paopao ep116-120

 บทที่ 116: เปิดตัวทฤษฎีเลี้ยงปลาในนาข้าว


หม้อที่เต็มไปด้วยซาลาเปาถูกนำขึ้นไปวางบนลังถึง

 

ไอร้อนลอยฟุ้งขึ้นมา

 

เย่ฉางอันและเย่จวินเพิ่งกลับมาจากทุ่งนาด้วยความเหนื่อยอ่อน

 

หลิวเยว่ที่ตามเย่จวินมาก็รู้สึกสงสารที่พวกเขาต้องทำงานหนักขนาดนี้

 

"พวกลูกสามคนกลับมาแล้วเหรอ ซาลาเปากำลังจะสุกพอดีเลย"

 

"เจ้าใหญ่ เจ้ารอง ลูกสองคนไปอาบน้ำร้อนก่อนนะ"

 

"ทั้งตัวเต็มไปด้วยโคลนแบบนี้ สกปรกจะตาย"

 

เย่ฉางอันมองหลี่ชุ่ยชุ่ยแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ "แม่ครับ ผมหิวจะตายอยู่แล้ว ขอกินสักสองคำก่อนแล้วค่อยไปอาบน้ำได้ไหมครับ?"

 

"ปีนี้อากาศร้อนจัง เพิ่งหว่านเมล็ดข้าวในแปลงได้ไม่นาน ต้นกล้าก็.งอกออกมาแล้ว"

 

"เช้าวันนี้ใส่ปุ๋ย ตอนบ่ายไปไถนาตั้งหลายแปลง เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว"

 

เย่จวินเงียบไม่พูดอะไร เขาคุ้นเคยกับความเหนื่อยล้าแบบนี้แล้ว

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยส่ายหน้า รีบไปเปิดลังถึง

 

หยิบชามที่มีซาลาเปาสี่ห้าลูกออกมา "งั้นพวกเธอสองคนรีบกินเถอะ"

 

"เสี่ยวเยว่ เธอก็กินตอนที่มันยังร้อนๆนะ"

 

หลิวเยว่ไม่รีบกิน หล่อนยังไม่ค่อยหิว ให้สองหนุ่มที่ทำงานมาเหนื่อยๆ กินก่อนดีกว่า

 

เย่ฉางอันไม่เกรงใจ คว้าซาลาเปาสองลูกด้วยมือทั้งสองข้างโดยไม่สนใจว่าจะร้อนมือ

 

แล้วก็กัดเข้าปากคำโตๆ

 

เขากินไปพลางทำหน้าเหยเกเพราะความร้อนไปพลาง "ร้อนจังเลย!"

 

"ซาลาเปานี่นุ่มดีจัง พี่ใหญ่ กินสิครับ"

 

"อร่อยมาก อร่อยยิ่งกว่าที่ขายตามท้องถนนเสียอีก"

 

ท้องของเขาส่งเสียงร้องโครกคราก หิวจนสามารถกินได้สี่ถึงห้าชิ้นในคราวเดียว

 

ตอนที่หิวมากกินอะไรก็อร่อยเป็นพิเศษไปหมด

 

เย่จวินหยิบซาลาเปาขึ้นมาหนึ่งลูกแล้วเริ่มกิน "จริงๆด้วย หอมมาก"

 

เย่ฉางอันอดบ่นไม่ได้ "การไถนานี่เหนื่อยจริงๆเลย แถมเท้าทั้งสองข้างยังโดนปลิงดูดเลือดจนเป็นแบบนี้..."

 

เขาพูดพลางจะยกเท้าขึ้นให้ทุกคนดู

 

แต่ถูกหลี่ชุ่ยชุ่ยจ้องมองด้วยสายตาดุๆ จึงยอมเลิกล้ม

 

"ฉันเสียเลือดมากเกินไปแล้ว! ต้องกินซาลาเปาเพิ่มอีกหลายลูกเพื่อบำรุงเลือด!"

 

"ปีนี้ในทุ่งนามีแมลงเยอะมาก ฉันรู้สึกว่าการขนหินบนคลองส่งน้ำยังสบายกว่าทำงานนี้เสียอีก"

 

เย่จวินหัวเราะเบาๆ "ที่นายพูดมาก็ไม่ถูกนะ"

 

"อยู่บนคูน้ำ อย่างน้อยก็ยังมีช่วงที่ตัวแห้ง แต่นี่ต้องแช่น้ำทั้งวัน"

 

"ฉันทนไม่ไหวจริงๆ"

 

"ส่วนตรงจุดทิ้งขี้วัวก็มียุงมาคอยกัดเต็มไปหมด"

 

เย่ฉางอันพูดด้วยความจริงใจ เห็นได้ชัดว่าเขาลำบากมาก

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยเห็นซาลาเปาในชามกำลังจะหมด จึงคีบมาอีกสามลูก

 

"งั้นพวกเธอกินเยอะๆหน่อย กินให้อิ่ม จะได้มีแรงทำงาน"

 

"ตอนกลางคืนเวลาอาบน้ำให้ใช้น้ำเกลือล้างนะ จะได้ไม่คันมาก"

 

เย่ฉางอันพยักหน้า "ซาลาเปาผักดองนี่อร่อยกว่าหน่อไม้นะ"

 

เย่จวินก็หยิบมาอีกลูก "ฉันกลับรู้สึกว่าหน่อไม้อร่อยกว่าอีก"

 

สองพี่น้องกินซาลาเปาไปเจ็ดลูกแล้ว จากนั้นก็ไปอาบน้ำกัน

 

เย่เสี่ยวจิ่นยกมือขึ้นปิดหน้า "การปลูกข้าวนี่ดูเหนื่อยจริงๆเลยนะคะ"

 

"เหนื่อยมากเลยละ แล้วข้างหน้ายังมีอะไรที่เหนื่อยกว่านี้อีก" เย่จื้อผิงพูดต่อ "ตั้งแต่เพาะกล้า ไถนา พอถึงช่วงอากาศหนาวก็ต้องตื่นแต่เช้าไปถอนกล้าและดำนา เหนื่อยมากๆเลย"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยรับคำ "ใช่แล้ว พอปลูกข้าวเสร็จ ไม่นานก็ต้องลงไปถอนหญ้าในนาอีก"

 

"หลังจากนั้นก็ต้องใส่ปุ๋ย พอถึงช่วงอากาศร้อนก็ต้องคอยดูแลระดับน้ำในนาด้วย"

 

"พอถึงช่วงเก็บเกี่ยวก็ยิ่งเหนื่อยหนัก ทั้งร้อนทั้งเหนื่อย"

 

"แต่ใครจะอยู่โดยไม่มีข้าวกินได้ล่ะ?"

 

เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า นึกถึงการเลี้ยงปลาในนาข้าว พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวก่อนที่จะปล่อยน้ำออก ก็จะเป็นช่วงที่ได้ปลาเยอะๆ 

 

เธอเท้าคาง "พอจะมีคนเลี้ยงปลาในนาข้าวไหมคะ?"

 

"ใครจะทำอย่างนั้นล่ะ?" หลี่ชุ่ยชุ่ยงุนงงมาก "น้ำในนาข้าวตื้นขนาดนั้น จะเลี้ยงปลาได้ยังไง?"

 

"จิ่นเป่า ความคิดของหนูนี่ไม่น่าเป็นไปได้เลยนะ"

 

"บางครั้งน้ำยังไม่พอปลูกข้าวเลย ขืนเลี้ยงปลาก็คงจะแห้งตายกันหมดน่ะสิ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มน้อยๆ พลางกล่าวว่า "มันมีวิธีการเลี้ยงที่สมเหตุสมผลนะคะ เรียกว่าการเลี้ยงปลาในนาข้าว"

 

หลิวเยว่ที่ยืนเงียบอยู่ข้างๆ เพิ่งเคยเห็นเย่เสี่ยวจิ่นเสนอแนวคิดใหม่ๆเป็นครั้งแรก

 

หล่อนรู้สึกอยากรู้อยากเห็นมาก "อะไรคือเลี้ยงปลาในนาข้าว? เลี้ยงยังไงเหรอ?"

 

เย่เสี่ยวจิ่นเม้มริมฝีปากแล้วอธิบายอย่างใจเย็น "ปลาในนาข้าวเป็นคำเรียกรวมๆถึงปลาตะเพียน ปลาหลี่ ปลาเฉ่า ซึ่งเป็นปลาที่ทนต่อโรคได้ดี"

 

"พวกมันกินวัชพืชในนาข้าว แมลง และดอกข้าวพวกนี้เพื่อเติบโต"

 

"ปลาพวกนี้โตช้า แต่ไม่มีกลิ่นคาว เนื้อนุ่มและอร่อยมาก การเลี้ยงแบบนี้ให้ผลผลิตที่ค่อนข้างดีทีเดียว"

 

ดวงตาของหลิวเยว่เต็มไปด้วยความครุ่นคิด หล่อนพยักหน้าอย่างจริงจัง

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยและเย่จื้อผิงก็หยุดทำงานในมือโดยไม่รู้ตัว

 

ทุกคนต่างจ้องมองเย่เสี่ยวจิ่นอย่างตั้งใจ

 

เย่เสี่ยวจิ่นถูกทุกคนจ้องมอง จึงจำต้องพูดต่อไปว่า "ตอนปล่อยปลาลงนาข้าว ลูกปลาไม่ควรตัวใหญ่เกินไป"

 

"น้ำหนักเฉลี่ยของลูกปลาแต่ละตัวควรอยู่ที่ประมาณ50กรัม ในนาข้าวหนึ่งหมู่ควรเลี้ยงลูกปลา10ถึง15กิโลกรัม"


"การปล่อยลูกปลาสามารถทำได้หลังจากดำนาแล้วหนึ่งเดือน โดยทั่วไปจะเป็นช่วงครึ่งหลังของเดือนพฤษภาคม..."

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยกล่าวทั้งที่ยังสงสัย "ลูกพูดได้อย่างมีแบบแผนจริงๆ ดูเหมือนจะทำได้จริงสินะ"

 

เย่จื้อผิงก็พยักหน้าเห็นด้วย "ใช่แล้ว ปลาหลี่และปลาเฉ่าตัวเล็กๆพวกนี้น่าจะเลี้ยงได้"

 

"นี่แหละคือการเลี้ยงแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มน้อยๆ "ในระหว่างการเจริญเติบโต ปลาสามารถกินแพลงก์ตอนและแมลงศัตรูพืชในนาข้าวได้ ส่วนมูลของปลาก็เป็นปุ๋ยให้กับต้นข้าว"

 

"พอถึงเวลาเก็บเกี่ยว ในนาก็จะได้ทั้งข้าวและปลานาข้าวด้วย"

 

เธอยักไหล่ "นี่ไม่ใช่การได้ประโยชน์สองต่อหรอกหรือ?"

 

ดวงตากลมโตของหลิวเยว่จ้องมองเย่เสี่ยวจิ่นนิ่ง ในแววตาเป็นประกายวาววับ

 

"เธอพูดได้ดีจังเลย เธอได้ความคิดดีๆแบบนี้ขึ้นมาได้ยังไงกัน?"

 

"ถ้าทำแบบนั้นจริงๆ ฉันว่าเหมาะสมมากเลยนะ"

 

"ตอนนี้เป็นปลายเดือนเมษายน พอถึงปลายเดือนพฤษภาคมก็สามารถทำแบบนั้นได้แล้ว"

 

"ในหมู่บ้านของพวกเราไม่เคยมีใครฉลาดเหมือนเธอมาก่อนเลย"

 

เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มแหยๆอย่างเขินๆ แล้วกระแอมเบาๆ "เรื่องนี้...หนูอ่านมาจากหนังสือน่ะ"

 

ถ้าเธอคิดออกเองได้ เธอก็คงเป็นอัจฉริยะจริงๆ 

 

แต่ความจริงแล้วเธอแค่ลอกมาจากหนังสือที่ได้รับรางวัลจากระบบเท่านั้นเอง

 

หลิวเยว่อดไม่ได้ที่จะถามว่า "แล้วหัวหน้าทีมที่รับผิดชอบปลูกข้าวของพวกเธอคือใครล่ะ? เขาจะคิดว่าวิธีนี้ดีไหม?"

 

เย่จื้อผิงคิดสักครู่แล้วตอบว่า "หัวหน้าทีมดูแลที่นาคนก่อนคือลู่เฟิง แต่ตอนนี้ลู่เฟิง โดนไล่ออกไปแล้ว ยังไม่มีหัวหน้าทีมคนใหม่"

 

"ผู้ใหญ่บ้านเลยเป็นคนรับผิดชอบเอง"

 

"ผู้ใหญ่บ้านค่อนข้างชอบจิ่นเป่านะ แต่วิธีนี้ไม่เคยมีใครลองทำมาก่อน ไม่แน่ว่าเขาจะเห็นด้วย"

 

หลิวเยว่มองไปทางเย่เสี่ยวจิ่น

 

เย่เสี่ยวจิ่นโบกมือ "ถ้าเป็นคนอื่นฉันไม่รู้ แต่ถ้าเป็นลุงซุนละก็ เขาต้องเห็นด้วยแน่นอน"

 

"อย่างไรเสียฉันก็ยังมี...แค่กๆ"

 

ในคลังของเธอยังมีลูกปลาคุณภาพดีอีก1,000ชั่ง

 

หมู่บ้านไม่ต้องออกอะไรเลย ผู้ใหญ่บ้านจะไม่เห็นด้วยได้อย่างไร?

 

เย่เสี่ยวจิ่นลูบคาง "แต่ถ้าหนูเสนอแผนนี้และให้ลูกปลา หนูขอครึ่งหนึ่งคงไม่มากเกินไปใช่ไหม?"

 

"ครึ่งหนึ่งอะไรเหรอ?" หลี่ชุ่ยชุ่ยงุนงง

 

"ส่วนแบ่งกับหมู่บ้านไงคะ ฉันมีลูกปลาและแผนงาน พอถึงเวลาเก็บเกี่ยวข้าวปลา ฉันก็ขอครึ่งหนึ่ง"

 

เย่จื้อผิงแทบจะลุกขึ้นยืนแล้ว "แบ่งครึ่งกับหมู่บ้านเหรอ?"

 

"ใช่ค่ะ พ่อคิดว่าหนูได้น้อยไปหรือคะ?"

 

เย่จื้อผิงกลั้นไอไม่อยู่จึงไอออกมาเบาๆ "ไม่ใช่หรอกจิ่นเป่า ถ้าเลี้ยงปลาในนาข้าว ครึ่งหนึ่งต้องส่งให้อำเภอ"

 

"อีกครึ่งหนึ่งถึงจะเป็นของหมู่บ้าน"

 

เย่เสี่ยวจิ่นเม้มปาก "อย่างนี้นี่เอง งั้นหนูก็ได้แค่ร้อยละยี่สิบห้าสินะ ขาดทุนจังเลย"

 

"แต่...ก็ช่างเถอะ"

 

เธอคิดสักครู่ แล้วกะพริบตาปริบๆ "ก่อนหน้านี้หนูไม่ได้ส่งผักโขมที่หนูปลูกในสวนผลไม้ให้ใครเลย แบ่งให้คนในสวนผลไม้กินหมดเลย"

 

"งั้นเธอก็ทำตัวเงียบๆหน่อย บอกว่าเป็นผักป่า อย่าให้ใครรู้เข้าล่ะ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า "หนูสัญญาว่าจะไม่บอกใคร"

 

เย่จื้อผิงอดไม่ได้ที่จะลูบหัวลูกสาว "เรื่องปลาในนาข้าว หนูจะไปคุยกับผู้ใหญ่บ้านในวันพรุ่งนี้ใช่ไหม?"

 

"ใช่ค่ะ เพราะไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ก็ต้องเลี้ยงแบบนี้ไปก่อน"

 

"ถึงยังไงก็ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้เฉยๆนะคะ"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่เข้าใจความหมายของเธอ จึงหยิบซาลาเปาอุ่นๆมาให้ "งั้นลูกรีบกินอะไรหน่อยสิ แล้วก็รีบไปนอน"

 

"ทุกคืนแม่เห็นหนูถือหนังสือสองเล่มไว้ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่"

 

"พึมพำไปเรื่อย ตัวเล็กๆแค่นี้ก็รักการเรียนรู้แล้ว"

 

เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มอย่างเขินๆ นั่นเป็นหนังสือใหม่ที่เธอได้มา ซึ่งก็คือ (วิธีเลี้ยงหมูให้รวยเป็นเศรษฐีในหมู่บ้าน) และ (สามประโยคที่ทำให้เจ้านายลงทุนสามร้อยล้าน)

 

ที่จริงเธอก็ไม่ได้อยากอ่านมากนัก แต่ชื่อหนังสือมันน่าดึงดูดเหลือเกิน เนื้อหาก็จริงจังมาก

 

เธอจึง.อดไม่ได้ที่จะจมดิ่งลงสู่ภวังค์แห่งการเรียนรู้

 

"หนูอายุยังน้อย เรียนรู้อะไรก็ได้ผลเร็วกว่า" เย่เสี่ยวจิ่นมองไปทางหลิวเยว่ "พี่สาว หนูอ่านหนังสือที่หัวเตียงจบหมดแล้วนะคะ พี่เอาไปอ่านได้นะ"

 

ในตอนที่หลิวเยว่เก็บเสื้อผ้า หล่อนได้สังเกตเห็นหนังสือเหล่านั้นด้วย

 

มีหนังสืออย่าง (เรียนรู้การเลี้ยงสัตว์ใน30วัน) (วิธีการกลายเป็นเศรษฐินี) (การทำนาจนเชี่ยวชาญระดับเซียน) เป็นต้น

 

หล่อนกวาดตามองอย่างรวดเร็ว รู้สึกว่ามันดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือสักเท่าใด

 

ยิ้มอย่างเขินๆ "ฉันจะดูเมื่อมีเวลาว่าง"

 

เย่เสี่ยวจิ่นมองปราดเดียวก็รู้ว่าหล่อนมีข้อกังขากับชื่อหนังสือ จึงพูดว่า "พี่สาว เชื่อหนูสิ เนื้อหาในหนังสือไม่เหมือนกับชื่อหนังสือหรอก"

 

"ความรู้ทั้งหมดของหนูล้วนมาจากหนังสือเล่มนี้ จริงๆนะ เนื้อหาทั้งหมดดีมากเลย"

 

"ข้างนอกไม่มีทางหาหนังสือดีๆแบบนี้ได้หรอก ไม่มีการเผยแพร่ออกไปด้วย"

 

หลิวเยว่ถูกเธอหลอกเข้าให้แล้ว "ยอดเยี่ยมขนาดนั้นเลยเหรอ?"

 

"แน่นอนสิ!"

 

ตกดึก หลิวเยว่หยิบหนังสือ (วิธีการกลายเป็นเศรษฐินี) ที่ยืมมาจากเย่เสี่ยวจิ่นขึ้นมาเปิดอ่าน

 

หล่อนรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แล้วก็...

 

ชะงักงัน

 

ข้างในกลับเป็นภาษาที่หล่อนไม่รู้จักทั้งหมด

 

หากเย่เสี่ยวจิ่นอยู่ที่นี่ เธอคงจะอุทานด้วยความประหลาดใจว่า "นี่มันภาษาอังกฤษนี่นา? ทำไมฉันเห็นเป็นภาษาจีนล่ะ?"

 

แม้ว่าเย่เสี่ยวจิ่นจะมีเจตนาดีที่ให้หลิวเยว่ยืมหนังสือ

 

แต่เธอไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นความลับของระบบ ซึ่งบรรจุความรู้อันล้ำสมัยจากอนาคต

 

แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่ "ห้ามเผยแพร่" ออกไปโดยเด็ดขาด


บทที่ 117: ความคิดต่ำช้าของเหอชุนเซิง

 

ท่ามกลางแสงแดดสดใส ผู้คนมากมายกำลังยุ่งอยู่ในทุ่งนา

 

ซุนจ่างซุ่นก็กำลังเข็นเกวียนบรรทุกมูลวัวมาที่ทุ่งนาเช่นกัน

 

เพิ่งจะส่งมอบให้คนอื่นเสร็จ ก็ได้ยินเสียงคนเรียกเขา

 

"ลุงซุน!"

 

ซุนจ่างซุ่นหันกลับไปมอง เห็นเย่เสี่ยวจิ่นกำลังวิ่งเข้ามา

 

"จิ่นเป่า มีธุระอะไรกับลุงอีกล่ะ? ลุงขอบอกไว้ก่อนนะว่าช่วงนี้ในหมู่บ้านยุ่งมาก ถ้าหนูจะขอของจากห้องพยาบาลอีก คนอื่นๆคงจะไม่ยอมหรอก"

 

"ไม่ใช่หรอกค่ะ" เย่เสี่ยวจิ่นกะพริบตาอย่างไร้เดียงสา "ช่วงนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย"

 

"แต่หนูมีวิธีดีๆที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้ทุกคน เลยอยากถามลุงซุนว่าสนใจไหมคะ"

 

ซุนจ่างซุ่นได้ยินแล้วก็ยิ้มกว้าง "มีเรื่องดีๆอีกแล้วเหรอ? เล่าให้ลุงฟังเร็วๆสิ"

 

ในตอนนั้น เหอชุนเซิงกำลังแนะนำทุกคนเรื่องการปลูกพืชอยู่ไม่ไกลนัก แม้จะหันหลังให้ทั้งสองคน แต่ก็แอบตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ 

 

เขามาที่หมู่บ้านนี้ได้หลายวันแล้ว และเคยพลาดท่าเสียทีที่สวนผลไม้

 

ตอนนี้เขาจึงมาแนะนำที่ทุ่งนาแทน

 

อย่างน้อยทุกคนก็ให้ความเคารพเขา

 

"แผนของหนูคือแผนปลูกข้าวเลี้ยงปลาค่ะ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่หนูคิดขึ้นมาเองนะคะ"

 

"มีบางหมู่บ้านคิดค้นขึ้นมาเองค่ะ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นอธิบายดักไว้แล้วจึงเล่าแผนการเลี้ยงปลาในนาข้าวอีกครั้ง

 

ซุนจ่างซุ่นครุ่นคิด "แบบนี้จะสำเร็จหรือ? บางครั้งถ้าน้ำในทุ่งนามีไม่พอ ปลาก็จะตายหมดไม่ใช่หรือ?"

 

"ก็ต้องเลือกสถานที่ที่มีน้ำเพียงพอตลอดทั้งปี ไม่ใช่ว่าทุ่งนาทุกแห่งจะสามารถเลี้ยงปลาในนาข้าวได้นี่คะ"

 

"ยกตัวอย่างเช่นนาในที่ดอนหรือบริเวณเชิงเขา ที่เหล่านี้ถือว่าไม่เหมาะสม"

 

ซุนจ่างซุ่นคิด "มีพื้นที่ประมาณ50หมู่ที่น่าจะเป็นไปได้"

 

"อย่างเช่นบริเวณที่ราบในหมู่บ้าน ริมลำธาร ใกล้บึงน้ำ ล้วนเป็นสถานที่ที่ดีทั้งนั้น"

 

"แต่เราเลี้ยงปลาในบ่อก็ได้นี่"

 

เย่เสี่ยวจิ่นยิ้ม "การเลี้ยงในบ่อต้องดูแล และเลี้ยงปลาได้จำกัดจำนวน"

 

"ส่วนปลาในนาข้าวไม่ต้องดูแลมาก พื้นที่นา50หมู่เลี้ยงปลาได้ถึง1,000ชั่ง เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว จะได้ผลผลิตประมาณ15,000ชั่ง"

 

ซุนจ่างซุ่นสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ นี่มันเป็นไปได้จริงๆหรือ

 

"หนูบอกว่าจะเลี้ยงปลาหลี่ แต่ในหมู่บ้านไม่มีปลาหลี่1,000ชั่งให้เลี้ยงนะ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มกริ่ม เอามือไพล่หลัง "นี่แหละค่ะคือข้อเสนอที่หนูจะพูดถึง"

 

"หนูจะหาลูกปลาคุณภาพดี1,000ชั่งมาให้ สุดท้ายแล้วเมื่อจับปลาได้15,000ชั่ง ครึ่งหนึ่งก็ต้องส่งมอบอำเภอ ส่วนที่เหลืออีกครึ่งจะแบ่งกันในหมู่บ้าน ถึงอย่างไรลูกปลาคุณภาพดี1,000ชั่งก็มีราคาแพงอยู่แล้ว"

 

ซุนจ่างซุ่นคิดดู จริงๆแล้วข้อเสนอนี้สร้างกำไรให้หมู่บ้านได้แน่นอน

 

แค่ต้องลงแรงงานบ้างเท่านั้น

 

"ตกลง ฉันยอมรับข้อเสนอของหนู แล้วลูกปลาของหนูล่ะอยู่ที่ไหน?"

 

"อีกสองสามวันหนูจะไปซื้อในเมืองค่ะ" เย่เสี่ยวจิ่นตอบอย่างไม่ใส่ใจ "หลังจากนั้นหนูก็จะเอาปลาที่ครอบครัวของเราได้รับส่วนแบ่งไปขายในเมืองด้วย"

 

ซุนจ่างซุ่นอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ "ยัยหนูจิ่นเป่า สมองของเธอทำมาจากอะไรกันเนี่ย? ทำไมถึงรู้ไปหมดทุกอย่างเลย?"

 

"พวกเราไม่เคยคิดถึงวิธีนี้มาก่อนเลย ถ้าไม่ใช่เพราะเธอเป็นหัวหน้าทีมสวนผลไม้อยู่แล้ว ฉันคงจะให้เธอมาเป็นหัวหน้าทีมนาข้าวแน่ๆ"

 

"ฮ่าๆ..." เย่เสี่ยวจิ่นโบกมือปฏิเสธ "ไม่เอาหรอกค่ะ หนูไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการปลูกข้าวเลย"

 

ตอนนี้ปัญหาหลักของข้าวคือเรื่องพันธุ์ รอให้มีข้าวลูกผสมออกมา ไม่ว่าจะปลูกอย่างไรผลผลิตก็ออกมาดีหมด

 

เธอตกลงกับซุนจ่างซุ่น และเขียนข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร

 

ในนั้นระบุว่าในฐานะที่เย่เสี่ยวจิ่นเป็นผู้มอบเทคโนโลยีการเลี้ยงปลาในนาข้าวและลูกปลา เธอจะได้รับส่วนแบ่ง14%ของปลาในนาข้าว

 

"ลุงซุน พวกเราตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วนะ"

 

"หนูเซ็นชื่อแล้ว ลุงก็เซ็นชื่อด้วยนะคะ มีทั้งหมดสองฉบับ ให้หนูหนึ่งฉบับ ส่วนลุงเก็บไว้หนึ่งฉบับ"

 

ซุนจ่างซุ่นรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เด็กคนนี้คิดรอบคอบเกินไปแล้ว

 

แต่เขาก็ไม่มีข้อโต้แย้ง "ได้เลย รอลุงกลับไปที่หน่วยแล้วจะเซ็นให้เรียบร้อย พรุ่งนี้จะเอามาให้นะ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า "ตกลงค่ะ ลุงซุน ขอให้เราร่วมมือกันอย่างมีความสุข งั้นหนูขอกลับไปทำงานที่สวนผลไม้ก่อนนะคะ"

 

หลังจากคนจากไป

 

ซุนจ่างซุ่นก็เก็บสัญญาทั้งสองฉบับไว้อย่างเรียบร้อย

 

เขาอดไม่ได้ที่จะทึ่ง "จิ่นเป่าคนนี้ช่างฉลาดเป็นกรดจริงๆ"

 

"หล่อนฉลาดเกินไปแล้ว ตัวเล็กแค่นี้แต่ฉลาดขนาดนี้ โตขึ้นจะกลายเป็นคนแบบไหนกันนะ"

 

"ต้องมีความสามารถสูงแน่ๆเลย!"

 

เหอชุนเซิงได้ยินบทสนทนาทั้งหมดของพวกเขาเข้าหูแล้ว

 

เขาจดจำแผนนี้ไว้ในใจ

 

จากนั้นเขาเดินเข้าไปหาผู้ใหญ่บ้านและพูดว่า "ผู้ใหญ่บ้านครับ พวกคุณพูดถึงการเลี้ยงปลาในนาข้าวใช่ไหม?"

 

"ใช่แล้ว นี่เป็นความคิดของจิ่นเป่า" ซุนจ่างซุ่นยิ้มและพูดว่า "ปีนี้พวกเราก็จะลองดู"

 

"ผมว่ามันดูไม่น่าเชื่อถือนะ" เหอชุนเซิงแกล้งทำหน้าลำบากใจ "เรื่องนี้จะพูดยังไงดีล่ะ..."

 

"ผมกลัวว่าถ้าพูดไป คุณอาจจะคิดว่าผมตั้งใจกลั่นแกล้งเย่เสี่ยวจิ่น"

 

"แต่ถ้าไม่พูด ผมก็ไม่อยากเห็นพวกคุณทำผิดพลาด"

 

ซุนจ่างซุ่นขมวดคิ้ว "อะไรกัน... มันไม่ดีเหรอ? ผมเห็นว่าวิธีนี้น่าจะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายนะ"

 

เหอชุนเซิงถอนหายใจหนักๆ "ผู้ใหญ่บ้านครับ คุณคงไม่รู้หรอกว่าปลาหลี่น่ะมันกินต้นกล้าข้าว"

 

"มันไม่ได้แค่กินตะไคร่น้ำเท่านั้น แต่ยังจะกินรากของต้นข้าวไปด้วย"

 

"นี่แหละคือการเลี้ยงปลาในนาข้าว สุดท้ายก็ทิ้งของสำคัญไปเสียหมด"

 

ซุนจ่างซุ่นฟังคำพูดของเขาแล้ว ในตอนแรกก็ยังไม่เชื่อ

 

แต่ในใจก็เริ่มสั่นคลอนไปบ้างแล้ว

 

เขาคงต้องไปปรึกษาเรื่องนี้กับเลขาธิการ

 

"ได้ ฉันจะกลับไปพิจารณาดู"

 

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเชื่อคำพูดของตน เหอชุนเซิงก็รู้สึกภูมิใจอยู่บ้าง

 

จากนั้นเขาก็ไม่ยุ่งวุ่นวายอีกต่อไป

 

กลับบ้านไปเก็บเสื้อผ้า

 

เซี่ยวเยว่อยู่บ้านทำงานบ้านอย่างเซ็งๆ ส่วนเซี่ยวเสวี่ยกำลังเย็บผ้าอยู่

 

"เธอนี่ ทำไมถึงทำหน้าเศร้าหมองอยู่ทุกวันล่ะ? ในเมื่อได้เป็นหัวหน้ากลุ่มสตรีแล้ว แสดงว่าทางหมู่บ้านยังต้องการตัวเธออยู่นะ"

 

"เธออดทนไปอีกสักปี พิสูจน์ว่าตัวเองไม่มีปัญหาด้านความประพฤติ หลังจากนั้นก็จะได้เลื่อนตำแหน่งแล้วไม่ใช่หรือ?"

 

"อีกอย่าง ถึงตอนนี้เธอจะไม่มีอำนาจอะไรมาก แต่ทุกคนก็ให้ความเคารพเธอมากไม่ใช่หรือ?"

 

เซี่ยวเยว่แค่นเสียง "ใช่ ต่อหน้าก็ให้ความเคารพ แต่ลับหลังก็ด่าฉัน"

 

"ตอนประชุมครั้งที่แล้ว เย่เสี่ยวจิ่นคนนั้นทำตัวหยิ่งยโสมาก"

 

"ทำให้ฉันอับอายต่อหน้าคนมากมายขนาดนั้น!"

 

"ไม่ต้องร้อนใจ ฉันมีวิธีทำให้หล่อนไม่สบายใจเหมือนกัน" เหอชุนเซิงเดินเข้ามาในลานบ้านพร้อมรอยยิ้ม "น้องสาว เธอไม่ต้องร้อนใจ โอกาสดีของพวกเรามาถึงแล้ว"

 

"ถ้าครั้งนี้ฉันทำได้ดี ฉันจะหาทางพาเธอไปเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่อำเภอเลย"

 

เซี่ยวเยว่ตกใจ จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นยินดี "จริงหรือ? พี่มีวิธีอะไรดีๆล่ะ? ทั้งโจมตีเย่เสี่ยวจิ่นและยังเลื่อนตำแหน่งฉันได้ด้วยหรือ?"

 

เหอชุนเซิงพยักหน้า "ใช่แล้ว ฉันจะยังไม่บอกเธอตอนนี้หรอก... เซี่ยวเสวี่ย รีบไปจัดของให้ผมหน่อย พวกเราจะกลับไปที่อำเภอกัน"

 

เซี่ยวเสวี่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย "ไม่ใช่ว่าจะอยู่ต่ออีกครึ่งเดือนหรอกหรือ? ตอนนี้จะกลับแล้วเหรอ?"

 

"ใช่ ไม่ควรรอช้า รีบไปกันเถอะ" สีหน้าของเหอชุนเซิงเต็มไปด้วยความยินดี "ผมจะก้าวหน้าในอาชีพการงานได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตอนนี้แล้ว!"

 

เมื่อเซี่ยวเสวี่ยได้ยินว่าเขาพูดถึงเรื่องสำคัญขนาดนี้ หล่อนจึงรีบไปจัดของทันที

 

ทั้งสองคนออกจากหมู่บ้านชงเถียนตรงไปยังอำเภอต้าหลี่

 

เมื่อกลับถึงบ้าน เหอชุนเซิงรีบเขียนแผนเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาในนาข้าวทันที เขาใช้เวลาทั้งคืนพิจารณาอย่างละเอียด และยังได้ปรับปรุงรายละเอียดเพิ่มเติมอีกมาก

 

เนื่องจากเขาจบการศึกษาในสาขานี้มาโดยตรง จึงมีความรู้ความสามารถพอสมควร

 

เพียงแต่ขาดความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆเท่านั้น

 

เซี่ยวเสวี่ยเห็นเขานั่งทำงานดึก จึงทำอาหารมื้อดึกให้ "ดึกขนาดนี้แล้วยังเขียนอยู่อีกเหรอ? การเลี้ยงปลาในนาข้าว..."

 

หล่อนมองดูตัวอักษรบนกระดาษแล้วพูดว่า "แผนนี้เป็นความคิดของคุณเหรอ? ดีจังเลย"

 

"นอกจากจะใช้ประโยชน์จากนาข้าวได้อย่างเต็มที่แล้ว ยังจะเพิ่มรายได้อีกด้วย"

 

"ดูเหมือนการลงไปที่หมู่บ้านครั้งนี้ของคุณจะได้ผลดีทีเดียว"

 

เหอชุนเซิงรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจในใจ "แน่นอนอยู่แล้ว ผมเป็นมืออาชีพนี่นา"

 

"วิธีนี้ที่อื่นไม่เคยมีมาก่อน ในหนังสือก็ไม่มี"

 

"ถ้าผมเป็นคนแรกที่นำเสนอเทคโนโลยีนวัตกรรมแบบนี้ บางทีหลังจากนี้ผมอาจจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นไปก็ได้"

 

ตอนนี้ประเทศให้ความสำคัญกับนวัตกรรม

 

สหายหลายคนของเหอชุนเซิงก็กำลังทำการวิจัยกันอยู่

 

นี่มันเหมือนลาภลอยตกลงมาจากฟ้าเลยหลังจากที่เขาได้เจอกับเย่เสี่ยวจิ่นยัยเด็กโง่คนนี้


แม้แต่สวรรค์ยังเป็นใจช่วยให้เขาได้เลื่อนตำแหน่งและร่ำรวย แล้วทำไมเขาจะไม่คว้าโอกาสนี้ไว้ล่ะ? อยู่แต่ในหมู่บ้านก็เป็นการเสียเปล่าเท่านั้น

 

หากเขาถือมันไปสมัครงาน เขาจะสามารถเผยแพร่ออกไปได้มากขึ้น

 

จะว่าไปแล้ว นี่ก็ถือว่าเขาได้ช่วยยัยเด็กแซ่เย่ไปด้วยนะ!

 

"เอาล่ะ คุณไปนอนก่อนเถอะ ผมยังต้องปรับแต่งรายละเอียดอีกหน่อย พรุ่งนี้ผมจะส่งมันไปที่อำเภอ แล้วยื่นเรื่องขึ้นต่อเบื้องบนในสำนักงานเกษตร"

 

แสงเทียนทอดเป็นลำยาว เหอชุนเซิงมองเปลวไฟที่กระพริบไหว อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา


ราวกับว่าในแสงเทียนนั้น เขามองเห็นตัวเองถูกย้ายไปอำเภอ...

 

ไม่สิ อาจจะถึงสำนักงานเกษตรในเมืองใหญ่เลยด้วยซ้ำ

 

ตอนนั้นเขาก็จะได้ก้าวหน้า เวลาเจอสหายเก่าแก่ก็จะได้เชิดหน้าชูตาขึ้นอีกระดับหนึ่ง


บทที่ 118: ทฤษฎีเลี้ยงปลาในนาข้าวได้รับการอนุมัติ

 

พอถึงวันที่สอง เย่เสี่ยวจิ่นก็ยังไม่เห็นซุนจ่างซุ่นมา

 

เธอรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก

 

พอถึงวันที่สาม เธอจึงตรงไปที่สำนักงานหมู่บ้านเลย

 

ซุนจ่างซุ่นและกัวชิงซงได้ศึกษาเรื่องนี้มาสองวันแล้ว

 

พอเห็นเย่เสี่ยวจิ่นมา พวกเขาก็ส่งข้อตกลงที่เซ็นเรียบร้อยแล้วให้เธอพอดี

 

"จิ่นเป่า พวกเราเลือกสถานที่ที่เหมาะสำหรับการเพาะเลี้ยงมาบ้างแล้วในสองวันนี้ เธอลองดูว่าได้ไหม?"

 

เย่เสี่ยวจิ่นกะพริบตาปริบๆ "เลือกสถานที่เหรอ? หนูนึกว่าคุณคิดว่าแผนนี้ใช้ไม่ได้แล้วซะอีก"

 

"ฉันไม่โกหกเธอหรอก" ซุนจ่างซุ่นพูดตรงๆ "แต่จริงๆแล้วก็แอบคิดแบบนั้นนะ..."

 

"เมื่อสองวันก่อน เหอชุนเซิงบอกว่าปลาหลี่จะกินรากต้นกล้าข้าว ฉันเลยไปหาปลาหลี่มาสองสามตัวแล้วลองเลี้ยงกับต้นกล้าข้าวดู"

 

"เธอดูในถังน้ำนี่สิ สองวันมานี้ปลาหลี่ก็ไม่ได้กินต้นกล้าข้าวเลย"

 

"ฉันเห็นว่าปลาไม่ได้กินต้นกล้าข้าว ถึงได้เซ็นชื่อไป"

 

กัวชิงซงพยักหน้า "จิ่นเป่า เธออย่าได้ถือสาเลยนะ ถึงยังไงข้าวก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของหมู่บ้านเรา ถ้าทำพลาดไป..."

 

"ทุกคนก็จะต้อง.อดอยากกันหมด"

 

"หนูเข้าใจได้ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ" เย่เสี่ยวจิ่นโบกมือ

 

แต่ในใจนึกฉุนขึ้นมา เหอชุนเซิงคนนี้สร้างปัญหาให้เธอไม่หยุดหย่อนจริงๆ

 

"แล้วเหอชุนเซิงอยู่ไหนแล้วคะ?"

 

"เขาออกหมู่บ้านไปแล้วตั้งแต่สองวันก่อน"

 

"ไปแล้วเหรอ?" เย่เสี่ยวจิ่นแค่นเสียง "ดีแล้วที่เขาออกไป ไม่งั้นหนูคงต้องไปสั่งสอนเขาสักหน่อย"

 

"หลังจากปลูกข้าวเสร็จแล้ว หนูจะปล่อยลูกปลาลงในที่นาที่พวกคุณเลือกไว้"

 

"พวกคุณไม่จำเป็นต้องส่งคนอื่นมาดูแล ให้พี่ชายทั้งสองของหนูรับผิดชอบเรื่องนี้ได้ไหมคะ?"

 

ซุนจ่างซุ่นเห็นด้วย "ตกลง ทำตามที่เธอว่ามาก็แล้วกัน"

 

เย่เสี่ยวจิ่นถือข้อตกลงเดินออกไป

 

กัวชิงซงมองเงาร่างของเธอหายลับไป แล้วถอนหายใจ "ยัยหนูจิ่นเป่าคนนี้ฉลาดมากเลยนะ"

 

"เหอชุนเซิงคนนั้นที่อ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ ยังมีความรู้สู้จิ่นเป่าไม่ได้เลย"

 

เขารู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย "วันๆเอาแต่พูดจาไร้สาระ จะเรียกว่าผู้เชี่ยวชาญได้ยังไงกัน!"

 

แต่ก่อนพวกเขาเคารพผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาก

 

แต่ตอนนี้ต้องพิจารณาให้ดีก่อนแล้ว

 

ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีความรู้ความสามารถจริงเสมอไป

 

ซุนจ่างซุ่นก็คิดเช่นนั้น "ผมคาดว่าเขาคงจงใจแก้แค้นจิ่นเป่าแน่ๆ"

 

"ก่อนหน้านี้ที่สวนผลไม้ เขาพยายามสร้างปัญหาแต่ไม่สำเร็จ คราวนี้พอมีโอกาสก็ต้องมาก่อกวนอีกแน่นอน"

 

"ไม่งั้นทำไมถึงรีบจากไปเร็วนัก?"

 

กัวชิงซงแค่นเสียง "ไอ้คนเลวนี่กับเซี่ยวเยว่ช่างเข้าขากันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยจริงๆ"

 

"ต่อไปอย่าให้มันมาชี้นำอะไรในหมู่บ้านของเราอีกนะ!"

 

เย่เสี่ยวจิ่นกลับมาที่สวนผลไม้ พร้อมถือข้อตกลงมาด้วยความดีใจ

 

"พ่อคะ ข้อตกลงเรียบร้อยแล้ว ผู้ใหญ่บ้านและคนอื่นๆ เห็นด้วยกับการเลี้ยงปลาในนาข้าวแล้วค่ะ หนูบอกแล้วไงว่าไม่ต้องกังวล"

 

เย่จื้อผิงได้ยินแล้วถึงได้โล่ง.อก "พ่อกลัวว่าจะมีอะไรผิดพลาดน่ะสิ กลัวว่าพวกเขาจะคิดว่าลูกเรียกร้องมากเกินไป แต่ยังไงก็ช่าง... ขอแค่พวกเขาเห็นด้วยก็พอ"

 

"เรื่องนี้เป็นเรื่องดีนะ เป็นประโยชน์ต่อทุกคน"

 

เย่เสี่ยวจิ่นย่นจมูก "หนูไม่ได้เรียกร้องมากเกินไปหรอก"

 

เย่จื้อผิงส่ายหน้าอย่างจนปัญญา

 

ลูกสาวของเขาฉลาดเกินไป

 

เย่เสี่ยวจิ่นพาทุกคนฉีดยาในสวนผลไม้เสร็จแล้ว หลังจากนั้นก็ต้องเตรียมรอผลไม้

 

จำเป็นต้องห่อผลไม้ด้วยถุงกระดาษหนังสือพิมพ์

 

การปลูกพืชในยุคนี้ไม่นิยมทำอะไรแบบนี้ แต่เธอเป็นคนริเริ่มขึ้นมา

 

แม้ทุกคนจะไม่เข้าใจ แต่ก็ทำตามกันเป็นส่วนใหญ่

 

หนังสือพิมพ์ในหมู่บ้านถูกคนในสวนผลไม้ขนไปหมดแล้ว

 

หลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน ทุกคนก็ไม่จำเป็นต้องไปทำงานที่สวนผลไม้อีกแล้ว แค่อยู่บ้านทำถุงห่อผลไม้ก็พอ

 

พวกเขายังคงอยู่บ้านสบายๆ 

 

หลิวเยว่และเย่จื้อผิงก็อยู่บ้านเช่นกัน

 

เย่ฉางอันรู้สึกอิจฉา "พวกพี่นี่สบายจังเลย นั่งทำของพวกนี้อยู่บ้านก็ได้คะแนนแรงงานแล้ว"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยพองแก้ม "นั่นก็เพราะหัวหน้าทีมเป็นน้องสาวลูกไงล่ะ ทีมอื่นไม่ได้สบายขนาดนี้หรอก ช่วงนี้งานที่ฟาร์มไก่ก็ยุ่งมาก"

 

"ต้องฟักไข่ไก่ด้วย ทุกวันมีงานให้ทำเยอะแยะ"

 

"แต่ก็ยังสบายกว่าทำนาอยู่ดีนะ" เย่ฉางอันนั่งลงบนเก้าอี้ ขากางเกงทั้งสองข้างเปื้อนโคลนไปหมด

 

เย่เสี่ยวจิ่นยิ้ม "เดี๋ยวหนูจะให้งานพี่กับพี่ใหญ่ทำ พวกพี่จะได้ไม่ต้องลงไปในนาข้าวทุกวันแล้ว"

 

"ทำอะไรน่ะ?" เย่ฉางอันถามอย่างสงสัย

 

"พอถึงปลายเดือนพฤษภาคม ก็จะไปปล่อยลูกปลา" เย่เสี่ยวจิ่นเล่าเรื่องเลี้ยงปลาในนาข้าวให้เขาฟัง

 

เย่ฉางอันถอนหายใจทันที "เธอนี่เก่งเรื่องหาผลประโยชน์จริงๆ ถ้าได้เป็นหัวหน้าทีมดูแลที่นาก็คงดี พวกเราก็จะได้อานิสงส์ไปด้วย"

 

เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มอย่างจนใจ หากไม่นำเครื่องจักรเข้ามาใช้ ก็ต้องใช้แรงงานคนกันหนักมาก

 

หลิวเยว่ห่อถุงได้อย่างรวดเร็ว "ทำไมต้องห่อผลไม้ด้วยล่ะ? ปล่อยให้โดนแดดไม่ดีกว่าเหรอ?"

 

เย่เสี่ยวจิ่นเม้มปาก "เพราะมันช่วยป้องกันโรคและแมลงได้ แถมยังป้องกันนกมากินได้ด้วยนะ"

 

"หนูดูตารางแล้ว พื้นที่ปลูกของสวนผลไม้กว้างมากก็จริง แต่ทุกปีเก็บเกี่ยวผลไม้ได้ไม่เยอะเลย"

 

"ดังนั้นปีนี้หนูเลยอยากเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น อย่างน้อยก็ให้ทุกคนเห็นผลงานที่ชัดเจนหน่อย"

 

หลิวเยว่คิดสักครู่ "ก็จริงนะ ทุกปีพอผลไม้ใกล้จะสุกเมื่อไหร่ก็โดนแมลงกินหมดเลย แถมยังโดนนกกินไปเยอะเหมือนกัน"

 

"มันไม่มีวิธีที่จะการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชได้เด็ดขาดเต็มร้อยหรอก" เย่เสี่ยวจิ่นพูด เธอจะไม่ทำถึงขั้นใช้ยาฆ่าแมลงแน่นอน เพราะกินไปแล้วไม่ดีต่อสุขภาพ

 

ในนาข้าวตอนนี้ได้กักเก็บน้ำไว้แล้ว

 

ทุกคนกำลังยุ่งกับการไถนา ใช้ดินทำคันนา ทำให้บนคันนาไม่มีวัชพืชขึ้นมากนัก

 

ลูกเป็ดตัวเล็กๆที่บ้านของเย่เสี่ยวจิ่นถูกปล่อยออกมาตอนกลางวัน เล่นอยู่ในนาข้าว

 

ส่วนลูกเจี๊ยบรุ่นแรกในตอนนี้มีน้ำหนักกว่า2ชั่งแล้ว พวกมันมุดเข้าไปจับแมลงกินในพุ่มหญ้าทุกที่ 

 

เย่จื้อผิงทำถุงใบสุดท้ายเสร็จแล้ว "ช่วงบ่ายนี้ยังมีเวลาทำอย่างอื่นอีก"

 

"ขิงในถ้ำก็งอกหน่อแล้ว เอาออกมาปลูกได้แล้ว"

 

"เมื่อคืนพ่อขึ้นไปที่ภูเขา เห็นของจิ่นเป่าโตดีทั้งนั้นเลย"

 

"เลยว่าเตรียมจะปลูกขิงไว้ข้างๆนั่น"

 

ปีก่อนๆมักจะปลูกไว้ข้างลำธารใกล้บ้าน

 

แต่ปีนี้พื้นที่ริมลำธารถูกใช้ปลูกต้นท้อ ฟักทอง และฟักเขียวกันหมดแล้ว ไม่มีที่ว่างเหลือให้ปลูกอะไรได้อีกเลย

 

"พ่อ งั้นพวกเราไปด้วยกันนะ พอดีหนูอยากไปดูด้วย"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยทำขนมฟักทองเสร็จแล้ว เรียกทุกคนมากินอาหารกลางวัน

 

หลิวเยว่อ้วนขึ้นมาบ้างแล้วตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เพราะได้ทำแต่งานเบา มีอาหารกินวันละสามมื้อ

 

ซึ่งแต่ละมื้อก็อร่อยดี

 

วันไหนไม่มีเนื้อกิน ก็ยังมีปลาหนีชิวให้กิน

 

ข้าวสวยก็มีกินอิ่มทุกมื้อ

 

สบายกว่าตอนที่อยู่บ้านตระกูลหลิวมากนัก

 

หล่อนรู้สึกซาบซึ้งใจมาก

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดพลางยิ้มว่า "จื้อผิง ปลูกขิงเสร็จแล้วก็ไปดูบนเขาหน่อยนะว่ามีดอกสายน้ำผึ้งไหม"

 

"ฉันคาดว่าฤดูนี้น่าจะออกดอกแล้ว ถ้ามีฉันจะหาเวลาไปเก็บ"

 

"ตอนไปตลาดครั้งที่แล้วเห็นมีคนรับซื้อ ราคาก็ค่อนข้างดีด้วย"

 

เย่จื้อผิงพยักหน้ารับคำ

 

เย่เสี่ยวจิ่นกะพริบตาถาม "ดอกสายน้ำผึ้งเหรอคะ?"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยยิ้มตอบ "ใช่จ้ะ บนเขามีสมุนไพรเยอะ เอากลับมาแล้วเอาไปขายที่ตลาดได้"

 

"พอว่างๆก็ไปหาได้"

 

"ดอกสายน้ำผึ้งหลังจากตากแห้งแล้วขายได้ตั้งครึ่งหยวนต่อชั่งเลยนะ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นครุ่นคิด ถ้าดอกสายน้ำผึ้งแห้งอยู่แล้ว มันก็เบามากอยู่แล้วนี่นา

 

"อืม...ไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่"

 

"ทำไมจะไม่คุ้มล่ะ? ไม่ต้องเสียเงินด้วย มีเยอะแยะในป่า ถ้าโชคดีเก็บได้สักหลายสิบชั่ง ก็ได้เงินเยอะแล้วนะ"

 

"หลายสิบชั่งคงยากแน่ๆ" เย่เสี่ยวจิ่นสงสัย "ดอกสายน้ำผึ้งมันไม่หนักเลย ยิ่งตากแห้งแล้วด้วย"

 

"งั้นก็ยิ่งไม่มีค่าน่ะสิ ไม่มีอย่างอื่นที่ดีกว่านี้หน่อยเหรอ?"

 

เย่จื้อผิงแค่นเสียง "เห็นไหม ในอนาคตจิ่นเป่าต้องรวยใหญ่แน่ คนมีวิสัยทัศน์แบบนี้แหละ ถึงจะประสบความสำเร็จได้"

 

"ในป่ามีต้นตีนฮุ้งดอย ราคาแพงมาก แต่ก็หายากหน่อย"

(ต้นตีนฮุ้งดอย: เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง มีสรรพคุณเชื่อกันว่าเป็นยาอายุวัฒนะ รักษามะเร็งได้)

 

"ปีที่แล้วมีคนมารับซื้อ คงขุดไปหมดแล้วมั้ง"

 

เย่เสี่ยวจิ่นงงไปหมด "งั้นหนูก็ไม่รู้แล้วล่ะ"

 

ช่วงบ่าย เย่เสี่ยวจิ่นและเย่จื้อผิงขึ้นเขาไปด้วยกัน

 

หลิวเยว่แบกตะกร้าตามขึ้นเขาไปด้วย หล่อนได้ยินหลี่ชุ่ยชุ่ยพูดถึงราคาของดอกสายน้ำผึ้งแล้วก็รู้สึกสนใจขึ้นมา

 

คิดว่าถ้าไม่มีอะไรทำ ก็ไปเก็บมาบ้างก็ดี

 

แปลงมันเทศของเย่เสี่ยวจิ่นเขียวชอุ่มไปทั่ว

 

เถามันเทศเติบโตแข็งแรงมาก

 

เย่จื้อผิงนั่งยองๆลงสัมผัสใบมันเทศที่หนาอวบ แล้วพูดว่า "ที่ตรงนี้เคยมีคนบุกเบิกมาก่อน แต่ปลูกมันเทศไม่ได้ผลเลย"

 

"ไม่รู้ว่าลูกปลูกยังไงถึงได้ต่างจากคนอื่น ปลูกได้อวบอ้วนขนาดนี้เชียว"

 

เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มน้อยๆ "เถามันเทศที่แตกกิ่งก้านสาขาพวกนี้เอากลับไปทำหญ้าอาหารสัตว์ได้ใช่ไหมคะ?"

 

"ได้สิ ช่วงนี้หาหญ้าอาหารสัตว์ไม่ค่อยได้ เอากลับไปบ้างก็ดีนะ"

 

"ดีเลย งั้นคืนนี้หนูจะเอากลับไปทำเป็นอาหารเป็ดสักหน่อย"

 

หลิวเยว่มองดูเถามันเทศด้วยความสนใจ

 

เย่เสี่ยวจิ่นอธิบายให้หล่อนฟังว่า "นี่คือมันเทศหวาน เหมาะสำหรับปลูกในดินแบบนี้"

 

"รสชาติอร่อยมาก หวานเป็นพิเศษเลยล่ะ"


บทที่ 119: เย่เหวินชางได้หยุดเรียนหนึ่งเดือน

 

"มันเทศหวาน?” หลิวเยว่มองไปที่เย่เสี่ยวจิ่น "ที่พวกเราปลูกก็ถือว่าพอใช้ได้นะ มันเทศเนื้อสีม่วงอร่อย แต่อีกชนิดที่เป็นสีเหลืองไม่อร่อย"

 

"ชนิดนี้น่ะ...เหมาะกับปลูกในพื้นที่ดินทรายมากกว่า" เย่เสี่ยวจิ่นพูด "ที่ดินตรงนี้ที่พวกเราไม่ต้องการ ก็ปลูกได้แค่ชนิดนี้แหละ"

 

เย่จื้อผิงกำลังจะขุดดินข้างๆแล้ว

 

เย่เสี่ยวจิ่นเห็นหลิวเยว่จะขึ้นเขา

 

"หนูไปกับพี่ด้วยนะ หนูเคยขึ้นเขามาแล้ว จะได้พาพี่ไปหาเห็ดด้วย"

 

หลิวเยว่พยักหน้า "ดีเลย พอดีฉันไม่รู้จักทาง"

 

ทั้งสองคนขึ้นเขาไป

 

เย่จื้อผิงขุดดินอยู่ คนที่มีที่ดินก็มาตัดเถามันเทศ

 

ซุนหลานฮวาแบกจอบเดินผ่านมา "โอ้โห จื้อผิง ออกมาปลูกขิงตอนเที่ยงแบบนี้เลยเหรอ?"

 

"ใช่ครับ ปกติไม่ค่อยมีเวลา"

 

"จิ่นเป่าลูกสาวของคุณล่ะ?"

 

"ขึ้นไปเล่นบนเขาน่ะ" เย่จื้อผิงยิ้มเล็กน้อย

 

ซุนหลานฮวาเห็นที่ดินของพวกเขาแล้วพูดว่า "ก่อนหน้านี้ฉันขอเถามันเทศจากจิ่นเป่าไปปลูก แต่ปลูกได้ไม่ดีเท่าของเธอเลย"

 

"จิ่นเป่าสมเป็นหัวหน้าทีมสวนผลไม้จริงๆ หล่อนทำงานนี้ได้ดีมาก"

 

"จิ่นเป่าลูกสาวของคุณนี่ฉลาดจริงๆนะ"

 

เย่จื้อผิงได้ยินคำชมเช่นนั้นก็พูดว่า "อย่าไปชมเด็กมากนักเลยครับ"

 

"ทำไมจะชมไม่ได้ล่ะ ดูสิว่าหล่อนทำสวนผลไม้ได้ดีขนาดไหน ฉันได้ยินทุกคนชมหล่อนกันทั้งนั้น"

 

"จิ่นเป่าโตขึ้นไปแล้วต้องได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงแน่ๆ"

 

"มีลูกสาวดีแบบนี้ ต่อไปคุณก็รอรับความสุขสบายได้เลย!"

 

เย่จื้อผิงไม่คิดว่าซุนหลานฮวาจะมองลูกสาวของตัวเองดีขนาดนี้ "โอ้โห ใครจะรู้เรื่องในอนาคตล่ะครับ"

 

ก่อนถึงเวลาอาหารเย็น เย่เสี่ยวจิ่นและหลิวเยว่ก็ลงจากเขามาแล้ว

 

เย่จื้อผิงทำอาหารเสร็จแล้ว

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยเพิ่งกลับมาบ้าน พอดีเจอหลิวเยว่พาเย่เสี่ยวจิ่นกลับมา

 

"คุณป้า วันนี้พวกเราไปเก็บดอกสายน้ำผึ้งมา คุณดูสิคะว่าใช้ได้ไหม?"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่คิดว่าหลิวเยว่จะเก่งขนาดนี้ ถึงกับเก็บดอกสายน้ำผึ้งมาได้เต็มตะกร้า คิดเป็นน้ำหนักกว่าสิบชั่ง

 

"เธอไปหามาจากที่ไหนเยอะแยะขนาดนี้? แค่บ่ายเดียวเอง เธอนี่เร็วจริงๆ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นอดชมไม่ได้ "แม่ แม่ไม่รู้หรอก พี่สาวเก่งมากเลย"

 

"ดอกสายน้ำผึ้งเลื้อยอยู่บนต้นไม้สูงมาก แต่พี่สาวก็ปีนต้นไม้ขึ้นไปเก็บได้ และยังเก็บได้เร็วอีกด้วย"

 

เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกละอายใจในเรื่องนี้จริงๆ เธอเก็บได้แค่ที่อยู่บนพื้นเท่านั้น สูงกว่านี้ก็เก็บไม่ได้แล้ว

 

ในทางกลับกัน หลิวเยว่ก้าวเดินขึ้นเขาได้อย่างรวดเร็ว และปีนต้นไม้ได้ชำนาญมาก

 

ไม่เหมือนคนที่อยู่แต่ในโรงเรียนเลย กลับดูเหมือนคนที่คุ้นเคยกับการทำงานมากกว่า

 

"เสี่ยวเยว่ เธอน่าจะเหนื่อยแล้ว รีบไปอาบน้ำเถอะ เพิ่งปีนต้นไม้แบบนี้ น่าจะคันตัวแย่"

 

"ฉันจะเอาดอกสายน้ำผึ้งพวกนี้ไปตากบนเสื่อไม้ไผ่"

 

หลิวเยว่ไปอาบน้ำแล้ว

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยยังอดไม่ได้ที่จะชมว่าหล่อนเก่ง

 

ตอนกลางคืน หลี่ชุ่ยชุ่ยก็ยังคงตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่

 

ดวงตาของหล่อนในยามค่ำคืน มองเห็นไม่ค่อยชัดเจนนัก

 

ในช่วงไม่กี่วันนี้ หล่อนได้ทำเสื้อผ้าให้เย่เสี่ยวจิ่นเสร็จแล้ว และกำลังทำให้เย่หวาย

 

ถึงอย่างไรเย่หวายก็สอบได้คะแนนดีในครั้งนี้ หาเงินมาให้ครอบครัวได้ถึง10หยวน!

 

ตอนนี้เวลาคนอื่นพูดถึงเย่หวาย ต่างก็บอกว่าเขามีความสามารถ

 

เป็นเด็กที่มีแววเรียนเก่ง

 

"แม่คะ แม่ทำเสื้อผ้าทุกวันเลย ต้องพักผ่อนบ้างนะคะ ไม่อย่างนั้นจะไม่ดีต่อสายตานะคะ"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยลูบศีรษะของเธอ "ไม่เป็นไรจ้ะ แม่ยังไม่ได้ทำเสื้อผ้าของพี่ชายคนโตคนรอง พี่สาว และพ่อของลูกเลย"

 

"แม่ยังอยากทำกระโปรงให้ลูกด้วยนะ ลูกไปนอนก่อนเถอะ แม่จะตามไปนอนเร็วๆนี้แหละ"

 

"ได้ค่ะ" เย่เสี่ยวจิ่นนอนคว่ำอยู่ข้างๆ หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน "งั้นหนูจะอยู่เป็นเพื่อนแม่นะคะ พอดีหนูก็ต้องอ่านหนังสือเรียนเหมือนกัน"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยล้วงถั่วลิสงออกมาจากกระเป๋าสองสามเม็ด "ลูกกินสิ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นก็นอนคว่ำอยู่ข้างๆ แกะถั่วลิสงกิน

 

ที่บ้านของครอบครัวเย่คนโต ตอนนี้ก็จุดเทียนไว้ยังไม่นอนกัน

 

ในที่สุดเย่เหวินชางก็ได้หยุดอยู่กับบ้านเป็นเวลาหนึ่งเดือน นับเป็นการจากบ้านไปนานที่สุดครั้งหนึ่ง

 

หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ ทุกคนในครอบครัวก็ล้อมวงถามไถ่เขาด้วยความห่วงใยอย่างมาก

 

หลี่กุ้ยฮวานั่งอยู่บนเก้าอี้ "เหวินชาง ลูกอยู่โรงเรียนปรับตัวได้ดีไหม? แม่ได้ยินมาว่าพวกเธอเรียนหนักมาก มีวันหยุดแค่บ่ายวันอาทิตย์เท่านั้น"

 

"ปกติลูกมีเวลาพักผ่อนเพียงพอไหม?"

 

หลี่กุ้ยฮวามองดูลูกชายที่ดูผอมลงไปบ้าง รู้สึกเป็นห่วงจนแทบทนไม่ไหว

 

คาดว่าชีวิตในโรงเรียนคงไม่สบายเท่าอยู่ที่บ้าน

 

อาหารการกินก็คงไม่ดีเท่า

 

เย่จื้อเฉียงก็พูดว่า "ใช่แล้ว คราวนี้ก็สอบปลายภาคใช่ไหม? เย่หวายลูกชายอาสามของลูกปีนี้ได้กลับไปเรียนต่อแล้ว"

 

"แต่เดิมไม่คิดว่าเขาจะเรียนได้ดี ไม่คาดคิดเลยนะว่าคราวนี้เขาสอบได้ที่หนึ่งของชั้นปี แถมยังได้รับเงินรางวัลตั้ง10หยวน"

 

"นี่มันเก่งจริงๆ" เย่จื้อเฉียงชมด้วยความทึ่ง "ตอนนี้หลี่ชุ่ยชุ่ยภูมิใจมากเลย นับว่าลูกชายของหล่อนมีความสามารถอยู่หน่อย"

 

เขามองเย่เหวินฉางอย่างจริงจัง "ลูกเองก็ต้องตั้งใจเรียนให้ดีๆนะ เรียนจบมัธยมปลายแล้วถึงจะได้งานดีๆ"

 

"ครอบครัวเราอยู่ที่นี่ จะได้ไม่ต้องก้มหน้าให้ใคร"

 

เย่จู๋ไม่ได้วนเวียนอยู่รอบๆพี่ชายเหมือนแต่ก่อน

 

ทำเพียงมองพวกเขาอยู่ห่างๆ

 

ดวงตาหล่อนเต็มไปด้วยความอิจฉา แต่ไม่พูดอะไรสักคำ

 

"เย่หวายสอบได้ที่หนึ่งเหรอ?" เย่เหวินชางเงียบไปครู่หนึ่ง ในดวงตาที่สงบนิ่งมีแววประหลาดใจและงุนงงวูบผ่าน

 

เขาเริ่มรู้สึกถึงภัยคุกคามบ้างแล้ว

 

ในฐานะคนเก่งของหมู่บ้าน เขาไม่อาจยอมให้คนในครอบครัวของเย่คนที่สามเหนือกว่าตัวเองได้

 

ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยสนใจเย่หวายเลย

 

ตอนนี้คนที่เขาไม่เคยเห็นค่ากลับมีผลการเรียนดีกว่าเขา

 

หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกกระทบกระเทือนใจ

 

เขาหลุบตาลงพูดว่า "ผลการสอบครั้งนี้ของผมธรรมดา ไม่ได้ดีมากนัก"

 

"ผมมีแฟนแล้ว มันเลยส่งผลกระทบต่อการเรียน"

 

หลี่กุ้ยฮวาตกตะลึง ทันใดนั้นก็รับไม่ได้ "ทำไมลูกไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ แต่กลับไปมีแฟน? ลูกเพิ่งจะ..."

 

"ลูกยังไม่ถึงวัยที่จะมีแฟนนะ!"

 

"ถ้าเสียการเรียน ลูกจะต้องเสียใจในภายหลังแน่ๆ!"

 

เย่จื้อผิงก็รู้สึกโมโหเล็กน้อย

 

ครั้งแรกสอบไม่ติด เรียนซ้ำชั้นหนึ่งปี ก็เสียเงินไปอีก

 

ในที่สุดก็สอบเข้าได้ แต่กลับไปมีความรักเสียนี่

 

พวกเขาที่มีความภูมิใจในตัวเย่เหวินชาง ตอนนี้จึงรู้สึกผิดหวังอย่างมาก

 

"ลูกเอ๋ย ลูกมีความคิดเป็นของตัวเอง พ่อไม่อยากพูดอะไรมาก"

 

"แต่ว่าลูก...ลูกจะต้องเป็นเจ้าหน้าที่รัฐในอนาคตนะ ลูกทำแบบนี้ พ่อจะพูดอะไรดีล่ะ?"

 

เย่เหวินชางมองพ่อแม่ บนสีหน้าไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย

 

เขาตอบอย่างสงบ "พ่อแม่ครับ ผมเรียนหนังสือก็เพื่อการทำงานนั่นแหละ"

 

"ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนในเมือง พ่อของหล่อนทำงานในรัฐบาลอำเภอ ผมแค่ต้องคบกับหล่อนให้ดี พอเรียนจบก็จะได้รับการจัดสรรให้เข้าทำงานในรัฐบาลอำเภอ"

 

เย่เหวินชางมีเป้าหมายที่ชัดเจนมาตลอด

 

เขาไม่ได้ชอบผู้หญิงคนนั้นมากนัก และก็ไม่ได้คิดจะแต่งงานกับหล่อนจริงๆ 

 

แต่หล่อนมีผลประโยชน์มาก นั่นเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้


หลี่กุ้ยฮวาและเย่จื้อผิงต่างเงียบไป

 

ครู่หนึ่งผ่านไป หลี่กุ้ยฮวาจึงเอ่ยปาก "นี่...รัฐบาลอำเภอ...ถ้าเข้าไปได้จริงๆ มันจะได้หน้าได้ตาแค่ไหนกันนะ ต่อไปพวกเราก็จะได้ตามเหวินชางไปอยู่ในอำเภอด้วย"

 

ขณะพูดไป ความไม่พอใจในใจก็สลายหายไปหมดแล้ว "เหวินชาง ลูกเป็นเด็กที่รู้ความจริงๆนะ แม่รู้ว่าลูกจะไม่ทำอะไรโง่ๆหรอก"

 

เย่เหวินชางยิ้มเล็กน้อย "ยังมีอีกเรื่องที่ต้องบอกพวกคุณ"

 

"เรื่องอะไรหรือ? เงินค่าครองชีพไม่พอใช้เหรอ?"

 

"ไม่ใช่" เย่เหวินชางเป็นคนไม่ค่อยมีความต้องการทางวัตถุ นอกจากใช้จ่ายให้แฟนสาว ตัวเขาเองก็แทบไม่มีที่ใช้เงิน

 

เขานึกถึงตอนที่เจอกับเย่ฉางอันในเมืองอำเภอก่อนหน้านี้

 

เขาครุ่นคิดแล้วพูดว่า "ก่อนหน้านี้ผมเห็นครอบครัวอาสามขายสตรอว์เบอร์รีในเมือง พวกคุณรู้เรื่องนี้ไหม?"

 

หลี่กุ้ยฮวางุนงงมาก "ไม่รู้เลย สตรอว์เบอร์รีคืออะไรหรือ?"

 

"มันคือสิ่งที่พวกเขาปลูกข้างบ้าน ดูคล้ายๆกับผลไม้ป่าน่ะ"

 

"ดูสวยดีนะ แต่กินได้หรือเปล่า?"

 

เย่จื้อเฉียงส่ายหน้า "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนที่เย่เสี่ยวจิ่นปลูกมัน ไม่ใช่ว่าโดนคนอื่นหัวเราะว่าเป็นคนโง่หรอกหรือ?"

 

"พวกเขาขายชั่งละ80เหมา ขายได้ดีทีเดียว"

 

หลี่กุ้ยฮวาตกตะลึงทันที เบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ "80เหมาต่อชั่ง? แพงกว่าเนื้อสัตว์ตั้งสองเท่า?"

 

"ใช่ แพงมาก" เย่เหวินชางพยักหน้า "ขายได้ครั้งละ20ชั่ง"

 

หลี่กุ้ยฮวาถึงกับอึ้ง "ดังนั้นพวกเขาไปขายในเมืองครั้งหนึ่ง ก็ได้กำไร16หยวนเลยเหรอ?"

 

หล่อนมองไปที่เย่จื้อเฉียง เย่จื้อเฉียงก็ทำหน้าตกใจเช่นกัน

 

เย่จื้อเฉียงเริ่มเข้าใจแล้ว "ไม่น่าแปลกใจที่ช่วงนี้พวกเขาพากันยืดอกเชิดหน้า แม้แต่บ้านรองก็ไม่สนใจ"

 

"เมื่อก่อนยังซื้อจักรยานด้วย ที่แท้ทำเงินได้ขนาดนี้!"

 

ดวงตาของเขาฉายแววรู้แจ้งทันที "ฉันก็ว่าแล้วว่าทำไมว่านหยวนหาภรรยาได้ แต่หล่อนก็เลือกไปอยู่กับเย่จวินทันที"

 

"ตอนนั้นยังคิดว่าบ้านเจ้าสามจนขนาดนั้น จะมีผู้หญิงคนไหนโง่พอจะไปอยู่ด้วย"

 

"ที่แท้หล่อนก็รู้ว่าบ้านเจ้าสามมีเงินนี่เอง"

 

หลี่กุ้ยฮวาฟาดมือบนแขนเย่จื้อเฉียงอย่างแรง "ทำไมคุณถึงไม่รู้อะไรเลย นี่มันแย่แล้ว ยังไม่ถึงครึ่งปีด้วยซ้ำ ทำไมสถานะครอบครัวพวกเขาถึงดีขึ้นขนาดนี้?!"

 

"เย่เสี่ยวจิ่นคนนั้นได้เป็นหัวหน้าทีม ทั้งผู้ใหญ่บ้านและเลขาฯ ต่างก็ให้ความสำคัญกับหล่อนมาก"

 

"แถมยังแอบหาเงินได้มากมายขนาดนั้น แล้วผลการเรียนของเย่หวายก็ดีขนาดนี้อีก!"


หลี่กุ้ยฮวารู้สึกหนาวสั่นไปทั้งแผ่นหลัง ใจหายวาบ

 

หล่อนเคยรังแกครอบครัวของหลี่ชุ่ยชุ่ยไว้มากขนาดนั้น นี่...นี่จะต้องโดนพวกเขาแก้แค้นกลับแน่ๆ

 

"แล้วจะทำยังไงดีล่ะ..."


บทที่ 120: หลิวคังมาหา

 

หลี่กุ้ยฮวาจำต้องหันไปมองเย่เหวินชาง "เหวินชาง ความหวังทั้งหมดของครอบครัวเราอยู่ที่ลูกแล้วนะ 

 

“ลูกเป็นความภูมิใจของแม่มาครึ่งชีวิต แต่พอมาถึงวัยนี้ กลับถูกครอบครัวหลี่ชุ่ยชุ่ยข้ามหัวไปเสียได้"

 

"ใจแม่เจ็บปวดเหลือเกิน ลูกต้องสู้ให้สุดความสามารถนะ ครอบครัวเราจะได้ไปเป็นคนใหญ่คนโตในอำเภอ"

 

เย่จื้อเฉียงกลับพูดว่า "คุณอย่าสร้างแรงกดดันให้เด็กมากนักเลย เรื่องอนาคตของเขาค่อยๆเป็นค่อยๆไปเถอะ"

 

"อย่าไปเปรียบเทียบกับคนอื่นมากนัก เห็นพวกเขาก็หลบไกลๆหน่อย อย่าไปหาเรื่องเองก็พอแล้ว"

 

"เหวินชาง ลูกอย่าสร้างแรงกดดันทางจิตใจนะ"

 

เย่เหวินชางแน่นอนว่าไม่มีแรงกดดัน

 

เขามีแผนการของตัวเองชัดเจน จะไม่ให้ใครมามีอิทธิพลต่อสภาพจิตใจของเขาได้

 

เย่จู๋นอนคว่ำอยู่ข้างๆ ฟังคำพูดของพ่อแม่

 

หล่อนไม่เข้าใจ

 

ชัดเจนว่าครอบครัวของอาสามจะไม่มาหาเรื่องแน่นอน...

 

หลังจากที่เย่เสี่ยวจิ่นได้เป็นหัวหน้าทีมแล้ว เธอก็ไม่ได้จงใจทำให้ลำบากเลยสักนิด

 

เช้านี้เย่เสี่ยวจิ่นไปที่สวนผลไม้ และเรียกเย่จู๋กับหลินลี่ลี่มาคุยเป็นการส่วนตัว

 

"พวกเธอสองคนไม่ต้องมาทำงานที่สวนผลไม้ในสองวันนี้นะ" เย่เสี่ยวจิ่นหยิบหนังสือพิมพ์ออกมา พร้อมกับเมล็ดพันธุ์สองชุด

 

"ตอนนี้เก็บเกี่ยวโหยวไช่ฮวาเสร็จแล้ว เตรียมพื้นที่ให้พร้อมก็ปลูกแตงโมได้แล้ว"

 

"พวกเธอสองคนช่วยจัดการเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดให้เรียบร้อยในสองวันนี้นะ เป็นงานที่หนักพอสมควร เพราะมีเมล็ดพันธุ์เยอะมาก"

 

หลินลี่ลี่รับเมล็ดพันธุ์มา "ได้ ฉันจะทำให้เสร็จภายในสองวัน"

 

เย่จู๋ก็พยักหน้า “ฉันก็ทำได้"

 

ทั้งสองคนถือเมล็ดพันธุ์กลับบ้านไป

 

การเพาะเมล็ดพันธุ์ อันดับแรกต้องนำเมล็ดแช่ในน้ำอุ่นเพื่อกระตุ้นให้งอก

 

นอกจากนี้ยังต้องขุดดินร่วนซุยจำนวนมากผสมกับมูลหมูหรือมูลวัว เพื่อใช้ในการเพาะต้นกล้า

 

นับเป็นงานที่ค่อนข้างเหนื่อยเล็กน้อย

 

ลูกท้อในสวนผลไม้ออกผลเล็กๆกันหมดแล้ว

 

เย่เสี่ยวจิ่นจัดการให้พวกเขาเด็ดผลด้านข้างออกบ้าง แล้วเก็บผลที่ดีไว้ ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์

 

ตามหลักแล้วควรจะห่อลูกสาลี่ด้วย

 

แต่เนื่องจากสาลี่พันธุ์นี้เป็นสาลี่หิน เนื้อแข็งมาก ไม่ต้องพูดถึงคนกัดไม่เข้า แม้แต่นกก็ไม่ค่อยชอบกิน และไม่ค่อยมีหนอนเข้าทำลายด้วย

 

ความแข็งแกร่งก็เป็นข้อดีอย่างหนึ่งของสาลี่หินนี่แหละ

 

ในขณะที่กำลังยุ่งอยู่นั้น หยางเจวียนก็วิ่งมาอย่างรีบร้อน

 

"จิ่นเป่า เธอรีบมาเร็ว!"

 

เย่เสี่ยวจิ่นถามอย่างสงสัย "ป้าเจวียน มีอะไรหรือคะ? เกิดอะไรขึ้นหรือ?"

 

"คนจากหมู่บ้านข้างๆมาแล้ว เป็นครอบครัวหลิว พ่อแม่พี่สาวหลิวของเธอมาแล้ว"

 

"พวกเขามาเยี่ยมหลิวเยว่ กำลังเดินขึ้นมาจากข้างล่างนี่แหละ"

 

"เธอรีบไปบอกพ่อของเธอหน่อยสิ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า "คนจากครอบครัวหลิวเหรอคะ?"

 

เธอรีบขึ้นไปเรียกพ่อและหลิวเยว่ทันที

 

ด้านล่างสวนผลไม้ หลิวคังยืนมองสวนผลไม้อยู่คนเดียว ในใจรู้สึกเจ็บปวด

 

เขาเป็นห่วงลูกสาว จึงแอบมาเยี่ยมลูกสาวโดยไม่บอกคนที่บ้าน

 

เขายังจำได้ว่า เมื่อก่อนนั้นหลิวเยว่เรียนหนังสือด้วยความขยันขันแข็งเสมอ โดยไม่ต้องให้ครอบครัวเสียเงิน

 

แต่ว่า... พวกเขาได้ทำลายอนาคตของหล่อนเสียแล้ว

 

ตอนนี้หล่อนถึงกับยอมอยู่ในครอบครัวคนแปลกหน้า เพียงเพราะเงินสิบหยวน

 

เขาไม่รู้ว่าลูกสาวตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

 

เขารอคอยอยู่ พอได้ยินเสียงแล้วจึงมองไป

 

ก็เห็นหลิวเยว่สวมเสื้อคลุมตัวใหม่เดินลงมาจากภูเขา ผมถักเป็นเปียสีดำขลับ

 

สีหน้าหล่อนดูสดใสกว่าที่เคยเป็น ถึงขนาดอวบอิ่มมีน้ำมีนวลขึ้นเล็กน้อย

 

"เสี่ยวเยว่"

 

สีหน้าของหลิวเยว่ดูลังเลและเศร้าใจ "พ่อ ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอ? ฉันได้ตอบแทนบุญคุณของพวกคุณหมดแล้ว อย่ามาหาฉันอีกเลย"

 

"ฉันไม่อยากใช้ชีวิตครึ่งหลังของตัวเองด้วยการช่วยเหลือพี่ชายของฉันอยู่ตลอดเวลา"

 

"การที่พวกคุณไม่มาหาฉันนับเป็นความหวังดีต่อฉัน เป็นการมอบอิสระให้ฉันแล้ว"

 

สายตาของหลิวคังฉายแววเจ็บปวด "เสี่ยวเยว่ พวกเราจะไม่ทำแบบนั้นแล้ว...เรื่องเงินสิบหยวนนี้ เป็นเพราะพี่ชายของลูกกำลังจะแต่งงาน..."

 

เย่จื้อผิงมองดูสถานการณ์

 

"พวกเรายังมีงานยุ่งอยู่ในสวนผลไม้นี้ จิ่นเป่า ลูกพาพี่สาวกับลุงหลิวกลับบ้านไปนะ พอดีจะได้กินข้าวเที่ยงด้วย"

 

เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า "ได้ งั้นกลับไปคุยกันที่บ้านดีกว่า"

 

"ไม่ค่ะ ฉันจะทำงานให้เสร็จก่อนแล้วค่อยกลับ" หลิวเยว่ทำงานมาครึ่งวันแล้ว ถ้าตอนนี้กลับไปเลยก็คงไม่ดีที่จะขอคะแนนงาน

 

สุดท้าย เย่เสี่ยวจิ่นก็พาหลิวคังกลับบ้านไป

 

หลิวคังเห็นบ้านของตระกูลเย่แคบขนาดนี้ ก็อดถอนหายใจไม่ได้

 

เขานึกตำหนิตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ

 

"คุณลุงคะ อย่าเสียใจไปเลย พี่สาวเสี่ยวเยว่อยู่สุขสบายดีที่บ้านของพวกเรา"

 

"หล่อนอยู่ห้องนั้นคนเดียว พี่ชายหนูไม่ได้ให้พี่สาวทำอะไรเลย"

 

"ถ้าหล่อนอยากกลับบ้านก็สามารถกลับไปได้ทุกเมื่อ"

 

หลิวคังงงเล็กน้อย “หนูหมายความว่า...พวกเขา...พวกเขาแยกห้องนอนกันเหรอ?"

 

"แน่นอนสิคะ พวกเรากำลังจะขยายบ้าน ต้องรอให้บ้านเสร็จก่อน พี่ชายใหญ่ถึงจะแต่งงานได้"

 

"พี่ชายใหญ่เป็นสุภาพบุรุษ ไม่เคยอยู่กับพี่สาวเสี่ยวเยว่ตามลำพังเลย คุณลุงวางใจได้เลยค่ะ"

 

หลิวคังไปดูห้องที่หลิวเยว่อาศัยอยู่ และพบว่ามีเพียงข้าวของของหล่อนเท่านั้น

 

ส่วนเย่จวินยังคงนอนเตียงรวมกับพี่น้องคนอื่นๆ

 

"แม้ว่าบ้านของพวกเราจะเล็ก แต่ก็มีทุกอย่างที่จำเป็น" 

 

หลิวคังพยักหน้า เพียงแค่ท่าทีที่พวกเขาให้เกียรติผู้อื่น ก็ทำให้อารมณ์ของเขาดีขึ้นมากแล้ว

 

อย่างน้อยรู้ว่าลูกสาวปลอดภัยดีก็ดีแล้ว

 

ไม่นานนัก เย่จวินและเย่ฉางอันก็กลับมา


เย่จวินเห็นชายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ก็จำได้ทันที "ลุงหลิว คุณมาแล้วหรือ?"

 

หลิวคังเห็นเย่จวินก็รู้ว่าเขาเก่งกว่าเย่ว่านหยวนมากนัก

 

"ฉันแค่มาดูหน่อย พวกเธอไม่ต้องสนใจฉันหรอก"

 

"จะเป็นไปได้อย่างไรล่ะครับ?" เย่จวินยิ้มเล็กน้อย "ผมจะไปทำอาหาร คุณลุงนั่งรอสักครู่ เดี๋ยวมากินข้าวด้วยกันนะครับ"

 

"พอดีช่วงนี้แม่ผมกำลังรมควันเนื้อตากแห้ง เนื้อตากแห้งตุ๋นกับหน่อไม้อร่อยมากเลยนะครับ"

 

เย่ฉางอันพูดต่อ "ใช่แล้ว พี่ชายของผมก็ฝีมือไม่เลวเหมือนกัน ลุงหลิวรอชิมได้เลยครับ!"

 

ครอบครัวเย่ต้อนรับแขกอย่าง.อบอุ่น

 

ไม่ใช่แค่กับหลิวคังเท่านั้น พวกเขาต้อนรับแขกทุกคนอย่างสมเกียรติ

 

หลิวคังรู้สึกผ่อนคลายขึ้น เขาพูดกับเย่เสี่ยวจิ่นว่า "พี่ชายทั้งสองคนของเธอนิสัยดีจังเลยนะ"

 

"ใช่ค่ะ คุณลุงยังไม่ได้เจอพี่ชายสามของหนูเลย พี่สามของหนูก็ดีมาก เรียนเก่งมากด้วย"

 

"เรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมต้าหลี่ สอบได้ที่หนึ่งด้วยนะคะ ถ้าคิดดูแล้วก็เรียนฟรีเลย"

 

เย่เสี่ยวจิ่นพูดถึงพี่ชายของเธอด้วยความภาคภูมิใจ "พี่ใหญ่ของหนูก็ขยันและเก่งมาก ส่วนพี่รองก็พูดจาไพเราะ"

 

หลิวคังอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา

 

บรรยากาศของครอบครัวนี้เห็นได้ชัดว่าอบอุ่นและเป็นมิตรมาก

 

เมื่อหลี่ชุ่ยชุ่ยกลับมา เย่จวินก็กำลังผัดอาหารอยู่แล้ว

 

"เฮ้อ ไข่คราวนี้ฟักไม่ค่อยดีเลย"

 

"จิ่นเป่า ลุงเซี่ยถามว่าเมื่อไหร่หนูจะไปดูสักหน่อย อัตราการฟักของลูกไก่ไม่ค่อยดีเลย"

 

"วันนี้หลินจวนยังทะเลาะกับเซี่ยเฟยฟานอีกด้วย"


หลี่ชุ่ยชุ่ยกำลังพูดอยู่ แล้วเห็นหลิวคัง "อ้าว พี่หลิว คุณมาเยี่ยมเสี่ยวเยว่ใช่ไหมคะ?"

 

หลิวคังยิ้มพลางตอบว่า "ใช่ครับ เด็กคนนี้ไม่ได้กลับบ้านมานานแล้ว"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่ได้มีท่าทีจะรั้งไว้ "นั่นสิ เด็กๆก็ควรกลับไปเยี่ยมเยี่ยมบ่อยๆนะ"

 

"ต่อไปฉันคงไม่อยากให้ลูกสาวฉันออกไปไหนเหมือนกัน"

 

"ลูกชายสามคนของฉันออกไปข้างนอกฉันไม่กลัวเท่าไหร่ แต่ถ้าลูกสาวไม่อยู่ข้างๆ ฉันคงนอนไม่หลับทั้งคืนแน่ๆ"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยรักลูกสาวเหมือนชีวิต

 

หลิวคังพยักหน้า "พวกเราทำผิดต่อเสี่ยวเยว่ เอาเงินบ้านคุณไปสิบหยวน..."

 

"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ สิบหยวนก็ไม่ได้มากเท่าไหร่" หลี่ชุ่ยชุ่ยนั่งลง "คุณดูสิ เรียนมัธยมต้นหนึ่งเทอมก็ต้องใช้เงินแปดหยวนแล้ว"

 

"ฉันได้ยินมาว่าคนในเมืองหนึ่งเดือนก็ใช้เงินสิบหยวนเชียวนะ"

 

"เป็นเพราะทำนาไม่ได้มีรายได้มากนัก ไม่งั้นเงินสิบหยวนนี้ก็คงทำอะไรไม่ได้มากหรอก"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดพลางยิ้ม "คุณวางใจได้ ครอบครัวเราไม่ได้บังคับเสี่ยวเยว่หรอกค่ะ"

 

"เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความคิดของเด็กสองคนเอง ถ้าไม่เหมาะสมกัน เสี่ยวเยว่ทำงานหนึ่งปีก็พอคืนสิบหยวนนี้แล้ว พวกเราก็จะไม่พูดถึงเรื่องสิบหยวนนี้อีก"

 

"ถ้าเหมาะสมกัน ปีหน้าพวกเราก็จะขยายบ้าน ทำห้องแยกให้พวกเขาอยู่ รับรองว่าจะดูแลลูกสาวบ้านคุณเป็นอย่างดี"

 

หลิวคังบีบชายเสื้อแน่น คำพูดของหลี่ชุ่ยชุ่ยทำให้เขารู้สึกสะเทือนใจ

 

สิบหยวน...

 

จริงๆแล้วถ้าพูดออกมาก็ไม่ได้มากมายอะไร

 

แต่... ครอบครัวของพวกเขากลับไม่สามารถหาเงินสิบหยวนได้!

 

งานแต่งงานของลูกชายกำลังจะมาถึง ก็เลยทำให้ครอบครัวต้องทำเรื่องแบบนี้ออกมา

 

หลิวคังไม่กล้าพูดว่า ครอบครัวกำลังเตรียมงานแต่งให้ลูกชาย

 

จัดการเรื่องบ้าน ครอบครัวยังเป็นหนี้อีกไม่น้อย

 

สิบหยวนนี้ก็เป็นสินสอดที่ฝ่ายหญิงต้องการ

 

"ขอบคุณจริงๆ ที่พวกคุณดูแลเสี่ยวเยว่เป็นอย่างดี ผมขอบคุณพวกคุณจากใจจริง"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบโบกมือ "อย่าพูดแบบนั้นเลยค่ะ เสี่ยวเยว่ขยันและฉลาด คุณดูสิ ดอกสายน้ำผึ้งพวกนั้นก็เป็นหล่อนที่เก็บมาทั้งนั้น"

 

"ไม่กี่วันมานี้ หล่อนขึ้นเขาไปเก็บในตอนเที่ยงทุกวัน ตากแห้งแล้วก็ได้ประมาณ56ชั่ง ถ้าเก็บเพิ่มอีกหน่อย ก็จะได้เงินอีกสองสามหยวน"

 

"หล่อนสามารถหาเงินสิบหยวนเองได้"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยถึงกับรู้สึกงุนงง ทำไมครอบครัวของพวกเขาถึงยอมยกลูกสาวให้แต่งงานเพื่อเงินแค่สิบหยวน

 

ที่จริงแล้ว ทั้งหมดนี้ก็เพื่อลูกชาย...

 

เงินทุกเฟินในบ้านล้วนใช้ไปกับลูกชายทั้งนั้น

 

ติดหนี้สินท่วมหัว แล้วจะเก็บเงินได้ที่ไหนกัน?


จบตอน

Comments