุยฝ้าย เธอจึงหยิบเก้าอี้เตี้ยมานั่งเคียงข้าง

   

   “แม่คะ นี่กำลังทำอะไรเหรอ?”

   

   “นี่คือการแยกเมล็ดฝ้ายออกจากปุยฝ้าย จิ่นเป่าดูสิ” หลี่ชุ่ยชุ่ยยื่นมือออกมา ในมือมีเมล็ดเล็กๆห่อหุ้มด้วยปุยฝ้ายอยู่หลายเมล็ด “นี่แหละคือเมล็ดของฝ้าย”

   

   “เมล็ดฝ้ายพวกนี้ดีมากเลย พวกเราเก็บไว้ก่อน รออากาศอุ่นขึ้นแล้วค่อยเอาไปปลูก”

   

   “แต่ถ้ายังคงมีฝนตกและหิมะตกแบบนี้ ก็ไม่แน่ว่าจะหว่านเมล็ดได้ดีนัก”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นฟังอย่างตั้งใจ พลางรับเมล็ดพันธุ์จากมือแม่

   

   เธอกระโดดโลดเต้นหยิบชามเล็กๆใบหนึ่งมายืนรอรับเมล็ดพันธุ์ที่แม่ส่งให้ด้วยท่าทางน่าเอ็นดู

   

   เวลาผ่านไปครึ่งวัน

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยกำลังทำถุงผ้าใบเล็กๆให้เธอ เพื่อใส่เมล็ดฝ้ายที่รวบรวมไว้

   

   “จิ่นเป่าเก็บไว้ดีๆนะ พออากาศอุ่นขึ้น เราก็เอาไปปลูกข้างบ้านได้”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นกอดถุงเมล็ดพันธุ์ไว้ มองไปรอบๆ แล้วเอาไปแขวนไว้บนผนัง

   

   “ชุ่ยชุ่ยทำไมยังไม่ทำกับข้าวอีก” หลี่กุ้ยฮวาตั้งใจมาตอนใกล้เที่ยง

   

   หล่อนดูอารมณ์ดีจนปากจะฉีกถึงใบหู

   

   “วันนี้แม่ฉันเอาเมล็ดฝ้ายมาให้ตั้งเยอะ แน่สิ ฉันล่ะขี้เกียจเหลือเกิน ยังต้องมานั่งทำเสื้อผ้าอีก”

   

   “แม่นี่ก็ชอบหาเรื่องให้ฉันจริงๆเล้ย!” หลี่กุ้ยฮวาพูดพลางก้าวเข้ามาในบ้าน ในมือกำลังถือฝ้ายอยู่

   

   หลี่กุ้ยฮวาพูดอวด “ดูสิ ฝ้ายของฉันนุ่มนิ่มน่าใช้แค่ไหน”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยมองฝ้ายในมือของหลี่กุ้ยฮวาด้วยความสะท้อนใจ

   

   เพราะหลิวซื่อรักและเอ็นดูหลี่กุ้ยฮวามากกว่า และไม่เคยเห็นหัวพวกเขา ในวันที่หิมะตกหนักเช่นนี้ หลิวต้าเม่ยยังอุตส่าห์เอาฝ้ายมาให้หลี่กุ้ยฮวา แต่ครอบครัวของพวกเขากลับไม่เคยแม้แต่จะเหลียวแล

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยฝืนยิ้มออกมาอย่างขมขื่น “สวยมากเลย แม่กลัวเธอหนาว เลยอุตส่าห์เอาฝ้ายมาให้”

   

   “ฝ้ายดีๆแบบนี้ ถ้าเอามาทำเสื้อหนาว ต้องอุ่นมากแน่ๆ”

   

   ถึงแม้ว่าคุณภาพของฝ้ายกองนี้จะไม่ได้ดีมาก แต่ก็ถือว่าเป็นฝ้ายคุณภาพดีที่หาซื้อได้ยากแล้ว

   

   “แน่นอนสิ ครอบครัวของเธอไม่มีเหรอ?”

   

   หลี่กุ้ยฮวาสาวเท้าเข้ามาดึงเสื้อของหลี่ชุ่ยชุ่ยด้วยท่าทางรังเกียจพลางเอ่ยว่า “ดูเสื้อที่เธอใส่ก็ได้ หลี่ชุ่ยชุ่ย ใส่มาสิบกว่าปีแล้ว ทำไมไม่ขอแม่ซื้อฝ้ายมาทำเสื้อใหม่บ้างล่ะ”

   

   “โอ๊ะ ลืมไปเลย” หลี่ชุ่ยชุ่ยตอบ

   

   “แม่น่ะ เกลียดพวกเธอจะแย่ มีเหรอที่จะให้ของดีๆอย่างฝ้ายกับพวกเธอ” หลี่กุ้ยฮวาพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน จนคนฟังรู้สึกเจ็บแปลบไปถึงทรวงใน

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยได้ยินดังนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันแข็งค้าง ก่อนจะตอบกลับอย่างอ่อนโยน “พี่สะใภ้พูดถูก ไม่ใช่ทุกคนจะมีบุญวาสนาได้อย่างนั้น”

   

   “รู้แล้วก็ดี” หลี่กุ้ยฮวาตอบกลับ ก่อนจะเดินตรงไปยังกองไฟ

   

   ทว่า เพียงก้าวเท้าไปได้ไม่กี่ก้าว เท้าของหล่อนก็พลันหยุดชะงัก

   

   ดวงตาทั้งสองเบิกกว้าง เมื่อเห็นตะกร้าใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยฝ้ายสีขาวบริสุทธิ์ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า

   

   ไหนจะขนาดที่ใหญ่กว่าของหล่อน แถมใยฝ้ายยังดูยาวกว่าอีก มองปราดเดียวก็รู้ว่าทั้งนุ่มและอุ่นอย่างแน่นอน

   

   หลี่กุ้ยฮวาถึงกับตาค้าง หล่อนขยี้ตาตัวเองอย่างไม่อยากจะเชื่อ

   

   เป็นกองใยฝ้ายกองเบ้อเร่อจริงๆด้วย! อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีสิบกว่าชั่งเห็นจะได้!

   

   ที่หล่อนไม่รู้ก็คือ ยังมีใยฝ้ายอีกเจ็ดแปดสิบจินที่วางอยู่ในตะกร้าที่ห้องด้านในอีก ไม่งั้นตอนนี้หล่อนคงอิจฉาตาร้อนผ่าวไปแล้ว

   

   หลี่กุ้ยฮวารีบสาวเท้าเข้าไป หยิบใยฝ้ายของพวกเขามาดูแล้วดูอีก

   

   “ใยฝ้ายดอกใหญ่ขนาดนี้ แถมยังขาวผ่องแบบนี้เชียว”

   

   “ฉันไม่เคยเห็นใยฝ้ายงามๆแบบนี้มาก่อนเลย พวกแกไปเอามาจากไหนกัน”

   

   “แค่ข้าวปลาอาหารพวกแกยังแทบจะไม่มีกิน แล้วจะไปหาเงินที่ไหนมาซื้อใยฝ้ายดีๆแบบนี้ได้”

   

   ไม่ต้องพูดถึงใยฝ้ายคุณภาพดีแบบนี้ที่ไม่มีขายในสหกรณ์เลย แม้แต่ในเมืองเองก็ไม่มี!

   

   ความริษยาแทบจะแผดเผาจิตใจของหลี่กุ้ยฮวาให้มอดไหม้

   

   ลองเทียบกันดูแล้ว ฝ้ายของตัวเองดูช่างไร้ค่าสิ้นดี!

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมองฝ้ายในมือของหลี่กุ้ยฮวา แสร้งทำเป็นตกใจ ปิดปากเล็กๆของตัวเองไว้พลางพูดว่า “เอ๊ะ ทำไมฝ้ายของย่าถึงเป็นแบบนี้ล่ะคะ”

   

   “ทั้งเหลือง แล้วยังเป็นดอกเล็กๆอีก ดูเหมือนเก็บไว้นานแล้วนะคะเนี่ย”

   

   “ย่าประหยัดจังเลยค่ะ ไม่เหมือนพวกเราเลย แค่คิดว่าจะต้องใช้ฝ้ายแย่ๆ ก็ไม่อยากใช้แล้ว” เย่เสี่ยวจิ่นพูดเสียงใสรัวเร็ว

   

   ฟังดูไพเราะจับใจ แต่เนื้อความกลับทิ่มแทงใจ

   

   “เหลวไหล!” หลี่กุ้ยฮวาไม่เชื่อ หล่อนคว้าแขนของเย่เสี่ยวจิ่นแน่น “บอกมาเดี๋ยวนี้นะ ใครให้พวกแกมา!”

   

   “ปล่อยลูกฉันนะ!” หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบปกป้องลูกของหล่อนทันที

   

   หลี่กุ้ยฮวาถูกผลักจนเซถลา ก่อนจะส่งเสียงฮึดฮัดด้วยความโกรธ “นังหน้าไม่อาย! แกคิดว่าฉันไม่รู้งั้นสิว่าฝ้ายพวกนี้เป็นของชู้รักแก หึ่ม!”

   

   น้ำเสียงของหล่อนแฝงไปด้วยความริษยา “ฉันจะไปบอกพ่อแม่ ไปบอกทุกคนให้รู้ว่าแกมันหน้าด้านแค่ไหน!”

   

   “พูดจาเหลวไหลอะไร พูดบ้าบออะไรของเธอ!” ในที่สุดหลี่ชุ่ยชุ่ยก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป “ทำไม ใครๆก็ใช้ฝ้ายได้ มีแต่แกที่ใช้ไม่ได้”

   

   “หลี่กุ้ยฮวา แกอวดดีเกินไปแล้ว!”

   

   หลี่กุ้ยฮวาสงบสติอารมณ์ลงได้ ดวงตาของหล่อนจ้องมองฝ้ายกองโตด้วยความโลภ และแววเจ้าเล่ห์ก็ผุดขึ้นในดวงตา

   

   ทันใดนั้น หล่อนก็แสร้งยิ้มอย่างใจดี “ชุ่ยชุ่ย ฉันแค่พูดไปอย่างนั้นแหละ”

   

   “คือฝ้ายของแกดูดีมาก ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน ก็เลยเผลอพูดออกไป”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกหวาดระแวงขึ้นมาทันที

   

   หลี่กุ้ยฮวาก็เอ่ยปากขึ้นมาจริงๆว่า “ชุ่ยชุ่ย เธอเองก็รู้ เหวินชางบ้านเราน่ะถือว่าเป็นคนมีการศึกษาของตระกูลเย่เลยนะ เขาต้องไปเรียนต่อมัธยมปลายในเมือง”

   

   “ฉันเอาฝ้ายที่บ้านมาแลกกับของแกก็แล้วกัน เอาอย่างนี้ไหม แกยกฝ้ายพวกนี้ให้ฉันไปเลย เป็นไง”

   

   “ต่อไปเหวินชางเรียนจบมีหน้ามีตาขึ้นมา ก็คงไม่ลืมบ้านแกหรอก”

   

   ทันใดนั้นเอง เย่เสี่ยวจิ่นก็หลุดขำออกมา “ฝ้ายบ้านป้าน่ะ เก็บไว้จนสีซีดหมดแล้ว ยังจะเอาฝ้ายดีๆของพวกเราไปอีก หน้าหนาจริงๆ”

   

   “ยัยเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม แกจะรู้เรื่องอะไร ฝ้ายน่ะยิ่งเก่ายิ่งอุ่นรู้ไหม!”



บทที่ 15: เวลาเธอด่าคนก็มีชั้นเชิงเหมือนกัน

   

   “พูดแบบนี้ออกมาได้ ก็แน่ไม่เบาเหมือนกันนะ” เย่เสี่ยวจิ่นหรี่ตาลงพร้อมกับพูดจิกกัด “อย่าทำตัวเป็นคนตื้นเขิน เห็นอะไรดีไม่ได้ เหมือนกับไม่ได้เห็นของดีมาแปดชาติ”

   

   “เห็นของคนอื่นก็อยากได้เป็นของตัวเอง”

   

   “น่าอับอาย!”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเป็นคนซื่อ พูดไม่เก่ง

   

   อย่าว่าแต่ด่าคนเลย แม้แต่โดนรังแก ส่วนใหญ่ก็มักจะยอมทนเงียบๆ

   

   ไม่มีใครเหมือนกับหลี่กุ้ยฮวาที่เป็นเหมือนประทัด จุดติดง่าย ปากก็ไว แถมยังชี้หน้าด่าคนอื่นได้

   

   หลี่กุ้ยฮวาหน้าบึ้งตึง “แกนี่มันเด็กสารเลว ไม่เจียมตัว กล้าด่าฉันงั้นเหรอ อยากโดนตบใช่ไหม!”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยใจหายวาบ...

   

   ผู้หญิงคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องลงไม้ลงมืออยู่แล้ว

   

   เย่เสี่ยวจิ่นไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย “อยากทำอะไรเชิญเลย”

   

   “ใครๆก็รู้ว่าหนูป่วยหนัก ป่านนี้คงใกล้ตายแล้ว”

   

   “ถ้าป้าใหญ่ตีหนูตาย ก็เตรียมตัวติดคุกหัวโตได้เลย!”

   

   หลี่กุ้ยฮวาเป็นคนชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่า เมื่อเจอคนที่ไม่เกรงกลัวอย่างเย่เสี่ยวจิ่น จึงไม่กล้าทำอะไรมาก

   

   เพราะกลัวว่าถ้าเด็กนี่เป็นอะไรไป หล่อนจะต้องชดใช้

   

   “ดีจริงๆเลยนะ หลี่ชุ่ยชุ่ย สอนลูกสาวให้ด่าฉันแบบนี้”

   

   “คอยดูเถอะ!”

   

   พูดจบ หลี่กุ้ยฮวาก็จากไป

   

   แต่เมื่อหล่อนหมายตาเจ้าฝ้ายปุยๆไว้แล้ว มีหรือที่จะอยู่เฉยๆ ปล่อยให้มันหลุดลอยไป!

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยมองลูกสาวอย่างสงสัย “จิ่นเป่า ใครสอนหนูพูดแบบนี้?”

   

   “เรื่องแบบนี้... ต้องมีคนสอนด้วยเหรอคะ?” เย่เสี่ยวจิ่นทำหน้าซื่อตาใส

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยหัวเราะเบาๆ แล้วลูบหัวเย่เสี่ยวจิ่น

   

   เมื่อแม่ของเธอวุ่นวายกับงานบ้าน เย่เสี่ยวจิ่นจึงถือโอกาสแอบไปที่เล้าไก่ โดยอ้างว่าจะออกไปเล่นหิมะ แล้วแอบเอาอาหารไก่ไปให้แม่ไก่กิน

   

   เธอมองแม่ไก่ในเล้า “พวกแกกินเร็วๆเข้าล่ะ อย่าให้แม่ฉันเห็นเชียว”

   

   “ฉันต้องทำอาหารไก่มากๆหน่อย คราวหลังแม่จะได้ให้พวกแกทีเดียวตอนเช้า”

   

   “ไม่งั้นถ้าแม่จับได้ ฉันไม่รู้จะอธิบายยังไงแล้ว”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นขมวดคิ้ว คงบอกไม่ได้หรอกนะว่าอาหารไก่ก็ได้มาจากเทพเซียนเหมือนกัน?

   

   ยิ่งไปกว่านั้น สมัยนี้ยังไม่นิยมใช้อาหารไก่กันสักหน่อย

   

   เธอขมวดคิ้วมุ่น มองดูแม่ไก่จิกกินอาหารจนหมดไม่เหลือแม้แต่เศษผง เธอถึงได้ยอมผละออกไปด้วยความพอใจ

   

   ไม่นานนัก ยามบ่ายคล้อย หลี่ชุ่ยชุ่ยก็ลงมือเย็บผ้าทำปลอกผ้านวม

   

   ตามธรรมเนียมแล้วควรจะใช้เส้นด้ายมาทอเป็นผืน เพราะจะทำให้ผ้านวมไม่ร่วงเป็นก้อนๆ และคงรูปทรงได้นาน

   

   ทว่า ในยามอากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ การทอผ้านวมคงเป็นเรื่องยากเย็น

   

   หล่อนจึงตัดสินใจนำฝ้ายมาสางให้ฟู นำไม้ตีให้ฟูฟ่อง แล้วจึงยัดลงในปลอกผ้านวมที่ทำไว้

   

   จากนั้นก็ใช้เข็มกับด้าย เย็บเป็นช่องสี่เหลี่ยมบนผ้าห่ม เพื่อยึดฝ้ายไว้ด้านใน

   

   เมื่อเย็บตรึงไว้เช่นนี้ ฝ้ายก็จะไม่จับตัวเป็นก้อนอีกต่อไป

   

   งานเย็บปักถักร้อยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งหลี่ชุ่ยชุ่ยเย็บอย่างประณีตบรรจงด้วยแล้ว ยิ่งใช้เวลานานขึ้นไปอีก

   

   ฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว ช่วงเวลาดีๆกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยวางเข็มเย็บผ้าลงแล้วนวดคลึงดวงตาที่อ่อนล้า หล่อนโอบกอดผ้าห่มปูลงบนเตียง สวมปลอกผ้านวมลายดอกไม้ผืนใหญ่ จากนั้นจึงตบเบาๆบนผ้านวมนุ่มๆ

   

   “จิ่นเป่า มานี่สิ ลองดูสิ อุ่นหรือเปล่า”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นปีนขึ้นไปบนเตียง ผ้านวมผืนใหม่นุ่มฟู เธอเพิ่งจะกอดได้ครู่เดียวก็รู้สึกอบอุ่นไปทั่วร่าง

   

   เธอเอ่ยด้วยความดีใจอย่างเปี่ยมล้น “อุ่นจังเลย! คืนนี้ไม่หนาวแล้ว”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นกอดผ้าห่มอย่างมีความสุข กลิ้งไปมาบนเตียง ราวกับดักแด้ตัวน้อยที่ถูกห่อหุ้มอยู่ในรังอย่างปลอดภัย

   

   นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้รู้ว่าผ้านวมที่ทำจากฝ้ายก็นุ่มละมุนและอบอุ่นได้ถึงเพียงนี้

   

   ที่ผ่านมา หลี่ชุ่ยชุ่ยและสามีจะนอนร่วมเตียงกับลูกสาว ส่วนลูกชายทั้งสามคนนอนเบียดกันบนฟูกปูพื้นในห้องอีกห้องหนึ่ง

   

   “ลูกๆโตกันหมดแล้ว ไม่เหมือนตอนเด็กๆที่เบียดกันนอนบนเตียงเดียวกันได้”

   

   “กว่าหิมะจะละลายก็คงอีกหลายวัน”

   

   “รอแม่ทำให้หนูเสร็จแล้ว แม่จะทำผ้านวมหนาๆสักสิบผืน”

   

   “พอพี่ชายของหนูกลับมา ทุกคนก็จะมีผ้าห่มผืนใหม่ไว้ห่มกัน”

   

   “แม่ทำให้ตัวเองก่อนดีกว่า หนูไม่หนาว” เธอโผล่หัวออกมาจากผ้าห่ม ดวงตาของเธอดูว่าง่าย

   

   “แม่ไม่กลัวหนาวหรอก” หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะบีบจมูกเธอเบาๆ “แม่ร่างกายแข็งแรง ส่วนหนูไม่ค่อยแข็งแรง”

   

   “เพราะฉะนั้นหนูต้องใส่เสื้อผ้าให้อุ่นๆ ทานอาหารให้อิ่มๆ จะได้หายป่วยเร็วๆไงล่ะ”

   

   “ถ้าหนูป่วย แม่คงใจสลาย”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดพลางกอดเธอไว้ เหมือนตอนที่เธอยังเป็นทารก

   

   หล่อนโยกตัวไปมาพร้อมกับกล่อมเย่เสี่ยวจิ่น “ลูกของแม่เป็นถึงเทพเจ้าแห่งวรรณกรรม จะต้องมีอายุยืนยาวแน่นอน”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นสังเกตเห็นแววตาอันโศกเศร้าที่ซ่อนอยู่ลึกๆในดวงตาของแม่

   

   เธอพยักหน้า “ใช่แล้ว เทพเซียนบอกว่าโรคของหนูจะหายเร็วๆนี้”

   

   “แม่ต้องเชื่อหนูนะ”

   

   “แม่เชื่อหนูอยู่แล้ว” หลี่ชุ่ยชุ่ยหัวเราะ “หนูเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้าน พ่อกับพี่ชายรักหนูมาก”

   

   “รอก่อนนะ พอพ่อกลับมา พ่อจะพาหนูไปรักษาตัวที่เมือง”

   

   เธออยากจะบอกว่าไม่ต้องหรอก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป

   

   ในใจเธอรู้สึกซาบซึ้งใจ ในยุคสมัยนี้ ชนบทส่วนใหญ่ล้วนให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว

   

   แต่ครอบครัวของเธอกลับไม่เป็นเช่นนั้น

   

   มีลูกชายติดกันถึงสามคน กว่าจะมีลูกสาวตัวน้อยๆแบบเธอได้

   

   ถึงแม้ว่าครอบครัวจะยากจน แต่ทุกคนก็รักและเอ็นดูเธอมาก

   

   “จิ่นเป่าคืนนี้อยากกินอะไรจ๊ะ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นนึกครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางเอานิ้วเกี่ยวเล่นกัน “กินไข่เจียวต้นหอมก็แล้วกันค่ะ อร่อยดี”

   

   เนื้อแดดเดียวสองชิ้นนั้น เธอไม่ควรกินจนหมดเกลี้ยง

   

   รอให้พี่ชายกับพ่อกลับมาค่อยกินด้วยกันดีกว่า

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้ว่าเธอเป็นเด็กมีเหตุผล “ถ้าจิ่นเป่าอยากกินเนื้อ ก็ได้นะ…”

   

   หล่อนยังพูดไม่ทันจบประโยค

   

   จู่ๆ ก็มีเสียงดุดันดังขึ้น ทำลายบรรยากาศอบอุ่นระหว่างแม่ลูก

   

   “หลี่ชุ่ยชุ่ย แกออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!”

   

   หลี่กุ้ยฮวาพาหลิวต้าเม่ยกับเย่ฉู่เฉียงมาด้วย

   

   ทั้งสามคนเดินอาดๆเข้ามาในบ้าน

   

   เสียงตวาดก้องของเย่ฉู่เฉียงดังลั่นใส่หลี่ชุ่ยชุ่ย “นังผู้หญิงเห็นแก่ตัว เจ้าสามไม่อยู่คิดจะทำอะไรก็ได้อย่างนั้นรึ!”

   

   “ฉันเป็นพ่อพวกแก ใครหน้าไหนจะกล้าขัดขืน!”

   

   หลิวต้าเม่ยเองก็ออกโรงข่มขวัญ “ใช่แล้ว มิน่าล่ะ เจ้าสามถึงได้ผอมกะหร่องแบบนั้น ที่แท้นังสารเลวนี่แอบเอาเงินไปซื้อฝ้ายหมด”

   

   “แกใช้เงินของตระกูลเย่ซื้อฝ้าย มันก็ต้องเป็นของตระกูลเย่สิ”

   

   “รีบๆเอาออกมาให้เหวินชางใช้ซะ!”

   

   สองสามีภรรยาคู่นี้ทำนาบนหลังคนมาทั้งชีวิต

   

   พอเห็นคนมีการศึกษาหน่อย ได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นหัวหน้าทีม ก็รู้สึกอิจฉาตาร้อน

   

   พวกเขาก็หวังให้เย่เหวินชางไปเรียนให้จบมัธยมปลาย

   

   จะได้เป็นครอบครัวของเจ้าหน้าที่รัฐบ้าง!

   

   กว่าเย่เหวินชางจะสอบเข้ามัธยมปลายได้ ก็เรียนซ้ำอยู่ตั้งปี

   

   สิ่งของที่ได้มายาก ย่อมต้องทะนุถนอมเป็นธรรมดา!

   

   ความสำเร็จของเขา ชาตินี้ทั้งครอบครัวของเจ้าสามไม่มีทางเทียบได้หรอก

   

   พวกเขาไม่รู้หรอกว่าถ้าเทียบกันจริงๆแล้ว หลานสาวที่พวกเขาดูถูกที่สุดคนนี้ เป็นเด็กเรียนเก่งที่คว้ารางวัลจากการสอบมาตั้งแต่เด็ก!

   

   หลี่กุ้ยฮวาโบกมือใหญ่ “หลี่ชุ่ยชุ่ย อีกหน่อยเหวินชางสร้างชื่อเสียงให้ตระกูล แกเองก็จะพลอยได้หน้าได้ตาไปด้วย”

   

   “เรื่องแบบนี้ แกจะไม่เห็นด้วยได้ยังไง”

   

   น้ำเสียงของหลี่กุ้ยฮวาฟังดูเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เหมือนกับเห็นภาพเหวินชางทำให้ตระกูลรุ่งเรืองอยู่ตรงหน้า



จบตอน

Comments