paopao ep16-20

 บทที่ 16: จิ่นเป่าฉลาดที่สุด 

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่ได้รู้สึกประหลาดใจกับคำพูดของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าหล่อนคุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้มานานแสนนานแล้ว

   

   ที่ผ่านมา พวกเขามักจะสูบเลือดสูบเนื้อจากครอบครัวของหล่อน เพื่อไปอุ้มชูครอบครัวของลูกชายคนโตเสมอ

   

   ในอดีต หล่อนอาจจะยอมเสียเปรียบอยู่เงียบๆ

   

   แต่ครั้งนี้ หล่อนกลับไม่ยอมอ่อนข้อให้ “ฝ้ายพวกนี้ ฉันจะเอาไว้ให้ลูกๆของฉันใช้”

   

   “ไม่ว่าเหวินชางจะรุ่งโรจน์แค่ไหน มันก็ไม่เกี่ยวกับฉัน”

   

   “ถึงแม้ลูกๆของฉันจะไม่เก่งเท่าเหวินชาง แต่พวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน เราต้องพึ่งพาตัวเอง”

   

   แววตาของหลี่ชุ่ยชุ่ยดูเย็นชาลงเล็กน้อย

   

   คำพูดของหล่อนราวกับเป็นการท้าทายพ่อแม่สามีเข้าอย่างจัง

   

   คำพูดของเย่ฉู่เฉียงเต็มไปด้วยโทสะ “แกดูสิ! ดูคนเห็นแก่ตัวอย่างแกพูดเข้าสิ!”

   

   “แกหมายความว่ายังไง หมายความว่าเหวินชางไม่ใช่คนในครอบครัวกับแกอย่างนั้นเหรอ! เขาไม่จำเป็นต้องเรียกแกว่าอาสะใภ้สักคำเลยงั้นสิ!”

   

   “ใจคอแกทำด้วยอะไร จิตใจแกโดนหมากินไปหมดแล้วหรือไง ทนดูเขาไปเรียนหนังสือไกลๆ ลำบากลำบนอย่างนั้นได้ลงคอเหรอ?”

   

   หลิวต้าเม่ยรีบเสริมทันควัน “ใช่ๆ พวกแกทำงานใช้แรงงานกันทั้งบ้าน จะเอาผ้าฝ้ายดีๆแบบนี้ไปทำไม? มันเป็นการทำลายข้าวของชัดๆ”

   

   ตอนนี้หลี่ชุ่ยชุ่ยพลันรู้สึกเจ็บใจตัวเองยิ่งนักที่พูดไม่เก่ง!

   

   เมื่อเผชิญหน้ากับคนพวกนี้ หล่อนก็เถียงไม่ชนะ!

   

   หล่อนคิดในใจ ทำไมถึงต้องเป็นแบบนี้ ทำไมลูกของหล่อนถึงไม่คู่ควรกับของดีๆ

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกน้อยใจอย่างสุดซึ้ง น้ำตาก็เอ่อคลอเบ้าตา

   

   เย่เสี่ยวจิ่นขมวดคิ้ว “อ๋อ ใช่ๆ พวกคุณสูงส่ง ของดีๆสมควรเป็นของพวกคุณที่ใช้คนเดียว”

   

   “พวกคุณก็เลยรีบมาแย่งไปแบบไม่มัวพูดมากความ!”

   

   “ถ้าอย่างนั้นคืนนี้หนูจะไปเผาบ้านพวกคุณ พวกเรามาหนาวตายด้วยกันทั้งหมดเลยเป็นไง”

   

   ถ้าพูดถึงเรื่องความไม่แยแสต่อชีวิต เธอคงไม่แพ้ใครหรอก

   

   เธอไม่ได้ล้อเล่น หากพวกเขากล้าแย่ง เธอก็กล้าเผาจริงๆ

   

   เย่ฉู่เฉียงเห็นหน้าเย่เสี่ยวจิ่นก็รำคาญแทบตาย เสียใจที่ตอนเด็กคนนี้เกิดมาไม่ได้บีบคอให้ตายไปซะ

   

   หลิวต้าเม่ยพูดขึ้นตรงๆว่า “ไม่ต้องไปสนใจพวกมัน เรานำของไปเลย รอให้สามีมันกลับมาแล้วค่อยบอกก็ได้”

   

   “สามีแกก็เป็นลูกชายที่ฉันคลอดออกมา บ้านนี้ไม่จำเป็นต้องให้คนนอกอย่างแกมาสั่งสอน!”

   

   หลี่กุ้ยฮวาตั้งแต่ต้นจนจบไม่พูดอะไรเลย มองเหตุการณ์ด้วยหางตาอย่างเย็นชา

   

   หล่อนรู้ดีว่าพ่อสามีแม่สามีจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย

   

   หล่อนแค่รอดูอยู่เฉยๆก็พอ

   

   ใครจะทำอะไรได้ ในเมื่อลูกชายของหล่อนเก่งกาจสามารถเชิดหน้าชูตาตระกูลได้

   

   เย่ฉู่เฉียงค้นพบฝ้ายที่อยู่ในบ้าน และประหลาดใจไม่แพ้กัน

   

   เพียงแค่ฟังหลี่กุ้ยฮวาบอกว่าที่นี่มีฝ้ายที่ดีที่สุด เขายังจินตนาการไม่ออก

   

   พอได้เห็นแบบนี้ นี่มันฝ้ายชั้นเลิศจริงๆ

   

   หลิวต้าเม่ยก็เกิดกิเลส จึงเอื้อมมือไปลูบอย่างระมัดระวัง “ฝ้ายแบบนี้ ดีกว่าที่ขายในตลาดเสียอีก ถ้าเอามาทำเสื้อผ้า สวมใส่คงจะอุ่นน่าดู”

   

   “มีเยอะขนาดนี้ คงพอให้ภรรยาคนโตทำเสื้อผ้าและผ้าห่มได้แล้ว ที่เหลือก็ยังพอทำให้พวกเราได้ใส่เสื้อฝ้ายตัวใหม่”

   

   เย่ฉู่เฉียงก็คิดเช่นเดียวกัน

   

   เขาหยิบฝ้ายขึ้นมาเตรียมจะไป

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยน้ำตาแทบไหล “พวกคุณนี่เห็นพวกเราแม่ลูกตัวคนเดียว ก็เลยรังแกกันง่ายๆสินะ”

   

   “จิ่นเป่าของฉันร่างกายอ่อนแอ ผ้าฝ้ายผืนนี้ยังไม่ได้เอามาทำเสื้อผ้าให้หล่อนเลยสักตัวเดียว พวกคุณก็จะเอาไปหมดแล้ว”

   

   “พวกคุณนี่ อยากให้พวกเราแม่ลูกทนหนาวจากภัยหิมะครั้งนี้ไม่ไหวเลยหรือไง”

   

   เรื่องที่พวกเขาจะทนได้หรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เย่ฉู่เฉียงกับภรรยาต้องใส่ใจเลย

   

   ฝ้ายดีๆแบบนี้ เอามาให้แม่ลูกไร้ประโยชน์ใช้ก็เท่ากับเป็นการเสียของดีๆ

   

   อีกอย่าง ปีก่อนๆ พวกเขาก็ผ่านกันมาได้ไม่ใช่เหรอ?

   

   ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครหนาวตาย

   

   ทันใดนั้นเอง ก็มีคนสองคนเดินเข้ามาจากข้างนอก

   

   “วันนี้ครึกครื้นกันจังเลยนะ? อยู่กันพร้อมหน้าเลยเหรอ?” เซี่ยเฟยฝานสวมเสื้อคลุมและรองเท้าบูตยาง เขย่าหิมะที่รองเท้าออก ก่อนจะก้าวเข้ามาในบ้าน

   

   ส่วนหลินจวงที่เดินตามหลังมานั้น จมูกแดงก่ำเพราะความหนาว

   

   พวกเขาทั้งสองเพิ่งจะให้อาหารไก่รอบสุดท้ายเสร็จ งานในเล้าไก่จึงไม่มีอะไรแล้ว เลยชวนกันมาที่นี่

   

   จริงๆ พวกเขาน่าจะมาถึงก่อนหน้านี้แล้ว แต่วันนี้ทุกคนต่างก็พักผ่อนกัน พวกเขากลับต้องมาดูแลไก่ป่วย

   

   เซี่ยเฟยฝานสังเกตเห็นบรรยากาศที่ตึงเครียด จึงหันไปมองฝ้ายพร้อมกับเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาลงเล็กน้อย “เกิดอะไรขึ้น?”

   

   เขาเห็นหลี่ชุ่ยชุ่ยร้องไห้ไม่หยุด จึงหันไปถามเย่เสี่ยวจิ่น “จิ่นเป่า บอกลุงเซี่ยมาสิ เกิดอะไรขึ้น”

   

   ถึงแม้ว่าเขาจะถาม แต่ทั้งความรู้สึกและเหตุผล เขาก็อยู่ข้างเย่เสี่ยวจิ่น คอยหนุนหลังให้เธอแน่นอน

   

   พวกหลิวต้าเม่ยต่างรู้สึกประหม่า เพราะพวกเขาก็ไม่กล้าล่วงเกินหัวหน้าทีม!

   

   หลี่กุ้ยฮวาเบิกตากว้าง หล่อนเป็นคนพูดจาคล่องแคล่วอยู่แล้ว จึงคิดแผนการได้

   

   “หัวหน้าเซี่ย ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”

   

   “คือพ่อแม่ฉันเคยซื้อฝ้ายไว้ที่นี่เมื่อปีก่อน พอหิมะตกแบบนี้ ก็เลยจะเอากลับบ้านไป”

   

   หลิวต้าเม่ยพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ๆๆ แบบนั้นแหละ”

   

   นางอดไม่ได้ที่จะคุยโวอีกครั้ง “คุณก็รู้ เหวินชางของพวกเราสอบติดมัธยมปลายแล้ว! ต้องไปเรียนในเมือง!”

   

   “แบบนี้ต้องทำเสื้อกันหนาวตัวใหม่ให้เขาแล้วล่ะ”

   

   เซี่ยเฟยฝานไม่ได้สนใจเรื่องสอบติดมัธยมปลายเลยแม้แต่น้อย

   

   เพราะเรื่องแบบนี้ ในสายตาของเขาไม่ใช่เรื่องที่ควรค่าแก่การนำไปโอ้อวดอะไรมากมาย

   

   หลินจวงก็เรียนจบมัธยมปลายมาแล้ว พูดถึงเรื่องเลี้ยงไก่ ยังสู้เด็กสามขวบอย่างยัยหนูเย่เสี่ยวจิ่นไม่ได้เลย

   

   “พวกแกไม่ต้องพูด ให้ยัยหนูจิ่นเป่าพูด”

   

   เซี่ยเฟยฝานพูดกับเย่เสี่ยวจิ่นด้วยท่าทีที่อ่อนโยน

   

   แม้ว่าเขาจะทำหน้าบึ้ง ตีหน้าขรึม ทำท่าทางวางก้าม ก็เพียงพอที่จะข่มคนอื่นได้แล้ว

   

   ทั้งสามต่างพากันตึงเครียด พวกเขาไม่กล้าล่วงเกินหัวหน้าเซี่ยเด็ดขาด

   

   พวกเขาได้แต่หวังว่ายัยเด็กนั่นจะไม่พูดอะไรออกไป

   

   “ฝ้ายเป็นของบ้านเราเอง คุณปู่คุณย่าจะเอาฝ้ายของเราไปให้ครอบครัวลุงใหญ่”

   

   “คุณปู่คุณย่าบอกว่า จะปล่อยให้หนูกับแม่หนาวตาย เพราะหนูเป็นตัวซวย”

   

   “เฮ้อ… หนูรู้ คุณปู่คุณย่าไม่เคยชอบหนูเลย”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเบะปาก ก้มหน้าทำท่าเช็ดน้ำตาที่มุมตาอย่างน่าสงสาร ทั้งที่ไม่มีน้ำตาสักหยด

   

   ท่าทางแบบนี้ ใครเห็นก็ต้องสงสารจับใจ

   

   หลี่กุ้ยฮวาโพล่งออกมาด้วยความโกรธ ‘พูดเหลวไหล! แกพูดมั่วแล้ว!’

   

   ถึงแม้ในใจหล่อนจะคิดแบบนั้น แต่ปากก็ไม่เคยพูดออกมาสักคำ!

   

   ยัยเด็กคนนี้นี่มันชอบยุแยงให้คนทะเลาะกันจริงๆ!

   

   “หัวหน้าเซี่ย เด็กคนนี้ชอบทำเป็นสำออย อย่าไปเชื่อคำพูดเด็ดขาด”

   

   เสี่ยวจวงที่ทั้งยังเด็กและขวานผ่าซาก พูดโพล่งออกมาตรงๆว่า “พวกคุณนี่มันหน้าไม่อายจริงๆ!”

   

   “ก่อนหน้านี้ก็ได้ยินเรื่องที่พวกคุณไม่ให้เนื้อแล้ว ตอนนี้ยังจะมาแย่งฝ้ายอีก”

   

   “คิดว่าทำกร่างไปทั่วในหมู่บ้านนี้ แล้วจะไม่มีใครเอาพวกคุณอยู่แล้วงั้นสิ?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเงียบๆ

   

   ใช่เลย ควรจะจับพวกเขาทั้งหมดไปปรับทัศนคติเสียให้เข็ด

   

   เซี่ยเฟยฝานดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์นัก

   

   เด็กฉลาดอย่างจิ่นเป่า ทำไมถึงไม่รักเหมือนไข่ในหิน?

   

   ทำไมที่บ้านตระกูลเย่ ถึงได้รังเกียจกันนะ?

   

   เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ตอนนี้หล่อนเป็นผู้เชี่ยวชาญของฟาร์มไก่ของพวกเราแล้ว พวกแกยังกล้ามาทำเกินเลยแบบนี้อีก ระวังเถอะ ฉันจะไปตามผู้ใหญ่บ้านมาจัดการพวกแกเอง”

   

   “หล่อนเนี่ยนะ ผู้เชี่ยวชาญ?” หลี่กุ้ยฮวาร้องเสียงหลงอย่างอดไม่อยู่

   

   หลินจวงแสยะยิ้มเยาะ “ดูถูกคนอื่นเขาหรือไง? หล่อนอ่านหนังสือออกมากกว่าเย่เหวินชางลูกชายของพวกคุณเสียอีก”

   

   หลี่กุ้ยฮวาไม่กล้าทำกร่างใส่พวกเขาตรงๆ แต่ก็แอบเบ้ปากด้วยความไม่สบอารมณ์

   

   ในใจหล่อน เย่เสี่ยวจิ่นมีค่าพอมาเทียบกับลูกชายของหล่อนได้อย่างไร? เด็กนั่นมันเป็นตัวอะไรกัน?

   

   ลูกชายของหล่อนน่ะเป็นคนมีวัฒนธรรม ฉลาดปราดเปรื่อง!

   

   ดูเหมือนหลินจวงจะมองความคิดของหล่อนออก จึงเยาะเย้ยอย่างดูถูกว่า “อย่ามาคิดว่าเย่เหวินชางของเธอมันจะแน่สักหน่อยเลยนะ”

   

   “เรียนมัธยมต้นยังต้องเรียนซ้ำชั้นตั้งปีหนึ่งกว่าจะเลื่อนชั้นได้ โง่เหมือนหมูซะจริง!”

   

   “ฉลาดสู้เสี่ยวจิ่นไม่ถึงครึ่ง แล้วยังจะมีหน้ามาอวดเบ่งอีก”



  บทที่ 17: เงินก้อนแรก 

   

   “แกพูดว่าอะไรนะ!”

   

   คำพูดนั้นไม่ใช่แค่ทำให้หลี่กุ้ยฮวาโกรธจนแทบเป็นลม

   

   แต่ยังทำให้หลิวต้าเม่ยและเย่ฉู่เฉียงโมโหจนแทบจะระเบิดออกมา

   

   เย่เหวินชางเปรียบเสมือนความภาคภูมิใจของทุกคนในครอบครัว พวกเขาจะยอมให้ใครมาดูถูกเหยียดหยามได้อย่างไร!

   

   ส่วนหลินจวงเป็นสัตวแพทย์ที่มาจากในเมืองและเรียนจบมัธยมปลาย เขาจึงไม่คิดว่าคำพูดของตัวเองนั้นผิดแม้แต่น้อย

   

   เซี่ยเฟยฝานเห็นท่าไม่ดีว่าทั้งสองฝ่ายกำลังจะทะเลาะกัน จึงรีบกระแอมไอเรียกสติ “พอได้แล้ว!”

   

   “จะมาส่งเสียงโวยวายอะไรกัน!”

   

   “แล้วพวกแกทั้งสามคนก็เลิกขโมยของในบ้านคนอื่นได้แล้ว รีบไสหัวไปให้พ้น”

   

   หลี่กุ้ยฮวากระทืบเท้าอย่างเหลืออด รอให้ลูกชายของหล่อนกลับมาเป็นข้าราชการใหญ่โตเมื่อไร หล่อนจะสั่งสอนพวกมันให้สาสม!

   

   หลิวต้าเม่ยจ้องเขม็งใส่หลินจวงด้วยความโมโห

   

   ส่วนเย่ฉู่เฉียงก็วางแอกที่แบกไว้แล้วเดินตามไป

   

   เขาตรงไปยังลานกว้างในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นที่ที่ชาวบ้านมักจะมานั่งพูดคุยกัน

   

   หลี่ต้ากังเป็นคนที่ขึ้นชื่อเรื่องปากเปราะ พูดมากจนสามารถนั่งได้ทั้งวัน

   

   เมื่อเขาเห็นเย่ฉู่เฉียงเดินมาด้วยสีหน้าบึ้งตึง ก็รีบเอ่ยทักทาย “พี่เย่ เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงหัวเสียแบบนั้นล่ะ”

   

   เย่ฉู่เฉียงสบถออกมาอย่างหัวเสีย “แกไม่รู้หรอก พวกคนงานในฟาร์มไก่พวกนั้นมันอวดดีขนาดไหน!”

   

   “กล้าดียังไงมาว่าหลานชายฉันโง่เง่าเต่าตุ่น!”

   

   “เหอะ แค่คนเลี้ยงไก่ จะไปรู้อะไร!”

   

   หลี่ต้ากังได้ยินดังนั้นก็รีบสุมไฟเข้าไปอีก “หลานชายของพี่น่ะ ฉลาดที่สุดในหมู่บ้านเราแล้ว พวกมันกล้าดียังไงมาพูดแบบนั้น”

   

   “ใช่สิ!” เย่ฉู่เฉียงตบขาตัวเองเสียงดัง “แล้วก็หลี่ชุ่ยชุ่ยเมียลูกชายฉันอีกคน ดันไปเข้าข้างคนนอก คอยรังแกหลานชายฉัน คิดว่าเจ้าสามไม่อยู่บ้านแล้วจะทำอะไรตามใจชอบได้รึไง!”

   

   ผู้คนรอบข้างต่างก็ผสมโรง

   

   “รอให้ลูกชายคนที่สามของแกกลับมาแล้ว ก็ให้สั่งสอนหลี่ชุ่ยชุ่ยเสียให้เข็ดหลาบ”

   

   “ผู้หญิงที่ไม่เชื่อฟังก็สมควรโดนตี ตีให้หลาบจำสักสองสามทีเดี๋ยวก็รู้จักสำนึกบุญคุณพวกแกเอง”

   

   “ใช่ๆ เมียฉันก็ไม่รู้จักกตัญญู โดนฉันตบไปทีเดียว ตอนนี้เห็นหน้าฉันก็กลัวแล้ว”

   

   “หรือเป็นเพราะพี่ใจดีเกินไป”

   

   กลุ่มชายแก่กลุ่มหนึ่งต่างคุยโวโอ้อวดกัน

   

   เย่ฉู่เฉียงก็คิดว่าพวกเขาพูดถูก ต้องให้เจ้าสามสั่งสอนหลี่ชุ่ยชุ่ยเสียให้เข็ดหลาบ!

   

   หลิวซื่อก็ไม่ปล่อยให้ตัวเองว่าง ออกไปพูดจาให้ร้ายหลี่ชุ่ยชุ่ยเสียๆหายๆเช่นกัน

   

   หวังจะทำให้หลี่ชุ่ยชุ่ยโมโหจนตายไป

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยที่อยู่ในบ้านหาได้รู้ไม่ว่าตอนนี้ตัวเองกลายเป็นคนชั่วร้ายไปเสียแล้ว

   

   ภายในบ้านอบอุ่นไปด้วยไออุ่นจากเตาถ่าน

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรินน้ำร้อนสองแก้ว หยิบขิงออกมาจำนวนหนึ่ง แล้วยื่นให้ลุงเซี่ยเฟยฝานกับพี่หลินจวง

   

   “เชิญค่ะ คุณลุงกับพี่หลินจวงดื่มน้ำร้อนแก้หนาวก่อนนะคะ”

   

   เธอนั่งลงบนม้านั่งพลางดื่มน้ำร้อน ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับ “คุณลุงเซี่ย พี่หลินจวง ถ้าพวกคุณไม่มาละก็ ฝ้ายของพวกเราคงถูกแย่งไปแล้ว”

   

   “พวกคุณมาได้ถูกเวลาจริงๆค่ะ”

   

   เธออดไม่ได้ที่จะยกนิ้วโป้งให้

   

   เซี่ยเฟยฝานเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “จิ่นเป่า ที่บ้านของหนูมักจะเกิดเรื่องแบบนี้บ่อยๆเหรอ”

   

   เธอพยักหน้า ใบหน้าเล็กๆขมวดคิ้ว “ใช่ค่ะ!”

   

   “จิ่นเป่า!” หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบห้ามไม่ให้เธอพูดต่อ

   

   ถึงแม้จะลับหลังคู่กรณีแล้ว แต่หลี่ชุ่ยชุ่ยจะไม่นินทาว่าร้ายใคร และหล่อนก็ไม่ต้องการให้ลูกสาวตัวน้อยทำแบบนั้นด้วย

   

   เซี่ยเฟยฝานไม่ได้พูดอะไรต่อ เลยเปลี่ยนเรื่องคุย “ชุ่ยชุ่ย ผมดูๆแล้ว ฝ้ายบ้านคุณนี่คุณภาพดีมากเลยนะ ซื้อมาจากที่ไหนเหรอ”

   

   “ผมก็อยากซื้อฝ้ายสักสิบกว่าชั่งไปทำผ้าห่มผืนใหม่เหมือนกัน แต่ยังไม่ได้ไปซื้อสักที”

   

   “ฝ้ายแบบนี้ดีมากเลยนะ ทำเสื้อกันหนาวต้องอุ่นมากแน่ๆ”

   

   หลินจวงก็เสริม “ใช่แล้ว ขนาดผมไปที่สหกรณ์ในเมืองยังไม่เคยเห็นฝ้ายดีขนาดนี้มาก่อนเลย”

   

   “เอ่อ...”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยลังเล หล่อนจะไปบอกว่าเทพเซียนประทานให้ได้ยังไงกัน

   

   เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มน้อยๆ “พวกเราปลูกเองค่ะ ปลูกบนที่ว่างตรงเนินเขาใกล้ๆบ้านนี่แหละ”

   

   “ปีนี้พวกเราก็เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้แล้ว กะว่าจะปลูกต่ออีก”

   

   “ถ้าลุงเซี่ยอยากได้ ก็ซื้อไปตามราคาตลาดเลยค่ะ สักสิบกว่าชั่งก็ได้”

   

   พอเซี่ยเฟยฝานได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกสนใจขึ้นมาบ้าง

   

   เขาหันไปมองหลี่ชุ่ยชุ่ย “ผมขอซื้อฝ้ายของคุณหน่อย ราคาฝ้ายในท้องตลาดตอนนี้อยู่ที่เก้าเหมาต่อชั่ง”

   

   “ฝ้ายของคุณคุณภาพดี ผมขอซื้อในราคาหนึ่งหยวนสองเหมาต่อชั่ง คุณว่ายังไง”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกขอบคุณเขา อีกอย่างตอนนี้หล่อนก็ทำงานที่ฟาร์มไก่แห่งนี้

   

   หล่อนจึงรีบพูดว่า “ไม่เป็นไรค่ะ เอาเก้าเหมาต่อชั่งก็พอแล้วค่ะ”

   

   ปีที่แล้วครอบครัวของหล่อนเพิ่งได้รับเงินปันผลมาหนึ่งร้อยยี่สิบหยวน

   

   ฝ้ายมีราคาแพงขนาดนี้ ซื้อทีเดียวสิบกว่าชั่ง หล่อนก็เกรงใจที่จะรับเงินเขามากขนาดนั้น

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า “ตกลงค่ะ เก้าเหมาต่อชั่ง”

   

   เซี่ยเฟยฝานยิ้ม เย่เสี่ยวจิ่นทำตัวเหมือนเสาหลักของบ้าน

   

   ครอบครัวนี้เป็นคนซื่อสัตย์ เขาจึงไม่พูดอะไรต่อ

   

   เขาหยิบเงินสิบสามหยวนห้าเหมาออกจากกระเป๋า มอบให้หลี่ชุ่ยชุ่ย

   

   “ฝ้าย15ชั่ง เท่านี้ฉันก็ทำเสื้อผ้าใหม่ให้ทุกคนในครอบครัวได้สบายๆเลย”

   

   สิบสามหยวนห้าเหมา เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายของครอบครัวทั้งเดือน!

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย หล่อนรับเงินมาด้วยความระมัดระวัง

   

   หล่อนจะเก็บเงินทั้งหมดไว้ เพื่อที่ในอนาคตสามีจะได้พาจิ่นเป่าไปหาหมอที่เมือง...

   

   “ฉันจะไปชั่งน้ำหนักฝ้ายให้เดี๋ยวนี้”

   

   เซี่ยเฟยฝานหยิบสมุดเล่มเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าแล้วส่งให้เย่เสี่ยวจิ่น

   

   “จิ่นเป่า นี่ของหนูนะ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมองดู มันเป็นสมุดปกกระดาษสีเหลือง มีตัวอักษรสีแดงเขียนอยู่ว่า ‘สมุดบันทึกคะแนนงาน’

   

   เธอดีใจมาก รีบเปิดออกดู ก็เห็นคะแนน300คะแนน

   

   “300คะแนน?”

   

   “ใช่” หลินจวงกล่าวด้วยความอิจฉา “ผมได้วันละ10คะแนนเอง”

   

   “300คะแนน เท่ากับจำนวนของทั้งเดือนเลยนะ”

   

   เซี่ยเฟยฝานตบบ่าหลินจวง “อาหารไก่ที่เสี่ยวจิ่นทำ ช่วยให้เราชดเชยความเสียหายได้มากขนาดนี้”

   

   “เดือนนี้ เธอยังต้องให้คำแนะนำทางเทคนิคกับฟาร์มไก่ของเรานะ”

   

   “ให้คะแนนทั้งเดือน แบบนี้มันไม่มากไปเหรอ?”

   

   “ไม่มาก ไม่มากเลย” หลินจวงโบกมือปฏิเสธด้วยความอิจฉา “มีฝีมือแบบนี้ ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญได้เลยนะ”

   

   เขาหัวเราะแห้งๆหลายที รู้อยู่ว่าแม้ตัวเองเรียนการเลี้ยงไก่มา

   

   แต่พอเจอโรคระบาดที่รวดเร็วและรุนแรงแบบนี้ …ตัวเขาเองก็จนปัญญา

   

   จิ่นเป่าอายุแค่สามขวบกว่า แต่กลับสามารถรักษาโรคระบาดได้จริงๆ

   

   ถ้าไม่ได้เห็นกับตา ใครจะไปเชื่อล่ะ

   

   อีกทั้งเธอยังใช้แค่ผักหญ้าธรรมดา ธรรมดา นี่เอง

   

   “จิ่นเป่า เมื่อไหร่จะสอนฉันบ้าง ฉันยินดีจ่ายค่าเล่าเรียนเลยนะ”

   

   “ไม่ได้หรอก เรื่องนี้ไม่เผยแพร่นะ” เย่เสี่ยวจิ่นปฏิเสธด้วยความยินดี

   

   เธอกอดสมุดเล่มเล็กนี้ไว้ แม้ไม่รู้ว่า300คะแนนงานนี้มีค่าเท่าใด แต่ก็รู้สึกว่ามันเยอะมาก

   

   ระหว่างที่เธอกำลังนับนิ้วคำนวณอยู่นั้น

   

   เสียงของระบบก็ดังขึ้น

   

   [ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่คุณได้บรรลุความสำเร็จสำหรับเงินก้อนแรก ได้รับรางวัลเป็นฝ้ายคุณภาพดี50กิโลกรัม!]

   

   [ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับภารกิจย่อย ‘แรงงานคือเกียรติยศ’ สร้างรายได้1,000คะแนนงาน! รางวัลคือสิทธิ์ในการสุ่มรางวัลระดับพิเศษหนึ่งครั้ง!]

   

   สายตาของเย่เสี่ยวจิ่นเต็มไปด้วยความตกตะลึง

   

   ฝ้าย50กิโลกรัม ไม่ได้ทำให้เธอดีใจมากนัก

   

   กลับเป็นการสุ่มรางวัลระดับพิเศษที่ทำให้เธอตกตะลึง!

   

   การสุ่มขั้นสูงสุด เริ่มต้นก็เป็นรางวัลระดับAขึ้นไปแล้ว!

   

   ใจเธอเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น แต่ครู่ต่อมา ราวกับถูกราดด้วยน้ำเย็นหนึ่งกะละมัง

   

   เธอยังขาดอีกตั้ง700คะแนน...

   

   ต่อให้ไปเลี้ยงไก่ทุกวันก็ไม่แน่ว่าจะหาได้ครบ!

   

   ภารกิจนี้สำหรับเด็กอายุสามขวบอย่างเธอ มันช่างยากเย็นแสนเข็ญเสียจริง



 บทที่ 18: ข่าวลือทำร้ายคน

   

   แต่เย่เสี่ยวจิ่นก็คิดได้ว่าอย่างไรภารกิจนี้ก็ไม่มีกำหนดเวลา ค่อยๆทำไปก็ได้อยู่ดี

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยยื่นฝ้ายให้กับเซี่ยเฟยฝาน

   

   หลังจากที่ทั้งสองคนจากไปแล้ว หล่อนก็นำเงินสิบสามหยวนห้าเหมาออกมาดูด้วยความตื่นเต้น

   

   “จิ่นเป่า ฝ้ายที่เทพเซียนให้มามันขายได้เงินจริงๆด้วยเหรอเนี่ย?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นยิ้ม “แน่นอนสิคะ เพราะฝ้ายของเราดีจริงๆนี่คะ ของดีราคาแพงที่ไหนก็ขายได้อยู่แล้ว”

   

   “ต่อไปถ้าเราปลูกเองได้เยอะๆ ก็นำไปขายได้ทั้งหมดเลย”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยหัวเราะ “ถึงเอาที่ดินแถวบ้านเราทั้งหมดมาปลูกก็คงไม่พอหรอกจ้ะ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นคำนวณเวลาคร่าวๆ ระบบบอกว่าภายในสองปีนี้จะมีการแบ่งที่ดิน ค่อยปลูกตอนนั้นก็ได้

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเก็บเงินใส่ถุงผ้าใบเล็กๆ แล้วพูดกับเธอว่า “นี่คือกระปุกออมสินของจิ่นเป่านะ”

   

   เธอส่ายหน้า “เด็กตัวแค่นี้ไม่ต้องใช้เงินหรอก แม่เอาไปใช้เถอะ”

   

   “ไม่ได้หรอก เผื่อไว้ใช้ยามจำเป็น”

   

   หิมะตกติดต่อกัน5วัน พื้นดินจึงขาวโพลนไปด้วยหิมะ

   

   ทุกค่ำคืน เย่เสี่ยวจิ่นหลับสบาย มีผ้าห่มอุ่นๆห่มกาย ไม่ต้องกลัวหนาวจนสะดุ้งตื่นอีกต่อไป

   

   เธอสวมเสื้อฝ้ายตัวใหม่

   

   แม่ก็มีเสื้อและกางเกงฝ้ายตัวใหม่เช่นกัน

   

   นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่ชุ่ยชุ่ยได้สัมผัสกับฤดูหนาวอันอบอุ่น นับตั้งแต่แต่งงานเข้าบ้านตระกูลเย่

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยทั้งขยันและทำงานเก่ง เย็บเสื้อผ้าและผ้าห่มผืนใหม่ให้ทุกคนในครอบครัว

   

   พอฟ้าสาง

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยก็ตื่นขึ้นมา “จิ่นเป่า วันนี้แม่ต้องไปที่ฟาร์มไก่แล้วนะ”

   

   “ลูกจะอยู่บ้าน หรือไปกับแม่ดี?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นขยับตัวในผ้าห่มอย่างงัวเงีย “หนูอยู่บ้านรอแม่กลับก็ได้”

   

   พอหลี่ชุ่ยชุ่ยออกไปแล้ว เธอก็ขดตัวนอนต่ออีกสักงีบ

   

   จนกระทั่งสิบโมงเช้าจึงตื่นมาหาอะไรลงท้อง ก่อนจะออกไปริมแม่น้ำ เดินลุยน้ำค้างยามเช้าไปตามทาง

   

   เธอเก็บจูเฉ่าได้มากโข เลยวางกองไว้ริมทาง

   

   ค่อยกลับมาขนหลายๆรอบก็ยังทัน

   

   “จิ่นเป่า!”

   

   ยังไม่ทันถึงไหน ก็มีเสียงใครบางคนตะโกนเรียก

   

   เธอหันกลับไปมองก็เห็นโจวเหวินรุ่ยกับเด็กๆอีกกลุ่มหนึ่งวิ่งเข้ามาหา

   

   โจวเหวินรุ่ยชอบเล่นกับเธอ พอเห็นเธอหอบจูเฉ่าก็รีบพูดขึ้นว่า “จิ่นเป่า พวกเรามาช่วยแล้ว”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมองดูเขาเรียกเพื่อนๆให้ช่วยกันขนจูเฉ่าอย่างขะมักเขม้น

   

   ในใจก็นึกแอบขัน เจ้าเด็กน้อยผู้อ่อนแอนี่ ชัดๆว่าเป็นคนที่มีประโยชน์ไม่น้อยเลย

   

   แม้ว่าในบรรดาเด็กๆแล้ว เย่เสี่ยวจิ่นจะเป็นน้องเล็กที่สุด แต่กลับทำตัวราวกับเป็นหัวหน้ากลุ่ม นำทุกคนกลับมายังบ้านของเธอ

   

   โจวเหวินรุ่ยเดินต้อยๆตามติดเย่เสี่ยวจิ่นไปทุกฝีก้าว “จิ่นเป่า เธอเหนื่อยหรือเปล่า”

   

   “ไม่เหนื่อย”

   

   “แต่ว่า เธอตัวเล็กนิดเดียวเองนะ”

   

   “นายก็ตัวเล็กเหมือนกัน”

   

   “ฉันตัวโตกว่าเธอตั้งเยอะ” โจวเหวินรุ่ยบ่นอุบอิบ พูดมากเสียจริง

   

   ระหว่างทางเดินกลับบ้าน พวกเขาก็ไม่รู้สึกเบื่อเลย

   

   เมื่อมาถึงบ้านแล้ว

   

   เย่เสี่ยวจิ่นแบ่งไก่ย่างที่ทำให้ทุกคนกิน แล้วก็เริ่มลงมือทำอาหารไก่สูตรเฉพาะของเธอ

   

   “รุ่ยเป่า ที่นี่ไม่สนุก ไปเล่นที่สนามกันดีกว่า”

   

   “ใช่ รุ่ยเป่า ไปเล่นลูกแก้วกันเถอะ”

   

   “ใช่ ไปเล่นลูกแก้วกัน”

   

   มีคนเริ่มส่งเสียงชวนแล้ว

   

   แต่โจวเหวินรุ่ยยังคงนั่งยองๆอยู่ข้างๆจิ่นเป่า คอยช่วยส่งหญ้าให้ไก่

   

   เด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักอายุประมาณหกเจ็ดขวบ พูดขึ้นว่า “รุ่ยเป่า ไปเล่นที่บ้านฉันสิ พี่สาวฉันซื้อตุ๊กตาแมวน้อยมา น่ารักมาก เล่นสนุกด้วย”

   

   “พวกเธอไปเล่นกันเถอะ ฉันอยู่ที่นี่แหละ” โจวเหวินรุ่ยพูด

   

   เด็กหญิงเริ่มมีท่าทีไม่พอใจ “รุ่ยเป่า นายดูสิ ที่นี่มีอะไรน่าเล่น ดูคนสับหญ้าให้ไก่ น่าเบื่อจะตาย”

   

   “และที่นี่มันโทรมๆเก่าๆ ไม่เห็นจะดีเลยสักนิด” เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นอย่างไม่ชอบใจ

   

   “ถ้าพี่ชายนายรู้ว่านายมาเล่นที่นี่ เขาต้องดุนายแน่ๆ”

   

   ดวงตากลมโตของเย่เสี่ยวจิ่นมองสำรวจเด็กหญิงตรงหน้าอย่างพินิจ เธอคือเซี่ยวหรุยหรุ่ย น้องสาวของเซี่ยวเยว่ เด็กหญิงที่ขึ้นชื่อเรื่องการแต่งตัวโดดเด่นที่สุดในหมู่เด็กๆแถวนี้ เพราะในขณะที่เด็กคนอื่นๆยังต้องสวมเสื้อผ้าเก่าๆต่อๆกันมา แต่พี่สาวของเธอกลับพาเธอไปซื้อเสื้อผ้าทันสมัยถึงในเมือง

   

   “รุ่ยเป่า ถ้านายไม่ไป ฉันจะไม่ยอมเล่นกับนายอีกแล้ว” เซี่ยวหรุยหรุ่ยทำท่าทีเบื่อหน่ายกับสถานที่แห่งนี้ ก่อนจะหันไปขู่เพื่อนเล่นตัวน้อย

   

   โจวเหวินรุ่ยไม่สนใจคำขู่ เหมือนไม่แยแสต่อสิ่งที่หล่อนพูด เซี่ยวหรุยหรุ่ยเห็นท่าทีเช่นนั้น จึงเปลี่ยนน้ำเสียงอ่อนลง “รุ่ยเป่า ไปกันเถอะนะ”

   

   เซี่ยวหรุยหรุ่ยชอบมาเล่นกับโจวเหวินรุ่ยมากที่สุด เพราะเขาเป็นเด็กชายจากในเมือง วันที่เขาย้ายมาที่นี่ พวกเขามาพร้อมกับรถคันเล็กน่ารักเสียด้วย

   

   เขาแต่งตัวไม่เหมือนเด็กคนอื่นในหมู่บ้าน ผิวพรรณผุดผ่องราวกับตุ๊กตาชั้นดี

   

   “ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น พวกเธอรีบไปกันได้แล้ว” โจวเหวินรุ่ยส่ายหน้า

   

   “รุ่ยเป่า อย่าไปเล่นกับเด็กคนนั้นเลย เดี๋ยวซวยไปด้วยหรอก”

   

   “พี่สาวฉันเล่าให้ฟังแล้ว ครอบครัวนี้ร้ายกาจจะตาย”

   

   “แม่เด็กนั่นขี้เกียจ ส่วนเด็กนั่นก็เป็นตัวซวย ใครๆก็ต้องอยู่ห่างๆไว้”

   

   โจวเหวินรุ่ยกะพริบตาปริบๆ “ไม่จริงสักหน่อย พวกเธอนั่นแหละชอบพูดมั่ว จิ่นเป่าเป็นเด็กดีจะตาย”

   

   เด็กคนอื่นๆพากันเดินจากไป เหลือเพียงเซี่ยวหรุยหรุ่ยที่จ้องมองเธอตาขวางก่อนจะเดินตามเพื่อนๆไป เย่เสี่ยวจิ่นไม่เข้าใจว่าทำไมรุ่ยเป่าถึงเข้าข้างเด็กน่ารังเกียจอย่างเธอ

   

   โจวเหวินรุ่ยเดินตามเธอต้อยๆ พร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “จิ่นเป่า ฉันช่วยทำงานนะ”

   

   “เดี๋ยวเธอปิ้งให้ฉันกินอีกอันได้ไหม”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “ที่บ้านนายมีของอร่อยตั้งเยอะ ทำไมต้องมากินที่นี่ด้วย”

   

   “ก็นี่ไง ของที่จิ่นเป่าทำอร่อยที่สุดแล้ว”

   

   จิ่นเป่าสบตากับดวงตาที่เป็นประกายของเขา ก่อนจะยอมแพ้ ปิ้งไก่ให้เขาอีกอัน “เป็นเด็กจอมงอแงจริงๆ”

   

   โจวเหวินรุ่ยอยู่เล่นจนเย็น พี่ชายมารับถึงยอมกลับบ้าน

   

   หิมะหยุดตก ชาวบ้านเริ่มกลับไปทำงานตามปกติ

   

   ตอนเย็นหลังเลิกงาน ทุกคนต่างเดินกลับบ้านพร้อมกับพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

   

   หลังจากเลิกงาน หลี่ชุ่ยชุ่ยบังเอิญเจอกับหยางเจวียนที่เพิ่งกลับมาจากสวนผลไม้ ทั้งสองคนจึงเดินกลับบ้านด้วยกัน

   

   หยางเจวียนถามด้วยความสงสัย “ชุ่ยชุ่ย ช่วงนี้ทำงานที่ฟาร์มไก่เป็นยังไงบ้าง”

   

   “ได้ยินมาว่าเธอเคยหอบตะกร้าไข่ใบเบ้อเร่อกลับบ้านด้วยนี่”

   

   “ที่นั่นเงินดีขนาดนั้นเลยเหรอ?”

   

   ในกลุ่มของหยางเจวียน มีแต่หลี่ชุ่ยชุ่ยคนเดียวเท่านั้นที่ทำงานในฟาร์มไก่ในหมู่บ้าน

   

   ตอนนี้ใครๆก็พูดกันว่าการทำงานในฟาร์มไก่นั้นสบายจะตาย

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยยิ้ม “ที่ฟาร์มไก่ก็ดีนะ ไม่เหนื่อยอะไร พวกเขาก็ใจดีกันทุกคน”

   

   “ส่วนไข่น่ะ หัวหน้าทีมเขาให้ลูกสาวฉันมา”

   

   หยางเจวียนเห็นว่าหลี่ชุ่ยชุ่ยสบายดีก็พลอยยินดีไปด้วย “อย่างนั้นก็ดีแล้ว เธอไม่รู้หรอกว่าเซี่ยวเยว่คนนั้นน่ะ นิสัยเสียยิ่งกว่าอะไรดี วันๆเอาแต่หาเรื่องชาวบ้าน”

   

   “วันนี้ก็ปากเสียอีกละ เกือบโดนคนเขาตีซะแล้ว สมน้ำหน้า”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยได้แต่ยิ้ม ไม่พูดอะไร

   

   ฝ่ายเซี่ยวเยว่ที่บังเอิญเดินผ่านมาเห็นทั้งสองคนคุยกันอยู่ก็ตั้งใจเดินเข้าไปหา

   

   ใบหน้าของเซี่ยวเยว่ยังมีรอยฟกช้ำอยู่บ้าง คงเป็นเพราะวันนี้เป็นวันไม่ดี เจอเรื่องขัดใจมาเลยอยากจะหาที่ระบาย

   

   พอเห็นหลี่ชุ่ยชุ่ย หล่อนจึงคิดหาเรื่องเยาะเย้ยสักสองสามคำ ระบายความขุ่นมัวในใจ

   

   เพราะรู้ดีว่าคนอื่นคงไม่มีทางใจดีเหมือนหลี่ชุ่ยชุ่ยหรอก

   

   “หยางเจวียน นี่ยังคบกับหลี่ชุ่ยชุ่ยอยู่เหรอ?”

   

   “ไม่รู้หรือไงว่าพ่อแม่สามีของผู้หญิงคนนี้พูดจาดูถูกไว้ยังไงบ้าง?”

   

   “คนใจดำเห็นแก่ตัวแบบนั้น ระวังเถอะ สักวันก็คงหักหลัง แล้วก็หาเรื่องใส่ร้ายป้ายสีเธอลับหลังแน่!”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยถามว่า “พ่อแม่สามีฉัน พวกเขาพูดอะไรถึงฉันเหรอ”



บทที่ 19: ทักษะการปลูกผลไม้ขั้นต้น


   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้ดีว่าพ่อแม่สามีของหล่อนเป็นคนอย่างไร คนในหมู่บ้านนี้ชอบเรื่องชาวบ้านจะตายไป เรื่องดีไม่เท่าใด แต่ถ้าเป็นเรื่องเสียหายละก็ แพร่กระจายไปไวยิ่งกว่าอะไร

   

   ช่วงนี้หิมะตกหนัก ทุกคนไม่ได้ออกไปทำงาน ได้แต่มานั่งจับกลุ่มคุยกัน

   

   เย่ฉู่เฉียงกับหลิวต้าเม่ยก็เอาแต่พูดใส่ร้ายป้ายสีหล่อนไปทั่ว

   

   แน่นอนว่า เซี่ยวเยว่ต้องได้ยินเรื่องนี้เข้าบ้าง

   

   “อย่ามาพูดจาเหลวไหล” หยางเจวียนรีบพูดขึ้นทันควัน

   

   “ฉันพูดเหลวไหลงั้นเหรอ เธอน่ะแอบไปซื้อฝ้ายตั้งเยอะ พ่อแม่ตัวเองแท้ๆ อยากได้มาทำเสื้อผ้าสักตัวสองตัวก็ไม่ยอมให้”

   

   “อาศัยตอนสามีไม่อยู่บ้าน ยุยงคนนอกให้ไปด่าพวกเขาทั้งสอง ต้องการให้พวกเขาตายๆไปให้พ้นๆ นี่มันเรื่องที่คนทำกันลงคอหรือไง”

   

   “บีบบังคับให้ผู้ใหญ่ไปตาย ใครกันที่ทำเรื่องแบบนี้ลงไปได้”

   

   ‘ฉันรังเกียจเธอเหลือเกิน’ เซี่ยวเยว่คิดในใจ

   

   หล่อนรู้สึกหมั่นไส้หลี่ชุ่ยชุ่ยที่ทำตัวเป็นคนดี

   

   ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังจะเป็นคนหรือเป็นผีกันแน่

   

   สีหน้าของหลี่ชุ่ยชุ่ยเปลี่ยนเป็นน่าเกลียดเล็กน้อย

   

   หลายคนมองมาที่พวกหล่อน โดยที่หล่อนเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังพูดอะไรกัน

   

   รู้สึกเหมือนกับว่าทุกคนกำลังซุบซิบนินทาว่าร้ายหล่อน

   

   “ชุ่ยชุ่ย อย่าไปสนใจหล่อนเลย” หยางเจวียนคว้าแขนหลี่ชุ่ยชุ่ยไว้

   

   “พวกเรารู้ดีว่าเธอเป็นคนยังไง”

   

   “ไปกันเถอะ อย่าไปฟังคำพูดพวกนั้นเลย”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเดินตามหยางเจวียนไปข้างหน้า แต่ก็ยังได้ยินเสียงเซี่ยวเยว่ด่าทอไล่หลังมา

   

   ความรู้สึกเหมือนถูกคนแทงข้างหลังแบบนี้ มันช่างแย่เสียจริง

   

   โดยเฉพาะกับคนอย่างหล่อนที่ทำแต่งานอย่างซื่อสัตย์มาตลอด

   

   “พี่เจวียน” หล่อนรู้สึกแย่เหลือเกิน “พ่อแม่สามีฉันไปพูดจาแบบนั้นข้างนอกจริงๆเหรอ”

   

   หยางเจวียนอึกอักไปครู่หนึ่ง “พูดแบบนั้นก็จริง แต่...ทุกคนเขาก็แค่ฟังเท่านั้นแหละ”

   

   “เธออย่าไปใส่ใจเลย เรื่องนี้เดี๋ยวอีกไม่กี่วันก็ไม่มีใครพูดถึงแล้ว”

   

   “แค่พ่อสามีเธอนั่นแหละ พูดลับหลังว่าจะให้สามีเธอกลับมาสั่งสอน ฉันว่าสามีเธอเขาก็ไม่กล้าหรอก!”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยอยากจะพูดอะไรต่อ แต่ก็หยุด หล่อนไม่เข้าใจจริงๆ

   

   ตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด ทำไมถึงต้องมาโดนแบบนี้ด้วย

   

   ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงมากแล้ว

   

   ที่บ้าน เย่เสี่ยวจิ่นทำอาหารไก่เสร็จแล้ว และใส่ไว้ในกระสอบ

   

   “ในที่สุดก็เสร็จสักที พอให้กินได้อาทิตย์หนึ่งเลยละ”

   

   “เอาไว้ทำอาหารไก่ อาทิตย์หน้านะ!”

   

   เธอไปก่อไฟหุงข้าว รอแม่กลับมา

   

   ตอนที่หลี่ชุ่ยชุ่ยกลับมา สีหน้าของหล่อนก็ดูเศร้าหมอง

   

   เมื่อเห็นว่าลูกอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว หล่อนก็รู้สึกปลื้มใจ

   

   “จิ่นเป่า ทำไมลูกถึงได้น่ารักอย่างนี้ ลูกทำเองได้ยังไง”

   

   “แม่คะ” เธอสังเกตเห็นสีหน้ากังวลของผู้เป็นแม่ “แม่เป็นอะไรไปคะ มีใครรังแกแม่หรือเปล่า”

   

   “ไม่มีหรอก”

   

   เธอเอียงศีรษะ “หนูดูออกน่า แม่โดนรังแกมาแน่ๆ”

   

   “เป็นคุณปู่คุณย่า หรือว่าหัวหน้าเซี่ยวคนนั้นอีกคะ”

   

   “ไม่มีอะไรหรอกลูก แม่แค่เพิ่งค้นพบว่า การเป็นคนดีมันไม่เห็นจะน่าชื่นชมตรงไหน” หลี่ชุ่ยชุ่ยเอ่ยด้วยรอยยิ้มแสนขมขื่น ก่อนจะเดินไปผัดกับข้าวต่อ

   

   ก่อนหน้านี้ หล่อนเป็นลูกสะใภ้ที่แสนดี ยอมทำตามที่แม่สามีอย่างหลิวต้าเม่ยและพ่อสามีอย่างเย่ฉู่เฉียงสั่งทุกอย่าง ทั้งหล่อนและสามีต่างก็เชื่อฟังพวกเขาทั้งสองราวกับพระเจ้า

   

   แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขากลับไม่เคยเห็นใจหรือสำนึกในบุญคุณของหล่อนและสามีเลยแม้แต่น้อย

   

   พอคราวนี้หล่อนขัดใจพวกเขาเพียงครั้งเดียว พวกเขากลับใส่ร้ายป้ายสีหล่อนสารพัด ราวกับว่าสิ่งของที่พวกเขาเคยเอาไปจากหล่อนไม่มีค่าอะไรเลยสักนิด

   

   ตกดึก ขณะที่กำลังนอนหลับ เย่เสี่ยวจิ่นก็ได้ยินเสียงพลิกตัวไปมาของหลี่ชุ่ยชุ่ยด้วยความกังวล

   

   เธอจึงเอื้อมมือไปจับมือหลี่ชุ่ยชุ่ยไว้ แล้วพูดปลอบว่า “แม่คะ อย่าคิดมากเลยค่ะ”

   

   “ถ้าใครทำให้แม่รู้สึกแย่ แม่ก็ทำให้พวกเขารู้สึกแย่กลับไปบ้าง หรือไม่ก็ไม่ต้องไปสนใจพวกเขาเลยค่ะ ปล่อยเขาไป”

   

   ขณะที่หลี่ชุ่ยชุ่ยกำลังฟังลูกสาวตัวน้อยพูดจาออดอ้อนอย่างมีเหตุผล จู่ๆหล่อนก็หลุดขำออกมา ความกังวลในใจพลันมลายหายไปสิ้น

   

   “จิ่นเป่าพูดถูก สมกับที่เป็นเด็กฉลาดจริงๆ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นหัวเราะคิกคัก

   

   ในการสุ่มห้าครั้งติดต่อกัน เธอได้รับปุ๋ยบำรุงพืชครบวงจร100กรัม ฟิล์มกันหนาวแบบบาง2,000เมตร

   

   ส่วนอีกสามอย่างคือ เมล็ดพันธุ์มันเทศคุณภาพดี1,000เมล็ด ต้นกล้าสตรอว์เบอร์รีคุณภาพดี50ต้น และต้นท้อคุณภาพดี15ต้น

   

   และยังมีรางวัลระดับA คือทักษะการปลูกผลไม้ขั้นต้น

   

   เทียบเท่ากับเกษตรกรผู้มีประสบการณ์การปลูก10ปี

   

   เช้าวันใหม่มาเยือน

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยจดจำคำพูดของลูกสาวได้ขึ้นใจ อารมณ์จึงดีขึ้นมาก และกลับไปทำงานที่ฟาร์มไก่

   

   เย่เสี่ยวจิ่นหยิบจอบขึ้นมา แล้วลงมือพรวนดินในพื้นที่ว่างข้างบ้าน ภาพความรู้เรื่องการปลูกผลไม้มากมายผุดขึ้นมาในหัว

   

   “ปลูกสตรอว์เบอร์รีก่อนดีกว่า สตรอว์เบอร์รีเป็นของหายาก เอาไปขายที่ตลาดได้ราคาดี”

   

   “ยิ่งปลูกตอนนี้ ยิ่งเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว”

   

   “ส่วนต้นท้อ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาปลูกหลายปี”

   

   พื้นที่เล็กๆข้างบ้านของเธอ ปกติแล้วใช้สำหรับตากข้าว

   

   เธอต้องการลงทุนน้อยที่สุด แต่ได้ผลตอบแทนสูงสุด

   

   เย่เสี่ยวจิ่นขุดดินเป็นร่องเล็กๆหลายร่อง

   

   ตอนโจวเหวินรุ่ยมาถึง เห็นเธอกำลังก้มๆเงยๆ บ่นพึมพำอะไรบางอย่างอยู่แถวนั้น

   

   เขาจึงค่อยๆย่องเข้าไปใกล้ๆ

   

   ขณะนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงเล็กๆแว่วมา ราวกับท่องหนังสือ “ต้นสตรอว์เบอร์รีต้องปลูกให้โค้งเข้าหากัน ผลของมันจะได้ออกด้านนอกตรงร่อง...”

   

   “แบบนั้นผลสตรอว์เบอร์รีจะได้รับแสงแดดเต็มที่ ผลจะได้สุกเร็วและหวานด้วย...”

   

   “หนึ่งหลุมปลูกสองต้น โค้งเข้าหากัน...”

   

   เธอพึมพำกับตัวเองเป็นระยะ พร้อมกับครุ่นคิดไปด้วย

   

   แต่ดูเหมือนว่ามือกับสมองของเธอจะทำงานแยกกัน

   

   ถึงแม้ว่าในหัวจะยังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทาง แต่กลับลงมือทำได้อย่างคล่องแคล่ว

   

   พรวนดิน ปลูกต้นกล้า

   

   ทุกอย่างดูเป็นมืออาชีพมาก

   

   “จิ่นเป่า นี่เธอกำลังปลูกสตรอว์เบอร์รีอยู่เหรอ?” โจวเหวินรุ่ยเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็น

   

   เธอสะดุ้งสุดตัว “นี่นายเดินมาไม่คิดส่งเสียงเลยเหรอ”

   

   “ฉันยืนอยู่ตรงนี้นานแล้วนะ เธอน่ะมัวแต่ตั้งใจทำอะไร ไม่เห็นฉันเลย”

   

   โจวเหวินรุ่ยนั่งยองๆ มองเย่เสี่ยวจิ่นทำงานอย่างขะมักเขม้น

   

   “จิ่นเป่า เธอปลูกทำไมเหรอ”

   

   “ก็ปลูกเอาไว้ขายยังไงล่ะ ถึงตอนนั้นได้เงินเยอะแน่ๆ”

   

   โจวเหวินรุ่ยพยักหน้า เห็นพ้องด้วยกับความคิดนี้ จิ่นเป่าช่างเป็นเด็กที่ฉลาดจริงๆ ตัวแค่นี้ก็คิดหาเงินแล้ว

   

   เขาอมยิ้มอย่างเอ็นดู “เก่งมาก เด็กน้อย”

   

   เซี่ยวหรุยหรุ่ยพาพวกมาหาโจวเหวินรุ่ยบังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้าพอดี

   

   “หาเงิน? นั่นมันสตรอว์เบอร์รีปลอมไม่ใช่เหรอ”

   

   “เย่เสี่ยวจิ่นบ้าไปแล้วรึไง ถึงเอาเจ้าสิ่งนี้มาปลูกไว้ที่นี่... สมองไม่ค่อยดีรึไง”

   

   “ก่อนหน้านี้ฉันเคยได้ยินมาว่า เธอเป็นเด็กปัญญาอ่อน”

   

   “เด็กปัญญาอ่อนคนนี้น่ะเหรอ วันๆเอาแต่ถอนหญ้าเลี้ยงหมู หาแต่พืชพรรณไร้ค่า คิดแต่จะหาเงินจนเป็นบ้าไปแล้ว...”

   

   เซี่ยวหรุยหรุ่ยดูราวกับองค์หญิงน้อย มองเย่เสี่ยวจิ่นด้วยสายตาเหยียดหยาม รังเกียจอย่างถึงที่สุด

   

   เสอเหมยเป็นวัชพืชข้างทาง ใบคล้ายกับใบสตรอว์เบอร์รีมาก

   

   เซี่ยวหรุยหรุ่ยจำผิดเต็มๆ

   

   “นี่คือสตรอว์เบอร์รี ราคาแพงมากนะ” โจวเหวินรุ่ยทำหน้าบึ้ง ขณะแก้ให้ “มีขายเฉพาะในเมืองใหญ่เท่านั้น”

   

   “ไม่ใช่นะ เธอหลอกนายแล้ว!” เซี่ยวหรุยหรุ่ยพูดเสียงดัง “เสอเหมยมีอยู่ทั่วไปข้างทาง เธอเป็นแค่เด็กหลอกลวง”

   

   “รุ่ยเป่า อย่าไปเล่นกับหล่อนเลย”

   

   โจวเหวินรุ่ยดูจะโกรธขึ้นมาบ้าง “พอแล้ว เธออย่ามากวนได้ไหม”

   

   “ฉันชอบเล่นกับจิ่นเป่า ไม่อยากเล่นกับเธอ”

   

   หล่อนไม่รู้ว่าตัวเองสู้เย่เสี่ยวจิ่นไม่ได้ตรงไหน

   

   หล่อนเป็นเด็กผู้หญิงที่หน้าตาน่ารักที่สุดแถวนี้ ไม่เคยถูกมองข้ามแบบนี้มาก่อน

   

   ด้วยความโมโห หล่อนจึงพาพวกพ้องกลับบ้าน

   

   พอถึงบ้าน เซี่ยวเยว่ซึ่งเป็นพี่สาวสังเกตเห็นว่าน้องสาวถูกคนทำให้เสียใจกลับมา

   

   “เป็นอะไร ร้องไห้ทำไม”

   

   เซี่ยวหรุยหรุ่ยบอกพี่สาวด้วยความเสียใจ “พี่จ๋า เย่เสี่ยวจิ่นเอาเสอเหมยมาหลอกล่อรุ่ยเป่า บอกว่าเป็นของมีค่า”

   

   “แถมยังหลอกอีกว่าวัชพืชพวกนั้นทำเงินได้มหาศาล”

   

   “ตอนนี้รุ่ยเป่าไม่สนใจฉันแล้ว ฮือๆๆ”

   

   พอได้ยินดังนั้น เซี่ยวเยว่ถึงกับสบถออกมา “คนจนๆคิดแต่เรื่องเงินทอง”



   [1] เสอเหมย หมายถึง สตรอว์เบอร์รีป่า มีใบและผลรวมคล้ายกับสตรอว์เบอร์รี แต่มีดอกสีเหลือง ผลมีพิษ กินไม่ได้



 บทที่ 20: ค่าพลังกาย


   

   ฝ่ายเซี่ยวเยว่ยิ่งเกลียดครอบครัวหลี่ชุ่ยชุ่ยมากขึ้นไปอีก

   

   “หรุ่ยหรุ่ย ไม่ต้องเสียใจไปหรอก โจวเหวินรุ่ยแค่สนใจหล่อนชั่วคราวเท่านั้น”

   

   “อีกไม่กี่วันเขาก็กลับมาเล่นกับเธอเหมือนเดิม”

   

   “ยัยเด็กขี้เหร่อย่างเย่เสี่ยวจิ่นเทียบกับน้องสาวของฉันไม่ได้หรอก”

   

   เซี่ยวหรุยหรุ่ยได้ยินดังนั้นก็หยุดร้องไห้ทันที “ใช่แล้ว หล่อนผอมแห้งแรงน้อย น่าเกลียดจะตาย”

   

   “ยัยเด็กขี้เหร่อย่างหล่อนเอาอะไรมาเทียบกับฉัน”

   

   เซี่ยวเยว่พยักหน้าเห็นด้วย พร้อมกับหัวเราะหึๆ

   

   ส่วนหลี่ชุ่ยชุ่ยกำลังทำงานอยู่ในฟาร์มไก่

   

   หล่อนหอบฟางแห้งไปปูพื้นเล้าไก่ และก็สังเกตเห็นว่ามีคนกลุ่มหนึ่งจ้องมองตนด้วยสายตาแผดเผา

   

   ผู้คนต่างซุบซิบนินทา ไม่รู้ว่ากำลังพูดอะไรกัน

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเม้มริมฝีปาก หัวใจหนักอึ้ง

   

   คิดว่าพวกเขากำลังพูดถึงเรื่องที่หล่อนขัดคำผู้ใหญ่

   

   “เธอคือหลี่ชุ่ยชุ่ยใช่ไหม” หญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้น

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยชะงักไปครู่หนึ่ง

   

   “ใช่ฉันเอง...มีอะไรหรือเปล่า” หล่อนตอบอย่างประหม่า

   

   “เธอนี่สุดยอดไปเลย”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยมองหญิงสาวอย่างงุนงง “หา?”

   

   หลี่ผิงมองหล่อนด้วยแววตาชื่นชม “ได้ยินมาว่าเธอกับลูกสาวเลี้ยงไก่เก่งมาก รักษาโรคระบาดในไก่ได้ด้วย”

   

   “พวกเธอเก่งจังเลย ไปเรียนรู้วิธีนี้มาจากที่ไหนกัน”

   

   “ปีนี้บ้านฉันก็ว่าจะเลี้ยงไก่สักสองตัว ขอรบกวนเธอสักหน่อยได้ไหม”

   

   ชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างพากันมามุงดู ล้วนแล้วแต่ชื่นชมในตัวหล่อน

   

   “พี่สะใภ้หลี่คะ ฉันก็อยากเรียนรู้จากพี่บ้าง”

   

   “ใช่ๆ ได้ยินว่าเมื่อก่อนพี่ทำงานที่สวนผลไม้ ฝีมือขนาดนี้ เสียดายแย่เลย”

   

   “ต่อไปนี้ พวกเราจะขอเรียนรู้จากพี่นะ อย่ารังเกียจพวกเราที่โง่เขลาเชียวล่ะ”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยหน้าแดงก่ำ รีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่ๆ ไม่ใช่ฉันหรอก เป็นลูกสาวฉันต่างหากที่เป็นคนทำอาหารไก่”

   

   ไม่เคยมีสักครั้งที่หล่อนจะได้รับความสนใจจากผู้คนมากมายขนาดนี้ ทำเอาหล่อนประหม่าจนทำตัวไม่ถูก

   

   หล่อนเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอด ไม่เคยได้รับความยกย่องเช่นนี้มาก่อน

   

   “ทุกคนเข้าใจผิดแล้ว…”

   

   ชาวบ้านเหล่านี้ช่างเรียบง่ายและจริงใจเสียจริง

   

   พอได้ยินว่าหลี่ชุ่ยชุ่ยผลิตอาหารที่สามารถรักษาโรคระบาดในไก่ได้ พวกเขาก็รู้สึกแปลกใจในตัวหล่อน และกลัวว่าคนเก่งๆแบบหล่อนจะเข้าหายาก

   

   ตอนนี้พอเห็นว่าหลี่ชุ่ยชุ่ยเป็นคนพูดจาสุภาพ พวกเขาก็เลยชอบหล่อน

   

   “เธอนี่ถ่อมตัวเกินไปแล้ว มีลูกสาวเก่งแบบนี้ เธอก็เก่งเหมือนกันนั่นแหละ!”

   

   “พี่สะใภ้หลี่ พวกเรามองพี่มานานหลายวันแล้ว พี่สะใภ้ทำงานขยันขันแข็ง เป็นคนเก่งจริงๆ”

   

   “ใช่ๆ แต่ว่าพี่ชอบอยู่คนเดียว ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร พวกเราเลยไม่กล้าเข้าไปคุยด้วย”

   

   วันนี้หลี่ชุ่ยชุ่ยต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ เพราะกลัวคนอื่นจะนินทาว่าร้าย

   

   แต่ตอนนี้กลับรู้สึกอบอุ่นหัวใจ

   

   รู้ว่าความหวังดีทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากลูกสาวของหล่อน

   

   เพราะลูกสาวมีความสามารถ หล่อนถึงได้รับความสนใจแบบนี้

   

   “ฉันกลัวว่าตัวเองจะพูดอะไรผิดไป เพราะฉันพูดไม่เก่งน่ะ”

   

   ทุกคนพากันหัวเราะและปลอบใจหลี่ชุ่ยชุ่ย

   

   ตอนที่หลี่ชุ่ยชุ่ยกลับบ้าน หล่อนยังคงมีรอยยิ้มเต็มใบหน้า อารมณ์ดีมาก

   

   เย่เสี่ยวจิ่นดึงมือแม่ไปดู ‘แปลงปลูกสตรอว์เบอร์รี’ ของตัวเอง

   

   บริเวณข้างบ้านมีพื้นที่เล็กๆปลูกสตรอว์เบอร์รีไว้เต็มไปหมด พร้อมทั้งคลุมด้วยพลาสติกกันความเย็น

   

   ต้นสตรอว์เบอร์รีแต่ละต้นเขียวขจี ลำต้นอวบอ้วน ใบก็ดูแข็งแรงสมบูรณ์

   

   “จิ่นเป่า นี่มันอะไรเหรอลูก”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นแนะนำด้วยความดีใจ “นี่คือสตรอว์เบอร์รีค่ะแม่ เป็นผลไม้หายากชนิดหนึ่ง”

   

   “พออากาศเริ่มอุ่นขึ้นอีกหน่อย ประมาณสองเดือนก็จะเริ่มเก็บผลได้แล้วค่ะ”

   

   “ถึงตอนนั้นเราก็เอาไปขายที่ตลาดได้ ได้ราคาดีเลยนะคะ”

   

   “สตรอว์เบอร์รี?” หลี่ชุ่ยชุ่ยดูเหมือนจะไม่ค่อยเชื่อหูตัวเองนัก

   

   หล่อนไม่รู้หรอกว่าสตรอว์เบอร์รีคืออะไร รู้แต่ว่ามันคือผลไม้อย่างหนึ่ง

   

   “จิ่นเป่า ชาวบ้านอย่างเราๆ เขาก็ปลูกผลไม้กินกันเองทั้งนั้นแหละ”

   

   “ถ้าอยากกินจริงๆ ขอจากบ้านอื่นมากินก็ได้”

   

   “ไม่เห็นจะมีใครไปซื้อผลไม้กินที่ตลาดหรอก...”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหน้า “แม่เชื่อหนูเถอะ คนเมืองเขารวยจะตายไป”

   

   “ถ้าของของเรามีคุณภาพดี ยังไงก็ขายได้อยู่แล้ว”

   

   ถึงแม้หลี่ชุ่ยชุ่ยจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่พอเห็นลูกสาวดูตื่นเต้น หล่อนก็ไม่อยากจะขัด

   

   “จ้ะๆๆ จิ่นเป่าของแม่ฉลาดที่สุดเลย”

   

   “รอให้ผลสุกก่อน ค่อยให้พ่อพาเข้าเมืองไปขาย… เอ่อ…”

   

   หล่อนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “นี่มันลูกอะไรนะ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นหัวเราะคิกคักพลางเอ่ยว่า “นี่คือสตรอว์เบอร์รีค่ะ”

   

   จากนั้นเธอก็ชี้ไปที่ริมลำธาร “แม่คะ พรุ่งนี้หนูจะไปถางหญ้าแถวนี้ แล้วปลูกต้นท้อเอาไว้”

   

   แม้พื้นที่ริมลำธารจะพอไถพรวนปลูกพืชได้ แต่ดินกลับไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์นัก

   

   ก่อนหน้านี้แม่เคยลองปลูกผักกาดขาวแถวนี้ และมันก็เติบโตได้ไม่ดีเท่าใด

   

   แต่เย่เสี่ยวจิ่นไม่ถือสาเรื่องนี้หรอก เพราะเธอมีปุ๋ยเร่งโตสูตรพิเศษอยู่ในมือ

   

   หลังจากหิมะตกไปหลายวัน อากาศก็กลับมาแจ่มใสและอบอุ่นขึ้น

   

   หลังจากกำจัดวัชพืชและใส่ปุ๋ยให้กับดินเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ก็ได้แต่รอคอยให้สายฝนโปรยปราย เพื่อที่จะลงมือปลูกต้นท้อได้เสียที

   

   เวลาผ่านไปห้าวันอย่างรวดเร็วจนถึงเวลาที่เย่เสี่ยวจิ่นรอคอย นั่นก็คือ ‘การหมุนไข่เสี่ยงโชค’ !

   

   เธออาบแดดอุ่นๆอยู่กลางแจ้ง ไม่ต้องอุดอู้อยู่ในบ้านมืดๆเหมือนครั้งก่อน

   

   “ระบบ เริ่มหมุนไข่เลย! ครั้งนี้ฉันต้องเป็นคนดวงดีให้ได้!” เธอรำพึงกับตัวเองอย่างมุ่งมั่น

   

   “ครั้งที่แล้วฉันหมุนได้ตั้งหก เอ่อ... ห้ารางวัลระดับBแน่ะ”

   

   “มีแค่รางวัลเดียวที่เป็นระดับA นั่นก็คือ ‘ทักษะการปลูกผลไม้ขั้นต้น’ ถึงมันจะมีประโยชน์มากก็เถอะ แต่ว่า...”

   

   “ใครบ้างล่ะที่ไม่อยากโชคดีกว่านี้” เสี่ยวจิ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ

   

   ระบบทนไม่ไหวจึงพูดขึ้นมาว่า [โฮสต์ คุณโชคดีมากแล้วนะ คนอื่นได้ยินเข้าคงอิจฉาตาร้อนแน่ๆ]

   

   เธอมองไปที่หน้าจอการหมุนไข่ จากนั้นก็กดปุ่มหมุนอย่างไม่ลังเล

   

   แสงสีรุ้งทั้งห้าพุ่งมาบรรจบกัน

   

   คราวนี้แสงทั้งหกเส้น นอกจากสีฟ้าสี่เส้นแล้ว ยังมีสีแดงกับสีส้มอีกด้วย

   

   “สีส้ม?”

   

   เธอกะพริบตาปริบๆ เจ้าSทั้งหลายล้วนเป็นสีม่วง แล้วสีส้มนี่คืออะไรกัน?

   

   [ยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับรางวัลระดับB อาหารไก่เสริมประสิทธิภาพ100กิโลกรัม]

   

   [ยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับรางวัลระดับB ลูกปลาเฉ่า30ตัว!]

   

   [ยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับรางวัลระดับB เมล็ดพันธุ์บวบคุณภาพดี1,000เมล็ด!]

   

   [ยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับรางวัลระดับB ปุ๋ยรวมธาตุอาหารพืช100กรัม!]

   

   [โชคลาภหลั่งไหล! ยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับรางวัลระดับA เครื่องกรองน้ำหนึ่งเครื่อง!]

   

   [โชคเข้าข้าง! ยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับรางวัลระดับเหนือA ค่าพลังกาย+1แต้ม!]

   

   ระบบส่งเสียงบ่นงึมงำ [โฮสต์ยังจะบอกว่าตัวเองไม่ใช่คนดวงดีอีกนะ]

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมองรางวัลแล้วเอามือลูบคางพลางบ่นพึมพำ “เครื่องกรองน้ำ...”

   

   “ดูเหมือนไร้ประโยชน์ แต่จริงๆแล้วก็จำเป็นนะ น้ำบ่อที่เราดื่มกัน พอฝนตกทีไรน้ำก็ขุ่นทุกที”

   

   “แล้วถ้าในน้ำมีแร่ธาตุแข็งอยู่ ฉันจะไม่เป็นนิ่วในไตเหรอ?”

   

   เธอเงยหน้ามองฟ้า คิดว่ามันก็สมเหตุสมผลดี

   

   จากนั้นก็ดูรางวัลระดับสูงกว่าA

   

   “นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ฉันสุ่มได้รางวัลระดับสูงกว่าA แค่เพิ่มค่าพลังกายมาให้1แต้มเนี่ยนะ?”

   

   “งกจัง! 1แต้มมันจะไปช่วยอะไรได้!”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นขมวดคิ้ว

   

   จากนั้นก็อ่านคำอธิบาย ค่าพลังกายเฉลี่ยของผู้ชายทั่วไปคือ10แต้ม ผู้หญิงทั่วไปคือ8แต้ม

   

   เธอเบิกบานใจในทันใด “10แต้ม นี่คือกำลังเต็มที่เลยเหรอ”

   

   “ถ้าอย่างนั้น ถ้าฉันสุ่มได้10ครั้ง ฉันก็จะมีเรี่ยวแรงเท่าผู้ชายเต็มตัวเลยน่ะสิ”

   

   “ปกติผู้ชายที่โตเต็มที่แบกข้าวสารได้ตั้งร้อยกว่าชั่งเชียวนะ”

   

   “แบบนี้ที่ก่อนหน้านี้ฉันหยิบของแค่1-2กรัมก็รู้สึกหนักแล้ว ตอนนี้ฉันก็สามารถหยิบได้เป็นสิบๆกรัมเลยสินะ”

   

   ดวงตาของเย่เสี่ยวจิ่นเป็นประกาย รีบวิ่งกลับบ้านไปทดลองทันที




จบตอน

Comments