บทที่ 226: หัวหน้าทีมนวัตกรรมการเกษตร
เช้าวันรุ่งขึ้น เย่เสี่ยวจิ่นไปทำงานตรงเวลา
ตอนนี้เธอเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ไม่สามารถอู้งานไปได้ตลอด
แต่เธอตัดสินใจว่าหลังจากที่เธอคุ้นเคยกับที่นี่แล้ว เธอจะอู้ต่อ
เหอชุนเซิงและเซี่ยวเกาซานผู้อุปถัมภ์ของเขาและหัวหน้าคนใหม่ กำลังพูดคุยกันอยู่ที่ประตู
เซี่ยวเกาซานไม่เพียงแต่เป็นผู้อุปถัมภ์ของเหอชุนเซิงเท่านั้น แต่ยังเป็นพี่ชายร่วมสำนักของเขาด้วย ดังนั้นจึงสนับสนุนเขาเป็นพิเศษ
เหอชุนเซิงก่อนหน้านี้แทบจะอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว โชคดีที่ศิษย์พี่ถูกย้ายมา ไม่เช่นนั้นสถานการณ์ของเขาคงย่ำแย่กว่านี้
“ชุนเซิง ไม่ต้องกังวล พวกเราเป็นคนกันเองทั้งนั้น ครั้งนี้ต้องผลักดันให้นายมาดูแลเกษตรกรรมแนวใหม่”
“ปลาในนาข้าวปีที่แล้วก็เป็นเพราะนายโชคไม่ดีเอง”
“ปีนี้นายทุ่มเทหน่อย ต่อไปฉันจะหาตำแหน่งดีๆให้นายเอง”
เป็นหัวหน้ากลุ่มนวัตกรรมการเกษตร?
นี่มันตำแหน่งที่มีอำนาจ แถมยังทำผลงานได้ง่ายอีกด้วยนะ
คนนับไม่ถ้วนต่างก็อยากได้ตำแหน่งนี้กันทั้งนั้น
ถ้าทำผลงานได้ ก็จะช่วยฟอกขาวประวัติให้ดูดีได้
“ขอบคุณพี่มากจริงๆ” เหอชุนเซิงพูดจาเอาใจ “พี่เซี่ยว ต้องขอบคุณพี่มากเลย ถ้าไม่มีพี่ ผมคงโดนไล่ออกไปนานแล้ว”
“ถ้าผมไม่มีพี่ ผมคงต้องอดตายกันทั้งบ้านแน่ๆ”
“ตอนนี้เสวี่ยเอ๋อร์เมียผมก็กำลังท้อง ผมยิ่งต้องพึ่งพาพี่แล้ว”
เซี่ยวเกาซานเพิ่งจะย้ายมาเมื่อต้นปี คนที่คอยประจบสอพลอเขายังมีไม่มาก
ทุกคนมีตำแหน่งเท่ากัน คนส่วนใหญ่จะเข้าหาหลี่จื้อเฉียงมากกว่า
พูดถึงหลี่จื้อเฉียง คนๆนี้ไม่มีความรู้ อาศัยแต่ตัวเองอายุเยอะ ถึงได้เป็นหัวหน้าได้
ไม่เหมือนเขาที่มีทั้งความรู้ มีทั้งการศึกษา ผ่านโลกมามาก การมาอยู่ที่นี่นับเป็นการเสียของ
แต่ก็เพื่อเป็นการสั่งสมประสบการณ์ในพื้นที่ห่างไกล ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่มาที่นี่หรอก
ตอนที่เขามาใหม่ๆเขาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน อยากจะชี้นิ้วสั่งการ ปฏิรูปที่นี่ครั้งใหญ่
แต่ปรากฏว่าคนที่นี่ไม่มีใครฟังเขาเลย ทำให้เขาโมโหมาก
ตอนนั้นเอง เหอชุนเซิงก็ก้าวออกมาสนับสนุนอำนาจของเขาอย่างเต็มที่
เขาจำเป็นต้องให้ “ผลประโยชน์” กับเหอชุนเซิงบ้าง เพื่อให้คนอื่นได้เห็นว่า การติดตามเขานั้นมีอนาคตมากกว่าการติดตามหลี่จื้อเฉียงเยอะ
เขาอยู่ในตำแหน่งมาสามปี เขาจะปล่อยให้ตัวเองเป็นเหมือนไม้ประดับที่ถูกมองข้ามอย่างนี้ไม่ได้
“เอาล่ะ ไม่ต้องพูดแบบนั้น ฉันจำได้”
“ฉันรู้สถานการณ์ของครอบครัวนาย ฉันจะไม่ปล่อยให้นายลำบาก”
เหอชุนเซิงยิ้มกว้างทันที เขาก้มคำนับเล็กน้อย ไม่มีท่าทีหยิ่งยโสเหมือนปีที่แล้ว
ในตอนนี้ สายตาของเขาได้กวาดไปเห็นเด็กตัวเล็กๆปรากฏตัวขึ้นในห้องโถง
เขาชะงักไป รู้ว่าเย่เสี่ยวจิ่นกลับมาที่ตำบลอีกแล้ว
ความอับอายนับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาในใจ
“โอ้ เหอชุนเซิง ยังอยู่ที่นี่อีกเหรอ”
เหอชุนเซิงรู้สึกอึดอัด “ใช่ แล้วเธอล่ะ กลับมาที่นี่เพื่อมาแนะนำเทคนิคอีกแล้วเหรอ”
“ไม่ใช่ คุณไม่รู้เหรอ ฉันย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านแล้ว ต่อไปนี้ พวกเราก็จะได้อยู่ด้วยกันตลอดไปแล้ว”
เหอชุนเซิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“เมื่อวานนี้ไง”
เหอชุนเซิงจึงนึกขึ้นได้ เมื่อวานนี้มีคนมากมายพูดกันว่าจะไปเลี้ยงต้อนรับใครบางคน
หรือว่าจะเป็นเย่เสี่ยวจิ่น?
เหอชุนเซิงมองเย่เสี่ยวจิ่นเดินจากไป รีบหันไปบอกเซี่ยวเกาซานที่กำลังทำหน้างงว่า “เด็กคนนี้เพิ่งอายุสี่ขวบครึ่ง เพราะว่าชอบอ่านหนังสือ เลยเรียนรู้เทคนิคการปลูกพืชบางอย่าง หลี่จื้อเฉียงเลยพาหล่อนมาที่ทำการตำบล”
“เธออายุยังน้อย แต่กลับมีนิสัยเอาแต่ใจ แถมยังถือตัวว่ามีหัวหน้าหลี่คอยหนุนหลัง จึงไม่เคยมองใครอยู่ในสายตา”
“อีกอย่าง ว่ากันตามเหตุและผล เธออายุแค่นี้จะเข้ามาทำงานที่นี่มันไม่น่าขันเหรอ คนข้างนอกไม่รู้จะนินทาว่ายังไงแล้ว แต่หัวหน้าหลี่ก็ยังจะทำเรื่องไม่เข้าท่าแบบนี้”
เซี่ยวเกาซานขมวดคิ้วเมื่อได้ยิน “แบบนี้มันไม่ถือว่าใช้อำนาจในทางมิชอบอย่างชัดเจนเลยหรือ”
“ฉันว่าเด็กคนนี้ต้องเป็นญาติกับหัวหน้าหลี่แน่ๆ”
“หึๆ ปกติหลี่จื้อเฉียงทำตัวเป็นคนแสนดี เพื่อที่จะยัดญาติเข้ามาทำงาน ถึงกับทำเรื่องแบบนี้ได้”
เซี่ยวเกาซานรู้สึกดูถูกการกระทำแบบนี้อย่างมาก “ฉันจะไปถามเขาดู ว่ารัฐบาลนี้เขาเป็นคนตัดสินใจอยู่คนเดียวหรือไง”
เหอชุนเซิงรีบรั้งเซี่ยวเกาซานไว้ “ท่านหัวหน้า คุณอย่าไปถามเขาเลย เดี๋ยวเขาจะแอบผูกใจเจ็บคุณ”
“เรื่องนี้เป็นความลับที่นี่ ไม่มีใครกล้าพูดถึง ล้วนปล่อยเลยตามเลยกันทั้งนั้น”
“ที่ผมบอกคุณเพราะรู้สึกว่าการทำงานร่วมกับยัยเด็กนี่มันเป็นการดูถูกกันอย่างมาก”
เขาถอนหายใจ แสร้งทำเป็นไม่พูดถึงความบาดหมางระหว่างตัวเองกับเย่เสี่ยวจิ่น เลยแม้แต่น้อย
“ลองคิดดูสิ พวกเราทุกคน ต่างก็เรียนจบจากโรงเรียนดีๆ ฝ่าฟันการแข่งขันกันมาอย่างดุเดือด กว่าจะได้มาทำงานที่นี่”
“แต่หล่อนกลับมีชะตาดี มีคนคอยปูทางให้ไปถึงไหนๆได้ง่ายๆ”
เซี่ยวเกาซานเย้ยหยันอย่างเย็นชา “ไร้สาระสิ้นดี ผมต้องรายงานเรื่องนี้”
เขารู้ตัวดีว่า ในที่สุดเขาก็หาข้ออ้างเล่นงานหลี่จื้อเฉียงได้แล้ว
เขาครุ่นคิดว่าจะบอกเรื่องนี้กับหลี่จื้อเฉียงอย่างไรดี
เขาควรจะใบ้ให้ชายคนนั้นรู้ แล้วเก็บความลับนี้ไว้เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
หรือจะรายงานต่อผู้บังคับบัญชาแล้วจัดการเขาไปเลยดี?
แบบนี้เขาจะได้มีอำนาจเด็ดขาดอยู่ที่นี่
เซี่ยวเกาซานครุ่นคิด เดินไปที่ห้องทำงานของตัวเองแล้วรินน้ำชา
เลขานุการมาเคาะประตู “ท่านหัวหน้า การประชุมเริ่มแล้วค่ะ”
เซี่ยวเกาซานวางถ้วยเคลือบของเขาลง ยืนขึ้นและจัดเสื้อผ้าของเขาหยิบสมุดโน้ตกระดาษคราฟต์และปากกาที่เขาหวงแหนขึ้นมา
“ฉันจะไปเดี๋ยวนี้”
ในห้องประชุมมีคนนั่งเต็มแล้ว
เซี่ยวเกาซานนั่งลงในที่นั่งด้านหน้า และพบว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นก็อยู่ที่นั่นด้วย
เขาขมวดคิ้วทันที
หลี่จื้อเฉียงคนนี้เป็นบ้าไปแล้ว อะไรจะเป็นจริงเป็นจังขนาดนี้
หมอนี่ไม่กลัวตกน้ำหรือไง?
ไม่ใช่แค่เซี่ยวเกาซานที่มองเย่เสี่ยวจิ่น คนอื่นๆก็มองเย่เสี่ยวจิ่นด้วยความอยากรู้อย่างมากเช่นกัน
เย่เสี่ยวจิ่นนั่งตัวตรง สีหน้าจริงจัง ดูสุขุมเหมือนผู้ใหญ่อย่างไม่น่าเชื่อ
จ้าวกั๋วถ่งนั่งที่นั่งตรงหัวโต๊ะ โบกมือ “ทุกคนเงียบก่อน วันนี้มีเรื่องจะพูดในการประชุมสองสามเรื่อง”
“ก่อนอื่นเลย เย่เสี่ยวจิ่นจากหมู่บ้านชงเถียน ได้ย้ายมาทำงานกับพวกเราแล้วนะครับ”
“หวังว่าทุกคนจะช่วยดูแลหล่อนด้วยนะครับ เพราะหล่อนยังเด็ก ประสบการณ์น้อย พวกเราช่วยเหลือเย่เสี่ยวจิ่นเยอะๆนะครับ”
“เชื่อว่าทุกคนคงจะคุ้นเคยกับหล่อนเป็นอย่างดี หล่อนเป็นผู้นำพาหมู่บ้านชงเถียนให้ประสบความสำเร็จ ทุกคนในหมู่บ้านต่างได้รับเงินปันผลไปคนละ70หยวน!”
“นับว่าเธอเป็นผู้ที่มีความดีความชอบอย่างใหญ่หลวง”
ระหว่างที่จ้าวกั๋วถ่งกำลังพูด ทุกคนก็เบนสายตาไปที่เย่เสี่ยวจิ่น
เธอไม่ได้แสดงท่าทางอวดเบ่งหรือถ่อมตนจนเกินควร ทำเพียงยิ้มบางอย่างสุภาพ
“นอกจากนี้ หล่อนเองก็ร่างแผนการเลี้ยงปลาในนาข้าว ซึ่งเรื่องการปลูกแตงโมและปลาในนาข้าวก็ได้ลงในหนังสือพิมพ์แล้ว”
“บ้านของหล่อนเป็นครัวเรือนแรกในหมู่บ้านที่มีรายได้หนึ่งหมื่นหยวน”
ตอนนี้ ทุกคนต่างมองเธอด้วยความชื่นชม
ครัวเรือนที่มีรายได้หนึ่งหมื่นหยวน?
ล้อเล่นหรือเปล่า?
พวกเขาที่รับเงินเดือนทุกเดือน ก็ไม่มีใครมีเงินหมื่นหยวนสักคน
หากมองไปทั่วต้าหลี คาดว่ามีแค่เศรษฐีหมื่นหยวนแค่คนเดียวนี่แหละ
“พระเจ้า เสี่ยวจิ่น พวกเธอทำได้ยังไง”
เย่เสี่ยวจิ่นยิ้ม “ครอบครัวของฉันทำนาข้าวเลี้ยงปลาไปพร้อมกับคนในหมู่บ้าน หักค่าใช้จ่ายส่วนกลางแล้วแบ่งกันคนละครึ่ง ดังนั้นจึงได้เงินมาจำนวนหนึ่ง”
เธอไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะพูดมากมักผิดพลาด
เงินของเธอมาจากแหล่งอื่นด้วย
ตอนนี้ทุกคนแทบจะไม่ดูถูกเธอแล้ว กลับรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมาก
และอยากจะแอบถามเธอเป็นการส่วนตัวว่า ทำอย่างไรถึงสามารถร่ำรวยจากการทำนาได้?
จ้าวกั๋วถ่งเห็นทุกคนมีท่าทีต่อเย่เสี่ยวจิ่นเป็นอย่างดี ก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“นอกจากนี้ เรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ภารกิจด้านนวัตกรรมทางการเกษตรจากเบื้องบน พวกเรามอบหมายให้เย่เสี่ยวจิ่นดูแลทั้งหมด”
“นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หล่อนจะกลายเป็นบุคลากรภายในของเรา จากเดิมที่เป็นบุคลากรภายนอก”
“กรมกสิกรรมจากเบื้องบนได้ตรวจสอบผลงานและบทความที่หล่อนตีพิมพ์แล้ว พวกเขาพอใจมาก”
“จิ่นเป่า เธอรู้สึกกดดันไหมที่ต้องเป็นหัวหน้าทีมนวัตกรรมทางการเกษตร?”
เย่เสี่ยวจิ่นยิ้ม “ก็เหมือนกับปีที่แล้ว เพียงแต่ขยายขนาดขึ้นเท่านั้นเองค่ะ”
จ้าวกั๋วถ่งหัวเราะอย่างพอใจ “เห็นเธอมั่นใจแบบนี้ก็ดี ไปลงมือจัดการได้เลย ให้เธอเป็นคนบัญชาการ สั่งให้ใครทำอะไรที่ไหนก็จัดการไป”
บทที่ 227: เย่หวายกำลังลำบาก
หลี่จื้อเฉียงปรบมือพร้อมกับพาคนอื่นๆออกไป “ดี! ฉันคิดว่าจิ่นเป่าต้องทำได้แน่!”
“ใช่ พวกเราทุกคนเชื่อมั่นในตัวเธอ เธอทำไปเลยนะ มีอะไรให้ช่วยก็บอกได้ตรงๆ”
“นี่มันเรียกว่ารุ่นใหม่เก่งกว่ารุ่นเก่าจริงๆ นี่มันเทพเจ้าแห่งวรรณกรรมกลับมาเกิดใหม่หรือไง?”
เสียงปรบมือดังกึกก้อง
เสียงดังก้องไปทั่วราวกับจะทำให้หูแตก
เย่เสี่ยวจิ่นเองก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย
แต่ก็ยังมีบางคนที่หน้าซีดเผือด
หนึ่งในนั้นคือเซี่ยวเกาซาน
เรื่องนี้ไม่ได้ปรึกษาหารือกับเขา กลับตัดสินใจเช่นนี้ มิใช่ว่าไม่ไว้หน้าเขาหรอกหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังตั้งใจจะให้ตำแหน่งนี้แก่เหอชุนเซิง ตอนนี้ดีแล้ว พูดออกไปแล้ว กลับกลายเป็นตบหน้าตัวเอง
เขานี่ช่างขายหน้าเสียจริงๆ
ส่วนอีกคนที่สีหน้าซีดเผือดก็คือเหอชุนเซิง
คราวนี้เขาพลาดอย่างไม่เป็นท่า เสียทั้งตำแหน่ง แล้วยังต้องมาทำงานใต้เท้าเย่เสี่ยวจิ่นอีก
ทั้งความแค้นใหม่ความแค้นเก่า เย่เสี่ยวจิ่นจะปล่อยเขาไปง่ายๆหรือ
หลังจากจ้าวกั๋วถ่งแจ้งเรื่องอื่นๆเสร็จ การประชุมก็เลิกทันที
เหอชุนเซิงเดินตามหลังเซี่ยวเกาซานออกไป เหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง
“หัวหน้าเซี่ยว แบบนี้ผมจะทำยังไงดีล่ะ”
“ตอนนี้ก็ยังไม่มีทางอื่นแล้ว ใครจะไปคิดว่าเย่เสี่ยวจิ่นคนนั้นจะมีความสามารถอยู่เหมือนกัน”
“นายก็ทนลำบากไปก่อนแล้วกัน ฉันจะหาวิธีให้ โอกาสมาถึงเมื่อไหร่ ฉันจะหาเรื่องดีๆให้นายเอง”
“รอไปก่อนนะ เรื่องดีมักมาช้า”
เซี่ยวเกาซานอารมณ์ไม่ดี พูดจบก็กลับไปที่ห้องทำงานของตัวเองทันที
เขาอับอายขายหน้า ระยะเวลาสั้นๆ นี้จึงไม่อยากเจอหน้าเหอชุนเชิงอีก
เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่พอใจจากอีกฝ่าย
ห้องทำงานของเย่เสี่ยวจิ่นกับหลี่จื้อเฉียง เป็นห้องเดียวกัน จริงๆแล้วเธอสามารถมีห้องทำงานเป็นของตัวเองได้
แต่หลี่จื้อเฉียงกลัวว่าเธอจะไม่ชิน จึงให้เธออยู่กับตัวเองไปก่อน
รอให้เธอคุ้นเคยแล้วค่อยกลับไปที่ห้องทำงานของตัวเอง
อีกด้านหนึ่ง
หลังจากเปิดภาคเรียน เย่หวายก็ตั้งใจเรียนมากขึ้นอย่างจริงจัง
ผลสอบเกือบทั้งหมดได้คะแนนเกือบเต็ม เป็นอะไรที่น่ากลัวมาก
หยางจิ่นมองเขาอดถามไม่ได้ “นายสอบได้เต็มยังไง? เรียงความของนายยังถูกส่งมาให้พวกเราลอกเลย”
เขาชูหัวแม่มือขึ้น “บทความที่นายเขียนนี่มันยอดเยี่ยมมาก”
“ปกตินายอ่านหนังสือพิมพ์เยอะ อ่านหนังสือก็เยอะ ครูภาษาบอกว่าแบบนายนี่เรียกว่า ยกเอาพระคัมภีร์มาอ้างอิง แถมยังทันเหตุการณ์ด้วย”
“ฉันนับถือนายจริงๆ”
ใบหน้าของเย่หวายปราศจากความภูมิใจ
“ลองคิดดู ทุกปีมีคนอยากสอบเข้าโรงเรียนอาชีวะศึกษาตั้งเยอะแยะ แต่คนที่สอบติดได้มีน้อยยิ่งกว่าขนนก”
“หากไม่มีข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าใคร นายจะแข่งขันกับคนอื่นชนะได้อย่างไร”
“ทุกๆที่ ล้วนมีแต่คนที่พยายามและทุ่มเทอย่างหนักหน่วง มีเพียงการทำให้ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ ถึงจะไม่เกิดข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย”
เย่หวายมีสีหน้าจริงจังอย่างที่สุด
เขารู้ดีว่าตัวเองนั้นแตกต่างจากคนอื่น เขาสามารถเรียนหนังสือได้ นับเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย
ในยามที่ครอบครัวลำบาก เพียงแค่พอมีเงินขึ้นมาบ้าง ก็ถูกส่งเสียให้เขาได้เรียนหนังสือแล้ว
เขาไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่น้อย หากเขานิ่งเฉยแม้แต่นิดเดียว ก็เท่ากับเขากำลังทรยศต่อครอบครัวของเขาเอง
“ดังนั้นนายจะเรียนต่อสายอาชีพงั้นเหรอ”
“ไม่” เย่หวายขมวดคิ้วพลางมอง หยางจิ่น “ฉันจะเรียนต่อมัธยมปลาย จากนั้นก็เข้ามหาวิทยาลัย”
“พระเจ้า” หยางจิ่นอุทานออกมาอย่างตกใจ
การเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องยากมากๆ
ทั้งต้าหลี่ไม่แน่ว่าจะมีนักเรียนมหาวิทยาลัยสักคน!
การเรียนมหาวิทยาลัยไม่เพียงต้องเรียนเก่งเท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นยังต้องได้รับการเสนอชื่อจากประชาชน
ถ้ามีคนอื่นได้รับความนิยมมากกว่า ก็แปลว่าหมดหวังแล้วใช่ไหม?
หยางจิ่นรู้สึกว่ามันยากเกินไป ยากกว่าเรียนโรงเรียนอาชีวศึกษาเสียอีก
เย่หวายเห็นสีหน้าของเขา ก็ยิ้มแล้วพูดว่า “เพราะงั้นฉันถึงต้องสอบเข้าโรงเรียนมัธยมต้นเชียนอินด้วยคะแนนเกือบเต็ม”
“ตราบใดที่ฉันเป็นคนที่เก่งที่สุด ฉันก็จะต้องได้เรียนมหาวิทยาลัยได้แน่ๆ”
“นั่นก็แน่นอนสิ ในอำเภอทุกๆปียังมีนักเรียนจำนวนหนึ่งที่ได้ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยนะ” หยางจิ่นอดชื่นชมความกล้าหาญของเย่หวายไม่ได้
จริงๆแล้วเขาก็สามารถเรียนต่อโรงเรียนอาชีวะศึกษาได้นะ
แบบนั้นเขาก็จะมีทะเบียนบ้านในเมือง แล้วก็มีอาชีพที่มั่นคงแล้ว
ช่างมีความสุขอะไรเช่นนี้
แบบนี้เย่หวายก็จะกลายเป็นหนึ่งในนักเรียนที่เก่งและฉลาดที่สุดของต้าหลี
แต่เขากลับอยากจะยอมแพ้การเรียนต่อวิทยาลัยอาชีวศึกษา แล้วไปเรียนต่อมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยแทน
เรื่องในอนาคต ใครจะไปรู้ได้ล่ะ?
หยางจิ่นไม่รู้ว่าเรียนมหาวิทยาลัยแล้วจะทำอะไรได้ เขารู้แค่ว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว
พูดให้ถูก อาจจะสู้มีอาชีพที่มั่นคงไม่ได้ด้วยซ้ำ
เขาแค่อยากสอบเข้าวิทยาลัยครู แล้วเรียนจบออกมาเป็นครู เหมือนกับพี่สาวคนโตของเขามาก
หยางอวี้เจินพี่สาวคนโตของเขาเป็นเด็กที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในครอบครัว
ถ้าเขาสามารถเป็นแบบนั้นได้ เขาก็จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเช่นกัน
“เสี่ยวหวาย ช่วงนี้ซูต้านในหมู่บ้านของเรากำลังเตรียมตัวที่จะไม่ไปสอบ และจะไปเป็นทหารล่ะ”
“นายว่า ถ้าปีนี้ฉันยังสอบไม่ติด ฉันจะไปเป็นทหารได้ไหม”
“ฉันกลัวสอบตกจัง ถ้าสอบตกฉันต้องโดนพ่อแม่ตีตายแน่ๆ”
“ไม่ต้องกังวลไปหรอก” เย่หวายปลอบหยางจิ่น “นายน่ะเรียนต่อมัธยมปลายได้สบายมาก ตั้งใจอ่านหนังสือหน่อย เผื่อโชคดีจะได้เข้าวิทยาลัยครูก็ได้”
“แต่ที่วิทยาลัยครูเขารับจำนวนจำกัดนะ แถมต้องดูด้วยว่าปีนี้คนที่สมัครสอบเก่งแค่ไหน”
“ถ้าโชคดี คนที่สมัครสอบคนอื่นไม่เก่งล่ะก็ นายก็ได้ไปเรียนแล้วไง”
หยางจิ่นคิด ถ้าอย่างนั้นกลับบ้านไปไหว้บรรพบุรุษก่อนดีกว่า
ขณะที่กำลังพูดอยู่
หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามา “เย่หวาย ฉันมีธุระจะคุยด้วย ออกมาหน่อย”
หยางจิ่นเบิกตากว้างทันที “นี่ดอกไม้ประจำห้องของหลินเหมยนี่ นายรู้จักไหม ชื่อหลิวจู สวยมากเลยนะ”
“มีคนชอบหล่อนเยอะเลย หล่อนมาหานายแบบนี้ เป็นไปได้ไหมว่าจะ…”
หยางจิ่นถูมือไปมา ขยิบตาให้เย่หวาย
เย่หวายเห็นทุกคนมองมาที่เขา เขาจึงวางหนังสือลงแล้วเดินออกไป
เขาไม่ได้อยากจะสนใจว่าคนผู้นี้มาด้วยจุดประสงค์ใด แต่เขาก็รู้ดีว่า ถ้าเขาไม่สนใจ คงจะทำให้ทุกคนต้องมองมาที่เขาแน่ๆ
“มีอะไรหรือเปล่า”
หลิวจูมองสำรวจเย่หวาย “ฉันเขียนจดหมายรักให้นาย ช่วงก่อนปิดเทอมฤดูหนาว นายก็ยังไม่ตอบกลับมา นายคิดยังไงอยู่เหรอ”
“เธอเขียนเองเหรอ” เย่หวายเอียงคอมองหลิวจู
“ฉันไม่ได้สนใจเธอ เราไม่ใช่คนประเภทเดียวกัน”
“อย่ามายุ่งกับฉัน”
หลิวจูเป็นหญิงสาวที่ถูกตามใจราวกับดวงจันทร์ที่ถูกห้อมล้อมด้วยดวงดาว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็มีแต่คนเอาใจ
ยิ่งไปกว่านั้น พี่ชายของหล่อนคือหลิวต้าชุน เป็นคนที่มีฐานะและมีเส้นสายในหมู่บ้าน ดังนั้นชีวิตประจำวันของหล่อนก็ค่อนข้างสะดวกสบาย
แค่การแต่งตัวของหล่อนก็ดูดีกว่าผู้หญิงหน้าซีดเซียวคนอื่นๆในที่แห่งนี้มากแล้ว
หล่อนดูไม่เหมือนใคร ผมยาวสีดำขลับถูกมัดเป็นหางม้าสองข้างอย่างสวยงาม สวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าแนบเนื้อ ด้านล่างเป็นกระโปรงผ้าลินินที่สวยงาม
ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหน ทุกคนต่างก็ต้องมองหล่อนมากกว่าหนึ่งครั้ง
ตอนที่หลิวต้าชุนพี่ชายของหล่อนสั่งให้หล่อนมาเอาใจเย่หวาย หล่อนยังดูถูกเขาอยู่บ้าง
แต่เด็กหนุ่มคนนี้ กลับไม่ยอมรับความรักของหล่อนอย่างว่าง่าย?
นี่มันไม่ให้เกียรติหล่อนชัดๆ
“นายหมายความว่าอย่างไร” หลิวจูคว้าแขนของเย่หวายน้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย
“ฉันรู้ว่านายเรียนเก่ง แต่ฉันก็เรียนไม่แย่”
“นายเป็นคนบ้านนอก ถ้าคบกับฉัน ต่อไปก็จะได้มาอยู่ในตัวอำเภอแล้ว”
“ที่บ้านฉันทุกคนรักฉันมาก ถ้านายคบกับฉัน ชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะ”
หล่อนไม่มีทางเลือก นอกจากต้องเอาเรื่องภูมิหลังครอบครัวที่น่าภาคภูมิใจของตัวเองออกมาพูด
เย่หวายขมวดคิ้วอย่างรังเกียจ “ถ้าเธอไม่ปล่อยมือ อย่าหาว่าฉันไม่ปรานีแล้วกัน”
หลิวจูร้องไห้ออกมาเมื่อได้ยินเสียงคำรามต่ำ
ทั้งกลัวและอับอาย
ในตอนนั้น หลินเหมยคุณครูประจำชั้นก็มาถึง
ก่อนหน้านี้ หลินเหมยเคยมองเย่หวายนักเรียนคนนี้ด้วยสายตาเหยียดหยาม แต่หลังจากนั้นเย่หวายก็สอบได้ที่หนึ่งทุกครั้ง ทำให้หล่อนแทบไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
หล่อนเกลียด “ต้นกล้าดี” ที่หยางหยางเอาแต่พูดจาทำร้ายหล่อน
พอเดินมาถึง ก็เห็นเย่หวายดึงแขนสาวสวยที่สุดในห้องของหล่อน แถมยังทำให้สาวน้อยคนนั้นร้องไห้อีก
หลินเหมยคิดไปเองทันทีว่าเย่หวายใช้ผลการเรียนที่ดีมา “เล่นสนุก” กับความรู้สึกของเพื่อนร่วมชั้นของหล่อน
รีบวิ่งออกมาทันที
“เย่หวาย นายนี่มันคนเลวจริงๆ ฉันรู้แล้วว่านายไม่ใช่คนดีอะไร”
“ตอนนี้ฉันจับได้คาหนังคาเขาแล้วใช่ไหมล่ะ?”
หลินเหมยปกป้องหลิวจู “หลิวจู บอกฉันมาสิ เขาทำอะไรเธอ”
“ฉันจะจัดการให้ เดี๋ยวฉันจะเรียกพี่ชายเธอมาจัดการให้ เธอพูดออกมาได้เลย ไม่ต้องกลัว”
หลิวจูเช็ดน้ำตา
งานที่พี่ชายมอบหมายให้ก็คือการคบกับเย่หวาย เล่นกับความรู้สึกของเขา และทำลายการเรียนของเขา
แม้หล่อนจะไม่รู้ว่าทำไมพี่ชายถึงต้องการให้ตนทำแบบนี้ แต่พี่ชายของหล่อนสัญญาว่าจะซื้อเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่ทันสมัยที่สุดให้กับหล่อน
หล่อนจึงตอบตกลงโดยไม่พูดอะไร
ตอนนี้ เย่หวาย กลับไม่สนใจหล่อน
หล่อนคิดในใจ ว่าในเมื่อเป็นแบบนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และถือโอกาสแก้แค้นไอ้บ้านนอกที่ไม่มีมารยาทคนนี้
ก็อย่าโทษว่าหล่อนไม่สุภาพแล้วกัน!
บทที่ 228: เย่หวายถูกใส่ร้าย
ตอนนี้เย่หวายรู้สึกตื่นตระหนกเล็กน้อยแล้ว
“อาจารย์หลิน ฟังผมก่อน ผมไม่รู้จักนักเรียนคนนี้ในชั้นเรียนของคุณเลย”
“ถ้าคุณทำแบบนี้แล้วคนอื่นเห็นเข้า ชื่อเสียงของผมก็เสียหายหมด”
หลินเหมยเยาะเย้ย “ฉันเห็นกับตาตัวเองแท้ๆ ยังกล้าพูดแบบนี้อีก อยากจะเถียงข้างๆคูๆงั้นหรือ”
“หรือว่าต้องให้ฉันเรียกผู้ปกครองของเธอมา เธอถึงจะยอมพูดความจริง”
หล่อนกลอกตาไปมาราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง “ฉันบอกเธอให้นะ หลิวจูเป็นถึงลูกสาวของคนใหญ่คนโตในเมือง ถ้าเธอคิดจะมาเล่นกับความรู้สึกของหล่อน ครอบครัวของหล่อนไม่มีทางปล่อยเธอไว้แน่!”
เห็นได้ชัดว่าหล่อนเข้าข้างสาวชาวเมืองคนนั้น
ดูถูกเย่หวายที่มาจากชนบท แม้ว่าเขาจะมีผลการเรียนที่ดีเยี่ยมก็ตาม
แม้ว่าเขาจะไม่เคยทำอะไรผิด
ในสายตาของหล่อน คนชนบทนั้นต่ำกว่าหล่อนอยู่ขั้นหนึ่ง จะมีคุณธรรมเทียบกับพวกหล่อนได้อย่างไร?
แม้ว่าผลการเรียนจะดี ก็แค่เป็นคนที่ท่องจำหนังสือเก่งเท่านั้น ไม่ได้บ่งบอกอะไรได้เลย
ตอนนี้หลิวจูพูดขึ้นพลางสะอื้นไห้ “ครูคะ คุณต้องให้ความเป็นธรรมกับฉันด้วย”
“ปีนี้ผลการเรียนของฉันตกต่ำลงมาก ก็เป็นเพราะเย่หวายคนนี้”
“ก่อนหน้านี้เขาแอบคบกับฉัน พอตอนนี้เล่นกับความรู้สึกของฉัน พอเปิดเทอมก็ไม่ยอมรับ!”
พูดจบหลิวจูก็เอามือปิดหน้าตัวเอง
หล่อนเองก็กลัวว่าคนอื่นจะดูออกว่าตัวเองกำลังแสร้งบีบน้ำตาอยู่ จึงแกล้งทำเป็นเอาหน้าซบกับมือแล้วร้องไห้โฮออกมา
ตอนนี้มีคนมามุงดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆพอสมควรแล้ว
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย? นั่นหลิวจูห้องข้างๆไม่ใช่เหรอ?”
“ทะเลาะกับเย่หวายเรื่องอะไร? ดูเหมือนครูหลินกำลังดุเย่หวายอยู่นะ”
“เมื่อกี้หลิวจูเป็นคนเรียกเย่หวายออกไปไม่ใช่เหรอ? พริบตาเดียว ทำไมหลิวจูถึงร้องไห้ได้ล่ะ”
ทุกคนต่างมองหน้ากัน พูดคุยกันเซ็งแซ่ รู้สึกว่าเรื่องนี้คลุมเครือเหลือเกิน มองไม่เห็นความชัดเจน
หยางจิ่นส่ายหัว “เย่หวายไม่ได้รู้จักกับคนคนนี้ พวกเธอเองก็อย่ามัวแต่ดูอยู่เฉยๆ รีบไปตามอาจารย์ประจำชั้นมาเร็วเข้า”
“อาจารย์หลินคนนี้น่ะดูถูกพวกเรามาตลอด ถ้ามารังแกคนแบบตั้งใจจะทำยังไง”
“ช่างเถอะ ตอนนี้ฉันจะไปตามอาจารย์หยางมา”
หยางจิ่นรีบวิ่งออกไป
ที่ทางเดินด้านนอก หลินเหมยและหลิวจูยืนอยู่ด้วยกัน จ้องเขม็งไปที่เย่หวายอย่างเอาเรื่อง
เย่หวายไม่ได้รู้สึกอับจนหนทางแบบนี้มานานมากแล้ว ตอนนี้ลมหายใจของเขาหอบถี่ขึ้น
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยสนใจผู้หญิงคนนี้มาก่อน ไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ แล้วจะไปพูดถึงเรื่องเล่นกับความรู้สึกของหล่อนได้อย่างไร!
เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าตนถูกป้ายสีใส่ด้วยเรื่องนี้โดยไม่มีสาเหตุ
“เธอพูดจาเหลวไหล ฉันไม่รู้จักเธอสักหน่อย”
“ความถูกต้องเป็นธรรมย่อมปรากฏอยู่ในใจคน เราจะไม่มาโต้เถียงกับพวกคุณ พวกคุณจงใจวางกับดักเพื่อใส่ร้ายฉัน”
“ถ้าพวกคุณไม่รู้สึกผิดในใจ เราก็ไปคุยกันต่อหน้าครูประจำชั้นของฉัน!”
หลินเหมยยิ้มโดยไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย
ตอนนี้หล่อนถือหางของเย่หวายไว้ได้แล้ว แทบจะรอไม่ไหวที่จะไปอวดต่อหน้าหยางหยาง
เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องดีอะไร พออาจารย์หยางรู้เข้า เขาต้องอับอายขายหน้ามากแน่ๆ!
ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่ว
เรื่องนี้ไม่มีผลกระทบด้านลบต่อหลินเหมยเลยแม้แต่น้อย
ในทางกลับกัน อาจารย์หยางดันสอนนักเรียนที่มีจิตใจเลวทรามแบบนี้ออกมา แสดงให้เห็นว่านิสัยของเขาก็คงไม่ต่างกันเท่าใด!
ไม่งั้นจะอุตส่าห์อบรมสั่งสอนคนชั่วช้าแบบนี้ออกมาได้ยังไง?
หลินเหมยอยากจะเห็นอาจารย์หยางต้องอับอายขายหน้าเสียจริง สองปีมานี้หล่อนถูกกดดันอย่างหนัก จนในใจเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
ใกล้จะจบการศึกษาอยู่แล้วยังมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก ถ้าหล่อนไม่ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ก็คงจะรู้สึกผิดกับโชคของตัวเองในวันนี้
บางทีสุดท้ายแล้ว ทุกคนอาจจะยังคิดว่าอาจารย์หลินอย่างหล่อนดีกว่าก็ได้
รางวัลครูประจำชั้นดีเด่นปีนี้ หล่อนจะไม่ยอมยกให้คนอื่นไปอีกแล้ว
บนใบหน้าของหลินเหมยไม่มีร่องรอยของความกังวลเลยแม้แต่น้อย มีแต่รอยยิ้มสดใส เปล่งประกายราวกับแสงอาทิตย์
“หลิวจู เรื่องนี้บ่ายค่อยคุยกัน ตอนนี้เธอไปตามผู้ปกครองให้มาที่โรงเรียนตอนบ่ายหลังกินข้าวเที่ยง”
“เธออย่ากลัวไปเลย เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอ พี่ชายของเธอรู้เข้าก็คงไม่โทษเธอหรอก”
“ฉันจะรอคนทางบ้านเธอมาที่โรงเรียน ไม่ปล่อยให้ไอ้เด็กเหลือขอนี่หนีไปไหนแน่ พวกเราจะทำยังไงก็ทำอย่างนั้นแหละ”
“ถ้าเรื่องมันชัดเจน เขาก็จะโดนไล่ออกจากโรงเรียนเรา!”
“ไล่ออก? มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว กฎระเบียบในโรงเรียนเราน่ะเข้มงวดมาก”
หลิวจูไม่กลัวที่จะบอกพี่ชายอยู่แล้ว เรื่องแบบนี้อย่างไรก็ต้องได้รับรางวัลจากพี่ชายอยู่แล้ว จึงรีบวิ่งออกไปรายงานข่าวทันที
ขาของเย่หวายรู้สึกอ่อนแรง และเมื่อเขาได้ยินคำว่า “ถูกไล่ออก” ในที่สุดเขาก็เข้าใจ
โชคดีที่หยางหยางรีบมาถึงอย่างรวดเร็ว
“เย่หวาย เกิดอะไรขึ้น ฉันได้ยินมาว่าเธอมีเรื่องกับครูหลิน แล้วยังมีนักเรียนหญิงร้องไห้ด้วย?”
หยางหยางเป็นคนที่เห็นเย่หวายเติบโตมาตลอด เห็นเขามาตั้งแต่เรียนประถมในหมู่บ้าน จนได้เข้ามาเรียนต่อในเมือง
เขารู้ว่าเย่หวายขยันและพยายามมากแค่ไหน กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ มันไม่ง่ายเลย
เขาไม่มีทางไปก้าวร้าวใส่ครูแบบนั้นแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ใกล้สอบเข้ามัธยมปลายแบบนี้
ตราบใดที่เขาได้สอบ เขาก็ต้องสอบได้ที่หนึ่งของอำเภอแน่นอน
“ครูหยางครับ ครูหลินใส่ร้ายผม ปั้นเรื่องขึ้นมาว่าผมไปหลอกผู้หญิงในห้อง ทั้งหมดนั่นก็เพื่อไล่ผมออกจากโรงเรียน”
“ผมเป็นแค่นักเรียน ไม่มีสิทธิ์มาเถียงคุณครูแบบนี้!”
“แต่คุณครูหลินใจร้ายเกินไป นี่มันทำลายชีวิตนักเรียนของผมชัดๆ หรือแม้แต่ทำลายชีวิตผมเลยด้วยซ้ำ!”
เย่หวายโกรธจริงๆ ปกติเป็นคนสุภาพเรียบร้อย แต่ตอนนี้กลับถลึงตากว้าง
เขารู้ดีว่าถ้าเขาไม่โต้แย้งอย่างโกรธเคืองเพื่อตัวเอง เขาก็จะต้องถูกยัดเยียดข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริงนี้
หลินเหมยก็รู้สึกไร้สาระ “นายนี่มันเด็กเหลือขอ กล้าดียังไงมาบอกว่าฉันกลั่นแกล้งนาย ฉันไม่มีความคิดแบบนั้นซักนิด”
“แกเองนั่นแหละที่ทำไม่ดีไว้ สวรรค์เลยลงโทษให้มาเจอกับฉัน! กล้ามากที่ยังจะมาแถข้างๆคูๆแบบนี้!”
“ได้ ฉันจะเอาเรื่องแกให้ถึงที่สุด วันนี้เราไปคุยกันต่อหน้าครูใหญ่เลย!”
หลินเหมยพูดด้วยความโกรธ เอื้อมมือไปคว้าแขนของเย่หวาย
เย่หวายถูกใส่ร้ายป้ายสีแบบนี้ แถมอีกฝ่ายยังมีเจตนาร้ายกาจแบบนี้ เขาจะยอมให้หล่อนจับตัวไปได้อย่างไร?
ทันใดนั้น เขาก็สะบัดแขนออกจากหล่อนด้วยความโมโห
“คุณอย่ามาแตะต้องตัวผม ผมเดินเองได้ ไม่ใช่นักโทษนะ!”
หลินเหมยยืนไม่อยู่จึงล้มลงไปกองกับพื้น
เมื่อเย่หวายรู้สึกตัว ทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว เขายืนนิ่ง รู้ดีว่าเรื่องนี้คงจะไปกันใหญ่แน่ๆ
เดิมทีหลินเหมยเป็นคนใจแคบอยู่แล้ว
ครั้งนี้ถูกนักเรียนรังแกต่อหน้าครูและนักเรียนคนอื่นๆ
หล่อนรู้สึกได้ทันทีว่าก้นของตนร้อนผ่าวไปหมด ใบหน้าก็ร้อนรุ่ม
หล่อนชี้หน้าเย่หวายพลางน้ำตาคลอ “ดีจริงนะ เล่นกับความรู้สึกของเพื่อนร่วมชั้น พูดจาโกหก แล้วยังกล้ามาทำร้ายครูอีก!”
“ครั้งนี้ถ้าไม่ไล่นายออก ฉัน หลินเหมย จะไม่ขอสอนหนังสือในโรงเรียนมัธยมอีกต่อไป!”
“ฉันจะดูซิว่า ผิวหนังกระดูกของนายจะแข็ง หรือว่าเหตุผลของฉันจะแข็งกว่า!”
หยางหยางไม่คิดว่าเรื่องราวจะบานปลายมาถึงขั้นนี้
เขารีบเข้าไปพยุงหลินเหมยขึ้น พูดด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างนอบน้อม “คุณครูหลิน คุณอย่าเพิ่งโกรธ ผมกับเย่หวายจะไปส่งคุณที่ห้องพยาบาลเอง”
“พวกเราอย่าเพิ่งไปโวยวายถึงครูใหญ่เลย เรื่องนี้เห็นชัดๆ ว่าต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันแน่ๆ อย่าไปถือสาเย่หวายเลย เขายังเด็กอยู่”
“พวกเรามาสอบสวนเรื่องราวให้กระจ่างกันดีกว่า จะได้ไม่กลายเป็นการรังแกใครเห็นด้วยไหม?”
บทที่ 229: เย่หวายโดนตี
หยางหยางไม่สงสัยในตัวตนของเย่หวายแม้แต่น้อย
เด็กคนนี้เป็นคนจิตใจดี เขารู้จักเย่หวายดีกว่าหลินเหมยเสียอีก
บ้านของเย่หวายยากจน ดังนั้นเขาจึงเห็นคุณค่าของโอกาสในการเรียน และมีความมุ่งมั่นมาก
ถ้าเป็นเด็กเกเรคนอื่น อาจจะเล่นกับความรู้สึก แต่เย่หวายไม่มีทางทำอย่างนั้นแน่นอน
“คุณคิดได้สวยไปหน่อยนะ” หลินเหมยรู้สึกว่าตัวเองเสียหน้าอย่างที่สุด
เธอจะพูดอะไรมีเหตุผลอีก?
และท่าทางแบบนี้ของหยางหยาง ก็คือการเข้าข้างเจ้าเด็กเหลือขอคนนี้ชัดๆ
ถ้าหล่อนอ่อนข้อให้จริงๆ ต่อไปไม่รู้ว่าจะโดนเด็กนี่รังแกยังไงอีก
“พวกคุณมันก็พวกเดียวกัน พวกเดียวกันนั่นแหละ”
“นี่ คุณไม่ต้องเข้าข้างมัน มันน่ะเป็นเด็กไม่ดี ฉันจะต้องไปฟ้องครูใหญ่ให้ได้”
หลินเหมยรีบวิ่งตรงไปที่ห้องพักครูใหญ่
หยางหยางรีบพาเย่หวายตามไป “นายรีบวิ่งไปอธิบายกับครูใหญ่เร็ว ถ้าปล่อยให้นังแก่บ้านั่นฟ้องครูใหญ่ก่อน ครูใหญ่อาจจะลำเอียงเชื่อฝ่ายนั้นก่อน”
นักเรียนในห้องเห็นพวกเขาทั้งสามคนไปที่ห้องพักครูใหญ่
ต่างก็อดเป็นห่วงไม่ได้
เย่หวายเป็นคนที่เรียนเก่งที่สุดในห้อง ปกติเขาเป็นคนเงียบๆ แต่ถ้ามีเพื่อนร่วมชั้นถามเรื่องการบ้าน เขาก็ยินดีอธิบายให้ฟังอย่างละเอียด
ดังนั้น เย่หวายจึงเป็นนักเรียนที่ได้รับความนิยมมากในชั้นเรียน
“จะทำอย่างไรดี? ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ ปัญหาคือหลินเหมยพูดอะไรออกไป”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน หลินเหมยดูท่าทางดุร้ายแบบนั้น จะใส่ร้ายเย่หวายหรือเปล่านะ”
“ไม่แน่หรอก ใกล้จะสอบปลายภาคแล้ว บางทีเธออาจจะคิดว่าคนในชั้นเรียนสอบสู้ เย่หวายไม่ได้ เลยจงใจกลั่นแกล้งก็ได้”
เพื่อนนักเรียนต่างก็คิดกันไปต่างๆนานา
พอได้ลองนึกคิดดูดีๆ ก็พอจะเดาออกได้ราวแปดเก้าส่วน
หยางจิ่นทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ “อะไรกัน เย่หวายไม่รู้จักหลิวจูคนนั้นสักหน่อย”
“ปกติเลิกเรียนเขาก็กลับบ้าน นอกจากตอนอยู่บ้านแล้วก็อยู่กับผมกับน้องสาวผมตลอด”
“อย่าว่าแต่ไปคบกับใครเลย แม้แต่เขาจะไปแอบฉี่ที่ไหนผมก็รู้หมด”
ทุกคนถูกคำพูดของเขาเล่นเอาไปต่อไม่ถูก ปนขำไปด้วย
“แล้วปัญหาคือ เมื่อกี้นี้หลิวจูร้องไห้เสียใจขนาดนั้น แล้วหลินเหมยก็โกรธมาขนาดนี้ มันต้องมีสาเหตุสิ”
“ปกติฉันสังเกตเย่หวายอยู่นะ เขาไม่น่าจะแอบมีแฟนหรอก”
“พวกนายนี่ยังไง แอบไปสังเกตชีวิตคนอื่นด้วยเหรอ”
“แล้วใครใช้ให้เขาเรียนเก่งขนาดนั้นล่ะ ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขาต่างจากพวกเราตรงไหน”
ไม่นาน นักเรียนคนหนึ่งในห้องก็วิ่งกลับมาอย่างรับร้อน
“แย่แล้ว แย่แล้ว เย่หวายเล่นกับความรู้สึกของหลิวจู ตอนนี้ต้องเรียกผู้ปกครองแล้ว”
ในห้องเรียนก็แตกตื่นกันใหญ่
เรื่องแบบนี้ถ้าเป็นคนอื่น คงโดนนินทาจนจมไปแล้ว
แต่นี่คือเย่หวายนะ
เย่หวายตั้งใจเรียนหนังสือขนาดนั้น ทั้งวันเอาแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ ถ้าเขาไม่มีร่างแยก ก็ไม่มีทางมีเวลาไปเล่นกับความรู้สึกของใครหรอก
“แต่ว่าหลิวจูยังเป็นสาวบริสุทธิ์ ไม่น่าจะเอาชื่อเสียงของตัวเองมาล้อเล่นแบบนี้หรอกมั้ง”
ถึงแม้ว่าจะมีบางคนพูดแบบนั้น
แต่ในไม่ช้า ข้อโต้แย้งเหล่านี้ก็ถูกกลืนหายไปกับเสียงเชียร์ เย่หวาย
มีคนเป็นแกนนำ พาคนในห้องไปที่ห้องทำงานครูใหญ่เพื่อไปหนุนหลังเย่หวาย
คนในห้องของพวกเขา ใครจะยอมให้หลินเหมยรังแกกัน!
คนวัยนี้ล้วนแล้วแต่มีอารมณ์ร้อนและใจถึง พูดจริงทำจริง คว้าเก้าอี้ไม้กวาดกันออกไปแล้ว
ภายในห้องทำงานอาจารย์ใหญ่
เงียบกริบ
มีเพียงหลินเหมยที่เหมือนคนบ้า ร้องห่มร้องไห้อยู่กับพื้นไม่หยุด
อาจารย์หวังมองพวกเขา “พอได้แล้ว หยุดทะเลาะกัน”
“เรื่องนี้คุณไม่สามารถเอาแต่ร้องไห้ได้ คุณต้องเอาหลักฐานออกมา ไม่งั้นคุณใส่ร้ายป้ายสีนักเรียนแบบนี้ อย่าว่าแต่ไล่เย่หวายออกเลย ผมว่าต้องไล่คุณออกก่อน”
ครูใหญ่หวังค่อนข้างให้ความสำคัญกับเย่หวายซึ่งเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์มาก
ปีนี้เขาไปพบกับครูใหญ่คนอื่นๆ จะมีหน้ามีตาหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเย่หวายแล้ว
“เย่หวาย เธอบอกว่าไม่ได้ทำ งั้นครูจะเชื่อเธอ”
ครูใหญ่หวังยิ้มให้เย่หวาย “เด็กไม่ดีอ่านหนังสือเก่งแบบเธอไม่ได้หรอก”
“เธอไม่ต้องกังวลแล้ว เรื่องนี้ต้องเป็นการเข้าใจผิดอย่างแน่นอน”
หลินเหมยไม่คิดเลยว่าครูใหญ่จะเข้าข้างเย่หวายขนาดนี้
หล่อนพูดว่า “ตกลง งั้นก็เรียกผู้ปกครองของเย่หวายมาด้วยเลย มาคุยกันให้รู้เรื่องไปเลย”
“ยังไงเสี่ยวจูก็ให้ผู้ปกครองมาแล้ว เย่หวาย เธอก็ไม่ได้ย้ายมาอยู่ที่นี่แล้วเหรอ ไปตามมาสิ”
เย่หวายตัวแข็งทื่อ
ตอนนี้พ่อแม่เพิ่งจะย้ายมาอยู่ที่นี่เอง ยังยุ่งๆกับหลายเรื่อง แล้วยังต้องปลูกผักในที่ดินอีก
พวกเขาระมัดระวังมากพอแล้ว ถ้าตัวเองยังเอาเรื่องเหลวไหลแบบนี้ไปให้พอแม่กังวลอีก เขาก็รู้สึกผิดกับพวกท่านมากจริงๆ
หยางหยางมองออกว่าเย่หวายกำลังลำบากใจ “คุณไม่มีหลักฐาน จะเรียกคนอื่นมาได้ยังไง”
“ฉันไม่มีหลักฐานงั้นเหรอ แล้วเด็กผู้หญิงคนนั้นพูดปากเปล่า ร้องไห้ใส่เขาเหรอ”
“ยังไงซะหลิวต้าชุนก็กำลังจะมาแล้ว”
หลินเหมยพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความภาคภูมิใจอยู่บ้าง
สีหน้าของหยางหยางก็ดูไม่ค่อยดีเช่นกัน
หลิวต้าชุนเป็นคนที่มีวิธีหาเงินและมีเส้นสาย ดังนั้นเขาจึงเป็นบุคคลที่ร่ำรวยและไม่ควรไปยุ่งด้วยในย่านนี้
นิสัยของคนผู้นี้ก็ไม่ได้ดีนัก คาดว่าถ้าเขามา เย่หวายคงจะเสียเปรียบแน่ๆ
“ฉันไปเรียกเอง”
หยางหยางดูออกว่า เย่หวายกำลังลำบากใจ แต่เพื่อความปลอดภัยของเขา ก็ควรจะเรียกพ่อแม่ของเขามา
อย่างไรเสีย หลิวต้าชุ่นที่กำลังโกรธก็ไม่เห็นจะให้เกียรติพวกเขาเหล่าครูอยู่แล้ว
เมื่อคืนหยางหยางไปนั่งเล่นที่บ้านของเย่หวายมา จึงรู้ว่าบ้านอยู่ที่ไหน
ทันทีที่ครูหยางหยางเดินออกไป น้ำตาก็เอ่อคลอหน่วยตาของเย่หวาย
เขากำมือแน่น เขาทำให้พ่อแม่ต้องผิดหวัง ทำให้แม่ต้องร้องไห้อีกไม่รู้เท่าไหร่
เขาพูดกับตัวเองในใจว่า “ทำไมถึงเป็นแบบนี้? เรื่องแบบนี้ ทำไมถึงมาเกิดกับฉัน?”
“อีกสักพักฉันต้องเจอพ่อแม่ แล้วฉันจะอธิบายกับพวกเขายังไง?”
“ถ้าพ่อแม่เจอกับครอบครัวของหลิวจูที่หมู่บ้าน พวกเขาจะถูกคนรังแกหรือเปล่านะ? ต้องโดนแน่ๆ... เพราะนิสัยของพ่อแม่เป็นแบบนี้นี่นา...”
ไม่นานหลิวต้าชุนก็มาถึง
เดิมทีใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม พอมาถึงหน้าประตูก็เปลี่ยนสีหน้าทันที
เขาจะจัดการกับครอบครัวเย่ นี่เป็นงานที่หัวหน้าโรงงานเจียง มอบหมายให้เขา ถ้าจัดการได้ หัวหน้าโรงงานเจียงต้องพอใจมากแน่ๆ
เย่หวายได้ยินเพียงเสียงฝีเท้า จากนั้นก็มีเสียงลมหวือผ่าน
เขาโดนฝ่ามือใหญ่ฟาดจนล้มลงกับพื้น ศีรษะกระแทกกับโต๊ะ ใบหน้าบวมแดงขึ้นมาทันที
มันเจ็บปวดและน่าอับอายอย่างมาก
ลำคอของเขาเต็มไปด้วยเลือดและน้ำตา แต่เขากลับพยายามกลืนมันลงไป
“แก ไอ้เด็กเหลือขอ แกกล้าดียังไงมารังแกน้องสาวฉัน แกมันวอนตาย!”
“ใจเย็นๆ คุยกันดีๆก่อน อย่าเพิ่งลงไม้ลงมือ!” ผู้อำนวยการหวังรีบเข้ามาห้าม แต่ก็ห้ามไม่อยู่ ได้แต่ยืนมองเย่หวายกำลังจะโดนซ้อม
การโดนซ้อมครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ใบหน้าและร่างกายของเย่หวายเท่านั้น
แต่มันยังทำลายความภูมิใจในตัวเองทั้งหมดของเด็กหนุ่มคนหนึ่งอีกด้วย
“โอ๊ย อย่าเพิ่งต่อยสิ คุยกันดีๆก่อน!”
“หลิวจู หนูรีบไปห้ามพี่ชายหนูเร็ว เข้าไปคุยกับเขาสิ ยัยหนูนี่ พูดอะไรหน่อยสิ!”
หลิวจูมองเย่หวายที่นอนคว่ำอยู่บนพื้นเหมือนปลาตายที่น่าสมเพช
หล่อนเชิดคางขึ้นเล็กน้อย “ฉันจะพูดอะไรได้ ฉันพูดกับอาจารย์หลินไปหมดแล้ว”
“เย่หวายคนนี้ภายนอกดูเป็นคนเรียบร้อย”
“แต่จริงๆแล้วเบื้องหลังเป็นคนไม่ดี จงใจหลอกลวงความรู้สึกฉัน”
หลิวต้าชุ่นรีบพูดอย่างโมโห “ใช่ ใครมันจะไปคิดว่าคนตระกูลหลิวอย่างพวกเรารังแกง่ายนัก ไม่ออกไปถามไถ่กันหน่อยรึไง ว่าตระกูลหลิวของพวกเรามีอิทธิพลยังไงในต้าหลี”
เขาอาศัยจังหวะนี้ เตะเข้าที่ร่างกายผอมบางของเย่หวายอีกหลายที
อาจารย์ใหญ่หวัง เห็นว่าเย่หวายไม่ส่งเสียงใดๆออกมา ตาของเขาเองก็เริ่มแดงก่ำ “เย่หวาย ลุกขึ้นมาอธิบายสิ”
เย่หวายไม่พูดอะไรออกมา
“พี่ พี่จะไม่ฆ่าเขาจริงๆใช่มั้ย” หลิวจูเริ่มกลัวแล้ว
“เป็นไปไม่ได้ ฉันมือเบานะ”
หลิวต้าชุนพูดอย่างนั้น แต่สุดท้ายก็เริ่มร้อนรน “พวกนายก็เห็น ฉันไม่ได้ลงมือหนักสักหน่อย!”
ทุกคนยังคงอยู่ที่เดิม
ผ่านไปครู่ใหญ่ ก็ได้ยินเสียงครางเบาๆของเย่หวายที่นอนจมกองเลือด
หัวใจของอาจารย์ใหญ่หวังเต้นแรง เขารีบเข้าไปปกป้องเย่หวาย “เด็กดี อย่าร้องไห้ ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้รับความเป็นธรรม!”
บทที่ 230: จิ่นเป่ามาปกป้องพี่ชาย
หลิวจูมองดูสถานการณ์ตรงหน้า แล้วรู้สึกกลัวขึ้นมาเล็กน้อย
อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “พี่ชาย พอเถอะ”
หลิวต้าชุนก็กลัวว่าเรื่องจะใหญ่โตถึงขั้นมีคนตาย
ถ้าเขาทำร้ายนักเรียนจนตาย แล้วเรื่องนี้รู้ไปถึงไหน เขาก็คงไม่ได้อยู่แบบสง่าผ่าเผยอีกต่อไป
อย่างมากเขาก็แค่เป็นคนกล้าหาญ แต่ถ้าให้เขาต้องติดคุก เขาก็ไม่เอาด้วยหรอก
แต่เขาก็ยังคงจำภารกิจที่ผู้จัดการโรงงานเจียงมอบหมายให้เขาได้
ทันใดนั้นเขาก็หัวเราะเยาะเย้ย รอยยิ้มที่มุมปากเผยให้เห็นความโหดเหี้ยม “ฉันไม่ลงมือก็ได้ งั้นเรามาคุยกันด้วยเหตุผลก็แล้วกัน”
“ครูใหญ่หวัง คุณดูนักเรียนของคุณสิ ทำร้ายน้องสาวฉันแบบนี้ คุณคิดว่าเรื่องนี้ควรจัดการอย่างไรดี”
“ฉันบอกไว้ก่อนเลยนะ บ้านเรามีน้องสาวแค่คนเดียว เลี้ยงดูหล่อนมาอย่างกับไข่ในหิน”
“ถ้าคุณไม่ลงโทษไอ้เด็กเวรนี่อย่างหนัก ฉันจะไม่จบเรื่องนี้กับเขาแน่!”
“ถ้ายังคิดจะปกป้องไอ้เด็กเหลือขอตัวนี้ ฉันก็คงต้องลงมือจัดการเองแล้วล่ะ”
อาจารย์ใหญ่หวังอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ใบหน้าฉายแววลังเลและเจ็บปวด
แม้กระทั่งตอนนี้ เรื่องราวที่ปรากฏออกมาหาใช่เย่หวายรังแกน้องสาวของอีกฝ่ายไม่
แต่เป็นเย่หวายผู้โชคร้ายที่ดันไปทำให้เจ้าถิ่นอย่างพวกเขาไม่พอใจต่างหาก
จะบอกว่าเย่หวายทำอะไรผิด พวกเขาก็แค่พูดลอยๆไร้หลักฐานใดๆทั้งสิ้น!
หลินเหมยรีบพูดสนับสนุนเสียงดังอยู่ข้างๆว่า “แบบนี้มันผิดกฎโรงเรียนนะคะ ถ้าความประพฤติแย่แบบนี้ ต้องโดนไล่ออกสิคะ!”
“อาจารย์ใหญ่คะ อย่าไปเห็นแก่ที่เขาเรียนเก่ง แล้วปล่อยปละละเลยคนเลวแบบนี้สิคะ”
“ต่อไปถ้าทุกคนทำตามเขาหมด โรงเรียนของพวกเราคงแย่แน่ๆค่ะ”
อาจารย์ใหญ่หวังรู้สึกว่าหลินเหมยช่างจู้จี้จุกจิกน่ารำคาญจริงๆ
ในที่สุดเขาก็อดทนไม่ไหว “แต่นี่พูดไปพูดมาก็มีแต่พวกเธอพูดกันเองทั้งนั้น มีหลักฐานอะไรบ้างล่ะ?”
เขากางมือออก “ตอนนี้พวกคุณตีเขาก็แล้ว ดุเขาก็แล้ว พวกคุณยังอยากทำอะไรอีก?”
“ถ้าเย่หวายมีความผิดจริงๆ เขาจะแสดงท่าทางแย่ขนาดนี้ทำไม?”
“พวกคุณอยากให้เขาหายไปเลยหรือไง? ที่นี่คือโรงเรียน ไม่ใช่สังคมที่พวกคุณใช้ชีวิตอยู่”
หลิวต้าชุนได้ยินแบบนี้ ก็ไม่พอใจ “อาจารย์ใหญ่ คุณหมายความว่ายังไง? ใครใช้ชีวิตอยู่ในสังคม?”
“เอาล่ะ ดูจากท่าทางแล้ว คุณต้องการเข้าข้างเด็กเหลือขอคนนี้จริงๆสินะ? งั้นผมก็คงไม่มีความจำเป็นต้องพูดอะไรกับคุณอีกแล้ว!”
“ฉันจะพาเด็กคนนี้กลับไป ฉันจะจัดการเอง!”
“วันนี้ใครแตะต้องพี่ชายฉันแม้แต่นิดเดียว ฉันรับรองว่าจะให้พวกแกคลานกลับไป!”
ในตอนที่ เย่หวายกำลังสิ้นหวัง ก็มีเสียงใสกังวานดังขึ้น
ทุกคนมองไป ก็เห็นเด็กหญิงคนหนึ่งวิ่งตรงเข้ามาด้วยความโมโห
ด้านหลังของเธอมีผู้ชายคนหนึ่งเดินตามมา พอสังเกตดูดีๆ ก็พบว่าเป็นหัวหน้าหลี่จื้อเฉียงจากรัฐบาลท้องถิ่น!
ทุกคนต่างก็งุนงงไปหมด
“หัวหน้าหลี่ ทำไมท่านถึงมาที่นี่ได้” หลิวต้าชุ่นสงสัยอย่างมาก
อาจารย์หยางคนนั้นไม่ได้บอกว่าจะไปตามผู้ปกครองของเย่หวายหรอกเหรอ?
เขาเองก็รอที่จะให้ผู้ปกครองของเย่หวาย มาจัดการพวกเขาด้วยกันอยู่แล้ว
หัวหน้าคนนี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับเย่หวายนะ?
“เหอะๆ ถ้าฉันไม่มา คงจะยอมให้พวกแกรังแกเด็กดีๆจนตายสินะ” หลี่จื้อเฉียงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ไม่กล้าหรอกครับ นี่มันเรื่องบังเอิญ ผมแค่โกรธจนขาดสติไปชั่วขณะ...” หลิวต้าชุนใจคอไม่ค่อยดีนัก
แต่เขายังไม่ทันได้แก้ตัว
ก็เห็นเด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นยกก้อนอิฐขึ้นมา แล้วฟาดเข้าที่หน้าเขา
“โอ๊ย!” หลิวต้าชุนที่ไม่ได้ป้องกันตัวร้องลั่นออกมาพลางเอามือปิดหน้า ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วใบหน้า
เขาเบือนหน้าลงไปกอบใบหน้าเอาไว้ พบว่ามือเปียกชุ่มไปหมด ใบหน้าถูกกระแทกจนถลอก เลือดไหลซิบ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง
ตอนนี้เอง หลิวจูที่อยู่ข้างๆถึงกับตกใจจนพูดไม่ออก “พี่ พี่ไม่เป็นไรใช่ไหม? ทำยังไงดี? รีบไปโรงพยาบาลกันเถอะ...”
“ยังจะไปโรงพยาบาลอีกเหรอ? ต่อยพี่ชายฉันแล้ว อยากจะปล่อยให้ไปง่ายๆแบบนี้?”
“วันนี้ถ้าฉันไม่สั่งสอนพวกแกให้เข็ดหลาบ พวกแกคงคิดว่าใครๆก็มาเหยียบย่ำบ้านตระกูลเย่ของฉันได้สินะ?”
หลิวต้าชุนโกรธจนหัวร้อน มองเย่เสี่ยวจิ่นอย่างเคียดแค้น นังเด็กสารเลวนี่ กล้าดียังไงมาลอบทำร้ายเขา!
เขาหลิวต้าชุ่น คนที่ชอบรังแกคนอื่นไปทั่ว ไม่เคยได้รับความอยุติธรรมแบบนี้มาก่อน!
“จิ่นเป่า…” ในที่สุดเย่หวายก็เงยหน้าขึ้น มองน้องสาวด้วยความตกตะลึง
เขารู้ว่าน้องสาวมีพลังมาตั้งแต่เกิด แถมยังมีวิทยายุทธติดตัวมาด้วย
แต่เขาก็ยังคงมองเธอด้วยความตื่นตระหนก จนลืมไปว่าตัวเองอยู่ในสภาพที่น่าเวทนา
“จิ่นเป่า อย่าไปลงไม้ลงมือกับคนอื่นพร่ำเพรื่อนะ”
สิ่งที่เขาไม่ได้พูดคือ หลิวต้าชุ่นคนนี้มือหนัก เขาไม่อยากเห็นน้องสาวได้รับบาดเจ็บ
“พี่ชาย พี่วางใจเถอะ ฉันรู้ว่าต้องทำยังไง”
“เหอะๆ ฉันรับรองว่าจะไม่ทำให้เรื่องใหญ่ถึงตายหรอก”
“แกกล้ามาทำให้ฉันต้องเจ็บใจ วันนี้ ฉันจะแก้แค้นให้สาสมเลย!”
ตอนนี้เย่เสี่ยวจิ่นโกรธจนขาดสติไปแล้ว
เธอมาที่โลกใบนี้ หัวใจเย็นชาเหมือนน้ำแข็งไปเสียแล้ว
แต่ใครก็ตามที่กล้ารังแกครอบครัวของเธอ เธอไม่มีทางยอมเด็ดขาด!
ครอบครัวคือจุดอ่อนของเธอ!
หลิวต้าชุ่นพยายามดิ้นรน แต่เย่เสี่ยวจิ่นก็เอาอิฐฟาดหัวเขาเข้าให้อีกที
“นังเด็กสารเลวนี่...” เขาเจ็บจนกลิ้งไปกลิ้งมาบนพื้น พอตั้งสติได้ก็ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น พุ่งเข้าไปจะบีบคอเย่เสี่ยวจิ่น
แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวเล็กที่ดูเหมือนจะบีบให้ตายได้ง่ายๆนี้ กลับลื่นไหลเหมือนปลาโคลน
เขาถูกเล่นงานอย่างไม่หยุดหย่อน
ไม่ถึง10นาที หลิวต้าชุ่นก็ลงไปนอนกองกับพื้น แทบไม่สามารถตอบโต้ได้
เขาเอามือกุมหัว ตัวสั่นเทา “ขอร้องล่ะ อย่าต่อยฉันเลย ฉันรู้แล้วว่าฉันผิดไปแล้ว ฉันไม่น่าไปรังแกพี่ชายเธอเลย ยกโทษให้ฉันเถอะ”
ทุกคนไม่กล้าส่งเสียง
เพราะเด็กหญิงตัวเล็กๆคนนี้โหดเหี้ยมเกินไป เมื่อเทียบกับหลิวต้าชุ่นคนชั่วแล้ว เขาดูด้อยไปอย่างถนัดตา
หลี่จื้อเฉียงก็ประหลาดใจเล็กน้อย จิ่นเป่าสามารถต่อสู้ได้ขนาดนี้เชียวหรือ? นี่ยังเด็กอยู่เลยนะ?
หลิวจูที่อยู่ด้านข้างก็รู้สึกว่าเด็กหญิงตัวเล็กๆคนนี้ช่างแปลกประหลาด
ในฐานะตัวต้นเรื่อง หล่นอจึงคิดที่จะหนีไป แต่แล้วก็เห็นเด็กหญิงตัวน้อยๆคนนั้นหันมามองที่หล่อน
หล่อนหวาดกลัวจนตัวสั่น หัวใจเต้นแรงไปหมด หลังยังเย็นเฉียบไปด้วยหยาดเหงื่อ
“เธอเป็นคนใส่ร้ายพี่ชายฉันใช่ไหม”
หลิวจูร้องเสียงดังราวกับหมูกำลังถูกเชือด
เย่เสี่ยวจิ่นจับผมของหลิวจู แล้วตบหน้าไปซ้ายทีขวาที ไม่ปราณีแม้แต่น้อย เธอตบไปมากกว่า10ครั้ง โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
หลินเหมยที่อยู่ข้างๆถึงกับตกตะลึง “อาจารย์คะ รีบห้ามเธอเดี๋ยวนี้นะคะ ทำไมถึงทำร้ายร่างกายกันแบบนี้ล่ะคะ”
“แบบนี้ยังมีเหตุผลและกฎหมายอยู่หรือเปล่า”
ท่านอาจารย์ใหญ่หวังรู้สึกว่านี่มันสมควรแล้ว แต่ปากก็ยังพูดว่า “โอ๊ย ไม่ได้นะ จะทำร้ายร่างกายกันแบบนี้ไม่ได้”
“มีเรื่องอะไรก็ให้นั่งลงพูดกันดีๆ เรื่องนี้ต้องเป็นการเข้าใจผิดแน่ๆ”
เขาพูดอย่างนั้น แต่ก็ไม่ได้คิดจะยื่นมือเข้าไปขัดขวาง
ท่านอาจารย์ใหญ่หวังกลับรู้สึกใจคอไม่ดีนัก ในฐานะคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย
เขาเห็นเหตุการณ์นี้ก็เข้าใจได้ทันทีว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา ฝีมือเธอไม่เบาเลย
ที่แท้ก็สามารถจัดการคนอย่างหลิวต้าชุ่นผู้โหดเหี้ยมขนาดนั้นให้ลงไปกองกับพื้นได้คนเดียว!
ยิ่งไปกว่านั้น หลี่จื้อเฉียงที่ตามหลังเธอมาตลอด ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มาขัดขวาง แต่มาหนุนหลังเธอต่างหาก
เด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันนะ? คิดยังไงก็รู้สึกว่าเธอต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ
เย่เสี่ยวจิ่นรอจนกระทั่งใบหน้าของทั้งสองคนบวมเป่งเหมือนหัวหมู เธอจึงยอมหยุดมือ
เธอเดินเข้าไปประคองพี่ชายของเธอขึ้นมา น้ำเสียงอ่อนโยนและเป็นห่วง “พี่คะ พี่เจ็บหรือเปล่า”
“ตอนที่อาจารย์หยางมาหาหนู หนูกำลังทำสวนอยู่ที่นั่นพอดี ไม่มีอะไรติดมือ หยิบอิฐก้อนหนึ่งขึ้นมาก็รีบมาเลย”
“หนูไม่คิดเลยว่าพี่จะถูกรังแกที่โรงเรียน หนูจะพาพี่ไปหาหมอเดี๋ยวนี้”
เย่หวายหยุดน้องสาวของเขา “จิ่นเป่า ไม่เป็นไรหรอก แค่เจ็บนิดหน่อย”
“เรื่องนี้ยังจัดการไม่เสร็จ”
เย่หวายมองไปที่ผู้อำนวยการหวัง น้ำเสียงจริงจังมาก “ท่านผู้อำนวยการ ผมไม่ได้เล่นกับความรู้สึกใคร นี่มันเป็นการใส่ร้ายป้ายสี ผมไม่สนว่าจะโดนตี แต่ชื่อเสียงของผมเสียหายไม่ได้”
“ในอนาคตผมยังต้องเรียนมหาวิทยาลัย”
ผู้อำนวยการหวังน้ำตาคลอจมูก
เขาพูดอย่างรีบร้อน “ฉันเชื่อเธอนะ เรื่องนี้มันต้องมีเงื่อนงำ”
เย่เสี่ยวจิ่นก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มันแปลกๆ
เธอขยำกำปั้นของตัวเอง เดินตรงไปยังหลิวต้าชุ่น พร้อมกับหัวเราะเยาะในใจ
หมัดของเธอตอนนี้ หากชกออกไปก็มีน้ำหนักถึง150ชั่ง!
คนผู้นี้ต่อให้หนังหนาแค่ไหน เกรงว่าคงต้องได้รับบาดเจ็บอย่างหนักแน่
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น บอกมาตามตรง อย่าบังคับให้ฉันต้องลงมือกับแกอีก”
หลิวต้าชุ่นเอามือปิดหน้า ตัวสั่นเทาอย่างน่าสมเพช “สาวน้อย ขอร้องล่ะ อย่าตีผมอีกเลย ผมจะพูด ผมจะพูดทุกอย่างก็ได้”
จบตอน
Comments
Post a Comment