paopao ep26-30

 บทที่ 26: ไร้ยางอาย

   

   “แม่พูดอะไรน่ะ” เย่จื้อผิงขมวดคิ้ว เขาทำท่าปกป้องเย่เสี่ยวจิ่นโดยไม่รู้ตัว

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยก็รู้สึกไม่ดี หล่อนยังไม่กล้าบอกสามีเรื่องที่เย่เสี่ยวจิ่นถูกทิ้งไว้บนเขาตอนที่ยังไม่รู้สึกตัว

   

   หล่อนเกรงว่าเย่จื้อผิงจะลากสังขารที่บาดเจ็บไปทะเลาะกับคนในครอบครัว

   

   ถ้าเป็นแบบนั้น คนที่แย่ที่สุดก็คือเขาเอง

   

   หลิวต้าเม่ยขมวดคิ้ว “ฉันก็เป็นห่วงแกนะ จื้อผิง ตั้งแต่เด็กแกเป็นเด็กดีมาตลอด”

   

   “แกเริ่มทำงานกับพ่อตั้งแต่อายุห้าขวบ หาเงินช่วยพี่ชายแต่งงานตลอด”

   

   “ฉันสงสารแก จื้อผิง!”

   

   หลิวต้าเม่ยกุมหน้าอก “เห็นแกผอมแบบนี้ ฉันนอนไม่หลับเลย รู้สึกแย่ไปหมด”

   

   เย่จื้อผิงพูดเสียงอ่อนลง “แม่ อย่ามาว่าลูกสาวผมเลย”

   

   “ผมรู้ว่าแม่ชอบลูกชายมากกว่า แต่ผมน่ะชอบลูกสาวมากกว่า”

   

   “จื้อผิง แกมันโง่ไปแล้ว” หลิวต้าเม่ยดึงแขนเย่จื้อผิงพร้อมพูดด้วยความหวังดี “ฉันไปดูดวงกับแม่หมอตาบอดมา หล่อนบอกว่าเด็กคนนี้จะทำให้แกตกต่ำ”

   

   “ลูกสาวโตไปก็ต้องแต่งออกเรือน ไม่มีประโยชน์หรอก”

   

   “อย่าทำร้ายตัวเองเลย”

   

   เย่จื้อผิงโมโหจึงตบโต๊ะเสียงดัง “พอได้แล้ว!”

   

   “แม่งมงายเกินไป จิ่นเป่าเป็นลูกสาวผม ถ้าผมจะตกต่ำเพราะหล่อนผมก็ยอม”

   

   “ผมไม่สน เลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว”

   

   หลิวต้าเม่ยถอนหายใจ นางจ้องเขม็งไปที่หลี่ชุ่ยชุ่ยอย่างเคียดแค้น

   

   “ทั้งหมดเป็นเพราะผู้หญิงคนนี้ ดันให้กำเนิดตัวซวยขึ้นมา!”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเดินออกมาจากด้านหลังของเย่จื้อผิง

   

   เธอจ้องมองหลิวต้าเม่ยตรงๆ “คุณย่า คุณย่ารักพ่อจังเลย”

   

   “พ่อบาดเจ็บหนักมากเลยนะ”

   

   “หนูได้ยินมาว่า กินไก่สาวเลี้ยงจะช่วยบำรุงร่างกาย คุณย่า คุณย่าหาไก่สาวเลี้ยงมาให้พ่อกินได้ไหมคะ”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยสังเกตเห็นหลิวต้าเม่ยมาตัวเปล่าตั้งนานแล้ว

   

   ในใจก็ได้แต่เงียบๆ ปลงกับพฤติกรรมแบบนี้ของหลิวต้าเม่ยอีกครั้ง

   

   หลิวต้าเม่ยพูดไม่ออก

   

   นางถอนหายใจด้วยท่าทางเสแสร้ง “จิ่นเป่า ถ้าย่ามี ย่าให้พวกแกไปแล้ว”

   

   “พ่อแกบาดเจ็บแบบนี้ ใจคอย่าก็เป็นห่วงแทบแย่”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นจับมือที่หยาบกร้านของหลิวต้าเม่ย ดวงตาจ้องมองด้วยแววตาจริงจัง “คุณย่า คุณย่าต้องหาวิธีเอาไก่สาวเลี้ยงมาให้ได้นะ ให้พ่อกินบำรุงร่างกาย”

   

   “ถ้ามีไก่สาวเลี้ยง พ่อจะหายเร็วๆ คุณย่าก็จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”

   

   “ไม่งั้นคุณย่าก็ให้เงินพ่อไปเลยสิคะ พ่อจะได้เอาไปซื้อแม่ไก่ตัวโตๆมากิน” เย่เสี่ยวจิ่นพูดด้วยน้ำเสียงน่าเอ็นดู แต่แฝงไปด้วยความจริงใจ

   

   ใครได้ยินก็คงคิดว่าเด็กคนนี้น่าเอ็นดู

   

   หลิวต้าเม่ยขบกรามแน่น แทบอยากจะตบปากเด็กคนนี้สักที

   

   ไม่รู้ไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหน กล้าดีอย่างไรมาขอของของคนอื่น

   

   หน้าด้านยิ่งกว่ากำแพงเมืองเสียอีก!

   

   นางชักมือกลับ “เอาละ จิ่นเป่า พอแล้ว”

   

   “จื้อผิง ฉันมาหาแกวันนี้มีเรื่องจะขอร้องหน่อย”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นขมวดคิ้ว

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเองก็หน้าตึง เริ่มสงสัยว่าหลิวต้าเม่ยมาดีหรือร้ายกันแน่

   

   “เอ่อ...” หลิวต้าเม่ยยิ้มแห้งๆ “หลานชายแกน่ะ กำลังเรียนมัธยม ไม่มีเสื้อผ้าใส่”

   

   “บ้านแกปลูกฝ้ายตั้งเยอะแยะ ทำไมหลี่ชุ่ยชุ่ยถึงไม่แบ่งให้พวกเราบ้าง”

   

   “ฉันถึงได้มาถามแกยังไงล่ะ ว่าพอจะให้ฝ้ายสัก20ชั่งได้ไหม มันก็ไม่ได้มีค่าอะไรมากมาย”

   

   “รอวันหลังเหวินชางเรียนจบมีงานทำ เขาต้องตอบแทนพวกแกแน่ๆ...”

   

   หลิวต้าเม่ยพูดทั้งต่อว่าหลี่ชุ่ยชุ่ย แถมยังพูดขอของแบบไม่คิดจะใช้คืน

   

   เย่เสี่ยวจิ่นถึงกับทึ่งในความหน้าหนาของหลิวต้าเม่ย

   

   ดูท่าแล้ว เธอคงสู้ความหน้าหนาของหลี่ต้าเม่ยไม่ได้จริงๆ

   

   เย่จื้อผิงขมวดคิ้วอย่างลังเลใจ

   

   ตลอดมาเขาเป็นคนที่เชื่อฟังพ่อแม่ แม้ว่าตอนนี้จะรู้สึกไม่พอใจก็ตาม

   

   แต่เขากลับไม่รู้ว่าจะปฏิเสธอย่างไร

   

   ยิ่งไปกว่านั้น ชุ่ยชุ่ยก็พูดออกมาแล้วว่า มีแค่15ชั่ง...

   

   เขาจึงลังเลใจว่าจะให้15ชั่งดีหรือไม่

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเห็นท่าทีลังเลของพ่อจึงรีบตอบตกลงทันที “ตกลงค่ะ แต่ว่าพวกเรามีแค่15ชั่งนะคะ”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยถึงกับชะงัก หล่อนอยากจะห้ามเย่เสี่ยวจิ่นแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

   

   หล่อนเสียใจแทบขาดใจ เพราะตั้งใจจะเก็บฝ้ายก้อนนี้ไว้ให้เย่เสี่ยวจิ่นทำผ้าห่ม

   

   “จิ่นเป่า...”

   

   “อะไรเหรอ หลี่ชุ่ยชุ่ย เธอไม่เห็นด้วยรึไง ก็ในเมื่อลูกสาวเธอยอมตกลงไปแล้ว”

   

   หลิวต้าเม่ยรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่เย่เสี่ยวจิ่นพูดแบบนั้นออกมา

   

   วันนี้นางต้องได้ฝ้ายก้อนนี้ไปแน่ๆ

   

   “หรือว่าแกคิดว่าเหวินชางไม่คู่ควรกับฝ้ายบ้านแก? แกไม่คิดว่าเขาเป็นคนในครอบครัวรึไง?”

   

   “ไม่ใช่นะ...” หลี่ชุ่ยชุ่ยทำสีหน้าลำบากใจและรู้สึกเสียใจ

   

   “ถ้าอย่างนั้นก็รีบเอาฝ้ายออกมาสิ”

   

   เย่จื้อผิงถอนหายใจ เขาเองก็ไม่ได้คิดจะปฏิเสธตั้งแต่แรก ตกลงไปแล้วก็คือตกลง

   

   ยอมเสียเปรียบคือยอมได้กำไร

   

   ในขณะที่ทุกคนกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่อึดอัดใจ

   

   เย่เสี่ยวจิ่นก็ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “คุณย่าคะ คุณย่าเองก็รู้ว่า ฝ้ายของพวกเราเป็นฝ้ายคุณภาพดี”

   

   “ในเมื่อคุณย่าเป็นย่าของหนู หนูก็จะคิดราคาตลาดให้”

   

   “ก่อนหน้านี้ ลุงเซี่ยซื้อไป15ชั่งในราคาสิบสามหยวนห้าเหมา”

   

   “คุณย่าให้หนูสิบสามหยวนก็พอ”

   

   รอยยิ้มของหลิวต้าเม่ยแข็งค้างบนใบหน้า “แกมาขอเงินฉันเหรอ?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเอามือปิดปากอย่างประหลาดใจ “ไม่ใช่เหรอ? หรือว่าหนูคิดเลขผิด?”

   

   เธอแสร้งทำเป็นหนักใจ “โอ๊ย หนูยังเด็ก คิดเลขไม่เป็น...”

   

   “งั้นพรุ่งนี้หนูไปถามผู้ใหญ่บ้านกับลุงเซี่ยดีกว่า ว่าควรจะคิดเงินยังไง”

   

   หลิวต้าเม่ยหันไปมองเย่จื้อผิง “จื้อผิง แกดูลูกสาวแกสิ คนกันเองแท้ๆ ยังมาขอเงินฉันอีก!”

   

   “ใครสอนให้ทำแบบนี้?!”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมองพ่ออย่างรู้สึกน้อยใจ “พ่อ จิ่นเป่าคิดผิดเหรอ?”

   

   “ถ้าขายฝ้ายได้ ก็จะซื้อแม่ไก่ให้พ่อได้หลายตัวเลย”

   

   “พ่อจะได้หายเร็วๆ”

   

   เย่จื้อผิงมองลูกสาวที่รู้ความแบบนั้น

   

   ความรู้สึกเปรี้ยวขมกัดกร่อนหัวใจของเขา

   

   แววตาอึดอัดใจของเขาหายวับไปในพริบตา “จิ่นเป่า ลูกพูดถูกแล้ว”

   

   “ไม่ผิดแม้แต่น้อย”

   

   เขาไม่ใช่คนโง่ ตั้งแต่เล็กจนโต เขาเห็นความแตกต่างในการปฏิบัติต่อเขากับพี่ชายอย่างชัดเจน

   

   ครั้งนี้ ตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก

   

   แม่ยังคิดจะมาเอาของที่บ้านไปให้ครอบครัวพี่ชายอีก

   

   นี่มันรังแกกันเกินไปแล้ว!

   

   “แม่ ถ้าพี่ใหญ่ต้องการฝ้าย ก็ให้เขาควักเงินมาซื้อสิ”

   

   “ถ้าฝ้ายของพวกเราแพง ก็ไปซื้อที่ร้านสหกรณ์เอา”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเม้มริมฝีปาก หล่อนไม่คิดเลยว่าสามีจะกล้าปฏิเสธหลิวต้าเม่ย

   

   ในใจหล่อนเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เอ่อล้น บอกไม่ถูก เป็นทั้งความปวดร้าวและความยินดีปะปนกันไป

   

   ในที่สุด วันเวลาที่ถูกสูบเลือดสูบเนื้อแบบนี้ก็จบลงเสียที

   

   หล่อนแค่อยากจะเห็นแก่ตัว คิดถึงลูกของหล่อนให้มากพอ นั่นก็เพียงพอแล้ว

   

   หลิวต้าเม่ยรู้สึกเหมือนกินแมลงเข้าไปทั้งตัว มือสั่นเทา ชี้นิ้วไปที่เย่เสี่ยวจิ่น

   

   “ฉันบอกแล้วว่าเย่เสี่ยวจิ่นน่ะมันตัวอันตราย จื้อผิง แกไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน”

   

   “แกโดนปีศาจตนนี้หลอกได้ยังไง แกทำให้แม่เสียใจมากเลยรู้ไหม”

   

   หลิวต้าเม่ยคร่ำครวญ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับพื้น “ฉันไม่เคยทำอะไรให้พวกแกต้องน้อยใจเลย พวกแกกำลังจะทำให้ฉันตายทั้งเป็นรึไง”

   

   สถานการณ์ตอนนี้ ควบคุมไม่อยู่แล้ว

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยจะเข้าไปประคองหลิวซื่อ แต่โดนสะบัดมือออก

   

   “อย่ามาแตะตัวฉัน พวกคนใจดำ!”

   

   “โอ้ย! ฆ่าฉันให้ตายไปเลยดีกว่า!”



 บทที่ 27: เด็กขี้โรคป่วย


   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกกระวนกระวายใจ หากปล่อยให้เรื่องบานปลายไปกว่านี้ พวกเขาต้องถูกคนอื่นนินทาแน่

   

   เย่จื้อผิงพยายามจะลุกขึ้นไปพยุงหญิงชรา แม้ขาของเขาจะยังคงเจ็บอยู่

   

   แต่หลิวต้าเม่ยไม่สนใจใยดี นางยังคงนั่งอยู่กับพื้น ไม่ยอมลุกขึ้น

   

   ท่ามกลางความตึงเครียด

   

   พวกเขาทั้งสามคนสังเกตเห็นว่าเย่เสี่ยวจิ่นไม่พูดอะไรออกมาเลย

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยหันกลับไปมองก็พบว่าเย่เสี่ยวจิ่นนั่งยองๆอยู่บนพื้น ใบหน้าซีดเผือดพร้อมกับอาการไอ

   

   ดูเหมือนว่าโรคปอดของเธอจะกำเริบอีกครั้ง

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยตกใจมาก รีบร้องเรียกเย่จื้อผิง “จื้อผิง! จิ่นเป่าป่วยหนักแล้ว!”

   

   “รีบพาเธอไปหาหมอประจำหมู่บ้าน...”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยอุ้มเย่เสี่ยวจิ่นขึ้นมาแล้วป้อนน้ำอุ่นให้เธอ

   

   เย่จื้อผิงเองก็รู้ถึงอาการของเย่เสี่ยวจิ่น “เร็วเข้า อย่ามัวชักช้า ไม่ต้องห่วงผม พาจิ่นเป่าไปหาหมอก่อน”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยแทบจะร้องไห้ออกมา

   

   โรคของลูกสาวไม่ได้กำเริบมาหลายวันแล้ว

   

   แม้แต่ในวันที่หิมะตกหนักก็ยังปกติดี ทำไมถึงกำเริบเอาตอนนี้

   

   หล่อนร้อนใจราวกับไฟสุม “จิ่นเป่าอย่าเพิ่งกังวล ค่อยๆดื่มน้ำก่อน เดี๋ยวเรากินยากัน”

   

   ตอนนี้จะไปหาหมอประจำหมู่บ้าน อย่างแรกคือเขาไม่อยู่ อย่างที่สองคือรักษาไม่หาย ได้แต่สั่งยาแบบเดิมๆทุกครั้งไป

   

   “ถ้าไม่ไหวจริงๆ คงต้องส่งตัวไปโรงพยาบาลในเมือง”

   

   เย่จื้อผิงกัดฟันแน่น “ตกลง ตกลง...”

   

   เมื่อหลิวต้าเม่ยเห็นสถานการณ์เป็นแบบนี้ นางก็เลิกแสร้งร้องไห้ ไม่สนใจใยดีกับฝ้ายอีกต่อไป

   

   เหลือบมองไปรอบๆ แล้วรีบโกยแนบ วิ่งแจ้นออกไปอย่างรวดเร็ว

   

   หากเย่เสี่ยวจิ่นเกิดเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ อย่ามาโทษทีหลังว่าเป็นเพราะนาง แล้วให้นางเป็นคนออกเงินเชียว!

   

   นางไม่มีทางควักเงินสักเฟินเดียวแน่

   

   แบบนั้นเจ็บปวดยิ่งกว่าเฉือนเนื้อเสียอีก!

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรอจนกระทั่งหลิวต้าเม่ยไปแล้ว จึงหยุดไอ

   

   เธอลงจากอ้อมกอดของหลี่ชุ่ยชุ่ยแล้วเดินไปปิดประตู

   

   เธอยิ้มแฉ่ง ไม่มีทีท่าว่าจะป่วยเลยสักนิด

   

   “แม่คะ หนูไม่เป็นไร หนูแกล้งทำเฉยๆ”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกตัว หล่อนหยุดร้องไห้แล้วหัวเราะออกมาพลางกอดเย่เสี่ยวจิ่นไว้แน่น

   

   “ทำให้แม่ตกใจหมดเลย ครั้งหน้าอย่าทำแบบนี้อีกนะ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นกะพริบตาอย่างเจ้าเล่ห์ “สถานการณ์มันพลิกผันนี่คะแม่ ถ้าหนูไม่ทำแบบนี้ ย่าคงไม่ยอมไปง่ายๆหรอก”

   

   เย่จื้อผิงเองก็ตกใจจนเหงื่อเย็นไหลออกมา

   

   “เอาละ พอดีเลย พ่อมีเรื่องจะคุยกับจิ่นเป่าหน่อย”

   

   “ต่อไปถ้ามีของดีๆอีก อย่าไปบอกใครให้เขารู้อีกนะ”

   

   “ไม่งั้นถ้าถูกหมายตาขึ้นมา จะเกิดเรื่องวุ่นวายตามมามากมาย”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้ารับ “พ่อคะ หนูรู้แล้ว”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยทำความสะอาดบ้านเสร็จแล้ว ก็พาเย่เสี่ยวจิ่นเข้านอน

   

   ส่วนเย่จื้อผิงนอนคนเดียวอีกห้องหนึ่ง

   

   ขาของเขาควรต้องระมัดระวังมากๆ การนอนคนเดียวจึงปลอดภัยกว่า

   

   เขาห่มผ้าห่มนุ่มๆ มือก็อดไม่ได้ที่จะลูบมันซ้ำๆ แล้วก็ผล็อยหลับไป

   

   คืนนั้นทั้งคืนอุ่นสบายอย่างบอกไม่ถูก

   

   หลับไปจนกระทั่งฟ้าสาง เขาก็ตื่นขึ้น

   

   รุ่งเช้า หลี่ชุ่ยชุ่ยไปที่เล้าไก่

   

   เย่เสี่ยวจิ่นกำลังให้อาหารไก่ตัวเล็กๆ

   

   เย่จื้อผิงตื่นขึ้นมา เห็นไข่สองฟองอุ่นๆอยู่ในหม้อ

   

   เขารีบเรียกเย่เสี่ยวจิ่น “มา จิ่นเป่า มากินไข่เร็ว”

   

   “พ่อ หนูกินไปแล้ว”

   

   “แม่ไก่ตัวใหญ่ที่บ้านเรา ออกไข่เยอะทุกวันเลย กินเท่าไหร่ก็ไม่หมด”

   

   เธอกินจนเบื่อแล้ว

   

   เย่จื้อผิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ไข่ไก่ไม่ใช่ของที่กินได้ทุกวันเสียหน่อย

   

   เขาเองก็ไม่อยากกินคนเดียวสองฟอง

   

   กระทั่งเย่เสี่ยวจิ่นเปิดตะกร้าไข่ไก่ให้เขาดู เห็นว่าในตะกร้ามีไข่ไก่อยู่เต็มตะกร้า

   

   เย่จื้อผิงจึงค่อยวางใจ กินไข่ไก่ไปสองฟอง

   

   หลังจากกินอะไรเรียบร้อยแล้ว เขาจึงค่อยยันไม้เท้า พาเย่เสี่ยวจิ่นไปตัดไม้ไผ่บนเขาด้านหลังบ้านไม่กี่ต้น

   

   เขาเพิ่งตัดเสร็จ เหงื่อเย็นก็ไหลท่วมหน้าผาก

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรีบบอก “พ่อ พักก่อนเถอะค่ะ รอให้ขาพ่อหายดีก่อน ค่อยสานลอบดักปลาไหลให้หนูก็ได้”

   

   เธอไม่คิดเลยว่าพ่อจะยอมฝืนความเจ็บปวดเพื่อทำของพวกนี้ให้เธอ

   

   ที่จริงเธอก็แค่พูดไปอย่างนั้น ไม่คิดว่าพ่อจะใส่ใจมากขนาดนี้

   

   “ไม่เป็นไร จิ่นเป่า พ่อแค่บาดเจ็บที่ขาข้างเดียว อีกข้างก็ยังดีอยู่”

   

   ทันใดนั้น โจวเซียวก็เดินลงมาจากภูเขาพร้อมกับถือหน่อไม้สองหน่อ

   

   เขาหยุดชะงักเมื่อเห็นเย่เสี่ยวจิ่น “จิ่นเป่า พวกเธอกำลังตัดไม้ไผ่อยู่งั้นเหรอ”

   

   “ใช่แล้วค่ะ”

   

   โจวเซียวสังเกตเห็นว่าขาของเย่จื้อผิงนั้นไม่ค่อยดี เขาจึงพูดด้วยความมีน้ำใจว่า “พวกเธอกลับลงไปก่อนเถอะ ไม้ไผ่สามต้นนี้ฉันช่วยนำกลับไปให้เอง”

   

   โจวเซียวเป็นคนซื่อตรงและมีน้ำใจ

   

   รีบตัดเถาวัลย์เส้นหนึ่งเพื่อมัดไม้ไผ่ขนาดใหญ่สามต้นนั้น

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกขอบคุณในใจ “ขอบคุณพี่โจวมากนะคะ”

   

   เย่จื้อผิงไม่รู้จักเขา จึงเอ่ยว่า “แบบนี้เกรงใจแย่...”

   

   “ไม่เป็นไรหรอกครับ ช่วงนี้รุ่ยเป่าน้องชายผมไม่สบาย เรียกหาแต่ ‘จิ่นเป่า’ อยากเล่นกับหล่อนทุกวัน”

   

   “ถ้าอยากขอบคุณผมจริงๆ รอให้รุ่ยเป่าหายดีแล้ว ให้ ‘จิ่นเป่า’ พาเขาไปเล่นก็แล้วกันครับ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้เจอโจวเหวินรุ่ยมาหลายวันแล้ว

   

   ที่แท้ก็ป่วยนี่เอง

   

   “งั้นวันนี้หนูไปเยี่ยมเขาหน่อยดีกว่า”

   

   โจวเซียวตอบตกลงพร้อมกับรอยยิ้ม “เขาชอบเธอที่สุดเลยละ พอเห็นเธอต้องดีใจแน่ๆ”

   

   เย่จื้อผิงมองโจวเซียวแบกไม้ไผ่ลงเขาไปอย่างคล่องแคล่ว

   

   เขาจึงรีบถาม “คนคนนั้นเป็นใครเหรอ”

   

   “มาจากในเมือง หนูก็ไม่รู้จักหรอกค่ะ”

   

   “เอาเป็นว่า พี่ชายชื่อโจวเซียว มีน้องชายชื่อโจวเหวินรุ่ย เป็นเด็กขี้โรค”

   

   เย่จื้อผิงส่ายหน้าอย่างจนใจ “จิ่นเป่า ลูกอย่าไปพูดต่อหน้าเขาแบบนี้เชียวนะว่าเป็นเด็กขี้โรค”

   

   “ถ้าคนในบ้านเขาได้ยินเข้าคงไม่พอใจแน่”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นกะพริบตาปริบๆ “ตกลงค่ะ”

   

   หลังจากเย่จื้อผิงกลับไปแล้ว

   

   เขาก็นั่งอาบแดดอยู่หน้าบ้านบนเก้าอี้พร้อมกับมีดเล่มหนึ่งในมือ กำลังผ่าไม้ไผ่อยู่

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมองดูเขา จนในที่สุด เขาก็ผ่าไม้ไผ่เป็นเส้นๆ

   

   เย่จื้อผิงทำงานอย่างคล่องแคล่ว พอถึงตอนที่หลี่ชุ่ยชุ่ยกลับมากินข้าวเที่ยง เขาก็ทำลอบดักปลาเสร็จแล้วสามอัน

   

   รวมทั้งหมดที่ทำให้เธอห้าอัน

   

   เย่เสี่ยวจิ่นตัดสินใจจะแบ่งให้โจวเหวินรุ่ยสองอัน เพื่อที่เขาจะได้ไปจับปลากับเธอได้

   

   เย่เสี่ยวจิ่นหิ้วลอบดักปลาไหลมาสองอันเพื่อไปเยี่ยมโจวเหวินรุ่ย

   

   โจวเหวินรุ่ยนอนซมอยู่บนเตียง เมื่อได้ยินเสียงก็ขยับตัวอย่างทรมาน

   

   โจวเซียวหัวเราะพลางเอ่ยว่า “รุ่ยเป่า ดูสิว่าใครมาเยี่ยม”

   

   โจวเหวินรุ่ยลืมตาขึ้นมอง ก่อนจะฝืนยันตัวลุกขึ้นนั่ง

   

   เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงพร้อมกับรอยยิ้มจางๆว่า “จิ่นเป่า ในที่สุดเธอก็มาเยี่ยมฉัน”

   

   ริมฝีปากของโจวเหวินรุ่ยซีดเผือดไร้สี ผิวหน้าขาวซีดราวไร้สีเลือด

   

   เขาดูอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง

   

   “ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้นะ” เย่เสี่ยวจิ่นเดินเข้าไปใกล้ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะที่หน้าผากของโจวเหวินรุ่ย

   

   สัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวบ่งบอกว่าเขายังคงมีไข้

   

   โจวเหวินรุ่ยหลับตาลงอย่างสบายใจ มือของจิ่นเป่าเย็นชื่นใจซะจริง

   

   “ก็สบายดี คุ้นชินแล้ว”

   

   “ฉันร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงมาตั้งแต่เด็ก พอถึงฤดูนี้ก็เป็นหวัดง่าย”

   

   “เธอเอาของเล่นอะไรมาให้ฉันดูบ้างล่ะ”

   

   โจวเหวินรุ่ยมองลอบดักปลาไหลที่วางอยู่บนพื้น “นี่มันอะไร”

   

   “นี่เอาไว้จับปลาไหลกับปลาหลด รอให้นายหายดีแล้ว ค่อยมาจับปลาไหลกับฉันนะ”

   

   เสียงของเขาเบามาก แทบไม่มีแรง “ดีจังเลย ฉันชอบเล่นกับจิ่นเป่าที่สุด”

   

   “งั้นนายพักผ่อนเยอะๆนะ รอให้หายดีก่อน ฉันจะมาหาใหม่”

   

   โจวเหวินรุ่ยจับมือเย่เสี่ยวจิ่น “จิ่นเป่า กินนี่สิ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมองดูบนฝ่ามือ ปรากฏว่าเป็นช็อกโกแลตที่มีตัวอักษรภาษาอังกฤษ

   

   ดวงตากลมโตเบิกกว้าง มองเด็กหนุ่มร่างกายบอบบางตรงหน้าอีกครั้ง

   

   นี่ต้องเป็นครอบครัวแบบไหนกัน?

   

   ยุคนี้มีคนกินช็อกโกแลตนำเข้านี้ด้วยเหรอ?

   

   เธอคิดว่าในบ้านของเขา อย่างมากก็คงมีแค่โจวเซียวที่เป็นคนมีการศึกษาเท่านั้น



บทที่ 28: ปั่นป่วน


   

   โจวเหวินรุ่ยนึกว่าเย่เสี่ยวจิ่นไม่รู้วิธีทาน จึงยิ้มๆแล้วพูดว่า “แกะเปลือกออกแล้วกินน้ำตาลข้างในก็ได้”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า มองโจวเหวินรุ่ยอย่างสนใจ อยากรู้ที่มาของเขา

   

   ในหมู่บ้าน ปกติแล้วจะปลูกต้นโหยวไช่ฮวาในฤดูหนาว พอเก็บเกี่ยวโหยวไช่ฮวาได้แล้วก็ปลูกข้าวต่อ

   

   ตอนบ่าย เย่จื้อผิงอยู่บ้านคนเดียว

   

   เขามองสตรอว์เบอร์รีที่ปลูกในบ้าน กับต้นท้อที่ปลูกริมลำธารด้วยความสงสัย

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมีแรงไม่มากนัก ตอนที่ขุดดินปลูกสตรอว์เบอร์รีเหล่านี้จึงไม่ลึก

   

   แต่ต้นกล้าสตรอว์เบอร์รีกลับงอกงามเป็นพิเศษ

   

   เขามองอยู่นานก็ยังไม่เข้าใจว่า ‘สตรอว์เบอร์รี’ ที่ลูกสาวของเขาปลูกมีประโยชน์อะไร

   

   “น้องสาม อาบแดดงั้นเหรอ”

   

   เย่จื้อเฉียงแบกจอบเดินเข้ามา ใบหน้าเปื้อนยิ้ม

   

   เขามองสำรวจเย่จื้อผิงน้องชายตั้งแต่หัวจรดเท้า พลางแอบหัวเราะในใจเมื่อเห็นสภาพน้องชายที่ดูโชคร้ายไม่น้อย

   

   น้องสามคนนี้นับตั้งแต่เด็กจนโตก็อาภัพอับโชคมาตลอด คราวนี้แค่ไปซ่อมคลองก็ยังเกิดเรื่องเสียได้

   

   ทำงานไม่ได้ครึ่งปี แบบนี้ก็เท่ากับกินข้าวไปวันๆ รอวันตายเท่านั้นแหละ

   

   แต่ก็นับว่าโชคยังดีที่แค่กระดูกหัก ไม่ได้พิการไปจริงๆ ไม่งั้นไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว

   

   เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงห่วงใย “ขานายยังดีอยู่หรือเปล่า ฉันได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นกับนายแล้วกังวลจนนอนไม่หลับมาหลายวัน”

   

   “นับว่าบุญของนายแล้วละ ที่แค่บาดเจ็บ”

   

   “ถ้าอยู่บ้านมีอะไรให้ช่วยก็บอกฉันได้เลย พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน”

   

   “ไม่เป็นไรหรอก” เย่จื้อผิงยิ้ม “พี่จะไปไหนเหรอ?”

   

   “เพิ่งไปดูต้นโหยวไช่ฮวามา” พูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของเย่จื้อเฉียงก็เต็มไปด้วยความกังวล “ปีนี้หลังจากฉลองปีใหม่ หิมะตกหนักมาก ต้นโหยวไช่ฮวาโดนหิมะทำลายจนเสียหายไปหมด”

   

   “นี่ไง ต้นโหยวไช่ฮวาในนาหลายต้นเลยเตี้ยแคระแกร็น ใบก็เหี่ยวเฉา”

   

   “ก่อนหน้านี้ดอกตูมที่เพิ่งออกมา ก็ถูกพายุลูกเห็บทำลายจนหักไปหมดแล้ว”

   

   “ทุกปีช่วงนี้ต้นโหยวไช่ฮวาจะออกดอกบานสะพรั่ง แต่ปีนี้ดูบางตา ไม่สวยเลย”

   

   เย่จื้อเฉียงพูดไปก็ทุกข์ใจ น้ำมันที่บ้านก็หมด หากต้นโหยวไช่ฮวาไม่เป็นอย่างที่หวัง ปีนี้อีกครึ่งปีคงไม่มีน้ำมันกิน คงต้องรอจนถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ปลูกต้นโหยวไช่ฮวาฤดูหนาว

   

   “นายรู้เรื่องหิมะตกแล้วสินะ”

   

   “ครับ” เย่จื้อผิงพยักหน้า “มันเป็นปัญหาใหญ่ทีเดียว ต้องรอดูสภาพอากาศต่อไปว่าจะดีขึ้นหรือเปล่า”

   

   “คงไม่ดีขึ้นแล้วละ” เย่จื้อเฉียงถอนหายใจ “อากาศหนาวขนาดนี้ ต้นโหยวไช่ฮวาคงไม่รอดแล้ว”

   

   เย่จื้อผิงขมวดคิ้วด้วยความเป็นห่วง ครอบครัวพี่ชายของเขาก็ลำบากไม่ต่างจากครอบครัวอื่นๆ

   

   ยิ่งครอบครัวของเขาเอง ข้าวสารก็ไม่มี น้ำมันก็ไม่มี ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะทำอย่างไรต่อไป

   

   เขาลากขาที่พิการ เดินอย่างยากลำบาก ยิ่งเจอภัยพิบัติแบบนี้ ยิ่งทำอะไรไม่ได้

   

   ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งเศร้า

   

   ส่วนเย่จื้อเฉียงนั้น แม้จะลำบาก แต่ในใจก็ยังรู้สึกเหนือกว่าน้องชายอยู่บ้าง

   

   ก็นะ อย่างน้อยๆ ถ้าที่บ้านเขาไม่ไหวจริงๆ สองผู้เฒ่านั่นก็คงควักเงินเก็บมาซื้อน้ำมันให้ลูกชายใช้จ่ายได้อยู่หรอก

   

   ไม่เหมือนบ้านเจ้าสามนี่สิ ทนๆใช้ชีวิตไปวันๆเท่านั้นแหละ

   

   “ฮ่าๆๆ เจ้าสาม แกก็อย่ากังวลไปเลย ใครๆเขาก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ” เย่จื้อเฉียงหัวเราะ “ใครมันจะอดตายกันจริงๆเชียว”

   

   เย่จื้อผิงได้แต่ฝืนยิ้มอย่างขมขื่น

   

   เขารู้ดีว่าเย่จื้อเฉียงคิดอะไรอยู่ ปัญหาคือที่บ้านเขาไม่มีใครให้พึ่งพาจริงๆ

   

   ระหว่างที่คุยกันนั้น ท้องฟ้าก็ค่อยๆมืดลง

   

   ลมเย็นพัดมา เย่จื้อเฉียงเริ่มตัวสั่นด้วยความหนาว

   

   ฝ้ายที่หลิวต้าเม่ยเอามานั้น ภรรยาของเขาทำเสื้อกันหนาวได้สี่ตัว

   

   ส่วนเสื้อของเขาใช้ฝ้ายแค่หนึ่งชั่ง แถมยังเป็นฝ้ายเก่าๆอีก คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องกันหนาว

   

   เขาหันกลับมามองเย่จื้อผิงที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เจ้าสาม แกไม่หนาวเหรอ ไม่กลับไปผิงไฟที่บ้านรึไง”

   

   “อากาศไม่หนาวเลยนะ ค่อนข้างอุ่นสบายด้วยซ้ำ” เย่จื้อผิงกล่าวพลางลูบเสื้อผ้าบนร่างกาย

   

   “ชุ่ยชุ่ยทำทั้งเสื้อและกางเกงผ้าฝ้ายใหม่ให้ฉัน นี่ใส่แล้วรู้สึกร้อนนิดหน่อยด้วยซ้ำ”

   

   เย่จื้อผิงรู้สึกร้อนขึ้นมาจริงๆ

   

   เย่จื้อเฉียงเดินเข้ามาลูบเสื้อของน้องชาย ในใจก็แอบทึ่ง

   

   เสื้อผ้านี่มันหนาและอุ่นจริงๆ

   

   ชาวบ้านปกติทำเสื้อผ้า ใครจะกล้าใช้ผ้าเปลืองขนาดนี้

   

   “เสื้อผ้าของนายนี่ดีจริงๆ ได้ยินภรรยาฉันบอกว่า ฝ้ายของพวกนายน่ะดี มีดอกใหญ่ขนาดฝ่ามือเชียวนะ”

   

   “แบบนี้น่ะสบายกว่าเยอะเลย นุ่มฟูและอบอุ่น”

   

   “ชุ่ยชุ่ยนี่ใจกว้างจริงๆ”

   

   เย่จื้อเฉียงพูดพลางคิดในใจด้วยความอิจฉา

   

   “ฉันจะหนาวตายอยู่แล้ว เสื้อผ้าก็บางแบบนี้”

   

   “ที่แท้ก็สู้เจ้าเด็กไร้ประโยชน์คนนี้ไม่ได้ ยังได้ใส่เสื้อผ้าหนากว่าอีก!”

   

   เขาพูดอย่างรู้สึกขุ่นเคือง “จริงๆแล้วฤดูหนาวนี้ผ่านไปเร็วมาก พวกแกไม่น่าใช้ฝ้ายเยอะขนาดนี้ทำเสื้อผ้าเลย”

   

   “ใส่ได้ไม่กี่วันก็เปลืองแล้ว”

   

   “เก็บไว้ใช้ปีหน้าไม่ดีกว่าเหรอ”

   

   เขารู้สึกขุ่นเคืองใจยิ่งขึ้น และคิดว่าหลี่ชุ่ยชุ่ยจงใจอย่างแน่นอน

   

   ใช้อย่างนี้ก็เท่ากับพวกเขามาเอาไปฟรีๆไม่ได้อะไรเลย

   

   ช่างขี้เหนียวจริงๆ!

   

   เย่จื้อเฉียงพูดอย่างจงใจ “เมียแกนี่แย่จริงๆ แกได้ยินที่พ่อพูดไหม?”

   

   “ครั้งที่แล้วเมียแกทำพ่อกับแม่โกรธขนาดนั้น แกต้องสั่งสอนให้ดีๆบ้างนะ”

   

   เย่จื้อผิงขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร

   

   หลังจากเย่เสี่ยวจิ่นวางลอบดักปลาไหลแล้ว เธอก็กลับบ้านไปขุดไส้เดือน

   

   เอาไส้เดือนใส่ไว้บนลอบ แล้วใช้โคลนพอกไว้ จากนั้นก็เอาไปวางไว้ในน้ำ

   

   ปลาไหลและปลาช่อนจะได้กลิ่นคาว แล้วก็จะเข้าไปอยู่ในลอบเอง

   

   เย่จื้อผิงอดทนมาก เขาช่วยเย่เสี่ยวจิ่นเลือกที่วางลอบหลายที่

   

   พวกเขาเลือกที่เป็นแอ่งน้ำขังเล็กๆในนาข้าว

   

   “จิ่นเป่า พรุ่งนี้ต้องจำที่วางให้ดีๆนะ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า เช็ดคราบน้ำที่มือ “หนูจำได้ ที่นี่ไง”

   

   “พี่สาวเอาไปวางไว้ในลำธาร ได้ปลาไหลไม่ค่อยเยอะ”

   

   “ไม่รู้ว่าที่นี่จะเยอะหรือเปล่า”

   

   “แถวนี้ต้องเยอะแน่ๆ” เย่จื้อผิงพูดอย่างลับๆ “ทุกปีตอนปลูกข้าว ที่นี่จะมีปลิงเยอะที่สุด แล้วยังมีปลาไหลเยอะอีกด้วย”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นร้อง ‘ว้าว’ หัวใจเต็มไปด้วยความปรารถนาและความคาดหวัง เธอรู้สึกว่ามันน่าสนุกมาก

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเลิกงานจากฟาร์มไก่แล้ว หล่อนก็เอาใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลไปหาผู้ใหญ่บ้าน

   

   ซุนจ่างซุ่นก็จัดการให้หล่อนเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยได้เงินมาก็รีบเอาไปคืนหลินซิ่วอิงเป็นอย่างแรก

   

   ระหว่างทางกลับบ้านหลังจากคืนเงินแล้ว หล่อนบังเอิญเจอจ้าวหลินหลินกับเซี่ยวเยว่เดินมาด้วยกัน

   

   จริงๆแล้วหล่อนอยากจะทำเป็นไม่เห็นพวกหล่อน

   

   แต่จู่ๆ อีกฝ่ายก็พูดเสียงดังขึ้นอย่างจงใจ

   

   จ้าวหลินหลินพูดด้วยน้ำเสียงเสียดสีว่า “ดีจริงๆเลยนะ ไม่ต้องเสียเงินสักหยวนก็รักษาหาย แล้วยังทำให้บ้านฉันต้องจ่ายข้าวไปตั้งเยอะ”

   

   “นี่มันน่าเจริญจริงๆ”

   

   “ก็แค่ทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อนไปด้วย”

   

   เซี่ยวเยว่ก็หัวเราะเยาะ “พวกเราเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จะไปถือสาอะไรกับคนแบบนี้”

   

   “เธอหวังว่าหล่อนจะมีจิตสำนึกอะไรได้รึไง”

   

   “ใจดำกว่าอีกาซะอีก”

   

   จ้าวหลินหลินพูดด้วยความโมโห

   

   “เมื่อคืนนี้ฉันกับลู่เฟิงทะเลาะกันใหญ่โต เกือบจะลงไม้ลงมือกันแล้ว”

   

   “เป็นเพราะครอบครัวของหล่อนทั้งนั้น พวกชอบยืมมือคนอื่นเล่นงานคนอื่น”

   

   “ตอนนี้ลู่เฟิงให้ข้าวพวกนั้นไปตั้งเยอะ แถมยังหลีกเลี่ยงกับผู้ใหญ่บ้านไม่ได้อีก”



  บทที่ 29: วิกฤตการณ์โหยวไช่ฮวา


   

   เซี่ยวเยว่เป็นคนมีการศึกษา หล่อนสวมเสื้อผ้าทันสมัย ผมสีดำขลับถูกรวบเป็นเปียสองข้าง ส่วนจ้าวหลินหลินก็มีฐานะทางบ้านไม่เลว สวมชุดกระโปรงลายดอกไม้ ใบหน้าอ่อนเยาว์ดูมีชีวิตชีวา

   

   ทั้งสองยืนตัวตรง องอาจผึ่งผาย

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยยืนหน้าซีดเผือดอยู่ตรงหน้าพวกหล่อน

   

   หล่อนเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะรีบร้อนเดินจากไป ท่าทางราวกับว่าถ้าทะเลาะกันจริงๆ หล่อนก็คงเอาชนะทั้งสองคนไม่ได้

   

   เมื่อกลับถึงบ้าน เย่จื้อผิงทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาทอดไข่ให้หล่อนเป็นพิเศษด้วย

   

   เย่เสี่ยวจิ่นปิดเล้าไก่เรียบร้อย มองดูไก่ที่แข็งแรงขึ้นทุกวันด้วยความสุขใจ

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยนั่งลง แล้วหยิบเงินออกมาจากอกเสื้อ

   

   “วันนี้ผู้ใหญ่บ้านคืนเงินให้พวกเราหมดแล้ว”

   

   เย่จื้อผิงยิ้ม “เรื่องดีนี่ ถือว่าไม่เป็นหนี้ใคร จิตใจก็สบาย”

   

   “จริงอย่างที่พูด” หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่ได้เล่าเรื่องที่ไปทำให้ครอบครัวลู่เฟิงขุ่นเคือง

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเรียกเย่เสี่ยวจิ่นมากินข้าว ล้างหน้าล้างมือให้

   

   “ในหมู่บ้านบอกว่า คืนนี้จะมีประชุม กินข้าวเสร็จก็ไปหาผู้ใหญ่บ้านกัน”

   

   “คาดว่าคงเป็นการปรึกษาเรื่องต้นโหยวไช่ฮวาปีนี้”

   

   เย่จื้อผิงขมวดคิ้ว “งั้นเดี๋ยวกินข้าวเสร็จก็ไปด้วยกัน”

   

   “คุณขาก็ไม่ค่อยดี อยู่บ้านเถอะ เดี๋ยวฉันไปเอง”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรีบพูดทันที “แม่ หนูไปด้วย”

   

   “ดีๆๆ จิ่นเป่าของพวกเราก็ไปด้วย”

   

   เย่จื้อผิงยิ้มตาม

   

   ส่วนอีกด้าน

   

   เย่จื้อเฉียงกินผักกาดขาวอยู่ที่บ้านด้วยความรู้สึกไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย

   

   หลี่กุ้ยฮวาทำกับข้าวที่มีเนื้ออยู่นิดเดียว แถมยังให้เย่เหวินชางกินคนเดียวอีก

   

   เขากินผักกาดขาวจนเบื่อไปหมด รู้สึกจืดชืดไปทั้งปาก

   

   “ไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน”

   

   เย่จื้อเฉียงพูดเสียงอู้อี้ “ไม่ใช่แบบนั้นหรอก แค่ปีนี้ไปดูดอกโหยวไช่ฮวาแล้วรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่”

   

   หลี่กุ้ยฮวาพูด “น้ำมันที่บ้านเราก็หมดแล้ว”

   

   “ดูสิ น้ำมันในถังคงเหลือใช้ได้อีกไม่เกินเดือน”

   

   “นั่นก็ต้องประหยัดกันสุดๆแล้วนะ”

   

   “ปีนี้โหย่วไช่ฮวาให้น้ำมันไม่ค่อยดี คุณไปถามแม่ดูสิ ว่าพอจะมีแบ่งมาให้เราบ้างไหม”

   

   เย่จื้อเฉียงทำท่าจะพูดแต่ก็หยุด “แล้วพวกเขามีน้ำมันมาจากไหนกัน น้ำมันน่ะแบ่งกันตามคนเท่านั้น คนหนึ่งก็ได้แค่นี้”

   

   “ฉันไม่สนหรอก คนแก่อยากกินน้ำมันหรือไม่กินก็เรื่องของเขา แต่คนหนุ่มสาวอย่างเราน่ะต้องกิน”

   

   “เหวินชางและพวกเราก็น่าสงสารจะแย่อยู่แล้ว ไม่มีน้ำมันจะอยู่กันยังไง”

   

   เย่จื้อเฉียงได้แต่เงียบ ไม่พูดอะไรต่อ

   

   หลี่กุ้ยฮวามองเขาอย่างตำหนิ รอให้กินข้าวเสร็จแล้วจึงออกไปประชุม

   

   เมื่อหล่อนเจอหลิวต้าเม่ยก็รีบเดินเข้าไปหา

   

   “แม่คะ ได้ยินว่าปีนี้ทุกคนไม่มีน้ำมันใช้กันแล้ว ที่บ้านเรายังมีเหลืออยู่บ้างไหมคะ”

   

   หลิวต้าเม่ยกลอกตาไปมา “ไม่มี ไม่มี

   

   ตอนนี้เรื่องน้ำมันทำเอาผู้คนกังวลใจกันไปหมด

   

   ใครจะกล้าแบ่งน้ำมันของตัวเองออกไปข้างนอกกัน

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยอุ้มเย่เสี่ยวจิ่น ทักทายหลิวต้าเม่ย

   

   หลิวต้าเม่ยทำราวกับมองไม่เห็นหลี่ชุ่ยชุ่ย

   

   หลี่กุ้ยฮวายิ้มแล้วถามว่า “น้องสาว ที่บ้านยังมีน้ำมันเหลืออยู่ไหม”

   

   “ไม่มีแล้วค่ะ” หลี่ชุ่ยชุ่ยตอบพร้อมกับยิ้มอย่างจนใจ

   

   หล่อนไม่ได้ล้อเล่น แต่มันหมดเกลี้ยงจริงๆ

   

   อย่าว่าแต่อดทนไปจนถึงเดือนพฤษภาคมเลย แค่สิ้นเดือนมีนาคมนี้ก็คงไม่ไหวแล้ว

   

   หล่อนคิดว่า ถึงตอนนั้นคงต้องทำขนมแป้งทอดเยอะๆ จะได้ไม่ต้องผัดกับข้าว

   

   เอาจริงๆ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะต้องกินแต่อาหารจืดๆ ก็คงพอประทังชีวิตไปได้

   

   “งั้นชีวิตพวกเธอก็ลำบากแย่เลยสิ” หลี่กุ้ยฮวาแสร้งทำเป็นตกใจ “สามีเธอก็ทำงานไม่ได้”

   

   “ลูกก็ยังป่วย ต้องกินยาตลอดทุกเดือนอีก”

   

   “บ้านเธอนี่ลำบากจริงๆเลยนะเนี่ย”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ

   

   สภาพครอบครัวของหล่อนในตอนนี้ช่างยากจนข้นแค้น

   

   เย่เสี่ยวจิ่นซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของแม่ เธอกะพริบตาปริบๆ “แม่คะ ถ้าโหยวไช่ฮวาให้ผลผลิตไม่ดี ทุกคนก็จะไม่มีน้ำมันกินเหรอคะ”

   

   “เรายังใช้น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันถั่วเหลือง หรืออะไรทำนองนั้นได้...”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยลูบหัวลูกสาวอย่างเอ็นดู ไม่รู้ว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงมีความคิดแปลกๆมากมายขนาดนี้

   

   “น้ำมันเมล็ดชาใช้ได้ แต่ที่เหลือใช้ไม่ได้”

   

   “แต่เมล็ดชาจะสกัดน้ำมันได้ก็เดือนพฤศจิกายนโน่น 1ชั่งก็ได้น้ำมันแค่1เลี่ยง”

   

   ดวงตาของเย่เสี่ยวจิ่นมีแววสับสน

   

   เธอใช้มือนับนิ้วพลางครุ่นคิด

   

   เมล็ดชา1ชั่ง ได้น้ำมัน1เลี่ยง เมล็ดโหยวไช่ฮวา1ชั่ง ได้น้ำมัน1.5เลี่ยง...

   

   ทำไมในคู่มือเครื่องสกัดน้ำมันถั่วลิสงของเธอถึงบอกว่า ถั่วลิสงกะเทาะเปลือก1ชั่ง ได้น้ำมันตั้ง2.5เลี่ยง

   

   เป็นปัญหาทางเทคนิค หรือเป็นปัญหาของชนิดกันนะ

   

   เย่เสี่ยวจิ่นไม่เข้าใจ เธอส่ายหน้าตัดสินใจว่าจะลองดูทีหลัง

   

   ตอนประชุม ผู้ใหญ่บ้านพูดถึงเรื่องโหยวไช่ฮวา

   

   พวกเขาต้องระดมความคิดเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้

   

   “ผู้ใหญ่บ้าน จะปลูกซ่อมอีกครั้งได้ไหมครับ”

   

   “ไม่ได้หรอก อีกไม่กี่วันก็ต้องปลูกข้าวแล้ว จะชักช้าไม่ได้”

   

   “ใช่ๆ ไม่อย่างนั้นก็ไปขอเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสิ”

   

   ใครๆต่างก็พูดกันไปต่างๆนานา

   

   แต่ถ้าทำได้ง่ายๆแบบนั้นจริงๆ ผู้ใหญ่บ้านก็คงไม่ต้องมาประชุมหรอก

   

   ปีนี้อากาศไม่ดีหลายๆที่ กระทั่งที่อื่นที่ดียิ่งกว่าที่นี่ยังพืชผลเสียหายหมด แม้แต่ต้นโหยวไช่ฮวาก็โดนน้ำแข็งกัดตาย สุดท้ายก็เก็บเกี่ยวอะไรไม่ได้เลย

   

   เห็นได้ชัดว่าพวกเขาต้องการความช่วยเหลือมากกว่า

   

   รัฐบาลเองก็มีงบประมาณจำกัด จะไปช่วยทั้งหมดได้อย่างไร

   

   ไม่งั้นก็คงจะไม่มีข่าวภัยแล้ง ขาดแคลนอาหารทุกปีแบบนี้หรอก

   

   เย่เสี่ยวจิ่นนอนซบอยู่บนตักแม่ของเธอ ได้ยินแต่เสียงถอนหายใจของผู้คนรอบข้าง

   

   ความรู้สึกวิตกกังวลแผ่กระจายไปทั่ว

   

   “แล้วแบบนี้จะทำยังไงดีเนี่ย ถ้าต้องรอจนถึงปลายปีถึงจะมีน้ำมันโหยวไช่ฮวา ก็ต้องอยู่แบบไม่มีน้ำมันกินไปตั้งครึ่งค่อนปีเลยนะ”

   

   “ทุกวันนี้กับข้าวก็ไม่ได้มีอะไรอร่อยอยู่แล้ว ตอนนี้ยังจะไม่มีน้ำมันอีก”

   

   “ปลูกข้าวก็เหนื่อยแสนสาหัส ไม่มีน้ำมันกินแบบนี้มันลำบากนะ”

   

   “ใครจะไปรู้ว่าครึ่งปีหลังอากาศจะเป็นยังไงอีก…”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่พูดอะไร เพียงแค่ลูบหลังเย่เสี่ยวจิ่นเบาๆ

   

   หลังจากการประชุมจบลง ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

   

   เย่เสี่ยวจิ่นฟังไปฟังมาจนเผลอหลับไป หลี่ชุ่ยชุ่ยจึงอุ้มเธอกลับบ้านแล้ววางลงบนเตียง

   

   หล่อนเก็บกวาดบ้าน พลางเล่าเรื่องที่คุยกันในการประชุมให้เย่จื้อผิงฟัง

   

   เย่จื้อผิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พวกเราก็เหลือน้ำมันไม่มากแล้วเหมือนกัน”

   

   “ต่อไปนี้ก็ให้ใส่น้ำมันแค่ตอนทำกับข้าวให้จิ่นเป่ากินก็พอ”

   

   “พวกเรากินอะไรก็ได้ กินได้หมดนั่นแหละ”

   

   “ลำบากยังไงก็อย่าให้ลูกสาวต้องลำบาก”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยพยักหน้า “ใช่แล้ว เด็กๆอาจจะเรื่องมากหน่อย”

   

   หล่อนคิดว่าต่อไปจะไปหาชิงเฮามาทำขนมกินก็แล้วกัน

   

   อย่างน้อยก็ประหยัดน้ำมันด้วย

   

   เย่เสี่ยวจิ่นนอนอยู่บนเตียง ได้ยินพ่อกับแม่คุยกัน

   

   เธอแอบลืมตาข้างหนึ่ง มองพ่อกับแม่ที่ดูกังวล

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยจับได้ทันที

   

   “จิ่นเป่าแกล้งหลับเหรอ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นลุกขึ้นนั่งจากเตียง ยิ้มกว้าง “พ่อคะ แม่คะ...ที่บ้านเรายังมีถั่วลิสงเหลืออีกเท่าไหร่คะ”

   

   เย่จื้อผิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ถั่วลิสงเหรอ ในยุ้งฉางน่าจะยังเหลืออีกสักยี่สิบกว่าชั่งมั้ง”

   

   “ไม่ใช่แค่นั้นหรอกน่า!” หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ปีที่แล้วแม่คุณบอกว่าถั่วเหลืองบำรุงสมอง จะเอาไปทำเต้าหู้ให้เหวินชางกิน”

   

   “ให้ถั่วลิสงเรามาตั้งห้าสิบชั่ง แล้วยังมีบ้านพี่ใหญ่ของคุณอีกตั้งห้าสิบชั่งที่ให้เรามา”

   

   “วันแบ่งถั่วเหลือง คุณก็เอาถั่วเหลืองร้อยชั่งของเราไปแลกมาหมดแล้ว”

   

   เย่จื้อผิงยิ้มแห้งๆ “ถั่วลิสงกับถั่วเหลืองก็เหมือนกันนั่นแหละ”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้ดีว่ามันไม่เหมือนกัน

   

   ถั่วเหลืองสามารถเอาไปทำเต้าหู้ได้ เต้าหู้ก็สามารถเอาไปทำเต้าหู้ทอดและเต้าหู้อ่อนได้อีก

   

   แบบนั้นมันจะเหมือนกับถั่วลิสงได้ยังไงกัน?

   

   “ในยุ้งฉางรวมของเก่าของใหม่แล้ว ถั่วลิสงยังมีอยู่200ชั่ง”

   

   “ตอนนี้ยังกินไปไม่เท่าไหร่เลย!”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพอได้ยินเช่นนั้น ดวงตาก็เป็นประกาย

   

   ถั่วลิสง200ชั่ง เท่ากับน้ำมัน100ชั่งเชียวนะ

   

   ถ้าประหยัดหน่อย กินได้เป็นปีเลยละ

   

   [1] เลี่ยง: 1เลี่ยง หนักประมาณ50กรัม


   [2] ชิงเฮา: เป็นพืชสกุลโกฐจุฬาลัมพา มีสรรพคุณทางยา คือระบายความร้อน ลดความร้อนในร่างกาย ขับลม แก้คัน



  บทที่ 30: คั่วถั่วลิสง30ชั่ง


   

   เย่เสี่ยวจิ่นนอนหลับสบายตลอดคืน

   

   เช้าวันต่อมา อากาศแจ่มใส

   

   แสงแดดส่องกระทบพื้นดินที่ยังคงมีความหนาวเย็นอยู่บ้าง

   

   ทำให้รู้สึกอบอุ่นไปทั่วทั้งตัว

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเห็นว่าอากาศดี จึงขนถั่วลิสงทั้งหมดในยุ้งฉางออกมาตากแดดแต่เช้า กองไว้เต็มลานตากข้าว

   

   “ถั่วลิสงเยอะขนาดนี้ จะเอาไปทำอะไรได้”

   

   เย่จื้อผิงรู้สึกผิดเล็กน้อย “รอปลายปีตอนแบ่งถั่วเหลือง ผมจะให้แม่เอาของพวกเขามาแลกเปลี่ยน”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยพูด “ปลายปีนี้ ถั่วลิสงพวกนี้อาจจะเพิ่มเป็น100ชั่งแล้วก็ได้”

   

   เย่จื้อผิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ไม่มีทางหรอก อีกไม่กี่วันเหวินชางก็ไปเรียนแล้ว”

   

   “แล้วพวกเขายังอยากได้ถั่วเหลืองของพวกเราไปทำอะไรอีก”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่อยากจะพูด แต่หลิวต้าเม่ยกับหลี่กุ้ยฮวานั้นชอบจับผิดข้าวของของบ้านพวกเขามากที่สุด

   

   ถึงตอนนั้นจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่แน่นอน

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยโยนไม้กวาดลงพื้นด้วยความโมโห “ฉันจะไปทำงานแล้ว ปล่อยให้จิ่นเป่าตื่นเอง พอจิ่นเป่าตื่นแล้ว คุณก็ล้างหน้าให้จิ่นเป่าด้วย”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นได้ยินเสียงพ่อกับแม่คุยกันก็ตื่นขึ้นมา

   

   เธอล้างหน้าเสร็จ เดินออกมาหน้าบ้านก็เห็นถั่วลิสงตากอยู่เต็มไปหมด

   

   “จิ่นเป่า ถั่วลิสงตากแห้งแล้ว กลิ่นหอมมากเลย กินสักหน่อยสิ”

   

   เย่จื้อผิงแกะเปลือกถั่วลิสงแล้วส่งเนื้อถั่วลิสงให้เย่เสี่ยวจิ่น

   

   เย่เสี่ยวจิ่นกินไปสองสามเม็ด ถั่วลิสงที่ยังไม่ผ่านการปรุงแต่งแบบนี้จะนิ่มๆหน่อย

   

   แต่มันหวานมาก ทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ

   

   “จิ่นเป่า ชอบกินไหมลูก ถ้าชอบพ่อจะเอาไปคั่วใส่เกลือให้อร่อยนะ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหน้า “ไม่ค่ะ”

   

   ในสายตาของเธอ นี่คือถั่วลิสงงั้นเหรอ?

   

   นี่มันน้ำมันถั่วลิสงหอมๆต่างหาก!

   

   ของมีค่าแบบนี้ จะกินเล่นได้อย่างไร?

   

   เธอนั่งลงหยิบถั่วลิสงขึ้นมากำหนึ่ง เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า...ถั่วลิสงดูเหมือนจะต้อง...แกะเปลือก?

   

   ถ้าอย่างนั้นตอนสกัดน้ำมันก็ต้องแกะเปลือกด้วยเหรอ?

   

   เธออ่านคู่มือเครื่องสกัดน้ำมันถั่วลิสงอย่างละเอียดอีกครั้ง

   

   ไม่ใช่แค่ต้องแกะเปลือก ถ้าอยากให้หอมกว่านี้ ก็ต้องเอาไปคั่วก่อนด้วย!

   

   “โอ๊ะ ฉันช่างไม่รอบคอบเอาซะเลย” เธอตีหน้าผากตัวเองเบาๆเมื่อนึกขึ้นได้ “ที่แท้อัตราส่วนน้ำมันที่ได้จากถั่วลิสงคือ50เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง”

   

   “นึกว่าจะใช้ถั่วลิสงได้เต็มเมล็ดเสียอีก” เย่เสี่ยวจิ่นลูบคางพร้อมกับกะพริบตาปริบๆ “ถั่วลิสง200จิน ก็เท่ากับว่ามีเนื้อถั่วลิสงแค่100จินเท่านั้นเองน่ะสิ”

   

   ด้านล่างของคู่มือยังมีตัวหนังสือตัวเล็กๆอีกหนึ่งบรรทัด

   

   ผลิตภัณฑ์นี้ใช้ได้กับถั่วลิสง ถั่วเหลือง อัลมอนด์ งา เมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดแตงโม และเมล็ดโหยวไช่ฮวา

   

   ส่วนอย่างอื่น เธอไม่มี จึงยังไม่ได้คิดถึง

   

   เย่จื้อผิงเดินเข้ามาหา “จิ่นเป่า คิดอะไรอยู่เหรอ ให้พ่อแกะถั่วลิสงให้กินไหม”

   

   “จริงๆแล้วอยากให้พ่อช่วยอะไรหน่อยค่ะ”

   

   “พ่อช่วยคั่วถั่วลิสงให้หนูได้ไหมคะ”

   

   “คั่วเนื้อถั่วลิสงก่อน30จินค่ะ”

   

   “ฮ่าๆ 30จินเลยเหรอ” เย่จื้อผิงหัวเราะออกมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเอ็นดู “จิ่นเป่า ท้องน้อยๆของหนูน่ะ อย่าว่าแต่30จินเลย 3จินหนูก็กินไม่หมดหรอก”

   

   “พ่อคะ หนูมีเครื่องจักรที่สามารถสกัดน้ำมันจากถั่วลิสงได้ด้วยละ” เย่เสี่ยวจิ่นพูดความจริงโดยไม่คิดจะปิดบัง

   

   เพราะในอนาคตเธอยังต้องเอาของออกมาอีกมากมาย คงโกหกทุกเรื่องไม่ได้หรอก

   

   แถมเธอก็แต่งเรื่องไม่เป็นด้วย

   

   เมื่อเย่จื้อผิงได้ยินก็ตกใจมาก “จิ่นเป่า ถั่วลิสงมันสกัดเอาน้ำมันได้ด้วยเหรอ?”

   

   “ได้จริงๆนะคะ แถมน้ำมันถั่วลิสงยังหอมมากด้วย”

   

   “พ่อ เราลองดูกันไหมคะ”

   

   ช่วงนี้น้ำมันที่เย่เสี่ยวจิ่นกินล้วนเป็นน้ำมันจากต้นโหยวไช่ฮวาที่ผลิตขึ้นเอง

   

   แถมยังไม่บริสุทธิ์เท่าใด สีค่อนข้างขุ่น

   

   เธอก็อยากเห็นเหมือนกันว่าเครื่องจักรขนาดเล็กนี้จะสกัดน้ำมันออกมาได้อย่างไร

   

   เครื่องนี้หนักแค่40กว่าจิน แต่สกัดน้ำมันได้ชั่วโมงละ15จิน ถือว่ามีประสิทธิภาพมากทีเดียว

   

   เธอต้องใช้ความพยายามอย่างหนักกว่าจะพูดจนเย่จื้อผิงยอมเชื่อได้

   

   ด้วยความช่วยเหลือจากพ่อ เธอจึงนำเครื่องจักรออกมา แล้วนำไปตากแดดไว้เพื่อชาร์จพลังงาน

   

   เย่จื้อผิงมองดูเครื่องจักรนั้นด้วยความสงสัย เขาพิจารณามันอย่างถี่ถ้วน แต่ก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่ามันคืออะไร

   

   “จิ่นเป่า สิ่งนี้มัน... สกัดน้ำมันได้เหรอ”

   

   “หนูเอามันมาจากไหน”

   

   “แปลกจริง หนักขนาดนี้ หนูยกมันไหวได้ยังไง”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นได้แต่พูดอย่างจนใจว่า “เทพเซียนประทานมาให้หนูค่ะ พ่ออย่าถามมากเลย”

   

   เธอนั่งยองๆบนพื้น ค่อยๆแกะเปลือกถั่วลิสงทีละเมล็ด

   

   เธอใช้เวลาถึงสามชั่วโมงในการแกะเปลือกถั่วลิสง จนได้เนื้อถั่วลิสงออกมาถึง30จิน

   

   เป็นเพราะขาของพ่อไม่สามารถย่อลงได้ ต้องนั่งทำอย่างเดียว สองพ่อลูกจึงทำงานได้ไม่เร็วนัก

   

   ขณะที่แกะเปลือกถั่วลิสง เย่จื้อผิงก็บ่นพึมพำกับตัวเอง

   

   ไม่ว่าจะคิดยังไงก็คิดไม่ออก จริงๆแล้วตัวเขาก็ค่อนข้างศรัทธา ทำไมเทพเซียนไม่ประทานอะไรให้เขาบ้างนะ?

   

   บนโลกนี้ มีเทพเซียนจริงๆเหรอ?

   

   เย่จื้อผิงส่ายหัว “ช่างเถอะ คิดไปก็ไม่มีประโยชน์”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นหลุดขำออกมา เห็นพ่อครุ่นคิดจนไม่รู้จะคิดอย่างไรแล้ว ก็รู้สึกขบขันจริงๆ

   

   ตอนเที่ยง หลี่ชุ่ยชุ่ยกลับมาบ้าน

   

   พอก้าวเข้าบ้านก็ได้กลิ่นถั่วลิสงคั่วหอมโชยมา

   

   “จิ่นเป่า ลูกให้พ่อคั่วถั่วลิสงให้กินเหรอ?”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดพลางเปิดฝาหม้อ ก็เห็นถั่วลิสงถูกคั่วอยู่ในหม้อใบโต

   

   หล่อนหน้าถอดสี “เยอะขนาดนี้เลยเหรอ? นี่... นี่จะกินหมดเมื่อไหร่?”

   

   “เย่จื้อผิง คุณบ้าไปแล้วเหรอ? คั่วถั่วลิสงเยอะขนาดนี้จะทำอะไร?”

   

   “ถั่วลิสงตอนไม่กะเทาะเปลือกก็เก็บไว้ได้นานอยู่ แต่นี่... แบบนี้ถ้าไม่รีบกินให้หมดมันก็จะเสียเร็วนะ” หลี่ชุ่ยชุ่ยปวดใจเหลือเกิน

   

   “นี่ไม่ใช่ความคิดของผมนะ” เย่จื้อผิงพูดพร้อมกับยิ้มแห้งๆ แล้วพาหลี่ชุ่ยชุ่ยไปดูเครื่องจักรที่กำลังตากแดดอยู่

   

   “จิ่นเป่าบอกว่าใช้สิ่งนั้นทำน้ำมันถั่วลิสงได้”

   

   “บอกว่าตอนนี้เครื่องจักรยังตากแดดไม่พอนะ ต้องรอให้กินข้าวเเเล้ว ถึงจะทำได้”

   

   “ตอนเเรกผมก็ไม่อยากทำหรอก เเต่ก็ทำใจปฏิเสธลูกสาวไม่ได้”

   

   เขาพูดอย่างจนใจ “ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องกินเอง ผมลองชิมดูเเล้ว ก็อร่อยดีนะ”

   

   สีหน้าของหลี่ชุ่ยชุ่ยแข็งค้างไปในทันที

   

   หล่อนไม่รู้จริงๆว่าน้ำมันถั่วลิสงคืออะไร

   

   “จิ่นเป่า ลูกพูดจริงเหรอ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “แม่ วางใจเถอะค่ะ อีกเดี๋ยวพวกเราก็จะมีน้ำมัน15จินแล้ว”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยตอนนี้ก็ไม่มีกะจิตกะใจจะกินข้าวเที่ยงแล้ว

   

   หล่อนทั้งอยากรู้อยากเห็นและกังวลว่าจะเสียของ “พวกเราทำตอนนี้เลยไม่ได้เหรอ แม่อยากดูว่าเจ้านี่มันจะผลิตน้ำมันได้ยังไง”

   

   พอเย่เสี่ยวจิ่นเห็นว่าชาร์จไฟใกล้จะเต็มแล้ว จึงให้พ่อแม่ช่วยยกเครื่องเข้าไปในบ้าน

   

   เธอคอยดูอยู่ตลอด ไม่ยอมให้ใครเห็นเครื่องนี้เด็ดขาด

   

   ไม่งั้นจะเกิดปัญหาแน่ๆ

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเปิดเครื่องตามคู่มือ

   

   ทันใดนั้น เสียงเครื่องจักรก็ดัง ‘หึ่งๆๆ’ ขึ้น ทำเอาสามีภรรยาตกใจ

   

   “ไอ้หยา!” หลี่ชุ่ยชุ่ยกุมมือที่อก ใบหน้าซีดเผือด “จิ่นเป่า สิ่งนี้มันมีเสียงด้วยเหรอ ตกใจแทบแย่”

   

   เย่จื้อผิงกลับหัวเราะ “เครื่องจักรน่ะ มันต้องมีเสียงอยู่แล้ว”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นก็รู้สึกตลกขบขัน

   

   ไม่รู้ว่าเครื่องจักรนี้ทำงานด้วยหลักการอะไร เสียงมันเบามาก เบาพอๆกับเสียงเครื่องทำน้ำเต้าหู้ที่บ้าน

   

   เอาเข้าจริงๆ เมื่อเทียบกับเครื่องจักรอื่นๆแล้ว เสียงนี้ก็เบาจนแทบจะไม่ต้องพูดถึง

   

   “แม่ หยิบขวดใส่น้ำมันมาให้หน่อยค่ะ วางไว้ข้างล่างนี่”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยหยิบขวดใบเล็กมา คิดอยู่ครู่หนึ่งก็เปลี่ยนเป็นขวดใบใหญ่

   

   “น้ำมัน15จินถือว่าเยอะมากนะ ต้องเอาขวดใบใหญ่กว่านี้”

   

   “ขวดใบนี้ของคุณใส่น้ำมันได้ตั้ง20กว่าจินเชียวนะ!” เย่จื้อผิงหัวเราะ “จะสำเร็จหรือเปล่ายังไม่รู้เลย”

   

   “ถ้าเกิดจิ่นเป่าแกล้งละก็ ไม่ได้การแน่”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยจ้องเขาเขม็ง “ถ้าเป็นอย่างนั้น สิบกว่าวันต่อจากนี้ พวกเราจะได้กินแต่ถั่วลิสง!”

   

   “ก็ดีเหมือนกัน จะได้จัดการกับของที่ตุนไว้เยอะแยะนี่ให้หมดๆไปซะที!”



จบตอน

Comments