paopao ep301-305

  บทที่ 301: การเก็บเห็ดที่ได้ผลผลิตมากมายอีกครั้ง


   ในช่วงบ่าย เย่เสี่ยวจิ่นและพี่สะใภ้หลิวเยว่ยังคงอยู่บนภูเขาเพื่อเก็บเห็ด


   ครั้งนี้พวกเขาได้ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์มากเช่นกัน


   พวกเธอเก็บได้เห็ดสนแดงทั้งตะกร้าโดยบังเอิญ!


   ต้องรู้ไว้ว่าเห็ดสนแดงนั้นหายากมาก ถือเป็นเห็ดที่มีราคาแพงทีเดียว


   เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกดีใจมาก หลังเก็บเกี่ยวได้เต็มที่แล้วจึงเดินตามหลิวเยว่กลับบ้าน ในตะกร้าเต็มไปด้วยเห็ดสีแดง ด้านนอกมีสีส้มสดใส ด้านหลังมีครีบชัดเจน


   ทุกคนในบ้านยังไม่กลับมา พวกเขากำลังทำงานในทุ่งนา ทุกอย่างดูเงียบสงบ มีเพียงเสียงร้องของไก่และเป็ด


   หลิวเยว่วางเห็ดไว้ข้างอ่างน้ำ "จิ่นเป่า อาศัยตอนที่เห็ดยังสดใหม่ คืนนี้พวกเราทำอาหารจากเห็ดกินกันเถอะ"


   "ดีเลย ดีเลย" เย่เสี่ยวจิ่นตอบตกลงทันที รู้สึกว่าสิ่งนี้น่าสนใจ และหวังว่าจะได้กินมันทันที


   นอกจากนี้ยังเป็นเห็ดที่เก็บมาด้วยตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าเห็ดที่ขายอยู่ข้างนอกไม่อาจเทียบได้เลย


   ก่อนหน้านี้เย่เสี่ยวจิ่นรู้แค่ว่าหลังกินเห็ดที่มีก้านสีแดงและหมวกสีขาวไปแล้วจะมึนเมาเสียชีวิต ดังนั้นเธอจึงแทบไม่เคยกินเห็ดป่ามาก่อนเลย


   แต่หลังจากเกิดใหม่ มันเหมือนกับได้เปิดโลกใหม่ ซึ่งสนุกมาก!


   "พวกเราจะกินยังไงดี? ทำเป็นซุปใสไหม?"


   หลิวเยว่ส่ายหัว "ตอนนี้คนในบ้านกำลังยุ่ง ทำงานเหงื่อออกท่วมตัวทั้งวัน เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว"


   "ขืนตอนเย็นกินแต่น้ำซุปใส ในปากคงจะไม่มีรสชาติอะไร ฉันคิดว่า ทำไมไม่ลองทำซุปเห็ดกับเนื้อตากแห้งดูล่ะ"


   "ใส่พริกแห้งเข้าไปด้วย จะได้มีรสชาติกลมกล่อม"


   เย่เสี่ยวจิ่นคิดแล้วก็รู้สึกว่าเหมาะสมดี จึงยกมือเห็นด้วยทันที


   หลิวเยว่นำเนื้อตากแห้งออกมาจากคลังเก็บของในบ้าน ก่อนนำไปย่างไฟเล็กน้อย แล้วจึงนำไปล้างให้สะอาด


   เนื้อชิ้นยาวที่ถูกหั่นเป็นแผ่นบาง ส่วนที่เป็นเนื้อแดงมีสีสวยและแน่น ส่วนที่เป็นมันมีความมันวาวน่าลิ้มลอง ดูน่ากินมาก


   เนื้อตากแห้งถูกนำลงไปต้มในหม้อ หลังจากน้ำเดือดแล้วก็ใส่เครื่องปรุงต่างๆ โดยเฉพาะพริกแห้งที่ใส่ลงไปไม่น้อย


   น้ำซุปค่อยๆมีกลิ่นหอม กลายเป็นสีแดงสดใส


   หลิวเยว่ใส่เห็ดลงไปเป็นอย่างสุดท้าย ในระหว่างกระบวนการนี้ กลิ่นหอมลอยอบอวลไปทั่วทั้งห้องครัว


   ตอนยกหม้อลงก็โรยต้นหอมสีเขียวอ่อนที่หั่นละเอียดลงบนน้ำซุป


   เย่เสี่ยวจิ่นกลืนน้ำลายอย่างอดไม่ได้ เนื้อตากแห้งนี้มีกลิ่นหอมเข้มข้นอย่างไม่มีที่เปรียบ และเห็ดก็สดอร่อยมาก


   มันช่างเย้ายวนใจจนทนไม่ไหว


   "เจ้าแมวตัวน้อยขี้ตะกละ" หลิวเยว่อดขำไม่ได้


   เห็นเธอมองตาละห้อย หล่อนจึงหยิบชามเล็กๆตักน้ำซุปให้เธอหนึ่งชาม แล้วคีบเนื้อตากแห้งให้อีกสองชิ้น "จิ่นเป่า เธอกินก่อนเถอะ พอดีจะได้ช่วยชิมรสชาติเค็มจืดให้ฉันหน่อย"


   "ไม่เอาดีกว่า" เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง "รอให้ทุกคนกลับมากินพร้อมกันดีกว่า หนูจะกินคนเดียวได้ยังไงล่ะ"


   "ไม่เป็นไรหรอก หม้อใหญ่ขนาดนี้ อีกอย่างกว่าพวกเขาจะกลับมาก็อีกเกือบชั่วโมงนู่น"


   "ช่วงนี้ในทุ่งนากำลังยุ่งมาก ได้ยินว่าพรุ่งนี้เช้าจะเริ่มเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ตอนนี้คงจะวุ่นวายพอสมควร"


   เย่เสี่ยวจิ่นยังคงมีร่างกายที่แข็งแรง เธออุ้มชามเดินไปอีกด้านหนึ่ง


   เธอสูดหายใจลึกๆ เห็นต้นหอมสีเขียวสดลอยอยู่บนผิวน้ำซุปที่มีน้ำมันสีแดง เห็ดที่อยู่ข้างในแผ่บานสวยงามมาก เนื้อตากแห้งดูน่าน้ำลายไหลชวนให้อยากกิน


   เย่เสี่ยวจิ่นจิบน้ำซุปแล้วแลบลิ้นออกมาเพราะความร้อน "ร้อนจังเลย"


   หลิวเยว่หันกลับมาพร้อมกับยิ้มพูดว่า "รอให้มันเย็นลงสักพักก่อนค่อยกิน อย่าให้มันลวกปากเข้านะ"


   เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้ารับ


   หลิวเยว่กำลังทำอาหารจานอื่นอยู่ทางโน้น หล่อนปอกเปลือกและหั่นฟักทองที่เก็บไว้ในบ้านเป็นชิ้นๆใส่ลงในชาม เติมน้ำตาลทรายลงไปมากพอสมควร แล้วนำไปนึ่ง


   ยังตีไข่หลายฟองจนเป็นของเหลว


   จากนั้นก็เริ่มหั่นพริกเพื่อทำอาหารจานอื่นๆต่อ


   เย่เสี่ยวจิ่นมองดูหล่อนทำอาหารด้วยความชำนาญ "พี่สะใภ้ เมื่อก่อนดูเหมือนพี่จะทำอาหารไม่เก่งขนาดนี้นะ"


   "ก็เพราะเธอให้หนังสือฉันมาตั้งเยอะไงล่ะ ตอนฉันรู้สึกเบื่อๆก็เลยอ่านหนังสือบ่อยๆ ทั้งงานถักทอ การทำอาหาร แล้วก็การออกแบบเสื้อผ้า ฉันอ่านหมดแล้วล่ะ"


   แม้ว่าหลิวเยว่จะมีท่าทางสงบเสงี่ยม แต่หล่อนก็เป็นคนที่ทนอยู่เฉยๆไม่ค่อยได้ พอมีเวลาว่างก็ต้องลองทำอะไรใหม่ๆ ไปไปมามาก็ทำให้ฝีมือดีขึ้นมาก


   แต่เมื่ออยู่บ้าน เย่จื้อผิงมักจะลงมือทำอาหารด้วยตัวเอง หล่อนจึงไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ


   เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มและพูดว่า "พี่สะใภ้ พี่มีความสามารถในการเรียนรู้มากเลยนะ ต่อไปลูกน้อยในท้องคงจะฉลาดมากแน่ๆ"


   หลิวเยว่เม้มปาก รู้สึกเขินอาย "ถ้าฉลาดจริงๆก็ดีสิ ถ้าเรียนเก่งเหมือนพี่สามของเธอ ฉันก็จะสบายใจ"


   เมื่อเทียบกับเย่จวินที่ทำงานอย่างขยันขันแข็งและจริงจัง หล่อนยังคงหวังว่าในอนาคตลูกๆของตนจะเล่าเรียนวิชาได้


   อย่างน้อยการที่พี่น้องทั้งสามคนของพวกเขามีชีวิตที่ดีได้ ก็เพราะว่าแต่ละคนมีความสามารถเป็นของตัวเอง


   การรู้จักแค่การทำไร่ทำนานั้นไม่เพียงพอ


   "ถ้าเหมือนพี่รองที่ขับรถและเจรจาธุรกิจกับผู้คนได้ก็น่าจะดีนะ"


   "ฉันว่าเหมือนพี่ใหญ่ที่เรียนรู้อย่างมั่นคงและขยันขันแข็งก็ยอดเยี่ยมเหมือนกัน" เย่เสี่ยวจิ่นหรี่ตาลงเล็กน้อย แล้วพูดพร้อมรอยยิ้มว่า "หรือจะเหมือนพี่สะใภ้ที่ฉลาดและมีความสามารถในการเรียนรู้สูง ก็เป็นเรื่องดีเช่นกัน"


   หลิวเยว่ฟังเธอพูดจนยิ้มตาโค้ง "เหมือนจิ่นเป่าที่น่ารัก ฉลาด และพูดเก่ง ก็ได้เหมือนกัน!"


   พวกเธอรอจนกระทั่ง หลี่ชุ่ยชุ่ยและคนอื่นๆกลับถึงบ้าน


   พอทุกคนมาถึงหน้าประตูบ้านก็ได้กลิ่นหอมฟุ้งเข้มข้น


   เย่ฉางอันวางเครื่องมือทำการเกษตรในมือลง แล้วสูดหายใจลึกๆ "หอมจังเลย เป็นกลิ่นของเนื้อตากแห้งใช่ไหม ต้มซุปเนื้อตากแห้งหรือเปล่า?"


   หลี่ชุ่ยชุ่ยจ้องเขาอย่างดุๆ "อย่าเพิ่งรีบวิ่งเข้าครัวสิ ไปล้างมือก่อน ดูตัวเองสิ สกปรกไปหมดแล้ว"


   เย่ฉางอันมองเห็นแล้วพูดว่า "ใช่แล้ว เฮ้อ วันนี้เราขุดคูน้ำทั้งหมดเปิดออกแล้ว ต้องตากนาสักพักด้วย"


   "เราเพิ่งจัดการพื้นที่ส่วนของเราเสร็จ พรุ่งนี้ก็จะเริ่มเก็บเกี่ยวแล้ว คงจะเหนื่อยมากแน่ๆ!"


   "แต่สภาพแดดแบบนี้ ฉันคาดว่าคงจะถูกแดดเผาจนหนังลอกไปชั้นหนึ่งแน่"


   เย่จื้อผิงตบหลังเขาเบาๆ "งั้นก็ลอกหนังออกสักชั้นสิ งูยังต้องลอกคราบทุกปีเลย ลอกทีก็แข็งแกร่งขึ้นที"


   เย่ฉางอันฟังคำสอนของพ่อแล้วก็ถอนหายใจอีกครั้ง


   เขาไม่อยากจะแข็งแกร่งขึ้นหรอก


   หลิวเยว่โผล่หน้าออกมาจากห้องครัวพลางพูดว่า "พวกคุณรีบล้างมือกินข้าวกันเถอะ พรุ่งนี้เริ่มยุ่งแล้ว ตอนเที่ยงฉันจะทำอาหารเอาไปส่งให้ จะได้ไม่ต้องเสียเวลากลับบ้าน"


   เย่ฉางอันตอบรับว่า "พี่สะใภ้ งั้นคุณต้องทำอาหารที่มีเนื้อสัตว์ให้พวกเราด้วยนะ ตอนทำงานพวกเราใช้พลังไปมาก อยากกินเนื้อแล้ว"


   หลิวเยว่ยิ้มและพูดว่า "รู้แล้ว รู้แล้ว ฉันจำได้อยู่แหละ"


   เย่จวินมองเห็นเหงื่อเต็มหน้าภรรยา จึงพูดว่า "เหนื่อยมากเลยนะ รีบไปนั่งพักเถอะ"


   "ไม่เหนื่อยหรอก แค่ทำอาหารอยู่ที่บ้านเท่านั้น มีอะไรให้เหนื่อยล่ะ" หลิวเยว่มองตาเย่จวินอย่างออดอ้อน "ตอนแม่ของฉันท้องพวกเรา หล่อนก็ต้องทำงานเหมือนกันนะ ฉันยังไม่ต้องลงไปทำงานในไร่เหมือนพวกคุณเลย"


   "อ้อ วันนี้ทำซุปเห็ดกับเนื้อตากแห้ง เห็ดนี่เป็นเห็ดที่ฉันกับจิ่นเป่าไปเก็บมา อ่อนนุ่มมากเลยนะ"


   "คืนนี้พวกคุณต้องกินเยอะๆหน่อยนะ จะได้ไม่หิวตอนตื่นเช้ามืดพรุ่งนี้"


   สองสามวันนี้ หลิวคังก็กลับไปที่หมู่บ้านของเขาแล้ว


   เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวข้าว คนจากหมู่บ้านอื่นก็ต้องกลับไปยุ่งอยู่ที่หมู่บ้านของตัวเอง


   ถ้าหลิวคังอยู่ที่นี่ หลิวเยว่ก็คงจะสบายขึ้นหน่อย


   แต่ก็ไม่สามารถละเลยนาข้าวทางบ้านได้


   หลิวเยว่เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนที่สวมอยู่ แล้วเริ่มตักข้าวให้ทุกคน


   เย่เสี่ยวจิ่นเข้าไปใกล้ๆ หยิบข้าวที่เธอตักเสร็จแล้วไปวางบนโต๊ะ คอยช่วยเหลืออย่างละนิดละหน่อย


   ทุกคนนั่งลงแล้ว


   โต๊ะใหญ่เต็มไปด้วยอาหาร ทำให้คนมองแล้วน้ำลายไหล



 บทที่ 302: ก่อนการเก็บเกี่ยวข้าว



   เย่ฉางอันกินเห็ดชิ้นหนึ่ง แล้วอดไม่ได้ที่จะชื่นชม "อร่อยจริงๆ เป็นอาหารเลิศรสของโลกมนุษย์เลย อร่อยยิ่งกว่าเนื้อสัตว์อีก"


   เย่เสี่ยวจิ่นพูดว่า "แน่นอนอยู่แล้ว เห็ดพวกนี้ดูดซับน้ำซุปไว้หมดแล้วก็ต้องอร่อยสิ ถ้าเป็นเห็ดต้มน้ำเปล่าๆ ไม่รู้ว่าพี่จะยังบอกว่าอร่อยอยู่ไหม"


   เย่จวินมองภรรยาแล้วถามว่า "พวกคุณขึ้นเขาวันนี้เหนื่อยไหม? อากาศร้อนขนาดนี้ ทางเดินก็คงไม่สะดวกสินะ?"


   "ก็ไม่เป็นไรหรอก" หลิวเยว่ส่ายหน้า "ไม่เหนื่อยหรอก อีกอย่างก็ควรออกไปเดินบ้าง"


   "อยู่แต่ในบ้านทุกวันไม่ได้ขยับเขยื้อน มีแต่จะอ้วนขึ้นเรื่อยๆ"


   "ดูพี่ใหญ่ของฉันสิ" เย่ฉางอันทำเสียงจุ๊จุ๊ "พี่ใหญ่ของฉันน่ะ ก็แค่เป็นห่วงภรรยา ถึงแม้ว่าเขาจะดูเงียบๆไม่ค่อยพูด แต่ก็ยังเป็นผู้ชายที่ดีนะ"


   เย่หวายก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ แต่ด้วยความขี้อายของเขา จึงไม่ได้ร่วมล้อเลียนพี่ใหญ่ไปกับพี่คนรองด้วย


   เย่จวินรู้สึกเขินเล็กน้อย "ต่อไปนายก็จะเป็นแบบนี้เหมือนกัน"


   ดูท่าทางของเย่ฉางอันตอนนี้ คงต้องรอให้แต่งงานมีครอบครัวก่อน ถึงจะสงบลงได้


   หลี่ชุ่ยชุ่ยมองดูเห็ดจำนวนมากมายแล้วพูดว่า "พวกเธอโชคดีจริงๆ ช่วงนี้ทุกคนต่างยุ่งกันหมด ไม่มีเวลาขึ้นไปเก็บเห็ดบนภูเขา ถ้าเป็นปีก่อนๆนะ พอทุกคนมีเวลาว่าง พวกเขาก็จะรีบขึ้นไปเก็บเห็ดบนภูเขาจนหมดเกลี้ยงแล้ว"


   "ตอนนั้นทั้งภูเขาเต็มไปด้วยผู้คนแต่เช้าตรู่ ฉันเคยตื่นสายไปหลายครั้ง เลยไม่ได้เก็บเห็ดเลยสักดอก"


   เย่เสี่ยวจิ่นกินเคี้ยวเนื้อตากแห้งพลางพูดอย่างไม่ชัดเจนว่า "งั้นพวกคุณต้องกินเยอะๆหน่อยนะ ไม่รู้ว่าครั้งหน้าจะเก็บเห็ดได้อีกหรือเปล่า"


   เธอใช้น้ำซุปคลุกข้าว มันช่างหอมเป็นพิเศษจริงๆ


   กินคำโตๆ ไม่นานก็หมดไปหนึ่งชาม แล้วเธอก็กระโดดลงจากเก้าอี้ไปตักข้าวเพิ่มด้วยตัวเอง


   ทุกคนที่โต๊ะกินอย่างอิ่มเอมใจ อาหารมื้อนี้อร่อยมาก


   มีซุปเห็ดใส่เนื้อตากแห้ง ฟักทองนึ่ง และไข่ผัดพริกหยวก นอกจากนี้ยังมีแครอทผัดเส้น ล้วนเป็นอาหารที่กินกับข้าวได้อร่อย


   อากาศร้อนแบบนี้ ต้องกินอาหารประเภทนี้ถึงจะเข้ากับข้าวและช่วยเจริญอาหาร


   เย่ฝูคังมองดูอาหารที่ดีขนาดนี้ ก็รีบก้มหน้าก้มตากินอาหารอย่างขะมักเขม้นเหมือนกับเย่เสี่ยวจิ่น


   หลังจากอยู่ที่นี่มานาน เขาก็ไม่เกรงใจแล้ว


   ทุกวันแค่เพื่อจะได้กินอาหารดีๆแบบนี้ เขาก็ยินดีที่จะเชื่อฟังและทำงานอย่างว่าง่าย


   ตอนอยู่ที่บ้านของตัวเอง นอกจากช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว จะได้กินอาหารอร่อยขนาดนี้ที่ไหนกัน?


   ที่นี่เหมือนกับเป็นเทศกาลปีใหม่ทุกวันเลยทีเดียว


   เขาชอบอยู่ที่นี่มาก


   เย่ฉางอันถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่เป็นเพียงการพูดลอยๆ "ลุงฝูคัง คุณจะกลับบ้านเมื่อไหร่ล่ะ? ลุงหลิวก็กลับไปเก็บเกี่ยวข้าวที่หมู่บ้านของเขาแล้ว ทางบ้านของคุณไม่ได้เรียกให้คุณกลับไปช่วยหรอครับ?"


   เย่ฝูคังใจหายวาบ เขาไม่อยากจะไปไหนเลย


   เขาโบกมือ "ปีก่อนๆ ฉันเคยไปช่วยพวกเขาปีไหนล่ะ?"


   "พวกเขาคงจำฉันไม่ได้หรอก ฉันเลยจะทำงานอยู่ที่นี่แหละ แถมอาหารการกินที่นี่ก็อร่อยขนาดนี้ พวกเธออย่าคิดจะไล่ฉันไปนะ"


   "อีกอย่าง ฉันก็ไม่ได้ถ่วงงานพวกคุณนี่นา"


   เย่ฉางอันยิ้มเล็กน้อย ตอนนี้ครอบครัวของเขาก็ถือว่าค่อนข้างมีฐานะ เลี้ยงปากท้องของเย่ฝูคังได้สบาย


   สำคัญที่สุดคือถ้าไอ้หมอนี่ทำตัวดีๆ อะไร.อะไรก็พูดกันได้


   "นายทำงานให้ดีๆ อย่าคิดเรื่องอื่นๆไม่เป็นเรื่อง รับรองว่าจะไม่ไล่นายออก" เย่จื้อผิงอดไม่ได้ที่จะพูดว่า "ฝูคัง ช่วงนี้นายเปลี่ยนไปมากเลยนะ"


   เย่ฝูคังถือชามพลางยิ้มแย้มพูดว่า "พูดตามตรงนะ การทำงานแบบนี้ทำให้คนเราคิดอะไรน้อยลงมาก แต่ก่อนผมไม่ทำอะไรเลย มีเวลาว่างเยอะ ก็เลยคิดแต่จะไปทำเรื่องไร้สาระใช่ไหมล่ะ"


   "ตอนนี้มันต่างออกไปแล้ว ผมเหนื่อยจนแทบตายทุกวัน ไม่มีเวลาไปคิดเรื่องการพนันอะไรอีกแล้ว"


   เย่จื้อผิงพยักหน้า น้ำเสียงจริงจังขึ้นสองส่วน "ดีแล้วที่นายสามารถแก้ไขตัวเองได้ ต่อไปอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับการพนันอีกเด็ดขาด นายก็อายุไม่มากนัก แค่สามสิบกว่าๆ ชีวิตข้างหน้ายังอีกยาวไกล"


   เย่ฝูคังรู้ว่าเย่จื้อผิงพูดแบบนี้เพื่อหวังดีกับตน “ผมเข้าใจแล้วครับพี่ คุณวางใจได้เลย ผมจะแก้ไขตัวเองจริงๆ"


   "หลังจากช่วยพวกคุณเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ผมจะกลับไปเยี่ยมแม่ แล้วค่อยกลับมาเผาอิฐให้พวกคุณต่อ"


   เย่ฝูคังช่วยพวกเขาเผาอิฐแค่ขอกินอิ่มก็พอ


   เย่จวินกลับรู้สึกเกรงใจ จึงจ่ายค่าแรงให้เขาเล็กน้อย


   แต่เงินจำนวนนั้นก็แค่นิดหน่อยเท่านั้น ต่ำกว่าราคาตลาดมาก


   นี่ก็เป็นความตั้งใจของเย่เสี่ยวจิ่น หากให้เงินเขามากเกินไป อันดับแรกเย่จวินก็จะรู้สึกกดดัน นอกจากนี้คนอย่างเย่ฝูคังนี้ ถ้ามีเงินมากก็อาจจะคิดไปเล่นการพนันอีก


   หลี่ชุ่ยชุ่ยกินข้าวไปพลางก็ยังรู้สึกขุ่นเคืองอยู่บ้าง "พี่ใหญ่กลับมาทั้งครอบครัว แม่ก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว ทั้งๆที่เมื่อก่อนก็ไม่ได้ลำเอียงแล้วนะ"


   "จิตใจของแม่เหมือนต้นหญ้าบนกำแพงจริงๆ ลมพัดนิดเดียวก็ล้มแล้ว"


   "แต่ตอนนี้พวกเราก็แค่สนใจเรื่องของตัวเองเท่านั้น ก็เลยไม่ต้องโกรธมากขนาดนั้น" เย่จื้อผิงก็เห็นด้วย "ใช่แล้ว ผมมองว่าเย่หวายของเราไม่ได้ด้อยไปกว่าเหวินชางตรงไหนเลย แถมยังมีจิตใจที่ดีกว่าเหวินชางมากด้วย"


   "ถ้าต่อไปเหวินชางไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าเย่หวายก็คงไม่เป็นไร"


   "แต่ถ้าเขาสูงกว่าลูกชายเราสักหัว พอเจอกันเมื่อไหร่ เขาต้องเชิดหน้าดูถูกคนอื่นแน่ๆ"


   เย่เสี่ยวจิ่นอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆอย่างขมขื่น นึกถึงท่าทีของคนในครอบครัวที่มีต่อเย่เหวินชาง เมื่อก่อนพวกเขาให้ความสำคัญกับเขาราวกับว่าเป็นสมบัติล้ำค่าของทั้งครอบครัวเลยทีเดียว ตอนนี้ท่าทีกลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว


   หลี่ชุ่ยชุ่ยในฐานะแม่คนหนึ่ง ในใจก็ยังคงเอนเอียงไปทางลูกของตัวเองมากกว่า


   นึกขึ้นมาได้ว่าตอนที่เย่เหวินชางเรียนหนังสือ พวกเขาต้องออกค่าเล่าเรียนให้เขา ทำให้เย่หวายเกือบจะพลาดโอกาสไม่ได้เรียนหนังสือ!


   เธอไม่มีทางที่จะกลืนความรู้สึกนี้ลงคอได้เลย


   "ครั้งนี้เสี่ยวหวายสอบติด พวกเขาก็ไม่ได้ออกเงินแม้แต่แดงเดียว"


   "อย่าพูดถึงเรื่องเงินเลย แม้แต่เข็มเดียวด้ายเส้นเดียวก็ไม่เห็นแม้แต่น้อย คิดดูสิ ทุกอย่างที่เคยให้ไปก่อนหน้านี้ ล้วนแต่เป็นความโง่เขลาทั้งนั้น"


   ตอนนี้เธอก็ฉลาดขึ้นแล้ว ต่อไปนี้คนอื่นอย่าหวังว่าจะได้เงินแม้แต่แดงเดียวจากเธออีก


   "ลองคิดดู..." เย่ฉางอันคิด "ทุกปีที่เย่เหวินชางเรียนหนังสือ ครอบครัวของเราต้องจ่ายเงินมากกว่า 5หยวนเสียอีก แล้วเขาก็เรียนซ้ำชั้นและสอบเข้ามัธยมปลาย จ่ายไปมากกว่านั้นอีก..."


   "แต่ก่อนครอบครัวเราก็จนอยู่แล้ว เหมือนเอาซาลาเปาไส้เนื้อไปให้หมากิน ไปแล้วไปลับไม่มีวันได้กลับคืนมาจริงๆ"


   "เสียดายที่ย่ายังพูดทุกครั้งว่า คนหนึ่งประสบความสำเร็จ ทั้งครอบครัวจะได้รับเกียรติและความสุข"


   เย่ฉางอันคิดพลางส่ายหน้าอย่างเยาะเย้ย "อย่าว่าแต่จะได้รับความสุขเลย ยังโดนดูถูกอีก จริงๆแล้วเสียเปรียบเต็มๆ"


   "เรื่องที่ผ่านมาก็ผ่านไปแล้ว" เย่หวายยิ้มพลางเม้มริมฝีปาก "แม่ ตอนนี้เราก็ไม่ต้องพึ่งพาพวกเขาแล้ว ผมไม่อยากติดบุญคุณใคร หรือให้ใครมานินทาได้"


   "อืม ลูกพูดถูกแล้ว" หลี่ชุ่ยชุ่ยพยักหน้าแล้วคีบอาหารให้เย่หวาย "ลูกไม่ต้องมีความกดดันทางจิตใจอะไรทั้งนั้น เตรียมตัวสอบให้ดีๆเถอะ รอให้ลูกได้เข้ามหาวิทยาลัยไป ลูกก็จะได้พบกับคนแบบนี้อีกมากมาย"


   "ต่อไปลูกจะรู้ว่าไม่ควรทุ่มเทหัวใจให้กับใครมากเกินไป การเห็นแก่ตัวต่างหากที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น"


   เย่เสี่ยวจิ่นรินเหล้าบ๊วยหลายแก้ว "พวกเรามาดื่มอวยพรให้กับการยกระดับจิตสำนึกของคุณหลี่กันดีกว่า"


   "ต่อไปถ้าในครอบครัวของเรายังมีใครที่มีความคิดล้าหลัง พวกเราก็จะวิพากษ์วิจารณ์กันเอง เราต้องยกระดับจิตสำนึกนี้ให้สูงขึ้นอย่างแน่นอน"


   หลี่ชุ่ยชุ่ยหยิบแก้วของหล่อนไปอย่างไม่เกรงใจ แล้วจิ้มที่หน้าผากของเธอ "เด็กน้อย ห้ามดื่มเหล้านะ ดูท่าทางเธอสิ"


   เย่เสี่ยวจิ่นเม้มปากอย่างน้อยใจ "ก็บรรยากาศมันมาแล้วนี่นา"


   "งั้นลูกดูพวกเราดื่มก็พอแล้ว ส่วนลูกดื่มน้ำบ่อแทนก็แล้วกัน" หลี่ชุ่ยชุ่ยรินน้ำบ่อให้เย่เสี่ยวจิ่น "มา ชนแก้วกันหน่อย"


   เย่เสี่ยวจิ่นถือแก้วน้ำ จิบน้ำสองสามอึก แล้วก็ยิ้มอย่างมีความสุข



 บทที่ 303: เก็บเกี่ยวข้าว ฤดูเก็บเกี่ยวที่แสนสุข



   วันรุ่งขึ้น ทีมงานก็เริ่มทำงานกันอย่างคึกคักและกระตือรือร้น


   ทุกคนสวมผ้าคลุม สวมเสื้อแขนยาวกางเกงขายาว แต่ไม่สวมรองเท้า


   ทุกที่มีคนกำลังเก็บเกี่ยวข้าว


   รวงข้าวเปลี่ยนเป็นสีทองเหลืองอร่ามและหนักอึ้งแล้ว ต้นข้าวถูกรวงข้าวกดให้โค้งงอลง


   ปีนี้อากาศดี ผลผลิตจึงดีมาก ทุกคนต่างมีความสุข


   ส่วนใหญ่เป็นเพราะผู้ใหญ่บ้านได้ประกาศไปแล้วว่า ปีนี้จะไม่ขายข้าวเปลือกออกไปแม้แต่เมล็ดเดียว ทั้งหมดจะถูกแบ่งให้กับทุกคน


   ดังนั้นทุกคนจึงมีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น


   ใครบ้างจะไม่อยากเห็นข้าวสีทองอร่ามกองเต็มยุ้งฉางล่ะ?


   เย่จื้อผิงกับเย่ฉางอันลากถังสี่เหลี่ยมจัตุรัส พร้อมกับสะบัดฟางข้าวในมือไปมา


   เสียงฟาดข้าว "ฟั่บๆๆ" ดังไม่ขาดสายในทุ่งนา


   เมล็ดข้าวแต่ละเมล็ดถูกตีร่วงลงมาจากรวงข้าว กลิ้งลงไปในถังนวดข้าว


   นอกจากนี้ยังมีคนถือกระด้งเข้ามา นำข้าวจากถังนวดไปใส่ในตะกร้าสาน


   เย่จวินเดินเข้ามา บนไหล่มีผ้าขนหนูสีขาวแขวนอยู่ สำหรับใช้เช็ดเหงื่อ


   เขาใช้ไม้คานหาบตะกร้าที่บรรจุจนเต็ม ข้างละหนึ่งตะกร้า


   เอวของเขาโค้งงอลงเล็กน้อยโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะข้าวเปลือกที่หาบนี้มีน้ำหนักถึงหนึ่งร้อยชั่งเลยทีเดียว น้ำหนักจึงไม่ใช่น้อยๆ


   แน่นอนเขาแบกข้าวบนบ่า ตั้งใจจะนำไปส่งที่ลานตากข้าวรวมของทีม


   ด้านหน้า หลี่ชุ่ยชุ่ยกำลังยุ่งอยู่กับการใช้เคียวเกี่ยวรวงข้าว มือเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วมาก เห็นได้ชัดว่าชำนาญงานนี้เป็นอย่างดี


   ส่วนหยางเจวียนที่อยู่ข้างๆ ลุกขึ้นยืนแล้วนวดเอวของตัวเอง


    "โอ้ย การเก็บเกี่ยวข้าวนี่เป็นงานที่เหนื่อยจริงๆ ทุกปีต้องปลูกข้าว เก็บเกี่ยวข้าว ต้องก้มหลังตลอด ปวดกระดูกจนแทบตาย"


   หลี่ชุ่ยชุ่ยเห็นด้วย "พูดถูกเลย แถมอากาศก็ร้อนมาก ฉันเก็บเกี่ยวข้าวไปสักพักก็รู้สึกกระหายน้ำอยากดื่มน้ำมาก"


   หยางเจวียนหัวเราะลั่น "ถ้าอยากดื่มน้ำก็ไปดื่มสิ ไม่มีใครห้ามเธอหรอก"


   "แบบนั้นไม่ดีหรอก" หลี่ชุ่ยชุ่ยส่ายหัว ปากเริ่มแห้งผาก "ฉันจะไปดื่มน้ำบ่อยๆไม่ได้หรอก ทุกคนกำลังยุ่งกันอยู่"


   "ถ้าพวกเราไม่รีบเกี่ยวข้าวตรงนี้ให้เสร็จ คนที่นวดข้าวอยู่ด้านหลังก็จะตามมาอีก เราไม่ควรปล่อยให้พวกเขาต้องรอเปล่าๆ"


   หยางเจวียนส่ายหัว "เธอคิดแบบนี้ไม่ถูกนะ พวกเขาไล่ตามมาอย่างรวดเร็ว พวกเราก็ต้องทำงานอย่างรีบร้อน ทุกคนต่างก็เหนื่อยกันทั้งนั้น"


   "อีกอย่างนะ การนวดข้าวเป็นงานใช้กำลัง ถ้าทำนานๆก็ต้องพักบ้าง ไม่อย่างนั้นแขนจะปวดมาก"


   "คืนนี้เมื่อคุณกลับไป อย่าลืมเตรียมยาดองให้จื้อผิง และลูกคนรองนวดแขนด้วยนะ เพื่อป้องกันไม่ให้ปวดเมื่อยมากเกินไปตอนตื่นนอนพรุ่งนี้"


   หลี่ชุ่ยชุ่ยยังคงมีความกังวลของตัวเอง "ฉันจำได้แล้ว แต่พวกเราก็ควรทำงานให้เสร็จเร็วๆนะ ถ้าฝนตกจะทำยังไง?"


   ในช่วงเวลาเก็บเกี่ยวข้าว ถ้าฝนตกเบาๆก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าฝนตกหนักก็จะแย่มาก


   ถ้าฝนตกหนัก ข้าวทั้งหมดก็จะขึ้นราเน่าเสียอยู่ในทุ่งนา


   นั่นเป็นความสูญเสียที่ร้ายแรง


   ในอดีตก็เคยมีสถานการณ์แบบนี้มาก่อน


   ไม่มีทางเลือก หากข้าวฟ่างที่เสียหายขายไม่ออก ทุกครัวเรือนต้องกินข้าวฟ่างที่เสียแล้วไปตลอดทั้งปี


   หยางเจวียนนึกถึงความทรงจำเหล่านี้ขึ้นมาได้ ถอนหายใจแล้วพูดว่า "ก็เป็นเหตุผลเดียวกันนั่นแหละ ไม่มีใครอยากให้ผลผลิตที่ตัวเองพยายามมาทั้งปีเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา"


   พวกเธอคุยกันไป เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว แม้จะเหนื่อย แต่ทุกคนก็สามารถทนได้


   พูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย ทำให้ไม่รู้สึกทรมานมากนัก


   ในชั่วพริบตา ก็ถึงเวลาเที่ยงอย่างรวดเร็ว


   นาขั้นบันไดแต่ละแปลงเปลี่ยนจากสีทองอร่ามกลายเป็นโล่งเตียน เหลือเพียงตอข้าวเท่านั้น


   "ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้ว" หยางเจวียนลุกขึ้นยืน นวดเอวที่ปวดเมื่อยของตัวเอง "งานใช้กำลังแบบนี้มันหิวจริงๆ ท้องฉันเริ่มร้องแล้ว"


   แขนก็ถูกแดดเผาจนรู้สึกไม่สบาย เสื้อผ้าทั้งตัวเหมือนเพิ่งถูกหยิบขึ้นมาจากน้ำ


   ขนาดบิดชายเสื้อ น้ำยังหยดออกมาเลย อดไม่ได้ที่จะหน้าแดงพลางหัวเราะพูดว่า "ดูสิ นี่คงจะเสียเหงื่อไปตั้งครึ่งชั่งแล้ว"


   "ฉันคิดว่าคงไม่ใช่แค่นั้น" หลี่ชุ่ยชุ่ยเช็ดเหงื่อเช่นกัน ใบหน้าของหล่อนก็แดงมาก


   ส่วนหนึ่งเป็นเพราะถูกแดดเผา อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะใบข้าวฟ่างนี้หยาบกระด้าง เมื่อสัมผัสกับผิวหนัง ย่อมรู้สึกคันๆคะเยอ


   "นี่เพิ่งเป็นช่วงเช้าเท่านั้น ตอนบ่ายจะยิ่งร้อนกว่านี้อีก!"


   ในตอนนั้น มีคนจำนวนไม่น้อยเดินทางมาจากที่ไกลๆเพื่อส่งอาหาร


   หยางเจวียนเห็นลูกสาวของตัวเองก็มาส่งอาหารด้วย จึงทิ้งตัวลงนั่งบนคันนาทันที "ฉันจะหยุดทำงานก่อน กินข้าวเสร็จแล้วค่อยว่ากันอีกที"


   หล่อนพับขากางเกงขึ้นถึงหัวเข่า เท้าเต็มไปด้วยโคลนมีรอยใบข้าวบาดเป็นรอยแดงเล็กๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติมาก


   หยางลี่ลี่ถือตะกร้าพลางมองไปรอบๆ "แม่คะ พ่อกับพี่ชายอยู่ไหน กินข้าวได้แล้วนะคะ"


   "พวกเขากำลังนวดข้าวอยู่ข้างบน ลูกไปเรียกพวกเขาลงมาหน่อยนะ"


   หยางลี่ลี่พยักหน้า "ได้ค่ะ"


   หยางเจวียนเปิดตะกร้า พบว่ามีข้าวสองชามใหญ่บรรจุอยู่เต็มเปี่ยม เป็นชามที่ใหญ่ที่สุดในบ้านเลยทีเดียว


   หล่อนยิ้มอย่างจนใจพลางพูดว่า "เด็กคนนี้คงกลัวว่าพวกเราจะหิวจริงๆ ตักข้าวมาให้เยอะขนาดนี้ จะกินหมดได้ยังไงกัน?"


   หลี่ชุ่ยชุ่ยก็หยุดมือจากงานที่ทำอยู่ แล้วนั่งลงข้างๆ ถอดหมวกสานบนหัวออกมาพัดให้ตัวเองเย็นลง หล่อนชะโงกหน้าไปดู ข้าวทั้งสองชามนั้นเป็นหน่อไม้ผัดกับเนื้อหมูติดมัน


   หน่อไม้นี้เป็นหน่อไม้ที่ขุดขึ้นมาในฤดูใบไม้ผลิแล้วนำมาตากแห้ง พอถึงเวลานี้อยากกินก็แค่แช่น้ำแล้วนำมาผัดก็ใช้ได้แล้ว


   มันก็มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์อีกแบบหนึ่ง


   นอกจากนี้ยังมีผัดผักโขม ดูแล้วก็ไม่เลวเลย


   "ลี่ลี่โตขึ้นแล้ว ทำอาหารได้อร่อยขนาดนี้"


   หยางเจวียนส่ายหัว "หล่อนน่ะขี้เกียจมาก ก็แค่ทำงานบ้านนิดหน่อยเท่านั้นแหละ"


   "ถ้าเธอให้หล่อนมาเกี่ยวข้าวที่นี่ หล่อนจะหันหลังวิ่งหนีทันทีเลยล่ะ" หยางเจวียนแสดงความอิจฉาเล็กน้อย "ลูกๆเธอช่างเก่งกาจจริงๆ ส่วนลี่ลี่ลูกสาวของฉันยังไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ หล่อนต้องฉลาดขึ้นอีกหน่อยถึงจะดี”


   "ดูลูกๆของเธอสิ พวกเขาเก่งในทุกๆด้านเลย ช่างวิเศษจริงๆ"


   "ถ้าฉันเป็นเธอนะ คงจะยิ้มจนตื่นจากความฝันเลยล่ะ"


   หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกเขินอายเมื่อได้ยินคำพูดของหล่อน "เธอพูดอะไรน่ะ หยางจิ่นก็สอบติดโรงเรียนอาชีวะศึกษาเหมือนกัน ส่วนลี่ลี่ก็เรียนได้ไม่เลวเลย ลูกๆของคุณเก่งมากนะ เธออย่าพูดว่าพวกเขาไม่เก่งบ่อยๆสิ"


   "พวกเขาไม่เก่งจริงๆนั่นแหละ" หยางเจวียนส่ายหัว


   ขณะหลี่ชุ่ยชุ่ยกำลังคุยกับหล่อนอยู่ เย่จื้อผิงก็ตะโกนว่า "ได้เวลากินข้าวแล้ว กินข้าวแล้ว ทุกคนมากินข้าวกันเถอะ"


   "เย่จวิน ฉางอัน หยุดทำงานก่อน มากินข้าวกันเถอะ ฝูคัง รีบมาเร็ว"


   "จิ่นเป่ากับลูกสะใภ้เอาอาหารมาส่งแล้ว"


   เขายืนเท้าสะเอว เสียงดังกังวานเต็มไปด้วยพลัง


   หลี่ชุ่ยชุ่ยมองดูอย่างตั้งใจ และเห็นร่างเล็กๆคนหนึ่งกับร่างบอบบางอีกคนปรากฏขึ้นบนคันนาไม่ไกลนัก


   เย่เสี่ยวจิ่นอุ้มตะกร้าใบหนึ่งเดินนำหน้า ก้าวเท้าลุยโคลนลึกบ้างตื้นบ้าง ดูแล้วสนุกสนานมาก


   ส่วนหลิวเยว่เดินตามหลังเธอ มือถือตะกร้าสองใบ ซึ่งบรรจุอาหารเต็มไปหมด


   ครอบครัวของเย่เหล่าซานทั้งหมดรุมล้อมเข้ามา พวกเขานั่งลงบนฟางข้าวที่นวดแล้ว


   สามตะกร้าถูกวางลงบนพื้น ด้านบนปิดด้วยใบตองกล้วย


   เย่จื้อผิงเปิดดู เห็นชามห้าใบที่บรรจุอาหารจนเต็ม


   วันนี้ตอนเที่ยง หลิวเยว่ทำพริกผัดเนื้อตากแห้ง ถั่วฝักยาวดอง มะเขือยัดไส้เนื้อ และลูกชิ้นสาหร่าย


   หยางเจวียนอดไม่ได้ที่จะจ้องมองตาไม่กะพริบ "พวกเธอนี่ดีจังเลย ทำอาหารตั้งหลายอย่าง อาหารดูดีมากๆ!"


   เย่เสี่ยวจิ่นเปิดตะกร้าของเธอ ข้างในมีผลไม้และน้ำ รวมถึงแผ่นแป้งทอดใส่ต้นหอมที่ซ้อนกันหนา


   "แผ่นแป้งทอดที่พี่สะใภ้ทำอร่อยมากเลยค่ะ กลัวว่าพวกคุณจะกินข้าวไม่อิ่ม เลยทำแป้งทอดมาเยอะแยะเลยนะคะ" เย่เสี่ยวจิ่นพูดพลางหยิบแผ่นแป้งทอดใส่ต้นหอมขึ้นมา แล้วนั่งลงเริ่มกินทันที


   ความจริงแล้วเธอกินข้าวมาแล้ว แต่เพียงเพราะเดินผ่านมาเห็นทุกคนกำลังกินข้าวกัน เธอก็อยากกินเพิ่มอีกนิดหน่อย


   คนอื่นๆก็กำลังกินข้าวกันอยู่เช่นกัน แต่อาหารของพวกเขาไม่ได้ดีเท่ากับของครอบครัวตระกูลเย่เลย


   ซูต้าเฉียงมองมาด้วยสายตาอิจฉา "ลูกสะใภ้บ้านคุณช่างเก่งจริงๆ ทำอาหารมากมายขนาดนี้"


   เอ้อร์หยาอดไม่ได้ที่จะบ่น "พ่อ ไม่ใช่ว่าเขาทำได้ดีหรอก แต่เป็นเพราะบ้านเขามีวัตถุดิบเยอะต่างหาก บ้านเราไม่มีผักอะไรเลย ฉันทำอาหารให้พ่อได้สองอย่างก็ถือว่าดีแล้วนะ อย่างน้อยฉันก็ไม่ได้นึ่งหมั่นโถวขาวๆมาให้กินเฉยๆนะ!"


   ทุกคนหัวเราะครื้นเครงขึ้นมา


   หลี่ผิงมองดูลูกสาวแล้วพูดพร้อมรอยยิ้มว่า "ถูกต้อง ถูกต้อง ถูกต้อง ที่เจ้ารองพูดนั้นถูกต้อง แต่เธออย่าไปตามใจพ่อของเธอมากเกินไปนะ"



  บทที่ 304: พี่ชายเป็นที่ต้องการตัวมาก



   ซูต้าเฉียงหัวเราะอย่างสดใส "คราวหน้าที่ไปตลาดนัด ฉันจะซื้อเนื้อกลับมาเยอะๆ เพื่อไม่ให้เอ้อร์หยาต้องมาพูดจาใส่ร้ายฉันแบบนี้อีก"


   แม้ก่อนหน้านี้ตอนปีใหม่ทุกคนจะได้รับเงินแบ่งมาไม่น้อย แต่ก็ไม่กล้าใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย


   ก่อนหน้านี้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างไร ตอนนี้ก็ยังคงใช้ชีวิตแบบเดิม เพียงแต่บางครั้งได้กินอาหารที่มีเนื้อสัตว์บ้าง อย่างน้อยชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นมาก


   แต่ตอนนี้ปลาในนาข้าวและแตงโมได้ถูกขายไปหมดแล้ว พวกเขาก็มีความมั่นใจในใจ รอจนถึงช่วงปีใหม่ ทุกคนจะได้รับส่วนแบ่งเงินจำนวนมาก ดังนั้นเงินที่มีอยู่ในมือตอนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องคิดคำนวณอย่างละเอียดในการใช้จ่ายอีกต่อไป


   ซูต้าเฉียงคิดว่า คราวหน้าที่ไปตลาดนัดจะต้องซื้อเนื้อและผักกลับมาให้มากขึ้น จะได้กินอาหารที่มีเนื้อสัตว์บ้าง ไม่อย่างนั้นทำงานแล้วจะไม่มีแรง


   เย่เสี่ยวจิ่นอดไม่ได้ที่จะเห็นด้วย "ใช่แล้ว คนเป็นเหล็ก เนื้อเป็นเหล็กกล้า ต้องกินเนื้อเยอะๆถึงจะได้"


   เย่ฉางอันเปิดโปงเธอว่า "คนเป็นเหล็ก ข้าวเป็นเหล็กกล้า อะไรกันเนื้อเป็นเหล็กกล้า? ดูเธอสิ ในหัวเธอมีแต่เรื่องกินเนื้อ"


   เย่เสี่ยวจิ่นแลบลิ้น "กินเนื้อแล้วเป็นไง? ฉันก็เห็นว่าพี่กินไม่น้อยเหมือนกันนี่"


   "ถ้าเก่งนักก็อย่ากินสิ!"


   เย่ฉางอันมองดูชามของตัวเองที่มีเนื้อตากแห้งกับลูกชิ้น "ถ้าฉันไม่กิน แล้วใครจะกินล่ะ?"


   "ถ้าพี่ไม่กิน ให้ฉันกินก็ได้ ถึงฉันจะอิ่มแล้ว แต่ถ้าพี่ไม่อยากกิน ฉันก็จะพยายามฝืนกินให้ได้"


   "ฉันเคยเจอคนไม่รู้จักอายมา แต่ไม่เคยเจอคนไม่รู้จักอายขนาดเธอมาก่อนเลย" เย่ฉางอันจับตะเกียบขึ้นมาแล้วตีไปที่หน้าผากของเย่เสี่ยวจิ่น


   ช่วงเที่ยงวันแบบนี้ ทุกคนก็อยู่ในทุ่งนากันเกือบหมดแล้ว


   ไม่ไกลออกไป ซ่งเสี่ยวจื่อและแม่ของหล่อนก็กำลังทำงานอยู่เช่นกัน


   คนที่มาส่งอาหารคือเซี่ยเซียงเซียง ซึ่งช่วงนี้มักจะมาที่หมู่บ้านบ่อยๆ


   เซี่ยเซียงเซียงนั่งยองๆอยู่บนพื้น พูดคุยกับซ่งเสี่ยวจื่อไปด้วย พลางจ้องมองไปทางเย่ฉางอันที่เปลือยแขนอยู่อีกด้านหนึ่ง


   หล่อนมองกล้ามเนื้อที่เต็มไปด้วยพลังของเย่ฉางอันจนตาโต


   "พี่สาว เธอไม่ได้มาดูเขาหรอกใช่ไหม? ทุกครั้งเธอพยายามหาวิธีสืบเรื่องของเขา" ซ่งเสี่ยวจื่อรู้สึกงุนงง ถ้าจะชอบใครสักคน ก็ไม่ควรเป็นเย่ฉางอันนี่นา


   ก่อนหน้านี้ หล่อนเสียหน้าแต่กลับทำให้เย่ฉางอันได้หน้าไปเสียอย่างนั้น นึกขึ้นมาแล้วรู้สึกอึดอัดในอก


   "โอ้ ก่อนหน้านี้ฉันถามเธอเกี่ยวกับเรื่องของเขา เธอกลับบอกฉันว่าเขาเป็นคนไม่ค่อยดี" เซี่ยเซียงเซียงเท้าคางพลางตำหนิ "ดูเธอสิ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอทำให้ความคิดของฉันล่าช้า ฉันคงไปทำความรู้จักกับเขาตั้งนานแล้ว"


   "ช่วงนี้ ฉันกำลังสังเกตอยู่นะ ดูเหมือนว่าเขามีชื่อเสียงดีมากในหมู่บ้าน และยังขยันทำงานอีกด้วย"


   "ดูเหมือนเขาจะมีอารมณ์ที่มั่นคงดี เป็นหนุ่มน้อยที่ไม่เลวเลย ฉันไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมเธอถึงบอกว่าเขาไม่ดี"


   เซี่ยเซียงเซียงมีท่าทีตำหนิเล็กน้อย แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ จึงถามอย่างระแวง "เธอคงไม่ได้มีใจให้เขา แล้วตั้งใจจะทำให้ฉันถอยหลังกลับหรอกนะ?"


   ต้องรู้ไว้ว่าซ่งเสี่ยวจื่อก็เริ่มหาคู่ตั้งแต่ต้นปีแล้วเหมือนกัน


   พูดไปพูดมา พวกเขาก็ยังคงเป็นคู่แข่งกันอยู่นั่นเอง


   “พี่คิดแบบนั้นกับฉันได้ยังไง? ฉันเป็นคนสกปรกขนาดนั้นเลยหรือ?" ซ่งเสี่ยวจื่อกลอกตา "ฉันแค่เกลียดเขาล้วนๆเท่านั้นแหละ คนคนนี้แสร้งทำเป็นดีจนน่าตาย พี่คิดว่าเขาดีจริงอย่างที่เห็นภายนอกหรือไง?"


   ซ่งเสี่ยวจื่อปกติขี้เกียจคุยกับใคร ถ้าไม่ใช่เพราะคนนี้เป็นพี่สาวของตน หล่อนก็คงไม่อยากสนใจด้วยซ้ำ


   ถ้าเซี่ยเซียงเซียงได้คบกับเย่ฉางอันจริงๆ ตัวหล่อนก็ต้องเรียกเย่ฉางอันว่าพี่เขยด้วย และต้องเจอกันทุกเทศกาลสำคัญอีก…


   นั่นเหมือนกับการยัดแมลงวันเข้าไปในปากหล่อนเลย!


   แค่คิดก็รู้สึกไม่สบายตัวไปหมดแล้ว!


   หล่อนกัดฟันพูดว่า "ในเมืองมีคนดีๆมากมายที่อยากแนะนำให้พี่รู้จัก ทำไมพี่ถึงต้องดึงดันหาคนในหมู่บ้านด้วย? นี่มันไม่ใช่การถอยหลังลงเขาหรอกหรือ?"


   เซี่ยเซียงเซียงกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย แต่ก็ยังคงมองไปทางด้านเย่ฉางอัน


   “เธอไม่เข้าใจหรอก ฉันชอบผู้ชายแบบเรียบง่ายแต่มีความสามารถแบบนี้แหละ"


   ในใจคิด เย่ฉางอันมีเงินฝากมากกว่า100,000แล้ว สามีที่รวยขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นในหมู่บ้านหรือแม้แต่ในอำเภอก็หาไม่ได้แม้จะถือโคมไฟเที่ยวหา


   ถ้าไม่ใช่เพราะตรวจสอบบัญชีของเขาด้วยตัวเอง หล่อนก็คงไม่รู้ว่าผู้ชายที่ดูเป็นบ้านนอกคนนี้ แท้จริงแล้วเป็นเศรษฐีชาวบ้าน


   เซี่ยเซียงเซียงอดรู้สึกภูมิใจในความฉลาดของตัวเองไม่ได้ ยิ้มทันทีและพูดว่า "เธอไม่ต้องยุ่งกับเรื่องของฉันหรอก ฉันเป็นพี่สาวของคุณ ไม่ใช่หน้าที่ของน้องสาวอย่างเธอที่จะมาสั่งสอนฉัน"


   เธอถือตะกร้าผัก "ฉันไปละ คราวหน้าเมื่อมีคนน้อยลง ฉันจะไปคุยกับเขาอีกที"


   ซ่งเสี่ยวจื่อมองดูเงาร่างของเซี่ยเซียงเซียงที่กำลังเดินไกลออกไปพร้อมกับตะกร้าที่แกว่งไปมา หล่อนลุกขึ้นไปรินน้ำดื่ม พอดีแม่ของหล่อนก็นั่งพักอยู่ริมน้ำเช่นกัน


   "แม่คะ พี่สาวฉันบ้าไปแล้วหรือเปล่า? ถึงกับชอบเย่ฉางอัน หล่อนทำให้ฉันรำคาญจริงๆ"


   เหยาซิ่วเฟินแค่นเสียงหึ "เย่ฉางอันเขามีความสามารถนะ หน้าตาก็หล่อ คิดว่าขับรถบรรทุกคันใหญ่แล้วไม่ได้เงินหรือไง?"


   "พี่สาวของเธอไม่ใช่คนโง่หรอก หล่อนมีมาตรฐานสูงมาก"


   "ถ้าถามฉัน ตอนนั้นเธอควรจะพูดกับเย่ฉางอันดีๆ อาจจะมีโอกาสสำเร็จก็ได้"


   หล่อนถอนหายใจ "ตอนนี้มันสายเกินไปที่จะพูดอะไรแล้ว เธอก็ได้แต่มองดูพี่สาวของเธอมีชีวิตที่ดีไปเถอะ"


   เหยาซิ่วเฟินอยากจะดุลูกสาวอีกสองสามคำ แต่ก็ขี้เกียจที่จะพูดอะไรแล้ว


   เหนื่อยมาทั้งวัน ก็หวังว่าจะได้พักผ่อนสักหน่อย


   ในช่วงเวลานี้ รอให้ทุกคนมาพร้อมกันแล้ว ก็ต้องเริ่มยุ่งวุ่นวายกันอีก


   ซ่งเสี่ยวจื่อโกรธจัด ถอนต้นหญ้าบนพื้นอย่างแรง "ตอนนั้นหลี่ต้ากังไปบอกแล้วไม่ใช่หรือ? พวกเขาไม่สนใจฉันหรอก"


   หลังจากพูดจบ หล่อนก็โกรธจัดเดินไปหาที่ร่มเย็นอีกแห่งหนึ่ง


   ใครบ้างไม่รู้ว่าเย่ฉางอันเป็นคนดีล่ะ?


   ก่อนหน้านี้ตระกูลเย่ยากจนจนแทบไม่มีอะไรจะกิน ไม่มีใครอยากแต่งงานเข้าตระกูลของเย่เหล่าซานมีลูกชายมากมายให้ต้องเลี้ยงดู


   แต่ตอนนี้พวกเขาพลิกชีวิตได้แล้ว มาตรฐานของพวกเขาก็สูงขึ้นด้วย ก็ไม่ใช่ว่าจะแต่งงานกับใครก็ได้ตามใจชอบ


   “ฮึ ถ้าจะพูดก็ควรไปประจบเอาใจเขาตั้งแต่ปีที่แล้ว บางทีเขาอาจจะยังจำได้ว่าตนเคยอยู่เคียงข้างเขาในยามลำบากก็ได้ ตอนนี้น่ะหรือ? เซี่ยเซียงเซียงคิดเพ้อฝันไปแล้ว เขาจะมาสนใจหล่อนได้อย่างไร?”


   ซ่งเสี่ยวจื่อพึมพำระบายความโกรธ


   หล่อนไม่ได้ดูถูกเย่ฉางอัน แต่โกรธที่เย่ฉางอันกลับไม่สนใจตน


   นอกจากนี้ตัวหล่อนเองยังมีความแค้นใหญ่หลวงกับตระกูลเย่ ตอนที่อยู่ในสวนผลไม้ หล่อนมักถูกคนตระกูลเย่กีดกันอยู่เสมอ


   ต่อหน้าคนตระกูลเย่ ความภาคภูมิใจในตัวเองของหล่อนได้รับการดูหมิ่นอย่างรุนแรง


   ตอนนี้ทุกครั้งที่มีคนพูดถึงเย่ฉางอันต่อหน้าหล่อน หล่อนจะพูดจาว่าร้ายเย่ฉางอันเท่านั้น


   ขณะที่หล่อนเดินไปเรื่อยๆ ก็ชนเข้ากับคนคนหนึ่ง จมูกกระแทกเข้ากับเขาราวกับชนกำแพง หล่อนร้องด้วยความเจ็บปวดและถอยหลังไปหลายก้าว


   เมื่อหล่อนเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าคนคนนั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเย่ฉางอัน


   เย่ฉางอันรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย "เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม?"


   ซ่งเสี่ยวจื่อกำลังจะโมโห "นาย..."


   แต่แล้วหล่อนก็เห็นเย่ฉางอันขมวดคิ้วทันที จากนั้นก็พึมพำอย่างรังเกียจว่า "ไม่ดูทางเหรอ? ตาอยู่ที่ส้นเท้าหรือไง?"


   หลังจากนั้น เขาก็เดินจากไปอย่างไม่ไว้หน้า ท่าทีเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่าไม่มีสีหน้าที่ดีต่อตัวเองเลย


   ซ่งเสี่ยวจื่อโกรธจนกระทืบเท้า น่าโมโหจริงๆเย่ฉางอัน! ช่างน่าเกลียดน่าชังที่สุด!


   เย่เสี่ยวจิ่นนั่งอยู่บนคันนา มองเห็นเหตุการณ์นี้ทั้งหมด


   เธอทำเสียงชื่นชมอย่างประหลาดใจ "แต่ก่อนพี่ชายของฉันไม่เคยถือสาผู้หญิง แต่ตอนนี้ทำให้คนอื่นโมโหจนกระโดดโลดเต้นได้แล้ว ไม่เลว ไม่เลว มีพัฒนาการนะ"


   หลิวเยว่หัวเราะพูดว่า "แบบนี้จะไม่หาคู่ไม่ได้เหรอ?"


   "คำพูดนี้ไม่ถูกต้องนะ บางคนชอบผู้ชายแบบนี้แหละ ปลอดภัยดีออก" เย่เสี่ยวจิ่นชมพี่ชายของตัวเองอย่างไม่เกรงใจ "ฉันรับรองว่าต่อไปนี้เขาต้องเป็นที่ต้องการตัวอย่างมากแน่นอน"



 บทที่ 305: วิธีว่ายน้ำแบบแปลกใหม่



   เวลาตลอดช่วงบ่ายดำเนินไปอย่างวุ่นวาย


   นี่เพิ่งเป็นวันแรกของการเก็บเกี่ยวข้าวเท่านั้น ในช่วงครึ่งเดือนต่อจากนี้ ทุกคนจะต้องอยู่ติดทุ่งนาตลอด


   เย่ฉางอันช่วยพ่อนวดข้าวมาตลอด พอถึงตอนบ่าย แขนของเขาก็รู้สึกเหมือนไม่ใช่ของตัวเองแล้ว


   เมื่อถึงเวลาเลิกงาน เขานวดแขนพลางถอดเสื้อนอกออกมาสะบัดทันที สะบัดเมล็ดข้าวออกจากเสื้อ แล้วพูดว่า "ฉันว่าแล้ว มันต้องมีเมล็ดข้าวเข้าไปในเสื้อเยอะแน่ๆ มันทิ่มแทงจนคัน รู้สึกจั๊กจี้มาก"


    เขาพูดพลางสะบัดเสื้อผ้า "ฉันทนไม่ไหวแล้ว ฉันต้องไปอาบน้ำที่ลำธารก่อน"


   "พ่อ คุณจะไปด้วยไหม?"


   เย่จื้อผิงโบกมือปฏิเสธ ตัวเขาเองก็อายุปูนนี้แล้ว ย่อมไม่เหมือนกับพวกคนหนุ่มสาว ไปเปลือยกายอาบน้ำแบบนั้นจะไม่ทำให้คนหัวเราะเยาะตายหรอกหรือ?


   เขาหัวเราะพลางพูดว่า "พ่อไม่ไปละ ลูกไปเองเถอะ พ่อจะไปช่วยงานที่ลานตากข้าว เดี๋ยวก็จะกลับบ้านไปกินข้าวแล้ว"


   พูดพลางเขาก็ไม่ลืมที่จะเตือน "ไอ้หนู เวลาอาบน้ำระวังความลึกด้วยนะ แค่อาบน้ำธรรมดาก็พอ วันนี้ลูกออกแรงใช้แขนไปมาก อย่าไปเล่นในที่น้ำลึกล่ะ"


   "พ่อบอกไว้เลยว่าทุกปีมีคนจมน้ำตายในที่ลึกเสมอ ถ้าเกิดเรื่องกับลูกขึ้นมา พ่อจะไปร้องไห้ที่ไหนดีล่ะ"


   "พ่อ ถ้าพูดไม่เป็นก็พูดน้อยๆหน่อย ผมว่ายน้ำเป็นตั้งแต่เด็กแล้วนะ ผมจะเป็นอะไรไปได้ล่ะ" เย่ฉางอันแขวนเสื้อไว้ที่คอตัวเอง มือทั้งสองข้างดึงเสื้อไว้ ยิ้มอย่างภาคภูมิใจพลางพูดว่า "ถ้าผมอยู่ในน้ำ ผมก็เหมือนมังกรตัวหนึ่งเลยนะ"


   "พอได้แล้ว อย่าโม้มากนักเลย" เย่จื้อผิงไม่อยากฟังเขาพูดอีกต่อไป "ไปกับหวังเอ้อร์หู่และคนอื่นๆด้วยกันเถอะ อย่าไปเที่ยวเตร่คนเดียวล่ะ"


   เย่ฉางอันตกลงรับปาก แล้วก็เรียกหวังเอ้อร์หู่และคนอื่นๆไปอาบน้ำในลำธาร


   ผู้ชายกลุ่มใหญ่แบบนี้ ต่างไม่รู้สึกอายอะไรสักนิด


   ในทางกลับกัน หลายคนที่เป็นผู้หญิงรู้สึกอายอยู่บ้าง ผู้หญิงที่อายุมากหน่อยยังพอไหว แต่กับพวกสาวๆที่ยังไม่แต่งงานหรือเพิ่งแต่งงานใหม่ๆ พอเห็นพวกผู้ชายไม่ใส่เสื้อกันทั้งกลุ่ม ก็ไม่กล้ามองนานๆอย่างเห็นได้ชัด


   เย่ฉางอันเดินนำหน้า "พี่ชายฉันไปขนข้าวฟ่างแล้ว พวกนายไปก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันเรียกเขาแล้วจะตามไป"


   หวังเอ้อร์หู่พูดพลางหัวเราะ "ได้เลย ยังเป็นเขื่อนตรงนั้นใช่ไหม?"


   "ใช่" เย่ฉางอันเดินทางไปยังลานตากข้าวคนเดียว ระหว่างทางเขาเห็นเย่เสี่ยวจิ่นนั่งยองๆอยู่ข้างถนนกำลังมองดูเย่จวินอยู่


   เขาตบหัวเธอจากด้านหลังเบาๆ แล้วพูดว่า "ไปกันเถอะ ไปอาบน้ำกับพี่ชาย"


   เย่จวินเสร็จงานแล้ว จึงพูดว่า "นายอย่าทำอะไรโง่ๆ น้องสาวสุขภาพไม่ค่อยดี ถ้านายพาหล่อนไปอาบน้ำเย็นแล้วเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ฉันอยากรู้ว่านายจะอธิบายกับพ่อแม่ยังไง"


   เย่ฉางอันไม่เห็นด้วย "อากาศร้อนขนาดนี้ เหงื่อออกทั้งตัว อาบน้ำเย็นจะเป็นอะไรไป? จะเป็นหวัดได้ยังไงกัน?"


   เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกร้อนจนตัวเหนียวเหนอะไปหมด เมื่อพี่รอจะพาไปอาบน้ำ เธอก็ไม่มีอะไรจะปฏิเสธ "ดีเลย ดีเลย ฉันจะไปว่ายน้ำ"


   อากาศร้อนแบบนี้ ถ้าได้เล่นน้ำเย็นๆ สักพักคงจะรู้สึกสบายมาก


   "ดูสิ จิ่นเป่าก็ตกลงแล้ว" เย่ฉางอันอุ้มเย่เสี่ยวจิ่นขึ้นมาทันที "ไปกันเถอะ จิ่นเป่า พวกเราไปเล่นกัน ไม่สนใจพี่ชายของเธอแล้ว"


   เย่จวินตั้งใจจะกลับบ้านเร็วๆ ถือโอกาสที่ฟ้ายังสว่างอยู่ จะได้ไปเกี่ยวจูเฉ่า แต่เจ้าหนุ่มนั่นพาน้องสาวไปแล้ว เขาไม่สามารถวางใจได้ จึงรีบตามไปทันที


   หากว่าเย่ฉางอันสนใจแต่ความสนุกของตัวเอง แล้วละเลยน้องสาวไป มันคงจะแย่มาก


   ที่เขื่อนแห่งหนึ่งในหมู่บ้าน น้ำใสสะอาดมาก เสียงน้ำไหลซ่าๆ เย่เสี่ยวจิ่นถูกเย่ฉางอันอุ้มไว้ เพิ่งเห็นว่าบนสันเขื่อนแห่งนี้มีผู้ชายมากมาย


   มีทั้งวัยรุ่นอายุสิบกว่าปี และคนหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปี


   ทุกคนสวมแค่กางเกงในตัวเดียว


   เย่เสี่ยวจิ่นในชาติก่อนเป็นโสดมาตั้งแต่เกิด ไม่เคยเห็นสถานการณ์แบบนี้มาก่อน ทันใดนั้นใบหน้าของเธอก็แดงขึ้น รู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีนัก


   นี่เป็นสิ่งที่เธอสามารถดูได้ฟรีโดยไม่ต้องเสียเงินเลยหรือ?


   เย่ฉางอันนำเสื้อผ้าของตัวเองไปขยี้ล้างในน้ำสองสามครั้ง แล้วนำไปแขวนไว้บนกิ่งไม้เพื่อตากให้แห้ง


   หลังจากกระโดดลงน้ำแล้ว เขาหันมามองเย่เสี่ยวจิ่น แล้วพูดว่า "จิ่นเป่า ถอดเสื้อผ้าสิ"


   "หา?" เย่เสี่ยวจิ่นกอดเสื้อผ้าของตัวเองโดยไม่รู้ตัว "หนูเป็นผู้หญิงนะ จะถอดเสื้อผ้าต่อหน้าคนอื่นได้ยังไง? ไม่เอาดีกว่า พวกพี่เล่นกันเองเถอะ หนูจะยืนดูอยู่ข้างๆก็แล้วกัน"


   เย่ฉางอันอดขำไม่ได้ "เธอก็แค่ต้นถั่วงอกเล็กๆ ไม่ต่างอะไรกับเด็กผู้ชายหรอก"


   เย่ฉางอันดึงเธอลงน้ำ แอ่งน้ำลึกนี้สูงท่วมตัวเย่เสี่ยวจิ่นสองคนได้เลยทีเดียว ทำให้เธอตกใจ


   แม้ว่าจะถูกพี่ชายลากไป แต่มือทั้งสองข้างของเธอก็ยังคงพยายามไขว่คว้าอย่างไร้จุดหมาย


   "พี่รอง พี่อย่าได้ปล่อยมือเด็ดขาดนะ ไม่อย่างนั้นหนูคงต้องไปพบพระโพธิสัตว์แล้ว"


   เย่ฉางอันรู้สึกขบขัน


   คนรอบข้างต่างก็หัวเราะครืนขึ้นมา


   "ดูเหมือนจิ่นเป่าจะดูถูกนายนะ เย่ฉางอัน รีบแสดงฝีมือให้น้องสาวดูหน่อยสิ"


   "จิ่นเป่า พี่รองของเธอมีทักษะการว่ายน้ำที่เป็นอันดับต้นๆของหมู่บ้านเรานะ รับรองว่าจะไม่ทำให้เธอเกิดปัญหาแน่นอน"


   "ใช่แล้ว ทำใจให้สบายหน่อย กลัวอะไรล่ะ? พวกเรามีคนเยอะแยะขนาดนี้"


   เย่ฉางอันสังเกตเห็นว่าใบหน้าเล็กๆของน้องสาวซีดลงเล็กน้อย เขาจึงรีบพาเธอกลับขึ้นฝั่งทันที


   จากนั้นเขาก็ว่ายน้ำลอยตัวอยู่ในน้ำด้วยตัวเอง


   เย่เสี่ยวจิ่นคิดว่าพี่ชายรังเกียจว่าตนไม่มีประโยชน์ จึงไม่พาตนไปเล่นด้วยอีก


   ไม่คาดคิดว่า เย่ฉางอันว่ายน้ำรอบหนึ่งกลับมา แล้วชี้ไปที่หลังของตัวเอง "นั่งมาที่หลังฉัน ฉันจะพาเธอว่ายน้ำ"


   "หา?" เย่เสี่ยวจิ่นตกตะลึง ว่ายน้ำแบบนี้ได้ด้วยหรือ?


   เธอไม่กล้าเข้าไปใกล้


   เย่ฉางอันขยับเข้าใกล้ริมฝั่งอีก จนแทบจะแนบชิดติดขอบแล้ว


   "ว่ายน้ำนี่มันสนุกมากเลยนะ ถ้าเธอไม่เล่น คราวหน้าอาจจะไม่มีเวลาอีกแล้วนะ"


   เย่ฉางอันรู้ดีอยู่ในใจว่า วันนี้พาน้องสาวมาเล่นครั้งนี้ กลับไปคงจะถูกพ่อแม่ด่าทอกันยกใหญ่ครั้งหน้า เขาอาจจะไม่กล้าทำแบบนี้อีก


   เย่เสี่ยวจิ่นเห็นพี่ชายมั่นใจเช่นนั้น จึงค่อยๆจับมือของเขาอย่างระมัดระวัง แล้วนั่งบนหลังของเย่ฉางอันเหมือนกับขี่ม้า


   แต่พี่ชายกลับไม่จมลงไปใต้น้ำ ตรงกันข้าม เขากลับลอยอยู่บนผิวน้ำอย่างมั่นคง


   เย่เสี่ยวจิ่นลูบหลังของพี่ชาย รู้สึกลื่นไปหมด ไม่มีจุดให้เกาะยึด


   ถ้าเดี๋ยวเขาว่ายน้ำแล้วเธอลื่นหลุดลงไป ก็จะตกลงไปในสระน้ำลึกแบบนี้


   เธอจึงนอนราบลงอย่างว่าง่าย ใช้ขาทั้งสองข้างเกี่ยวรอบท้องของพี่ชาย ส่วนมือทั้งสองก็กอดรอบคอของพี่ชายไว้แน่น


   แบบนี้ก็ปลอดภัยแล้ว!


   เย่ฉางอันใช้เท้าดันตัวออกจากฝั่ง ด้วยแรงผลักนั้น ทั้งร่างของเขาพุ่งออกไปบนผิวน้ำได้ไกลราวกับลูกธนูที่ถูกยิงออกจากคันธนู


   เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกได้ถึงสายลมเย็นจากสองฝั่งและน้ำเย็นเฉียบบนใบหน้า ละอองน้ำที่กระเซ็นขึ้นมาตามการเคลื่อนไหวของพี่ชาย กระทบใบหน้าของเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


   เธอรีบหุบปากทันที เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าปากมากเกินไป


   "สนุกไหมจิ่นเป่า?"


   เธอพึมพำอย่างไม่ชัดเจน "สนุก สนุกจริงๆ"


   เธอไม่เคย "ว่ายน้ำ" แบบนี้มาก่อนเลย


   "บอกแล้วว่าเทคนิคนี้ของพี่ชายเยี่ยมยอดที่สุด"


   เย่ฉางอันว่ายไปถึงส่วนในสุดของบ่อน้ำ ที่นั่นมีก้อนหินโผล่พ้นน้ำขึ้นมา เขาวางน้องสาวให้นั่งบนก้อนหินนั้น


   "ดูให้ดีนะ" เย่ฉางอันพูดจบก็ก้มหน้าดำลงไปในน้ำ


   ผ่านไปนานมาก เขาจึงลอยขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งตัวเปียกโชก หยดน้ำจากเส้นผมไหลลงมาตามผมที่ห้อยลงมา ไหลผ่านใบหน้าและลำคอ ก่อนจะรวมกันลงสู่สระน้ำ


   เย่เสี่ยวจิ่นมองดูอย่างตื่นเต้น เห็นเขาเหมือนนางเงือกที่โผล่ขึ้นมาจากน้ำ


   ไม่ต้องพูดถึงความเปี่ยมไปด้วยพลังและความมั่นใจเลย


   เธอยื่นมือน้อยๆที่อวบอูมออกมา แล้วตบศีรษะพี่ชายเบาๆ จากด้านบนพร้อมกับพูดว่า "เก่งมากเลย!"



จบตอน

Comments