paopao ep111-115

 บทที่ 111: อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

 

งานในสวนผลไม้เสร็จเรียบร้อยแล้วเกือบหมด อีกทั้งครอบครัวของเย่ว่านหยวนก็ไม่ได้ถูกนับเป็นเรื่องสำคัญอีกต่อไป

 

แม้เซี่ยวเฟินฟางจะไม่มีสีหน้าที่ดีเมื่อเห็นพวกเขา แต่เย่เสี่ยวจิ่นกลับมองพวกเขาเหมือนอากาศธาตุ

 

เธอจึงไม่รู้สึกโกรธเลยแม้แต่น้อย

 

วันนี้เป็นอีกวันที่งานเสร็จสิ้นในช่วงเที่ยง เย่เสี่ยวจิ่นจึงเรียกหลิวเยว่ให้กลับบ้านไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน

 

"พ่อ พี่สาว กลับบ้านกินข้าวเที่ยงกันเถอะค่ะ"

 

เย่จื้อผิงตอบรับ "มาแล้ว"

 

หลิวเยว่ก็ตามพวกเขาออกไปที่สวนผลไม้ด้วย

 

หล่อนทำงานอย่างขยันขันแข็ง และยังเป็นคนฉลาด ทุกคนจึงชอบหล่อนมาก

 

ไม่นานหล่อนก็คุ้นเคยกับทุกคนในสวนผลไม้

 

เย่จื้อผิงมองดูแสงแดด "อากาศร้อนขึ้นเรื่อยๆ ต้องใส่เสื้อผ้าบางลงหน่อยแล้ว ตอนบ่ายไม่ต้องใส่เสื้อผ้าหนาๆแบบนี้แล้ว ร้อนมาก"

 

เขาเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก "พวกพี่ชายของเธอกำลังทำนาอยู่ในทีม ซึ่งช่วงนี้ก็น่าจะต้องไถพรวนที่นาของทีม แถมยังต้องถอนกล้า ปลูกข้าวอีก คงจะเหนื่อยกันมากเลย"

 

"ฉันเลยคิดว่าพรุ่งนี้ตอนที่ไปขายสตรอว์เบอร์รีในเมืองจะซื้อเนื้อกลับมาเยอะๆหน่อย ทำเป็นเนื้อตากแห้งกับเนื้อแดดเดียวเอาไว้กินตอนยุ่งๆ ในฤดูใบไม้ผลิ"

 

หลิวเยว่ที่อยู่ข้างๆ ฟังแล้วสงสัย "ตอนนี้ราคาเนื้อไม่ใช่ 4เหมาต่อชั่งแล้วเหรอคะ?"

 

หล่อนรู้สึกว่า... ตระกูลเย่จนมากเลยไม่ใช่หรือ?

 

พวกเขาจะมีปัญญาซื้อเนื้อได้อย่างไร?

 

"ในเมื่อมันราคา4เหมาต่อชั่ง งั้นพวกเราซื้อสัก10ชั่ง ให้ป้าสะใภ้ของเธอทำเป็นเนื้อแดดเดียวเก็บไว้"

 

เย่จื้อผิงมีแนวคิดการใช้จ่ายอย่างประหยัดมัธยัสถ์มาก

 

แต่เย่เสี่ยวจิ่นมักจะบอกพวกเขาเสมอว่ามีเงินก็ต้องใช้ เก็บก้อนใหญ่ ใช้ก้อนเล็ก

 

ซึ่งพวกเขาก็คิดว่าจิ่นเป่าพูดถูก

 

"ซื้อ10ชั่งพอหรือคะ? บ้านเรามีคนตั้งเยอะ พรุ่งนี้ขายสตรอว์เบอร์รีก็น่าจะได้เงินสัก10กว่าหยวน ซื้อเนื้อ20ชั่งมาทำเป็นเนื้อแดดเดียวไปเลย ยังไงเนื้อแดดเดียวก็เก็บไว้ได้นาน"

 

เธอนับนิ้วคำนวณ "พอถึงปลายเดือนพฤษภาคม พวกเราก็จะได้กินไก่แล้ว"

 

เย่จื้อผิงรีบพูดว่า "เราจะใช้เงินหมดได้ยังไงล่ะ?"

 

เขารู้สึกเจ็บปวดใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น

 

"แต่ว่าพ่อคะ...หนูชอบกินเนื้อจริงๆนะ" เย่เสี่ยวจิ่นพูดเสียงอ้อน

 

"งั้นส่วนของพ่อกับแม่ก็ให้ลูกกินหมดเลย"

 

หลิวเยว่รู้สึกงุนงงไปหมด

 

บ้านของหล่อนถือว่ามีฐานะดีกว่าบ้านของตระกูลเย่อีกมาก แต่ทุกปีจะได้กินเนื้อก็ต่อเมื่อถึงเทศกาลปีใหม่ที่หมู่บ้านแจกจ่ายเท่านั้น

 

ทั้งครอบครัวได้รับแค่10กว่าชั่ง คนมากขนาดนั้น พอมาถึงตัวเองก็แทบไม่เหลือให้กิน

 

แต่ตระกูลเย่กลับมีเงินซื้อเนื้อมากินด้วยเหรอ?

 

ทั้งสามคนกำลังเดินอยู่

 

ไม่คาดคิดว่าเมื่อเดินมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน พวกเขาจะพบว่าเย่จวินกำลังคุยอยู่กับครอบครัวหนึ่ง

 

เย่จวินไม่ได้สังเกตเห็นพวกเขา ตรงหน้าเขาคือผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูออกว่าเป็นสาวเมืองกรุง

 

เย่จื้อผิงสงสัย "ผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่เคยมาดูตัวกับพี่ใหญ่ไม่ใช่หรือ ดูเหมือนว่าเป็นคนตระกูลหลี่อะไรสักอย่าง พวกเราไปดูหน่อยแล้วกันว่าเกิดอะไรขึ้น"

 

"อย่าเพิ่งรีบค่ะ" เย่เสี่ยวจิ่นรีบดึงเย่จื้อผิงไว้ "พวกเราฟังก่อนว่าพวกเขาพูดอะไรกัน"

 

เธอจำได้ว่าตอนนั้นผู้หญิงคนนั้นดูเหมือนจะไม่ค่อยไว้หน้าพี่ใหญ่สักเท่าใด

 

ทำไมตอนนี้ถึงได้มาคุยกันอีกล่ะ?

 

หลิวเยว่มองไปทางนั้นด้วยความกังวลใจ

 

แสงแดดร้อนจัดฉายบนพื้นถนน จึงไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านนัก

 

"คุณมีธุระอะไรก็ว่ามา" เย่จวินยืนอยู่บนถนน สีหน้าท่าทางดูใกล้หมดความ.อดทน "ผมยุ่งมาก ต้องไปแล้ว"

 

"เดี๋ยวก่อน คุณจะรีบร้อนทำไม? แม่สื่อไม่ได้บอกคุณหรือ?"

 

หลี่หย่าผิงมองดูเย่จวิน "ฉันคิดว่าคุณคงจะใช้เวลาคิดทบทวนสักสองสามวันแล้วเข้าใจสถานะของตัวเองแล้วเสียอีก ไม่คิดเลยว่าคุณจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยสักนิด ยังคงทำอะไรตามใจตัวเองเหมือนเดิม"

 

"สถานการณ์ครอบครัวของคุณแบบนั้น นอกจากฉันแล้วใครจะเหลียวมองคุณล่ะ?"

 

สวีเหม่ยแม่ของหล่อนก็จ้องมองเย่จวินตั้งแต่หัวจรดเท้าเช่นกัน

 

"ตัวเธอน่ะรูปร่างหน้าตาก็ไม่เลวเลย เสียแต่นิสัยไม่ค่อยดีเท่าไหร่"

 

"หญิงสาวอย่างหย่าผิงของเรานี่สำหรับคนบ้านนอกอย่างเธอแล้ว ก็ถือว่าเป็นหงส์ขาวเลยนะ"

 

"คิดเป็นคางคกอยากกินเนื้อหงส์เหรอ เธอควรจะรู้จักประมาณตนหน่อย"

 

เย่จวินถูกพวกหล่อนเยาะเย้ยอีกครั้ง สีหน้าจึงเคร่งเครียด "ผมไม่มีความคิดอะไรกับลูกสาวของคุณ ได้โปรดอย่ามารบกวนผมซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกเลยครับ"

 

"ครอบครัวของพวกคุณจะรวยแค่ไหนก็ไม่เกี่ยวอะไรกับผม ผมเองก็ไม่สนใจด้วย ใครอยากเป็นลูกเขยพวกคุณก็ให้พวกเขาเป็นไป"

 

หลี่หย่าผิงชะงักไปครู่หนึ่ง รู้สึกอับอายและโกรธขึ้นมา

 

หล่อนมีมาตรฐานสูง ทำให้ตอนนี้อายุกว่า20แล้วก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในการหาคู่

 

ในเมือง หล่อนไม่สูงส่งพอสำหรับคนดีๆ แต่ก็ไม่ต่ำต้อยพอสำหรับคนธรรมดา คนดีๆไม่สนใจหล่อน ส่วนคนธรรมดาหล่อนก็ไม่สนใจ

 

มาถึงขั้นต้องหาเขยเข้าบ้าน หล่อนก็ยังเลือกเฟ้นแต่คนที่ดูดี

 

เย่จวินหน้าตาไม่เลว รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาสง่างาม

 

หล่อนชอบมาก

 

แต่นิสัยแบบนี้ หล่อนทนไม่ไหวแน่

 

"คุณแน่ใจนะว่าไม่ยอม?"

 

เย่จวินพยักหน้า "ใช่ ผมไม่ยอม"

 

สวีเหม่ยแค่นเสียงหึ "ลูกจ๋า อย่าไปสนใจเขาเลย มันก็แค่ไอ้บ้านนอกคนหนึ่งเท่านั้นแหละ"

 

"เขาไม่คู่ควรกับลูกหรอก แม่จะหาคนที่ดีกว่านี้ให้ พวกเรายังเลือกได้อีกเยอะ เลือกจนกว่าจะพอใจ"

 

หลี่หย่าผิงพยักหน้า จ้องเย่จวินด้วยสายตาดุดัน "ไอ้บ้านนอก เสียใจแย่เลยสิที่พลาดฉันไป บ้านนายมันก็แค่ซากปรักหักพัง จะมีใครยอมแต่งงานกับนายได้ยังไง"

 

"เป็นโสดไปจนตายเถอะ!"

 

สามคนนั้นเดินเข้ามาแล้ว

 

หลิวเยว่รู้สึกโมโห "ทำไมคุณพูดจาน่าเกลียดแบบนี้? เย่จวินเป็นคนดีมาก มีคนตั้งมากมายอยากแต่งงานกับเขา"

 

“เธอเป็นใคร? มีสิทธิ์อะไรมาพูดตรงนี้?" หลี่หย่าผิงมองหลิวเยว่อย่างรำคาญ

 

“ฉัน…”

 

"นี่คือพี่สะใภ้ในอนาคตของฉัน" เย่เสี่ยวจิ่นเกี่ยวแขนหลิวเยว่ "พี่ใหญ่ พวกเรารีบกลับบ้านไปกินข้าวกันเถอะ อย่าอยู่ริมถนนนานนัก เดี๋ยวจะโดนหมาบ้ากัด"

 

สวีเหม่ยหัวเราะเยาะเบาๆ แล้วขวางทางเย่เสี่ยวจิ่น

 

"เด็กน้อย เธอรู้ไหมว่าพวกเราเป็นใคร?"

 

"หนูจำเป็นต้องรู้ด้วยหรือ?"

 

สวีเหม่ยหัวเราะเบาๆ สายตาเชิดขึ้นอย่างยโส "ฉันจะบอกให้นะ ครอบครัวของเธอหาเงินได้ปีละ100หยวน แต่เงินเท่านี้สำหรับพวกเรามันแค่ค่าใช้จ่ายเดือนเดียวเท่านั้น"

 

"พวกเราเป็นคนรวยในเมือง ไม่เหมือนคนบ้านนอกอย่างพวกเธอหรอก อย่างเสื้อผ้าที่พวกเธอใส่นี่ก็ต้องตัดเองทั้งนั้น แต่พวกเราไปซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากร้าน"

 

"วิถีชีวิตของพวกเราแตกต่างจากพวกเธอโดยสิ้นเชิง"

 

เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้าเบาๆ "พี่ชายใหญ่ของหนูขยันและทุ่มเท พี่ชายรองฉลาดและคล่องแคล่ว ส่วนพี่ชายสามก็ตั้งใจเรียนและมุ่งมั่น"

 

"ส่วนหนู แม้อายุยังน้อยแต่ก็ฉลาดเกินตัว"

 

"พวกเราพยายามกันอย่างหนัก นี่คือความสุขที่พวกเศรษฐีใหม่อย่างคุณไม่มีทางเข้าใจหรอก"

 

สีหน้ายิ้มแย้มของสวีเหม่ยแข็งค้าง ไม่คิดว่าจะถูกเรียกว่าเศรษฐีใหม่

 

"เธอลองขอโทษฉันดีๆ แล้วฉันจะสนับสนุนให้เธอเข้าเรียนชั้นประถม เอาไหม? ครอบครัวของเธอคงส่งเธอเรียนไม่ไหวสินะ? แต่ถ้าเธอทำให้ฉันพอใจ มันก็แค่คำพูดคำเดียวของฉันเท่านั้นเอง"

 

"ฮึ" เย่เสี่ยวจิ่นกลอกตา "หนูเกลียดพวกเศรษฐีใหม่ที่สุดเลย"

 

สวีเหม่ยเคยเจอคนประจบประแจงมามากมาย แต่ไม่คิดว่าจะพลาดท่าให้กับเด็กอายุสามขวบ

 

ในสายตาของหล่อน เย่เสี่ยวจิ่นเป็นแค่เด็กที่มีวิสัยทัศน์แคบและประสบการณ์น้อย  ไม่รู้จักเงินทั้งที่มันมีประโยชน์ขนาดไหน!

 

แต่หล่อนก็ยังโกรธอยู่ดี

 

"เป็นคนบ้านนอกไร้วิสัยทัศน์จริงๆ พูดคุยกับพวกคุณแล้วอัปมงคลเหลือเกิน!"

 

สวีเหม่ยพาลูกสาวจากไปอย่างโกรธเคือง ทั้งสองคนเตรียมจะไปเอาเรื่องกับแม่สื่อ!

 

เย่เสี่ยวจิ่นย่นจมูก “โกรธจนหนีไปแล้วสินะ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นกลับบ้านพร้อมครอบครัว

 

อาหารกลางวันวันนี้ไม่เลวเลย

 

หลังจากกินเสร็จ หลี่ชุ่ยชุ่ยก็นั่งอยู่ใต้ชายคา ข้างเท้ามีใบปาล์มกองใหญ่

 

หล่อนกำลังสานตะกร้าเล็กๆจากใบปาล์ม สานเสร็จไปแล้ว2ใบ

 

หลิวเยว่ล้างจานเสร็จแล้วหยิบเก้าอี้เล็กมานั่ง "ป้า ฉันช่วยป้าเองค่ะ"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยยิ้มให้ "เธอก็เหนื่อยแล้ว ไปพักผ่อนเถอะเด็กคนนี้"

 

"ไม่เป็นไรค่ะ ฉันก็ว่างอยู่แล้ว" หลิวเยว่หยิบใบปาล์มขึ้นมา แล้วเริ่มสานตามวิธีของหลี่ชุ่ยชุ่ย

 

หล่อนรู้สึกสงสัย "ทำตะกร้านี้ไปขายในเมืองเหรอคะ?"

 

"ไม่ใช่จ้ะ มันใช้สำหรับใส่สตรอว์เบอร์รี่" หลี่ชุ่ยชุ่ยตอบ "สตรอว์เบอร์รี่ช้ำง่าย เวลาคนมาซื้อก็จะใช้ตะกร้านี้ใส่กลับบ้าน ป้าบอกให้เย่จวินพาเธอไปเก็บกินไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่ไปล่ะ?"

 

"ช่วงนี้ยุ่งมาก ยังไม่มีเวลาไปเก็บมาขายเลย ปล่อยทิ้งไว้ในสวนก็เน่าเสียง่าย"

 

หลิวเยว่รู้สึกเกรงใจที่จะกินของที่เอาไว้ขาย "ฉันรู้แล้วค่ะ เดี๋ยวค่อยลองดูทีหลัง"

 

เย่เสี่ยวจิ่นอุ้มชามสตรอว์เบอร์รี่เข้ามา "ไม่ต้องรอทีหลังหรอก กินตอนนี้ได้เลย นี่ให้พี่ค่ะ"

 

หลิวเยว่รับชามมา หยิบสตรอว์เบอร์รี่สีแดงสดขึ้นมาลูกหนึ่ง กลิ่นหอมฟุ้งกระจาย

 

หล่อนกินไปหนึ่งลูก "นี่...นี่มันหวานจังเลย หอมมาก รสสัมผัสนุ่มนิ่ม แต่ก็มีความพิเศษด้วย"

 

"ใช่ไหมล่ะคะ เพราะงั้นตอนเอาไปขายในเมืองถึงได้ขายดิบขายดีไง"

 

เย่เสี่ยวจิ่นนั่งยองๆแล้วยิ้ม "พรุ่งนี้พ่อจะไปซื้อผ้า ครอบครัวเราจะตัดเสื้อผ้าใหม่กัน พ่อให้หนูมาถามว่าพี่ชอบผ้าสีอะไรน่ะค่ะ"


หลิวเยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง "เสื้อ...เสื้อผ้าใหม่เหรอ?"

 

หล่อนรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆว่า...ครอบครัวเย่ดูเหมือนจะไม่ได้ยากจนอย่างที่คิดไว้

 

แต่ว่า...

 

หล่อนยังคงยิ้มแล้วพูดอย่างอ่อนโยนว่า "ตัวฉันไม่ต้องใช้เสื้อผ้าใหม่หรอก ดูสิ เสื้อผ้าของฉันยังใหม่อยู่เลย"

 

เย่เสี่ยวจิ่นโบกมือไปมา "ไม่เป็นไรหรอก ยังไงก็ต้องตัดเสื้อผ้ากันอยู่แล้ว"


บทที่ 112: การวางแผนในครอบครัว

 

เย่เสี่ยวจิ่นทำภารกิจสะสมคะแนนไปแล้วครึ่งทาง

 

เธอหาวหนึ่งที แล้วพูดว่า "ช่วงนี้ยุ่งจังเลย ของที่สุ่มได้มาก็เริ่มไม่ค่อยดีแล้วสิ"

 

ระบบตอบอย่างไร้เดียงสา [มันก็ยังมีโอกาสเป็นไปได้ที่จะเจอของดีอยู่นะ]

 

เย่เสี่ยวจิ่นลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย แล้วไปงีบกลางวัน

 

ช่วงนี้เธอทำความสะอาดลานบ้านเสร็จแล้ว อีกสองวันก็จะได้แลกรางวัลเป็นบ้านหลังใหม่

 

ระบบบอกว่าจะมีคนงานมาก่อสร้างให้

 

เธอรู้สึกสบายใจขึ้นมาก

 

เพราะถ้าจู่ๆมีบ้านโผล่ขึ้นมา มันก็จะดูแปลกประหลาดเกินไป

 

หลังจากนอนหลับสบาย เธอก็ต้องลุกขึ้นมาทำงานอีกแล้ว

 

ผักโขมในสวนผลไม้เติบโตอย่างรวดเร็ว สูงขึ้นทุกวัน

 

เย่เสี่ยวจิ่นจัดการให้ทุกคนฉีดยาให้ต้นไม้ผล โดยระมัดระวังเป็นพิเศษไม่ให้โดนผักโขม

 

หยางเจวียนเห็นเย่เสี่ยวจิ่นกำลังสังเกตการเจริญเติบโตของผักโขมอีกแล้ว จึงถามว่า "จิ่นเป่า เป็นยังไงบ้าง?"

 

"ดีมากเลย อ่อนนุ่มมาก"

 

"ใช่ไหมล่ะ เมล็ดพันธุ์ของเธอดีจริงๆ"

 

"ผักโขมพวกนี้อร่อยมาก แม่ของเธอมักจะเอามาให้พวกเราบ่อยๆ ทุกครั้งก็กินหมดเกลี้ยง"

 

"ลี่ลี่บอกว่าอร่อยมากเลยนะ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มน้อยๆ "งั้นวันนี้ก็เก็บสักรอบ แบ่งให้ทุกคนกินกันเถอะ"

 

คราวนี้เย่เสี่ยวจิ่นไม่ได้ตั้งใจจะส่งมอบ

 

เธอเก็บผักโขมพร้อมกับหยางเจวียนจนได้เป็นกองใหญ่วางไว้ข้างทาง มีน้ำหนักกว่า20ชั่งเลยทีเดียว

 

"จิ่นเป่า หนูกำลังเก็บจูเฉ่าอีกแล้วเหรอ?" ซูต้าเฉียงเดินผ่านมาพร้อมกับความสงสัย

 

"ไม่ใช่หรอกค่ะ" เย่เสี่ยวจิ่นอธิบาย "นี่มันเป็นผักที่อร่อยนะ"

 

ซูต้าเฉียงยิ้มเล็กน้อย "ฉันไม่เคยกินผักแบบนี้มาก่อนเลย"

 

เย่เสี่ยวจิ่นก็ไม่ได้พูดอะไรมาก

 

แต่เซี่ยวเหวินเหวินกับซงเสี่ยวจื่อกำลังยุ่งอยู่ พอพวกเขาเห็นเย่เสี่ยวจิ่นกับหยางเจวียนกำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน ทั้งสองคนก็รู้สึกโมโหขึ้นมาทันที

 

"พวกเราฉีดยาให้ต้นไม้ผลท่ามกลางอากาศร้อนๆ เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว แต่พวกหล่อนกลับทำตัวลอยชาย ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่"

 

ซ่งเสี่ยวจื่อยิ้มเยาะ "ฮึ หล่อนคงเห็นว่าเซี่ยวเยว่ไม่มีทางกลับมาแล้ว เลยเป็นแบบนี้ไปเลยสินะ ดูสิ หางานให้คนอื่นทำ แต่ตัวเองกลับทำได้แค่สั่งการ"

 

"ช่างเป็นคนขี้เกียจจริงๆ"

 

เซี่ยวเหวินเหวินพูดพึมพำไปด้วยขณะที่กำลังยุ่งอยู่ "นั่นสิ เป็นหัวหน้าทีมนี่ดีจริงๆ ทั้งสบายทั้งสั่งคนอื่นได้"

 

พวกหล่อนกำลังรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก

 

แต่แล้วก็เห็นเย่เสี่ยวจิ่นมองมาที่พวกหล่อนทั้งสองคน

 

ทันใดนั้น ทั้งสองคนก็แกล้งทำเป็นหลบสายตา รู้สึกผิดมาก

 

"เซี่ยวเหวินเหวิน ซ่งเสี่ยวจื่อ พวกคุณมานี่หน่อย"

 

เซี่ยวเหวินเหวินมองไปมาอย่างกังวล พูดเบาๆว่า "หล่อนคงไม่ได้ตั้งใจจะหาเรื่องพวกเราหรอกนะ?"


"แน่นอนว่าหล่อนคงเห็นพวกเราดูขัดหูขัดตา แล้วก็จะหาเรื่องพวกเราอีกแล้ว"

 

ซ่งเสี่ยวจื่อกัดฟัน "หล่อนกล้าเหรอ! ถ้าหล่อนทำแบบนั้น ฉันจะไม่ยอมรับใช้หล่อนอีกต่อไปแล้วจริงๆ!"

 

ทั้งสองคนเดินเข้าไปด้วยความคิดไม่ดี

 

ซ่งเสี่ยวจื่อมองเย่เสี่ยวจิ่นจากบนลงล่างแล้วพูดว่า "มีอะไรหรือ?"

 

"คุณกับเซี่ยวเหวินเหวินไม่ต้องฉีดยาต้นไม้แล้ว เอาผักโขมพวกนี้ไปวางไว้ที่หน้าประตูสวนผลไม้ ตอนนี้งานก็คงจะเสร็จแล้ว เดี๋ยวแบ่งคนละกำ เอากลับไปผัดกินที่บ้าน"

 

สายตาของซ่งเสี่ยวจื่อดูแปลกๆไป "แค่นี้เองเหรอ?"

 

"แล้วจะให้ทำอะไรอีกล่ะ? คุณยังอยากทำอะไรอีก?"

 

ซ่งเสี่ยวจื่อกับเซี่ยวเหวินเหวินถือผักเดินจากไป

 

ทั้งสองคนไม่คิดว่าจะได้ทำงานที่ง่ายขนาดนี้

 

แก้มของซ่งเสี่ยวจื่อร้อนผ่าว รู้สึกละอายใจอยู่บ้าง

 

"เสี่ยวจื่อ หล่อนต้องรู้แน่ๆ ว่าพวกเราพูดถึงหล่อนลับหลัง เลยรู้จักเอาอกเอาใจพวกเราตอนนี้"

 

"ไม่หรอกมั้ง หล่อนไม่จำเป็นต้องเอาอกเอาใจพวกเราเลย" ซ่งเสี่ยวจื่อพูดอย่างใจลอย

 

"เธออย่าเพิ่งไม่เชื่อสิ เย่เสี่ยวจิ่นคนนี้ใจร้ายมาก เธออย่าคิดดีกับหล่อนมากเกินไปเลย"

 

ซ่งเสี่ยวจื่อไม่ได้ตอบอะไร ซึ่งเป็นเรื่องแปลก

 

หล่อนเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่เก่งเรื่องการเข้าสังคม แต่ก็ไม่ใช่คนไม่มีสมอง

 

เย่เสี่ยวจิ่นเป็นคนที่ทำอะไรตามใจตัวเองมาตลอด ไม่เคยพยายามสร้างความสัมพันธ์กับใครเป็นพิเศษ แล้วทำไมจู่ๆ จะมาเอาใจคนอื่น?

 

หลังจากที่ทุกคนในสวนผลไม้ทำงานเสร็จแล้ว แต่ละคนก็ได้รับผักโขมคนละกำใหญ่

 

เย่เสี่ยวจิ่นยืนอยู่ที่ประตู ยิ้มพลางพูดว่า "สองสามวันนี้พวกคุณคงเหนื่อยกันมากสินะ? หนูเลยแบ่งผักให้ทุกคนเอากลับไปกินที่บ้าน"

 

"อย่าโกรธหนูนะ หลังจากนี้งานจะเบาลงมากแล้ว"

 

ช่วงนี้ทุกคนต้องขุดดิน ปลูกต้นไม้ รดน้ำ ใส่ปุ๋ย ฉีดยา ติดต่อกันหลายวัน

 

เหนื่อยจนสายตัวแทบขาด

 

ซุนเหล่าหู่หัวเราะ "ไม่ว่าจะทำงานที่ไหนก็เหนื่อยแบบนี้แหละ แถมยังได้ผักมาเป็นค่าตอบแทนด้วย ถือว่าดีออกนะ"

 

สวีซานก็ยิ้มขณะรับผักมา "นี่คือผักอะไร? ดูแปลกตาดีนะ"

 

"มันเรียกว่าผักโขม เอาไปผัดไปต้มเหมือนกับผักกาดขาวนั่นแหละ น้ำแกงจะออกสีแดงๆหน่อย"

 

สวีซานพยักหน้า แล้วถือผักกลับบ้าน

 

เกาฉินภรรยาของสวีซาน กำลังทำงานบ้านอยู่

 

"เสี่ยวฉิน ผมกลับมาแล้ว"

 

เกาฉินกำลังหน้าบึ้งตึง "หน้านี้ก็ไม่มีผักอะไรให้กินแล้ว ไม่รู้จะทำอะไรกินมื้อเย็น คุณอยากกินอะไรล่ะ?"

 

"กินผักโขมนี่แหละ" สวีซานส่งมัดผักโขมให้เกาฉิน "เย่เสี่ยวจิ่นแบ่งให้เรา ก่อนหน้านี้หล่อนปลูกไว้ในสวนผลไม้ ผมไม่เคยกินเลย คืนนี้ลองชิมดูหน่อย"

 

เกาฉินมอง "ฉันก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน"

 

อาหารมื้อเย็นจึงเป็นเมนูผักโขม

 

ทั้งสองคนไม่คิดว่าของสิ่งนี้จะอร่อยกว่าที่คิดไว้มาก ผักป่าเหล่านั้นสู้รสชาติของผักโขมไม่ได้เลย

 

ไม่มีรสขมแม้แต่นิดเดียว ทั้งลื่นคอและมีรสหวานเจือเล็กน้อย

 

"นี่มันอร่อยจริงๆนะ" เกาฉินเทน้ำแกงผสมข้าว "หัวหน้าทีมของพวกคุณถึงจะตัวเล็ก แต่ก็ฉลาดมากทีเดียว"

 

"เมื่อก่อนตอนที่เซี่ยวเยว่เป็นหัวหน้าทีม เราไม่เคยได้อะไรกลับบ้านเลย พอมาเป็นเย่เสี่ยวจิ่น เดือนที่แล้วแบ่งน้ำผึ้ง เดือนนี้ยังแบ่งผักโขมอีก"

 

"หล่อนนี่ดีจริงๆนะ"

 

สวีซานก็พยักหน้าเห็นด้วย "วันนี้หล่อนบอกว่าขอแบ่งผักโขมในสวนผลไม้ ทั้งหมดให้พวกเรา บ้านหล่อนมีปลูกไว้เองแล้ว เลยไม่เอา"

 

เมื่อเกาฉินได้ยินอย่างนั้น ก็ยิ่งรู้สึกชอบเย่เสี่ยวจิ่นมากขึ้น

 

"นั่นมันดีจริงๆนะ"

 

เสียงจักจั่นดังระงมไปทั่ว

 

เย่เสี่ยวจิ่นได้ปลูกผักหลายชนิดไว้ที่บ้าน

 

พื้นที่ข้างๆ เถาบวบหลังบ้านได้ถูกขุดเตรียมไว้ทั้งหมดแล้ว

 

เพื่อเตรียมพื้นที่ปลูก เธอยังได้โค่นต้นชาลงไปหลายต้น

 

ที่นี่กลายเป็นสวนผักเล็กๆไปแล้ว

 

มีการปลูกบวบ ผักโขม มะระ แตงกวา และแครอท

 

มากกว่านี้ก็ปลูกไม่ไหวแล้ว

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยยังปลูกฟักเขียว2ต้นและฟักทอง2ต้นไว้ริมลำธารด้วย

 

เย่จื้อผิงต้องไปขายสตรอว์เบอร์รีในเมืองพรุ่งนี้ จึงเข้านอนแต่หัวค่ำ

 

ตอนเช้าตรู่5-6โมงเช้า ข้างนอกก็เริ่มสว่างแล้ว

 

เย่จื้อผิงค่อยๆเดินย่องถือตะกร้าออกไปเก็บสตรอว์เบอร์รี

 

เขาโค้งตัวลง พยุงตัวด้วยไม้เท้า

 

"คุณตื่นเช้าจังนะ ผมนึกว่าจะต้องปลุกคุณซะอีก"

 

"วันนี้งานเยอะ ก็ต้องตื่นแต่เช้าสิ"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยตามไปช่วยเก็บเกี่ยว "คุณอย่าลืมนะ พอขายสตรอว์เบอร์รีเสร็จ สิ่งแรกที่ต้องทำคือไปซื้อยาให้จิ่นเป่า"

 

"แม้หล่อนจะอายุน้อย แต่ก็มีความคิดเป็นของตัวเองมาก"

 

"เฮ้อ หล่อนดื้อไม่ยอมไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเลย ทำให้คนอื่นเป็นห่วงจริงๆ"

 

เย่จื้อผิงพยักหน้า "ผมรู้แล้ว คราวที่แล้วผมเก็บกล่องยาไว้ในกระเป๋า พอถึงเวลาไปโรงพยาบาล ผมก็จะเอาอันนี้ให้หมอดูเพื่อจ่ายยา"

 

"สุขภาพของจิ่นเป่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของครอบครัวเรา คุณวางใจได้ ผมจำได้แน่นอน"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยยิ้มน้อยๆ แล้วพูดว่า "แล้วคุณก็ไปตรวจขาของตัวเองด้วยนะ ดูว่าฟื้นตัวเป็นยังไงบ้าง"

 

สุดท้าย หล่อนยังไม่ลืมที่จะกำชับว่า "อ้อใช่ ตอนที่คุณซื้อผ้า อย่าลืมซื้อสีสดๆสำหรับเด็กผู้หญิงให้จิ่นเป่าด้วยนะ ฉันยังไม่เคยใช้จักรเย็บผ้าเลย คุณซื้อผ้ามาเยอะๆหน่อยนะ ฉันกลัวว่าตัวเองจะทำเสียหายหมด"

 

สามีภรรยาคุยกันอยู่พักหนึ่งก็เก็บสตรอว์เบอร์รีเสร็จแล้ว

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยถือสตรอว์เบอร์รีไปส่งเขาที่ถนนใหญ่เพื่อบรรทุกขึ้นรถ

 

คนขับเกวียนวัวชราเห็นพวกเขามาอีกแล้ว

 

เย่จื้อผิงขึ้นรถ นั่งให้มั่นคง

 

"ลุง ไปได้แล้วครับ"

 

คนขับรถชราตีวัวให้เดิน เริ่มออกเดินทาง

 

"ครอบครัวของพวกคุณไปขายผลไม้ในเมืองบ่อยจังนะ ขายดีขนาดนั้นเลยเหรอ?"

 

"ก็พอไหวนะ ส่วนใหญ่ก็ไปซื้อยาให้ลูกสาวผม"

 

"คุณวางใจได้เลย ตาแก่อย่างฉันนี่แหละมีสายตาแม่นยำในการมองคน ลูกสาวของคุณนี่ โอ้โห..."

 

ชายชราส่ายหน้า "เด็กคนนั้นเหมือนนางฟ้าจุติลงมาเลยทีเดียว ฉลาดมากๆ"

 

"รับรองได้เลยว่าเป็นเด็กสาวที่จะมีอายุยืนยาวถึงร้อยปี อนาคตจะมีโชคลาภแน่นอน"

 

เย่จื้อผิงฟังแล้วก็ดีใจ "ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณที่อวยพรนะครับ"

 

เย่หวายก็จะไปโรงเรียนแล้ว

 

ช่วงนี้ที่บ้านคึกคักดี แต่ในใจเขากลับไม่ค่อยดีนัก

 

เพราะวันนี้จะมีการสอบกลางภาค จิ่นเป่าสอนวิชาความรู้ให้เขาบ่อยๆ แต่เขาก็กังวลว่าตัวเองจะทำให้จิ่นเป่าผิดหวัง

 

"ลูกยังไม่ไปอีกเหรอ?"

 

"แม่ครับ วันนี้มีสอบกลางภาคครับ"

 

"นั่นไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ?" หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดพลางหัวเราะ "แม่ใส่ขนมฟักทองไว้ในถุงให้ลูกตั้ง4ชิ้น เอาไว้กินตอนเที่ยงนะ"

 

เย่หวายพยักหน้า แล้วก็ออกไปโรงเรียน

 

เขาคิดเรื่องต่างๆในหัว เดินทางอย่างรวดเร็ว

 

เมื่อไปถึงโรงเรียนพร้อมกับพี่น้องตระกูลหยาง ก็ยังเป็นเวลาเช้าอยู่มาก

 

ครูประจำชั้นหยางหยางกำลังกวาดพื้นในห้องเรียน "เสี่ยวหวาย วันนี้มาเร็วจังนะ เตรียมตัวสอบกลางภาคเป็นยังไงบ้าง?"

 

"ผม...ผมไม่รู้ครับ" เย่หวายส่ายหน้า "ครูหยาง ผมพลาดเรียนไปตั้งหนึ่งเทอมนะครับ ผมกังวลว่าตอนสอบจะทำอะไรไม่ได้เลย"

 

หยางหยางตบไหล่เขา "เธอจะกลัวอะไรล่ะ ปกติเธอขยันมากนี่ ครูเห็นหมดแหละ ทำให้เต็มที่ ใจเย็นๆก็พอแล้ว แค่นี้ก็ตื่นเต้นแล้วเหรอ ตอนสอบเข้ามัธยมปลายจะทำยังไงล่ะ?"


บทที่ 113: แม่ใช้จักรเย็บผ้าตัดเย็บเสื้อผ้าใหม่

 

เย่หวายช่วยทำความสะอาด

 

หยางหยางพูดกับเขาด้วยรอยยิ้ม "รู้ไหม? สามอันดับแรกในทุกการสอบจะได้รับประกาศนียบัตรและเงินรางวัลด้วยล่ะ เธอต้องทำให้ดีที่สุดนะ"

 

เย่หวายรู้สึกสนใจ "ผลการเรียนของผมคงไม่ดีพอหรอก"

 

หยางหยางปลอบใจเขาอีกสองสามประโยค "เธอนี่นะ แต่ก่อนออกจะมั่นใจนักหนา ทำไมตอนนี้ถึงชอบคิดมากขนาดนี้ล่ะ รอสอบเสร็จก่อนแล้วค่อยว่ากัน"

 

เวลาสอบมาถึงอย่างรวดเร็ว

 

ตอนอยู่ที่บ้าน เย่เสี่ยวจิ่นเน้นสอนวิธีการเรียนและทำโจทย์ให้เขา


เธอมักจะออกโจทย์ให้เขาทำอยู่เสมอ

 

พอเปิดข้อสอบครั้งนี้ เขาก็เขียนคำตอบได้อย่างคล่องแคล่วราวกับมีเทวดาดลใจ

 

หยางหยางกำลังเดินตรวจตราระเบียบการสอบ เมื่อเห็นเย่หวายกำลังเขียนคำตอบด้วยสีหน้าสดใสและดวงตาเปล่งประกาย เขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา

 

วันสอบกลางภาคผ่านไปอย่างรวดเร็ว

 

หลังจากเย่หวายสอบเสร็จ เขาก็โยนเรื่องนี้ทิ้งไปจากความคิด

 

กลับถึงบ้านก็ช่วยทำงานบ้าน

 

เย่จื้อผิงกลับมาจากในเมืองแล้ว กำลังช่วยหลี่ชุ่ยชุ่ยหมักเนื้อหมูเข้ากับเกลือ

 

“เสี่ยวหวาย วันนี้กลับมาเร็วจังนะ?"

 

"วันนี้สอบเสร็จก็เลิกเรียนแล้วครับ" เย่หวายพูดพลางไปช่วยจุดไฟต้มน้ำ

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบถาม "ลูกสอบเป็นยังไงบ้าง?"

 

"แต่ก่อนพี่เหวินชางของลูกสอบติดสามอันดับแรกทุกครั้งในตอนเรียนที่โรงเรียนมัธยมต้าหลี่เลยนะ"

 

"ผมไม่รู้ครับ รู้สึกว่าก็พอใช้ได้" เย่หวายเกาหัวอย่างเขินอาย

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยหัวเราะพลางพูดว่า "พอดีเลย นี่ก็ปลายเดือนเมษายนแล้วไม่ใช่หรือ? เหวินชางก็จะกลับมาพักช่วงสุดสัปดาห์นี้ด้วย ลูกลองไปถามเขาดูสิว่าโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งในเมืองเป็นยังไงบ้าง"

 

"ตอนที่พวกเราเข้าเมืองก่อนหน้านี้ได้ยินมาว่าที่นั่นถ้าสอบได้คะแนนดีก็ได้เรียนฟรีด้วยนะ"

 

เย่หวายชะงักไปครู่หนึ่ง "ไม่ดีกว่าครับ ผมไม่ได้สนิทกับเขาสักหน่อย"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยคิดแล้วก็เห็นดังนั้นจริง จึงไม่พูดอะไรต่อ

 

ถ้าเกิดหลี่กุ้ยฮวาฉวยโอกาสเยาะเย้ยอีก ก็คงไม่ใช่เรื่องดีแน่

 

เย่เสี่ยวจิ่นกลับมาแล้ว

 

"แม่คะ หนูหิวจังเลย! วันนี้หนูตามผู้ใหญ่บ้านไปประชุมในหมู่บ้าน หนูเกือบจะหลับไปแล้ว"

 

เธอพูดพลางเดินเข้าบ้าน "ว้าว ซื้อเนื้อมาเยอะแยะเลยนะคะ?"

 

"เจ้าเด็กนี่ ดูมือเปื้อนโคลนของลูกสิ" หลี่ชุ่ยชุ่ยมองเธอแวบหนึ่ง "รีบมานี่ แม่จะล้างมือให้"

 

เย่เสี่ยวจิ่นมองดู "วันนี้หนูไปขุดดินมา อีกหน่อยจะปลูกแตงโมแล้วไม่ใช่เหรอ หนูเห็นว่าดินแห้งผากไปหมด ก็เลยไปขุดดูหน่อย"

 

"เพิ่งเก็บเกี่ยวโหยวไช่ต้นฤดูเสร็จ ผลผลิตก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่"

 

เย่จื้อผิงเองก็คิดว่าถึงเวลาต้องปลูกแตงโมแล้วจริงๆ

 

"พวกลูกประชุมเรื่องการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิกันแล้วใช่ไหม?"

 

เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า "ใช่ แล้วหนูก็เจอเซี่ยวเยว่ในที่ประชุมด้วย หล่อนมาหาเรื่องหนู แต่หนูก็ด่ากลับไปยกใหญ่"

 

"จิ่นเป่าเอ๋ย เป็นเด็กผู้หญิงทำไมชอบด่าคนอื่นนักล่ะ?"

 

เย่เสี่ยวจิ่นแลบลิ้น "ก็ถ้าหล่อนไม่มาหาเรื่องหนู หนูก็ไม่ตอบโต้หล่อนกลับหรอก"

 

ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างยุ่งอยู่กับการทำเกษตรกรรม

 

ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ยุ่งที่สุดและเหนื่อยที่สุดของครึ่งปีแรก

 

ซุนจ่างซุ่นอยู่ในทีม มองเมล็ดโหยวไช่ที่เก็บเกี่ยวแล้วถูกตากอยู่บนเสื่อไม้ไผ่ ก่อนพูดกับกัวชิงซงว่า "ผลผลิตเมล็ดโหยวไช่ปีนี้ไม่ค่อยดีเลย ไม่รู้ว่าต่อไปจะหนาวอีกไหม"

 

“ช่วงที่จะปลูกข้าวก็ต้องรอให้อากาศดีหน่อย ไม่งั้นมันจะหนาวเกินไป"

 

"ครับ" กัวชิงซงพยักหน้า "ผมฟังพยากรณ์อากาศจากวิทยุ บอกว่าช่วงนี้จะเป็นวันที่อากาศดีทั้งนั้น"

 

ซุนจ่างซุ่นพยักหน้า "ฉันเห็นจิ่นเป่าช่วงนี้ยุ่งอยู่ในสวนผลไม้ บอกว่าหล่อนปลูกอะไรสักอย่าง... เมล่อนหรือ?"

 

"ไม่รู้ว่าจะแตกต่างจากแตงโมมากไหม"

 

กัวชิงซงก็ไม่รู้เหมือนกัน

 

"ก๊าบๆๆ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นไล่ต้อนเป็ดกลับเข้ากรง

 

เป็ดพวกนี้โตเร็วอย่างน่าตกใจ เพิ่งผ่านไปแค่ครึ่งเดือนกว่าๆ แต่ละตัวก็หนักเกินหนึ่งชั่งแล้ว

 

พวกมันยังกินจุขึ้นมากด้วย ไม่ทันไรอาหารเป็ดก็หมดอีกแล้ว

 

"จิ่นเป่า นี่จูเฉ่าที่เธอต้องการ" เย่ฉางอันแบกจูเฉ่ามาเต็มบ่า เขาเช็ดเหงื่อที่หน้าผากแล้วพูดว่า "ช่วงนี้มีแต่คนแย่งเก็บจูเฉ่ากันเยอะเลยนะ ฉันต้องวิ่งไปไกลมากกว่าจะหาเจอ"

 

"เห็นหลายคนทำเรื่องนี้กัน ดีนะที่ฤดูใบไม้ผลิมันโตเร็ว"

 

เขาเดินไปที่คอกเป็ด มองดูเป็ดตัวอ้วนๆแล้วพูดว่า "กินเยอะเกินไปแล้วมั้ง ฉันเพิ่งเอาจูเฉ่ามาให้เมื่อสามวันก่อนไม่ใช่เหรอ?"

 

"ใช่แล้ว แต่ว่าสามวันก่อนฉันไม่ได้ทำแค่อาหารเป็ด ยังทำอาหารไก่ด้วยนะ!"

 

"พวกเรามีไก่60ตัว เป็ด30ตัว ที่กินไปก็ถือว่าประหยัดมากแล้วนะ"

 

เย่ฉางอันส่ายหัวแล้วพูดว่า "ทำไมก่อนหน้านี้ไม่มีใครใช้จูเฉ่าเลี้ยงไก่เป็ดกันนะ?"

 

"เพราะว่า..." เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มแต่ไม่พูดอะไร

 

ถ้าไม่มีอาหารสัตว์ ใครจะเลี้ยงไก่เป็ดให้โตได้ด้วยการกินแต่หญ้าล่ะ?

 

เธอทำท่านิ่งขรึมแล้วพูดว่า "งั้นพี่ก็ลองคิดดูเองสิ"

 

เย่ฉางอันคิดไม่ออก เขาหัวเราะแล้วพูดว่า “ฉันคิดว่าเป็นเพราะ...ไม่มีใครกล้าเท่าเธอน่ะสิ"

 

"การทำเรื่องใหญ่ ต้องมีความกล้าถึงจะสำเร็จนะ"

 

"จิ่นเป่า เธอว่าจริงไหม?"

 

เย่เสี่ยวจิ่นโต้แย้งว่า "ไม่ใช่หรอกค่ะ ต้องมีการเตรียมตัวอย่างดีก่อนถึงจะสำเร็จ!"

 

เย่ฉางอันหัวเราะคิกคัก แล้วเถียงกับเธอ

 

พี่น้องทั้งสองคุยกันครึ่งวัน เหมือนไก่กับเป็ดที่คุยกันไม่รู้เรื่อง

 

ลูกเป็ดและลูกเจี๊ยบมองดูพวกเขาทั้งสอง ไม่รู้ว่าคนทั้งสองกำลังทำอะไรกัน

 

อาหารเย็นวันนี้มีเนื้อผัด

 

ทุกคนกินอย่างเอร็ดอร่อย

 

ตอนกลางคืน หลี่ชุ่ยชุ่ยก็อยู่ในห้อง กำลังใช้สายวัดวัดขนาดตัวของเย่เสี่ยวจิ่น

 

"ช่วงนี้จิ่นเป่าโตขึ้นมากเลยนะ พอกินอิ่มนอนอุ่น ก็เหมือนได้รับการบำรุงตามมาด้วย"

 

เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า ปล่อยให้แม่วัดตัวไปมา

 

ก่อนจะนำขนาดที่วัดได้ไปตัดผ้า

 

เย่จื้อผิงถือน้ำร้อนเข้ามาในห้อง "จิ่นเป่า มากินยาหน่อย"

 

เย่เสี่ยวจิ่นถอยหลังไปหลายก้าว แล้วมุดเข้าไปในผ้าห่ม เหลือแค่ก้นโผล่ออกมา

 

"หนูไม่กินยาหรอก หนูหายดีแล้ว"

 

ยาเม็ดสมัยนี้มีขนาดใหญ่มาก แถมข้างนอกไม่มีน้ำตาลเคลือบด้วย

 

กินลงไปเม็ดเดียวก็แทบจะติดคอตาย

 

เธอรู้สึกต่อต้านการกินยามาก

 

เย่จื้อผิงนั่งอยู่ข้างเตียง "จิ่นเป่า ขาพ่อไม่ค่อยดี พ่อดึงลูกออกมาไม่ได้"

 

"ลูกต้องเป็นเด็กดีมากินยาเอง ไม่อย่างนั้นน้ำร้อนจะเย็นหมดนะ"

 

"ถ้าต้องผสมน้ำเย็นเดี๋ยวจะยิ่งกินยาก"

 

เย่เสี่ยวจิ่นส่งเสียงครางเบาๆ "หนูไม่อยากกินจริงๆนะคะ เก็บไว้ก่อนเถอะค่ะ รอหนูป่วยแล้วค่อยกิน"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยวางกรรไกรลง แล้วเปิดผ้านวมออก

 

หล่อนพูดปลอบ "งั้นให้พ่อแบ่งยาเป็นสองส่วนนะ จะได้กินง่ายขึ้น"

 

เย่จื้อผิงรีบทำตามทันที หักยาเม็ดใหญ่ในมือเป็นสองชิ้น

 

เย่เสี่ยวจิ่นทำหน้าเบ้ ยังไม่ทันได้กินก็นึกถึงรสชาติขมที่น่ากลัวแล้ว

 

"งั้นกินแค่ครึ่งเดียวนะ เด็กๆไม่ควรกินยามากเกินไป"

 

"พ่อคะ ถ้าแบ่งยาเป็นสามส่วนมันจะยิ่งเลวร้ายนะคะ"

 

เย่จื้อผิงพยักหน้า "ได้ ลูกพูดถูกแล้ว ยังไงพ่อก็เถียงลูกไม่ชนะอยู่ดี"

 

เย่เสี่ยวจิ่นหยิบยามาครึ่งหนึ่งโยนเข้าปาก แล้วรีบดื่มน้ำตามอย่างบ้าคลั่ง

 

"ในที่สุดก็กินจนได้ เห็นไหมว่าลูกก็แค่ขี้เกียจกิน" หลี่ชุ่ยชุ่ยลูบหัวเธออย่างไม่เกรงใจ "กินยาแล้วรีบนอนนะ อีกไม่กี่วันเสื้อผ้าใหม่ก็จะเสร็จแล้ว"

 

เย่เสี่ยวจิ่นมุดเข้าไปในผ้าห่ม "ก็ได้ค่ะ"

 

เสียงจักรเย็บผ้าที่หลี่ชุ่ยชุ่ยกำลังใช้งานดังอยู่ตลอดทั้งค่ำคืน

 

ในความฝันครึ่งหลับครึ่งตื่น เธอเห็นหลี่ชุ่ยชุ่ยถือไฟฉายกำลังยุ่งอยู่

 

เย่เสี่ยวจิ่นพึมพำ "แม่ เลิกทำเถอะ ไปนอนเถอะค่ะ..."

 

"ทำงานตอนกลางคืนไม่ดีต่อสายตานะ..."

 

เธอพูดจบอย่างงัวเงีย แล้วพลิกตัวนอนต่อ

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยมองดูร่างเล็กๆบนเตียงขณะตัดเย็บเสื้อผ้าใกล้จะเสร็จแล้ว

 

พรสวรรค์ในการเย็บปักของหล่อนสูงกว่าที่คิดไว้มาก

 

ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา หล่อนได้ตัดเย็บเสื้อผ้าและกางเกงของเย่เสี่ยวจิ่นเสร็จเรียบร้อยแล้ว

 

เธอหลับสนิท

 

เมื่อเย่เสี่ยวจิ่นตื่นขึ้นมา ก็เห็นชุดใหม่วางอยู่ข้างเตียง

 

เสื้อผ้าเป็นลายดอกไม้เล็กๆสีฟ้า ซึ่งเย่จื้อผิงเลือกผ้าคุณภาพดีให้เธอเท่านั้น

 

พอเย่จื้อผิงได้ยินว่าผ้านี้ใส่สบายเหมาะสำหรับเด็กเล็กในบ้าน เขาก็ซื้อมาทันที

 

คิดในใจว่าจิ่นเป่าเป็นเด็กผู้หญิง ควรได้ใส่เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าคุณภาพดีหน่อย

 

ส่วนกางเกงเป็นกางเกงผ้าฝ้ายลินินสีดำ ซึ่งใส่สบายและระบายอากาศได้ดีเช่นกัน

 

เย่เสี่ยวจิ่นหยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่อย่างตื่นเต้นดีใจ พบว่าพอดีตัวเป๊ะเลยทีเดียว

 

รอยตะเข็บของเสื้อผ้าล้วนประณีตเรียบร้อย เห็นได้ชัดว่าทุกฝีเข็มล้วนทำด้วยความตั้งใจและใส่ใจอย่างยิ่ง

 

ทันทีที่เธอออกจากประตู เธอก็เห็นเย่หวาย และรีบคว้ามือของเขาไว้

 

"พี่ชายสาม ดูดีไหมคะ?"

 

เย่หวายมองดูเสื้อผ้าที่น้องสาวสวมใส่ อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา "สวยมาก เสื้อผ้าใหม่ของจิ่นเป่าสวยจริงๆ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นอดไม่ได้ที่จะหมุนตัวรอบหนึ่ง "ฝีมือของแม่ช่างเยี่ยมยอดจริงๆ หนูชอบมากเลย"

 

"ต่อไปหนูจะให้แม่ตัดเสื้อผ้าสวยๆให้ทุกครั้งเลย"


บทที่ 114: เย่หวายสอบได้ที่หนึ่ง

 

เย่เสี่ยวจิ่นสวมเสื้อผ้าใหม่ เย่จื้อผิงที่กำลังทำอาหารเห็นลูกสาวในชุดใหม่แล้วก็รู้สึกดีใจ

 

"ดูผ้าที่พ่อเลือกให้จิ่นเป่าของเราสิ สวยไหม?" 

 

"สวยค่ะ" เย่เสี่ยวจิ่นชูนิ้วโป้งขึ้น "พ่อเก่งจังเลย!"

 

เย่จื้อผิงรู้สึกภูมิใจเล็กน้อย

 

เขาดีใจมากที่ได้รับคำชมจากลูกสาว

 

"ถ้าอย่างนั้น คราวหน้าถ้าจะซื้อผ้า ให้พ่อไปเลือกอีกนะ พ่อจะซื้อผ้าที่ดีที่สุดให้จิ่นเป่าเลย"

 

เย่เสี่ยวจิ่นลูบเสื้อผ้าของตัวเองแล้วพยักหน้า

 

เย่จื้อผิงรินน้ำร้อนจากกาต้มน้ำใส่แก้ว แล้วคนน้ำผึ้งลงไป "จิ่นเป่า กินยาแล้วดื่มน้ำผึ้งนะลูก กินเสร็จแล้วก็ไปหยิบเสื้อผ้าอีกชุดมาใส่ทับด้านนอกนะ"

 

"เช้านี้ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเลย หนาวมากเลยนะ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นมองยาเม็ดด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย "เด็กที่ต้องกินยานี่น่าสงสารจริงๆ"

 

เย่หวายได้ยินคำพูดนั้นแล้วรู้สึกสงสารน้องสาว

 

เห็นน้องสาวกินยาจนหน้าย่นเป็นจีบซาลาเปาแล้วก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดใจ

 

"ถ้าจิ่นเป่าหายดีแล้ว ก็ไม่ต้องกินยาอีกแล้วนะ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นไอสองครั้ง "อืมๆ เดี๋ยวหนูก็จะหายในเร็วๆนี้แหละ"

 

ตราบใดที่ระบบจัดการให้เธอแข็งแรงขึ้นมา เธอก็จะหายแล้ว

 

แต่ระบบน่าเกลียดนี่กลับไม่ยอมปล่อยให้เธอมีร่างกายแข็งแรงแบบเต็มร้อยเสียที!

 

ราวกับกำลังแกล้งตายอยู่

 

"พี่ชายสาม กินเสร็จแล้วรีบไปโรงเรียนเถอะ"

 

เย่หวายชวนเย่เสี่ยวจิ่นกินอาหารเช้า

 

จากนั้นเขาก็ไปโรงเรียน

 

การสอบกลางภาคเสร็จสิ้นแล้ว วันนี้เป็นวันศุกร์ตอนบ่าย ซึ่งจะมีพิธีมอบรางวัล

 

หยางจิ่นเห็นเย่หวายแล้วก็ทักทาย สีหน้าดูกังวลเล็กน้อย "เสี่ยวหวาย สอบเป็นยังไงบ้าง? วันนี้จะประกาศผลคะแนนแล้ว ฉันกำลังจะจบแล้ว ฮ่า..."

 

"ข้อสอบนี่มืดแปดด้านเลย คืนนี้คงโดนตีอีกแน่ๆ"

 

เย่หวายปลอบใจเขา "ไม่เป็นไรหรอก บางทีคะแนนนายอาจจะดีก็ได้นะ"


“ฉันเขียนลงไปเต็มทุกข้อ แต่ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่า"

 

หยางจิ่นส่ายหน้า แล้วถอนหายใจยาว "อย่างน้อยนายก็เขียนเต็มทุกข้อ แสดงว่าอย่างน้อยนายก็ทำได้"

 

“ฉันคาดว่าพออ่านหนังสือจบในอีกไม่กี่เดือนนี้ ฉันก็คงต้องกลับมาทำงานในทีมแล้ว"

 

"ถึงจะทำงานในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนกับฤดูหนาว แต่อย่างน้อยก็ยังได้เรียนหนังสือ บางครั้งถ้าขี้เกียจ พ่อแม่ก็ไม่ว่าอะไร"

 

หยางจิ่นไม่อยากทำงานหาคะแนนทุกวัน

 

เขาช่วยทำงานที่บ้านทุกวัน พอถึงเวลาแบบนี้ ถึงได้เสียใจภายหลังว่าทำไมผลการเรียนออกมาไม่ดี

 

"ลือกันว่าในห้องเรียนของพวกเรามีคนที่ผลการเรียนดีพอจะสอบเข้าโรงเรียนอาชีวะได้แล้ว"

 

"แต่ฉันคงไม่มีทางแล้วล่ะ อย่าว่าแต่โรงเรียนอาชีวะเลย มัธยมปลายก็สอบไม่ติด"

 

หยางลี่ลี่ถือกระดาษผลสอบวิ่งออกมาจากบ้าน "โอ๊ย ฉันสายแล้ว พวกเรารีบไปกันเถอะ"

 

"วันนี้มีพิธีมอบรางวัล ฉันประเมินคะแนนแล้ว น่าจะพอได้"

 

"คืนนี้พ่อแม่คงชมฉัน พี่ชายก็จะได้กินหน่อไม้ผัดเนื้อแล้ว ฮิๆ"

 

หยางจิ่นนึกถึงสีหน้าดุดันของพ่อตอนที่เฆี่ยนเขาด้วยไม้เรียว

 

เขารู้สึกแย่ลงเรื่อยๆ

 

เมื่อมาถึงโรงเรียน หยางหยางก็มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดี

 

ช่วงเช้าเรียนตามปกติ ครูอธิบายข้อสอบ ให้ทุกคนประเมินคะแนนของตัวเอง

 

เย่หวายรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะเขาพบว่าตัวเองทำถูกทั้งหมด

 

แต่เขาก็กลัวว่าตัวเองจะมั่นใจเกินไป หากข้อสอบง่ายและคนอื่นๆ ก็ทำได้ดีเหมือนกันล่ะ?

 

หลังกินขนมฟักทองในตอนเที่ยง ตอนบ่ายทุกคนก็หิ้วเก้าอี้ไปรวมตัวกันที่สนาม

 

พิธีมอบรางวัลการสอบเริ่มขึ้นแล้ว

 

หลังจากครูและผู้อำนวยการกล่าวสุนทรพจน์ ผลการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมต้นปีที่1 ก็ถูกประกาศเป็นอันดับแรก

 

"ไม่รู้ว่าใครจะได้ที่หนึ่งนะ ได้ยินมาว่าคราวนี้รางวัลที่หนึ่งได้ตั้ง10หยวนเชียวนะ!"

 

"เงินเยอะขนาดนี้เลยเหรอ? สวรรค์ โรงเรียนใจดีขนาดนี้เลยหรือ?"

 

"ได้ยินมาว่าเป็นเงินบริจาคจากศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จ ตั้งเป็นกองทุนอะไรสักอย่าง... ยังไงก็เป็นเงินที่ใช้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนน่ะ"

 

"ดีจังเลยนะ"

 

เย่หวายฟังทุกคนพูดคุยกัน

 

เขาเป็นนักเรียนที่ย้ายเข้ามาใหม่ ความสัมพันธ์กับทุกคนก็ธรรมดาๆ 

 

ปกติก็ไม่ได้ไปเที่ยวกับพวกเขาในวันหยุดสุดสัปดาห์ ถ้ามีเวลาว่างก็อยู่บ้านช่วยงาน

 

"ฉันคิดว่าน่าจะเป็นของเฉินเวยนะ เทอมที่แล้วหล่อนได้ที่หนึ่งสองครั้งติด"

 

"อืม ก็หล่อนเป็นหัวหน้าห้องนี่นา แน่นอนว่าต้องเป็นคนที่เก่งที่สุดสิ"

 

"ก็ไม่แน่นะ อีกสามห้องข้างๆ ผลการเรียนก็ไม่ได้แย่นี่"

 

เย่หวายก้มหน้า แสงแดดจ้าบนศีรษะแผดเผาพื้นดิน

 

ชั้นมัธยมต้นปีที่หนึ่งมี3ห้องเรียน แต่ละห้องมีนักเรียนกว่า50คน

 

ทั้งระดับชั้นมีนักเรียนกว่า150คน

 

พอขึ้นชั้นมัธยมต้นปีที่สอง ยังคงมี3ห้องเรียน แต่มีนักเรียนบางคนไม่เรียนต่อแล้ว

 

แต่ละห้องเหลือแค่40คน

 

คนด้านบนกำลังประกาศผลการสอบ

 

"ขอเชิญนักเรียนชั้นมัธยมต้นปีที่หนึ่งห้อง410ขึ้นมารับรางวัลดีเด่น"


"อันดับที่สี่ หลินฉีฉี อันดับที่ห้า หลิ่วต้าฝู..."

 

เย่หวาย ฟังรายชื่อด้วยความรู้สึกผิดหวัง

 

ในรายชื่อรางวัลดีเด่น10อันดับแรกไม่มีชื่อของเขา

 

ทุกคนต่างดีใจรับใบประกาศเกียรติคุณ

 

หลิ่วต้าฝูที่อยู่ข้างๆ พูดกับเขาว่า "รางวัลชมเชยนี่ก็ดีนะ อย่างน้อยก็ได้ใบประกาศ พ่อแม่ฉันคงไม่ตีฉันแล้วล่ะ"

 

"นายว่าไงล่ะ เย่หวาย?"

 

เย่หวายยิ้มแล้วพูดว่า "ใช่แล้ว ติดสิบอันดับแรกก็เยี่ยมแล้ว แถมนายยังได้อันดับห้าด้วย"

 

"แค่พยายามอีกนิดเดียว บางทีอาจติดสามอันดับแรกเลยก็ได้"

 

หลิ่วต้าฝูอดภูมิใจไม่ได้ ใบหน้าอวบๆ เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ "นายไม่รู้หรอก นายเพิ่งมาเทอมนี้เอง"

 

"เทอมที่แล้วฉันเรียนแย่มาก สอบปลายภาค..."

 

เขาชูนิ้วขึ้นแล้วพูดอย่างเกินจริงว่า "ฉันติดอันดับ100ของชั้นปี! พ่อฉันนี่ถือไม้เรียววิ่งไล่ตีฉันในทุ่งนาเลย!"

 

"นายคงตามบทเรียนเทอมนี้ไม่ทันสินะ? พวกเราเป็นคนหมู่บ้านชุนเถียนเหมือนกัน ปิดเทอมนายมาบ้านฉันสิ ฉันจะสอนนายเอง"

 

เย่หวายได้ยินก็รีบตอบตกลงทันที "ได้เลย พัฒนาการนายเร็วขนาดนี้ วิธีเรียนต้องดีแน่ๆ"

 

หลิ่วต้าฝูโบกมือ "แน่นอนอยู่แล้ว ก็อันดับห้าของชั้นปีนี่นา"

 

บนเวทีตอนนี้ กำลังประกาศผลรางวัลสามอันดับแรก

 

"ขอเชิญผู้ชนะสามอันดับแรกขึ้นมารับใบประกาศเกียรติคุณและเงินรางวัล3หยวนบนเวทีค่ะ"

 

"รางวัลที่สาม ได้แก่ เซี่ยหว่านอิ๋ง จากชั้นมัธยมต้นปีที่1ห้อง3"

 

เพื่อนร่วมชั้นของเซี่ยหว่านอิ๋งปรบมือแสดงความยินดี

 

เย่หวายมองไปรอบๆ เห็นทุกคนต่างมีสีหน้ายินดี

 

เขาเม้มริมฝีปาก รู้สึกหดหู่เล็กน้อย

 

แต่เดิมเขาคิดว่าตัวเองน่าจะได้อันดับที่510

 

เมื่อครู่ก็ยังคิดว่า บางทีอาจจะทำได้ดีจนติดอันดับ3 

 

แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดมากเกินไป

 

เขาพูดกับตัวเองในใจว่า "ช่างเถอะ คราวหน้าค่อยพยายามใหม่"

 

สีหน้าของเขาถูกหยางหยางสังเกตเห็น เขาเดินเข้าไปตบไหล่เย่หวายเบาๆ

 

"ไม่ต้องรีบร้อน"

 

"ครับอาจารย์ ผมเข้าใจ" เย่หวายยิ้มเจื่อนๆ "คราวหน้าผมจะพยายามให้มากขึ้น"


"ก็นะ ผมเรียนช้ากว่าคนอื่นตั้งหนึ่งเทอม ไม่มีทางที่คะแนนจะพุ่งขึ้นไปติดสิบอันดับแรกได้ในทันทีหรอก"

 

"ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนผมจะอ่านหนังสือที่บ้านให้มากขึ้น"

 

หยางหยางยืนอยู่ข้างๆเขา ยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไร

 

"ตอนนี้ขอเชิญนักเรียนที่ได้อันดับสองขึ้นมารับใบประกาศเกียรติคุณและเงินรางวัล5หยวนค่ะ"

 

"เฉินเวย จากชั้นมัธยมต้นปีที่1ห้อง2"

 

หลิ่วต้าฝูตกใจรีบปรบมือ "สมแล้วที่เป็นหล่อน เก่งจริงๆ ที่นั่งอยู่ในสามอันดับแรกอย่างมั่นคง!"

 

เย่หวายมองเฉินเวยที่กำลังขึ้นไปรับรางวัลด้วยความอิจฉา พลางปรบมือตาม

 

หยางหยางตบไหล่เย่หวายอีกครั้ง แล้วเดินออกไปอีกด้านหนึ่ง

 

เย่หวายคิดว่าครูต้องการให้เขาไม่ต้องรู้สึกหดหู่มากเกินไป

 

จิตใจของเขาจึงดีขึ้นเล็กน้อย

 

เมื่อถึงเวลาประกาศผู้ชนะเลิศ

 

ครูบนเวทีหยุดพูดชั่วครู่ แล้วพูดว่า "ผู้ชนะเลิศครั้งนี้เป็นนักเรียนหน้าใหม่ ดูเหมือนว่าเขาจะขยันและพยายามมาก"

 

"ตอนนี้ขอเชิญผู้ชนะเลิศขึ้นมารับใบประกาศและเงินรางวัล10หยวนครับ!"

 

ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์กัน

 

"10หยวนเชียวนะ โอ้สวรรค์ ฉันอิจฉาจัง"

 

"ใช่แล้ว ฉันไม่เคยใช้เงินมากขนาดนั้นมาตั้งแต่เด็ก"

 

"พ่อแม่ให้เงินฉันซื้อลูกอมแค่ไม่กี่เฟินเท่านั้นเอง"

 

"ไม่รู้ว่าใครโชคดีขนาดนั้น ถึงได้รับเงินมากมายขนาดนั้น"

...... 

เย่หวายก็ตั้งใจฟังเพื่อนร่วมชั้นพูดคุยกันอย่างเต็มที่

 

เขาไม่ได้สนใจคนบนเวทีเลย

 

จนกระทั่งถูกหลิ่วต้าฝูผลักไปทีหนึ่ง เขาถึงได้หันไปมองอย่างสงสัย

 

"เย่หวาย นายเจ๋งมากเลย คมในฝักจริงๆ! รีบขึ้นไปสิ!"

 

เย่หวายงุนงง "อะไรนะ?"

 

คนอื่นๆ ต่างหันมามองเย่หวาย เสียงวิพากษ์วิจารณ์หายไป กลายเป็นเสียงเร่งเร้าแทน

 

"เย่หวาย นายได้ที่หนึ่ง รีบขึ้นไปสิ!"

 

"เก่งมากเลย ขนาดเป็นนักเรียนหน้าใหม่ยังเก่งได้ขนาดนี้"

 

"เขาไม่ใช่หรือที่บอกว่าอยู่บ้านทำงานมาหนึ่งปี ครูทุกคนในชั้นปีที่หนึ่งไม่รับเขา แล้วครูหยางของพวกเราเก็บเขามา?"

 

"ครูหยางมีสายตาแหลมคมจริงๆ"

 

ครูหยางที่เดินนำหน้าอยู่ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ "ก็ต้องขอบคุณครูหลินเหมยของพวกเราที่ไม่รับเขานะ ไม่อย่างนั้นผมจะมีโอกาสได้นักเรียนที่ดีขนาดนี้มาได้ยังไง?"

 

เขาพูดติดตลก "ฮ่าๆ อันดับหนึ่ง สอง และห้าอยู่ในห้องของพวกเรา ผู้อำนวยการต้องมองฉันด้วยสายตาที่ต่างไปแล้วแน่ๆ"

 

ครูหลินเหมยของชั้นปีที่หนึ่งโกรธจนจมูกแทบบิดเบี้ยว

 

ถ้ารู้ว่าเย่หวายเก่งขนาดนี้ หล่อนต้องรับเขาแน่นอน!

 

แต่ตอนนี้พูดอะไรก็ไม่มีประโยชน์แล้ว!


หล่อนเสียใจแทบตาย แต่ภายนอกยังต้องฝืนยิ้มทั้งๆที่กัดฟันกรอด

 

เย่หวายค่อยๆก้าวขึ้นเวทีแล้ว

 

เขายังคงรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน

 

ยืนอยู่บนแท่นรับรางวัล รับใบประกาศเกียรติคุณสีเหลืองทอง ซึ่งมีชื่อของเขาเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า - เย่หวาย

 

อันดับหนึ่งของชั้นปี

 

"ขอแสดงความยินดีด้วย ต่อไปก็รักษาระดับไว้นะ พวกเราทุกคนเชื่อมั่นในตัวเธอมาก"

 

"พอขึ้นมัธยมสอง ก็ต้องพยายามสอบเข้าโรงเรียนอาชีวะให้ได้นะ"

 

คุณครูส่งมอบซองแดงใส่เงินรางวัลให้เขาอย่างจริงจัง "การเรียนสามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตได้ ทำให้หาเงินได้อย่างสบาย หวังว่าเธอจะจดจำหลักการนี้ไว้"

 

"ฉันได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้เธอต้องหยุดเรียนไปครึ่งปีเพื่อไปทำงาน ต่อไปอย่าได้ละทิ้งตัวเองอีกนะ"

 

"เธอเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ด้านการเรียนจริงๆ ได้คะแนนเกือบเต็มทุกวิชา ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป การเข้าโรงเรียนอาชีวะก็ไม่ใช่ปัญหาแล้ว"

 

นักเรียนหน่วยก้านดีแบบนี้ที่ได้คะแนนรวมเกือบเต็มทุกวิชา ถือเป็นนักเรียนคุณภาพชั้นยอดที่โรงเรียนมัธยมต้าหลี่ให้ความสำคัญที่สุด

 

เย่หวายหน้าแดง "ขอบคุณครับคุณครู"

 

เขากำเงินรางวัลในซองแดงไว้แน่น รู้สึกร้อนใจอยากจะแบ่งปันข่าวดีนี้กับพ่อแม่และจิ่นเป่าโดยเร็วที่สุด


บทที่ 115: เย่หวายได้รับเงินรางวัลจำนวนไม่น้อย

 

หลังลงจากเวที เย่หวายก็เก็บซองแดงไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านในแนบไว้กับอกของตัวเอง

 

หยางหยางยิ้มให้เขาแล้วถามว่า "เป็นไงบ้าง? ยังตื่นเต้นอยู่ไหม?"

 

"ฉันเห็นว่าถึงก่อนสอบเธอจะบอกว่าตื่นเต้น แต่ตอนสอบกลับทำได้ดีมาก"

 

"ไม่ต้องกังวลอะไรนะ เธอเป็นเด็กฉลาด แค่รักษาสภาพจิตใจให้มั่นคง รับรองว่าต้องสอบเข้าโรงเรียนอาชีวะได้แน่นอน"

 

เย่หวายรู้ดีว่าการเข้าโรงเรียนอาชีวะหมายถึงอะไร...

 

นั่นหมายความว่าเขาสามารถเข้าเรียนได้โดยไม่ต้องเสียเงินแม้แต่แดงเดียว

 

จบแล้วก็ได้งานทันที ได้งานประจำที่มั่นคง และยังได้ทะเบียนบ้านในเมืองโดยตรงอีกด้วย

 

กลายเป็นคนที่เรียกว่า "มังกรหงส์ในหมู่คน"

 

แม้แต่เย่เหวินชางก็ยังสอบเข้าโรงเรียนอาชีวะไม่ได้

 

ในโรงเรียนมัธยมต้าหลี่ทั้งโรงเรียน การที่มีนักเรียนสอบติดมหาวิทยาลัยได้สองสามคนต่อปี ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งแล้ว

 

"ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความสามารถของน้องสาวผมครับ"

 

หยางหยางยิ้มและกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้นเธอก็ต้องใช้เงินรางวัลนี้ตอบแทนน้องสาวให้ดีๆนะ"

 

"ผมได้ยินจากครูลู่หลิ่วว่าน้องสาวของคุณฉลาดมาก อายุยังน้อยก็อ่านหนังสือออกหมดแล้ว"

 

"ถ้าให้หล่อนเข้าโรงเรียน ก็ให้มาเรียนในชั้นของผมนะ"

 

เย่หวายพยักหน้า "ครับ"

 

หลังจากทำความสะอาดเสร็จก็ถึงเวลาเลิกเรียน

 

เย่หวายถือเงินค่าขนมสิบเฟินที่แม่ให้มา

 

เขาใช้เงิน5เฟิน ซื้อลูกอมผลไม้5เม็ดที่ร้านขายของชำ

 

พอดีว่าที่นี่มีตลาดนัด เขาจึงถือถุงผ้าเดินไปที่หน้าแผงขายของ

 

บนแผงขายของมีเครื่องประดับเล็กๆสำหรับเด็กผู้หญิงมากมาย มีทั้งดอกไม้ติดผม กิ๊บติดผม และคลิปหนีบผมรูปผีเสื้อเล็กๆ

 

หยางลี่ลี่และหยางจิ่นเดินตามเขาไป

 

"เย่หวาย?" หยางจิ่นกระแอมเบาๆ "ไม่จริงใช่ไหม? นายเป็นผู้ชายแท้ๆ จะซื้อของพวกนี้ทำไม?"

 

เย่หวายหยิบยางรัดผมสองอัน อันหนึ่งมีลูกปัดสีแดง อีกอันมีดอกไม้เล็กๆสีชมพู 

 

เขาหันไปมองหยางลี่ลี่ "ลี่ลี่ ช่วยดูหน่อยสิว่าอันไหนเหมาะกับจิ่นเป่ามากกว่ากัน?"

 

หยางลี่ลี่มองดูแล้วตอบ "อันที่มีดอกไม้เล็กๆสีชมพูดีกว่า อันนี้น่ารักกว่า"

 

เย่หวายใช้เงินที่เหลือ5เหมา ซื้อยางรัดผมที่มีดอกไม้เล็กๆสีชมพูสองอัน

 

จากนั้นก็เก็บใส่ถุงผ้าอย่างระมัดระวัง

 

หยางจิ่นสงสัย "วันนี้นายสอบได้ดีขนาดนั้น ไม่คิดจะให้รางวัลตัวเองบ้างเหรอ?"

 

"ถ้าฉันได้ที่หนึ่งแล้วได้เงินรางวัลมากมายขนาดนั้น ฉันจะต้องเอาไปซื้อขนมกินแน่ๆ" 

 

เย่หวายส่ายหัว "ฉันจะเก็บไว้เป็นค่าเล่าเรียน"

 

หยางลี่ลี่ทำเสียงจิ๊จ๊ะสองครั้ง แล้วชี้ไปที่หยางจิ่น "พี่ ดูเขาสิ แล้วก็ดูตัวเองด้วย!"

 

หยางจิ่นรู้สึกจนปัญญาจริงๆ ตัวเองสู้เย่หวายไม่ได้เลยทั้งเรื่องเรียนและกาลเทศะ

 

เขาคงจะต้องโดนพ่อแม่บ่นอีกแน่ๆ เมื่อรู้คะแนนของเย่หวาย

 

ก็อย่างว่า คนเรามักจะเปรียบเทียบกันจนทำให้รู้สึกแย่นี่แหละ

 

หลังจากกลับถึงบ้าน

 

เย่หวายยิ้มน้อยๆ แล้วไปหาเย่เสี่ยวจิ่นที่กำลังอยู่ในสวนผัก

 

"จิ่นเป่า มานี่สิ"

 

"พี่ชาย กลับมาแล้วเหรอ ผลการเรียนเป็นยังไงบ้าง" เย่เสี่ยวจิ่นถือจอบพลางเงยหน้ามองเย่หวาย

 

เห็นเขายิ้มแย้มแจ่มใส ก็รู้ว่าผลการเรียนคงดีมาก

 

อย่างไรเสียพี่ชายคนที่สามคนนี้ก็เป็นคนที่แสดงอารมณ์ออกทางสีหน้าชัดเจนอยู่แล้ว

 

"ฉันเดาว่าพี่คงสอบได้ดีมากแน่ๆ!"

 

"ใช่ ได้ที่หนึ่ง"

 

เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกตื่นเต้นดีใจ "ที่หนึ่งของระดับชั้นเลยเหรอ? เก่งมากเลย!"

 

เย่หวายพยักหน้า "ซื้อลูกอมผลไม้มาให้เธอด้วย"

 

เขาส่งลูกอมห้าเม็ดให้เย่เสี่ยวจิ่น แล้วหยิบยางรัดผมออกมาอีกสองอัน

 

"อืม...อันนี้ เห็นว่ามีขายพอดี ก็เลยซื้อมาสองอัน"

 

"ให้พี่ช่วยรัดผมให้ไหม?"

 

เย่เสี่ยวจิ่นรัดผมเป็นผมแกละสองข้าง เธอรู้ว่านี่คงเป็นของขวัญที่พี่ชายตั้งใจซื้อมาให้เธอโดยเฉพาะ

 

จึงพยักหน้ารับ "ได้เลย"

 

เย่หวายยิ้มกว้างขึ้น เขาก้มลงผูกยางรัดผมสีชมพูรูปดอกไม้สองอันตรงปลายผมของเย่เสี่ยวจิ่น

 

พอดีกับที่เธอสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ หลังติดเครื่องประดับผมเล็กๆ ก็ทำให้ดูน่ารักยิ่งขึ้น

 

"พี่ชายมีรสนิยมดีจังเลย!"

 

เย่หวายเม้มปาก "จริงเหรอ? ถ้าเธอชอบก็ดีแล้ว ต่อไปพี่จะซื้อให้อีก"

 

“พี่ไปหาพ่อแม่ก่อนนะ"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยและเย่จื้อผิงกำลังทำนวดแป้งทำซาลาเปา

 

ที่บ้านมีผักดองและหน่อไม้เยอะมาก พวกเขาเตรียมทำซาลาเปาไส้ผักและไส้หน่อไม้

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยนวดแป้ง เย่จื้อผิงสับไส้

 

"พ่อแม่ครับ ผมมีเรื่องจะคุยด้วย"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยหยุดมือแล้วถาม "เกิดอะไรขึ้น? ผลการสอบออกมาแล้วเหรอ?"

 

"ครับ ผมสอบได้ที่หนึ่ง ได้รับเงินรางวัล10หยวน" เย่หวายหยิบซองแดงออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้แม่ "แม่ครับ เก็บไว้ให้ผมหน่อย เอาไว้เป็นค่าเทอมเทอมหน้านะครับ"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบล้างมือให้สะอาดแล้วเช็ดมือ จากนั้นค่อยๆเปิดซองแดงอย่างระมัดระวัง

 

ข้างในมีธนบัตรใบละหนึ่งหยวนถึงสิบใบ

 

หล่อนเบิกตากว้างพูดว่า "เรียนหนังสือยังได้เงินด้วยเหรอ? ค่าเทอมเทอมนี้8หยวน นี่ยังได้กำไรอีก2หยวนเลยนะ"

 

เย่จื้อผิงยิ้มแย้มพูดว่า "เจ้าสามของเรามีอนาคตไกล เรียนหนังสือเก่งมากเลย"

 

"ถ้าได้ที่หนึ่งทุกครั้ง ไม่เพียงแต่จะได้ค่าเทอมคืนมา ยังมีเงินเหลือใช้อีกด้วยนะ"

 

"เจ้าสาม พยายามต่อไปนะ อย่าหยิ่งผยองล่ะ!"

 

เย่หวายยิ้มเขินๆ แล้วพูดว่า "ผมรู้แล้วครับพ่อ คนอื่นเขาก็เก่งนะครับ ครั้งนี้ผมแค่โชคดีเท่านั้น..."

 

"ใช่ๆๆ พ่อไม่ได้กดดันลูกหรอก ลูกทำตามที่ลูกเห็นสมควรก็แล้วกัน" เย่จื้อผิงดูมีความสุขเป็นพิเศษ

 

เรียนหนังสือได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ดีกว่าเหวินชางเสียอีก!

 

ถ้าสอบเข้าโรงเรียนอาชีวะได้ ครอบครัวของพวกเขาก็จะมีคนแรกที่ได้ทะเบียนบ้านในเมือง

 

เย่จื้อผิงคิดพลางยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ สับไส้ซาลาเปาอย่างแข็งขัน

 

เย่เสี่ยวจิ่นกำลังผูกขึ้นค้างบวบอยู่หลังบ้าน

 

จู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหูเธอ [ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ด้วยที่ได้เปิดใช้งานภารกิจสร้างชาติ เยาวชนเข้มแข็งประเทศเข้มแข็ง การศึกษาคือพลังเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตและสังคม]

 

[หวังว่าโฮสต์จะช่วยให้ญาติสอบเข้ามัธยมปลาย แล้วเข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปี1977 เพื่อเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรุ่นแรก]

 

[การสอบเข้ามัธยมปลายถือว่าภารกิจสำเร็จ]

 

[รางวัลสำหรับโฮสต์ คือการจับฉลากพิเศษหนึ่งครั้ง!]

 

เย่เสี่ยวจิ่นตกตะลึง อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำ "ระบบ คุณบ้าไปแล้วเหรอ?"

 

"สมัยนี้เขาสอบเข้าอาชีวะกันทั้งนั้น จะได้เข้าทำงานในหน่วยงานรัฐเลย"

 

"คุณจะให้พี่ชายของฉันไปสอบเข้ามัธยมปลายเหรอ? เป็นไปไม่ได้หรอก..."

 

ระบบกล่าว [นักศึกษามหาวิทยาลัยรุ่นแรกจะกลายเป็นบุคลากรชั้นนำในทุกสาขาอาชีพ ซึ่งดีกว่างานประจำที่มั่นคงมากนัก]

 

เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกว่าระบบนี้ช่างหลอกคนเก่งจริงๆ

 

"ฉัน...ฉัน!"

 

เธอแค่นเสียงพูด "งั้นฉันขอยกเลิกภารกิจนี้!"

 

ระบบพึมพำ [โฮสต์มีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล ฉันเชื่อว่าคุณจะตัดสินใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อญาติพี่น้องมากกว่า]

 

เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหน้า เธอไม่อยากตัดสินใจแทนพี่ชายหรอก

 

แผนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างประเทศอะไรนั่น...

 

ถ้าพี่ชายอยากเรียนวิทยาลัยอาชีวะ ก็ให้เขาเรียนไป

 

ถ้าพี่ชายอยากเรียนมัธยมปลาย ก็ให้เขาเรียนไป

 

เธอไม่ต้องการไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของพี่ชาย

 

เย่เสี่ยวจิ่นไม่โต้เถียงกับระบบอีกต่อไป

 

เธอใส่ปุ๋ยทันที แล้วมองดูเถาบวบที่กำลังเลื้อยขึ้นไปตามค้างและแตกใบเขียวชอุ่มอยู่บนตาข่าย

 

ระหว่างเถาเหล่านั้นมีดอกเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่แล้วสองสามดอก

 

เธอรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า ผู้คนในยุคนี้ก็เหมือนกับเถาบวบเหล่านี้

 

พยายามโผล่ยอดออกมาจากดิน แล้วก็ปีนป่ายขึ้นไปอย่างสุดกำลัง

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยเดินไปที่ข้างบ้าน มองดูเย่เสี่ยวจิ่นที่กำลังเหม่อลอยอยู่ด้านหลัง "จิ่นเป่า ทำเสร็จแล้วหรือ? กลับมาล้างมือเตรียมตัวทำซาลาเปาได้แล้ว"

 

"เมื่อกี้ลูกบอกว่าจะช่วยทำซาลาเปาด้วย แต่ทำมือสกปรกแบบนี้ แม่ไม่ให้ลูกทำหรอกนะ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นวิ่งกลับไปอย่างรวดเร็ว

 

เธอล้างมืออย่างละเอียดจนสะอาดหมดจด แล้วยังฟอกสบู่จนหอมฟุ้ง

 

เธอยกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้าหลี่ชุ่ยชุ่ย "แม่ ดมดูสิคะว่าหอมไหม"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยฮึมฮัมเบาๆ "หอมฟุ้งเชียว!"

 

หล่อนกำลังอารมณ์ดี เพิ่งเก็บเงินสิบหยวนที่เย่หวายให้มาไว้เรียบร้อยแล้ว

 

รู้สึกว่าการตัดสินใจให้เย่หวายกลับไปเรียนต่อนั้นถูกต้องแล้วจริงๆ

 

ไม่อย่างนั้นคงเสียดายเมล็ดพันธุ์ชั้นดีคนหนึ่งไปเปล่าๆ

 

"ต่อไปนี้ลูกอย่าเอาแต่เที่ยวซนเป็นลิงค่างเหมือนทุกวันอีกนะ"

 

"พี่ชายเรียนเก่งขนาดนี้ ต่อไปลูกก็ต้องเรียนให้ได้ที่หนึ่งด้วย"

 

"เข้าใจไหม?"

 

เย่หวายนั่งห่อเกี๊ยวอยู่ข้างๆ ยิ้มอย่างจนใจ "ที่ผมสอบได้ดีขนาดนี้ก็เพราะจิ่นเป่าคอยอยู่เป็นเพื่อนผมตอนอ่านหนังสือทุกคืนนั่นแหละ"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดพลางหัวเราะว่า "จิ่นเป่าของเราเก่งจังเลยนะ โอ้โห ดอกไม้บนหัวนั่นพี่ชายซื้อให้ใช่ไหม?"

 

เย่เสี่ยวจิ่นยืดอกพูดด้วยน้ำเสียงเด็กๆว่า "แน่นอนค่ะ หนูสอนหนังสือให้พี่ชาย พี่ชายให้ของดีๆกับหนูบ้างจะเป็นไรไป?"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยและเย่จื้อผิงต่างหัวเราะไม่หยุดกับท่าทางมั่นใจของเจ้าตัวน้อย


จบตอน

Comments