บทที่ 306: อุบัติเหตุขณะเล่นน้ำ
ตอนที่เย่จวินมาถึง เขาก็เห็นเย่ฉางอันกำลังแบกน้องสาวเล่นอยู่ในน้ำพอดี
เขาตกใจ "เลิกเล่นได้แล้ว รีบขึ้นมาเร็ว"
เย่เสี่ยวจิ่นขึ้นฝั่ง เย่จวินอุ้มเธอไปนั่งรับแสงอาทิตย์ยามเย็น น้ำค่อนข้างเย็นจัด ริมฝีปากของเธอซีดขาวไปหมด
เย่จวินเห็นสีหน้าของเธอแล้วก็รู้สึกเป็นห่วงอย่างมาก "เจ้ารอง ดูสิว่าหล่อนเป็นยังไง ฉันบอกแล้วไงว่าจิ่นเป่าร่างกายไม่แข็งแรง นายยังพาหล่อนไปเล่นน้ำเย็นๆแบบนี้อีก"
"คืนนี้กลับไปแล้วต้องทำน้ำขิงให้จิ่นเป่าดื่มหน่อย ป้องกันไม่ให้หล่อนเป็นหวัดตอนกลางคืน"
เย่เสี่ยวจิ่นโบกมือ "ไม่เป็นไรหรอกพี่ชาย ฉันรู้สึกสนุกมากเลย แล้วก็ฉันตากแดดนิดหน่อยก็อุ่นขึ้นแล้ว"
"พี่จะอาบน้ำไหม? พี่ลงไปเล่นด้วยกันเถอะ ไม่ต้องสนใจฉันหรอก"
เย่จวินไม่มีอารมณ์จะเล่น เขาพาเย่เสี่ยวจิ่นกลับบ้านไปก่อน
เย่ฉางอันรู้สึกว่าไม่สนุก "พละกำลังของจิ่นเป่าแข็งแรงเหมือนวัวตัวหนึ่งเลย แต่พี่ชายกลับยังคิดว่าจิ่นเป่าอ่อนแอ มันช่างแปลกจริงๆ"
ก่อนหน้านี้ เย่จวินรู้ดีว่าร่างกายของจิ่นเป่าแย่แค่ไหน
ตั้งแต่จิ่นเป่าเกิดมา น้ำนมของแม่ไม่เพียงพอ จึงต้องป้อนข้าวบดให้เธอ
เด็กคนนี้ขาดสารอาหารมาตั้งแต่เล็ก พอถึงตอนอายุ2ขวบกว่า เพราะบ้านหนาวเกินไป เธอจึงป่วยเป็นไข้ และเกิดเป็นโรคประจำตัว
หลังจากนั้น ทุกครั้งที่อากาศหนาวเย็น เธอก็จะเป็นหวัด
หลี่ชุ่ยชุ่ยกำลังล้างผักที่เอามาจากสวนอยู่ที่บ้าน เมื่อเห็นเย่จวินอุ้มเย่เสี่ยวจิ่นกลับมา จึงถามด้วยความสงสัย "แล้วเจ้ารองล่ะ?"
"เขากำลังอาบน้ำในแม่น้ำ เล่นกับคนอื่นอยู่" เย่จวินตอบอย่างหงุดหงิด "ยังพาน้องสาวลงไปในน้ำด้วย เขื่อนนั่นลึกมาก ช่างกล้าจริงๆ"
เย่จวินพูดพลางวางเย่เสี่ยวจิ่นลงบนพื้น แล้วเดินเข้าไปในครัวเพื่อต้มน้ำร้อน
หลิวเยว่ถามด้วยความสงสัย "เกิดอะไรขึ้นหรือ?"
"เจ้ารองพาจิ่นเป่าไปว่ายน้ำ ตอนนี้ร่างกายของหล่อนเย็นเฉียบไปหมด ฉันคิดว่าจะให้หล่อนอาบน้ำอุ่น ป้องกันไม่ให้เป็นหวัด"
หลิวเยว่พยักหน้า "นั่นไม่ควรทำเลย อากาศร้อนแบบนี้ พอร่างกายสัมผัสกับน้ำเย็นจัด แม้จะช่วยลดอุณหภูมิได้เร็ว แต่ก็ทำให้เป็นหวัดได้ง่ายนะ"
"คุณช่วยเตรียมน้ำร้อนให้จิ่นเป่าไปอาบในห้องน้ำ ส่วนฉันจะไปทำน้ำขิงให้"
หลิวเยว่พูดจบก็รีบไปทำธุระ
เย่เสี่ยวจิ่นกลับไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะร่างกายของเธอมีค่าสุขภาพถึงระดับ100แล้ว เล่นน้ำเย็นไม่ได้ทำให้เป็นหวัดหรอก
"พี่ชาย พี่สะใภ้ พวกคุณไม่ต้องวุ่นวายหรอก ฉันไม่เป็นไรจริงๆ"
มือของเย่เสี่ยวจิ่นอุ่นขึ้นแล้ว "พวกคุณลองจับมือฉันดูสิ ไม่เย็นเลยสักนิด"
หลิวเยว่ลองสัมผัสดู "ก็อุ่นดีจริงๆ แต่เธอก็อย่าประมาทนะ โจวเหวินรุ่ยนั่นเพิ่งมาที่หมู่บ้านเมื่อเร็วๆนี้ แก่กว่าเธอสองปี ได้ยินมาว่าตอนกลางคืนเตะผ้านวม แล้วเป็นหวัดอีกแล้ว"
เย่เสี่ยวจิ่นดีใจ "เขากลับมาเมื่อไหร่หรอ?"
"ก็วันนี้ตอนกลางวันนี่แหละ"
เย่เสี่ยวจิ่นอยากจะไปเล่นกับโจวเหวินรุ่ย แต่พี่ชายคนโตก็โยนเธอเข้าไปในห้องอาบน้ำอย่างไม่ไว้หน้า
เย่เสี่ยวจิ่นไม่มีทางเลือก จึงต้องอาบน้ำอุ่นก่อน
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดแล้ว พอออกจากห้อง หลิวเยว่ก็ยิ้มแย้มป้อนน้ำขิงให้เธอหนึ่งชามใหญ่
โอ้โห เธอยังไม่ได้กินอาหารเย็นเลย แต่ท้องก็อิ่มแล้ว
หลี่ชุ่ยชุ่ยเห็นเธอทำหน้าบึ้ง จึงยิ้มและพูดว่า "ดูลูกสิ ไม่อยากดื่มน้ำขิงเหรอ? ใครใช้ให้ลูกไปเล่นที่เขื่อนกับพี่รองล่ะ?"
"แม่บอกไว้เลย เด็กตัวเล็กๆอย่างลูกอย่าไปเล่นน้ำอีกเด็ดขาด"
"ทุกปีในหน้าร้อน มีคนจมน้ำตายเพราะไปเล่นน้ำตั้งเยอะแยะ"
หลี่ชุ่ยชุ่ยตั้งใจพูดด้วยน้ำเสียงน่ากลัวเพื่อเตือนเย่เสี่ยวจิ่น
เมื่อถึงช่วงอากาศร้อนจัดแบบนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะต้องเตือนเด็กๆในบ้านบ่อยๆ เผื่อว่าพวกเขาจะไม่รู้เรื่อง
"ฉันรู้แล้วล่ะ" เย่เสี่ยวจิ่นพูดอย่างจนปัญญา "แม่ ฉันจำได้หมดแล้ว"
"คราวหน้าฉันจะบอกพี่รองไม่ให้ไปเล่นน้ำด้วย"
เย่ฉางอันอาบน้ำเสร็จแล้วก็กลับมา
เขาเพิ่งนั่งลงเตรียมจะกินข้าว ก็ถูกหลี่ชุ่ยชุ่ยสั่งสอนยกใหญ่
ตัวเองเล่นน้ำก็แล้วไป แต่พาน้องสาวตัวเล็กๆไปเล่นน้ำด้วย แบบนี้มันเรียกร้องให้โดนด่าชัดๆ
เย่ฉางอันถูกพ่อแม่ดุด่าอย่างรุนแรง "พ่อแม่ครับ อย่าพูดอีกเลย ผมรู้ตัวแล้วว่าทำผิด"
"ผมสัญญาว่าจะไม่พาจิ่นเป่าไปเล่นน้ำในที่อันตรายแบบนั้นอีก"
"ผมเห็นจิ่นเป่าร้อนจนแดงเหมือนปูต้ม เลยอยากให้หล่อนเย็นลงหน่อย"
แม้ว่าเย่ฉางอันจะมีทักษะในน้ำระดับเยี่ยม พ่อแม่ก็ยังไม่ไว้ใจความสามารถของเขาเพียงพอ
เวลาผ่านไปสองวันก็เกิดอุบัติเหตุใหญ่ขณะเล่นน้ำขึ้นจริงๆ
ตอนเที่ยงตรง คนในครอบครัวกำลังส่งอาหาร แรงงานทุกครัวเรือนกำลังกินข้าวอยู่ที่ทุ่งนา
ทันใดนั้น หลี่ผิงวิ่งมาอย่างรีบร้อน "เกิดเรื่องแล้ว เกิดเรื่องแล้ว หลี่หยวนเป่าจมน้ำแล้ว!"
ทันใดนั้น ทุกคนในที่นาต่างตกตะลึงอย่างยิ่ง
หลี่หยวนเป่าคือใคร?
เขาคือหลานชายของหัวหน้าสมาคมสตรีหลินซิ่วอิงนั่นเอง
ในวันปกติ เขาเป็นเด็กอ้วนกลมน่ารัก อายุเพียงแค่8ปีกว่า หน้าตาดูสดใสร่าเริง
เป็นเด็กอ้วนตัวน้อยที่น่ารักมากทีเดียว
ทันใดนั้น สองสามีภรรยาหลินซิ่วอิงที่อยู่ในทุ่งนาต่างตกใจจนสีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
พวกเขาโยนชามตะเกียบในมือทิ้งทันที แล้ววิ่งไปที่ริมแม่น้ำราวกับไม่คิดชีวิต
เย่จื้อผิงขมวดคิ้ว "นี่ นี่มันอันตรายจริงๆนะ เด็กๆไม่รู้เรื่องรู้ราว ก็เลยไม่ฟังคำผู้ใหญ่"
เย่เสี่ยวจิ่นดึงแขนเสื้อพ่อเบาๆ "พ่อ พวกเราไปดูกันเถอะ ถ้ามีอะไรที่พอจะช่วยได้ ก็จะได้ช่วยนะ"
เย่จื้อผิงพยักหน้า "ใช่ ฉางอัน ลูกก็ไปด้วย พราะลูกขับรถเป็น ถ้าเกิดมีอะไรกับเด็ก จะได้ขับรถพาเขาไปที่อำเภอ"
สามีภรรยาหลินซิ่วอิงคู่นี้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีมาก ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าบ้านของพวกเขาเกิดเรื่อง คนจำนวนมากจึงอาสาไปช่วยเหลือโดยไม่ต้องร้องขอ
เย่จื้อผิงและเย่ฉางอันพาเย่เสี่ยวจิ่นรีบไปที่ริมแม่น้ำด้วย
ตลอดทาง หลินซิ่วอิงรู้สึกหวาดกลัวจนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แทบจะร้องไห้ไม่ออกเลยทีเดียว
หลี่ผิงวิ่งตามพวกเขาไปพร้อมกับพูดว่า "เด็กๆแค่มาเล่นน้ำด้วยกัน อากาศร้อนแบบนี้ พวกเขาก็เลยมาเล่นน้ำที่ริมแม่น้ำนี่"
"ไม่รู้ว่าในแม่น้ำมีน้ำวน กระแสน้ำก็ไหลเชี่ยว พอเหยียบลงไปในน้ำวนก็จมลงไปทันที"
หลี่ผิงพูดพลางถอนหายใจ
พวกเด็กๆคิดว่าตัวเองว่ายน้ำเป็น แต่พอเจอเหตุการณ์จริงๆ ก็ยังต้องมีผู้ใหญ่อยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดเรื่องได้
หลินซิ่วอิงไม่สนใจที่จะพูดอะไรอีกแล้ว หล่อนแค่อยากดูว่าหลานชายของตนเป็นอะไรหรือเปล่า
ในครอบครัวของหล่อนมีหลานชายเพียงคนเดียว ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเขา มันจะเป็นเหมือนฟ้าผ่าลงมาเลยทีเดียว
ที่ริมแม่น้ำมีเด็กหลายคนยืนอย่างไร้ทางออกอยู่บนฝั่ง
เด็กอ้วนคนหนึ่งนอนอยู่บนพื้น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ทั้งตัวขาวซีดไปหมด แทบจะไม่หายใจแล้ว
ผู้ใหญ่ทั้งหลายต่างกังวลใจ พร้อมกับตำหนิเด็กโตๆไปด้วย
พวกเขาไม่กล้าพูดอะไร ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดอุบัติเหตุแบบนี้ขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว พอเห็นหลี่หยวนเป่าหมดสติไปแบบนี้ พวกเขาทุกคนต่างก็กลัวจนทำอะไรไม่ถูก
มีคนถามด้วยความหวาดกลัวว่า "หยวนเป่าจะฟื้นขึ้นมาอีกไหม?"
ผู้ใหญ่ทุกคนต่างพากันเงียบ "ใครจะรู้ล่ะ? ได้แต่ดูชะตากรรมเท่านั้น"
พวกเด็กๆยิ่งกลัวจนตัวสั่น
ถ้าพวกเขามาเล่นด้วยกัน แต่หยวนเป่ากลับตายไป พวกเขาจะต้องถูกคนในครอบครัวตีตายแน่ๆ
มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งตกใจจนร้องไห้ออกมาทันที
หลินซิ่วอิงก็ร้องไห้เช่นกัน หล่อนร้องโหยหวนออกมาแล้วทรุดตัวลงกับพื้น พยายามกดหน้าอกของเด็กชายอย่างสุดกำลัง
"หยวนเป่า หยวนเป่า ลืมตาขึ้นมามองย่าหน่อยสิลูก"
"หยวนเป่า เธอคายน้ำออกมาสิ อย่าอยู่นิ่งๆแบบนี้"
"หยวนเป่า หยวนเป่าของฉัน ทำไมเธอถึงไม่เชื่อฟังล่ะ ทำไมต้องดื้อมาเล่นน้ำด้วย"
บทที่ 307: การปฐมพยาบาลผู้ประสบภัยจมน้ำ
เมื่อเย่เสี่ยวจิ่นและคนอื่นๆมาถึงริมฝั่งแม่น้ำ พวกเขาก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของหลินซิ่วอิงและสามีของหล่อน
มีคนพยายามปลอบโยนพวกเขาให้คิดในแง่บวก ส่วนบรรดาพ่อแม่ที่รีบมาถึงเห็นว่าหยวนเป่าแน่นิ่งไป แต่ลูกๆของตัวเองยังปลอดภัยดี ก็รู้สึกละอายใจอย่างมาก
พวกเขาตบหน้าเด็กๆกลุ่มนั้นคนละทีจนร้องไห้กันหมด
หลินซิ่วอิงรู้สึกแค่ว่าชีวิตตัวเองช่างน่าสงสาร แต่ก็ไม่อาจโทษเด็กคนอื่นได้ เพราะสุดท้ายแล้วมันก็เป็นชะตากรรมของหยวนเป่าเอง
แม้ว่าจะทำร้ายเด็กคนอื่นถึงตาย ก็เป็นเพียงการระบายความโกรธใส่คนอื่น ซึ่งไม่ควรทำเลย
เย่จื้อผิงถอนหายใจ "พระเจ้า เกิดอะไรขึ้นแบบนี้ได้ยังไง"
"พ่อแม่ของหยวนเป่าอยู่ในเมือง ทิ้งเขาไว้ในหมู่บ้านกับปู่ย่า แต่ตอนนี้กลับ..."
"ถ้าลูกชายและลูกสะใภ้ของเหล่าหลี่รู้เรื่องนี้ พวกเขาจะเสียใจแค่ไหน"
เย่ฉางอันก็ส่ายหัวถอนหายใจ เอามือทั้งสองข้างเท้าสะเอว เหนื่อยหอบแฮ่กๆตลอดทางที่เดินมา
"พ่อ ที่พ่อกับแม่เคยสั่งสอนผมมาก่อนหน้านี้มันถูกต้องมากๆเลยครับ"
"ถ้าลงเล่นน้ำแล้วไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาละก็ ผลที่ตามมามันน่ากลัวมากๆเลยครับ"
เย่จื้อผิงพยักหน้า "นี่แหละที่บอกว่าอย่าพาน้องสาวไปเล่นน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้"
เย่จื้อผิงเป็นพ่อแม่คนหนึ่ง เขาเข้าใจความเจ็บปวดของคู่สามีภรรยาหลินซิ่วอิงดี
เรื่องแบบนี้คงเป็นอุบัติเหตุที่ใหญ่หลวงเกินไปจริงๆ
"ตอนนี้ อย่าเพิ่งไปยุ่งวุ่นวายเลย ยิ่งปลอบอาจทำให้พวกเขารู้สึกแย่ลง ปล่อยให้พวกเขาสงบสติอารมณ์สักพักจะดีกว่า"
เย่เสี่ยวจิ่นจ้องมองไปทางนั้นอย่างเหม่อลอย
ระบบในหูยังคงรายงานข้อมูลของหลี่หยวนเป่าอย่างต่อเนื่อง
หลี่หยวนเป่าจมน้ำ แม้ว่าจะได้รับการกดหน้าอกและสำรอกน้ำออกมาทันเวลา แต่ก็ไม่ได้ใช้วิธีปฐมพยาบาลอย่างมืออาชีพ สถานการณ์ของเขาจึงอันตรายมาก โฮสต์สามารถใช้วิธีปฐมพยาบาลหลังจมน้ำเพื่อช่วยชีวิตหลี่หยวนเป่าได้
เย่เสี่ยวจิ่นในตอนนี้ รู้สึกดีใจจริงๆ ที่ตัวเองเคยเบื่อจนไม่รู้จะทำอะไร เลยได้เรียนรู้ทุกอย่างมาบ้าง รวมถึงวิธีปฐมพยาบาลส่วนใหญ่ด้วย
เธอรีบดึงแขนเสื้อของพ่อทันที "พ่อคะ พาหนูไปที่นั่นเร็ว หนูมีวิธี "
เย่จื้อผิงพูดเสียงเบา "จิ่นเป่า นี่ไม่ใช่เวลาที่จะไปช่วยนะ คนเขาเป็นแบบนี้แล้ว ลูกไปก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่จะก่อเรื่องเท่านั้นแหละ"
"แถมคนก็ตายไปแล้ว ถ้าลูกเห็นก็จะกลัวด้วย"
ไม่ว่าจะอย่างไร เย่เสี่ยวจิ่นก็ยังเป็นเด็กคนหนึ่งในสายตาของเย่จื้อผิงเสมอ
"พ่อ พ่อเชื่อหนูสิ"
เย่ฉางอันพูดว่า "จิ่นเป่าไม่เคยโม้เลย พ่อ เชื่อหล่อนเถอะ รีบพาหล่อนไปดูเร็วๆ เผื่อว่าหลี่หยวนเป่ายังพอมีทางรอดอยู่"
แต่เย่จื้อผิงกลับไม่ค่อยเชื่อ
ทางนั้นร้องไห้กันขนาดนั้นแล้ว ถ้าจะช่วยได้จริงๆ ก็คงช่วยกันไปแล้ว
โจวเหวินรุ่ยและโจวเซียวพี่ชายของเขายืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน โจวเหวินรุ่ยมีสีหน้าซีดเผือด ดูเหมือนจะตกใจกลัวอยู่บ้าง
โจวเซียวมีสีหน้าเสียดาย หลี่หยวนเป่าอายุยังน้อยนัก แต่กลับเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ ช่างน่าเสียดายจริงๆ
โจวเหวินรุ่ยพูดเสียงเบา "พี่ หยวนเป่าเขา..."
"อืม รุ่ยเป่าไม่ต้องกลัวนะ ทุกอย่างจะเรียบร้อย" โจวเซียวได้แต่พูดแบบนั้น "พวกเรากลับบ้านกันก่อนเถอะ สองวันนี้นายไม่สบาย ถ้าตากแดดนานๆ อาจจะเวียนหัวได้"
โจวเซียวจับมือโจวเหวินรุ่ยไว้ เขากลัวว่าน้องชายจะเห็นภาพเหตุการณ์นี้แล้วฝันร้ายตอนกลางคืน
คนตายแล้วไม่สามารถฟื้นคืนชีพได้ พวกเขาอยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร
รอบๆมีเสียงถอนหายใจดังมากมาย
"ช่างน่าเศร้าจริงๆ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้ หยวนเป่าเด็กคนนี้เป็นสุดที่รักของคุณปู่คุณย่า คราวนี้หัวหน้าหลินคงจะเสียใจแทบตายแน่ๆ"
"หลานชายตัวโตขนาดนี้ พูดว่าไม่อยู่แล้วเป็นใครจะไม่เจ็บปวดล่ะ? ฉันเป็นแค่คนนอกแค่มองดูก็รู้สึกทรมานใจ"
"กลับไปแล้ว ต้องบอกเด็กๆที่บ้านว่าอย่าไปเล่นน้ำอีกเด็ดขาด มันอันตรายมาก"
"ใช่แล้ว ทุกคนต้องดูแลลูกหลานของตัวเอง แม้ว่าช่วงนี้จะเป็นฤดูเก็บเกี่ยวที่ยุ่ง แต่ก็ไม่ควรประมาทเลินเล่อ"
หูของหลินซิ่วอิงอื้ออึง แทบจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
หล่อนอุ้มหลานชายไว้ ได้ยินเสียงคนรอบข้างพูดคุยกันจอแจ แต่ไม่สามารถได้ยินคำพูดใดๆได้อย่างชัดเจนเลย
เสียงดังกึกก้องอันยิ่งใหญ่ข้างหูได้ครอบครองโสตประสาทของหล่อนไปแล้ว
หล่อนคาดเดาว่า อาจจะมีคนกำลังปลอบโยนตนอยู่
แต่การปลอบโยนก็ไม่มีประโยชน์ หัวใจของหล่อนกำลังปวดร้าว ยากที่จะยอมรับความจริงเช่นนี้ได้
ทันใดนั้น มือเล็กๆข้างหนึ่งก็คว้ามือของหล่อนไว้
หลินซิ่วอิงมองไปด้วยน้ำตานองหน้า ปรากฏว่าเป็นเย่เสี่ยวจิ่น
หล่อนเห็นเพียงแค่ริมฝีปากของเย่เสี่ยวจิ่นขยับเล็กน้อย ดูเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง จากนั้นก็ถูกใครบางคนดึงตัวออกไปด้านข้าง
หล่อนได้แต่มองดูเย่เสี่ยวจิ่นวางหลี่หยวนเป่าลงอย่างนุ่มนวล แล้วเริ่มกดหน้าอกของหยวนเป่า
"นี่กำลังทำอะไร นี่กำลังทำอะไร..." หลินซิ่วอิงพูดอย่างตื่นตระหนก "เธอจะทำอะไร จิ่นเป่า..."
หล่อนพูดพลางน้ำตาก็ไหลออกมาอีก "หยวนเป่าตายไปแล้วนะ ถึงเธอจะพยายามอีกก็ไม่มีประโยชน์แล้ว"
ในตอนนี้หลินซิ่วอิงเพิ่งจะพูดประโยคที่สมบูรณ์ออกมาได้อีกครั้ง
โจวเหวินรุ่ยที่กำลังจะเดินออกไปจากฝูงชน มองดูเย่เสี่ยวจิ่นอย่างแปลกใจ "พี่ ทำไมจิ่นเป่าถึงต้อง…จูบหยวนเป่าด้วยล่ะ?"
โจวเซียวก็ไม่ค่อยเข้าใจเช่นกัน แต่ก็หยุดเดินและมองดูอยู่
"เย่ฉางอัน น้องสาวนายกำลังทำอะไรน่ะ? พวกนายช่างแปลกประหลาดจริงๆ"
"โอ้โห คนตายไปแล้วนะ จูบคนตายนี่มันอัปมงคลจริงๆ"
"จุ๊ๆๆ ฉันดูแล้วยังรู้สึกน่ากลัวเลย นี่มันไม่เป็นมงคลเลยนะ เย่จื้อผิง คุณยังไม่รีบห้ามลูกสาวคุณอีกหรือ?"
ปกติแล้ว เย่เสี่ยวจิ่นเป็นคนที่มีอิทธิพลมากในหมู่บ้าน
ดังนั้นจึงไม่มีใครพูดอะไรที่รุนแรงเกินไป แต่ก็รู้สึกว่าการทำแบบนี้ไม่เป็นมงคล
เหงื่อเย็นๆของเย่ฉางอันไหลซึม เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่ในเมื่อน้องสาวยืนกรานจะทำขนาดนี้ เขาแน่ใจว่าเธอต้องมีเหตุผลของตัวเองแน่นอน
เย่ฉางอันกัดฟันพูดว่า "พวกคุณอย่าทะเลาะกัน!"
หลายนาทีต่อมา
"เฮือก!"
หลี่หยวนเป่าสะดุ้งทั้งตัวอย่างกะทันหัน แล้วก็ขากเลือดออกมาเล็กน้อย
แต่เขาก็เริ่มหายใจได้อีกครั้งแล้ว
เย่เสี่ยวจิ่นเหนื่อยจนแทบหมดแรง เธอเช็ดปากแล้วลุกขึ้นยืน แม้ว่าเธอจะไม่เคยทำการช่วยฟื้นคืนชีพให้ใครมาก่อน แต่ด้วยคำแนะนำจากระบบ ก็ถือว่าผ่านพ้นวิกฤตไปได้อย่างหวุดหวิด
หลินซิ่วอิงคิดว่าตัวเองกำลังฝันไป หล่อนรีบพุ่งเข้าไปหาทันที "หยวนเป่า หยวนเป่า เธอไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหม? เธอฟื้นขึ้นมาจริงๆหรือ?"
"ฮือๆๆ ย่า" หลี่หยวนเปาร้องไห้ออกมา ความรู้สึกหายใจไม่ออกเมื่อครู่นี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน เขาตกใจจนแทบตาย
และไม่รู้ว่าเมื่อครู่นี้ใครกำลังกดหน้าอกของเขา มันเหมือนกับมีค้อนหินขนาดใหญ่ทุบลงบนตัวเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เจ็บมากเลย
"คุณย่า คุณย่า..."
หลินซิ่วอิงร้องไห้ "หยวนเป่าเอ๋ย เธอทำให้ย่าตกใจแทบตายเลย ทำไมถึงไม่รู้ความอย่างนี้นะ"
คนรอบข้างไม่คิดว่าหลี่หยวนเป่าที่ไม่ขยับตัวเลยจะฟื้นกลับมาได้ ทันใดนั้น ทุกคนต่างมองไปที่เย่เสี่ยวจิ่นด้วยสายตาอันเต็มไปด้วยความสงสัย
เย่จื้อผิงก็ไม่เข้าใจว่าทำได้อย่างไรกันแน่ จึงถามด้วยความสงสัย "จิ่นเป่า ลูก ลูกแค่กดๆจูบสองที เขาก็ฟื้นขึ้นมาได้เลยเหรอ?"
เย่ฉางอันพูดอย่างยิ้มแย้ม "ผมบอกแล้วไงว่าจิ่นเป่าไม่เคยทำอะไรที่ไม่มั่นใจ นี่เรียกว่าช่วยชีวิตคนเลยนะ ต่อไปต้องมีบุญแน่ๆ"
เย่เสี่ยวจิ่นเห็นคนอื่นๆ ต่างมองเธอด้วยความสงสัย
เธอหันไปพูดกับหลินซิ่วอิงว่า "หยวนเป่าตกใจไม่น้อย คุณรีบพาเขากลับบ้านเถอะ ถ้ามีอะไรผิดปกติค่อยมาหาฉัน"
จากนั้น โดยไม่รอให้หลินซิ่วอิงกล่าวขอบคุณ เธอก็ตบมือของตัวเอง
"ปั้บ ปั้บ ปั้บ"
"ทุกคนฟังฉันนะ ถ้าเกิดเจอสถานการณ์จมน้ำ พวกเราอย่าตื่นตระหนก ฉันจะสอนพวกคุณวิธีปฐมพยาบาล..."
"หลังจากช่วยคนขึ้นมาบนฝั่งแล้ว ให้ดูสภาพสติของผู้ประสบเหตุจมน้ำ ขั้นตอนแรกคือการควบคุมน้ำ..."
เย่เสี่ยวจิ่นใช้โอกาสนี้สอนวิธีปฐมพยาบาลหลังจมน้ำให้กับทุกคน
ชาวบ้านทุกคนเข้าใจแล้ว แต่พวกเขารู้สึกว่าการช่วยหายใจแบบปากต่อปากนี้ค่อนข้างแปลก อย่างไรก็ตามเมื่อต้องช่วยชีวิตคน ใครกันจะสนใจเรื่องเล็กน้อยพวกนี้
ถ้าสามารถช่วยชีวิตได้ ก็ถือว่าเป็นวิธีที่ดี
โจวเหวินรุ่ยรู้สึกว่าตัวเองก็จำได้แล้ว จึงชมว่า "จิ่นเป่า เธอช่างฉลาดจริงๆ"
บทที่ 308: เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง
ในช่วงบ่าย ทุกคนกลับไปทำงานในทุ่งนา
พวกเขาต่างก็พูดคุยกันถึงเรื่องนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่เดิมทุกคนคิดว่าหยวนเป่าตายไปแล้ว ใครจะรู้ว่าเขาถูกเย่เสี่ยวจิ่นช่วยชีวิตไว้
เรื่องนี้ทำให้ทุกคนมองเห็นคุณค่าของเย่เสี่ยวจิ่นมากขึ้นทันที
ขณะที่หลี่ผิงกำลังเกี่ยวข้าว หล่อนก็พูดถึงเรื่องนี้ไปด้วย "พวกคุณว่าไหม จิ่นเป่านี่ฉลาดจริงๆเลย รู้อะไรแบบนี้ด้วย สุดท้ายแล้วการมีความรู้ก็ดีจริงๆนะ"
"ฉันได้ยินมาว่าสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดมีอยู่ในหนังสือ ดูเหมือนว่าการอ่านหนังสือมากๆ เป็นเรื่องที่ดีจริงๆ"
"น่าเสียดายที่ฉันอ่านหนังสือไม่ออก ไม่งั้นก็อยากจะไปอ่านหนังสือบ้างเหมือนกัน"
เฉียนเยี่ยนที่อยู่ข้างๆ พูดพลางหัวเราะว่า "แน่นอนอยู่แล้ว ตอนเที่ยงฉันตกใจจนแทบตาย นึกว่าหยวนเป่าจะตายแล้วจริงๆเสียอีก"
"ใช่เลย ตอนนั้นหัวหน้าหลินถึงกับร้องไห้จนแทบจะหมดสติไปแล้ว มันน่ากลัวมาก" หลี่ผิงพูดพลางทำเสียงจุ๊ๆ "คราวนี้จิ่นเป่ากลายเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตจิ่นเป่าเลยนะ"
"หัวหน้าหลินเคยปฏิบัติดีต่อตระกูลเย่มาก่อน นี่แหละคือการทำดีได้ดี"
ซ่งเสี่ยวจื่อกำลังเกี่ยวข้าวไปพร้อมกับเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
หล่อนไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่เหยาซิ่วเฟินกลับส่งเสียงคำรามไม่หยุด"ก็แค่แมวตาบอดบังเอิญเจอหนูตาย ไม่ได้มีวิธีปฐมพยาบาลดีเลิศอะไรหรอก แค่หลอกคนอื่นเท่านั้นแหละ"
"ถ้าคนมันจะไม่รอดจริงๆ ปฐมพยาบาลไปจะมีประโยชน์อะไร ไม่มีประโยชน์หรอก"
"ฉันว่านะ หยวนเป่าแค่เป็นลมไปเท่านั้นแหละ หล่อนแค่กดๆนิดหน่อย เขาก็ฟื้นขึ้นมาก่อนเวลาเท่านั้นเอง" เหยาซิ่วเฟินลุกขึ้นยืน นวดเอวของตัวเองเบาๆ แล้วถอนหายใจ "แค่ทำอะไรมั่วๆแบบนี้ก็ได้รับการเชิดชูเหมือนผู้มีพระคุณต่อชีวิตแล้วหรือ?"
"คุณพูดอะไรของคุณน่ะ?" หลี่ผิงขมวดคิ้ว "ตอนนั้นถ้าไม่ใช่เพราะจิ่นเป่า คนอื่นๆก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว จริงๆ เด็กคนนั้นก็แทบไม่มีลมหายใจแล้วด้วย"
"ถ้าคุณจะพูดแบบนี้ ต่อไปถ้าคุณตกน้ำ อย่าได้ใช้วิธีของจิ่นเป่าเป็นอันขาด"
เหยาซิ่วเฟินหัวเราะเยาะ "ฉันไม่มีทางตกน้ำหรอก"
จากนั้นก็พูดว่า "ฉันหิวน้ำ ขอไปดื่มน้ำหน่อย"
เฉียนเยี่ยนมองดูหล่อนเดินจากไป แล้วด่าว่า "เบี้ยวงานอีกแล้ว สมัยก่อนตอนยังสาวๆ หล่อนก็เป็นแบบนี้ คิดว่าผู้ชายเห็นว่าหล่อนสวย ก็คงจะช่วยเหลือหล่อนอยู่ดี"
"ตอนนี้อายุปูนนี้แล้วยังทำตัวแบบนี้อีก ถ้าหล่อนทำงานน้อยลง คนอื่นๆก็ต้องทำงานหนักขึ้นน่ะสิ"
เฉียนเยี่ยนพูดพลางมองไปที่ซ่งเสี่ยวจื่อ "แม่ของเธอไปพักผ่อนอีกแล้ว ในเมื่อเธออยู่ที่นี่ เธอก็ทำงานแทนส่วนของหล่อนด้วย"
หลี่ผิงรู้สึกว่ามีเหตุผล "งั้นก็ดีเลย ที่ดินตรงนี้ยังเหลืออีกครึ่งใหญ่ งั้นเธอทำคนเดียวให้เสร็จนะ พวกเราจะขึ้นไปข้างบนแล้ว"
ซ่งเสี่ยวจื่อโกรธ "ให้ฉันทำคนเดียวมากขนาดนี้เชียว? นี่มันทุ่งนาขนาดใหญ่นะ ต่อให้ฉันทำจนเลิกงานก็ทำไม่เสร็จหรอก"
หลี่ผิงแค่นเสียงหึในลำคอ "มันเกี่ยวอะไรกับพวกเราด้วย?"
พูดจบ พวกหล่อนก็เดินจากไป
ซ่งเสี่ยวจื่อโกรธจนกระทืบเท้าอยู่กับที่
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นเย่เสี่ยวจิ่นกำลังรับประทานอาหารอยู่ ก็มีคนมาที่บ้านหลายคน
คนที่มาก็คือหลินซิ่วอิงและลูกชายกับลูกสะใภ้
หลี่ชุ่ยชุ่ยเห็นพวกเขามา ก็รีบลุกขึ้นทันที "หัวหน้าหลิน หยวนเป่าเป็นอย่างไรบ้างคะ? ไม่มีอะไรร้ายแรงใช่ไหม?"
"ไม่เป็นไรแล้ว เมื่อวานตอนบ่ายพวกเราพาไปตรวจที่โรงพยาบาลอำเภอ คุณหมอบอกว่าไม่มีปัญหาอะไรแล้ว" หลินซิ่วอิงพูดพลางยิ้มเล็กน้อย "ครั้งนี้ต้องขอบคุณพวกคุณมาก ไม่งั้นฉันคงตัดโอกาสหลานชายไปเปล่าๆ"
"พวกคุณคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตหลานชายของฉัน ลูกชายและลูกสะใภ้ของฉันได้ยินเรื่องนี้แล้ว ก็เลยซื้อของมาขอบคุณพวกคุณด้วยตัวเอง"
หลี่ฉือถือของมากมายในมือ สวมแว่นตา และใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว ดูเหมือนการแต่งตัวของพนักงานบริษัททั่วไป
เขารู้สึกตกใจเล็กน้อย แต่เดิมเขาได้ยินมาว่าเป็นเด็กสาวจากหมู่บ้านที่ช่วยชีวิตหยวนเป่าเอาไว้ เขาคิดว่าครอบครัวของเธอคงเป็นเพียงชาวนาธรรมดาทั่วไป
เขาคิดว่าจะช่วยเหลือพวกเขาเพิ่มเติม เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณของพวกเขา
แต่จนกระทั่งได้นั่งลง เขาถึงได้พบว่าครอบครัวเย่ดูเหมือนจะร่ำรวยมาก เพียงแค่การตกแต่งและการประดับประดาภายในห้องนี้ก็เหมือนกับบ้านของพวกเขาในอำเภอแล้ว แถมยังใหญ่กว่าและสวยงามสบายกว่าบ้านของพวกเขาอีกด้วย
ในขณะที่หลี่ฉือกำลังตกตะลึง หลิวอวี้ภรรยาของเขาก็แอบรู้สึกเสียใจ
ถ้ารู้ก่อนว่าครอบครัวของพวกเขารวยขนาดนี้ ควรจะซื้อของที่แพงกว่านี้มาจะดีกว่าไม่อย่างนั้นคงจะถูกมองว่าของขวัญชิ้นนี้ไม่มีค่าพอ และอาจคิดว่าพวกเขาไม่จริงใจ
หลี่ฉือถอนหายใจแล้วพูดว่า "พวกเรามีหยวนเป่าเป็นลูกชายคนเดียว เด็กคนนี้ไม่รู้เรื่องรู้ราว ไปเล่นน้ำแล้วเกิดเรื่อง"
"โชคดีที่จิ่นเป่าของพวกคุณฉลาด ช่วยเขาไว้ได้ ไม่อย่างนั้นพวกเราก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น..."
"มาอย่างรีบร้อน เมื่อคืนไม่ได้นอนทั้งคืน เช้านี้มาก็ไม่มีเวลาซื้อของมากมาย พวกคุณอย่าได้รังเกียจนะ"
หลิวอวี้พยักหน้าเช่นกัน "ใช่แล้ว พวกเรารู้สึกขอบคุณพวกคุณมาก นี่ก็มาอย่างรีบร้อน..."
หลี่ฉือทำงานที่สำนักงานรัฐบาลประจำอำเภอ ส่วนหลิวอวี้ภรรยาของเขาก็เป็นเจ้าหน้าที่ธุรการที่สำนักงานรัฐบาลประจำอำเภอเช่นกัน
สามีภรรยาคู่นี้มีสถานะที่ดีมาก และเป็นคนมีการศึกษา ดังนั้นพวกเขาจึงปฏิบัติตามนโยบาย ด้วยความที่มีลูกชายเพียงคนเดียว ถ้าลูกคนเดียวคนนี้เกิดเรื่องขึ้นมา สามีภรรยาคู่นี้ก็จะต้องได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
ของขวัญเหล่านี้ประกอบด้วยเนื้อวัวหลายกิโลกรัม ขาหลังหมูหนึ่งขา ตะกร้าไข่ไก่หนึ่งใบ รวมถึงผ้ากับเข็มด้ายจำนวนไม่น้อย และใบชา
โดยรวมแล้วซื้อของมาจากร้านสหกรณ์มากมาย
หลังจากวางของลง หลี่ชุ่ยชุ่ยก็รู้สึกเกรงใจขึ้นมา "ทำไมพวกคุณถึงซื้อของมามากมายขนาดนี้ เนื้อวัวนี่ราคาแพงมาก คงต้องเสียเงินไปไม่น้อยเลยนะคะ"
หลิวอวี้เห็นว่าหล่อนจริงใจไม่ได้รังเกียจว่าของขวัญน้อยไป ความรู้สึกอึดอัดในใจจึงค่อยๆจางหายไปบ้าง
หลินซิ่วอิงนึกขึ้นมาแล้วรู้สึกกลัวภัยหลัง "ถ้าไม่ใช่เพราะจิ่นเป่า หลานชายของพวกเราก็คงไม่รอด พวกเรามีความคิดอยู่อย่างหนึ่ง"
"นั่นก็คือให้ลูกชายและลูกสะใภ้ของเรารับจิ่นเป่าเป็นลูกสาวบุญธรรม พวกเราจะปฏิบัติต่อเธอเหมือนคนในครอบครัว"
"ต่อไปถ้าจิ่นเป่าไปเรียนในเมือง หล่อนก็พักอยู่ที่บ้านของลูกชายและลูกสะใภ้ของเราได้ พวกเขาจะดูแลหล่อน หยวนเป่ากินอะไรใช้อะไร หล่อนก็จะได้เหมือนกัน"
หลิวอวี้ยิ้มอย่างจริงใจพูดว่า "ถูกต้องค่ะ นี่เป็นบุญคุณที่ช่วยชีวิต ไม่ใช่แค่ของขวัญเล็กๆน้อยๆ แบบนี้ถึงจะตอบแทนกันได้"
"พวกคุณลองพิจารณาดีๆนะคะ พวกเราก็ไม่มีลูกสาว พอดีกำลังอยากได้ลูกสาวเลย"
"พวกเราจะเลี้ยงดูจิ่นเป่าเหมือนเป็นลูกสาวของเราเอง"
นี่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นโอกาสทองที่หล่นลงมาจากฟ้า ท้ายที่สุดคู่สามีภรรยานี้ก็มีฐานะที่น่านับถือ พวกเขาย่อมเป็นครอบครัวที่ดีเยี่ยมอย่างแน่นอน ในอนาคตจะมีโอกาสช่วยเหลือได้มากมาย
สำหรับครอบครัวในชนบท ถ้าลูกสาวมีพ่อแม่บุญธรรมแบบนี้ได้ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก
หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกลังเลอยู่บ้าง เพราะท้ายที่สุดแล้วนี่เป็นเรื่องของจิ่นเป่า
สำหรับหล่อนที่เป็นชาวนามาหลายชั่วอายุคน การเผชิญหน้ากับหัวหน้าหลินและลูกชายลูกสะใภ้ที่เป็นพนักงานรัฐบาลประจำอำเภอของเขา ทำให้หล่อนรู้สึกเคารพนับถืออยู่บ้าง
หล่อนมองไปที่จิ่นเป่าด้วยความสนใจ "จิ่นเป่า ลูกคิดยังไงล่ะ?"
หลิวอวี้และหลี่ฉือก็มองไปที่เย่เสี่ยวจิ่นพร้อมรอยยิ้ม
เด็กหญิงมีผิวขาวนุ่มนวล ดวงตาคู่สวยฉายแววฉลาดและมีชีวิตชีวา ดูเป็นเด็กดีที่มีโชคลาภแต่แรกเห็น
"จิ่นเป่า หนูอยากรับพวกเราเป็นพ่อแม่บุญธรรมไหมจ๊ะ?" หลิวอวี้พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ต่อไปเราจะพาหนูไปที่อำเภอแล้วซื้อลูกอมให้กินทุกวันนะ"
หลี่ฉือก็พยายามโน้มน้าวใจเช่นกัน "ใช่แล้ว ต่อไปเมื่อพี่หยวนเป่าไปเรียนหนังสือ หนูก็จะได้ไปเรียนด้วยกัน"
แต่สิ่งที่เกินความคาดหมายของคู่สามีภรรยาหลิวอวี้ก็คือ เย่เสี่ยวจิ่นกลับปฏิเสธโอกาสดีๆแบบนี้ทันทีแบบไม่ต้องคิดอะไรเลย
เย่เสี่ยวจิ่นพูดด้วยน้ำเสียงใสกังวานและมีเหตุผล "ขอบคุณสำหรับความปรารถนาดีของพวกคุณ แต่หนูไม่ต้องการแบบนั้น การที่หนูช่วยหยวนเป่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น หนูไม่อยากให้พวกคุณต้องรู้สึกขอบคุณมากมายขนาดนั้น"
"ยิ่งไปกว่านั้นพ่อแม่หนูก็รักและทะนุถนอมหนูมาก หนูคงไม่รับพ่อแม่บุญธรรมน่ะค่ะ"
"หนูชอบของขวัญที่พวกคุณให้มามาก แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว พวกคุณไม่ต้องรู้สึกเป็นภาระทางใจนะคะ และถ้าพวกคุณยืนกรานจะรับหนูเป็นลูก หนูก็จะรู้สึกกดดันมากเหมือนกัน"
หลิวอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะออกมา "เด็กคนนี้พูดจาเหมือนผู้ใหญ่เลย ถึงกับบอกว่ารู้สึกกดดันด้วย"
หล่อนหันไปมองหลี่ชุ่ยชุ่ย "น้าสะใภ้ พวกคุณคิดยังไงคะ?"
หลี่ชุ่ยชุ่ยเอ่ยปาก "ในเมื่อจิ่นเป่าไม่เต็มใจ พวกเราก็ต้องฟังความเห็นของหล่อนนั่นแหละค่ะ"
"พวกคุณมีความหวังดีอย่างไร พวกเราทุกคนรู้ดี เพียงแต่เรื่องแบบนี้ก็ให้มันสุดแล้วแต่โชคชะตาเถอะค่ะ"
แม้หลินซิ่วอิงจะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่ก็พยักหน้าและกล่าวว่า "จิ่นเป่าเป็นเด็กที่มีความคิดเป็นของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น ต่อไปครอบครัวของเราทั้งสองก็แค่ต้องพบปะกันบ่อยๆเท่านั้นเอง"
"ยังมีเวลาอีกยาวนานในวันข้างหน้า อย่างมากก็แค่ให้หยวนเป่าคอยรับใช้จิ่นเป่า เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิตไว้"
หลิวอวี้กลับหัวเราะขึ้นมาทันทีและพูดว่า "แม่ คำพูดของคุณนี่ฟังเหมือนจะเป็นการหมั้นหมายเด็กกันตั้งแต่เล็กๆเลยหรือ?"
หลินซิ่วอิงก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ "แบบนี้ก็ได้นะ แต่ตอนนี้เน้นเรื่องเสรีภาพในการแต่งงาน พวกเราไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวมากเกินไป"
พวกเขานั่งอยู่สักพักแล้วก็จากไป
หลี่หยวนเป่ายังอยู่ที่บ้าน พวกเขาทุกคนต่างเป็นห่วงเขามาก ถ้าไม่ใช่เพราะทุกคนเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคมที่ต้องรีบมาขอบคุณ พวกเขาคงจะอยู่เฝ้าหลี่หยวนเป่าไม่ห่างเลยแม้แต่ก้าวเดียว
แต่การมาที่นี่ก็ไม่ได้เสียเวลานานนัก หลังเยี่ยมเสร็จพวกเขาก็กลับไปดูสถานการณ์ของหลี่หยวนเป่า
เย่ฉางอันอดถามไม่ได้ "จิ่นเป่า พวกเขาเป็นครอบครัวที่เป็นข้าราชการทั้งหมดนะ เธอปฏิเสธไปเลยเหรอ?"
"มีคนมากมายที่อยากได้โอกาสแบบนี้แต่ก็ไม่มีทางได้นะ"
"แถมเธอยังช่วยชีวิตพวกเขาด้วย จะรับพวกเขาเป็นพ่อแม่บุญธรรมก็ไม่ได้เกินไปนะ"
เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหน้า โบกมือไปมา "สำหรับพวกเขา มันคือการช่วยชีวิต แต่สำหรับหนู มันเป็นเพียงแค่การช่วยเหลือตามสะดวกเท่านั้น"
"ถ้าหนูถือเอาสิ่งนี้มาเป็นบุญคุณแล้วไปพึ่งพาอาศัยคนอื่นไปตลอดชีวิต นั่นสิถึงจะเป็นเรื่องไม่ดี"
"ตอนนี้เว้นระยะห่างแบบนี้เหมาะสมดีแล้วล่ะ"
นอกจากนี้เย่เสี่ยวจิ่นยังไม่ชอบความยุ่งยาก และไม่ชอบสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเกินไปกับคนแปลกหน้า
ความคิดของเธอนั้นเรียบง่าย แค่อยู่กับครอบครัวให้มีความสุข หาเงินให้ได้มากพอที่จะใช้ไปตลอดชีวิต เท่านั้นเอง
เย่จื้อผิงลูบหัวของเย่เสี่ยวจิ่น "ยังไงจิ่นเป่าก็ดีที่สุด ลูกเข้าใจเหตุผลมากมาย และด้วยเหตุผลนี้ ถ้าเราไปพึ่งพาคนอื่นจริงๆ เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ มันก็จะไม่ดีกับใครทั้งนั้น"
"ครอบครัวของเราก็ไม่ได้ยากจนอะไร ไม่จำเป็นต้องไปพึ่งพาญาติแบบนี้หรอก"
หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดอย่างจนปัญญา "อะไรกันล่ะที่เรียกว่าพึ่งพา? พวกเขาแค่อยากสนิทสนมกันมากขึ้นเท่านั้นเอง"
เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มพลางพูดว่า "ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้แล้ว ดูสิ พวกเขาเอาเนื้อมาให้เยอะแยะเลย วันนี้ตอนเที่ยง หนูกับพี่สะใภ้จะทำอาหารเนื้อส่งไปให้พวกคุณนะ"
หลิวเยว่พยักหน้า ทันทีที่เห็นเนื้อพวกนี้ หล่อนก็คิดไว้แล้วว่าจะทำอาหารอะไร
โจวเหวินรุ่ยมาที่บ้านตระกูลเย่ในช่วงเช้าพร้อมกับขนมหวานบางอย่าง
เขาเห็นเย่เสี่ยวจิ่นกำลังตากถั่วเหลืองอยู่ในลานบ้าน จึงรีบเข้าไปหาและพูดว่า "จิ่นเป่า กำลังยุ่งอยู่เหรอ?"
"ใช่แล้ว" เย่เสี่ยวจิ่นมองดูโจวเหวินรุ่ย "นายนี่นะ หายไปนานแล้วไม่กลับมาเลย ไปทำอะไรมาล่ะ?"
โจวเหวินรุ่ยยิ้มอย่างอบอุ่น ส่งกล่องโลหะให้กับเย่เสี่ยวจิ่น "นี่เป็นของที่พ่อแม่ฉันให้มา ฉันไม่กล้ากินสักชิ้น เก็บไว้ให้เธอทั้งหมดเลย"
เย่เสี่ยวจิ่นมองดู บนกล่องโลหะนั้นยังมีตัวอักษรภาษาอังกฤษด้วย
"ขนมนำเข้าเหรอ?"
"โจวเหวินรุ่ยหัวเราะพลางพูดว่า "ใช่แล้ว พ่อแม่ฉันซื้อมาตอนที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ ครั้งนี้ฉันป่วยเข้าโรงพยาบาล พวกเขาเลยกลับมาเยี่ยมฉัน แต่ตอนนี้ฮียหายดีแล้ว ต่อไปก็สามารถเล่นกับคุณในหมู่บ้านได้อีกครั้ง"
เย่เสี่ยวจิ่นก็ไม่ได้เกรงใจเขา "ได้ อย่างนั้นฉันรับลูกอมของนายไว้แล้วกัน อีกสองสามวันตอนที่บ้านฉันทำเต้าหู้ นายมากินเต้าฮวยนมด้วยนะ"
โจวเหวินรุ่ยตกลงรับปาก
เย่เสี่ยวจิ่นรู้ว่าโจวเหวินรุ่ยเป็นเด็กที่ต้องกินยาบ่อยๆ ตอนนี้เด็กที่ต้องกินยาบ่อยๆคนนี้โตขึ้นอีกหนึ่งปีแล้ว อายุ9ขวบแล้ว แต่ดูเหมือนจะผอมแห้งกว่าเด็กวัยเดียวกันมาก"แม้ว่าจะมีหน้าตาดี แต่ดูเหมือนจะไม่ค่าสุขภาพเลย ไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไรอยู่
"จิ่นเป่า แต่ก่อนเธอก็ป่วยบ่อยๆนี่ แล้วทำไมตอนนี้ดูแข็งแรงเหมือนวัวไปได้?"
เย่เสี่ยวจิ่นกลอกตา "ใครเหมือนวัวกัน? ถ้านายไม่รู้จักพูดก็อย่าพูดมากไปหน่อยเถอะ"
โจวเหวินรุ่ยตามติดเย่เสี่ยวจิ่นไปพลิกตากถั่วเหลืองเหมือนเป็นสมุนน้อยๆที่ติดตามไปด้วย โดยไม่รู้สึกเบื่อเลย
หลิวเยว่นั่งเลือกผักอยู่ใต้ชายคาบ้าน กลับรู้สึกว่าพวกเขาเป็นเพื่อนเล่นตั้งแต่เด็ก ดูมีอะไรสนุกๆอยู่บ้าง
"รุ่ยเป่า เดี๋ยวเธอก็กินข้าวเที่ยงที่นี่นะ กินพร้อมกับจิ่นเป่า แล้วตอนบ่ายก็ค่อยไปเล่นด้วยกัน"
โจวเหวินรุ่ยมองดูหลิวเยว่แล้วหันไปมองที่เย่เสี่ยวจิ่น "จิ่นเป่า ได้ไหม?"
"แน่นอนว่าได้สิ นายกินได้เท่าไหร่กันเชียว ไม่ได้ขาดแคลนอาหารคำเดียวของคุณหรอก"
โจวเหวินรุ่ยรู้ดีว่าจิ่นเป่านั้นใจดีที่สุด
เขาอาบแดดอยู่สักพักจนรู้สึกเวียนศีรษะเล็กน้อย ภายใต้แสงแดด เขาเริ่มไอขึ้นมาอย่างกะทันหัน
"แค่ก แค่ก แค่ก..."
“นายเป็นอะไรไหม? ไม่สบายหรือ? ดูสิ นายนี่เป็นขวดยาเดินได้เลย รีบไปนั่งข้างในเถอะ"
เย่เสี่ยวจิ่นลากตัวโจวเหวินรุ่ยไปที่ใต้ชายคา แล้วหยิบเก้าอี้เล็กๆมาให้เขา
โจวเหวินรุ่ยมองดูเธอวุ่นวาย จู่ๆก็รู้สึกว่ามีอะไรนุ่มๆอยู่ที่เท้าของเขา พอก้มลงมอง ปรากฏว่าเป็นเสี่ยวฮุยฮุย
สุนัขสีเทาตัวเล็กโตขึ้นมากแล้ว ขนฟูฟ่อง นอนแผ่อยู่บนพื้นพลางส่ายหางอย่างเกียจคร้าน
เย่เสี่ยวจิ่นถอนหายใจ "รุ่ยเป่า สมรรถภาพร่างกายของนายแย่มาก นายต้องออกกำลังกายให้มากกว่านี้นะ"
โจวเหวินรุ่ยรู้สึกเขินอายเล็กน้อย เขาออกกำลังกายมากเกินไป ทำให้เลือดกำเดาไหลง่าย
แต่เมื่อจิ่นเป่าพูดแบบนั้น เขาก็ต้องตอบตกลง "จิ่นเป่าพูดถูก ฉันจะต้องออกกำลังกายให้ดีกว่านี้แน่นอน"
ระบบพูดขึ้นมาทันทีว่า [โฮสต์ ร่างกายของเขาไม่ค่าสุขภาพ ถ้าออกกำลังกายหักโหมเกินไป อาจจะเกิดปัญหาได้]
"ยากจริงๆ แล้วคุณมีคำแนะนำดีๆอะไรไหม?"
ระบบคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหน้าต่างป๊อปอัพก็ปรากฏขึ้นมา
[แผนเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ต้องการเปิดใช้งานหรือไม่]
เย่เสี่ยวจิ่นสงสัย "หา? นี่...ก็ได้ด้วยเหรอ?"
[แน่นอนสิ ถ้าค่าสุขภาพเพิ่มขึ้นจาก40 เป็น100 เจ้าของร่างก็จะได้รับคะแนนด้วยนะ]
[มันก็เหมือนกับภารกิจการเรียนก่อนหน้านี้นั่นแหละ]
เย่เสี่ยวจิ่นไม่คิดว่าจะมีเรื่องดีๆที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นแบบนี้ "ดีเลย ดีเลย รีบเปิดใช้งานเลย!"
บทที่ 309: เกิดมาพร้อมพลังฟ้าประทาน
แถบแสดงความคืบหน้าบ่งชี้ว่าในตอนนี้โจวเหวินรุ่ยมีค่าสุขภาพอยู่ที่40เท่านั้น
เย่เสี่ยวจิ่นลูบคาง พารามิเตอร์ทั้งหมดเป็นสถานะค่าสุขภาพของโจวเหวินรุ่ย
เธอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อคลิกดูสถานการณ์ค่าสุขภาพก็พบว่ามีข้อมูลของตัวเองอยู่ด้วย โดยแสดงว่าหลังเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงเสร็จสมบูรณ์แล้ว ค่าสุขภาพจะอยู่ที่100
"จิ่นเป่า เธอกำลังอาบแดดเหม่อลอยทำอะไรอยู่น่ะ? ไม่ร้อนหรือ?" โจวเหวินรุ่ยนั่งอยู่บนม้านั่งเล็กๆ มองดูเย่เสี่ยวจิ่น "รีบมานั่งตรงนี้เร็ว! ถั่วทั้งหมดตากแห้งดีแล้ว"
"อ๊ะ? ตกลง" เย่เสี่ยวจิ่นวางของในมือลง แล้วเดินสองสามก้าวมาที่ใต้ชายคาบ้าน
หลิวเยว่ลุกขึ้นถือจานอาหารเข้าไปในครัว
ตอนนี้เวลาสิบโมงเช้าแล้ว เพื่อให้พวกเขาได้กินอาหารจานเนื้อที่อร่อย ก็ถึงเวลาที่ต้องเริ่มเตรียมแล้ว
"พี่สะใภ้ ฉันมาช่วยนะ" เย่เสี่ยวจิ่นเข้าไปในครัว
โจวเหวินรุ่ยก็เข้าไปนั่งในครัวเช่นกัน
หลิวเยว่มองดูหัวหอมสองหัว หนึ่งใหญ่หนึ่งเล็ก ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ "พวกเธอนั่งอยู่ตรงนี้ดีๆนะ ฉันจะได้ไม่ต้องคอยดูแลพวกเธอ"
"ในครัวนี่ร้อนจะตายอยู่แล้ว พวกเธอไม่กลัวเหรอ?"
เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหน้า "ไม่เป็นไรหรอกค่ะ"
เธอพูดพลางไปล้างเนื้อวัวและผักอื่นๆ
หลิวเยว่จุดไฟ เทน้ำลงในหม้อ ใส่ขิงแผ่นและใบกระเทียม แล้วโยนขาหมูที่สับไว้ลงไปในหม้อ
"เปรี๊ยะ" ไฟในเตาลุกโชนแดงและเผาไหม้รุนแรง
เนื้อในน้ำค่อยๆเปลี่ยนสี ฟองเลือดสะอาดขึ้นมาก
หล่อนไม่ได้ปิดฝาหม้อ ปล่อยไอร้อนลอยขึ้นมา แล้วใช้ทัพพีตักฟองที่ลอยบนผิวน้ำใส่ชามเล็ก
บนหน้าผากของหล่อนเริ่มมีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย
เย่เสี่ยวจิ่นนำผักที่ล้างแล้วใส่ในกะละมังผัก แล้วยกเข้าไปในครัว วางไว้บนโต๊ะ "มีอะไรต้องล้างอีกไหมคะ?"
"ไม่มีแล้ว" หลิวเยว่วางของในมือลง หันไปตบหัวของเย่เสี่ยวจิ่นเบาๆ "ดูสิ เหงื่อท่วมหน้าผากเลย ร้อนมากสินะ"
"เธอไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาหรอก อากาศร้อนขนาดนี้ นั่งอยู่เฉยๆก็พอแล้ว"
เย่เสี่ยวจิ่นอยู่นิ่งไม่ได้ ด้วยความที่ร่างกายแข็งแรง พอเหงื่อออกในอากาศร้อนกลับรู้สึกสบายตัวไปทั้งร่าง
เธอนึกขึ้นได้ทันทีว่าที่บ้านยังมีแตงโมลูกใหญ่อีกหลายลูก
"หนูจะไปเอาแตงโมลูกหนึ่งไปแช่ในน้ำบ่อ พอถึงเที่ยงก็จะเอาไปให้คนในบ้านกิน"
"ให้ฉันไปเองดีกว่า" หลิวเยว่รีบอาสาช่วยเหลือ "แต่ละลูกหนักตั้ง20กว่าชั่งนะ ฉันจะช่วยเธอถือไปเอง"
หล่อนกำลังจะเดินไป แต่น้ำแกงก็เดือดปุดๆแล้ว
หลิวเยว่จำเป็นต้องตักขาหมูออกมาทั้งหมด ไม่อย่างนั้นมันจะเปื่อยเกินไป และรสชาติก็จะไม่อร่อย
"ฉันจะจัดการกับน้ำแกงนี้ก่อน เธออย่าเพิ่งทำอะไรเลย รอให้ฉันตุ๋นขาหมูเสร็จก่อน แล้วจะไปจัดการอย่างอื่นต่อ"
เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกจนปัญญาเล็กน้อย "พี่สะใภ้ พี่ลืมไปแล้วหรือว่าหนูแข็งแรงแค่ไหน?"
"พี่ทำงานของพี่เถอะ หนูทำเองได้"
โจวเหวินรุ่ยตามมาด้วยความสงสัย "จิ่นเป่า เธอไม่ได้แข็งแรงมากนี่ จะยกแตงโมขนาด10กิโลกรัมไหวเหรอ?"
"แน่นอนอยู่แล้ว" เย่เสี่ยวจิ่นพูดขณะเดินเข้าไปในห้องโถง ชี้ไปที่กระสอบใส่แตงโมขนาดใหญ่ "ถุงนี้หนักตั้ง100ชั่ง นายคิดว่าฉันจะยกมันไหวไหม"
โจวเหวินรุ่ยเดินไปลองยกด้วยตัวเอง พอยกขึ้นก็ไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
เขากลืนน้ำลาย "ไม่ไหวแน่ๆ มันหนักเกินไป"
เขาลองอีกสองครั้ง แต่ในฐานะเด็กชายตัวน้อยที่ป่วยบ่อย เขาย่อมไม่สามารถยกมันขึ้นได้อย่างแน่นอน
"อย่าพยายามเลย นายยกไม่ขึ้นหรอก"
เย่เสี่ยวจิ่นถูมือทั้งสองข้าง "ให้ฉันลองดูดีกว่า"
โจวเหวินรุ่ยมองดูเย่เสี่ยวจิ่น คิดว่าเธอก็คงยกไม่ไหวเหมือนกัน ถึงอย่างไรจิ่นเป่าก็ยังเล็กมาก จะมีแรงเท่าผู้ใหญ่ได้อย่างไร?
เย่เสี่ยวจิ่นใช้มือทั้งสองจับปากถุงกระสอบแล้วออกแรงเพียงเล็กน้อย ก็สามารถยกถุงแตงโมขนาดใหญ่ขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย
นอกจากนี้ ฝีเท้าของเธอยังเบามาก ไม่มีอาการเซแม้แต่น้อย มั่นคงเกินไปด้วยซ้ำ
"เป็นไปได้ยังไง!" โจวเหวินรุ่ยมองดูเย่เสี่ยวจิ่นในสภาพนี้ด้วยความตกตะลึง เขาถึงกับงุนงงไป
นี่... ถุงแตงโมนี่หนักราวกับภูเขาลูกหนึ่ง ทำไมจิ่นเป่าถึงแบกมันขึ้นมาได้แบบนี้?
เย่เสี่ยวจิ่นกำลังยิ้มอย่างมีความสุข ทันใดนั้นก็เหลือบไปเห็นหลิวเยว่
ตอนนี้เอง สายตาของทั้งสองได้สบกัน
หลิวเยว่ขยี้ตาแล้วพูดว่า "จิ่นเป่า? เธอแบกอะไรอยู่น่ะ?"
หล่อนตาฝาดไปหรือเปล่า?
"หนู..." เย่เสี่ยวจิ่นวางถุงลงบนพื้นเบาๆ "ไม่มีอะไรหรอก พี่สะใภ้ พี่ไม่ได้จะทำอาหารหรอกเหรอ? รีบไปเถอะ พวกเราจะเล่นกันตรงนี้"
เย่เสี่ยวจิ่นเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างกระอักกระอ่วน "หนูคิดว่าพี่อาจจะขาดพริกฮวาเจียวอีกนิดหน่อย ในบ้านมีอยู่ต้นหนึ่ง พี่ไปเด็ดมาใช้ได้นะ ผัดกับเนื้อวัวจะหอมมากเลย"
"ฉันจะไปเดี๋ยวนี้" หลิวเยว่ยังคงรู้สึกงุนงง อีกฝ่ายจำได้อย่างไรว่าถุงใหญ่นี้เป็นแตงโม
นอกจากนี้ เมื่อครู่หล่อนยังเห็นจิ่นเป่าแบกแตงโมได้อย่างง่ายดายด้วย
หล่อนส่ายหัว พึมพำกับตัวเอง "นี่มันหนักตั้งห้าสิบชั่งนะ ฉันคงคิดผิดไปแน่ๆ"
เห็นเด็กหญิงเดินไปแล้วหล่อนก็เดินวนรอบถุงแตงโมสองรอบ ก่อนจะยื่นมือไปยกขึ้นมา และมันก็หนักมากจริงๆ
หลิวเยว่รู้สึกประหลาดใจ "ฉันได้ยินแม่พูดว่าเมื่อปีที่แล้วตอนที่เธอยังเล็กอยู่ เธอก็ถือจอบทำงานได้ด้วยตัวเองแล้ว"
"ฉันคิดว่ามันเป็นแค่คำพูดธรรมดาเสียอีก แต่ดูเหมือนว่าจิ่นเป่ามีแรงมากจริงๆ"
"ทำไมเธอถึงมีแรงมากขนาดนี้ล่ะ? ไม่เคยมีเด็กคนไหนพลังเยอะขนาดนี้มาก่อนเลยนะ"
เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกไม่มั่นใจ "พี่สะใภ้ หนูอาจเกิดมาพร้อมกับพละกำลังที่มากกว่าคนอื่นก็ได้นะคะ ทุกคนต่างก็มีความสามารถพิเศษของตัวเองกันทั้งนั้น"
"ดูสิคะ พี่สามมีความสามารถพิเศษในด้านการเรียน พี่รองมีความสามารถพิเศษในการเดินทางไปทั่ว..."
"ส่วนความสามารถพิเศษของหนู ก็...ก็คือมีแรงมากน่ะค่ะ"
หลิวเยว่ได้ยินดังนั้นก็คิดว่าเป็นไปได้
หล่อนเคยอ่านนิยายเรื่องผู้กล้าแห่งเขาเหลียงซาน ในนั้นมีตัวละครหลายคนที่มีพลังพิเศษมาตั้งแต่เกิด
ถ้าจิ่นเป่าเกิดมาพร้อมพละกำลังเหนือมนุษย์ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ท้ายที่สุดแล้วโลกนี้ก็กว้างใหญ่และเต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์ ยิ่งไปกว่านั้นนี่ยังเป็นจุดแข็ง จึงไม่มีอะไรต้องพูดอีก
"ในเมื่อจิ่นเป่าแข็งแรงขนาดนี้ ต่อไปฉันจะไม่ห้ามเธออุ้มแตงโมอีกแล้ว"
หลิวเยว่พูดก่อนชะงักเมื่อได้กลิ่นไหม้ "แย่แล้ว ไข่ของฉัน!"
หล่อนรีบร้อนไปตักไข่ออกจากกระทะทันที
โจวเหวินรุ่ยลองไปทดสอบอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่สำเร็จ "ทำไมพวกเธอทุกคนถึงยกมันขึ้นได้ มีแค่ฉันคนเดียวที่ทำไม่ได้ มันแปลกมากเลยนะ"
โจวเหวินรุ่ยบีบมือตัวเองเบาๆ รู้สึกท้อแท้เล็กน้อย "คงเป็นเพราะฉันป่วยมาตั้งแต่เด็ก ร่างกายไม่แข็งแรง ฉันเลยมีแรงน้อย"
"ถ้าร่างกายฉันแข็งแรง ฉันก็คงจะยกถุงแตงโมนี้ได้เหมือนจิ่นเป่าแน่ๆ"
เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกว่าโจวเหวินรุ่ยยังคงค่อนข้างซื่อๆและน่ารัก "นายเข้าใจผิดแล้ว ไม่ใช่ทุกคนจะเก่งเหมือนฉัน ดังนั้นนายไม่จำเป็นต้องรู้สึกด้อยหรอก"
เธอพูดพลางเอามือไพล่หลัง "แต่ถ้านายอยากแข็งแรงเหมือนฉัน ก็มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน"
โจวเหวินรุ่ยไม่เชื่อ "เป็นไปไม่ได้หรอก หมอบอกว่าร่างกายของฉันไม่แข็งแรงตั้งแต่เกิด การที่จะรักษาให้เหมือนคนปกติในภายหลังแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย"
ในดวงตาสีอำพันของเขามีความรู้สึกจนใจและเหงาหงอยอยู่บ้าง
แค่เล่นน้ำนิดหน่อยก็ทำให้เขาป่วยเป็นหวัดได้
เขาอิจฉาจิ่นเป่าที่เล่นได้ทุกวัน แต่ว่า...จิ่นเป่าเองก็เคยมีร่างกายอ่อนแอมาก่อน
บางทีอาจจะเป็นไปได้ว่าจิ่นเป่ามี "เคล็ดลับ" อะไรบางอย่างจริงๆ
เย่เสี่ยวจิ่นตบอกเบาๆ "นายแค่มาออกกำลังกายกับฉัน รับรองว่าสุขภาพของนายต้องดีขึ้นแน่นอน! ฉันรับประกันเลย!"
ท้ายที่สุด เธอมีระบบเป็นตัวช่วยอยู่นี่นา
บทที่ 310: ความคิดเล็กๆน้อยๆของเซี่ยเซียงเซียง
ช่วงเที่ยงวัน เย่เสี่ยวจิ่นและคนอื่นๆไปส่งอาหารอีกครั้ง
หยางเจวียนสงสัยว่าอาหารกลางวันของพวกเขาในวันนี้คืออะไร พอมองดู ลูกตาทั้งสองก็แทบจะถลนออกมาทันที
"เนื้อวัวผัดพริกฮวาเจียว ขาหมูตุ๋นถั่วเหลือง และยังมีหมูสับผัดบวบ ไข่ผัดพริก... เป็นอาหารที่มีเนื้อสัตว์ทั้งนั้นเลย!"
"อาหารของพวกเธอดีเกินไปแล้ว แถมยังทำถึงสี่อย่างอีก"
"กลิ่นหอมจริงๆเลย ทำมาชามใหญ่เชียว ใช้แต่วัตถุดิบชั้นดีทั้งนั้น"
หยางเจวียนทึ่ง พลางพูดว่า "ไม่แปลกใจเลยที่ครอบครัวของพวกเธอพยายามทำงานหนักขนาดนี้ การหาเงินให้มากก็มีข้อดีนะ อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน"
อาหารของหล่อนในวันนี้มีแค่ผักดองผัดไส้หมูกับพริกบด ซึ่งก็ถือว่าเป็นอาหารที่ดีมากแล้ว
"ไม่ใช่หรอก" หลี่ชุ่ยชุ่ยยิ้มพลางพูดว่า "ใครจะซื้อได้ทุกวันล่ะ นี่เป็นของที่หัวหน้าหลินและคนอื่นๆส่งมาให้เมื่อเช้านี้เอง"
"พวกเขาบอกว่าเป็นการขอบคุณที่จิ่นเป่าช่วยชีวิตคนเมื่อวานนี้"
"น่าจะเป็นอย่างนั้น" หยางเจวียนเข้าใจแล้ว "ฉันก็ว่าแล้ว พวกเธอไม่ได้ไปตลาดนัดเลย แล้วเนื้อกับผักพวกนี้มาจากไหน"
"แต่ครอบครัวใหญ่ของพวกคุณมีคนเยอะขนาดนี้ ค่าใช้จ่ายก็คงจะสูงเหมือนกันนะ"
หยางลี่ลี่พูดพลางหัวเราะอยู่ข้างๆว่า "ค่าใช้จ่ายสูง ก็ต้องหาเงินให้มากสิ"
"งั้นทำไมเธอไม่ไปหาเงินล่ะ"
"ฉันน่ะเหรอ? ฉันยังเด็กอยู่เลย ให้พี่ชายฉันไปหาเงินดีกว่า" หยางลี่ลี่พูดพลางยิ้มเม้มปาก "พี่ชายฉันตัวสูงใหญ่ ถ้าไม่ไปหาเงินก็เสียเปล่าความสามารถนี้น่ะสิ"
หยางจิ่นถือชามไว้แล้วพูดว่า "อย่าพูดเหลวไหลน่า ฉันทำนาข้าวมาปวดแขนจะตายอยู่แล้ว แค่ถือชามนี่ก็เหมือนกำลังถือก้อนเหล็กเลย"
"แต่อาหารกลางวันนี่อร่อยดีนะ ช่วยเรียกน้ำย่อยด้วย"
"เธอยังต้องการเรียกน้ำย่อยอีกเหรอ? เธอเหนื่อยขนาดนี้ ถึงจะเป็นอาหารที่ไม่ช่วยเรียกน้ำย่อย ฉันว่าเธอก็คงกินได้ไม่น้อยหรอก"
พี่น้องคู่นี้ชอบแหย่กันอยู่บ่อยๆ คึกคักและสนุกสนานมากทีเดียว
เย่หวายกินข้าวและดื่มน้ำสองอึก
หยางจิ่นนั่งลงข้างๆเขาแล้วพูดว่า "เสี่ยวหวาย อีกไม่นานก็จะต้องไปเรียนแล้ว นายซื้อกระเป๋าเดินทางหรือยัง?"
"ครั้งที่แล้วบ้านนายจัดงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จไปแล้ว คงไม่ใช่ว่าจะไม่ไปเรียนหนังสืออีกใช่ไหม?"
"ฉันเห็นกระเป๋าเดินทางทำจากไม้ใบหนึ่ง มันดูสวยมาก แต่ราคาแพงนิดหน่อย แต่พ่อของฉันบอกว่าจะซื้อให้ฉัน เขากลัวว่าฉันจะทำให้อับอายขายหน้าตอนไปเรียนในเมือง"
เย่หวายกินข้าวไปพลางก้มหน้าพูดว่า "ฉันไม่ไปเรียนหนังสือหรอก"
หยางจิ่นกำลังจะเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง
เย่หวายหัวเราะเบาๆ "ฉันมีแผนที่ดีกว่า รอสักพักแล้วนายจะรู้เอง"
หยางจิ่นไม่รู้ว่าในโลกนี้จะมีแผนอะไรที่ดีกว่าการเรียนที่โรงเรียนอาชีวะศึกษาอีก "นายคงไม่ได้คิดจะไปทำธุรกิจกับพี่รองของนายหรอกนะ? นายที่เป็นคนเงียบขรึมแบบนี้ ฉันเกรงว่านายคงติดต่อกับผู้คนไม่เก่งหรอก"
เย่ฉางอันกินข้าวเสร็จแล้ว เก็บชามตะเกียบเรียบร้อย ลุกขึ้นตบท้องเบาๆ "อิ่มแล้ว ฉันจะไปหาใบตองสักใบมารองนอนหลับสักงีบ ง่วงจะตายอยู่แล้ว"
หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบพูดว่า "อย่าไปทำอะไรเหลวไหลนะ ถ้าเกิดมีงูในกอต้นกล้วยจะทำยังไง?"
"ผมกลัวงูเหรอ?" เย่ฉางอันหาวหวอด "ผมไม่กลัวงูหรอก"
"อีกอย่าง ผมนอนอยู่ดีๆ งูจะมากัดผมทำไม? แค่ไม่เหยียบงู งูก็จะไม่กัดคนก่อนหรอก"
หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่อยากคุยกับเขาแล้ว "เจ้าสาม เดี๋ยวไปดูแลพี่ชายลูกด้วยนะ"
เย่ฉางอันอยู่ที่ริมคันนาข้างคูน้ำ เขาหักใบตองกล้วยขนาดใหญ่มาสองสามใบ แล้วหาที่โล่งๆร่มๆ ปูลงไป
เขาถอดเสื้อตัวบนออก นอนลงบนพื้นแล้วเอาเสื้อคลุมหัว แล้วหลับสนิทไป
ไม่นานนัก เสียงกรนก็ดังสนั่นราวกับฟ้าร้อง
เซี่ยเซียงเซียงที่อยู่ไม่ไกลนัก ได้ยินเสียงกรนของเย่ฉางอัน อดขำไม่ได้ หล่อนแอบย่องเข้าไปอย่างเงียบๆ แล้วนั่งยองๆลงข้างๆเย่ฉางอัน
เห็นได้ชัดว่าชายคนนั้นเปลือย.อกโล่ง กล้ามเนื้อบนหน้าอกของเขาเด่นชัดมาก
เซี่ยเซียงเซียงรู้สึกว่าแก้มของหล่อนร้อนผ่าวขึ้นมา
ซ่งเสี่ยวจื่อพบว่าเซี่ยเซียงเซียงไปแอบดูเย่ฉางอันอีกแล้ว หล่อนรู้สึกโมโหจนแทบระเบิด "จริงๆเลย เหมือนคนบ้าเลย ทุกวันเฝ้ามองคนอื่นแต่ไม่กล้าพูด..."
หล่อนอยู่ที่ริมน้ำด้านล่าง บิดผ้าเช็ดหน้าและใช้เช็ดเหงื่อที่หลัง รู้สึกเย็นสบายขึ้นมาก
เย่ฉางอันรู้สึกว่ามีคนบีบแขนของเขา เขาก็ตกใจ คิดว่าเป็นงูจริงๆ
เขาคว้าทันทีและจับได้มืออันเย็นนุ่ม
"อ๊า!" เสียงร้องตกใจสั้นๆของเซี่ยเซียงเซียงดังขึ้น
เย่ฉางอันเปิดเสื้อขึ้นดู พบว่าเป็นสาวสวยคนหนึ่งที่ดูคุ้นตาอยู่บ้าง "คุณเป็นใคร? มานั่งเฝ้าผมทำไม?"
"ฉัน... ฉันแค่เดินผ่านมา และมาพักเย็นๆตรงนี้ คุณเข้าใจผิดแล้วล่ะ" เซี่ยเซียงเซียงดึงมือตัวเองกลับ หน้าแดงก่ำ "ฉันเห็นคุณนอนแบบนี้ดูดีน่ะ ก็แค่รู้สึกสนุกเท่านั้นเอง"
"คุณนี่น่าเบื่อจริงๆ" เย่ฉางอันพูด แล้วก็ไม่สนใจเซี่ยเซียงเซียงอีก เอามือปิดหน้าจะนอนต่อ
"อย่าเพิ่งนอนสิ เย่ฉางอัน"
เย่ฉางอันสงสัย "มีอะไรหรือ?"
"ฉันได้ยินมาว่าคุณขับรถบรรทุกขนาดใหญ่เป็น และยังไปเมืองใหญ่ๆมาหลายที่ด้วย คุณเก่งจริงๆเลยนะ" เซี่ยเซียงเซียงพยายามหาเรื่องคุย คิดว่าถ้าหล่อนกล้าแสดงออกมากขึ้น ชายหนุ่มที่มีเงินเก็บแสนหยวนคนนี้ก็จะเป็นของหล่อน
หล่อนรวบรวมความกล้า "คุณช่วยเล่าให้ฉันฟังหน่อยได้ไหมว่าเมืองซิงเฉิงกับที่นี่มีอะไรแตกต่างกันบ้าง?"
"ฉันชื่นชมผู้ชายแบบคุณมาก ช่างมีพลังจริงๆ"
เย่ฉางอันขมวดคิ้ว รู้สึกระแวงเล็กน้อย "ตอนนี้ผมง่วงมาก ผมอยากนอน"
เซี่ยเซียงเซียงเม้มริมฝีปาก "คุณจะใจร้ายขนาดนั้นเลยหรือ? คุยกับฉันหน่อยสิ ไม่เห็นจะเสียอะไรเลย"
หากเป็นปกติ เย่ฉางอันอาจจะคุยกับหล่อนสักหน่อย เพราะอีกฝ่ายมีท่าทีที่ดี และยังสวยด้วย แต่ในขณะนี้เขาเหนื่อยล้ามาทั้งช่วงเช้าแล้ว ทำงานหนักราวกับวัวควาย และกำลังกายของเขาก็ถูกใช้ไปมากเช่นกัน
เขากินอิ่มดื่มอิ่มแล้ว จึงรู้สึกง่วงหลังอาหาร อยากทำแค่นอนหลับ
สำหรับเขาแล้ว การพูดคุยในตอนนี้เป็นเพียงการเสียเวลาเท่านั้น
"ผมขอนอนก่อนนะ คราวหน้าค่อยมาหาผมตอนที่ผมไม่ง่วงแล้วกัน เดี๋ยวคราวหน้าผมจะคุยกับคุณ"
"แต่ผมก็ค่อนข้างยุ่งนะ ไม่มีเวลาพูดอะไรมาก คุณลองคิดดูก่อนแล้วกันว่าอยากถามอะไร"
เย่ฉางอันพูดจบแล้วก็ไม่สนใจหล่อนอีกเลย นอนแผ่บนพื้นเหมือนปลาตาย ไม่ว่าเซี่ยเซียงเซียงจะตะโกนเรียกอย่างไรก็ไม่สนใจ
ไม่นานก็เริ่มกรนอีกครั้ง
"ผู้ชายน่ารังเกียจ!" เซี่ยเซียงเซียงแค่นเสียงอย่างหงุดหงิดแล้วเดินจากไป
พอเดินออกมาก็เห็นซ่งเสี่ยวจื่อที่แอบฟังอยู่ข้างล่าง "ทำไมเธอถึงอยู่ที่นี่? ไม่ใช่ว่าเธอมาตั้งใจแอบฟังใช่ไหม?"
"เธอคิดมากไปแล้ว..." ซ่งเสี่ยวจื่อพูดอย่างหมดคำ "ฉันแค่มาล้างผ้าเช็ดหน้าเท่านั้น ฉันรู้สึกร้อน เลยเช็ดตัวนิดหน่อย"
"ที่นี่ไม่มีคน เหมาะกับการล้างหน้าล้างตา ว่าแต่เธอมาทำอะไรที่นี่คนเดียวล่ะ?"
"แถมยังทำตัวลึกลับอีก ฉันไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น ใครจะไปรู้ว่าเธอทำอะไรอยู่"
ซ่งเสี่ยวจื่อตั้งใจพูดแบบนั้น แต่ความจริงแล้วหล่อนได้ยินทุกอย่างชัดเจนแน่นอน
เซี่ยเซียงเซียงจัดเสื้อผ้าของตัวเอง แล้วแค่นเสียงหึ "นี่ไม่ใช่เรื่องที่เธอควรยุ่ง"
ซ่งเสี่ยวจื่อตามไป "ทำไมเธอถึงต้องชอบเย่ฉางอันด้วย? เขาก็แค่คนธรรมดานะ พวกหนุ่มๆแข็งแรงในชนบท เธอยังไม่สนใจเลย แล้วเย่ฉางอันนี่เก่งกว่าพวกนั้นตรงไหน?"
เซี่ยเซียงเซียงกลอกตาไปมา แล้วแค่นเสียงออกมา "เขารวยมากนะ"
"เธอไม่รู้เหรอ?"
ซ่งเสี่ยวจื่อคิดในใจว่า ถึงจะรวยแค่ไหน ก็คงมีแค่พันกว่าหยวนเท่านั้นแหละ
เซี่ยเซียงเซียงเห็นสายตาของเธอแบบนั้นก็.อดรู้สึกไม่ได้ว่าซ่งเสี่ยวจื่อเป็นคนโง่จริงๆ ถ้าเป็นตัวเองคงฉวยโอกาสนี้ไปแล้ว ทำไมถึงต้องรอจนถึงตอนนี้แล้วยังมาเลือกมากอยู่ตรงนี้ล่ะ?
"เขาน่ะ มีเงินฝากเป็นจำนวนมากขนาดนี้เลยนะ"
เซี่ยเซียงเซียงทำท่าประกอบ แล้วรีบกำชับว่า "เธออย่าไปบอกใครนะ ถ้ามีคนอื่นรู้เข้าแล้วมาแย่งเย่ฉางอันกับฉัน พวกเราสองครอบครัวก็จะตัดขาดความสัมพันธ์กันเลย"
ซ่งเสี่ยวจื่อมองด้วยสายตาที่เลื่อนลอย จำนวนนี้... เป็นไปได้หรือ?
เป็นไปไม่ได้แน่ๆใช่ไหม?
แต่ว่า... แต่ว่าเซี่ยเซียงเซียงเป็นพนักงานธนาคาร และพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจขนาดนั้น บางทีหล่อนอาจจะได้เห็นกับตาตัวเองก็ได้
ซ่งเสี่ยวจื่อกลืนน้ำลายแล้วพูดว่า "ไม่แปลกเลยที่ต้องเป็นเย่ฉางอันเท่านั้น คนที่รวยขนาดนี้ ถึงจะถือโคมไฟเที่ยวหาก็ยังหาไม่เจอ"
แต่พวกหล่อนไม่ทันสังเกตว่าเย่หวายที่ถูกหลี่ชุ่ยชุ่ยใช้ให้มาดูเย่ฉางอัน ได้ยินบทสนทนาทั้งหมดตั้งแต่ต้นแล้วจากด้านข้าง
จบตอน
Comments
Post a Comment