บทที่ 126: ย้ายไปอยู่บ้านหยางเจวียน
หลี่ชุ่ยชุ่ยออกไปทำงานตอนบ่าย ตกเย็นทั้งครอบครัวก็กลับมาดูสถานการณ์
เย่จื้อผิงเห็นแล้วว่าบ้านกำลังก่อสร้างเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจริงๆ
มีคนเดินผ่านมาพูดว่า "จื้อผิง ครอบครัวของนายมีหน้ามีตาจริงๆ ถึงกับสร้างบ้านใหม่ได้"
"พวกเราเลยมาดูความคึกคักหน่อย บ้านอิฐหลังนี้ต้องใช้เงินเท่าไหร่กัน?"
"คงใช้เงินเยอะมากสินะ ดูสิ มีแต่คนในเมืองเท่านั้นแหละที่จะอยู่บ้านแบบนี้ได้"
"เก่งจริงๆ บ้านหลังนี้ต้องออกมาดีแน่ๆ"
เย่จื้อผิงรู้สึกสงสัย "พวกคุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไง? ผมยังไม่ได้บอกใครเลยนะ"
"แม่ของนายไปพูดให้ใครต่อใครฟังว่านายมีหน้ามีตาน่ะสิ ทุกคนก็เลยรู้กันหมดแล้วว่าบ้านนายกำลังสร้างบ้าน"
"ใช่ แล้วก็มองเห็นได้แต่ไกลด้วย"
"เช้านี้ฉันเห็นคนงานมากันเยอะแยะเลย พอมาถึงก็ถามหาบ้านของคุณทันที นี่มันชัดเจนมากเลยนะ"
เย่จื้อผิงพยักหน้า "พอสร้างบ้านเสร็จ ผมจะเชิญทุกคนมาดื่มชา"
"ดีเลย ถึงเวลานั้นพวกเราจะต้องมาดูแน่นอน"
ทุกคนดูความคึกคักเสร็จแล้วก็แยกย้ายกันไป
หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกตื่นเต้นในใจ มองดูบ้านที่สร้างโครงเสร็จแล้ว ส่วนฐานก็เทปูนเสริมเหล็กเรียบร้อย
อิฐแดงก็วางซ้อนกันขึ้นมาแล้ว
"เร็วขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าพรุ่งนี้ก็จะเสร็จแล้วหรอ?"
"ผมคาดว่าน่าจะใช่ คนงานในเมืองทำงานกันเร็วจริงๆ" เย่จื้อผิงอดที่จะรู้สึกทึ่งไม่ได้ "ทุกคนแบ่งงานกันทำได้คล่องแคล่วเหลือเกิน"
เย่จื้อผิงอดบ่นไม่ได้ "แม่ของผมไปเล่าให้คนอื่นฟังทั่วไปหมดได้ยังไง? วันนี้ท่านไม่ได้อยู่บ้านพี่รองหรอ?"
"แม่คุณมาขอความช่วยเหลือที่บ้านเราวันนี้ แต่ฉันปฏิเสธไปแล้ว"
"ตอนนี้ท่านคิดว่าคุณมีอนาคตที่สดใสกว่า เลยอยากดูแลคุณมากขึ้น"
หลี่ชุ่ยชุ่ยพูด แต่ไม่ได้รู้สึกดีใจกับเรื่องนี้เลย
ที่บ้านของหยางเจวียน
เย่เสี่ยวจิ่นกำลังเล่นอยู่กับหยางลี่ลี่
หยางลี่ลี่พาเย่เสี่ยวจิ่นปีนขึ้นต้นพลับหลังบ้าน "จิ่นเป่า ดูผลสีเหลืองพวกนั้นสิ สุกแล้วดูน่าอร่อยจัง"
"ตอนเก็บระวังตกลงมานะ ต้องระมัดระวังหน่อย ไม่งั้นแม่จะตีฉันตาย"
"ฉันรู้แล้ว" เย่เสี่ยวจิ่นพูดพลางปีนป่ายบนต้นไม้ เก็บพลับสีเหลืองลูกหนึ่ง
เธอนั่งบนกิ่งไม้แล้วปอกเปลือกกินทันที
พลับลูกนี้อร่อยกว่าพลับทุกลูกที่เธอเคยกินมาก่อน อาจเป็นเพราะมันสุกตามธรรมชาติ
ดังนั้นมันจึงมีกลิ่นหอมอ่อนๆของผลไม้ เมื่อปอกเปลือกออก เนื้อด้านในเป็นสีส้มเหลือง รสชาติหวานมาก
"ว้าว อร่อยจังเลย ฉันอยากปลูกที่บ้านบ้างสักต้น"
"ปลูกเลย" หยางลี่ลี่นั่งกินลูกพลับบนลำต้นไม้ด้วย "ต้นนี้พ่อฉันซื้อมาจากในเมือง มันออกผลดกมากทุกปี"
"ปีนี้อากาศหนาว ทุกฤดูกาลเลื่อนไปหนึ่งเดือน"
"ปีที่แล้วไม่มีหิมะตก ปลายเดือนมีนาคมต้นเดือนเมษายนก็กินได้แล้ว"
"แต่ปีนี้ออกผลเยอะเป็นพิเศษ เธอกินเยอะๆเลย ยังไงก็กินไม่หมด เดี๋ยวนกก็มากินอยู่ดี"
เย่เสี่ยวจิ่นไม่เกรงใจหล่อน ไม่เพียงแต่กินไปเยอะ ยังเด็ดใส่ถุงไปให้คนที่บ้านกินด้วย
หยางเจวียนเห็นพวกเขาเดินมาจากสวนหลังบ้าน รีบเข้าไปจับตัวหยางลี่ลี่ "ลูกปีนต้นไม้คนเดียวก็พอ อย่าพาจิ่นเป่าขึ้นไปด้วยนะ"
"ร่างกายของจิ่นเป่าไม่แข็งแรงเหมือนลูก ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ป้าชุ่ยชุ่ยของลูกจะเสียใจแย่"
"คราวหลังจะเก็บผลไม้ก็เรียกพ่อมาช่วยเก็บนะ เข้าใจไหม?"
หยางลี่ลี่พยักหน้าอย่างงุนงง "เข้าใจแล้วค่ะ"
เย่เสี่ยวจิ่นหอบผลไม้เข้ามาในบ้าน
"พี่ชาย พี่สาว พวกคุณรีบมากินนี่สิ..."
"ลูกพลับนี่หวานและอร่อยมากเลย"
เย่ฉางอันหยิบลูกหนึ่งมากินอย่างไม่เกรงใจ "จริงๆด้วย อร่อยมาก ต่อไปพวกเราก็ควรปลูกสักต้น"
"ปีที่แล้วบ้านเรายังมีต้นลูกพลับอยู่ แต่หิมะตกหนักจนยืนต้นตายไปแล้ว"
"ต่อไปบ้านเราควรปลูกต้นไม้ผลให้มากขึ้นจะดีกว่า"
เย่จวินหยิบลูกพลับส่งให้หลิวเยว่หนึ่งลูก "นายพูดง่าย แต่บ้านเราไม่มีที่ดินพอจะปลูกพวกนี้หรอก"
" จิ่นเป่าปลูกบวบไว้หลังบ้าน ช่วงนี้เติบโตดีมาก แครอทก็เขียวชอุ่มไปหมด"
"เว้นแต่ว่าจะปลูกต้นไม้ไว้หลังห้องน้ำ..."
"นั่นไม่ได้หรอก สกปรกตายเลย" เย่ฉางอันหัวเราะเยาะ "ถ้ามีที่ดินเป็นของตัวเองก็คงดีนะ"
เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มน้อยๆ "ต้องมีแน่นอน อีกไม่กี่ปีก็จะมีแล้วล่ะ"
เย่เสี่ยวจิ่นคิดในใจ ถ้าฉันยื่นเรื่องขอรับผิดชอบผลผลิตเป็นครัวเรือนกับหมู่บ้านล่วงหน้าจะเป็นอย่างไรนะ?
เธอส่ายหน้า คงไม่ได้หรอก
คนเราอาจกล้าได้ แต่ไม่ควรคิดเพ้อฝันเกินไป
เธอวางพลับทั้งหมดลงบนโต๊ะ "พี่ชาย พี่สาว พวกพี่รีบกินเถอะ"
"พี่สาวลี่ลี่บอกว่าถ้าไม่กินให้หมดคืนนี้ มันจะเน่าเสียด้ง่าย"
"ฉันจะเก็บไว้สองลูกให้พ่อกับแม่"
เย่เสี่ยวจิ่นวิ่งออกไปข้างนอก มองดูพระจันทร์บนท้องฟ้า
พระจันทร์เสี้ยวกำลังลอยต่ำ ส่องแสงสว่างให้กับหมู่บ้านยามค่ำคืน
เย่จื้อผิงและหลี่ชุ่ยชุ่ยมาถึงแล้ว
"จิ่นเป่า ทำไมยังอยู่ข้างนอก ไม่เข้าไปนอนในบ้านล่ะลูก?"
"พ่อแม่คะ บ้านสร้างเสร็จหรือยังคะ?"
หลี่ชุ่ยชุ่ยลูบหัวลูกสาวแล้วพูดว่า "ใกล้แล้วจ้ะ"
"หนูมีลูกพลับมาให้พ่อแม่กิน หวานมากเลยค่ะ" เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มแย้มพลางยื่นผลไม้ให้พ่อแม่
"พี่ลี่ลี่พาฉันไปเก็บมาเยอะเลย พรุ่งนี้ยังเก็บได้อีกด้วยค่ะ"
"ลูกปีนต้นไม้เก็บเองเหรอ? เก่งจังเลยนะ" เย่จื้อผิงรับลูกพลับมา
"แน่นอนสิคะ หนูปีนเก่งมากเลยนะ" เย่เสี่ยวจิ่นเดินตามพ่อแม่เข้าบ้าน
หยางเจวียนเห็นหลี่ชุ่ยชุ่ยก็โบกมือเรียก "ชุ่ยชุ่ย มาคุยกันหน่อยสิ"
หยางเจวียนชอบคุยกับหลี่ชุ่ยชุ่ยมาก
ช่วงนี้ทุกคนยุ่งมาก จึงไม่ค่อยมีเวลาคุยกัน
หลี่ชุ่ยชุ่ยตามหยางเจวียนออกไปนั่งบนม้านั่งข้างนอกคนละตัว
"ชุ่ยชุ่ย ที่ครอบครัวเธอกำลังสร้างบ้านใหม่ เพราะอีกไม่นานเย่จวินก็คงจะแต่งงานใช่ไหม?"
"ฉันก็ไม่รู้ว่าเจ้าตัวคิดยังไง" หลี่ชุ่ยชุ่ยยิ้มเล็กน้อย "ฉันปล่อยให้เขาตัดสินใจเองน่ะ"
"ฉันเห็นว่าครอบครัวเธอดีขึ้นเรื่อยๆเลย การทำธุรกิจนี่ดีจริงๆ"
"เธอไม่รู้หรอกว่าฉันกลุ้มใจทุกวันเลย หยางจิ่นลูกชายฉันน่ะ..."
"พอผลสอบออกมา ฉันก็โมโหแทบตาย"
หล่อนส่ายหน้า ทำหน้าลำบากใจ "ทำไมผลการเรียนแต่ละคนมันถึงได้ต่างกันขนาดนี้นะ?"
หลี่ชุ่ยชุ่ยยิ้มเล็กน้อย "งั้นก็ให้เขาตั้งใจเรียนดีๆ อย่าเล่นมากเกินไปสิคะ"
"ปัญหาคือเขาชอบเล่นนี่แหละ" หยางเจวียนพูดขึ้นมาด้วยความโมโห
แต่เดิมแค่อยากรู้เรื่องบ้านอิฐของหลี่ชุ่ยชุ่ย แต่พอหัวข้อเปลี่ยนไป ก็อดไม่ได้ที่จะบ่นยืดยาว
หยางจิ่นที่แอบฟังอยู่ในบ้านขยิบตาให้หยางลี่ลี่
"เห็นไหม แม่รู้จักแต่พูดถึงข้อเสียของฉัน ใช่ว่าฉันจะไม่พยายามสักหน่อย"
"ฉันแค่สมองทึบ กรรมพันธุ์ไม่ดีเท่านั้นเอง"
"ถ้าพ่อแม่ให้ฉันเกิดมาฉลาด ฉันก็คงเรียนเก่งเหมือนเย่หวายได้แน่ๆ"
หยางลี่ลี่ครุ่นคิดสักครู่ "ก็พี่ไม่ขยันเอง ถึงให้พี่เกิดมาฉลาด พี่ก็คงไม่ตั้งใจเรียนอยู่ดี"
"พี่ ในเมื่อพวกเราเป็นแบบนี้แล้ว จะไปคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอีกล่ะ"
"สู้ตั้งใจเรียนให้เต็มที่ในช่วงเดือนสองเดือนสุดท้ายนี้ดีกว่า"
"ถ้าพี่สอบเข้าโรงเรียนไหนไม่ได้เลย พ่อแม่จะต้องตีพี่ตายแน่ๆ!"
หยางจิ่นอดตัวสั่นไม่ได้ "เธอกำลังขู่ฉัน ต่อไปเธอเองก็ต้องเรียนหนังสือเหมือนกัน"
"ฉันไม่เรียนหรอก ฉันจะไปเลี้ยงวัว" หยางลี่ลี่ยืนเท้าสะเอว
แล้วก็ได้ยินเสียงหยางเจวียนจากข้างนอกเปลี่ยนเรื่องพูด
"ลูกสาวของฉันก็ไร้ประโยชน์เหมือนกัน วันๆเอาแต่เลี้ยงวัวเลี้ยงหมู ไม่มีความสามารถอะไรเลย"
"แต่การจะไปทำงานในฟาร์มหมูหรือฟาร์มวัว ก็ไม่ใช่ว่าอยากไปก็ไปได้เลยนะ"
"เฮ้อ...ฉันนึกถึงเด็กสองคนนี้ทีไรก็ปวดหัวจริงๆ!"
หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่รู้จะแนะนำอะไรดี
เพราะลูกๆของตนไม่เคยทำให้หล่อนต้องกังวลใจเลย
"พี่ก็อย่าเพิ่งร้อนใจไป บางทีเด็กๆอาจจะยังอยู่ในวัยชอบเล่นอยู่ก็ได้"
"พอโตขึ้นอีกหน่อยก็จะรู้เรื่องรู้ราวมากขึ้น และเข้าใจถึงความสำคัญของการเรียนหนังสือ"
หยางเจวียนถอนหายใจอย่างหนักอึ้ง "ฉันก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้น ดูเย่หวายกับจิ่นเป่าลูกบ้านเธอสิ ช่างดีเหลือเกิน! อยากจะแอบเอาลูกมาแลกกับเธอจริงๆ"
หลี่ชุ่ยชุ่ย.อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
หยางลี่ลี่กับหยางจิ่นที่อยู่ในบ้านสบตากัน
ต่างก็รู้สึกถึงความไม่พอใจอย่างหนักหน่วง
"พี่ชาย ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของพี่ พี่ไม่ได้ขยันเรียนเหมือนพี่เย่หวาย ทำให้พวกเราถูกดูถูก!"
"แล้วทำไมเธอไม่พูดว่าเธอก็ไม่ได้เก่งเหมือนจิ่นเป่าล่ะ?"
"แต่เดิมคิดว่าพวกเขามาอยู่บ้านเรา จะสนุกสนานครึกครื้นมากขึ้น"
"ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าพวกเราถูกเปรียบเทียบกับพวกเขาทุกวันเลย"
หยางจิ่นกุมหน้าอกตัวเอง รู้สึกทรมานอย่างที่สุด
ปัญหาของลูกบ้านอื่นก็คือพวกเขาเก่งเกินไป เขาทำอะไรไม่ได้เลยนี่นา!
บทที่ 127: ฉายหนังกลางแปลงยามค่ำคืนในหมู่บ้าน
ครอบครัวหยางทำอาหารเช้าแต่เช้าตรู่ เสร็จแล้วก็เรียกทุกคนมากินข้าว
หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกเกรงใจ "ตอนเที่ยงใช้ของที่บ้านฉันทำอาหารแล้วกันนะ"
"ไม่ต้องคิดมากหรอก เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง" หยางเจวียนโบกมือ
หยางจิ่นกินข้าวเช้าพลางมองเย่หวาย
เย่หวายกำลังกินข้าว แต่ท่าทางคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
เหมือนคนที่กำลังเหม่อลอย
หยางจิ่นไม่เข้าใจ ทำไมคนที่ดูเหม่อๆแบบนี้ถึงได้เรียนเก่งขนาดนี้นะ
เย่หวายรู้สึกตัวว่าถูกจ้องอยู่ครู่ใหญ่ จึงเงยหน้าขึ้น "มีอะไรหรือ?"
หยางจิ่นบอกปัด "ไม่มีอะไร แค่จะถามว่ากินเสร็จหรือยัง เราไปโรงเรียนด้วยกันนะ"
หยางลี่ลี่จ้องตาพี่ชายอย่างดุดัน รู้ดีว่าเขาต้องกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจแน่ๆ
ทั้งสามคนกินข้าวเสร็จก็ออกเดินทางไปเรียนที่อำเภอ
ท้องฟ้าระหว่างทางเต็มไปด้วยก้อนเมฆขาวลอยเป็นปุย
หยางจิ่นขยับเข้าไปใกล้เย่หวาย และจ้องมองเขาอย่างสนใจ
เย่หวายทนไม่ไหวแล้ว จึงถามว่า "หยางจิ่น นายจ้องมองฉันทำไม?"
"ตั้งแต่เช้านี้นายดูแปลกไปน่ะ"
"ฉันทำอะไรให้นายไม่พอใจหรือเปล่า?"
หยางจิ่นส่ายหน้าอย่างลึกลับ "ไม่ใช่แบบนั้นหรอก"
"นายรู้ไหมว่า ตอนนี้นายเป็นเด็กเรียนเก่งที่สุดในหมู่บ้านชงเถียนของพวกเราแล้วนะ ฉันอยากรู้จังว่านายมีวิธีเรียนยังไงกันแน่"
"ลองคิดดูสิ พวกเราใช้ตำราเรียนเหมือนกัน เรียนกับครูคนเดียวกัน แต่ทำไมผลการเรียนของนายถึงดีมาก ในขณะที่พวกเราทำแบบนั้นไม่ได้เลย?"
หยางลี่ลี่รู้สึกอายกับพี่ชายตัวเอง "พี่อย่าถามเลย เป็นเพราะพี่ไม่ขยันเองนี่"
"ใครว่าฉันไม่ขยัน? ฉันตั้งใจเรียนทุกวัน ไม่เคยหนีเรียนด้วย"
เย่หวายครุ่นคิดครู่หนึ่ง "คงเป็นเพราะฉันทำโจทย์มากกว่า บางทีนายลองวิธีนี้ดูก็ได้"
หยางจิ่นได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้า "ตกลง ฉันรู้แล้ว คืนนี้จะไปซื้อสมุดแบบฝึกหัดมาทำ"
"ต้องซื้อข้อสอบนะ แบบที่รวมข้อสอบเก่าๆมาไว้ด้วยกัน"
"งั้นคืนนี้นายไปอ่านโจทย์กับฉันด้วยแล้วกัน"
เย่หวายตกลง
เวลาผ่านไปหลายวัน
ผู้คนมากมายต่างพากันไปดูบ้านของเย่จื้อผิงด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าสร้างไปถึงไหนแล้ว
ทุกคนรู้สึกว่าการก่อสร้างเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก แต่ละวันดูแตกต่างกันไป
เพียงไม่กี่วัน บ้านก็สร้างเสร็จแล้ว
พวกคนงานก็เตรียมตัวจะเลิกงานแล้ว
ต่อจากนั้นก็มีคนงานอีกกลุ่มหนึ่งมาตกแต่งภายในบ้าน
พวกเขานำไม้มาทำตู้และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ
เย่เสี่ยวจิ่นไม่ได้สนใจสถานการณ์ที่บ้านมากนัก เธอเล่นกับหยางลี่ลี่ทุกวัน
"จิ่นเป่า คืนนี้ในหมู่บ้านมีฉายหนัง พวกเราไปดูกันไหม"
เย่เสี่ยวจิ่นถามอย่างสงสัย "หนังเหรอ?"
"ใช่แล้ว เป็นแผ่นดีวีดีที่นำมาจากอำเภอ ฉายให้ทุกคนดูที่ที่ทำการหมู่บ้าน"
"ภาพยนตร์ก็คือ... ก็คือ..."
"เธอไปดูแล้วจะรู้เอง"
เย่เสี่ยวจิ่นรู้ว่าภาพยนตร์คืออะไร แต่นี่มันยุค70นะ? สามารถดูภาพยนตร์ด้วยกันในหมู่บ้านได้หรือ?
เธอคุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก "เป็นภาพยนตร์เรื่องอะไรหรือ?"
"ฉันจำชื่อได้ว่ามันน่าจะเป็น...เห้งเจียบุกสวรรค์!"
"อืม... ก็คือเรื่องของลิงในไซอิ๋วนั่นแหละ"
หยางลี่ลี่รู้สึกตื่นเต้นมาก "ฉันบอกแม่ให้คั่วเกาลัดให้พวกเราแล้ว พวกเราเอาไปกินตอนหนังกำลังฉายได้"
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้าตกลง
หลังกินอาหารเย็นเสร็จ หยางลี่ลี่ก็ใช้ถุงผ้าใส่ของกิน จูงมือเย่เสี่ยวจิ่นไปที่ลานรวมพลด้วยกัน
เย่จวินและหลิวเยว่ก็ไปดูหนังเหมือนกัน แต่ทั้งสองคนออกเดินทางหลังจากทำงานเสร็จแล้ว
ตอนนี้เป็นเวลาประมาณหกโมงเย็นกว่าๆ มีคนเดินอยู่บนถนนในหมู่บ้านมากมาย
ทุกคนเพิ่งเสร็จจากการทำนาในช่วงฤดูใบไม้ผลิรอบแรก ต่างต้องการพักผ่อนคลายเครียดกัน
"เย่จวิน พาภรรยาไปดูหนังเหรอ?"
"ภรรยาของนายสวยจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่เมื่อก่อนมีคนจะแนะนำคู่ให้ แต่นายไม่เอาสักคน"
"ใช่แล้ว แต่ก่อนเย่จวินเป็นหนุ่มหล่อผู้เป็นที่หมายปองของสาวๆนะ"
เย่จวินอดไม่ได้ที่จะหน้าแดง "พูดอะไรกันเนี่ย?"
หลิวเยว่ที่หูไวก็มีใบหูปรากฏสีแดงเรื่อ "แต่ก่อนมีคนแนะนำคู่ให้คุณเยอะเลยเหรอ?"
"ไม่มีหรอก"
หลิวเยว่ยิ้มน้อยๆ ไม่ถามอะไรต่อ
เย่เสี่ยวจิ่นและหยางลี่ลี่มาถึงเป็นคนแรกๆ จึงได้ที่นั่งแถวหน้า
ต่อมาชาวบ้านหลายคนก็ทยอยมา บางคนยังไม่ได้อาบน้ำ ใส่เสื้อผ้าที่ใช้ทำงานในตอนกลางวันมาเลย
"พี่ชายหลี่ นายเพิ่งออกมาจากทุ่งนาเหรอ?"
คนที่ถูกเรียกว่าพี่ชายหลี่อดยิ้มไม่ได้ "ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ ยุ่งมากเลย"
"ทำงานเสร็จก็กลับบ้านกินข้าวแล้วรีบมาเลย ขืนมาช้าหนังก็ฉายไปแล้ว ถ้าดูตอนหลังก็จะไม่เข้าใจเรื่อง"
ทุกคนต่างพูดคุยหัวเราะกัน
เห็นได้ชัดว่าเป็นช่วงว่างเว้นจากงานในไร่นา จึงต้องการมาสนุกสนานกันบ้าง
พอถึงเวลา6โมงครึ่ง หนังก็เตรียมฉาย
ซุนจ่างซุ่นมาฉายหนังด้วยตัวเอง เขายังใช้เครื่องฉายไม่เป็นเท่าใด แต่ทางอำเภอบอกว่า...นี่คือการให้ทุกคนได้ผ่อนคลายทางความคิด
เขาจึงต้องหัดทำเหมือนกัน "โอ๊ย เปิดไม่เป็น เลขาฯคุณมาดูหน่อยสิ"
กัวชิงซงคาบบุหรี่ เดินเข้ามาใกล้เครื่องฉาย
ไม่นานก็จัดการเสร็จ
"ต้องพึ่งคุณจริงๆแล้ว ผมไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย"
กัวชิงซงมองดูภาพหนังที่ฉายบนจอ "เร่งเสียงให้ดังขึ้นหน่อย ไม่งั้นคนด้านหลังจะได้ยินไม่ชัด"
เย่เสี่ยวจิ่นมองดูจอด้วยความสงสัย สีไม่ค่อยสดใส ดูไม่ค่อยชัดเจนนัก
แต่หยางลี่ลี่ที่อยู่ข้างๆ กลับตื่นเต้นมาก "จิ่นเป่า ดูลิงสิ!"
"นั่นไงซุนหงอคง เขาเก่งมากเลยนะ!"
"พวกเราชอบดูลิงจริงๆ!"
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า หยางลี่ลี่ยัดเกาลัดใส่มือให้ "ฉันยังไม่หิวหรอก"
หยางลี่ลี่จ้องมองภาพยนตร์ที่ดูไม่ค่อยชัดเจนบนจอขนาดใหญ่ ดวงตาเป็นประกายสดใส
หล่อนตบมือเย่เสี่ยวจิ่นเบาๆ "ไม่เป็นไร ไว้กินเล่นๆ ไม่ได้กะให้อิ่มท้องหรอก"
"ฉันยังมีลูกพลับอยู่ในกระเป๋า จิ่นเป่า เธอหยิบเองนะ"
เย่เสี่ยวจิ่นดูภาพยนตร์เรื่อง "เห้งเจียบุกสวรรค์" ผู้คนรอบข้างต่างดูอย่างเพลิดเพลิน
เสียงอุทานด้วยความตื่นเต้นดังขึ้นเป็นครั้งคราว
เย่เสี่ยวจิ่นค่อยๆจมดิ่งไปกับภาพยนตร์
เวลาผ่านไปแล้วหนึ่งชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว จนภาพยนตร์ใกล้จะจบแล้ว
ขณะที่เย่เสี่ยวจิ่นกำลังดูอย่างเพลิดเพลิน บุคคลหนึ่งก็เปลี่ยนที่นั่งมานั่งข้างๆเธอ
เธอไม่ได้สังเกตเห็น ยังคงดูภาพยนตร์อย่างตื่นเต้น
จนกระทั่งภาพยนตร์จบลง เย่เสี่ยวจิ่นก็ยังรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง
"จิ่นเป่า"
เย่เสี่ยวจิ่นเหลียวมองไปทางข้าง ปรากฏว่าเป็นโจวเหวินรุ่ย
ดูเหมือนโจวเหวินรุ่ยเพิ่งกลับมาจากในเมือง เขาสวมเสื้อผ้าน่ารัก ทั้งตัวดูนุ่มนิ่มน่าทะนุถนอม
"รุ่ยเป่า" เย่เสี่ยวจิ่นยกมือลูบแก้มอวบอิ่มของเขา "นายกลับมาแล้วเหรอ ช่วงนี้ไม่ได้เจอนายเลย"
"ใช่แล้ว ฉันไปรักษาตัวน่ะ" โจวเหวินรุ่ยนั่งเบียดเย่เสี่ยวจิ่น "เธอวางใจได้ พี่ชายเลี้ยงเป็ดไว้ดีมาก ได้ยินว่าอีกครึ่งเดือนก็กินได้แล้ว"
"ถึงตอนนั้นฉันจะไปที่บ้านเธอนะ"
เขาพูดพลางกลัวว่าเย่เสี่ยวจิ่นจะปฏิเสธ จึงพึมพำต่อ "พวกเราตกลงกันไว้แล้วนะ"
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า "ในโลกนี้ยังมีเรื่องดีๆแบบนี้อีกเหรอ ฉันไม่ใช่คนโง่ แน่นอนว่าไม่ปฏิเสธหรอก"
หยางลี่ลี่ที่อยู่ข้างๆ มองดูแล้วยังไม่หลุดจากภาพยนตร์
หล่อนเอามือปิดหน้าแล้วมองพวกเขาทั้งสองคน
"รุ่ยเป่า ทำไมนายถึงดีกับจิ่นเป่าขนาดนั้นล่ะ? นายคงไม่ได้ชอบจิ่นเป่าหรอกนะ?"
โจวเหวินรุ่ยหน้าแดง "จิ่นเป่า เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน"
โจวเหวินรุ่ยดึงชายเสื้อของเย่เสี่ยวจิ่น "จิ่นเป่า เธอเชื่อฉันใช่ไหม?"
"แน่นอนสิ พวกเราเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดนี่นา"
โจวเหวินรุ่ยยิ้มอย่างมีความสุข
"อ้อใช่แล้ว พี่ชายฉันบอกว่าเกี่ยวกับวิธีเลี้ยงปลาในนาข้าวที่เธอทำ จะช่วยยื่นขออะไรสักอย่าง... อะไรนะ..."
โจวเหวินรุ่ยนึกไม่ออกสักที
เขารู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย "พรุ่งนี้เธอมาที่บ้านฉันนะ พี่ชายบอกว่าจะจัดการให้เรียบร้อย ยื่นขอเงินอุดหนุนได้"
"ยังไงมันก็เป็นเรื่องที่มีประโยชน์มากๆ"
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้าอย่างสงสัยใคร่รู้
เธอรู้มาตลอดว่าโจวเหวินรุ่ยและโจวเซียวมีที่มาไม่ธรรมดา แต่ไม่รู้แน่ชัดว่าพวกเขามาจากไหน
แต่ในเมื่อเป็นเรื่องดีที่จะได้ขอรับเงินช่วยเหลือ เธอย่อมไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว
"ได้สิ งั้นพรุ่งนี้ฉันจะไป"
ทั้งสามคนเดินทางกลับบ้านด้วยกันในยามค่ำคืน
โจวเหวินรุ่ยเดินตามหลังเย่เสี่ยวจิ่น ยิ้มแย้มพลางจับมือเธอไว้
หยางลี่ลี่ถอนหายใจ "เจ้าลิงก็แค่ก่อกวนสวรรค์ ฉันดูแล้วโมโหจริงๆ ทั้งๆที่มันไม่ได้ทำอะไรผิดเลย"
"ช่างน่าโมโหจริงๆ ดูถูกคนอื่นแบบนี้!"
หล่อนพูดพลางกำหมัดแน่น
เย่เสี่ยวจิ่นไม่คิดว่าหยางลี่ลี่จะดูแล้วรู้สึกคล้อยตามขนาดนี้ "อย่าโมโหไปเลย ยังไงตอนหลังลิงก็ได้เป็นพระโพธิสัตว์ เก่งมากเลยนะ"
หยางลี่ลี่กลับพูดว่า "ฉันรู้สึกว่าตอนมันอยู่ที่ภูเขาสรรพผลไม้ดูมีความสุขมากกว่านะ ไม่ใช่เหรอ?"
"อืม คนเรามีความปรารถนาต่างกันนี่นา"
เย่เสี่ยวจิ่นเดินไปพลางเอามือไพล่หลัง มีคนมากมายเดินอยู่บนถนนในยามค่ำคืน
หยางลี่ลี่เปลี่ยนเรื่องกะทันหัน "จิ่นเป่า เธอเคยได้ยินเรื่องดูหนังเสร็จแล้วเดินกลับบ้านเจอ..."
โจวเหวินรุ่ยรีบพูดว่า "เธออย่าพูดนะ!"
หยางลี่ลี่หัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง "รุ่ยเป่า นายนี่ขี้ขลาดจริงๆเลย! ฉันยังไม่ทันได้เริ่มพูดเลยนะ!"
"จิ่นเป่ายังไม่กลัวเลย แต่นายเป็นผู้ชายกลับกลัวแล้วเหรอ?"
"นายขี้ขลาดแบบนี้ ต่อไปคงไม่มีผู้หญิงคนไหนชอบนายหรอก"
โจวเหวินรุ่ยทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ดูน่าสงสารมาก
"พอเถอะ พี่ลี่ลี่ เธออย่าแกล้งเด็กขี้โรคคนนี้เลย"
หยางลี่ลี่เอามือเท้าสะเอว พูดว่า "โอ้! จิ่นเป่า ถ้าเธอปกป้องเขาแบบนี้ ต่อไปเขาจะกลายเป็นคนขี้ขลาด เธอต้องรับผิดชอบนะ"
บทที่ 128: ครอบครัวย้ายเข้าบ้านใหม่
คืนหนึ่งผ่านไป
พอฟ้าสาง เย่เสี่ยวจิ่นก็ได้ยินเสียงพ่อแม่ลุกขึ้น
เธอเงี่ยหูฟังและได้ยินพ่อแม่คุยกัน
"รีบกลับไปดูหน่อยว่าบ้านสร้างเสร็จหรือยัง ฉันเห็นพวกเขาทำงานกันทั้งคืน"
"ไม่รู้ว่าจะเหยียบสตรอว์เบอร์รีในแปลงตายมั่งหรือเปล่า หลายวันมานี้ไม่ได้เอาไปขายในเมืองเลย"
"ฉันเก็บพวกที่สุกมากมายมาแจกจ่ายให้ทุกคนแล้ว"
เย่จื้อผิงฟังแล้วพูดว่า "อืม ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรปล่อยทิ้งไว้ในสวนก็เน่าอยู่ดี"
"สองสามวันนี้จิ่นเป่าเอาแต่กินผีผาทุกวัน ไม่ชอบกินสตรอว์เบอร์รีแล้ว"
(* ผลผีผา: มีมากในจีน เกาหลี ญี่ปุ่น รสชาติเปรี้ยวอมหวาน)
เย่เสี่ยวจิ่นคิดในใจ กินสตรอว์เบอร์รีบ่อยๆก็เบื่อได้ ลูกผีผาอร่อยกว่าอีก!
เย่เสี่ยวจิ่นรอจนพ่อแม่ออกไปแล้ว
เธอเปิดหน้าระบบขึ้นมา "ถึงเวลาสุ่มห้าครั้งอีกแล้ว คราวนี้ต้องได้ของดีแน่ๆ"
ระบบถอนหายใจ [โฮสต์พูดแบบนี้ทุกครั้งเลยนะ]
"เธอคิดว่าฉันจะไม่ได้ของดีเหรอ?"
[ไม่ใช่อย่างนั้น โฮสต์เป็นราชินีแห่งโชคชะตาเลยนะ!]
"แบบนั้นค่อยน่าฟังหน่อย" เย่เสี่ยวจิ่นแค่นเสียงแล้วกดสุ่มห้าครั้ง
ทันใดนั้น แสงสว่างก็รวมตัวกัน
เย่เสี่ยวจิ่นมองดูลำแสงที่ตกลงมาจากกล่องรางวัล
ในบรรดาลำแสงเหล่านั้น มีแสงสีแดงหนึ่งลำ แสงสีส้มสองลำ และแสงสีม่วงหนึ่งลำ
เธอรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
"ไม่จริงใช่ไหม? คราวนี้ทำไมถึงได้ดีขนาดนี้?"
[ขอแสดงความยินดี โฮสต์ได้รับรางวัลระดับB อาหารหมูคุณภาพสูง100กิโลกรัม!]
[ขอแสดงความยินดี โฮสต์ได้รับรางวัลระดับB ร่มคุณภาพดี3คัน!]
[โชคใหญ่มาเยือน! ขอแสดงความยินดี โฮสต์ได้รับรางวัลระดับA รถสามล้อประหยัดแรง1คัน!]
[ดวงดีสุดๆ! ขอแสดงความยินดี โฮสต์ได้รับรางวัลระดับ Super A เครื่องฉายแสงอัตโนมัติพลังงานแสงอาทิตย์1เครื่อง!]
[ดวงดีสุดๆ! ขอแสดงความยินดี โฮสต์ได้รับรางวัลระดับ Super A ค่าพลังกาย+1!]
[โชคเข้าข้างสุดๆ! ขอแสดงความยินดี โฮสต์ได้รับรางวัลระดับSS ทักษะการประเมินของโบราณ!]
เย่เสี่ยวจิ่นถึงกับเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าครั้งนี้จะโชคดีขนาดนี้!
"สมกับที่ว่าก่อนหน้านี้มีแต่รางวัลระดับB แต่คราวนี้กลับโชคดีสุดๆเลย"
"ครั้งก่อนๆ จับรางวัลได้แต่อาหารหมู จนไม่รู้ว่าเก็บสะสมไว้เท่าไหร่แล้ว"
เย่เสี่ยวจิ่นอดไม่ได้ที่จะเอามือเท้าสะเอวอย่างภาคภูมิใจ ตอนนี้ถ้าเธอจะไปเปิดฟาร์มเลี้ยงหมู แน่นอนว่ามีอาหารสัตว์พอให้ใช้
"นี่แสดงว่าคราวหน้าไม่ควรจับฉลากอยู่แต่ในบ้าน ต้องออกไปจับฉลากที่อื่นบ้างถึงจะได้ผล"
เธอเริ่มศึกษารางวัลที่จับได้ในครั้งนี้
ร่มคุณภาพดี ก็คือร่มกันแดดในยุคของเธอนั่นเอง ขนาดไม่ได้ใหญ่มาก เหมือนร่มกันแดดทั่วไป แต่ก็ยังสะดวกกว่าใช้เสื้อคลุมกับเสื้อกันฝนแบบที่เคยใช้มาก
รถสามล้อประหยัดแรง ก็เป็นเครื่องมือในกลุ่มทุ่นแรงเช่นกัน
ด้านหน้าเป็นจักรยานแบบปั่น ด้านหลังมีโครงรถสามล้อ สามารถบรรทุกของได้เยอะ ใช้แรงเพียง10ส่วนก็สามารถบรรทุกของหนัก50ชั่งได้
นับเป็นเครื่องมือประหยัดแรงที่สมบูรณ์แบบจริงๆ!
"ซีรีส์นี้ช่างมีน้ำใจจริงๆ และฉันก็ต้องการมันมากด้วย"
เครื่องฉายแสงอัตโนมัติ ใช้เสริมแสงแดดให้กับพืช
นอกจากนี้ยังไม่จำเป็นต้องปรับเอง ตอนกลางวันชาร์จพลังงานแสงอาทิตย์ ตอนกลางคืนจะปรับความสว่างเอง เพื่อเพิ่มแสงให้กับพืชผลในโรงเรือน
เหมาะสำหรับการปลูกพืชในโรงเรือน
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า "แม้ฉันจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเทคโนโลยีโรงเรือนเลย แต่รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก"
ต่อไปก็คือค่าพลังกาย ตอนนี้เธอมีค่าพลังกาย4แต้มแล้ว สามารถยกของหนัก40ชั่งได้อย่างง่ายดาย
ในอนาคต เธอจะต้องกลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่มีพลังเหนือมนุษย์อย่างแน่นอน
เย่เสี่ยวจิ่นคิด แล้วเปิดคำอธิบายรางวัลรายการสุดท้าย
"นานแล้วที่ไม่ได้จับรางวัลระดับสูงแบบนี้…เทคนิคการประเมินของโบราณขั้นต้น"
เย่เสี่ยวจิ่นครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง
เธอรู้ว่าในยุคนี้ และแม้แต่ในช่วงก่อนหน้านี้ มีคนจำนวนมากเดินทางมายังชนบท
พวกเขาซื้อสมบัติล้ำค่าจำนวนมากในราคาถูก
ในเวลานั้นการควบคุมไม่เข้มงวด สมบัติเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกส่งออกนอกประเทศและสูญหายไป
หลายปีต่อมา ประเทศต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อซื้อของเหล่านี้กลับคืนมา
"เฮ้อ บางทีด้วยเทคโนโลยีนี้ ฉันอาจจะช่วยเหลือประเทศได้บ้างเล็กน้อย"
เย่เสี่ยวจิ่นไม่สนใจการค้าขายสมบัติของชาติ
ในทางกลับกัน เธอหวังว่าจะใช้เทคโนโลยีนี้ซื้อสมบัติบางอย่าง แล้วมอบให้กับประเทศ
เพื่อให้หน่วยงานในประเทศศึกษาวิจัยโบราณวัตถุเหล่านี้ ค้นพบประวัติศาสตร์ในอดีตมากขึ้น และยังสามารถปกป้องโบราณวัตถุเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น โดยนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ให้ผู้คนได้ชมสมบัติทางวัฒนธรรมมากขึ้น
ในชาติที่แล้วเธอก็ประสบความสำเร็จทางการเงิน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกมีความสุขเพราะสิ่งนั้น
สำหรับเธอแล้วเงินทองไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด
[ติ๊ง ตรวจพบหัวใจสีแดงของโฮสต์ ขณะนี้กำลังเปิดภารกิจเฉพาะสำหรับโฮสต์...]
[กำลังโหลดภารกิจ เปิดภารกิจปกป้องสมบัติของชาติแล้ว เมื่อทำภารกิจสำเร็จจะได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่อง!]
[โปรดติดตามชมต่อไป~]
เย่เสี่ยวจิ่นไม่คิดว่าความคิดแบบนี้ของเธอจะสามารถเปิดภารกิจใหม่ได้
และภารกิจนี้ยังเป็นนามธรรมมากกว่าที่เคยเป็นมาก่อน
"แล้วจะให้รางวัลยังไงล่ะ?"
ระบบตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ [ระบบจะประเมินมูลค่าตลาดของโบราณวัตถุที่โฮสต์มอบให้กับประเทศ และตอบแทนกลับมาในรูปแบบของเงินทอง]
เย่เสี่ยวจิ่นชะงัก "ก็เท่ากับว่าพวกคุณจะให้เงินฉันงั้นเหรอ?"
[ใช่แล้ว สมบัติล้ำค่าของชาติสำคัญมากสำหรับทุกประเทศ]
[แม้แต่ระบบที่ล้ำสมัยที่สุด ก็ยังให้ความสำคัญอย่างมากนะ]
[หวังว่าโฮสต์จะทำงานอย่างเต็มที่]
เย่เสี่ยวจิ่นเม้มริมฝีปาก ยังคงรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง "ได้ ฉันจะทำงานอย่างเต็มที่"
แต่ตอนนี้เธอก็ยังไม่คิดจะไปหาของโบราณ
เพราะภารกิจปัจจุบันของเธอคือการทำไร่ทำนา
ถ้าเจอเข้า เธอก็จะเอามาครอบครอง
ระบบรับรู้ถึงความคิดของเย่เสี่ยวจิ่นแล้วก็รู้สึกหมดหนทาง
ถ้าเป็นโฮสต์คนอื่นที่มีทักษะนี้ คงรีบใช้ประโยชน์เพื่อกลายเป็นเศรษฐีหลายล้านทันที แต่โฮสต์ของมัน...
กลับคิดจะปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตา?
นี่คือปลาเค็มตัวแรกของยุคเจ็ดศูนย์หรือ?
ระบบเงียบลงอย่างงอนๆ
เมื่อเย่จื้อผิงกลับมา เขาดูมีความสุขมาก "จิ่นเป่า ตื่นแล้วหรือ?"
"พ่อ หนูตื่นแล้วค่ะ"
"บ้านของเราเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราสามารถย้ายเข้าไปอยู่ได้แล้ว"
"ช่างบอกว่าใช้ไม้จริงทั้งหมด ไม่มีปัญหาอะไรเลย วันนี้เราขนของกลับไปได้แล้ว"
"เช้านี้ไปช่วยแม่ของลูกขนของนะ"
เย่เสี่ยวจิ่นรีบพูดว่า "พ่อ การที่พวกพ่อขนของทีละเที่ยวทีละเที่ยว มันยุ่งยากเกินไป หนูได้ของดีมาอย่างหนึ่ง พวกพ่อลองดูสิ"
เย่เสี่ยวจิ่นนำรถสามล้อขนาดเล็กออกมาข้างนอก เรียกพ่อแม่มาดู "เอาของทั้งหมดใส่ในรถ แล้วขับกลับไปก็พอ"
"ขนของได้เยอะมากในคราวเดียว แถมยังประหยัดแรงด้วย"
เย่จื้อผิงขาไม่ดี จึงให้หลี่ชุ่ยชุ่ยขึ้นไปลองดู
แม้หล่อนจะไม่เคยขี่จักรยาน แต่หลังจากลองอยู่สักพัก ก็เรียนรู้วิธีได้
"จักรยานคันนี้ดีจังเลย นี่คงเป็น..."
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า "พ่อแม่ พวกคุณรับไว้ได้อย่างสบายใจเลย"
หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกทั้งตกใจและสงสัย แต่ก็ยอมรับมันอย่างเปิดเผย
ยังไม่ทันได้กินอาหารเช้า ทั้งครอบครัวก็วุ่นวายขนของกลับบ้าน
เย่เสี่ยวจิ่นนั่งอยู่บนรถเล็ก ตามพ่อแม่กลับบ้าน
มองไปไกลๆ ก็เห็นว่าบ้านไม้ที่เคยดูหม่นหมองได้หายไปแล้ว กลับกลายเป็นบ้านอิฐหลังหนึ่ง แม้จะเป็นบ้านชั้นเดียว แต่ก็ใหญ่มาก ดูเหมือนจะมีหลายห้อง
ลานบ้านก็ราดปูนซีเมนต์ ดูเรียบเนียนมาก
"โอ้โห ดูบ้านหลังนี้สิ ช่างดีเหลือเกิน!"
หลี่ชุ่ยชุ่ยวิ่งสามก้าวเป็นสองก้าวไปเปิดประตูใหญ่
ด้านในประตูใหญ่เป็นห้องนั่งเล่นที่สว่างมาก และยังติดตั้งชุดเฟอร์นิเจอร์ครบชุดที่เย่เสี่ยวจิ่นจับฉลากได้
ข้างๆยังมีห้องอีกหลายห้อง
หลี่ชุ่ยชุ่ยและเย่จื้อผิงนับดู มีห้องทั้งหมด6ห้องเต็มๆ!
ด้านหลังมีห้องอาบน้ำและห้องส้วมแยกต่างหาก ด้านหน้ายังมีห้องครัวขนาดใหญ่แยกต่างหากอีกด้วย
อ่างน้ำเดิมถูกย้ายไปไว้ข้างห้องครัว ก่อด้วยปูนซีเมนต์เป็นบ่อเก็บน้ำ ก่อขึ้นมาจากพื้นสูงครึ่งเมตร
ดูแล้วสะดวกสบายมาก
หลี่ชุ่ยชุ่ยมองดูบ้านหลังนี้แล้วยิ้มไม่หุบ รู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน
"คนในเมืองเขาอยู่บ้านแบบนี้กันเหรอ พวกเราก็จะได้อยู่บ้านดีๆแบบนี้ด้วยหรือ?"
เย่จื้อผิงเดินโซเซ "ผมรู้สึกเหมือนกำลังฝันไปเลย"
พวกเขาจัดวางข้าวของของแต่ละคนแยกกันไว้เรียบร้อยแล้ว
ทุกคนมีห้องของตัวเอง
แม้แต่หลิวเยว่ก็ไม่ต้องอยู่ในห้องที่ดัดแปลงมาจากห้องเก็บฟืนอีกต่อไป แต่ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในห้องใหญ่ที่สะอาดและสว่าง
หล่อนถือเสื้อผ้าเข้าไปในห้อง เห็นเตียงไม้ขนาดใหญ่ มีตู้เตี้ยๆอยู่ที่หัวเตียง
ยังมีตู้เสื้อผ้าแบบ4ช่องอีกด้วย
แม้แต่ในตู้สีน้ำตาลเทาที่ทาน้ำมันรักษาเนื้อไม้ก็ยังมีกระจกเงาบานเล็กๆ
ทุกคนต่างมีความสุข
แต่หลี่ชุ่ยชุ่ยกลับเป็นกังวลขึ้นมาอีกครั้ง
"แม่ เป็นอะไรหรือคะ?"
หลี่ชุ่ยชุ่ยมองตู้เสื้อผ้าที่ว่างเปล่าแล้วพูดว่า "ฉันต้องตัดเสื้อผ้าเพิ่มอีกหน่อยแล้วล่ะ"
"จิ่นเป่า ดูสิ ตู้เสื้อผ้านี่ว่างมากเลย พวกเรามีเสื้อผ้าน้อยเกินไป"
"โดยเฉพาะของจิ่นเป่า บางตัวก็ใส่ไม่ได้แล้ว"
"ส่วนที่เหลือก็ล้วนเป็นเสื้อผ้าที่เก็บมาจากคนอื่นที่ไม่ต้องการแล้ว"
"ตอนนี้พวกเราได้ย้ายมาอยู่บ้านใหม่แล้ว ก็ต้องตัดเสื้อผ้าใหม่ให้จิ่นเป่าด้วย"
หลี่ชุ่ยชุ่ยตั้งใจมาก หล่อนยกจักรเย็บผ้าเข้ามาในห้องของตัวเอง เตรียมที่จะตัดเสื้อผ้าให้ลูกสาวในทุกฤดูกาล
ขณะที่ทุกคนในครอบครัวกำลังมีความสุข จู่ๆก็มีเสียงคนพูดคุยดังมาจากด้านนอก
เสียงดังจอแจมาก มีคนเจ็ดแปดคนเลยทีเดียว
คนที่เดินนำหน้าอย่างภาคภูมิใจที่สุดก็คือหลิวต้าเม่ย
บทที่ 129: โจวเซียวช่วยขอเงินช่วยเหลือให้เธอ
"ลูกชายสามของฉันประสบความสำเร็จมากที่สุด ญาติๆมาเยี่ยมเมื่อไหร่ เราก็จะต้อนรับพวกเขาอย่างดี"
"ดูบ้านที่ลูกชายสามของฉันสร้างสิ สวยมากเลย พื้นก็เทปูนกริบจนไม่มีวัชพืชขึ้น"
"พวกเขามีความคิดเป็นของตัวเอง ขนาดฉันที่เป็นแม่ยังไม่รู้เลย พวกเขาแอบทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยโดยไม่ให้ใครต้องกังวลเลย"
เสียงของหลิวต้าเม่ยดังก้อง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและหยิ่งผยอง
"ทุกคนเชิญดูรอบๆตามสบายเลยนะ คืนนี้ทุกคนกินข้าวกันที่นี่ ฉันจะเรียกลูกชายคนโตและคนรองมาด้วย"
"มาร่วมรับความเป็นสิริมงคลกันเถอะ ต่อไปญาติๆของเราทุกคนจะได้อยู่บ้านอิฐกันหมดแล้ว"
หลี่ชุ่ยชุ่ยมองเย่จื้อผิงอย่างกังวล "แม่ของคุณพาญาติมามากมายขนาดนี้ แล้วมื้อเที่ยงเราต้องทำอาหารเยอะมากเลยใช่ไหม?"
หล่อนขมวดคิ้ว "ในบ้านก็ไม่มีอะไรมาก มีแต่เนื้อตากแห้งเท่านั้น"
"งานเลี้ยงฉลองบ้านใหม่ก็ควรจะดูดีหน่อย ถ้าจะออกไปซื้อตอนนี้ยังทันไหม?"
เย่จื้อผิงตบไหล่หลี่ชุ่ยชุ่ยเบาๆ แล้วพูดว่า "อย่าเพิ่งร้อนใจ ผมจะไปสอบถามสถานการณ์ดูก่อน"
"เรื่องนี้เป็นแม่เราที่ตัดสินใจเองโดยไม่ถามอะไรเราสักคำ"
"จริงๆเลย"
หลี่ชุ่ยชุ่ยมองเขาเดินออกไป แต่ในใจกลับไม่รู้สึกโกรธ
การย้ายเข้าบ้านใหม่ ตามธรรมเนียมแล้วก็ต้องเชิญญาติๆมาฉลองขึ้นบ้านใหม่กัน
"จิ่นเป่า วันนี้จะไปสวนผลไม้อีกไหมลูก?"
เย่เสี่ยวจิ่นเดินออกมาจากห้องของตัวเอง "หนูจะไปค่ะ ไปหาคะแนนทำงานไงคะ"
"แล้วก็พี่โจวเซียวบอกว่ามีเรื่องอยากให้หนูไปหาด้วย"
"งั้นก็ได้ เช้านี้กินแป้งย่างฟักทองกับไข่ได้ไหม? ตอนเที่ยงค่อยกลับมากินของอร่อยที่บ้าน"
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า "ได้ค่ะ"
ในตอนที่เย่เสี่ยวจิ่นออกจากบ้านพร้อมกับไข่และแป้งย่างฟักทอง ญาติๆต่างก็เห็นเธอ
หลิวต้าเม่ยรีบเข้ามาจับแขนเย่เสี่ยวจิ่นไว้ แล้วแนะนำให้ทุกคนรู้จัก "นี่คือจิ่นเป่าหลานสาวที่เก่งที่สุดของบ้านเรา"
"หมอดูบอกว่าหล่อนมีโชคลาภ ชะตาดี"
"แต่ก่อนลูกชายสามของฉันไม่ค่อยมีโชค แต่พอมีลูกสาวคนนี้ ครอบครัวก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ"
"หล่อนอายุยังน้อยแค่นี้ก็ได้เป็นหัวหน้าทีมแล้วนะ!"
ญาติคนอื่นๆ ต่างพากันชื่นชมเย่เสี่ยวจิ่น
เย่เสี่ยวจิ่นไม่เข้าใจว่าจู่ๆ หลิวต้าเม่ยเป็นบ้าอะไร ปกติรังเกียจเธอแทบตาย อยากจะโยนเธอทิ้งไปให้พ้นๆ เพื่อไม่ให้นำโชคร้ายมาสู่ครอบครัว แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นกระตือรือร้นแบบนี้
"คุณย่าคะ หนูยุ่งมากเลย ต้องไปที่หมู่บ้านแล้ว"
"ดีๆ เธอเก่งจริงๆ งานก็ยุ่ง" หลิวต้าเม่ยยิ้มแย้ม "กลางวันรีบกลับมากินข้าวนะ"
"ฉันให้ลุงใหญ่ของเธอไปซื้อเนื้อหมูและเนื้อวัวที่ตำบลแล้ว"
"ฉันเอาไข่มาเยอะเลย พ่อของเธอบอกว่าวันนี้เราฆ่าไก่ได้หนึ่งตัว"
"เธอต้องกลับมาเร็วๆนะ จะได้กินน่องไก่"
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า "ได้ค่ะ"
เธอเดินเร็วมาก
เบื้องหลังของเธอ ญาติๆกำลังพูดคุยกันจอแจ
"พี่สาวหลิว ต้องบอกว่าคุณมีบุญจริงๆ หลานสาวคนนี้เป็นสมบัติล้ำค่าเลยนะ"
"ใช่เลย หลานสาวของคุณนี่ช่วยส่งเสริมความเจริญให้ครอบครัวจริงๆ ต่อไปไม่ว่าจะแต่งงานกับใคร ก็จะเป็นโชคของครอบครัวนั้น"
"แน่นอนว่าต้องแต่งงานกับคนในเมืองสิ เย่หวายก็เรียนหนังสือเก่ง ต่อไปก็ต้องไปอยู่ในเมือง ให้เขาแนะนำคนรวยๆให้น้องสาวสักคน"
"โอ้โห จื้อผิงนี่ช่างโชคดีจริงๆ! ลูกๆทุกคนมีความสามารถขนาดนี้!"
หลิวต้าเม่ยดูเปล่งปลั่งมีชีวิตชีวาหลังจากได้รับคำชมเชยมากมาย
นางรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
นางชำเลืองตามองแล้วโบกมือ "แน่นอนอยู่แล้ว ปีหน้าเย่หวายจะได้ไปเรียนวิทยาลัยอาชีวะในเมือง"
"ได้รับการจัดสรรทะเบียนบ้านในเมือง ก็จะกลายเป็นคนในเมืองที่มีการศึกษาแล้ว"
"เขาประสบความสำเร็จ ทำให้ทั้งตระกูลเย่ของเราภาคภูมิใจ"
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมรอยยิ้ม
"พูดแบบนี้แล้ว ผลการเรียนของเย่หวายดีกว่าเหวินชางด้วยสินะ?"
"ตอนนี้เหวินชางเรียนอยู่ม.ปลายเป็นอย่างไรบ้าง? เรียนชั้นม.ปลายนี่ไม่ได้รับการจัดสรรทะเบียนบ้านและงานใช่ไหม?"
"ฉันได้ยินมาว่าการเรียนชั้นม.ปลายไม่มีประโยชน์อะไรเลย"
"ใช่แล้ว จบวิทยาลัยอาชีวะสามารถไปทำงานในหน่วยงานรัฐบาลได้ หรือจะเป็นครูก็ได้"
หลิวต้าเม่ยฟังพวกเขาพูดแล้วก็ไม่สบายใจอยู่บ้าง
ตอนแรกนางทุ่มเทเงินทองและแรงกายแรงใจให้กับเหวินชางมากมาย
แต่เขากลับสอบเข้าวิทยาลัยอาชีวะไม่ได้แม้แต่แห่งเดียว!
นักเรียนมัธยมปลายนั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลย ไม่เหมือนกับวิทยาลัยอาชีวะที่มีงานรองรับแน่นอน
"ฮ่ะๆ...เหวินชางน่ะ ถึงจะเรียนไม่เก่งเท่าน้องชาย แต่ในอนาคตก็อาจจะมีงานที่มั่นคงได้นะ"
"ใครจะรู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไงล่ะ"
หลี่ชุ่ยชุ่ยเตรียมน้ำชาและผลไม้ไว้ต้อนรับทุกคนที่นั่งดื่มชาคุยกันอยู่ในห้องโถง
หลิวต้าเม่ยเงยหน้ามองผนังสีขาวสะอาดและเฟอร์นิเจอร์สวยงามทั่วทั้งห้อง
แม้แต่พื้นก็ยังปูกระเบื้องเงาวับ ไม่เหมือนบ้านที่ชาวบ้านทั่วไปจะอยู่ได้เลย
ดวงตาของนางเปล่งประกายวาววับขึ้นมา ถ้าในอนาคตตนได้อยู่บ้านแบบนี้บ้างก็คงดี
มันจะได้หน้ามากไหนกันเล่า!
"ดีจังเลย บ้านหลังนี้สวยมาก" หลิวต้าเม่ยพูด "ชุ่ยชุ่ย วันนี้ตอนเที่ยงเธอไม่ต้องยุ่งวุ่นวายนะ พี่สะใภ้คนโตกับคนรองจะนำอาหารมาทำให้ เธอเป็นเจ้าของบ้าน เธอแค่คอยต้อนรับและพูดคุยกับญาติๆก็พอแล้ว"
หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่คิดว่าตัวเองจะสบายขนาดนี้
หล่อนนั่งลง ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี
เย่เสี่ยวจิ่นเดินทางไปที่สวนผลไม้ สั่งงานเรียบร้อยแล้วก็ไปหาโจวเซียวที่สำนักงานหมู่บ้าน
โจวเซียวเพิ่งกลับมาได้ไม่กี่วัน กำลังคุยเรื่องงานกับผู้ใหญ่บ้านอยู่ที่สำนักงาน
"พี่โจวเซียว หนูมาแล้วค่ะ"
โจวเซียวเห็นเย่เสี่ยวจิ่นก็พูดว่า "เธอมาได้จังหวะพอดีเลย"
"ช่วงนี้เธอทำแผนเลี้ยงปลาในนาข้าวออกมาได้ ฉันคุยกับผู้ใหญ่บ้านเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว"
"วิธีของเธอนี่ดีจริงๆ นอกจากจะใช้ประโยชน์จากที่ดินซ้ำเพื่อเพิ่มรายได้แล้ว ยังรักษาระบบนิเวศให้อยู่ร่วมกันได้อีกด้วย"
"นี่เป็นความคิดที่ดีมากจริงๆ"
เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มกว้าง "ทั้งหมดนี้หนูไปเรียนรู้มาน่ะค่ะ ไม่ได้คิดขึ้นมาเองลอยๆหรอก"
"แต่ตามที่ผมรู้ ตอนนี้ยังไม่มีใครเสนอวิธีการแบบนี้มาก่อนเลยนะ"
"จิ่นเป่า เธอไปเห็นมาจากที่ไหนล่ะ?"
เย่เสี่ยวจิ่นเม้มปาก "หนู...ลืมไปแล้ว อาจจะเป็นแค่เรื่องที่ได้ยินมาก็ได้"
“ฉันอยากช่วยยื่นโครงการนี้ไปที่เมือง เพื่อขอเงินสนับสนุนการวิจัยให้เธอ"
"ทุกปีจะได้เงินเพิ่มขึ้น และถ้าโครงการนี้ผ่าน มันจะถูกใช้เป็นต้นแบบในการเผยแพร่"
"ตอนนั้นหมู่บ้านชงเทียนก็จะได้รับรางวัลด้วย"
"บางทีในรายชื่อหมู่บ้านดีเด่นปีนี้ อาจจะมีชื่อหมู่บ้านชงเทียนเพิ่มขึ้นมาก็ได้นะ"
โจวเซียวพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ไม่ได้พูดเล่น
เขาหยิบกระดาษจำนวนหนึ่งออกมา "นี่คือสิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านบอกฉัน เธอลองดูซิว่าต้องเพิ่มเติมอะไรไหม?"
"ฉันแค่ช่วยเธอเขียนโครงการ แต่ชื่อผู้เขียนยังเป็นของเธอเหมือนเดิม"
เย่เสี่ยวจิ่นดูแล้วอดไม่ได้ที่จะขอบคุณ "ขอบคุณมากนะคะ แต่ตรงนี้ต้องเพิ่มว่าต้องใส่ปุ๋ยสองครั้ง"
"ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ปลอดภัยทั้งหมด เพื่อให้ปลาได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ"
"ได้ ฉันจะเพิ่มเข้าไปเดี๋ยวนี้" โจวเซียวหยิบปากกาที่เสียบไว้ที่กระเป๋าเสื้อออกมา แล้วเขียนลงในสมุด
เขาอ่านทบทวนอีกครั้ง แล้วยิ้มพูดว่า "แบบนี้คงไม่มีปัญหาแล้ว ผมจะเขียนให้เสร็จแล้วส่งตามที่เธอบอกนั่นแหละ แค่ต้องปรับแต่งภาษานิดหน่อย"
เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกขอบคุณมาก "ขอบคุณมากนะคะพี่โจวเซียว เที่ยงนี้ไปกินข้าวที่บ้านฉันกับรุ่ยเป่าด้วยกันนะคะ"
"บ้านฉันเพิ่งสร้างใหม่ ตอนเที่ยงจะทำอาหารอร่อยๆเยอะแยะเลย"
"พี่พารุ่ยเป่ามาด้วยสิ"
"ก็ได้ พอดีฉันก็จะมอบเป็ดสามสิบตัวนั้นให้ครอบครัวเธอด้วย" โจวเซียวเก็บกระดาษและปากกา พูดกับผู้ใหญ่บ้านอย่างจนปัญญา "รุ่ยเป่าผมเลี้ยงเป็ดไว้สามสิบตัว แต่กลับยกให้ผมทั้งหมด"
"ยังบอกอีกว่าจะเอาไปให้จิ่นเป่า เพื่อให้จิ่นเป่าได้กินเนื้อทุกวัน"
เขาก้มหน้าลงยิ้มเล็กน้อย "รุ่ยเป่าของเรารู้จักใช้เป็ดมาเอาใจผู้หญิงแล้วนะ"
ซุนจ่างซุ่นหัวเราะลั่น "รุ่ยเป่าคงไม่ไหวหรอก เขาไม่ฉลาดเท่าจิ่นเป่า เอาใจจิ่นเป่าแบบนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์"
"ต่อไปจิ่นเป่าต้องเข้าเมืองใหญ่ เว้นแต่ว่ารุ่ยเป่าจะตั้งใจเรียนหนังสือให้ดี ไม่งั้นเป็ดสามสิบตัวนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย"
โจวเซียวกลับรู้สึกว่าผู้ใหญ่บ้านพูดถูกมาก
"ไม่เหมาะสมหรอก พวกคุณเลี้ยงไว้กินเองเถอะ" เย่เสี่ยวจิ่นโบกมือ "บ้านหนูก็เลี้ยงไว้ไม่น้อยเหมือนกัน"
"คุณไม่รู้อะไร รุ่ยเป่าคนนี้ขี้เกียจมากเพราะร่างกายไม่แข็งแรง"
"เขาต้องรักษาตัวอยู่ตลอด แต่ในเมื่อเขามีเป้าหมายแบบนี้ก็นับว่าดีต่อตัวเขา"
"เรื่องนี้คุณไม่ต้องสนใจหรอกค่ะ แค่เป็ดสามสิบตัวเท่านั้นเอง แถมพวกเราก็ไม่ได้ชอบกินด้วย"
โจวเซียวพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ "สำหรับผม การที่เขามีอะไรทำบ้างก็นับเป็นเรื่องดี อย่างน้อยก็ได้ขยับร่างกาย เป็นผลดีต่อสุขภาพ"
"เธออาจจะบอกเขาว่าเป็ดอร่อย ให้เขาเลี้ยงเพิ่มอีกหน่อยก็ได้นะ"
เย่เสี่ยวจิ่นไม่คิดว่าทุกคนยังไม่อาจกินเนื้อได้อย่างอิสระ
ตระกูลโจวกำลังไล่ตามสิ่งที่อยู่ในระดับหรูหราแล้ว
"งั้นก็ดีค่ะ ทุกครั้งที่บ้านหนูเชือดเป็ด หนูจะเรียกรุ่ยเป่ามากินด้วยกันดีไหมคะ?"
โจวเซียวมองดวงอาทิตย์ข้างนอก "เขาคงจะดีใจมาก งั้นฉันจะไปเรียกเขาให้มากินข้าวที่บ้านเธอนะ"
บทที่ 130: ญาติพี่น้องมาชุมนุมกัน
หลี่กุ้ยฮวาและเซี่ยวเฟินฟางบังเอิญเจอกันระหว่างทาง
ทั้งสองคนต่างถือผักมาไม่น้อย
"โอ้โฮ น้องสะใภ้รอง บ้านเธอก็กำลังสร้างบ้านไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงยังต้องให้เธอไปทำอาหารที่บ้านน้องสามด้วยล่ะ"
เซี่ยวเฟินฟางรู้สึกโมโหขึ้นมาทันที พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ทำยังไงได้ล่ะ บ้านฉันสร้างด้วยไม้ แค่ต่อเติมเท่านั้นเอง"
"แต่บ้านน้องสามเขาเจริญรุ่งเรืองมากนะ สร้างบ้านอิฐ เป็นบ้านใหม่ทั้งหลังเลย"
"เทียบกันแล้ว แน่นอนว่าบ้านน้องสามต้องมีหน้ามีตากว่า"
หลี่กุ้ยฮวาหัวเราะในใจอย่างสนุกสนาน ปกติแล้วเซี่ยวเฟินฟางคนนี้มักจะเชิดหน้าชูคอมองคนอื่นด้วยสายตาดูถูก
ไม่นึกเลยว่าจะมีวันที่หล่อนต้องอับอายขายหน้าด้วย
หลี่กุ้ยฮวายิ้มหน้าระรื่น "ก็จริงนะ ในหมู่บ้านเรามีบ้านอิฐแบบนี้แค่แห่งเดียวเท่านั้นแหละ"
"แน่นอนว่าต้องมีหน้ามีตา ในเมื่อครอบครัวเธอร่ำรวยขนาดนี้ ทำไมไม่สร้างบ้านอิฐล่ะ?"
"รอให้ทุกคนมีเงินก่อน พวกเขาก็คงสร้างแบบนี้กัน"
เซี่ยวเฟินฟางแค่นเสียง "แล้วทำไมครอบครัวพี่ไม่สร้างมั่งล่ะ?"
"ครอบครัวฉันไม่มีเงินนี่" หลี่กุ้ยฮวาเดาะลิ้นสองที "ลูกชายของฉันมีอนาคต ต้องเรียนหนังสือ ใช้เงินเยอะมาก"
"แถมเขายังมีแฟนสาวด้วย พ่อแม่หล่อนทำงานในที่ว่าการอำเภอ โอ้โห ยิ่งต้องใช้เงินเยอะเข้าไปอีก"
"แต่ยังไงว่านหยวนบ้านเธอก็ดีอยู่ ช่วยประหยัดเงินได้เยอะ ไม่ต้องเรียนหนังสือ ไม่ต้องเลือกลูกสะใภ้"
"เหวินชางของเรามีวิสัยทัศน์ดีจริงๆ แต่ก็... พอเขาเรียนจบ พ่อตาก็ต้องจัดการให้เขาเข้าทำงานในที่ว่าการอำเภอใช่ไหมล่ะ?"
หลี่กุ้ยฮวามีใบหน้าเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ รอยยิ้มยิ่งกว้างขึ้นอีกหลายส่วน "ฉันสร้างบ้านในหมู่บ้านนี้จะมีประโยชน์อะไร ยังไงลูกชายของฉันก็ต้องไปพัฒนาตัวเองในเมืองอยู่แล้ว"
สีหน้าของเซี่ยวเฟินฟางยิ่งดำคล้ำลงเรื่อยๆ
หล่อนจ้องหลี่กุ้ยฮวาด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว แล้วถ่มน้ำลายใส่ "เชิญโอ้อวดไปเถอะ ดูตัวเองสมัยก่อนสิว่าเลวร้ายแค่ไหน วันๆเอาแต่รังแกหลี่ชุ่ยชุ่ย ตอนนี้หล่อนก็คงไม่ไว้หน้าพี่บ้างเหมือนกัน"
"ครอบครัวของพวกเขายังพอเจรจากันได้นะ เธอดูสิ เมื่อก่อนฉันก็ทำไม่ดีกับพวกเขาจริงๆ" หลี่กุ้ยฮวาถอนหายใจ "แต่จิ่นเป่าเป็นเด็กดี ไม่เพียงไม่ถือสาแล้ว ยังมอบหมายงานให้เย่จู๋ของเราในสวนผลไม้บ่อยๆ อีกด้วย"
"อย่างน้อยฉันก็รู้จักแก้ตัวเมื่อทำผิด ไม่เหมือนเธอที่ยังดื้อดึงไม่ยอมรับผิด"
เซี่ยวเฟินฟางกลอกตา ไม่อยากเสียเวลากับหล่อนอีกต่อไปแล้ว
หล่อนถือตะกร้าผักเดินจากไป
หลี่กุ้ยฮวายิ้มแย้มเดินตามหลังมาด้วยท่าทางพร้อมจะซ้ำเติม
เย่จื้อผิงถูกหลิวต้าเม่ยใช้ให้ไปขนผักจากบ้านของนางมามากมาย
เย่จื้อเฉียงก็ซื้อเนื้อกลับมาจากตลาดในอำเภอแล้ว
หลี่ชุ่ยชุ่ยนั่งอยู่ท่ามกลางผู้คน เห็นเย่จื้อผิงแล้วก็พูดว่า "จื้อผิง คุณรีบมาคุยกับญาติๆหน่อย ฉันจะไปทำอาหาร"
"อย่าเร่งร้อนไปเลย นั่งลงก่อนเถอะ" หลิวต้าเม่ยมองออกไปนอกประตู "พี่สะใภ้ทั้งสองของเธอมาแล้วไม่ใช่หรือ?"
"ให้พี่สะใภ้ของเธอทำกับข้าวเถอะ วันนี้เธอพักผ่อนก็แล้วกัน"
"จื้อผิง มานั่งเร็ว ขาแกเป็นอย่างไรบ้างช่วงนี้?"
เย่จื้อผิงนั่งลง "ก็ดีครับ แค่เดินยังไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่"
"งั้นก็ดีแล้ว ว่างเมื่อไหร่ก็ให้พ่อพาไปตรวจในเมืองสักหน่อยนะ อย่าให้บาดเจ็บเรื้อรังเชียว"
"ตอนที่ฉันได้ยินว่าเกิดเรื่องกับแก ฉันกินข้าวไม่ลงตั้งหลายวัน" หลิวต้าเม่ยพูดไปพูดมา ก็เริ่มแสร้งทำท่าเช็ดน้ำตา
"ในบรรดาลูกชายสามคนของฉัน แกเป็นคนที่ลำบากที่สุดแล้ว"
เย่จื้อผิงรีบพูด "ผมรู้ครับ ก่อนหน้านี้ผมไปตรวจในเมืองมาแล้ว หมอบอกว่าฟื้นตัวได้ดีมาก"
"งั้นก็ดีแล้ว ไม่งั้นฉันก็คิดถึงเรื่องของแกอยู่เรื่อย ชวนให้เป็นห่วงอยู่นะ"
หลิวต้าเม่ยทำตัวเป็นแม่ที่รักลูกกตัญญูอยู่ตรงนี้
ส่วนเซี่ยวเฟินฟางและหลี่กุ้ยฮวาต่างมองเขม่นกันอย่างไม่ค่อยถูกชะตา เข้าไปในครัวเพื่อทำอาหารด้วยกัน
หลี่กุ้ยฮวาเห็นครัวที่สะอาดและสว่างนี้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉานิดๆ
ตรงประตูทางเข้ามีอ่างล้างจาน สะดวกมากในการทำอาหารและล้างผัก
ครัวนี้ยังมีพื้นที่กว้างขวาง มีโต๊ะใหญ่ที่สามารถนั่งรับประทานอาหารได้หลายคน
"ครัวนี้ทำดีจริงๆ"
เซี่ยวเฟินฟางก็.อดไม่ได้ที่จะลูบกระเบื้องประดับลวดลายที่ติดอยู่บนเตา
ทั้งสองคนต่างมองด้วยสายตาร้อนผ่าว
เย่จื้อเฉียงถือเนื้อวัวและเนื้อหมูที่ซื้อมาเข้ามา "ผมวางเนื้อไว้ตรงนี้นะ"
หลี่กุ้ยฮวาคว้าแขนเย่จื้อเฉียงไว้ทันที "พวกเราจะสร้างบ้านดีๆแบบนี้ได้เมื่อไหร่กันนะ? คุณดูสิ มันสว่างขนาดไหน"
บ้านไม้นั้นดูอับทึบไปหมด ไม่สว่างเอาเสียเลย
สู้ตึกอิฐฉาบปูนขาวแบบนี้ก็ไม่ได้ สว่างดีเหลือเกิน
เย่จื้อเฉียงเกาหัวแล้วยิ้มแห้งๆ "ก่อนหน้านี้ผมเห็นคนงานที่นี่บอกว่าบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้คงต้องใช้เงินเกิน700หยวนแน่ๆ"
"รวมเฟอร์นิเจอร์พวกนี้และค่าแรงคนงานด้วย คงต้องใช้เงินเยอะมากเลยนะ"
หลี่กุ้ยฮวาไม่กล้าคิดต่อแล้ว "หรือว่าต้องใช้เกือบ1,000หยวน?"
"ผมคิดว่าประมาณนั้นแหละ" เย่จื้อเฉียงพยักหน้า "ดังนั้นพวกเราอย่าไปคิดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้พวกนี้เลย"
"รอให้เหวินชางร่ำรวยก่อน ค่อยสร้างบ้านในเมือง แล้วก็ให้เขาแบ่งห้องหนึ่งให้พ่อแม่แก่ๆอย่างพวกเราอยู่ด้วย"
เซี่ยวเฟินฟางที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ รีบพูดขึ้นมาทันที "เป็นไปไม่ได้หรอก ครอบครัวพวกเขาไม่มีทางมีเงินมากขนาดนั้น"
"ก่อนหน้านี้จักรยานของพวกเขา รุ่นที่ใกล้เคียงกันในเมืองขายอยู่200หยวนนะ"
"พวกเขาจะเหลือเงินมากขนาดนั้นมาสร้างบ้านได้ยังไง"
"บ้านหลังนี้คงไม่ได้ใช้เงินมากเท่าไหร่หรอก"
เย่จื้อเฉียงรู้ดีว่าบ้านรองชอบเปรียบเทียบกับคนอื่นมากที่สุด
เขาจึงไม่พูดอะไรกับเซี่ยวเฟินฟางมากนัก
"ใช่ๆๆ ไม่ได้ใช้เงินมากหรอก เธอก็บอกให้เจ้ารองสร้างบ้านสักหลังสิ"
เซี่ยวเฟินฟางสะอึก เพิ่งรู้ตัวว่าหัวใจของตนเต็มไปด้วยความอิจฉา!
แม้จะเป็นญาติกับครอบครัวเย่คนที่สาม แต่ก็ทนไม่ได้ที่จะเห็นพวกเขามีชีวิตที่ดี
ถ้าพวกเขามีชีวิตที่ไม่ดี หล่อนกลับจะรู้สึกดีใจมากกว่า
หล่นอแค่กลัวว่าพวกเขาจะเหยียบข้ามหัวตนไป...
เซี่ยวเฟินฟางซ่อนความอิจฉาในดวงตา "ฉันแค่พูดไปงั้นๆแหละ บ้านของฉันเพิ่งสร้างเสร็จ จะมีเวลาไหนมาสร้างบ้านอีกล่ะ?"
"บางทีอิฐและปูนพวกนี้อาจจะไม่แพงเท่าไม้ก็ได้นะ"
"อยู่บ้านไม้ยังดีกว่า อุ่นในฤดูหนาว เย็นในฤดูร้อน แถมยังแข็งแรงทนทานด้วย"
คำพูดนี้เป็นการพยายามรักษาหน้าอย่างสุดๆ
ใครก็ตามที่มาบ้านของเย่เหล่าซาน ต่างก็รู้ว่าบ้านหลังนี้ดีกว่าบ้านไม้หลังเก่าที่มีลมโกรกและมืดทึมมากนัก
แต่บ้านในชนบททางตอนใต้ส่วนใหญ่ก็เป็นบ้านแบบนี้กันทั้งนั้น
ไม่ค่อยมีใครสร้างบ้านอิฐทันสมัยสักเท่าใด
ในห้องโถง
เย่เสี่ยวจิ่นกลับมาที่บ้านแล้ว
หลี่ชุ่ยชุ่ยถามด้วยความอยากรู้ "จิ่นเป่า ลูกกลับมาเร็วจัง ไปเจอโจวเซียวมาหรือ?"
"เจอแล้วค่ะ หนูกลับมาบอกแค่ว่าให้หุงข้าวเพิ่มหน่อย พี่โจวเซียวกับรุ่ยเป่าจะมากินข้าวด้วย"
"ได้เลย วันนี้แม่จะหุงข้าวให้เยอะๆ กินกันให้อิ่มหนำไปเลย"
เย่จื้อผิงถามอย่างสงสัย "โจวเซียวมีธุระอะไรกับลูกหรือ?"
เย่เสี่ยวจิ่นเล่าเรื่องการเลี้ยงปลาในนาข้าวให้ฟัง
ทุกคนที่ได้ยินต่างรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องดี
ไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีเงินช่วยเหลือหรือไม่ แค่นำความคิดนี้ไปเสนอผู้ใหญ่ได้ก็เป็นเกียรติอย่างมากแล้ว
ถ้าได้รับเลือกจริงๆ ทุกคนก็จะรู้ว่านี่เป็นความคิดของคนตระกูลเย่
"พี่สาวหลิว จิ่นเป่าของคุณกินอะไรเติบโตมาถึงได้ฉลาดขนาดนี้?"
"หลานชายของฉันโง่เหลือเกิน อยากจะเรียนรู้วิธีจากคุณบ้าง"
"ดูซิว่าหลานชายของฉันจะมีหนทางบำรุงสมองได้บ้างไหม"
หลิวต้าเม่ยได้ยินคนอื่นถาม ก็รู้สึกอึดอัดใจขึ้นมาทันที
หลานสาวของนางกินแต่ข้าวต้มใสกับผักป่าทุกวัน
ไม่เคยได้กินอะไรดีๆเลย
เย่เสี่ยวจิ่นรับคำต่อ "หนูคิดว่า...อาจเป็นเพราะหนูกินมังสวิรัติมาตั้งแต่เด็กมั้ง"
"สมองหนูเลยปราดเปรื่องกว่าคนอื่น การได้กินผักป่าอะไรพวกนั้นเยอะๆ ต้องบำรุงสมองแน่ๆ"
"แต่ก่อนบ้านหนูจนมาก ไม่มีเนื้อให้กินเลย"
หลี่ชุ่ยชุ่ยพยักหน้า "ใช่แล้ว มีแต่น้ำข้าวต้มจืดๆกับผักป่านิดหน่อย แต่ก่อนหล่อนขาดสารอาหาร จนอายุสามขวบครึ่งแล้วก็ยังพูดไม่ได้"
ทุกคนพลันรู้สึกอึดอัดขึ้นมา
เพราะรู้ว่าก่อนหน้านี้หลิวต้าเม่ยปฏิบัติกับลูกชายสามอย่างไม่เป็นธรรมมากเพียงใด
แต่ก่อนเด็กคนนี้แม้แต่ข้าวก็ไม่มีจะกิน พอตอนนี้ได้อยู่ดีกินดีแล้ว นางถึงได้กลับมาห่วงใยครอบครัวของลูกชายสาม
"จิ่นเป่าลำบากมากจริงๆ โชคดีที่หล่อนยังฉลาดมาก"
"จริงด้วย มีคนพูดกันว่าลูกคนจนต้องโตเร็ว คำพูดนี้เป็นความจริงนะ"
"พี่สาวหลิว ต่อไปอย่าลำเอียงแบบนี้เลยนะ ลูกชายลูกสาวก็เหมือนกัน พ่อแม่ควรช่วยเหลือทั้งสองฝ่ายบ้าง"
"ใช่เลย จิ่นเป่าเก่งขนาดนี้ ถ้าหิวจนป่วยก็จะเสียของนะ"
หลิวต้าเม่ยเป็นคนหน้าด้านอยู่แล้ว พอกลอกตาคิดก็มีข้ออ้างดีๆทันที
"พวกคุณไม่รู้หรอก ไม่ใช่ว่าฉันไม่ให้จิ่นเป่ากินเนื้อกินข้าว"
"ความจริงร่างกายหล่อนอ่อนแอมาตั้งแต่อยู่ในท้อง เจ็บป่วยออดๆแอดๆตลอด เลยกินได้แค่โจ๊กกับอาหารเจเท่านั้น"
"แล้วต้องโทษชุ่ยชุ่ยด้วยที่มีน้ำนมไม่พอ เลยทำให้เด็กขาดสารอาหาร"
หลิวต้าเม่ยพูดแบบนี้ไม่เพียงแต่โยนความผิดให้พ้นตัว แต่ยังเป็นการชี้หน้าตำหนิหลี่ชุ่ยชุ่ยอีกด้วย
หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกอึดอัดใจ ไม่ใช่ว่าหล่อนไม่อยากมีน้ำนม
ความจริงแล้วที่บ้านแทบจะไม่มีอะไรจะกิน แล้วจะเอาสารอาหารที่ไหนมาบำรุงร่างกาย?
แม้แต่แม่ไก่แก่ที่นำมาจากบ้านเกิด ก็ถูกหลิวต้าเม่ยเอาไปแล้ว
หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกตัวขึ้นมาบ้าง จู่ๆก็รู้ซึ้งแล้วว่าน้ำใจที่หลิวต้าเม่ยแสดงออกมาวันนี้ ก็เพื่อรักษาหน้าตาตัวเองเท่านั้น
ถ้าครอบครัวของพวกเขาไม่มีบ้านหลังนี้ นางคงไม่แม้แต่จะเหลียวมองครอบครัวของพวกเขาด้วยซ้ำ...
จบตอน
Comments
Post a Comment