บทที่ 136: เย่ฉางอันโมโหจนตบเซี่ยวเสวียหนึ่งฉาด!
เมื่อเย่เสี่ยวจิ่นกลับถึงบ้าน หลี่ชุ่ยชุ่ยก็เข้ามาใกล้ด้วยความกังวล "จิ่นเป่า เรื่องเป็นยังไงบ้างลูก?"
"ไม่มีปัญหาอะไรหรอกแม่ ไม่ต้องกังวลนะ" เย่เสี่ยวจิ่นหยิบลูกอมออกมาจากกระเป๋า "ลุงซุนซื้อลูกอมให้หนูด้วยค่ะ หวานมากเลย แม่กินสักเม็ดไหม"
หลี่ชุ่ยชุ่ยมองลูกอมในมือลูกสาวแล้วส่ายหน้ายิ้มๆ "จิ่นเป่าเก็บไว้กินเองเถอะลูก"
เย่เสี่ยวจิ่นจูงมือหลี่ชุ่ยชุ่ย "แม่คะ แม่รู้ไหมว่าบ้านไหนมีแจกันลายครามสวยๆน่ะ?"
"อันที่มีพื้นสีขาวแล้วมีลวดลายสวยๆ ไม่ใช่พวกที่ซื้อมาไม่กี่เฟินตอนไปตลาดนัดนะ"
"เป็นของเก่าประดับบ้าน อยู่ในบ้านมานาน ไม่มีใครรู้ที่มาแบบนั้นน่ะ..."
หลี่ชุ่ยชุ่ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าทำไมลูกสาวถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมา
"ของเก่า...แจกัน..."
"แจกันจำไม่ได้ว่ามี แต่มีที่วางอ่างล้างหน้าเก่าๆอยู่น่ะ"
"แม่จำได้ว่าบ้านคุณย่าสามมีอยู่ใบหนึ่ง สมัยก่อนบ้านของพวกเขาเป็นเจ้าที่ดินเก่า"
"ถึงจะโดนยึดทรัพย์สินหมดแล้ว แต่เฟอร์นิเจอร์พวกนั้นก็สวยงามมาก ลวดลายดอกไม้และนกที่สลักอยู่บนนั้นดูมีชีวิตชีวาจริงๆ"
หลี่ชุ่ยชุ่ยยังจำได้ว่าตอนที่ไปบ้านป้าสามของเย่จื้อผิง บ้านหลังนั้นสวยงามมาก
เทียบกับบ้านของเย่ฉู่เฉียงแล้ว ต่างกันราวฟ้ากับดิน
พวกเขาพูดจาสุภาพเรียบร้อย ไม่เหมือนเย่ฉู่เฉียงกับหลิวต้าเม่ยที่มีบุคลิกหยาบคายแข็งกระด้าง
ดวงตาของเย่เสี่ยวจิ่นเป็นประกายวาววับ
"น่าเสียดายนะ บ้านคุณย่าสามตอนนี้มีลูกชายกับลูกสะใภ้เป็นคนตัดสินใจทุกอย่าง"
"หลายปีแล้วที่ไม่ได้ติดต่อกัน พวกเขาชอบเล่นไพ่ นิสัยแย่มาก แถมยังไม่ค่อยนับถือใครเท่าไหร่ ตอนนี้เหลือแต่คุณย่าสามคนเดียวอยู่ที่บ้าน"
"ส่วนสองคนหนุ่มสาวนั่นก็เอาแต่เที่ยวเตร่อยู่ในเมืองทุกวัน"
เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มน้อยๆ "งั้นเมื่อไหร่เราจะไปเยี่ยมคุณย่าสามล่ะคะ?"
"จิ่นเป่า ลูกสนใจของเก่าๆเหรอ?"
"ใช่ค่ะ ทำไมแม่ถึงรู้ได้เร็วจังเลย"
"ลูกไม่ได้ไปดูคนแก่หรอก แต่ไปดูของเก่าต่างหากล่ะ" หลี่ชุ่ยชุ่ยเอื้อมมือมาแตะจมูกเธอเบาๆ "ลูกยังไม่เคยเจอคุณย่าสามเลย จะมีความรู้สึกอะไรกับท่านได้ยังไง?"
เย่เสี่ยวจิ่นย่นคอลงเล็กน้อย ยิ้มกว้าง "หนูแค่อยากรู้อยากเห็นน่ะค่ะ"
"งั้นต้องไปบอกคุณย่าสามก่อนนะ"
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า "ได้ค่ะ ให้พ่อไปบอกแล้วกัน"
เย่จื้อผิงรู้ว่าเย่เสี่ยวจิ่นจะไปเล่นที่บ้านป้าสาม จึงรีบไปบอกเย่ฉู่เฉียงทันที
ครอบครัวของเย่ฉู่เฉียงมีลูกชาย5คน ตอนนี้พวกเขาต่างห่างเหินกันไปหมดแล้ว
เย่ฉู่เจี้ยนพี่ชายคนที่สามก็เสียชีวิตไปนานแล้ว
แม้ซุนพ่านตี้ผู้เป็นภรรยาจะมีพื้นเพที่ดี แต่ก็ให้กำเนิดลูกชายที่เป็นคนเลว
และด้วยสภาพแวดล้อมบางอย่าง แม้ตอนแรกจะเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุด แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นครอบครัวที่ยากจนที่สุดไปแล้ว
เพราะตอนหนุ่มๆ ลูกชายเอาแต่ดูถูกคนอื่น ทำให้ญาติพี่น้องโกรธเคืองไปหมด
เหลือแค่ซุนพ่านตี้คนเดียวที่อายุ60กว่าแล้ว ไม่มีญาติคนไหนคอยดูแล
“ไปเยี่ยมหล่อนสักหน่อยก็ดี พี่สะใภ้สามมีชีวิตลำบากมาหลายปีแล้ว"
เย่ฉู่เฉียงถอนหายใจ ม้วนยาเส้นสูบ "ตอนนี้ลูกชายหล่อนก็ไม่อยู่บ้าน มีแค่หล่อนคนเดียว คงจะพูดคุยง่ายขึ้นเยอะ"
"ว่าแต่จื้อผิง ทำไมพวกแกถึงนึกอยากไปเยี่ยมหล่อนขึ้นมาล่ะ?"
เย่จื้อผิงรู้สึกเกรงใจที่จะบอกว่าจิ่นเป่าต้องการดูของเก่า
เขาจึงโกหกไปส่งๆ เพื่อให้ผ่านเรื่องนี้ไป
"งั้นพรุ่งนี้แกไปดู ฉันจะไปเป็นเพื่อนพวกแก"
เย่จื้อผิงพยักหน้า "ครับ"
หลังจากเย่จื้อผิงจากไป
เย่ฉู่เฉียงสูบบุหรี่พลางถอนหายใจอย่าง.อดไม่ได้ "ครอบครัวของพี่สามนี่ช่างโชคร้ายจริงๆ"
หลิวต้าเม่ยกำลังยุ่งอยู่กับการล้างจาน แค่นเสียงเย็นชา "พวกเขาเคยดูถูกคนอื่นไง"
"พวกเราไปดูหน่อยก็พอแล้ว อย่าให้ใครว่าครอบครัวเราไม่มีน้ำใจ"
เย่ฉู่เฉียงมองหลิวต้าเม่ยแวบหนึ่ง "ลูกชายของเราเก่ง ครอบครัวเราถึงได้ดี"
"ชีวิตจะเป็นยังไง ก็ต้องดูที่ลูกชายในบ้านเป็นยังไง"
"พวกเขามีลูกแค่คนเดียวแล้วยังเป็นสวะ พวกเรามีสามคน อย่างน้อยก็คงไม่แย่ทั้งหมดหรอก"
หลิวต้าเม่ยพยักหน้าเห็นด้วย "แน่นอนว่าลูกชายเป็นกุญแจสำคัญของความเจริญรุ่งเรือง"
"นั่นแหละที่ฉันถึงบอกว่าจื้อผิงผิดที่เอาแต่ตามใจลูกสาว"
"ต่อไปครอบครัวของพวกเขาต้องพึ่งพาเย่หวายแน่นอน! เขาออกจะเป็นคนมีการศึกษา...มีอนาคต!"
แม้หลิวต้าเม่ยจะชมเชยเย่เสี่ยวจิ่นต่อหน้าเย่จื้อผิง
แต่ในใจลึกๆ นางก็ยังดูถูกเด็กผู้หญิงอยู่ดี
ในสายตาของนาง ผู้หญิงก็แค่ส่วนเสริมของผู้ชาย ต่อให้มีอนาคตแค่ไหนจะมีประโยชน์อะไร?
สุดท้ายก็ต้องแต่งงานออกไปอยู่ดีไม่ใช่หรือ?
เย่ฉู่เฉียงแค่นเสียง แต่ไม่ได้พูดอะไร
ถ้าเขาสนใจเด็กผู้หญิง ก็คงไม่โยนเย่เสี่ยวจิ่นที่เกือบตายไปทิ้งไว้บนภูเขาโดยไม่ยอมรักษา ปล่อยให้เธอรอความตายอย่างทรมาน
"คุณอย่าพูดแบบนี้ต่อหน้าเจ้าสามเชียวนะ เขาได้ยินแล้วจะเสียใจ"
หลิวต้าเม่ยแน่นอนว่ารู้หลักการนี้ดี
เย่จื้อผิงพูดจบแล้วก็เดินกลับบ้าน
เขาเดินผ่านลานบ้านของตระกูลเซี่ยว เห็นเซี่ยวเสวี่ยกำลังนำของมาส่งที่บ้านอย่างมีความสุข
เขาทำเป็นไม่เห็น
แต่ไม่คิดว่าคนในบ้านตระกูลเซี่ยวจะพูดเสียงเย็นชาออกมา
"แม่ แม่ไม่รู้หรอกว่าตอนนี้คนในหมู่บ้านรู้กันหมดแล้วว่าเย่เสี่ยวจิ่นทำตัวน่าอับอายขนาดไหน"
"ลอกวิธีของคนอื่นมาแล้วแสร้งทำเป็นผู้เชี่ยวชาญ"
"ขนาดหัวหน้าตำบลและคนจากสำนักงานเกษตรไม่แม้แต่จะมองหล่อนด้วยซ้ำ มีแต่คนในหมู่บ้านชงเถียนนี่แหละที่ยังเห็นว่าเธอมีค่า"
หลินเซี่ยงชุนได้ยินเซี่ยวเสวี่ยพูดแบบนั้น หล่อนก็สังเกตเห็นเย่จื้อผิงที่ยืนอยู่ข้างทาง
ในใจก็รู้สึกโมโหเช่นกัน "ใช่แล้ว ลูกเขยคนดีของฉันเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญนะ! บางคนช่างไม่รู้จักอายเอาเสียเลย คิดว่าอยู่ในหมู่บ้านพูดจาเอาใจคนอื่นแล้วจะสามารถพลิกดำเป็นขาวได้"
"ไม่คิดบ้างเลยว่าโลกภายนอกเป็นยังไง จะปล่อยให้พวกเขาทำอะไรตามใจชอบได้หรือ"
หลินเซี่ยงชุนจงใจพูดเสียงดังลั่น
สายตาที่เต็มไปด้วยการเยาะเย้ยเหมือนมีดกรีดลงบนตัวของเย่จื้อผิง
เซี่ยวเยว่ที่อยู่ข้างๆ ก็แค่นเสียงเย็นชา
ต้องรู้ไว้ว่าเย่เสี่ยวจิ่นเคยกดข่มหล่อนมาตลอด แต่ตอนนี้กลับต้องมาล้มคว่ำ
เย่เสี่ยวจิ่นก่อเรื่องตลกขบขันใหญ่โตขนาดนี้ คงต้องยอมสละตำแหน่งหัวหน้าทีมรุ่นต่อไปให้อย่างว่าง่าย
เย่จื้อผิงก้มหน้า เร่งฝีเท้า
เสียงนินทาของพวกผู้หญิงด้านหลังยิ่งดังฟังชัดขึ้นเรื่อยๆ
เขาหยุดฝีเท้า นิสัยอ่อนแอของเขาฝังรากลึกมานานทำให้เขาไม่คิดโต้แย้งเมื่อเผชิญคำนินทาของคนอื่น
เย่จื้อผิงอดเกลียดความขลาดกลัวของตัวเองไม่ได้ เขากัดฟัน หันกลับไป
"ยังไง? ไม่พอใจที่พวกเราพูดสินะ? ลูกสาวนายไปทำให้อับอายถึงตำบล...ไม่ใช่สิ ถึงสำนักงานเกษตรในเมืองเลย"
"นายไม่รู้หรอกใช่ไหม? วันนี้ทั้งผู้ใหญ่บ้านและเลขาฯ ก็พลอยอับอายไปด้วย"
"แถมยังตั้งเดิมพันอะไรบางอย่างจะไปพนันกับเขาด้วย ลูกสาวที่นายสอนมานี่เก่งจริงๆเลยนะ!"
เซี่ยวเสวี่ยเท้าสะเอว ท่าทางคุกคาม ใช้สายตาจ้องมองเย่จื้อผิงอย่างดุดัน
"ลูกสาวของฉันตรงไปตรงมากว่าลูกเขยของแกอย่างเหอชุนเซิงเสียอีก!" เย่จื้อผิงกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ จ้องตาเขม็งพลางพูดเสียงดังกังวาน "เซี่ยวเยว่ ครอบครัวเธอช่างน่าอับอาย เหอชุนเซิงก็น่าอับอาย!"
"จิ่นเป่าลูกสาวของฉันเดินตรง นั่งตรง! พวกแกอย่าแค่นินทาลับหลังคนอื่น ถ้ามีฝีมือจริง ก็ไปบอกให้ผู้ใหญ่บ้านปลดหล่อนออกจากตำแหน่งสิ"
"ผู้ใหญ่บ้านกับเลขาฯ มีสายตาที่แหลมคมกว่าแกที่เป็นแค่แม่ม่ายปากจัดเสียอีก"
พูดจบ เย่จื้อผิงก็หันหลังเดินจากไป
ก้าวเดินยาวๆ หลังตรงดิ่งเหมือนไม้บรรทัด
เขาไม่เคยโต้เถียงกับใครมากขนาดนี้มาก่อน มันไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัด
"ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย!" เซี่ยวเสวี่ยโกรธจัด ตอนนี้หล่อนเป็นคนในเมืองแล้ว หล่อนจึงรู้สึกว่าตนเหนือกว่าคนอื่นอย่างฝังรากลึก
การที่หล่อนถูกชาวนาบ้านนอกคนหนึ่งชี้หน้าด่าแบบนี้? ก็เท่ากับว่าหล่อนอยู่ในเมืองมาเสียเปล่า
"นายอย่าเพิ่งพูดแล้วก็วิ่งหนีสิ ไอ้ขี้ขลาด!" เซี่ยวเสวี่ยกำลังจะไล่ตามไปเอาคืน "ฉันว่านายกับเย่เสี่ยวจิ่นของนายนั่นแหละเป็นพวกอายุสั้นที่ควรถูกสับเป็นพันชิ้น!"
เซี่ยวเสวี่ยกำลังจะด่าต่อ จู่ๆก็ถูกกระชากผมอย่างแรงจากด้านหลัง
ไม่ทันได้ตั้งตัว ก็โดนตบเข้าให้อย่างจัง
"โอ๊ย!"
หล่อนล้มลงนั่งกับพื้น ใบหน้าเจ็บชาเหมือนโดนมีดกรีด
เจ็บแสบมาก
เย่ฉางอันโกรธจัด "เธอกล้าด่าพ่อฉันเหรอ มาสิ ลองดูอีกทีซิ!"
เย่ฉางอันพูดจนน้ำลายกระเด็น พลางพับแขนเสื้อเตรียมต่อยตี "ฉันจะให้เธอรู้ว่าใครกันแน่ที่ขี้ขลาด!"
"ฉันอดทนกับพวกแกมานานแล้วนะ ไอ้พวกขี้ขลาดที่ชอบแต่ทำเรื่องชั่วๆลับหลังคนอื่น!"
"นาย นายกล้าตบฉันเหรอ พวกนายตระกูลเย่นี่เก่งจริงๆเลยนะ" เซี่ยวเสวี่ยร้องไห้ออกมา ปวดแสบไปทั้งซีกหน้า รอยฝ่ามือแดงๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่บวมเป่งในทันที
"สามีของฉันคือเหอชุนเซิง เขากำลังจะไปสำนักงานเกษตรประจำเมืองแล้ว พวกแก..."
"พวกแกทำร้ายภรรยาผู้เชี่ยวชาญอย่างฉัน คอยดูให้ดีว่าสามีของฉันจะจัดการพวกแกยังไง!"
หล่อนตาแดงก่ำ ด่าด้วยความโกรธว่า "ฉันจะให้หัวหน้าตำบลเรียกร้องความยุติธรรมให้ฉัน ลากพวกแกไปขังคุกที่สำนักงานแรงงานในเมือง!"
"เมื่อไหร่ที่พวกแกต้องมาขอร้องให้เราปล่อยตัว ฉันอยากเห็นนักว่าทั้งครอบครัวของพวกแกจะมาคุกเข่าขอโทษฉันหรือเปล่า!"
บทที่ 137: การปกป้องของครอบครัว
เซี่ยวเสวี่ยยังจะพูดจาแรงๆอีก แต่ถูกหลินเซี่ยงชุนห้ามไว้
"เซี่ยวเสวี่ย อย่าพูดอะไรอีกเลย รอให้พ่อของเธอกลับมาก่อน...ถ้าเกิดเขาโมโหจนหน้ามืดแล้วมาทำร้ายเธออีกจะทำยังไง?"
"แม่ของเธอก็แก่แล้ว ฉันคงห้ามเขาไม่ไหวหรอก..."
หลินเซี่ยงชุนมีสีหน้ากังวล การเป็นคนไม่ควรทำอะไรล้ำเส้นเกินไป
ตอนนี้ตระกูลเย่มีเงิน มีจักรยาน มีบ้านอิฐ
ถึงจะทำร้ายคน แต่พวกเขาก็แค่จ่ายค่ารักษาพยาบาลนิดหน่อยเท่านั้น
จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องไปเถียงกับพวกเขาหรอก รอให้เหอชุนเซิงได้เลื่อนตำแหน่งใหญ่โตขึ้นมา ก็จะมีโอกาสจัดการพวกปลาซิวปลาสร้อยเหล่านี้ทีหลัง
"เจ้ารอง ลูก... ลูกทำร้ายคนได้ยังไง?" เย่จื้อผิงในตอนนี้ก็ตกตะลึงเช่นกัน
เย่ฉางอันคิดว่าตนเองแค่ตบไปทีเดียว ถ้าคนตระกูลเซี่ยวยังรังแกคนอื่นแบบนี้อีก
เขารับรองว่าจะตบพวกนั้นทุกครั้งที่เจอ!
"ฉันขอเตือนพวกแกนะ จิ่นเป่าบ้านฉันฉลาดที่สุด ไม่จำเป็นต้องไปขโมยของเหอชุนเซิงของพวกแกหรอก!"
"พวกแกทำเรื่องสกปรกลับหลังคนอื่นแบบนี้ ระวังตัวให้ดีๆเถอะ"
เซี่ยวเสวี่ยมองเย่ฉางอันด้วยความแค้นเคือง มือกุมแก้มตัวเอง
ได้แต่กลืนความโกรธลงคอไป
หล่อนหยิ่งผยองเกินไปจริงๆ ถึงไม่คิดเลยว่าคนตระกูลเย่จะกล้าตบตน!
"พ่อ เรากลับกันเถอะ" เย่ฉางอันพูดกับเย่จื้อผิง “อย่าไปสนใจคนน่ารังเกียจพวกนี้มากเลย เดี๋ยวผมจะอาเจียนออกมาหมด"
เซี่ยวเสวี่ยเห็นพวกนั้นเดินจากไป จึงลุกขึ้นยืน
ซีกแก้มยังคงแสบร้อน สัมผัสแล้วร้อนผ่าว อีกทั้งใบหน้าครึ่งซีกก็บวมขึ้นมาแล้ว
"แม่ ทำไมแม่ถึงมาขวางฉันล่ะ ถ้าเรื่องมันใหญ่โตขึ้นมา...พวกเขาต่างหากที่ควรจะกลัว"
หลินเซี่ยงชุนถอนหายใจ "เสี่ยวเยว่ รีบพาพี่สาวไปประคบน้ำร้อนเร็วเข้า เดี๋ยวหน้าจะบวมมาก ออกไปข้างนอกจะดูไม่ดี"
"เวลาออกไปในหมู่บ้าน จะได้ไม่ถูกคนชี้นิ้วนินทา"
เซี่ยวเยว่รับปาก รีบไปต้มน้ำทันที
ในใจยังรู้สึกโล่งใจอยู่บ้าง ดีที่ตัวเองไม่ได้พูดอะไรมาก
ไม่อย่างนั้นคนที่โดนทำร้ายอาจจะเป็นหล่อน...
โดนตบหน้าแบบนี้ ช่างน่าอับอายจริงๆ
ขณะที่เซี่ยวเยว่กำลังคิดอยู่นั้น เซี่ยวเสวี่ยก็เดินเข้ามาในห้อง
"เสี่ยวเยว่ อย่าแอบดีใจอยู่ตรงนั้นเชียวล่ะ ที่พี่เขยไม่ไว้หน้าเย่เสี่ยวจิ่น ก็เพื่อแก้แค้นให้เธอต่างหาก"
"เธอกับแม่หมายความว่ายังไง? ปกติเธอก็บอกว่าฉันดี แต่พอมีเรื่องขึ้นมากลับหนีเร็วกว่าใครเพื่อน?"
เซี่ยวเยว่กลอกตาไปมา แสดงสีหน้าน้อยใจออกมาเล็กน้อย "พี่สาว พี่ไม่รู้หรอก..."
"ตอนนี้ตระกูลเย่รวยมากแล้ว ในหมู่บ้านนับว่าเป็นคนมีฐานะเลยนะ"
"บ้านของพวกเขาสร้างด้วยอิฐใหญ่โตมาก แถมยังขี่จักรยานราคา200หยวนไปทั่วหมู่บ้านทุกวันด้วย"
"บ้านของเราจน เมื่อเทียบกับพวกเขาแล้ว..ใครจะกล้าไปขัดแย้งกับพวกเขาล่ะ พี่ไม่ได้อยู่ในหมู่บ้าน แต่ฉันกับแม่ยังอยู่ที่นี่นะ"
เซี่ยวเสวี่ยเห็นหล่อนพูดอย่างจริงใจไม่เหมือนกำลังโกหก
"ตระกูลเย่รวยแล้วยังไง? บ้านอิฐก็ไม่ได้มีค่าอะไรนักหนา สังคมนี้ไม่ได้อาศัยแค่เงินหรอก แต่อาศัยเส้นสายต่างหาก!"
"พี่เขยของเธอในอนาคตจะเป็นคนของสำนักงานเกษตร เขาจะได้ติดต่อกับพวกคนใหญ่คนโต ซึ่งดีกว่าพวกเขามากนัก"
เซี่ยวเยว่เห็นด้วย "ใช่ๆๆ ครอบครัวของเย่เสี่ยวจิ่นไม่มีทางมีใครเก่งขนาดนั้นได้หรอก พวกเรายังมีโอกาสเอาคืนพวกเขาอีกเยอะ"
เซี่ยวเสวี่ยรู้สึกโล่งใจขึ้นมาหน่อย
หล่อนนั่งลงบนเก้าอี้ ให้เซี่ยวเยว่เอาผ้าขนหนูร้อนประคบหน้าให้
"โอ๊ย! เบาๆหน่อย! เจ็บนะ!"
เซี่ยวเยว่ทำปากเบ้ "ได้ๆ ฉันจะเบามือลง..."
ส่วนทางด้านเย่จื้อผิงกับเย่ฉางอันสองพ่อลูกกลับมาถึงบ้านแล้ว
ทั้งสองคนต่างรู้กันว่าไม่ควรพูดถึงเรื่องนี้อีก
แต่หลี่ชุ่ยชุ่ยสังเกตเห็นว่าบรรยากาศระหว่างพ่อลูกดูแปลกๆไป
"พวกคุณสองคนเป็นอะไรไป? เหมือนนกหัวโตสองตัวโดนน้ำค้างแข็งซัดเข้าให้อย่างนั้นแหละ?"
เย่จื้อผิงโบกมือไปมา "กระหายน้ำ ไปดื่มน้ำหน่อย"
"ผมก็เหนื่อยแล้ว ขอไปพักสักครู่"
หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกสงสัย กระซิบกับเย่เสี่ยวจิ่น "ลูกดูพวกเขาสิ ไม่รู้สึกว่าแปลกเหรอ?"
เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหัว "ไม่นี่คะ ก็ปกติดีนะ"
เธอเล่นกับสิ่งของในมือ
ช่วงนี้ที่บ้านยุ่งมาก
เย่ฉางอันต้องขี่จักรยานบรรทุกสตรอว์เบอร์รีไปขายในเมืองทุกสองวัน
ฤดูกาลนี้สตรอว์เบอร์รีขายได้ไม่ค่อยดีแล้ว เพราะผลไม้อื่นๆก็เริ่มมีมากขึ้น
ราคาจึงลดลงเหลือห้าเหมาต่อหนึ่งชั่ง
ช่วงนี้ก็หาเงินได้กว่า20หยวน
ตอนนี้ทรัพย์สินรวมของครอบครัวมีถึง140หยวนแล้ว
เย่เสี่ยวจิ่นเดินไปที่เล้าไก่และเล้าเป็ด มองดูไก่และเป็ดข้างใน อดกลืนน้ำลายไม่ได้
เย่จื้อผิงเดินมาลูบหัวเย่เสี่ยวจิ่น "จิ่นเป่า ขิงในบ้านเราครบกำหนดถอนได้แล้ว คืนนี้พ่อจะทำเป็ดผัดขิงให้กินดีไหม?"
"เราจะฆ่าตัวที่ใหญ่ที่สุดนี่ หนักอย่างน้อย4ชั่งกว่าๆ ลูกดูสิ อ้วนมากเลย"
เย่เสี่ยวจิ่นอยากกินมานานแล้ว แต่พ่อแม่ไม่ค่อยกล้ากิน เธอก็เลยไม่กล้าพูด
อย่างไรก็ตาม ที่บ้านยังมีเนื้อตากแห้งและไข่ไก่ที่กินได้อยู่
"พ่อ ทำไมล่ะคะ? วันนี้ไม่ใช่วันพิเศษอะไรนี่"
เย่จื้อผิงมองใบหน้านุ่มนิ่มของลูกสาวแล้วรู้สึกปวดใจ ผู้ชายตัวใหญ่ๆแทบจะหลุดปากออกมา
เขารู้ว่าวันนี้เย่เสี่ยวจิ่นถูกรังแกในหมู่บ้าน
เธอเป็นเพียงเด็กน้อย จะไม่รู้สึกเสียใจได้อย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับคำตำหนิของผู้ใหญ่
เขารู้ว่าเย่เสี่ยวจิ่นเป็นเด็กดีที่รู้ความและว่านอนสอนง่าย
ดังนั้น เขาจึงอยากทำอะไรบางอย่างเพื่อไม่ให้วันนี้ของเธอเต็มไปด้วยความไม่สบายใจ
"จิ่นเป่าไม่อยากกินเป็ดหรอกหรือ? วันนี้พ่อกลับมาเร็ว ยังทันฆ่าเป็ดได้"
เขาตบบ่าเล็กๆของเย่เสี่ยวจิ่นเบาๆ พลางปลอบโยนเธอว่า "ถ้าฆ่าตอนนี้ เดี๋ยวก็เอาไปผัดได้แล้ว หอมมากเลยนะ"
"แม่ไปถอนขิงมาแล้ว พี่สาวเสี่ยวเยว่กำลังปอกเกาลัดอยู่"
"คืนนี้เรากินเป็ดผัดขิงกับเกาลัดกันดีไหม?"
เย่เสี่ยวจิ่นรีบพยักหน้าทันที "ดีค่ะ ดีค่ะ ในที่สุดหนูก็ได้กินเป็ดแล้ว!"
"พวกเรากินรอบนี้แล้วก็เลี้ยงอีกรอบ แบบนี้เราก็จะได้กินเป็ดตลอดเลยนะ"
"พ่อคะ พ่อว่าความคิดของหนูถูกไหม?"
"โอ๊ย จิ่นเป่า มากพอแล้วล่ะ" เย่จื้อผิงเกาหัวอย่างอดไม่ได้ "จูเฉ่านี่มันไม่ได้มีเยอะพอเลี้ยงได้ขนาดนั้นนะ"
เย่เสี่ยวจิ่นหัวเราะ จริงๆแล้วแค่ให้อาหารล้วนๆ ก็พอเลี้ยงเป็ดได้ถึงห้าสิบปีแล้ว
เธอสงสัยว่าระบบมักจะเติมอาหารสัตว์เองอยู่เสมอ
แบบนี้เธอก็อัปเกรดเป็นเจ้าของฟาร์มขนาดใหญ่ได้เลยทีเดียว
เย่จื้อผิงลงมือทันที เขายกเป็ดตัวที่ใหญ่และขาวที่สุดในเล้าขึ้นมา
"เป็ดตัวนี้หนักจังเลย มันกินอาหารไปเท่าไหร่กันนะ? จิ่นเป่า ลองจับดูสิ เนื้อล้วนๆเลย"
ดวงตาของเย่เสี่ยวจิ่นเป็นประกายวาววับ "ดีเลย หนูจะกินขาเป็ดอวบๆ!"
"ได้เลย ขาเป็ดทั้งสองข้างใหญ่พอให้จิ่นเป่ากินหมดเลย"
เย่เสี่ยวจิ่นดีใจมาก "ช่างเถอะ หนูกินแค่ขาเดียวก็พอ แค่ขาเดียวก็พอแล้ว"
"ไม่ได้หรอก ต้องให้จิ่นเป่ากินทั้งสองขาสิ" เย่จื้อผิงชี้ไปที่ขาเป็ด "ส่วนที่อร่อยที่สุดของเป็ดตัวนี้ ต้องให้จิ่นเป่าของเรากินทั้งหมด"
เย่เสี่ยวจิ่นเม้มปาก รู้สึกเขินอายเล็กน้อย
หลิวเยว่ที่อยู่อีกด้านได้ยินเย่จื้อผิงกำลังแหย่เย่เสี่ยวจิ่นให้อารมณ์ดี อดไม่ได้ที่จะมองด้วยสายตาอิจฉา
เย่จวินย่อตัวลงข้างๆหล่อน ช่วยกันปอกเกาลัด "เสี่ยวเยว่ วันนี้จิ่นเป่าถูกรังแก พวกเราพูดอะไรก็ต้องเอาใจหล่อนหน่อยนะ"
"อย่าได้พูดถึงเรื่องเลี้ยงปลาในนาข้าวเด็ดขาด และก็อย่าพูดถึงเรื่องในอำเภอด้วย"
หลิวเยว่พยักหน้า "วางใจเถอะ ฉันรู้"
เย่จวินมองเย่เสี่ยวจิ่นกำลังเล่นกับเป็ดพร้อมกับเย่จื้อผิง
เขาละสายตากลับมามองหลิวเยว่ "ครอบครัวเรามีลูกสาวคนเดียว พ่อกับแม่จึงตามใจจิ่นเป่ามาก"
“หล่อนร่างกายไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เด็ก เพราะตอนนั้นครอบครัวเรายากจน จิ่นเป่าเลยผอมแห้งและป่วยบ่อย ฉันได้ยินมาว่าโรคปอดของหล่อนก็เกิดจากการเป็นหวัดแล้วไม่ได้รักษาทันท่วงที จนลุกลามกลายเป็นโรคปอดอักเสบเรื้อรัง"
เย่จวินพูดพลางมีแววรู้สึกผิดในดวงตา "พวกเราทุกคนรู้สึกผิดต่อจิ่นเป่า"
หลิวเยว่เข้าใจแล้ว "ต่อไปก็ชดเชยให้หล่อนให้ดีก็แล้วกัน วันข้างหน้ายังอีกยาวไกล อีกอย่าง จิ่นเป่าเป็นเด็กฉลาดมากจริงๆ น่ารักมาก"
หลิวเยว่อดคิดถึงเรื่องในอนาคตไม่ได้ ยิ้มน้อยๆ "ต่อไปจิ่นเป่าต้องเป็นเด็กผู้หญิงที่มีโชคดีแน่นอน"
เย่จวินปอกเกาลัดหลายลูก วางลงในชาม "น้องสามบอกว่าถ้าสอบได้ทะเบียนบ้านในเมืองแล้ว จะพาน้องสาวไปอยู่ในเมือง ให้เป็นสาวเมืองเลย"
หลิวเยว่หัวเราะตาม "ดีสิ ปล่อยให้นายอยู่ในหมู่บ้านเป็นชาวนาคนเดียวเลย"
เย่จวินก้มหน้า ดวงตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
"ฉันกลับรู้สึกว่าทำนาก็ดีนะ ฉันชอบทำนามาก ให้ทำอย่างอื่นฉันก็ทำไม่เป็นหรอก"
เย่เสี่ยวจิ่นไม่ได้สังเกตเลยว่าทุกคนในครอบครัวต่างพยายามปกป้องความรู้สึกของเธอ
ความจริงแล้ว... เธอไม่ได้ใส่ใจเรื่องเลี้ยงปลาในนาข้าวเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้นเธอจึงไม่ทันสังเกตว่าครอบครัวของเธอตั้งใจหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องนี้
บทที่ 138: เป็ดผัดขิงแก่ ทำเด็กน้อยน้ำลายไหล
เย่จื้อผิงฆ่าเป็ด
หลี่ชุ่ยชุ่ยถอนขิงแก่มาจากในสวน
เย่จวินและหลิวเยว่ปอกเกาลัดไว้มากมาย
เมื่อเย่หวายกลับมาถึงบ้าน เขาได้ยินเสียงสับผักดังมาจากในบ้าน
"พ่อครับ กำลังสับอะไรอยู่เหรอ?"
เย่จื้อผิงถือมีดสับ "คืนนี้เราจะกินเป็ดกัน"
เย่หวายมองเนื้อเป็ดบนเขียง "ในที่สุดก็ได้กินเป็ดที่จิ่นเป่าเลี้ยงไว้แล้วสินะ ผมเห็นหล่อนอยากกินมานานแล้ว"
เย่จื้อผิงหั่นขิงเป็นแผ่น และสับพริกแดงครึ่งชาม
เย่หวายดูการเตรียมอาหาร ก็รู้ว่าคืนนี้เขาจะได้กินข้าวหลายชามแน่ๆ
"พี่ชายสาม" เย่เสี่ยวจิ่นเรียกเขาจากด้านนอก
"มีอะไรหรือ จิ่นเป่า?"
"ช่วงนี้พี่มีกระดาษกับปากกาใช้พอไหม?"
"พอใช้มากเลย" เย่หวายเป็นคนประหยัด กระดาษก็ใช้แล้วใช้อีก
อีกอย่างเพื่อนร่วมชั้นหลายคนก็เป็นแบบนี้ บางคนยังเอาหนังสือพิมพ์มาโรงเรียนด้วย
พออ่านหนังสือพิมพ์เสร็จแล้ว ก็เอามาใช้เป็นกระดาษร่าง
ใช้ซ้ำไปซ้ำมา จนกว่าจะเขียนอะไรลงไปไม่ได้อีก
"อีกไม่นานหยางจิ่นก็จะสอบแล้ว ช่วงนี้ฉันชวนเขามาทบทวนที่บ้านด้วยกัน จิ่นเป่า เธอคิดว่าได้ไหม?"
"ได้สิ ยังไงบ้านเราก็มีห้องกว้าง เขาจะมาอยู่กับพี่ก็ได้นะ"
หยางจิ่นเรียนหนังสืออย่างขยันขันแข็ง
แต่ไม่มีใครสอนเขาแบบที่เย่เสี่ยวจิ่นสอนเย่หวาย คือค่อยๆอธิบายความรู้ทีละนิดๆ
ดังนั้นจึงเกิดสถานการณ์ที่ว่า ปกติทำได้ แต่พอสอบกลับทำไม่ได้
หยางจิ่นทุ่มเงินซื้อข้อสอบเก่าๆมาฝึกทำ
เขาคิดว่าเย่หวายเรียนเก่งขนาดนั้น ถ้าได้เรียนกับเขาก็น่าจะช่วยยกระดับคะแนนได้บ้าง
เย่เสี่ยวจิ่นนั่งบนเก้าอี้ ไขว่ห้างพูดว่า "คนที่พลิกสถานการณ์ก่อนสอบมีเยอะแยะ พี่หยางจิ่นก็ทำได้นะ"
เสียงผัดอาหารดังมาจากในครัว
เย่เสี่ยวจิ่นได้ยินเย่จื้อผิงถามว่าเหล้าอยู่ไหน
พร้อมกับที่ขิงและพริกในกระทะส่งกลิ่นหอมฉุย เนื้อเป็ดก็ถูกผัดจนเหลืองอร่าม
"ฉ่า" เสียงเหล้าข้าวถูกเทลงไปหนึ่งทัพพี กลิ่นหอมโชยมาในทันที
กลิ่นเหล้าผสมกับกลิ่นหอมของเป็ดและเครื่องเทศ ทำให้คนอดน้ำลายไหลไม่ได้
เย่จื้อผิงผัดให้เข้ากัน แล้วเทน้ำร้อนหนึ่งชามลงไป ใส่ใบกระวานสองใบ
จากนั้นก็เทเกาลัดลงไปทั้งหมด ปิดฝาหม้อเพื่อเคี่ยวน้ำซอส
เย่เสี่ยวจิ่นสูดดมกลิ่นหอมจากด้านนอก "พ่อคะ นี่มันหอมมากเลยนะคะ?"
"งั้นคืนนี้ลูกต้องกินข้าวเยอะๆหน่อยนะ"
ในที่สุดก็ผัดเป็ดเสร็จแล้ว
เย่จื้อผิงผัดถั่วลันเตาหวานอีกจาน
นี่เป็นของที่ขอมาจากบ้านคนอื่น พวกเขาไม่ได้ปลูกถั่วลันเตาเอง
แต่พวกเขาก็นำบวบและผักโขมไปให้บ้านนั้นได้เหมือนกัน
"พ่อคะ ผัดเสร็จแล้วหรือยัง? ทำไมยังหั่นพริกอยู่อีกล่ะ?"
"วันนี้พ่อจะทำกับข้าวอีกอย่างหนึ่ง" เย่จื้อผิงยิ้มอย่างลึกลับให้เย่เสี่ยวจิ่น แล้วหยิบของบางอย่างออกมาจากถุง "ลองทายซิว่านี่คืออะไร?"
"กุ้งแห้งเหรอคะ? ได้มาจากไหนคะ?"
"ปู่กับย่าให้มาวันนี้ พอดีมีเครื่องปรุงด้วย เลยจะเอามาผัดกิน"
เย่เสี่ยวจิ่นไม่ค่อยได้กินกุ้งแห้ง
ชาติที่แล้วแทบไม่เคยได้กินกุ้งแห้งตัวเล็กๆแบบนี้เลย ก็เลยไม่รู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร
เย่จื้อผิงผัดกุ้งแห้ง ใส่เครื่องเทศลงไปในกระทะน้ำมัน แล้วก็ใส่กุ้งแห้งลงไป
ตอนที่ผัด กลิ่นหอมฉุนก็ลอยฟุ้งไปทั่ว
เย่เสี่ยวจิ่นแปลกใจ "กุ้งแห้งหอมขนาดนี้เลยเหรอคะ? ปกติหนูเห็นมีที่ริมแม่น้ำ แต่ไม่เคยไปเอามาเลย"
ที่ลำธารเล็กๆข้างบ้านของพวกเขาไม่มี แต่ที่ริมแม่น้ำไม่ไกลนักกลับมีอยู่มากมาย
บ่อยครั้งยังมีคนถือตะแกรงไม้ไผ่มาทำที่ริมแม่น้ำด้วย
เย่จื้อผิงใช้พลั่วตักขึ้นมาบ้าง "จิ่นเป่า ลองชิมดูสิ"
เย่เสี่ยวจิ่นหยิบกุ้งเล็กๆใส่เข้าปาก กลิ่นหอมฟุ้ง มีรสชาติของกุ้ง
นอกจากนี้กุ้งยังมีกลิ่นของขิงและกระเทียม อร่อยมาก
ท้องของเย่เสี่ยวจิ่นส่งเสียงร้องโครกคราก
เธอรู้สึกว่าถ้ามีกุ้งเล็กๆนี้ เธอคงกินข้าวได้หลายชาม
หลี่ชุ่ยชุ่ยสับจูเฉ่าเสร็จแล้วเดินมาล้างมือ
หล่อนหยิบชามมาตักน่องเป็ดให้เย่เสี่ยวจิ่น พูดด้วยความรักว่า "จิ่นเป่าหิวแล้ว กินน่องเป็ดก่อนนะลูก"
"รอกินขาเป็ดให้เสร็จก่อนแล้วค่อยกินข้าว"
ขาเป็ดใหญ่มีสีเหลืองอร่าม อีกทั้งยังมีน้ำแกงฉาบอยู่ขลุกขลิก
เย่จื้อผิงกำลังตักอาหาร "คุณหยิบเกาลัดให้หล่อนหน่อย เกาลัดนี่ดูดซับน้ำซุปเป็ดเข้าไป หอมยิ่งกว่าเนื้อเสียอีก"
หลี่ชุ่ยชุ่ยยิ้มพลางคีบเกาลัดให้เย่เสี่ยวจิ่นสองสามลูก
"จิ่นเป่า แทะขาเป็ดไหวไหมลูก? ถ้าไม่ไหว แม่จะใช้มีดสับเนื้อให้นะ"
เย่เสี่ยวจิ่นหน้าแดง "ไม่ต้องหรอกค่ะ ยุ่งยากเกินไป หนูทำเองได้"
เย่เสี่ยวจิ่นประคองชามร้อนๆ นั่งบนเก้าอี้เล็กประจำตัวของเธอ
คนอื่นๆก็ทยอยมากันพร้อมจะกินอาหารเย็น
หลี่ชุ่ยชุ่ยตักไข่ตุ๋นจากหม้อข้าวใส่ชามเล็ก วางไว้ตรงหน้าเย่เสี่ยวจิ่น
ตอนนี้ที่บ้านไม่ขาดไข่ แต่ทุกคนกินแต่ไข่เจียว
ไข่น้ำเป็นของเย่เสี่ยวจิ่นคนเดียว
ช่วงนี้อากาศร้อนขึ้น บางครั้งเย่เสี่ยวจิ่นก็ไม่อยากอาหาร
หลี่ชุ่ยชุ่ยกังวลว่าเธอจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ จึงทำไข่น้ำให้เธอกินทุกคืนเลย
ไม่กินข้าวก็ช่างเถอะ อย่างน้อยก็ต้องอิ่มท้อง
"นี่มันหอมเหลือเกิน!" เย่ฉางอันสูดกลิ่นลึกๆ "มื้อนี้อุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าปีใหม่ทุกปีที่ผ่านมาเสียอีก!"
เย่จื้อผิงจับตะเกียบขึ้นมา "แต่วันนี้ไม่เหมือนปีใหม่นะ พอถึงปีใหม่จริงๆ เนื้อที่ได้รับแบ่งมาจะไม่ให้คนอื่น กินเองหมด"
"ตอนนั้นจะต้มหัวไชเท้าที่โดนน้ำค้างแข็งในฤดูหนาว มันทั้งหวานทั้งหอม"
"แล้วก็ไปซื้อขาหมูใหญ่ๆมาสักอัน ทำไก่ เป็ด ปลา ทำทุกอย่างเลย"
อาหารส่งกลิ่นหอมฉุย
เย่จื้อผิงคิดฝันถึงวันดีๆในอนาคต จนอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาด้วยความหวัง
ทุกคนต่างฟังคำพูดของเขา และรู้สึกตื่นเต้นไปด้วย
เย่ฉางอันพูดว่า "จะมีโอกาสได้กินอาหารดีๆแบบนั้นได้ยังไง ไก่ เป็ด ปลา ทั้งปีก็ยังไม่ได้กินสักครั้ง"
"ขาหมูใหญ่ๆต้องใช้เงินไม่น้อยเลยนะ ขาเดียวก็หนักอย่างน้อย20กว่ากิโลแล้ว!"
"นั่นต้องใช้เงินเท่าไหร่กันล่ะ?"
เย่จื้อผิงอดไม่ได้ที่จะชี้หน้าเขาพลางพูดว่า "ดูสิ ลูกนี่มันไม่มีความคิดอะไรเลย ชีวิตของพวกเรามีแต่จะดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ช้าก็เร็วเราก็จะได้ฉลองปีใหม่แบบนี้"
แม้ว่าสิ่งที่เย่จื้อผิงพูดจะเป็นเพียงเป้าหมายเท่านั้น
เพราะทุกปีที่ผ่านมา พอถึงเทศกาลปีใหม่ ก็มีแค่เนื้อต้มกับเต้าหู้ขาวให้กินเท่านั้น
ถ้าปีไหนได้กินไก่ เป็ด ปลา อย่าว่าแต่ไก่ เป็ด ปลาเลย...
แม้แต่การได้กินขาหมูก็ถือว่าเป็นการฉลองปีใหม่อย่างมีความสุขแล้ว
การมีข้าวในยุ้งฉาง มีน้ำมันในถัง ไม่ต้องกังวลทุกวันว่าจะไม่มีอาหารกิน
เขารู้สึกพอใจมากแล้ว
"จิ่นเป่า กินสิ" เย่จื้อผิงตักถั่วลันเตามาให้เย่เสี่ยวจิ่น "นี่เพิ่งเก็บมาใหม่ๆ อ่อนมากเลย"
เย่เสี่ยวจิ่นกินคำหนึ่ง หรี่ตาลง "อร่อยจัง หวานดี"
"รีบกินเนื้อสิ กินเสร็จแล้วค่อยกินข้าวกับกุ้งแห้งอีกสองชาม"
"คืนนี้ต้องกินให้อิ่มหน่อยนะ"
เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหน้า "ยังมีไข่ตุ๋นอีก หนูกินข้าวไม่ไหวแล้ว"
หลี่ชุ่ยชุ่ยหัวเราะ "อย่าเร่งลูกสิ ให้ลูกค่อยๆกินเองเถอะ"
"ใช่แล้ว ใช่แล้ว" เย่เสี่ยวจิ่นรีบพยักหน้าหงึกๆ
ความ.อบอุ่นที่ไม่เคยมีในชาติก่อน ชาตินี้ได้รับการชดเชย
หัวใจของเธออบอุ่น เธอคีบเนื้อเป็ดชิ้นหนึ่งให้เย่จื้อผิง "คุณพ่อกินเนื้อสิคะ คุณพ่อเป็นพ่อครัวใหญ่นะ ต่อไปต้องทำอาหารอร่อยๆแบบนี้ให้พวกเรากินบ่อยๆนะคะ"
ทุกคนในครอบครัวรับประทานอาหารกันอย่างมีความสุข
"เสี่ยวหวาย กินเยอะๆหน่อยนะลูก" หลี่ชุ่ยชุ่ยมองไปที่เย่หวาย "มา กินเนื้อสิ"
"แม่ครับ ผมคีบเองได้"
"ถ้าลูกเป็นเหมือนพี่ชายรองของ แม่ก็ไม่คีบให้ลูกหรอก" หลี่ชุ่ยชุ่ยส่ายหัว
เย่ฉางอันถือชามกินข้าวคำโตๆ
ในชามเป็นข้าวคลุกกุ้งแห้ง ซึ่งเขากินอย่างไม่เกรงใจ
"ช่วงนี้ทำงานเหนื่อยมาก ต้องกินเยอะๆ กินให้อิ่มหน่อย"
"น้องสาม นายกินเยอะๆหน่อยนะ การเรียนหนังสือก็ต้องใช้สมองเหมือนกัน"
“ถ้านายไม่กิน ฉันจะไม่เก็บไว้ให้นะ เนื้อนี่หอมจริงๆ"
เย่จวินมองท่าทางน่าหมั่นไส้ของเย่ฉางอัน "นายกินของนายไปเถอะ พูดมากจริง"
เย่ฉางอันกินอย่างเอร็ดอร่อย หัวเราะคิกคัก "พวกเรายังมีเป็ดอีก59ตัวให้กิน คิดแล้วฉันก็มีความสุขจัง"
"ยังมีไก่อีก60ตัวให้กินด้วย"
หลี่ชุ่ยชุ่ยแค่นเสียง "ไก่พวกนั้นอีกหนึ่งสองเดือนก็จะออกไข่แล้ว จะให้ลูกกินเหรอ ฝันไปเถอะ"
เย่ฉางอันมองเย่เสี่ยวจิ่นด้วยสีหน้าเศร้าๆ "จิ่นเป่า ดูแม่สิ ไม่ยอมให้พวกเรากินไก่กินเป็ดเลย"
หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกเขินนิดหน่อย หล่อนก็ไม่อยากให้กินจริงๆนั่นแหละ
ไก่เป็ดตัวใหญ่ขนาดนี้ กินไปทีละตัวก็หมดไปทีละตัว...
หล่อนรู้สึกเสียดายจริงๆ
เย่เสี่ยวจิ่นกินขาเป็ดพลางพูดว่า "ไม่เป็นไร พอถึงเดือนมิถุนายนก็เลี้ยงไก่เป็ดรอบใหม่สิ"
"แต่พวกคุณต้องช่วยกันหาหญ้าอาหารสัตว์นะ ไม่งั้นถ้าใช้อาหารไก่อาหารเป็ดเลี้ยงอย่างเดียวคงไม่พอแน่"
เย่ฉางอันตบอกรับรองว่า "ถ้าอยากกินเนื้อบ่อยๆ ฉันจะเป็นคนหาหญ้าอาหารสัตว์ให้เอง!"
บทที่ 139: เยี่ยมคุณย่าสาม เหรียญโบราณมูลค่าหลายล้าน
เมื่อถึงเวลาประมาณ6โมงเย็น หยางจิ่นก็นำการบ้านมาเรียนด้วยกันกับเย่หวาย
อีกสองวันก็เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์แล้ว
พวกเขาก็ได้หยุดเรียนเช่นกัน
ในห้องของเย่หวายมีตะเกียงเหมืองอยู่หนึ่งดวง สะดวกต่อการอ่านหนังสือและเรียนตอนกลางคืน
เป็นเพราะเย่เสี่ยวจิ่นโชคไม่ค่อยดี สุ่มไปสุ่มมาแล้วได้ไฟฉายมาหลายกระบอก โดยที่สุ่มไม่ได้โคมไฟตั้งโต๊ะสักที
แต่เย่หวายกลับรู้สึกว่าตะเกียงเหมืองแบบนี้ก็ดีมากแล้ว
โคมไฟนี้ใหญ่มาก ให้แสงสว่างเพียงพอ
เมื่อหยางจิ่นมาถึงห้องของเย่หวาย เขา็มองห้องที่สว่างและเป็นระเบียบ เตียงนอนหลังใหญ่และนุ่มสบาย
แถมในห้องยังมีโต๊ะเขียนหนังสือขนาดใหญ่อีกตัวหนึ่ง
เขาอดไม่ได้ที่จะมองด้วยสายตาอิจฉา "ห้องของนายนี่บรรยากาศดีจริงๆนะ"
"ครอบครัวของนายเจ๋งสุดๆไปเลย สร้างบ้านได้เยี่ยมยอดขนาดนี้"
หยางจิ่นอดไม่ได้ที่จะมองซ้ำแล้วซ้ำอีก ยิ่งรู้สึกว่าต้องตั้งใจเรียนจนมีฐานะร่ำรวยเท่านั้นถึงจะมีชีวิตที่ดีได้
"นั่งสิ" เย่หวายยื่นเก้าอี้ให้เขา แล้วออกไปข้างนอกเพื่อหยิบเก้าอี้อีกตัวเข้ามา
พอเปิดตะเกียงเหมือง ทั้งห้องก็สว่างราวกับกลางวัน
"นี่มันอะไรเนี่ย? ทำไมถึงสว่างขนาดนี้"
โคมไฟในชนบทเป็นของหายาก
โดยเฉพาะในชนบทที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้
นอกจากคนที่ทำงานเหมืองแร่โดยเฉพาะ ก็ไม่เคยมีใครเห็นตะเกียงเหมืองมาก่อน
เย่หวายยิ้มเล็กน้อย "นี่คือตะเกียงเหมือง ในเมืองมีขาย"
ส่วนเย่เสี่ยวจิ่นนอนอยู่ใต้ผ้าห่มในห้องของเธอ พร้อมกับเปิดไฟฉายสว่างไสว
เธอหนุนหมอนมองดูหนังสือเล่มใหม่ที่เธอได้มา - "สามขั้นตอนทำให้ผลิตภัณฑ์การเกษตรขายดีทั่วโลก"
มันยังคงเป็นหนังสือที่มีกลิ่นอายของการตลาดอย่างเข้มข้น
ในนั้นพูดถึงวิธีใช้ทรัพยากรต้นน้ำเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำ ผ่านการสร้างแบรนด์ สร้างรูปแบบการบริหารจัดการการเกษตรแบบใหม่
ใช้ตัวอย่างบางอย่างเพื่ออธิบายสถานการณ์
เย่เสี่ยวจิ่นแต่ก่อนไม่ใช่คนที่ชอบอ่านหนังสือมากนัก ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมตัวสอบหรืออย่างอื่น ล้วนเป็นการอ่านหนังสือแบบหวังผลประโยชน์
แต่ที่นี่ก็ไม่มีอะไรทำ อย่าว่าแต่มีหนังสืออ่านเลย
เมื่อว่างไม่มีอะไรทำ เธอก็จะจับเป็ดมานับไปนับมา
"รอให้แบ่งที่ดินกันเสร็จ เราก็สามารถสร้างกลุ่มบริษัทในรูปแบบฟาร์มได้เลย"
เธอหาวหนึ่งที ดูหนังสือ แล้วก็ผล็อยหลับไป
ข้างนอกมีเสียงกบร้องและเสียงแมลงกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว
แถมยังได้ยินเสียงเป็ดร้องและไก่ขันอยู่แว่วๆอีกด้วย
"ก๊อกๆๆ"
"จิ่นเป่า ตื่นหรือยังจ๊ะ?"
เย่เสี่ยวจิ่นได้ยินเสียงแม่แล้วก็รีบลุกขึ้นจากเตียงทันที
เธอขยี้ตา แล้วเดินไปเปิดประตู
"ไม่ใช่ว่าหนูจะไปบ้านย่าสามหรอกหรือ? รีบแต่งตัวเร็วเข้า"
"พ่อเตรียมผักไว้บ้างแล้ว แถมเก็บสตรอว์เบอร์รี่กับไปเอาลูกผีผาจากบ้านป้าเจวียนแล้ว เตรียมจะเอาไปให้ย่าสามของลูกน่ะ"
"ลูกรีบหน่อยนะ คืนนี้ปู่จะพาพวกลูกไป อารมณ์แกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ด้วย"
เย่เสี่ยวจิ่นนึกขึ้นได้อย่างเลือนรางว่าตัวเองยังมีภารกิจเกี่ยวกับของโบราณอยู่
"เกือบลืมไปเลย" เธอยืดตัวบิดขี้เกียจ "ได้ค่ะ หนูจะรีบมาเดี๋ยวนี้"
เย่เสี่ยวจิ่นและเย่จื้อผิงออกเดินทาง
ส่วนหลิวเยว่ถูกสั่งให้อยู่ช่วยดูแลสวนผลไม้
เย่เสี่ยวจิ่นและเย่จื้อผิงออกเดินทางพร้อมกับของที่เตรียมไว้
เธอยังสะพายห่อผ้าใบหนึ่ง เป็นไข่และซาลาเปาลูกใหญ่ที่หลี่ชุ่ยชุ่ยเตรียมให้เธอไว้ในตอนเช้า
เย่ฉู่เฉียงรออยู่ แล้วพวกเขาก็เดินทางไปด้วยกันตามเส้นทางในภูเขา
ข้ามเขาไปอีกหมู่บ้านหนึ่งเพื่อไปเยี่ยมซุนพั่นตี้
เดินทางบนเส้นทางภูเขาได้ไม่นานนัก เย่เสี่ยวจิ่นก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยแล้ว
เย่จื้อผิงจึงแบกเธอขึ้นหลัง
เย่ฉู่เฉียงเห็นแล้วอดบ่นไม่ได้ว่า "เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องให้คนอุ้มแล้วเหรอ?"
"ตอนฉันอายุเท่าแก ฉันต้องคิดว่าจะขุดหาอาหารจากไหนถึงจะไม่อดตายแล้ว"
"แกไม่ควรตามใจเด็กคนนี้มากเกินไป"
เย่จื้อผิงพูดอย่างจนปัญญา "จิ่นเป่าตัวเล็กแค่นี้ เดินไม่ไหวหรอกครับ"
"อีกอย่างถ้าพ่อไม่ให้ผมตามใจลูกสาวของผม แล้วจะให้ผมเข้มงวดกับหล่อนงั้นเหรอ?"
"พ่ออย่าพูดแบบนี้เลย ตอนเหวินชางยังเล็ก พ่อก็ชอบแบกเขาขึ้นหลังไม่ใช่เหรอ?"
เย่ฉู่เฉียงคิดในใจ มันจะเหมือนกันได้อย่างไร?
นั่นมันหลานชาย แต่นี่เป็นแค่หลานสาว
เขาจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไรอีก
เย่เสี่ยวจิ่นนอนคว่ำอยู่บนหลังของพ่อ มองเห็นดอกกุหลาบพันปีสีแดงบนภูเขา
ดอกไม้ที่เชิงเขาต่างบานไปนานแล้ว แต่บนภูเขามีอุณหภูมิต่ำกว่า ทำให้ดอกไม้บางชนิดบานช้ากว่าปกติ
เย่เสี่ยวจิ่นชี้ไปที่ดอกไม้ เย่จื้อผิงจึงหยุดเด็ดดอกไม้ให้เธอ
โดยไม่รู้ตัว ในมือของเย่เสี่ยวจิ่นก็มีดอกไม้สวยงามแปลกตาอยู่เต็มกำมือแล้ว
"สวยจังเลย"
เย่ฉู่เฉียงทำหน้าบึ้งตึง ถ้าเป็นเขาเดินทางคนเดียวคงถึงที่หมายไปนานแล้ว
"พวกเธออย่าชักช้าอีกเลย"
แต่เย่จื้อผิงกลับพูดว่า "พ่อ ถ้าพ่อรีบ พ่อไปรอที่บ้านป้าสามก่อนก็ได้ พวกเราจะตามไปเร็วๆนี้"
เย่เสี่ยวจิ่นเล่นกับดอกไม้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
ส่วนเย่ฉู่เฉียงหมดอารมณ์กับพวกเขาไปเรียบร้อยแล้ว
พอถึงเวลา9โมงเช้า พวกเขาก็มาถึงบ้านของซุนพั่นตี้
ด้านนอกบ้านหลังเก่าแก่มีกอหญ้าขึ้นรกชัฏ ด้วยความที่ไม่มีคนดูแลมานาน สภาพจึงดูชำรุดทรุดโทรมมาก
เย่ฉู่เฉียงยังจำได้ตอนที่เย่ฉู่เจี้ยนพี่ชายสามยังอยู่ บ้านหลังนี้ถูกจัดการดูแลอย่างดีจนสะอาดสะอ้าน
ใต้ชายคามีการปลูกดอกเยียนจือมากมาย ออกดอกสีขาว สีชมพู สีม่วง เรียงรายเป็นแนวยาว
มองจากระยะไกลแล้วดูสวยงามมาก
ดอกไม้แปลกๆเหล่านั้น มักจะพบเห็นได้ที่บ้านของพวกเขาเสมอ จนมีคนไม่น้อยมาขอเมล็ดพันธุ์ดอกไม้จากบ้านของพวกเขา
แต่ตอนนี้ใต้ชายคามีแต่วัชพืช ไม่มีดอกไม้อะไรอยู่เลย
"แค่กๆๆ..." ซุนพั่นตี้ให้อาหารไก่เสร็จแล้ว เห็นคนสามคนก็ถาม "พวกคุณคือ..."
แม้นางจะมีอายุเพิ่งหกสิบต้นๆ แต่สีหน้าท่าทางกลับดูไม่ค่อยมีชีวิตชีวาเท่าใด
ร่างกายผอมแห้ง หลังก็ค่อม.งองุ้ม
เนื่องจากไอมาหลายวัน สีหน้าจึงเหลืองซีดเหมือนขี้ผึ้ง
ตลอดชีวิตที่ผ่านมาล้วนกินแต่น้อย แม้แต่เสบียงที่หมู่บ้านแจกจ่ายตามหัวคนทุกปี ก็ประหยัดไม่กล้ากินมาก
"พี่สะใภ้สาม ดูสิว่าผมคือใคร" เย่ฉู่เฉียงถอนหายใจ "ผมคือฉู่เฉียงไงครับ"
ซุนพั่นตี้มองเขาแล้วก็ยิ้มทันที "ฉู่เฉียงนี่เอง เข้ามานั่งในบ้านเถอะ"
"พอดีฉันต้มน้ำร้อนไว้ ดื่มน้ำร้อนสักถ้วยนะ"
ทุกคนเข้าไปในครัว นั่งล้อมรอบเตาไฟ
ซุนพั่นตี้ล้างแก้วน้ำสองสามใบ แล้วรินน้ำให้พวกเขา
เย่เสี่ยวจิ่นมองดูถ้วยกระเบื้องที่มีรอยบิ่นเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะชะงักไปครู่หนึ่ง
กลัวว่าจะบาดริมฝีปาก
เธอเห็นค้างล้างหน้าในครัวที่ชำรุดทรุดโทรมแล้ว แต่ยังพอมองเห็นลวดลายสวยงามบนนั้นได้อยู่
สายตาของเย่เสี่ยวจิ่นฉายแววเสียดายเล็กน้อย
นี่เป็นของในยุคต้นสาธารณรัฐจีน ไม่ได้มีราคาค่า.งวดอะไรมากนัก
คนรุ่นนี้เกิดในยุคสาธารณรัฐจีนทั้งนั้น คาดว่านี่คงเป็นของในสินสอดตั้งแต่สมัยนั้น
ไม่ใช่ของสมัยราชวงศ์ชิง
เย่จื้อผิงถือตะกร้า "ป้าสะใภ้สาม พวกเราเอาผักกับเนื้อตากแห้งมาให้นิดหน่อย มีผลไม้ด้วยนะครับ"
"ผลไม้พวกนี้อร่อยมากเลย ลองชิมดูสิครับ"
ซุนพั่นตี้หยิบลูกผีผาขึ้นมาผลหนึ่ง "โอ้โห หลายปีแล้วที่ฉันไม่ได้กินผีผา ตั้งแต่ต้นไม้ที่บ้านตายไปก็ไม่ได้กินอีกเลย"
"ขอบคุณพวกเธอมากที่ยังนึกถึงฉันและมาเยี่ยม ฉันไม่ได้คุยกับใครมานานแล้ว"
"จะว่าไปแล้ว ญาติๆก็ไม่ได้ไปมาหาสู่กันนานแล้ว"
ว่าแล้วนางก็กุมท้องตัวเอง "ช่วงนี้ฉันปวดท้องมาก ไม่รู้เป็นอะไร แล้วก็ไอด้วย ไอจนนอนไม่หลับทั้งคืน"
"ส่วนลูกชายของฉันจะกลับมาก็ตอนสิ้นปีเท่านั้น ฉันคนเดียวเดินทางไปในเมืองไม่ได้"
เย่ฉู่เฉียงรู้สึกสะเทือนใจ
สมัยก่อนพี่สะใภ้คนนี้เป็นลูกสาวเจ้าที่ดิน ตอนสาวๆดูแตกต่างจากคนอื่นมาก
น่าเสียดายที่พี่สามเสียชีวิตเร็ว พี่สะใภ้สามเลยต้องใช้ชีวิตแบบนี้
อยู่คนเดียวอย่างไร้ที่พึ่งพา ถ้าเกิดอะไรขึ้นที่บ้านก็ไม่มีใครรู้
เย่เสี่ยวจิ่นพูดว่า "คุณย่าสาม ในเมื่อคุณปวดท้อง ก็ไปดูอาการที่ศูนย์อนามัยตำบลสิคะ วันหลังหนูจะให้พ่อพาคุณไปเอง"
ที่นี่คือหมู่บ้านจู๋จือ จากที่นี่แล้วต้องเดินทางไปยังตำบลเสียโจว
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ครอบครัวของพวกเขาจะไปเป็นเพื่อนเลย
เย่จื้อผิงเห็นลูกสาวพูดแบบนั้นแล้วก็ไม่ได้ว่าอะไร
ถึงอย่างไรคนแก่ตรงหน้าก็ดูน่าสงสารเหลือเกิน
"จื้อผิง ถ้าเธอมีเวลาว่าง ก็พาป้าสามไปหาหมอหน่อยนะ ตอนเธอเกิดมา ป้าสามรักเธอมากเลย"
"แถมยังให้อะไรสักอย่างที่เรียกว่าจี้อายุยืนสมัยราชวงศ์ชิงกับเธอด้วย... แต่แม่เธอเอาไปขายเสียแล้ว"
เย่เสี่ยวจิ่นนึกสนใจขึ้นมาทันที ดวงตาที่หม่นหมองกลับสว่างขึ้นมาอีกครั้ง "คุณย่าสาม ที่บ้านมีของโบราณเยอะหรือคะ?"
"สมัยราชวงศ์ชิง นั่นมันนานมากแล้วไม่ใช่เหรอคะ?"
"ของในสมัยนั้นยังเก็บไว้ได้จนถึงตอนนี้หรือคะ?"
ซุนพั่นตี้นึกถึงสภาพบ้านในวัยสาว อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าคิดถึงออกมา
"แน่นอนค่ะ ตอนนั้นบ้านฉันมีของดีๆเยอะมาก... อย่างเตียงไม้สมัยราชวงศ์ชิง ที่มีแต่ของประดับประดาสวยงามมากอยู่บนนั้น..."
"ยังมีแจกันอีกมากมาย เครื่องเขียนสี่สิ่งอีก..."
"พ่อของฉันชอบสิ่งเหล่านี้ เก็บสะสมไว้เยอะเลย"
เย่เสี่ยวจิ่นมองหล่อน ทำเป็นไม่สนใจ "ในเมื่อบ้านคุณย่าสามมีของแบบนี้ ถ้าเอาของมีค่าไปขาย คงได้เงินเยอะเลยนะคะ"
ซุนพั่นตี้ส่ายหัว "ใครจะมีเงินซื้อของพวกนี้ล่ะ? ก่อนหน้านี้เหรียญโบราณของฉัน ขายไปตั้งหีบใหญ่ในราคาแค่สิบกว่าหยวนเอง"
"ส่วนแจกันที่เหลือก็ถูกลูกชายไม่เอาไหนของฉันเอาไปใช้หนี้หมดแล้ว ก่อนหน้านี้เขาเล่นการพนันจนเป็นหนี้เยอะมาก..."
"เหลือแต่ของที่ไม่มีใครเอา ขายก็ไม่ได้"
ตอนนี้ซุนพั่นตี้สุขภาพไม่ดี จึงคิดว่าถ้ามีเงินไปหาหมอก็คงดี
นางคิดพลางถอนหายใจ แต่ละบ้านก็ลำบากกันทั้งนั้น
ถ้าจะให้เย่จื้อผิงไปหาหมอเป็นเพื่อน ตัวเองก็คงไม่มีเงินรักษาอยู่ดี
ส่วนตัวเย่จื้อผิงนั้น...นางรู้ดีถึงสถานการณ์ครอบครัวของเขา
จากบรรดาชาวบ้านในหมู่บ้านชงเถียนทั้งหมด บ้านเขายากจนที่สุด
นางไม่อยากไปสร้างภาระให้คนอื่นโดยไม่มีเหตุผล
"ฉันไม่ไปหาหมอดีกว่า อายุก็60กว่าแล้ว จะเป็นยังไงก็ช่างมันเถอะ"
"กระเป๋าเงินก็ว่างเปล่า ไม่มีเงินสักเฟิน"
"สภาพฉันเป็นแบบนี้ ฮือ... ก็คงต้องปล่อยไปตามยถากรรมแล้วล่ะ"
เย่ฉู่เฉียงก็เงียบลงเช่นกัน "ได้ยินมาว่าบางโรคก็ปล่อยให้หายเองยาก อาการปวดท้องนี่ หลายคนก็ตรวจพบว่าเป็นนิ่วในไต บางคนถึงขั้นเป็นมะเร็งเลยนะ พี่ควรไปตรวจดูสักหน่อย"
"ฉู่เฉียง ดูสภาพบ้านของฉันสิ ฉันไม่มีเงินแม้แต่เฟินเดียวจริงๆ"
"เรื่องนี้ฉันไม่ปิดบังพวกเธอหรอก ทรัพย์สินมีค่าในบ้านทั้งหมดถูกลูกชายเอาไปใช้หนี้หมดแล้ว"
"ตอนนี้เขาก็พาลูกสะใภ้ไปอยู่ข้างนอกแล้ว หลายปีมานี้ไม่เคยกลับมาเยี่ยมบ้านตอนปีใหม่เลย"
"ปล่อยให้ฉันอยู่ที่นี่ตามยถากรรม"
นางรู้สึกโศกเศร้า "ก่อนหน้านี้ฉันเห็นมีคนรับซื้อของเก่า ก็เลยคิดจะขายเหรียญทองแดงสักเหรียญเพื่อแลกเงินมาซื้อโลงศพกับที่ฝังศพให้ตัวเอง"
"เขาบอกว่าในตลาดไม่มีของแบบนี้ ให้แค่ไม่กี่เหรียญ ถ้าให้มากกว่านี้ก็ไม่ซื้อ"
"ฉันรู้สึกแย่ เลยตัดสินใจไม่ขายดีกว่า แต่อีกฝ่ายก็บอกว่าจะเพิ่มให้เป็น1หยวน"
"1หยวนจะพอทำอะไรได้ล่ะ? ในเมื่อเป็นเหรียญสุดท้ายแล้ว เก็บไว้เป็นที่ระลึกดีกว่า"
เย่เสี่ยวจิ่นกลอกตาไปมา "คุณย่าสาม ถ้าคุณย่าจะขายเหรียญโบราณ หนูช่วยเอาไปขายในเมืองให้ได้นะคะ"
"ดูสตรอว์เบอร์รี่นี่สิคะ ครอบครัวของเราเข้าเมืองไปบ่อยๆ ก็เพื่อขายผลไม้นี่แหละ"
"ในเมืองคึกคักมาก แน่นอนว่าต้องมีคนซื้อ"
เย่จื้อผิงพยักหน้า "ใช่ๆๆ จิ่นเป่าฉลาดที่สุด คุณขอให้หล่อนช่วยคิดหาวิธีได้นะครับ"
เย่ฉู่เฉียงก็พยักหน้าเช่นกัน จำต้องยอมรับ "ใช่แล้ว หลานสาวคนนี้ฉลาดจริงๆ"
ซุนพั่นตี้ลังเล "ไม่มีประโยชน์จริงๆหนู เหรียญโบราณนี่ไม่ได้มีมูลค่าอะไรเลย"
นางเข้าไปในบ้านและหยิบกล่องเล็กๆออกมา ในกล่องมีเหรียญอยู่หนึ่งเหรียญ
เย่ฉู่เฉียงมองดูแล้วก็รู้สึกว่าเป็นของไร้ค่า "เหรียญทองแดงนี่ก็ไม่ใช่ทองหรือเงินเสียด้วยสิ คงไม่มีค่าหรอก"
เย่จื้อผิงก็คิดเช่นเดียวกัน "ขายได้หนึ่งหยวนก็ถือว่าราคาสูงแล้วมั้ง? ดูเหมือนจะเป็นทองแดง"
แต่เย่เสี่ยวจิ่นมีท่าทีตรงกันข้ามกับพวกเขาทั้งสอง อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา "ไม่มีค่าเหรอ?"
เธอมองดูแล้วก็ตกตะลึง "เหรียญหยวนเปาลายมังกรสมัยกวางสู่นี่ คนอื่นให้ราคาแค่1หยวนเองเหรอ?"
พระเจ้า! ถ้าเป็นในยุคของเธอ นี่มันของที่เคยประมูลได้ถึงราคา1ล้านหยวนเชียวนะ!
และตอนนี้ระบบก็ส่งเสียงดัง [ติ๊ง] ขึ้นมา
บทที่ 140: คุณย่าสามได้รักษาตัว และมอบเหรียญโบราณให้
[ตรวจพบว่าโฮสต์ค้นพบโบราณวัตถุ ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ก้าวแรกของการประเมินโบราณวัตถุเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ~]
[นับจากนี้ไปขอให้โฮสต์เดินทางบนวิถีการเก็บของมีค่าและส่งมอบให้กับประเทศ~]
[รับซื้อเหรียญโบราณหายากล้ำค่า รางวัลเงินสด10,000หยวนจากยุค70!]
ในยุคของเธอ แม้ว่าเงินจำนวนนี้จะมีมูลค่า1ล้านหยวน แต่นั่นก็เพราะราคาประมูลที่สูงมาก
คนที่ชอบสะสมย่อมไม่ตระหนี่เงิน
แต่การที่มันมีมูลค่าเริ่มต้น10,000หยวนได้ ก็แสดงว่าสิ่งนี้มีค่าจริงๆ
เย่เสี่ยวจิ่นอดกลืนน้ำลายไม่ได้ หนึ่งหมื่นหยวนเชียวนะ...
เธอก้มหน้าคำนวณ เนื้อราคา0.4หยวนต่อชั่ง นั่นหมายความว่าสามารถซื้อเนื้อได้ถึง25,000กิโลกรัม!
เธอกระแอมเบาๆ "คุณย่าสาม หนูชอบเหรียญโบราณเหรียญนี้มาก คุณตั้งราคามาเลยค่ะ"
เย่จื้อผิงชะงัก คิดว่าเย่เสี่ยวจิ่นจะช่วยเหลือคนแก่
เขาพึมพำว่า "จิ่นเป่า เก็บเหรียญทองแดงพวกนี้เอาไว้ก็ไม่มีประโยชน์หรอก"
"ก่อนหน้านี้ย่าสามขายไปทั้งตะกร้าก็ได้เงินนิดเดียวนะ"
"ลูกนี่..."
เย่ฉู่เฉียงก็มองเย่เสี่ยวจิ่นด้วยความประหลาดใจ
ซุนพั่นตี้ลังเล พูดว่า "ของพวกนี้ราคาแค่1หยวนเอง ฉันเองก็ไม่อยากขาย ถึงเวลาก็จะเอาลงไปใต้ดินด้วย"
"ย่าสาม ร่างกายของคุณไม่ค่อยดี ต้องไปรักษาตัวนะคะ"
"คุณไม่อยากได้รับการช่วยเหลือให้มีชีวิตที่ดีขึ้นบ้างหรือคะ?"
แน่นอนว่าซุนพั่นตี้อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น
ใครจะอยากเจียดอาหารกินทุกวัน แม้แต่ข้าวก็ไม่รู้ว่ามื้อหน้าจะได้กินหรือไม่กันล่ะ?
"คุณไม่ต้องรีบขายให้หนูหรอก วันนี้พวกเราจะพาคุณไปตรวจร่างกายที่ตำบล คุณว่ายังไงคะ?"
เย่ฉู่เฉียงเห็นว่าเย่เสี่ยวจิ่นจะจ่ายเงินก้อนนี้ จึงรีบพูดว่า "พี่สะใภ้สาม ในเมื่อจิ่นเป่าพูดแบบนี้แล้ว คุณก็ฟังหล่อนเถอะ"
ซุนพั่นตี้ถอนหายใจ รู้สึกขอบคุณในใจ "จิ่นเป่า เธอรับเหรียญโบราณของฉันไปแล้วตั้งใจจะเอาไปทำอะไรล่ะ?"
ถ้าแค่เก็บไว้เฉยๆ เป็นการซื้อน้ำใจล้วนๆ นางก็ไม่กล้าตั้งราคา
"หนูน่ะเหรอคะ หนูจะเอาไปมอบให้กรมโบราณคดีค่ะ"
ทั้งสามคนต่างตะลึง
เย่จื้อผิงลังเลก่อนพูดว่า "ที่ลูกซื้อเหรียญโบราณนี้ก็เพื่อจะเอาไปมอบให้ทางการเหรอ?"
"ใช่แล้วค่ะ มอบให้ประเทศ ให้ผู้เชี่ยวชาญได้ศึกษาค้นคว้าหาคุณค่าของมัน ฟังดูเยี่ยมยอดไหมคะ?"
เย่จื้อผิงถึงกับถามตัวเองว่าทำไมเขาไม่มีความคิดนี้เลย "เยี่ยมมาก"
ซุนพั่นตี้กำลังจะพูด แต่ก็เกิดปวดท้องรุนแรงขึ้นมาอีกครั้ง
นางมีเหงื่อไหลโซมกาย มือข้างหนึ่งยันโต๊ะข้างๆไว้ ทนไม่ไหวจนต้องร้องครวญครางออกมา
"พี่สะใภ้สาม!"
ซุนพั่นตี้ชินกับความเจ็บปวดแบบนี้แล้ว มันปวดแปลบเสียแทบจะขาดใจ
สีหน้าซีดเผือดของนางกลายเป็นสีม่วงคล้ำในพริบตา ริมฝีปากก็เปลี่ยนเป็นสีดำ
เย่จื้อผิงถึงกับตกใจ "ทำไมถึงป่วยหนักขนาดนี้ ปล่อยไว้ไม่ได้แล้วนะ"
เย่ฉู่เฉียงจัดการเรียกเกวียนวัว แล้วพาซุนพั่นตี้ไปที่ตำบลเสียโจว
คนขับเกวียนหนุ่มเห็นซุนพั่นตี้เจ็บปวดขนาดนี้ก็รู้สึกสงสาร
"นี่มันทรมานเกินไปแล้วนะ เมื่อไม่กี่วันก่อนหล่อนเจ็บจนล้มลงกับพื้น หมอประจำหมู่บ้านเลยจ่ายยาแก้ปวดให้หล่อนแบบไม่คิดเงิน"
"ชาวบ้านก็ไม่รู้ว่าหล่อนเป็นโรคอะไร แถมหล่อนยังไม่มีเงินด้วย เลยต้องทนเอา"
"คนเราจะทนทุกข์ทรมานอย่างนี้ได้อย่างไร"
เย่ฉู่เฉียงขมวดคิ้วพลางกล่าว "สหาย พวกเราเป็นญาติกัน แต่เราเพิ่งรู้วันนี้เองว่าหล่อนเป็นแบบนี้"
"เฮ้อ ฉันรู้ว่าญาติพี่น้องของพวกคุณคงไม่ค่อยได้ติดต่อกัน" คนขับเกวียนหนุ่มถอนหายใจ "ไม่ต้องพูดถึงพวกคุณหรอก แม้แต่คนในหมู่บ้านก็ไม่ค่อยมีใครไปมาหาสู่กับพวกเขาเท่าไหร่"
"ลูกชายของยายซุนนั่นเป็นคนไม่เอาไหนมาก ไม่มีใครอยากยุ่งเกี่ยวด้วยหรอก"
"ช่างน่าสงสารหล่อนจริงๆ ที่มีลูกชายแบบนี้"
เย่ฉู่เฉียงพูดขึ้นด้วยความรู้สึกเศร้าสลด
ซุนพั่นตี้ที่นอนอยู่บนเกวียนวัวแทบจะขยับตัวไม่ได้เพราะความเจ็บปวด นางหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง ฟังคำพูดของพวกเขาพลางร้องไห้เงียบๆ
นางกลัวตาย แต่การมีชีวิตอยู่ก็ทรมานเหลือเกิน
หลายปีมานี้ ทรัพย์สินที่มีอยู่ก็ถูกลูกชายสารเลวผลาญจนหมดสิ้น
ตัวนางเองก็แก่เฒ่าไม่มีที่พึ่ง ช่างน่าสงสารและอนาถใจเหลือเกิน
เย่เสี่ยวจิ่นสังเกตเห็นสีหน้าของย่าสาม จึงหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าออกมาเช็ดน้ำตาให้นาง
เธอพูดเสียงอ่อนโยนด้วยความเห็นอกเห็นใจ "ย่าสาม อย่าร้องไห้เลยค่ะ ไม่เป็นไรหรอก ไปโรงพยาบาลก็รักษาให้หายได้แล้ว รักษาหายแล้วก็จะไม่เจ็บอีก"
ซุนพั่นตี้จับมือของเย่เสี่ยวจิ่นไว้
ชั่วขณะนั้นเธอถึงกับพูดอะไรไม่ออก
ความจริงเย่เสี่ยวจิ่นก็รู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง เพราะที่เธอมาเยี่ยมย่าสามก็เพื่อของโบราณ
แต่กลับมาเจอเรื่องแบบนี้เข้า
เธอคิดว่า ถ้าย่าสามไม่อยากขายเหรียญโบราณก็ช่างมันเถอะ
ระบบได้ยินความคิดของเธอจึงร้องว่า [โอ้ไม่นะ มันเป็นเงินตั้งหนึ่งหมื่นเชียวนะ!]
[จิ่นเป่า เธอไม่มีความพยายามเลยหรือ? เงินมากมายขนาดนั้น ทำไมไม่พยายามอีกหน่อยล่ะ?]
เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกจนปัญญา ในใจบ่นพึมพำว่า "เงินน่ะเกิดมาก็เอามาไม่ได้ ตายไปก็เอาไปไม่ได้ มีพอดีพอดีก็พอแล้ว"
"จะหาเงินทั้งทีก็ต้องทำให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมด้วยนะ มันไม่ใช่ว่าไม่มีวิธีหาเงินแบบอื่นนี่"
ระบบแทบจะร้องไห้ออกมา
ถ้าเป็นเจ้าของร่างคนอื่น ป่านนี้คงเริ่มคลั่งไคล้โบราณวัตถุไปแล้ว
คะแนนของระบบน้อยๆ ก็จะพุ่งขึ้นติดๆ
ไม่เหมือนมันที่จนถึงตอนนี้ยังเป็นแค่ระบบเล็กๆระดับ1
พอมาถึงโรงพยาบาลประจำตำบล ก็รีบให้คนแก่เข้ารับการตรวจวินิจฉัยทันที
แค่ค่าตรวจโน่นนี่นั่นก็เสียไปไม่น้อยแล้ว
เย่ฉู่เฉียงเห็นท่าทางของเย่เสี่ยวจิ่นที่พร้อมจะจ่ายเงิน จึง.อดไม่ได้ที่จะมองเธอหลายครั้ง
ซุนพั่นตี้เป็นญาติของเขา แต่ก่อนเขาสนิทกับพี่ชายสาม
แน่นอนว่าเขาไม่อาจปล่อยให้พี่สะใภ้สามรอความตายได้
แต่สำหรับเย่เสี่ยวจิ่นแล้ว คนละรุ่นก็คือคนละรุ่น เธอไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้
แต่ไม่คิดว่า...
"คุณปู่คะ คุณนั่งมานานแล้ว ไปซื้ออะไรมากินหน่อยสิคะ"
"พวกเรายังไม่ได้กินอะไรกันเลย"
เย่เสี่ยวจิ่นจะหยิบเงินให้เย่ฉู่เฉียง
เย่ฉู่เฉียงโบกมือ "ไม่ต้องหรอก ฉันพกเงินมาสองสามเหมาแล้ว"
พูดจบ เขาก็เดินออกไป
ผลการตรวจจะออกมาในวันพรุ่งนี้
หลังจากทำการตรวจมากมายหลายอย่าง ตอนนี้ก็ต้องนอนพักในโรงพยาบาลและให้น้ำเกลือ
ซุนพั่นตี้ตกใจจนแทบตาย ไม่รู้ว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าใด ถึงขั้นอยู่ไม่ติดที่แล้ว
เย่เสี่ยวจิ่นปลอบใจว่า "คุณย่าสาม คุณวางใจได้ หนูจ่ายเงินทั้งหมดแล้ว"
"คุณแค่นอนให้น้ำเกลือต่อไปก่อน อย่างน้อยก็จะไม่เจ็บปวดมาก"
"รอให้ผลออกมา คุณก็จะรู้ว่าตัวเองป่วยเป็นอะไร"
ซุนพั่นตี้มองเย่เสี่ยวจิ่น
มือล้วงเข้าไปในกระเป๋าหยิบกล่องออกมา แล้วยัดใส่มือเย่เสี่ยวจิ่น
"เหรียญโบราณนี้ ถ้าเธอชอบก็เอาไว้เถอะ"
"ค่ารักษาพยาบาลมากมายขนาดนี้ ฉันก็ไม่รู้จะตอบแทนพวกเธอยังไงแล้ว"
"คงจะคืนไม่ไหวแล้วละ เธอรับไว้เถอะ โอ้..."
"ถ้าตรวจเจอว่าเป็นโรคร้ายแรง ฉันก็ไม่รักษาแล้ว กลับบ้านไปพักผ่อนดีกว่า"
เย่เสี่ยวจิ่นอยากจะปฏิเสธ แต่ถูกซุนพั่นตี้ขัดขวางเอาไว้
"เด็กน้อย รับไว้เถอะ"
เย่เสี่ยวจิ่นรับเหรียญโบราณมาอย่างหนักอึ้ง "คุณย่าสาม คุณวางใจได้ หนูสัญญาว่าจะช่วยรักษาคุณจนถึงที่สุด"
หนึ่งหมื่นหยวนเชียวนะ ทำเต็มที่แล้วก็ปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตา
"ตอนนี้คุณรู้สึกยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ?"
ซุนพั่นตี้ชี้ไปที่ท้องด้านซ้ายของตัวเอง "ตรงนี้แหละที่เจ็บ ตอนที่เจ็บมากๆ นี่เจ็บสุดๆเลย"
"แต่บางทีก็ไม่เจ็บ ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไร"
เย่ฉู่เฉียงถือเสี่ยวหลงเปามาหลายลูก แล้วมอบให้คนละลูก
เขายังซื้อนมถั่วเหลืองให้เย่เสี่ยวจิ่นแยกต่างหากอีกหนึ่งแก้ว
เย่เสี่ยวจิ่นรับมากินอย่างไม่เกรงใจ เธอหิวมานานแล้วจนท้องร้องโครกครากไปหมด
ซุนพั่นตี้ไม่ได้กินอะไรดีๆแบบนี้มานานแล้ว ส่วนใหญ่กินแต่โจ๊กเหลวๆ
เสี่ยวหลงเปานุ่มๆ นี่ทั้งขาวและอวบอ้วน นางมองแล้วแทบไม่อยากกิน
"คุณย่าสาม กินเถอะค่ะ กินให้อิ่ม ร่างกายถึงจะแข็งแรงนะคะ"
ซุนพั่นตี้พยักหน้า กินเสี่ยวหลงเปาไปหนึ่งลูก รสชาติอร่อยมาก
นางไม่รู้ว่าทำไมชีวิตของตัวเองถึงได้เป็นแบบนี้
อายุหกสิบกว่า ผมก็หงอกขาวไปเกือบหมดแล้ว
อีกทั้งยังกินไม่อิ่มท้อง ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร
ตอนอายุยังน้อยมีชีวิตสุขสบาย ไม่คิดว่าตอนแก่จะกลายเป็นแบบนี้
นางกินเสี่ยวหลงเปาหมดไปหนึ่งจานโดยไม่รู้ตัว ในท้องก็รู้สึกอิ่มอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานานแล้ว
นางรู้สึกขอบคุณมาก "ขอบคุณนะฉู่เฉียง ที่พวกเธอมาเยี่ยมฉัน"
"ฉันไม่เพียงแต่ไม่ได้ต้อนรับพวกเธอ แต่ยังทำให้พวกเธอต้องมาอยู่เป็นเพื่อนฉันที่นี่อีก"
"ฉันขอโทษจริงๆ..."
เย่ฉู่เฉียงรีบพูดว่า "ไม่เป็นไร อย่าคิดมากเลย พักผ่อนให้สบายนะ"
ตอนนั้นเอง หมอก็มาเคาะประตู
"ผลตรวจของพวกคุณออกมาแล้ว เป็นนิ่วในไต จำเป็นต้องผ่าตัด"
พอได้ยินคำว่าผ่าตัด พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนสีหน้า
การผ่าตัดนี่ต้องใช้เงินมากมายเลยนะ!
ซุนพั่นตี้รีบพูดว่า "พวกเราไม่รักษาแล้ว ปล่อยไว้แบบนี้แหละ นิ่วในไต...ฟังดูแล้วก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่"
หมอขมวดคิ้ว "คุณลองดูเองสิครับ นิ่วในไตนี่ใหญ่มาก แถมยังมีก้อนเล็กๆอีกหลายก้อน"
"ถ้าคุณไม่รักษา คุณจะทนความเจ็บปวดแบบนี้ได้ตลอดเวลาเหรอ?"
"แถมถ้าไม่รักษาทันที อาจจะมีเลือดปนในปัสสาวะ ส่งผลกระทบต่อการทำงานของไตด้วย"
"ต่อไปอาการก็จะแย่ลง เกิดปัญหากับร่างกายมากขึ้น"
ซุนพั่นตี้ไม่มีกะจิตกะใจใดๆแล้ว "เรื่องในอนาคตค่อยว่ากันทีหลังเถอะ!"
"คุณหมอคะ ขอโทษนะคะ ย่าสามของหนูไม่เข้าใจสถานการณ์ หนูจะคุยกับคุณเองค่ะ เพราะหนูเป็นคนตัดสินใจเรื่องในครอบครัวของพวกเรา"
หมอรู้สึกแปลกๆ "หนูเป็นคนตัดสินใจเหรอ?"
เย่จื้อผิงพยักหน้า "ใช่ครับคุณหมอ ลูกสาวผมเป็นคนตัดสินใจได้ พวกเราไม่มีความรู้ ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้"
หมอได้อธิบายสถานการณ์ให้เย่เสี่ยวจิ่นฟัง
เย่เสี่ยวจิ่นถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก นิ่วในไตเป็นเพียงโรคเล็กน้อย แค่ทรมานหน่อยเท่านั้น
แต่เมื่อเทียบกับโรคอื่นๆแล้ว มันก็ไม่ได้น่ากังวลอะไรเลย
"คุณหมอคะ ถ้าอย่างนั้นช่วยจัดการรักษาให้ด้วยนะคะ พวกเราต้องจ่ายเงินเท่าไหร่ พวกเราจะจ่ายทั้งหมด"
หมอมองดูแล้วคิดว่า เด็กผู้หญิงคนนี้ดูเหมือนจะเข้าใจเรื่องราวดีจริงๆ
เขาพยักหน้าแล้วพูดว่า "ต้องส่งตัวไปรักษาที่อำเภอ ที่นี่ไม่มีหมอที่สามารถผ่าตัดได้"
"ส่วนค่าใช้จ่ายทั้งหมด ต้องรอดูตอนนั้นถึงจะรู้ได้"
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า ยังไงก็คงไม่เสียเงินมากเท่าใด
เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก แต่พอกลับเข้าห้องพัก ซุนพั่นตี้กลับดูหดหู่
"จิ่นเป่า ย่าไม่รักษาแล้วล่ะ"
เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มอย่างจนใจ "คุณย่าสาม นิ่วในไตเป็นแค่โรคเล็กๆเท่านั้นเองค่ะ"
"ถึงต้องผ่าตัดก็แค่เอาก้อนนิ่วเล็กๆออกมาเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะฟื้นตัวเร็ว ไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันหรอกค่ะ"
"ลองคิดดูสิคะ ผ่าตัดครั้งเดียว หลังจากนั้นก็จะไม่ต้องเจ็บปวดอีกแล้ว"
"นี่ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบถาวรเลยหรือคะ?"
ซุนพั่นตี้มองดูท่าทางสบายๆของเย่เสี่ยวจิ่น อดไม่ได้ที่จะรู้สึกคล้อยตามเธอ
นางขมวดคิ้วลังเล "จริงหรือ? แต่ค่าผ่าตัดคงแพงมากสินะ?"
"พวกเราจะหาเงินมากขนาดนั้นได้จากที่ไหน..."
เย่เสี่ยวจิ่นรีบปลอบโยนว่า "ไม่หรอกค่ะ คุณไม่ต้องกังวลเรื่องนี้เลย"
"คืนนี้พักผ่อนให้ดีนะคะ พรุ่งนี้เราจะไปผ่าตัดที่อำเภอกัน"
"ถ้าสภาพจิตใจไม่ดี ผลการผ่าตัดก็อาจจะไม่ดีด้วยนะคะ"
ซุนพั่นตี้เริ่มยึดความคิดเห็นของเย่เสี่ยวจิ่นเป็นหลักโดยไม่รู้ตัว
"ก็ได้ จิ่นเป่า เสร็จแล้วก็บอกฉันหน่อยนะว่าใช้เงินไปเท่าไหร่ รอลูกชายฉันกลับมา ฉันจะต้องคืนเงินให้พวกเธอแน่นอน"
นางนอนลงบนเตียงคนไข้ ห่มผ้านวม ดูเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ
เย่เสี่ยวจิ่นได้รับเหรียญโบราณมาแล้ว เมื่อทำภารกิจสำเร็จ เธอจะต้องได้รับเงินก้อนหนึ่งแน่นอน
"คุณไม่ต้องคิดเรื่องพวกนี้หรอก เรามาคุยกันทีหลังดีกว่า"
เย่จื้อผิงพูดว่า "จิ่นเป่า ลูกเองก็เหนื่อยแล้วใช่ไหม? ไปนอนบนเตียงข้างๆนั่นเถอะ"
"พ่อกับปู่ของลูกนอนบนเก้าอี้ข้างนอกคืนนี้ก็ได้"
เย่เสี่ยวจิ่นปีนขึ้นไปบนเตียงข้างๆ แล้วตบเบาๆให้เย่จื้อผิง "คุณพ่อคะ มานอนด้วยกันเถอะค่ะ"
ส่วนเย่ฉู่เฉียงหยิบเก้าอี้ตัวอื่นมาต่อเป็นเตียงไว้พักผ่อนชั่วคราวหนึ่งคืน
จบตอน
Comments
Post a Comment