บทที่ 281: ปูหนีบมือ
หลี่ชุ่ยชุ่ยไปดูไก่และเป็ดที่เล้าแล้ว
เธอพบว่าเล้าไก่และเล้าเป็ดถูกทำความสะอาดจนสะอาดเอี่ยม ทั้งไก่และเป็ดก็อ้วนพีแข็งแรง หล่อนจึงแสดงสีหน้าที่ซับซ้อนออกมา
"ฉางอัน ดูสิ จัดการบ้านกันได้ดีมากเลย ลำบากพวกเขาแล้ว"
"ทั้งต้องยุ่งกับการเผาอิฐ แถมยังต้องดูแลบ้านทั้งที่ท้องแก่อีก"
"ถ้าไม่มีพ่อสามีมาช่วย คงจะยุ่งจนทำไม่ไหวแน่ๆ"
เย่ฉางอันหัวเราะพลางกล่าวว่า "แม่ครับ ตอนที่แม่ต้องดูแลทั้งเย่หวายและจิ่นเป่าที่บ้านเกิด แม่คงเหนื่อยมากเลยนะครับ"
"พอน้องชายคนที่สามสอบเข้าโรงเรียนได้ ต่อไปที่บ้านก็จะเปลี่ยนไปอีกแล้วล่ะ"
"แถมจิ่นเป่าก็ยังเล็กมาก ต้องอยู่กับแม่ตลอดเวลาเลยนะครับ"
หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่คิดว่าจะดูว่าที่บ้านขาดอะไรบ้าง คราวหน้าจะได้จัดหามาให้พวกเขาทั้งหมด
อีกทั้งต้องให้เย่จวินปฏิบัติต่อพ่อตาของเขาให้ดีขึ้นด้วย ต้องจดจำบุญคุณของเขาไว้
เย่เสี่ยวจิ่นเข้าไปใกล้ๆหลิวเยว่แล้ว จ้องมองหล่อนต้มบะหมี่ด้วยดวงตาเป็นประกาย
เกือบจะน้ำลายไหลอยู่แล้ว
ก็เธอเดินทางไกลมาจากตำบลนี่นา หิวจนท้องร้องโครกครากไปหมดแล้ว
ไม่ใช่เพราะเธอตะกละหรอกนะ!
"จิ่นเป่า เธอร้อนไหม? ไปนั่งข้างๆนั่นสิ" หลิวเยว่เห็นใบหน้าน่ารักของเธอ จึงบีบแก้มเบาๆ "บะหมี่ใกล้สุกแล้ว ชามแรกจะให้เธอนะ ดีไหม?"
เย่เสี่ยวจิ่นรีบพยักหน้าอย่างรวดเร็ว "ดีเลย ดีเลย"
หลิวเยว่หัวเราะพรืดออกมา จิ่นเป่ายังคงเป็นคนชอบกินเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
"ฉันบอกเธอนะ เมื่อเร็วๆนี้พี่ชายของเธอหาหอยโข่งมาได้เยอะมาก คืนนี้จะทำหอยโข่งผัดให้เธอกิน"
เย่เสี่ยวจิ่นได้ยินก็ตาเป็นประกาย อากาศร้อนๆแบบนี้ได้กินของแบบนี้ มันดีที่สุดแล้ว
"งั้นหนูช่วยนะ!"
หลิวเยว่ตักบะหมี่หนึ่งชาม หลังจากจัดแต่งเสร็จแล้วก็วางไว้ตรงหน้าเย่เสี่ยวจิ่น
หลี่ชุ่ยชุ่ยเดินเข้ามาแล้วพูดถามไถ่หลิวเยว่สองสามประโยค
ไม่นานนัก เย่จวิน เย่จื้อผิง และหลิวคังก็กลับมา ทุกคนล้วนมีสภาพมอมแมม
เย่จวินถือถังน้ำเย็นไปที่ห้องอาบน้ำเพื่อล้างตัว
เย่จื้อผิงกำลังล้างมือ นั่งอยู่บนเก้าอี้และหันหลังมามอง เห็นภรรยาของตัวเองกำลังยิ้มมองมาที่เขา
"ชุ่ยชุ่ย พวกคุณกลับมาแล้วเหรอ"
"ใช่แล้ว กลับมาช่วยงานน่ะ" หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดพลางยื่นผ้าขนหนูให้เย่จื้อผิง "รีบเช็ดหน้าเร็วเข้า"
เย่จื้อผิงหัวเราะพลางพูดว่า "วันนี้ผมเห็นผลไม้ป่าอยู่บนภูเขาด้วย ถ้ารู้ว่าจิ่นเป่ากลับมา ผมน่าจะเก็บมาให้นะ"
"ยังมีค้างกีวีด้วย ลูกใหญ่พอสมควรเลย"
"พ่อ ตอนบ่ายหนูไปเก็บกับพ่อได้ไหมคะ" เย่เสี่ยวจิ่นพูดขณะกินบะหมี่ "ไม่งั้นพวกพ่อทำงานไปเถอะ เดี๋ยวหนูให้แม่พาไปก็ได้"
"ใช่แล้ว พวกเราต้องยุ่งกับงานนะ ให้แม่เธอพาเธอไปเก็บก็ได้"
หลี่ชุ่ยชุ่ยยังคิดอยากจะไปพลิกเถามันในทุ่ง หล่นอส่ายหัวอย่างจนใจพลางพูดว่า "ได้"
เย่เสี่ยวจิ่นก็ไม่ได้เสียเวลาเลย
บ้านกลับมาคึกคักอีกครั้ง
หลี่ชุ่ยชุ่ยพาลูกสาวไปเก็บกีวีในช่วงบ่าย จากนั้นก็ไปพลิกเถามันในสวน
เย่เสี่ยวจิ่นหยิบออกมาสองลูก เตรียมจะเอากลับไปกินที่บ้าน
หลี่ชุ่ยชุ่ยหันไปเห็นเธอกำลังใช้มือขุดหลุม จึงพูดว่า "จิ่นเป่า พวกนี้ยังไม่โตเลยนะ"
"สองหัวนี้ของฉันโตแล้ว" เย่เสี่ยวจิ่นชูสิ่งที่อยู่ในมือขึ้น
หลี่ชุ่ยชุ่ยอดคิดไม่ได้ว่า เด็กคนนี้...
เย่เสี่ยวจิ่นขุดออกมาอีกหลายหัว "แม่ คุณภาพของเราดี ปีนี้ปลูกเร็ว ตอนนี้ก็กินได้แล้ว"
"ดูมือของลูกสิ เล็บเต็มไปด้วยดินหมดแล้ว เจ็บไหม?" หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่ได้รู้สึกว่าความอยากอาหารของลูกสาวเป็นปัญหา แล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อให้ลูกสาว "ลูกนี่นะ นั่งอยู่เฉยๆ อย่าเข้าไปในพงหญ้า ช่วงนี้มีงูเยอะนะ"
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า "ได้ค่ะ"
เมื่อเธอทำเสร็จ เธอก็ไปเล่นที่คูน้ำเล็กๆข้างๆ และเห็นปูแดงตัวเล็กๆมากมายอยู่ใต้ก้อนหิน
มันช่างน่าดูเหลือเกิน
เย่เสี่ยวจิ่นยื่นมือไปคว้าตัวหนึ่ง แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพราะปูหนีบมือเธอเข้าอย่างจัง
"เจ็บๆๆ ฮือๆ แม่จ๋า!"
เย่เสี่ยวจิ่นสะบัดปูไม่หลุด ยิ่งสะบัดก็ยิ่งเจ็บ จนเธอร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด
หลี่ชุ่ยชุ่ยได้ยินเสียงร้องไห้ของลูกสาว ตกใจจนแทบสิ้นสติ รีบวิ่งเข้ามาทันที "จิ่นเป่า จิ่นเป่า เป็นอะไรไป?"
หล่อนมองเห็นว่าในมือของลูกสาวมีปูตัวหนึ่งหนีบอยู่
หัวใจที่เต้นรัวจนแทบจะกระเด็นออกมาจากลำคอก็กลับเข้าที่ หล่อนพูดอย่างหงุดหงิด "โดนปูหนีบเองหรอกเหรอ แม่ก็นึกว่าลูกโดนงูกัดซะอีก"
"มานี่ เอามือจุ่มลงน้ำ ลูกนี่นะ จับปูตัวเล็กๆแบบนี้ทำไม มันไม่มีเนื้อสักหน่อย กินไม่ได้หรอก"
พอจุ่มมือลงไปในน้ำ ปูในมือของเย่เสี่ยวจิ่นก็ปล่อยก้ามและเดินจากไปจริงๆ
เธอมองดู นิ้วมือของเธอเริ่มมีเลือดออก
มีคำกล่าวว่าปลายนิ้วทั้งสิบเชื่อมโยงกับหัวใจ นี่มันเจ็บจี๊ดถึงหัวใจจริงๆ
"แม่ไม่สงสารหนูเลย ยังหัวเราะใส่หนูอีก"
หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบเป่านิ้วมือให้เธอ พลางหัวเราะจนตัวสั่น "ฮ่าๆๆ... เจ้าเด็กคนนี้ ดูตัวเองสิ... เลือดออกแล้ว"
เย่เสี่ยวจิ่นน้ำตาคลอ แต่แม่กลับหัวเราะอย่างมีความสุขเธอสงสัยอย่างมีเหตุผลว่าตัวเองอาจจะเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง
"เจ็บ!"
"เจ็บอะไรกัน แค่แผลเล็กๆเดี๋ยวก็หาย" หลี่ชุ่ยชุ่ยตบหลังมือของเธอเบาๆ "ลูกอย่าจับปูแบบนั้น ถ้าจะจับต้องทำแบบนี้..."
"ต้องจับที่หลังของปู แบบนี้มันจะพลิกก้ามไม่ได้ ก็จะไม่หนีบเธอ"
หลี่ชุ่ยชุ่ยจับปูตัวหนึ่งแล้วส่งให้เย่เสี่ยวจิ่น "ลูกลองดูสิ"
เย่เสี่ยวจิ่นรีบส่ายหัว "ไม่เอา ไม่เอา"
หลี่ชุ่ยชุ่ยจึงใช้ใบปาล์มมัดปูเอาไว้ แล้วยื่นให้เธอ "ลูกแค่ถือไว้ก็พอ"
เย่เสี่ยวจิ่นถือใบปาล์มไว้ มองดูปู แน่นอนว่ามันหนีบเธอไม่ได้แล้ว
หลี่ชุ่ยชุ่ยไปพลิกหาเถาวัลย์อีกครั้ง
เมื่อได้มาหนึ่งคานหาบก็เรียกเย่เสี่ยวจิ่นให้กลับบ้าน
เถาวัลย์นี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการเลี้ยงหมู
ที่ดินส่วนตัวของครอบครัวครึ่งหนึ่งปลูกเผือก อีกครึ่งหนึ่งเป็นบ่อปลา ปลาในบ่อนี้ยังไม่โตเท่าใด
เย่เสี่ยวจิ่นไปให้อาหารปลาบ้าง
ช่วงบ่ายก็ผ่านไปแล้ว
ทุกคนในครอบครัวกลับมาแล้วหลังอาหาร เย่ไฉกุ้ยก็มาถึงอย่างสบายๆ พร้อมกับอุ้มหลานชายของเขาที่เพิ่งเกิดปีนี้ชื่อเย่เหวินฮว่า
เด็กน้อยน่ารักมาก แถมยังอ้วนท้วนสมบูรณ์ดี
แต่เย่ว่านหยวนพ่อของเขากลับหางานทำไม่ได้ ส่วนเซี่ยหลินแม่ของเขาก็อยู่บ้านเฉยๆ ไม่ทำอะไรทั้งวัน
เย่จื้อผิง เห็นเขามาก็พูดว่า "พี่รอง ทำไมถึงอุ้มเด็กออกมาล่ะ"
"ได้ยินว่าพวกคุณกลับมากันหมดแล้ว ผมเลยมานั่งเล่นหน่อย เหวินฮว่า..." เย่ไฉกุ้ย เล่นกับเด็กน้อยพลางพูดว่า "ดูสิ นี่คือลุงคนที่สามของหนูนะ"เย่จื้อผิงหัวเราะเบาๆในวัยนี้ เขาได้เป็นคุณปู่แล้ว
เย่ไฉกุ้ยพูดต่อว่า "ฉันได้ยินมาว่า พวกคุณกำลังยุ่งกับเรื่องการเผาอิฐกันใช่ไหม?"
"ใช่ครับ ยุ่งมากเลย"
"ลูกชายของฉันก็เคยไปเรียนเรื่องการเผาอิฐในเมืองมาก่อน แต่หางานทำไม่ได้ ได้แต่ไปเป็นลูกมือให้คนอื่น ก็เหนื่อยเหมือนกันนะ" เย่ไฉกุ้ยพูดพลางถอนหายใจ
"จะให้ไปทำงานต่างถิ่น ทิ้งลูกเล็กๆไว้ก็ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ?"
"ดูสิ ตอนนี้ เย่จวินมีความสามารถขนาดนี้ เตาเผาอิฐก็ใหญ่โตขนาดนี้ คงต้องการคนงานไม่น้อยเลยใช่ไหม?"
"ทำไมไม่เอาเงินหมื่นหยวนของบ้านเราไปให้เขาด้วย เป็นค่าเริ่มงาน จะได้ให้เขาอยู่บ้านได้"
เย่จื้อผิงไม่ได้ตอบตกลง ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาคงตกลงเพื่อคนในครอบครัวแน่นอน
ท้ายที่สุด แต่ก่อนความคิดของเขาคือครอบครัวต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จึงจะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้
แต่ตอนนี้ ความคิดของเขากลับแตกต่างออกไป
เขามองทะลุครอบครัวนี้มานานแล้ว และไม่มีทางที่จะทุ่มเทหัวใจให้อีกต่อไป
"พี่ชายรอง พูดตามตรงนะ เย่จวินที่บ้านฉันก็ลำบากเหมือนกัน ยังต้องเลี้ยงภรรยาและลูกด้วย"
"เขามีพ่อตาช่วย ก็แค่หาเงินมาด้วยความยากลำบาก จะมีเงินที่ไหนมาจ้างคนงาน?"
"ผมว่านะ เอาอย่างนี้ดีกว่า ให้ว่านหยวนลองทำเตาเผาอิฐเองดูสิ"
เย่ไฉกุ้ยสีหน้าเย็นชาลงทันที "นายเป็นอา นายใจร้ายพอที่จะเห็นว่านหยวนแยกจากเด็กทารกคนนี้เหรอ? ทำไมนายถึงใจร้ายขนาดนี้ล่ะ?"
บทที่ 282: เรียนรู้การบริหารห้างจากระบบประเทศเข้มแข็ง
เย่ไฉกุ้ยคิดในใจว่าตนพูดจาอ่อนน้อมขอร้องเย่จื้อผิงแล้ว
ทำไมเขาถึงได้มีท่าทีแบบนี้ล่ะ?
ถึงจะไม่ไว้หน้าเขา แต่ก็ควรจะเห็นแก่เด็กๆบ้างสิ ไม่ใช่หรือ?
เย่จื้อผิงชะงักไป ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี
หลี่ชุ่ยชุ่ยที่อยู่ข้างๆ พูดอย่างจนปัญญา "พี่รอง คุณเข้าใจพวกเราผิดจริงๆ เย่จวินเองก็มีครอบครัวต้องดูแลแล้ว จะช่วยคุณได้ยังไงล่ะ?"
"อีกอย่างหนึ่ง พวกเราไม่เคยช่วยเรื่องส่วนตัวของเขาอะไรได้เลย แล้วจะไปตัดสินใจแทนเขาได้ยังไง?"
เย่ไฉกุ้ยแค่นเสียงสองครั้ง ไม่ได้มองคำพูดของหลี่ชุ่ยชุ่ยว่าเป็นคำอธิบาย แต่กลับรู้สึกว่าพวกเขากำลังแก้ตัวอยู่
พูดมากไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ก็แค่ไม่เต็มใจไม่ใช่หรือ?
ตอนนี้ครอบครัวของเย่เหล่าซานรวยขนาดนี้แล้ว เงินเดือนสิบกว่าหยวนจะจ่ายไม่ไหวหรือไง?
ก็แค่ไม่อยากเลื่อนตำแหน่งให้คนในครอบครัวตัวเองน่ะสิ
เขามองเข้าไปในห้องแล้วพูดว่า "เย่จวิน เย่จวิน ออกมาหน่อย อารองมีเรื่องจะถามเธอ!"
เย่จวินรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย และไม่ค่อยอยากมีปฏิสัมพันธ์กับเย่ไฉกุ้ยมากนัก
"มีอะไรหรือครับ อารอง?"
"วันนี้ฉันจะถามเธอแค่คำถามเดียว เธอยินดีไหมที่จะให้ลูกพี่ลูกน้องของเธอทำงานให้เธอ?"
"ค่าจ้างตามราคาตลาดต่ำสุด เดือนละ15!"
"เขาแข็งแรงดี เป็นหนุ่มน้อยที่กำลังเต็มเปี่ยมด้วยพลัง และยังเรียนมาเฉพาะทางในสายงานนี้อีกด้วย ค่าแรงนี้เธอยังได้กำไรอยู่นะ"
เย่ไฉกุ้ยรู้สึกจริงๆ ว่าพวกเขาไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
สายตาของเย่จวินวูบไหว ดูลำบากใจเล็กน้อย "เรื่องนี้... ขนาดกิจการของเราเล็กเกินไป ยังไม่จำเป็นต้องจ้างคนเพิ่มหรอกครับ"
"ลำพังแค่ครอบครัวของเราก็เพียงพอแล้ว"
"บางครั้งถ้ายุ่งหน่อย น้องชายรองของผมกับพ่อก็ช่วยได้อยู่ครับ"
เย่ไฉกุ้ยโมโหแล้ว
จริงด้วย เมื่อมีเงินก็ดูถูกคนอื่นสินะ
เขาลุกขึ้นยืน "ได้ ได้ ฉันไปล่ะ ฉันไปแล้วก็คงไม่เป็นไรสินะ? ปากบอกว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่ความจริงแล้วไม่ได้คิดว่าพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันเลย"
เย่ไฉกุ้ยเดินจากไปด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือไม่มีใครในบ้านของเย่เหล่าซานพยายามรั้งตัวเขาไว้เลย
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
เขาเดินช้าลงเรื่อยๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห กระทืบเท้าแล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านของแม่ชราของตัวเอง
เย่จื้อผิงลุกขึ้นตบแขนของเย่จวินเบาๆ "พี่ใหญ่ อย่าไปโกรธอารองเลย พวกเราใช้ชีวิตของเราให้ดีก็พอ ไม่ต้องสนใจว่าคนอื่นจะพูดอะไร"
เย่จวินพยักหน้า
หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกจนปัญญา เมื่อก่อนตอนที่ครอบครัวของพวกเขาแทบไม่มีอะไรจะกิน ครอบครัวของเย่คนรองก็หลบหนีพวกเขาราวกับหนีโรคระบาด
ตอนนี้กลับมาพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างญาติพี่น้อง มันช่างน่าขันเหลือเกิน
"พวกเราทำอะไรก็ไม่ต้องละอายใจ แต่ก่อนพวกเขาปฏิบัติกับเราอย่างไร พวกเราลืมไปหมดแล้วหรือ?"
"การไม่ช่วยเหลือก็เป็นเรื่องดี จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปทะเลาะกับคนที่ไม่รู้จักบุญคุณอีก"
เย่จวินเป็นเพียงคนรุ่นหลัง จึงไม่สมควรพูดอะไรมาก
หลังจากที่ทุกคนกลับเข้าห้องของตัวเอง หลิวเยว่ก็กำลังพับเสื้อผ้าอยู่
หล่อนนั่งอยู่ที่ขอบเตียง สีหน้าดูซับซ้อนเล็กน้อย "ฉันยังจำได้ตอนที่มาที่นี่ครั้งแรกเพื่อจัดงานแต่งงาน ตอนนั้นยังเป็นบ้านของลูกพี่ลูกน้องคุณด้วย"
"ตอนนี้ดูเหมือนว่าครอบครัวของพวกเขาจริงๆแล้ว... ตอนที่พวกเขาประสบความสำเร็จก็หยิ่งผยอง พอไม่ประสบความสำเร็จก็ก่อความวุ่นวาย"
หลิวเยว่ส่ายหัว "แต่พวกคุณปฏิเสธพวกเขาแบบนี้ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะแค้นเคืองก็ได้"
"เรื่องแบบนี้มีเยอะแยะไป คุณก็ไม่ต้องสนใจหรอก ก่อนหน้านี้ลุงใหญ่กับลุงรองยังบอกว่าจะตัดขาดความสัมพันธ์กับพวกเราเลย" เย่จวินจัดการถุงเท้าของตัวเอง "ถ้าเป็นแบบนี้ก็ถือว่าไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันแล้ว พวกเราก็ไม่มีหน้าที่ต้องช่วยเหลือพวกเขา"
"อีกอย่างหนึ่ง พวกเราทำแต่ธุรกิจเล็กๆที่ต้องลำบาก จะมีเงินสิบห้าหยวนต่อเดือนไปจ้างคนที่ไหนล่ะ"
หลิวเยว่นวดไหล่ให้เย่จวิน "ก็จริงนะ ทำงานในเมืองเดือนหนึ่งก็ได้แค่สิบหยวนเอง ได้ยินว่าทำงานในรัฐบาลเดือนหนึ่งจะได้สิบกว่าหยวน เกือบยี่สิบ..."
"ในชนบทนี้จ้างคนงานธรรมดาสักคนก็ต้องจ่ายสิบห้าต่อเดือน จริงๆก็ไม่ถูกเลย"
ถึงอย่างไรการเผาอิฐของพวกเขาก็ไม่ต้องใช้เทคนิคมากนัก
ส่วนเทคนิคอื่นๆ เย่จวินก็เข้าใจเองทั้งหมดแล้ว
เย่จวิน "ใกล้จะถึงวันเกิดของน้องรองแล้ว คราวนี้ฉันจะซื้อรองเท้าดีๆให้เขาสักคู่"
"ถ้าอย่างนั้นคุณน่าจะตัดเสื้อผ้าดีๆให้เขาสักสองชุดด้วย ตอนนี้เขาต้องออกไปทำธุรกิจกับคนอื่น ต้องมีชุดที่ดูดีสักสองชุดไว้ใส่" หลิวเยว่เสนอ "เขาว่ากันว่าคนเราดูดีเพราะเสื้อผ้า เมืองใหญ่ไม่เหมือนบ้านเล็กๆของเราหรอกนะ"
"ถ้าแต่งตัวดี คนอื่นเห็นก็จะรู้ว่าเป็นคนมีหน้ามีตา การทำธุรกิจก็น่าจะราบรื่นขึ้นด้วย"
เย่จวินรู้สึกว่าสิ่งที่หลิวเยว่พูดมีเหตุผล
"ได้ งั้นจะทำตามที่คุณบอก"
"แต่ผมเป็นแค่ผู้ชายหยาบๆคนหนึ่ง ผมไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้หรอก"
หลิวเยว่ยิ้มเล็กน้อย "ยังไงฉันก็อยู่บ้านว่างๆไม่มีอะไรทำ คราวหน้าที่ไปตลาดนัด คุณก็ซื้อผ้ามา แล้วฉันจะตัดเสื้อผ้าเอง"
สามีภรรยาคู่นี้ปรึกษากันว่าจะซื้อผ้าสีอะไร พูดคุยกันไปเรื่อยๆจนรู้สึกง่วงนอน
เย่เสี่ยวจิ่นอยู่ในห้องของตัวเอง ฟังเสียงจักจั่นร้องและนกร้องจากด้านนอก ทั้งตัวรู้สึกสบายใจขณะแกว่งเท้าไปมา
ตรงหน้าเธอคือหน้าจอของระบบ ตอนนี้เธอกำลังเรียนออนไลน์อยู่ "ทำไมฉันต้องเรียนเทคนิคการตัดผมด้วยล่ะ?"
ระบบตอบว่า [ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่การได้เรียนรู้เทคนิคเล็กๆน้อยๆแบบสุ่มทุกวันมันไม่ดีหรอกเหรอ?]
เย่เสี่ยวจิ่นมองดูภารกิจการเรียนรู้ที่ตัวเองทำเสร็จไปอย่างบ้าคลั่ง รวมถึงคะแนนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
เธอพยักหน้าอย่างพอใจ
ตอนนี้ระบบได้เปิดร้านค้าแลกเปลี่ยนแล้ว คะแนนที่ได้จากการทำภารกิจเรียนรู้ประเทศที่เข้มแข็งสามารถใช้แลกของในร้านได้โดยตรง ยกตัวอย่างเช่น สเปรย์ไล่ยุงในศตวรรษที่21 ราคาขวดละ18หยวน ดังนั้นที่นี่จะต้องใช้180คะแนน
โดยรวมแล้วอัตราแลกเปลี่ยนคือ1ต่อ10
เย่เสี่ยวจิ่นถือสเปรย์ไล่ยุงแล้วฉีดบนแขนและขาของตัวเอง "ฤดูร้อนทุกอย่างดีหมด ยกเว้นแต่ยุงที่มีมากเกินไป"
"อีกไม่กี่วันเมื่อกลับไปบ้านเกิด ฉันจะแลกปลั๊กไฟ และแลกพัดลมด้วย ไม่งั้นตอนที่อุณหภูมิสูงขึ้น แน่นอนว่าจะต้องร้อนมาก"
เย่เสี่ยวจิ่นใช้คะแนนทั้งหมดของเธอไปกับการแลกของใช้ในชีวิตประจำวันตอนนี้ยังไม่มีอะไรที่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยน
ยังไม่ดีเท่ากับใช้มันเพื่อเติมเต็มชีวิตติดบ้านของตัวเอง
เย่เสี่ยวจิ่นเรียนออนไลน์เสร็จแล้ว ก่อนนอนเธอก็เลื่อนดูร้านค้าตามความเคยชิน และพบว่าสินค้าเล็กๆน้อยๆหลายอย่างได้รับการอัปเดตใหม่
ในนั้นมีถังอาหารและถังน้ำสำหรับให้ไก่กิน เพียงแค่เติมถังให้เต็ม น้ำและอาหารก็จะไหลออกมาโดยอัตโนมัติ
ถังอาหารนี้สามารถใส่อาหารไก่ได้ถึงสิบเอ็ดกิโลกรัมเลยทีเดียว
"สิ่งนี้ดีจริงๆ แต่ก่อนที่บ้านเรามันเป็นของธรรมดามาก แต่พอมาอยู่ที่นี่ก็ไม่ต้องกลัวว่าไก่หรือเป็ดจะทำอาหารหกแล้ว การให้อาหารก็สะดวกขึ้นมากด้วย"
ถังสองใบราคาแค่ยี่สิบกว่าหยวน เย่เสี่ยวจิ่นสั่งซื้อด้วยความตื่นเต้น
คะแนนสะสมสี่พันคะแนนถูกหักไปอีกสองร้อยกว่าคะแนน
และในคลังของระบบก็ปรากฏสองสิ่งนี้ขึ้นมา
"ดี พรุ่งนี้เช้าจะเอาไปให้แม่ดู ท่านต้องรู้สึกว่ามันสะดวกมากแน่ๆ" เย่เสี่ยวจิ่นปิดหน้าระบบอย่างมีความสุข ดึงผ้านวมขึ้นมาห่มตัวแล้วหลับสนิทไป
วันรุ่งขึ้น เมื่อนำสองสิ่งนี้ไปให้หลี่ชุ่ยชุ่ย หลี่ชุ่ยชุ่ยก็มองดูอยู่นาน
"ดูเหมือนจะเป็นของง่ายๆ แต่มันใช้งานได้ดีจริงๆนะ ถ้าเราซื้อมันได้ในตลาดของเราก็คงจะดี"
เย่เสี่ยวจิ่นกลอกตาไปมา จู่ๆก็คิดวิธีหาเงินที่ดีได้
ค้าขายสินค้าเล็กๆน้อยๆสิ!
เธอรอจนกระทั่งค่านิยมของการทำกิจการส่วนตัวเปิดกว้างขึ้น ตอนนั้นก็น่าจะเปิดร้านขายของชำเล็กๆได้
ด้านหนึ่งแลกเปลี่ยนและขายสินค้าขนาดเล็ก อีกด้านหนึ่งก็ให้เช่าแผ่นซีดีบางส่วน... ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นช่องทางที่ทำเงินได้ดี
"แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น คะแนนสะสมก็จะไม่เพียงพอสิ"
บทที่ 283: เย่ฝูคังมาแล้ว
หลี่ชุ่ยชุ่ยถือถังใส่อาหารไก่และถังน้ำ เดินตรงไปที่เล้าไก่
หล่อนเทอาหารไก่ลงไปในถัง แล้วนำไปวางไว้ในเล้าไก่
อีกถังหนึ่งใส่น้ำ
เย่จื้อผิงเข้ามาใกล้ๆ "คุณกำลังทำอะไรอยู่?"
"จิ่นเป่าให้ฉันมา ดูสิ มันใช้งานง่ายมากเลย" หลี่ชุ่ยชุ่ยชี้ให้ดูพลางอธิบายหลักการทำงานให้เย่จื้อผิงฟัง
"ผมพอเข้าใจเรื่องหลักการให้อาหารไก่อยู่ แต่การให้น้ำนี่มันทำงานยังไงกัน? ทำไมพอดื่มแล้วมันถึงไหลออกมาพอดี แต่ไม่ได้ไหลออกมาทั้งหมดในคราวเดียว?"
หลี่ชุ่ยชุ่ยขมวดคิ้ว "จิ่นเป่าบอกว่ามันเรียกว่าอะไรนะ หลักการไซฟอนใช่ไหม? ฉันลืมไปแล้ว... อาจจะเป็นอย่างนั้นแหละ"
"ยังไงก็ตาม ขอแค่ใช้ได้ก็พอ ฉันไม่เข้าใจหรอก"
เย่จื้อผิงยิ้มเล็กน้อย "ตอนนี้ผมจะขึ้นเขาแล้ว เอาอาหารเช้าขึ้นไปให้เจ้าใหญ่ เจ้ารอง และพ่อตาของพวกเขากิน"
"อาหารเช้าฉันทำซาลาเปาและหมั่นโถวนิดหน่อย บอกจิ่นเป่าให้ล้างมือกินข้าวด้วยนะ"
"อ้อ อากาศก็ร้อนขึ้นแล้ว อย่าปล่อยให้จิ่นเป่าไปมุดเข้าพุ่มหญ้านะ"
หลี่ชุ่ยชุ่ยพยักหน้าตอบตกลง
เย่เสี่ยวจิ่นนั่งบนเก้าอี้กินข้าว
ในขณะที่กินข้าว ก็มองดูหลิวเยว่กำลังเขียนหนังสือและอ่านหนังสือไปด้วย
"พี่สะใภ้ พี่กำลังทำอะไรอยู่เหรอ?"
หลิวเยว่เงยหน้าขึ้นมอง "ฉันกำลังวาดลวดลายอยู่น่ะ ดูสิ... เป็นงานถักที่ฉันเรียนมาก่อนหน้านี้"
"ฉันทำผ้าพันคอและเสื้อไหมพรมสวยๆไว้เยอะเลย พอถึงหน้าหนาว ฉันก็จะเอาออกไปขายได้"
"เธอคิดว่าขายได้ไหม?"
ถึงตอนนั้นหล่อนก็จะเก็บเงินไว้ให้ลูกได้บ้าง
อย่างไรการเลี้ยงดูลูกก็ต้องมีค่าใช้จ่ายมาก แน่นอนว่าหล่อนไม่อาจปล่อยให้เย่จวินแบกรับความกดดันทั้งหมดเพียงคนเดียวได้
เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มจนดวงตาโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว "พี่สะใภ้มีฝีมือเป็นเลิศ พี่ต้องทำได้แน่นอน"
"ถึงเวลานั้นเราก็เอาไปขายที่ตลาดนัด หรือเอาไปขายในเมืองก็ได้ทั้งนั้น"
"ถ้าพี่คิดว่าทำได้ ก็ต้องทำได้แน่นอน"
หลิวเยว่ยังไม่เคยเห็นใครที่เข้าใจเรื่องการทำธุรกิจมากกว่าเย่เสี่ยวจิ่นเลย
หล่อนยังคงเชื่อมั่นในคำพูดของจิ่นเป่าอย่างมาก
"พวกคุณกินอาหารเช้าเสร็จแล้วเหรอ?" ซุนจ่างซุ่นสวมหมวกฟางเดินมา "ฉันจับไก่มาสองตัวจากบ้านเซี่ยเฟยฝาน"
"พวกคุณกลับบ้านครั้งนี้ ฆ่าไก่สองตัวกินกันนะ"
"ฉันยังเอาขิงอ่อนมาหนึ่งกำมือด้วย พอดีครบชุดเลย" หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่ได้รับ เธอปฏิเสธว่า "จะดีได้อย่างไรล่ะ? ไก่พวกนี้แต่ละตัวหนักกว่า4ชั่งเลยนะ ไก่ตัวใหญ่ขนาดนี้..."
"บ้านพวกเรามีไก่กินอยู่แล้วนะ"
"เอ้า อย่าเกรงใจเลย" ซุนจ่างซุ่นโบกมือ "นี่เป็นเพียงน้ำใจเล็กๆน้อยๆของพวกเราเท่านั้น"
"ลองคิดดูสิ ถ้าไม่ใช่เพราะจิ่นเป่าของบ้านคุณ พวกเราจะมีรายได้เพิ่มขึ้นได้อย่างไร?"
"ถ้าไม่มีฉางอัน ปีนี้คงขาดทุนหนักกว่านี้อีก"
"ไก่สองตัวนี้ไม่มีค่าอะไรหรอก!"
ซุนจ่างซุ่นยืนกรานวางไก่ลง
"คนในบ้านของพวกคุณไปยุ่งกันหมดแล้วเหรอ?"
หลี่ชุ่ยชุ่ยถูมือไปมา "ใช่ค่ะ โรงเรียนในชนบทกำลังจะสร้างหอพักใหม่ ต้องการอิฐจำนวนหนึ่ง"
"เลขาธิการคนก่อนของเราเป็นห่วงหมู่บ้านของเรา ก็เลยเรียกเย่จวินบ้านฉันไปจัดการ"
ซุนจ่างซุ่นพยักหน้า เย่จวินเผาอิฐในหมู่บ้าน และก็ได้ให้เงินกับหมู่บ้านด้วย
ดังนั้นขั้นตอนก็เหมาะสมดีแล้ว
"งั้นพวกคุณทำงานต่อเถอะ ผมก็จะกลับแล้ว"
รอจนคนเดินจากไป
หลี่ชุ่ยชุ่ยมองไก่อ้วนพีสองตัวบนพื้น แล้วหันไปเห็นเย่เสี่ยวจิ่นกำลังมองอยู่
เย่เสี่ยวจิ่นพึมพำว่า "ไก่ผัดขิงแก่ วุ้นเส้นตุ๋นไก่..."
หลี่ชุ่ยชุ่ยส่ายหัวอย่างจนใจ "จิ่นเป่า คืนนี้เราฆ่าไก่กินสักตัวไหม?"
"ดีเลย ดีเลย ไม่ต้องเก็บไว้ให้ออกไข่เหรอ?"
"ที่บ้านมีไข่ไก่เยอะแยะ กินไก่สองตัวนี้ก็ได้ ช่วงนี้พี่ใหญ่กับพี่รองลูกเหนื่อยมากพอแล้ว สมควรได้กินของดีๆบ้าง"
หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดพลางไปต้มน้ำเตรียมฆ่าไก่
นอกถ้ำดิน
หลิวคังและเย่จื้อผิงกำลังยุ่งอยู่กับการตากอิฐด้วยกัน
ที่นี่เป็นพื้นที่ของหมู่บ้าน สะดวกดี แต่ต้องจ่ายเงินให้กับหมู่บ้านด้วย
เย่จวินเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก "น้องรอง นี่คงเหนื่อยกว่าที่นายวิ่งทำธุรกิจสักหน่อยสินะ?"
เย่ฉางอันหัวเราะพูดว่า "แน่นอนอยู่แล้ว นี่มันงานใช้กำลัง แต่เมื่อก่อนตอนที่พวกเราทำนา มันไม่ได้ลำบากกว่านี้หรอกเหรอ?"
"ทำนาตลอดทั้งปี ทั้งเหนื่อยทั้งไม่มีเงินใช้ แต่ตอนนี้อย่างน้อยก็มีความหวังให้มุ่งไป พี่ว่างั้นเหมือนกันใช่ไหม?"
เย่จวินพยักหน้า "แน่นอนอยู่แล้ว"
"แต่ผมว่านะ พี่ใหญ่เรียนรู้ได้เร็วมากเลย เย่ว่านหยวนไปเรียนกับอาจารย์ ก็ยังไม่แน่ว่าจะเรียนได้ดีเท่าพี่เลย"
"ก็ลองทำไปพลางเรียนรู้ไปพลางน่ะ ฉันไม่ได้ทำได้เชี่ยวชาญกว่าเย่ว่านหยวนหรอก"
พี่น้องทั้งสองคุยกันอย่างสนุกสนาน ไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเหมือนวันปกติ
จากระยะไกลบนถนนที่อยู่บนภูเขา มีเสียงตะโกนดังขึ้นสองครั้ง
เย่จวินไม่ได้สนใจ
แต่แล้วก็ได้ยินเสียงตะโกนอีกครั้ง
เขาจึงหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่ในมือ มองออกไปรอบๆ และเห็นคนๆหนึ่งกำลังเดินมาทางนี้บนเส้นทางภูเขาที่ไปยังหมู่บ้านข้างๆ "เขาตะโกนอะไรน่ะ? นายได้ยินชัดไหม?"
เย่ฉางอันส่ายหัว "บางทีอาจจะกำลังเลี้ยงวัวอยู่มั้ง? หรือว่าวัวหายเลยมาตามหา?"
บางครั้งถ้าไม่ระวังให้ดี วัวก็มักจะวิ่งไปทั่ว บ่อยครั้งที่มันวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านของคนอื่น
เย่จื้อผิงมองดูแล้วขมวดคิ้ว "ฉันว่าคนนี้หน้าคุ้นๆนะ"
"แต่ว่าอยู่ไกลเกินไป มองไม่ชัด เดี๋ยวเข้าใกล้กว่านี้ก็จะเห็นชัดขึ้น"
ทุกคนกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่
หลังจากผ่านไปสิบนาที คนคนนั้นก็เดินเข้ามาใกล้
"เย่จวิน เย่ฉางอัน ฉันเรียกพวกนายตั้งนานทำไมไม่ตอบล่ะ?"
"ฉันคือลุงฝูคังของพวกนายไงล่ะ"
"ฉันแค่อายุมากกว่าพวกนายสิบกว่าปีเอง ทำไมถึงจำฉันไม่ได้แล้วล่ะ?"
เย่ฝูคังยืนเท้าสะเอว ผิวคล้ำเข้มจากการตากแดด
เย่จวินมองดูแล้วคิด นี่ไม่ใช่ลูกชายที่ไม่เอาไหนของคุณย่าสามหรอกหรือ?
ก่อนหน้านี้คุณย่าสามมักพูดว่าเย่ฝูคังอยู่ข้างนอกตลอดทั้งปี ตอนนี้ภรรยาหนีไปแล้ว เขาจึงกลับมาอยู่ในหมู่บ้านหรือ?
เย่จวินคิดว่าปีนี้พวกเขาต่างก็ยุ่ง ไม่มีเวลาไปเยี่ยมคุณย่าสามเลย
"คุณลุงฝูคังนี่เอง คุณย่าสามตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง? ช่วงนี้สุขภาพยังดีอยู่ไหมครับ?"
"สบายดีอยู่ แค่เงินที่บ้านหมดแล้ว ก็เลย... ไม่มีอะไรจะกิน ฉันเลยมาขอยืมอาหารจากพวกเธอหน่อย" เย่ฝูคังพูดอย่างไม่เกรงใจ "ทำไมปีนี้พวกเธอถึงไม่ส่งอาหารมาให้พวกเราล่ะ?"
"กว่าจะถึงเวลาแบ่งอาหาร ก็ต้องรออีกหลายเดือน พวกเราคงอดตายกันหมดแล้ว"
เย่จวินชะงัก ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
เย่จื้อผิงก้าวออกมา "ต้นปีไม่ได้ส่งอาหารไปให้เยอะแยะแล้วหรือ? พวกคุณกินหมดแล้วเหรอ?"
ปริมาณที่เขาส่งไปให้นั้น แน่นอนว่าต้องเพียงพอสำหรับเย่ฝูคังและซุนพ่านตี้กินทำไมถึงไม่มีล่ะ?
เย่ฝูคังสั่นขา แน่นอนว่าเขาติดการพนัน เสียหมดแล้ว
นี่ก็ยืมเงินไปรอบหนึ่งแล้ว นึกขึ้นได้ว่าบ้านเย่เหล่าซานยังพาแม่ของเขาไปหาหมอได้ แน่นอนว่าต้องมีเงินเหลือเฟือไม่รู้จะเอาไปใช้ที่ไหน
มายืมเงินยืมข้าว แน่นอนว่าไม่มีปัญหา
"พวกเรามีสองคน ฉันกินจุ ปกติต้องไปทำงาน แน่นอนว่าต้องกินเยอะ"
เย่จื้อผิงถอนหายใจในใจ ดูเหมือนว่าเย่ฝูคังยังไม่เลิกเล่นการพนัน
คาดว่าข้าวทั้งหมดคงถูกเจ้าหนี้ยึดไปแล้ว
เย่ฝูคังยิ้มเล็กน้อย "ก่อนมาที่นี่ ฉันก็ได้สอบถามมาแล้ว ได้ยินว่าตอนนี้ครอบครัวของพวกนายมีฐานะดีมากนะ"
"ที่บ้านสร้างบ้านใหม่ มีทั้งไก่และเป็ด แถมยังมีรถด้วย"
"คงไม่ถึงขนาดไม่ยอมให้ฉันยืมข้าวหรอกนะ?"
"คุณกลับไปก่อนเถอะ พอพวกเราเสร็จธุระในสองสามวันนี้ จะส่งอาหารไปให้พวกคุณ"
เย่จื้อผิงก็รู้ว่าจิ่นเป่าเอาของโบราณสองอย่างของคนอื่นมา มันมีค่ามาก
อาหารเพียงเท่านี้ มีค่าน้อยกว่าของโบราณมาก
เขาถอนหายใจ รู้สึกสงสารซุนพ่านตี้ด้วย อายุมากแล้ว ยังต้องมาลำบากเพราะลูกชายที่ไม่เอาไหนคนนี้
ช่างเป็นชีวิตที่ต้องทนทุกข์ทรมานตลอดทั้งชีวิตจริงๆ
เย่ฝูคังยิ้มอย่างร่าเริง "ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่จำเป็นต้องให้พวกนายเสียเวลาไปส่งหรอก ฉันจะแวะเอาไปเองระหว่างทาง"
"พอดีช่วงนี้ฉันก็ไม่ได้กินอะไรมากนัก ขอกินข้าวที่บ้านพวกคุณสักสองมื้อ แล้วอยู่เล่นสักสองวันก่อนกลับก็แล้วกัน"
"พวกเราก็เป็นพี่น้องรุ่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าฉันจะอายุน้อยกว่าตั้งเยอะ แต่พวกเราก็คุยเรื่องเก่าๆกันได้นะ"
บทที่ 284: คนที่สมควรโดนลงโทษ
เย่จื้อผิงรู้ดีว่าไม่จำเป็นต้องพูดถึงคุณธรรมกับผีพนันอีกต่อไป
ในเมื่อขนาดแม่ของตัวเองยังไม่สนใจ แล้วจะมาสุภาพกับพวกเขาทำไมกัน?
แต่เย่จื้อผิงรู้สึกลำบากใจมาก
จริงๆแล้วในใจเขาไม่อยากช่วยเย่ฝูคังเลย
ตอนเที่ยง เย่ฝูคังก็ยังตามพวกเขากลับบ้าน แกล้งทำเป็นช่วยพวกเขาทำงานบ้างเล็กน้อย ตลอดทางเอาแต่บ่นว่าเหนื่อย
"งานของพวกคุณนี่ไม่ใช่งานที่มนุษย์จะทำได้จริงๆ ทั้งเหนื่อยทั้งร้อน จะทำต่อไปได้ยังไง"
"ฉันเพิ่งทำงานให้พวกคุณจนเหนื่อยแทบตาย ตอนเที่ยงฉันต้องนอนพักให้ดีๆแล้วล่ะ"
"ตอนที่ฉันอยู่ในเมืองก่อนหน้านี้ ฉันต้องงีบกลางวันทุกวัน ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าการงีบกลางวันดีต่อสุขภาพ"
เย่ฝูคังเป็นคนที่เป็นกันเองมาก และพูดไม่หยุดปากแม้ไม่มีใครสนใจเขา แต่เขาก็ยังคงพูดไม่หยุด
เย่เสี่ยวจิ่นอยู่ในบ้านได้ยินเสียงคนแปลกหน้า จึงโผล่หัวออกมาดู
"นี่คือจิ่นเป่าสินะ แม่ของฉันพูดถึงเธอบ่อยๆว่าคิดถึงเธอมาก เมื่อไหร่ที่เธอว่างก็ไปเยี่ยมคุณย่าบ้างนะ"
เย่ฝูคังยื่นมือออกไปจะอุ้มเย่เสี่ยวจิ่น "มาให้ลุงฝูคังอุ้มหน่อยสิ"
เย่เสี่ยวจิ่นพอได้ยินก็ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง สายตาดูรังเกียจเล็กน้อย "คุณเป็นลูกชายของคุณย่าสามเหรอ?"
“ใช่ แม่ของฉันก็คือย่าสามของเธอ"
หลี่ชุ่ยชุ่ยที่อยู่ข้างๆ มองดูเหตุการณ์นี้แล้วขมวดคิ้ว รีบดึงเย่จื้อผิงไปด้านข้างทันที
ทั้งสองคนเดินไปที่ใต้ต้นไม้ข้างบ้าน
"จื้อผิง ทำไมถึงพาเย่ฝูคังกลับมาบ้านล่ะ?"
"ไม่รู้หรอกหรือว่าคนคนนี้เป็นนักพนันตัวยงน่ะ? พวกแบบนี้ถ้าไปยุ่งด้วยแล้ว มันก็เหมือนตังเมเลยนะ ดึงยังไงก็ดึงไม่ออก"
"คุณช่างโง่เขลาจริงๆ พาเขากลับบ้านมาแบบนี้ แล้วพวกเราจะทำยังไงล่ะ?"
หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้ดีว่าการเชิญพระเข้าบ้านนั้นง่าย แต่การส่งพระกลับวัดนั้นยาก
ทันใดนั้นหัวใจของหล่อนก็ยุ่งเหยิงราวกับเส้นด้ายที่พันกันยุ่ง และไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้
หล่อนเป็นแม่บ้านในชนบทที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายมาตลอด ปกติแล้วมักจะหลีกเลี่ยงคนประเภทนี้
"ไม่ใช่ผมพาเขากลับมา เขาตั้งใจมาที่บ้านเราวันนี้...คาดว่าเขาเสียพนันจนหมดเนื้อหมดตัว เลยมาขอความช่วยเหลือจากเรา"
หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดอย่างลำบากใจ "แล้วเราจะทำยังไงดีล่ะ? เราก็ไล่เขาไปไม่ได้ หรือว่าจะให้อาหารเขาไปบ้างเพื่อให้เขากลับไป?"
"คงยากนะ ถ้าเขาได้รับความช่วยเหลือจากเราครั้งนี้ ต่อไปเขาก็จะมาขอยืมของจากเราทุกครั้ง"
สามีภรรยาทั้งสองต่างกังวลใจกับเรื่องนี้
ทางเย่ฉางอันและเย่จวินต่างจ้องมองเย่ฝูคังอย่างระแวดระวัง
แม้ว่าคนคนนี้จะเป็นญาติของพวกเขา แต่ก็มีนิสัยที่แย่มาก
พวกเขาจึงต้องคอยจับตาดูเย่ฝูคัง เพื่อป้องกันไม่ให้เขาทำเรื่องเลวร้ายอะไร
เดิมหลิวเยว่ทีก็อยู่ข้างนอกคอยดูอยู่ แต่ถูกเย่จวินไล่กลับเข้าไปในห้อง
เย่ฝูคังสังเกตเห็นว่าคนในบ้านนี้ไม่ค่อยต้อนรับเขาเท่าใด แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะคุ้นชินกับเรื่องแบบนี้มานานแล้ว
เขามาที่นี่เพื่อเรียกร้องเงิน ไม่ได้มาเพื่อพูดคุยเรื่องความรู้สึกกับพวกเขา
"ยุ้งฉางของบ้านพวกคุณอยู่ที่ไหนหรือ? ฉันอยากไปดูหน่อย"
เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร เปลี่ยนท่าทีจากความเย็นชาเมื่อครู่ "ฉันจะพาคุณไปเองค่ะ ลุงฝูคัง"
ก่อนหน้านี้ เย่เสี่ยวจิ่นเคยพูดว่าจะจัดการลุงคนนี้ให้ดี
ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา เธอถูกเรื่องราวต่างๆรบกวนจิตใจ ไม่คิดว่าคนคนนี้จะมาหาถึงที่บ้านเอง นั่นไม่ใช่โอกาสที่ดีเลยหรือ?
ระบบพูดขึ้นว่า [โฮสต์ คุณคงไม่ได้คิดจะต่อยเขาใช่ไหม?]
"มีปัญหาอะไรหรือ? หรือว่าฉันจะชนะไม่ได้?"
[แน่นอนว่าคุณชนะได้สิ ตอนนี้ระดับพลังของโฮสต์ก็ถึงสามร้อยกิโลกรัมแล้ว นับว่าเป็นพลังเทพเลยทีเดียว]
[และคุณก็ได้เรียนรู้ศิลปะการจับและทุ่มอย่างลึกซึ้งแล้ว แม้แต่คนที่ชำนาญศิลปะการต่อสู้มาก็ต้องคิดหนักเหมือนกันถ้าต้องสู้กับคุณ]
เย่เสี่ยวจิ่นเดินนำหน้า ตามด้วยเย่ฝูคังที่เดินตามติดๆเหมือนพังพอน บนใบหน้ายังปรากฏรอยยิ้มมีเลศนัย ดวงตากวาดมองไปรอบๆอย่างไม่เป็นระเบียบ
ราวกับกำลังประเมินสถานการณ์ในบ้านของเย่เหล่าซาน
เขาแทบจะน้ำลายไหลออกมาแล้ว ครอบครัวนี้ดูเหมือนจะร่ำรวยจริงๆ
บางทีวันนี้เขาอาจจะได้เงินมากขึ้นเพื่อไปชดเชยทุนคืนก็ได้
"จิ่นเป่า ลุงอยากถามเธอเรื่องหนึ่ง"
"ลุงพูดสิ ทำไมลุงถึงสุภาพจังเลย? พวกเราเป็นญาติกันไม่ใช่หรือ?"
"งั้นก็ได้ ลุงขอถามหน่อย ที่บ้านของหนูมีเงินเยอะไหม? แล้วปกติเก็บเงินไว้ที่ไหนล่ะ?"
เย่เสี่ยวจิ่นหัวเราะเยาะในใจ "ที่บ้านของฉันน่าจะมีเงินเยอะนะ ก็ที่บ้านเรามีไก่กับเป็ดตั้งเยอะแยะ พ่อกับแม่บอกว่าพวกมันมีค่ามากเลย"
"ใช่ๆๆ แต่ที่ลุงถามไม่ใช่เรื่องไก่เป็ดนะ แต่เป็นเรื่องธนบัตรต่างหาก" เย่ฝูคังเริ่มตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว
"เรื่องนี้ฉันรู้นะ"
"งั้นเธอรีบเล่าให้ลุงฟังเร็วๆสิ"
เย่เสี่ยวจิ่นมองเขาที่ดูเหมือนพังพอนกลายร่าง ดวงตาก็กลอกไปมา
เย่จวินและเย่ฉางอันทั้งคู่เดินตามหลังมาห่างประมาณหกเจ็ดก้าว
พวกเขากลัวว่าเย่ฝูคังคนนี้จะทำร้ายน้องสาว จึงไม่กล้าปล่อยให้ความระแวดระวังลดลงแม้แต่น้อย จ้องมองพวกเขาสองคนอย่างเขม็ง
เย่เสี่ยวจิ่นยกนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้วแล้วทำท่าให้เงียบ
"เรื่องนี้พูดลอยๆไม่ได้นะ ถ้ามีขโมยจะทำยังไง? เราต้องพูดกันแบบลับๆ"
"แม่ของหนูบอกว่า ห้ามให้คนอื่นรู้ว่าเงินในบ้านเก็บไว้ที่ไหน"
เย่ฝูคังมองดูแล้วคิดว่า เด็กคนนี้ช่างโง่เขลาจริงๆ ทางของเขาก็มีโอกาสแล้วสินะ
"ดีๆ เธอเป็นเด็กดีจริงๆ ลุงซื้อลูกอมให้กินดีไหม?"
"เธอแค่กระซิบบอกลุงเบาๆ เราจะคุยกันแบบลับๆ"
เย่เสี่ยวจิ่นงอนิ้วเรียก "ลุงรีบเข้ามาใกล้ๆหน่อยสิ ฉันจะกระซิบบอกแค่ลุงคนเดียว ไม่ให้คนอื่นได้ยิน"
เย่ฝูคังแทบจะยิ้มออกดอกแล้ว รีบย่อตัวลงแล้วเอียงหูเข้าไปใกล้
ในใจเขาคิดไปถึงว่าบ้านนี้จะมีเงินมากแค่ไหน
ถ้ามีสักร้อยหยวน ก็ถือว่าเยอะแล้ว พอให้เขาไปทำเงินคืนมาได้ทั้งหมด
ถ้ามีถึงพันหยวน นั่นยิ่งเป็นเรื่องใหญ่! อย่างน้อยก็จะกลายเป็นคนรวยอันดับต้นๆของหมู่บ้านเลยทีเดียว
เย่ฝูคังรู้สึกว่าไม่น่าจะมีเงินมากกว่านี้แล้ว เพราะในหมู่บ้านนี้ไม่มีใครรวยขนาดนั้น ส่วนคนในเมืองอาจจะมีเงินสักหมื่นกว่าบาทก็ได้
เย่ฝูคังคิดว่าพอได้เงินวันนี้แล้วก็จะรีบวิ่งกลับไป ปัดก้นแล้วออกจากที่นี่ไปเลย
ถึงแม้ว่าเย่เหล่าซานและพวกจะรู้ตัว ก็คงหาตัวเขาไม่เจอ เพราะเขาจะนั่งรถไฟไปเมืองใหญ่ข้างนอกแล้ว
แต่เขายังไม่ทันได้ยินอะไร ศีรษะก็ถูกกระแทกอย่างแรงทันที
"โอ๊ย แม่เจ้า" เย่ฝูคังรู้สึกเหมือนมีดาวทองลอยวนอยู่รอบหัว สายตามืดมัวไปหมด แล้วก็ล้มฟุบลงกับพื้น
เขายังไม่ทันได้ตั้งตัว เย่เสี่ยวจิ่นก็ซัดหมัดใหญ่ๆเข้ามาอีกหลายหมัด
จากนั้นก็ใช้ทั้งมือทั้งเท้าซ้อม จนแทบจะอาเจียนออกมา
"ช่วยด้วย หยุดซ้อมได้แล้ว"
"เธอบ้าไปแล้วหรือไง ทำไมถึงมาตีฉันที่เป็นลุงของเธอล่ะ?"
"หยุดได้แล้ว ถ้ายังซ้อมต่อไปอีกจะทำคนตายนะ"
"ผมรู้ตัวแล้วว่าทำผิด ผมรู้ตัวแล้วว่าทำผิด ผมไม่กล้าคิดถึงเงินของครอบครัวคุณอีกแล้ว"
"ช่วยด้วย..."
เย่ฝูคังร้องอย่างน่าสงสารเหมือนกับสุนัขตกน้ำ
แต่เย่เสี่ยวจิ่นไม่ได้ผ่อนมือลงเลยแม้แต่น้อย กระทั่งทุบตีใส่เย่ฝูคังจนเขาไม่มีแรงร้องออกมาแล้ว เธอถึงได้หยุดมือ แล้วเตะเขาอย่างรังเกียจ
"คุณเป็นผีพนันนิสัยไม่ดี คิดจะมาขโมยเงินที่บ้านของพวกเราอีก"
"คิดว่าฉันเป็นเด็กสามขวบที่นายจะหลอกได้ง่ายๆงั้นเหรอ?"
เย่ฝูคังได้ยินคำพูดเหล่านี้ น้ำตาก็ไหลนองหน้าแล้ว
นี่มันเด็กเปรตอะไรกันแน่? ทำไมถึงได้น่ากลัวขนาดนี้?
เขารู้สึกเสียใจมากที่มาบ้านของเย่เหล่าซานในวันนี้
วันนี้จึงโดนทุบตีจนลุกจากเตียงไม่ได้เป็นเวลาสิบวันครึ่งเดือน
เย่จวินและเย่ฉางอันก็ตกตะลึงเช่นกัน ถ้าไม่ใช่เพราะสถานการณ์ไม่เหมาะสม พวกเขาคงจะหัวเราะออกมาดังๆแล้ว
เย่ฉางอันรีบเข้าไปหา "จิ่นเป่า ทำไมถึงทุบตีเขาจนเป็นแบบนี้ล่ะ? ฉันรีบพาเขาไปโรงพยาบาลดีกว่า"
เย่เสี่ยวจิ่นโบกมือ "ไม่จำเป็นหรอก หนูรู้ขอบเขตในการลงมือ และพวกนักพนันพรรค์นี้คงโดนตีบ่อยๆอยู่แล้ว แค่โดนตีสองทีก็ไม่ตายหรอก"
เย่ฝูคังเหลือบมอง
ยัยเด็กนี่ช่างลงมือได้เลวทรามและโหดเหี้ยมจริงๆ!
บทที่ 285: ลุงฝูคังชอบกินผักดอง
เย่จื้อผิงและหลี่ชุ่ยชุ่ยพบว่าทุกคนหายไปแล้ว
ทั้งสองตกใจและรีบไปหาทุกที่
แล้วก็เห็นเย่ฉางอันและเย่จวินยิ้มแย้มแจ่มใสขณะหามคนหนึ่งเข้ามา
"เกิดอะไรขึ้น? ทำไมลุงฝูคังของพวกลูกถึงเป็นแบบนี้?" เย่จื้อผิงรู้สึกสงสัย
"ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่ล้มไปหน่อย เลยเป็นแบบนี้" เย่ฉางอันพูด "ไม่เชื่อก็ถามลุงฝูคังดูสิครับ ช่างไม่ระวังตัวเอาเสียเลย"
"ตกลงมาขนาดนี้ คงต้องนอนพักอีกหลายวันแน่ๆ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร เชื่อว่าความสามารถในการฟื้นตัวของลุงฝูคังต้องดีมากแน่นอน"
คำพูดของเย่ฉางอันช่างไม่สุภาพเอาเสียเลย
เย่ฝูคังได้ยินแล้วถึงกับกลอกตาไปมา
แต่นึกถึงคำเตือนของเย่เสี่ยวจิ่นที่มีต่อตนเมื่อสักครู่ ตอนนี้เขายังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ จึงไม่กล้าเผยความจริงออกมาตรงๆ
เด็กบ้านี่มีพละกำลังมากขนาดนี้ ช่างน่ากลัวเหลือเกิน
เย่ฝูคังเป็นพวกนักพนันสิ้นคิด เขาเป็นคนประเภทที่ชอบรังแกคนอ่อนแอกว่า แต่กลัวคนที่แข็งแกร่งกว่า เมื่อเจอคนที่เลวร้ายกว่าตัวเอง เขาก็ไม่กล้าก่อเรื่องอีกต่อไป
"พ่อแม่คะ ลุงฝูคังล้มแบบนี้ คงต้องจัดห้องรับแขกให้เขานอนพักสักห้องนะคะ" เย่เสี่ยวจิ่นพูดด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
"หรือว่าหนูจะไปตามหมอประจำหมู่บ้านมาดูอาการเขาดีไหม?"
"ลุงฝูคังมาถึงก็ถามหนูว่าเงินบ้านเราอยู่ไหน คงจะหิวมานานจนตาลายเลยล้มแบบนี้"
เย่เสี่ยวจิ่นพูดเสียงเย็นชา ในดวงตาไม่มีความเป็นห่วงเป็นใยมากนัก
เมื่อครู่นี้ เย่ฉางอันและเย่จวินยังไม่รู้ว่าทำไมเย่เสี่ยวจิ่นถึงได้ลงมือทำร้ายเย่ฝูคังอย่างโหดร้ายแบบนี้
ตอนนี้พอได้ยินน้องสาวพูดแบบนี้ พวกเขาก็เข้าใจทันที ในใจนึกดูถูกอย่างมาก คิดว่าเย่ฝูคังช่างต่ำช้าเหลือเกิน
แม้พวกเขาจะเป็นญาติกัน แต่ก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกันบ่อยนัก พอมาที่นี่ก็มาหลอกลวงเด็กคนนี้ หวังจะล้วงความลับว่าครอบครัวของพวกเขาเก็บเงินไว้ที่ไหน
เย่ฉางอันกัดฟันกรอด คิดในใจว่าเขาอยากเป็นโจรหรืออย่างไร? ช่างเป็นนักพนันที่แย่จริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่ทุกคนพากันเลี่ยงห่าง!
หลี่ชุ่ยชุ่ยมองไปที่เย่จื้อผิงด้วยสายตาคลุมเครือ ดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ว่า "คุณดูสิว่าญาติของครอบครัวคุณเป็นแบบนี้หรือ?"
เย่จื้อผิงถอนหายใจอย่างจนปัญญา เขาก็ไม่คิดว่าเย่ฝูคังคนนี้จะไร้ยางอายถึงขนาดนี้
"เอาเขาไปไว้ที่ห้องรับแขกก่อนเถอะ เรื่องอื่นๆค่อยว่ากันทีหลัง"
ตอนเที่ยง หลี่ชุ่ยชุ่ยและหลิวเยว่ทำอาหารสองอย่าง คือไก่ผัดขิงแก่และซุปไก่ต้มวุ้นเส้น
หลิวเยว่กำลังตักข้าว พอเปิดฝาหม้อน้ำซุปไก่ กลิ่นหอมฟุ้งก็แพร่กระจายไปทั่วบ้านทันที
"กลิ่นหอมมากเลย" เย่ฉางอันอดใจไม่ไหวเข้าไปใกล้แล้วน้ำลายไหลยืด
ดูเหมือนว่าเขาคงไม่ได้กินอะไรอร่อยๆมาสักพักแล้ว วันนี้ได้กินไก่ก็ถือว่าดีทีเดียว
โดยไม่ต้องให้หลิวเยว่พูดอะไรมาก เย่ฉางอันก็หยิบชามมาตักน้ำซุปไก่ให้ตัวเองหนึ่งชาม
"อร่อยจัง! อร่อยมากๆเลย พี่สะใภ้ วันนี้ทำไมบ้านเราถึงฆ่าไก่ตั้งสองตัวล่ะ?"
"ไม่ใช่ของบ้านเราเอง มันเป็นของที่ผู้ใหญ่บ้านส่งมาเพื่อขอบคุณนายกับจิ่นเป่า พวกเราคนอื่นๆเลยได้อานิสงส์ของพวกนายสองคนด้วย"
เย่ฉางอันพยักหน้า "เส้นวุ้นเส้นนี่อร่อยดี จิ่นเป่า เธอก็รีบชิมดูสิ"
หลิวเยว่กวาดสายตามองไปรอบๆ เห็นว่าในกลุ่มคนไม่มีลุงฝูคังที่เพิ่งเห็นเมื่อครู่
แต่หล่อนก็ไม่ได้ถามอะไร
เมื่อถึงเวลาอาหาร เย่ฝูคังนอนอยู่ในห้องรับรอง ทั้งตัวรู้สึกเหมือนกระดูกแตกกระจายไปหมด เจ็บปวดแทบตาย
เขาได้ยินเสียงหัวเราะและพูดคุยอย่างสนุกสนานจากด้านนอก อีกทั้งยังได้กลิ่นหอมฉุยของเนื้อไก่ อดใจไม่ไหวอยากจะลุกจากเตียงไปกินด้วยกันกับพวกเขา
แต่พอลุกขึ้นมา กระดูกก็ปวดจนต้องล้มตัวลงไปอีกครั้ง
"ช่างโหดร้ายเหลือเกิน ช่างทารุณเหลือเกิน"
เย่ฝูคังรู้สึกน้อยใจจนแทบตาย ไม่เคยเห็นใครไปเยี่ยมญาติแล้วถูกปฏิบัติแบบนี้มาก่อน
ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านนอก ในใจรู้สึกดีใจ
"ดูเหมือนพวกเขาก็คงรู้สึกไม่ดีที่ทำเรื่องรุนแรงเกินไป เลยมาส่งเนื้อไก่ให้ฉัน"
แต่เมื่อเย่ฝูคังเห็นคนที่มา สีหน้าของเขาก็แข็งค้างไปชั่วขณะ
เป็นเย่เสี่ยวจิ่น
"เธอมาทำอะไรที่นี่? ยายเด็กบ้านี่ หรือว่าเธอจะมาทุบตีฉันอีกรอบ?"
เย่ฝูคังพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว แต่สีหน้ากลับดูกังวลมากคงเป็นเพราะเมื่อครู่นี้โดนเย่เสี่ยวจิ่นจัดการจนกลัวไปแล้ว
"ลุงฝูคัง พ่อแม่ของฉันบอกว่าคุณคงหิวแล้ว หนูเลยรีบมาส่งอาหารกลางวันให้คุณ"
เย่เสี่ยวจิ่นวางชามในมือไว้ข้างหมอนของเย่ฝูคัง "นี่คือซาลาเปาผักดอง คุณกินพอประทังไปก่อนนะ"
"ครอบครัวของพวกเราค่อนข้างยากจน ตลอดทั้งปีก็มีแต่ของกินแบบนี้แหละ คุณอย่าได้รังเกียจเลยนะ"
เย่เสี่ยวจิ่นพูดพลางยิ้มหวาน "ซาลาเปานี่ลื่นคอดี คุณกินได้เยอะๆ สองลูกก็ได้นะ"
จมูกของเย่ฝูคังได้กลิ่นน้ำซุปไก่อันเข้มข้นลอยอยู่ในอากาศอย่างชัดเจน
"พวกเธอ พวกเธอไม่ได้กินแค่ซาลาเปาแน่ๆ!"
"พวกเรากินแค่ซาลาเปาผักดองเท่านั้น"
"เธอคิดว่าจมูกฉันไม่ได้กลิ่นหรือไง?"
"อาจจะเป็นไปได้นะคะ ร่างกายของลุงฝูคังดูไม่ค่อยแข็งแรง บางทีอาจจะได้กลิ่นเพี้ยนก็เป็นไปได้นะคะ" เย่เสี่ยวจิ่นกะพริบตาปริบๆ พูดด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา "ลุงฝูคัง ถ้าลุงไม่อยากกินซาลาเปา หนูจะเอาไปแล้วนะคะ"
เย่ฝูคังเห็นแล้วว่าเย่เสี่ยวจิ่นกำลังยกชามขึ้นและทำท่าจะเดินออกไปจริงๆ
ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็ยิ่งดูแย่ลง
นี่มันชัดเจนว่าถ้าไม่กินก็ตั้งใจจะอดตายตัวเอง
"วางลงเถอะ อย่าสนใจฉันเลย"
เย่เสี่ยวจิ่นไม่มีทางที่จะสนใจเขามากไปกว่านี้ เธอเดินจากไปอย่างมีความสุข
เมื่อกลับมาที่โต๊ะอาหาร ทุกคนยังคงรออยู่
หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกกังวลเล็กน้อย "จิ่นเป่า ลุงฝูคังกินแค่ซาลาเปาไส้ผักดองแค่นั้น เขาจะไม่เป็นไรใช่ไหม?"
"ไม่มีทางหรอกค่ะ ลุงฝูคังบอกว่าเขาชอบกินผักดองที่สุด"
"อาจจะเป็นเพราะกินอาหารหรูหราในเมืองมามากแล้ว ตอนนี้เลยชอบกินอาหารพื้นบ้านแบบนี้"
เย่เสี่ยวจิ่นยังคงใส่ใจมาก "พ่อแม่ ต่อไปทุกมื้อที่เราทำอาหาร เราควรคำนึงถึงรสนิยมของลุงฝูคังด้วย ทำอะไรสักอย่างให้เขา เช่น ผักดอง ข้าวคลุก ซาลาเปาไส้ผักดอง อะไรแบบนี้..."
"ไม่จำเป็นต้องกินข้าวทุกมื้อหรอก บางครั้งก็ทำเผือกให้เขากินบ้าง เขาจะกินอย่างมีความสุขมาก"
เย่ฉางอันกลั้นหัวเราะจนแทบจะพ่นข้าวออกมา
ช่างร้ายกาจจริงๆ ร้ายกาจเหลือเกิน
"พ่อแม่ครับ ผมว่าจิ่นเป่าพูดถูกนะ ผมอ่านหนังสือจนบาดเจ็บขนาดนี้ ก็ควรกินอาหารรสจืดๆหน่อย มันจะดีต่อการฟื้นฟูร่างกาย"
เย่ฉางอันพูดด้วยน้ำเสียงที่แกล้งทำเป็นจริงจังเย่เสี่ยวจิ่นมองเขาด้วยสายตาชื่นชม
หลี่ชุ่ยชุ่ยกลับรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย "เป็นไปได้ยังไง? ใครจะชอบกินผักดองล่ะ?"
หลิวเยว่พยักหน้าเห็นด้วย "บางทีอาจจะเบื่อกินอาหารหรูหราแล้วก็ได้ คนที่อายุมากขึ้นนิดหน่อย ถ้ากินอาหารหรูหรามากเกินไป ร่างกายก็รับไม่ไหว"
หลี่ชุ่ยชุ่ยนึกถึงอายุของเย่ฝูคังที่น่าจะแค่สามสิบกว่าๆ ก็ไม่ถือว่าแก่เท่าไหร่
แต่เมื่อทุกคนพูดแบบนั้น หลี่ชุ่ยชุ่ยก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น
ในขณะนั้นเอง เย่ไฉกุ้ยก็มาถึงด้วยความโกรธเกรี้ยว
"น้องสาม ดีนักละ นายไม่ยอมช่วยฉันยังไงก็ไม่ยอม แต่กลับไปช่วยเหลือไอ้นักพนันสิ้นคิดอย่างเย่ฝูคัง"
"นายมีเงินไปโยนทิ้งน้ำ แต่ไม่มีเงินช่วยพี่น้องตัวเองในยามคับขันสินะ?"
จบตอน
Comments
Post a Comment