paopao ep186-190

 บทที่ 186: หวังหลินปกป้องแฟนหนุ่ม

 

เย่เหวินชางไม่คิดว่าหวังหลินจะมาหาถึงที่บ้านด้วยตัวเอง

 

หลี่กุ้ยฮวารู้ว่าแฟนของลูกชายเป็นผู้หญิงที่มีประโยชน์มากต่ออนาคตของลูกชาย

 

ทันใดนั้น หล่อนรีบแทรกตัวผ่านหลิวต้าเม่ย "เธอคือหลินหลินใช่ไหม? ฉันได้ยินเหวินชางพูดถึงเธอบ่อยๆ"

 

"ทำไมเธอถึงมาหาเหวินชางไกลขนาดนี้ เธอคงเหนื่อยและหิวมาก ฉันจะไปทำอะไรให้เธอกินสักหน่อยนะ ดีไหม?"

 

หวังหลินเดิมทีกังวลว่าพ่อแม่ของเหวินชางจะไม่ชอบหล่อน

 

ตอนนี้เห็นแม่ของเขาต้อนรับอย่างอบอุ่น หล่อนก็รู้สึกโล่งใจ

 

หล่อนรับถุงสองใบจากคนขับรถ "ป้า นี่เป็นเหล้าและอาหารบำรุงที่ฉันเอามาฝาก อย่าได้รังเกียจเลยนะคะ"

 

ตาของเย่จื้อเฉียงเป็นประกาย เหล้าขวดนี้ราคาไม่ถูกเลย

 

"โอ้โห ช่างมีน้ำใจจริงๆ"

 

หวังหลินยิ้มอย่างมีความสุขมากขึ้น

 

หล่อนมองไปที่หลิวต้าเม่ย แล้วพูดว่า "พวกคุณไหว้บรรพบุรุษกันที่ไหนล่ะ? ฉันอยากไปพบกับคนในตระกูลเย่ของพวกคุณสักหน่อย"

 

กล้าที่จะรังแกเย่เหวินชางแบบนี้ ก็ต้องถามความเห็นของหล่อน หวังหลิน ก่อนสิว่าเห็นด้วยหรือเปล่า

 

เย่เหวินชางรีบพูดว่า "หลินหลิน ความสัมพันธ์ของครอบครัวพวกเราไม่ค่อยดีนัก ตอนนี้ครอบครัวอาสามของผมร่ำรวยแล้ว เลยไม่ค่อยต้อนรับคนอื่น"

 

"คุณไม่ควรไปที่นั่นนะ ผมเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะไป"

 

หวังหลินมองด้วยสายตาดูแคลนเล็กน้อย

 

พวกเขาที่อยู่ในหมู่บ้านนี้ ถึงจะรวยแค่ไหนก็คงไม่รวยเท่าครอบครัวของหล่อนหรอก?

 

"เหวินชาง คุณไม่ต้องกังวลไปหรอก ฉันแค่อยากไปทำความรู้จักกับพวกเขาเท่านั้นเอง"

 

หลิวต้าเม่ยคิดอย่างฉลาด "ใช่แล้ว สาวเมืองกรุงมาที่นี่เป็นครั้งแรก ก็ควรไปกราบไหว้บรรพบุรุษด้วย"

 

ถึงแม้ว่าหวังหลินจะมีท่าทีไม่ดีต่อนางก็ตาม


แต่หลิวต้าเม่ยก็ยังอดทนได้

 

ในเมื่อเป็นลูกสาวของเจ้าหน้าที่รัฐในเมือง อารมณ์คงไม่ค่อยดีแน่นอน

 

ก็พอเข้าใจได้

 

ขอเพียงแค่ในอนาคตสามารถจัดหางานในหน่วยงานรัฐบาลให้เย่เหวินชางได้ ก็ทนเอาหน่อยก็แล้วกัน

 

ครอบครัวของเย่เสี่ยวจิ่นทั้งหมดกำลังรออยู่บนถนน

 

ตอนนี้บนหลุมศพคงมีหญ้าขึ้นเยอะแล้ว เย่จื้อผิงถือเคียวและจอบ เตรียมจะไปทำความสะอาด

 

เย่ฉางอันถือถุงซาลาเปาและบัวลอยอยู่ข้างๆ

 

ล้วนเป็นของไหว้ทั้งนั้น

 

ส่วนเย่จวินก็ถือตะกร้าธูปเทียน

 

แม้แต่ หลี่ชุ่ยชุ่ย ก็ยังตามมาด้วย

 

พวกเขามีความเชื่อโชคลาง ดังนั้นจึงคิดว่าแม้บ้านจะดีอย่างนี้แล้ว ก็ยังต้องไปไหว้บรรพบุรุษอีก

 

ครอบครัวของเย่ไฉกุ้ยมาถึงก่อน

 

เย่ไฉกุ้ยและเซี่ยวเฟินฟางเดินมาด้วยกัน ส่วนเย่ว่านหยวนอยู่บ้านดูแลภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ จึงไม่ได้มา

 

"น้องสาม ดูสิ เสื้อผ้าของนายดูดีขนาดนี้ ไม่กลัวเสียหายเวลาไปบนภูเขาเหรอ?" เย่ไฉกุ้ยยิ้มอย่างเป็นมิตร "ทำจากผ้าที่ซื้อใหม่ทั้งหมดใช่ไหม?"

 

"ได้ยินว่าบ้านของพวกนายมีจักรเย็บผ้า วันหลังขอยืมใช้บ้างนะ"

 

"พวกเรากำลังจะทำเสื้อผ้าให้หลานชายที่ยังไม่เกิดสักหน่อย"

 

น้ำเสียงของเย่ไฉกุ้ยดีมาก ต่างจากเมื่อก่อนที่เย็นชาเหินห่าง

 

เขาก็หวังจะได้ใช้จักรเย็บผ้าเหมือนกัน เพราะได้ยินว่าจักรเย็บผ้านั้นใช้เย็บเสื้อผ้าได้ดีมาก

 

ในหมู่บ้านก็มีแค่บ้านน้องสามที่มี

 

คนอื่นๆไม่มีของดีแบบนี้กัน

 

เซี่ยวเฟินฟางยิ้มแย้มอย่างสดใส พูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเป็นเรื่องธรรมดา "ใช่แล้ว ชุ่ยชุ่ย เธอต้องให้พวกเรายืมแน่ๆใช่ไหม?"

 

"ถึงอย่างไรบ้านเธอก็ตัดเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ให้ฉันยืมใช้สักสองเดือนก็ไม่เป็นไรหรอก"

 

"อีกอย่าง เสื้อผ้าเด็กตัดเย็บเร็ว ฉันจะคืนให้พวกเธอเร็วๆนี้แหละ"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ย พอได้ยินแบบนี้ ยืมก็แล้วไป นี่จะยืมไปตั้งสองเดือนเลยเหรอ?

 

ด้วยนิสัยชอบเอาเปรียบของเซี่ยวเฟินฟาง พอยืมไปแล้วจะเอากลับคืนมาคงยากเย็นแสนเข็ญ

 

"แบบนั้นไม่ได้หรอก แต่พี่มาใช้ที่บ้านฉันได้ เพราะพวกเราก็ต้องใช้เองด้วย"

 

"ขนาดนั้นเลยเหรอ?" สีหน้ายิ้มแย้มของเซี่ยวเฟินฟางแข็งค้าง น้ำเสียงเริ่มประชดประชัน "เป็นญาติกันให้ฉันยืมใช้หน่อยก็ไม่ได้เหรอ? เธอคิดว่าฉันจะยึดของเธอไปเฉยๆงั้นเหรอ?"

 

"หลานชายของฉันก็เป็นหลานเล็กของพวกเธอนะ ขี้งกขนาดนี้เลยเหรอ?"

 

"อีกไม่นานลูกชายคนโตของพวกเธอก็จะแต่งงาน ไม่ต้องให้ญาติๆอย่างพวกเราช่วยเหลือหรอกเหรอ?"

 

เย่จื้อผิงพยายามพูดให้บรรยากาศผ่อนคลาย "วันนี้เป็นวันไหว้บรรพบุรุษ เรื่องนี้ค่อยคุยกันทีหลังเถอะ"

 

"ในเมื่อพวกคุณอยากใช้ ก็ควรให้พวกเราได้ใช้บ้างนะ"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกอึดอัดใจ "ใช่แล้ว ฉันก็ไม่ได้ขี้เหนียวขนาดนั้น"

 

เซี่ยวเฟินฟางจึงพยักหน้าอย่างพอใจ "ถ้างั้นสองสามวันนี้ฉันจะใช้ ฉันจะบอกพวกคุณ แล้วพวกคุณส่งมาให้ฉันนะ"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยแทบจะกลอกตาอยู่แล้ว

 

แต่ก็ยังไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมา

 

อย่างมากก็แค่แกล้งทำเป็นว่าตัวเองจะใช้ก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องมาทะเลาะกันตรงนี้

 

"พวกเธอมากันหมดแล้วเหรอ" เสียงของหลิวต้าเม่ยดังขึ้น

 

นางพาครอบครัวเย่คนโตมาถึงอย่างช้าๆ ท่าทีของนางก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง

 

นางหันไปมองหวังหลินด้วยสายตาอบอุ่นและเอาใจ "หลินหลิน รองเท้าคู่นี้ใส่เดินแล้วเมื่อยไหม ถ้าเมื่อยต้องบอกพวกเรานะ"

 

"เธอเป็นสาวเมืองกรุง ผิวพรรณละเอียดอ่อน ไม่เหมือนพวกเราชาวชนบทหรอก"


"การปีนเขาของคุณคงจะทำให้เหนื่อยมากแน่ๆเหวินชาง เธอต้องคอยดูแลหล่อนให้ดีๆนะ"

 

หวังหลินและเย่เหวินชางต่างไม่สนใจหลิวต้าเม่ย

 

โดยเฉพาะหวังหลิน หล่อนเกลียดยายแก่ที่ชอบรังแกเหวินชางคนนี้เข้ากระดูกดำ

 

ตอนนี้ก็แค่เห็นว่าหล่อนมีฐานะสูง ถึงได้มาประจบประแจงแบบนี้ใช่ไหม?

 

หล่อนจะไม่มีวันสนใจยายแก่คนนี้เด็ดขาด

 

ทุกคนต่างรู้สึกประหลาดใจ

 

เมื่อวานนี้ ครอบครัวพี่ใหญ่ยังคงหดหัวอยู่เลย ถึงขนาดปฏิเสธที่จะมาไหว้บรรพบุรุษ

 

กลัวว่าจะถูกคนอื่นเยาะเย้ยอีก

 

แต่วันนี้กลับดูสดใสเปล่งปลั่ง อกผายไหล่ผึ่งเชียว

 

ดูเหมือนพวกเขาจะมีความมั่นใจขึ้นมาอีกครั้ง

 

หลี่กุ้ยฮวาถือถาดค้างไว้ พลางยิ้มพูดว่า "ใช่แล้ว หลินหลินเป็นคนเมืองนี่นา คงถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมแน่ๆ"

 

"ที่นี่สภาพแวดล้อมแย่กว่าในเมืองของพวกเธอมาก"

 

"เธอคงต้องลำบากหน่อยนะ"

 

หวังหลินยิ้มตอบ "คุณป้า อย่าพูดแบบนั้นเลยค่ะ ฉันไม่เหนื่อยหรอก"

 

เย่ไฉกุ้ยพึมพำ "ก่อนหน้านี้พี่ใหญ่คุยโวกับผมว่า เหวินชางได้ลูกสาวตระกูลรวยมาเป็นภรรยา คงเป็นคนนี้แหละ"

 

เซี่ยวเฟินฟางเห็นพวกเขาห้อมล้อมหวังหลินราวกับดาวล้อมเดือนแทบจะบูชาหล่อน "ฮึ น่าแปลกใจจริงๆที่พวกเขาภูมิใจอวดอ้างได้ขนาดนี้"

 

"ที่แท้ก็มีอะไรให้โอ้อวดได้อีกแล้วสินะ"

 

หล่อนรู้สึกโมโหขึ้นมา

 

ถึงแม้ว่าลูกสะใภ้ของหล่อนจะชื่อเซี่ยหลิน ซึ่งต่างจากหวังหลินคนนี้แค่ตัวอักษรเดียวก็ตาม

 

แต่ชะตาชีวิตของทั้งสองคนนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

 

หลี่กุ้ยฮวาก็หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดจริงๆ "หลินหลิน พูดถึงเรื่องนี้แล้วมันช่างเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ ลูกสะใภ้ของบ้านรองเราก็ชื่อหลินหลินเหมือนกัน แต่ชื่อเต็มๆคือเซี่ยหลิน"

 

"น่าสงสารที่เป็นหญิงม่าย แต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องของเหวินชางแล้วก็ตั้งท้องอีก"

 

"คาดว่าอีกไม่กี่เดือนก็คงจะคลอดแล้ว"

 

"นิสัยเทียบกับคุณแล้ว ต่างกันลิบลับเลย"

 

เย่เหวินชางขมวดคิ้ว "แม่ จะเอาผู้หญิงแบบนั้นมาเปรียบกับหลินหลินได้ยังไง?"

 

หวังหลินมีการศึกษาสูง หน้าตาสวย เป็นคนในเมือง ฐานะดี 

 

พูดจาคล่องแคล่ว เป็นสาวสวยน่ารัก

 

ส่วนเซี่ยหลินเป็นแค่หญิงม่าย แถมยังมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีอีกด้วย

 

ตอนนี้ตั้งท้องแล้ว อารมณ์ก็ยิ่งแปรปรวน บ่อยครั้งที่อยู่แต่บ้านเกิดของตัวเอง


เปรียบเทียบกับหวังหลินไม่ได้เลยสักนิด

 

ในดวงตาของหวังหลินฉายแววรำคาญอยู่บ้าง หล่อนแค่นเสียงฮึ "คล้ายกันเหรอ? แค่ชื่อเท่านั้นแหละ"

 

"ฉันยังเด็ก ต่อไปจะต้องพยายามไปด้วยกันกับเหวินชาง ไม่มีทางอยู่ในชนบทแบบนี้แน่นอน"

 

"ในอนาคตพวกเราจะตั้งรกรากในเมือง พ่อของฉันจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย"

 

เซี่ยวเฟินฟางกลอกตา แล้วส่งสัญญาณตาให้เย่ไฉกุ้ย


เห็นไหม แน่นอนว่าจะเริ่มอวดอ้างอีกแล้ว

 

เย่ไฉกุ้ยแค่นเสียงฮึ "เด็กน้อย อย่าเพิ่งด่วนพูดไปนักเลย พวกเธอยังไม่มีอะไรแน่นอนเลยสักอย่าง"

 

"ถ้าพ่อของเธอเห็นด้วย ก็น่าจะให้ทางฝ่ายเราไปสู่ขอแล้วสิ"

 

ใบหน้าของหวังหลินแดงขึ้นมา หล่อนยังไม่กล้าบอกเรื่องที่คบหาดูใจกันให้พ่อรู้เลย

 

ถึงอย่างไร พ่อก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการเรียนหนังสือแล้วมาคบหาดูใจกัน เขาคิดว่ามันเป็นพฤติกรรมที่ไม่เอาการเอางาน

 

แม้ว่าตอนนี้หล่อนจะดูเหมือนบุกมาหาฝ่ายชายอย่างมั่นใจ

 

แต่แท้จริงแล้วทั้งหมดนี้เป็นความคิดของหล่อนเอง

 

ถ้าพ่อของหล่อนรู้เข้า คงจะหักขาหล่อนให้ได้

 

แต่หล่อนถือว่าตัวเองเป็นผู้หญิงยุคใหม่ ควรมีสิทธิ์ที่จะแสวงหาความสุขและความรัก

 

แน่นอนว่าไม่ควรถูกครอบครัวมาจำกัด

 

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องของคนสองคนควรเป็นการตัดสินใจของหล่อนเอง ไม่ใช่ให้คนในครอบครัวมายุ่ง

 

"สุดท้ายพวกเราจะแต่งงานกันอยู่ดี จะรีบร้อนไปทำไม?"


บทที่ 187: การเผชิญหน้า

 

"พวกเรายังเด็กอยู่ ไม่จำเป็นต้องให้คุณมาพูด" หวังหลินพูดตอกกลับทันที "เมื่อถึงเวลา พวกเราก็จะแต่งงานเอง"

 

"ใช่ๆ" หลิวต้าเม่ยเห็นด้วย "นั่นแหละเจ้ารอง แกพูดให้มันน้อยๆหน่อย หลินหลินเป็นสาวเมืองกรุงนะ คนในเมืองกับพวกเราไม่เหมือนกันหรอก"

 

"หล่อนมาไกลขนาดนี้ อย่าไปว่าหล่อนเลย"

 

หวังหลินเชิดหน้าขึ้น รู้สึกภูมิใจที่ได้รับการยกย่องที่นี่

 

ด้วยสถานะของหล่อนที่เห็นๆกันอยู่ แม้แต่คนที่รังแกเหวินชาง ก็ยังต้องยกย่องหล่อน ตราบใดที่หล่อนอยู่ที่นี่ ก็จะไม่มีใครกล้ารังแกเหวินชางอีก

 

"เธอคือเย่เสี่ยวจิ่นใช่ไหม?"

 

หล่อนมองไปยังเด็กผู้หญิงที่เล็กที่สุดในกลุ่มคน

 

ตามที่ได้ยินมา เย่เสี่ยวจิ่นคนนี้เองที่เป็นตัวแสบประจำตระกูลเย่

 

ทุกวันเธออาศัยความที่ตัวเองอายุน้อย และได้รับความรักจากครอบครัวอย่างไร้ขอบเขต จึงมักทำตัวน่ารำคาญมาก

 

แต่เพราะเธอเป็นเด็กซน จึงไม่มีใครจัดการเธอได้

 

ส่งผลให้เธอยิ่งเหิมเกริมมากขึ้นเรื่อยๆ

 

"เป็นเธอใช่ไหมที่ตีเหวินชาง?"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบพูดว่า "เรื่องเล็กๆน้อยๆระหว่างเด็กสองคน ไม่ต้องพูดถึงมันอีกแล้ว"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยก็หวังดี เห็นว่าเด็กสาวคนนี้มีนิสัยหยิ่งผยอง และเป็นที่รักของครอบครัวใหญ่

 

หล่อนไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งอะไรในวันนี้

 

เพราะลูกสาวของตนไม่เคยมีนิสัยยอมจำนนต่อใครอยู่แล้ว


หากว่าหวังหลินไปทำให้จิ่นเป่าโกรธจริงๆ พวกเขาจะต้องยืนอยู่ฝ่ายจิ่นเป่าแน่นอน

 

ถึงตอนนั้น ครอบครัวของพี่ชายคนโตจะเสียหน้าก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว

 

หลี่กุ้ยฮวาคิดว่าหลี่ชุ่ยชุ่ยกลัวแล้ว จึงแค่นเสียงว่า "โอ้ ใช่แล้วล่ะ ลูกเธอชอบทำอะไรแบบนี้นี่ ใครใช้ให้ครอบครัวเธอรวยล่ะ พวกเราก็ได้แต่อดทนกลืนความโกรธไว้"

 

"แม้แต่ตอนที่ลูกชายฉันถูกทำร้ายขนาดนี้ พวกเธอก็ไม่มีคำขอโทษสักคำ"

 

หล่อนถอนหายใจยาว

 

เย่เหวินชางหัวเราะเยาะ "ใช่แล้ว"

 

หวังหลินได้ยินคำพูดนี้ ก็โกรธขึ้นมาทันที

 

เด็กเกเรคนนี้ไม่มีใครจัดการ หล่อนจะไม่ตามใจแน่!

 

หล่อนแตกต่างจากคนชนบทพวกนี้อย่างแน่นอน ตรงทีมีความคิดเรื่องถูกผิด รู้ว่าไม่ควรตามใจเด็กมากเกินไป

 

การทำแบบนั้นจะทำให้เย่เสี่ยวจิ่นคนนี้ยิ่งเหิมเกริมขึ้นเท่านั้น

 

"ฮึๆ ตอนที่เราอยู่ในเมือง เคยมีเพื่อนบ้านที่ตามใจลูกมากเกินไป ทำให้เด็กคนนั้นชอบตีกัน ขโมยของ และรังแกคนอื่นตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ยังติดคุกอยู่เลย คาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกสิบกว่าปีกว่าจะได้ออกมา"

 

หวังหลินพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย 

 

หวังจะใช้เรื่องนี้ขู่ครอบครัวเย่เหล่าซานสักหน่อย

 

"พี่หมายความว่ายังไง? จะมาพูดจาประชดประชันฉันเหรอ?" เย่เสี่ยวจิ่นเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงใสกังวาน มองหวังหลิน "พี่อายุแค่15ปีกว่าๆใช่ไหม? อย่างมากก็16ปี คิดว่าประสบการณ์ชีวิตของพี่มากพอที่จะมาสั่งสอนฉันเหรอ? หรือคิดว่าตัวเองเป็นดอกไม้ไร้สมองที่ฉลาดมากงั้นเหรอ?"

 

เย่เสี่ยวจิ่นไม่อยากจะเปิดโปงหญิงสาวที่หลงรักอย่างไร้สติคนนี้เลย

 

ชัดเจนว่าเย่เหวินชางเป็นผู้ชายที่ใช้ผู้หญิงเป็นบันไดไต่เต้า

 

เขาไม่เคยเห็นผู้หญิงอยู่ในสายตา แม้แต่น้องสาวแท้ๆ เขาก็ไม่สนใจ

 

ผู้หญิงทุกคนเป็นเพียงแค่ก้าวบันไดสำหรับเขาเท่านั้น

 

แล้วยังมีคนมาระบายอารมณ์แทนเขาอีกหรือ?

 

ช่างน่าขันจริงๆ

 

ชาติที่แล้วเย่เสี่ยวจิ่นเป็นโสดมาตั้งแต่เกิด ไม่สนใจพวกที่หลงรักอย่างไร้สติเลย

 

ตอนนี้เพิ่งยุค70 แต่กลับมีคนที่หลงรักอย่างไร้สติจริงๆ ทำให้เธอรู้สึกงุนงงมาก

 

"เธอหมายความว่ายังไง? เธอไม่มีมารยาทเลยจริงๆนะ ไม่แปลกใจเลยที่จะเป็นเด็กเกเร ดูเหมือนว่านอกจากพ่อแม่จะสั่งสอนไม่ดีแล้ว ยังมีนิสัยดื้อรั้นอีกด้วย"

 

หวังหลินจ้องมองเย่เสี่ยวจิ่นอย่างไม่เกรงใจเลยแม้แต่น้อย "พ่อแม่เธอไม่สั่งสอนเธอ ต่อไปก็จะมีคนมาสั่งสอนเธอเอง"

 

"มันเรื่องอะไรของพี่?" เย่เสี่ยวจิ่นเหลือบมองหล่อนอย่างเย็นชา

 

"รู้ไหมว่าวันนี้ที่มีพิธีไหว้บรรพบุรุษเพื่ออะไร? เพื่อฉลองเรื่องดีๆให้ฉันต่างหาก"

 

"ดังนั้นวันนี้ฉันคือตัวเอกของที่นี่ ถ้าพี่จะพูดเรื่อยเปื่อยอีก ก็ไสหัวไปให้พ้นได้ไหม?"

 

ความ.อดทนของเย่เสี่ยวจิ่นที่มีต่อครอบครัวลุงใหญ่ลดลงเหลือศูนย์แล้ว

 

แม้แต่ลุงใหญ่และป้าใหญ่ก็ยังไม่อยากพูดดีๆด้วย แล้วจะพูดถึงคนนอกทำไม

 

ต่อให้มีฐานะดีแค่ไหน ในสายตาของเธอก็เป็นแค่คนแปลกหน้าที่ไม่สำคัญ

 

แต่คำพูดของเย่เสี่ยวจิ่นครั้งนี้ก็ออกจะรุนแรงเกินไปหน่อย

 

ไม่ใช่แค่หวังหลินที่ตะลึงงัน

 

หลี่กุ้ยฮวาและหลิวต้าเม่ยต่างตะลึงงัน

 

"หลี่ชุ่ยชุ่ย! เธอดูสิว่าลูกสาวเธอพูดอะไรออกมา?" หลี่กุ้ยฮวาโกรธทันที

 

หวังหลินคนนี้เกี่ยวข้องกับอนาคตและความก้าวหน้าของลูกชายหล่อน

 

ถ้าถูกเด็กลูกนอกคอกคนนี้มาทำให้พังไป

 

หล่อนจะต้องบีบคอเย่เสี่ยวจิ่นให้ตายคามือถึงจะหายแค้น

 

"หลินหลินพูดอะไรผิดหรือ ลูกสาวเธอถึงได้พูดจาหยาบคายขนาดนี้? ไม่มีมารยาทเลยหรือไง?"

 

เย่จื้อเฉียงก็เข้าข้าง "ใช่แล้ว จื้อผิง นายนี่ตามใจลูกสาวจนไร้ยางอายไปแล้ว"

 

หลิวต้าเม่ยรู้สึกลำบากใจ

 

ฝ่ายหนึ่งเป็นลูกสะใภ้จากในเมือง ฐานะดีมาก แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นคนนอก

 

อีกฝ่ายแม้จะเป็นแค่หลานสาว แต่ตอนนี้กลับเป็นคนที่เก่งที่สุดในบ้าน

 

นางรู้สึกลำบากใจมาก

 

เย่ไฉกุ้ยแทบจะหัวเราะตาย เย่เสี่ยวจิ่นที่แต่เดิมเขามองไม่ค่อยถูกตา ตอนนี้กลับดูน่าพอใจขึ้นมาก


เย่ฉางอันถอนหายใจ "น้องสาวของพวกเราอารมณ์ร้ายเกินไปจริงๆ ด่าคนเจ็บมาก"

 

เย่จื้อเฉียงรีบพูดว่า "ใช่แล้ว ทำไมถึงชอบบอกให้คนอื่นไปให้พ้นบ่อยๆล่ะ? นี่เป็นคำพูดที่ผู้หญิงควรพูดหรือ?"

 

"เย่เสี่ยวจิ่น รีบขอโทษหลินหลินเร็ว เดี๋ยวญาติพี่น้องจะทะเลาะกันใหญ่"

 

พวกเขาคิดว่าเย่เสี่ยวจิ่นจะขอโทษในทันที

 

แม้หวังหลินจะโกรธมาก แต่ก็รู้ว่าพวกชาวบ้านเหล่านี้ไม่กล้ายุ่งกับหล่อนแน่นอน

 

เด็กซนคนหนึ่งไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ แต่ผู้ใหญ่ย่อมรู้

 

อย่างไรก็ต้องก้มหัวขอโทษอย่างว่าง่ายไม่ใช่หรือ?

 

เย่ฉางอันถอนหายใจอีกครั้ง "ไม่ต้องขอโทษแล้วละ น้องสาวของผมเกิดมาอารมณ์ร้าย ไม่ใช่คนที่ใครจะมายุ่งได้ง่ายๆ มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้"

 

"ต่อไปนี้ถ้าพวกคุณเจอน้องสาวของฉัน ก็หลบไปหน่อยจะดีกว่า จะได้ไม่โดนด่าอีก จะได้ไม่เสียอารมณ์ไง"

 

เย่เสี่ยวจิ่นหลุดขำออกมาเบาๆ แทบจะหัวเราะออกมาดังๆ

 

เธอมองพี่ชายที่คอยปกป้องน้องสาวด้วยสายตาโค้งเป็นรอยยิ้ม แล้วแอบชูนิ้วโป้งให้เขาในใจ

 

คำพูดของเย่ฉางอันครั้งนี้ คงทำให้ครอบครัวพี่ใหญ่โกรธจนแทบตายแน่ๆ

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยก็รีบกอดลูกสาวไว้แน่น "พวกคุณทำเรื่องสกปรกอะไรไว้ก็รู้กันดีอยู่แล้ว ยังจะมาระบายอารมณ์ใส่ลูกสาวฉันอีก คิดว่าพวกเราเป็นลูกพลับนิ่มให้พวกคุณบีบง่ายๆหรือไง?"

 

เย่จื้อผิงหัวเราะเยาะ "ใช่แล้ว ถ้าพวกคุณคิดว่าลูกสาวมไม่ดี ก็อย่าเข้ามายุ่งกับเราดีกว่า พวกเราตามใจลูกสาวก็จริง แต่ใครจะว่าอะไรได้ล่ะ ในเมื่อบ้านเรามีลูกสาวแค่คนเดียว"

 

พูดจบ ครอบครัวเย่เหล่าซานก็เดินขึ้นเขาไป

 

หวังหลินยืนอยู่กับที่ด้วยความโกรธ ร่างกายสั่นไปทั้งตัว หล่อนรู้สึกหนาวเย็นไปทั้งแผ่นหลัง "เหวินชาง ทำไมครอบครัวของคุณถึงมีญาติแบบนี้? มันช่างเกินไปจริงๆ"

 

"ปกติคุณถูกรังแกแบบนี้เหรอ?"

 

"คุณ...คุณช่างลำบากจริงๆ"

 

หวังหลินทั้งโกรธทั้งสงสารเย่เหวินชาง "ต่อไปนี้ครอบครัวของคุณไม่ต้องไปมาหาสู่กับพวกเขาอีกแล้ว ยังไงพวกเขาก็เป็นแค่ชาวนาไปชั่วชีวิต แต่คุณไม่เหมือนกัน พอคุณเรียนจบ ฉันจะให้คุณพ่อจัดการให้คุณทำงานในเมืองอำเภอ"

 

"ต่อไปตลอดทั้งปี คุณจะไม่ต้องเจอพวกเขาอีกเลย ไม่ต้องอดทนกลั้นใจคบหากับพวกเขาอีกแล้ว"

 

เย่เหวินชางดวงตาวาววับ "แล้วคุณพ่อของคุณจะยอมหรือ?"


หวังหลินพูดอย่างไร้เดียงสา "ไม่เป็นไร เราแต่งงานจดทะเบียนกันก่อนก็ได้ คุณเป็นลูกเขยคนเดียวของเขา เขาก็ต้องจัดการให้คุณอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?"

 

หลี่กุ้ยฮวาเห็นหล่อนโง่เขลาแบบนี้ ในใจก็รู้สึกดีใจอย่างห้ามไม่อยู่

 

นี่ท่าทางเหมือนจะมาสู่ขอถึงที่เลยนะ

 

ไม่เพียงแต่ไม่พูดถึงสินสอด ยังจะจัดหางานให้ลูกชายอีก ในโลกนี้มีเรื่องดีๆแบบนี้ด้วยหรือ?

 

ลูกชายของหล่อนช่างมีความสามารถจริงๆ ไม่งั้นคงไม่ทำให้เด็กสาวที่มีฐานะดีขนาดนี้หลงรักได้หรอก

 

"โอ้ หลินหลิน เธอช่างเป็นเด็กดีจริงๆ ป้าเห็นเธอครั้งแรกก็ชอบเธอตั้งแต่ในใจแล้ว"

 

"แต่เธอก็เห็นแล้วว่าครอบครัวของเราเป็นคนซื่อๆ ต่อไปคงต้องให้เธอมาเป็นแม่บ้าน เพื่อไม่ให้พวกเราถูกรังแก"

 

หวังหลินรู้สึกมีความรับผิดชอบขึ้นมาทันที "ป้า คุณวางใจได้เลย! มีฉันอยู่ รับรองว่าจะพาพวกคุณทุกคนไปใช้ชีวิตที่ดีในเมือง พวกคุณไม่ต้องอยู่ในหมู่บ้านติดต่อกับคนไร้การศึกษาไร้คุณภาพพวกนี้ ก็จะไม่ต้องถูกรังแกแล้ว"

 

หัวใจหลี่กุ้ยฮวาพลันล่องลอย ไปเป็นคนเมืองงั้นหรือ?

 

นี่เป็นสิ่งที่หล่อนไม่กล้าแม้แต่จะคิด

 

หล่อนยิ้มกว้างเหมือนดอกไม้บาน "ดีๆๆ ต่อไปนี้ป้าต้องพึ่งพาเธอแล้วนะ"


บทที่ 188: เรียนรู้ทั้งครอบครัวระหว่างทางไปไหว้บรรพบุรุษ

 

การปีนเขาสำหรับเย่เสี่ยวจิ่นนั้นยังพอไหว

 

หวังหลินคนเดียวไม่เพียงพอที่จะส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของเธอ

 

เธอหันหน้าไปทางอื่นและโยนเหตุการณ์เล็กๆนี้ทิ้งไปจากความคิด

 

ในทางกลับกัน ครอบครัวพี่ชายคนโตไม่ได้ขึ้นเขามาเลย และตัดสินใจตัดขาดความสัมพันธ์กับครอบครัวน้องชายคนที่สามอย่างสิ้นเชิง!

 

พวกเขาคิดว่าครอบครัวของเย่เหล่าซานได้ทำให้พวกเขาโกรธอย่างสิ้นเชิงในครั้งนี้!

 

เย่จื้อผิงไม่สนใจแล้ว

 

เขาเดินไปพลางบ่นไปพลาง "ครอบครัวพี่ใหญ่นี่ช่างน่าโมโหจริงๆ พาเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆมาด่าลูกสาวของเรา เด็กคนนั้นดูแล้วอายุเท่าไหร่กัน? ทำไมถึงได้โมโหง่ายขนาดนั้น"

 

"แถมยังเป็นแค่คนนอกอีกต่างหาก..."

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยพยักหน้า "ใช่แล้ว ดีนะที่จิ่นเป่าของเราไม่ใช่คนที่ใครจะรังแกได้ง่ายๆ"

 

"ไม่งั้นพวกเราก็คงจะ..."

 

ถ้าหลี่ชุ่ยชุ่ยต้องเผชิญหน้ากับคำวิจารณ์ 

 

หล่อนคงไม่มีทางพูดออกมาให้คนอื่นไปให้พ้นได้หรอก

 

หล่อนถอนหายใจ ยังรู้สึกว่าตัวเองพูดไม่เก่งเอาเสียเลย

 

"จิ่นเป่า วันนี้เป็นวันไหว้บรรพบุรุษของลูก พวกเราก็ต้องตั้งใจไหว้นะ"

 

"อ้อใช่ ก่อนหน้านี้ลูกบอกว่าคิดวิธีหาเงินให้พี่ชายคนโตได้แล้ว มันคืออะไรล่ะ?"

 

เย่จวินเหลือบมองข้างๆ "คือการเผาอิฐ"

 

"เผาอิฐเหรอ?" เย่ฉางอันประหลาดใจทันที ผ่านไปครู่หนึ่งก็หัวเราะลั่น "จะเผาอิฐยังไงล่ะ? ใครจะทำเป็น?"


"แล้วมันเป็นสิ่งที่เราจะเรียนรู้เองได้เหรอ? อาศัยแค่นี้จะหาเงินได้จริงๆน่ะเหรอ?"

 

เย่เสี่ยวจิ่นแค่นเสียงหึในลำคอ "มีความต้องการก็มีตลาด เข้าใจไหม?"

 

"สะสมความมั่งคั่งไว้ล่วงหน้า เมื่อโอกาสมาถึงจะได้มีเงินไปลงทุน จึงจะสามารถพุ่งทะยานขึ้นไปได้"

 

"ถ้าไม่รู้หลักการนี้ก่อน ต่อให้อยู่ในจุดที่มีโอกาสก็บินขึ้นไปไม่ได้"

 

อีกสิบปีต่อมา ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผ่านไปอีกสิบปี ยุคสมัยก็เปลี่ยนไป

 

ความเร็วในการพัฒนานั้นน่ากลัวมาก

 

ก่อนที่เศรษฐกิจการตลาดจะมาถึง การเตรียมตัวเล็กๆน้อยๆ และหาทางสะสมเงินทองไว้ย่อมไม่ผิดแน่นอน

 

เย่ฉางอันฟังไม่เข้าใจว่าเธอพูดอะไร "เผาอิฐมันทำยากมาก อีกทั้งยังอันตราย แน่ใจเหรอ?"

 

"ก็เลยบอกว่าต้องไปดูก่อนไง"

 

"ได้ เธอพูดมีเหตุผล" เย่ฉางอันยักไหล่ "งั้นพี่ใหญ่ไปเผาอิฐแล้วรวย แล้วฉันล่ะ? เธอต้องจัดการหาทางให้ฉันด้วยนะ"

 

"มีงานใหญ่ให้พี่ทำแน่นอน พี่อย่าเพิ่งใจร้อนสิ"

 

ต่อไปนี้ช่องทางการขายของฟาร์มทั้งหมดจะต้องมอบให้พี่ชายคนรอง

 

ก่อนที่จะได้รับส่วนแบ่ง ก็ต้องจัดการเรื่องการเพาะปลูกในหมู่บ้านให้ได้ก่อน ซึ่งก็ถือว่าไม่เลวเลย

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดขึ้นมาว่า "ทำไมลูกถึงคิดถึงเรื่องการเผาอิฐล่ะ?"

 

"เพราะหลังจากที่บ้านของเราสร้างบ้านอิฐแล้ว ก็มีคนอีกมากมายที่อยากจะสร้างบ้านบ้าง ในระยะสิบลี้แปดหมู่บ้านนี้ ใครจะสามารถไปขนอิฐมาจากในเมืองได้ล่ะ? ถ้าพวกเราเป็นคนแรกที่เผาอิฐ รับรองว่าจะต้องมีคนมาซื้อแน่นอน เมื่อบ้านอิฐของเราเริ่มต้นขึ้น ต่อไปก็จะมีคนสร้างบ้านอิฐตามมาอีกมากมาย"

 

"อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุที่แพงมาก แต่ผลตอบแทนก็ยังน่าพอใจมาก"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยคิดดูแล้ว บ้านอิฐก็สบายและสว่างกว่ามากจริงๆ

 

และหลังจากที่บ้านของพวกเขาสร้างเสร็จ ก็มีคนพูดบ่อยๆว่าอิจฉามาก อยากจะสร้างบ้านแบบนี้บ้าง

 

หล่อนแค่ฟังผ่านๆ ไม่ได้เอาใจใส่อะไรเลย

 

ใครจะรู้ว่าจิ่นเป่าได้ยินคำพูดแบบนี้เข้า กลับคิดหาวิธีทำเงินจากมันเสียแล้ว

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยก็เป็นคนชอบเรียนรู้ "สิ่งที่ลูกพูดนี่เรียกว่าความต้องการใช่ไหม ความต้องการก็คือมีความจำเป็นต้องใช้อะไรบางอย่างใช่ไหม?"

 

เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดต่อ "แล้วตลาดหมายถึงอะไรล่ะ? เหมือนกับตลาดนัดหรือเปล่า? เป็นที่ที่คนมาซื้อของใช่ไหม?"

 

เย่เสี่ยวจิ่นคิดสักครู่ แล้วอธิบายให้หลี่ชุ่ยชุ่ยเข้าใจง่ายๆ ว่าที่ไหนมีความต้องการ ที่นั่นก็มีตลาด

 

ครอบครัวของเย่เหล่าซานต่างตั้งใจฟังอย่างจริงจัง

 

พวกเขารู้สึกว่าหลักการนี้ไม่เคยมีใครพูดมาก่อนเลย

 

วิธีคิดแบบนี้ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ

 

หลิวเยว่พูดอย่างประหลาดใจ "ถ้าอย่างนั้น ถ้ามีความต้องการก็มีตลาด ถ้าอยากจะหาเงิน ก็ไม่ต้องไปดูว่าใครรับซื้ออะไร แต่ให้คิดว่าคนอื่นต้องการซื้ออะไร แล้วเราก็ไปขายสิ่งนั้น"

 

"ด้วยวิธีนี้เราถึงจะสามารถหาเงินได้"

 

เย่จวินพยักหน้าเห็นด้วย "นี่เป็นวิธีที่ดีจริงๆนะ"

 

หลิวเยว่ไม่เคยกระหายความรู้มากขนาดนี้มาก่อน

 

แต่ก่อนหล่อนอ่านหนังสือเพราะชอบ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าการอ่านหนังสือยังช่วยให้คนคิดหาวิธีหาเงินได้อีกด้วย

 

หล่อนคิดว่าต่อไปนี้ตนต้องอ่านหนังสือให้มากขึ้น

 

ไม่ใช่แค่หลิวเยว่ที่คิดแบบนี้

 

เย่จวินก็คิดเช่นเดียวกัน "ถ้าฉันเริ่มเรียนหนังสือและอ่านออกเขียนได้ตอนนี้ มันจะยังทันไหม?"

 

"แน่นอนว่าทันค่ะ ตราบใดที่พี่ต้องการ ไม่มีคำว่าสายเกินไปหรอก" เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มพลางกล่าวว่า "ฉันคิดว่าพวกเราทุกคนควรไปเรียนหนังสือกัน"

 

"รอให้ต่อไปในอนาคต เมื่อชีวิตดีขึ้น ทุกคนมีแรงทำงาน คนที่มีความรู้ก็จะเป็นที่ต้องการแน่นอน"

 

"แต่คนที่เรียนหนังสือก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นคนที่มีความรู้สูงกว่าก็จะเป็นที่ต้องการมากขึ้น"

 

"ยังไงก็ต้องเรียนรู้อยู่เสมอ ต้องเก่งกว่าคนอื่นตลอดเวลา"

 

เย่หวายแอบฟังอยู่เงียบๆด้านหลัง

 

เขาพยักหน้า ตัดสินใจว่าจะต้องเรียนรู้ไปตลอดชีวิต ไม่มีวันที่จะล้าหลังกว่าคนอื่น

 

เย่ไฉกุ้ยและเซี่ยวเฟินฟางฟังคำพูดเหล่านี้แล้วก็รู้สึกเหมือนได้รับความกระจ่าง

 

แม้พวกเขาจะรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับครอบครัวของเย่เหล่าซานที่มีชีวิตที่ดี แต่บรรยากาศในครอบครัวของพวกเขาก็ดีจริงๆ

 

โดยไม่รู้ตัว พวกเขาก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมาบ้าง

 

หลิวต้าเม่ยไม่สนใจเรื่องพวกนี้ "พวกเธอเรียนหนังสือไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องพึ่งบรรพบุรุษคุ้มครอง"

 

"ตอนที่บรรพบุรุษของพวกเธอฝังศพ ฉันตั้งใจจ่ายเงินไปเชิญอาจารย์ฮวงจุ้ยที่เก่งๆมาโดยเฉพาะ"

 

"ก็เพราะฉันยืนกรานเช่นนี้ ถึงได้ฝังศพในสถานที่มงคล ตอนนี้ครอบครัวของเราถึงได้ดีขึ้นไงล่ะ"

 

ทุกคนขี้เกียจจะสนใจหลิวต้าเม่ย

 

การเชื่อโชคลางนั้นมีได้บ้าง แต่ก็ไม่ควรเชื่อมากเกินไป

 

ใครจะเชื่อจริงๆว่าการพูดถึงการดูดวงบ่อยๆนั้นถูกต้องล่ะ?

 

เย่จื้อผิงส่ายหน้า "แม่ครับ ปกติแม่ก็พูดเรื่องไร้สาระพวกนี้น้อยๆหน่อย ถ้าฮวงจุ้ยของสุสานบรรพบุรุษดีจริง ทำไมผมกับพี่ชายคนโตและคนรองถึงไม่รวยล่ะครับ?"

 

"พวกเธอไม่ได้รวย แต่ก็มีลูกหลานมากมายนะ ตอนนั้นฉันก็ไหว้ขอพรให้ตระกูลเราแตกหน่อต่อกิ่งไง"

 

เย่จื้อผิงไม่พูดอะไรอีก

 

ยิ่งพูดหลิวต้าเม่ยก็ยิ่งกระตือรือร้น คงจะโยนทุกอย่างให้เป็นเรื่องของฮวงจุ้ยดีแน่ๆ

 

เย่ไฉกุ้ยได้ยินพวกเขาพูดถึงการเผาอิฐ ก็จดจำไว้เงียบๆในใจ

 

ตอนนี้บ้านของเย่เหล่าซานยังยุ่งอยู่มาก ไม่มีเวลาไปทำ ไม่สู้ให้ว่านหยวนลูกชายคนโตไปทำเรื่องนี้ดีกว่า

 

จะได้ไม่ต้องปล่อยให้บ้านเย่ซานได้เงินไปหมด

 

เขาลอบคิดคำนวณเช่นนี้อยู่ในใจขณะร่วมพิธีไหว้บรรพบุรุษไปด้วย พอเสร็จงาน ก็กลับบ้านไปปรึกษาเรื่องนี้กับลูกชายทันที

 

เซี่ยวเฟินฟางไม่คิดว่าสามีของตนจะเก็บความคิดนี้ไว้

 

เย่เหล่าเอ้อร์เป็นคนชอบหาเงิน ไม่อย่างนั้นคงไม่ให้คนอื่นไปหาคะแนนแรงงาน แต่เขากลับขอเพียงข้าวที่แบ่งตามหัวคน

 

เย่ว่านหยวนฟังพ่อพูดจบแล้วก็รู้สึกลังเล "การเผาอิฐมันเหนื่อยมากเลยนะ ผมก็ไม่รู้วิธีทำด้วย แล้วใครจะมีเงินซื้ออิฐล่ะ?"

 

เซี่ยหลินบิดหูของเย่ว่านหยวนทันที "ลูกของคุณกำลังจะเกิดแล้ว คุณช่วยมีความคิดก้าวหน้าหน่อยได้ไหม?"

 

"ทุกคนอยากสร้างบ้านอิฐ ต่อไปคงมีคนซื้ออิฐเยอะแน่ๆ"

 

"อิฐแค่ก้อนเดียวไม่มีค่าหรอก แต่สร้างบ้านหนึ่งหลังต้องใช้อิฐมากมายขนาดนี้ ในรัศมีสิบลี้แปดหมู่บ้าน ใครจะมีความสามารถแบบนี้ล่ะ?"

 

เซี่ยหลินกลอกตาไปมา "ยังไงคุณก็ไม่ได้ไปทำงานในทีมอยู่แล้ว ไม่เอาเรื่องนี้ไปทำเงียบๆก่อนล่ะ? พอพวกเย่จวินเพิ่งรู้ตัว พวกเราก็ได้เปรียบไปแล้ว"

 

เย่ไฉกุ้ยก็พูดว่า "ใช่แล้ว พวกเธออย่าคิดว่ามันไม่มีค่า ดูบ้านของเจ้าสามสิ ขายฝ้าย ขายสตรอว์เบอร์รี ขายปลาไน..."

 

"ตอนนี้พวกเขาซื้อรถมาสองคันแล้ว สร้างบ้านใหญ่โตสว่างไสว"

 

"แน่นอนว่าต้องมีวิธีหาเงินที่ดี ฉันว่ามันทำเงินได้มากกว่าการทำไม้ไผ่สานของฉันเยอะเลย"

 

ทั้งครอบครัวกำลังปรึกษากัน

 

ทุกคนตัดสินใจว่าจะลงมือทำเรื่องนี้ก่อน เพื่อจะได้หาเงินก้อนโตมาก่อน

 

ระหว่างหน้าตาทางสังคมกับเงินทอง เงินทองย่อมสำคัญกว่าแน่นอน

 

แม้ว่าเย่ว่านหยวนจะกลัวเหนื่อย แต่เมื่อถูกบังคับให้ต้องทำ จึงตกลงรับปากไป

 

เขาเตรียมตัวจะไปเรียนรู้เทคนิคการเผาอิฐที่โรงงานข้างนอกโดยตรง ถึงอย่างไรน้องชายของเขาก็กำลังเรียนตัดผมอยู่ในเมือง อย่างมากไปอาศัยอยู่กับน้องชายก็ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร

 

หลังจากตัดสินใจแบบนี้แล้ว เช้าวันรุ่งขึ้นเย่ว่านหยวนก็หยิบเงินไปที่ตัวอำเภอ

 

ในขณะเดียวกัน เรื่องนี้ก็ถูกครอบครัวของเย่เสี่ยวจิ่นรู้เข้า

 

เมื่อมีเหอชุนเซิงเป็นบทเรียน พวกเขาต่างก็มีประสบการณ์กันแล้ว

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยอุทานด้วยความประหลาดใจ "ว่านหยวนออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ คงไม่ได้ไปเรียนวิธีเผาอิฐหรอกนะ?"

 

เย่จื้อผิงก็รู้สึกกังวลเช่นกัน "นั่นก็พูดยาก ใครบ้างไม่อยากหาเงิน?"

 

เย่เสี่ยวจิ่นไม่ได้สนใจ ในระบบของเธอแสดงว่าแผนการเรียนรู้เบื้องต้นเพื่อสร้างชาติที่เข้มแข็งได้เริ่มขึ้นแล้ว

 

เนื่องจากคนในครอบครัวตื่นตัวที่จะเรียนรู้ เธอจึงได้รับรางวัลเป็นหลักสูตรมากมาย

 

เทคนิคลับเฉพาะในวงการและวิธีการทำเงินเหล่านี้ปรากฏขึ้นในระบบเหมือนกับผักกาดขาว

 

แค่เรื่องเผาอิฐเท่านั้น หากกระตุ้นให้คนในครอบครัวเรียนรู้ได้ นั่นก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้ว

 

หากต้องการหาเงินจริงๆก็มีวิธีมากมาย

 

ยกตัวอย่างเช่น หลักสูตรในระบบเหล่านี้ แต่ละอย่างล้วนสามารถทำเงินได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกอย่างไร

 

เธอยิ้มอย่างลึกลับ "พ่อแม่ อย่ากังวลไปเลยค่ะ นี่เป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น"


บทที่ 189: พี่ชายคนโตไปจดทะเบียนสมรส

 

ในตัวเมืองอำเภอ

 

หวังหลินนั่งกินข้าวอยู่ในร้านอาหารกับผู้ชายคนหนึ่ง

 

ชายคนนั้นอายุประมาณ23-24ปี ดูคล่องแคล่วและหนุ่มแน่น บนข้อมือสวมนาฬิกาข้อมือเรือนหนึ่ง

 

เขายังสวมแว่นตาด้วย ทำให้ดูเป็นคนมีการศึกษาดี

 

ดูเหมือนคนมีความรู้และมาจากครอบครัวที่มีฐานะดี

 

"น้องสาว เธอเรียกฉันมาแบบนี้คงมีเรื่องจะขอร้องฉันใช่ไหม? นิสัยอย่างเธอนี่ ถ้าไม่มีธุระอะไรก็ไม่เคยติดต่อฉันเลยตลอดทั้งปี"

 

"ลองให้ฉันเดาดู..." เจียงซินยิ้มอย่างรู้เท่าทัน "เรื่องนี้คงจะยุ่งยากอยู่สักหน่อย"

 

เขาจิบน้ำร้อนแล้วพิงพนักเก้าอี้มองหวังหลิน

 

"สำหรับฉันมันยุ่งยาก แต่สำหรับพี่ชาย คงเป็นแค่เรื่องง่ายๆที่พูดคำเดียวก็จบ" หวังหลินยิ้มหวานอย่างประจบเอาใจ "พี่ชายคะ งั้นลองเดาให้ดีๆนะคะ ไม่งั้นฉันกลัวว่าพี่จะเดาไม่ถูกนะ"

 

"เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆน้อยๆของเด็กผู้หญิงนะ มันเป็นเรื่องใหญ่มาก"

 

เจียงซินถอนหายใจ "แน่นอนว่าฉันเดาได้ เมื่อเร็วๆนี้ได้ยินป้าพูดว่าเธอแอบคบหนุ่มบ้านนอกลับหลังครอบครัว"

 

"ถ้าเป็นเรื่องของตัวเธอเอง ลุงก็แค่ดีดนิ้วก็แก้ปัญหาให้เธอได้แล้ว ก็มีแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวใช่ไหมที่เธอไม่กล้าขอความช่วยเหลือจากลุง?"

 

เจียงซินเห็นท่าทางเขินอายของน้องสาว จึงหัวเราะอย่างร่าเริง "เธอไม่ต้องอ้อมค้อมกับฉันหรอก แฟนของเธอมีปัญหาอะไรเหรอ? อยากหางานทำใช่ไหม?"

 

"ไม่ใช่หรอกค่ะ พวกเรายังเรียนไม่จบเลย" หวังหลินรีบส่ายหน้า "มันเป็นแบบนี้ แฟนของฉันถูกเด็กคนหนึ่งรังแกกลั่นแกล้ง ดูน่าสงสารมาก"

 

"พี่ว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยให้เขาได้ระบายความแค้นคะ พี่ไม่รู้หรอก ฉันเจอกับตัวแล้วยังโมโหเลย ญาติคนนั้นของเขาทำเกินไปจริงๆ"

 

"ฉันคิดไปคิดมา กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ฉันก็ทำอะไรไม่ได้"

 

หล่อนจับมือเจียงซินอย่างประจบ "พี่ นายคงไม่ปล่อยให้น้องสาวอย่างฉันต้องเจ็บใจนะ"

 

เจียงซินแค่นเสียงหึอย่างไม่พอใจ "เธอเป็นน้องสาวสุดที่รักของพวกเรา แล้วยังมีคนกล้ามารังแกเธออีก นี่มันไม่ใช่เรื่องที่จะยอมได้นะ"

 

เจียงซินเป็นผู้จัดการโรงงาน เขามีหน้ามีตาไม่ว่าจะไปที่ไหน

 

อีกทั้งยังเป็นเยาวชนดีเด่นของเมืองอีกด้วย

 

เขาเคยได้รับความเคารพนับถือมาตลอด ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน แต่การที่น้องสาวถูกรังแก ก็เหมือนกับตัวเขาเองถูกรังแกไม่ใช่หรือ?

 

เรื่องนี้ยอมไม่ได้เด็ดขาด

 

"เล่ารายละเอียดให้พี่ฟังหน่อยสิ ว่าครอบครัวที่รังแกเธอเป็นยังไงบ้าง พี่จะหาทางแก้แค้นให้ อย่างน้อยก็ต้องระบายความแค้นให้เธอหน่อย จะได้ไม่ต้องคิดมากจนกระทบการเรียนของเธอ"

 

หวังหลินรีบเล่าเรื่องที่ตัวเองรู้ทั้งหมดออกมา พร้อมเสริมแต่งเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย

 

ก่อนจบ หล่อนก็ไม่ลืมที่จะกำชับพี่ชายของตัวเอง "พี่อย่าเพิ่งบอกพ่อแม่เรื่องนี้นะ พวกท่านชอบทำตัวไม่ยุ่งเรื่องของชาวบ้าน ถ้าพวกท่านรู้เข้า ฉันต้องโดนตีตายแน่ๆ"

 

"จริงๆแล้วแฟนของฉันเป็นคนดีและซื่อสัตย์นะ นี่เป็นความคิดของฉันเองแท้ๆ"

 

เจียงซินตบหลังมือของน้องสาวเบาๆ "เรื่องนี้ง่ายมาก เธอวางใจได้เลย ฉันรับรองว่าจะจัดการให้เธอเอง"

 

"หลังจากนี้เธอไม่ต้องยุ่งเกี่ยวอะไรแล้วนะ ลุงเป็นคนซื่อตรงมาก ถ้าเขารู้ว่าเธอแอบทำอะไรลับหลัง อย่าว่าแต่เธอเลย แม้แต่ฉันก็จะต้องเดือดร้อนไปด้วย"

 

"ขอบคุณพี่ชายจริงๆ ฉันรู้ว่าพี่ดีกับฉันที่สุด แน่นอนว่าพี่คงทนไม่ได้ที่จะเห็นฉันเสียเปรียบ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นยังไม่รู้ตัวว่าเธอถูกสืบสวนอย่างละเอียดแล้ว

 

อันตรายกำลังมาถึง แต่เธอไม่รู้ตัว

 

ตอนนี้เป็นช่วงที่ทุกคนกำลังยุ่งอยู่ในทุ่งนา ทุกคนต่างทุ่มเทกับการปลูกเมลอนและแตงโมในโรงเรือน

 

ฤดูใบไม้ร่วงปีนี้อากาศร้อนจัดรุนแรงมาก สภาพอากาศไม่ได้เย็นลงเลย

 

หากเป็นตอนเช้าและตอนเย็นยังพอไหว แต่ตอนกลางวันยังคงร้อนจนแทบทนไม่ไหว

 

และเวลาก็ใกล้จะถึงวันดีในเดือนตุลาคมแล้ว

 

ในขณะที่ครอบครัวเย่กำลังยุ่งกับการทำงาน พวกเขาก็ต้องเตรียมงานแต่งงานไปด้วย

 

เย่จวินและหลิวเยว่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วแต่เช้าตรู่ เตรียมพร้อมที่จะไปจดทะเบียนสมรส

 

เย่จวินมีสีหน้าเปี่ยมด้วยความสุข ส่วนหลิวเยว่ก็ดูเขินอายเล็กน้อย

 

พวกเขาจะไปจดทะเบียนสมรสก่อน อีกไม่กี่วันก็จะจัดงานแต่งงาน

 

เมื่อได้ใบทะเบียนสมรสแล้ว พวกเขาก็จะเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย

 

เย่จวินเข็นจักรยานออกมา "เสี่ยวเยว่ เธอใส่เสื้อผ้าให้มากหน่อยนะ นั่งรถออกไปคงจะหนาวแน่ๆ"

 

หลิวเยว่พยักหน้าด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ แล้วไปสวมเสื้อคลุมอีกตัว

 

เย่เสี่ยวจิ่นอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างอ่อนโยนเหมือนคุณป้าใจดี ดูเหมือนว่าการดูคนอื่นคบหาดูกันจะสนุกกว่าจริงๆ

 

"พี่ชาย มีเงินติดตัวไหม? วันนี้แต่งงานแล้ว พาพี่สะใภ้ไปซื้อของดีๆหน่อยสิ"

 

เย่ฉางอันก็หัวเราะคิกคักอยู่ข้างๆ "ใช่แล้ว พี่อย่าได้ขี้เหนียวนะ"

 

เย่จวินหน้าแดงด้วยความอาย "พวกเธอพูดอะไรกัน? ฉันเคยขี้เหนียวตอนไหน?"

 

หลิวเยว่ก้มหน้ามองพื้น ไม่กล้าพูดอะไรเลย

 

ทั้งสองคนรีบออกไปจากห้องราวกับกำลังหนี

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยถือชามออกมา "พวกเธอสองคนนี่จริงๆเลย พี่ชายใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่ของพวกเธอเป็นคนขี้อายนะ ยังจะล้อเล่นกับพวกเขาอีก"

 

"รอให้พี่ชายรองของฉันแต่งงาน ฉันก็จะล้อเล่นเหมือนกัน"

 

เย่ฉางอันแค่นเสียง "ฉันอายุแค่18ปีเอง ฉันไม่รีบหรอก ฉันไม่ชอบให้ใครมาควบคุม แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว ทั้งอิสระทั้งสบายใจ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นอดส่ายหน้าไม่ได้ จริงๆเลย ดูท่าทางเขาแล้วก็เหมือนกับตน คงเป็นพวกโสดตั้งแต่เกิดเหมือนกัน

 

ต่อไปพ่อแม่จะได้ไม่ต้องกังวลแล้ว

 

เมื่อนึกถึงว่าต่อไปจะถูกเร่งให้แต่งงาน แต่ยังมีพี่ชายคนรองคอยรับมือ เธอก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก

 

"สมกับเป็นพี่รองที่ดีของฉันจริงๆ พี่ต้องยืนหยัดในความคิดของตัวเองนะ ฉันสนับสนุนพี่เต็มที่"

 

"ต่อไปเมื่อประเทศสร้างบ้านพักคนชราดีๆ พวกเราพี่น้องสองคนจะไปอยู่ด้วยกัน แก่แล้วยังได้เล่นไพ่นกกระจอกด้วยกันอีก"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบพูดว่า "เจ้ารอง น้องสาวกำลังหลอกลูกนะ น้องเพิ่งสี่ขวบเอง อนาคตยังไม่แน่นอนหรอก"

 

"ถึงจะผ่านไปสิบปี หล่อนก็อายุแค่14ปีเท่านั้น ถ้าลูกเชื่อหล่อน ต่อไปในครอบครัวเราก็จะมีแค่ลูกคนเดียวที่เป็นโสดไปจนแก่"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยพบว่าความคิดของลูกสาวสุดที่รักเริ่มจะเบี่ยงเบนไปแล้ว "จิ่นเป่า ลูกห้ามพูดแบบนี้กับพี่ชายอีกนะ เข้าใจไหม?"

 

เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้าอย่างว่าง่าย "ได้ค่ะ"

 

พี่น้องทั้งสองนั่งเรียงกัน ดูเหมือนจะซื่อสัตย์มาก

 

รอจนกระทั่งหลี่ชุ่ยชุ่ยเดินจากไป

 

เย่ฉางอันก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นอย่างมาก "บ้านพักคนชราคืออะไรหรือ?"

 

เย่เสี่ยวจิ่นอธิบายให้เขาฟัง

 

เย่ฉางอันไม่เคยคิดมาก่อนว่าในโลกนี้จะมีสิ่งที่ดีขนาดนี้ เขาตบขาดังฉาด "ดีเลย! ต่อไปเธอมาอยู่กับฉันนะ เมื่อเธอแก่ตัวลง ฉันก็ยังดูแลเธอได้"

 

"ถ้าฉันแก่ตัวลง เธอต้องจำไว้นะว่าต้องพาฉันออกไปอาบแดดบ้าง"

 

เย่เสี่ยวจิ่นพูดอย่างจริงจัง "พี่วางใจได้เลย ต่อไปพวกเราต้องรวยแน่ๆ พวกเราจะจ้างคนมาดูแลพวกเราคนละสามคน"

 

"ไม่ต้องพูดถึงแค่การอาบแดดหรอก ฉันจะพาพี่ไปเที่ยวทุกวันเลย"

 

เย่ฉางอันรู้สึกว่าชีวิตแบบนี้ช่างน่าตื่นเต้นเหลือเกิน

 

ในขณะนั้นเอง โจวเหวินรุ่ยก็มาถึง

 

"จิ่นเป่า จิ่นเป่า พวกเราไปเล่นกันเถอะ บ้านฉันเพิ่งซื้อของดีมาใหม่ สนุกมากเลย เธอรีบมาเล่นกับฉันเร็ว"

 

เย่เสี่ยวจิ่นรีบลุกขึ้น "ได้ นายรอฉันหน่อย"

 

สองคนจับมือกันเดินไปอย่างร่าเริงสดใส

 

เย่ฉางอันนั่งอยู่บนเก้าอี้คนเดียวอย่างเหงาๆ อดพึมพำไม่ได้ว่า "ทำไมฉันรู้สึกว่าจิ่นเป่ากำลังหลอกฉันอยู่กันนะ ในอนาคตหล่อนต้องแต่งงานแน่ๆ"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยได้ยินประโยคนั้นจากด้านหลัง "แน่นอนสิ คิดว่าจิ่นเป่าจะเหมือนลูกหรือไง?"

 

"หล่อนทั้งสวย ทั้งฉลาด ทั้งมีความสามารถ อนาคตต้องได้แต่งเข้าตระกูลดีๆแน่นอน"

 

"ลูกก็อย่าเอาแต่คิดจะไม่แต่งงานสิ ถ้าเจอคนที่เหมาะสม ก็ลองดูใจกันรู้จักกันดูก็ได้นะ"

 

เย่ฉางอันถอนหายใจ "แม่อย่าพูดเรื่องนี้เลยครับ งานแต่งพี่ชายกับพี่สะใภ้เสร็จแล้วหรือยังเถอะ?"

 

แต่เดิมในบ้านมีห้องสองห้องที่อยู่ห่างกันเล็กน้อย เป็นห้องของเย่จวินกับหลิวเยว่

 

เป็นห้องแยกกันสองห้อง แถมยังมีขนาดใหญ่และกว้างขวางดี

 

เย่จื้อผิงไปซื้อของตกแต่งสีแดงมากมายกลับมาแล้ว แต่ยังไม่ทันได้ติดบนผนัง อีกทั้งปลอกผ้านวมและผ้าปูที่นอนสีแดงใหม่ก็ยังไม่ได้เปลี่ยน

 

"พี่ชายกับพี่สะใภ้จะนอนห้องนี้ในสองสามวันนี้ พวกเราจะจัดห้องหอกันในตอนกลางวันที่ว่างๆ"

 

"ห้องสองห้องตรงกลางต้องทะลุถึงกัน ทำเป็นประตู"

 

"ต่อไปลูกๆของพวกเขาก็จะอยู่ในอีกห้องหนึ่ง จะได้สะดวก"

 

เย่ฉางอันพยักหน้า "ตอนนี้ผมก็ว่างอยู่ พวกเราไปจัดกันเลยไหม"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยพยักหน้า "ได้ งั้นแม่จะไปทำแป้งเปียกมาติดตัวอักษรมงคล"


บทที่ 190: หลิวเยว่หมกมุ่นกับการถักไหมพรม

 

เย่จวินและหลิวเยว่ออกไปจดทะเบียนสมรส อีกทั้งยังใช้เงินไปกับการถ่ายรูปด้วย

 

เมื่อได้รับรูปถ่าย มันก็เป็นรูปครึ่งตัวขาวดำหลายใบ

 

ทั้งสองคนในรูปต่างมีรอยยิ้มแห่งความสุขบนใบหน้า

 

หลิวเยว่มองเย่จวิน "ต่อไปนี้เราเป็นสามีภรรยากันแล้ว"

 

"ภรรยาจ๋า" เย่จวินก้มหน้ายิ้มเขินๆ

 

ทั้งสองคนต่างเขินอาย

 

"วันนี้พอดีมีตลาดนัด ผมจะพาคุณไปซื้อของนะ" เย่จวินเก็บใบทะเบียนสมรสและรูปถ่ายด้วยใบหน้าแดงเรื่อ "คุณอยากได้เสื้อผ้าใหม่ไหม? เราไปดูที่ร้านสหกรณ์กัน"

 

"แล้วก็ ผมได้ยินมาว่าสาวๆ ในเมืองใช้สบู่หอมชนิดหนึ่งอาบน้ำ..."

 

"ผมจะซื้อให้คุณด้วย เพื่อนผมบอกว่ามันหอมมาก ผู้หญิงชอบกันทั้งนั้น"

 

หลิวเยว่หน้าแดงระเรื่อ "คุจะมายุ่งว่าฉันหอมหรือไม่หอมทำไม"

 

เย่จวินรีบโบกมือ "คุณอย่าเข้าใจผิดสิ ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น..."

 

"ไม่เป็นไรค่ะ ฉันรู้ว่าคุณเป็นสุภาพบุรุษ ฉันแค่แกล้งคุณเล่นน่ะ"

 

"งั้นพวกเราไปดูที่ร้านสหกรณ์กันเถอะ ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วงแล้วใช่ไหม? งั้นพวกเราลองไปดูกันเถอะว่ามีผ้าสวยๆบ้างไหม จะได้ซื้อกลับไปตัดเสื้อผ้าใหม่"

 

เย่จวินเตือน "ที่ร้านสหกรณ์ก็มีเสื้อผ้าสำเร็จรูปขายนะ"

 

"โอ๊ย ที่บ้านมีจักรเย็บผ้าอยู่แล้ว จะไปซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปทำไมกันคะ? เสียเงินเปล่าๆ"

 

"ตอนนี้ฉันใช้จักรเย็บผ้าได้ดีแล้วนะ เวลาว่างๆก็ตัดเสื้อเอง ไม่เสียแรงอะไรมากหรอกค่ะ"

 

พอไปถึงร้านสหกรณ์ หลิวเยว่ก็มองดูเสื้อผ้าสำเร็จรูปในร้าน จดจำแบบเหล่านั้นไว้ พลางคิดในใจว่าจะตัดเย็บอย่างไร จากนั้นก็ซื้อผ้าตามแบบเหล่านั้น

 

หล่อนไม่ได้ซื้อมากเกินไป แค่คิดว่าจะเอาไปตัดเสื้อผ้าให้เย่จวิน จึงซื้อผ้าสีเข้มมาบ้าง

 

เย่จวินเห็นว่าหล่อนซื้อผ้ามาให้ตัวเอง ก็รู้สึกปลื้มใจ

 

แล้วเขาก็เห็นหล่อนไปที่ร้านขายไหมพรม

 

"คุณจะถักเสื้อไหมพรมเหรอ?"

 

"ใช่ค่ะ ฉันเห็นว่าจิ่นเป่าไม่มีเสื้อผ้าที่เหมาะสำหรับใส่ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง แล้วเด็กผู้หญิงก็ควรใส่เสื้อผ้าสวยๆบ้าง"

 

"เมื่อไม่กี่วันก่อนฉันเห็นคนถักเสื้อไหมพรม ถักออกมาสวยมากเลย"

 

"คุณดูสิ ไหมพรมสีเหลืองอ่อนนี้ถ้าเอามาถักเสื้อให้จิ่นเป่าจะเหมาะกับหล่อนไหมคะ?"

 

หลิวเยว่จับไหมพรมดู นึกถึงเย่เสี่ยวจิ่นที่มีผิวขาวนวล คงจะเหมาะสมที่สุด

 

เย่จวินเห็นหล่อนลังเล จึงพูดว่า "งั้นก็ซื้อเยอะๆหน่อยสิ มันไม่ได้แพงอะไร เผื่อคุณจะทำเสื้อผ้าใส่เองด้วย ก็จะได้ใช้"

 

หลิวเยว่คิดเสียดายเงินอยู่บ้าง

 

ส่วนเย่จวินหยิบลูกบอลไหมพรมมาหลายลูก ทั้งหมดเป็นสีสดใส

 

ทั้งสองคนไปจ่ายตลาดและซื้อลูกอมนมและเนื้อหมูเพิ่มเติม แล้วรีบกลับมาอย่างรวดเร็ว

 

เย่เสี่ยวจิ่นอยู่บ้านดูแลดอกไม้และต้นไม้ของตัวเอง

 

ดอกไม้คุณภาพดีที่ปลูกไว้ก่อนหน้านี้ ต่างออกดอกกันหมดแล้ว

 

โดยเฉพาะดอกเบญจมาศที่บานสะพรั่งสวยงามเป็นพิเศษ

 

หยางเจวียนแวะมาที่บ้านตระกูลเย่ "ฉันเห็นกอ.ดอกไม้ใหญ่ที่บ้านพวกเธอตั้งแต่ไกลๆแล้ว มันสวยมากจริงๆ เธอแบ่งให้ฉันบ้างได้ไหม ฉันอยากเอากลับไปปลูกที่บ้าน"

 

"ถ้าแบ่งดอกไม้ตอนนี้มันก็คงไม่รอดหรอก" เย่เสี่ยวจิ่นกล่าว "รอถึงเดือนกุมภาหรือมีนาคมปีหน้า แล้วคุณป้ามาขอต้นกล้าจากหนูนะคะ"

 

"ตอนนั้นฉันจะให้ต้นกล้าดอกไม้หลายพันธุ์ รับรองว่าคุณจะทำสวนดอกไม้เล็กๆได้แน่นอน"

 

หยางเจวียนยิ้มและพูดว่า "ตกลงจ้ะ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นหยิบกรรไกรมาตัดดอกไม้เป็นช่อ แล้วยื่นให้หยางเจวียน "ป้าเจวียน เอากลับไปปักแจกันที่บ้านนะคะ มันจะสวยได้อีกพักใหญ่เลย"

 

ขณะที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงจักรยาน

 

หยางเจวียนมองเห็นแล้วพูดล้อเลียนว่า "โอ้โห คู่รักน้อยวันนี้ไปตลาดนัดมา ซื้อของมาเยอะแยะเลยนะ?"

 

"สมกับเป็นคู่แต่งงานใหม่จริงๆ ช่างน่ายินดีจริง"

 

"ฉันเห็นสีหน้าของพวกเธอแดงระเรื่อ ดูดีจังเลย"

 

หลิวเยว่รู้สึกเขินอาย "ป้าเจวียน อย่าล้อเล่นกับพวกเราสิคะ พวกเราแค่ซื้อผ้ากับไหมพรมมานิดหน่อยเท่านั้นเอง"

 

"พูดถึงเรื่องนี้ ฉันก็นึกขึ้นได้ ไหมพรมที่ซื้อมาเมื่อปีที่แล้วยังไม่ได้ใช้เลย" หยางเจวียนตบขาตัวเองพลางพูดอย่างจนปัญญา "ฉันถักได้แค่ลายเดียว ลูกชายกลับไม่ชอบเอาเสียเลย"

 

หลิวเยว่พูดอย่างจนใจ "ฉันก็ถักไม่ค่อยเป็นเหมือนกัน เมื่อสองสามวันก่อนเพิ่งเห็นพี่หลี่กำลังทำอยู่น่ะค่ะ"

 

เย่เสี่ยวจิ่นนึกถึงทักษะในระบบของตัวเอง

 

"พี่เยว่ ปกติพี่ชอบทำเสื้อผ้าใช่ไหมคะ ฉันมีความคิดอย่างหนึ่ง พี่อยากลองเรียนรู้เรื่องการออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้าไหมคะ?"

 

"ก็คือ...ทำเสื้อผ้าด้วยตัวเอง"

 

"เมื่อทำเสื้อผ้าได้ดีขึ้นแล้ว ก็นำออกไปขายได้นะ"

 

หลิวเยว่ลังเลเล็กน้อย "นี่...ฉันแค่จะทำเสื้อผ้าให้คนในครอบครัวสวมใส่เอง มันจะนำออกไปขายได้หรือ?"

 

"ต่อให้ทุกคนต้องการซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูป พวกเขาก็ซื้อที่ร้านสหกรณ์กัน"

 

"ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่า เสื้อผ้าที่ทำเองสามารถนำออกไปขายได้"

 

เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มเล็กน้อย "พี่ไม่ต้องคิดไกลเกินไปหรอกค่ะ ขอให้เรียนรู้ทักษะการตัดเย็บเสื้อผ้าให้ดีก่อน ว่าแต่พี่สนใจเรื่องนี้ไหม?"

 

หลิวเยว่พยักหน้า "ฉันคิดว่ามันน่าสนใจมาก ฉันก็ชอบทำอะไรแบบนี้เหมือนกัน"

 

หลี่ชุ่ยชุ่ยตัดเย็บเสื้อผ้าได้ดี แต่หลิวเยว่ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย

 

ทั้งสองคนชอบทำอะไรแบบนี้เป็นประจำ

 

เย่เสี่ยวจิ่นลูบคางพลางคิด "การเรียนออกแบบเสื้อผ้าก็เป็นทางเลือกที่ดีนะ"

 

เธอรีบแลกเปลี่ยนหลักสูตรเทคนิคการออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้าในคืนนั้นเลย

 

เธอไม่อยากเรียนเอง จึงกรอกชื่อหลิวเยว่ในชื่อผู้เรียนหลักสูตร

 

ระบบได้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่สมบูรณ์สำหรับหลิวเยว่โดยเฉพาะ

 

เย่เสี่ยวจิ่น.อดชื่นชมไม่ได้ "ละเอียดจริงๆ สมแล้วที่เป็นระบบ ฉันก็สามารถเรียนได้นะ"

 

เธอลงทะเบียนเรียนภาษาต่างประเทศหนึ่งวิชาให้ตัวเองไปด้วย

 

ระบบกลับเตือนว่า [โฮสต์ชำนาญภาษาอังกฤษแล้ว ระบบแนะนำให้คุณเรียนภาษาญี่ปุ่น ดูจากแผนการพัฒนาแล้วเหมาะกับคุณมากกว่านะ]

 

ความสามารถภาษาอังกฤษของเย่เสี่ยวจิ่นไม่ต้องสงสัยเลย แต่เธอไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น

 

ถ้าต้องทำธุรกิจในอนาคต ภาษาต่างประเทศอย่างภาษาญี่ปุ่นจะมีประโยชน์มากกว่า

 

ทั้งการชักชวนการลงทุน และการเรียนรู้เทคโนโลยีขั้นสูง ล้วนต้องใช้ภาษานี้

 

เวลาช่างยาวนานเหลือเกิน เธอยังมีเวลาอีกมากมายที่จะเรียนรู้ภาษาต่างๆเพิ่มเติม

 

"ได้ ถ้าอย่างนั้นช่วยลงทะเบียนหลักสูตรเทคนิคภาษาญี่ปุ่นให้ฉันด้วย"

 

หลักสูตรเริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

เนื่องจากระบบไม่สามารถแชร์ข้อมูลได้ หลักสูตรของหลิวเยว่จึงเป็นการวางแผนการสอนจากตำราเรียน

 

ส่วนของเย่เสี่ยวจิ่นเป็นการเรียนออนไลน์

 

เธอรู้สึกว่าการเรียนรู้แบบนี้ช่างมีประสิทธิภาพจริงๆ เป็นสิ่งที่ดีมากทีเดียว

 

หลิวเยว่ตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเคาะประตู

 

กว่าหล่อนจะทำงานจัดเรียงไหมพรมเสร็จก็ดึกมากแล้ว ได้แต่คิดว่าจะทำอะไรที่ทันสมัยและสวยงามให้เย่เสี่ยวจิ่น

 

ติดที่ว่าในหัวหล่อนกลับว่างเปล่า พยายามคิดอยู่นานก็ไม่ได้แนวคิดอะไรออกมา ในขณะที่ทำเสื้อผ้าให้เย่จวินได้อย่างง่ายดาย

 

เมื่อชำนาญการใช้จักรเย็บผ้าตัดเย็บเสื้อผ้าแล้วความเร็วจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

โดยเฉพาะเสื้อผ้าผู้ชาย

 

"จิ่นเป่า ตอนเช้าตรู่แบบนี้มาหาฉันทำไมหรือ? อยากให้ฉันพาไปเข้าห้องน้ำหรือ?"

 

"ไม่ใช่หรอกค่ะ หนูมีของมาให้พี่"

 

เย่เสี่ยวจิ่นหยิบหนังสือออกมากองหนึ่ง มีประมาณสิบกว่าเล่มเลยทีเดียว

 

หนังสือทั้งหมดที่เธอนำมาให้ล้วนเป็นความรู้พื้นฐานภาคปฏิบัติทั้งนั้น

 

"นี่คือตำราเรียนการออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้า ทั้งหมดนี้เป็นระดับเริ่มต้น พี่ลองดูได้นะคะ"

 

หลิวเยว่รับหนังสือมา พบว่าทั้งหมดเป็นหนังสือภาพสี มีรูปภาพประกอบมากมาย

 

หล่อนประหลาดใจมาก "หนังสือพวกนี้คุณภาพดีจริงๆ มีภาพประกอบด้วย แถมยังเป็นสีทั้งหมด"

 

"หนังสือพวกนี้คงไม่ถูกแน่ๆ ทำไมเธอถึงให้หนังสือแบบนี้กับฉันล่ะ?"

 

หลิวเยว่ชอบพวกมันมาก แต่แค่กลัวว่ามันจะแพงเกินไป

 

"หนังสือพวกนี้ไม่ต้องเสียเงินเลยสักแดงเดียว พี่วางใจได้ค่ะ" เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มน้อยๆ แล้วก็เตรียมจะไปหยิบตะกร้าปลาหนีชิว

 

หลังหลิวเยว่ได้รับหนังสือกองนี้มา หล่อนก็เริ่มอ่านอย่างไม่เป็นอันกินอันนอน

 

มีเวลาว่างเมื่อใดก็จะก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออยู่ในห้อง

 

เย่จวินมาที่หน้าประตูห้องของหล่อน "เสี่ยวเยว่ เป็นอะไรไป? ทำไมอยู่แต่ในห้องไม่ออกไปไหนทุกวันเลย?"

 

"คุณดูหนังสือนี่สิ มันน่าสนใจมากเลย" หลิวเยว่หยิบลวดลายที่ถักด้วยไหมพรมจากตะกร้าเข็มด้ายออกมา "คุณดูสิ มีลวดลายมากมายใช่ไหม? แต่ละอันไม่เหมือนกันเลย สวยๆทั้งนั้น"

 

"ทั้งหมดนี้มาจากในหนังสือ มีคำอธิบาย มีรูปภาพด้วย สวยจริงๆ"

 

"คุณว่าฉันควรใช้ลายไหนทำเสื้อผ้าให้จิ่นเป่าดีล่ะ?"

 

หล่อนลังเลอยู่บ้าง ถือลายมาเทียบกันอยู่นาน "อันไหนสวยที่สุดนะ?"

 

"ผมว่ามันสวยทั้งหมดนั่นแหละ" เย่จวินไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ 

 

ในความคิดเขา ขอแค่อุ่นและใส่ได้ก็พอแล้ว อีกอย่างจิ่นเป่าก็ไม่เคยเลือกมาก ตอนที่แม่เริ่มต้นใช้จักรเย็บผ้าตัดเย็บเสื้อผ้า ถึงรูปแบบจะดูหยาบๆอยู่บ้าง แต่หล่อนก็ใส่มันทุกวัน 

 

“คุณก็ดูไปเรื่อยๆ ขอแค่ใส่ได้ก็พอแล้ว เราไม่ต้องคิดมากหรอก"

 

"จะเป็นไปได้ยังไงล่ะ?" หลิวเยว่มองค้อนเขา "จิ่นเป่าตอนนี้ต้องไปที่สำนักงานประจำตำบลนะ ถ้าแต่งตัวไม่ดี คนอื่นเขาก็จะดูถูกเอาได้ ยังไงก็ควรมีเสื้อผ้าสักหนึ่งหรือสองชุดที่ดูดีหน่อย จะได้ใส่ออกงานได้"


จบตอน

Comments