paopao ep221-225

  บทที่ 221: แต่ละครอบครัวต่างเตรียมอาหารส่งท้ายปีเก่า

   

   หลังจากหลี่กุ้ยฮวากับหลิวต้าเม่ยอวดกันอยู่พักหนึ่ง ก็เบนสายตาไปทางอื่น ก่อนเปลี่ยนเรื่องคุย

   

   “แม่ วันนี้ทำไมไม่เห็นจื้อผิงกับครอบครัวเขาเลย พวกเขาเป็นยังไงบ้าง?”

   

   พอพูดถึงครอบครัวของเย่เหล่าซาน หลิวต้าเม่ยก็ยิ้มกว้างขึ้น “พวกเธอไม่รู้อะไร ครอบครัวของเจ้าสามตอนนี้น่ะสุดยอดมาก”

   

   “ตอนนี้เย่จวินไปสร้างบ้านให้คนอื่น สร้างหลังหนึ่งได้สองร้อยหยวนเชียวนะ”

   

   “เย่ฉางอันยิ่งแล้วใหญ่ ซื้อรถบรรทุกคันเบ้อเร่อมาคันหนึ่ง ตอนนี้ไม่ว่าใครในหมู่บ้านอื่นจะขนของก็ต้องมาขอร้องเขา ค่าจ้างเท่าไหร่ก็ยอมจ่าย ขอแค่ให้เขาไปช่วย ฉันได้ยินมาว่า พวกเขาหาเงินได้เยอะเชียวล่ะ”

   

   สีหน้าหลิวต้าเม่ยเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “ฉันก็บอกแล้วว่าตอนนั้นครอบครัวเราเลือกทำเลฮวงซุ้ยบรรพบุรุษดี ตอนนี้ครอบครัวเราถึงได้ร่ำรวยกัน”

   

   หลี่กุ้ยฮวาในตอนนี้ได้ยินเพียงเสียงวิ้งๆอยู่ข้างหู เห็นเพียงปากของหลิวต้าเม่ยขยับขึ้นลง แต่ไม่ได้ยินที่หลิวต้าเม่ยพูดเลยแม้แต่น้อย

   

   หล่อนคิดว่าเมื่อพวกเขาย้ายไปอยู่เมือง ก็จะทิ้งห่างครอบครัวของเย่เหล่าซานไปได้ไกล

   

   เมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเย่เหล่าซาน พวกหล่อนก็ต้องมีหน้ามีตาเหมือนคนเมือง... เหมือนที่ตั้งใจอวดหลิวต้าเม่ยแบบนี้

   

   แต่ไม่คาดคิดเลยว่าครอบครัวของเจ้าสามจะทำได้ขนาดนี้!

   

   นี่มันไม่ต่างอะไรกับการแบกกระสอบไปหาเงินทั่วทุกสารทิศเลยรึ!

   

   “พวกเขาจะรวยได้ยังไง? รถบรรทุกคันใหญ่ขนาดนั้น หรือว่าจะเป็นคันที่ฉันเห็นตรงข้างถนนในหมู่บ้านกันนะ?”

   

   หลี่กุ้ยฮวารู้สึกตาลายไปหมด ความรู้สึกอิจฉาริษยาท่วมท้นเข้ามาในใจ ทำให้รู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมา!

   

   รู้ทั้งรู้ว่าพวกเขาทำงานในโรงงาน แต่ละวันตั้งแต่เช้ายันบ่ายก็ยุ่งจะแย่แล้ว

   และไม่กล้าหยุดแม้แต่วันเดียว

   

   เงินที่หาได้ตลอดทั้งปีแม้จะเทียบกับชาวนาคนอื่นไม่ได้ที่หาได้คนละเจ็ดสิบหยวน แต่ก็มากพอที่จะภูมิใจได้แล้ว

   

   แต่ครอบครัวของเย่เหล่าซานที่อยู่เฉยๆในหมู่บ้าน กลับหาเงินได้มหาศาล!

   

   “ตอนนี้ทุกคนคงจะนับถือเย่เสี่ยวจิ่นกันมากสินะ”

   

   หลิวต้าเม่ยพยักหน้า “แน่นอนอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นหรอก แม้แต่ฉันก็ยังคิดว่าหล่อนเก่ง”

   

   “ก่อนหน้านี้ฉันคิดว่าจิ่นเป่าทำอะไรไร้สาระ สั่งงานมั่วไปหมด มาตอนนี้ได้เงินตั้งเยอะ… โอ๊ย! ฉันถึงได้รู้ว่าที่แท้หล่อนก็หัวใสจริงๆ”

   

   หลี่กุ้ยฮวาฝืนยิ้ม “นั่นเป็นเรื่องดีจริงๆ”

   

   แต่ไม่นานหลิวต้าเม่ยก็โยนระเบิดลูกใหญ่กว่ามาให้อีก

   

   “ครอบครัวเหล่าซานจะย้ายไปอยู่ในเมืองหลังฤดูใบไม้ผลินี้ละ”

   

   หลี่กุ้ยฮวาใช้เวลาช่วงบ่ายอย่างเหม่อลอย

   

   หล่อนเอนตัวลงบนเตียง ไม่อยากสวมเสื้อโค้ทขนสัตว์ที่ซื้อมาใหม่ออกไปอวดแล้ว

   

   เย่จื้อเฉียงคุยกับเพื่อนๆสักพัก แล้วกลับมาเห็นภรรยาเป็นแบบนี้ เขาก็รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น

   

   ““เป็นอะไร? ไม่สบายใจเหรอ” เย่จื้อเฉียงเอ่ยถาม

   

   “ได้ยินว่าครอบครัวเหล่าซานสบายดีแล้วน้อยใจอีกแล้วใช่ไหม?”

   

   “ฉันว่าเราไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับพวกเขาหรอก ถึงเปรียบเทียบไปก็เหนื่อยเปล่า”

   

   “ตอนนี้งานของลูกชายเราก็กำลังจะเรียบร้อยแล้ว ต่อไปนี้ครอบครัวของเราก็จะเป็นคนเมืองกันอย่างเต็มตัว”

   

   เย่จื้อเฉียงพูดพลางตบมือภรรยาเบาๆ

   

   หลี่กุ้ยฮวาได้แต่ปลอบใจตัวเองแบบนี้

   

   หลังกลับมาจากในเมืองตอนเช้า ความรู้สึกเหนือกว่าผู้อื่นก็ได้ถูกบดขยี้จนสูญสลายก่อนจะได้เจอกับเย่จื้อผิงและหลี่ชุ่ยชุ่ยเสียอีก

   

   “เฮ้อ หวังว่าปีหน้าเย่หวายจะสอบไม่ติดโรงเรียนดีๆ”

   

   “ไม่งั้นพวกเราก็คงสู้พวกเขาไม่ได้จริงๆ”

   

   เย่จื้อเฉียงพยักหน้า “ไม่ต้องห่วงหรอก เขาแค่ขยันอ่านหนังสือ ท่องบทความได้สองสามประโยค”

   

   “ถ้าพูดถึงเรื่องความฉลาด เขาก็เทียบกับเหวินชางของเราไม่ได้หรอก”

   

   หลี่กุ้ยฮวารู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย

   

   เย่หวายกำลังจัดหนังสือเรียนอยู่ที่บ้าน

   

   จู่ๆก็อดไม่ได้ที่จะจามออกมา

   

   “เกิดอะไรขึ้นเนี่ย? ทำไมคันจมูกจัง?”

   

   “คงเป็นเพราะหนังสือเยอะเกินไป ปกติก็เอาออกไปตากแดดบ้าง ฝุ่นเลยเยอะหน่อย”

   

   เย่หวายชอบอ่านหนังสือมาก เวลาขึ้นเขาไปตัดฟืน ช่วงพักผ่อนก็ยังหยิบหนังสือออกมาจากอกอ่านอย่างเพลิดเพลินข้างกองฟืน

   

   หนังสือเหล่านี้บางเล่มยืมมาจากครู บางเล่มเก็บเงินซื้อเอง และบางเล่มน้องสาวซื้อให้

   

   ตั้งแต่ต้นปีที่บ้านยากจนข้นแค้นจนถึงตอนนี้ ในห้องของเขาก็มีหนังสือวางอยู่เต็มชั้นโดยไม่รู้ตัว

   

   เย่หวายลูบหนังสือเหล่านี้ราวกับลูบคลำสมบัติอันล้ำค่าของตัวเอง

   

   แม้ว่าเขาจะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆบนภูเขาแห่งนี้ แต่โลกทัศน์ของเขาก็บินไปไกลมากแล้วพร้อมกับหนังสือเหล่านี้

   

   เขาหวังว่าตัวเองจะสอบเข้ามัธยมปลายได้ แล้วแสดงให้เห็นถึงความสามารถภายใต้การสนับสนุนของทุกคน เพื่อไปเรียนมหาวิทยาลัยพร้อมกับความหวังของคนทั้งหมู่บ้าน

   

   ถ้าเป็นแบบนั้น ไม่เพียงแต่จิตวิญญาณที่บินออกจากหมู่บ้านเล็กๆ นี้ได้ แม้แต่ร่างกายของเขาก็จะได้ย้ายไปยังสถานที่ที่ใหญ่กว่านี้

   

   “ตุบ”

   

   จดหมายเล็กๆฉบับหนึ่งหล่นออกมาจากหนังสือเล่มหนึ่ง

   

   “นี่มันอะไรกัน” เย่หวายรู้สึกแปลกใจ ถือหนังสือเล่มนี้อยู่ นึกถึงตอนที่เคยให้เพื่อนในชั้นเรียนอ่าน แต่ก็นึกไม่ออกว่าใครยืมไปเป็นคนสุดท้าย

   

   บนซองจดหมายมีลายมือที่สวยงามเขียนว่า “ถึงเย่หวาย”

   

   เย่หวายเปิดซองจดหมาย ข้างในเป็นจดหมายรัก เขาขมวดคิ้ว ขยำจดหมายรักนั้นด้วยความหงุดหงิด แล้วรีบวิ่งออกไปโยนก้อนกระดาษนั้นลงในลำธาร

   

   เย่หวายไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย

   

   ในห้องเรียนก็มีคนที่มีความคิดแบบเด็กๆแบบนี้อยู่จริงๆ

   

   แต่เขามั่นใจว่าตนไม่มีทางทำอย่างนั้นแน่นอน

   

   เย่หวายไม่รู้เลยว่าความเชื่อมั่นของตัวเองนี่เองที่ทำให้เขารอดพ้นจากหลุมพรางไปได้

   

   “พี่ โยนอะไรน่ะ ทำท่าทางลับๆล่อๆ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นปรากฏตัวด้านหลังเย่หวาย ในมือยังถือจอบอยู่ คาดว่าเพิ่งลงมาจากแปลงผักเล็กๆด้านหลัง

   

   สีหน้าเย่หวายดูไม่เป็นธรรมชาติ “แค่โยนเศษหญ้าลงไปน่ะ”



 บทที่ 222: สมาชิกครอบครัวรวมตัวกัน


   

   เย่จื้อผิงตั้งใจออกไปข้างนอกบ้าน

   

   เขาเอาของกินไปให้ซุนพ่านตี้จำนวนไม่น้อย และบังเอิญเจอลูกชายของซุนพ่านตี้พอดี ซึ่งก็คือเย่ฝูคัง ลูกพี่ลูกน้องของเขา

   

   เย่ฝูคังกลับบ้านมาคนเดียวด้วยท่าทางอิดโรยโดยที่ภรรยาไม่ได้มาด้วย เขานั่งสบถอยู่ที่หน้าประตู “ยัยผู้หญิงชั้นต่ำคนนี้มันเอาแต่รักสนุก บอกว่าจะไปทำงาน แต่กลับหนีตามผู้ชายไป”

   

   “ฮึ่มๆ แถมผู้ชายคนนั้นก็รวยซะด้วย ขี่จักรยานมาเจอฉันตั้งหลายครั้ง”

   

   “แต่ฉันกลับไม่รู้เรื่องชู้สาวของพวกเขาเลย!”

   

   สมัยหนุ่มๆ เย่ฝูคังเป็นคนไม่เอาไหน เอาแต่เล่นการพนัน แต่ปีนี้ภรรยาของเขากลับตั้งครรภ์ เขาทั้งดีใจและตื่นเต้นที่ตนเองจะได้ลูกชาย!

   

   เขามุ่งมั่นที่จะหาเงินทองให้ลูกชาย จะได้ไม่ต้องลำบากเหมือนเขา

   

   แต่ตอนนี้เขาสูญเสียทั้งภรรยาและลูกไปแล้ว

   

   พอนึกถึงเรื่องนี้ น้ำตาก็ไหลอาบแก้ม แล้วแข็งเป็นเกล็ดน้ำแข็ง นึกถึงทีไรก็รู้สึกอับอายและเจ็บใจทุกที

   

   เย่จื้อผิงมองเขาอยู่แบบนั้น “แล้วนายจัดการกับเรื่องนี้ยังไง?”

   

   “ก็หย่าสิ!” เย่ฝูคังขยี้จมูก ตอนนี้เขามีอายุ35ปีแล้ว ไม่หลงเหลือเค้าโครงเดิมของวัยหนุ่มอีกต่อไป

   

   แต่เพราะไม่ได้ทำงานหนัก จึงดูอ่อนกว่าวัยต่างจากชาวนาทั่วไป

   

   เขามีรูปร่างผอมบาง สวมเสื้อผ้าตัวใหญ่โคร่ง เหมือนคนที่ทำงานในเมือง

   

   ซุนพ่านตี้มองเย่จื้อผิงด้วยดวงตาฝ้าฟาง ได้แต่ลอบถอนหายใจ

   

   ลูกชายคนนี้คงต้องนอนอยู่บ้านอีกแล้ว นางเลี้ยงดูลูกชายตัวโตๆแบบนี้ไม่ไหวแล้ว

   

   ยิ่งไปกว่านั้น ลูกชายคนนี้ยังอารมณ์ร้อน นางอายุมากแล้ว แค่อยากจะใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ ไม่ต้องการมีเรื่องให้หงุดหงิด

   

   เย่จื้อผิงมองออกว่าซุนพ่านตี้กำลังกลัดกลุ้มใจ “ในเมื่อตอนนี้นายอยู่คนเดียว ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ฉันจะช่วยหางานให้นายทำ”

   

   ทันใดนั้น เย่ฝูคังก็ลุกขึ้นจากม้านั่ง เดินเข้าไปจับมือเย่จื้อผิงแล้วเรียกอย่างสนิทสนมว่าพี่ชาย

   

   “พี่ ผมรู้ว่าครอบครัวพี่สบายดี พี่ยังสร้างบ้านหลังใหญ่ให้แม่ผม สภาพแวดล้อมดีขึ้นเยอะเลย ผมซาบซึ้งใจมาก พี่รวยแล้วต้องช่วยเหลือผมด้วยนะ ผมขอแค่ซดน้ำแกงก็พอ”

   

   เย่จื้อผิงเห็นน้องชายพูดจาคล่องแคล่วก็ขมวดคิ้วอย่างจนใจ

   

   น้องชายคนนี้เป็นลูกชายที่พ่อแม่พยายามอย่างยิ่งกว่าจะได้มา

   

   แต่กลับเป็นคนเจ้าเล่ห์

   

   เขาเห็นธาตุแท้ของเย่ฝูคังแล้วว่าถ้ามีเงินหนึ่งส่วนก็จะเอาไปเล่นพนันสองส่วน

   

   เจอคนแบบนี้จริงๆ ต่อให้มีฐานะมากแค่ไหนก็หมดตัวได้

   

   “รอหลังปีใหม่ค่อยว่ากันเถอะ”

   

   เย่ฝูคังดีใจสุดขีด ร้องเชิญญาติผู้พี่กินข้าวเที่ยงด้วยกันอย่างปลื้มปิติ

   

   เย่จื้อผิงรีบกลับบ้านไปฉลองปีใหม่ จึงไม่ได้อยู่ต่อแล้วก็จากไป

   

   เขาหันกลับไปมองแม่ “แม่ ดูแม่สิ แม่นี่แน่จริงๆเลยนะ ไปสนิทสนมกับพี่ชายได้อีก”

   

   “บ้านพวกเขาต้องรวยมากแน่ๆ ไม่งั้นคงไม่มาสร้างบ้านให้แม่โดยไม่มีเหตุผลหรอก”

   

   “คาดว่าเงินในบ้านคงเยอะจนใช้ไม่หมดแน่ๆ งั้นต้องขอให้เขาช่วยเหลือผมหน่อยแล้ว”

   

   ซุนพ่านตี้ได้ยินคำพูดเนรคุณของเขาก็โกรธจนเจ็บอก “พูดจาเหลวไหลอะไร เย่จวินแค่มาฝึกฝีมือ ถึงได้มาสร้างบ้านที่นี่”

   

   “ไม่เสียแม้แต่เฟินเดียว แค่แลกกันด้วยน้ำใจ”

   

   “แกนี่ไม่มีความรู้สึกสำนึกบุญคุณคนแม้แต่นิดเดียว ยังจะไปจ้องเงินคนอื่นอีก แกนี่มันจริงๆเลย ฉันสิ้นหวังกับแกแล้ว!”

   

   เย่ฝูคังไม่ได้สนใจคำพูดของแม่ผู้ชราแม้แต่น้อย

   

   ครั้นนึกได้ว่ายังมีเงินไม่กี่หยวนเหลือในกระเป๋า ก็เดินอาดๆไปที่ศูนย์กลางหมู่บ้านอันเป็นแหล่งชุมนุมชนเพื่อไปเล่นไพ่

   

   พอเย่จื้อผิงกลับถึงบ้าน ก็ใกล้จะได้เวลาอาหารเย็นแล้ว

   

   “ไปเจอป้าสามมาแล้วเป็นยังไงบ้าง? ลูกชายลูกสะใภ้กลับบ้านหรือยัง?”

   

   เย่จื้อผิงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่นั่นให้หลี่ชุ่ยชุ่ยฟัง “ป้าสามฝากฉันมาบอกกับจิ่นเป่าว่า ที่หมู่บ้านสวีเจียวันบ้านเกิดป้าสาม แต่ก่อนมีแต่คนร่ำรวยอาศัยอยู่ ของดีๆมีเยอะ”

   

   “ป้าสามเลยบอกว่าถ้าจิ่นเป่าอยากหาของเก่า ให้ลองไปดูที่หมู่บ้านสวีเจียวัน”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรู้เรื่องนี้แล้วก็จดจำไว้ วางแผนว่าหลังพ้นวันที่แปดในเทศกาลปีใหม่ไปแล้วค่อยไปดู

   

   “เฮ้อ…ชีวิตป้าสามนี่เพิ่งจะดีขึ้นมาหน่อย ลูกชายไม่เอาไหนก็กลับมาอีกแล้ว” เย่จื้อผิงถอนหายใจ

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยก็ส่ายหัว “ก็ไม่มีทางเลือกนี่นะ คำโบราณบอกไว้ว่าสันดอนขุดง่ายสันดานขุดยาก คงจะแก้ไม่ได้ไปตลอดชีวิต”

   

   “คุณก็นี่โง่จริงๆ ที่ไปรับปากว่าจะหางานให้เขาทำ”

   

   “คนแบบนี้เหมือนปลิงดูดเลือดในนาข้าว เกาะติดขึ้นมาทีอย่าว่าแต่จะสลัดทิ้งเลย กระทั่งคิดจะสลัดก็ไม่หลุด”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นได้ยินดังนั้นก็คิดว่า หากทุกคนล้วนเป็นคนตระกูลเย่ ก็สามารถเรียนรู้ได้เช่นกันไม่ใช่หรือ?

   

   ระบบตอบกลับ [ได้สิ ตราบใดที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับโฮสต์ หรือมีความสัมพันธ์แบบอาจารย์กับศิษย์ ก็สามารถเข้าร่วมโครงการเรียนรู้เพื่อชาติได้!]

   

   เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มอย่างมีความสุข

   

   “พ่อเรียกเขามาสิคะ หนูรับประกันว่าจะปรับปรุงเขาให้ดีขึ้นได้”

   

   เย่จื้อผิงขมวดคิ้ว “จิ่นเป่า เขาเป็นนักพนันนะ ลูกอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับคนแบบนี้เชียว”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นหัวเราะเบาๆ “ไม่เป็นไร ไม้เรียวสร้างคนดีได้ หนูรับรองว่าจะทำให้เขากลายเป็นลูกที่ดี”

   

   ด้วยพลังและความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเย่เสี่ยวจิน การสั่งสอนคนเลวเป็นเรื่องง่ายมาก

   

   [ขอแนะนำให้โฮสต์อย่าใช้กำลังในการสั่งสอนนักเรียน เพราะอาจจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่ดี ขอแนะนำให้โฮสต์ใช้วิธีที่อ่อนโยน]

   

   เย่เสี่ยวจิ่นไม่สนใจระบบเลยแม้แต่นิดเดียว

   

   บนโต๊ะอาหารเย็นวันส่งท้ายปีเก่า อาหารรสเลิศมากมายหลายอย่างถูกจัดวางอย่างหรูหราบนโต๊ะ

   

   อย่างที่เย่จื้อผิงเคยพูดไว้ บนโต๊ะอาหารของพวกเขามีหม้อตุ๋นขาหมูด้วย!

   

   ข้างนอกหิมะเริ่มตกหนักแล้ว เกล็ดหิมะร่วงหล่นจากท้องฟ้าราวกับละอองดอกหญ้าที่โปรยปราย

   

   วันนี้เป็นวันแห่งความสุขของครอบครัว หลี่ชุ่ยชุ่ยจึงอุ่นเหล้าด้วยน้ำร้อนเป็นพิเศษ ผู้ใหญ่ในบ้านต่างก็รินเหล้าคนละแก้ว

   

   เย่เสี่ยวจิ่นถือแก้วน้ำผึ้งที่ถูกจัดเตรียมเป็นพิเศษ

   

   ในฐานะหัวหน้าครอบครัว เย่จื้อผิงยกแก้วขึ้น “ปีนี้ครอบครัวของเรามีชีวิตที่ดีขึ้นมาก ก่อนอื่นฐานะทางบ้านของเราก็ดีขึ้น”

   

   “พวกเราไม่ต้องทนหิวอีกต่อไป แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณผลงานของจิ่นเป่า”

   

   “จิ่นเป่าคือดาวนำโชคตัวน้อยของพวกเรา!”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นถูกพ่อชม เลยอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา

   

   เย่จื้อผิงพูดต่อ “อย่างที่สอง ครอบครัวเรามีหัวหน้าเพิ่มมาสองคน ครอบครัวเราน่ะ สามรุ่นก่อนล้วนเป็นชาวนาธรรมดา นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่เรามีเจ้าหน้าที่รัฐตั้งสองคน”

   

   “แต่ก่อนเจ้าฉางอันคนนี้น่ะไม่เอาไหนเลย พ่อเป็นห่วงมันจะแย่”

   

   “ตอนนี้ดูเหมือนจะเก่งมากเลยนะ ลองไปถามใครดูสิ ใครไม่รู้จักเขาบ้าง เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ดีที่สุดในหมู่บ้านชงเถียนของเรา”

   

   เย่จวินตบบ่าแสดงความดีใจกับน้องชาย แล้วชูนิ้วโป้งให้เขา

   

   เย่ฉางอันหน้าแดงก่ำ “เจ้าหน้าที่รัฐอะไรกันครับ...ผมแค่ทำงานจิปาถะ อย่าชมเกินไปเลย”

   

   เย่จื้อผิงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี มองไปที่เย่จวิน “อย่างที่สาม ในที่สุดเจ้าใหญ่ของบ้านเราก็มีครอบครัวแล้ว แต่งงานกับภรรยาที่ดีและมีความรู้”

   

   “ในที่สุดครอบครัวเราก็มีเรื่องน่ายินดีสักที”

   

   “เสี่ยวเยว่เป็นคนขยันขันแข็ง เจ้าใหญ่ก็ทำเตาเผาอิฐแล้ว ต่อไปนี้ชีวิตของพวกลูกสองคนจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆแน่นอน”

   

   หลิวเยว่และเย่จวินมองหน้ากัน หล่อนจับมือเย่จวินไว้เงียบๆใต้โต๊ะ เย่จวินรู้สึกถึงการกระทำของภรรยา มองหล่อนอย่างอ่อนโยน

   

   สุดท้าย เย่จื้อผิงก็มองไปที่เย่หวาย “เรื่องที่สี่ที่น่าดีใจก็คือ ในที่สุดความตั้งใจเรียนรู้ของเสี่ยวหวายก็ไม่สูญเปล่า”



บทที่ 223: วาจาไร้เดียงสา


   

   ทุกคนต่างรู้สึกสะท้อนใจกับคำพูดของเย่จื้อผิง

   

   เป็นความจริงที่ว่าพวกเขาใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในปีที่ผ่านๆมา

   

   ในที่สุดความทุกข์ยากก็ผ่านพ้นไปแล้ว

   

   พี่น้องต่างก็น้ำตาคลอเบ้า

   

   เย่ฉางอันยืนขึ้น “พ่อ แม่ วางใจเถอะครับ ต่อไปนี้ชีวิตพวกเราจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆแน่นอน”

   

   “ตราบใดที่ผมเย่ฉางอันยังมีข้าวกิน ก็จะทำให้พี่น้องและน้องสาวมีชีวิตที่ดี”

   

   เขาพูดจบก็เงยหน้าขึ้นกระดกแก้ว ดื่มเหล้าจนหมดในรวดเดียว

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยมองเขา “ข้าวยังไม่ได้กินเลย ทำไมถึงดื่มเหล้าแล้ว แบบนี้ไม่ดีต่อกระเพาะนะ”

   

   เย่ฉางอันหัวเราะออกมา “แม่ ผมเพิ่งกินแป้งย่างไปสองชิ้น”

   

   เย่จวินพูด “ในเมื่อนายกินแป้งย่างไปสองแผ่นก่อนอาหารเย็น งั้นขาหมูนี่ก็ให้พวกเรากินกันเถอะ ยังไงนายก็กินไม่หมดอยู่แล้ว”

   

   เย่ฉางอันเห็นพี่ชายคีบขาหมูแล้ว เขาก็ไม่เกรงใจ คีบขาหมูชิ้นใหญ่ใส่ชามตัวเอง “ท้องของผมใหญ่มาก ซาลาเปาสองอันแค่รองท้อง”

   

   เขาพูดต่อ “พวกนายรีบกินดีกว่า ไม่อย่างนั้นฉันกินหมดนี่แน่”

   

   เย่ฉางอันคิดว่าตอนนี้ไม่ควรพูดเรื่องชวนน้ำตาแตกอีก ในเมื่อเป็นวันส่งท้ายปีเก่า ก็ควรจะมีความสุข

   

   เย่จื้อผิงคีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่จานให้ลูกสาว “จิ่นเป่า ลูกเป็นเด็กดีที่สุดในบ้านแล้วนะ ถ้าลูกไม่รีบกิน พี่ชายใจร้ายของลูกต้องกินหมดแน่ ดูสิ ไม่เหลือไว้ให้ลูกเลย”

   

   เย่ฉางอันแอบคิดในใจ เขาก็ตั้งใจคีบชิ้นที่ทั้งอ้วนทั้งเลี่ยนที่สุดให้ตัวเองอยู่แล้ว เนื้อดีๆเขาก็อยากเก็บไว้ให้คนในครอบครัวทั้งนั้น แบบนี้เรียกว่าใจร้ายได้อย่างไรกัน?

   

   “พ่อคะ อย่าพูดแบบนั้นสิ พี่รองน่ะรักหนูจะตาย”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมองเย่ฉางอัน “ทุกครั้งที่พี่ชายออกไปทำงานหาเงินก็จะซื้อของฝากมาให้หนู นี่ไม่ใช่ว่าเขาคิดถึงหนูที่สุดเหรอ”

   

   “พ่อพูดแบบนี้ไม่ได้ เดี๋ยวพี่ชายจะเสียใจ”

   

   เย่เสี่ยวจินพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

   

   คำพูดนี้ไม่ได้ทำให้บรรยากาศดูอึดอัด กลับกันเธอกำลังปกป้องพี่ชาย ทำให้พ่อแม่หัวเราะออกมา

   

   “ไม่ใช่แค่พี่ชายจะรักลูก ลูกยังรู้จักเป็นห่วงพี่ชายด้วย” หลี่ชุ่ยชุ่ยลูบหัวลูกสาว “ที่เขาว่ากันว่าลูกสาวเป็นเหมือนเสื้อกันหนาวตัวน้อย ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นจริงๆ”

   

   เย่ฉางอันคีบเนื้อวัวจำนวนมากให้ เย่เสี่ยวจินก็เริ่มกินข้าว

   

   หนึ่งปีก่อน... เธอยังเป็นสาวออฟฟิศที่ทำงานหนักทุกวัน

   

   หนึ่งปีต่อมา เธออาศัยอยู่ในบ้านไร่ธรรมดา ธรรมดาแห่งนี้ แม้แต่เดิมจะยากจนข้นแค้น แต่เธอก็ได้รับความสุข

   

   แม้ว่าทุกคนในครอบครัวจะดูธรรมดา แต่เธอรู้สึกได้รับความรักที่จริงใจและไม่เห็นแก่ตัวมากที่สุดจากที่นี่

   

   ทุกคนในครอบครัวกินอาหารเย็นส่งท้ายปีเก่าอย่างมีความสุข

   

   เย่จวินและหลิวเยว่รีบไปนอนแต่หัวค่ำ พวกเขามีแผนจะไปไหว้ครอบครัวของหลิวเยว่ในเช้าวันรุ่งขึ้น

   

   ส่วนเย่ฉางอันนั่งมองหิมะตกอยู่ใต้ชายคา เขาตั้งใจจะปั้นตุ๊กตาหิมะที่ใหญ่ที่สุด แต่นั่งได้ไม่นานก็รู้สึกง่วง

   

   เพราะเมื่อกินอิ่มและรู้สึกอุ่นแล้ว คนเราก็มักจะเฉื่อยชา

   

   เขาหาวพร้อมกับลุกขึ้นยืน “ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้ว ขอนอนก่อนแล้วกัน”

   

   เย่เสี่ยวจิ่น นอนอยู่บนเตียง เธอครุ่นคิดถึงแผนการในปีหน้า ดวงตาเป็นประกายแวววาวท่ามกลางความมืด

   

   เธอใช้มือข้างหนึ่งเท้าหมอนหนุนศีรษะไว้ ส่วนขาทั้งสองข้างก็ยกขึ้นไขว้ห้างแล้วแกว่งไปมา

   

   “ปีหน้าต้องวางรากฐานทางการเกษตรของที่นี่ให้ดีก่อน ฉันต้องคิดให้ดีว่าจะทำยังไงถึงจะหาเงินได้มากขึ้น”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นลูบคาง ความคิดนับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาในหัวของเธอ หนังสือที่เธอเคยอ่าน วัฒนธรรมที่เธอเคยเรียนรู้ ในตอนนี้ล้วนมีชีวิตชีวาอยู่ในหัวของเธอ

   

   เย่หวายยังคงอ่านหนังสือใต้แสงไฟฉาย ข้างนอกหน้าต่างสว่างไสวไม่แพ้เวลากลางวัน

   

   เขามองดูเกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมาปกคลุมผืนดินนี้ให้ขาวโพลนและสว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ ผืนนาและทุ่งโล่งที่เคยสูงต่ำสลับกันไปมาในหมู่บ้านแห่งนี้ บัดนี้ดูราบลื่นและกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาภายใต้ผืนหิมะสีขาว

   

   “หิมะตกหนัก หมายถึงปีนั้นจะอุดมสมบูรณ์” เย่หวายวางหนังสือในมือลง ก่อนจะถูมือทั้งสองข้างที่เย็นเฉียบเข้าหากัน “ปีหน้าจะต้องเป็นปีที่เก็บเกี่ยวได้ผลผลิตมากมายแน่ๆ”

   

   วันปีใหม่ บ้านทุกหลังต่างประดับประดาด้วยกระดาษอวยพรสีแดงสดใหม่

   

   ช่วงเทศกาลปีใหม่ ทุกบ้านต่างก็ติดกลอนคู่สีแดงใหม่เอี่ยม ประตูบ้านทุกบานเปิดออก ข้างในเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม บนโต๊ะในห้องโถงมีเมล็ดแตงโมและถั่วลิสงวางอยู่เต็มไปหมด

   

   ชาวบ้านต่างไปเยี่ยมเยียนกัน นำของดีๆไปไหว้ญาติพี่น้อง และญาติพี่น้องก็จะให้เงินอั่งเปาเด็กๆ

   

   จำนวนเงินไม่แน่นอน ปกติก็แค่ไม่กี่เหมา

   

   เด็กๆที่ได้เงินไม่กี่เหมาก็ดีใจมาก เพราะเงินหนึ่งเหมาก็สามารถซื้อลูกอมนมได้สิบเม็ด เงินไม่กี่เฟินก็สามารถใช้จ่ายได้อย่างสบายๆ

   

   เย่จื้อผิงพาลูกสาวไปที่บ้านของหลิวต้าเม่ย

   

   ปีนี้ฐานะทางบ้านของพวกเขาดี เย่จื้อผิงจึงตั้งใจซื้อเสื้อผ้าให้พ่อกับแม่คนละชุด และตั้งใจเอามาให้พวกเขา

   

   พอเข้ามาในบ้าน ก็เห็นว่าบ้านพวกเขามีคนอยู่เยอะแล้ว เป็นญาติฝั่งพี่ชายคนโตและพี่ชายคนรองของเขา

   

   ช่วงปีใหม่แบบนี้ ญาติพี่น้องของทุกครอบครัวก็กลับมารวมตัวกันพร้อมหน้า

   

   หลิวต้าเม่ยตั้งใจวางถั่วเปลือกแข็งที่ดูทันสมัยจากบ้านลูกชายคนโตไว้บนโต๊ะตรงตำแหน่งที่เห็นได้ชัดที่สุด

   

   ทั้งเย่เหวินชางและเย่จู๋จากครอบครัวลูกคนโตต่างก็อยู่ที่นี่

   

   เย่ว่านหยวนกับเย่กังจากครอบครัวลูกชายคนรองกลับมาแล้ว พวกเขายังอุ้มเด็กสี่ขวบคนหนึ่งไว้ในอ้อมแขน ดวงตากลมโตของเด็กน้อยมองไปรอบๆอย่างอยากรู้อยากเห็น

   

   เด็กคนนี้ป่วยหนักเมื่อต้นปี เซี่ยวเฟินฟางจึงโทษว่าเป็นเพราะเย่เสี่ยวจิ่นเป็นตัวซวยที่นำโรคภัยมาสู่ลูกชายของหล่อน

   

   ดังนั้นหล่อนจึงส่งลูกชายไปเลี้ยงดูที่บ้านแม่ของหล่อนตั้งแต่ต้นปี

   

   และเพราะเรื่องนี้ เย่เสี่ยวจิ่นจึงถูกตราหน้าว่าเป็นตัวซวย เกือบถูกเย่ฉู่เฉียงปู่ของเธอฝังทั้งเป็น

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเดินตามหลังพ่อ ใบหน้าไร้ซึ่งรอยยิ้ม มีแต่ความเย็นชาและเฉยเมย

   

   เธอรู้ดีแก่ใจว่าจิ่นเป่าตัวจริงนั้นถูกครอบครัวนี้ทำร้ายจนตายไปแล้ว ตัวเธอในตอนนี้ก็ไม่ใช่ลูกสาวที่แสนรักของครอบครัวเย่จื้อผิงอีกต่อไป

   

   อันที่จริงแล้ว เย่โหย่วไฉหลานชายตัวอ้วนของพวกเขานั้นอายุสี่ขวบ แล้วตัวเธอเองก็อายุสี่ขวบเหมือนกันไม่ใช่หรือ?

   

   ไม่รู้ว่าเย่เสี่ยวจิ่นได้รับอิทธิพลจากจิตวิญญาณดั้งเดิมของร่างนี้หรืออย่างไร ถึงได้รู้สึกโกรธขึ้นมา

   

   “โหย่วไฉ นี่พี่สาวของแก หล่อนเก่งมากเลยนะ”

   

   “แกรีบไปอวยพรปีใหม่พี่สาวเร็วๆ ขอพรปีใหม่จากพี่สาวหน่อย” หลิวต้าเม่ยอุ้มเย่โหย่วไฉที่ตัวอ้วนกลมขึ้น

   

   ตอนนี้หลานชายที่อายุยังน้อยที่สุดในบ้านก็คือเย่โหย่วไฉ และเขาก็เป็นหลานชายสุดที่รักของปู่ย่าด้วย

   

   ในปีนั้น เพื่อให้โหย่วไฉเป็นคนมีการศึกษา พวกเขาจึงตั้งชื่อนี้ให้เขาโดยเฉพาะ นี่คือความหวังและความรักที่ปู่ย่าตายายมีให้เขา

   

   เย่โหย่วไฉกลอกตาไปมา เขาจำเย่เสี่ยวจิ่นได้ และกระโดดลงจากอ้อมกอดของคุณย่า เดินอย่างมั่นคงไปหาเย่เสี่ยวจิ่นเหมือนเด็กซนทั่วไป “ฉันรู้จักเธอ ฉันจำเธอได้!”

   

   “เธอคือตัวซวยของบ้านเรา คุณยายของฉันบอกว่าเป็นเพราะเธอที่ทำให้ฉันป่วยและต้องกินยาตลอด”

   

   “ตัวซวยอย่างเธอทำไมยังอยู่ในบ้านเราอีก ฉันจะไปบอกคุณปู่คุณย่า ให้ไล่เธอออกจากบ้าน”

   

   ทุกคนเงียบไปชั่วขณะ รู้สึกอึดอัด หลิวต้าเม่ยรีบอุ้มเย่โหย่วไฉขึ้นมาด้วยความรักใคร่ “จื้อผิง อย่าโทษโหย่วไฉเลยนะ เด็กเพิ่งจะสี่ขวบเอง จะไปรู้เรื่องอะไร”

   

   “ต้องเป็นผู้ใหญ่ที่พูดอะไรที่ไม่ควรพูดต่อหน้าเด็ก แน่นอนว่าไม่เกี่ยวกับตัวเด็ก”

   

   “เด็กๆยังไม่รู้ว่าควรพูดหรือไม่ควรพูดอะไร พวกเธอเป็นผู้ใหญ่ก็อย่าไปถือสาเลย”



บทที่ 224: ซื้อของเก่าที่หมู่บ้านสวีเจียวัน


   

   เย่จื้อผิงได้ยินคำพูดนี้แล้วก็หันไปมองลูกสาว เอื้อมมือไปปกป้องลูกสาวทันทีด้วยสีหน้าเย็นชาเหมือนน้ำแข็ง

   

   การที่เย่โหย่วไฉพูดแบบนี้ แสดงว่าคนในครอบครัวต้องพูดแบบนี้ต่อหน้าเขาไม่น้อย

   

   เย่ไฉกุ้ยพูดว่า “โอ๊ย นายไม่ได้โกรธฉันจริงๆใช่ไหม”

   

   เซี่ยวเฟินฟางกลับรู้สึกเขินอายเล็กน้อย ก่อนหน้านี้หล่อนก็พูดแบบนี้ไม่น้อย

   

   “ลูกสาวฉันเป็นยังไง ฉันรู้ดีแก่ใจ”

   

   “จิ่นเป่าคือดาวนำโชคของบ้านเรา ถ้าหล่อนเป็นตัวซวย บ้านเราจะอยู่ดีกินดีแบบนี้ได้ยังไง?”

   

   เย่จื้อผิงก็ขี้เกียจจะเถียงกับพวกเขาแล้ว

   

   แต่เย่เสี่ยวจิ่นยังไม่หายแค้น เธอชี้หน้าเย่โหย่วไฉ “ไหนพูดอีกครั้งสิ?”

   

   เย่โหย่วไฉเป็นจอมเผด็จการตัวน้อยของบ้าน

   

   เขารีบดิ้นหลุดจากอ้อมกอดของคุณย่า พุ่งเข้ามาจะผลักเย่เสี่ยวจิ่น

   

   เธอกล้าดีอย่างไรมาพูดแบบนี้กับเขา?

   

   ปกติทุกคนในบ้านต้องยอมตามใจเขาอยู่แล้ว!

   

   “เพียะๆๆ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นจับเย่โหย่วไฉแล้วตบหน้าซ้ายขวา ตบจนแก้มของเด็กน้อยแดงและบวม ฟันหน้าหักไปสองซี่

   

   “แง้ ฮือๆๆ” เย่โหย่วไฉร้องไห้โฮเสียงดังโหยหวน

   

   เขาพูดอะไรไม่ออก ล้มลงไปกองกับพื้นด้วยสภาพเลือดกบปาก

   

   “พระเจ้า!” เซี่ยวเฟินฟางตาแดงก่ำ ในวันแรกของเทศกาลปีใหม่แบบนี้ ลูกชายของหล่อนกลับถูกทำร้าย?

   

   “เย่เสี่ยวจิ่น นังเดรัจฉานน้อย ฉันจะสู้ตายกับแก!”

   

   เซี่ยวเฟินฟางพุ่งเข้าหา แต่โดนเย่จื้อผิงผลักจนเซถลาไป

   

   เขาเอ่ยอย่างไม่ไว้หน้า “เด็กๆมันไม่รู้เรื่องหรอก เด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกันทะเลาะกันนิดหน่อยเอง ทำไมผู้ใหญ่ต้องเดือดร้อนด้วย?”

   

   เซี่ยวเฟินฟางทรุดตัวลงนั่งร้องไห้โฮบนพื้น “ฉันไม่อยู่แล้ว ฉันไม่อยู่แล้ว”

   

   “กล้ารังแกคนแบบนี้ได้ยังไง ทุบตีลูกชายฉันขนาดนี้”

   

   “วันนี้ฉันจะเอาหัวโขกกำแพงตายตรงนี้แหละ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นหัวเราะเยาะ “งั้นวันนี้คุณก็เอาหัวโขกกำแพงตายๆไปซะ จะได้ไม่ต้องมาให้หนูเห็นเป็นตัวตลกทุกวัน”

   

   “พวกไร้ประโยชน์ รู้จักแต่รังแกเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ”

   

   “พวกแกคอยดูเถอะ กรรมตามสนองแน่”

   

   พูดจบ เย่เสี่ยวจิ่นก็หอบของขวัญที่พ่อซื้อมาให้ปู่ย่า วิ่งออกไปโยนทิ้งลงในท่อระบายน้ำ จากนั้นก็เดินกลับบ้านอย่างรวดเร็ว

   

   เย่จื้อผิงก็เดินจากไปด้วยสีหน้าเย็นชาและโกรธจัด

   

   หลิวต้าเม่ย ครอบครัวของลูกชายคนโต และครอบครัวลูกชายคนรองที่เหลืออยู่ต่างมองหน้ากันด้วยความงุนงง

   

   หลี่กุ้ยฮวาชิงพูดขึ้นก่อนว่า “พวกแกไม่รู้หรือไงว่าตอนนี้บ้านน้องสามรวยขนาดไหน ยังจะมารังแกกันเหมือนเมื่อก่อนอีกเหรอ”

   

   “วันนี้พวกแกไปทำให้เขาโกรธแบบนี้ ระวังเขาจะจำฝังใจไปจนตายเลยล่ะ”

   

   “หึหึ บ้านเขามีหัวหน้างานถึงสองคน แอบกลั่นแกล้งพวกแกลับหลังน่ะง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากซะอีก”

   

   เซี่ยวเฟินฟางตาแดงก่ำ ไม่ยอมพูดอะไรออกมาสักคำ

   

   เย่ไฉกุ้ยถอนหายใจ “คุณไม่น่าไปมีเรื่องกับเขาเลย พวกเราเรียนวิธีเผาอิฐตั้งนาน ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเลย”

   

   “ตอนนี้ครอบครัวเจ้าสามสร้างเตาเผาอิฐแล้ว”

   

   “แล้วมันยังไงล่ะ? ถึงเขาจะสร้างเตาเผาอิฐ เขาก็ไม่ดึงพวกเราไปรวยด้วยหรอก” เซี่ยวเฟินฟางพูดจาเสียดสี “พวกเขารวยแล้วแบ่งเงินให้เราสักเฟินรึเปล่าล่ะ? ไอ้คนเนรคุณ!”

   

   หลังเทศกาลปีใหม่ ทุกคนก็ว่างงาน

   

   ผ่านพ้นวันที่แปดไป น้ำแข็งกับหิมะก็ละลายหมดแล้ว

   

   เย่เสี่ยวจิ่นก็ไปที่หมู่บ้านสวีเจียวันพร้อมกับเย่ฉางอัน

   

   สองปีมานี้ไม่มีคนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านสวีเจียวัน แต่ก่อนหน้านี้เด็กๆชอบไปเล่นที่นั่น ในคูน้ำมักจะมีเศษกระเบื้องสวยๆ ถ้าโชคดีก็อาจจะเก็บเหรียญได้ในโคลน

   

   สมัยก่อน หมู่บ้านสวีเจียวันมีแต่คนรวย ต่อมามีโจรปล้น ฆ่าคนตายเกือบหมด คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ตอนนี้ส่วนใหญ่จึงเป็นคนที่เหลืออยู่ของหมู่บ้านสวีเจียวัน

   

   เย่เสี่ยวจิ่นนั่งซ้อนท้ายจักรยาน เย่ฉางอันสวมเสื้อนวมหนา ปั่นจักรยานอย่างรวดเร็ว

   

   ลมพัดปะทะใบหน้า แก้มของทั้งสองคนแดงระเรื่อ อากาศเต็มไปด้วยไอเย็นของฤดูใบไม้ผลิ

   

   คนที่เห็นพวกเขาก็หยุดดูด้วยความแปลกใจ เพราะคนที่ขี่จักรยานได้มักจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จะเป็นเด็กหนุ่มทั่วไปได้อย่างไร

   

   เมื่อถึงหมู่บ้านสวีเจียวัน เย่ฉางอันก็ถูมือ “หนาวไหม?”

   

   “มือหนูแข็งไปหมดแล้ว” เย่เสี่ยวจิ่นตัวสั่น “รีบไปหาบ้านใครสักคนผิงไฟกันเถอะ หนูจะแข็งตายแล้ว”

   

   เย่ฉางอันพาเย่เสี่ยวจิ่นไปที่บ้านของเจียงเหอโหย่ว เพื่อนสมัยประถมของเขา

   

   เจียงเหอโหย่วเป็นหัวหน้าห้องสมัยประถม ครอบครัวมีภูมิหลังไม่ดี เป็นลูกหลานของเจ้าของที่ดิน

   

   เขาจึงยากจนเป็นพิเศษ

   

   อย่างไรก็ตามผู้คนในหมู่บ้านสวีเจียวันนี้ล้วนมีภูมิหลังทางชนชั้นที่ไม่ค่อยดีนัก

   

   เจียงเหอโหย่วไม่ได้เรียนหนังสือแล้ว ตอนนี้ทำงานอยู่บ้าน

   

   เมื่อเห็นเย่ฉางอันมา เขาก็ถูมือด้วยท่าทางประหม่าเล็กน้อย “ฉางอัน ทำไมนายถึงมาที่นี่ล่ะ”

   

   “พวกเรามาทำธุระที่นี่ รู้สึกหนาวมาก เลยแวะมาผิงไฟที่บ้านนาย”

   

   เจียงเหอโหย่วรีบหยิบขนมสือปาสองก้อนออกมาให้พวกเขาย่างกิน

   

   “ไม่ต้องยุ่งยากหรอก พวกเราอยู่ไม่นาน แวะมาถามเรื่องบางอย่างหน่อยน่ะ”

   

   เจียงเหอโหย่วมองเย่ฉางอัน ได้ยินคนพูดกันว่าตอนนี้ที่บ้านไอ้หนุ่มนี่รวยมาก

   

   เขายังจำได้ว่าเมื่อก่อนพวกเขายังใส่กางเกงขาดๆด้วยกันอยู่เลย

   

   ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีแต่ที่บ้านของเขาเท่านั้นที่ยังคงเหมือนเดิม

   

   “กินหน่อยสิ นี่ไส้ถั่วแดงนะ”

   

   “ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง? ฉันไม่ได้เจอนายนานแล้ว”

   

   น้ำเสียงของเจียงเหอโหย่วแตกต่างจากตอนเด็กๆไปมาก “ก่อนหน้านี้ฉันเจอคนๆ หนึ่งที่ตลาด พวกเขาบอกว่าตอนนี้นายเก่งมาก”

   

   “ฉันก็ไม่ได้เก่งอะไรหรอก เพิ่งจะดีขึ้นเมื่อปีนี้เอง ปีที่แล้วปีที่แล้วมาก็เหมือนกับนายนั่นแหละ”

   

   เจียงเหอโหย่วมีท่าทางอยากรู้อยากเห็น “นายทำได้ยังไง? จักรยานนายนี่ดูใหม่กริบเลยนะ ต้องแพงมากแน่ๆ”

   

   “ปีนี้หมู่บ้านพวกเราเพิ่งได้เงินปันผลคนละ 29หยวนเองนะ ใช้ชีวิตยังไม่พอเลย”

   

   “ฉันอยากจะหาเงินได้แบบนี้บ้างจัง”

   

   เย่ฉางอันกลับไม่มีช่องทางพาเขาทำด้วย เกาหัวพลางพูด “ฉันขายผักผลไม้ให้หมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านเลยให้เงินฉันมาเยอะหน่อย”

   

   “แล้วที่หมู่บ้านพวกเรา ได้เงินปันผลต่อหัวตั้ง 70หยวนเชียวนะ”

   

   “ฐานะทางบ้านเลยดีขึ้นหน่อย”

   

   “เฮ้อ ฉันได้ยินมาหมดแล้ว อิจฉาพวกนายจริงๆ” เจียงเหอโหย่วมองเย่ฉางอัน “ทั้งสิบลี้แปดหมู่บ้านนี่คงมีแต่หมู่บ้านชงเถียนของพวกนายเนี่ยแหละที่ชีวิตดีที่สุด”

   

   “ถ้าพวกเราได้คนละ70หยวนก็คงไม่ต้องกลุ้มใจอะไรแล้ว”

   

   เย่ฉางอันยิ้ม “ฉันมีเรื่องจะถามนายหน่อย”

   

   “นายรู้ไหมว่าบ้านใครแถวนี้มีของเก่าบ้าง? พวกเรารับซื้อของเก่า”

   

   “จะให้ราคาที่ยุติธรรม”

   

   เจียงเหอโหย่วถึงกับชะงัก สีหน้าไม่ค่อยดีนัก พูดเสียงเบาว่า “สหาย นายทำแบบนี้มันผิดกฎหมายนะ”

   

   “เอาของแบบนี้มาขายต่อ ถ้าถูกจับได้ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ”

   

   “ฉันเตือนนายแล้วนะ อย่าทำแบบนี้เลย ไม่งั้น...”

   

   เจียงเหอโหย่วไม่พูดต่อ ถ้าโดนจับได้แบบนี้ ต้องติดคุกแน่

   

   “พี่เข้าใจผิดแล้ว” เย่เสี่ยวจิ่นหยิบใบประกาศเกียรติคุณออกมาจากกระเป๋า “หนูเป็นพลเมืองดีที่อนุรักษ์โบราณวัตถุ ลองดูสิ นี่คือใบรับรองของหนู”

   

   “ของเก่าที่หนูรับซื้อมา หนูจะจ่ายเงินเอง แล้วบริจาคให้กับรัฐบาลโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย”

   

   เจียงเหอโหย่วไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้ จึงเริ่มลังเล

   

   “พวกเธอมอบสมบัติให้ชาติจริงๆเหรอ เรื่องแบบนี้ ล้อเล่นไม่ได้นะ”

   

   “ใครมาล้อนายเล่น ฉันก็ไม่ได้ขาดเงินค้าขายเล็กๆน้อยๆนี่” เย่ฉางอันตบบ่าเจียงเหอโหย่ว “ฉันเป็นคนยังไง นายยังไม่รู้จักอีกเหรอ”

   

   “ฉันจะไปทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไง แกไม่รู้เหรอไง ทั้งฉันและน้องสาวเป็นหัวหน้างานในหมู่บ้านนะ”

   

   “เรื่องแบบนี้ พวกเรารู้กันอยู่แก่ใจ”

   

   เจียงเหอโหย่วครุ่นคิด “งั้นพวกนายจะรับซื้อราคาเท่าไหร่ล่ะ”

   

   “แล้วแต่ชิ้น” เย่เสี่ยวจิ่นจ้องมองเปลวไฟในกองไฟ รู้ว่าฟังจากน้ำเสียงแล้ว แสดงว่าคนผู้นี้ต้องมีของดีอยู่ในมือแน่ๆ

   

   “พี่เอาออกมาให้หนูดูหน่อย หนูจะตีราคาให้ ถ้าพี่ตกลงก็ขายให้ฉัน”

   

   เจียงเหอโหย่วก็เป็นเพราะที่บ้านไม่มีเงิน จึงอยากจะปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้น

   

   เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเดินตรงเข้าไปในห้องของตัวเอง

   

   ครู่ใหญ่ๆถึงได้เดินออกมาพร้อมกับ ไหเซรามิกสีดำสนิทใบหนึ่ง

   

   เย่ฉางอันหัวเราะ “ไหแตกๆของพี่แบบนี้ บ้านฉันไม่ต้องพูดถึงสิบใบ อย่างน้อยๆ ก็หกเจ็ดใบแล้ว”

   

   พี่เอาไหดองผักออกมานี่ ฉันดูแล้วไม่น่าจะใช่”

   

   “ของแบบนี้ไม่ได้มีค่าอะไรหรอก”

   

   เจียงเหอโหย่วก็ยิ้มแห้งๆ วางของลงบนพื้น “ฉันจะไม่รู้ได้ยังไงล่ะ”

   

   เขาพูดพลางหยิบกล่องใบหนึ่งที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ออกมาจากข้างใน

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเห็นลวดลายแกะสลักที่ประณีตบรรจงบนกล่อง ก็รู้ทันทีว่านี่ต้องเป็นของดีแน่ๆ



 บทที่ 225: ย้ายบ้านเข้าตำบล


   

   เจียงเหอโหย่วเปิดกล่องออก ภายในมีขวดบดยาขนาดเล็กสีขาวปลอด ประดับด้วยลวดลายดอกบัวอันละเอียดอ่อน

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมีดวงตาเป็นประกาย “นี่มันของจากราชวงศ์ชิงนี่ งดงามมาก”

   

   ระบบประเมินราคา [ขวดบดยาสมัยราชวงศ์ชิงตอนปลาย ผลิตโดยราชสำนัก หากนำไปขายจะได้รับรางวัล2,000หยวน!]

   

   [กล่องไม้แกะสลักลายดอกไม้ สมัยราชวงศ์ชิงตอนปลาย หากนำไปขายจะได้รับรางวัล500หยวน!]

   

   เย่เสี่ยวจิ่น รู้ว่าสิ่งของพวกนี้ไม่สามารถเทียบค่ากับของที่คุณย่าสามให้เธอได้

   

   เธอไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเสนอราคา800หยวน

   

   อย่างน้อยก็ถือว่ามีน้ำใจมากแล้ว

   

   เงิน800หยวน สามารถทำให้ครอบครัวที่ยากจนกลายเป็นครอบครัวที่ดีขึ้นในหมู่บ้านได้ทันที

   

   “มากขนาดนี้เลยเหรอ? จิ่นเป่า?” เย่ฉางอันถึงกับตาค้าง

   

   “เธอจะเอาไปจ่ายไม่ใช่เหรอ? ให้เงินออกไปเยอะขนาดนี้ เธอก็ขาดทุนยับเลยสิ”

   

   “ไม่เป็นไร พี่ชาย”

   

   ถึงแม้เธอจะเป็นคนออกเงิน แต่ระบบจะให้รางวัลเธอกลับมา

   

   เจียงเหอโหย่วก็อึ้งไปเช่นกัน “800? เธอยังไม่ได้ลงมือดูเลยนะ? เธอแน่ใจเหรอ?”

   

   “ฉันแน่ใจ นี่เป็นของจากช่วงปลายราชวงศ์ชิง ไม่ได้มีราคาอะไรมาก”

   

   “แต่ถึงยังไงมันก็เป็นของเก่าที่มีสภาพสมบูรณ์นะ”

   

   “พี่ลองพิจารณาดูนะ ถ้าตกลงขาย หนูจะให้เงินพี่เดี๋ยวนี้เลย”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นไม่รีบร้อน และกินขนมสือปากับพี่ชายอย่างช้าๆ

   

   เธออดไม่ได้ที่จะชมว่า “เต้าหู้ยี้บ้านพี่อร่อยจริงๆ”

   

   แค่ใส่ลงในขนมฉือปา เธอก็อดไม่ได้ที่จะกินไปทั้งชิ้น

   

   ตอนนี้ที่บ้านของเจียงเหอโหย่วแยกบ้านกันอยู่แล้ว

   

   เรื่องนี้เขาเป็นคนตัดสินใจเองทั้งหมด

   

   เขาตอบตกลงทันที เพราะการไม่มีเงินมันน่ากลัวจริงๆ เขาขยาดกับความยากจนแล้ว

   

   เย่เสี่ยวจิ่นจ่ายเงินให้เขา แล้วนำขวดบดยากลับไปพร้อมกล่อง

   

   เจียงเหอโหย่วไม่รู้สึกว่าตัวเองขาดทุนเลย เพราะต่อให้เขาเก็บไว้ก็ไม่มีทางขายได้อยู่ดี

   

   เงิน800หยวนนี้สามารถทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว

   

   พวกเขาไม่ได้อยู่ที่นี่นานนัก

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพูดกับเจียงเหอโหย่วว่า “ความร่ำรวยไม่ใช่เรื่องควรเปิดเผย พี่อย่าเอาเรื่องนี้ไปป่าวประกาศล่ะ ที่ให้ราคานี้เพราะพี่เป็นเพื่อนที่ไว้ใจได้ของพี่ชายหนู”

   

   “ต่อไปถ้าจะขายวัตถุโบราณอีก หนูจะไม่ให้ราคาสูงขนาดนี้นะ เดี๋ยวจะมีปัญหา”

   

   “พี่ก็อย่าเอาเรื่องนี้ไปพูดที่ไหนล่ะ”

   

   เจียงเหอโหย่วรู้ดีอยู่แล้ว จึงพยักหน้ารับปากว่า “ฉันจะลองถามญาติๆ ดูว่ามีวัตถุโบราณไหม จะช่วยเป็นธุระให้”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นขึ้นรถ

   

   เย่ฉางอันพูดว่า “นายไม่ต้องไปส่งพวกเราแล้ว รีบกลับไปเถอะ ข้างนอกค่อนข้างหนาว”

   

   “พวกเรากำลังจะไปแล้ว ยังต้องไปส่งของที่ในเมือง ถึงจะเรียกว่าเสร็จธุระ”

   

   เจียงเหอโหยวโบกมือ

   

   เย่ฉางอันและเย่เสี่ยวจิ่นรีบไปส่งของโบราณ

   

   เธอได้รับใบประกาศอีกใบหนึ่งและเงินรางวัล5หยวน

   

   ในกระเป๋าพลันมีเงินรางวัลปรากฏขึ้น

   

   ยามราตรี

   

   เย่ฉางอันคิดถึงเรื่องที่น้องสาวใช้เงินไป800หยวน แต่ได้กลับมาแค่5หยวน

   

   นับว่าขาดทุนย่อยยับ

   

   “พี่ชาย พี่นอนหรือยัง”

   

   เย่ฉางอันเห็นเย่เสี่ยวจิ่นมา ก็รีบลุกจากผ้าห่มทันที

   

   เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มร่าเริง ปีนขึ้นไปบนเตียงของพี่ชาย ถือถุงผ้าใบเล็กๆใบหนึ่ง

   

   “วันนี้พี่มาช่วยหนูทำงาน หนูต้องแบ่งกำไรให้พี่ด้วยสิ”

   

   “แบ่งกำไร? ยังจะแบ่งกำไรอีกเหรอ?”

   

   เย่ฉางอันเกือบจะหลุดขำ “นี่เธอก็จ่ายเงินไปตั้ง795หยวนแล้ว เธอยังมีเงินมาแบ่งกำไรให้ฉันอีกเหรอ?”

   

   “มันจะมีประโยชน์อะไรกัน ก็แค่ใบประกาศ”

   

   “เฮ้อ จริงๆเลย ต่อไปนี้จะไม่ไปเก็บของเก่ากับเธอแล้ว ใครจะไปรู้ว่าเธอจะเล่นแบบนี้”

   

   “สมบัติของพวกเรามีไม่พอให้เธอถลุงเล่นหรอกนะ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่น รู้ว่าพี่ชายกำลังไม่พอใจ จึงส่ายหน้า “พี่จะไปรู้อะไร นี่มันภารกิจที่ท่านปู่เทวดามอบให้หนูนะ”

   

   “ถึงหนูจะเสียเงิน800หยวนไปกับการซื้อของมาส่ง แต่ปู่เทวดาก็ให้รางวัลหนูมา2,500หยวนเชียวนะ!”

   

   “หักต้นทุนแล้วก็เหลือกำไร1,705หยวน”

   

   “หนูแบ่งให้พี่705หยวน”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นนับเงิน705หยวนให้เย่ฉางอัน “แต่พี่ต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับนะ ไม่งั้นน้องสาวสุดที่รักของพี่อาจจะโดนคนจับตัวไปหาเงินก็ได้”

   

   เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “เข้าใจไหม?”

   

   “จริงหรือเปล่า? อย่ามาหลอกฉันเล่นนะ” เย่ฉางอันรับเงินมากมายขนาดนี้แล้ว ก็รู้สึกเหมือนฝันไป

   

   “แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มร่า “ถ้าไม่เชื่อ พี่ก็คืนมาสิ”

   

   เย่ฉางอันไม่ยอมคืนเงินแน่นอน “ฉันเชื่อ ฉันเชื่อแล้ว”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นฮึดฮัด “ไม่คุยด้วยแล้ว หนูจะไปแล้ว”

   

   “อีกไม่กี่วันเราต้องเตรียมตัวย้ายบ้านไปอยู่ในตำบลกัน หนูเตรียมบ้านไว้ที่นั่นเรียบร้อยแล้ว”

   

   “ถึงตอนนั้น พี่ก็ไปอยู่กับฉัน พี่ชายใหญ่กับพี่สะใภ้อยู่เผาอิฐที่นี่ก็แล้วกัน”

   

   เย่ฉางอันพยักหน้า

   

   ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกว่าการที่ครอบครัวต้องแยกจากกันมันฟังดูไม่ค่อยดีเท่าใด

   

   แต่ในเมื่อที่ตำบลมีโอกาสให้จิ่นเป่าได้แสดงความสามารถ เขาก็ไม่อยากให้น้องสาวต้องพลาดโอกาสดีๆแบบนี้

   

   ประตูห้องถูกปิดลง

   

   เย่ฉางอันนับเงินแล้วรู้สึกดีใจมาก “เงินเยอะขนาดนี้ เงินฝากของฉันมี1,000หยวนแล้ว”

   

   “ความเร็วในการหาเงินแบบนี้มันช่างมีความสุขจริงๆ”

   

   เขายิ้มเหมือนดอกไม้บาน แล้วเก็บเงินอย่างดี “ถ้าการเก็บของเก่าส่งรัฐมันทำเงินได้ขนาดนี้ แล้วจะทำไร่ไถนาไปทำไม”

   

   “พรุ่งนี้ต้องชวนจิ่นเป่า ไปเก็บของเก่าด้วยกันเยอะๆหน่อยแล้ว”

   

   “ถ้าทำแบบนี้ต่อไป วันหนึ่งบ้านเราต้องกลายเป็นบ้านเศรษฐีหมื่นหยวนแน่ๆ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นอยู่ในห้อง ระบบกำลังเกลี้ยกล่อมเธอ

   

   [อย่าพูดแบบนี้เลย ของโบราณมันเป็นเรื่องของโอกาส อีกอย่างตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะเอาของพวกนี้มาทำกำไร]

   

   [ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมา พวกนั้นเค้าจะสนใจเหรอว่าเธอจะส่งมอบให้รัฐหรือเอาไปขายต่อ]

   

   [และไม่ใช่ว่าจะมีของโบราณอยู่เต็มท้องถนนสักหน่อย]

   

   เธอเบะปาก “ฉันไม่ทำตัวเป็นเป้านิ่งหรอก”

   

   ระบบถอนหายใจ [โฮสต์ คุณนี่รอบคอบจริงๆ]

   

   “รอบคอบไว้ก็ไม่เสียหายนี่”

   

   พริบตาเดียวก็ล่วงเข้าวันที่สิบห้าเดือนหนึ่งแล้ว อีกไม่กี่วันเย่หวายก็จะเปิดเทอม

   

   ครอบครัวของเย่เสี่ยวจิ่นย้ายสัมภาระบางส่วนไปอยู่ที่ตำบลกันทั้งครอบครัว

   

   ตอนที่เธอกำลังจะไป ผู้ใหญ่บ้านยังคงรั้งเธอเอาไว้

   

   แต่เย่เสี่ยวจิ่นไม่ได้ทอดทิ้งหมู่บ้านชงเถียน เธอแค่ต้องการไปสร้างฐานการผลิตที่ใหญ่กว่า

   

   แต่ซุนจ่างซุ่นและกั๋วชิงซงรั้งเธอเอาไว้เต็มที่จนเธอไม่มีทางเลือก จึงตอบตกลงว่าจะกลับมาทุกสัปดาห์

   

   เวลาอื่นๆ ถ้ามีเรื่องอะไร ก็แจ้งพี่ชายใหญ่ได้เลย

   

   ชาวบ้านก็รู้วิธีปลูกแตงโมและเมลอนแล้ว

   

   บ้านในตำบลเป็นบ้านอิฐหลังเล็กๆใกล้กับที่ทำการตำบล

   

   นี่เป็นบ้านที่ทางตำบลจัดสรรให้พวกเขาเป็นพิเศษ บ้านไม่เล็ก มีพื้นที่ค่อนข้างกว้างขวาง

   

   แถมยังแบ่งที่ดินผืนหนึ่งให้พวกเขาโดยเฉพาะ เพื่อให้พวกเขาปลูกผัก เลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ด

   

   เพียงแต่ว่าที่นี่เมื่อเทียบกับบ้านที่หมู่บ้านชงเถียนแล้ว เป็นธรรมดาที่จะมีขนาดเล็กกว่า

   

   พวกเขาย้ายบ้านเสร็จแล้ว

   

   คนของรัฐบาลท้องถิ่นต่างหอบเหล้า เนื้อสัตว์ ผักและข้าวสารมา

   

   “จิ่นเป่า ในที่สุดก็รอเธอจนมาจนได้” หลี่จื้อเฉียงสวมเสื้อหนาวอย่างกระตือรือร้น

   

   “เรื่องที่พวกเธอชาวหมู่บ้านชงเถียนมีรายได้เพิ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้ว แพร่กระจายไปทั่วเลย”

   

   “ฉันกำลังอยากจะชวนเธอมาทำงานที่นี่เพื่อแสดงฝีมืออยู่พอดี ไม่คิดเลยว่าเธอจะย้ายมาแล้ว”

   

   “นับเป็นเรื่องดีทีเดียว ในอนาคตพวกเราทั้งต้าหลีจะทำตามที่เธอพูด มุ่งมั่นให้ชาวบ้านทั้งตำบลมีรายได้เพิ่มขึ้น!”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นหนูว่าคงเหนื่อยแย่ หนูขอเสนอให้พวกคุณขึ้นเงินเดือนให้หนูด้วย”

   

   คำพูดหยอกเย้าของเธอทำให้ทุกคนพากันหัวเราะ

   

   หลี่จื้อเฉียงหัวเราะเสียงดัง “ในเมื่อเธอเป็นพนักงานประจำแล้ว แน่นอนว่าต้องมีสวัสดิการอยู่แล้ว”

   

   “จริงสิ พวกเรานำอาหารมาเยอะเลย คืนนีมากินข้าวที่บ้านเธอกันเถอะ”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเกิดอาการลำบากใจ “แต่ว่าเตานี่ยังไม่ได้ทำความสะอาดเลย...”

   

   “เรื่องแค่นี้เอง พวกเรามีคนเยอะแยะ ทำความสะอาดแปบเดียวก็เสร็จ”

   

   “พอดีเลย พวกเรามากันเยอะๆ จะได้ช่วยเพิ่มความคึกคักให้เธอไง”

   

   หลี่จื้อเฉียงพูดจบก็นำทุกคนเริ่มทำความสะอาดให้

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกเกรงใจมาก หล่อนได้ยินคนอื่นเรียกชายคนนี้ว่าท่านหัวหน้าเชียวนะ “โอ๊ย งานหนักแบบนี้ให้พวกเรามาทำเองดีกว่า ท่านเป็นถึงระดับหัวหน้า จะให้มาช่วยฉันทำความสะอาดเตาไฟได้ยังไงกัน”

   

   หลี่จื้อเฉียงพูดอย่างไม่เกรงใจ “ต่อไปนี้ก็เจอกันบ่อยๆ อยู่หมู่บ้านเดียวกัน ยังไงก็อย่ามองพวกเราเป็นหัวหน้าเลย”

   

   “ถ้าพูดแบบนั้นก็ดูห่างเหินเกินไป”

   

   “อีกอย่าง จิ่นเป่าของพวกเธอก็เป็นหัวหน้าเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นยิ้ม

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยก็หัวเราะ แบบนี้ยกย่องกันเกินไปแล้ว ลูกสาวหล่อนแค่มาสอนชาวบ้านเรื่องการเกษตร จะนับเป็นหัวหน้าได้อย่างไร

   

   หล่อนรู้ดีอยู่ในใจ “พูดแบบนี้ชมกันเกินไปแล้วค่ะ”



จบตอน

Comments