บทที่ 21: เกิดเรื่องขึ้นกับพ่อ
ตะกร้าใบหนึ่งที่บ้านก็หนักกว่าสิบชั่งแล้ว
เย่เสี่ยวจิ่นถือตะกร้าขึ้นมาอย่างง่ายดาย
เธอดีใจมาก “มันใช้ได้จริงๆด้วย ก่อนหน้านี้ฉันสามารถถือได้มากสุดแค่หกเจ็ดชั่ง”
นี่เป็นการเพิ่มแต้มพลังกาย
ตอนนี้เธอสามารถยกของหนักสิบชั่งได้แล้ว!
ไปตัดหญ้าเลี้ยงหมู ครั้งหน้าแบ่งเป็นสี่ห้ารอบก็ขนกลับบ้านได้แล้ว ไม่ต้องเหมือนเมื่อก่อน ที่ต้องรอแม่มารับ
“การสุ่มรางวัลครั้งนี้ ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามาก”
“ถ้าครั้งหน้าสุ่มได้แบบนี้อีกก็ดีสิ”
เย่เสี่ยวจิ่นกำมือแน่น
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคิดไปเองหรือเปล่า แต่เหมือนเธอแข็งแรงขึ้นมากเลย
ในเมื่อตอนนี้มีแรง เธอจึงรีบทำอาหารไก่ให้เสร็จ
เมื่อทำเสร็จแล้ว เธอก็สามารถหิ้วมันไปวางไว้ข้างเล้าไก่ได้ด้วยตัวเอง
“มีแรงเยอะแบบนี้มันสะดวกขึ้นเยอะเลยนะ”
“กุ๊กๆๆ”
แม่ไก่เดินไปเดินมาอยู่ในเล้า ลูกเจี๊ยบขนปุยหลายตัวก็เดินตามหลังแม่ไก่ ดูเหมือนแม่ไก่จะกระสับกระส่าย อยากจะออกจากเล้าไก่แล้ว
ลูกเจี๊ยบมากกว่ายี่สิบตัว เดินได้อย่างมั่นคง ยังมีอีกหลายตัวที่ยังอยู่ในรังกับแม่ไก่ตัวใหญ่อีกตัวหนึ่ง
ไข่สี่สิบฟอง ฟักออกมาได้ไก่ตัวน้อยๆสามสิบกว่าตัว ถือว่าเป็นอัตราการฟักที่สูงมาก
เย่เสี่ยวจิ่นเปิดประตูเล้าไก่ ปล่อยให้แม่ไก่พาลูกเจี๊ยบออกมาจิกกินหญ้าเล็กๆ
เธอลูบลูกเจี๊ยบตัวอุ่นกลมเบาๆ
พอโดนเธอจับ ลูกเจี๊ยบก็รีบกระพือปีกน้อยๆที่ยังไม่มีขนวิ่งหนีไป
“จิ๊บๆๆ”
ลูกเจี๊ยบดูจะตกใจ ‘สิ่งมีชีวิตแปลกหน้า’ อย่างเธอเข้าแล้ว
พวกมันต่างก็วิ่งหนีเธอไปไกล
“ฮ่าๆๆ” เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มพลางนั่งยองๆอยู่ที่ประตูเล้าไก่ มองดูลูกเจี๊ยบของเธอ
ความรู้สึกภาคภูมิใจผุดขึ้นมาในใจ
“รอพวกแกโตกว่านี้ ฉันก็จะได้กินไก่สักที”
“ในที่สุดก็มีเรื่องให้ตั้งตารอเสียที กินไข่ทุกวันมันก็ไม่ไหวนะ”
เธอน้ำตาแทบไหล “ชีวิตที่ไม่มีเนื้อสัตว์กิน มันช่างจืดชืดเสียจริง”
เหล่าลูกเจี๊ยบคงยังไม่รู้ตัวว่า ในสายตาของเย่เสี่ยวจิ่น พวกมันกลายเป็นกับข้าวสารพัดอย่างไปเรียบร้อยแล้ว
“ไก่ผัดขิงแก่...”
“ไก่ตุ๋นซีอิ๊ว...”
“ไก่ฉีกผัดหมาล่า...”
“ไก่ตุ๋นเห็ด...”
เย่เสี่ยวจิ่นได้แต่นึกภาพปลอบใจตัวเอง
ในชนบท การได้กินไก่ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมาก
ยิ่งไปกว่านั้น แค่อาหารของคนยังไม่พอ แล้วจะมีอาหารเลี้ยงไก่ได้อย่างไร
ดังนั้น จึงไม่มีใครเลี้ยงไก่
จู่ๆ เย่จู๋ก็เดินผ่านมา เห็นเย่เสี่ยวจิ่นมีไก่เยอะแยะมากมาย ก็รู้สึกประหลาดใจสุดขีด
“เย่เสี่ยวจิ่น แกเลี้ยงไก่ไว้มากมายขนาดนี้จะทำอะไร”
“แค่ข้าวปลาพวกแกยังไม่มีจะกินเลย จะมีอาหารมากมายมาเลี้ยงไก่ได้ยังไง”
หล่อนชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะนึกถึงคำถามอีกข้อหนึ่ง “แล้วบ้านแกเอาไข่มาจากไหนเยอะแยะ ถึงได้ฟักไก่ได้มากมายขนาดนี้”
“แม่แกคงไม่ได้ไปขโมยไข่ไก่จากฟาร์มไก่มาหรอกนะ!”
“ปากเธอสกปรกนักนะ มองใครก็เป็นขโมยไปหมด” เย่เสี่ยวจิ่นพูดพลางหยอกล้อไก่ตัวเล็กๆ “พวกเราได้ลูกเจี๊ยบมาจากไหน มันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย”
“ว่าไงนะ หรือว่าปู่ย่าได้ของดีอะไรมาอีกล่ะ?”
เย่จู๋โมโหจนพูดว่า “แกยังมีหน้ามาพูดอีกเหรอ!”
ก่อนหน้านี้ เย่จู๋ถูกคนในบ้านด่าอยู่หลายวันเพราะเรื่องเนื้อตากแห้ง
หล่อนจะไม่มาคุยเรื่องนี้กับเย่เสี่ยวจิ่นอีกแล้ว! ครั้งนี้แค่จะมาดูลอบดักปลาที่วางทิ้งไว้ในลำธาร
“หึ ไก่ที่แกเลี้ยงคงจะอดตายไปด้วยกันหมด”
เย่เสี่ยวจิ่นเห็นเย่จู๋เดินไปที่ริมธาร เธอก็เดินเข้าไปดูใกล้ๆ
เธอเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเย่จู๋จับปลาอย่างไร
เห็นเพียงเย่จู๋หยิบลอบดักปลาสานทรงกระสวยปากกลมก้นแหลมขึ้นมาจากลำธาร
ลอบดักปลานั้นก็ไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป
มันมีความยาวประมาณ50เซนติเมตร หัวของมันกลมๆ ทำให้ปลาสามารถลอดเข้าไปได้ ส่วนปลายของลอบดักปลาถูกมัดด้วยห่วงไม้ไผ่
ตรงกลางเป็นโพรง มองเห็นปลาหลดอยู่ข้างในเลือนราง
เธอประหลาดใจมาก “แค่นี้ก็จับปลาได้แล้วเหรอ มันใช้หลักการอะไร”
“เย่เสี่ยวจิ่น นี่แกโง่หรือไง เรื่องแค่นี้ยังไม่รู้เรื่องอีก” เย่จู๋มองท่าทางโง่งมของเธอแล้วรู้สึกเหนือกว่า
หล่อนชี้ไปที่ปากลอบดักปลา “เธอดูสิ ตรงนี้ปลาหลดมุดเข้าไปได้”
“แต่อย่างที่เห็น ปากทางมันจะค่อยๆเล็กลง ดังนั้นเข้าได้อย่างเดียว ออกไม่ได้”
เย่จู๋เปิดห่วงไม้ไผ่เล็กๆที่ปลายลอบดักปลาต่อหน้าเย่เสี่ยวจิ่น
เทปลาหลดจำนวนมากลงในถังไม้เล็กๆที่เธอถืออยู่
นอกจากปลาหลดแล้ว ในถังไม้ยังมีปลาไหลอยู่ด้วย
ทุกวันเย่จู๋จะวางลอบดักปลาไว้ห้าจุดในที่ต่างๆกัน
“อากาศหนาวๆแบบนี้ ก็เอาไปวางไว้ริมแม่น้ำ ถ้าโชคดีก็จะได้ปลาเล็กปลาน้อยมาบ้าง”
“พออากาศอุ่นขึ้น ก็เอาไปวางไว้ตามคูน้ำเล็กๆในทุ่งนาได้”
“ปลาไหลนากับปลาช่อนก็ออกมาแล้ว ช่วงนี้ก็ถือว่าดักจับได้พอสมควร”
เย่เสี่ยวจิ่นคิดว่าแบบนี้น่าสนุกดี
หลี่ชุ่ยชุ่ยกลับถึงบ้าน ก็ถูกเย่เสี่ยวจิ่นรบเร้าถามถึงวิธีทำลอบดักปลาไหลนา
หล่อนได้แต่ปฏิเสธแบบขอไปที บอกว่าอีกสองวันว่างแล้วจะทำให้เย่เสี่ยวจิ่นสักสองอัน
หลี่ชุ่ยชุ่ยมีฝีมือการสานไม่ค่อยดี
หล่อนก็ไม่ใช่ว่าจะทำเป็นทุกอย่าง
เย่เสี่ยวจิ่นดีใจมาก “แม่ทำกับข้าวเถอะค่ะ หนูจะไปต้อนไก่เข้าเล้าแล้ว”
เย่เสี่ยวจิ่นรีบไปทำงานของเธอ
หลี่ชุ่ยชุ่ยมองตามหลังลูกสาว ภายในใจภาวนาอย่างยิ่งให้สามีกลับมาเร็วๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะลูกสาว หล่อนจะไปเสียเวลานั่งทำอะไรแบบนี้กัน
หล่อนไม่อยากทำให้ลูกสาวผิดหวัง
“เฮ้อ...”
หลี่ชุ่ยชุ่ยก่อไฟทำอาหาร หล่อนตั้งใจทอดไข่ให้เย่เสี่ยวจิ่นหลากหลายแบบ
เด็กกำลังอยู่ในวัยที่ต้องการสารอาหาร จะให้กินแต่ผักทุกมื้อไม่ได้
เย่เสี่ยวจิ่นต้อนไก่เข้าเล้าเรียบร้อยแล้ว
ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ยามพลบค่ำ บรรยากาศในชนบทเงียบสงัดไปทั่ว
ลูกเจี๊ยบส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอยู่ในเล้า
เย่เสี่ยวจิ่นถอนหายใจ ความจริงแล้วชีวิตแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
น่าเสียดาย ความสงบสุขอยู่ได้ไม่นาน
ช่วงเย็น ขณะที่หลี่ชุ่ยชุ่ยกำลังนอนหลับอยู่กับจิ่นเป่าลูกสาวของเธอ
ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากหน้าประตู
‘ปึงๆๆ!’ เสียงคนทุบประตูจนแทบพัง
“หลี่ชุ่ยชุ่ย! เกิดเรื่องแล้ว!”
“รีบเปิดประตู!” หลินซิ่วอิงตะโกนอยู่หน้าประตูด้วยความร้อนรน “สามีเธอเกิดอุบัติเหตุขาหักตรงปากคลอง ถูกหามส่งโรงพยาบาลประจำตำบลไปแล้ว!”
เย่เสี่ยวจิ่นตกใจสุดขีด
“จิ่นเป่า หนูอยู่แต่ในผ้าห่มก่อนนะ แม่จะออกไปดู” หลี่ชุ่ยชุ่ยสะดุ้งตื่น มือไม้สั่นเทาด้วยความตกใจ
หล่อนรีบลุกขึ้นจุดเทียนไข จากนั้นก็รีบวิ่งไปเปิดประตู
ในใจของหล่อนเต็มไปด้วยความกังวล หวาดกลัวกับข่าวร้ายที่กำลังจะมาถึง
หลินซิ่วอิงพูดหอบหายใจว่า “ฉันเพิ่งได้รับโทรศัพท์ บอกว่าสามีเธออยู่ที่โรงพยาบาลในอำเภอ”
“เธอเตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้เช้าฉันจะเข้าอำเภอไปเป็นเพื่อนเธอ ไปดูสถานการณ์หน่อย”
หลี่ชุ่ยชุ่ยแทบจะเป็นลม “เกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาถึงได้รับบาดเจ็บ ในเมื่อแค่ขุดคูน้ำเอง”
ถ้าจื้อผิงสามีของหล่อนเป็นอะไรไป หล่อนคงไม่เหลือใครอีกแล้ว...
“แล้วลูกชายทั้งสามของฉันล่ะ”
หลินซิ่วอิงรีบปลอบโยน “ลูกชายของเธอปลอดภัยดี นี่ก็กำลังจะเลิกงานกลับบ้านแล้ว”
“หัวหน้าหน่วยของพวกเขาไม่ใช่ลู่เฟิงหรอกเหรอ เขาพาจื้อผิงไประเบิดหินก้อนใหญ่นั่น...”
“ตอนนั้นควบคุมปริมาณดินระเบิดผิดพลาด จื้อผิงก็เลยเข้าไปช่วยเขา ถึงได้รับบาดเจ็บ”
“เธอไม่ต้องห่วง ค่ายาแน่นอนว่าต้องให้ลู่เฟิงเป็นคนออก”
ในเวลานี้ หลี่ชุ่ยชุ่ยคิดเรื่องค่ายาไม่ทันแล้ว
หล่อนเพียงแค่กลัวว่าสามีของหล่อนจะกลายเป็นคนพิการ แบบนั้นชีวิตนี้คงจบสิ้นกันทั้งหมด
บทที่ 22: การปฏิบัติที่แตกต่างของย่า
เย่เสี่ยวจิ่นได้ยินเสียงจึงรู้สึกตัวตื่นขึ้น ขณะนี้ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งถึงสองชั่วโมงกว่าจะรุ่งสาง
หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบเก็บเสื้อผ้าและหยิบข้าวของให้เย่จื้อผิง
หล่อนเป็นห่วงเย่เสี่ยวจิ่นที่ต้องอยู่บ้านคนเดียว ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี
หล่อนมองเย่เสี่ยวจิ่น ดวงตาแดงก่ำ “จิ่นเป่า แม่พาหนูไปอยู่กับป้าเจวียน หนูว่าดีไหม”
“พ่อหนูเกิดเรื่องขึ้น แม่ก็ไม่รู้ว่าจะกลับบ้านได้เมื่อไหร่”
“ถ้าแม่พาหนูไปอยู่กับปู่ย่า พวกเขาต้อง...”
เย่เสี่ยวจิ่นดึงชายเสื้อหลี่ชุ่ยชุ่ย “แม่จ๋า อย่าร้องไห้นะคะ”
“หนูอยู่บ้านคนเดียวได้ จะไม่ไปไหนทั้งนั้น”
“จิ่นเป่าทำกับข้าว ต้มน้ำเองได้ แถมยังทำงานได้ด้วย แม่ไม่ต้องห่วงหนูหรอกค่ะ”
เธอพูดอย่างซุกซน “ถ้าเจออันตราย หนูก็จะไปหาคุณลุงหัวหน้าฟาร์มไก่ แล้วก็ผู้ใหญ่บ้าน!”
หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่วางใจเลย
หล่อนรู้ดีว่าครอบครัวนี้ร้ายกาจแค่ไหน
หล่อนเช็ดน้ำตาแล้วออกจากบ้านไปทั้งที่มืดค่ำ
เมื่อไปถึงบ้านของหยางเจวียน หล่อนก็ฝากฝังลูกสาวไว้อย่างดีแล้วจึงค่อยวางใจลงบ้าง
หยางเจวียนก็มีลูกสาวคนหนึ่ง อายุมากกว่าจิ่นเป่าสองสามปี ก็นับว่ามีเพื่อนเล่นแล้ว
หลี่ชุ่ยชุ่ยออกจากบ้านพร้อมกับเงินทั้งหมดที่มี ทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีตอนนี้ก็แค่เจ็ดหยวนหกเหมาเท่านั้น
เงินที่บ้านมีก่อนหน้านี้จะเอาไปใช้รักษาเย่เสี่ยวจิ่นก็คงต้องหมดแล้ว
หล่อนรู้สึกเศร้าใจ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร
“แม่จ๋า เงินนี่แม่เอาไปด้วยนะ” เย่เสี่ยวจิ่นหยิบเงินที่ได้จากการขายใยฝ้ายยัดใส่มือของหลี่ชุ่ยชุ่ย
“รอพ่อหายดีแล้ว พวกเราจะได้พาพ่อไปขายใยฝ้ายในเมือง พวกเราจะได้หาเงินได้อีกเยอะเลย!”
ดวงตาของเย่เสี่ยวจิ่นเป็นประกายระยิบระยับท่ามกลางแสงเทียน
ภายในดวงตานั้นดูราวกับมีเปลวไฟเล็กๆอันอบอุ่นลุกโชติช่วงอยู่
“จิ่นเป่า...” หลี่ชุ่ยชุ่ยมองถุงผ้าที่บรรจุเงินสิบสามหยวนห้าเหมา “แต่ใยฝ้ายของพวกเราขายหมดแล้วนะ”
“ใยฝ้ายที่พวกเรามีตอนนี้เอามาทำเสื้อผ้ากับผ้าห่มจนหมดแล้ว เหลือแค่15จินเท่านั้น”
“ต่อไปจิ่นเป่าโตขึ้น ลูกก็ต้องนอนบนเตียงของลูกเองแล้วนะ ต้องเก็บใยฝ้ายไว้ให้จิ่นเป่าทำผ้าห่มด้วย”
เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มแล้วกล่าวว่า “เรื่องของอนาคตเอาไว้พูดกันทีหลังดีกว่าค่ะ”
ใยฝ้ายน้ำหนัก50กิโลกรัมที่เป็นรางวัลก้อนแรกของเธอนั้น เธอยังไม่ได้หยิบออกมาเลย
หลี่ชุ่ยชุ่ยชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เย่เสี่ยวจิ่นมองออกว่าหลี่ชุ่ยชุ่ยกังวลหลายอย่าง
ตอนที่หลี่ชุ่ยชุ่ยจะไป หล่อนก็ทำอาหารให้เย่เสี่ยวจิ่นทานหลายอย่าง เพราะกลัวว่าลูกสาวจะหิว
พอเช้าวันรุ่งขึ้น หลี่ชุ่ยชุ่ยก็ขึ้นเกวียนไปยังหมู่บ้านที่สามีหล่อนอยู่กับหลินซิ่วอิง
เย่เสี่ยวจิ่นทานอาหารที่บ้าน
ในใจเธอก็มีความกังวล ถ้าขาของพ่อเป็นอะไรมาก คงจะรักษายาก เพราะว่าการแพทย์สมัยนี้ไม่ค่อยก้าวหน้าเท่าใด
ตอนเช้า หลิวต้าเม่ยรู้ว่าเกิดเรื่องกับเย่จื้อผิง ก็รีบมาที่บ้าน
หลิวต้าเม่ยมองไปรอบๆ แล้วถามว่า “เย่เสี่ยวจิ่น แม่แกอยู่ไหน”
“แม่เข้าไปในอำเภอแล้วค่ะ”
พอได้ยินว่าที่บ้านมีแค่เย่เสี่ยวจิ่นอยู่คนเดียว สีหน้าของหลิวต้าเม่ยก็เปลี่ยนเป็นดุร้ายขึ้นมาทันที
เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกถึงลางร้าย แต่ก็สายเกินไปแล้ว
“แกมันตัวซวย! เป็นเพราะแก! แกทำให้ลูกชายของฉันเป็นแบบนี้!”
หลิวต้าเม่ยชี้นิ้วด่าเย่เสี่ยวจิ่นด้วยความโกรธแค้น “แกมันเป็นตัวอัปมงคลมาเกิดชัดๆ!”
นางจับแขนของเย่เสี่ยวจิ่นแล้วลากไป “รีบไปกับฉันเดี๋ยวนี้! ฉันจะพาแกไปที่วัดบนเขา แกห้ามอยู่ในบ้านของฉันอีกต่อไปแล้ว!”
“ตราบใดที่แกไม่อยู่ที่บ้านนี้ ทุกคนก็จะปลอดภัย”
ในใจของหลิวต้าเม่ยยังคงเป็นห่วงเรื่องความเป็นความตายของลูกชายของนาง
ผู้คนในยุคนี้ค่อนข้างงมงาย โดยเฉพาะหลิวต้าเม่ย
เมื่อเธอเจอเรื่องแบบนี้ สิ่งแรกที่นางคิดถึงไม่ใช่การเป็นห่วงว่าลูกสะใภ้จะมีเงินพอไปที่หมู่บ้านหรือไม่
กลับกลายเป็นนางรู้สึกว่าทั้งหมดเป็นความผิดของเย่เสี่ยวจิ่นที่ทำให้ลูกชายของนางต้องกลายเป็นแบบนี้!
นางจะต้องกำจัดตัวปัญหาคนนี้!
“ปล่อยหนูนะ!” เย่เสี่ยวจิ่นพยายามดิ้นรน “คุณกำลังทำอะไร?”
หลิวต้าเม่ยมองเย่เสี่ยวจิ่นด้วยความโกรธ “ฉันก็แค่จะทำเรื่องเลวร้ายนี้ตอนพ่อแม่แกไม่อยู่เท่านั้นแหละ!”
“พ่อของแก ฉันเป็นคนให้กำเนิดเขามา แม่ลูกไม่ถือโทษริษยาค้างคืนหรอก เขาไม่โทษฉันหรอก”
“ส่วนตัวแกเอง ต่อไปถ้าแต่งงานไปอยู่บ้านอื่น ก็อย่ากลับมาสร้างความเดือดร้อนให้พวกเราอีก”
อีกฝ่ายแข็งแรงมาก เย่เสี่ยวจิ่นไม่มีทางสู้แรงหลุดไปได้
ทันใดนั้น หยางเจวียนก็มาถึง
พอเห็นภาพตรงหน้า หล่อนก็ตะโกนออกมา “ป้าหลิว ป้ากำลังทำอะไรน่ะ! ปล่อยเด็กเดี๋ยวนี้!”
“ตอนนี้ชุ่ยชุ่ยกับจื้อผิงไม่อยู่ ป้าจะพาหล่อนไปไหน!”
หยางเจวียนรีบวิ่งเข้าไปดึงแขน
“แกอย่ามายุ่งเรื่องของฉัน นี่มันตัวอัปมงคลชัดๆ” หลิวต้าเม่ยโวยวายอย่างหัวเสีย
จริงๆแล้วหลิวต้าเม่ยก็โมโหหยางเจวียนคนนี้อยู่เหมือนกัน ไม่ช่วยอะไรแล้วยังจะมาสร้างความวุ่นวายให้อีก!
“เมื่อวานฉันไปหาหมอดูตาบอดมา หล่อนบอกว่าต้องไล่เย่เสี่ยวจิ่นออกไป ไม่อย่างนั้นพวกเราจะโดนเสนียดจัญไรจนตายกันหมด!”
หลิวต้าเม่ยเพิ่งอายุ60ปี ไม่อยากตายเร็วขนาดนั้น พูดไปพูดมา สรุปก็คือกลัวตัวเองเป็นอะไรไปนั่นแหละ
“เรื่องแบบนั้นป้ายังไปเชื่ออีก” หยางเจวียนสวมกอดเย่เสี่ยวจิ่นไว้ในอ้อมแขนอย่างปกป้อง “ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ถ้าป้าเป็นห่วงจริงๆ ก็รีบไปที่หมู่บ้านสิ!”
“จื้อผิงนอนอนามัย ค่าใช้จ่ายไม่พอ ป้าก็ไปเยี่ยมแล้วเอาเงินไปให้เขาด้วยเลยสิ”
พอได้ยินแบบนั้น หลิวต้าเม่ยก็ไม่ยอมทันที “ฉันจะมีเงินที่ไหน หลี่ชุ่ยชุ่ยยังมีเงินซื้อฝ้าย ฉันจะมีได้ยังไง”
“ฉันต้องลงไปทำงานทุกวัน ไม่มีเงิน แถมยังไม่มีเวลาอีก”
“แกไม่ดูฉันบ้างรึไงว่าฉันอายุเท่านี้แล้ว ขาแข้งก็ไม่ดีแล้ว”
คำพูดนั้นทำเอาหยางเจวียนแทบจะหลุดขำออกมา เรื่องที่ป้าหลิวบอกว่าไม่มีเงินน่ะ เป็นไปไม่ได้หรอก
แค่ไม่อยากควักกระเป๋าจ่ายมากกว่า
ไม่ให้ก็ไม่ว่า กลับยังมาอ้างว่าขาแข้งไม่ดีอีก ถ้าขาแข้งไม่ดีจริง แล้วจะมาที่นี่รังแกเด็กได้อย่างไร
“ป้าหลิว ถ้าป้าอ่อนแอขนาดนั้น ก็กลับไปอยู่บ้านเถอะ!”
“เรื่องที่ป้าจะไล่หลานตัวเองไป ฉันจะบอกจื้อผิงกับชุ่ยชุ่ยแน่”
“ช่วงนี้ฉันจะเป็นคนดูแลจิ่นเป่าเอง ถ้าพวกป้ายังกล้ามารังแกเด็กอีก ฉันไม่ไว้หน้าแน่!”
หลิวต้าเม่ยได้แต่ยืนอ้าปากค้างด้วยความโมโห “นี่มันหลานสาวฉัน แกเป็นแค่คนนอก...”
“ตอนนี้ป้าก็รู้แล้วสินะว่าจิ่นเป่าเป็นหลานสาว” หยางเจวียนไม่สนใจใยดี พูดจบก็พาเย่เสี่ยวจิ่นกลับบ้าน
ระหว่างทางหยางเจวียนก็บ่นไม่หยุด แต่ความจริงหล่อนเป็นคนจิตใจดี
พอถึงบ้าน หยางฟู่กุ้ยก็ทำกับข้าวเสร็จแล้ว
หล่อนพาเย่เสี่ยวจิ่นไปล้างหน้า แล้วเรียกให้มากินข้าว
“เจวียนเอ๋อร์ ทำไมถึงโมโหขนาดนั้นล่ะ”
“คุณไม่รู้หรอก ว่าฉันไปเจอเรื่องอะไรมา...”
หยางเจวียนระบายความอัดอั้นตันใจกับสามี หยางฟู่กุ้ยฟังแล้วก็ขมวดคิ้ว
“จื้อผิงเป็นคนดี ทำไมพ่อแม่เขาถึงทำเรื่องแบบนี้ได้ลงคอ”
“ใครๆก็รู้ว่าจื้อผิงมีลูกชายตั้งสามคน กว่าจะมีลูกสาวได้สักคน”
“ถ้าลูกสาวคนนี้หายไป คงเหมือนฆ่าเขาดีๆนี่เอง”
หยางเจวียนเยาะหยันในลำคอ “ก็ใช่น่ะสิ!”
บ้านของเย่จื้อเฉียง
หลี่กุ้ยฮวากำมือถูไปมา พูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย “คราวนี้น้องสามถึงขั้นเข้าโรงพยาบาล พ่อแม่ไม่ควักเงินให้เลยเหรอ”
“พวกเขาไม่กลัวลูกชายตัวเองพิการรึไง”
“ไม่ให้สักหยวน” เย่จื้อเฉียงมองเตาถ่าน “พ่อแม่ฉันไม่ได้ไปเยี่ยมพร้อมกับหลี่ชุ่ยชุ่ยที่โรงพยาบาลประจำอำเภอด้วยซ้ำ แถมยังไม่ให้เงินเธออีก”
“เมื่อคืน หลินซิ่วอิงก็ไปบอกพวกเขาแล้ว พวกเขาจงใจไม่ไปเองนั่นแหละ”
“ก็กลัวว่าไปแล้วจะต้องกลายเป็นคนโง่ที่ต้องจ่ายเงินให้คนอื่นน่ะสิ”
“คิดอะไรแบบนี้...” หลี่กุ้ยฮวาหัวเราะ “ฉันนึกว่าพวกเขาให้เงินไปแล้วซะอีก”
“ถ้าพ่อแม่แกให้เงินหลี่ชุ่ยชุ่ย พวกเราก็ต้องได้ด้วย”
“อย่าให้ครอบครัวน้องสามของแกเอาเปรียบไปได้เชียว”
บทที่ 23: ขู่เด็ก
หลี่กุ้ยฮวาหรี่ตาลงอีกครั้ง “บ้านน้องชายคุณน่ะไม่มีเงินหรอก ครั้งนี้ใครออกเงินค่ารักษาให้”
“อย่าให้ถึงคราวต้องมาพึ่งพาบ้านเราก็แล้วกัน”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” จื้อเฉียงเองก็ไม่ได้คิดจะให้เงินอยู่แล้ว
“ถ้าถึงคราวต้องยืมเงินจริงๆ ก็ปล่อยให้พวกนั้นติดค้างโรงพยาบาลไปสิ”
“โรงพยาบาลน่ะรวยอยู่แล้ว”
หลี่กุ้ยฮวากลั้วหัวเราะ “พวกคุณนี่ใจดำกันจริงๆ”
จื้อเฉียงถาม “งั้นถ้าหลี่ชุ่ยชุ่ยมาขอยืมเงินคุณ คุณจะให้ไหม”
“เชอะ ฉันไม่ให้หรอกนะ ลูกชายฉันต้องเข้าเรียนมัธยมแล้ว ฉันจะเอาเงินที่ไหนให้พวกนั้นยืม”
“ต่อให้มี ฉันก็ไม่ให้ยืมหรอก!”
“ครอบครัวพวกเขาลำบากแสนสาหัส ขนาดข้าวสารกรอกหม้อยังไม่มีจะกิน นั่นไม่ต่างอะไรกับเอาเนื้อไปป้อนหมา มีแต่ไปไม่มีกลับหรอก?!”
ครอบครัวเย่มีลูกชายสามคน ลูกชายคนโตได้รับความช่วยเหลือจากพ่อแม่เป็นประจำ ชีวิตก็ดีขึ้นเรื่อยๆ
ลูกชายคนรองก็ได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่เช่นกัน ชีวิตก็ราบรื่นดี
มีเพียงครอบครัวของลูกชายสามเท่านั้นที่กลับถูกพ่อแม่เอาเปรียบ
ลูกชายสามมีลูกหลายคน ภาระจึงหนักหนาสาหัส
ประกอบกับเย่เสี่ยวจิ่นที่ป่วยออดๆแอดๆมาตั้งแต่เกิด ต้องใช้เงินทองรักษามากมาย
ชีวิตความเป็นอยู่ก็เลยยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากทานข้าวเสร็จ หยางเจวียนกับหยางฟู่กุ้ยก็ออกไปทำงาน
เย่เสี่ยวจิ่นนั่งอยู่บนม้านั่ง
หยางลี่ลี่มองเธอด้วยความสงสัย “จิ่นเป่า เธอพูดได้แล้วเหรอ?”
หยางลี่ลี่อายุมากกว่าเย่เสี่ยวจิ่นหลายปี ตอนนี้อายุ8ขวบแล้ว
เย่เสี่ยวจิ่นเงยหน้าขึ้น “อ๋า พูดได้ด้วยเหรอ…”
“ก่อนหน้านี้ฉันคิดว่าเธอยังเป็นเด็กน้อยพูดไม่ได้ซะอีก” หยางลี่ลี่ชอบเย่เสี่ยวจิ่น หล่อนใช้นิ้วจิ้มไปที่จมูกของเย่เสี่ยวจิ่น “คืนนี้เธอมานอนเป็นเพื่อนฉันนะ”
“รอเดี๋ยวนะ ฉันจะพาเธอไปเล่นด้วยกัน สนุกนะ”
“ไม่เอาหรอก”
เย่เสี่ยวจิ่นไม่ชอบเล่นจับแมลง เล่นลูกแก้วกับเด็กคนอื่นๆ
หยางฟู่กุ้ยเป็นคนขยัน ในบ้านนอกจากจะมีเครื่องโม่ข้าวแล้ว ยังมีเครื่องโม่ถั่วเหลือง และอุปกรณ์อื่นๆอีกมากมาย
เย่เสี่ยวจิ่นกลับรู้สึกสนใจสิ่งเหล่านี้มาก
เธอชี้ไปที่โม่หินอันหนึ่ง "นี่คืออะไรเหรอ"
หยางลี่ลี่จึงอธิบายสิ่งของเหล่านี้ให้เธอฟัง พร้อมกับสาธิตให้เธอดู
“อันนี้คือที่ทำเต้าหู้ แค่ใส่ถั่วเหลืองลงไป จากนั้นเติมน้ำแล้วก็หมุน...”
หยางลี่ลี่หัวเราะ “แน่นอน พวกเราหมุนไม่ไหวหรอก พ่อฉันหมุนได้!”
“น้ำเต้าหู้ที่ได้เอาไปต้มจนสุก ใส่ของบางอย่างลงไป ก็จะกลายเป็นเต้าฮวย”
“เต้าฮวยที่เอาไปกดในกล่องไม้ ก็จะกลายเป็นเต้าหู้”
เย่เสี่ยวจิ่นตาเป็นประกาย “ดีจัง”
เธอครุ่นคิด ถ้าเธอปลูกถั่วเหลืองเองได้ ก็จะเอามาทำเต้าฮวยกินได้
น่าเสียดาย เธอเคยลองแล้ว ปรากฏว่าเป็นอย่างที่หยางลี่ลี่พูด
โม่หินนี่หนักมาก หมุนไม่ไหวเลย
หลายวันผ่านไป
ครอบครัวของเย่เสี่ยวจิ่นไม่อยู่ เธอจึงทำงานประจำวันไม่ได้
เธอเองก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ อาศัยช่วงฤดูใบไม้ผลิที่เหมาะกับการปลูกต้นไม้
ตอนกลางวันเธอกลับไปที่บ้าน ปลูกต้นท้อ15ต้น เรียงรายไปตามริมฝั่งลำธาร
หยางลี่ลี่มีหน้าที่ดูแลน้องสาว จึงมาช่วยเธอทำงาน
“จิ่นเป่า นี่ปุ๋ยเหรอ ทำไมรู้สึกว่ามันไม่เหมือนกับของในหมู่บ้านเลยล่ะ”
“กลิ่นมันอ่อนๆ ไม่เหมือนปุ๋ยแบบที่ฉุนๆ” เย่เสี่ยวจิ่นตอบเลี่ยงๆไป
แต่ก็ต้องยอมรับว่า ของที่ระบบให้มานั้นค่อนข้างดีต่อสุขภาพ
ต้นท้อถูกปลูกเป็นแถวยาว
หยางลี่ลี่ไม่ค่อยมั่นใจ “ที่ดินริมน้ำไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ ต้นไม้ของเธอน่าจะไม่ค่อยโตนะจิ่นเป่า”
เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหัว “ค่อยดูกันอีกทีแล้วกัน”
ไม่ไกลนักก็มีเสียงคนพูดคุยกัน
ปรากฏเป็นหลี่กุ้ยฮวาที่กำลังช่วยเย่จู๋ลูกสาวของหล่อน หยิบลอบดักปลาอยู่
หลี่กุ้ยฮวาสังเกตเห็นเย่เสี่ยวจิ่นจึงเดินเข้ามาหา
หล่อนแกล้งพูดว่า “เย่เสี่ยวจิ่น พ่อแกนอนโรงพยาบาลมาสี่ห้าวันแล้วนะ”
“ถ้าพ่อแกตาย แม่แกก็ไม่กลับมา เหลือแกอยู่คนเดียว แกจะทำยังไงล่ะ?”
“ก็คงต้องส่งแกไปอยู่กับครอบครัวที่รับเลี้ยงเป็นลูกสะใภ้คนเล็กของบ้านเขา”
เย่เสี่ยวจิ่นกลอกตาไปมา
คำพูดขู่เด็กแบบนี้ ถ้าพูดกับเด็กจริงๆ คงจะทำร้ายจิตใจอันบริสุทธิ์ของพวกเขาได้
ช่างเป็นคนใจร้ายจริงๆ
หยางลี่ลี่รีบพูดขึ้นอย่างร้อนใจ “พูดไร้สาระ พ่อของจิ่นเป่าไม่ตายหรอก”
“หมอที่โรงพยาบาลจะต้องรักษาพ่อของหนูให้หายได้” เย่เสี่ยวจิ่นกล่าว
หลี่กุ้ยฮวายกยิ้มมุมปากเยาะเย้ย “นั่นสินะ ไม่แน่หรอกนะ ยังไงซะก็โดนระเบิดเข้าไป อันตรายจะตายไป”
เย่เสี่ยวจิ่นยิ้ม “พ่อของหนูแค่ขาเจ็บ จะตายได้ยังไงกัน”
“ป้าใหญ่กำลังขู่หนูอยู่เหรอ พูดอะไรก็รู้จักคิดให้มันสมเหตุสมผลหน่อย”
หลี่กุ้ยฮวามุมปากกระตุก “ขาเจ็บแล้วจะตายไม่ได้รึไง”
“เด็กอย่างแกไม่เข้าใจหรอก”
“พ่อของแกน่ะ ตายแล้วจริงๆนั่นแหละ”
เย่เสี่ยวจิ่นไม่สนใจใยดี
“พ่อป้าสิที่ตาย” เธอกล่าวพลางนำฟางไปวางไว้ที่โคนต้นท้อ เพื่อให้ความ.อบอุ่น
หลี่กุ้ยฮวาโกรธขึ้นมาทันที “นี่แก เป็นเด็กเป็นเล็ก พูดจาแบบนี้ได้ยังไง หัดแช่งคนอื่นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ไม่มีมารยาทเลย เด็กเหลือขอ”
เย่เสี่ยวจิ่นมีแววตาไม่พอใจขึ้นมา กำลังจะตอกกลับหล่อน
ทันใดนั้นก็มีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น
“จิ่นเป่า จิ่นเป่า!”
เย่เสี่ยวจิ่นหันกลับไปมอง ก็พบว่าที่บ้านมีเสียงที่คุ้นเคย
“แม่!” เย่เสี่ยวจิ่นคลายคิ้วที่ขมวดออก ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
เธอรีบทิ้งจอบลง แล้ววิ่งตรงไปทันที
หลี่ชุ่ยชุ่ยเห็นเย่เสี่ยวจิ่นปลูกต้นท้อมากมาย จึงยิ้มแล้วลูบผมที่ชุ่มเหงื่อของเธอ
“จิ่นเป่า ขาของพ่อไม่เป็นไร แค่บาดเจ็บ หมอบอกว่า อีกครึ่งปีก็จะหายเป็นปกติ”
หลี่ชุ่ยชุ่ยมีความสุขจนดวงตาฉายแววยินดี
เดิมทีหล่อนกลัวว่าเขาจะพิการ แต่ไม่นึกเลยว่าจะเป็นแค่กระดูกหัก
แม้จะต้องพักรักษาตัวนานถึงครึ่งปี หล่อนก็รู้สึกขอบคุณสวรรค์แล้ว
“ดีจังเลยค่ะ” เย่เสี่ยวจิ่นก็ยิ้มร่า
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินออกมาจากในบ้าน
เขาดูผอมบาง เมื่อมองอย่างพิจารณาแล้วก็พบว่ามีเค้าหน้าบางส่วนคล้ายกับเย่เสี่ยวจิ่น
เขาถือไม้เท้า เดินกะเผลก ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่อ่อนโยน
“จิ่นเป่า คิดถึงพ่อหรือเปล่า”
เย่เสี่ยวจิ่นมองเย่จื้อผิงด้วยดวงตาใสซื่อ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกแปลกไปจากเดิม
เพราะความทรงจำเกี่ยวกับพ่อของเจ้าของร่างเดิมนั้นเลือนรางมาก
เธอรู้แค่ว่าเขามักจะทำงานเงียบๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจาเท่าใด
เขาจะเอาเธอวางไว้บนคอแล้วขี่ ยกเธอขึ้นสูงๆ และเด็ดลูกสาลี่ให้
แต่พอเย่เสี่ยวจิ่นเจอหน้าเย่จื้อผิง เธอก็ยังตกใจ
เพราะเขาผอมแห้งเหลือเกิน หน้าเหลืองซีดเซียว
แต่ดูท่าทางแล้วใจดี
“จิ่นเป่าจำพ่อไม่ได้แล้วเหรอ” หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดพร้อมกับหัวเราะ
เย่เสี่ยวจิ่นมีท่าทางเขินอาย เอ่ยเรียกเบาๆ “พ่อ”
เย่จื้อผิงยิ้มอย่างดีใจ “จิ่นเป่า มากินนี่สิ”
เขาค่อยๆหยิบถุงใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ข้างในมีซาลาเปาไส้เนื้อสองลูกอ้วนๆ
นี่เป็นของที่เย่จื้อผิงแบ่งเก็บไว้เอง
เขายื่นมันมาอยู่ตรงหน้าเย่เสี่ยวจิ่น “นี่เป็นไส้เนื้อ อร่อยมากนะ”
เย่เสี่ยวจิ่นเลียริมฝีปาก รับมาแล้วกินซาลาเปาไส้เนื้อไปสองลูก
ถึงแม้ว่าจะเย็นแล้ว แต่มันก็ยังอร่อยมาก
แต่ก่อนเธอไม่ค่อยได้กินของแบบนี้ พอมาอยู่ที่นี่กลับรู้สึกว่ามันอร่อยมาก
หลี่กุ้ยฮวาก็เข้ามาร่วมด้วย “จื้อผิง นายไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”
“ได้ยินมาว่านายไปช่วยลู่เฟิงเลยขาเจ็บเหรอ”
“เขากลับมาแล้ว ทำไมไม่ไปเยี่ยมนายที่โรงพยาบาลแล้วจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ล่ะ”
สีหน้าของเย่จื้อผิงและหลี่ชุ่ยชุ่ยเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดนั้น
เห็นได้ชัดว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ
บทที่ 24: ค่ารักษาพยาบาล
หลี่ชุ่ยชุ่ยสีหน้าไม่ค่อยดี
ตอนนั้นหล่อนรีบร้อนไปโรงพยาบาล พบว่ามีเพียงเย่จื้อผิงอยู่คนเดียว
ยังดีที่หลินซิ่วอิงให้หล่อนยืมเงินค่ารักษาพยาบาลมาอีกสิบกว่าหยวน
ไม่งั้นคงไม่พอแน่ๆ
ส่วนลู่เฟิง…
หลังจากเกิดเรื่อง หล่อนก็ไม่เจอเขาอีกเลย
ยิ่งไปกว่านั้น หลินซิ่วอิงไปหา เขาก็ไม่อยู่บ้าน ไม่รู้ว่ายุ่งอะไรอยู่
หลายวันแล้ว ไม่มีแม้แต่คำถามไถ่
“เขาคงไม่ได้พูดถึงเรื่องค่ารักษาพยาบาลเลยใช่ไหม?” หลี่กุ้ยฮวาลากหลี่ชุ่ยชุ่ยพร้อมกับแสร้งทำเป็นเป็นห่วงเป็นใย “ชุ่ยชุ่ย เธออย่าโง่น่า รีบไปขอค่ารักษาพยาบาลจากพวกเขามาสิ”
“ตอนนี้ฉันว่างพอดี ไปเป็นเพื่อนเธอได้”
หลี่กุ้ยฮวาน่ะหรืออยากจะช่วย หล่อนแค่อยากไปดูความสนุกต่างหาก
หลี่ชุ่ยชุ่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
จนกระทั่งหลี่กุ้ยฮวาออกไปแล้ว
หล่อนจึงมองสามีของตัวเองด้วยสีหน้าลำบากใจ “จื้อผิง พวกเราต้องไปหาลู่เฟิงเพื่อขอค่ารักษาพยาบาลไหม”
“ถ้าคุณไม่ได้ช่วยเขาไว้ คราวนี้เขาคงจะตายไปแล้ว”
“เงินจำนวนนี้ เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่เขาควรจะจ่าย”
เย่จื้อผิงเป็นคนซื่อสัตย์ เขากล่าวด้วยใบหน้าขมวดคิ้ว “ตอนที่ผมช่วยเขา ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องพวกนี้เลย”
“ถ้าเขาจริงใจ เขาจะต้องมาให้เองแน่”
“เขาเป็นหัวหน้าทีม ปกติเขาก็สุภาพกับพวกเรานะ คงไม่ใจดำขนาดนั้นหรอก...”
หลี่ชุ่ยชุ่ยปวดร้าวใจ หล่อนถอนหายใจ “ถ้าเขารู้สึกผิดอยู่บ้าง เขาก็น่าจะมาเยี่ยมคุณแล้ว”
“ตอนนี้ครอบครัวของเราไม่มีเงินสักหยวน แล้วยังเป็นหนี้พี่สาวหลินอีกสิบสี่หยวน”
“ถึงแม้พี่สาวหลินจะเป็นหัวหน้าสตรี แต่หล่อนก็มีครอบครัว เราต้องคืนเงินให้หล่อน!”
เย่จื้อผิงก็รู้เรื่องนี้ดี
เขามองไปที่ภรรยา ลังเลที่จะพูด แต่ในที่สุดก็พูดว่า “ตกลง เราจะไปถามเขาดู”
“เราช่วยชีวิตไว้ ยังไง... ก็น่าจะให้ค่ารักษาพยาบาลเราหน่อย”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจ
เย่เสี่ยวจิ่นมองพ่อแม่ของเธอ
เธอกะพริบตาปริบๆ “พ่อแม่ หนูไปด้วย”
หลี่ชุ่ยชุ่ยมองลูกสาวด้วยสายตาที่อ่อนโยนลง “จิ่นเป่า เล่นอยู่บ้านก่อนนะ”
“พ่อกับแม่จะไปคุยเรื่องสำคัญกันหน่อยนะ” เย่จื้อผิงลูบหัวเย่เสี่ยวจิ่น “ใช่แล้ว จิ่นเป่า รอสักพักพ่อกับแม่ก็กลับมาแล้ว”
เย่เสี่ยวจิ่นรู้ พวกเขากลัวว่าถ้าพาเธอไปด้วยจะพูดไม่สะดวก
เธอพยักหน้า “ก็ได้ค่ะ...”
หลี่ชุ่ยชุ่ยถอนหายใจอีกครั้ง แล้วพยุงเย่จื้อผิงออกไป
เย่เสี่ยวจิ่นเบ้ปาก เธอรู้สึกว่าเรื่องนี้จะไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก
ถ้าพวกเขามีความจริงใจ คงไม่ปล่อยให้ผู้มีพระคุณต้องเดินขาเป๋มาหาถึงที่แบบนี้หรอก
ด้านหยางลี่ลี่ก็กำลังปูหญ้าแห้งให้ต้นท้อของเย่เสี่ยวจิ่นอยู่ริมธาร
หล่อนเดินเข้ามาหา “จิ่นเป่า ฉันปูหญ้าให้ต้นท้อของเธอเสร็จแล้วนะ”
“ตอนนี้พ่อกับแม่ของเธอกลับมาแล้ว ฉันกลับบ้านก่อนนะ”
เย่เสี่ยวจิ่นสายตาเป็นประกาย “พี่หยาง รอเดี๋ยว ฉันไปกับพี่ด้วย”
เธอก็อยากไปดูเหมือนกัน เผื่อว่าพอจะมีส่วนช่วยได้บ้าง
ส่วนฝั่งนั้น
เย่จื้อผิงกับหลี่ชุ่ยชุ่ยมาถึงหน้าบ้านของลู่เฟิงแล้ว
ที่นี่ไม่เหมือนบ้านของเย่จื้อผิง สร้างอยู่ในที่ค่อนข้างจะเปลี่ยว
แต่กลับเป็นที่ที่คึกคัก
หลี่ต้ากังกำลังคุยเล่นกับคนอื่นอยู่ เห็นเย่จื้อผิงก็ร้องทัก “จื้อผิง ขาแกเป็นไงบ้าง”
“ได้ยินว่าโดนระเบิดเข้า ไม่เป็นไรใช่ไหม”
“ไม่เป็นไร พักสักหน่อยก็หายแล้ว” เย่จื้อผิงยิ้ม
“แกมาหาลู่เฟิงใช่ไหม” หลี่ต้ากังยิ้ม “มันออกไปทำงานแต่เช้าแล้ว”
“มาก่อน มานั่งกับฉันก่อน เดี๋ยวตอนกลางวันเขาก็กลับมาแล้ว”
ทั้งสองคนสามีภรรยารออยู่พักใหญ่ จึงเห็นลู่เฟิงเดินคุยหยอกล้อกับจ้าวหลินหลินภรรยาของเขากลับมา
จ้าวหลินหลินพอเห็นหลี่ชุ่ยชุ่ยกับเย่จื้อผิงก็หน้าเปลี่ยนสีทันที
ใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของหล่อนเผยแววรังเกียจออกมาอย่างชัดเจนพลางส่งสายตาให้ลู่เฟิง
“เห็นไหม บอกแล้วว่าต้องมาขอเงินแน่”
“รู้อยู่แล้วว่าคนแบบนี้ไม่หวังดี คงหวังจะใช้เรื่องนี้มาขู่รีดไถเงินจากคุณ!”
“คนของคุณ คุณก็ไปจัดการเอาเอง ฉันไม่มีเงินให้แม้แต่แดงเดียว!”
จ้าวหลินหลินพูดจาหยาบคาย ก่อนจะกลอกตาไปมาด้วยความโกรธแล้วเดินสะบัดเข้าบ้านไป
เมื่อเห็นสีหน้าของจ้าวหลินหลิน ทั้งเย่จื้อผิงและหลี่ชุ่ยชุ่ยก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
ลู่เฟิงเดินเข้าไปนั่งลงใต้ชายคาบ้าน
เขาหัวเราะร่า “จื้อผิง นายมาทำอะไรที่นี่? มีธุระอะไรเหรอ?”
“ขานายก็เจ็บอยู่ ควรจะพักอยู่ที่บ้าน ไม่น่าออกมาเดินให้เหนื่อยเลย”
“ฉันก็กะว่าอีกสองวัน ถ้าว่างจะไปเยี่ยมนายที่บ้าน”
เย่จื้อผิงไม่คิดว่าลู่เฟิงจะพูดแบบนี้
เขาอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง พูดอะไรไม่ออก
หลี่ชุ่ยชุ่ยยิ้มแห้งๆอย่างลำบากใจ “เรื่องที่เกิดขึ้น จื้อผิงของฉันก็แค่ตั้งใจจะ...”
“นี่มันอุบัติเหตุ ใครๆก็ไม่อยากให้เกิด” รอยยิ้มบนใบหน้าของลู่เฟิงหายไป เขาพูดอย่างเคร่งขรึม “ถ้าวันนี้ฉันเป็นฝ่ายเกิดเรื่อง ถ้าฉันตาย ฉันก็คงไม่ไปเรียกร้องค่าเสียหายจากครอบครัวนายหรอกนะ?”
“เรื่องแบบนี้ก็ทำได้แค่ทำใจยอมรับ เพราะเรื่องมันเกิดขึ้นไปแล้ว จะไปโทษใครก็ไม่ได้”
เย่จื้อผิงรู้สึกโมโห “ลู่เฟิง นายพูดแบบนี้ได้ยังไง? ให้ทำใจยอมรับเหรอ?”
“ฉันก็ไม่ได้จะเรียกร้องอะไรจากนาย ฉันช่วยชีวิตนาย ค่ารักษาพยาบาลนี่...”
“มันไม่ควรเป็นฉันที่ต้องรับผิดชอบทั้งหมดนะ!”
“ยิ่งไปกว่านั้น นี่ฉันต้องเสียเวลาไปตั้งครึ่งปีเลยนะ…”
“พอได้แล้ว พอได้แล้ว ถ้านายพูดแบบนี้ ฉันก็ไม่มีเงินให้หรอก” ลู่เฟิงโบกมืออย่างรำคาญ “ตอนแรกฉันก็คิดนะว่า ครั้งนี้นายเจ็บตัว ครั้งหน้าจะหาอะไรเบาๆให้นายทำ”
“กะว่าจะให้มีคะแนนงานบ้าง ใครจะไปคิดว่านายจะคิดแบบนี้…”
“แบบนี้ฉันก็จนใจ”
“นาย!” เย่จื้อผิงรู้สึกเจ็บปวดในใจอย่างที่สุด
ทำดีกลับกลายเป็นผลร้าย
ต้องแบกรับความเจ็บปวดนี้ไว้เพียงลำพัง
ครอบครัวเขามีกันตั้งหลายคน หลังจากนี้จะเอาอะไรกิน
เขากำหมัดแน่น “ลู่เฟิง นายมันกลับดำเป็นขาวชัดๆ!”
“พวกแกคิดว่าพวกเรากำลังจะหลอกเอาเงินจากพวกแกงั้นรึ?”
ลู่เฟิงหัวเราะอย่างเย็นชา “ถ้าไม่ใช่อย่างนั้นแล้วมันคืออะไรล่ะ?”
“เอาละ ฉันก็ไม่ได้ว่างมาคุยกับพวกแกที่นี่หรอกนะ ฉันไปก่อนล่ะ”
ลู่เฟิงไม่เต็มใจที่จะจ่ายเงินอย่างเห็นได้ชัด
เย่จื้อผิงรู้สึกเสียใจ ถ้าเขาไม่เข้าไปยุ่ง เขาก็ไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองหลายสิบหยวน
“ลู่เฟิง เย่จื้อผิง พวกนายอยู่กันพอดีเลย” ผู้ใหญ่บ้านซุนจ่างซุ่นมาถึงอย่างไม่คาดคิด
เขาเป็นคนที่ค่อนข้างมีอิทธิพลในหมู่บ้าน
เขาขมวดคิ้ว มองดูบาดแผลของเย่จื้อผิง “แผลแบบนี้ อย่างน้อยนายต้องพักรักษาตัวหลายเดือนเลยใช่ไหม?”
“ใช่ครับ” เย่จื้อผิงตอบด้วยรอยยิ้มที่ขมขื่น
ลู่เฟิงไม่รู้ว่าผู้ใหญ่บ้านมาทำอะไรในเวลานี้ แต่เขาก็มองเห็นเด็กหญิงตัวเล็กๆที่เดินตามหลังมา
เขาจำได้ว่าเธอคือลูกสาวคนเล็กของเย่จื้อผิงที่ค่อนข้างหัวช้า
หลี่ชุ่ยชุ่ยก็สังเกตเห็นเช่นกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าจิ่นเป่าไปตามผู้ใหญ่บ้านมาตั้งแต่เมื่อใด
แววตาของหล่อนฉายแววประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่กวักมือเรียกลูกสาวให้มาหา
ลู่เฟิงระบายรอยยิ้มออกมา “ผู้ใหญ่บ้าน คุณมีธุระอะไรกับพวกเราเหรอ”
บทที่ 25: การเปลี่ยนแปลงในบ้านที่ทำให้ตกตะลึง
ซุนจ่างซุ่นพูดอย่างเคร่งขรึม “เรื่องที่เกิดขึ้นในทีมของนาย ฉันก็ได้ยินมาแล้ว”
“ฉันเสนอให้ใช้เงินกองกลางออกค่ารักษาพยาบาลให้เย่จื้อผิง”
“แต่นายในฐานะหัวหน้าทีม ต้องมอบเสบียงอาหารให้ครอบครัวพวกเขา200ชั่ง”
“อย่างไรเสีย พวกเขาก็ช่วยชีวิตนายไว้ อย่าให้พวกเขาต้องอดตาย”
สีหน้าของลู่เฟิงเปลี่ยนไป “200ชั่ง? นี่มันจะเอาชีวิตฉันหรือไง?”
“ถ้าเขาไม่ช่วยนาย ป่านนี้นายก็ตายไปแล้ว!” ซุนจ่างซุ่นไม่พอใจเล็กน้อย “นายคิดอะไรอยู่กันแน่?”
เมื่อลู่เฟิงได้ยินเรื่องนี้ เขากลัวว่าจะรักษาตำแหน่งหัวหน้าทีมเอาไว้ไม่ได้
แน่นอนว่าครอบครัวของเขาสามารถหาเสบียงอาหาร200ชั่งได้
“ตกลง ตกลง! 200ชั่งก็200ชั่ง!” เขาจำยอมอย่างช่วยไม่ได้ กัดฟันแน่น หัวใจแทบสลาย
“ฉันจะเอาไปให้พวกเขานะ” เขาไม่รอช้า รีบกลับบ้านไปเอาข้าวสารทันที
“ผู้ใหญ่ครับ ขอบคุณมากนะครับ” เย่จื้อผิงรู้สึกซาบซึ้งใจ
“ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก เป็นเพราะจิ่นเป่ามาหาฉันต่างหาก” ซุนจ่างซุ่นยิ้มพลางพูดอย่างจนใจ “นายประสบเรื่องแบบนี้ ก็น่าจะมาปรึกษาฉันหน่อย”
“ที่นายได้รับบาดเจ็บก็เพราะไปซ่อมคลองส่งน้ำให้หมู่บ้าน พวกเราไม่ทิ้งนายหรอก”
“จิ่นเป่าเหรอ?” เย่จื้อผิงไม่คิดว่าจะเป็นลูกสาวตัวน้อยที่ไปตามคนมาช่วย
เขาจ้องมองจิ่นเป่าอย่างประหลาดใจ
ก่อนหน้านี้ลูกสาวยังพูดไม่ได้เลย ตอนนี้กลับไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นได้แล้ว?
วันนี้ถ้าจิ่นเป่าไม่ไปตามผู้ใหญ่บ้านมา เรื่องนี้คงจะไม่จบง่ายๆแน่
“จิ่นเป่ายังเล็กแค่นี้ ก็รู้จักไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นแล้วเหรอ?” เขาถามอย่างไม่อยากเชื่อ
“นายอย่าดูถูกลูกสาวตัวเองเชียว ถ้าไม่ติดว่าหล่อนยังเด็ก หัวหน้าเซี่ยคงอยากให้หล่อนไปเล้าไก่ทุกวันแล้วละ”
เย่จื้อผิงไม่เข้าใจความหมายของผู้ใหญ่บ้าน เขายังคงงุนงงอยู่
ซุนจ่างซุ่นพูดพร้อมรอยยิ้ม “ฉันกลับก่อนนะ”
“พวกนายจ่ายเงินไปเท่าไหร่ เอาใบเสร็จจากโรงพยาบาลมาด้วยก็พอ”
หลี่ชุ่ยชุ่ยโล่งใจ หินก้อนใหญ่ในใจหล่นหาย หล่อนคิดว่าอย่างน้อยก็น่าจะได้เงินสักสิบกว่าหยวน คงไม่ต้องเป็นหนี้บุญคุณคนอื่นมากมายขนาดนั้น
ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายจะได้รับเงินทั้งหมด
หล่อนรีบพยักหน้า “ค่ะ พรุ่งนี้ฉันจะเอาไปให้”
หลังจากผู้ใหญ่บ้านกลับไปแล้ว หลี่ต้ากังจึงพูดขึ้น “จิ่นเป่า หนูนี่ฉลาดจริงๆนะ”
“เด็กคนนี้รู้จักทำตัวเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ไม่ธรรมดาไม่ธรรมดา”
เขานึกถึงคำพูดประชดประชันของหลิวต้าเม่ยที่ชอบพูดบ่อยๆว่า “ฉลาดขนาดนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นปีศาจจิ้งจอกกลับชาติมาเกิดก็ได้”
สีหน้าของหลี่ชุ่ยชุ่ยเปลี่ยนไปในทันที
หลี่ต้ากังคนนี้นี่ปากเสียจริงๆ!
ก่อนหน้านี้ก็ยุยงให้เย่ฉู่เฉียงไปหาเย่จื้อผิงให้มาสั่งสอนหลี่ชุ่ยชุ่ย
หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกเกลียดขี้หน้าเขามานานแล้ว
หล่อนไม่อยากต่อปากต่อคำกับเขา
หลี่ชุ่ยชุ่ยประคองสามีแล้วพูดกับเย่เสี่ยวจิ่นว่า “จิ่นเป่า พวกเรากลับบ้านไปทำกับข้าวทานกันเถอะ”
“เดินเองได้ไหม?”
“ได้ค่ะ” เย่เสี่ยวจิ่นเดินตามหลังพวกเขามา
เธอเหลือบมองหลี่ต้ากังแวบหนึ่ง แล้วจดชื่อเขาลงบัญชีดำอยู่ในใจ
พอถึงบ้าน เย่เสี่ยวจิ่นก็ไปดูลูกเจี๊ยบของเธอ
ลูกเจี๊ยบกว่าสามสิบตัวกำลังจิกกินหญ้าอยู่อย่างสนุกสนานกับแม่ไก่สองตัวบนพื้นหญ้า
เสียงเจี๊ยวจ๊าวดังไปทั่วบริเวณ
ส่วนเย่จื้อผิงยังไม่รู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงในบ้านเลยแม้แต่น้อย
เขาถามหลี่ชุ่ยชุ่ยเสียงเบาว่า “ชุ่ยชุ่ย นี่มันเรื่องอะไรกัน”
“ไก่พวกนี้มาจากไหน ทำไมเยอะแยะไปหมดแบบนี้ แล้วเราจะเอาอาหารที่ไหนเลี้ยงมันล่ะ”
“ต่อให้เราให้มันกินรำข้าวก็ไม่พอเลี้ยงไก่ตั้งเยอะขนาดนี้หรอก”
“อีกอย่างนะ ที่บ้านเราก็ไม่มีไข่เยอะขนาดที่จะฟักออกมาเป็นลูกเจี๊ยบได้มากมายขนาดนี้”
เย่จื้อผิงรู้สึกงุนงงไปหมด
หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่ได้เล่าเรื่องที่บ้านให้เขาฟังตอนที่อยู่โรงพยาบาล
หล่อนหัวเราะแล้วพูดว่า “ฉันทำงานที่ฟาร์มไก่แล้วนะ”
“จิ่นเป่าช่วยรักษาโรคระบาดในไก่หาย หัวหน้าทีมเลยให้ไข่ไก่มาหลายสิบฟองเลยละ”
“แล้วจิ่นเป่ายังทำอาหารไก่เป็นด้วยนะ ใช้จูเฉ่าทำ ประหยัดอาหารไปได้เยอะเลย”
เย่จื้อผิงไม่อยากจะเชื่อ “จิ่นเป่ารักษาโรคระบาดในไก่เป็นด้วยเหรอ?”
“ไม่ใช่แค่นั้น หล่อนยังบอกอีกว่าหล่อนเป็นศิลปกรรมเทพจุติลงมาเกิด” หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดด้วยรอยยิ้ม
หล่อนพาเย่จื้อผิงไปดูผ้าห่มใหม่และเสื้อผ้าใหม่ที่บ้าน
เย่จื้อผิงลูบผ้าห่มหนานุ่มอย่างเบามือ
เขาจินตนาการได้เลยว่าผ้าห่มผืนนี้จะอุ่นขนาดไหนถ้าได้ห่ม
เขาสวมเสื้อกันหนาวตัวใหม่พลางชื่นชม
“เสื้อหนาวตัวนี้อุ่นจัง ต้องใช้ฝ้ายเยอะมากแน่ๆ”
เขาไม่เคยได้ใส่เสื้อหนาอุ่นแบบนี้มาก่อน
ข้างในใส่ใยฝ้ายคุณภาพดีถึงสามชั่งเชียวนะ
เขาถอนหายใจอีกครั้ง “ที่จริงผมไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อผ้าดีๆขนาดนี้ก็ได้...”
“เก็บไว้ให้ลูกๆใส่ดีกว่า”
“ทำไว้สำหรับทุกคนแล้ว ทุกคนมีเป็นของตัวเอง”
“ทั้งหมดนี้ทำมาจากฝ้ายที่จิ่นเป่าหามาให้” หลี่ชุ่ยชุ่ยอดพูดไม่ได้ หล่อนเล่าเรื่องฝ้ายในยุ้งฉางให้เขาฟัง “จิ่นเป่าของพวกเรานี่สิ นางฟ้าส่งมาเกิดชัดๆ”
“สามขวบแรกพูดไม่ได้ พอพูดได้ครั้งแรกก็คล่องปร๋อเลย”
“ดูอย่างตอนที่หล่อนปลูกต้นไม้ ปลูกสตรอว์เบอร์รีสิ ฉันไม่กล้าถามอะไรมากเลย...”
เย่จื้อผิงทั้งตกใจและปวดใจ “ถึงลูกสาวจะเป็นนางฟ้า เธอก็เป็นลูกสาวของพวกเราอยู่ดี!”
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกำชับอย่างระมัดระวัง “ชุ่ยชุ่ย คุณอย่าไปพูดเรื่องของจิ่นเป่าให้ใครฟังเชียวนะ”
“ถ้าคนอื่นรู้ว่าเธอมีความสามารถแบบนี้ คงไม่เป็นผลดีกับหล่อนแน่”
“เด็กคนนั้นไม่ได้ตั้งท่าระวังพวกเราก็จริง แต่พวกเราต้องคิดให้มากๆหน่อย”
หลี่ชุ่ยชุ่ยเองก็รู้เรื่องนี้ดี
หล่อนและสามียืนอยู่ด้วยกันที่หน้าประตูบ้าน มองเย่เสี่ยวจิ่นวิ่งไล่ลูกเจี๊ยบกลับเล้า
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ตอนที่สามีของหล่อนเกิดเรื่อง คงทำให้หล่อนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น
แต่ตอนนี้ พอคิดว่ามีจิ่นเป่าอยู่กับพวกเขา
ในใจของหล่อนก็ไม่รู้สึกกลัวอะไรอีก
จิ่นเป่าเป็นเหมือนปลาน้อยนำโชคของบ้าน นำพาแต่โชคดีมาให้ไม่หยุดหย่อน
หล่อนรู้สึกจากใจจริงว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังเมตตาหล่อนอยู่บ้าง จึงส่งลูกสาวคนนี้มาให้
ตกกลางคืน
หลี่ชุ่ยชุ่ยหยิบเนื้อตากแห้งออกมา หล่อนยังหยิบหน่อไม้ฤดูหนาวออกมาด้วย เตรียมจะผัดผัก
อย่างไรเสีย ครั้งนี้เย่จื้อผิงบาดเจ็บถึงกระดูก ก็ควรจะได้กินอะไรบำรุงหน่อย
ปกติต้องเป็นวันปีใหม่ พวกเขาถึงจะได้กินเนื้อหมูกัน
วันธรรมดาวันไหนจะกล้าฟุ่มเฟือยขนาดนั้น
เย่จื้อผิงเห็นดังนั้น จึงรีบห้ามไว้ “เนื้อตากแห้งนี่เก็บไว้ให้จิ่นเป่ากินเถอะ พวกเรากินผักก็พอแล้ว”
“คุณเอาเนื้อตากแห้งนี้ไปสับให้ละเอียด แล้วทำซุปเนื้อให้ลูกกิน”
หลี่ชุ่ยชุ่ยยิ้มพลางเปิดไหใบใหญ่ “คุณดูสิ เนื้อตากแห้งตั้งสองชิ้นใหญ่ขนาดนี้ กินได้อีกนานเลย”
เย่จื้อผิงทำหน้างง “พวกเราเอาเนื้อตากแห้งมาจากไหนตั้งเยอะแยะ”
“จิ่นเป่าไปขอมาจากคุณพ่อคุณแม่ของคุณน่ะ” หลี่ชุ่ยชุ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ
เย่จื้อผิงเข้าใจพ่อแม่ของเขาดี
หลังจากที่ได้ฟังหลี่ชุ่ยชุ่ยเล่าเรื่องวีรกรรมของจิ่นเป่า ทั้งร้องไห้ทั้งโวยวาย
ในใจเขาทั้งขำทั้งเหนื่อยใจ
ขำที่จินเป่านั้นช่างฉลาด รู้จักใช้วิธีแบบนี้มาขอเนื้อกิน
ส่วนที่เหนื่อยใจก็คือ พ่อแม่ของเขานั้นลำเอียงเกินไป
เมื่ออาหารเสร็จ
เย่จื้อผิงก็กินข้าวสวยร้อนๆ
เขารู้สึกเหมือนกำลังฝันไป
ความจริงเขาเป็นห่วง กลัวลูกสาวกับภรรยาจะลำบากและอดอยากอยู่ที่บ้าน
“กินเยอะๆนะ ไม่ต้องกังวลเรื่องข้าวปลาอาหารหรอก” หลี่ชุ่ยชุ่ยบอก “จิ่นเป่าน่ะได้คะแนนงานตั้ง300แน่ะ สามารถเอาไปแลกข้าวได้”
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้าหงึกหงัก “ใช่ค่ะพ่อ พักผ่อนให้หายดีๆนะคะ”
“มีหนูกับแม่อยู่ที่บ้าน พ่อไม่ต้องห่วง”
“พวกเราจะไม่ปล่อยให้ตัวเองหิวโหยหรือลำบากแน่นอนค่ะ”
เย่จื้อผิงรู้สึกขบขัน “จิ่นเป่าฉลาดจริงๆ”
เย่เสี่ยวจิ่นแลบลิ้น เธอก็ไม่ได้ฉลาดอะไรมากมาย
แค่ไม่ได้ซื่อตรงเหมือนพ่อกับแม่เท่านั้นเอง
เย่จื้อผิงคีบเนื้อใส่จานให้เย่เสี่ยวจิ่น “กินเนื้อเยอะๆ จะได้โตไวๆ แข็งแรงแข็งแรง”
เย่เสี่ยวจิ่นคีบเนื้อส่งให้พ่อบ้าง “พ่อก็กินเยอะๆนะคะ พ่อผอมเกินไปแล้ว”
ผอมจนเธอรู้สึกสงสารจับใจ
เย่จื้อผิงหัวเราะ ก่อนจะคีบเนื้อใส่ชามของหลี่ชุ่ยชุ่ย พร้อมกับเอ่ยว่า “มากินเนื้อกันเถอะ”
ครอบครัวนี้แม้จะเผชิญกับเรื่องร้าย แต่ทุกคนก็ยังคงกินข้าวกันอย่างมีความสุข
หลังจากที่เย่เสี่ยวจิ่นกินเสร็จ เธอก็ดึงเย่จื้อผิงไว้เพื่อถามวิธีการทำลอบดักปลาไหล
หลี่ชุ่ยชุ่ยได้แต่ขำ “จิ่นเป่าเห็นเย่จู๋ใช้ลอบดักปลาไหลก็เลยอยากได้บ้าง บอกให้ฉันทำให้ให้ได้”
“ฉันจะไปทำอะไรแบบนั้นได้ล่ะ”
เย่จื้อผิงบีบมือลูกสาวเบาๆ “พรุ่งนี้เช้า พ่อจะทำให้ เอาไหม?”
เย่เสี่ยวจิ่นตอบอย่างดีใจ “เอาค่ะ!”
หลิวต้าเม่ยได้ยินว่าลูกชายคนที่สามกลับมาแล้ว จึงมาหาโดยที่ไม่ได้เอาอะไรติดมือมา และยืนแอบฟังอยู่ที่หน้าประตูพักหนึ่ง
ทันใดนั้น นางก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ “แกนี่มันไม่รู้จักโตเลย พ่อแกก็เป็นแบบนี้แล้ว! ยังจะมาหาเรื่องให้เขาลำบากใจอีก แกทำให้พ่อแกเป็นแบบนี้ยังไม่พอใจอีกหรือไง?!”
จบตอน
Comments
Post a Comment