paopao ep216-220

 บทที่ 216: ส่งท้ายปีเก่า


   

   อากาศเย็นลงทุกวัน แตงโมและเมลอนก็ขายหมดแล้ว

   

   เย่ฉางอันในฐานะผู้มีบุญคุณใหญ่หลวงของหมู่บ้านได้รับเชิญจากซุนจ่างซุ่นให้ไปรับประทานอาหารเย็นที่บ้านด้วยกัน

   

   “เจ้าหนุ่มคนนี้ปกติเงียบๆไม่ค่อยพูด แต่พอถึงเวลามีเรื่องสำคัญขึ้นมาจริงๆ ก็เก่งแบบหาตัวจับยากทีเดียว!”

   

   “ปีนี้ฉันคิดว่าแตงโมกับเมลอนคงต้องเน่าคาไร่แล้ว ไม่นึกเลยว่านายจะมีคารมดีจนขายผลผลิตหลายหมื่นชั่งออกไปได้หมด” ซุนจ่างซุ่นยิ้มอย่างมีความสุข “ไหนนายลองเล่าซิว่าทำยังไงถึงทำได้สำเร็จ?”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยได้มอบสมุดบัญชีและเงินทั้งหมดให้กับหมู่บ้านแล้ว ทำให้ซุนจ่างซุ่นรู้สึกโล่งอกอย่างมาก ความกังวลในใจของเขาได้คลายลงไปมาก เขาไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว

   

   “ผมแค่บอกทุกคนไปทั่ว ต้องมีคนอยากซื้อแน่นอน” เย่ฉางอันพูดด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า

   

   กัวชิงซงนั่งลงข้างๆแล้วพูดว่า “พวกเราทำเงินได้มากขนาดนี้ หลังแบ่งกันแล้ว ปีนี้ทุกคนก็จะฉลองปีใหม่กันอย่างมีความสุข”

   

   สมาชิกคนอื่นๆต่างพากันเห็นด้วย

   

   “ใช่แล้ว ครั้งนี้เราทำเงินได้มากกว่าปีก่อนๆเยอะเลย ทุกคนทำงานกันอย่างกระตือรือร้นมาก” เสียงหนึ่งกล่าว

   

   “มีเงินให้หาได้นับเป็นเรื่องดี ตลอดทั้งปีพวกเราแทบไม่มีเงินเก็บเลย เด็กๆก็ต้องเรียนหนังสือ ที่บ้านก็ต้องใช้จ่าย มันลำบากมาก” อีกเสียงพูดเสริม

   

   “ใช่ คราวนี้ต้องขอบคุณครอบครัวของเสี่ยวเย่ที่มีความคิดดีๆ ทำให้พวกเราได้หายใจหายคอกันบ้าง”

   

   “ส่วนผมไม่มีลูกต้องเลี้ยงดู แต่ก็ได้รับส่วนแบ่งเงินมากขึ้นเหมือนกัน ตอนนี้จะได้เก็บไว้เพื่อหาภรรยาในอนาคต”

   

   ชายหนุ่มคนหนึ่งพูดติดตลก ทำให้ทุกคนหัวเราะครื้นเครงขึ้นมา

   

   “ขอเมีย? คิดแต่เรื่องพวกนี้เหรอ”

   

   “พูดถึงเรื่องนี้แล้ว เย่ฉางอัน ในเมื่อนายมีความสามารถขนาดนี้ ทำไมไม่หาภรรยาแต่งงานสักทีล่ะ?

   

   “ฉันได้ยินมาว่ามีคนมาชอบนายเยอะแยะ แต่นายไม่สนใจใครเลย คงมาตรฐานสูงเกินไปสินะ”

   

   เย่ฉางอันโบกมือปัดๆ ดื่มเหล้าไปสองแก้ว แก้มเริ่มแดงระเรื่อขึ้นมา “พวกพี่อย่าพูดเรื่องไร้สาระ ผมยังเด็กอยู่ ไม่รีบร้อนในเรื่องนี้หรอก”

   

   “ครอบครัวผมยังอยู่ในสภาพนี้ น้องชายยังเรียนอยู่ น้องสาวยังเล็กมาก ผมจะรีบแต่งงานไปทำไมล่ะ?”

   

   “ถ้าบังเอิญแต่งงานแล้วได้ภรรยาที่ไม่ดีกับครอบครัวผม ผมคงโมโหตายแน่ๆ”

   

   ซุนจ่างซุ่นยิ้มพลางพยักหน้า “ครอบครัวนายทำงานร่วมกัน แถมยังรักใคร่กลมเกลียวกันดีนะ”

   

   “ไม่ต้องรีบร้อนหรอก หลังจากนี้ฉันจะคอยสังเกตให้ จะหาภรรยาที่กตัญญูและขยันขันแข็งให้เอง”

   

   เย่ฉางอันเห็นว่าพวกเขาพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว จึงรู้ว่าตนเองพูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์

   

   เขาจึงส่ายหัวอย่างอ่อนใจ แล้วพูดตามที่พวกเขาว่า “งั้นถ้าพี่ๆมีเรื่องดีๆ ก็ช่วยคอยดูให้ผมด้วยนะครับ”

   

   กัวชิงซงพยักหน้าอย่างพอใจ “เออ ถูกต้องแล้ว ทัศนคติแบบนี้แหละถึงจะถูก”

   

   “นายเป็นหนุ่มฉกรรจ์แข็งแรงแบบนี้ จะบอกว่าไม่อยากแต่งงานหรือไง?”

   

   “คงไม่ได้จะอยู่กับพ่อแม่และน้องชายน้องสาวของนายไปตลอดชีวิตหรอกนะ”

   

   จริงๆแล้วเย่ฉางอันอยากจะอยู่เคียงข้างพวกเขาไปตลอดชีวิต

   

   มันคงจะดีถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ

   

   ต่อจากนี้ไปชีวิตของพวกเขาจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ พ่อแม่น้องชายและน้องสาวก็จะได้อยู่ดีกินดีไปด้วย

   

   เขารู้สึกว่านี่แหละคืออนาคตที่มีความสุขที่สุดที่เขาต้องการ

   

   หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ เย่ฉางอันก็กลับบ้านด้วยอาการมึนเมาเล็กน้อย ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มมืด เขาก็รู้สึกเย็นวูบที่ต้นคอขึ้นมาทันที

   

   เงยหน้าขึ้นมอง “โอ้โห ลูกเห็บตกแล้ว!”

   

   “นี่ก็เดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติแล้ว ก็ถึงเวลาที่ลูกเห็บจะตกแล้ว แต่ปีนี้อากาศหนาวเร็วจริงๆ”

   

   “โชคดีที่เมื่อเร็วๆนี้ชาวบ้านช่วยกันปลูกสตรอว์เบอร์รีในโรงเรือนเสร็จแล้ว ไม่งั้น ใครจะอยากออกไปทำงานข้างนอกท่ามกลางอากาศหนาวแบบนี้”

   

   เย่ฉางอันย่นคอ พลางดึงเสื้อขึ้นมาคลุมคอเอาไว้ “ขืนอยู่นี่ได้หนาวตายแน่ รีบกลับบ้านไปผิงไฟดีกว่า”

   

   เมื่อกลับมาถึงบ้าน

   

   เย่จวินแบกถ่านไม้สีดำมืดเข้ามาวางไว้ในครัว

   

   สองสามวันที่แล้วเขาไปตัดฟืนกับภรรยาที่ภูเขา นำฟืนมาเผาในเตาเผาจนได้ถ่านมากองหนึ่ง

   

   โชคดีที่ตัวเองไม่ได้ขี้เกียจและวางแผนไว้ล่วงหน้า ไม่อย่างนั้นพออากาศหนาวแบบนี้ คงไม่มีทางขึ้นเขาไปเผาถ่านได้ มีถ่านอยู่ที่บ้านย่อมดีกว่าทนหนาวเป็นไหนๆ

   

   “เสี่ยวเยว่ พักผ่อนบ้างเถอะ”

   

   “เมื่อกี้คุณบอกว่าเสื้อผ้าเปียกฝนเปียกลูกเห็บหมดแล้ว รีบไปอาบในตอนที่น้ำยังอุ่นอยู่เถอะ จะได้ไม่เป็นหวัด”

   

   “ถ้าเป็นหวัดขึ้นมา น้ำมูกไหลไอไม่หยุดจะทรมานมากเลยนะ”

   

   หลิวเยว่ยิ้มให้เขา รู้สึกอบอุ่นในใจ

   

   หล่อนรู้ดีว่าเย่จวินเป็นห่วงตน ถึงแม้ว่าปกติเขาจะไม่ค่อยพูด แต่การกระทำของเขาก็แสดงออกถึงความรักและห่วงใยหล่อนเสมอ

   

   หลิวเยว่เป็นคนช่างสังเกต หล่อนย่อมรู้ถึงความห่วงใยที่เขาแสดงออกมาอย่างเงียบๆเสมอ

   

   “รู้แล้ว ฉันไม่หนาวหรอก”

   

   “ฉันต้องรีบไปจุดเตาถ่าน เอาไปให้พวกน้องๆในห้อง จะได้ไม่มือแข็งตอนอ่านหนังสือเขียนหนังสือ”

   

   “อากาศหนาวขนาดนี้แล้ว แต่เสี่ยวหวายยังไม่ยอมผ่อนคลายตัวเองสักนิด ปีหน้าเขาต้องสอบเข้าโรงเรียนที่ดีๆได้แน่นอน” หลิวเยว่เอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจ เย่จวินพยักหน้าเบาๆ เห็นด้วยกับภรรยาจากใจจริง

   

   บรรพบุรุษของพวกเขาเป็นชาวไร่ชาวนามาหลายชั่วอายุคน พวกเขาจึงหวังว่าจะมีคนที่มีการศึกษาเกิดขึ้นในรุ่นของตัวเองสักที

   

   ไม่ต้องพูดถึงเย่หวายที่กำลังเรียนหนังสือ หากเขามีอนาคตที่ดี พวกเขาซึ่งเป็นญาติพี่น้องก็คงรู้สึกมีหน้ามีตาไปด้วย

   

   “งั้นผมจะไปต้มน้ำตอนนี้ คุณนั่งอยู่ตรงนี้นะ อย่าขยับไปไหน” เย่จวินบอก ก่อนเดินออกไป

   

   หลิวเยว่เห็นเย่จวินขยันขันแข็งทำงานไม่หยุด ก็นั่งมองอย่างว่าง่าย เย่จวินเห็นภรรยาอมยิ้มให้ตัวเองไม่หยุด อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัยว่า “คุณมองผมแล้วยิ้มทำไม”

   

   “ฉันก็ยิ้มให้คุณไง คุณนี่เหมือนลูกข่างเลย หมุนติ้วๆทั้งวัน ไม่ได้หยุดพัก ยุ่งอยู่ตลอดเวลา”

   

   “ช่วยไม่ได้นี่ ใกล้จะถึงวันปีใหม่แล้ว ช่วงนี้ก็ต้องยุ่งหน่อยเป็นธรรมดา”

   

   “จริงสิ ตอนนี้ไก่เป็ดที่บ้านเราก็อ้วนพีแข็งแรงดี หมูก็โตแล้ว อีกไม่กี่วันเราไปรับพ่อของคุณมาฉลองปีใหม่ด้วยกันที่บ้านเราดีไหม”

   

   “หรือไม่งั้นเราก็ฉลองที่บ้านก่อน แล้วค่อยไปฉลองปีใหม่กับคุณพ่อที่บ้านเขาก็ได้นะ”

   

   รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวเยว่จางหายไปเล็กน้อย

   

   หล่อนไม่รู้ว่าพ่อจะไปฉลองปีใหม่กับพี่ชายหรือเปล่า หรือว่ายังคิดถึงหล่อนอยู่ ตามธรรมเนียมแล้วก็น่าจะไปฉลองกับลูกชายแน่นอน

   

   หลิวเยว่ก็ไม่รู้ว่าพี่ชายจะกลับไปฉลองปีใหม่ที่หมู่บ้านหรือฉลองที่เมือง

   

   ถ้าหล่อนรีบร้อนไปโดยไม่ได้นัดหมาย คงจะโดนพี่สะใภ้ปากร้ายคนนั้นเหน็บแนมอีกแน่...

   

   “ค่อยว่ากันตอนนั้นแล้วกัน ยังเหลือเวลาอีกเจ็ดแปดวันไม่ใช่หรือ”

   

   เย่จวินรู้ว่าหล่อนคงมีเรื่องให้คิด “ไม่ว่าแม่และพี่ชายคุณจะเป็นอย่างไร แต่พ่อคุณก็รักและเอ็นดูคุณจริงๆนะ ผมเห็นอยู่”

   

   “ถ้าไม่สะดวก พวกเราก็ส่งของขวัญดีๆ ไปให้พวกเขาก็ได้ ถือว่าเป็นการแสดงน้ำใจ”

   

   หลิวเยว่พยักหน้าพลางมองไปที่เย่จวิน “แม่ฉันไม่ได้ดีเหมือนแม่คุณหรอก ท้ายที่สุดแล้วคนเราก็แตกต่างกัน”

   

   “ฉันซาบซึ้งใจนะที่คุณนึกถึงครอบครัวของฉัน แต่ฉันคิดว่าคุณควรให้ความสำคัญกับครอบครัวตัวเองก่อนดีกว่า”

   

   หลิวเยว่รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างสุดซึ้งที่ครอบครัวของเย่จวินดีกับหล่อนมากขนาดนี้ จึงตัดสินใจที่จะฉลองวันส่งท้ายปีเก่าและเทศกาลปีใหม่ที่นี่อย่างไม่ลังเล



 บทที่ 217: ปีใหม่ใกล้เข้ามาแล้ว


   

   วันที่24 เดือนสิบสอง

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยปลุกทุกคนในบ้านตั้งแต่เช้าตรู่

   

   ข้างนอกอากาศหนาวมากแล้ว แต่ยังไม่มีหิมะตก ก่อนหน้านี้เคยมีลูกเห็บตกลงมาแต่ก็ไม่ได้ทำให้อากาศเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก

   

   “แม่ตื่นแต่เช้าตรู่แบบนี้ เกิดอะไรขึ้นหรือครับ?” เย่ฉางอันถามพลางถูมือไปมา เขาสวมเสื้อขนสัตว์ตัวใหม่เอี่ยม เสื้อตัวนี้ใส่สบายมาก พอสวมใส่แล้วก็รู้สึกอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็ว

   

   “ทำไมลูกถึงใส่เสื้อผ้าบางแบบนี้ ลูกเองก็ใส่เสื้อผ้าหนาๆหน่อยสิ” หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดพลางชี้ไปที่หม้อที่กำลังมีไอน้ำลอยกรุ่นในครัว “ที่แม่ตื่นเช้าก็เพราะจะนึ่งข้าวเหนียว วันนี้พวกเราจะทำสือปา*กัน”

   (*สือปา: ก้อนเค้กข้าวเหนียว คล้ายๆกับโมจิของญี่ปุ่นหรือต๊อกบกกีของเกาหลี)

   

   “จิ่นเป่าชอบกินของหวาน แม่เลยเตรียมไส้ถั่วแดงไว้บ้าง”

   

   “แม่เห็นว่าที่บ้านยังมีงาอยู่ ก็เลยคั่วงาให้หอมด้วย ไม่รู้ว่าสือปางาจะมีรสชาติยังไง”

   

   เย่ฉางอันคิดในใจ ไม่แปลกใจที่แม่ไม่รู้สึกหนาวเลย ก็เพราะว่ายุ่งมาตั้งแต่เช้าแล้วนี่เอง

   

   แม้แต่ครกหินที่ใช้โม่แป้งข้าวเหนียวก็ยังล้างสะอาดเอี่ยม

   

   “งั้นผมไปเรียกพี่ใหญ่ตื่นดีกว่า”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยหัวเราะเบาๆ แล้วพูดอย่างขบขัน “พี่ใหญ่ลูกน่ะตื่นแต่เช้าแล้ว ไปที่ถ้ำเก็บของแล้วล่ะ”

   

   “ในช่วงฤดูหนาวแบบนี้ไม่มีจูเฉ่าแล้ว ผักที่เราปลูกเองก็อร่อยมาก ไม่ควรปล่อยให้เน่าเสียไป”

   

   “แม่เลยเตรียมจะเอาผักที่หมู่บ้านแบ่งมาให้ทั้งหมดไปเลี้ยงหมู หรือไม่ก็เอาไปต้มกับรำข้าวทำเป็นอาหารหมู ลูกคิดว่ายังไง?”

   

   เย่ฉางอันหัวเราะเบาๆ “ถ้าเอาไปเลี้ยงหมู หมูพวกนี้คงได้กินดีมากเลยนะครับ”

   

   “เมื่อก่อนตอนที่เราไม่มีข้าวกิน เราก็อาศัยสิ่งเหล่านี้แหละประทังชีวิตในช่วงเวลาที่ยากลำบาก”

   

   “แต่ก็จริงนะ ปีก่อนๆ พวกเราไม่ได้เลี้ยงหมู นี่ก็เป็นอาหารสำหรับพวกเรากินเอง แต่ปีนี้มีผักมากขนาดนี้ เอาไว้เลี้ยงหมูก็ดีเหมือนกัน”

   

   “ถ้าเก็บไว้ในถ้ำนานๆ พอถึงเวลาอากาศอุ่นขึ้น มันก็จะเน่าเสียหมด”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยหัวเราะพลางพูดว่า “จริงๆแล้วแม่ก็รู้สึกว่ามันสิ้นเปลืองไปหน่อย นี่มันเป็นอาหารสำหรับคนกิน เอาไปให้หมูกินแล้วรู้สึกผิดยังไงไม่รู้”

   

   “ไม่เป็นไรหรอก ยังไงของที่บ้านเราเองก็กินไม่หมด ของในหมู่บ้านก็ไม่อร่อย เอาไปให้หมูกินเพื่อให้มันอ้วนขึ้น พอถึงเวลาพวกเราก็จะได้กินเนื้อเพิ่มอีกสองสามชั่ง”

   

   ในขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น เย่เสี่ยวจิ่นก็ออกมาจากห้องเช่นกัน

   

   ทันทีที่ออกมา เธอก็รู้สึกถึงลมหนาวเย็นยะเยือก รีบเอามือขึ้นปิดแก้มของตัวเองทันที “โอ้ย หนาวจังเลย”

   

   “หนาวจะแย่อยู่แล้ว”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเดินไปยกเตาไฟออกมา แล้วหยิบถ่านที่เผาจนแดงก่ำจากเตามาใส่ วางไว้ตรงที่มักจะทำสือปา

   

   เย่เสี่ยวจิ่นไม่รอช้า รีบหยิบเก้าอี้เล็กๆ มานั่งข้างๆเตาไฟอย่างไม่เกรงใจ เธอหรี่ตาลงอย่างสบายใจ ขณะที่เจ้าลูกสุนัขตัวน้อยก็เข้ามาเบียดอยู่ข้างๆเธอ

   

   ขนทั้งตัวของเสี่ยวฮุยฮุยดูพองฟูไปหมด มองดูแล้วยังมีฝุ่นเกาะอยู่เต็มไปหมด เห็นได้ชัดว่าเมื่อคืนนี้มันคงไปมุดเข้าไปนอนในเตาไฟ

   

   “รู้ทั้งรู้ว่าข้างนอกหนาวแล้วยังจะไปมุดเข้าไปในเตาไฟอีกเหรอ” หลี่ชุ่ยชุ่ยบ่นพลางพูดต่อว่า “ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป ให้เจ้าหมาน้อยไปนอนในห้องลูกแล้วกัน”

   

   “ข้างนอกหนาวเกินไป ขืนปล่อยมันไปนอนเบียดในเล้าไก่ ระวังไก่จะจิกเอา” เย่เสี่ยวจิ่นตกลงรับปาก

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเป็นคนใจดี หล่อนไม่อยากเห็นลูกหมาตัวนี้ต้องทนหนาวอยู่ข้างนอก แม้ว่าก่อนหน้านี้ครอบครัวของพวกเขาจะยากจนจนแทบไม่มีอะไรกิน ไม่เคยเลี้ยงแมวหรือหมาเลยก็ตาม แต่นี่ถือเป็นหมาตัวแรกที่บ้านเลี้ยง หล่อนจึงเอ็นดูเป็นพิเศษ

   

   “ตอนเด็กๆที่บ้านแม่ก็เคยเลี้ยงหมาเหมือนกัน แต่พอมันโตขึ้นก็ถูกคนซื้อไปทำหม้อไฟเนื้อหมา” หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดอย่างเศร้าสร้อย “คนพวกนั้นช่างโหดร้ายไร้จิตสำนึกจริงๆ โชคดีที่สมัยนี้ไม่เป็นแบบนั้นแล้ว”

   

   อย่างน้อยสุนัขที่บ้านหล่อนก็น่ารัก ซื่อสัตย์และทำหน้าที่อย่างดี ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนขาย

   

   “แม่คงไม่รู้สินะว่าเมื่อวานนี้สุนัขที่บ้านของวังเอ้อร์หู่ก็ถูกขายไป พวกขี้เมาหลายคนรวมเงินกัน เอาไปทำหม้อไฟเนื้อหมา”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยขมวดคิ้ว รู้สึกสงสารอยู่บ้าง “ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ หมาที่บ้านของหวังเอ้อร์หู่ซื่อสัตย์ที่สุดเลยนะ”

   

   “แต่ก่อนตอนหวังเอ้อร์หู่ไปเรียนหนังสือ หมาตัวนั้นก็ตามเขาไปโรงเรียนทุกวัน ตอนเย็นก็ตามเขากลับมาด้วย”

   

   “หมาตัวนั้นก็อายุไม่น้อยแล้ว ทำไมถึงกินทุกอย่างเหมือนผีอดโซอย่างนั้น”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นขยี้หัวเสี่ยวฮุยฮุยอย่างแรง “ได้ยินไหม? แกโตขึ้นเมื่อไหร่ฉันจะเอาแกไปทำหม้อไฟเนื้อหมาล่ะ”

   

   เธอแกล้งพูดเล่นๆ แต่เสี่ยวฮุยฮุยดูเหมือนเข้าใจคำพูดของเธอ มันพลันมีท่าทางกระสับกระส่ายและส่งเสียงหอนครวญครางราวกับขอความเมตตา

   

   “แม่ครับ คิดว่าหมาตัวนี้ยังเข้าใจภาษาคนอยู่หรือเปล่า?” เย่ฉางอันถามอย่างสงสัยพลางนั่งยองๆลงข้างๆ

   

   “มันไม่ได้โง่นี่ ได้ยินพวกเธอพูดถึงหม้อไฟเนื้อหมาๆอยู่ตลอด มันจะไม่รู้ได้ยังไงล่ะ” หลี่ชุ่ยชุ่ยอดไม่ได้ที่จะต่อว่าพวกเขา

   

   “พวกลูกก็อย่าได้พูดถึงหม้อไฟต่อหน้าหมาสักตัวบ่อยๆสิ มันเกินไปแล้วนะ”

   

   เย่ฉางอันพยักหน้าพลางลูบคาง “ก็ได้ งั้นเราไปพูดลับหลังมันดีกว่า”

   

   ตอนนี้เย่หวายก็ตื่นแล้ว

   

   ในช่วงปิดเทอมฤดูหนาวนี้ เย่หวายช่วยงานบ้านอยู่ตลอด เมื่อคืนเขาอ่านหนังสือเพลินเกินไป ทำให้นอนดึกและตื่นสาย

   

   ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเผาเทียนไขไปหนึ่งเล่มอย่างน่าเสียดาย ทำให้รู้สึกเจ็บปวดใจไม่น้อย

   

   “เจ้าสาม นายแรงเยอะหรือเปล่า?” เย่ฉางอันเอ่ยถาม

   

   “ทุกปีพี่ใหญ่กับพ่อจะตำข้าวเหนียวด้วยกัน แต่ตอนนี้ทั้งพี่ใหญ่และพ่อไม่อยู่บ้าน ไม่รู้ว่าพวกเราสองคนจะลองดูไหม?”

   

   ก่อนหน้านี้ เย่ฉางอันรู้สึกสนุกมากที่ได้เห็นผู้ใหญ่ตำข้าวเหนียว แต่ไม่เคยได้ลองทำด้วยตัวเองเลย คราวนี้จึงถือว่าเป็นโอกาสทอง ถ้าเขาไม่มาตำข้าวเหนียว ก็คงเสียดายที่ตื่นแต่เช้าเปล่าๆ

   

   “ผมน่าจะไหวมั้ง?” เย่หวายตอบ แต่ก็ไม่ค่อยมั่นใจนัก

   

   ท้ายที่สุดแล้ว พ่อและพี่ชายคนโตต่างก็มีแรงมาก พวกเขาตำข้าวเหนียวจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างง่ายดาย ส่วนเย่หวายนั้นไม่เคยลองมาก่อน จึงไม่อยากทำให้ข้าวเหนียวเสียเปล่า

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเปิดฝาหม้อออก เผยให้เห็นข้าวเหนียวที่นึ่งสุกเรียบร้อยแล้ว กลิ่นหอมของข้าวเหนียวลอยฟุ้งกระจายออกมาทันที

   

   “จิ่นเป่า หิวหรือยังจ๊ะ? มากินข้าวเหนียวปั้นรองท้องก่อนสิ” หลี่ชุ่ยชุ่ยปั้นข้าวเหนียวร้อนๆเป็นก้อน รีบวางลงในถ้วยเล็กๆเพราะร้อนจนแทบจะถือไม่ไหว

   

   “จิ่นเป่า ร้อนมากนะ รอให้เย็นลงหน่อยค่อยกิน อย่าลวกปากล่ะ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรับชามและตะเกียบมา “หอมจังเลย หนูชอบกินข้าวเหนียวที่สุดเลย”

   

   “เท่าที่เห็นคือเธอชอบกินทุกอย่างนั่นแหละ ตอนกินแป้งย่างเธอก็บอกว่าชอบกินแป้งย่างที่สุด” เย่ฉางอันแฉน้องสาวตัวน้อยที่เป็นนักกินตัวยงอย่างไม่ไว้หน้า

   

   “ตอนนี้เธอกินข้าวเหนียวไปแล้ว เดี๋ยวพอสือปาทอดเสร็จ เธอก็จะกินไม่ลงแล้ว”

   

   “ไม่มีทางหรอก แค่ข้าวเหนียวก้อนนิดเดียว กินไปแค่รองท้องเท่านั้นเอง” เย่เสี่ยวจิ่นค้านอย่างมั่นใจพร้อมกับเท้าเอว

   

   “จะกินตอนนี้แล้ว พวกพี่รีบๆทำงานกันเถอะ พอหนูกินข้าวเหนียวก้อนนี้หมด ก็จะได้กินสือปาทอดต่อ”

   

   เย่ฉางอันอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา “นี่เธอเป็นโจรหรือไง หรือว่าเป็นโจรภูเขา? ทำไมถึงได้สั่งคนอื่นแบบนี้?”

   

   “ถ้ายังชักช้าอยู่ก็ให้หนูมาตำข้าวเหนียวแทนดีกว่า รับรองว่าหนูทำเร็วไม่ด้อยกว่าพี่แน่นอน”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นตั้งใจจะแหย่พี่ชายเล่นๆ

   

   “งั้นเธอก็มาสิ ฉันอยากรู้เหมือนกันว่าเธอมีแรงมากแค่ไหน” เย่ฉางอันถือค้อนไม้ใหญ่ไว้ กอดอกยืนด้วยท่าทางเหมือนรอดูน้องสาวทำตัวน่าขัน

   

   เย่เสี่ยวจิ่นนึกถึงสำนวนประโยคหนึ่งที่ว่าเสียเงินไม่ว่าเสียหน้าไม่ได้ เธอจะยอมให้พี่ชายดูถูกแบบนี้ได้อย่างไร

   

   “ดูลูกสิเจ้ารอง น้องสาวกำลังกินข้าวอยู่ แกล้งเล่นกับหล่อนทำไม”

   

   “เดี๋ยวถ้าต่อไปน้องไม่กินข้าว แม่จะทุบหัวลูกเองนะ”

   

   เย่ฉางอันรู้สึกว่าตัวเองมีสถานะในครอบครัวนี้ต่ำลงเรื่อยๆ

   

   เย่เสี่ยวจิ่นวางชามลง ถูมือเล็กๆที่เย็นเล็กน้อยแล้วคว้าด้ามค้อนไม้ใหญ่ไว้

   

   จากนั้นเย่ฉางอันก็ได้แต่อ้าปากค้างมองน้องสาวที่ลงมือทำงานอย่างคล่องแคล่ว ไม่ได้ด้อยไปกว่าตัวเองสักนิด

   

   เย่เสี่ยวจิ่นอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา เมื่อเร็วๆนี้เธอได้รับคะแนนพลังจากการสุ่มรางวัลมากมาย

   

   ต่อให้เป็นของหนักร้อยห้าสิบชั่ง เธอก็ยกได้สบายๆ การตำข้าวเหนียวแค่นี้ก็เป็นเรื่องง่ายดายสำหรับเธอ

   

   “รู้แล้วใช่ไหมว่าหนูเก่งแค่ไหน”

   

   “รู้แล้ว รู้แล้วน่า!” เย่ฉางอันชูนิ้วโป้งให้เธอ ยอมรับจากใจจริง



  บทที่ 218: เชือดหมู


   

   เมื่อเย่จวินกลับมาถึงบ้าน ก็เห็นเย่หวายและเย่ฉางอันกำลังตำข้าวเหนียวอยู่แล้ว

   

   น้องสาว แม่ และหลิวเยว่กำลังนวดแป้งข้าวเหนียวอยู่ข้างๆ ส่วนน้องสาวตัวน้อยกำลังปั้นขนมสือปาอย่างสนุกสนาน

   

   ทุกคนในครอบครัวต่างแบ่งงานกันทำอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเห็นพี่ชายกลับมาคนเดียวจึงถามว่า

   

   “พี่ใหญ่ ทำไมพี่กลับมาคนเดียวล่ะ แล้วพ่อล่ะ”

   

   “พ่อไปช่วยเขาเชือดหมูที่หน้าหมู่บ้าน”

   

   โดยทั่วไปในหมู่บ้าน เมื่อบ้านไหนจะเชือดหมู ก็มักจะเรียกชายฉกรรจ์ห้าหกคนไปช่วยกันจับหมูไว้ แล้วให้คนที่กล้าหาญและมีความชำนาญเป็นคนลงมือฆ่า

   

   ในหมู่บ้านของพวกเขาไม่มีใครเชือดหมูเป็นอาชีพ ดังนั้นโดยปกติแล้วซูต้าเฉียงจึงเป็นคนเฉือด

   

   เขามีความกล้าหาญและลงมือทำอย่างรวดเร็ว

   

   คนที่ไปช่วยก็มักจะได้รับส่วนแบ่งเนื้อหมูสดที่บ้านเจ้าภาพกลับมาด้วย

   

   ทุกคนจึงยินดีที่จะไปช่วย

   

   เมื่อเย่จื้อผิงกลับถึงบ้าน ที่บ้านก็ทำขนมสือปาเสร็จเรียบร้อยแล้ว

   

   ในมือของเขาถือเหล้าขาวมาขวดหนึ่ง

   

   “วันนี้ไปเชือดหมูมา พรุ่งนี้ก็ต้องไปช่วยเขาเชือดหมูอีก พอถึงวันที่27 ก็จะถึงเวลาเชือดหมูที่บ้านเราแล้ว” เย่จื้อผิงพูดพลางวางขวดเหล้าขาวลงบนโต๊ะ “ผมบอกทุกคนไว้แล้วนะ ว่าวันที่27 ให้มาช่วยกัน”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเช็ดมือ “หมูบ้านเราเลี้ยงจนอ้วนขนาดนี้ ขายไปสักครึ่งนึงดีไหม”

   

   “ลำพังคนในครอบครัวเรากินกันเอง กินทั้งฤดูหนาวก็คงกินไม่หมด พอถึงเวลาอากาศร้อน เนื้อก็จะเน่าเสียแล้ว”

   

   “คุณลืมไปแล้วหรือ พวกเราทำหมูแดดเดียวได้นะ” เย่จื้อผิงพูดอย่างตื่นเต้น “เราทำหมูแดดเดียวสักสิบยี่สิบเส้น ปีหน้าจะได้กินได้นานๆ”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกว่าก็ไม่เลว

   

   อย่างไรเสียต่อไปก็ต้องกินเนื้อกันอยู่แล้ว มีเนื้อแดดเดียวเก็บไว้ ก็ไม่ต้องคอยไปซื้อบ่อยๆ

   

   พริบตาเดียวก็ถึงวันที่27แล้ว

   

   หมูในบ้านถูกไล่ต้อนออกมาจากคอก มันมีน้ำหนักกว่า200ชั่ง ตัวขาวอวบอ้วนน่าดู

   

   ซูต้าเฉียงสะพายมีดเชือดหมูมา ถามอย่างแปลกใจ “หมูบ้านนายเลี้ยงมาแค่ครึ่งปี ทำไมอ้วนขนาดนี้ล่ะ? เอาข้าวให้มันกินทุกมื้อรึไง ถึงได้อ้วนปานนี้”

   

   เย่จื้อผิงยิ้มแต่ไม่พูดอะไร “ใครจะมีเงินมากพอให้หมูกินข้าวขนาดนั้น”

   

   ซูต้าเฉียงเห็นอาหารที่เหลือในรางหิน “นายให้หมูกินอิ่มทุกมื้อสินะ ไม่แปลกที่มันโตเร็วขนาดนี้ ใครจะเลี้ยงแบบนี้ได้”

   

   “ก็เพราะปีนี้บ้านเราบุกเบิกที่ดินปลูกพืชไว้เยอะนี่นา”

   

   “พูดถึงเรื่องนี้ บ้านเรามีของอร่อยๆเยอะเลยนะ ถ้าอยากลองชิม แวะกลับบ้านไปกินได้นะ”

   

   ซูต้าเฉียงเกาหัวพร้อมกับพูดว่า “ฉันแค่พูดเล่นเท่านั้น ช่วงปีใหม่แบบนี้ ฉันไม่กินหรอก”

   

   ในใจเขากำลังคิดว่าเทศกาลปีใหม่ปีนี้จะกินข้าวกับเนื้อหมูให้อิ่มหนำสำราญ

   

   ช่วงปีใหม่ที่หมู่บ้านจะมีการแจกไก่กับเนื้อหมู และจะแจกจ่ายปลาเฉ่าจากอ่างเก็บน้ำให้กับทุกคนด้วย

   

   หลังจากเชือดหมูเสร็จ ก็มีการจุดประทัด

   

   เย่เสี่ยวจิ่นผวาตื่นขึ้นมาบนเตียง หลี่ชุ่ยชุ่ยเข้ามาพอดี จึงเรียกเธอให้ไปกินข้าว

   

   เย่เสี่ยวจิ่นแต่งตัวเสร็จแล้วจึงออกจากบ้าน เห็นซูต้าเฉียงกำลังแบ่งเนื้อหมูอยู่

   

   เขาแขวนหมูทั้งตัวไว้บนคานไม้ขนาดใหญ่ เนื้อหมูทั้งหมดถูกร้อยด้วยใบตาล ทำให้สะดวกในการแขวน

   

   และยังป้องกันไม่ให้แมวจรจัดมาขโมยกินได้ด้วย

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยได้นำเนื้อหมูและเครื่องในหมูมาทำอาหารเต็มโต๊ะแล้ว

   

   “จิ่นเป่า รีบล้างหน้าล้างตามากินข้าวเร็ว”

   

   “ค่ะ” เย่เสี่ยวจิ่นตอบอย่างว่าง่าย แล้วเดินเข้าไปในครัว

   

   บนโต๊ะอาหารมีทั้งซุปเลือดหมู ลำไส้หมูผัดเปรี้ยวเผ็ด ตับหมูผัดไฟแดง หัวใจหมูผัด และผัดเนื้อหมูกับขึ้นฉ่ายอีกชามใหญ่

   

   ซึ่งอาหารทั้งมื้อนี้คือผลผลิตจากการเชือดหมู

   

   “หอมจังเลย” เย่เสี่ยวจิ่นอดกลืนน้ำลายไม่ได้ สายตาของเธอจับจ้องไปที่ลำไส้หมูผัดเปรี้ยวเผ็ดเป็นพิเศษ มันช่างดูน่ากินเหลือเกิน

   

   หัวไชเท้าหั่นเต๋าและพริกสับผัดรวมกัน ยิ่งขับให้ลำไส้ที่อวบอ้วนนั้นดูน่าอร่อยมากยิ่งขึ้น

   

   เธอรู้สึกว่าแค่ลำไส้หมูจานนี้จานเดียว เธอก็กินข้าวได้อีกหลายชามเลยทีเดียว

   

   ทุกคนต่างลงมือกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย

   

   หลังจากอิ่มหนำสำราญกับมื้ออาหารฉลองการเชือดหมูแล้ว ทุกคนในบ้านก็เริ่มวุ่นวายกับการทำเนื้อแดดเดียว

   

   ระหว่างนั้นก็ไปซื้อผักและของใช้ต่างๆที่ตลาดเพื่อเตรียมตัวสำหรับเทศกาลปีใหม่ ไม่นานก็ถึงวันสิ้นปีแล้ว

   

   เช้าตรู่วันนี้เย่จื้อผิงไปซื้อเนื้อหมู เนื้อปลา เนื้อไก่ เนื้อเป็ด รวมถึงหัวไชเท้าขาวที่หมู่บ้านแจกมาให้ด้วย

   

   หัวไชเท้าขาวนี่เอาไว้ตุ๋นกับเนื้อหมูอร่อยมาก วุ้นเส้นกับเต้าหู้ทอดก็เตรียมไว้พร้อมแล้ว

   

   ข้างนอกลมหนาวพัดแรง มีหิมะตกปรอยๆ อุณหภูมิลดลงเหลือลบสามลบสี่องศา แต่ทุกครัวเรือนต่างฝ่าความเหน็บหนาวเดินย่ำบนพื้นที่เย็นเยือกและเป็นน้ำแข็งเพื่อไปยังที่ทำการหมู่บ้าน

   

   เวลาประมาณเก้าโมงเช้า บนถนนก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย

   

   เย่เสี่ยวจิ่นถูกพ่ออุ้มเอาไว้ในอ้อมแขน เพราะเดินเองลำบาก บนพื้นแบบนี้ต้องสวมรองเท้าบูทกันฝนถึงจะเดินสะดวก แต่ที่บ้านไม่มีรองเท้าบูทขนาดที่เธอจะใส่ได้เลย

   

   “จิ่นเป่า หนาวไหม? มือเย็นหมดแล้ว เอามือซุกในกระเป๋าเสื้อสิ”

   

   “ไม่งั้นเดี๋ยวโดนหิมะกัดแล้วจะเจ็บเอานะ”

   

   “จำได้ไหม? ปีที่แล้วหนูเป็นแผลหิมะกัด ร้องไห้จ้าเลย”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหน้า แน่นอนว่าเธอจำเรื่องนั้นไม่ได้หรอก แต่เธอก็ยังเชื่อฟัง ยอมเอามือซุกเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแต่โดยดี

   

   เธอเคยได้ยินมาว่า หากโดนหิมะกัดครั้งหนึ่งแล้ว จะกลับมาเป็นซ้ำอีกทุกปี เธอต้องระมัดระวังตัวไว้บ้าง ไม่อย่างนั้นมือจะบวมและคัน ซึ่งคงจะทรมานมาก

   

   ทุกคนต่างมาแหย่เสี่ยวจิ่น เธอเพียงแค่ยิ้มอย่างมีความสุข

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเจอหยางเจวียนระหว่างทาง “พี่เจวียน เดินช้าๆหน่อย”

   

   หยางเจวียนยิ้มอย่างสดใส อารมณ์ดีมาก “ชุ่ยชุ่ย วันนี้บ้านเธอก็ตื่นเช้าเหมือนกันนะ”

   

   “วันนี้หมู่บ้านมีการแบ่งเงินปันผล เมื่อคืนคุยเรื่องนี้กับสามีจนดึกเลย”

   

   “ว่าแต่ปีนี้พวกเราจะได้ปันผลคนละเท่าไหร่นะ?”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยคิดสักครู่ “ทุกปีก็ได้ปันผลคนละร้อยกว่าหยวน ปีนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน”

   

   หยางเจวียนถูมือไปมา “เธอคิดว่าจะได้ถึง200หยวนไหม?”

   

   “น่าจะถึงนะ” หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดพร้อมรอยยิ้ม “เดี๋ยวก็รู้แล้วล่ะ”

   

   “ไม่ใช่ว่าฉันโลภมากหรอกนะ แต่พอเข้าฤดูใบไม้ผลิ ลูกชายลูกสาวฉันก็ต้องจ่ายค่าเทอมแล้ว” หยางเจวียนถอนหายใจพลางพูดอย่างอดไม่ได้ “เลี้ยงลูกสองคนนี่ไม่ง่ายเลยจริงๆ”

   

   “ถ้าพี่ชายของเสี่ยวจิ่นไม่ให้เงินมาช่วยปีที่แล้วนะ ลูกชายฉันคงไม่ได้เรียนมัธยมต้นปีสองหรอก” หยางเจวียนถอนหายใจ “อีกครึ่งปีก็ต้องสอบเข้าเรียนต่อแล้ว หวังว่าปีนี้เขาจะสอบได้คะแนนดีๆ อย่าให้ต้องซ้ำชั้นอีกเลย ไม่งั้นฉันคงเป็นลมตายแน่ๆ คงไม่มีปัญญาส่งเรียนแล้ว”

   

   หยางเจวียนไม่ได้พูดเล่น ครอบครัวหล่อนต้องอยู่อย่างรัดเข็มขัดประทังชีวิตอยู่แล้ว โชคดีที่หยางเฉิงซื่อทำงานได้ดี เป็นถึงข้าราชการที่อำเภอ เมื่อรู้ว่าหยางจิ่นต้องเรียนซ้ำชั้น เขาจึงช่วยออกค่าเทอมและค่าครองชีพให้หนึ่งเทอม

   

   หยางอวี้เจินลูกสาวของหยางเฉิงซื่อเรียนเก่งมาตลอด พ่อของหล่อนให้ความสำคัญกับการศึกษา ดังนั้นเขาจึงหวังว่าหลานชายของเขาจะได้เรียนหนังสือด้วยเช่นกัน

   

   “ฉันก็หวังแบบนั้นเหมือนกัน” หยางเจวียนพึมพำกับตัวเอง “ดูอวี้เจินตอนนี้สิ เป็นครู ช่างสบายเหลือเกิน ทั้งยังมีหน้ามีตา แถมยังได้เงินช่วยเหลือปีละกว่าร้อยหยวนอีกด้วย”

   

   หล่อนรู้สึกอิจฉามาก

   

   “แล้วเสี่ยวหวายบ้านเธอพอไหวไหม? ลูกชายฉันวันๆเอาแต่ทำงานที่บ้าน ไม่ค่อยเห็นอ่านหนังสือเลย”

   

   “เสี่ยวหวายถ้าว่างเป็นต้องอ่านหนังสือเขียนบทความ ขยันมากเลย” หลี่ชุ่ยชุ่ยคิดสักครู่แล้วพูดว่า “เมื่อวานได้ยินจิ่นเป่าบอกว่าบทความของพี่ชายหล่อนได้ลงหนังสือพิมพ์ของเมืองด้วยนะ ได้ค่าต้นฉบับมาด้วย”

   

   พอได้ยินแบบนั้นหยางเจวียนก็โกรธจนแทบอยากจะรีบกลับบ้านไปตีลูกชายสักที

   

   พอเปรียบเทียบกันแล้วมันก็น่าโมโหจริงๆ!



 บทที่ 219: เงินปันผลในหมู่บ้าน


   

   หยางเจวียนและหลี่ชุ่ยชุ่ยคุยกันไปพลางเดินไปที่สำนักงานหมู่บ้านด้วยกัน

   

   ตลอดทาง หยางเจวียนรู้สึกอิจฉาหลี่ชุ่ยชุ่ยเป็นอย่างยิ่งที่ลูกชายขยันและมีความก้าวหน้าขนาดนี้ ในขณะที่ตัวเองสั่งสอนลูกชายทุกวันแต่ก็ยังไม่มีความก้าวหน้า

   

   แถมยังเรียนซ้ำชั้นอีกต่างหาก!

   

   ด้านนอกศาลากลางหมู่บ้าน พวกเขาก็พบกับเย่จื้อผิงที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว

   

   “คุณเดินช้าจังเลย พวกเรามาถึงตั้งนานแล้ว” เย่จื้อผิงทักทาย

   

   “ก็พี่หยางชวนคุยนิดหน่อยน่ะ” หลี่ชุ่ยชุ่ยตอบ

   

   “หัวหน้าหมู่บ้านกับเลขาฯ มากันหรือยัง? เตรียมจะเริ่มประชุมหรือยัง?” หยางเจวียนถามขึ้น

   

   “มากันหมดแล้ว นั่งอยู่ข้างในกันหมดแล้ว พวกเรารีบเข้าไปนั่งกันเถอะ” เย่จื้อผิงกล่าวพร้อมกับผายมือเชิญไปที่ประตู

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยกับเย่จื้อผิงนั่งด้วยกัน โดยมีหยางเจวียนนั่งอยู่ข้างๆ

   

   วันนี้ซุนจ่างซุ่นมีใบหน้าแดงระเรื่อ ยิ้มแย้มแจ่มใส ไร้ซึ่งความรู้สึกหนาวเย็นของฤดูหนาว

   

   “มากันครบแล้วสินะ” ซุนจ่างซุ่นเอ่ยขึ้น

   

   “วันนี้เป็นวันจ่ายเงินปันผลของหมู่บ้านเรา ดูเหมือนทุกคนจะกระตือรือร้นที่จะมารับเงินจริงๆ” ชายคนหนึ่งพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม

   

   “ผมก็เหมือนกัน คิดว่าจะได้เงิน เลยรีบตื่นแต่เช้าเลยครับ” ชายอีกคนพูดเสริม

   

   ซุนจ่างซุ่นเริ่มต้นเล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านตลอดปีที่ผ่านมา

   

   “ช่วงต้นปีนี้ หมู่บ้านเราเจอเรื่องไม่ดี โหยวไช่ฮวาแทบทั้งหมดโดนลูกเห็บซัดจนตายเรียบ”

   

   “ฉันและเลขานุการคิดว่าปีนี้น่าจะเป็นปีที่ยากลำบาก แถมยังมาเจอเรื่องขายน้ำมันไม่ได้คุณภาพอีก”

   

   “แต่โชคดีที่เราเจอดาวนำโชคของเรา”

   

   คำพูดของซุนจ่างซุ่นทำให้เย่เสี่ยวจิ่นที่นั่งอยู่ด้านล่างรู้สึกเขินอายขึ้นมาทันที

   

   ทุกคนย่อมรู้ดีว่าดาวนำโชคที่กล่าวถึงคือใคร

   

   “ลูกสาวของเย่เหล่าซานก็เก่งจริงๆ ปีนี้เพิ่มรายได้ให้หมู่บ้านได้มากขนาดนี้ อย่างน้อยหล่อนก็มีส่วนช่วยเหลืออยู่ครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว”

   

   “ใช่ เก่งมากจริงๆ อนาคตต้องรุ่งโรจน์แน่”

   

   “ไม่รู้ว่าปีนี้จะได้เงินปันผลกันคนละเท่าไหร่ พวกเราปีนี้ปลูกแตงโม เลี้ยงปลา ขายดีกันทุกอย่าง ผลผลิตก็ไม่เลวเลย”

   

   ทุกคนต่างพูดคุยกันอย่างคึกคักด้วยความหวัง

   

   หลังจากที่ผู้นำหมู่บ้านซุนจ่างซุ่นพูดสรุปผลงานประจำปีเสร็จแล้ว เลขาธิการกัวชิงซงก็ขึ้นเวทีกล่าวอะไรบางอย่าง ตามมาด้วยการขึ้นเวทีพูดของบรรดาหัวหน้าทีมต่างๆ

   

   เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็มาถึงช่วงสุดท้าย

   

   ซุนจ่างซุ่นถือรายชื่อขึ้นบนเวที “ฉันเห็นทุกคนใจร้อนกันแล้ว เรามาเริ่มขั้นตอนสุดท้ายกันเลย จ่ายเงินปันผล!”

   

   ผู้คนด้านล่างต่างส่งเสียงโห่ร้องด้วยความตื่นเต้น

   

   “เย้ ในที่สุดก็ได้เงินแล้ว เงินที่บ้านใกล้จะหมดแล้ว”

   

   “รอวันนี้มานานแล้ว ปีนี้จะได้เงินเท่าไหร่นะ”

   

   “ต้องได้เยอะแน่ๆ ปีนี้ขายของได้เยอะขนาดนี้”

   

   การจ่ายเงินปันผลของหมู่บ้านจะแบ่งตามจำนวนสมาชิกในครัวเรือน

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยใช้ข้อศอกกระทุ้งเย่จื้อผิงเบาๆ “คุณเดาสิว่าปีนี้เราจะได้เงินคนละเท่าไหร่?”

   

   เย่จื้อผิงส่ายหน้า “ปีก่อนๆ ครอบครัวเราได้ร้อยกว่าหยวน ก็เพราะบ้านเรามีสมาชิกหกคน เลยได้มากกว่าบ้านอื่น”

   

   “แต่ก่อนได้คนละสามสิบหยวน ปีนี้ไม่รู้ว่าจะได้เท่าไหร่”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกตื่นเต้น

   

   ซุนจ่างซุ่นเริ่มประกาศรายรับรายจ่ายประจำปีบนเวที เมื่อบัญชีถูกประกาศออกไปทีละรายการ ผู้คนด้านล่างต่างก็ส่งเสียงฮือฮาด้วยความตื่นเต้น

   

   โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีนี้ แตงโมทำรายได้อย่างถล่มทลาย ถึงขนาดทำรายได้แซงหน้าการปลูกข้าวเสียอีก

   

   เพราะข้าวเป็นสิ่งที่ต้องเก็บไว้เป็นเสบียงอาหารสำหรับทุกครัวเรือน จึงไม่ได้ขายออกไปมากนัก

   

   ซุนจ่างซุ่นพูดจบแล้วยิ้มอย่างมีความสุข “ปีนี้หมู่บ้านของเราทำรายได้มากกว่าปีที่แล้วหลายเท่าตัวเลย”

   

   “เราจะแบ่งเงินคนละเจ็ดสิบหยวน”

   

   “ผมคำนวณไว้เรียบร้อยแล้วสำหรับทุกครอบครัว”

   

   ผู้คนด้านล่างต่างพากันสนทนาอย่างกระตือรือร้น ดวงตาของทุกคนเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวัง

   

   “ได้คนละเจ็ดสิบหยวน งั้นครอบครัวเราจะได้เท่าไหร่เนี่ย เยอะมาก”

   

   “จริงเหรอ ถ้าได้เงินเยอะขนาดนี้ พรุ่งนี้ก็ส่งลูกไปโรงเรียนได้แล้ว”

   

   “สมัยนี้หาเงินยากนะ ฉันได้ยินญาติที่อยู่หมู่บ้านข้างๆบอกว่า ปีนี้พวกเขาได้คนละยี่สิบห้าหยวนเอง”

   

   “ฉันรู้แล้ว เพราะว่าผลผลิตโหยวไช่ฮวาไม่ดี หลายหมู่บ้านได้รับเงินน้อยกว่าปีที่แล้วด้วยซ้ำ”

   

   ชาวบ้านพูดคุยกันอย่างคึกคัก ทุกคนต่างมีความสุขมาก อยากจะรีบนำเงินกลับบ้านเพื่อแบ่งปันความยินดีนี้กับครอบครัวทันที

   

   ซุนจ่างซุ่นแจกเงินให้กับหัวหน้าทีมแต่ละทีมก่อน จากนั้นหัวหน้าทีมก็แจกจ่ายให้กับแต่ละครัวเรือน

   

   เมื่อเย่จื้อผิงได้รับเงิน เขาก็รีบนำมานับดู เป็นเงินสี่ร้อยเก้าสิบหยวน ปีนี้ครอบครัวของพวกเขามีหลิวเยว่เพิ่มขึ้นมาอีกคน จึงรับเงินเพิ่มได้อีกหนึ่งส่วน

   

   “สี่ร้อยเก้าสิบหยวน พอกลับถึงบ้านก็แบ่งให้พวกเด็กๆเถอะ” หลี่ชุ่ยชุ่ยพยักหน้าเห็นด้วย “ปีนี้นับดูแล้ว ครอบครัวเรานอกจากเจ้าสามที่ยังเรียนหนังสืออยู่ ก็มีแค่รายได้จากค่าเขียนบทความเท่านั้น ส่วนเจ้าใหญ่กับเจ้ารองก็ทำงานหาเงินได้บ้างแล้ว”

   

   “ใช่แล้ว ทำงานในหมู่บ้านแบบนี้ ตอนนี้ได้เงินมาขนาดนี้ก็ถือว่าดีมากแล้วนะ” เย่จื้อผิงพูดพลางคิดถึงลูกสาว พอถึงปีหน้าเธอก็ต้องไปทำงานในตำบล ในใจเขายังอาลัยอาวรณ์อยู่มาก

   

   ทุกคนต่างมีความสุขจนบอกไม่ถูก ปีนี้ได้เงินมากกว่าปีก่อนๆมากทีเดียว

   

   หยางเจวียนถือเงินสามร้อยห้าสิบหยวนในมือ ท่าทางดีใจมาก “ฉันเองก็ได้รับเงินส่วนของย่ามาด้วย ครอบครัวเรารวมกันห้าคน ได้เงินมาสามร้อยห้าสิบหยวนเชียวนะ”

   

   “โอ้โห ไม่เคยได้เงินมากขนาดนี้มาก่อนเลย ดูเหมือนว่าปีหน้าคงไม่ต้องกังวลแล้วล่ะ”

   

   หยางเจวียนยิ้มกว้างจนแทบจะถึงใบหู “นี่มันดีจริงๆเลย ดูเหมือนว่าคืนนี้จะได้ฉลองวันสิ้นปีอย่างสบายใจ พรุ่งนี้ก็จะได้ฉลองปีใหม่อย่างสบายๆแล้ว”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยนับเงินด้วยความดีใจ “งั้นคุณรีบกลับบ้านเถอะ ไปบอกฟู่กุ้ยที่บ้านให้ดีใจด้วยสิ”

   

   “แน่นอน เขายังบอกว่าปีนี้อย่างมากก็คงจะได้แค่สองร้อยหยวนเท่านั้น”

   

   “ฉันก็ไม่กล้าคิดมาก ไม่คิดว่าจะได้ถึงสามร้อยห้าสิบหยวน” หยางเจวียนพับเก็บเงินไว้อย่างดี ก่อนใส่ในกระเป๋าเสื้อ “ชุ่ยชุย เรารีบกลับบ้านกันเถอะ”

   

   หยางเจวียนไม่อยากเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว พอได้เงินมาก็รีบกลับบ้านอย่างรวดเร็ว

   

   หล่อนเพิ่งก้าวเข้าประตูบ้าน หยางฟู่กุ้ยก็มาต้อนรับทันที

   

   “เจวียนจื่อ ได้เงินมาเท่าไหร่ล่ะ”

   

   “คุณลองนับดูสิ” หยางเจวียนวางเงินลงในมือของหยางฟู่กุ้ย “คุณลองจับดูเอง เดาสิว่ามีเท่าไหร่”

   

   ในมือของหยางฟู่กุ้ยคือธนบัตรใหม่เอี่ยมมูลค่าสิบหยวน เขาสัมผัสได้ถึงความหนาของมัน และรู้สึกตกใจ “เงินเยอะขนาดนี้เลยหรือ”

   

   “ใช่ ปีนี้ได้คนละเจ็ดสิบหยวน!”

   

   หยางฟู่กุ้ยรับเงินมาแล้วนับอย่างละเอียดสองรอบ “พระเจ้า ได้ตั้งสามร้อยห้าสิบหยวนแน่ะ”

   

   “งั้นรีบเอาไปให้แม่ดีกว่า ช่วงนี้แม่ต้องไปหาหมอ ตอนซื้อยายังต้องควักเนื้อตัวเองอยู่เลย”

   

   “ได้ เดี๋ยวฉันเอาไปให้แม่เอง คุณรอจุดไฟทำอาหารอยู่บ้านนี่แหละ บอกแม่ด้วยนะว่าเย็นนี้มากินข้าวเร็วหน่อย” หยางเจวียนพูดพลางเสริมว่า “เย็นนี้เราจะทำกับข้าวอร่อยๆกินกัน”

   

   หยางลี่ลี่กับหยางจิ่นพี่ชายของหล่อนยืนอยู่ใต้ชายคาบ้าน

   

   เมื่อเห็นพ่อแม่ดีใจกันใหญ่ หยางลี่ลี่ก็รู้ได้ทันทีว่าการได้รับเงินก้อนนี้เป็นเรื่องน่ายินดีมากแค่ไหน

   

   “พี่ชาย ดูเหมือนปีหน้าจะมีค่าเทอมเรียนมัธยมแล้วนะ”

   

   “พี่ต้องพยายามสอบเข้าให้ได้ ไม่อย่างนั้นจะแย่เอานะ”

   

   หยางจิ่นทำหน้าบูดนิดหน่อย “พูดอะไรน่ะ ฉันจะโง่จนสู้เย่หวายไม่ได้ได้ยังไง ฉันนัดกับเขาแล้วว่าจะไปเรียนต่อสายอาชีพด้วยกัน”



บทที่ 220: ความสุขของแต่ละครอบครัว


   

   หยางลี่ลี่ได้ยินคำพูดนั้นก็หลุดหัวเราะออกมาทันที

   

   หยางเจวียนได้ยินเสียงหัวเราะของลูกสาวก็รู้สึกสงสัย จึงถามว่า “ลี่ลี่ หัวเราะอะไรอย่างมีความสุขขนาดนั้นล่ะลูก?”

   

   “แม่คะ หนูจะเล่าเรื่องตลกให้ฟัง พี่ชายบอกว่าอยากเป็นเหมือนพี่เย่หวาย จะไปเรียนต่อสายอาชีพ” หยางลี่ลี่ทำหน้าตาตลกเลียนแบบหยางจิ่น “ฮ่าๆๆ หนูไม่เชื่อหรอก พี่ชายแค่พูดเล่นใช่ไหมคะ”

   

   หยางจิ่นอยากจะเข้าไปบีบปากน้องสาวตัวเองให้หยุดพูดสักที

   

   “ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมจิ่นเป่าถึงดีกับพี่ชายขนาดนั้น ส่วนเธอนี่ เป็นเจ้ากรรมนายเวรฉันชัดๆ”

   

   หยางจิ่นยืนเท้าสะเอวด้วยความไม่พอใจ “นี่ฉันยังไม่ได้เริ่มสอบเลยนะ เธอก็มาพูดแบบนี้แล้ว แม่ครับ ดูสิครับ หล่อนคิดอะไรอยู่เนี่ย!”

   

   หยางเจวียนมองลูกชายและลูกสาวที่มักจะทะเลาะกันเป็นประจำด้วยความเคยชิน

   

   “เอาล่ะ เอาล่ะ พวกลูกสองคนพูดน้อยๆหน่อย วันสิ้นปีแล้วอย่าพูดอะไรไม่ดี ถ้าแม่ยังได้ยินใครพูดจาไม่ดีอีก แม่จะตีให้เข็ดหลาบต้อนรับปีใหม่เลย”

   

   “วันนี้บ้านเราได้เงินปันผล พ่อจะไปรับย่ามากินอาหารเย็น รีบมาช่วยแม่ทำงานเร็ว” หยางเจวียนพูดพลางเดินเข้าไปในบ้านเพื่อเตรียมทำอาหารมื้อค่ำวันส่งท้ายปีเก่า

   

   หยางลี่ลี่มองพี่ชายของเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะสะบัดผมหางม้าสองข้าง กระโดดโลดเต้นวิ่งตามเข้าไปในบ้าน

   

   “แม่คะ เราได้เงินมาเยอะขนาดนี้ ปีนี้เงินอั่งเปาของพวกเราจะได้เพิ่มขึ้นหน่อยไหมคะ?”

   

   “ปีที่แล้วแม่ก็ไม่ได้ให้เงินอั่งเปานี่!” หยางเจวียนนึกขึ้นได้ว่า ปีที่แล้วเพราะที่บ้านค่อนข้างฝืดเคือง จึงไม่ได้ให้เงินอั่งเปาแก่ลูกๆ

   

   แต่ปีนี้ได้รับเงินมามากมาย ก็คงไม่ตระหนี่แน่นอน

   

   “งั้นก็ดูว่าพวกลูกสองคนใครทำงานให้แม่ได้ดีกว่ากันในวันนี้”

   

   “ใครทำได้ดีก็จะได้รับมากหน่อย”

   

   หยางลี่ลี่ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มแย้มทันที “แม่ นั่งอยู่เฉยๆนะคะ หนูจะช่วยก่อไฟเอง”

   

   หยางจิ่นเดินเข้ามาจากข้างนอก “แม่ ให้ผมทำเถอะ ผมจะล้างจาน”

   

   พี่น้องทั้งสองคนกำลังขยันขันแข็งกันอย่างมาก หยางเจวียนมองดูพวกเขาแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

   

   อีกครอบครัวหนึ่งก็กำลังก่อไฟต้มน้ำอยู่เช่นกัน ซูต้าเฉียงนั่งอยู่บนเก้าอี้ ตรงหน้ามีจานถั่วลิสงวางอยู่ เขาหยิบถั่วเม็ดหนึ่งมาเล่นกับซูโหย่วจื้อลูกชายคนเล็กของเขาที่อายุเพียงสามขวบกว่า ส่วนซูเอ้อร์หยากำลังช่วยหลี่ผิงแม่ของเธอทำงานอยู่ข้างเตา

   

   หลี่ผิงถือแปรงที่ทำจากฟางข้าว กำลังขัดเขม่าที่ก้นเตา “ปีนี้ครอบครัวเราก็ถือว่าโชคดี ได้รับส่วนแบ่งเงินมาตั้งสองพันแปดร้อยหยวน”

   

   หล่อนพูดไปพลางทำงานไป “ถ้าคิดแบบนี้ ครอบครัวที่มีคนมากก็ต้องได้รับเงินมากเป็นธรรมดา”

   

   “แน่นอนอยู่แล้ว” ซูต้าเฉียงอุ้มลูกชายไว้บนตัก “ปีก่อนๆ พวกเรามากสุดก็ได้แค่พันสองร้อยหยวน แต่ปีนี้ได้มากขึ้นตั้งพันหกร้อยหยวนเชียวนะ”

   

   “แล้วอีกไม่นานพอขายสตรอว์เบอร์รีในโรงเรือนก็จะได้เงินอีกมาก”

   

   “ปีนี้ทุกคนคงได้ฉลองปีใหม่อย่างสบายๆ แล้วยังมีข้าวที่ทีมเราปลูกได้อีกตั้งเยอะ แทบไม่ได้ขายออกไปเลย น่าจะแบ่งให้ทุกคนเป็นเสบียง” หลี่ผิงพูดด้วยรอยยิ้ม “งั้นพรุ่งนี้เราไปเยี่ยมแม่ฉันกันเถอะ ไม่รู้ว่าบ้านเราแต่ละคนได้เงินแบ่งไปเท่าไหร่”

   

   “คงไม่ได้มากเท่ากับที่หมู่บ้านชงเถียนของเราแบ่งกันหรอก ฉันถามๆมา หมู่บ้านอื่นๆก็ยังเหมือนปีก่อนๆ ได้แค่คนละประมาณสามสิบหยวนเท่านั้น”

   

   “คนที่ฉันถามมาบอกว่าอยากย้ายมาอยู่หมู่บ้านเรา แถมยังมีหลายคนที่บอกว่าอยากจะปลูกแตงโมเหมือนเราด้วย”

   

   ซูต้าเฉียงหัวเราะหึๆในลำคอ “ผมก็บอกพวกเขาไปว่าอย่าเพิ่งเลย ถึงยังไงในหมู่บ้านของเราก็มีจิ่นเป่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ”

   

   “ถ้าคนอื่นปลูกแตงโมแบบส่งๆ คงขายไม่ได้ราคาดีหรอก”

   

   หลี่ผิงเห็นด้วย “คุณไม่รู้หรอก ตอนต้นปีหลี่ชุ่ยชุ่ยเพิ่งมาที่ฟาร์มไก่ของพวกเรา ดูท่าทางไม่ค่อยดีเลย”

   

   “เสื้อผ้าก็เต็มไปด้วยรอยปะชุน ตัวซีดเซียว ฉันได้ยินมาว่าครอบครัวของพวกเขาจนมาก”

   

   “มีกันแค่สองคน ต้องเลี้ยงดูครอบครัวใหญ่ที่มีลูกตั้งสี่คน แถมยังมีพ่อแม่สามีภรรยาที่แก่ชราอีกสองคน”

   

   หลี่ผิงพูดพลางถอนหายใจอย่างอดไม่ได้ “ผ่านมาแค่ปีเดียว ครอบครัวพวกเขาไม่ใช่แค่ได้สร้างบ้านอิฐใหม่นะ ยังมีทั้งจักรยาน รถสามล้อ แถมตอนนี้กำลังจะถอยรถบรรทุกคันใหญ่แล้วด้วย!”

   

   “ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาไปเอาโชคมาจากไหน ถึงได้หาเงินเก่งขนาดนี้ แถมยังไม่ลืมที่จะชวนพวกเราไปหาเงินด้วยกันอีก”

   

   จริงๆแล้วหลี่ผิงไม่ได้อิจฉา เพียงแต่รู้สึกทึ่งกับความร่ำรวยของครอบครัวเย่เสี่ยวซาน ถึงแม้พวกเขาจะรวยขึ้น แต่ก็ไม่เคยลืมที่จะชวนครอบครัวของหลี่ผิงไปหาเงินด้วยกัน

   

   ณ บ้านของเย่ต้าเกอ

   

   ครอบครัวสี่คนของพวกเขากลับมารวมตัวกันที่บ้านในช่วงเทศกาลปีใหม่เช่นเคย

   

   หลิวต้าเม่ยกับเย่ฉู่เฉียงสองสามีภรรยาก็มาร่วมรับประทานอาหารค่ำวันส่งท้ายปีเก่าที่บ้านของลูกชายด้วย

   

   ในสายตาของหลิวต้าเม่ย ตอนนี้ครอบครัวของลูกชายคนโตกลายเป็นคนเมืองกันหมดแล้ว ทุกคนมีงานการทำที่มั่นคง ทำให้นางรู้สึกภูมิใจและมีหน้ามีตาในหมู่บ้าน

   

   เช้าวันนั้นนางไปรับเงินบำนาญที่หน่วยงาน แล้วนำไก่ เป็ด และเนื้อหมูที่เลี้ยงไว้ที่บ้านมาที่บ้านของเย่จื้อเฉียงด้วย

   

   บนโต๊ะอาหารที่บ้านของเย่จื้อเฉียงมีกล่องของขวัญสีแดงจำนวนมาก วางเรียงรายเตรียมไว้สำหรับปีใหม่

   

   “โอ้ นี่มันอะไรกัน” หลิวต้าเม่ยเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

   

   หลี่กุ้ยฮวายืดตัวตรง สวมเสื้อโค้ทผ้าสักหลาดอย่างสง่าผ่าเผย “นี่เป็นของขวัญปีใหม่ที่ลูกสะใภ้เอามาให้ครอบครัวเรา ทั้งหมดนี้เป็นกล่องของขวัญที่ครอบครัวของพวกเขาใช้สำหรับมอบให้กับบุคคลสำคัญ มีทั้งบุหรี่ เหล้า ใบชาชั้นดี และพวกนี้คือถั่วและผลไม้แห้ง”

   

   “แม่ แม่เคยกินถั่วไหม?”

   

   แน่นอนว่าหลิวต้าเม่ยไม่เคยกิน ในหมู่บ้านมีแค่เกาลัด พวกเขาไม่ได้เรียกเกาลัดว่าถั่ว พอได้ยินคำว่าถั่วก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร

   

   หลี่กุ้ยฮวายกกล่องถั่วขึ้นมา “แม่ งั้นแม่เอาไปกินกับพ่อที่บ้านนะ”

   

   “ของดีแบบนี้ พวกแกเก็บไว้กินกันเองเถอะ” หลิวต้าเม่ยปฏิเสธอย่างเกรงใจ

   

   “ของพวกนี้หายาก มีแต่ในเมืองเท่านั้น พวกท่านลอลิ้มรสของอร่อยตามจื้อเฉียงกันเถอะค่ะ!” หลี่กุ้ยฮวาคะยั้นคะยอ

   

   หลิวต้าเม่ยรับกล่องถั่วมาด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข “เอาของดีขนาดนี้ให้พวกเรากินเชียว พวกเธอมีอีกไหม”

   

   หลี่กุ้ยฮวาหัวเราะเบาๆด้วยเสียงอ่อนโยน “บ้านเรามีอีกเยอะแยะ ในเมืองมีอะไรให้กินเยอะเลย”

   

   “คนในเมืองกินอะไรใช้ชีวิตยังไงก็ดีกว่า พวกคุณดูเสื้อผ้าฉันสิ ยังเหมือนคนบ้านนอกอยู่ไหม”

   

   หลิวต้าเม่ยยื่นมือที่หยาบกร้านออกมาลูบเสื้อโค้ทขนสัตว์บนตัวของหลี่กุ้ยฮวา “เสื้อผ้าแบบนี้ ใส่แล้วไม่หนาวเหรอ?”

   

   หลี่กุ้ยฮวารู้สึกอึดอัดเล็กน้อย แน่นอนว่าเสื้อโค้ทนี้ไม่อาจเทียบกับความอบอุ่นของเสื้อนวมหนาๆได้ แต่เสื้อผ้าชุดนี้สวยงามและทันสมัย อยู่ในบ้านก็ไม่รู้สึกหนาวเท่าไหร่ และถ้าออกไปข้างนอกก็ดูดีมีสง่า

   

   “ไม่หนาวหรอก เสื้อผ้าชุดนี้เป็นผ้าคุณภาพดี จะหนาวได้ยังไงกัน”

   

   เย่จู๋มองดูเสื้อผ้าที่ทุกคนในครอบครัวสวมใส่ ซึ่งแตกต่างจากชาวบ้านในชนบทอย่างมาก แม้แต่หล่อนก็ยังได้สวมเสื้อผ้าแบบเดียวกับที่สาวๆในเมืองใส่กัน

   

   แต่เย่จู๋ก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะรู้ดีว่าฐานะของครอบครัวตนไม่ได้ร่ำรวยอย่างที่แม่ของเธอพยายามจะแสดงออก

   

   แม้ตอนนี้ทั้งครอบครัวจะมีรายได้มากขึ้น แต่ทุกคนต้องทำงานหนักในโรงงานทุกวัน จนกลับบ้านด้วยความเหนื่อยล้าทุกคืน

   

   ยิ่งไปกว่านั้น ผู้จัดการโรงงานก็ยังเป็นคนที่ไม่น่าไว้ใจ ชอบคุยโอ้อวดต่อหน้าครอบครัวของหล่อนอยู่เสมอ

   

   หล่อนรู้สึกขยะแขยงทุกครั้งที่เห็นหน้าเขา แต่แม่ของหล่อนกลับจำใจต้องทำตัวประจบประแจง และยกยอปอปั้นผู้จัดการโรงงานคนนั้นอยู่ตลอดเวลา ยิ่งไปกว่านั้น ผู้จัดการโรงงานคนนั้นก็ไม่ได้ให้ความเคารพแม้แต่พี่ชายของหล่อน กล้าถึงขนาดดูถูกเย่เหวินชางต่อหน้าครอบครัว

   

   ช่างน่าโมโหจริงๆ! แต่พวกเขาก็ต้องอดทน เพราะต้องการเงิน



จบตอน

Comments