paopao ep166-170

 บทที่ 166: ใบงาขี้ม่อนเยอะจัง


หลังจากรับประทานอาหารกลางวันมื้อนี้เสร็จแล้ว

 

หลิวต้าเม่ยค่อยๆเดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน พอเข้ามาในห้องเห็นทุกคนนั่งล้อมวงกันอยู่ก็ยิ้มแย้มพูดว่า "นี่คือครอบครัวตระกูลหลิวสินะ แล้วกำหนดวันแต่งงานกันหรือยัง?"

 

"ยังเลยครับ" เย่จื้อผิงรีบตอบ "นี่แค่กินข้าวด้วยกันเท่านั้น เด็กสองคนยังต้องได้ใช้เวลาทำความรู้จักกันอีก"

 

หลิวต้าเม่ยกระทืบเท้าทันที "แบบนี้ไม่ได้นะ รับเงินแล้ว กินข้าวแล้ว จะให้ตระกูลเย่เราเป็นเหยื่อรึไง?"

 

"ฉันว่าวันที่13 เดือน9 ตามปฏิทินจันทรคติก็ดีนะ ถึงตอนนั้นก็จัดงานแต่งงานเลย ไม่งั้นถ้าเลื่อนไปอีกก็จะเข้าฤดูหนาวแล้ว"

 

"ฉันดูแล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีฤกษ์ดีอีกแล้ว"

 

จริงๆแล้วหลิวเยว่ก็ไม่มีความเห็นอะไร 

 

ตอนแรกหล่อนรู้สึกพอใจและขอบคุณเย่จวินมาก ตอนนี้ก็มีความรู้สึกเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง

 

แค่รู้สึกว่าคนในตระกูลเย่ให้ความเคารพความคิดเห็นของหล่อนมากเกินไป

 

ตลอดมาไม่เคยมีการพูดถึงเรื่องแต่งงานเลย

 

ตอนนี้เมื่อมีคนหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา หล่อนก็รู้สึกประหม่าอยู่บ้างเป็นธรรมดา

 

เป็นครั้งแรกที่หล่อนหวังว่าขอให้เป็นไปตามนั้นเถอะ

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยก็รู้สึกสับสนอยู่บ้าง "งั้น...คุณพ่อแม่ยายคิดว่ายังไงคะ?"

 

หลิวคังอยากให้พวกเขาตกลงกันเร็วๆ 

 

ครอบครัวดีๆแบบนี้หายาก ถ้าตกลงกันเร็วๆก็จะไม่มีอะไรผิดพลาด

 

"ผมเป็นพ่อ ขอตัดสินใจแทนลูกสาวแล้วกัน"

 

"วันที่13 เดือน9 ตามปฏิทินจันทรคติ วันนี้ก็ดีนะ พอดีเหลืออีกกว่า 3เดือน ทางบ้านเราจะได้เตรียมสินเดิมไว้"

 

โดยทั่วไปแล้วการแต่งงานลูกสาวต้องเตรียมผ้านวมหลายผืน

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้ดีว่าสถานะทางการเงินของตระกูลหลิวตอนนี้ก็ไม่ค่อยดีนัก จึงรีบพูดว่า "ไม่ต้องเตรียมของพวกนั้นหรอกค่ะ บ้านเรามีทุกอย่างที่จำเป็นอยู่แล้ว"

 

"และพวกเรายังทำผ้านวมใหม่ๆไว้หลายผืนมากด้วย"

 

"ถึงเวลานั้น พวกคุณแค่มาร่วมงานแต่งงานก็พอแล้ว"

 

หลิวคังพยักหน้า รู้ว่าครอบครัวเย่มีเจตนาดี

 

แต่เขาก็ควรจะเตรียมของบางอย่างไปด้วย

 

หลี่จื่อหลานเห็นหลิวคังจะพูด จึงกล่าวว่า "บ้านพวกเราไม่มีเงินจริงๆ ในเมื่อแม่สามีพูดแบบนี้แล้ว ก็ตกลงตามนี้แล้วกัน"

 

เย่จื้อผิงและหลี่ชุ่ยชุ่ยไม่มีความคิดเห็นอะไร

 

เพราะที่บ้านมีไก่และเป็ดพอเพียงอยู่แล้ว อีกทั้งข้าวของเครื่องใช้ก็ครบครัน ผ้านวมตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิจนถึงฤดูหนาวก็อุ่นสบาย ล้วนเป็นของใหม่ทั้งนั้น

 

หลิวต้าเม่ย.อดหัวเราะออกมาไม่ได้ เมื่อเห็นว่าพวกเขาช่างตระหนี่จริงๆ

 

แต่เรื่องราวเป็นไปแบบนี้แล้ว นางจึงไม่อยากพูดอะไร

 

"เสี่ยวเยว่เอ๋ย ดูสิว่าครอบครัวเราดีกับเธอขนาดไหน รีบๆให้กำเนิดหลานชายตัวอ้วนๆ ให้บ้านเย่สามของเราเร็วๆหน่อยนะ"

 

"ฉันก็อยากจะได้พรนั้นบ้าง จะได้เป็นย่าทวดสักที"

 

เย่จื้อผิงหยิบแตงโมที่วางไว้ข้างบ่อน้ำมา

 

ตอนนี้แตงโมเย็นจัดแล้ว

 

ช่วงนี้ไร่แตงโมถูกขุดไปรอบหนึ่ง แม้แตงโมที่เหลืออยู่หลายลูกจากการเก็บเกี่ยวตอนแรกจะไม่สวยงามนัก แต่เย่จื้อผิงก็เอากลับบ้านมาหมด

 

พอผ่าออกมาก็กินได้เหมือนกันทั้งนั้น

 

คนในครอบครัวหลิวกินแตงโมกันอย่างเอร็ดอร่อย อดไม่ได้ที่จะชมว่าแตงโมอร่อยมาก

 

พอถึงช่วงบ่ายสองโมงกว่าๆ คนในครอบครัวหลิวก็แยกย้ายกันกลับไป

 

วันนี้หลิวเยว่ไม่กล้าเงยหน้าสู้หน้าคนในครอบครัวเย่เลย แอบขอโทษเย่จวินลับหลัง

 

"เธอไม่ต้องทำแบบนี้หรอก มันไม่ใช่ความผิดของเธอ"

 

"อีกอย่าง ก็ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นนี่"

 

"ก็เป็นอย่างนั้นแหละ เมื่อวานฉันเองก็ชวนพวกเขามากินข้าวด้วยอารมณ์ชั่ววูบ"

 

หลิวเยว่มองใบหน้าที่เรียบง่ายของเขา อดไม่ได้ที่จะยิ้มน้อยๆ "คุณช่างดีจริงๆ"

 

พูดจบ เธอก็วิ่งจากไปอย่างรีบร้อนด้วยใบหน้าแดงก่ำ

 

สำหรับหลิวเยว่แล้ว การพูดแค่นี้ก็เป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกดีๆทั้งหมดที่หล่อนมีต่อเย่จวินแล้ว

 

บ่ายป่านนี้แล้ว เย่เสี่ยวจิ่นก็ไม่อยากไปสวนผลไม้อีกแล้ว

 

แม้ว่าตอนเที่ยงจะทำอาหารไว้เจ็ดแปดอย่าง แต่ก็มีคนมากินกันมากมาย เลยเหลือแค่เศษๆเท่านั้น

 

คนสมัยนี้กินจุกันทั้งนั้น พอเจออาหารอร่อยๆแบบนี้ก็ไม่เกรงใจกันเลย

 

"พี่ชายรอง คืนนี้พวกเราเอาปลาตัวนี้มากินกันเถอะ" เย่เสี่ยวจิ่นชี้ไปที่ปลาตะเพียนตัวใหญ่ในบ่อน้ำ "ต้องอร่อยแน่ๆเลย"

 

"ปลาน่ะเหรอ รสชาติก็แค่นั้นแหละ... แล้วอีกอย่าง ตอนนี้ก็ไม่มีเต้าหู้มาตุ๋นกับปลาด้วย"

 

"ถ้าถามความเห็นฉัน เราควรปล่อยมันกลับไปเลี้ยงต่อดีกว่า!"

 

"พี่จะรู้อะไร วิธีปรุงปลามีตั้งมากมาย" เย่เสี่ยวจิ่นเอามือเท้าสะเอว "ฉันเห็นว่าทุ่งหญ้าด้านหลังนั่นมีใบงาขี้ม้อนเยอะมาก พี่ไปเก็บกับฉันหน่อยสิ"

 

"จะใช้ใบงาขี้ม้อนผัดปลาเหรอ? รสชาติคงปร่าแย่เลย"

 

"ฉันว่ามันเป็นการทำลายเนื้อสัตว์นะ ถ้าเธอจะใช้ใบงาขี้ม้อนจริงๆก็ควรถามพ่อแม่ก่อนดีกว่า"

 

ขณะที่พี่น้องทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้น เย่จื้อผิงก็เดินเข้ามา

 

"คุยอะไรกันอยู่? ทำไมต้องถามฉันด้วย?"

 

เย่ฉางอันรีบฟ้องพ่อทันที "จิ่นเป่าบอกว่าจะใช้ใบงาขี้ม้อนผัดปลากิน"

 

"คงไม่อร่อยแน่ๆ" เย่จื้อผิงส่ายหัว

 

"โธ่ พวกพ่อฟังหนูหน่อยสิ มันอร่อยจริงๆนะ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว เย่จื้อผิงจะไม่ตามใจได้อย่างไร?

 

"ได้ๆๆ จะทำยังไงก็ทำตามนั้น ถ้าไม่อร่อย ลุกก็ต้องกินให้หมดคนเดียวนะ" เย่จื้อผิงลูบหัวลูกสาว "แล้วลูกก็ต้องบอกพ่อด้วยว่าต้องทำยังไง"

 

เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มกว้าง

 

"อันดับแรก ให้หั่นปลาเป็นสองซีก แต่ตรงกลางยังติดกันอยู่ ไม่ต้องหั่นขาดจากกัน"

 

"ทอดในกระทะที่มีน้ำมันร้อนๆแล้วเอาออกมา ใส่น้ำนิดหน่อย ตุ๋นเครื่องปรุงเข้าไป ต้องใส่พริกแห้งเยอะๆด้วย"

 

"ตอนจะยกลง ให้ใส่ใบงาขี้ม้อนไปเจ็ดแปดใบ รับรองว่าหอมมาก"

 

เย่จื้อผิงจดจำไว้ "ฟังดูไม่ยาก แค่สิ้นเปลืองน้ำมันหน่อย"

 

เย่เสี่ยวจิ่นเตือนเขา "ไม่เป็นไรหรอก อีกไม่นานก็จะมีถั่วลิสงแล้วไม่ใช่เหรอ? ตอนนั้นเราก็เอาถั่วลิสงกับถั่วเหลืองมาสกัดน้ำมันด้วยกัน"

 

"คราวนี้เราทำน้ำมันเยอะๆ ซื้อถั่วลิสงกับถั่วเหลืองในหมู่บ้านมาให้หมด"

 

"ดีที่สุดคือหีบครั้งเดียวแล้วใช้ได้ทั้งปี"

 

เย่จื้อผิงก็เห็นว่ามีเหตุผล "ก็จริงนะ น้ำมันถั่วลิสงนี่รสชาติดีกว่าน้ำมันโหยวไช่ฮวาเยอะเลย"

 

เย่เสี่ยวจิ่นไม่ได้คิดเช่นนั้น

 

เพียงแต่เทคโนโลยีการสกัดน้ำมันเมล็ดโหยวไช่ฮวาในปัจจุบันยังล้าหลังอยู่ ดังนั้นน้ำมันที่สกัดออกมาจึงยังไม่ดีพอ

 

เทียบกับน้ำมันถั่วลิสงที่สกัดด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัยของเธอ ก็ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้แน่นอน

 

ถ้าวันไหนเธอได้เครื่องสกัดน้ำมันเมล็ดโหยวไช่ฮวาสักเครื่อง มันคงจะวิเศษมาก

 

"จิ่นเป่า เธอคิดว่าเครื่องสกัดน้ำมันของเธอจะสามารถสกัดน้ำมันเมล็ดโหยวไช่ฮวาได้ไหม?"

 

"ฉันไม่รู้ ในคู่มือไม่ได้เขียนไว้ว่าสามารถสกัดน้ำมันเมล็ดโหยวไช่ฮวาได้" เย่เสี่ยวจิ่นยักไหล่ "ถ้าไม่ได้เขียนไว้ ก็คงเป็นเพราะหลักการทำงานต่างกันมั้ง"

 

พวกเขาไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้มากนัก

 

เย่จื้อผิงไปเก็บใบงาขี้ม้อนที่ด้านหลัง

 

เย่เสี่ยวจิ่นเดินตามหลังเขาไป เห็นแปลงงาขี้ม้อนขนาดใหญ่ ตอนนี้กำลังเติบโตได้ที่พอดี

 

ทุกปีไม่มีใครกินมัน ช่างเป็นการสูญเปล่าจริงๆ

 

หลิวเยว่เดินขึ้นมาจากด้านล่างในตอนนี้ "กำลังทำอะไรกันอยู่? ต้องการให้ฉันช่วยไหม?"

 

เย่เสี่ยวจิ่นเห็นเธอแล้วก็เกิดความคิดบ้าบิ่นขึ้นมาในใจทันที "พี่สาวเยว่ คราวนี้พี่เก็บหยางเหมยมาเยอะอีกแล้ว แต่ครั้งที่แล้วก็ทำเหล้าหยางเหมยไปแล้วนี่"

 

"ไม่งั้นพวกเราลองทำเหล้าหยางเหมยกับใบงาขี้ม้อนดีไหม พอดีตอนนี้บนต้นหยางเหมยยังมีผลอยู่เยอะเลย"

 

"พวกเราทำของพวกนี้แล้วเอาไปขายในเมืองได้นะ ไม่มีใครทำแบบนี้ บางทีอาจจะได้เงินด้วยนะ"

 

หลิวเยว่ไม่เคยได้ยินเรื่องหมักหยางเหมยกับใบงาขี้ม้อนมาก่อน

 

หล่อนสงสัยมาก "ใบงาขี้ม้อนใช้ผัดอาหารไม่ใช่เหรอ?"

 

"ไม่ใช่นะ ใบงาขี้ม้อนทำได้นะ นอกจากหยางเหมยกับใบงาขี้ม้อนแล้ว ยังใช้เป็นท้อกับใบงาขี้ม้อนได้ด้วย รสชาติก็ไม่เลวเลยนะ"

 

หลิวเยว่เห็นเธอมั่นใจแบบนั้น ก็ยิ้มตาหยีขึ้นมา "ยังไงตอนนี้ที่บ้านก็มีทั้งหยางเหมยกับท้อ ที่นี่ก็มีใบงาขี้ม้อนเยอะแยะ งั้นก็พวกเราลองดูสิ แล้วจะรู้ว่ารสชาติเป็นยังไง"


บทที่ 167: ประโยชน์มากมายของใบงาขี้ม้อน

 

เย่ฉางอันรู้สึกว่าน้องสาวเขามีความคิดในหัวมากมายจริงๆ

 

ใบงาขี้ม้อนเหล่านี้ในปีก่อนๆ เติบโตเหมือนวัชพืช แทบไม่ได้ใช้ประโยชน์เลย

 

เขายิ้มพูดว่า "ในเมื่อเธอบอกว่ามีประโยชน์มาก ฉันก็จะมาช่วยด้วย"

 

คราวนี้หลิวเยว่เก็บหยางเหมยมาได้ไม่น้อย รสชาติของหยางเหมยดีกว่าครั้งก่อนๆมาก ดูแล้วทั้งใหญ่และเป็นสีม่วงดำ คุณภาพดีมาก

 

เอามาใช้เป็นวัตถุดิบทำหยางเหมยคลุกใบงาขี้ม้อนนับว่าดีที่สุด

 

ตอนนี้ยังเช้าอยู่มาก

 

เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มพูดว่า "พี่มาเป็นแรงงาน ไม่มีเงินแบ่งให้นะ" แล้วเรียกทุกคนมาเก็บใบงาขี้ม้อน

 

เธอคิดว่าถ้าทำเยอะๆ แล้วจะเอาไปลองขายในเมืองดู ถ้าขายได้ก็ดี

 

ตอนนี้การเก็บเกี่ยวแตงโมเสร็จสิ้นแล้ว ในสวนผลไม้ไม่มีงานอื่นมากนัก จึงเข้าสู่ช่วงเวลาที่ค่อนข้างผ่อนคลาย

 

ก่อนที่จะปลูกแตงโมและเมลอนรอบที่สอง เธอลองหาวิธีหาเงินเพิ่มเติมได้...

 

ไม่นานก็ก็เก็บเกี่ยวใบงาขี้ม้อนเสร็จแล้ว ใช้ตะแกรงไม้ไผ่เก็บได้หนึ่งตะกร้าเล็ก

 

หลิวเยว่ไปล้างใบงาขี้ม้อนให้สะอาด

 

เย่ฉางอันไปล้างหยางเหมยกับลูกท้อด้วยน้ำเกลือ

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยเห็นพวกเขายุ่งอยู่ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก

 

ลูกสาวของหล่อนมีความคิดมากมาย มักจะคิดอะไรใหม่ๆได้อยู่เสมอ

 

จึงพูดเล่นๆว่า "พวกเธอเล่นไปเถอะ แต่ทำออกมาแล้วต้องกินให้หมดนะ อย่าทิ้งขว้าง"

 

เย่ฉางอันพูดอย่างมีเลศนัย "แม่ครับ ไม่ต้องห่วง นี่เป็นสิ่งที่จิ่นเป่าอยากทำ ถ้ามันไม่อร่อย ให้เธอกินคนเดียวให้หมดเลย!"

 

"หนูกินได้ กระเพาะหนูใหญ่มาก กินแค่นี้ไม่เท่าไหร่หรอก" เย่เสี่ยวจิ่นอดไม่ได้ที่จะเอามือเท้าสะเอว

 

"ดีๆๆเล่นอยู่ตรงนี้นะ แม่จะไปทำอาหารให้ไก่และเป็ดกิน"

 

"อีกไม่กี่วันให้พี่ชายคนโตไปในเมืองสักหน่อย ซื้อหมูมาสักตัว เลี้ยงไว้จนถึงปีใหม่ก็จะได้กินพอดี"

 

เย่ฉางอันสงสัย "แค่ไม่กี่เดือนนี้ หมูจะโตได้มากแค่ไหนล่ะ?"

 

"ตอนนี้ก็ปลายเดือนหกตามปฏิทินจันทรคติแล้ว เลี้ยงหมูแค่ห้าเดือนคงไม่โตมากหรอกมั้งครับ?"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยถอนหายใจ "ก่อนหน้านี้ก็ยุ่งกันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ? แถมไม่มีเงินไปซื้อลูกหมูด้วย"

 

"ตอนนี้แหละถึงมีเวลา ถ้าถึงปีใหม่ยังไม่โตก็ค่อยกินปีหน้าก็ได้"

 

น้ำเสียงของหลี่ชุ่ยชุ่ยมีความจำยอมอยู่บ้าง "ก็พี่ชายคนโตบอกว่าบ้านเรามีเงินเหลือนิดหน่อย เลยจะไปซื้อลูกหมูมาเลี้ยง"

 

"ไม่งั้นแม่ก็คงไม่พูดถึงเรื่องเลี้ยงหมูหรอก ซื้อลูกหมูสักตัวก็คงต้องใช้เงินไม่น้อยเลยนะ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นหัวเราะ "พอดีเลย หนูมีอาหารหมู เลี้ยงห้าเดือนจนถึงปีใหม่ก็พอแล้ว"


หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดกับพวกเขาเสร็จแล้วก็ไปยุ่งกับงานของหล่อนต่อ

 

เช้านี้ ลูกชายคนโตกับคนรองไปหาจูเฉ่ามาจากในป่าได้เยอะมาก

 

ตอนนี้ที่บ้านเลี้ยงไก่เป็ดไว้เยอะ จูเฉ่าจึงถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยมองกองจูเฉ่าที่สูงเท่าภูเขาลูกเล็กๆ แล้ว.อดถอนหายใจไม่ได้ "ถ้าเลี้ยงหมูเพิ่มอีกตัว คงต้องออกไปหาจูเฉ่าทุกวันแน่ๆ"

 

"พอถึงฤดูหนาวเดือนสุดท้าย จะไปหาจูเฉ่ามาได้มากขนาดนี้ที่ไหนกัน"

 

"ตอนนั้นคงต้องขุดรากกล้วยมาต้มให้กินแทนแล้วละ"

 

ข้างๆมีกระสอบใหญ่สองใบวางอยู่ ใส่อาหารไก่กับอาหารเป็ดแยกกัน

 

หลังจากหลี่ชุ่ยชุ่ยบ่นเล็กน้อยแล้วก็เริ่มยุ่งวุ่นวายขึ้นมา

 

หลิวเยว่กับเย่เสี่ยวจิ่นช่วยกันทำหยางเหมยกับท้อดองใบงาขี้ม้อน

 

แต่เดิมตั้งใจจะทำแยกกัน แต่เย่เสี่ยวจิ่นคิดแล้วว่าทำรวมกันไปเลยดีกว่า จะได้ไม่ยุ่งยาก

 

หลังขัดขนออกจากลูกท้อแล้ว ก็ใช้มีดหั่นเป็นชิ้นบางๆ

 

หลิวเยว่หั่นเสร็จแล้วใส่ทั้งหมดลงในชาม เติมเกลือเล็กน้อย แล้วปล่อยให้หมักไว้

 

"ต้องใส่เกลือในลูกท้อด้วยหรือ?" เย่ฉางอันถามอย่างสงสัย

 

เย่เสี่ยวจิ่นอธิบายว่า "การหมักลูกท้อกับเกลือครึ่งชั่วโมงจะทำให้เนื้อสัมผัสกรอบขึ้น"

 

"ต่อไปเราจะทำน้ำส้มสายชูหวานได้แล้ว"

 

เย่เสี่ยวจิ่นถูมือ "พี่ ไปเตรียมน้ำส้มสายชู น้ำเปล่า และน้ำตาลกรวดมาเร็ว"

 

หลิวเยว่จุดไฟ ภายใต้การจัดการของเย่เสี่ยวจิ่น เธอเทส่วนผสมทั้งหมดลงในหม้อ


หลังจากน้ำเดือด น้ำตาลกรวดก็ค่อยๆละลาย

 

เมื่อน้ำตาลกรวดละลายหมด ก็ใส่ใบงาขี้ม้อนลงไป ค่อยๆเคี่ยวจนน้ำเชื่อมเปลี่ยนเป็นสีแดง

 

ตักน้ำออกมาพักให้เย็น

 

เย่ฉางอันมองดูชามที่ใส่ชิ้นลูกท้อ เห็นว่ามีน้ำออกมาพอสมควรแล้ว จึงถามว่า "ต้องเทน้ำนี้ทิ้งไหม?"

 

"ใช่แล้ว หลังจากที่เทน้ำทิ้งแล้ว ให้นำลูกท้อไปล้างในน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว เพื่อล้างเกลือที่อยู่บนผิวออก"

 

เย่ฉางอันพยักหน้า แล้วไปทำตามที่บอก

 

"พี่สาวเสี่ยวเยว่ ช่วยหั่นขิงเป็นเส้นๆหน่อยนะ"

 

พอดีวันนี้ที่บ้านมีขิงเยอะ หลิวเยว่จึงไปหยิบมาจากข้างบ่อน้ำ

 

เย่เสี่ยวจิ่นค้นหาไปทั่วบ้าน จนเจอโอ่งดินเผาสูงครึ่งเมตร หลังจากล้างโอ่งให้สะอาดแล้ว ทุกอย่างก็เตรียมพร้อมแล้ว

 

ในโอ่งใส่ลูกท้อหนึ่งชั้น ตามด้วยลูกหยางเหมยหนึ่งชั้น แล้วใส่ขิงหั่นเส้นหนึ่งชั้น และใบงาขี้ม้อนอีกหนึ่งชั้น...

 

วางสลับกันไปเรื่อยๆ จนใส่ทุกอย่างลงไปหมด

 

สุดท้ายเทน้ำส้มสายชูหวานที่เย็นแล้วลงไป

 

ปิดผนึกให้สนิทแล้วนำไปวางไว้ที่ริมบ่อน้ำซึ่งเป็นที่ร่มเย็นและอุณหภูมิต่ำ

 

"เสร็จแล้วเหรอ?" เย่ฉางอันถาม "ต้องรออีกนานแค่ไหนถึงจะกินได้ล่ะ?"

 

"ต้องหมักไว้สองวันถึงจะได้รสชาติที่เข้มข้น"

 

"พอดีวันนี้ทำเสร็จ พอถึงวันมะรืนพี่ใหญ่จะไปซื้อลูกหมูในเมือง"

 

"ให้พี่สาวเยว่ไปด้วยเพื่อเอาของนี้ไปขาย ดูซิว่าจะแลกเงินได้บ้างไหม"

 

"จะขายยังไงล่ะ? ใครจะซื้อของแบบนี้กิน?" เย่ฉางอันรู้สึกว่าไม่น่าเป็นไปได้

 

ถึงอย่างไรตอนนี้ทั้งหยางเหมยและลูกท้อก็ไม่ใช่ของหายากอะไร

 

"ก็ไม่ควรคิดแบบนั้นนะ" หลิวเยว่พูด "ในเมืองยังมีคนขายวุ้นเย็น ก็ทำเงินได้ไม่น้อยเลยนะ"

 

"วุ้นเย็นมันสดชื่น จะเหมือนกันได้ยังไง?" เย่ฉางอันเกาหัวแกรก

 

เย่เสี่ยวจิ่นรีบพูดว่า "คนขายวุ้นเย็นมีตั้งเยอะ แต่คนขายของแบบนี้ไม่มีเลย บางทีคนอื่นอาจอยากลองชิมของแปลกใหม่ก็ได้"

 

หลิวเยว่พูดว่า "พวกเธอสองคนเลิกเถียงกันได้แล้ว อีกสองวันไปลองดูก็รู้เองไม่ใช่เหรอ?"

 

พี่น้องทั้งสองจึงไม่พูดอะไรต่อ

 

ตอนเย็น เย่จื้อผิงทำปลาทอดใบงาขี้ม้อน

 

กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว ดึงดูดเย่เสี่ยวจิ่นให้เข้ามาในครัว

 

เธอสูดกลิ่นหอมเข้าปอดอย่างแรง แม้ว่าตอนกลางวันจะกินเนื้อไปมากแล้วจนอิ่ม

 

แต่พอถึงตอนนี้ได้กลิ่นหอมของใบงาขี้ม้อนและปลา ก็รู้สึกว่าต่อมรับรสเปิดทำงานอีกครั้ง

 

เย่จื้อผิงคีบเนื้อปลาชิ้นหนึ่งให้ลูกสาว ป้อนเข้าปากเธอ "จิ่นเป่า ระวังก้างปลานะ ลองชิมดูซิว่ารสชาติเป็นยังไง?"

 

"วิธีที่ลูกบอกมานี่ดีจริงๆ ดูเนื้อปลาด้านนอกกรอบ ข้างในนุ่มลื่น หอมมากเลยนะ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นกัดคำหนึ่ง อดไม่ได้ที่จะดีใจ "อร่อยจังเลย"

 

เย่ฉางอันตามกลิ่นหอมมา เห็นเย่เสี่ยวจิ่นเริ่มกินแล้ว เขาก็หยิบชิ้นหนึ่งขึ้นมาชิม ทันใดนั้นก็อดไม่ได้ที่จะอุทานเบาๆ "ทำไมถึงอร่อยขนาดนี้?"

 

แต่เดิมในบ้านมีแค่เย่เสี่ยวจิ่นคนเดียวที่เป็นคนชอบกิน ตอนนี้เย่ฉางอันได้กินของอร่อยทุกวัน ก็กลายเป็นคนชอบกินไปด้วย

 

ที่ไหนมีอาหารอร่อย ก็จะขาดไม่ได้ที่จะมีเงาของพวกเขาสองคน

 

"หนูบอกพ่อตั้งนานแล้วว่าปลากับใบงาขี้ม้อนอร่อยมาก แต่พ่อก็ยังไม่เชื่อ"

 

เย่ฉางอันยอมรับผิดและถามอย่างถ่อมตัว "งั้นใบงาขี้ม้อนนี่ยังเอาไปทำอาหารอร่อยๆอะไรได้อีกบ้าง?"

 

"ถ้าพ่อถามแบบนั้น ที่เข้ากันได้ดีที่สุดก็คือกบนะ" เย่เสี่ยวจิ่นนึกถึงกบผัดใบงาขี้ม้อน นั่นสิถึงจะเรียกว่าเลิศรสจริงๆ

 

"กบก็กินได้ด้วยเหรอ? แต่ก่อนคนแก่บอกว่ากินกบแล้วจะท้องเสียนะ" เย่ฉางอันนึกถึงตำนานที่เคยได้ยินตอนเด็กๆ มีเรื่องหนึ่งเล่าว่ามีคนกินกบแล้วตาย

 

ดังนั้นแถวบ้านพวกเขา ถึงแม้จะเห็นกบอยู่ทั่วไปหมด แต่ก็ไม่มีใครกล้ากินมัน

 

เย่เสี่ยวจิ่นรีบอธิบายทันที "กบป่ากับกบเลี้ยงมันต่างกันแน่นอน กบป่ามีเชื้อแบคทีเรียและปรสิต ดังนั้นไม่ควรกินจะดีกว่า!"

 

"แถมกบป่ายังกินแมลงที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของข้าวด้วย ดังนั้นไม่ควรไปจับมันมากิน"

 

เย่จื้อผิงยิ้มพลางพูดว่า "ช่วงนี้อากาศร้อน ฉันได้ยินเสียงกบร้องในคลองน้ำบนภูเขา ถ้าเธออยากกิน อีกสองสามวันฉันจะไปจับกับพี่ชายของเธอนะ"

 

"ไม่ได้ ไม่ได้" เย่เสี่ยวจิ่นรีบพูด "ถ้ากินกบมากๆ มันจะสูญพันธุ์นะ เราไม่ควรกินมันนะ!"

 

ในฐานะพลเมืองดี เธอจำได้เสมอว่าไม่ควรไปล่าสัตว์ป่า

 

เย่จื้อผิงเห็นลูกสาวพูดอย่างจริงจัง เขาจึงพยักหน้าเห็นด้วย "ก็จริงนะ พ่อจำได้ว่าตอนเด็กๆ มีกบเยอะมาก แต่ตอนนี้น้อยลงไปเยอะแล้ว"

 

"ถ้าทุกคนไปจับมากินกันหมด ต่อไปก็จะไม่มีเหลือแล้ว"


เย่จื้อผิงทำปลาเสร็จแล้ว เอาอาหารที่เหลือจากมื้อเที่ยงมาอุ่นใหม่ ก็พอให้ทุกคนในครอบครัวกินได้แล้ว

 

รสชาติของปลาผัดใบงาขี้ม้อนถือว่าทำลายความเข้าใจเดิมๆของทุกคนเกี่ยวกับเนื้อปลา โดยเฉพาะเย่ฉางอัน

 

แต่ก่อนคิดว่าเนื้อปลารสจืด ไม่ได้อร่อยมากนัก แต่ปลาผัดใบงาขี้ม้อนที่ทอดในน้ำมันใส่พริกเยอะๆจนหอมฟุ้ง ทำให้เขากินข้าวเพิ่มไปตั้งสองชาม

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยอดพูดไม่ได้ "พวกเธอสังเกตไหมว่าช่วงนี้เจ้ารองอ้วนขึ้นนิดหน่อย"


"แน่นอนสิ กินอิ่มแบบนี้ทุกวันจะไม่อ้วนได้ยังไง" เย่ฉางอันพูด "ผมจะกินฟรีโดยไม่อ้วนขึ้นได้ยังไงล่ะ"

 

ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่เย่ฉางอัน ทุกคนในบ้านต่างก็อ้วนขึ้นกันมาก

 

จากที่เคยผอมแห้งแรงน้อย ตอนนี้ถือว่าแข็งแรงขึ้นเยอะ

 

ขณะที่บ้านหนึ่งดีใจ อีกบ้านหนึ่งก็เป็นทุกข์

 

เมื่อครอบครัวหลิวกลับมา หลี่ถงก็โมโหอย่างหนัก

 

มือของหล่อนหักจริงๆ แม้จะไปรักษาที่ศูนย์อนามัยมาแล้ว แต่ในช่วงสองสามเดือนนี้คงทำงานไม่ได้

 

หลี่ถงเป็นคนมีเส้นสาย การที่ได้ทำงานในโรงงานทอผ้าก็ถือว่าเข้าทางหลังบ้านอยู่แล้ว

 

ถ้าสองสามเดือนนี้ทำงานไม่ได้ ต่อไปจะกลับไปทำงานอีกคงเป็นไปไม่ได้แล้ว!

 

"หลิวเหวิน คุณดูสิ ครอบครัวน้องสาวนายรังแกฉันขนาดนี้ สองเดือนกว่านี้ฉันหาเงินไม่ได้สักแดง ใครจะเลี้ยงฉันล่ะ?"

 

"ก่อนหน้านี้คุณไม่กล้าแม้แต่จะผายลม ตอนนี้กล้าดีแล้ว ก่อนหน้านี้น่าจะให้พวกเขาชดใช้ค่าเสียหายสักหน่อย"

 

หลิวเหวินไม่กล้าพูดอะไร นั่งเงียบอยู่ข้างๆ การที่ก่อนหน้านี้ท้องของเขาโดนต่อยอย่างแรงก็เจ็บมากเหมือนกัน

 

หลี่จื่อหลานไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับบทสนทนาของพวกเขา เพียงแต่หลบอยู่ข้างๆเช็ดน้ำตา ดูเหมือนจะทนทุกข์มามากพอแล้ว

 

"ใครใช้ให้พวกแกไปหาเรื่องเขาล่ะ? พวกแกยังมีหน้าไปเรียกร้องค่าเสียหายอีกเหรอ?"

 

"ที่จริงก็พวกแกเองนั่นแหละที่ไปหาเรื่องเขาก่อน!" หลิวคังทนไม่ไหวชี้หน้าด่าพวกเขา "ตอนนี้เห็นชัดแล้วใช่ไหม รู้แล้วใช่ไหมว่าครอบครัวเย่มีหน้ามีตาแค่ไหน ไปหาเรื่องยากแค่ไหน?"

 

หลี่ถงและหลิวเหวินต่างพูดอะไรไม่ออก

 

"แต่ก่อนตระกูลเย่ก็จนจริงๆ แต่พวกเขาขยันทำมาหากินอย่างสุจริต ชีวิตความเป็นอยู่จึงดีขึ้นเรื่อยๆเป็นธรรมดา"

 

"แล้วพวกเธอล่ะ? ยังดูถูกคนอื่นอยู่อีก ไม่รู้เลยว่าตอนนี้พวกเขากลายเป็นคนมีฐานะอันดับต้นๆของหมู่บ้านไปแล้ว"

 

หลี่ถงอดไม่ได้ที่จะโต้แย้ง "ถึงพวกเขาจะรวยเป็นอันดับต้นๆแล้วจะเป็นไง? ก็ไม่เห็นจะช่วยเหลือพวกเราสักหน่อย"

 

"ตอนนี้ครอบครัวเราหาเงินไม่ได้ ไปขอให้พวกเขาช่วยให้เงินพวกเราสักร้อยกว่าหยวนมาประทังชีวิตสิ"

 

หลิวคังหัวเราะเยาะ "ร้อยกว่าหยวน เธอช่างกล้าเรียกร้องเสียจริง ฝันกลางวันแสกๆเชียวนะ"

 

"ถ้าใครจะไปรบกวนชีวิตของเสี่ยวเยว่อีก ฉันจะตัดญาติขาดมิตรกับพวกเธอ"

 

หลี่จื่อหลานร้องอุทาน "คุณบ้าไปแล้วหรือ? พูดจารุนแรงกับลูกชายลูกสะใภ้ขนาดนี้ พวกเขาแค่โมโหชั่ววูบเท่านั้นเอง"

 

"ก็เพราะคุณตามใจพวกเขานั่นแหละ!"

 

พูดจบ หลิวคังก็ไปตัดหญ้าให้กระต่ายกิน ไม่อยากจะพูดอะไรกับพวกเขาอีกแม้แต่คำเดียว

 

เขารู้สึกอิจฉาครอบครัวตระกูลเย่เหลือเกินที่สามารถร่วมแรงร่วมใจกันใช้ชีวิตได้อย่างดี

 

ไม่เหมือนกับครอบครัวของพวกเขาที่ยังคงทะเลาะเบาะแว้งกันไม่หยุด ทำให้บ้านช่องวุ่นวายไม่สงบสุข

 

ชีวิตจะมีความสุขได้อย่างไรกัน?


บทที่ 168: ขายหยางเหมยดองงาขี้ม้อน ซื้อลูกหมูหนึ่งตัว

 

สองวันต่อมา เย่จวินขี่จักรยานสามล้อพาหลิวเยว่ไปในเมือง

 

บนรถมีโถใส่หยางเหมยดองดองกับท้อ ขิงและงาขี้ม้อน พร้อมชามและช้อนอีกหลายอัน

 

หลิวเยว่เขียนป้ายติดไว้ที่โถกระเบื้องเคลือบอย่างเด่นชัดว่า "ชามละ5เฟิน"

 

หล่อนยังนำโต๊ะเล็กๆมาด้วย

 

ระหว่างทางหล่อนรู้สึกทั้งกังวลและกระวนกระวายใจ "เย่จวิน คุณคิดว่าจะได้ผลไหม?"

 

"ปกติน้องรองของคุณมาขายของในเมือง ครั้งนี้ก็ควรให้เขามาสิ"

 

"เขาพูดเก่งกว่า ไม่เหมือนฉันที่ไม่รู้จะพูดอะไร"

 

หลิวเยว่รู้สึกว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดีพอในเรื่องนี้

 

ถ้าหล่อนสามารถพูดได้คล่องแคล่วและอธิบายสินค้าของตัวเองได้ดี ธุรกิจก็คงจะดีกว่านี้แน่นอน

 

"จิ่นเป่าบอกให้คุณมา แสดงว่าเขาต้องคิดว่าคุณทำได้แน่นอน คุณเองก็มีจุดเด่นและความสามารถของตัวเอง ดูสิ ของพวกนี้ล้วนเป็นฝีมือคุณทำทั้งนั้น ทำได้ดีมากเลยนะ"

 

"แค่รสชาติอร่อย ก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากหรอก"

 

เย่จวินพูดปลอบใจหล่อนพลางขี่จักรยาน "คุณเชื่อไหมว่าของพวกนี้จะขายหมดในพริบตาเดียว?"

 

"ฉันไม่เชื่อหรอก" หลิวเยว่มักจะรู้สึกด้อยอยู่เสมอ "การทำอะไรสักอย่างมันจะราบรื่นง่ายดายขนาดนั้นได้ยังไง"

 

"คุณยังไม่ทันได้ลงมือทำเลย แต่กลับรู้แล้วว่ามันไม่ราบรื่น? สหายน้อย ความคิดแบบนี้ใช้ไม่ได้นะ"

 

หลิวเยว่หัวเราะได้กับคำพูดของเขา

 

รถสามล้อมาถึงในเมืองเวลาแปดโมงเช้า

 

ทั้งสองเลือกที่ตั้งแผงขายในจุดที่คึกคักที่สุดของเมือง

 

หลิวเยว่ตั้งโต๊ะเล็กๆ นำโถเซรามิกออกมา แล้วเปิดไขที่ปิดผนึกด้านบนออก

 

หล่อนวางชามหกเจ็ดใบซ้อนกันเป็นกอง หยิบชามสองใบมาตักผลไม้ดองจากโถใส่ แล้ววางบนโต๊ะ ในนั้นมีทั้งหยางเหมย ท้อ ใบงาขี้ม้อน และขิง

 

หล่อนทำงานอย่างคล่องแคล่ว มีคนเดินผ่านมามองด้วยความสงสัย

 

ชามสีขาวทำให้น้ำเชื่อมสีแดงดูโดดเด่น ดูสวยงามและน่ากินมาก

 

พอตั้งชามแล้วก็มีเด็กผู้หญิงสามคนที่กำลังจะไปโรงเรียนหยุดเดิน

 

"พี่สาว นี่คืออะไรคะ? ดูสวยจังเลย พวกหนูไม่เคยเห็นมาก่อน"

 

หลิวเยว่ยิ้มและบอกชื่อให้พวกเขาฟัง

 

เด็กผู้หญิงพวกนี้เห็นว่าราคาไม่แพง พวกหล่อนเรียนในเมืองอำเภอ ก็มีเงินติดตัวอยู่บ้าง

 

"พวกเราลองกินดีไหม ไม่ได้มีขายบ่อยๆนะ ฉันเพิ่งเคยเจอครั้งแรกเลย"

 

มีคนถามว่า "พี่สาว พรุ่งนี้พี่จะมาขายที่นี่อีกไหมคะ?"

 

หลิวเยว่ส่ายหน้า "นี่เป็นหยางเหมยและลูกท้อที่เพิ่งเก็บมาจากบ้าน หลังจากนี้คงไม่มีเวลามาทำอีกหรอก"

 

"งั้นก็ได้ พวกเราสามคนคนละชามนะคะ" นักเรียนหญิงก็เขินอายไม่กล้าถามมากแล้วไม่ซื้อ

 

สีหน้าเปี่ยมด้วยความยินดีของหลิวเยว่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าทันที

 

หล่อนรับเงินจากพวกเขาทั้งสามคน แล้วตักออกมาสามชามส่งให้พวกเขา

 

"กลิ่นหอมดีนะ ฉันเพิ่งเคยเห็นการใช้ใบงาขี้ม้อนมาดองกับผลไม้เป็นครั้งแรก ช่างแปลกจริงๆ"

 

"ใช่แล้ว พวกเธอลองชิมดูเร็ว อร่อยมากเลย ทั้งลูกท้อและลูกหยางเหมยหวานมาก ผสมกับรสชาติของใบงาขี้ม้อนและขิงแล้วพิเศษมาก!"

 

"อร่อยจริงๆด้วย เดี๋ยวพวกเราจะไปบอกเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ ให้พวกเขามากินตอนเที่ยงถ้ามีเวลาว่าง ราคาก็ถูกขนาดนี้"

.....

หลิวเยว่เห็นพวกเขากินอย่างพอใจแล้วก็โล่งใจขึ้น

 

แต่เดิมหล่อนก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจอยู่บ้าง นี่เป็นครั้งแรกที่หล่อนมาซื้อของในตัวเมือง

 

เย่จวินจอดรถจักรยานสามล้อไว้ข้างๆ เดินเข้ามายิ้มให้หล่อน "ดูสิ ราบรื่นดีใช่ไหม?"

 

"ราบรื่นจริงด้วย" หลิวเยว่รู้สึกอิ่มใจ

 

พวกเขาส่งชามสองใบไปให้ร้านขายบะหมี่ที่อยู่ด้านหลัง เพื่อขอยืมอ่างล้างจานของพวกเขา

 

มีคนทยอยมากินไม่น้อย

 

ผลไม้ดองโถนี้ขายไปได้กว่า50ชามก็หมดแล้ว ตอนนี้เพิ่งจะเที่ยงครึ่งเท่านั้น

 

เจ้าของร้านด้านหลังอดไม่ได้ที่จะเดินมาพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า "พวกคุณคนหนุ่มสาวนี่ความคิดดีจริงๆ ช่วงนี้แถวนี้มีคนขายวุ้นเย็นเยอะมาก"

 

"ตอนแรกที่ฉันเห็นพวกคุณมา ก็คิดว่าพวกคุณมาขายวุ้นเย็นเหมือนกัน"

 

"ฉันกับภรรยาเพิ่งกินเสร็จ รู้สึกว่าของพวกคุณอร่อยดี และยังแปลกใหม่ด้วย"

 

"น่าเสียดายที่ขายหมดแล้ว พวกเราทำมาแค่นี้เองค่ะ" หลิวเยว่ยิ้มตอบ

 

เจ้าของร้านแนะนำด้วยความจริงใจว่า "ถ้าให้ฉันพูด พวกคุณควรถือโอกาสที่ของขายดี มาขายเพิ่มอีกสักสองสามวัน"

 

"ผลไม้น่ะไม่เหมือนของอย่างอื่น พอหมดฤดูก็ไม่มีแล้ว"

 

หลิวเยว่พยักหน้า รู้สึกว่านี่ก็เป็นความคิดที่ถูกต้อง

 

จิ่นเป่าเคยบอกว่า ของสิ่งนี้อย่างมากก็เก็บไว้ในที่เย็นได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์กว่าๆ

 

ครั้งนี้ยุ่งอยู่แค่ช่วงเช้า ก็ทำเงินได้ถึงสองหยวนห้าเหมาแล้ว

 

แถมแทบไม่ต้องใช้ต้นทุนอะไรเลย

 

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะวันนี้เอามาไม่มาก ครั้งแรกไม่กล้าทำมากเกินไป ทำให้มีคนอยากซื้ออีกหลายคน แต่ของหมดไปแล้ว

 

ถ้าวันหลังทำมาสักร้อยชาม ก็จะได้เงินถึงห้าหยวนเลยนะ

 

หลิวเยว่รู้สึกตื่นเต้น จึงกล่าวขอบคุณเจ้าของร้าน "ขอบคุณที่เตือนนะคะ พวกเราจะทำมาขายอีกในอีกไม่กี่วันนี้"

 

เจ้าของร้านยิ้มพลางพยักหน้า อ่างน้ำของเขาต่อตรงมาจากบ่อน้ำใกล้ๆน้ำนี้ก็ไม่ต้องเสียเงิน

 

พวกเขาถือว่าโชคดี ที่ได้เจอเจ้าของร้านที่ใจดีและคุยง่าย

 

ส่วนเจ้าของร้านก็คิดว่าธุรกิจของพวกเขาดี คนที่เดินผ่านหน้าร้านของเขามีเยอะ ไม่แน่ว่าอาจมีคนกินของว่างของพวกเขาแล้วอยากซื้อบะหมี่ด้วยก็ได้

 

หลิวเยว่นำโถกลับไปวางบนรถ เก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ไปตลาดลูกหมูพร้อมกับเย่จวิน

 

ในฤดูกาลนี้มีลูกหมูขาย แต่ก็ขายไม่ค่อยดีนัก เพราะหมูที่เลี้ยงไว้ที่บ้านเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

 

เย่จวินกระซิบบอกหลิวเยว่ว่า "คุณดูสิ ลูกหมูพวกนี้ตัวใหญ่มากเลยใช่ไหม? แต่ละตัวหนักกว่า15ชั่งแน่ๆ"

 

"ถ้าเอากลับไปเลี้ยงจนถึงปีใหม่ น้ำหนักก็จะขึ้นไปถึงร้อยกว่าชั่ง ก็พอจะล้มเอาเนื้อมากินได้แล้ว"

 

"ทุกปีที่ผ่านมา ครอบครัวของเราไม่เคยได้กินอะไรดีๆเลย ปีนี้คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้ล้มหมูสักตัว"

 

เย่จวินดูมีความสุขมาก พูดไปก็ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ทุกคนเห็นเขาเข็นรถมา ก็รู้ทันทีว่ามาซื้อลูกหมูจริงๆ ต่างก็ทักทายเขาอย่างกระตือรือร้น

 

หลิวเยว่มองดูลูกหมูที่ส่งเสียงร้องอู๊ดๆพวกนั้น ชั่วขณะหนึ่งก็ตัดสินใจไม่ถูก

 

"หมูแบบไหนดีกว่ากันล่ะ? ฉันดูไม่ออกเลย"

 

"ผมว่าลูกหมูพวกนี้ดีทั้งนั้นแหละ" แม้เย่จวินจะพูดอย่างเรียบๆ แต่ก็ยังคงเลือกอยู่นาน

 

หมูตัวนี้เกี่ยวข้องกับเทศกาลปีใหม่ ดังนั้นจึงต้องเลือกลูกหมูตัวที่ดีที่สุด

 

ในที่สุด เย่จวินก็ใช้เงินจำนวนมากซื้อลูกหมูตัวที่ใหญ่และแข็งแรงที่สุด ราคาถึง9หยวน

 

เขาอุ้มลูกหมูวางไว้บนรถ แล้วใช้เชือกผูกมันไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้มันวิ่งไปมา

 

"เสี่ยวเยว่ คุณนั่งด้านหลังนะ ระวังหมูดิ้นด้วย"

 

หลิวเยว่ยิ้มและพูดว่า "หมูตัวนี้ก็ไม่ได้ตัวใหญ่อะไร ฉันจะกลัวมันทำไมล่ะ?"

 

เย่จวินขึ้นรถ ทั้งสองคนคุยกันอย่างสนุกสนาน ปั่นจักรยานกลับบ้านอย่างมีความสุข

 

ที่บ้าน

 

เย่ฉางอันกินหยางเหมยกับท้อดองขิงและใบงาขี้ม้อนไปสองชาม รู้สึกว่ารสชาติดีมาก

 

"คิดว่าพี่ชายกับพี่สะใภ้จะขายได้ดีไหม?"

 

"ฉันจะรู้ได้ยังไงล่ะ ต้องดูว่าคนอื่นชอบกินหรือเปล่า ฉันว่ารสชาติก็ดีนะ น่าจะขายหมดนะ"

 

"ถึงอย่างไรราคาห้าเฟินต่อชามก็ไม่ถือว่าแพง คนในเมืองที่ชอบกินก็คงยอมจ่ายเงินจำนวนนี้มากินอยู่แล้ว"

 

เย่ฉางอันยังต้องไปทำงานในทุ่งนาช่วงบ่าย เขากินอาหารกลางวันเสร็จแล้วก็ออกไปอีกครั้ง

 

ส่วนเย่เสี่ยวจิ่นไม่มีอะไรต้องทำ เธอจึงไปพลิกดินที่เคยขุดไว้ก่อนหน้านี้

 

แครอทถูกกินไปครึ่งหนึ่งแล้ว ดังนั้นพื้นที่เดิมจึงใช้ปลูกพืชอื่นๆได้

 

เย่เสี่ยวจิ่นยุ่งอยู่ทั้งบ่าย เธอหว่านเมล็ดผักกาดขาวลงในแปลงนั้น

 

อีกไม่กี่วันก็จะได้กินผักสดๆแล้ว

 

ช่วงนี้เป็ดชอบวิ่งไปเล่นที่แม่น้ำ หลี่ชุ่ยชุ่ยจึงคอยระวังเป็นพิเศษ กลัวว่าเป็ดจะเข้าไปในนาข้าว

 

หล่อนเห็นเย่เสี่ยวจิ่นกำลังวุ่นวายอีกแล้ว จึงถามว่า "จิ่นเป่า ลูกร้อนไหมจ๊ะ?"

 

"ก็ดีนะคะ แต่ก็ร้อนนิดหน่อย"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยลูบหัวเธอแล้วพูดว่า "แม่จะทำวุ้นเย็นให้กิน ลูกอยากกินไหม?"

 

"เราทำวุ้นเย็นเองได้ไหม? บ้านเราไม่ได้ปลูกต้นวุ้นเย็นนี่" เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกงุนงง เธอรู้ว่าการทำวุ้นเย็นต้องใช้เมล็ดวุ้นเย็น


(เมล็ดวุ้นเย็น: เมล็ดที่ได้จากผลไม้จำพวกไทรเลื้อยชนิดหนึ่งของจีน เมื่อนำเมล็ดมาบีบคั้นกับน้ำแล้วตั้งทิ้งไว้จะกลายเป็นวุ้น คล้ายๆกับวุ้นอ้ายอวี้/วุ้นกบไต้หวันหรือโอ้เอ๋วของเกาะภูเก็ต)

 

"ป้าหยางเจวียนปลูกไว้ เมื่อสองวันก่อนเขาเอามาให้พวกเราหนึ่งถุง ทำได้เยอะเลย"

 

"งั้นก็ดีสิ คงจะสนุกมากเลยใช่ไหม?"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้ว่าลูกสาวชอบเล่น จึงเรียกให้เธอกลับบ้านไปล้างมือด้วยกัน

 

บนเตาไฟมีที่วางหม้อได้ทั้งหมดสามที่

 

ที่แรกใช้ผัดอาหารตามปกติ ที่สองใช้ต้มน้ำอาบน้ำ ส่วนที่สามมักจะว่างเปล่า แทบไม่ได้ใช้เลย

 

แต่วันนี้บนเตาที่สามมีหม้อเหล็กใบใหญ่วางอยู่ ในหม้อมีเสียงน้ำเดือดปุดๆ และมีไอร้อนลอยขึ้นมา

 

ในอากาศมีกลิ่นหญ้าสดและมันเทศลอยอยู่

 

นี่คืออาหารหมูที่หลี่ชุ่ยชุ่ยต้มไว้ตั้งแต่เช้าตรู่

 

หล่อนเอามันเทศที่เหลือในถ้ำออกมาหมดแล้ว เตรียมไว้เป็นพิเศษสำหรับลูกหมูที่จะมาถึงบ้านวันนี้

 

"จิ่นเป่า ดูนี่สิ นี่คือเมล็ดวุ้นเย็นไงล่ะ"

 

ด้านนอกบ้านมีถุงผ้าเล็กๆแขวนอยู่บนตะปู ถุงนั้นดูพองๆ ข้างในมีเมล็ดวุ้นเย็นอยู่เยอะทีเดียว

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยกำลังทำวุ้นเย็น เย่เสี่ยวจิ่นยืนดูอยู่ข้างๆด้วยความสนใจ

 

ตอนที่เย่จวินและหลิวเยว่กลับมา พอดีกับที่วุ้นเย็นทำเสร็จแล้ว

 

ในชามเคลือบใบใหญ่ น้ำตาลทรายแดงเย็นลงแล้ว

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดพลางยิ้ม "ดูสิ พี่ชายลูกกลับมาพอดีเลย วุ้นเย็นเพิ่งทำเสร็จ วันนี้พวกเขาคงร้อนตายแน่ๆ"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยวางงานในมือลง พอได้ยินเสียงหมูร้องก็รีบออกไปทันที

 

นี่เป็นลูกหมูตัวแรกของครอบครัวพวกเขา ทุกคนต่างให้ความสำคัญมาก

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยเห็นลูกหมูตัวอ้วนบนรถ อดไม่ได้ที่จะยิ้มพูดว่า "เจ้าใหญ่ ทำไมซื้อลูกหมูตัวใหญ่ขนาดนี้ล่ะ?"

 

"ลูกหมูตัวนี้ตากแดดมานานแล้ว คงจะเป็นลมแดดแน่ๆ รีบเอาไปไว้ในคอกหมูเร็ว"

 

หล่อนลูบหัวหมูอย่างเอ็นดู

 

เย่จวินพูดพลางหัวเราะว่า "ช่วงนี้ราคาลูกหมูถูก ผมซื้อตัวนี้มาเก้าหยวน คาดว่าน่าจะหนักประมาณยี่สิบกว่าชั่งได้"

 

"แม่ครับ ดูสิ ลูกหมูตัวนี้ร้องเสียงดังฟังชัดมาก ต้องเป็นหมูพันธุ์ดีแน่ๆ ต่อไปจะต้องตัวใหญ่มากแน่นอน"

 

"หวังว่าหมูดีๆตัวนี้จะทำให้พวกเราได้เก็บเกี่ยวผลผลิตมากมายในช่วงปีใหม่" หลี่ชุ่ยชุ่ยตบลูกหมูอย่างดีใจ ไม่รังเกียจแม้ว่ามันจะสกปรก แล้วอุ้มลูกหมูไปที่คอกทันที

 

เมื่อคืนเย่จื้อผิงไปเก็บหญ้าอ่อนๆมามาก ปูพื้นไว้หนาๆก็ไม่ต้องกลัวว่าลูกหมูจะหนาวเย็น

 

ในคอกหมูมีรางหินรางหนึ่งสำหรับเทอาหารหมู

 

หลังจากหลี่ชุ่ยชุ่ยปล่อยหมูลงไปแล้ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มและความหวัง "ลูกหมูดูดีขนาดนี้ ต่อไปจะโตได้ใหญ่แค่ไหนนะ?"

 

"ปีใหม่ปีนี้พวกเราคงได้กินอาหารฉลองปีใหม่ไปจนถึงวันที่สิบห้าเดือนหนึ่งก็ยังกินไม่หมด ยังจะทำเนื้อตากแห้งได้อีกเยอะแยะเลย"

 

เย่เสี่ยวจิ่นอดหัวเราะไม่ได้ "แม่คะ พูดแบบนี้ต่อหน้าลูกหมูดีเหรอคะ?"

 

"มันจะเป็นไรไปล่ะ หมูน้อยพวกนี้จะฟังภาษาคนรู้เรอะ?"

 

ทั้งสองคนหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน


บทที่ 169: น้ำเชื่อมสาลี่

 

หลิวเยว่ล้างมือให้สะอาดแล้วเริ่มแบ่งวุ้นเย็นใส่ถ้วย

 

พวกเขากลับมาโดยไม่ได้กินข้าวกลางวัน ตอนนี้ยังรู้สึกหิวอยู่บ้าง กินวุ้นเย็นก็พอช่วยให้อิ่มได้

 

หลิวเยว่มองเย่จวิน "คุณขี่จักรยานจนเหงื่อท่วมขนาดนี้ กินก่อนเถอะ"

 

เย่จวินรับวุ้นเย็นจากมือของหลิวเยว่ "คุณก็เหนื่อยมากเหมือนกัน คุณก็กินสิ"

 

หลิวเยว่ยิ้มน้อยๆ ไม่ได้เกรงใจเขา

 

เย่เสี่ยวจิ่นวิ่งเข้ามา หยิบวุ้นเย็นบนโต๊ะขึ้นมากินสองคำ

 

ชาติที่แล้วตอนเด็กๆ เธอเคยกินวุ้นเย็นมามาก แต่พอโตขึ้นก็แทบไม่ได้กินของแบบนี้อีกเลย

 

ตอนนี้กินแล้วรู้สึกสดชื่น ทั้งหวานนิดๆ อร่อยดีทีเดียว

 

หลิวเยว่มองเธอ ยิ้มอย่างตื่นเต้น "จิ่นเป่า ขอบคุณไอเดียดีๆของเธอ วันนี้พวกเราขายหยางเหมยท้อดองกับขิงและใบงาขี้ม้อนหมดเกลี้ยงเลย"

 

"ฉันรู้สึกว่าขายได้ดีทีเดียว กำลังคิดว่าจะถือโอกาสที่บ้านยังมีของพวกนี้อยู่ ทำอีกครั้งแล้วเอาไปขายในเมืองดีไหม"

 

"ก็ได้นะ ถ้าพี่คิดว่ามีเวลาพอ ทำอีกครั้งก็ไม่เป็นไร" เย่เสี่ยวจิ่นกินวุ้นเย็นไปพลางก็ดีใจแทนหล่อนด้วย "ยังไงบ้านเราก็มีรถ ไปเมืองสักทีก็สะดวกดี"

 

หลิวเยว่มองหน้าเย่จวิน "น้องชายคุณคงมีงานในนามากสินะ?"

 

"ไม่เป็นไรหรอก ยังไงก็ต้องมีเวลาไปกับคุณแน่นอน" เย่จวินยิ้มพูด "คุณไปจัดการได้เลย ไม่ต้องกังวล"

 

หลิวเยว่ไม่พูดอะไร แต่ใบหูแดงขึ้นเล็กน้อย "จิ่นเป่ามีวิธีหาเงินเยอะจัง ต่อไปพวกเราต้องเรียนรู้จากเธอให้มาก"

 

"คราวนี้ขายหมดในช่วงเที่ยงเดียว ได้เงินตั้ง2หยวน5เหมาเชียวนะ ฉันรู้สึกเหมือนฝันไปเลย..."

 

"จริงเหรอ?" หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกเหลือเชื่อ "แค่ของพวกนั้น...ขายได้ตั้งสองหยวนห้าเจี่ยวเลยเหรอ?"

 

สำหรับหลี่ชุ่ยชุ่ยแล้ว พวกนี้ล้วนเป็นของไม่มีค่า

 

"แน่นอนว่าจริงค่ะ แถมขายได้เร็วมาก ฉันยังตั้งตัวไม่ทัน" หลิวเยว่พูดพลางยิ้ม "ถ้าไม่มีเย่จวินอยู่ด้วย คงยุ่งจนทำไม่ทัน"

 

"อ้อใช่ เงินนี้ป้าเก็บไว้นะ..."

 

"พวกพี่เก็บไว้เองเถอะ" เย่เสี่ยวจิ่นเอ่ยขึ้นก่อน

 

เธอรู้ว่าการที่จะมีแรงจูงใจในการผลิตต่อไปได้ ก็ต้องสามารถหาเงินได้

 

ตอนนี้พี่ชายคนรองเป็นหัวหน้าทีมแล้ว เหลือแต่พี่ชายคนโตที่ยังไม่มีวิธีหาเงินที่ยั่งยืน

 

เธออยากให้ทุกคนสามารถพึ่งพาตัวเองได้

 

อาศัยโอกาสในการหาเงินครั้งนี้ ฝึกฝนความสามารถของพี่ชายคนโตและคนอื่นๆ ให้พวกเขาสามารถคิดด้วยตัวเอง

 

เพื่อป้องกันไม่ให้ชีวิตในอนาคตลำบาก

 

เย่เสี่ยวจิ่นคิดแล้วยิ้ม "คุณกับพี่ชายฉันก็จะแต่งงานกันในอนาคต แน่นอนว่าต้องเก็บเงินไว้บ้าง"

 

"น้ำตาลกรวดที่บ้านเรามีเยอะจนใช้ไม่หมด คุณเอาไปใช้เลยก็ได้ แล้วทำเพิ่มเอาไปขาย เงินที่เหลือพวกคุณก็เก็บไว้เอง"

 

หลิวเยว่รู้สึกงุนงงและไม่รู้จะทำอย่างไร "นี่..."

 

"จิ่นเป่าพูดถูกแล้ว พวกเธอก็ต้องใช้ชีวิตของตัวเอง เงินนี้ก็จัดการเองสิ" หลี่ชุ่ยชุ่ย ก็พูดตามไปด้วย

 

พวกเขาทำงานมาทั้งวัน ก็ควรจะมีแรงจูงใจบ้าง


อีกอย่าง เธอกับจิ่นเป่าก็รู้ว่าที่บ้านยังมีเงินเก็บอยู่ จึงไม่จำเป็นต้องใช้เงิน2หยวน5เหมานี้

 

หลิวเยว่เมื่อได้รับเงิน2หยวน5เหมา ก็รู้สึกมีกำลังใจมากขึ้นทันที

 

ต่อไปถ้าแต่งงาน แน่นอนว่าจะมีค่าใช้จ่ายมากมาย ก็ไม่อาจพึ่งพาลุงเย่กับป้าตลอดไปได้

 

ถ้าพวกเขาสามารถหาเงินได้มากขึ้น ก็จะช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวได้

 

เย่จวินตบมือของหลิวเยว่เบาๆ "เสี่ยวเยว่ ในเมื่อแม่กับจิ่นเป่าพูดแบบนี้แล้ว คุณก็รับไว้เถอะ"

 

"คุณเป็นคนมีการศึกษา แน่นอนว่าจัดการเรื่องเงินได้ดีกว่าผมที่เป็นคนหยาบกร้านมาก"

 

เมื่อเย่ฉางอันกลับมาถึงบ้าน เขาเห็นรถสามล้อจอดอยู่ที่บ้านแล้ว 

 

แต่กลับไม่เห็นพี่ชายและพี่สะใภ้อยู่ในบ้าน

 

"แปลกจัง พี่ชายของผมไปไหนล่ะครับ" เย่ฉางอันถามแม่

 

"พวกเขาไปเก็บลูกหยางเหมยกันแล้ว ในสวนผลไม้ยังมีลูกท้อเหลืออีกเยอะ ไม่มีใครเอา พวกเขาเลยเตรียมจะไปเก็บกลับมาด้วย"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดกับเย่ฉางอันว่า "วันนี้พวกเขาขายของได้ดี ตอนนี้เลยมีกำลังใจขึ้นมาก"

 

"ลูกก็ต้องตั้งใจทำงานให้ดีๆนะ ต่อไปจะได้แต่งงานมีเมีย แล้วช่วยกันดูแลครอบครัว"

 

เย่ฉางอันไม่อยากแต่งงานมีภรรยา "ทำไมแม่ถึงพูดเรื่องผมอีกล่ะ? ผมอยู่อย่างอิสระ มีความสุขดีอยู่แล้ว"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่อยากพูดกับเขาแล้ว "ฮึ ลูกนี่มันท่อนไม้จริงๆ อ้อ ไปดูที่คอกหมูหน่อยสิ พี่ชายซื้อลูกหมูกลับมาแล้ว"

 

"เป็นลูกหมูตัวอ้วนเชียว หนักตั้ง20ชั่งเลยนะ"

 

"จริงเหรอ? งั้นผมต้องไปดูหน่อยแล้ว" เย่ฉางอันรีบเดินไปที่คอกหมู

 

เมื่อเห็นลูกหมูที่กำลังกินอาหารอยู่ในคอกส่งเสียงอี๊ดๆ เขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างมีความสุข

 

"นี่มันลูกหมูตัวใหญ่จริงๆ"


"พี่ชายผมเก่งจริงๆ ซื้อได้ตัวใหญ่ขนาดนี้ ถึงปีใหม่คงโตเป็นหมูตัวใหญ่แน่ๆ"

 

“แม่ก็พูดแบบนั้นเหมือนกัน แต่ต่อไปเราจะต้องทำจูเฉ่าให้มากขึ้นอีก" หลี่ชุ่ยชุ่ย พูดพลางยิ้ม เมื่อเห็นหมูตัวขาวอ้วนพีนี้ ก็รู้สึกดีใจมาก

 

"แล้วมันจะเป็นไรไป? เหนื่อยหน่อยก็ยังดีกว่าหิวท้องนะ" เย่ฉางอันก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "ก็แค่จูเฉ่าเท่านั้นเอง มีผมกับพี่ใหญ่อยู่ จะกลัวอะไรกับจูเฉ่าแค่นี้"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยพยักหน้า “ลูกก็อย่าพูดอะไรอีกเลย ฉันทำวุ้นเย็นไว้แล้ว ไปกินหน่อยสิ"

 

ตั้งแต่หลิวเยว่เรียนรู้วิธีทำท้อกับลูกหยางเหมยดองใบงาขี้ม้อน พวกเขาก็ทำไปอีกสองครั้ง

 

เย่จวินกับหลิวเยว่ยังได้กำไรมาสิบหยวน

 

หลิวเยว่ถือเงินนี้แล้วรู้สึกหนักอึ้งและดีใจมาก

 

ไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะหาเงินได้แบบนี้ หลังจากได้ลิ้มรสความหวานแล้ว ก็เริ่มใช้สมองคิดหาโอกาสในการหาเงินแล้ว

 

แต่ท้อกับลูกหยางเหมยในบ้านก็หมดแล้ว คงทำธุรกิจนี้ต่อไม่ได้แล้ว

 

ช่วงนี้หาเงินได้ทั้งหมดสิบสามหยวน หลิวเยว่รู้สึกพอใจมาก

 

เย่จวินก็เริ่มอยากได้เงินขึ้นมาบ้างแล้ว


อีกระยะหนึ่งผ่านไป

 

เย่เสี่ยวจิ่นใช้เทคนิคการจับปลาของเธอ พาเย่ฉางอันไปจับปลาไหลกลับมาได้เต็มถังใหญ่

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยเปิดฝาถังตั้งแต่เช้าตรู่ เห็นปลาไหลมากมายขนาดนั้นแล้วแทบจะตกใจ

 

"โอ้โฮ ใครจับปลาไหลมาเยอะขนาดนี้?"

 

"แม่ดูสิว่าใครยังไม่ตื่น ก็คนนั้นแหละที่จับมา" เย่ฉางอันพูดพลางยิ้มกริ่ม "ดูปลาไหลพวกนี้สิ ตัวใหญ่ไหมล่ะ?"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่รู้ว่าเย่เสี่ยวจิ่นกล้าออกไปจับปลาไหลตอนดึกดื่น!

 

ต้องรู้ไว้ว่างูในเดือนสิงหาคมกันยายนนี่มีพิษร้ายแรงที่สุด!

 

หล่อนจ้องเย่ฉางอันด้วยสายตาดุ "เด็กผู้หญิงคนเดียวจะยกไหวได้ยังไง ลูกต้องพาหล่อนไปแน่ๆ"

 

เย่ฉางอันแก้ตัว "ผมแค่ไปเป็นเพื่อน หล่อนเป็นคนพาผมไปต่างหาก เป็นความคิดของหล่อน จะมาโทษผมได้ยังไง?"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่สนใจ ลูกสาวจะผิดได้อย่างไร ทั้งหมดเป็นเพราะลูกชายคนนี้ซุกซนเกินไป พาลูกสาวไปในทางที่ผิด

 

"ขืนลูกยังจะดื้อดึงอีก ระวังแม่จะตีนะ"

 

"ข้างนอกนั่นมีงูเยอะมาก ถ้าหล่อนจับงูโดยเข้าใจผิดว่าเป็นปลาไหล ลูกจะรู้ซึ้งถึงความร้ายกาจเลย"

 

"ถ้าเกิดเรื่องขึ้นกับน้องสาวมา ดูสิว่าแม่จะหักขาลูกหรือเปล่า!"

 

เย่จื้อผิงเข้ามาขวางหลี่ชุ่ยชุ่ย "พอเถอะ พอเถอะ ไม่มีอะไรหรอก จิ่นเป่าฉลาดออก หล่อนจะแยกไม่ออกระหว่างงูกับปลาไหลได้ยังไง?"

 

"แต่จิ่นเป่าเก่งมากนะที่จับปลาไหลได้เยอะขนาดนี้ ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย ดูสิ นี่พอกินได้หลายวันเลยนะ"

 

"จิ่นเป่าเก่งจริงๆ หัวไวปราดเปรียว ทั้งยังคล่องแคล่วว่องไวอีกด้วย"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยขมวดคิ้ว "ปลาไหลพวกนี้ลื่นมากนะ ไม่ง่ายเลยที่จะจับ ต้องเป็นเจ้ารองจับแน่ๆ แล้วมาหลอกพวกเรา"

 

"ผมไม่ได้โกหกพวกคุณจริงๆนะ นี่จิ่นเป่าจับเองแท้ๆ"

 

"หล่อนบอกว่านี่เรียกว่าเทคนิคการจับปลาขั้นสูงอะไรสักอย่าง จะให้ผมเปิดหูเปิดตา..." เย่ฉางอันพูดติดอ่าง พลางยักไหล่อย่างจนปัญญา "ผมก็งงๆเหมือนกัน แต่ผมเห็นสายตาหล่อนดีขึ้นมาก จับทีไรได้ทุกที"

 

"ผมยังไม่เก่งเท่าหล่อนเลย ได้แต่เดินตามหลังถือถังให้หล่อนเท่านั้น"

 

"มือทั้งสองข้างของหล่อนมั่นคงมาก เหมือนคีมเลย ไม่มีทางพลาดแน่นอน"

 

"เมื่อคืนปลาไหลทั้งหมดในบริเวณนี้ถูกหล่อนจับไปหมดแล้ว ถ้าผมไม่เห็นว่าได้ครึ่งถังแล้วและห้ามไว้ หล่อนคงจะจับต่อไปอีก"

 

พละกำลังของเย่เสี่ยวจิ่นเข้าที่เข้าทางแล้ว ปลาไหลพวกนั้นไม่ขยับเลย ปล่อยให้เธอจับมันเหมือนกับเก็บปลาใส่กระสอบ

 

พอดีตอนเช้าต้องทำอาหาร เย่จื้อผิงเดิมทีไม่รู้จะผัดอะไร

 

ตอนนี้วัตถุดิบมีพร้อมแล้ว ก็ไม่ต้องลังเลอีก

 

"พ่อ ผัดปลาไหลให้พวกเรากินไหมครับ?" เย่ฉางอันเห็นเย่จื้อผิงพับแขนเสื้อแล้ว ตาเป็นประกายทันที

 

เพราะเขาเชื่อมั่นในฝีมือการทำอาหารของพ่อมาก

 

เย่จื้อผิงพยักหน้า "ทำผัดปลาไหลพริกสับสักอย่าง"

 

"คราวที่แล้วจิ่นเป่าบอกว่า ถ้าผัดปลาที่มีกลิ่นคาวแบบนี้ ใส่ใบงาขี้ม้อนได้ทั้งนั้น ให้ผมไปหามาสักหน่อยไหมครับ?" เย่ฉางอันเสนอ

 

"ได้ ไม่ต้องเยอะ สัก5-6ใบก็พอแล้ว"

 

หลังเย่จื้อผิงฆ่าปลาไหลเสร็จแล้ว ก็เตรียมพริกแห้งจำนวนมาก และนำพริกดองเปรี้ยวออกมาจากโถด้วย

 

เขาใช้น้ำมันร้อนผัดปลาไหลที่หั่นเป็นท่อน ใส่เครื่องปรุงรสต่างๆ แล้วเพิ่มใบงาขี้ม้อนลงไป

 

กลิ่นหอมเปรี้ยวเผ็ดก็โชยออกมาทั่วทั้งห้อง

 

เย่เสี่ยวจิ่นเห็นปลาไหลที่ตัวเองจับเมื่อคืนถูกผัดแล้วตอนเช้า จึงพูดว่า "พวกคุณเจอมันแล้วเหรอ หอมจังเลย"

 

เธอไม่เกรงใจเลย เริ่มคีบอาหารทันที

 

"ไม่ใช่แค่เจอนะ ตอนเช้าแม่เปิดฝาออกมายังตกใจเลย"

 

เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกผิดเล็กน้อย "โอ๊ย นี่ไม่ใช่ความผิดของฉันนะ ถ้าไม่ปิดไว้ เจ้าเสี่ยวฮุยฮุยก็ต้องมาก่อกวนแน่ๆ!"

 

หมาตัวนี้ชอบก่อกวนมาก

 

รสชาติของปลาไหลผัดเปรี้ยวเผ็ดหอมอร่อยมาก

 

เย่เสี่ยวจิ่นพูดพลางกินข้าวกับกับข้าว "แปลงแตงโมเรียบร้อยแล้ว ใส่ปุ๋ยใหม่ด้วย อีกสองสามวันนี้ก็ต้องเก็บสาลี่กับส้มแล้ว"

 

"ฉันแทบไม่ได้ดูแลอะไรเลย สาลี่พวกนั้นแข็งมาก แค่ลูกเดียวก็สามารถทำให้ฉันตายได้แล้ว"

 

"ไม่ได้เกินจริงขนาดนั้นหรอก ปีก่อนๆ พวกเราก็กินสาลี่กันมาตลอด กินสองลูกก็เท่ากับมื้อหนึ่งแล้ว" เย่จวินพูดพลางยิ้ม

 

"แต่ก่อนน้องสามชอบกินสาลี่ ตอนกลางคืนหิวก็แทะสองคำก็อิ่มได้แล้ว"

 

เย่หวายยิ้มอย่างเขินๆ นั่นก็เพราะว่า...บ้านยากจน ไม่ได้กินอิ่ม ช่วงกำลังเติบโตพอดี ตอนกลางคืนก็เลยหิวมาก

 

ถ้าไม่แทะสองคำ ก็หิวจนนอนไม่หลับ

 

เย่เสี่ยวจิ่นนวดหน้าตัวเอง "เมื่อวานฉันแทะไปหนึ่งลูก เกือบทำให้ฟันฉันหลุดหมดแล้ว"

 

"สาลี่หินนี่สมชื่อจริงๆ แข็งเหมือนหินเลย"

 

"ใครว่า? ฉันชอบกินมากนะ" เย่ฉางอันเริ่มพูดจาโอ้อวดอีกแล้ว

 

เย่เสี่ยวจิ่นหยิบสาลี่ออกมาจากที่ไหนสักแห่ง ยื่นให้เย่ฉางอัน "ดีเลย พี่กินลูกนี้ให้หมดสิ"

 

"กินก็กิน นี่มันของดีนะ"

 

เย่ฉางอันล้างสาลี่แล้วกัดคำใหญ่เข้าปากทันที

 

เขาอดไม่ได้ที่จะกลอกตา แล้วตบหน้าอกตัวเอง จากนั้นก็กัดแก้มแน่น ค่อยๆกลืนลงไปทีละนิด

 

ขณะที่กลืน เขายังอดไม่ได้ที่จะไอเล็กน้อย

 

มีน้ำแค่นิดเดียว เกือบจะหายใจไม่ออกแล้ว

 

เย่เสี่ยวจิ่นหัวเราะออกมา "อร่อยไหม?"

 

"อร่อย!" เย่ฉางอันปากแข็ง "ถึงจะไม่มีน้ำเลย แต่ก็ยังมีรสหวานนิดหน่อยนะ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหัว ไม่อยากเถียงกับเขาแล้ว "ฉันกินไปหนึ่งลูก กินเสร็จยังปวดกรามเลย ฉันไม่อยากฝึกกล้ามเนื้อขากรรไกรหรอก"

 

"สาลี่วันนี้ออกผลเยอะมาก แต่ละบ้านได้แบ่งกันหลายร้อยชั่งเลยนะ"

 

เย่ฉางอันพูดว่า "เธอไม่กิน พวกเราก็ต้องกินให้หมด ไม่ควรปล่อยให้เสียเปล่า"

 

ปกติแล้วเย่ฉางอันดูเหมือนจะไม่ค่อยเอาไหน ดูไม่ค่อยเป็นผู้ใหญ่สักเท่าใด

 

แต่ในใจลึกๆแล้วกลัวความหิวโหยมาก จึงไม่มีทางที่จะทิ้งอาหารใดๆอย่างแน่นอน

 

เย่เสี่ยวจิ่นเมื่อเร็วๆนี้ได้อ่านวิธีการทำอาหารหลายอย่างในหนังสือ หนึ่งในนั้นคือขั้นตอนการทำน้ำเชื่อมสาลี่

 

เธอหันไปพูดกับหลิวเยว่ว่า "พี่เยว่ ทำไมพี่ไม่เอาสาลี่ทั้งหมดมาทำเป็นน้ำเชื่อมสาลี่ล่ะ"

 

"สาลี่ยี่สิบชั่งสามารถทำน้ำเชื่อมได้แค่หนึ่งชั่ง ประการแรก มันสามารถจัดการกับสาลี่ทั้งหมดที่แบ่งมาได้"

 

"ประการที่สอง พี่ก็สามารถเอาไปขายในเมืองได้ มันช่วยล้างปอดและแก้ไอ เป็นของดีนะ"

 

"ที่บ้านมีสาลี่เยอะขนาดนี้ ทำน้ำเชื่อมสักสิบชั่งก็ไม่มีปัญหาหรอก"

 

หลิวเยว่ฟังเธอพูดแบบนั้นก็พยักหน้า "งั้นเดี๋ยวค่อยทำก็ได้ พี่ชายใหญ่ของเธอบอกว่าเธอไอบ่อย เก็บไว้ให้เธอกินก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเอาออกไปขาย"

 

เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหน้า "ฉันกินเยอะแค่ไหนก็กินไม่หมดหรอก มันหวานมาก ต้องผสมน้ำดื่ม"

 

"ตอนนั้นพี่ใส่ขวดละครึ่งชั่ง เอาไปขายขวดละ5เหมาก็ได้นะ"

 

"มันมีค่าขนาดนั้นเลยเหรอ?" หลิวเยว่ถามอย่างประหลาดใจ

 

"อืม ใครที่รู้จักของสิ่งนี้ ก็จะยอมจ่ายเงินซื้อ ไม่ว่าจะเป็นของฝากผู้ใหญ่หรือเด็ก ก็ล้วนเป็นของดีทั้งนั้น"

 

ถึงเวลาเก็บเกี่ยวสาลี่อันแสนวุ่นวายแล้ว

 

ต้นสาลี่เก่าแก่ในสวนผลไม้นั้นสูงลิบลิ่ว มีเพียงคนที่แข็งแรงคล่องแคล่วเท่านั้นที่จะปีนขึ้นไปเก็บสาลี่ได้

 

สาลี่ถูกเก็บลงมาทีละตะกร้าตะกร้า แล้วนำไปวางไว้ที่เชิงเขา

 

หลิวเยว่ยุ่งอยู่ในสวนผลไม้ตลอดทั้งวัน พอตกกลางคืนก็ไปเก็บพุทราแดงมาหนึ่งถุงจากต้นพุทราข้างสวนผลไม้

 

เมื่อสาลี่ถูกแบ่งไปตามบ้านเรือนต่างๆแล้ว 

 

หล่อนก็เริ่มเตรียมทำน้ำเชื่อมสาลี่ในตอนกลางคืน

 

โชคดีที่หลิวเยว่เป็นคนฉลาด เรียนรู้ได้เร็วและทำได้สำเร็จอย่างดี

 

หลังจากเคี่ยวเป็นเวลานาน เมื่อทำเสร็จก็ได้น้ำเชื่อมสาลี่มา14ชั่ง

 

ทุกคนในครอบครัวมองดูน้ำเชื่อมสาลี่ที่มีสีสันสวยงามอย่างน่าทึ่ง ต่างรู้สึกว่ามันช่างหายากและมีค่า

 

"ทุกคนลองชิมรสชาติดูสิ" เย่เสี่ยวจิ่นเชื้อเชิญ พลางตักน้ำผสมออกมาหนึ่งช้อนจากในแก้วของตัวเอง

 

รสชาติดีมาก ในอากาศร้อนแบบนี้ ช่วยชุ่มคอได้ดีเยี่ยมจริงๆ

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยก็ดื่มไปหนึ่งแก้ว "ดื่มแล้วรู้สึกสบายตัวจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่ทุกคนบอกว่าสาลี่เป็นของดี"

 

หลิวเยว่เห็นทุกคนพอใจ ก็วางใจลงได้

 

ปกติพวกเขายุ่งอยู่ในหมู่บ้าน จึงแทบไม่มีใครทำของที่ต้องใช้เวลาและแรงงานแบบนี้

 

เย่เสี่ยวจิ่นเคยสุ่มได้ขวดแก้วหลากหลายขนาดมากมายจากระบบมาก่อนหน้านี้

 

ตอนนี้ก็ได้ใช้ประโยชน์พอดี


บทที่ 170: ฤดูเก็บเกี่ยวข้าว


การที่สามารถจัดการกับสาลี่พื้นเมืองเหล่านี้ได้ นับเป็นเรื่องที่ทำให้เย่เสี่ยวจิ่นมีความสุขที่สุด

 

เย่จวินพาหลิวเยว่ไปขายน้ำเชื่อมสาลี่ที่เมือง

 

ส่วนเย่เสี่ยวจิ่นกับพ่อเริ่มยุ่งกับเรื่องโรงเรือนแตงโม

 

แตงโมในแปลงได้ขุดออกไปหมดแล้ว 

 

ตอนนี้กำลังใส่ปุ๋ยและบำรุงดินใหม่

 

ซูต้าเฉียงและคนอื่นๆ ไปตัดไม้ไผ่ใหญ่จากภูเขามาทุกวัน เพื่อสร้างโครงของโรงเรือน

 

ส่วนแผ่นพลาสติก ในระบบพื้นที่ของเย่เสี่ยวจิ่นมีทุกขนาดครบถ้วน

 

"จิ่นเป่า พวกเราสร้างโครงโรงเรือนเสร็จแล้ว ก็คงไม่มีเวลามาทำต่อแล้วนะ" ซูต้าเฉียงแบกไม้ไผ่มา หอบแฮ่กๆด้วยความเหนื่อย "ผู้ใหญ่บ้านแจ้งมาว่า อีกเดือนครึ่งก็จะถึงเดือนกันยายนแล้ว ต้องเก็บเกี่ยวข้าวด้วย"

 

ถ้าเป็นปีก่อนๆ อาจจะเร็วกว่านี้อีก

 

เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า "อืม หนูรู้แล้วค่ะ"

 

"สร้างเสร็จแล้วยังต้องเพาะกล้าอีก เวลาน่าจะพอดี"

 

"แต่พอพวกคุณเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ก็ต้องมาจัดการเรื่องพวกนี้อีก คงจะเหนื่อยหน่อยนะ"

 

"เหนื่อยอะไรกัน ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าปีนี้จะได้เงินแบ่งเยอะ" ซูต้าเฉียงพูดพร้อมรอยยิ้ม "แค่มีเงินให้หาก็พอแล้ว"

 

"ไม่งั้นแรงกายผมก็เสียเปล่า"

 

"สมัยนี้อะไรๆก็ต้องใช้เงิน ไม่หาเพิ่มหน่อยได้ไง? ลูกสาวผมก็เรียนหนังสืออยู่นะ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นยิ้ม "ลุงต้าเฉียง ลุงวางใจได้"

 

"พอขายผลไม้จากโรงเรือนครั้งนี้ รวมกับปลาในนาข้าว ปีนี้พวกเราจะได้เงินปันผลเยอะแน่นอน"

 

"ได้ยินเธอพูดแบบนี้ ฉันก็สบายใจแล้ว" ซูต้าเฉียงเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก แล้วหยิบสาลี่หินออกมาจากกระเป๋า "เพิ่งเห็นว่าบนต้นยังมีสาลี่เหลืออยู่อีกเยอะ จิ่นเป่า เธอจะกินสักลูกไหม?"

 

เย่จื้อผิงรีบพูดว่า "หล่อนไม่กินหรอก หล่อนบอกว่ามันติดฟัน"

 

เย่เสี่ยวจิ่นพูดอย่างไร้เดียงสา "ก็มันติดฟันนี่นา ฟันหนูหลวมไปหมดแล้วเพราะกินสาลี่"

 

เย่จื้อผิงพูดอย่างจนปัญญา "ลูกกำลังจะผลัดฟันต่างหาก ไม่ใช่เพราะสาลี่หรอก"

 

อากาศร้อนขึ้นทุกวัน 

 

ในชั่วพริบตา รวงข้าวในทุ่งนาที่เคยหนักอึ้งก็กลายเป็นสีเหลืองไปหมดแล้ว

 

คลื่นข้าวสีเหลืองที่ไม่มีที่สิ้นสุดกำลังม้วนตัวอยู่ในทุ่ง ราวกับคลื่นในทะเล

 

สมาชิกในครอบครัวเริ่มออกจากบ้านแต่เช้าและกลับดึก

 

ทุกวันเหงื่อโซมกาย ผิวก็คล้ำขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

เย่เสี่ยวจิ่นอายุครบสี่ขวบแล้ว เริ่มคิดที่จะทำอาหารให้คนในครอบครัว

 

การเก็บเกี่ยวข้าวทุกปีเป็นงานที่เหนื่อยที่สุด เพราะอากาศร้อนที่สุดในช่วงนี้ และยังเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานล้วนๆอีกด้วย

 

"จิ่นเป่า ลูกทำอาหารแล้วหรือ?" หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบกลับบ้านตามปกติในตอนเย็น

 

ไม่คาดคิดว่า เย่เสี่ยวจิ่นได้ทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว

 

"แม่ พวกคุณเหนื่อยกันมากแล้ว ให้หนูทำอาหารก็พอ" เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มแย้ม "หนูทำซุปไข่ มะเขือยาวผัดถั่วฝักยาว และถั่วฝักยาวดองผัดเนื้อตากแห้ง"

 

"พรุ่งนี้จะทำอย่างอื่นให้พวกคุณกิน"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกซาบซึ้งใจ ลูบหัวของเย่เสี่ยวจิ่น "จิ่นเป่าเป็นเด็กดีจริงๆ"

 

"ลูกตัวเล็กแค่นี้เอื้อมถึงเตาที่สูงขนาดนั้นได้ยังไง?"

 

"หนูเอาเก้าอี้มาวางไงล่ะ" เย่เสี่ยวจิ่นพูดอย่างภาคภูมิใจ "จุดไฟก็ไม่ยากหรอก ส่วนการผัดอาหาร ปกติก็ดูพ่อทำก็เป็นแล้ว"

 

ความจริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้น เธอมีตำราอาหารเล่มหนึ่ง แค่ทำตามก็พอ

 

โชคดีที่เธอไม่ใช่คนที่ทำอาหารไม่เป็นเอาเสียเลย ดังนั้นอาหารที่ทำออกมาจึงดูดีพอสมควร

 

"แม่ พ่อกับพวกพี่ชายยังไม่กลับมาเหรอ?"

 

"พวกเขาต้องแบกข้าวไปตากที่ทีมงาน คาดว่าอีกครึ่งชั่วโมงถึงจะกลับมา ถ้าลูกหิวก็กินก่อนได้นะ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหน้า "แม่ คุณไปอาบน้ำก่อนเถอะ น้ำร้อนเดือดแล้ว"

 

เย่หวายแบกฟืนกลับมาจากภูเขา

 

เขาก็แปลกใจเหมือนกัน "จิ่นเป่า อาหารพวกนี้เธอทำเองเหรอ?"

 

"ใช่ค่ะ พี่ชาย วันนี้ทำไมพี่ไปตัดฟืนมาเยอะจัง?"

 

เย่หวายยิ้ม "ฉันถือโอกาสตอนคนอื่นยุ่ง ไปตัดฟืนมาเยอะๆ พอพวกเขาว่างแล้ว ฟืนในภูเขาก็คงจะถูกตัดหมดแล้ว"

 

"ฉันไปตัดมาจากที่ไกลๆเป็นไม้เนื้อแข็ง เผาได้นานมาก"

 

พี่น้องคุยกันไป

 

เพิ่งวันแรกของสุดสัปดาห์ เย่หวายก็ตัดฟืนกลับมาตั้ง5มัดแล้ว

 

ในภูเขายังมีอีก5มัด ที่ยังไม่ได้แบกกลับมา รอพรุ่งนี้ค่อยไปเอา

 

เขาหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดหน้า แล้วพูดลอยๆว่า "วันนี้หยางจิ่นบอกฉันว่าเขาสอบเข้ามัธยมปลายพลาดไปแค่สิบกว่าคะแนน โมโหจนแทบตาย"

 

"พอเปิดเทอม เขาจะมาเรียนซ้ำชั้นกับฉันอีกหนึ่งปี แล้วสอบใหม่อีกครั้ง"

 

"เขาค่อนข้างฉลาดนะ แค่ก่อนหน้านี้ยังไม่รู้เคล็ดลับในการสอบเท่านั้นเอง"

 

เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า "งั้นพี่ชายก็ต้องพยายามนะ มีเวลาแค่ปีเดียว พี่ก็ต้องสอบเข้ามัธยมปลายแล้ว"

 

"เธอวางใจได้เลย ฉันจะค่อยๆสอบอย่างมั่นคงแน่นอน" เย่หวายตบหัวน้องสาวเบาๆ

 

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

 

ทุ่งนาภายใต้แสงแดดเหมือนภาพวาดสีทองที่คลี่ออก

 

ผู้คนมากมายสวมเสื้อผ้าสีเทาและสีฟ้า ก้มหลังโค้งงอเกี่ยวข้าวอยู่ในทุ่งนา

 

บริเวณที่เก็บเกี่ยวแล้วเหลือเพียงตอซังข้าว

 

ยังมีเด็กๆอีกมากมายถือถังไปงมหาปลาหนีชิวในทุ่งนา

 

เย่เสี่ยวจิ่นก็เข้าไปดูด้วย โจวเหวินรุ่ยนั่งยองๆอยู่ข้างๆเธอ มองดูเด็กๆพวกนั้นทำงานอย่างขะมักเขม้น

 

"จิ่นเป่า เธอดูมานานแล้ว พวกเขาจับได้หรือยัง?" 

 

เย่เสี่ยวจิ่นชี้ไปที่พื้น "จับได้แล้วสิ ดูสิ ในถังของพวกเขามีปลาหนีชิวกับปลาไหลเยอะแยะเลย"

 

"ฉันก็อยากเล่นบ้าง ช่วยไปเอาถังที่บ้านฉันมาหน่อยสิ"

 

โจวเหวินรุ่ยลังเลเล็กน้อย "ไม่เอาดีกว่านะ จิ่นเป่า ถ้าเปื้อนโคลนคนที่บ้านจะตีเอานะ"

 

"พ่อแม่ฉันไม่ตีฉันหรอก รีบไปเถอะ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นพับแขนเสื้อขึ้น แล้วกระโดดลงไปในทุ่งนาด้วย

 

เด็กชายอายุราว11ขวบคนหนึ่งชื่อเถียนเจี้ยนพูดกับเธอว่า "เธออย่าเล่นที่นี่เลย เธอไม่รู้วิธีจับปลาหนีชิวหรอก"

 

"ทำไมฉันจะจับไม่เป็นล่ะ?" เย่เสี่ยวจิ่นจำได้ว่าเด็กชายคนนี้เป็นคนที่จับปลาหนีชิวเก่งที่สุดในแถวนี้

 

เถียนเจี้ยนหัวเราะเยาะ "เธอถอนตอซังข้าวนี่ขึ้นมาได้ไหมล่ะ?"

 

ไม่เพียงแค่เย่เสี่ยวจิ่นเด็กหญิงวัยสี่ขวบเท่านั้น แม้แต่คนอายุ78ปีก็ยังไม่มีแรงขนาดนี้

 

เซี่ยวรุ่ยรุ่ยที่เดินตามมาพูดว่า "ใช่แล้ว แกมีแขนขาเล็กๆแบบนี้ ไม่มีใครช่วยแกหรอก"

 

"อย่าคิดว่าแกเล่นกับรุ่ยเป่าสนิทแล้วพวกเราจะสนใจแกนะ"

 

"แกนี่น่ารำคาญจริงๆ"

 

เถียนเจี้ยนไม่ได้มีเจตนาจะกีดกันเย่เสี่ยวจิ่น เพียงแต่คิดว่าเธอดูโง่ๆ ไม่รู้ว่าการจับปลาหนีชิวนั้นเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง

 

"รุ่ยรุ่ย อย่าพูดแบบนั้นสิ ถ้าหล่อนอยากเล่นก็ปล่อยให้เล่นเถอะ"

 

เซี่ยวรุ่ยรุ่ยแค่นเสียงฮึ "หล่อนน่ะเหรอ? หล่อนทำอะไรไม่เป็นเลย แค่เห็นพวกเราจับได้ก็เลยมาตามติดเหมือนหมาเท่านั้นแหละ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นกลอกตา ไม่อยากสนใจพวกเขา

 

โจวเหวินรุ่ยถือถังเดินมา

 

"จิ่นเป่า ฉันมาแล้ว"

 

เย่เสี่ยวจิ่นถอดรองเท้าออก แล้วเดินลงไปในทุ่งนาที่เป็นโคลนนุ่มๆ

 

บริเวณใกล้ๆ คันนาจะมีรูเล็กๆอยู่บ้าง

 

เมื่อในนาข้าวไม่มีน้ำ ปลาหนีชิวก็จะมุดเข้าไปในรูพวกนี้ ดังนั้นแค่ขุดตามรูก็จะจับปลาหนีชิวได้

 

เย่เสี่ยวจิ่นจับต้นข้าวไว้ แล้วออกแรงดึงเล็กน้อย ก็ถอนขึ้นมาทั้งรากได้เลย

 

"จิ่นเป่า มีปลาไหลตัวหนึ่ง!" 

 

เย่เสี่ยวจิ่นดีใจ เธอถนัดจับปลาไหลมาก

 

ปลาไหลตัวใหญ่อยู่ในหลุม เย่เสี่ยวจิ่นใช้มือเดียวคว้าขึ้นมาแล้วโยนลงถังได้อย่างง่ายดาย

 

เถียนเจี้ยนถึงกับตาค้าง "ทำไมเธอถึงมีแรงมากขนาดนี้?"


จบตอน

Comments