บทที่ 191: ชุดแต่งงานใหม่
ผ่านไปสองวัน หลิวคังก็มาถึง และนำของมาให้มากมาย
ทุกอย่างในบ้านถูกส่งไปให้ลูกชายและลูกสะใภ้ในตำบลหมดแล้ว ไม่มีอะไรเหลือให้เอามาได้
เขาจึงนำกระต่ายที่เลี้ยงไว้จนอ้วนพีทั้งหมดมาด้วย
"พ่อ ทำไมพ่อถึงเอากระต่ายมามากมายขนาดนี้ล่ะ?"
หลิวคังยิ้มอย่างเขินๆ "เสี่ยวเยว่ ได้ยินว่าพวกเธอจะแต่งงานกันมะรืนนี้แล้ว พ่อก็ไม่มีอะไรจะให้ เลยเอากระต่ายมาให้พวกเธอ ถึงตอนกินเลี้ยงก็เอาทำเป็นอาหารจานหนึ่งได้เลยนะ"
"พ่อตั้งใจจะพักอยู่ที่นี่สองสามวัน ช่วยพวกเธอทำงานด้วย ถ้าพวกเธอมีอะไรให้พ่อช่วย พ่อยินดีช่วยทุกอย่างเลยนะ"
หลิวเยว่รู้สึกซาบซึ้งใจ "พ่อ ถ้าแม่รู้เรื่องนี้ คงจะต้องบ่นพ่ออีกแน่ๆ"
"จะเป็นอะไรไป ลูกสาวพ่อได้แต่งงานทั้งที พ่อจะมาดื่มฉลองไม่ได้เชียวหรือ?" หลิวคังโบกมือไปมาอย่าง.อดไม่ได้ "พ่อรู้ว่าบ้านพวกเธอยุ่งมาก"
"พวกเธอไปหาจูเฉ่าบนภูเขาตรงไหนบ้างล่ะ พ่อจะไปตัดมาให้พวกเธอเอง"
หลิวคังตั้งใจจะมาช่วยงานจริงๆ
เย่จวินรีบพูดว่า "พ่อ พ่อมาที่นี่เป็นแขกก็พอแล้วครับ จะให้พ่อมาทำงานได้ยังไงกัน? ผมกับเสี่ยวเยว่เพิ่งจดทะเบียนสมรสกัน ถ้าจะให้พ่อตามาทำงานเลย มัน...มันคงดูไม่เหมาะสมน่ะครับ"
เย่เสี่ยวจิ่นมองดูพวกเขาแล้วรู้สึกขบขัน
เรื่องการแต่งงานนี่ช่างคึกคักสนุกสนานจริงๆ ยุ่งวุ่นวายมาหลายวันติดต่อกันแล้ว
เธอก็เพิ่งเคยเห็นการเตรียมงานแต่งงานเป็นครั้งแรก รู้สึกว่าทุกอย่างช่างแปลกใหม่น่าสนใจมาก
หยางเจวียนพาผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่งมาด้วย
"ชุ่ยชุ่ยจ๊ะ อยู่บ้านไหม?"
หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบออกมา "โอ้ อยู่จ้ะ กำลังล้างหม้อกระทะอยู่"
"พวกเรามาช่วยเธอทำงานแล้ว"
หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง เชิญให้ทุกคนนั่งลง
หลิวคังก็ตามมาด้วย เพื่อฟังว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง
"ฉันทำความสะอาดบ้านเสร็จแล้ว ส่วนวัตถุดิบที่ต้องซื้อ พรุ่งนี้ก็ค่อยไปซื้อ จะได้ของสดๆ"
หยางเจวียนพยักหน้า "ใครเป็นคนทำอาหารที่บ้านเธอล่ะ?"
"จื้อผิงบอกว่าเขาจะเป็นคนทำอาหารน่ะ"
คนอื่นๆ ต่างพูดคุยกันถึงสิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับงานแต่งงาน
หลี่ชุ่ยชุ่ยก็ตอบรับทีละอย่าง พลางทบทวนดูว่ามีอะไรขาดตกบกพร่องหรือไม่
พวกเขามีลานบ้านที่เทปูนเรียบร้อยแล้ว ไม่จำเป็นต้องจัดการอะไรอีก
ในบ้านมีเครื่องปรุงครบทุกอย่างที่ควรมี
ข้าวสารก็มีพร้อมอยู่แล้ว
แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องเตรียมอะไรเพิ่มเติม
"แตงกวาที่บ้านฉันออกผลแล้ว พรุ่งนี้คุณไม่ต้องซื้อผักอะไรนะ"
"พวกเรายังมีฟักเขียวกับฟักทองด้วย"
หยางเจวียนคิดแทนพวกเขา "ฉันเห็นในไร่ของพวกคุณปลูกอะไรนะ... ผักบุ้ง มีเต็มไปหมดเลย"
หลี่ชุ่ยชุ่ยก็รู้สึกว่าถูกต้อง "ก็จริงนะ มีผักสี่อย่างแล้ว แล้วก็ยังมีมันเทศที่บ้านเราอีก รสชาติอร่อยมากเลย"
"เอามาทำอาหารก็ได้นะ หอมมากเลย"
หยางเจวียนพยักหน้า "ใช่แล้ว งั้นก็มีผัก5อย่างแล้วสิ"
"ไก่และเป็ดที่บ้านของพวกคุณก็มีพร้อมอยู่แล้ว ส่วนเนื้อวัวจะซื้อหรือไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร ราคามันก็แพงเกินไปด้วย"
"ประหยัดหน่อยก็ได้นะ"
"ปลาเฉ่าก็ซื้อจากในหมู่บ้านเลย ยังไงก็ตัวใหญ่พอๆกัน แถมยังถูกกว่า ไม่จำเป็นต้องไปซื้อที่ตลาดในเมือง"
หยางเจวียนคำนวณอย่างละเอียดถี่ถ้วน
หลี่ชุ่ยชุ่ยฟังหล่อนพูดจนจบ ก็แทบไม่ต้องไปซื้ออะไรเลย
ในตอนนั้น เย่ฉางอันก็กลับมาพอดี
เขาออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าตรู่ ตอนนี้เพิ่งขี่รถสามล้อกลับมา
"วันนี้บ้านเราคึกคักจังเลยนะ มีคนเยอะแยะเลย"
"ทำไมเธอถึงพาแกะตัวหนึ่งกลับมาด้วยล่ะ?" หยางเจวียนถึงกับตกใจ นี่มันต้องใช้เงินเท่าไหร่กันนะ?
"งานแต่งงานนี่มันเรื่องใหญ่ที่จะมีแค่ครั้งเดียวในชีวิต ไม่ว่ายังไงพวกเราก็ต้องจัดงานให้พี่ชายคนโตกับพี่สะใภ้อย่างยิ่งใหญ่สิ"
"แกะตัวนี้ใหญ่พอสมควรนะ น่าจะพอแล้วล่ะ"
เขามีถังใบใหญ่อยู่บนรถด้วย "นี่คือเนื้อวัว สดมากเลยนะ เอาไว้ทำเนื้อตุ๋นได้ เก็บไว้ได้หลายวันด้วย"
หลี่ชุ่ยชุ่ยเข้าไปดู "เป็นเนื้อวัวคุณภาพดีจริงๆ"
คนอื่นๆเห็นท่าทางของครอบครัวนี้ ก็รู้สึกว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับลูกสะใภ้คนนี้มากจริงๆ
ไม่อย่างนั้นก็คงจัดงานแบบลวกๆไปแล้ว ซึ่งก็มีคนทำกันเยอะ
ใครจะอยากเสียเงินมากมายไปกับการจัดงานมงคลกันล่ะ ในเมื่อข้าวยังกินไม่อิ่มท้อง จะมีเวลาว่างมาทำอะไรพวกนี้
หลิวคังเข้าใจเหตุผลนี้ดี ในใจก็รู้สึกขอบคุณที่ครอบครัวเย่ให้ความสำคัญกับลูกสาวของเขา
"แม่สามี ผมยังเอากระต่ายมาอีกกว่า20ตัวด้วยนะ น่าจะพอแล้วล่ะ"
หลี่ชุ่ยชุ่ยยิ้มพลางกล่าว "งั้นพวกเราก็มีผัก5อย่าง แล้วก็ไก่ เป็ด วัว แกะ ปลา กระต่าย รวมเป็นเนื้อ 6อย่างสินะ"
"มีครบทุกอย่างที่ควรมีแล้ว ก็น่าจะพอแล้วล่ะ"
"คุณพ่อตา อย่าเป็นห่วงเรื่องพวกนี้เลยค่ะ คุณมาเป็นแขกนะ อย่าได้ลำบากเลย"
หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดด้วยความจริงใจ
ปกติหลิวเยว่ก็แย่งทำงานบ้านอยู่แล้ว ถ้าให้พ่อของหล่อนที่แทบจะไม่ได้มาเยี่ยมมาทำงานด้วย มันจะเป็นอย่างไร?
แม้หล่อนจะเป็นแค่หญิงชาวบ้านที่อ่านหนังสือไม่ออก แต่ก็เป็นคนที่รู้กาลเทศะ
เย่ฉางอันค่อยๆยกห่อผ้าออกมาจากรถอย่างระมัดระวัง "พี่ชายพี่สะใภ้ครับ เนื้อพวกนี้เป็นของฝากจากผมนะครับ ส่วนเสื้อผ้านี่ จิ่นเป่าสั่งให้ผมไปตัดมาให้"
เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มพลางพูดว่า "ใช่แล้วค่ะ นี่เป็นแบบที่หนูออกแบบเองนะคะ ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงบ้าง พี่สะใภ้ลองไปลองดูเร็วๆสิคะ"
"พี่ชายของหนูคงไม่มีโอกาสได้ใส่เสื้อผ้าแบบนี้หรอกค่ะ แต่หนูทำเข็มกลัดลายดอกไม้ให้พี่ชายด้วยนะคะ ติดไว้ที่เสื้อก็ดูสวยดี"
เย่จวินรับเข็มกลัดประดับที่เหมือนลูกบอลดอกไม้เล็กๆมา "อันนี้ฉันรู้จัก คนในเมืองเวลาแต่งงานก็ติดสิ่งนี้ที่หน้าอกกัน"
"จิ่นเป่าช่างมีฝีมือและความคิดสร้างสรรค์เหลือเกิน ดูสวยงามทีเดียว"
หลิวเยว่อุ้มห่อผ้าไว้ แม้ยังไม่ได้เปิดดู ก็มองเห็นสีแดงสดสวยที่โผล่ออกมาจากรอยต่อของห่อผ้าแล้ว
"งั้นฉันจะไปลองชุดตอนนี้นะ แต่เดิมฉันคิดว่าตอนแต่งงานจะใส่ชุดกระโปรงสีฟ้าตัวใหม่ ไม่ได้คิดจะเตรียมชุดอะไรเป็นพิเศษ"
"จิ่นเป่า เธอช่างมีน้ำใจจริงๆ"
เย่เสี่ยวจิ่นกลับรู้สึกเขินอายเล็กน้อย เมื่อเทียบกับเสื้อผ้ามากมายที่หลิวเยว่ตัดให้เธอด้วยตัวเอง ชุดนี้เป็นเพียงชุดที่เธอจ้างช่างตัดเสื้อทำเท่านั้น
"โอ้ พี่สะใภ้ อย่าเกรงใจเลย รีบไปลองเร็วๆเถอะค่ะ"
ทุกคนกำลังพูดคุยกันอยู่ข้างนอก รอดูชุดใหม่ของหลิวเยว่กัน
ปกติแล้วทุกคนในหมู่บ้านล้วนแต่งตัวแบบเรียบง่ายและซอมซ่อ จึงรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเสื้อผ้าใหม่ๆ
หลิวเยว่อยู่ในห้อง ค่อยๆเปิดห่อผ้าอย่างระมัดระวัง
ข้างในเป็นชุดกี่เพ้าแบบหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นชุดจีนสมัยใหม่ที่หลวมกว่า แม้หล่อนจะไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ แต่ก็รู้แค่ว่ามันสวยมาก
เนื้อผ้านุ่มลื่น มีลายในตัวเล็กๆ
"พระเจ้า ผ้าสวยขนาดนี้ได้มาจากไหนกัน ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนเลย..."
หล่อนแทบไม่อยากสวมใส่ ได้แต่ลูบคลำอย่างพิถีพิถัน ในใจเต็มไปด้วยความชื่นชอบ
เมื่อลองสวมใส่ ชุดกี่เพ้าสีแดงก็ขับเน้นรูปร่างอันบอบบางของหล่อนให้ดูสง่างามขึ้น
เนื่องจากคำนึงถึงความอนุรักษ์นิยมของยุคสมัย จึงตัดเย็บให้หลวมเป็นพิเศษ ไม่ได้เน้นส่วนโค้งเว้ามากนัก
กระดุมบนชุดทำจากไข่มุก แขนเสื้อสั้นมีลายปักสวยงาม เช่นเดียวกับที่ชายกระโปรง
หลิวเยว่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคนเราจะสามารถตัดเย็บเสื้อผ้าได้ถึงระดับนี้!
มันไม่ใช่แค่สวยงามเท่านั้น แต่เหมือนเป็นเสื้อผ้าของเทพเจ้าเลยทีเดียว
ในทันทีที่หลิวเยว่เดินออกมาจากห้อง ทุกคนต่างก็คิดเช่นเดียวกัน
"จะมีเสื้อผ้าที่สวยงามขนาดนี้ได้อย่างไร?"
"ใช่แล้ว ซื้อมาจากที่ไหนกัน ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย"
"สวยเหลือเกิน!"
ทุกคนต่างอุทานด้วยความประหลาดใจ
สายตาของเย่จวินจับอยู่ที่ตัวหลิวเยว่ จนไม่อาจละสายตาไปได้
เย่เสี่ยวจิ่นปรบมือ "สวยมากเลย สีนี้สวยจริงๆ ทำให้ผิวของพี่สะใภ้ดูขาวผ่องขึ้นมากเลยนะ"
"ฉันรู้อยู่แล้วว่าสีนี้จะเหมาะกับพี่มาก"
"นั่นก็เพราะเธอตาดีไงล่ะ แต่...เสื้อผ้าดีๆแบบนี้ รู้สึกว่ามันฟุ่มเฟือยไปหน่อยนะ..."
หลิวเยว่รู้สึกเขินอาย ใบหน้าแดงก่ำ มองดูเสื้อผ้าของตัวเองอย่างเก้อเขิน
ภาพที่เห็นในกระจกก็สวยงามมากแล้ว เมื่อออกไปกลางแสงแดด ลวดลายแฝงบนชุดก็ยิ่งดูสวยงามและประณีตมากขึ้น
ในใจก็เริ่มมีความรักในการตัดเย็บเสื้อผ้าผุดขึ้นมา
เย่เสี่ยวจิ่นไม่รู้เลยว่าชุดที่เธอมอบให้นั้น จะสามารถจุดประกายความรักในการออกแบบเสื้อผ้าให้กับหลิวเยว่ได้
และยังเปิดมุมมองเล็กๆที่สดใสให้กับอนาคตของเธอในการเป็นนักธุรกิจหญิงอีกด้วย
เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มพลางกล่าวว่า "อย่าพูดแบบนั้นสิ มันเหมาะกับพี่จริงๆนะ ต่อไปจะมีเสื้อผ้าที่ดีกว่านี้อีกมากมายเลย"
บทที่ 192: แต่งงาน
และแล้ววันแต่งงานก็มาถึง ผู้คนมากมายทยอยหลั่งไหลกันมาแต่เช้าตรู่
นอกบ้านเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องของไก่และเป็ด
เย่เสี่ยวจิ่นรีบกินบะหมี่น้ำใสกับแม่อย่างเร่งรีบ แล้วก็ต้องรีบไปต้มน้ำ
"จิ่นเป่า วันนี้มีคนมาเยอะ เจอใครก็อย่าลืมทักทายนะลูก"
"คนที่อายุเท่าพี่หลิวเยว่ของหนูก็เรียกพี่ คนที่แก่กว่าก็เรียกป้า คนแก่ๆก็เรียกย่า"
"ผู้ชายก็เหมือนกัน เข้าใจไหมจ๊ะ?"
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า "เข้าใจแล้วค่ะ หนูจำได้หมดเลย"
หลี่ชุ่ยชุ่ยยิ้มแล้วลูบหัวลูกสาว "งั้นไปเล่นนะลูก แต่ห้ามไปเล่นประทัดเด็ดขาด"
แน่นอนว่าเย่เสี่ยวจิ่นไม่กล้าไปเล่นอยู่แล้ว
ชาวบ้านทุกคนต่างง่วนกับการเตรียมงาน บรรดาแม่บ้านทั้งหลายแบ่งงานกันอย่างเป็นระบบ กำลังสาละวนกับการเชือดไก่และเป็ดอยู่ข้างบ่อน้ำ
เย่เสี่ยวจิ่นมองดูอยู่ห่างๆ แม้เธอจะอยากช่วยเหลือ แต่ในสายตาของทุกคน เธอก็เป็นเพียงเด็กที่จะเข้ามาวุ่นวายเท่านั้น
ผู้ใหญ่ต่างไม่ต้อนรับเด็กๆที่จะเข้าไปก่อกวน
เธอสังเกตเห็นว่าผู้ใหญ่ทำงานได้อย่างคล่องแคล่วมาก
ตอนถอนขนไก่และเป็ด มือของพวกเขาเคลื่อนไหวเร็วมาก ไม่นานก็ได้ไก่เป็ดที่เนื้อตัวสะอาดเกลี้ยงเกลา
ในอ่างน้ำใหญ่มีไก่และเป็ดหลายตัว กำลังรอล้างทำความสะอาดเครื่องใน
ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมง
เสียงผัดอาหารในครัวค่อยๆดังขึ้น กลิ่นหอมของเครื่องปรุงและเหล้าลอยอวลในอากาศ
ลานบ้านปูนซีเมนต์มีโต๊ะหลายตัววางอยู่ ซึ่งยืมมาจากบ้านคนอื่นๆ
พี่ชายรองและพี่ชายสามออกไปจัดการธุระกันแต่เช้าตรู่
ส่วนพี่ชายคนโตในฐานะเจ้าบ่าวต้องรับผิดชอบต้อนรับแขกและรับเงินของขวัญ
ทุกคนที่มาจะนำเงินของขวัญมาให้ แม้จะไม่มากนัก แต่ก็ถือเป็นน้ำใจ
โดยทั่วไปแล้วการจัดงานมงคลก็ไม่ขาดทุน ยังอาจได้กำไรเล็กน้อยด้วยซ้ำ
หลิวเยว่ยืนอยู่ข้างๆ คอยพูดคุยกับทุกคน
อาสามตบแขนของเย่จวิน "เย่จวิน การแต่งงานเป็นเรื่องดีนะ ลูกผู้ชายต้องมีครอบครัวก่อนแล้วค่อยสร้างเนื้อสร้างตัว ต่อไปนี้จะมีแต่วันดีๆ"
ป้าหกก็พูดต่อจากด้านหลัง "ใช่แล้ว ได้ลูกสะใภ้ที่ดีมีน้ำใจขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่แม่ของเธอจัดงานอย่างคึกคักแบบนี้"
ทุกคนต่างคิดเช่นนี้
เพราะตอนเย่ว่านหยวนแต่งงานนั้นเป็นไปอย่างเร่งรีบ ไม่ได้จัดเลี้ยงด้วยซ้ำ
ได้ยินว่าเจ้าสาวท้องโตแล้ว อีกทั้งยังเป็นหญิงม่าย จึงไม่ค่อยเหมาะสมนัก
เรื่องนี้ยังถูกคนอื่นหัวเราะเยาะอยู่นานทีเดียว
เมื่อเทียบกับงานแต่งงานของเย่จวิน มันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ทั้งที่มีแซ่เย่เหมือนกัน แต่ความแตกต่างนี้ย่อมทำให้เกิดการเปรียบเทียบและดูถูกกันเป็นธรรมดา
เย่จวินยิ้มพลางกล่าวว่า "พวกคุณรีบไปนั่งกันเถอะครับ บนโต๊ะมีน้ำร้อนและน้ำตาลขิงเตรียมไว้แล้ว อร่อยนะครับ"
ชาวบ้านทั้งหลายต่างพากันไปนั่ง
พวกผู้ชายบางคนที่เบื่อๆ ก็เริ่มหยิบไพ่ออกมาเล่นกันแล้ว
การเล่นไพ่นี้มีส่วนได้ส่วนเสียกันบ้าง แต่ไม่มากนัก แค่เล่นสนุกๆเท่านั้น
มีคนชวนเย่ฉางอันให้มาเล่นไพ่ด้วย
เย่ฉางอันโบกมือปฏิเสธ "ผมไม่ว่างหรอก ยังต้องนึ่งข้าวอีก พวกคุณเล่นกันไปเถอะ"
เย่หวายตามพ่อแม่ไปช่วยงาน
เมื่อคืนที่บ้านตัดฟืนไว้มากมาย วันนี้จะใช้ต้มน้ำทำอาหาร
เย่หวายถือกาน้ำร้อน วางไว้ใต้โต๊ะ เติมน้ำร้อนให้เต็มทุกกา
หวังเอ้อร์หู่เห็นเย่หวายแล้วก็เอ่ยทักทาย "เสี่ยวหวาย ตอนนี้นายยังอ่านหนังสือทุกวันอยู่เหรอ?"
หวังเอ้อร์หู่เป็นเพื่อนร่วมชั้นเก่าของเย่หวาย
ตอนนี้เขาเป็นเสาหลักของบ้านแล้ว
เย่หวายยิ้มพลางตอบ "ใช่แล้ว พอถึงฤดูร้อนปีหน้า ฉันก็จะเรียนจบแล้ว"
หวังเอ้อร์หู่เกาหัวแกรกๆ "แต่ก่อนเขาว่าเรียนหนังสือไม่มีประโยชน์ พวกเราหลายคนเลยเลิกเรียนกันหมด แต่นายนี่สิ..."
"ผ่านไปแค่ครึ่งปีนายก็กลับไปเรียนต่ออีก"
"แถมตอนนี้ได้ยินว่านายเรียนเก่งมากด้วย นายคิดดูสิ ใจนายไม่เจ็บบ้างเหรอ?"
"ที่ฉันเคยพูดแบบนั้นเพราะที่บ้านไม่มีปัญญาส่งเสียให้เรียน แต่จริงๆแล้วฉันชอบอ่านหนังสือมากนะ" เย่หวายรินน้ำร้อนเติมให้เขาแก้วหนึ่ง "ถ้ามีโอกาสจริงๆ ฉันก็อยากอ่านหนังสือให้มากกว่านี้"
"นั่นสินะ ยังไงก็ต้องมีความรู้ถึงจะดี" หวังเอ้อร์หู่ลูบศีรษะตัวเองอีกครั้ง "ฉันนี่ทำงานทุกวันจนเหนื่อยแทบตาย ตอนเด็กๆไม่รู้หรอกว่าการเป็นหัวหน้าครอบครัวมันเหนื่อยแค่ไหน"
เย่หวายพยักหน้า เขาได้ยินเรื่องที่พ่อของหวังเอ้อร์หู่ป่วย
โชคร้ายมักจะรังควานคนที่มีชะตากรรมอาภัพ
ตอนนี้หวังเอ้อร์หู่กับแม่ต้องทำงานหนักทุกวัน นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
"วันนี้แม่นายไม่ได้มากินข้าวด้วยเหรอ?"
"ท่านต้องดูแลพ่อน่ะ" หวังเอ้อร์หู่โบกมือ "นายจะมาเล่นไพ่นกกระจอกด้วยกันไหม?"
"คงไม่ละ นี่ก็ยังมีงานต้องทำอยู่"
หวังเอ้อร์หู่ก็ไม่ได้ชวนอีก
เย่หวายในตอนนี้เป็นคนมีความสามารถที่ได้เรียนหนังสือแล้ว ถึงแม้ว่าตอนประถมจะเคยเป็นเพื่อนสนิทกัน
ตอนนี้พวกเขาเป็นคนจากสองโลกที่แตกต่างกันแล้ว
เขารู้ดี
ในใจก็นึกอิจฉาอยู่บ้าง ถ้าครอบครัวของเขาส่งเสียให้เขาเรียนหนังสือได้ก็คงจะดี
การทำงานนั้นเหนื่อยนัก ต้องลำบากมากถึงจะรู้ว่าการมีความรู้นั้นดีกว่า
หยางจิ่นและหยางลี่ลี่นั่งอยู่บนม้านั่งเล็กๆอีกด้านหนึ่ง กำลังเล่นกับเสี่ยวฮุยฮุย
เย่เสี่ยวจิ่นอาบน้ำให้สุนัขตัวนี้จนสะอาดสะอ้านขนฟูฟ่อง ปกติก็กินดีอยู่แล้ว ตอนนี้จึงอ้วนท้วนน่ารักมาก
"เสี่ยวฮุยฮุย แกยังจำฉันได้ไหม?" หยางลี่ลี่อุ้มเสี่ยวฮุยฮุยมาวางบนตัก "ดูสิ แกอ้วนขึ้นมากเลย คงแอบขโมยไข่ไก่กินลับหลังแน่ๆ"
หยางจิ่นหัวเราะพูดว่า "เธอพูดอะไรน่ะ มันไม่ขาดอาหารกินสักหน่อย จะต้องไปขโมยไข่ไก่ทำไม?"
"ก็ไม่แน่นะ ดูสิขนของมันเรียบลื่นขนาดนี้ ปกติต้องกินไข่ไก่แน่ๆ"
พี่น้องสองคนคุยกันไป แล้วก็เรียกเย่หวายให้มานั่งด้วย
หยางลี่ลี่มองเจ้าสาวด้วยความชื่นชม เจ้าสาวเป็นหญิงสาวที่สงบเสงี่ยมและน่าดึงดูด ชุดที่สวมใส่ก็สวยงามมาก
สำหรับเด็กสาวแล้ว เจ้าสาวเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก
"พี่เสี่ยวเยว่สวยมากจริงๆวันนี้"
"พี่เย่หวาย พี่ชายใหญ่ของพี่ช่างโชคดีจริงๆ พ่อแม่ฉันบอกว่าพี่สะใภ้เป็นลูกสะใภ้ที่ดีทีเดียว"
เย่หวายมองพี่ชายและพี่สะใภ้ที่ยืนเคียงข้างกัน ในดวงตามีความยินดีอยู่บ้าง
สภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นทุกวัน
เมื่อก่อนพ่อแม่กังวลเรื่องการแต่งงานของพี่ชาย หวังว่าพี่ชายใหญ่จะได้แต่งงานกับภรรยาที่ดี ตอนนี้ในพริบตาเดียวก็เป็นจริงแล้ว
"พี่ชายและพี่สะใภ้ฉันเป็นคนดีทั้งคู่"
หยางลี่ลี่ยิ้มพลางเม้มปาก "ครอบครัวพวกพี่ทุกคนล้วนเป็นคนดี"
หยางจิ่นไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลย เขาแทรกขึ้นมาว่า "เสี่ยวหวาย พวกเราเหลืออีกแค่ครึ่งปีก็ต้องสอบเข้าเรียนแล้ว"
"ครั้งที่แล้วฉันสอบได้ไม่ดี ครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะสอบติดโรงเรียนอาชีวะศึกษาได้หรือเปล่า คงยากมากแน่ๆ"
"รุ่นพี่ฉันมีแค่สองคนที่สอบติดโรงเรียนมัธยม อีกคนสอบติดวิทยาลัยครู พวกเขาได้ติดประกาศรายชื่อสีแดงด้วยนะ"
เขาลูบหัวสุนัขตัวเล็กสีเทา พลางเอ่ยอย่างกังวลใจ "นายรู้ใช่ไหมว่าฉันเรียนซ้ำชั้นมาหนึ่งปีแล้ว ถ้าสอบไม่ติดอีก อย่างน้อยก็ต้องสอบเข้ามัธยมปลายให้ได้"
"ไม่งั้นพ่อแม่ฉันก็ส่งฉันเรียนเปล่าๆน่ะสิ"
เย่หวายปลอบใจเขา "ใจเย็นๆ นายไม่มีปัญหาหรอก"
หยางลี่ลี่ก็ยิ้มพูดว่า "ใช่แล้วพี่ชาย คนอื่นเรียนแค่สองปี แต่พี่เรียนตั้งสามปี พี่จะสอบไม่ติดได้ยังไงล่ะ?"
"ก็เพราะแบบนี้แหละถึงได้กดดันมากไง"
เย่เสี่ยวจิ่นเดินตามแม่ไป มองดูแม่ทำงานยุ่ง
เย่จื้อผิงเห็นลูกสาวกินอาหารเช้าอย่างรีบร้อนจนไม่ค่อยได้กินเท่าใด
เขาจึงแอบหยิบชามเล็กๆออกไปอย่างลับๆ
สักพัก เขาก็กลับมาอีกครั้ง แล้วอุ้มเย่เสี่ยวจิ่นขึ้นมาทันที "ชุ่ยชุ่ย คุณช่วยดูหม้อให้ฉันหน่อย ผมจะพาจิ่นเป่าไปที่ห้อง"
"ตรงนี้กลิ่นควันน้ำมันแรง อย่าให้น้ำมันกระเด็นโดนลูกสาวผมนะ"
หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกว่าเขาแปลกไป "ได้ ให้จิ่นเป่าไปอ่านหนังสือเล่นในห้องก็ได้"
"ตรงนี้ก็มีคนเดินไปมา ถ้าบังเอิญมีใครมองไม่เห็นแล้วเตะหล่อนล้มคงจะเจ็บแย่"
"เดี๋ยวคุณจะใส่ต้นหอมลงไปในหม้อใช่ไหม?"
เย่จื้อผิงพยักหน้าตอบรับ
เย่เสี่ยวจิ่นถูกพ่ออุ้มกลับไปที่ห้อง
"พ่อคะ หนูชอบเล่นข้างนอก"
"งั้นเดี๋ยวค่อยออกไปเล่นข้างนอกนะ" เย่จื้อผิงวางเธอลง แล้วชี้ไปที่ชามเล็กบนโต๊ะ "ลูกกินตรงนี้นะ อย่าเอาออกไปข้างนอก"
เย่เสี่ยวจิ่นชะงักไปครู่หนึ่ง รอจนพ่อเดินออกไปแล้ว จึงเข้าไปดูใกล้ๆ
ในชามเล็กมีเนื้อไก่ชิ้นดีที่สุดสองสามชิ้น ทั้งหมดเป็นเนื้อล้วนๆ แถมยังมีเนื้อวัวต้มหั่นบางๆอีกสองสามแผ่น และขาหมูตุ๋นอีกหนึ่งชิ้น
ยังร้อนระอุ ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง
ดูเหมือนเพิ่งยกลงจากเตา
เย่เสี่ยวจิ่นหยิบตะเกียบขึ้นมา ประคองชามนั่งลงบนเก้าอี้แล้วเริ่มกิน
เธอหิวอยู่บ้าง ตอนเช้ากินบะหมี่แบบลวกๆไม่อิ่มเลย
"ตึง" เสียงดังขึ้น
ประตูห้องถูกผลักเปิดออก
เย่ฉางอันเดินเข้ามาในห้องก็ได้กลิ่นหอม เขาเบิกตากว้าง พูดเสียงเบาว่า "ฉันเห็นเธอหายไป เลยจะมาชวนออกไปเล่น"
"เธอนี่ดีจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่หายไป ที่แท้ก็แอบมากินคนเดียวอยู่ที่นี่นี่เอง"
เย่เสี่ยวจิ่นกอดชามไว้แน่นพลางพูดว่า "ถ้าพี่อยากกินก็ไปที่ครัวสิ ห้ามแย่งของหนูนะ"
ใช่ว่าเย่ฉางอันจะแย่งอาหารของน้องสาว เขาแค่ส่งเสียงฮึดฮัดว่า "เธอดูถูกฉันเกินไปแล้ว"
เย่เสี่ยวจิ่นกลอกตาไปมาแล้วพูดว่า "จริงๆแล้วหนูก็กินไม่ค่อยลงหรอก เนื้อวัวตุ๋นนี่อร่อยมากเลยนะ"
"หนูมีอยู่ตั้ง5-6ชิ้น แบ่งให้พี่กินสักชิ้นก็ได้ แต่พี่กินได้แค่ชิ้นเดียวนะ ตอนนี้มันยังร้อนๆอยู่ อร่อยที่สุดแล้ว พอถึงเที่ยงเนื้อวัวก็จะเหนียวเกินไป"
เย่เสี่ยวจิ่นคีบเนื้อวัวชิ้นหนึ่งยื่นไปที่ปากของเย่ฉางอัน
ตอนแรกเขาตั้งใจจะปฏิเสธ
แต่เนื้อวัวชิ้นนั้นดูน่ากินมาก เขาจึงอ้าปากรับไว้
"อร่อยจริงๆด้วย เนื้อวัวตุ๋นนี่หอมมาก แถมแม่ยังหั่นหัวไชเท้าใส่เยอะแยะเลย"
"เนื้อวัวกับหัวไชเท้าที่ตุ๋นรวมกันนี่ ต้องอร่อยจนกลืนลิ้นแน่ๆเลย"
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า "ตอนเที่ยงหนูจะกินเนื้อให้มากหน่อย"
"ฉันก็เหมือนกัน"
พี่น้องทั้งสองกระซิบกระซาบกัน ท่ามกลางเสียงแขกเหรื่อดังเซ็งแซ่อย่างคึกคักข้างนอก
พวกเขาทั้งสองกลัวความวุ่นวาย จึงหลบมาเล่นอยู่ในห้อง
เย่เสี่ยวจิ่นถือตะเกียบพูดว่า "คนข้างนอกกำลังเล่นไพ่กัน เล่นไพ่ไม่สนุกหรอก ยิ่งถ้าแพ้พนันด้วยก็จะเจ็บใจมาก"
"ใช่แล้ว ฉันไม่ยุ่งเกี่ยวกับการพนันเลย แม้แต่นิดเดียวก็ไม่เอา" เย่ฉางอันพลิกดูหนังสือที่อ่านไม่รู้เรื่องของเย่เสี่ยวจิ่น "ต่อไปเธอก็อย่าไปเล่นอะไรพวกนี้นะ ถ้าเล่นไม่ดีอาจทำให้ครอบครัวพังพินาศได้"
เย่เสี่ยวจิ่นรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว
เธอรู้สึกปลื้มใจที่คนในครอบครัวล้วนเป็นคนดีมีศีลธรรม ไม่หมกมุ่นกับสิ่งเหล่านี้
แม้วิธีหาเงินจะค่อนข้างอนุรักษ์นิยม แต่ก็ถือว่าค่อยๆก้าวไปทีละก้าวแล้ว
บทที่ 193: วันมงคลใหญ่
การแต่งงานเป็นเรื่องมงคลใหญ่
คนในตระกูลเย่จึงมากันหมด ยกเว้นครอบครัวของพี่ชายคนโต
พวกเขาตัดสินใจตัดขาดความสัมพันธ์แล้ว
เรื่องนี้ทำให้หลายคนสนใจ
"เย่หวาย ทำไมครอบครัวลุงใหญ่ของนายไม่มาเลยล่ะ? ฉันยังอยากชวนลุงใหญ่ของนายมาเล่นไพ่เลย"
เย่หวายลังเลเล็กน้อย "เรื่องนี้ผมไม่ทราบจริงๆครับ"
แม้เขาจะรู้ดีอยู่แก่ใจ แต่ก็ไม่อยากพูดอะไรมาก เพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศในวันมงคล
"อย่าถามเรื่องนี้เลย หลี่เหล่าซาน นายไม่รู้เรื่องหรือไง? อย่าทำเป็นไม่รู้ทั้งที่รู้อยู่แล้วสิ"
"ฉันไม่รู้จริงๆ ช่วงนี้ฉันไม่ได้อยู่บ้านเลย"
ทุกคนเคยพูดถึงว่าเย่เหวินชางแอบอิจฉาเย่ฉางอัน จนทำให้เขาถูกจับกุมอย่างไม่เป็นธรรม
เย่เสี่ยวจิ่นโกรธมากและบุกไปต่อยเย่เหวินชางจนเข้าโรงพยาบาล ทำให้สองครอบครัวแตกหักกัน ไม่ไปมาหาสู่กันอีกเลย
หลี่เหล่าซานตบโต๊ะ "เรื่องนี้เป็นความผิดของบ้านใหญ่เย่นี่นา แล้วยังมีหน้ามาแตกหักกับคนอื่นอีกเหรอ?"
"ใช่แล้ว ได้ยินมาว่ามีคนเห็นสาวคนเมืองรวยๆมาที่บ้านพวกเขา คงจะแต่งเข้าบ้านแล้วพาทั้งครอบครัวไปใช้ชีวิตสุขสบายในเมืองแน่ๆ"
ทุกคนพูดกันด้วยน้ำเสียงดูแคลน
ไม่มีใครนับถือคนสองหน้าแบบนี้หรอก
แถมหลี่กุ้ยฮวาก็เป็นคนปากจัดในหมู่บ้าน สร้างศัตรูไว้ไม่น้อย
หยางเจวียนได้ยินพวกเขาวิพากษ์วิจารณ์ ก็เริ่มรู้สึกตัว
หล่อนมองไปรอบๆ สักพักก็พบว่าไม่เห็นเย่จื้อเฉียงและหลี่กุ้ยฮวาเลย
หล่อนรีบไปหาหลี่ชุ่ยชุ่ย แล้วถามเบาๆเป็นการส่วนตัวว่า "ทำไมวันนี้ฉันถึงไม่เห็นคนจากบ้านพี่ชายคนโตเธอเลย? พวกเขาคงไม่ได้ไม่มาร่วมงานสำคัญแบบนี้ทั้งครอบครัวจริงๆหรอกนะ?"
หยางเจวียนพูดด้วยน้ำเสียงตกใจและไม่อยากเชื่อ
"ตัดขาดความสัมพันธ์กันไปนานแล้ว" หลี่ชุ่ยชุ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ "พวกเขาไม่อยากคบหากับพวกเราแล้ว ถึงมีงานแบบนี้ก็คงไม่มาหรอก"
"อะไรนะ? พวกเขายังมีหน้ามาตัดขาดความสัมพันธ์อีกเหรอ?" หยางเจวียนขมวดคิ้ว ทั้งโกรธทั้งขำ "โอ้โห บ้าไปแล้วหรือไง? ตอนนี้ครอบครัวเธอกำลังรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ พวกเขามีหน้าอะไรมาตัดขาดความสัมพันธ์กัน..."
หล่อนตบมือทั้งสองข้าง "ปัญหาคือ... แม้จะตัดขาดความสัมพันธ์ แต่เงินที่ควรได้ก็ต้องเอาสิ?!"
"ฉันจำได้ว่าตอนเทอมแรกที่เหวินชางเรียนหนังสือ ครอบครัวเธอก็ให้เงินไปไม่น้อยเลยนะ"
หยางเจวียนรู้สึกไม่เป็นธรรมแทนครอบครัวของหลี่ชุ่ยชุ่ย
"ชุ่ยชุ่ย พวกเขาช่างไม่รู้จักอายเอาเสียเลย ยังไงต่อไปครอบครัวของเธอก็ต้องมีชีวิตที่ดีขึ้น ถึงตอนนั้นพวกเขาจะต้องเสียใจแน่!"
หลี่ชุ่ยชุ่ยยิ้มเล็กน้อย "จะไปสนใจพวกเขาทำไมกัน? ถึงอย่างไรก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรมากนักอยู่แล้ว"
"ฉันไม่ได้ใส่ใจอะไรหรอก ขอแค่จื้อผิงไม่มีปัญหา ฉันว่าเป็นแบบนี้ก็ดีกว่าเดิมอีก"
หยางเจวียนหัวเราะ "แน่นอนสิ"
"ก่อนหน้านี้พวกเขาเอาของไปจากที่นี่ตั้งเยอะแยะ"
"ไม่ต้องไปมาหาสู่กัน ยังช่วยประหยัดเงินได้อีกตั้งเยอะเลย"
อีกด้านหนึ่ง
หลิวต้าเม่ยและเย่ฉู่เฉียงยืนอยู่หน้าบ้านลูกชายคนโต ทั้งสองคนต่างรู้สึกหมดปัญญา
เย่จื้อเฉียงนั่งอยู่หน้าประตู ถือชามข้าวไว้ "พ่อแม่ พวกคุณโดนด่าแล้ว บอกว่าจะตัดขาดความสัมพันธ์กันแล้ว ไปตอนนี้จะมีความหมายอะไรล่ะ?"
"ผมน่ะ อยู่บ้านกินข้าวกับผักดองก็อร่อยดีแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ติดคอ"
"จะไปบ้านน้องสามให้ขายหน้าคนอื่นทำไม?"
เขาหัวเราะเยาะ "ตอนนี้น้องสามรวยแล้ว ไม่เห็นพี่ชายคนโตอย่างผมอยู่ในสายตาแล้ว"
"ถึงผมไม่พูดอะไรออกมา แต่ในใจรู้ดี และรู้สึกเจ็บปวดมาก"
หลี่กุ้ยฮวาก็พูดเสริมอยู่ข้างๆ "ใช่แล้ว พวกคุณยังจะมาสนใจพวกเราทำไมอีก? ยังไงตอนนี้ก็สนใจแต่ครอบครัวน้องสามแล้ว ไม่ต้องมาหาพวกเราอีกก็ได้"
"พวกเราต้องรัดเข็มขัด แต่ก็แค่ปีกว่าๆ อย่างน้อยก็ยังส่งเสียเหวินชางเรียนจนจบได้"
ทั้งสองคนพูดราวกับว่าตัวเองน่าสงสารมาก
"เหวินชางของเราก็เจ็บ ตอนเขานอนป่วยอยู่โรงพยาบาลไม่มีใครมาเยี่ยมเลย"
"แถมที่บ้านก็ไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล"
หลี่กุ้ยฮวาถอนหายใจ โบกมือไปมา "พวกเราไม่ไปบ้านน้องสามให้เกะกะสายตาหรอก ยังไงพวกเราก็ไม่มีเงินเอาไปเป็นของขวัญอยู่แล้ว"
เย่ฉู่เฉียงเงียบไปครู่ใหญ่ มองเย่จื้อเฉียง "เจ้าใหญ่ ลองชั่งใจดูให้ดีๆ"
"ต่อไปนี้ครอบครัวของพวกแกจะไม่ต้องการพวกเราตระกูลเย่อีกแล้วจริงๆหรือ?"
"ถึงพวกแกจะตัดขาดความสัมพันธ์แล้ว แต่บุญคุณที่ควรตอบแทนก็ต้องตอบแทน ของขวัญที่ควรให้ก็ควรให้บ้างตามสมควร อย่างน้อยก็ยังเป็นพี่น้องกันในสายตาคนอื่น"
"ไม่เช่นนั้นถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไป คนที่เสียหน้าก็คือพวกเราตระกูลเย่"
เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ไม่ค่อยมีพี่น้องคู่ไหนที่ทะเลาะกันในครอบครัวแบบนี้"
เย่จื้อเฉียงแค่นเสียง "ทะเลาะกันในครอบครัว? พวกเขาแค่ดูถูกพวกเราต่างหาก แค่ไม่ไปมาหาสู่กันก็จะไม่ทำให้ตระกูลเย่เสียหน้าแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ?"
หลิวต้าเม่ยเริ่มรู้สึกหงุดหงิดแล้ว
พูดกันมาทั้งเช้าแล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมรับฟังอะไรเลย
ลูกชายคนโตเคยเป็นคนกตัญญูที่สุด แน่นอนว่าต้องถูกหลี่กุ้ยฮวายายแสบคนนี้ยุแหย่แน่ๆ ถึงได้ทำให้ลูกชายคนโตของตัวเองทำเรื่องโง่ๆแบบนี้ออกมา
"แกอย่าโง่ไปหน่อยเลย บ้านเจ้าสามมีเงิน ต่อไปเหวินชางของพวกแกจะได้เป็นใหญ่เป็นโต จะก้าวหน้าโดยไม่ต้องใช้เงินได้ยังไง?"
"ถึงครอบครัวจะมีเส้นสาย แต่การแต่งงานกับลูกสาวคนอื่นก็ต้องใช้เงินไม่ใช่หรือ? ถ้าพวกแกเอาใจเจ้าสามก็จะได้เงิน จะไปหรือไม่ไปก็ตามใจ"
หลี่กุ้ยฮวาไม่ยอมรับการดูถูกแบบนี้
หล่อนรอให้หวังหลินแต่งงานเข้ามา ตัวเองจะได้สบายมีชีวิตที่ดี
ทำไมต้องไปเอาใจพวกบ้านนอกไร้การศึกษาด้วย เป็นไปไม่ได้!
"คุณไม่ต้องพูดอีกแล้ว พวกเราไม่ไป"
หลังจากพูดจบ หล่อนก็กลับเข้าห้องไปด้วยความโกรธ
งานมงคลคึกคักสนุกสนาน
ทุกคนหยุดพักหนึ่งวัน เพื่อไปร่วมงานมงคลที่บ้านลูกชายสามของตระกูลเย่
ตระกูลเย่เตรียมอาหารไว้อย่างเรียบร้อย มีอาหารจานเนื้อแปดเก้าอย่าง และอาหารจานผักห้าหกอย่าง
พอวางบนโต๊ะ ก็ทำให้ทุกคนน้ำลายสอทันที
"อาหารนี่ดีเหลือเกิน ฉันจำได้ว่าครั้งล่าสุดที่บ้านซุนเหล่าเอ้อร์มีแค่เจ็ดอย่างเองนะ"
"ใช่แล้ว นี่มีตั้ง14อย่าง แถมครึ่งหนึ่งยังเป็นเนื้อสัตว์อีก นี่มันดีจริงๆ"
"ฉันไม่ได้กินเนื้อมานานแล้ว เนื้อสดๆแบบนี้อร่อยมาก"
อาหารที่นี่ทำอร่อยมาก และก็หาได้ยากที่จะมีครอบครัวร่ำรวยจัดงานเลี้ยงแบบนี้
ทุกคนต่างสนุกสนานกับงานเลี้ยง
เย่จื้อผิงยกไหเหล้าขึ้น "พวกเรา เหล้าขาวนี้ซื้อมาจากบ้านผู้ใหญ่บ้าน ถ้าไม่อร่อยก็ไปรับเงินคืนที่ผู้ใหญ่บ้านนะ"
เหล้าขาวถูกแจกจ่ายไปทุกโต๊ะ
คนมางานนี้เยอะมาก
หากเป็นในอดีต แน่นอนว่าคงไม่ได้รับเกียรติมากขนาดนี้
แต่วันนี้ผู้ใหญ่บ้านและคนอื่นๆ ต่างก็มากันพร้อมหน้า
ทุกคนต่างมาร่วมงานเพื่อให้เกียรติหัวหน้าทีมทั้งสองคือ เย่เสี่ยวจิ่นและเย่ฉางอัน
"ดีครับ ถ้าไม่อร่อยก็มาหาผมได้" ซุนจ่างซุ่นเอ่ยพลางยิ้มแย้ม "แต่ผมคงทำอะไรไม่ได้หรอกนะ ฝีมือก็แค่นี้แหละ"
"อร่อยมากครับ ผู้ใหญ่บ้านอย่าถ่อมตัวไปเลย"
ทุกคนต่างหัวเราะอย่างสนุกสนาน
ซุนจ่างซุ่นมองไปทางเย่จวิน "วันนี้ทุกคนต้องดื่มอวยพรเจ้าบ่าวสักแก้วนะ ผมขอให้พวกคุณมีหลานเร็วๆนี้ละกัน"
"ฮ่าๆๆ... ตอนนั้นจิ่นเป่าก็จะได้เป็นอาเล็กแล้วสิ"
เย่เสี่ยวจิ่นคิดว่าก็ดีเหมือนกัน "ได้สิ ได้เลย ฉันชอบเด็กผู้หญิงมากกว่า"
หลิวเยว่ยิ้มน้อยๆ การมีลูกชายหรือลูกสาวก็ต้องดูโชคชะตาเหมือนกัน
ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง หล่อนก็ยินดีทั้งนั้น
เย่จวินมองหลิวเยว่แวบหนึ่งแล้วพูดว่า "ผมไม่ถือหรอก รอวาสนาแล้วกัน เมื่อถึงเวลาเดี๋ยวก็มีเอง"
หลี่ชุ่ยชุ่ยและเย่จื้อผิงต่างดีใจมาก
ก่อนหน้านี้พวกเขากังวลเรื่องการแต่งงานของลูกชายคนโต ตอนนี้พวกเขากลับกำลังหวังที่จะอุ้มหลานชายหลานสาว
"พวกเธอใช้ชีวิตด้วยกันให้ดีๆนะ ขอให้ทั้งสองคนมีความสุขและปลอดภัย นั่นสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด"
ทุกคนกำลังคุยกันอยู่
ที่โต๊ะดื่มเหล้าของผู้ชาย
มีคนล้อเย่ไฉกุ้ยว่า "พี่ไฉกุ้ย หลานชายของคุณก็กำลังจะคลอดแล้วใช่ไหม? คิดชื่อไว้หรือยัง?"
"ไม่คิดจะจัดงานฉลองสักหน่อยเหรอ? ถึงฝ่ายหญิงจะแต่งงานครั้งที่สอง แต่ว่าว่าานหยวนลูกชายของคุณก็แต่งงานครั้งแรกนะ"
"ดูสิ เย่จวินเขาจัดงานได้ดีขนาดไหน"
"เมื่อไหร่คุณจะพาลูกสะใภ้ออกมาให้ทุกคนได้เห็นหน้าบ้างล่ะ? นานมากแล้วที่ไม่ได้เห็นหน้าหล่อนเลย แค่สองครั้งเท่านั้นเอง"
เย่ไฉกุ้ยรู้ดีว่าลูกสะใภ้ของเขานั้นน่าอับอาย
เขายิ้มแหยๆอย่างเก้อเขิน "หล่อนจะออกมาให้คนเห็นได้ยังไงล่ะ? จะจัดงานอะไรก็ไม่จัดแล้ว"
เขารู้สึกว่าตอนแรกที่เขาดูถูกหลิวเยว่นั้น คงเป็นเพราะสมองถูกลาเตะเข้าแล้วจริงๆ
หลิวเยว่คนนี้ดีมาก ดีกว่าเซี่ยหลินเยอะเลย
ตอนนี้เซี่ยหลินทำให้เขาต้องอับอายไปทั่วจริงๆ
"เฮ้อ พวกคุณอย่าพูดถึงเรื่องนี้เลย ผมรำคาญมากพอแล้ว"
"คุณไม่ต้องรำคาญหรอก อย่างน้อยลูกสะใภ้คุณก็ตั้งท้องไวนะ แปบเดียวท้องโตเร็วขนาดนี้แล้ว"
"บางทีอาจจะคลอดลูกแฝดเลยก็ได้ ตอนนั้นคุณคงดีใจแย่"
เย่ไฉกุ้ยยิ้มแหยๆอย่างเสแสร้ง
"อ้อ ใช่แล้ว วันนี้ว่านเหยวนลูกชายของคุณไม่อยู่เหรอ? เขาไม่มางานแต่งงานของเย่จวิ้นเลยเหรอ?"
เย่ไฉกุ้ยรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย "เย่กังลูกชายของผมกำลังเรียนตัดผมอยู่ในเมือง ช่วงนี้เขาป่วย พี่ชายของเขาก็เลยต้องไปดูแลน่ะครับ"
เขาไม่กล้าบอกความจริงว่าว่านหยวนออกไปเรียนรู้เทคนิคการทำอิฐ
ถ้าคนอื่นรู้เข้าแล้วแย่งทำก่อน พวกเขาคงขาดทุนใหญ่แน่
ทางฝั่งของเย่จวินเดินไปรอบๆ เพื่อชนแก้วกับแขก จนใบหน้าแดงก่ำไปหมด
เขาเดินมาหยุดตรงหน้าหลิวคัง "พ่อครับ พ่อวางใจได้เลยที่ให้เสี่ยวเยว่มาอยู่กับผม ผมจะดูแลหล่อนเป็นอย่างดี ไม่ให้หล่อนต้องลำบากแน่นอนครับ"
หลิวคังพยักหน้าอย่างพอใจ "ขอให้พวกเธอใช้ชีวิตคู่กันอย่างมีความสุข พ่อก็จะได้สบายใจ"
หลิวเยว่น้ำตาคลอ "พ่อ พ่อวางใจได้เลยค่ะ"
หลี่ชุ่ยชุ่ยและเย่จื้อผิงก็พูดเสริมขึ้นมา
"ใช่แล้วคุณพ่อตา คุณวางใจได้เลย พวกเราชอบเด็กคนนี้มากเลยล่ะ"
"ใช่แล้ว ครอบครัวของพวกเราจะไม่ทำให้หล่อนต้องลำบากใจแน่นอน"
หลิวคังพยักหน้า "พ่อแม่สามี ผมรู้ดีถึงคุณธรรมของพวกคุณ การที่เสี่ยวเยว่ได้มาอยู่ในครอบครัวของพวกคุณ นับว่าเป็นโชคดีของหล่อน"
บรรยากาศเป็นไปอย่างสงบสุขกลมเกลียว
หลังจากวุ่นวายทั้งวัน ทุกคนต่างเหนื่อยล้า
หลิวคังเห็นว่าทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเตรียมตัวกลับบ้าน โดยมีเย่ฉางอันขี่จักรยานไปส่ง
อีกทั้งยังนำเส้นบะหมี่ แป้ง และไข่ไปให้อีกไม่น้อย
หลิวคังอาศัยอยู่ในหมู่บ้านคนเดียว ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรมาก ทำอาหารวันละมื้อกินสามมื้อ
เมื่อถูกส่งถึงบ้าน เขาก็มองดูบ้านที่ว่างเปล่า แล้วทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรง
"เฮ้อ ในที่สุดเสี่ยวเยว่ก็แต่งงานไปแล้ว"
"บ้านหลังนี้ก็ไม่มีใครอยู่แล้ว"
เขายิ้มออกมาเล็กน้อย เตรียมที่จะเลี้ยงหมูอ้วนให้โตเต็มที่ เพื่อที่จะส่งขาหมูขาใหญ่ไปให้ลูกสาวและลูกเขยในช่วงปีใหม่
ชีวิตยังมีความหวังใหม่ให้รอคอยอีกครั้ง
บทที่ 194: สัญญากับร้านสหกรณ์ถูกยกเลิก
เรื่องแต่งงานจบลงแล้ว หลังจากนั้นทุกคนก็วุ่นวายกับเรื่องในไร่
ต้นกล้าเมลอนและแตงโมทั้งหมดเพิ่งถูกย้ายลงแปลง
ส่วนเย่เสี่ยวจิ่นกำลังเตรียมทำหลักสำหรับพยุงเถาแตง
การพยุงเถาในแนวตั้งเหมือนกับการปลูกองุ่นทำให้ผลผลิตต่อหมู่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าหรือมากกว่านั้น
คนอื่นๆ ไม่เข้าใจวิธีนี้ แต่ด้วยความไว้วางใจในตัวเย่เสี่ยวจิ่น จึงไม่มีใครพูดอะไร
ดูเหมือนว่าโครงสร้างพื้นฐานในโรงเรือนทั้งหมดจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกัน ช่วยกันทำงานอย่างเดียวกัน
เมื่อต้นกล้าทั้งหมดถูกย้ายลงแปลงเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างจึงดูง่ายขึ้นมาก
แต่ในตอนนั้นเองก็มีคนจากในหมู่บ้านมาหา
เย่เสี่ยวจิ่นรีบไปที่สำนักงานหมู่บ้านทันที
เจียงถงนั่งอย่างกระสับกระส่ายอยู่กับซุนจ่างซุ่น
แต่ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรกันเลย
"จิ่นเป่า ในที่สุดเธอก็มาสักที เสี่ยวเจียงคนนี้รีบร้อนมาที่นี่มาก เขาไม่ยอมบอกฉันว่าเกิดอะไรขึ้น บอกว่าจะพูดต่อหน้าเธอ คงจะเป็นเรื่องสำคัญอะไรสักอย่างล่ะมั้ง"
ถึงซุนจ่างซุ่นพูดแบบนั้น แต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยความกังวล
ตอนนี้ทุกคนกำลังยุ่งกับการสร้างโรงเรือนกันอยู่
แม้ว่าแผ่นฟิล์มทั้งหมดจะเป็นของจิ่นเป่า แต่คนทั้งหมู่บ้านต่างก็ช่วยกันลงแรงทำงาน
ถ้าร้านสหกรณ์ไม่รับของกะทันหัน พวกเขาก็จะขาดทุนอย่างหนัก
ทุกคนทำงานฟรีมานานขนาดนั้น แม้แต่สิ่งอื่นๆก็ยังต้องเลื่อนไปทำทีหลัง
เย่เสี่ยวจิ่นพอจะเดาได้ในใจ เห็นสีหน้าของเจียงถงเป็นแบบนี้ ก็รู้ว่าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่
และการที่เขารอมาพูดด้วยตัวเองแบบนี้ แสดงว่าธุรกิจคงมีปัญหาแล้วแน่ๆ
"พี่เจียง พูดตรงๆเลยค่ะ ไม่ต้องเกรงใจ ฉันรับได้"
เจียงถงมองพวกเขาพลางถอนหายใจ แล้วถูมือไปมา
พอเห็นดวงตาดำขลับสุกใสของเย่เสี่ยวจิ่นดูเหมือนจะมองทะลุทุกอย่าง เขายิ่งรู้สึกผิดในใจมากขึ้น
"ตามหลักแล้ว ความร่วมมือของเราควรจะเป็นประโยชน์ร่วมกัน"
"การร่วมมือกันครั้งก่อนถือว่าดีมาก ผมรู้ว่าผลผลิตของพวกคุณดีแค่ไหน แล้วผมก็ปรึกษากับทางสหกรณ์เป็นอย่างดีแล้ว ถึงได้ขอให้พวกคุณปลูกอีกรอบ"
"แต่ว่า..."
เจียงถงก็ไม่ปิดบังพวกเขาอีกต่อไป กำมือแน่นแล้วพูดออกมาว่า "ประธานคณะกรรมการของเราเกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน ไม่คิดจะรับซื้ออีกแล้ว"
"ผมรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องดีกับพวกคุณ แต่ผมก็ไม่สามารถปฏิเสธคำพูดของท่านประธานได้”
"ผมรับผิดชอบแค่เรื่องของสหภาพแรงงานเท่านั้น คนที่ตัดสินใจจริงๆ ก็ยังเป็นประธานคณะกรรมการอยู่ดี"
ซุนจ่างซุ่นมือสั่น ลุกขึ้นยืนทันที
การคาดเดาที่ไม่ดีของเขากลายเป็นความจริงเสียแล้ว
"น้องเจียง เธอ...เธอก็เป็นประธานไม่ใช่เหรอ?"
"ผมเป็นแค่ประธานสหภาพแรงงาน รับผิดชอบเรื่องการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรอะไรแบบนี้..." เจียงถงยิ้มขื่น "ท่านผู้ใหญ่บ้าน จิ่นเป่า ผมทำไม่ดีกับพวกคุณแล้ว"
"เรื่องนี้หัวหน้ามาพูดด้วยตัวเองครับ ผมก็พยายามเกลี้ยกล่อมแล้ว"
"แต่เขาตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ท่าทางเด็ดเดี่ยวมาก"
ซุนจ่างซุ่นรู้สึกหดหู่ใจจนแทบจมดิน
เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรง เอ่ยพึมพำ "ตอนนี้ปลูกไปมากมายขนาดนี้แล้ว จะทำยังไงดีล่ะ"
เขายังคิดอยู่เลยว่า ครั้งนี้จะต้องทำให้ทุกคนได้รับเงินปันผลมากขึ้นแน่นอนตอนสิ้นปี
ดูเหมือนทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่จู่ๆก็ตกจากสวรรค์ลงสู่นรกเสียอย่างนั้น
เรื่องนี้ทำให้เขาตั้งตัวไม่ทัน
"คุณเจียง...หัวหน้าเจียง พวกเราตั้งราคาสูงเกินไปหรือเปล่า? เรื่องนี้เราสามารถเจรจากันได้นะครับ"
เจียงถงถอนหายใจ ชั่วขณะหนึ่งก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี
นี่เป็นการทำให้หมู่บ้านชงเถียนเสียหายอย่างมากจริงๆ
เขารู้สึกเจ็บปวดในใจมาก
แต่เย่เสี่ยวจิ่นกลับไม่สับสนเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้เรื่องราวเป็นแบบนี้ไปแล้ว
แม้จะไม่รู้ว่ากระบวนการจะพัฒนาไปอย่างไร แต่ผลลัพธ์ก็ชัดเจนว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้แล้ว
"พี่เจียง ประการแรก พวกเราได้ลงนามในสัญญาแล้ว ดังนั้นพวกเราจะไม่คืนเงินมัดจำก่อนหน้านี้ให้"
"พวกคุณไปปรึกษากันได้ว่าจะปฏิบัติตามสัญญาหรือจะจ่ายชดเชยเงินมัดจำให้พวกเรา"
เย่เสี่ยวจิ่นเม้มริมฝีปากแล้วพูดต่อ "ประการที่สอง ถ้าพวกคุณยืนยันว่าไม่สามารถรับซื้อได้ พวกเราก็จะจัดการกับผลไม้เหล่านี้เอง หลังจากนั้นก็อย่ามาบอกอีกว่าจะรับซื้อตามสัญญา"
เจียงถงมองดูเย่เสี่ยวจิ่น รู้สึกตกใจอยู่ในใจ
แม้เด็กคนนี้จะอายุน้อย แต่ก็ดูสงบนิ่งเกินไป
กระทั่งผู้ใหญ่บ้านยังกลัวที่จะรับสินค้าจำนวนมากขนาดนี้มาไว้ในมือ
เธอไม่สนใจเลยหรือ?
เขาคิดไว้แล้วว่าถ้าเย่เสี่ยวจิ่นจะต่อรองอีก ตัวเขาเองก็คงต้องปฏิเสธ
แต่ไม่คิดว่าเธอจะไม่มีท่าทีอยากเอาคืนเลย
เธอให้สองทางเลือกนี้มาเลย
"เงินมัดจำ400หยวน ถ้าจะใช้เป็นค่าชดเชยก็มากเกินไปหน่อยนะ"
เย่เสี่ยวจิ่นยิ้ม
ตอนนี้เธอไม่พูดถึงเรื่องน้ำใจอะไรอีกแล้ว
"เราลงนามกันในสัญญาอย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร จะให้ยกเลิกง่ายๆด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำไม่ได้"
"แล้วแบบนี้ประโยชน์ของการทำสัญญาจะอยู่ตรงไหนละคะ? หรือว่าพวกคุณเห็นเป็นแค่เรื่องเล่นๆ?"
"พี่เจียง หนูไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณลำบากใจ แต่ทุกอย่างต้องมีเหตุผลรองรับ"
เย่เสี่ยวจิ่นพูดด้วยน้ำเสียงสงบ "ถ้าคุณตัดสินใจเองไม่ได้ ก็กลับไปปรึกษากับประธานคณะกรรมการของพวกคุณก่อนก็ได้"
เจียงถงพยักหน้า
หลังจากพูดเรื่องนี้จบก็เดินจากไป
ซุนจ่างซุ่นรู้สึกหมดกำลังใจไปครึ่งหนึ่ง "จิ่นเป่า แล้วจะทำยังไงดีล่ะ? พวกเราทำงานกันมาตั้งนาน ถึงเวลานั้นจะให้ทุกบ้านแบ่งแตงโมกันเยอะขนาดนั้นเหรอ?"
เขาเองก็รู้สึกกังวลเช่นกัน "อีกฝ่ายเป็นถึงสหกรณ์ ถึงแม้เรามีสัญญา ก็ไม่แน่ว่าจะเอาชนะพวกเขาได้"
"เงินสี่ร้อยหยวนนี่ไม่ใช่จำนวนน้อยๆนะ จะ..."
"ลุงซุน คุณวางใจได้ค่ะ" เย่เสี่ยวจิ่นโบกมือ "ในเมื่อหนูลงนามในสัญญาแล้ว หนูก็เตรียมพร้อมรับมือกับการที่อาจจะถูกยกเลิกสัญญาไว้แล้ว"
เย่เสี่ยวจิ่นชาติก่อนเคยเป็นผู้บริหารในวงการธุรกิจ
เธอรู้ดีว่าในการทำธุรกิจ เหตุสุดวิสัยต่างๆ สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ
ไม่ต้องพูดถึงการผิดสัญญา แม้แต่การกลับคำพูดอย่างกะทันหันก็เป็นเรื่องปกติ
ยิ่งไปกว่านั้น เจียงถงยังรีบมาแจ้งให้พวกเขาทราบทันที
"แตงโมและเมลอนในฤดูหนาวจะขายได้ราคาแพงกว่า ในเมื่อพวกเขาไม่รับซื้อ เราก็ขายเอง"
ซุนจ่างซุ่นตกใจ "ผลผลิตมากขนาดนี้ จะขายเองเหรอ?"
เย่เสี่ยวจิ่นมีความคิดว่องไว ทันทีที่รู้เรื่องนี้ ในใจก็มีแผนแล้ว
อย่างน้อยก็คิดออกมาได้สามทางเลือก
เธอเม้มริมฝีปาก "กลัวอะไรกันคะ พี่ชายฉันเก่งเรื่องทำธุรกิจมาก"
ซุนจ่างซุ่นที่เดิมกังวลอย่างไร้ทิศทาง พอเห็นเย่เสี่ยวจิ่นดูสงบนิ่งเช่นนี้ เขาก็รู้สึกสบายใจขึ้น
"ในเมื่อเธอพูดแบบนี้ แสดว่าเธอต้องมีความคิดอะไรแน่ๆ" ซุนจ่างซุ่นพยักหน้า "ฉันยังเชื่อใจพวกเธออยู่"
"แต่เรื่องนี้มันแปลกจริงๆนะ ตามหลักแล้วเราเคยร่วมมือกันมาหลายครั้ง พวกเขาก็มีเงินให้หาได้ ทำไมถึงได้เปลี่ยนใจกะทันหันแบบนี้ล่ะ?"
เย่เสี่ยวจิ่นก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน
เธอขมวดคิ้ว "งั้นปัญหาก็อยู่ที่ประธานคณะกรรมการคนนี้แล้วล่ะ"
"นี่มันไม่เหลือช่องให้เจรจาเลย ไม่ก็มีทางเลือกที่ดีกว่า หรือไม่ก็ดูถูกพวกเรา"
"พวกเราไม่รู้จักประธานคณะกรรมการคนไหนเลย ไม่น่าจะมีโอกาสไปทำให้เขาขุ่นเคืองได้"
"หรือว่าจะมีคู่แข่งที่แข็งแกร่งโผล่มาล่ะ?"
เย่เสี่ยวจิ่นคิดไม่ออก เลยตัดสินใจไม่คิดต่อ
ถึงร้านสหกรณ์ไม่ซื้อ แต่ก็มีคนอื่นที่รอซื้ออยู่แล้ว
ระหว่างทางกลับบ้านจากหมู่บ้าน เย่ฉางอันถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
"ทำไมเธอถึงรีบร้อนไปหาผู้ใหญ่บ้านแบบนั้นละ มีเรื่องดีอะไรหรือ?"
เย่เสี่ยวจิ่นชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว "เรื่องดีน่ะไม่มีหรอก แต่มีเรื่องร้ายอยู่หนึ่งเรื่อง พี่อยากฟังไหม?"
"เรื่องร้ายเหรอ? ฉันไม่อยากฟังเรื่องร้ายหรอก"
"ถึงพี่ไม่อยากฟัง แต่ก็ต้องฟังนะ" เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มกริ่ม "เพราะว่ามันเกี่ยวกับพี่ด้วย"
"เงินค่าตอบแทนสี่ร้อยหยวน พี่อยากได้ไหม?"
"สี่ร้อยหยวน? เธอพูดจริงหรือ? อย่าหลอกฉันนะ" ดวงตาของเย่ฉางอันเป็นประกายขึ้นมา
"เงินสี่ร้อยหยวนนี้เป็นค่าชดเชยที่ร้านสหกรณ์จ่ายให้พวกเรา พวกเขาเปลี่ยนใจไม่รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรของพวกเราแล้ว"
เย่ฉางอันได้ยินแล้วพูดว่า "ดังนั้นเธอเลยวางแผนจะให้เงินชดเชยสี่ร้อยหยวนนี้กับฉัน แล้วให้ฉันไปขายผลผลิตทางการเกษตรทั้งหมดใช่ไหม?"
"ใช่แล้ว" เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้าเบาๆ "เรื่องนี้สำหรับพี่แล้วน่าจะไม่มีปัญหาใช่ไหม?"
"และคาดว่าพี่น่าจะทำเงินได้มากกว่าที่ระบุในสัญญาของร้านสหกรณ์ด้วยนะ"
"ครั้งที่แล้วที่พี่ขายปลา.ดอกข้าว พี่ไม่ได้เสียดายที่ขายถูกไปหรอกเหรอ? คราวนี้มีโอกาสใหม่ พี่จะไม่คว้าเอาไว้หรือ?"
เย่ฉางอันรู้สึกสนใจมาก "แต่ลำพังฉันคนเดียวคงทำไม่ไหวหรอกนะ มันเยอะเกินไป"
"ในหมู่บ้านจะมีคนช่วยพี่แน่นอน"
"งั้นก็ได้ ตอนนั้นฉันจะชวนพี่ใหญ่มาด้วย พวกเราจะหาเงิน400หยวนนี้ด้วยกัน"
เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มพลางพยักหน้า "ไม่เลวเลยนะ พี่รอง รู้จักชวนพี่ใหญ่มาหาเงินด้วยกันแล้วสินะ?"
เงิน400หยวนไม่ใช่จำนวนเล็กน้อยเลย
ปีก่อนๆ ตอนแบ่งเงินปันผลปลายปี ยังได้แค่ร้อยกว่าหยวนเอง
เงิน400หยวนนี่พอให้ทั้งครอบครัวมีชีวิตที่สุขสบายได้ตลอดทั้งปีเลยทีเดียว
"แน่นอนสิ ฉันเป็นโสดคนเดียว จะหาเงินไปทำไม? ส่วนพี่ใหญ่แต่งงานมีภรรยาแล้ว ต่อไปอาจจะต้องเลี้ยงลูกด้วยนะ"
เย่เสี่ยวจิ่นคิดว่าก็จริงอยู่ "ฉันอยากเป็นอาเล็กจังเลย"
ชาติที่แล้วเธอเป็นคนโสดไม่มีครอบครัว ยังไม่เคยอุ้มเด็กทารกเลย
"ไม่รู้ว่าพี่สะใภ้จะมีลูกเมื่อไหร่นะ"
ทั้งสองคนคุยกันอยู่ หลิวเยว่ที่ออกมาจากในบ้านก็ได้ยินบทสนทนาของพวกเขา พลันหน้าแดงขึ้นมา "ดีเหลือเกิน พวกเธอสองคนกำลังแช่งฉันอยู่เหรอ ฉันไม่อยากมีลูกเร็วหรอก มีลูกเร็วแบบนั้น ก็ทำงานหาเงินไม่ได้แล้วสิ"
"มีครอบครัวแล้วก็ต้องดูแล เหนื่อยแย่เลย"
"พูดแบบนั้นไม่ได้นะครับ" เย่ฉางอันยิ้มพลางกล่าว "พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ร่วมแรงร่วมใจกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีชีวิตแบบนี้แล้วจะกลัวอะไรล่ะครับ?"
หลิวเยว่รู้ดีว่าพี่น้องพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีมาก
หล่อนยิ้มน้อยๆ แล้วหันไปมองเย่เสี่ยวจิ่น "จิ่นเป่า ฉันทำเสื้อให้เธอชุดหนึ่ง มาลองดูสิ"
เย่เสี่ยวจิ่นเดินตามหลิวเยว่เข้าไปในบ้านอย่างสงสัย
ช่วงนี้หลิวเยว่พยายามเรียนรู้เทคนิคการออกแบบเสื้อผ้าอย่างหนัก ความคืบหน้าในการเรียนรู้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จากนั้นเธอก็เห็นเสื้อไหมพรมถักสีเขียวอ่อนตัวหนึ่งที่ปักลายดอกไม้เล็กๆสีขาวและสีเหลือง
ชายเสื้อยังมีการตกแต่งที่สวยงาม ตั้งใจทำเป็นระบายกลีบบัว
ช่างประณีตเหลือเกิน
"ว้าว สวยมากเลย"
ไม่เพียงแต่สวยงามเท่านั้น แต่ยังมีรสนิยมที่เหนือกว่าความเรียบง่ายของชนบท มีความรู้สึกถึง "ความงาม" แล้ว
"พี่สะใภ้ พี่มีพรสวรรค์มากเลยนะ"
เย่เสี่ยวจิ่น ไม่ได้ตั้งใจจะยอหล่อน
พอลองสวมเสื้อไหมพรมก็พบว่ามันพอดีตัวมาก ทำให้คนใส่ดูน่ารักมากขึ้น
"ถ้าเธอชอบก็ดีแล้ว วันหลังฉันจะทำกระโปรงเล็กๆให้เธออีก"
หลิวเยว่ชอบเด็ก ในบ้านมีแต่เย่เสี่ยวจิ่นที่เล็กที่สุด หล่อนจึงรักและเอ็นดูเธอมาก
"เธอชอบสีอะไร ฉันจะทำผ้าพันคอลายเดียวกันให้เธอ"
บทที่ 195: บ้านย่าสามมีของโบราณใหม่หรือ?
โรงเรียนมัธยมเฉียนหยางหมายเลข1
เย่เหวินชางกำลังกินข้าวในโรงอาหารกับหวังหลิน
ทั้งสองคนนั่งด้วยกันอย่างสนิทสนม
"เหวินชาง ตอนนี้นายกำลังทำงานหนัก ควรกินอาหารดีๆหน่อยนะ" หวังหลินตักเนื้อในชามของหล่อนให้เย่เหวินชาง สายตาของหล่อนแสดงความอ่อนโยนอย่างยิ่ง
หล่อนเชื่อมั่นว่าเย่เหวินชางเป็นอัจฉริยะที่ยังไม่ได้แสดงความสามารถ
ตอนนี้หล่อนอยู่เคียงข้างเย่เหวินชาง แม้จะลำบากบ้าง แต่หล่อนก็เชื่อว่าในอนาคตจะได้เห็นเขาประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
ปกติหล่อนชอบอ่านหนังสือ ในหนังสือเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มยากจนที่ฝ่าฟันอุปสรรคจากครอบครัว จนกลายเป็นคนเก่งที่มีความสามารถ
หวังหลินเชื่อมั่นว่า เย่เหวินชางผู้ช่างเอาอกเอาใจและรอบคอบ ก็เป็น "หุ้นที่มีศักยภาพ" เช่นกัน
เย่เหวินชางยิ้มน้อยๆ พลางเอ่ยว่า "ขอบคุณนะหลินหลิน เธอไม่ต้องคอยดูแลฉันมากขนาดนี้หรอก"
"ฉันไม่อยากเห็นเธอต้องลำบาก"
"เธอเองก็เป็นเด็กสาวที่ได้รับความรักความเอ็นดูจากครอบครัวนี่นา ในอนาคตฉันจะตอบแทนบุญคุณเธอเป็นอย่างดี"
"ฉันจะไม่มีวันทำให้น้ำใจของเธอต้องสูญเปล่าเด็ดขาด"
เย่เหวินชางแสดงออกอย่างอ่อนโยนนุ่มนวล แต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยความเย็นชา
น่าเสียดายที่หวังหลินไม่สามารถมองเห็นแววตาของเขาได้
"ไม่เป็นไรหรอก ฉันมีข่าวดีจะบอกเธอด้วย"
หวังหลินยิ้มอย่างลึกลับ "ก่อนหน้านี้นายถูกคนในบ้านอาสามรังแกใช่ไหมล่ะ"
"ฉันได้สอบถามในหมู่บ้านแล้ว เหตุผลที่บ้านอาสามของนายร่ำรวยขนาดนั้น ก็เพราะมีหัวหน้าสวนผลไม้ที่เก่งในการทำธุรกิจไงล่ะ"
"ดังนั้นฉันจึงไปหาลูกพี่ลูกน้องของฉัน..."
ดวงตาของหวังหลินเต็มไปด้วยรอยยิ้ม "ลูกพี่ลูกน้องของฉันเป็นผู้จัดการโรงงานในเมืองนะ มีเส้นสายเยอะมากเลย"
"เขาคิดวิธีออกมาทันที เลยไปที่ร้านสหกรณ์ แล้วทำให้ธุรกิจของหมู่บ้านพวกคุณพังพินาศ"
"นายว่ามันไม่ตลกเหรอ? ตอนนี้บ้านอาสามของคุณคงกำลังปวดหัวจนแทบระเบิดแน่ๆ"
ครอบครัวของหวังหลินมีเส้นสายที่ยอดเยี่ยมมาก
คำพูดของหล่อนก็แสดงถึงความสามารถด้วย
ดวงตาของเย่เหวินชางวาบขึ้น แต่เดิมครอบครัวของเขายังรอให้เขาประสบความสำเร็จแล้วกลับมาแก้แค้น
แต่หวังหลินกลับจัดการปัญหานี้ได้อย่างง่ายดาย และยังช่วยระบายความแค้นให้เขาอีกด้วย
"หลินหลิน ฉันขอบคุณเธอมากที่คิดถึงฉันอย่างรอบคอบขนาดนี้ แต่ต่อไปอย่าทำแบบนี้อีกนะ"
หวังหลินขมวดคิ้ว "เกิดอะไรขึ้นหรือ? เหวินชาง นายไม่ชอบที่ฉันทำเรื่องแบบนี้ที่ไม่อยากให้ใครรู้เหรอ?"
"ฉันไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรหรอกนะ แค่ขายผลไม้ไม่ออกบ้าง มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับพวกเขาหรอก"
"ฉันคิดไว้แล้ว อย่างมากก็แค่เอาผลไม้มากินเองที่บ้าน ไม่เจ็บไม่คันอะไร"
หล่อนรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจ "ฉันแค่อยากให้นายได้ระบายความโกรธออกมาเท่านั้นเอง"
"ไม่ใช่อย่างนั้น" เย่เหวินชางจับมือหล่อนไว้ "ที่ฉันหมายถึงคือ ฉันไม่อยากให้เธอต้องไปขอร้องใครเพื่อฉัน ถ้าติดหนี้บุญคุณคนอื่นมากๆ ฉันก็รู้สึกไม่ดี"
หวังหลินโล่งอกเมื่อรับรู้ว่าเย่เหวินชางคิดถึงแต่หล่อนจริงๆ
"นายวางใจได้ คนๆนี้เป็นพี่ชายฉันเอง เห็นฉันโตมาตั้งแต่เด็ก"
“เรื่องเล็กๆน้อยๆแบบนี้ แค่พูดคำเดียวก็จบแล้ว"
เย่เหวินชางไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าหวังหลินมีพี่ชายเป็นผู้จัดการโรงงาน
ความคิดของเขาเริ่มแล่นขึ้นมา
ข่าวลือได้แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านแล้ว ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านวุ่นวายกับเรื่องสัญญาร้านสหกรณ์มาหลายวัน
เย่เสี่ยวจิ่นยื่นอุทธรณ์ไปถึงสำนักงานเกษตรโดยตรง มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร ทางร้านสหกรณ์ก็ไม่สามารถปฏิเสธการจ่ายเงินได้
ยิ่งไปกว่านั้น เย่เสี่ยวจิ่นยังมีท่าทีพร้อมจะยื่นอุทธรณ์ต่อไปอีก
พวกเขาก็ไม่อยากมีเรื่องยุ่งยาก
จึงจำต้องยอมรับความพ่ายแพ้
เจียงถงยังมาด้วยตัวเอง โดยบอกว่ามาในนามส่วนตัว
ครอบครัวของเย่เสี่ยวจิ่นต้อนรับเขา
"จิ่นเป่า เธอนี่มันสุดยอดจริงๆ" เจียงถงชูนิ้วโป้งขึ้น "เก่งมากเลยนะ"
"ผมไปสอบถามข้อมูลให้คุณแล้ว ตามที่ได้ยินมา เขาเป็นผู้จัดการโรงงานคนหนึ่งที่ไปพูดอะไรบางอย่างตอนดื่มเหล้ากับหัวหน้าของพวกเรา หัวหน้าถึงได้ตัดสินใจยกเลิกสัญญา"
"ผู้จัดการโรงงานคนนั้นชื่อเจียงซิน พวกคุณลองคิดดูว่าเคยทำอะไรให้เขาไม่พอใจหรือเปล่า"
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า "พี่เจียง ขอบคุณมากนะคะ ฉันจะต้องไปสืบให้รู้เรื่องแน่ๆ”
“แม่ฉันทำเป็ดตุ๋นกับหน่อไม้ไผ่ฤดูหนาว คุณโชคดีแล้วล่ะที่มาวันนี้"
เจียงถงยิ้มพลางกล่าว "งั้นผมก็ไม่เกรงใจละนะ"
เย่เสี่ยวจิ่นจดจำชื่อเจียงซินที่ไม่คุ้นเคยนี้เอาไว้
เธอตัดสินใจว่าจะไปสืบหาข้อมูลเพิ่มเติมในเมืองภายหลัง
ไม่ใช่ว่าทุกคนจะรู้จักผู้จัดการโรงงานคนนี้ คาดว่าคงต้องถามจากคนที่คุ้นเคยกับในเมืองถึงจะได้คำตอบ
แต่เรื่องเร่งด่วนตอนนี้คือต้องหาวิธีเปิดช่องทางการขายก่อน
ในขณะเดียวกันก็ต้องคอยดูแลเรื่องสวนผลไม้เป็นอย่างดีด้วย
เย่เสี่ยวจิ่นเดินไปที่โรงเรือนเพาะปลูกตามปกติ มีคนหลายคนกำลังพูดคุยกันอยู่ที่หน้าประตู
"การปลูกพืชในโรงเรือนแบบนี้มีประโยชน์อะไร? ไม่มีใครซื้อแล้ว เหนื่อยแทบตายแบบนี้ สุดท้ายคงไม่ได้อะไรเลยใช่ไหม?"
"ไม่รู้สิ เดิมทีบอกว่าปีนี้หมู่บ้านเราจะได้เงินมากขึ้น พวกเราก็จะได้รับเงินปันผลมากขึ้นด้วย ฮือ... ช่างโชคร้ายจริงๆ"
"ใช่แล้ว แตงโมกับเมลอนตั้งเยอะแยะ พวกเรากินกันเองก็ไม่หมด"
"ถ้าเอาไปขายข้างนอกล่ะ? ฤดูหนาวไม่มีแตงโมกับเมลอน บางทีอาจจะขายได้นะ"
"โอ๊ย ฤดูหนาวหนาวจะตายอยู่แล้ว ใครจะกินพวกนี้กันล่ะ?"
เย่เสี่ยวจิ่นมองไปในกลุ่มคน เห็นหลินเซี่ยงชุนกำลังปลุกระดมทุกคนอยู่
คงเป็นหล่อนที่ตั้งใจปลุกปั่นคนแน่ๆ
เธอยิ้มเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไป ทุกคนก็เงียบกันไปทันที
"ป้าหลิน วันนี้คุณก็มาทำงานด้วยเหรอ? ฉันนึกว่าคุณยังคงกังวลเรื่องของเหอชุนเซิงอยู่ ไม่อยากมาทำงานที่นี่แล้วเสียอีก"
"หลายวันมานี้ไม่เห็นพวกคุณออกจากบ้านเลย เหอชุนเซิงที่บ้านคุณเป็นยังไงบ้าง?"
"ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าป่วย ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง?"
"ดีขึ้นมากแล้ว" หลินเซี่ยงชุนตอบอย่างเก้อเขิน "ฉัน..."
"เอ๊ะ อย่าเพิ่งรีบไปสิ" เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มตาหยี ไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของหล่อนแม้แต่น้อย "คุณกลับไปบอกเหอชุนเซิงด้วยนะว่าอย่าเห็นศักดิ์ศรีสำคัญเกินไปนัก"
"ถ้ายังคิดแต่เรื่องอับอายขายหน้าอยู่ตลอด ไม่ปรับทัศนคติให้ดี มันจะทำร้ายร่างกายนะ"
"ฉันไม่ได้โกรธเขาแล้ว ไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองอะไรนานแล้ว พวกคุณก็ไม่ต้องเห็นฉันแล้วหนีไป"
เรื่องพวกนี้ หลินเซี่ยงชุนไม่อยากจะพูดถึงอีกเลยตลอดชีวิตที่เหลือ
อับอายขายหน้าไปถึงในบ้านแล้ว
หล่อนยิ้มแย้มแต่ไม่ถึงดวงตา "ใช่แล้ว ใช่แล้ว พวกเราก็รู้ว่าคุณใจเย็น"
"ฉันมีธุระที่บ้านนิดหน่อย ขอตัวก่อนนะ"
หลังจากที่หลินเซี่ยงชุนจากไป เย่เสี่ยวจิ่นก็มองคนอื่นๆ
"จิ่นเป่า อย่าโกรธเลยนะ แค่เรื่องนี้มันใหญ่หน่อย พวกเราก็เป็นห่วงเท่านั้นเอง"
"ใช่แล้ว ถึงจะเป็นห่วง แต่สิ่งที่ต้องทำพวกเราก็จะทำอยู่ดี"
"งานวันนี้ยังไม่ได้เริ่มเลย พวกเราก็ต้องไปทำต่อแล้ว"
เย่เสี่ยวจิ่นสังเกตเห็นว่าทุกคนมีความกระตือรือร้นน้อยลงกว่าเดิม
เธอเม้มริมฝีปากแล้วพูดว่า "พวกคุณวางใจได้ ฉันได้คุยกับผู้ใหญ่บ้านแล้ว แตงโมและเมลอนพวกนี้ พวกเราจะรับผิดชอบขายให้หมด"
"ตอนแรกธุรกิจกับสหกรณ์ก็เป็นพี่รองของฉันไปเจรจามา"
เธอรู้สึกขบขันอย่างช่วยไม่ได้ "ในเมื่อพี่รองของฉันสามารถเจรจาตกลงกับร้านสหกรณ์ได้หนึ่งร้าน ทำไมเขาจะไม่สามารถเจรจากับร้านค้าที่สองได้ล่ะ?"
"อีกอย่างสินค้าของพวกเราคุณภาพดีขนาดนี้ ย่อมไม่มีทางขายไม่ออกแน่นอน"
เย่เสี่ยวจิ่นแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนแล้ว ทุกคนจึงรู้สึกสบายใจขึ้นมาก
"ฉันขอรับรองกับพวกคุณว่าผลไม้จากโรงเรือนครั้งนี้ จะทำให้หมู่บ้านของเราได้กำไรมากกว่า10,000หยวน"
ทุกคนต่างตกตะลึง
หนึ่งหมื่นหยวน…
นั่นมันเงินมากขนาดไหนกัน?
ธนบัตรที่มีมูลค่าสูงสุดที่พวกเขาเคยเห็นก็แค่ใบละ10หยวนเท่านั้น
ต่อให้แบ่งเงินหนึ่งหมื่นหยวนให้แต่ละคน ก็ยังเป็นเงินจำนวนมากมายมหาศาล
"หนึ่งหมื่นหยวนเลยเหรอ? เยี่ยมมาก ถ้าขายได้ราคานี้จริงๆ นั่นก็คงจะกำไรเละเทะเลยสิ"
"ฉันยังไม่เคยได้ยินเงินจำนวนมากขนาดนี้มาก่อนเลย"
"พวกเราอย่าคุยกันเล่นอีกเลย รีบไปทำงานกันดีกว่า ในสวนแตงโมนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ"
ตอนนี้ทุกคนไม่จำเป็นต้องให้เย่เสี่ยวจิ่นพูดอะไรอีกแล้ว พวกเขารีบไปทำงานกันอย่างคล่องแคล่วทันที
เย่เสี่ยวจิ่นเห็นทุกคนในโรงเรือนเริ่มยุ่งวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้ง ในใจก็รู้สึกโล่ง.อก
ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้ประกาศราคาในสัญญาออกไป ทุกคนก็ยังไม่รู้ว่าจะสามารถทำเงินได้เท่าใด
เพียงเย่เสี่ยวจิ่นพูดส่งๆว่าหนึ่งหมื่น ก็ทำให้ทุกคนตื่นเต้นราวกับได้ฉีดยากระตุ้นไปแล้ว
ความจริงแล้วกับผลผลิตมากมายขนาดนี้ เงินที่จะได้ไม่ใช่แค่เท่านี้หรอก
เย่จื้อผิงออกมาจากโรงเรือน "จิ่นเป่า ลูกนี่เจ้าแผนการจริงๆ แถมยังมีวาทะศิลป์ด้วย"
“ตอนเช้าพ่อเห็นว่าทุกคนไม่ค่อยกระตือรือร้น เลยอยากจะพูดให้กำลังใจ แต่พูดยังไงพวกเขาก็ไม่เปลี่ยนใจ”
“ส่วนเจ้ารองวันนี้ก็ไปยุ่งอยู่ในเมือง เขาน่าจะรู้จักคนมากมาย เดือนนี้จึงต้องวิ่งติดต่อธุรกิจไปทั่ว”
เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกปลื้มใจอยู่บ้าง พี่ชายคนรองมีความสามารถในการปฏิบัติงานที่ดีมากโดยไม่จำเป็นต้องมีใครบอกจริงๆ
เขาแค่คิดหาวิธีได้แล้วก็ขี่จักรยานออกไปแต่เช้าตรู่
แม้จะไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์พิเศษ แต่เขาเป็นคนที่กล้าเผชิญหน้ากับความล้มเหลวและเรียนรู้
การถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า ก็จะสั่งสมประสบการณ์ไม่น้อย
"แม้เรื่องนี้จะเป็นข่าวร้ายสำหรับทุกคน แต่หนูคิดว่านี่เป็นแผนระยะยาวที่ดีนะคะ"
"เราขายให้กับร้านสหกรณ์ร้านเดียวไม่ได้ตลอดไปหรอก"
เย่จื้อผิงพยักหน้า รู้สึกว่าสิ่งที่เย่เสี่ยวจิ่นพูดเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
"อ้อ ใช่แล้ว มีข่าวมาจากบ้านย่าสามของลูก ท่านบอกว่าไก่และเป็ดที่เลี้ยงไว้โตแล้ว เรียกให้เราไปกินข้าวด้วยนะ"
"ก่อนหน้านี้พ่อส่งข้าวสารและเส้นบะหมี่ไข่ไปให้ท่านเยอะมาก จนท่านกลัวว่าพวกเราจะไม่มีพอกิน"
เย่เสี่ยวจิ่นนึกถึงย่าสามแล้วอดรู้สึกสงสารคนแก่ที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ได้
"ได้สิคะ วันหลังเราไปเยี่ยมย่าสาม พาท่านไปตรวจร่างกายในเมืองกันเถอะค่ะ"
"คนแก่ถ้าไม่ไปตรวจร่างกายเป็นประจำ อาจเกิดปัญหาได้ง่าย"
"ยิ่งท่านอยู่คนเดียว ลูกชายก็ไม่ได้อยู่ใกล้ๆ ไม่มีคนดูแลด้วย"
เย่จื้อผิงรู้สึกว่าจิ่นเป่าสมกับเป็นลูกสาวของตัวเอง ทั้งฉลาด ใจดี และกตัญญู
เขายิ้มพลางพูดว่า "ย่าสามยังบอกอีกด้วยว่าเจอของดีในถ้ำ อยากให้ลูกไปดูน่ะ"
ดวงตาของเย่เสี่ยวจิ่นเป็นประกาย "จริงเหรอคะ?"
เย่จื้อผิงพยักหน้า "พวกเราอย่าเอาเรื่องนี้ไปพูดข้างนอกนะ"
เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกดีใจมากในใจ และรู้สึกเกรงใจที่จะได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว
เธอก้มหน้าครุ่นคิด "หรือว่าเราไปช่วยซ่อมแซมบ้านให้ย่าสามดีไหมคะ? สร้างเป็นบ้านอิฐเลยก็ได้"
"พอดีช่วงนี้ให้พี่ใหญ่ไปเรียนวิธีทำอิฐ ไม่รู้ว่าเขาอ่านหนังสือไปถึงไหนแล้ว"
"ให้พี่ใหญ่ไปลองฝึกปฏิบัติดู ถ้าทำได้ดี ฤดูหนาวนี้ก็จะเริ่มหาเงินได้แล้ว"
เย่จื้อผิงเห็นเธอคิดอะไรได้หลายอย่าง เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ "ลูกนี่มีความคิดเยอะจริงๆเลยนะ"
จบตอน
Comments
Post a Comment