paopao ep251-255

  บทที่ 251: รับงาน เดินทางไปขายแตงโม

   

   “ลูกใหญ่ดี ฉันเอาไปให้พ่อแม่กินดีกว่า”

   

   หลี่ม่านฮวาชะงักไปครู่หนึ่ง จำได้ว่าแตงโมลูกนี้ทางต้าหลีเป็นคนเอามาให้ “นี่...”

   

   เจียงถงไม่รู้จึงรีบพูดว่า “ได้ ลูกนี้ใหญ่ดี”

   

   เซี่ยวหย่วนหางจัดการซื้อแตงโมเสร็จแล้วก็เดินจากไป

   

   หลี่ม่านฮวาเองก็ไม่กล้าพูดกับเจียงถง เพราะถ้าถูกถามแล้วเขาทราบความว่าตัวเองไปดูถูกคนของต้าหลี ก็คงไม่ค่อยเหมาะ

   

   มากคนมากความ ปล่อยไปก็แล้วกัน

   

   เจียงถงอารมณ์ดี "ม่านฮวา ครั้งนี้พวกเราก็ทำถูกแล้วล่ะ"

   

   "ถ้าแตงโมขายดี พวกเราก็ได้โบนัสเยอะเลย"

   

   "ว่าไปแล้ว เธอนี่แหละฮีโร่ตัวจริง ถ้าเธอไม่บอกฉันเรื่องที่ตำบลฉางหูมีแตงโมแบบเดียวกัน ฉันก็คงพลาดเรื่องดีๆแบบนี้ไปแล้ว"

   

   หลี่ม่านฮวาถูมืออย่างประหม่า "พูดอะไรอย่างนั้น นี่มันก็สมควรแล้วไม่ใช่เหรอคะ"

   

   “คนของต้าหลีคิดว่ามีแต่พวกเขาที่มีแตงโมรายเดียว อยากจะผูกขาด แล้วยังตั้งราคาสูงเกินจริงอีก”

   

   “ใครเห็นก็ต้องรู้สึกว่ามันเกินไป ฉันเองก็ทนพฤติกรรมแย่ๆของพวกนั้นไม่ไหว”

   

   เจียงถงพูดถึงต้าหลี ก็อดรู้สึกเศร้าใจไม่ได้

   

   “พวกเขาน่ะตาสูงแต่มือต่ำ คราวนี้น่าจะเจ็บหนัก”

   

   “ได้ยินมาว่าปีนี้แตงโมที่ปลูกกลางแจ้งก็ให้ผลผลิตดีเหมือนกัน แตงโมของพวกเขาคงไม่มีใครซื้อหรอก”

   

   “และได้ยินมาว่าปีนี้พวกเขาขยายพื้นที่เพาะปลูก ฉันคาดว่าต้องขาดทุนอย่างหนักแน่”

   

   เขาส่ายหัว ทั้งร้องไห้ทั้งขำ “จิ่นเป่าน่ะแม้จะฉลาด แต่ก็ยังเด็ก ไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของตลาดนี้หรอก”

   

   หลี่ม่านฮวาประจบเขา “นั่นสิ พวกเขาเป็นแค่บ้านนอก คิดจะรู้อะไร”

   

   “ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องดีหรอกเหรอ ให้พวกเขาเข็ดหลาบจะได้จำ”

   

   “จะได้ไม่ทำหน้าแบบนั้นอีก!”

   

   หลี่ม่านฮวาแค่นเสียงดัง " เย่ฉางอันคนบ้านนอกคอกนา คิดว่าตัวเองฉลาดหลักแหลม..."

   

   "แต่ไม่รู้เลยว่า ตัวเองในสายตาคนอื่นน่ะ เป็นแค่ตัวตลก"

   

   เจียงถงกระแอมเบาๆ "พูดแบบนี้ได้ยังไง"

   

   หลี่ม่านฮวาจึงไม่ได้พูดจาดูถูกเหยียดหยามเย่ฉางอันอีก

   

   หน้าต่างในออฟฟิศถูกเปิดกว้าง

   

   หลี่จื้อเฉียงหยิบใบชาที่เขาเก็บใหม่เอี่ยมออกมาแล้วยิ้มให้กับจิ่นเป่า " จิ่นเป่า ลองดมใบชานี่สิว่าหอมไหม?"

   

   "นี่คือชาใหม่ของผมในปีนี้ เก็บมาจากภูเขาชาเลยนะ"

   

   "หอมจริงๆ เสียดายที่ผมเก็บได้ไม่เยอะ ต้องดื่มอย่างประหยัดหน่อยแล้ว"

   

   เย่เสี่ยวจิ่นไม่สามารถรับรู้กลิ่นพวกนั้นได้

   

   ก่อนหน้านี้ตอนที่เธอต้องทำงานล่วงเวลาจนง่วง เธอก็เลือกที่จะดื่มกาแฟสำเร็จรูปแทนที่จะเป็นใบชา

   

   ดังนั้น เธอจึงไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับใบชาเลยแม้แต่น้อย

   

   แต่ในรางวัลระดับB ที่เธอสุ่มได้นั้นมีใบชารวมอยู่ด้วย ตอนนี้มันน่าจะถูกเก็บไว้ในโกดังที่บ้าน

   

   แต่วัตถุดิบของเธอตอนนี้อยู่ในโกดังระบบหมดแล้ว

   

   เพราะเธอไม่ได้อยู่บ้าน ถ้าโกดังที่บ้านมีของใหม่ๆโผล่ขึ้นมา พี่สะใภ้คงตกใจแย่

   

   ถ้าเธอต้องการอะไร ก็แค่หยิบมันออกมาจากพื้นที่มิติก็พอแล้ว

   

   “ที่บ้านฉันมีใบชาอยู่หน่อย แต่ไม่มีใครดื่ม พรุ่งนี้ฉันจะเอามาให้คุณ”

   

   หลี่จื้อเฉียงตาเป็นประกาย “จริงเหรอ? ผมชอบดื่มชาพอดี”

   

   “จริงสิ หนูไม่ได้พูดเล่นสักหน่อย” เย่เสี่ยวจิ่นอดรู้สึกขำไม่ได้

   

   “ปัง!” เสียงดังสนั่น

   

   ประตูห้องทำงานถูกใครบางคนถีบเข้ามาอย่างแรง

   

   มือของหลี่จื้อเฉียงสั่นเทา ห่อผ้าที่เขาถือไว้ในมือราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าก็ตกลงบนพื้นทันที

   

   ใบชาข้างในร่วงหล่นลงบนพื้นเกลื่อนกลาด

   

   “อ๊า!” หลี่จื้อเฉียงแทบจะระเบิดด้วยความโกรธ

   

   นี่มันใบชาปริมาณสำหรับหนึ่งปีเลยนะ!

   

   “ใบชาของฉัน!” เขารีบก้มลงไปเก็บ แต่ก็เห็นเท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนใบชาของเขาอย่างไม่เกรงใจ

   

   ทันใดนั้น ความโกรธของเขาก็พุ่งขึ้นถึงขีดสุด

   

   เขาเงยหน้าขึ้นมอง เห็นว่าเป็นหลิวต้าเหวิน ก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที

   

   “นายทำอะไร? เข้ามาไม่รู้จักเคาะประตูหรือไง? ท่าทางแบบนี้จะมาหาเรื่องกันเหรอ?”

   

   “แกสมองพังไปแล้วเหรอ? นี่แกกำลังเหยียบใบชาของฉัน!!”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรีบพูด “ลุงหลิว รีบหลีกไปเถอะ เท้าของคุณ...”

   

   หลิวต้าเหวินไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

   

   “ใบชากากๆหน่อยเดียว จะกี่ตังเชียว!”

   

   เขาพูดด้วยความโกรธและรู้สึกอับอายขายหน้า “หลี่จื้อเฉียง ฉันบอกแกไว้เลย แตงโมชุดนี้จะขายใครก็ขายไป ฉันไม่เอาแล้ว!”

   

   “ถ้าแกมายุ่งกับฉันอีกนะ ฉันไม่สุภาพด้วยแน่!”

   

   “อย่างแกน่ะไปขายเองเถอะ ไปดูซิว่าจะขายแตงโมเน่าๆนี่ในราคาสามเหมาต่อชั่งได้ยังไง”

   

   พูดจบเขาก็เดินจากไปด้วยความโมโห

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ค่อยถูกต้อง “เกิดอะไรขึ้นคะ ลุงหลิวไปโดนใครรังแกมารึเปล่า”

   

   เธอขยับตาปริบๆด้วยความงุนงง

   

   ดูเหมือนว่าการขายแตงโมจะไม่ราบรื่นเสียแล้ว

   

   แต่ในเมื่อเขาโยนงานทิ้งไปแบบนี้ ก็เท่ากับเป็นโอกาสของพี่ชายตัวเองแล้วไม่ใช่เหรอ?

   

   เย่เสี่ยวจิ่นหัวไว คิดได้ก็ดีใจขึ้นมาทันที

   

   หลี่จื้อเฉียงลุกขึ้นยืน ตะโกนด่าไล่หลังหลิวต้าเหวิน “แกไม่ทำก็ไม่ต้องทำ! ใครจะไปง้อไอ้ขยะอย่างแก!”

   

   “ฉันจะไปตามเย่ฉางอัน เขายังหนุ่ม แถมใจกล้า เขาทำได้แน่!”

   

   “แกนี่มันขี้อิจฉาจริงๆ ได้คืบจะเอาศอก!”

   

   หลิวต้าเหวิน เซไปเล็กน้อย เขาหันกลับมาพร้อมกับแสยะเย้ยหยัน “ดี งั้นเอาอย่างนี้ ตำบลฉางหูมีแตงโม 1ล้านชั่ง ขายแค่ชั่งละ8เฟิน เหมือนแตงโมในเรือนกระจกของพวกแกไม่มีผิด”

   

   “ฉันอยากรู้จริงๆ ว่าพวกแกมีดีอะไร”

   

   “ถ้าพวกแกขายในราคาสามเหมาต่อชั่งได้หมด ฉันหลีกทางให้โดยไม่มีข้อแม้เลย!”

   

   เขาโบกมือ “อย่าดีแต่พูดก็แล้วกัน น่าสมเพช”

   

   หลายคนได้ยินเสียงทะเลาะกันจึงพากันชะโงกหน้าออกมา

   

   “เกิดอะไรขึ้นเนี่ย ทำไมลุงหลิวถึงได้ทะเลาะกับคนอื่นอีกแล้ว เขานั่งในตำแหน่งนี้มานานเกินไปจนเริ่มอยู่ไม่สุขแล้วหรือไง”

   

   “ตอนนี้เขาแค่ไม่อยากทำงานแล้วล่ะ อารมณ์เสียไปหมด”

   

   “อย่าพูดเลย เดี๋ยวถ้าเขาได้ยินเข้า เขาจะต้องจำฝังใจอีกแน่”

   

   ทุกคนมองหน้ากันไปมา พวกเขารู้ดีว่าลุงหลิวอยู่ในช่วงเบื่อหน่ายกับงานแล้ว

   

   ทำงานไม่ขยัน ไม่ก้าวหน้า กินแรงนิดหน่อยก็ไม่เอาแล้ว

   

   จ้าวกั๋วถ่งปวดหัวจนทนไม่ไหว ทั้งกังวลทั้งร้อนใจ

   

   หลี่จื้อเฉียง ถูกเรียกตัวมาที่ออฟฟิศอีกครั้ง

   

   จ้าวกั๋วถ่งถือแบบฟอร์มในมือ เหงื่อไหลอาบหน้า "ปีนี้แตงโมเริ่มเก็บเกี่ยวได้แล้ว ไร่หนึ่งได้7,000 ชั่ง เชื่อหรือเปล่า"

   

   หลี่จื้อเฉียงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา "ไม่ใช่เรื่องดีเหรอ"

   

   พูดจบ เขาก็รู้สึกเจ็บหน้าอกเพราะโมโห "ฉันบอกแล้วว่า นายไม่น่ามอบหมายงานนี้ให้เขาเลย นายคิดผิดแล้ว!"

   

   จ้าวกั๋วถ่งเห็นว่าเขายังไม่เข้าใจความหมายของตัวเอง จึงพูดต่อว่า "นายรู้ไหมว่าปีนี้พวกเราปลูกแตงโมไปกี่หมู่?"

   

   หลี่จื้อเฉียงแลบลิ้น "30หมู่บ้านปลูกทั้งหมด รวมแล้ว8,000หมู่ ฉันจะไม่รู้ได้ยังไง?"

   

   "นายกำลังจะบอกว่า แตงโมพวกนี้มีผลผลิตมากถึง20,000กว่าตันสินะ?"

   

   "นี่มันการปลูกแตงโมจริงๆไม่ใช่เล่นๆ ผลผลิตขนาดนี้ก็ดีแล้วนี่"

   

   จ้าวกั๋วถ่งถอนหายใจ "นายรังเกียจ8เฟินต่อชั่งว่ามันถูกเกินไป แต่2หมื่นตันหลังจากจ่ายภาษีพืชผลไปครึ่งหนึ่งแล้ว ก็ยังเหลือตั้ง1หมื่นตัน"

   

   "1หมื่นตันจะขายให้ใคร?"

   

   น้ำเสียงของเขาค่อนข้างหนักใจ "นายมันโลภมากเกินไป ต้องการ3เหมาต่อชั่ง 1หมื่นตันนี้ นายคิดหรือยังว่ามันราคาเท่าไหร่?"

   

   หลี่จื้อเฉียงทำสีหน้าจริงจัง "600หยวนต่อตัน 1หมื่นตัน ก็ได้..."

   

   เขาเผลอกลืนน้ำลาย แล้วพูดอย่างอดไม่ได้พร้อมกับตบโต๊ะ "ได้เงินเยอะขนาดนี้ยังผิดอีกหรือ?"

   

   “แกพูดแบบนี้ แกก็เป็นคนที่เคยเห็นโลกมาแล้ว แกไม่น่าจะโดนเงินจำนวนนี้ทำให้ตกใจแบบนี้ใช่ไหม”

   

   “ความหมายของฉันคือ ไม่มีใครสามารถจ่ายเงินมากขนาดนี้เพื่อซื้อแตงโมได้หรอก” จ้าวกั๋วถ่งส่ายหน้า

   

   “สหกรณ์เขาตอนนี้มีตัวเลือกที่ถูกกว่าตั้ง8เฟิน ถูกกว่าของเราตั้ง3เท่าตัวได้”

   

   “แล้วของเราก็ผลิตออกมาเยอะเกินไป แกไม่ยอมขายให้โรงงานเครื่องดื่ม งั้นก็ต้องไปหาตลาดที่เมืองใหญ่ข้างนอกสินะ”

   

   “แต่เขาก็ไม่ให้ใครก็ไม่รู้ขายส่งเดชแบบนี้หรอก พึ่งแต่ตัวเองแบบนี้ ไม่รู้จะขายได้ชาติไหน”

   

   หลี่จื้อเฉียงเงียบไปครู่หนึ่ง “ฉันน่ะ มีคนแนะนำอยู่คนนึง”

   

   “ก่อนหน้านี้ที่ขายได้3เหมาต่อชั่งก็เป็นเพราะฝีมือเขา ฉันก็เลยคิดว่า... ลองให้เขามาลองทำงานเรื่องนี้หน่อยเป็นไง”

   

   จ้าวกั๋วถ่งถึงกับอึ้งไปชั่วครู่ “หมายถึงพี่ชายรองของจิ่นเป่าน่ะเหรอ?”

   

   “เขาจะมีเส้นสายมากมายขนาดนั้นได้ยังไง แกคิดมากไปแล้ว”

   

   เขากดปลายปากกาลงบนโต๊ะอย่างหงุดหงิด “แต่อย่างว่าล่ะ ในเมื่อแกพูดมาแบบนี้ แตงโมพวกนี้ก็เหลือเวลาอีกแค่ไม่เกินอาทิตย์เดียวก็ต้องเก็บเกี่ยวแล้ว ไม่อย่างนั้นจะเสียหายไปถึงการเพาะปลูกพืชผลอื่นๆ”

   

   “งั้นแกไปหาเขา ให้เวลาเขาสามวัน ถ้าเขาสามารถขายแตงโมพวกนี้ออกไปได้…”

   

   “งั้นให้เงินเขาชั่งละ1เฟิน”

   

   จ้าวกั๋วถ่งไม่สนใจเรื่องนี้แล้ว

   

   แย่ที่สุดคือขายได้ชั่งละ8เฟิน ถ้าเขาสามารถขายได้ชั่งละ3เหมา นั่นก็คือความสามารถของเขา

   

   หลี่จื้อเฉียงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ตกลง ทำแบบนั้นแหละ”

   

   ตกเย็น

   

   หลังจากเย่เสี่ยวจิ่นบอกเรื่องนี้กับเย่ฉางอันแล้ว เขาถึงกับตกใจ

   

   เย่ฉางอันเคยคิดว่าแตงโมทั้งหมู่บ้านคงจะมีเยอะ แต่ไม่คิดว่าจะเยอะขนาดนี้

   

   แบบนี้ถ้าให้เขามาขายเอง คงขายไม่หมดภายในสามปีแน่

   

   “จิ่นเป่า เธอเอาจริงเหรอ”

   

   “ฉันเอาจริง พี่ลองดูก็ได้นี่ ยังไงซะลองดูก็ไม่เสียหายหรอก” เย่เสี่ยวจิ่นกระพริบตาปริบๆ จริงๆแล้วเธอก็รู้ว่าเรื่องนี้ไม่ง่าย “หนูไปขายแตงโมเป็นเพื่อนพี่ก็ได้”

   

   “พี่ลองคำนวณดูสิ รวมทั้งหมดมี10,000ตันที่จะขายนะ พี่ได้ค่านายหน้าตันละ 20หยวน10,000ตัน…”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นอุทานออกมาว่า “นั่นก็200,000หยวนเลยนะ!”

   

   เย่ฉางอันส่ายหน้า “ฉันหาเงินก้อนนั้นไม่ได้หรอก”

   

   “ฉันแค่อยากขายแตงโมของหมู่บ้านชงเถียนให้ได้ชั่งละสามเหมา แต่ปริมาณมากขนาดนี้…”

   

   “เฮ้อ ที่จริงฉันก็คิดนะ แต่พอต้องแบกรับภาระนี้ ฉันก็ท้อแล้ว”

   

   “ไม่ พี่ไม่ต้องคิดว่าจะได้กำไรหรือเปล่า อย่างน้อย…” เย่เสี่ยวจิ่นจับมือเย่ฉางอันแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “พี่ก็ต้องรับเงินก้อนนี้”

   

   เย่ฉางอันได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา “ฉันไม่ต้องการเงินมากขนาดนั้นหรอก”

   

   “พี่ต้องใช้แน่ๆ” เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มอย่างลึกลับ “ปีนี้พี่อาจจะไม่ต้องการ แต่ไม่แน่ว่าปีหน้าอาจจะต้องการก็ได้”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรู้ดีว่าปีหน้าจะเป็นปีแห่งการปฏิรูปและเปิดประเทศ

   

   อีกหนึ่งปีต่อจากนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไป

   

   ถึงตอนนั้น คนกลุ่มแรกที่ทำธุรกิจก็เหมือนหมูที่บินได้ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มต้น

   

   เย่ฉางอันกังวลมาก

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเองก็เป็นกังวลหลังจากรู้เรื่องนี้ เย่จื้อผิงก็ผลัดกันมาคุยกับเย่ฉางอัน

   

   เย่ฉางอันนอนอยู่บนเตียง ไม่ค่อยได้กินข้าวเย็น มัวแต่ครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่ในใจ

   

   ตอนประมาณสองทุ่มกว่า เขากระโดดลงจากเตียงทันที

   

   “แม่ รีบเก็บกระเป๋าให้ผมหน่อย”

   

   “ผมจะไปขายแตงโมของเราให้รวยที่สุด!”

   

   “จิ่นเป่า ไปเก็บแตงโมขึ้นรถบรรทุกกับฉันที ฉันจะเอาไปด้วย ยังไงก็ต้องมีคนที่ชอบของเราบ้างแหละ”

   

   “ถึงยังไงก็แค่เสียค่าน้ำมัน ถ้าสำเร็จขึ้นมา นั่นมันเงิน200,000หยวนเลยนะ!”

   

   เย่ฉางอันพูดด้วยแววตาตื่นเต้น

   

   200,000หยวน

   

   รวมพ่อแม่ปู่ย่าตายายของพวกเขาทั้งหมดแล้ว ก็ยังไม่เคยหาเงินได้มากขนาดนี้

   

   เย่เสี่ยวจิ่นลุกขึ้นมาจากผ้าห่ม ยิ้มอย่างมีความสุข ไม่แปลกใจเลยที่พี่ชายของเธอจะฉลาดขึ้นมาได้

   

   ชาติที่แล้วเธอทำธุรกิจ เป็นการร่วมมือกันทีละหลายสิบล้าน เธอจึงไม่ได้มองว่า6ล้านเป็นเรื่องน่ากลัวอะไร

   

   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะหาเงินกลับคืนมาได้ แต่ 30หมู่บ้าน หมู่บ้านละประมาณ600คน

   

   เมื่อแบ่งให้ทุกคนแล้ว เหลือแค่คนละ300กว่าหยวน

   

   "พี่ ฉันสนับสนุนพี่ พี่อยากไปขายแตงโมที่ไหน ฉันได้ยินมาว่าอำเภอฉางหูกำลังแข่งขันกับพวกเรา ดังนั้นสหกรณ์อำเภอคงเป็นไปไม่ได้"

   

   "ฉันไม่ขายในฮัวฮวาหรอก ฉันจะไปขายที่เมืองเอกซิงเฉิง"

   

   "ถ้าซิงเฉิงไม่ได้ ฉันจะไปที่ที่รวยกว่านั้น"

   

   เย่ฉางอันคิดได้แล้วและมีกำลังใจมากขึ้น

   

   “ครั้งนี้กลัวว่าจะต้องเอาเงินติดตัวไปเยอะหน่อย ไปตั้งหนึ่งวัน ที่ที่ต้องใช้เงินมีเยอะแยะไป”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นอดไม่ได้ที่จะย้ำ “งั้นพี่ขับรถระวังด้วยนะคะ”

   

   เย่ฉางอันลูบหัวเธอเบาๆ “ไปกันเถอะ ไปเก็บแตงโมกัน”



  บทที่ 252: แตงโม


   

   ต้าหลีไม่ใช่แค่มีพื้นที่กว้างใหญ่เท่านั้น แต่ยังมีแม่น้ำไหลผ่าน ทำให้ภูมิประเทศราบเรียบ

   

   เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการปลูกแตงโม

   

   ในตอนนี้เพื่อที่จะสลัดหลุดจากตำแหน่งอำเภอยากจนอันดับสุดท้าย ทางต้าหลีจึงได้ส่งเสริมการปลูกแตงโมอย่างจริงจัง

   

   เช้าตรู่ ขณะที่ยังเช้าอยู่ บริเวณนอกเพิงแตงโมก็มีแตงโมวางเรียงรายอยู่กว่าสิบหาบ

   

   ภายในเพิงแตงโม ผู้คนนั่งมองดูแตงโมเหล่านั้นอยู่

   

   เดิมทีเป็นการเก็บเกี่ยวที่อุดมสมบูรณ์มาก แต่ทุกคนกลับไม่มีสีหน้ายินดี ตรงกันข้ามกลับเป็นกังวลใจ

   

   ลุงห้าเถียนถือหมวกฟางพัดลม "ปีนี้ทางอำเภอให้พวกเราปลูกแตงโมกันเยอะมาก ข้าวก็เลยปลูกน้อยลง แล้วยังต้องมาดูแลปลาในนาข้าว อืม เหนื่อยตายทุกวัน"

   

   ลุงหกหลี่ถอนหายใจ "ใช่ ทุกหมู่บ้านก็มีเป้าหมายเยอะขนาดนี้ ปลูกกันเยอะแยะ"

   

   ลุงห้าเถียนพูดต่อ "ได้ยินมาว่าปีที่แล้ว คนหมู่บ้านชงเถียนทุกบ้านได้แบ่งเงินกันเยอะเลย ปีนี้ไม่รู้ว่าแตงโมเยอะขนาดนี้จะขายออกไหม"

   

   "ถ้าหากแบ่งเงินกันได้จริงๆ ต่อให้เหนื่อยกว่านี้ก็ยอม"

   

   เขาหยิบยาเส้นจากในกระเป๋า ยัดใส่ปากจนเต็ม “ก็กลัวว่าสุดท้ายจะไม่ได้เงิน เสียแรงเปล่า แล้วยังเสียเวลาปลูกข้าวอีก”

   

   ลุงหกหลี่ส่ายหน้า “ฉันได้ยินมาว่าที่หมู่บ้านชงเถียนมีคนไปปลูกแตงโมที่ตำบลฉางหู”

   

   “ขายราคาถูกด้วยนะ ได้ตั้งหลายหมื่นหยวนแน่ะ”

   

   “ก็เพิ่งไม่กี่วันนี้เอง ขายแค่แปดเฟินต่อชั่ง”

   

   ลุงห้าเถียนขมวดคิ้ว “เอาเทคนิคของต้าหลีเรานี่แหละไปใช้ที่ตำบลฉางหู ใครมันเลวได้ขนาดนี้นะ”

   

   “ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าทีมเกษตรหมู่บ้านชงเถียนคนก่อนไม่ใช่เหรอที่ขายน้ำมันไม่ได้มาตรฐานโดนวิจารณ์ออกประกาศ”

   

   “ตอนนั้นเรื่องใหญ่โตมาก คงจะอับอายเกินกว่าจะอยู่ที่ต้าหลีได้ ก็เลยไปที่ตำบลฉางหูไงล่ะ”

   

   ลุงห้าเถียนถุยน้ำลาย “แบบนี้มันคนทรยศนี่ จริยธรรมแย่มาก”

   

   ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่ เย่เสี่ยวจิ่นก็พาเย่ฉางอันเดินเข้ามา

   

   “เก็บแตงโมหมดแล้วใช่ไหม ช่วยกันขนขึ้นรถเถอะ” เย่เสี่ยวจิ่นเห็นคนสองคนที่ใต้ต้นไม้หน้าโรงเรือน

   

   ลุงห้าเถียนก็ไม่รีรอ แตงโมถูกวางไว้ในตะกร้าเรียบร้อยแล้ว

   

   “แตงโมพวกนี้โตได้มาตรฐานทุกลูก ลูกนึงประมาณ20ชั่ง”

   

   “นี่มันโตมากเลยนะ ลูกบางลูกนี่โตถึง30ชั่งเลยนะ”

   

   “พวกเราเก็บแต่ลูกที่20ชั่งมานะ ที่นี่มีอยู่60กว่าลูก พันกว่าชั่ง พอไหม?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า “พอแล้ว พอแล้ว”

   

   “จริงสิ เมื่อกี้ฉันได้ยินพวกคุณพูดถึงเรื่องคนทรยศ คนทรยศอะไร”

   

   ลุงหกหลี่เล่าเรื่องเดิมซ้ำอีกครั้ง

   

   เย่เสี่ยวจิ่นฟังแล้วก็ครุ่นคิดเล็กน้อย หัวหน้าทีมเกษตรกรรมหมู่บ้านชงเถียน หรือว่าจะเป็น...

   

   เธอหันไปถามเย่ฉางอัน “พี่ พี่จำลู่เฟิงได้ไหม พวกเขาย้ายไปอยู่ที่ไหน”

   

   “ลู่เฟิง? จ้าวหลินหลินภรรยาเขาอยากจะหย่ากับเขา ไม่นานพวกเขาก็ย้ายไปอยู่บ้านแม่จ้าวหลินหลินแล้วมั้ง” เย่ฉางอันครุ่นคิด “ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจ”

   

   หลังจากขนแตงโมเสร็จแล้ว เย่ฉางอันก็เริ่มต้นการเดินทางไกลครั้งแรกของเขา

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมองรถที่กำลังแล่นออกไปไกล

   

   ระบบพูดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวว่า [โฮสต์ คุณนี่ใจร้ายจริงๆ]

   

   [ทั้งที่ผลผลิตทางการเกษตรสามารถให้พวกเราระบบรับซื้อได้ในราคาที่ค่อนข้างสูง ผลไม้ในยุคหลังๆ ก็หายาก แถมยังไม่มีแบบที่เป็นธรรมชาติล้วนๆแบบนี้อีกด้วย]

   

   “คุณกลับต้องให้พี่ชายออกไปเจอกำแพงราคาสามเหมาต่อชั่ง แตงโมแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะขายง่ายๆนะ]

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพูดว่า “ระบบรับซื้อเหรอ? นี่มันเป็นวิธีการที่แย่ที่สุด”

   

   “สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการฝึกฝนความสามารถต่างหากล่ะ”

   

   ระบบรู้สึกว่าเย่เสี่ยวจิ่นดูแปลกประหลาดจริงๆ [จิ่นเป่า ~ โอกาสสุ่มรางวัลของคุณมีจำนวนสะสม 300กว่าครั้งแล้ว คุณไม่สุ่มเหรอ]

   

   ดวงตาเย่เสี่ยวจิ่นเป็นประกายเจ้าเล่ห์ "ตอนนี้สุ่มได้แค่ของระดับต่ำ รอปีหน้า ตอนที่ฉันจะทำฟาร์มค่อยสุ่ม ของต้องดีกว่านี้แน่"

   

   ระบบร้องโอดครวญ [คุณไม่สามารถเอาเปรียบระบบแบบนี้ได้! นี่มันฉวยโอกาสชัดๆ! ไม่ได้!]

   

   เย่เสี่ยวจิ่นยิ้ม "ตอนนี้ฉันไม่ขาดอะไรสุุ่มรางวัลไปก็เปลืองเปล่า สู้ตั้งใจทำภารกิจการเรียนรู้เพื่อสร้างชาติให้แข็งแกร่งดีกว่า"

   

   "ไม่รู้ว่ารางวัลภารกิจคืออะไร"

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมองหน้าจอระบบ สังเกตเห็นแถบความคืบหน้าภารกิจของประเทศที่แข็งแกร่งในการเรียนรู้ค่อนข้างสูงแล้ว แต่ก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เธอเลยถามอย่างสงสัย “ระบบ เธอหลอกฉันหรือเปล่าเนี่ย? ฝีมือการถักนิตติ้งของพี่สะใภ้ฉันก็เก่งขนาดนี้แล้ว ยังไม่ถือว่าสำเร็จอีกเหรอ?"

   

   ระบบใช้เวลาประมวลผลครู่หนึ่ง ก่อนจะอธิบายว่า [ภารกิจการเรียนรู้ของประเทศที่แข็งแกร่งในการเรียนรู้นั้นจะถือว่าสำเร็จก็ต่อเมื่อสร้างรายได้ และหลังจากสร้างรายได้แล้ว จะแบ่งออกเป็นสามระดับคือ ระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง]

   

   [ระดับที่แตกต่างกัน รางวัลก็ต่างกัน!]

   

   [ขอแนะนำให้โฮสต์ทำภารกิจให้สำเร็จและบรรลุระดับสูงก่อนทำการแลกเปลี่ยน]

   

   เย่เสี่ยวจิ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เลือกคำถามหนึ่ง "แตงโมของฉันก็ใกล้จะเก็บเกี่ยวแล้ว ฉันจะได้รับรางวัลหลังจากที่ขายแตงโมงวดนี้หมดแล้วใช่ไหม"

   

   [ใช่แล้ว ใช่แล้ว]

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเข้าใจแล้ว

   

   หลังจากส่ง เย่ฉางอัน ออกไปแล้ว เธอไม่รีบร้อนกลับไปที่ทำการรัฐบาล หรือไปที่เพิงแตงโม

   

   แต่กลับสนใจแตงโมของตำบลฉางหูขึ้นมาบ้าง

   

   ตอนนี้แตงโมที่บ้านลู่เฟิงปลูกถูกนำไปขายก่อน

   

   ลู่เฟิงคนนี้ ตอนนั้นพ่อช่วยรักษาขาที่บาดเจ็บ เขาก็ยังทำตัวเป็นหมาป่าตาขาว

   

   คนแบบนี้ กลับลอกแบบการปลูกแตงโมในโรงเรือนไปด้วย

   

   หลังจากเย่เสี่ยวจิ่นกลับบ้าน ก็ชวนแม่นั่งรถไปที่บ้านลู่เฟิง

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยตามเธอไปขึ้นรถอย่างงุนงง “จิ่นเป่า นี่มันสิบโมงเช้าแล้ว บ้านลู่เฟิงวันนี้ก็ไม่ได้มีตลาดนัด เราจะไปที่นั่นทำไม”

   

   “แม่ พวกเราไปเรียนรู้เทคนิคการปลูกแตงโมขั้นสูงของคนอื่นกัน”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยมึนงงไปหมด

   

   หนึ่งชั่วโมงต่อมา พวกเขาก็ลงจากรถ

   

   เย่เสี่ยวจิ่นถามพนักงานต้อนรับบนรถว่า "พี่คะ พวกเราอยากไปดูแตงโมของหมู่บ้านพี่ พอจะให้พวกเราซื้อได้ไหมคะ แล้วควรจะไปที่ไหนดีคะ"

   

   พนักงานต้อนรับบนรถได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่าแล้วพูดว่า "ข้างๆสถานีรถก็มีโรงปลูก ไปหาคุณลุงที่นั่นก็ซื้อได้เลยจ้ะ"

   

   "มีคนนั่งรถมาซื้อกันเยอะเลย โรงปลูกข้างๆนั่นขายให้คนต่างถิ่นโดยเฉพาะเลยล่ะ"

   

   “แต่แตงโมลูกใหญ่ดีๆ คงถูกสหกรณ์ของอำเภอเอาไปหมดแล้ว ที่เหลือก็คงไม่มีลูกใหญ่ขนาดนั้น”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นกลับไม่สนใจ “ลูกเล็กหน่อยยิ่งดี หนูแบกลูกใหญ่ไม่ไหวหรอก”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นนึกถึงแตงโมของต้าหลีของพวกเขา แต่ละลูกหนักตั้ง20-30ชั่ง

   

   เธอไม่อยากกินเยอะขนาดนั้น

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยทึ่ง “ที่ตำบลฉางหูก็มีแตงโมโรงเรือนด้วยหรือ”

   

   “เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ฉันไม่รู้เรื่องเลย”

   

   พนักงานต้อนรับบนรถไฟยิ้มแล้วพูดว่า “อำเภอฉางหูเดิมทีก็เป็นอำเภอแรกที่ทำโรงเรือนปลูกแตงโมต้นฤดู แตงโมที่นี่ของพวกเราขายหมดแล้ว ที่อื่นยังไม่สุกเลย”

   

   “ถ้าพูดถึงแตงโมโรงเรือน อำเภอฉางหูของพวกเรานี่แหละไม่เป็นสองรองใคร อันดับหนึ่งเลยนะ!”

   

   “ตอนนี้ในอำเภอ ใครบ้างไม่รู้จักแตงโมโรงเรือนของอำเภอฉางหูของพวกเรา”

   

   พนักงานต้อนรับบนรถไฟพูดด้วยความภาคภูมิใจอย่างมาก

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยมีสีหน้าไม่พอใจ "เป็นไปไม่ได้หรอก ปีที่แล้วหมู่บ้านชงเถียนก็ปลูกแตงโมในโรงเรือนแล้วนะ คนที่ทำเป็นคนแรกน่าจะเป็นต้าหลีมากกว่า"

   

   "โอ๊ย เหมือนกันแหละ หมู่บ้านชงเถียนเป็นที่แรกก็จริง แต่หัวหน้าทีมเกษตรของ หมู่บ้านชงเถียนต่างหากที่เป็นคนริเริ่มให้คนทั้งหมู่บ้านปลูกแตงโม"

   

   "วิธีนี้เขาก็เป็นคนคิดขึ้นมาใหม่ หมู่บ้านชงเถียนก็แค่ทำตามเขาถึงจะประสบความสำเร็จ"

   

   "ฉันว่านะ ที่ไหนมีลู่เฟิงที่นั่นก็ต้องเป็นที่หนึ่ง"

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกพูดไม่ออก ลู่เฟิงอะไรกัน

   

   ลู่เฟิงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปลูกแตงโมเลย นี่เป็นผลงานชิ้นแรกของลูกสาวหล่อนต่างหาก

   

   ไม่เกี่ยวกับลู่เฟิงสักนิด!

   

   "ไม่ใช่เลย..."

   

   "ถ้าคุณคิดว่าแตงโมของหมู่บ้านชงเถียนดี คุณก็ไปซื้อแตงโมราคาแพงของหมู่บ้านชงเถียนสิ"

   

   "ลู่เฟิงบอกว่า ที่หมู่บ้านชงเถียนเอาเปรียบเกินไป เขาถึงทนไม่ไหว ต้องมาทำแตงโมราคายุติธรรมที่นี่"

   

   “คนพวกนั้นหวังดีแท้ๆ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องหมู่บ้านชงเถียนเลย คิดว่าวิเศษอะไรนักหนา” พนักงานต้อนรับบนรถไฟกลอกตาขึ้นฟ้าก่อนจะเดินออกไป

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยกระทืบเท้าด้วยความโกรธ “คนอะไรกันเนี่ย จิ่นเป่า เรื่องปลูกแตงโมในโรงเรือนก็เป็นความคิดของลูกตั้งแต่แรกไม่ใช่เหรอ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นยิ้ม “หนูถึงมาดูไงคะ”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยยังคงโกรธแทนลูกสาวไม่หาย

   

   ระหว่างทางก็บ่นพึมพำไม่หยุด

   

   “ลู่เฟิงกับจ้าวหลินหลินนี่มันแย่จริงๆ กล้าดียังไงมาแย่งผลงานคนอื่น”

   

   “ก่อนหน้านี้พวกเขาก็ไม่คิดจะสร้างสรรค์อะไรเลย ตอนนี้ก็แค่ลอกเลียนแบบ”

   

   “ที่มากไปกว่านั้น ทำไมถึงมาใส่ร้ายหมู่บ้านชงเถียนแบบนี้ด้วย?”

   

   “แม่คะ อย่าพูดแบบนั้นสิ หนูก็ไม่ใช่คนแรกนะ หนูแค่เอามาจากในหนังสือ” เย่เสี่ยวจิ่นดูไม่ค่อยใส่ใจ “ไม่เห็นต้องไปสนใจว่าใครทำก่อนทำหลังเลย ใครปลูกได้ดีคนนั้นก็ชนะเลิศอยู่แล้ว”

   

   “ประเด็นคือตอนนี้พวกเขากลายเป็นคู่แข่งของเราไปแล้ว แถมยังขายถูกกว่าเราตั้งเยอะ”

   

   “ถ้าไม่มาดู พวกเราก็จะไม่สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของพวกเราได้ทันเวลา”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นไม่ได้มาหาเรื่องคน

   

   เธอแค่มาดูสถานการณ์

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยลูบหัวลูกสาว “จิ่นเป่า ที่ลูกพูดก็ถูกนะ แต่แม่ก็แค่โกรธพฤติกรรมไร้ยางอายของลู่เฟิง”

   

   “พวกเขาวางแผนร้ายกาจแบบนี้ สุดท้ายก็ต้องเจ็บตัวเพราะการกระทำของตัวเอง”

   

   ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกัน พวกเขาก็มาถึงเพิงขนาดใหญ่แล้ว

   

   พื้นที่ราบเรียบผืนนี้มีคนจำนวนมากกำลังซื้อแตงโม

   

   ชายชราชั่งน้ำแตงโมให้กับผู้คน และมีคนกำลังขนโต๊ะมาวางไว้เพื่อรับเงินและจดบัญชีโดยเฉพาะ

   

   ชายชรามองเย่เสี่ยวจิ่นและหลี่ชุ่ยชุ่ยโดยไม่เงยหน้าขึ้น "ไปเลือกเอาที่โรงเก็บแตงโมตรงนั้น ฉันเก็บมาไว้แล้ว อย่าไปกระแทกให้ช้ำล่ะ"

   

   "แปดเหมาต่อชั่ง ขายทั้งลูก ไม่ผ่าขาย"

   

   “คุณไม่เข้าใจ นี่คือแตงโมพันธุ์ใหม่ เขาว่ากันว่าหวานมาก” ชายคนนั้นพูดพลางหยิบขึ้นมาหนึ่งลูก “เราซื้อหนึ่งลูกไปลองชิมก่อน ถ้าอร่อยค่อยซื้อเพิ่มอีกหลายๆลูก”

   

   “ตอนนี้ที่อำเภอต่างก็รู้กันว่าที่ตำบลฉางหูมีแตงโมพันธุ์ใหม่ ราคาถูก แถมยังอร่อยด้วย”

   

   “เราก็มาลองของใหม่ไม่ใช่เหรอ”

   

   ผู้หญิงพึมพำ “ก็ได้ แตงโมนี่มันก็ออกเร็วจริงๆ แตงโมที่ปลูกกลางแจ้งอย่างน้อยต้องอีกเดือนกว่าๆ”

   

   ทั้งสองคนถือแตงโมเดินจากไป

   

   เย่เสี่ยวจิ่นก็จ่ายเงินแล้วมากินแตงโมกับหลี่ชุ่ยชุ่ย

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยขมวดคิ้วทันทีที่กินเข้าไป ครั้งนี้กินของต้าหลีไปก่อน แล้วค่อยมากินของตำบลฉางหู

   

   ไม่ต้องพูดถึงเลยว่า แค่ภายนอกก็ดูไม่น่ากินเท่าของต้าหลีแล้ว ขนาดก็เล็กกว่ามากด้วย

   

   เปลือกของแตงโมที่นี่หนา ไม่ใช่แตงโมเปลือกบางเนื้อเยอะ รสชาติก็ไม่กรอบเท่าไหร่ กลับเละเกินไปด้วยซ้ำ

   

   ความหวานก็ธรรมดา รสชาติก็เสียเอกลักษณ์ดั้งเดิมไป

   

   “จิ่นเป่า นี่มันแตงโมจริงๆเหรอ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นก็รู้สึกว่ามันแปลกๆเหมือนกัน “หรือว่าแตงโมลูกนี้มันไม่ดีนะ”

   

   เธอจึงบอกให้คุณลุงเลือกผลอื่นมาให้ ลองกินดูแล้วรสชาติก็ยังไม่น่าพอใจเท่าใด

   

   จืดชืด เหมือนแตงโมรสจืด

   

   เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหน้า “ฉันต้องไปดูวิธีปลูกของพวกเขาก่อน”



 บทที่ 253: ซื้อแตงโมอร่อยสำหรับงานเลี้ยงวันเกิด


   

   แตงโมในโรงเรือนมีเหลือไม่มากแล้ว ที่เหลืออยู่มีแต่แตงโมที่ดูไม่สวยงามน่ากิน

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยมองไม่ออก “มันต่างกันเพราะของพวกเขาปล่อยให้เลื้อยบนดิน ส่วนของเราปักเสาให้เลื้อยตั้งขึ้น”

   

   “เป็นเพราะแบบนี้หรือเปล่า?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหัว “ไม่ใช่ แบบนั้นมีผลแค่ปริมาณผลผลิต ทำให้จำนวนต้นกล้าต่อหมู่เพิ่มขึ้นเท่านั้น”

   

   เธอก้มมองพื้นดิน เห็นว่าส่วนใหญ่ใส่ปุ๋ยเคมี เนื้อดินถึงได้แน่นแบบนี้

   

   ไม่ไกลนักมีถุงปุ๋ยใบหนึ่งตั้งอยู่ เป็นปุ๋ยไนโตรเจนที่ใช้ไม่หมด

   

   "ก่อนแตงโมนี้จะสุก ต้องใส่ปุ๋ยไนโตรเจนน้อยลง ใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมมากขึ้น" เธอตบดินที่มือ "และหนูก็คาดว่าพันธุ์แตงโมของพวกเขาไม่ค่อยดีด้วย"

   

   "แตงโมที่นี่ไม่ใช่พันธุ์เดียวกับของเรา"

   

   "เพียงแต่ภายนอกดูคล้าย คาดว่าคงพยายามอย่างมาก ถึงได้เจอแตงโมที่คล้ายกัน"

   

   "ก็นับว่าลู่เฟิงพยายามมากเลยทีเดียว"

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเริ่มเข้าใจขึ้นมาทันที “มิน่าล่ะ เห็นบอกกันว่าเป็นแตงโมไม่มีเมล็ด แต่ทำไมถึงมีเมล็ดเยอะขนาดนี้นะ”

   

   “นึกว่าเป็นเพราะสถานที่ปลูกแตงโมต่างกันแล้วทำให้แตงโมมีเมล็ดขึ้นมาใหม่ได้เสียอีก”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นยิ้ม “ไปกันเถอะ กลับกันค่ะ”

   

   “แตงโมของพวกเขาไม่มีผลกระทบอะไรกับพวกเรานักหรอกค่ะ”

   

   ข้างนอกมีคนส่งเสียงโหวกเหวกโวยวาย

   

   “ไม่ใช่บอกว่าแตงโมไม่มีเมล็ดเหรอ? ทำไมเมล็ดเยอะขนาดนี้ แล้วยังขายตั้งแปดเฟินต่อชั่งอีก!” ผู้หญิงคนนั้นไม่พอใจมาก “รสชาติก็ไม่หวาน สู้แตงโมที่ปลูกกลางแจ้งไม่ได้”

   

   “นอกจากรูปร่างกลมๆ แล้วก็ไม่มีข้อดีอะไรเลย”

   

   “คืนเงิน! คืนเงินมาเดี๋ยวนี้!”

   

   ลุงคนสวนไม่พอใจ “ต่อให้เป็นแตงโมไม่มีเมล็ดมันก็ต้องมีเมล็ดบ้างสิ เมล็ดมันน้อยกว่าแตงโมท้องถิ่นเยอะ มองไม่ออกรึไง?”

   

   “เธอก็ลองคิดดูสิ ถ้าไม่มีเมล็ดเลย แตงโมมันจะเพาะต้นกล้าได้ยังไง?”

   

   “นี่คือ แตงโมไม่มีเมล็ด แตงโมไร้เมล็ดต้าฉีหลิน!”

   

   คุณลุงพูดอย่างมั่นใจ

   

   มีคนข้างๆพูดเตือนว่า “ก็นี่มันแตงโมต้นฤดู กว่าจะได้กินในฤดูนี้ ราคามันก็ต้องแพงกว่าแตงโมเดือนกรกฎาคมอยู่แล้ว”

   

   “ใช่แล้ว มันก็ปกติ ทำไมต้องโกรธด้วย ไม่เห็นจำเป็นเลย”

   

   “นั่นน่ะสิ ฉันอยากกินแตงโมมานานแล้ว ฉันว่ารสชาติน่าจะอร่อยนะ”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยอดพูดไม่ได้ว่า “นี่ไม่ใช่แตงโมไร้เมล็ดหรอกค่ะ ต้องแตงโมต้าหลีสิถึงจะเป็นแตงโมไร้เมล็ดของจริง เทียบกันไม่ได้เลย”

   

   “ถ้าอยากกินแตงโมอร่อยๆ ต้องไปลองที่ต้าหลีดู”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรีบดึงแม่ออกไป

   

   ตอนนี้ลู่เฟิงรีบเข้ามาพร้อมกับจ้าวหลินหลินแลล้ว

   

   หลังได้ยินว่ามีเรื่องกัน พวกเขาที่อยู่แถวนี้พอดีเลยรีบมาดูสถานการณ์

   

   ลู่เฟิงตอนนี้กลับมาดูสดใสเหมือนเดิม สวมรองเท้าหนังขัดมันวาว ผมปาดด้วยน้ำมันใส่ผม

   

   จ้าวหลินหลินก็ใส่เสื้อเชิ้ตกับกระโปรงลายดอกไม้สีม่วงพื้นขาว

   

   ทั้งสองคนดูเหมือนเจ้านายใหญ่มาเอง

   

   ชายชราเห็นพวกเขาก็เหมือนเจอเสาหลักของตัวเอง “หัวหน้าลู่ คุณมาพอดีเลย มาดูหน่อย มีคนบอกว่าแตงโมไร้เมล็ดของพวกเราไม่ใช่แตงโมไร้เมล็ด”

   

   ลู่เฟิงได้ยินแบบนี้จนเบื่อแล้ว “ผมบอกว่าใช่ก็คือใช่ บนโลกนี้ไม่มีแตงโมไร้เมล็ดจริงๆหรอก”

   

   “แตงโมไร้เมล็ดมันเป็นแค่ชื่อแบรนด์ เข้าใจไหม”

   

   ลู่เฟิงพูดพลางมองไปที่คนที่กำลังหาเรื่อง “พวกคุณกินเข้าไปแล้วยังจะมาขอเงินคืนอีก มันเกินไปแล้วนะผมว่า พวกคุณตั้งใจมาหาเรื่องกันใช่ไหม”

   

   จ้าวหลินหลินร้องอุทานออกมาอย่างกะทันหัน หล่อนจับแขนลู่เฟิงแล้วพูดว่า “ดูสิ นั่นไม่ใช่ เย่เสี่ยวจิ่นกับหลี่ชุ่ยชุ่ยเหรอ”

   

   หล่อนหน้าถอดสีทันที ความอัปยศอดสูทั้งหมดผุดขึ้นมาในใจ

   

   “มิน่าล่ะถึงมีคนมาก่อกวน ที่แท้ก็เป็นคนของหมู่บ้านชงเถียนส่งมาหรอกเหรอ”

   

   “พวกหมู่บ้านชงเถียนขายแตงโมในราคาเอารัดเอาเปรียบ เห็นพวกเราทำความดีขายถูกๆ เลยจงใจมาก่อกวน”

   

   จ้าวหลินหลินเยาะเย้ย “หึๆ ทุกคนดูสิคะ พวกคนตำบลต้าหลีขายแตงโมไม่ได้ อิจฉาพวกเราชาวตำบลฉางหู เลยจงใจมาแสดงละครที่นี่”

   

   ผู้คนรอบๆ ต่างจ้องมองไปที่เย่เสี่ยวจิ่นและหลี่ชุ่ยชุ่ยทันที

   

   “คนของต้าหลีงั้นเหรอ พวกเขาก็ปลูกแตงโมด้วยเหรอ”

   

   “แสดงว่าต้องอิจฉาที่ธุรกิจของตำบลฉางหูเป็นไปด้วยดีแน่ๆเลย แสดงละครตบตาพวกเราอยู่ได้”

   

   “นี่มันเกินไปแล้ว มีความคิดชั่วร้ายแบบนี้ ไม่สู้หาวิธีขายแตงโมของตัวเองให้ได้จะดีกว่า”

   

   หลายคนต่างพากันซุบซิบนินทา

   

   เย่เสี่ยวจิ่นไม่ได้ตื่นตระหนก กลับเป็นหลี่ชุ่ยชุ่ยที่เริ่มอธิบาย

   

   แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจฟัง

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมองลู่เฟิง รอยยิ้มไม่ลดลง "หัวหน้าลู่ดูหน้าตาผ่องใสแบบนี้ ปีนี้คงทำกำไรได้ไม่น้อยสินะคะ"

   

   "แต่อยากจะเตือนด้วยความหวังดี ถ้าคิดจะเอาชื่อแตงโมไร้เมล็ดหมู่บ้านชงเถียนไปแอบอ้างขายละก็ คิดให้ดีๆนะว่าเงินในกระเป๋ามันจะอยู่กับเรานานแค่ไหน"

   

   "ถ้าบังเอิญเจอคนชำนาญแล้วพลาดท่าขึ้นมา คงจะอยู่ที่ตำบลฉางหูไม่ได้หรอก"

   

   ลู่เฟิงแค่นเสียงดูถูก "แกก็แค่อิจฉาที่พวกเราทำไร่แตงโมจนใหญ่โต แต่ฉันไม่คิดจะลดตัวลงไปทะเลาะกับแกหรอก"

   

   “ครั้งนี้แตงโม500หมู่ถูกขายออกไป ได้กำไรหลายหมื่นหยวนเชียวนะ”

   

   “พวกแกทั้งชีวิตไม่เคยเห็นเงินมากขนาดนี้ จะอิจฉาก็ไม่แปลก”

   

   จ้าวหลินหลินเบะปาก “ใช่ แตงของพวกเรามีสหกรณ์อำเภอรับซื้อไปแล้ว พวกเราไม่ต้องกังวลเลย”

   

   “เขาน่ะเซ็นสัญญากับพวกเราแล้ว เงินก็จ่ายให้แล้วด้วย”

   

   “แตงพวกนั้นถูกขนย้ายออกไปหมดแล้วเมื่อเช้านี้ รับรองว่าสบายหายห่วง”

   

   หล่อนเบ้ปาก “แทนที่จะกังวลว่าพวกเรารวย พวกแกไปกังวลตัวเองเถอะ”

   

   “ฉันได้ยินมาว่าสหกรณ์ไม่รับซื้อแตงโมที่พวกแกส่งไปนี่นะ ตอนนี้คงเน่าคาสวนแล้วล่ะมั้ง”

   

   ลู่เฟิงเชิดหน้ามองพวกเขาอย่างภาคภูมิ

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยโมโหจนแทบจะเป็นบ้า “ปากเสีย แตงโมของพวกเราดีขนาดนี้ ไม่มีทางขายไม่ออกหรอก”

   

   จ้าวหลินหลินพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “แม่ค้าขายแตงโมย่อมต้องชมแตงโมของตัวเองว่าหวานอยู่แล้ว”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นดึงมือแม่ “แม่คะ ตอนนี้สายแล้ว เรารีบกลับกันเถอะค่ะ ไม่จำเป็นต้องพูดมาก คนพวกนั้นลำพองใจได้ไม่กี่วันหรอก”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นทำสีหน้าสบายใจ

   

   สหกรณ์การค้าอำเภอมารับซื้อแตงโมก็ดูจากคุณภาพของหมูู่บ้านชงเถียนปีที่แล้ว

   

   พอแตงโมพวกนี้ถูกนำออกไปขายให้ลูกค้าจริงๆ ทุกคนก็จะรู้ทันทีว่าคงไม่มีใครยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินในราคาแพงซื้อแตงโมพวกนี้แน่

   

   ถึงตอนนั้นทางสหกรณ์คงไม่ปล่อยลู่เฟิงไว้แน่

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่พูดอะไรมาก แม้จะได้ยินพวกนั้นยังนินทาลับหลังจนโมโหแทบกัดฟันกรอด แต่ก็ยอมทำตามความคิดของเย่เสี่ยวจิ่น แล้วขึ้นรถไปพร้อมกัน

   

   มีคนสองคนวิ่งตามหลังมา

   

   เป็นสามีภรรยาคู่เดิมที่เพิ่งขอเงินคืนเมื่อกี้

   

   หลี่อวิ๋นเซียรู้สึกเขินอายนิดหน่อย "พี่สาว ฉันขอโทษที่ทำให้พวกคุณต้องมาถูกใส่ร้ายแบบนี้ ฉันรู้สึกผิดจริงๆ ค่ะ"

   

   "ฉันแค่รู้สึกว่าแตงโมของพวกเขามันหลอกลวง เลยใจร้อนไปหน่อย"

   

   "พวกคุณกำลังจะนั่งรถกลับต้าหลี กันเหรอ แตงโมที่นั่นอร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ"

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยพยักหน้า "อร่อยจริงๆค่ะ แตงโมที่ต้าหลีอร่อยที่สุดแล้ว"

   

   หล่อนบอกด้วยความมั่นใจ

   

   คุณภาพของแตงโมต้าหลีต้องบอกว่าสามารถหลับตาชมยังได้เลย

   

   หลี่อวิ๋นเสียหัวเราะ “บังเอิญว่าวันนี้พวกเราจะออกมาซื้อแตงโมไปสักหลายสิบลูก งั้นพวกเราขอแวะไปดูที่ร้านของคุณหน่อยแล้วกัน”

   

   “ที่บ้านฉันจะมีงานมงคล เลยอยากจะจัดงานให้ดูดี เตรียมผลไม้ไว้สักหน่อย”

   

   “ใครจะไปรู้ล่ะว่าแตงโมที่นี่มันแย่ขนาดนี้ ถ้าให้ญาติฝ่ายสามีฉันกินเข้าไป คงคิดว่าพวกเรานำของด้อยคุณภาพมาหลอกล่ะมั้ง”

   

   เจิ้งเฉิงพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ พวกเราเชื่อฟังภรรยาอยู่แล้ว”

   

   “งานวันเกิดของคุณปู่ครั้งนี้เป็นงานใหญ่ แขกที่มาร่วมงานล้วนเป็นบุคคลสำคัญ”

   

   “ใช้งบประมาณไปเท่าไหร่ก็ได้ ขอเพียงให้งานออกมาดีที่สุดก็พอ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นได้ยินดังนั้นก็พอจะเข้าใจได้ว่าอีกฝ่ายคงเป็นคนที่มีภูมิหลังไม่ธรรมดา ถึงกล้ามาโวยวายขอเงินคืนแบบนี้

   

   “งั้นก็ลองชิมก่อนได้ค่ะ ถ้าอร่อยค่อยซื้อ ไม่อร่อยก็ไม่ต้องซื้อ”

   

   “แต่อย่างที่รู้กัน แตงโมในเรือนกระจกของต้าหลี ปีนี้ราคาอยู่ที่ 3เหมา ต่อชั่ง”

   

   เธอเตือนด้วยความหวังดีว่า "แล้วแตงโมลูกหนึ่งหนัก20ชั่ง แถมต้องซื้อตั้งหลายสิบลูก..."

   

   "คงเป็นราคาไม่น้อยเลยนะคะ"

   

   หลี่อวิ๋นเสียไม่สนใจเลย "ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อย งานเลี้ยงวันเกิดนี่ แค่เนื้อแกะเนื้อวัวก็ไม่รู้กี่หาบแล้ว"

   

   ทุกคนขึ้นรถ

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยฟังพวกเขาคุยกัน ก็เลยคุยเล่นกับพวกเขาสองสามประโยค

   

   ไปๆมาๆก็พูดถึงเรื่องแตงโมโดยไม่รู้ตัว เล่าว่าแตงโมที่หมู่บ้านฉางหูขายดี แตงโมดีๆของพวกเขากลับขายไม่ดี

   

   หลี่อวิ๋นเสียรีบพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “พี่สะใภ้ ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ ถ้าแตงโมของคุณอร่อยจริง หลังจากงานวันเกิดคุณปู่เราอีกสองวัน รับรองว่าจะมีคนมาซื้อเยอะแน่ๆ"

   

   ผลไม้ดีๆแบบนี้เหมาะสำหรับซื้อเป็นของฝาก และเหมาะสำหรับซื้อไปกินเองด้วย

   

   รถมาถึงต้าหลีแล้ว

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบพาพวกเขาไปที่โรงเรือนปลูกแตงโมทันที

   

   เฒ่าเถียนนั่งอยู่หน้าเพิงแตงโม ในถังน้ำข้างๆ มีแตงโมแช่อยู่สองลูก

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเห็นว่าประจวบเหมาะพอดี จึงปลุกเฒ่าเถียนที่กำลังงีบหลับอยู่ "ลุงเถียน มีดของคุณอยู่ไหน ผ่าแตงโมกินกันเถอะ"

   

   เฒ่าเถียนสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที

   

   เขาเห็นเย่เสี่ยวจิ่นและแม่ของเธอยืนอยู่ตรงหน้า พร้อมกับชายหญิงที่ไม่รู้จักอีกสองคน

   

   "ตกลง แตงโมลูกนี้กำลังดี เย็นชื่นใจทีเดียว"

   

   หลี่อวิ๋นเสียห้ามไว้ “ไม่ต้อง ฉันไปเลือกเอง กินแบบไม่เย็นหน่อยก็ไม่เป็นไร ฉันไม่กลัวท้องเสียหรอก”

   

   เจิ้งเฉิงทำอะไรไม่ถูก “กินแตงโมไม่เย็น เดี๋ยวคืนนี้คุณได้รู้แน่ว่าปวดท้องเป็นยังไง”

   

   “ไม่เป็นไร ยังไงก็ต้องเลือกกินสักลูกถึงจะรู้ว่าอร่อยจริงไหม”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเองก็ไม่ได้ขัด

   

   เถียนเหลาอู่รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ค่อนข้างแปลก มีแตงโมเย็นๆไม่กิน ดันไปกินแตงโมร้อนๆ

   

   เขาส่ายหัว “หัวหน้าเย่ นี่มาซื้อแตงโมเหรอ?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า “อืม”

   

   เถียนเหล่าอู่กลับไม่รู้ว่าจะต้อนรับพวกเขาอย่างไรดี

   

   หลี่อวิ๋นเสียอยู่ในเพิงแตงโม เห็นแตงโมที่วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบแล้วอดอุทานไม่ได้ คนต้าหลีช่างมีฝีมือในการปลูกแตงโมจริงๆ

   

   เทียบกับตำบลฉางหูแล้ว ดูเป็นมืออาชีพกว่ามาก

   

   หล่อนมองไปมองมา "แตงโมนี่ลูกโตสวยจริงๆ ทำไมมันถึงได้ใหญ่ขนาดนี้ อยากหาลูกเล็กๆ ก็หาไม่เจอเลย"

   

   เจิ้งเฉิงตบแตงโมลูกหนึ่ง "คุณดูลูกนี้เป็นไง ดูเหมือนจะแค่15ชั่งนะ"

   

   "ที่นี่ผลิตแตงโมออกมาได้ไม่เลวจริงๆ"

   

   "ขนาดยังไม่ได้กินก็รู้สึกแล้วว่าคุณภาพดี คิดว่าตอนปลูกคงปลูกแบบประคบประหงมแน่ๆ"

   

   หลี่อวิ๋นเสียพยักหน้า หยิบแตงโมออกไปให้คนชั่งน้ำหนัก

   

   “ของคุณไม่ต้องชั่งน้ำหนักหรอก ลูกนี้ยกให้คุณเลยค่ะ” เย่เสี่ยวจิ่นบอก

   

   หลี่อวิ๋นเสียรู้สึกว่าเด็กน้อยคนนี้เป็นเด็กดีเหลือเกิน หล่อนรู้สึกเขินอายขึ้นมาทันที

   

   เธอลงมือผ่าแตงโมเอง เห็นเปลือกแตงโมบาง เนื้อหนา ข้างในไม่มีเมล็ดแตงโมสีดำเลยสักนิด

   

   ยิ่งไปกว่านั้น เนื้อสีแดงภายใต้แสงแดดยังมีประกายสีชมพูอ่อนๆ ดูเย้ายวนใจอย่างที่สุด

   

   กลิ่นหอมของผลไม้ลอยมา อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลงคอ

   

   “บังเอิญว่าคอแห้งพอดี ขอลองชิมรสชาติหน่อยแล้วกัน”

   

   หลี่อวิ๋นเสียไม่ตัด ใช้มีดคว้านออกมาหนึ่งก้อนแล้วกิน

   

   เจิ้งเฉิงเห็นหล่อนกินไปก้อนใหญ่ อดไม่ได้ที่จะอยากรู้ "เป็นยังไงบ้าง รสชาติดีไหม ดีกว่าของตำบลฉางหูหน่อยหนึ่งหรือเปล่า"

   

   หลี่อวิ๋นเสียไม่สนใจเขาเลย ยังคงคว้านเนื้อแตงโมออกมาอีกก้อนนึงแล้วกินอย่างเอร็ดอร่อย

   

   สุดท้ายหล่อนถึงได้ยื่นเนื้อแตงโมให้เจิ้งเฉิงที่ทำหน้างงและกระวนกระวายอยู่หนึ่งก้อน

   

   เจิ้งเฉิงเห็นหล่อนคนเดียวกินไปเกือบครึ่งลูกแล้ว คิดว่ารสชาติคงไม่เลวแน่ๆ

   

   เขาหยิบเข้าปากอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่พอได้ลองเท่านั้น ดวงตาก็เป็นประกายในทันที

   

   เขาไม่เคยกินแตงโมที่ไหนที่อร่อยเท่านี้มาก่อน!



   บทที่ 254: แตงโมจริงแตงโมหลอก


   

   เจิ้งเฉิงอุทานออกมาว่า "แตงโมนี่หวานเหมือนน้ำผึ้งเลย"

   

   "มิน่าล่ะ คุณถึงได้กินเอากินเอาแบบนี้ ผมเพิ่งเคยกินแตงโมที่หวานขนาดนี้เป็นครั้งแรกเหมือนกัน"

   

   จริงๆแล้วเจิ้งเฉิงไม่ใช่คนช่างพูดนัก ตอนนี้กลับอดไม่ได้ที่จะพูดออกมาสองสามประโยค

   

   หลี่อวิ๋นเสียกินแตงโมไปครึ่งลูกจน ท้องป่อง

   

   หล่อนเรอออกมา ลูบท้องกลมๆของตัวเอง “เมื่อกี้ฉันคอแห้งจะแย่อยู่แล้ว ตอนนี้สบายขึ้นเยอะเลย แต่กินแตงโมร้อนๆแล้วก็รู้สึกอึดอัดเหมือนกันนะ”

   

   เถียนเล่าอู่คิดในใจ ก็คุณอยากกินแตงโมร้อนๆเองนี่นา

   

   ตอนนี้จะไปโทษใครได้

   

   หลี่อวิ๋นเสียพูดพลางนั่งพักบนพื้น “มิน่าล่ะ พวกคุณถึงบอกว่าแตงโมของตำบลฉางหูไม่อร่อย เทียบกับที่นี่แล้ว ของที่นั่นแย่กว่าเยอะ”

   

   “สามเหมาต่อชั่งถือว่าแพงมากจริงๆแหละ แต่แตงโมที่นี่ก็อร่อยคุ้มราคานี้อยู่นะ”

   

   ลำพังหลี่อวิ๋นเสียวิ่งไปวิ่งมาก็รู้สึกเหนื่อยมากแล้ว พอเห็นแตงโมที่นี่ดีขนาดนี้ จึงไม่อยากวิ่งไปไหนอีก

   

   "ถ้าอย่างนั้น อีกไม่กี่วันพวกเราจะส่งรถบรรทุกมารับแตงโมนะ"

   

   "พวกเราต้องการทั้งหมดสองพันชั่ง แล้วจะให้เงินหกร้อยหยวน"

   

   เจิ้งเฉิงหยิบเงินออกมาจากกระเป๋า "ตอนนี้ขายให้ผมก่อนหนึ่งลูก ผมจะเอาไปให้ที่บ้านลองชิม"

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า "ลุงเถียน ไปเลือกแตงโมให้พวกเขาสิคะ"

   

   ทั้งสองสามีภรรยาขนแตงโมขึ้นรถกลับอำเภอไปแล้ว

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเองก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าแค่การไปที่ตำบลฉางหูครั้งเดียว จะทำเงินได้ถึงหกร้อยหยวน

   

   ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดว่า ที่ผ่านมาเอาแต่สอนทุกคนปลูก แต่กลับละเลยการทำการตลาด สร้างชื่อเสียงให้แตงโมต้าหลี

   

   กลับกลายเป็นว่าตำบลฉางหูฉวยโอกาสไปก่อน

   

   แต่แค่รอให้แตงโมพวกนี้ขายออกไป ผลลัพธ์ย่อมปรากฏชัดเจน

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยอารมณ์ดี เย็นนี้จึงทำกับข้าวเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง

   

   เย่จื้อผิงกลับมาเห็นภรรยายิ้มแฉ่ง ก็อดถามไม่ได้ว่า "วันนี้เป็นอะไรไปเนี่ย ทำหน้าเศร้ามาหลายวันแล้ว วันนี้อารมณ์ดีเหรอ"

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเล่าเรื่องที่ขายแตงโมได้สองพันชั่ง

   

   "ถึงแตงโมสองพันชั่งจะไม่ได้มากมายอะไร แต่การเริ่มต้นมักเป็นเรื่องยากเสมอ ถ้าเริ่มต้นได้ดี ต่อไปก็ง่ายแล้ว"

   

   "ยิ่งไปกว่านั้น แตงโมที่พวกลู่เฟิงปลูกในตำบลฉางหูกับแตงโมของพวกเราก็ไม่ใช่พันธุ์เดียวกันเลยสักนิด"

   

   “แตงโมของพวกเขาเทียบกับของพวกเราไม่ได้ ฉันดูแล้ว มันก็ไม่ได้ทำให้พวกเราเสียเวลาอะไร”

   

   เย่จื้อผิงช่วงนี้กำลังจัดการเรื่องการสกัดน้ำมัน มีชาวบ้านหลายคนเรียกให้เขาไป

   

   เขาก็กำหนดไว้ก่อนแล้วว่า ถ้ามีคนพอ เขาถึงจะไป ช่วงสองวันนี้ก็ค่อยๆเริ่มสกัดแล้ว

   

   เขาหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกจากกระเป๋า "เงินค่าสกัดน้ำมันที่ได้มา"

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยนับเงิน "การสกัดน้ำมันนี่เป็นธุรกิจที่ดีเหมือนกันนะ ได้กำไรดีทีเดียว"

   

   "ใช่ แต่ช่วงนี้อากาศเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ ออกไปข้างนอกแต่ละที เหงื่อไหลไคลย้อย"

   

   "ถ้าพูดถึงเรื่องนี้ เจ้ารองของเราก็น่าจะกำลังขายแตงโมอยู่ข้างนอก ไม่รู้ว่าขายเป็นยังไงบ้าง" หลี่ชุ่ยชุ่ย ถอนหายใจ "ในเมืองใหญ่ขนาดนั้น เขาเองก็ไปแบบไม่รู้จักที่ทาง ไม่รู้ว่าจะราบรื่นหรือเปล่า"

   

   ท้องฟ้าค่อยๆมืดลง บนฟ้าปรากฏก้อนเมฆเจือริ้วแสงสีแดงส้ม ดูสวยงามและร้อนแรง

   

   ภายในลานบ้านเล็กๆของครอบครัวข้าราชการ มีแตงโมลูกใหญ่ลอยอยู่ในบ่อน้ำ

   

   หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ ทั้งครอบครัวก็นั่งคุยกันขณะนั่งรับลมเย็นที่ลานบ้าน

   

   "แตงโมลูกนี้นี่ใหญ่จริงๆนะ หนักตั้งสามสิบชั่งเห็นจะได้" ต้วนอวี้หัวหยิบแตงโมขึ้นมาจากบ่อน้ำ "แกถึงกับแบกแตงโมลูกโตมาให้พวกเรา เหนื่อยแย่เลย"

   

   เซี่ยวหย่วนหางนั่งอยู่กับพ่อ โบกมือปฏิเสธ "ผมเห็นแตงโมลูกนี้ใหญ่และสวยที่สุด ก็นึกถึงพ่อกับแม่ขึ้นมาทันที เลยต้องเอามาให้ให้ได้"

   

   "นี่เป็นพันธุ์ใหม่จากเชียนอินในปีนี้ ลูกสวย เปลือกบาง เนื้อหนา ทั้งหวานทั้งกรอบ"

   

   "ทางสหกรณ์ตั้งราคาขายส่งอยู่ที่แปดเฟินต่อชั่ง แตงโมนี้ออกสู่ตลาดเร็ว ต้องส่งไปขายถึงเมืองหลวงของมณฑลนู่น"

   

   "อย่างนั้นก็นับว่าดีทีเดียว ฮ่วยฮว่ามีผลไม้สายพันธุ์พิเศษเป็นของตัวเอง นับเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่ง" เซี่ยวเจี้ยนเซ่อกล่าวอย่างช้าๆ

   

   "ในตอนนี้ต้องส่งเสริมให้เกษตรกรสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ สิ่งที่สร้างสรรค์ขึ้นมาราคาก็แพง"

   

   "สำหรับชาวบ้านแล้ว ก็นับว่าเป็นการเพิ่มรายได้อีกทาง"

   

   ก่อนเกษียณ เซี่ยวเจี้ยนเซ่อก็เป็นข้าราชการเก่าคนหนึ่ง

   

   “สองปีนี้จะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นไม่น้อย ด้านล่างก็มีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆ”

   

   ต้วนอวี้หัวหั่นแตงโมใส่กะละมัง ยกมาวาง “ลูกชายอุตส่าห์มาเยี่ยมทั้งที คุณเอาแต่พูดเรื่องจริงจัง ฉันฟังจนหูจะชาอยู่แล้ว”

   

   “คุณพูดเรื่องอื่นไม่ได้หรือไง”

   

   เซี่ยวเจี้ยนเซ่อจ้องภรรยาตัวเอง “แล้วจะให้ผมพูดอะไรล่ะ”

   

   “ผมก็แค่เตือนเขาให้รอบคอบระมัดระวัง แต่ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลง มันผิดตรงไหน”

   

   “ไม่ใช่ไม่ถูก แต่คุณลืมไปแล้วเหรอว่าลูกชายคุณอายุสามสิบแล้วยังไม่มีเมียเลย” ต้วนอวี้หัวพูดพลางกลอกตา

   

   ทั้งสามคนหยิบแตงโมขึ้นมากินอย่างมีความสุข

   

   ที่จริงเซี่ยวหย่วนหางเคยกินแตงโมในอำเภอมาแล้ว แต่รู้สึกว่ารสชาติธรรมดา ไม่ได้อร่อยอย่างที่เล่าลือกัน

   

   แต่พอได้กัดคำหนึ่ง ดวงตากลับเบิกกว้าง

   

   “โอ้โห ลูกชาย แตงโมที่ลูกเอามาคราวนี้อร่อยจริงๆ” ต้วนอวี้หัวอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม “เมื่อไหร่ที่แกเอาของมาส่ง ฉันจะซื้อสักยี่สิบสามสิบลูก”

   

   "ส่วนหนึ่งเก็บไว้กินเอง ส่วนหนึ่งเอาไปฝากคนอื่น ให้ญาติพี่น้องได้ลองชิมแตงโมดีๆแบบนี้ด้วย"

   

   เซี่ยวเจี้ยนเซ่อกินไปสองชิ้นรวด "ฉันจำได้ว่าตอนเด็กๆไม่มีแตงโมกิน ถ้าได้กินสักชิ้น คงไม่ต่างอะไรกับน้ำอมฤตที่เขาเขียนไว้ในหนังสือ"

   

   "แต่พอโตขึ้น ไม่ได้ขาดแคลนแตงโมแล้ว ก็เลยรู้สึกว่ารสชาติมันธรรมดา"

   

   "แต่วันนี้ได้กินแตงโมพันธุ์ใหม่ของแก ฉันรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปนึกถึงความทรงจำในวัยเด็กอีกครั้ง มันอร่อยกว่าสิ่งอื่นใดในโลกนี้จริงๆ"

   

   เซี่ยวเจี้ยนเซ่อพูดพลางทอดมองออกไปไกล ด้วยแววตาคิดถึงอดีต

   

   “คุณก็เก็บไว้ให้ผมสักยี่สิบสามสิบลูก ผมจะเอาไปให้เพื่อนๆ และเพื่อนเก่าของผม”

   

   ต้วนอวี้หัวและเซี่ยวเจี้ยนเซ่อมองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมา

   

   เจอของดีแบบนี้ พวกเขาก็ต่างคิดถึงญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง

   

   เซี่ยวหย่วนหางขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ แตงโมนี้รสชาติหวานกรอบ กลิ่นหอมฟุ้ง

   

   ช่างแตกต่างจากที่เขาเคยกินในอำเภออย่างฟ้ากับเหว

   

   หรือว่าแตงโมพันธุ์ใหม่นี้จะมีรสชาติของแต่ละลูกไม่เหมือนกัน?

   

   ในตอนนั้นเอง ก็มีคนรีบร้อนมาหาถึงที่

   

   "หัวหน้าเซี่ยว ในที่สุดก็หาคุณเจอแล้ว แย่แล้ว เกิดเรื่องแล้ว" เสี่ยวเหอหน้าแดงก่ำ เห็นได้ชัดว่าวิ่งมาตลอดทาง

   

   "ใจเย็นๆ แล้วค่อยๆพูด เกิดอะไรขึ้น"

   

   เสี่ยวเหอหอบหายใจ "แตงโมชุดนั้น...รสชาติมันแปลกๆ ตอนนี้หัวหน้าหลี่โกรธมาก บอกว่าคุณเอาแตงโมฉีหลินปลอมมาหลอกเขา"

   

   “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น คุณรีบไปดูเถอะ”

   

   “ยิ่งไปกว่านั้น แตงโมที่ขนส่งมาล็อตแรก ขายไม่ออกแม้แต่ในตัวเมือง ไม่ต้องพูดถึงการขนส่งไปขายที่เมืองหลวงมณฑลเลย”

   

   เสี่ยวเหอพูดด้วยน้ำเสียงจนใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมเซี่ยวหย่วนหางถึงไปซื้อแตงโมราคาถูก?

   

   เพราะเขาก็เคยชิมรสชาติแตงโมนี้แล้ว มันธรรมดามากๆ

   

   ปีที่แล้วเขามีโอกาสได้กินแตงโมฉีหลินจากหมู่บ้านชงเถียน ตอนนั้นเป็นช่วงปีใหม่ พอดีที่บ้านมีคนทำงานในโรงงาน ท่านผู้อำนวยการโรงงานเลยแจกให้พนักงานทุกคนคนละลูก

   

   เขายังจำรสชาตินั้นได้ มันอร่อยจนแทบจะเคี้ยวลิ้นเลยทีเดียว

   

   “หัวหน้าเซี่ยว นี่ไม่ใช่แตงโมฉีหลินจริงๆ”

   

   “คุณโดนหลอกหรือเปล่า?”

   

   เสี่ยวเหอพูดแบบนั้น เพียงแต่เกรงใจหน้าตาของเซี่ยวหย่วนหาง ในใจก็ยังคิดว่าเซี่ยวหย่วนหางโลภเห็นแก่ของถูกเลยซื้อของปลอมมา

   

   ไม่ใช่แค่เขาที่คิดแบบนี้ คนอื่นๆในสหกรณ์ก็คิดแบบเดียวกัน

   

   เซี่ยวเจี้ยนเซ่อขมวดคิ้ว ใบหน้าตึงเครียด “หย่วนหาง พ่อเคยบอกแกแล้ว ทำอะไรต้องระมัดระวัง ทำตามครรลองคลองธรรม ทำไมแกไม่เคยฟังเลย”

   

   “ถึงแม้แกจะมีเส้นสายของพ่อ ทำให้ได้เป็นผู้อำนวยการ แต่มีสายตาตั้งกี่คู่ที่กำลังจับจ้องแกอยู่”

   

   ถึงแม้เซี่ยวหย่วนหางจะระมัดระวังมากแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าจะทำให้พ่อโกรธขนาดนี้

   

   เขารีบพูด “พ่อ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แตงโมฉีหลินนี้ก็ขนส่งมาจากสหกรณ์อำเภอโดยตรง ผมไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องจัดซื้อเลย”

   

   ต้วนอวี้หัวกลับสงสัย “เสี่ยวเหอ พวกเธอพูดจริงเหรอ แตงโมอร่อยขนาดนี้ยังปลอมอีกเหรอ”

   

   “เป็นไปไม่ได้หรอก ฉันอยู่ในเมืองมาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่ได้กินแตงโมรสหวานอร่อยขนาดนี้”

   

   “หรือว่าจะเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า?”

   

   เสี่ยวเหอเห็นแตงโมสีแดงสดบนโต๊ะ เปลือกก็เป็นสีเขียวมรกต เส้นใยก็ชัดเจนมาก

   

   “แตงโมลูกนี้น่าจะไม่เหมือนกับลูกที่อยู่ข้างๆนะ”

   

   เสี่ยวเหอพูดจบก็ลองชิมไปชิ้นหนึ่ง “รสชาตินี้แหละ!”

   

   “นี่แหละ แตงโมเขาอู๋ซานของแท้!”

   

   ต้วนอวี้หัวค่อนข้างประหลาดใจ “แตงโมเขาอู๋ซานคืออะไร?”

   

   “มันเป็นยี่ห้อ เป็นหมู่บ้านที่คิดค้นขึ้นมา เขาบอกว่าภูเขาของพวกเขามักจะมีเมฆหมอกปกคลุม น้ำที่ใช้รดก็เป็นน้ำแร่จากภูเขาทั้งหมด”

   

   “ตอนกลางคืนอุณหภูมิจะต่ำมาก แต่ตอนกลางวันจะมีเรือนกระจกช่วยเพิ่มอุณหภูมิ ทำให้สามารถรักษาอุณหภูมิที่แตกต่างกันมากระหว่างกลางวันและกลางคืนได้”

   

   “แล้วแตงโมที่ปลูกแบบนี้ก็จะหวานมาก”

   

   เสี่ยวเหอพูดอย่างอดไม่ได้ที่จะเตือนว่า "แถบนั้นก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ว่าก็มีปลาในนาข้าวอู๋ซานไม่ใช่เหรอ ผมจำได้ว่าปลาชุดนั้น พอมาถึงในเมืองก็ถูกคนแย่งกันซื้อจนหมดเกลี้ยงเลย"

   

   "โอ้ ปลานาข้าวปีที่แล้วน่ะเหรอ" ต้วนอวี้หัวนึกขึ้นได้ ตอนนั้นยังมีนักเรียนของหล่อนเอามาให้หล่อนเป็นพิเศษเลย

   

   ปลาตัวนั้นรสชาติดีมาก ไม่มีกลิ่นสาบโคลนสักนิด เนื้อก็นุ่มหวาน

   

   "เพราะงั้นแตงโมกับและปลาในนาข้าวล้วนมาจากที่เดียวกัน"

   

   "ในเมื่อเป็นแบบนี้ ทำไมแตงโมหนึ่งลูกถึงมีสองรสชาติล่ะ"

   

   "เซี่ยวหย่วนหาง แกรีบไปดูหน่อยเร็ว"

   

   เซี่ยวหย่วนหางก็งงๆ ปลอบพ่อแม่สองสามคำก็เดินตามเสี่ยวเหอไป

   

   ก่อนไปเสี่ยวเหอยังอดใจไม่ไหวหยิบแตงโมไปอีกชิ้น แต่ไม่ใช่กินเอง เอาไปให้หัวหน้าหลี่ต่างหาก

   

   ที่ทำงานเงียบกริบ

   

   ในที่สุดหัวหน้าหลี่ก็รอเซี่ยวหย่วนหางมาจนได้

   

   เขาโกรธจนตัวสั่น "เซี่ยวหย่วนหาง ดูสิว่าแกทำอะไรลงไป แตงโมแบบนี้ แกคิดว่ามันคุ้มค่าพอที่พวกเราจะดั้นด้นไปรับซื้อมาเยอะแยะแบบนี้เหรอ"

   

   "แกนะแก ครั้งนี้ซื้อแตงโมไปตั้งหลายหมื่นหยวน สุดท้ายก็ต้องขาดทุนทั้งหมด"

   

   ถึงแม้หัวหน้าหลีจะเป็นหัวหน้าที่ดูดีมีสง่าราศี แต่ในมือของเขาก็ไม่น่าจะมีเงินถึงหนึ่งหมื่นหยวน

   

   ตอนนี้ทุกอย่างมันพังพินาศไปหมดแล้ว



 บทที่ 255: ต้องการแตงโมของต้าหลี


   

   เซี่ยวหย่วนหางพลันหนาวเยือกที่แผ่นหลัง พูดจาติดขัดไม่รู้จะพูดอะไรดี

   

   เขารู้ว่าเรื่องนี้ตัวเองทำพลาดไปจริงๆ

   

   ตอนนั้นสหกรณ์อุปโภคบริโภคอำเภอบอกกับเขาอย่างมั่นใจว่านี่คือแตงโมพันธุ์ฉีหลินที่มีชื่อเสียงเมื่อปีที่แล้ว

   

   เขาเองก็ไม่เคยกินมาก่อน จึงคิดว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ

   

   ถึงตอนนี้จะปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่สิ่งที่เขาควรแบกรับก็ยังต้องแบกรับ!

   

   “หัวหน้าหลี่ไม่ลองกินแตงโมดับร้อนหน่อยเหรอครับ” เสี่ยวเหอรีบพูด ถือแตงโมในมือมาตลอดทาง วางลงบนโต๊ะทำงานอย่างรวดเร็ว

   

   ตอนนี้หัวหน้าหลี่โกรธจนเลือดขึ้นหน้าแล้ว ไหนเลยจะมีกะจิตกะใจกินแตงโม

   

   เขาโบกมืออย่างเบื่อหน่าย “เสี่ยวเหอ เธออย่ามาพูดเรื่องอื่นกับฉัน ฉันไม่กินอะไรทั้งนั้นตอนนี้!”

   

   เวลานี้ ไม่ว่าจะพูดอะไรกับหัวหน้าหลี่ ก็เหมือนยิ่งเติมเชื้อไฟ เสี่ยวเหอได้แต่ยืนเงียบๆ ฟังเซี่ยวหย่วนหางโดนด่าอยู่ข้างๆ

   

   เซี่ยวหย่วนหางตอนนี้เหมือนหมาตกน้ำ ตัวหดเหลือเท่าลูกบอลสภาพมอมแมม ไม่กล้าแม้แต่จะผายลมออกมา

   

   หัวหน้าฝ่ายหลี่ด่าอยู่นานสองนาน จนปากคอแห้ง จึงหยิบแตงโมมากินหนึ่งคำ "แกนี่มันอารมณ์ร้อนตลอด คิดว่าตัวเอง..."

   

   เขาหยุดพูดกะทันหัน แล้วกินแตงโมอีกคำ

   

   ทันใดนั้น ดวงตาของเขาเป็นประกาย "รสชาตินี้มันใช่เลย แกเอาแตงโมนี่มาจากไหน?"

   

   เสี่ยวเหอหัวเราะอย่างขมขื่น ในที่สุดหัวหน้าฝ่ายหลี่ก็สังเกตเห็นแตงโมลูกนี้เสียที "นี่มาจากบ้านของหัวหน้าฝ่ายเซี่ยวครับ"

   

   “ไม่ ไม่ ไม่” เซี่ยวหย่วนหางพูดตะกุกตะกัก “แตงโมลูกนี้ผมก็เอามาจากสหกรณ์ ตอนผมขนแตงโมมา เห็นลูกนี้ใหญ่สุด ก็เลยเอากลับบ้าน”

   

   “พวกนั้นคงเอาของจริงกับของปลอมมาขายปนกัน พรุ่งนี้เช้าผมจะรีบไปจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย”

   

   “ผู้อำนวยการหลี่วางใจเถอะ เรื่องที่ผมก่อไว้ ผมจะรับผิดชอบให้ถึงที่สุด”

   

   ตอนนี้ผู้อำนวยการหลี่ก็รู้แล้วว่าโมโหไปก็ไม่มีประโยชน์ การแก้ไขข้อผิดพลาดอย่างทันท่วงทีต่างหากจึงจะเป็นสิ่งที่ถูก

   

   การแก้ปัญหาสำคัญกว่าการโกรธเกรี้ยวแบบไร้ประโยชน์

   

   “พรุ่งนี้ฉันไปกับนายด้วย”

   

   เซี่ยวหย่วนหางตกใจ “หัวหน้าหลี่ ที่นี่ขาดคุณไม่ได้หรอก ถ้าคุณไปกับผมวันหนึ่ง งานคงจะค้างเยอะแยะแน่ๆ”

   

   หัวหน้าหลี่คิดตาม ก็จริงอย่างที่ว่า จึงชี้ไปที่เสี่ยวเหอ “นายไปกับเขา คราวนี้ห้ามผิดพลาดเด็ดขาด”

   

   เสี่ยวเหอรับคำ

   

   เซี่ยวหย่วนหางอารมณ์ไม่ดี ทำให้คืนนั้นนอนไม่ค่อยหลับตลอดคืน เพียงแค่คิดถึงเรื่องนี้ ใจก็ร้อนรุ่มไปหมด

   

   พอถึงยามท้องฟ้าสาง เขาก็ไม่มีอารมณ์กินข้าว ขนาดว่าต้องพาเสี่ยวเหอไปกินมื้อเช้าถึงอำเภอเชียนอิน

   

   ที่สหกรณ์ยังคงเหมือนเดิม หลี่ม่านฮวาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ใบหน้าเปล่งปลั่ง

   

   เจียงถงรู้ว่าหล่อนดีใจเรื่องที่จัดซื้อแตงโมครั้งนี้ได้ดี ต่อไปถ้าสหกรณ์ในเมืองมีเรื่องแบบนี้ ก็ยังต้องนึกถึงพวกเขาอยู่ดี

   

   ในใจเขาก็รู้สึกภูมิใจเรื่องนี้เช่นกัน

   

   หลี่ม่านฮวาคว่ำหน้าลงบนเคาน์เตอร์ "หัวหน้าเจียง ฉันได้ยินมาว่าเย่เสี่ยวจิ่นยกครอบครัวไปที่ตำบลฉางหู ทะเลาะกับคนอื่นมาด้วยล่ะค่ะ"

   

   "คุณว่ามันสมควรแล้วหรือเปล่า แต่ก่อนพวกเราก็หวังดีไปรับซื้อ พวกเขากลับทำหน้าไม่พอใจใส่"

   

   "ตอนนี้ขายไม่ออก รู้สึกร้อนรนแล้วสินะ"

   

   หลี่ม่านฮวาระเบิดหัวเราะเสียงดัง ในใจรู้สึกสะใจยิ่งนัก

   

   "เธอพูดน้อยๆหน่อย แตงโมของพวกเขามีเยอะแยะ ถ้าปล่อยให้เน่าอยู่ในไร่ ชาวไร่ก็คงเหนื่อยฟรี"

   

   "อีกสองวันฉันจะไปต้าหลีคุยกับพวกเขาให้รู้เรื่อง ถ้าพวกเขายินดี เราก็รับซื้อแตงโมของพวกเขาในราคาเจ็ดเฟินก็ได้"

   

   "ถือว่าให้โอกาสพวกเขา อย่าให้ความผิดของคนคนเดียวต้องมาฉุดรั้งคนอีกมากมาย"

   

   เจียงถงพูดพลางคิดว่าตัวเองช่างเป็นคนใจกว้างและมีวิสัยทัศน์เสียจริง

   

   หลี่ม่านฮวา กล่าวชื่นชม "หัวหน้าเจียง คุณดูสิ คุณช่างเป็นคนดีจริงๆ มีแต่เย่ฉางอันนั่นแหละที่ไม่รู้จักคุณค่า"

   

   "คนต้าหลีต้องขอบคุณคุณที่ไปรับซื้อแตงโมของพวกเขาสิ"

   

   ภายนอกหัวหน้าเจียงยังคงทำตัวเฉยเมย แต่ในใจกลับดีใจเล็กน้อยที่ตัวเองสามารถช่วยเหลือชาวบ้านต้าหลีในเรื่องแตงโมได้

   

   "ไม่เป็นไรหรอก นี่เป็นสิ่งที่ควรทำ ผมเองก็ไม่ได้มีอำนาจอะไร แค่พนักงานตัวเล็กๆคนหนึ่ง"

   

   "ช่วยได้ก็ช่วย"

   

   ที่สหกรณ์อุปโภคบริโภคประจำอำเภอ ผู้คนต่างก็มาซื้อของกันอย่างต่อเนื่อง

   

   ในขณะที่หลี่ม่านฮวากำลังยุ่งอยู่กับการต้อนรับแขก หล่อนก็เอาใจเจียงทงไปด้วย

   

   วันนี้จ้าวหลินหลินและลู่เฟิงก็มาที่อำเภอเช่นกัน ช่วงนี้ทั้งคู่ก็ถือว่าพลิกผันชีวิตสำเร็จจนแผ่นหลังกลับมาตั้งตรงได้

   

   จ้าวหลินหลินเกาะแขนของลู่เฟิงแล้วเดินเข้าไปในสหกรณ์อุปโภคบริโภคประจำอำเภอ หล่อนหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “วันนี้ฉันจะซื้อเสื้อผ้าทันสมัยใหม่ๆสักสองสามชุด”

   

   “ครั้งนี้คุณก็หาเงินได้เยอะนี่ อย่ามากะล่อนกับผมนะ” ลู่เฟิงโอบเอว จ้าวหลินหลิน “ที่รัก คุณกำลังพูดอะไรอยู่ เงินที่ผมหามาได้ก็ให้คุณใช้หมดไม่ใช่หรือไง”

   

   “ตอนนี้พวกเราก็ถือว่าได้เชิดหน้าชูตาแล้วนะ ที่ย้ายออกจากหมู่บ้านชงเถียนมาอยู่บ้านพ่อตาแบบนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดเลย”

   

   จ้าวหลินหลินนึกถึงหมู่บ้านชงเถียนแล้ว สีหน้าก็อดไม่ได้ที่จะดูไม่เป็นธรรมชาติ

   

   น้ำมันด้อยคุณภาพในตอนนั้น ทำเอาหล่อนแทบจะหมดตัวเลยทีเดียว

   

   “รอให้พวกเราหาเงินได้นะ ฉันจะต้องกลับไป ให้พวกมันดูกันให้เห็นชัดๆว่าตอนนั้นการที่พวกมันรังแกพวกเราเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดขนาดไหน!”

   

   หลี่ม่านฮวาเห็นทั้งสองคนนี้ก็ยิ้มอย่างเป็นมิตร “วันนี้พวกคุณมาเที่ยวงานที่อำเภอกันเหรอ ของสวยๆงามๆ และผ้าผืนสวยๆ เพิ่งมาลงเยอะแยะเลยนะ ต้องดูดีๆล่ะ”

   

   เจียงถงมองลู่เฟิงด้วยท่าทางเป็นมิตรมาก “ลู่เฟิง คราวนี้เราเก็บแตงโมทั้งหมดไว้ในโกดังของพวกเราแล้วนะ แต่ชุดแรกที่ส่งไปลองขายในเมืองผ่านหมดแล้วล่ะ ก็เลยขนแตงโมพวกนั้นไปที่นั่นหมดเลย”

   

   “ถ้าขายดีในเมืองหลวง ปีหน้าพวกเธอคงต้องเพิ่มพื้นที่ปลูกอีกหลายเท่าเลยล่ะ!”

   

   ลู่เฟิงยิ้ม “เป็นเพราะพี่เจียงนั่นแหละครับคอยช่วยเหลือผมตลอด”

   

   “ถ้าพวกคุณไม่มาซื้อแตงโมของพวกเรา ตอนนี้ผมก็คงแบกแตงโมขายอยู่บนถนนแล้ว”

   

   “ถ้าไม่มีคุณ แล้วธุรกิจของพวกเราจะมาจากไหนล่ะ”

   

   ลู่เฟิงพูดพลางหยิบเอาบุหรี่ดีๆ ออกมาจากในกระเป๋า แล้วยัดใส่มือให้กับเจียงถง “พี่ นี่รับไป นี่เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆ จากพวกเราชาวตำบลฉางหู”

   

   เจียงถงปฏิเสธไปสองสามครั้ง แต่สุดท้ายก็รับไว้ อดคิดไม่ได้ว่า คนตำบลฉางหูช่างรู้จักถ่อมตน ไม่เหมือนกับคนต้าหลีพลิกลิ้นราวกับไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

   

   ไม่คิดถึงน้ำใจที่เขาเคยไปรับซื้อแตงโมของพวกนั้นเลยสักนิด

   

   “พวกนายมาที่อำเภอแน่นอนว่ายังไม่ได้กินข้าวเช้า พอดีฉันก็ยังไม่ได้กิน พวกเรากินร้านอาหารข้างๆ นี่แหละ ฉันเลี้ยงเอง”

   

   เจียงถงตบไหล่ลู่เฟิงด้วยท่าทางสนิทสนมกัน

   

   ต่อไปถ้ามีการรับซื้อผลไม้อีกแบบนี้ เขาต้องวางแผนให้ตำบลฉางหูเป็นอันดับแรก

   

   ตอนที่กำลังจะออกไปกินข้าว รถคันหนึ่งก็มาจอดหน้าสหกรณ์

   

   “เจียงถง! แกอยู่ที่นี่พอดีเลย!” เซี่ยวหย่วนหางถือกระเป๋าเอกสาร เดินลงจากรถด้วยความโกรธ หน้าดำคล้ำราวกับกลั่นหยาดฝนออกมาได้

   

   เมื่อวานเขานอนพลิกไปพลิกมาทั้งคืน นอนไม่หลับสักนิด รู้สึกทรมานและเจ็บปวดใจอย่างที่สุด

   

   ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเจียงถงแท้ๆ

   

   “แกทำให้ฉันดูแย่จริงๆ!”

   

   เจียงถงถึงกับงุนงง “หัวหน้าเซี่ยว คุณหมายความว่ายังไง? เราร่วมงานกันไม่ราบรื่นเหรอ?”

   

   “จะว่าไปแล้ว นี่คือหัวหน้าของตำบลฉางหู แตงโมทั้งหมดพวกเขาเป็นคนปลูกครับ”

   

   เซี่ยวหย่วนหางไม่คิดว่าการมาครั้งนี้ครั้งเดียวจะจับตัวการได้ทีเดียวสองคน “ดีเลย พวกแกอยู่ด้วยกันทั้งคู่พอดี!”

   

   “ไหนลองว่ามาสิ เรื่องที่พวกแกเอาแตงโมเน่าๆ มาหลอกขายฉัน ใครเป็นคนต้นคิด”

   

   “เมื่อวานหัวหน้าหลี่โกรธมาก ด่าฉันเหมือนหมูเหมือนหมา พวกแกนี่มันทำร้ายกันชัดๆ!”

   

   พอเรื่องมาถึงขั้นนี้ เจียงถงก็เริ่มกลัว “ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นเหรอ หัวหน้าเซี่ยว คุณไม่พูดให้ชัด ผมก็ไม่รู้ว่าคุณหมายความว่ายังไง”

   

   เซี่ยวหย่วนหางเล่าเรื่องทั้งหมดให้พวกเขาฟัง

   

   เสี่ยวเหอพูดขึ้นข้างๆว่า "พวกคุณเอาแตงโมดีๆออกมาขายตรงๆไม่ได้เหรอ ทำไมต้องเอาของดีปนของเสียขายด้วยล่ะ แบบนี้ไม่เสียชื่อเสียงตัวเองเหรอ"

   

   ลู่เฟิงกับจ้าวหลินหลินได้ยินแล้วขนลุกไปหมด ไม่กล้าพูดอะไรออกมาสักคำ

   

   ถึงแม้ปกติพวกเขาจะมั่นใจในตัวเองอยู่บ้าง แต่พอเจอคนที่มาจากในเมืองก็ทำตัวเหมือนไก่รองบ่อน

   

   เจียงถงเหงื่อท่วมตัว "พวกเราไม่ได้เอาของดีปนของเสียขายนะ แตงโมแบบนี้มีแค่แบบเดียวเอง"

   

   “เหลวไหล!” เซี่ยวหย่วนหางชี้หน้าเขาพลางด่าทอ “แตงโมที่แกให้บ้านฉัน รสชาติมันต่างจากแตงโมลูกอื่นโดยสิ้นเชิง”

   

   “พวกเราต้องการรสชาติแบบแตงโมลูกใหญ่นั่นแหละ”

   

   “แกไม่ได้ไม่มี แกแค่ไม่อยากเอาออกมาให้พวกเราก็เท่านั้น”

   

   เจียงถงปากคอแห้งผาก ในเวลาชั่วครู่ เขาถึงกับไม่รู้ว่าควรจะเริ่มอธิบายจากตรงไหน

   

   เขาเอามือขยี้กันไปมา เท้าก็ก้าวเดินไปโดยไม่รู้ตัว

   

   หันไปมองลู่เฟิง “แตงโมที่นี่ พวกคุณเป็นคนเอามาส่งทั้งหมดไม่ใช่หรือไง บอกผมมาสิ มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมีแตงโมสองรสชาติแบบนี้ได้”

   

   ลู่เฟิงพยายามทำตัวให้กลมกลืนกับคนอื่นอยู่แล้ว ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายคำถามจะมาตกอยู่ที่ตัวเอง

   

   จ้าวหลินหลินหยิกลู่เฟิงไปหนึ่งที “เหม่ออะไรอยู่ พูดสิ”

   

   ลู่เฟิงจะรู้ไหมว่าควรพูดอะไร ในเมื่อจนถึงตอนนี้ เขาก็ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต!

   

   แตงโมของพวกเขาไม่ใช่แตงโมแบบนั้นเหรอ? อะไรที่เรียกว่าแตงโมสองรสชาติ แล้วทำไมถึงเรียกว่าขายของปลอมล่ะ?

   

   “หัวหน้าเจียง แตงโมคุณเป็นคนมาซื้อเอง คุณเป็นคนชิมรสชาติว่าดีแล้วถึงได้ซื้อ สัญญาก็เป็นคนร่างเอง คุณมาถามผมแบบนี้ ผมจะไปรู้ได้ยังไง?”

   

   ตอนนี้ หลี่ม่านฮวา เดินออกมาพร้อมกับผ้าขี้ริ้ว “หัวหน้าเซี่ยว แตงโมที่คุณขนกลับบ้านไป ไม่ใช่แตงโมจากตำบลฉางหูค่ะ”

   

   หล่อนลังเลอยู่สามรอบ เห็นว่าบรรยากาศตึงเครียดไปหมด คนเดินผ่านไปผ่านมาก็ดูไม่ดี เลยตัดสินใจพูดความจริงออกมา

   

   “ตอนแรกแตงโมพวกนั้นเป็นแตงโมจากตำบลฉางหูทั้งหมด มีอยู่แค่ลูกเดียวที่ใหญ่ที่สุด เป็นแตงโมที่ต้าหลีเป็นคนส่งมา”

   

   “วันนั้นคนของต้าหลีวิ่งเอามาให้ จากนั้นวางแตงโมไว้ลูกหนึ่งแล้วก็ไปเลย... ฉันก็เลยวางมันไว้บนค้างนั่นแหละ”

   

   ยิ่งหลี่ม่านฮวาพูด เสียงของหล่อนก็ยิ่งเบาลงเรื่อยๆ

   

   “ทำไมเธอไม่บอกฉันให้เร็วกว่านี้” เจียงถงสะบัดเสียงโกรธๆ “ทำไมเธอถึงเอาแตงโมที่มาจากคนละที่กันมาวางรวมกันแบบนี้ ตอนนี้มันเลยกลายเป็นเรื่องเข้าใจผิดแบบนี้ไง”

   

   “ผู้อำนวยการเซี่ยว ผมขอโทษจริงๆ พวกเราไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น”

   

   เซี่ยวหย่วนหางโบกมือไปมา

   

   เสี่ยวเหอตะคอก “นี่ไม่ใช่การสะเพร่า โชคยังดีที่มีแตงโมนั้น ไม่งั้นผู้อำนวยหลี่คงไม่เชื่อว่าพวกคุณมีแตงโมดีๆหรอก”

   

   “แบบนั้นก็ไม่จำเป็นต้องร่วมมือกันต่อไปแล้ว”

   

   เซี่ยวหย่วนหางมองเจียงถง “แตงโมที่เรานำไปก่อนหน้านี้ คุณมีบัญชีอยู่ ตัดรายการแตงโมที่ไม่ได้ส่งไปออกให้หมด แล้วรีบเปลี่ยนเป็นแตงโมจากต้าหลีให้ฉันเดี๋ยวนี้”

   

   “อย่าเห็นแก่ของถูก จนทำให้เรื่องดีๆพัง”

   

   หลี่ม่านฮวาอดพูดไม่ได้ “หัวหน้าเซี่ยว คุณไม่รู้อะไร ต้าหลีขายแตงโมชั่งละสามเหมา นี่มันราคาบนฟ้าชัดๆ!”

   

   “แตงโมลูกหนึ่งราคาแพงขนาดนี้ จะรับซื้อยังไงก็ขาดทุนย่อยยับอยู่แล้ว”

   

   เซี่ยวหย่วนหางจ้องเขม็ง “ผมบอกไปแล้ว แตงโมรอบนี้เราจะเอาแค่คุณภาพดีไปขายในเมืองหลวงมณฑล! ป้ายที่ติดก็คือเมืองของพวกเรา!”

   

   “เพื่อประหยัดเงิน คุณถึงกับจะเอาแตงโมคุณภาพแบบนี้ไปขายในเมืองหลวงมณฑลเนี่ยนะ คุณไม่กลัวเสียหน้าหรือไง”

   

   “แค่ค่าขนส่ง คุณรู้ไหมว่ามันเท่าไหร่”

   

   หลี่ม่านฮวาขยับริมฝีปาก ไม่กล้าพูดอะไรอีก

   

   ตอนนี้ พนักงานในสหกรณ์ประจำอำเภอทุกคนต่างก็ดูเหี่ยวเฉาเหมือนกับมะเขือเทศถูกน้ำค้างแข็ง

   

   เจียงถงก็รู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง รู้อย่างนี้คงไม่พยายามประหยัดเงินแล้ว ตอนนี้กลับกลายเป็นแบบนี้

   

   ตอนแรกซื้อแตงโมต้าหลีโดยตรงก็จบ ทุกอย่างก็ราบรื่น

   

   อ้อมโลกตั้งแปดร้อยลี้ สุดท้ายก็ต้องเดินบนเส้นทางเดิม ทำไมต้องอ้อมไปไกลขนาดนั้นด้วยนะ!



จบตอน

Comments