บทที่ 31: สกัดน้ำมันถั่วลิสงสำเร็จแล้ว
เย่จื้อผิงเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน
ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็กินเองก็ได้
เติมเกลือลงไปหน่อย อร่อยเหมือนกัน
เย่เสี่ยวจิ่นก็ยิ้มแฉ่ง “หนูก็เพิ่งเคยทำครั้งแรกเหมือนกัน”
เธออุ้มโหลใบใหญ่ไปวางไว้ใต้รูรับน้ำมัน
หลี่ชุ่ยชุ่ยกลัวว่าเครื่องจักรที่ดูน่ากลัวนี้จะเป็นอันตรายต่อเย่เสี่ยวจิ่น
จึงจงใจไล่เธอไปอยู่ข้างๆ
“จิ่นเป่า ลูกออกไปไกลๆหน่อย เครื่องนี้น่ากลัว ไม่ปลอดภัย”
เย่จื้อผิงโบกมือเรียกเย่เสี่ยวจิ่น “มานี่ จิ่นเป่า หลบมาข้างหลังพ่อเร็ว”
“ถ้าเครื่องนี้มันระเบิดขึ้นมา พ่อจะบังให้เอง”
“รับรอง ไม่โดนจิ่นเป่าของพวกเราแม้แต่เส้นผม”
เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกซาบซึ้งใจจนทำอะไรไม่ถูก “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
หลี่ชุ่ยชุ่ยหยิบถั่วลิสง ค่อยๆเท.ลงไปในปากเครื่อง
เสียงเครื่องจักรดังขึ้นกว่าเดิม
หลี่ชุ่ยชุ่ยตกใจจนต้องถอยหลังไปสองก้าว “นี่มัน เสียงดังกว่าเดิมอีกนะ”
“กำลังสกัดน้ำมัน เสียงก็ต้องดังหน่อยสิคะ” เย่เสี่ยวจิ่นปลอบใจแม่ของเธอด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องกลัว”
รออีกสิบกว่าปี เครื่องจักรพวกนี้ก็คงมีใช้กันทั่วไป
ถึงตอนนั้นพ่อกับแม่ก็คงไม่รู้สึกว่ามันอันตรายแล้วละ
สองสามีภรรยามองไปที่ช่องรับน้ำมันด้วยความใจจดใจจ่อ
ถั่วลิสงที่เทลงไปค่อยๆลดระดับ.ลง แต่รูที่น้ำมันไหลออกมากลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
“เครื่องนี้มันกินถั่วของพวกเราไปหมดแล้ว ทำไมยังไม่คายน้ำมันออกมาอีกนะ” หลี่ชุ่ยชุ่ยขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ “หรือว่าถั่วลิสงของพวกเราจะเสียเปล่าไปแล้ว”
เย่จื้อผิงเองก็กังวลไม่น้อย “ไม่เป็นไร รอดูไปก่อน”
“ต่อให้ใช้โม่หินก็ไม่น่าจะเร็วขนาดนี้นะ”
ช่วงเวลาแห่งการรอคอยนี้ ช่างเหมือนมีลูกแมวน้อยมาเกาหัวใจ
ทำให้หลี่ชุ่ยชุ่ยร้อนใจอย่างยิ่ง
หล่อนจึงนั่งยองๆลง จ้องมองไปที่รูไหลของน้ำมันอย่างไม่วางตา
เย่เสี่ยวจิ่นเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ จะจ้องไปแบบนั้น น้ำมันก็คงไม่ไหลออกมาหรอก
ไม่นานนัก
หลี่ชุ่ยชุ่ยก็ร้องอุทานออกมา “มาแล้ว มาแล้ว มีอะไรบางอย่างไหลออกมาแล้วจริงๆด้วย”
ทุกคนต่างจ้องมองไปยังช่องทางออก
หยดน้ำมันเริ่มหยดลงมาจากช่องทางออกนั้น
กลิ่นหอมยั่วยวนของน้ำมันถั่วลิสงก็ค่อยๆโชยฟุ้งกระจายไปทั่ว
ปากของเย่จื้อผิงอ้ากว้าง เขามองน้ำมันที่ไหลลงมาพลางยกมือขึ้นขยี้ตาอย่างอดไม่ได้
“นี่มันมีน้ำมันออกมาจริงๆเหรอเนี่ย นี่มันน้ำมันจริงๆใช่ไหม”
เขายังไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” หลี่ชุ่ยชุ่ยก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน “ถั่วลิสงมันทำเป็นน้ำมันได้ด้วยเหรอ ทำไมมันเร็วอย่างนี้”
“หรือว่ามันจะเป็นน้ำที่ถูกสกัดออกมาจากถั่วลิสงกันแน่”
สีหน้าของทั้งสองคนเต็มไปด้วยความตกตะลึงและสับสน
เห็นได้ชัดว่าน้ำมันที่ไหลออกมานั้นมีสีเหลืองทองอร่าม ซึ่งแตกต่างจากน้ำโดยสิ้นเชิง
เย่เสี่ยวจิ่นบอกกับทั้งสองคนว่า “มันไม่ยากเลย ลองชิมดูก็รู้แล้วไม่ใช่เหรอ”
หลี่ชุ่ยชุ่ยกับเย่จื้อผิงเหมือนเพิ่งตื่นจากฝัน
“จริงด้วย ลองดูก็รู้แล้ว”
“ฉันลองก่อน”
เย่จื้อผิงหยิบตะเกียบขึ้นมา จุ่มน้ำมันนิดหน่อย แล้วเอาเข้าปาก
หลี่ชุ่ยชุ่ยและเย่เสี่ยวจิ่นต่างจ้องมองเขาด้วยแววตาคาดหวัง
ใบหน้าของเขาฉายแววดีใจอย่างที่สุด หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงแรงๆสองสามครั้ง “นี่... นี่มันรสชาติของน้ำมันจริงๆด้วย”
“แถมยังหอมมากๆ อร่อยสุดๆไปเลย!”
“ให้ฉันลองบ้าง” หลี่ชุ่ยชุ่ยทนไม่ไหวแล้ว
หลังจากที่หล่อนได้ลองชิม ใบหน้าของหล่อนก็เปล่งปลั่งขึ้นมาทันที ดวงตาเป็นประกายวิบวับน่าตกใจ
หล่อนตื่นเต้นดีใจจนตัวสั่น “ไม่น่าเชื่อเลย ถั่วลิสงไร้ค่าพวกนี้มันกลายเป็นน้ำมันได้จริงๆ แถมยังหอมขนาดนี้อีก”
“จื้อผิง คุณดูน้ำมันในโหลสิ ใสแจ๋วเลยนะ!”
เย่จื้อผิงยื่นมือจะไปกอดลูกรักตัวน้อย เหมือนลืมไปแล้วว่าขาตัวเองยังพิการอยู่
“โอ๊ย โอ๊ย... เจ็บ...”
เย่จื้อผิงเจ็บจนหน้าซีดเผือด
หลี่ชุ่ยชุ่ยอดขำไม่ได้ “ดูคุณสิ ยังจะมาทำเป็นว่าขาตัวเองใช้การได้อีก”
หล่อนอมยิ้ม “ยังไงซะ จิ่นเป่าของเราก็เก่งที่สุดอยู่ดี”
เย่เสี่ยวจิ่นเห็นว่าใช้ได้ก็เบาใจ
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป
โหลถูกเติมจนเต็มทุกใบ
หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่สนใจแม้แต่จะไปฟาร์มไก่ตอนบ่ายแล้ว
หล่อนยังคงเฝ้าเครื่องสกัดน้ำมันอยู่ข้างๆ
เย่จื้อผิงมองดู แล้วพูดเบาๆว่า “นี่ไม่ใช่แค่15ชั่งแล้วนะ ประมาณ20ชั่งเห็นจะได้”
“ใช่ เต็มถังเลย เกือบจะล้นออกมาแล้ว” หลี่ชุ่ยชุ่ยพยักหน้า ริมฝีปากของเธอแทบจะปิดไม่สนิท “30ชั่ง ได้น้ำมันตั้ง20ชั่งแน่ะ!”
“ต้องรู้ไว้นะว่าเมล็ดโหยวไช่ฮวา1ชั่ง ได้น้ำมันแค่3เลี่ยงเอง!”
หลี่ชุ่ยชุ่ยยังคงไม่อยากจะเชื่อ จนถึงตอนนี้ก็รู้สึกเหมือนฝันไป เหมือนกับความฝันเลย
เรื่องแบบนี้มันน่ายินดีกว่าวันปีใหม่ซะอีก!
“20ชั่ง เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ” เย่เสี่ยวชั่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ถ้าอย่างนั้น อัตราส่วนของน้ำมันที่สกัดได้ คงไม่ต่ำกว่า50
แต่ในคู่มือเขียนว่าอย่างต่ำ50
เธอเองก็ไม่คิดว่าจะมีเรื่องน่ายินดีอย่างคาดไม่ถึงแบบนี้
“ระบบนี่มันดีจริงๆเลยนะ”
“จิ่นเป่านี่ศิลปกรรมเทพจุติลงมาชัดๆ” ตอนนี้หลี่ชุ่ยชุ่ยเชื่อสนิทใจแล้ว
เดิมทีเย่จื้อผิงก็ไม่เชื่อ แต่ตอนนี้นอกจากลูกสาวจะเป็นเทพธิดาจุติลงมาแล้วยังมีอะไรมาอธิบายเรื่องทั้งหมดนี้ได้อีกล่ะ?
พวกเขากลัวน้ำมันหกเลยรีบแบ่งใส่ภาชนะ
น้ำมันนี้แทบจะไม่มีสิ่งเจือปนเลย ดีกว่าของเดิมมาก
หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดอย่างระมัดระวังว่า “เครื่องนี้ต้องเก็บไว้ให้ดี ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด”
“น้ำมันก็ต้องเก็บไว้ก่อน เอาออกมาวางไว้ข้างนอกนิดหน่อยก็พอ”
หลี่ชุ่ยชุ่ยระแวดระวังอย่างมากหลังจากเรื่องฝ้ายในครั้งนั้น
หล่อนจึงอดไม่ได้ที่จะต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น
“แม่พูดถูก!” เย่เสี่ยวจิ่นรู้ดี
เธอไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว กลัวว่าถ้ามีคนอย่างหลี่กุ้ยฮวาหรือหลิวต้าเม่ยมาอีก เธอคงรำคาญตายแน่
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หลี่ชุ่ยชุ่ยก็รีบทานอะไรนิดหน่อย ก่อนจะออกไปทำงานที่ฟาร์มไก่
ส่วนเย่จื้อผิงทำงานอื่นในบ้านไม่ถนัด
แต่เรื่องกะเทาะเปลือกถั่วลิสง คั่วถั่วลิสง เขาก็ทำได้
เย่จื้อผิงเก็บกวาดกากถั่วลิสงที่เหลือจากเครื่องสกัดน้ำมัน ลองชิมดู รสชาติก็ไม่ได้อร่อยอะไร
“จิ่นเป่า กินได้เหรอเนี่ย?”
เย่เสี่ยวจิ่นลองชิมบ้าง รสชาติไม่ได้เรื่องเลย
เธอส่ายหน้า “กินได้ก็กินได้ แต่ไม่อร่อย เอาไปให้ไก่กินดีกว่า”
เย่จื้อผิงจึงเก็บรวบรวมกากถั่วลิสงทั้งหมด เตรียมเอาไปให้ไก่กิน
หลี่ชุ่ยชุ่ยมาถึงฟาร์มไก่
หลี่ผิงและคนอื่นๆกำลังคุยกันอยู่ พอเห็นหลี่ชุ่ยชุ่ยก็ทักทายอย่างกระตือรือร้น “พี่สะใภ้หลี่ มาเร็วๆ พวกเรากำลังคุยเรื่องสำคัญกันอยู่”
หลี่ชุ่ยชุ่ยเดินเข้าไปหา ยิ้มพลางพูดว่า “มีอะไรเหรอ? กำลังคุยเรื่องอะไรใหญ่โตกัน?”
“เรื่องใหญ่อะไรกัน...ก็แค่เรื่องน้ำมันโหยวไช่ฮวาไงล่ะ” หลี่ผิงยิ้มแย้ม “เมื่อวานแต่ละกลุ่มประชุมกันแล้ว ปีนี้ผลผลิตน้ำมันโหยวไช่ฮวาไม่ค่อยดีนะ”
“พอดีเลย จ้าวหลินหลินคนนั้น บ้านเกิดหล่อนอยู่ในเมืองใช่ไหม?”
“บอกว่าจะช่วยซื้อน้ำมันโหยวไช่ฮวามาให้พวกเราทั้งหมด ราคาถูกมากเลยนะ”
คนข้างๆก็พูดว่า “ใช่แล้ว ราคาตลาดขายกันชั่งละ6-7เหมา แต่ถ้าครอบครัวเธอซื้อให้ แค่1ชั่ง ก็5เหมาเท่านั้นนะ”
หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย “ฉันไม่ซื้อละ ก็แพงอยู่นะ”
ไม่ต้องพูดถึงว่าที่บ้านหล่อนมีน้ำมันอยู่แล้ว
สถานการณ์ที่บ้านไม่ค่อยดี หล่อนยอมไม่กินดีกว่าที่จะเสียเงินไปซื้อ
“แพงจัง” หลี่ผิงถอนหายใจ “น้ำมันนี่กินไม่ได้จริงๆ แต่ก็ไม่มีทางเลือก”
“จ้าวหลินหลินบอกว่าครึ่งปีหลังจะแพงกว่านี้อีกนะ ตอนนี้ซื้อยังถือว่าถูกอยู่”
“เดี๋ยวเธอมารับเงิน เธอก็ซื้อติดไม้ติดมือไปหน่อยสิ ถึงผู้ใหญ่ไม่กิน เด็กๆก็ต้องกินนะ”
บทที่ 32: วิกฤตน้ำมันพืช
หลี่ชุ่ยชุ่ยส่ายหน้า
ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น จ้าวหลินหลินก็มาถึง
ตอนที่เห็นหลี่ชุ่ยชุ่ย แววตาของหล่อนก็เป็นประกายความรังเกียจแวบหนึ่ง
หลี่ผิงรีบเข้าไปต้อนรับ “หลินหลิน เธอมาแล้ว บ้านฉันอยากซื้อน้ำมัน30ชั่ง”
“รับเงินแล้วก็ลงทะเบียนให้ฉันด้วย”
คนอื่นพูดว่า “ฉันก็ซื้อ30ชั่งเหมือนกัน...”
จ้าวหลินหลินบันทึกทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว
หล่อนมีรอยยิ้มขึ้นมา “ทุกคนวางใจได้ รออีกไม่กี่วัน ฉันจะไปส่งให้ถึงบ้านเอง”
ทุกคนต่างรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง
หลี่ผิงดึงชายเสื้อของหลี่ชุ่ยชุ่ย แล้วกระซิบว่า “พี่สะใภ้หลี่ ซื้อบ้างสิ”
“ไว้ค่อยไปซื้อเองก็ได้ แพงจะตาย”
“พลาดโอกาสนี้ไป จะหาไม่ได้อีกนะ เสียเวลาไปซื้อเองเปล่าๆ”
หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบปฏิเสธ
แต่จ้าวหลินหลินกลับพูดขึ้นมาก่อน ขึ้นเสียงว่า “ฉันไม่ซื้อให้หล่อนหรอก!”
ทุกคนต่างก็งุนงง
จ้าวหลินหลินใจดีขนาดนี้ ซื้อน้ำมันให้ทุกคน
ทำไมถึงไม่ซื้อให้หลี่ชุ่ยชุ่ยคนเดียว?
จ้าวหลินหลินเหลือบตามองหลี่ชุ่ยชุ่ย “เรื่องดีๆแบบนี้ ไม่มีทางตกถึงมือหลี่ชุ่ยชุ่ยหรอก”
หลี่ผิงรีบแก้สถานการณ์ “หลินหลิน เกิดอะไรขึ้น พี่สะใภ้หลี่ เขาก็เป็นคนดี...”
“ฉันไม่สนหล่อนหรอกนะ ฉันก็แค่เกลียดขี้หน้าหล่อน” จ้าวหลินหลินพูดพร้อมกับสะบัดหน้าอย่างหยิ่งผยอง “น้ำมัน5เหมา ใครจะไปซื้อให้หล่อนกัน”
“ในเมื่อหลี่ชุ่ยชุ่ยทำให้ฉันไม่พอใจ ก็จ่ายเงินแพงๆ ซื้อน้ำมันเอาเองแล้วกัน...”
“ไม่หรอก พวกขอทานอย่างพวกเธอ ไม่กินน้ำมันไปเลยจะดีกว่า”
สีหน้าของหลี่ชุ่ยชุ่ยดูไม่สู้ดีนัก
เดิมทีหล่อนแค่อยากจะทนเงียบๆไป แต่กลับถูกเยาะเย้ยถากถางอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้
ครั้งนี้ หล่อนรู้สึกเหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้ อยากจะแก้ต่างให้ตัวเองขึ้นมาทันที
หลี่ชุ่ยชุ่ยอ้าปากพูด “เธอมันหลงตัวเองไปหน่อยแล้ว ฉันไม่ได้บอกสักคำว่าจะซื้อน้ำมันของเธอ!”
“จริงเหรอ งั้นก็ดี แต่ถ้ามาอ้อนวอนขอซื้อทีหลังก็อย่าหาว่าไม่เตือน” จ้าวหลินหลินเบะปาก ก่อนจะเดินจากไป
เมื่อหล่อนเดินจากไป คนในฟาร์มไก่ทั้งหมดก็พากันเงียบกริบ ต่างก็กลัวว่าหากพูดอะไรออกไปจะทำให้หลี่ชุ่ยชุ่ยต้องลำบากใจ
แต่ถ้าไม่พูดอะไรเลย ก็ดูเหมือนจะเย็นชาเกินไป
หลี่ผิงถอนหายใจ “พี่สะใภ้หลี่ หรือว่าอย่างนี้ดีไหม ฉันจะช่วยไปซื้อให้โดยใช้ชื่อของฉัน”
“ถ้าเธอไม่รู้ว่าเป็นของที่พี่ซื้อ เธอก็จะไม่กลั่นแกล้งพี่”
หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้ว่าหลี่ผิงหวังดี
หล่อนถอนหายใจ “ไม่เป็นไรหรอกหลี่ผิง ที่บ้านฉันยังมีน้ำมันเหลือ พอใช้แล้ว”
เมื่อหลี่ผิงได้ยินหล่อนพูดเช่นนั้น ก็เลยไม่ได้ฝืนใจอีก
เรื่องราวเล็กๆผ่านไป
ในตอนเย็น หลี่ชุ่ยชุ่ยก็ยังคงยุ่งอยู่กับการสกัดน้ำมันกับสามี
โชคดีที่พวกเขาอาศัยอยู่ห่างไกล เสียงเครื่องสกัดน้ำมันจึงไม่รบกวนใคร
หลังจากทำงานหนักไปได้สักพัก ในที่สุดก็สกัดน้ำมันจากถั่วลิสงกว่า200ชั่งเสร็จ
ตอนนี้เป็นเวลาดึกดื่นแล้ว
หลี่ชุ่ยชุ่ยและเย่จื้อผิงเทน้ำมันทั้งหมดลงในโอ่งข้าวสารใบใหญ่ที่เตรียมไว้
น้ำมันเต็มโอ่ง รวมถึงส่วนที่แบ่งไว้แล้ว
มีน้ำมันประมาณ80ชั่ง ซึ่งก็เพียงพอสำหรับครอบครัวกินได้หนึ่งปี
เย่เสี่ยวจิ่นง่วงนอนมากแล้ว เธอหาวและพูดว่า “แม่คะ เมื่อไหร่จะมีงาและถั่วเหลืองพวกนั้น เราก็สามารถใช้เครื่องนี้สกัดน้ำมันได้”
เธอพูดจบอย่างงัวเงีย แล้วก็ปีนขึ้นเตียงมุดเข้าไปในผ้าห่มก่อนจะนอนหลับไป
หลี่ชุ่ยชุ่ยเอาผ้านวมห่มให้ลูกอย่างรักใคร่
หล่อนหันไปพูดกับเย่จื้อผิงว่า “ที่บ้านไม่มีงาและถั่วเหลือง แต่น้ำมันมากขนาดนี้ก็มากพอแล้ว”
“ใช่ น้ำมันมากขนาดนี้ ทุกปีที่แบ่งให้ก็ไม่เคยได้มากขนาดนี้” เย่จื้อผิงก็พยักหน้าเห็นด้วย
สายตาของเขาตกลงบนถังน้ำมัน “แถมน้ำมันนี่ก็ดีมากเลย สะอาดสะอ้าน ไม่มีสิ่งเจือปนอะไรเลย”
แม้คู่สามีภรรยาจะไม่รู้จักสินค้า แต่พวกเขาก็แยกแยะความขุ่นและใสได้
และสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ แม้จะผลิตด้วยเครื่องจักร แต่นี่เป็นน้ำมันสกัดเย็น ไม่เพียงแต่สกัดน้ำมันออกมาได้มากที่สุด แต่ยังคงรักษาคุณค่าทางโภชนาการของน้ำมันไว้ด้วย
เย่จื้อผิงมองดูน้ำมัน มองแล้วมองอีก กลัวว่าถ้าหลับไปพอตื่นขึ้นมาแล้วมันจะหายไป
เขาลุกขึ้น ไปหยิบฝามาปิดถังน้ำมันอย่างแน่นหนา
แล้วยังตรวจสอบดูว่าไม่มีอะไรแขวนอยู่บนถังน้ำมันด้วย
“เป็นอะไรไป?” หลี่ชุ่ยชุ่ยสงสัย
“ผมต้องดูให้ดีๆ ไม่กลัวหนูจะมุดเข้าถังน้ำมันได้หรือไง?” เย่จื้อผิงพูดอย่างจริงจัง “น้ำมันดีๆของเราแบบนี้ กลิ่นหอมคงลอยฟุ้งไปทั่วแล้ว”
“ถ้าหนูได้กลิ่น มันต้องมาขโมยกินน้ำมันแน่ๆ”
หลี่ชุ่ยชุ่ยได้ยินดังนั้นก็ตบต้นขาตัวเองแล้วพูดว่า “ไอหยา! เป็นอย่างนี้นี่เอง”
“พรุ่งนี้คุณอยู่บ้านก็ทำฝาปิดให้มันแน่นหนาหน่อยก็แล้วกัน ป้องกันหนูมันมาขโมยน้ำมันไป”
เย่จื้อผิงพยักหน้า “ตกลง งั้นคืนนี้ก็เอาแบบนี้ไปก่อน”
เขาหยิบเขียงหนักๆมาวางทับไว้บนฝาอีกที “แบบนี้ค่อยดีหน่อย หนูไม่มีทางเปิดฝาได้แน่”
ดวงตาของสามีภรรยาล้วนเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
พวกเขารีบดับเทียนแล้วแยกย้ายกันไปนอน
ชาวบ้านต่างพากันวิตกกังวลกับวิกฤตน้ำมันใช้ทำอาหาร
หลายคนสั่งน้ำมันกับจ้าวหลินหลิน เพราะหล่อนรับปากว่าจะหามาให้
หลี่กุ้ยฮวานอนมองเพดานอยู่บนเตียง นอนไม่หลับเสียที
ส่วนเย่จื้อเฉียงก็ลืมตาขึ้นมามองภรรยา “ยังไม่นอนอีกเหรอ? นี่มันกี่โมงแล้ว”
“ฉันกำลังคิดถึงเรื่องของจ้าวหลินหลินอยู่น่ะ คุณว่า...พวกเราควรซื้อน้ำมันบ้างไหม?”
ใบหน้าอวบอิ่มของหลี่กุ้ยฮวาฉายความครุ่นคิด “แค่5เหมาต่อชั่ง ถูกกว่าซื้อเองตั้งเยอะ”
“ถ้าเกิดทั่วประเทศไม่มีน้ำมันขาย แล้วราคาพุ่งขึ้นไปถึงหนึ่งหยวนล่ะ?”
หลี่กุ้ยฮวายิ่งคิดยิ่งกังวล “ปีนี้ลูกเห็บตกหนักขนาดนี้ ไม่แน่ว่าทุกคนอาจจะประสบภัยพิบัติก็ได้”
“ไม่ต้องรีบร้อน พรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากันเถอะ” เย่จื้อเฉียงดูไม่ใส่ใจ “นี่มันดึกแล้ว คนอื่นเขาก็หลับกันหมดแล้ว”
“พวกเราซื้อสัก50ชั่งได้ไหม?”
เย่จื้อเฉียงตื่นตัวขึ้นมาทันที “50ชั่งนี่ต้องใช้เงินตั้ง25หยวนนะ ไม่ได้ไม่ได้ อย่างมากก็แค่30ชั่ง ก็พอกินได้เกือบครึ่งปีแล้ว”
“หลังจากนี้เหวินชางก็ไม่อยู่บ้านแล้ว พวกเราก็เหลือแค่สามคนกิน”
หลี่กุ้ยฮวาคิดแล้วก็เห็นด้วย “แล้วทางแม่คุณล่ะ จะซื้อเท่าไหร่?”
“พวกเขาคงไม่ซื้อหรอก คนแก่ไม่ชอบใช้เงิน แต่ฉันได้ยินมาว่าหลี่ชุ่ยชุ่ยก็ไม่ได้ซื้อเหมือนกัน”
หลี่กุ้ยฮวาหัวเราะเยาะ “อย่างหล่อนไม่ได้เรียกว่าไม่ซื้อหรอกนะ หล่อนไปทำให้จ้าวหลินหลินโกรธต่างหาก เขาเลยไม่ขายให้”
ทั้งสองหัวเราะเยาะอีกพักใหญ่จึงพากันเข้านอน
รุ่งเช้า
หน้าบ้านของจ้าวหลินหลินมีคนจำนวนไม่น้อยมารอซื้อน้ำมัน
จ้าวหลินหลินรับเงินและจดบันทึกทีละคน พอเห็นหลี่กุ้ยฮวาก็ยิ้มแล้วถามว่า “คิดดีแล้วเหรอ”
“คิดดีแล้ว ขอซื้อ30ชั่ง” หลี่กุ้ยฮวานับเงินให้จ้าวหลินหลิน “ต้องให้ฉันเต็มนะ”
“วางใจได้ ไม่มีขาดแน่นอน”
หลิวต้าเม่ยมาดูด้วยความสนใจ เห็นหลี่กุ้ยฮวาก็ถามขึ้นว่า “ลูกสะใภ้ใหญ่ เธอก็มาซื้อน้ำมันเหรอ”
“ทำไมทุกคนถึงมาซื้อน้ำมันกัน ปีนี้ไม่มีน้ำมันแจกจริงๆเหรอ”
หลี่กุ้ยฮวาพยักหน้า “แม่ ซื้อเถอะค่ะ น้ำมันราคาถูกแบบนี้ รอให้ราคาขึ้นค่อยซื้อไม่ได้นะ”
หลิวต้าเม่ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบเงิน6หยวนออกมา “งั้นฉันซื้อ12ชั่งแล้วกัน”
จ้าวหลินหลินรับเงินพร้อมกับรอยยิ้ม
หลังจากที่หล่อนจัดการทุกอย่างเสร็จและกลับเข้าไปในห้อง ลู่เฟิงก็ตื่นขึ้นพอดี
“ขายน้ำมันนี่มันได้กำไรดีจริงๆ” ลู่เฟิงพูดขณะรับเงินจากมือหล่อน “คุณนี่ฉลาดจริงๆ คิดแผนขายน้ำมันต่อได้”
“แน่นอนสิ น้ำมันชั่งละ5เหมา เราได้กำไรตั้งเหมาหนึ่งเชียวนะ”
ลู่เฟิงลองคำนวณดู วันเดียวก็กำไรเกิน100หยวนเข้าไปแล้ว
เขาตกใจมาก “แบบนี้พวกเรารวยกันแน่ๆ ทำงานตั้งปีฉันยังได้แค่100กว่าหยวนเอง”
“รีบๆไปประกาศให้ทั่วสิบหมู่บ้านเลยดีกว่า ให้ทุกคนมาซื้อน้ำมันที่พวกเรา”
บทที่ 33: ขนมข้าวเหนียวทอด
“เหอะ! คุณไม่รู้อะไร เมื่อวานหลี่ชุ่ยชุ่ยยังหน้าด้านจะมาขอซื้อน้ำมันจากพวกเราอีกนะ” หล่อนเหยียดหยัน
“เรื่องได้เปรียบแบบนี้ ฉันไม่มีทางยอมหรอก”
พูดจบ หล่อนก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างเธอเล่ห์ “ส่วนเย่จื้อผิงน่ะเหรอ ทำเป็นน่าสงสาร หลอกล่อจนได้ข้าวจากบ้านเราไปตั้งเยอะ”
“ต่อไปอย่าให้พวกมันตกอยู่ในมือฉันเชียวล่ะ ฉันจะทำให้มันรู้สำนึกบ้าง”
ลู่เฟิงย่อมเข้าใจความหมายของภรรยาดี
เขาทำได้แค่เอาใจภรรยาไปวันๆ จึงเออ.ออไปด้วย “นั่นสินะ พวกมันเจ้าเล่ห์นัก”
“รอให้ขาของมันหายแล้วค่อยว่ากัน ถึงตอนนั้นฉันไม่ให้มันทำงานด้วยหรอก”
“ถ้าไม่ได้ฉันคอยหางานให้ทำ ได้คะแนนงาน คงได้แต่กลับไปไถนาอยู่กับหมู่บ้านนั้นแหละ”
จ้าวหลินหลินยิ้มอย่างสมใจ “ถูกต้อง! คุณอย่าไปทำเป็นคนดีให้เสียเวลาเลย”
หลังจากที่ซุบซิบนินทากันอยู่พักหนึ่ง สามีภรรยาคู่นั้นก็ออกจากบ้านไป
จ้าวหลินหลินและลู่เฟิงต่างก็ได้ลิ้มรสความหอมหวานนี้แล้ว พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะประชาสัมพันธ์เรื่องน้ำมันพืชอย่างเต็มที่
เช้าวันรุ่งขึ้น เย่เสี่ยวจิ่นตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสดใส เธอได้กินขนมทอดน้ำมันร้อนๆเป็นอาหารเช้า
เด็กน้อยเลียน้ำตาลที่ติดอยู่บนนิ้วอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมกับทำปากจู๋
“ขนมทอดน้ำมันอร่อยจังเลยค่ะ”
หลี่ชุ่ยชุ่ยยิ้มพลางกล่าว “อร่อยก็จริง แต่ว่ามันเปลืองน้ำมันไปหน่อยนะ”
“ก็พ่อของลูกนั่นแหละ ตามใจลูก ใช้น้ำมันตั้งเยอะแยะทอดขนมให้กิน”
เย่เสี่ยวจิ่นพูดทั้งๆที่ปากยังเต็มไปด้วยน้ำมัน หลี่ชุ่ยชุ่ยจึงหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดหน้าให้
เด็กน้อยเอามือลูบท้องของตัวเองเบาๆ ก่อนจะมองไปที่ขนมข้าวเหนียวทอดที่ยังเหลืออยู่บนโต๊ะ
“หนูขอเอาไปให้พี่รุ่ยเป่ากินสักชิ้นได้ไหมคะ”
หลี่ชุ่ยชุ่ยเป็นคนที่รู้จักบุญคุณคน โจวเซียวช่วยเหลือหล่อนไว้หลายครั้ง หล่อนก็รู้ดี
“ได้ งั้นลูกเอาไปสองชิ้นสิ ให้พี่น้องโจวกินกัน”
เย่เสี่ยวจิ่นรับชามมาถืออย่างดีใจ แล้ววิ่งออกไป
เย่จื้อผิงเช็ดมือ “มีน้ำมัน มีข้าว มีเสื้อผ้าให้ความอบอุ่น มีผ้าห่มหนาๆปิดทับ คงไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องกังวลแล้วละ”
หลี่ชุ่ยชุ่ยยิ้ม “ก็จริงนะ เรื่องกิน เรื่องอยู่ เรื่องใช้ เรื่องอะไรจะสำคัญไปกว่านี้อีก”
เย่จื้อผิงหัวเราะร่วน “งั้นฉันไปแบกไม้ท่อนหนึ่งมาทำฝาใหม่ก่อนดีกว่า”
“รับรองว่าจะต้องทำฝาปิดถังน้ำมันของเราให้แน่นหนาเลย”
หลี่ชุ่ยชุ่ยเก็บน้ำมันไว้ในห้องครัวหมดแล้ว เหลือแค่ขวดเล็กๆไว้
พอถึงเวลาต้องใช้ ก็ค่อยไปหยิบมา
หล่อนเตือน “ระวังขาด้วยล่ะ อย่าทำให้เป็นแผลอีก”
เย่จื้อผิงขานรับ แต่ถ้าเป็นงานที่พอทำไหว เขาไม่เคยปฏิเสธ
ขณะที่โจวเหวินรุ่ยกําลังกินยา อาการป่วยของเขาก็ดีขึ้นมาก เดินเหินได้เกือบเป็นปกติแล้ว
เขากำลังถือลอบดักปลาอยู่สองอัน แล้วก็ได้ยินเสียงฝีเท้า พอหันไปมองก็เห็นเย่เสี่ยวจิ่นเดินเข้ามา
เขาดีใจมากรีบออกไปต้อนรับ “จิ่นเป่า ฉันกำลังจะไปหาเธอพอดีเลย”
“นายทานข้าวเช้าหรือยัง” เย่เสี่ยวจิ่นยื่นชามให้เขา “ขนมข้าวเหนียวทอดอร่อยมาก ลองทานตอนร้อนๆนะ”
โจวเซียวเดินออกมาจากครัว มือถือไข่ไก่สองฟอง “จิ่นเป่า มาพอดีเลย มากินไข่สิ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ” ช่วงนี้เย่เสี่ยวจิ่นกินไข่ไก่จนเบื่อแล้ว ไม่อยากกินไข่ต้มอีกแล้ว
“ฮ่าๆๆ” โจวเซียวมองชามในมือของโจวเหวินรุ่ย “นี่มันขนมข้าวเหนียวทอดเหรอ”
“ใช่แล้ว แม่หนูกำชับให้หนูเอามาเผื่อพี่ด้วย กินเร็วเถอะ” โจวเหวินรุ่ยและโจวเซียวยื่นมือรับไปกิน
ช่วงนี้โจวเหวินรุ่ยเบื่ออาหาร ไม่ค่อยอยากทานอะไร แต่กลับกินขนมข้าวเหนียวทอดไปเกินครึ่งชิ้น
ส่วนโจวเซียวหลังจากกินคำสุดท้ายก็เอ่ยปากชม “บ้านเธอใช้น้ำมันอะไร ทำไมมันหอมแบบนี้ ที่หมู่บ้านแจกน้ำมันโหยวไช่ฮวา ไม่เห็นหอมเหมือนของบ้านเธอเลย”
“เธอซื้อที่ไหนเหรอ บอกฉันหน่อยสิ ฉันจะได้ไปซื้อมาทำให้รุ่ยเป่ากินบ้าง”
โจวเหวินรุ่ยพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ อร่อยมากเลย”
เย่เสี่ยวจิ่นลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบกลับไป “เรื่องนั้น... พี่ไปถามพ่อกับแม่หนูดูสิ หนูไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้หรอก”
“จิ่นเป่า” โจวเซียวที่กำลังวุ่นกับงานร้องบอก “ฝากเธอถามพ่อกับแม่ให้หน่อยสิว่ายังมีขายอีกไหม”
“สองวันมานี้มีคนมาขายน้ำมันในหมู่บ้าน ราคาถูกมาก ฉันรู้ว่าของถูกของแพงมันต่างกัน”
“ถ้าขายแค่เก้าเหมาต่อ1ชั่ง ฉันก็อยากซื้อเก็บไว้สัก30ชั่งเหมือนกัน”
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้ารับปาก
ในใจเธอกำลังคำนวณราคาอยู่ เก้าเหมาต่อหนึ่งชั่ง นี่มันราคาดีไม่ใช่เล่น
สามสิบชั่งก็ปาเข้าไปตั้งยี่สิบเจ็ดหยวนแล้ว
โอ้โห... รวยเป็นเศรษฐีเลยนะเนี่ย
น้ำมันเมล็ดชาที่ขายในตลาดยังแค่เจ็ดเหมาต่อหนึ่งชั่งเอง
ถ้าเธอมีถั่วลิสงเยอะๆแบบนี้ก็คงดี
ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน เงินก็เป็นของสำคัญทั้งนั้นแหละ
ยิ่งอีกสองปีข้างหน้า ที่ดินจะถูกแบ่งให้ชาวบ้านทำกิน ต้องใช้เงินทุนตัวเองอีก
“จิ่นเป่า เธอกำลังคิดอะไรอยู่เหรอ ได้ปลาไหลบ้างหรือยัง”
รู้สึกตัวอีกที ก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองเอาลอบดักปลาไหลทิ้งไว้ที่นาข้าว
เพราะมัวแต่วุ่นอยู่กับการทำน้ำมันถั่วลิสง จึงลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
“ตายแล้ว ลืมไปเลย” เธอกะพริบตาปริบๆ “งั้นฉันไปเก็บกลับมาก่อนนะ”
โจวเหวินรุ่ยเดินตามเธอออกมา
ณ ทุ่งนา
เธอนั่งยองๆอยู่ริมคันนา หยิบลอบดักปลาไหลอันแรกขึ้นมาเขย่าๆ พบว่าข้างในนั้นหนักเอาเรื่อง
“ปลาไหล จิ่นเป่า... แล้วก็งูด้วย!”
เธอรีบพูดขึ้นว่า “ไม่ใช่งูหรอก นั่นปลาไหลนาต่างหาก”
โจวเหวินรุ่ยยังคงแยกไม่ออกระหว่างปลาไหลนากับงู เขาถอยหลังไปสองก้าวด้วยความกลัว
บนใบหน้าเล็กๆเผยให้เห็นถึงความลังเล “จิ่นเป่า หรือว่าจะเป็นงูจริงๆ งูกัดคนตายได้นะ”
“ไม่ใช่นะ” เธอพูดพลางทำท่าเอานิ้วจิ้มลงไปในตะกร้าใส่ปลาไหลที่ถืออยู่
“อย่านะ จิ่นเป่า” โจวเหวินรุ่ยรีบคว้ามือเธอไว้ ดวงตากลมโตฉายแววตื่นตระหนก “ถ้าจิ่นเป่าเป็นอะไรไป ฉันจะเสียใจมากนะ”
เธอหัวเราะคิกคัก ก่อนจะคว้ามือเขาเอานิ้วจิ้มลงไปในตะกร้า
“ฮืออออ” โจวเหวินรุ่ยร้องไห้จ้าด้วยความตกใจ
แต่ไม่นานเขาก็รู้ว่าไม่ได้มีอะไรกัดเขา
“เจ็บไหม” เย่เสี่ยวจิ่นถาม
“ไม่เจ็บ” โจวเหวินรุ่ยส่ายหน้า น้ำตาคลอเบ้า
“ใช่แล้ว งูกัดคนเจ็บนะ ปลาไหลไม่กัดคน” เธออธิบาย
“จิ่นเป่าร้ายกาจ” โจวเหวินรุ่ยบ่นกระปอดกระแปด
เขาทำหน้าเหมือนหญิงสาวน้อยใจ ก่อนจะเดินนำหน้าไปคนเดียว
“ฉันก็ไม่ได้พูดเกินจริงสักหน่อย นายนั่นแหละไม่เชื่อเอง”
“นายนี่ขี้กลัวจริงๆเลย เป็นเด็กขี้โรคหรือไง”
เย่เสี่ยวจิ่นปลอบโจวเหวินรุ่ยสองสามประโยค จากนั้นก็พาเขาไปยังจุดต่อไป
ลอบดักปลาไหลอันที่สองนั้นเบากว่าเดิม แต่ข้างในก็ยังมีปลาไหลดิ้นอยู่ และปลาไหลก็ดูตัวใหญ่มาก
“ปลาไหลตัวใหญ่มากเลย” โจวเหวินรุ่ยถือตะกร้าอันที่สอง แอบมองเข้าไปข้างใน ก็เห็นว่าเป็นปลาไหลจริงๆ
“แสดงว่าที่นี่ใช้ได้ พรุ่งนี้เรามาลงตรงนี้อีก”
ส่วนลอบดักปลาอันที่สาม เย่เสี่ยวจิ่นกลับไม่ค่อยได้อะไร มีแค่ลูกปลาไหลตัวเล็กๆไม่กี่ตัว
เธอส่ายหน้าอย่างเสียดาย “ครั้งหน้า เราจะไม่วางลอบดักปลาอันที่สามไว้ตรงนี้แล้ว ที่นี่ปลาไหลน้อยเกินไป”
“เราต้องหาที่ที่ปลาไหลเยอะที่สุด ถึงจะจับปลาได้อย่างคุ้มค่า”
[1] ขนมข้าวเหนียวทอด : เป็นขนมของจีนแบบดั้งเดิมที่ทำจากข้าวเหนียวโขลกเป็นแป้ง มักปั้นเป็นรูปทรงลูกบอลหรือทรงลูกบาศก์ และมักจะทอดหรือนึ่งก่อนเสิร์ฟ
บทที่ 34: ช่วยสกัดน้ำมัน
เย่จื้อผิงทำฝาปิดเสร็จแล้ว
เขาได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจึงเดินมาดู พบเด็กสองคนกำลังเฝ้าปลาหนีชิวและปลาไหลอยู่
“จิ่นเป่า ผลงานไม่เลวนี่ลูก”
ดวงตาของเย่เสี่ยวจิ่นเป็นประกายวาววับ “ใช่แล้วค่ะ คืนนี้พ่อผัดปลาหนีชิวนะคะ หนูกับรุ่ยเป่าอยากกินอันนี้”
เย่จื้อผิงพยักหน้า “ได้ งั้นรุ่ยเป่าก็กินข้าวเย็นที่บ้านเราด้วยกันนะ”
“เดี๋ยวตอนเที่ยงแม่ของหนูกลับมา บอกให้แม่ไปบอกโจวเซียวด้วยล่ะ”
เย่จื้อผิงเห็นว่าโจวเหวินรุ่ยดูแตกต่างจากเด็กในหมู่บ้าน
ผิวของเขาขาวเนียนละเอียด ดูมีอาการป่วยอยู่บ้าง
หน้าตาหล่อเหลามาก ตาโตดำขลับ ดูเหมือนตุ๊กตา
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทุกคนถึงชอบโจวเหวินรุ่ย
“จิ่นเป่า พารุ่ยเป่ากลับเข้าไปผิงไฟในบ้านเถอะ เขาก็เพิ่งป่วยไปเมื่อสองวันก่อนนี่”
เย่เสี่ยวจิ่นโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ไม่เป็นไรหรอกค่ะพ่อ ป่วยก็ต้องออกแดดเยอะๆ ออกกำลังกายบ่อยๆ”
ถึงปากจะพูดแบบนั้น แต่จริงๆแล้วเธอไม่อยากอยู่ในบ้านต่างหาก
เด็กๆทั้งสองคนวิ่งเล่นกันต่อ
เย่จื้อผิงจัดการกับปลาไหลและปลาหนีชิวที่บ้าน
กิ่งต้นท้อริมลำธารเริ่มผลิใบอ่อน สีเขียวอ่อนชวนมอง สดชื่นสบายตา
เธอแสดงผลงานให้โจวเหวินรุ่ยดู
โจวเหวินรุ่ยทำท่าทางน้อยใจเล็กน้อย “จิ่นเป่าไม่พาฉันไปด้วยเลย”
“ครั้งหน้าจะพาไปด้วย”
ยามบ่ายคล้อย แสงแดดอ่อนๆส่องกระทบผิวน้ำ ณ ริมธาร เย่เสี่ยวจิ่นกำลังเพลิดเพลินกับทัศนียภาพอัน.งดงาม เสียงใสๆของเด็กหญิงดังขึ้น ทำลายความเงียบสงบ
“จิ่นเป่า!”
เย่เสี่ยวจิ่นหันไปตามเสียงเรียก ใบหน้าเล็กๆเบิกบานด้วยรอยยิ้ม “พี่สาวลี่”
หยางลี่ลี่เพิ่งกลับจากทำธุระ แม้จะอายุยังน้อย แต่เธอก็เป็นเสาหลักของครอบครัว
“จิ่นเป่า เมื่อกี้ป้าจ้าวมาที่บ้านฉัน ถามว่าพวกเราจะซื้อน้ำมันไหม”
“พ่อกับแม่ของฉันอยากซื้อนิดหน่อย กลัวว่าพวกเธอไม่รู้ เลยให้ฉันมาถามว่าพวกเธอจะซื้อไหม”
เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหน้า “ไม่ซื้อค่ะ”
“บ้านของเธอไม่ต้องซื้อน้ำมันเหรอ ต้องซื้อนะ พืชผลไม่ค่อยดี ปีนี้ทุกคนต้องซื้อน้ำมันกิน” หยางลี่ลี่พูดพลางเบิกตา.กลมโตอย่างซื่อๆ “เธอไม่รู้เหรอ จิ่นเป่า”
“ฮ่าๆๆ ดูท่าจิ่นเป่าจะเป็นเด็กน้อย ไม่รู้เรื่องของผู้ใหญ่สินะ”
ขณะที่เอ่ยปาก หยางลี่ลี่ก็ใช้มือบีบเบาๆที่แก้มยุ้ยๆของเย่เสี่ยวจิ่น
พลางล้วงเอาเกาลัดคั่วร้อนๆออกมาจากกระเป๋า “นี่จ้ะ ยังอุ่นๆอยู่เลย”
“รุ่ยเป่า เอาไหม” เธอถาม
โจวเหวินรุ่ยส่ายหน้า “ไม่เอา ผมปอกไม่เป็น”
หยางลี่ลี่ทำท่ารังเกียจ “นายนี่ ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างสินะ”
โจวเหวินรุ่ยรู้สึกน้อยใจเล็กน้อย
เย่เสี่ยวจิ่นปอกเปลือกเกาลัดให้เขาหนึ่งลูก “นี่ๆ ฉันปอกให้แล้ว”
หยางลี่ลี่ส่งเสียง ‘หึ’ ในลำคอ “จิ่นเป่า เธอน่ะ อายุน้อยกว่าเขาแท้ๆ ยังไปตามใจเขาอีก”
“เธอเป็นน้องเล็กนะ รุ่ยเป่าต่างหากที่ควรจะยอมเธอ”
เย่เสี่ยวจิ่นไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดนั้น เธอถามด้วยความสงสัย “ทำไมครั้งนี้ทุกคนถึงมาซื้อน้ำมันด้วยกันล่ะคะ ราคาเท่าไหร่เหรอ”
“แค่5เหมาต่อชั่ง เขาว่าถูกกว่าในสหกรณ์ตั้งสองเหมาแน่ะ”
หยางลี่ลี่นับนิ้วมือตัวเองพลางเอ่ยว่า “ถ้าซื้อสักหลายสิบชั่งก็น่าจะถูกกว่าเยอะเลยนะ”
เด็กน้อยขมวดคิ้ว พูดตามตรงตอนนี้น้ำมันโหยวไช่ฮวากำลังเป็นที่ต้องการ
เป็นไปได้อย่างไรที่จะถูกกว่าราคาตลาดได้มากขนาดนั้น
เธอรู้สึกเคลือบแคลงใจ “ป้าจ้าวคนนั้นคือภรรยาของลุงลู่เฟิงใช่ไหมคะ”
หยางลี่ลี่พยักหน้า “ใช่ หัวหน้าลู่คนนั้นแหละ พ่อเธอก็รู้จัก”
“ได้ยินมาว่าบ้านพวกเขามีคนรู้จักอยู่ในเมือง สามารถให้ราคาถูกกับพวกเราได้ด้วยละ”
“แถมยังมาส่งให้ถึงบ้านอีกต่างหาก สะดวกจะตาย”
พอพูดถึงครอบครัวของลู่เฟิง เธอก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าใด
เย่เสี่ยวจิ่นเบ้ปาก รู้สึกว่าบนโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆหรอก
“พี่สาวลี่ไปบอกพ่อแม่พี่ก่อนว่าอย่าเพิ่งซื้อนะ”
“ฉันว่ามันจะดีเหรอ” หยางลี่ลี่เอียงคอ “จิ่นเป่า เธออายุแค่สามขวบครึ่งเองนะ เธอเข้าใจเรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ”
“บ้านพี่มีถั่วลิสงไหมคะ” เย่เสี่ยวจิ่นกะพริบตาปริบๆถาม
“มีสิ เยอะแยะเลย อย่างน้อยก็100ชั่งเห็นจะได้”
เย่เสี่ยวจิ่นลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดว่า “บ้านฉันมีคนรู้จักในเมือง เขาทำน้ำมันได้”
“ให้พ่อแม่พี่สาวเอาถั่วลิสงทั้งหมดมาให้เขาสิ 100ชั่งน่าจะได้น้ำมัน30กว่าชั่งค่ะ”
“คิดแค่ค่าแรงนิดหน่อย”
หยางลี่ลี่เบิกตากว้าง พูดเสียงเบา “ถั่วลิสงเอามาทำน้ำมันได้ด้วยเหรอ”
“ได้สิคะ แต่มันต้องใช้วิธีเฉพาะนิดหน่อย มีแต่ในเมืองถึงจะทำได้” เย่เสี่ยวจิ่นเม้มปาก “พี่สาวไปบอกแม่ของพี่ มาคุยเรื่องนี้กับพ่อแม่ฉันแล้วกันค่ะ แต่อย่าไปบอกใครนะ”
“ไม่อย่างนั้น ป้าจ้าวอาจนึกว่าบ้านเราแย่งธุรกิจของเขา คงจะต้องหาเรื่องพ่อกับแม่แน่ๆ”
หยางลี่ลี่เป็นเด็กดี รีบตอบตกลงทันที แล้ววิ่งกลับไปปรึกษาพ่อแม่
โจวเหวินรุ่ยทำหน้างงๆ เธอเลยเคาะหัวเขาไปทีหนึ่ง “นายก็ห้ามบอกใครนะ ไม่งั้นฉันไม่เล่นด้วยแล้ว”
โจวเหวินรุ่ยรีบเอามือปิดปากแล้วกะพริบตาปริบๆตอบ “จิ่นเป่า ฉันสัญญาว่าจะไม่บอกใครเลย”
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้าอย่างพอใจ
ตอนที่แม่กลับบ้านมา เธอเล่าเรื่องบ้านหยางลี่ลี่ให้หลี่ชุ่ยชุ่ยฟัง
หลี่ชุ่ยชุ่ยก็ได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวหยางบ่อยๆ
หล่อนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “แต่ว่า... พวกเราไม่ได้จะเข้าเมืองไม่ใช่เหรอลูก”
เย่เสี่ยวจิ่นยิ้ม “แน่นอนว่าต้องเข้าเมืองสิคะ พวกเรายังมีฝ้ายตั้ง50ชั่งที่ต้องเอาไปขาย”
“ที่นี่ขายไม่ออกหรอกค่ะ” เธอพูด
“ถึงตอนนั้น แม่กับพ่อเอาฝ้ายออกไป คนอื่นเห็นเป็นถั่วลิสงก็ไม่สงสัยแล้วค่ะ”
หลี่ชุ่ยชุ่ยขมวดคิ้ว “แต่เรามีฝ้ายแค่15ชั่งเองนะ”
เย่เสี่ยวจิ่นเลยกุเรื่องขึ้นมา
ตกเย็น หยางเจวียนก็เอาถั่วลิสงมาส่ง100ชั่ง แถมยังเอาเงินมาให้อีก
ก่อนหน้านี้หล่อนได้ครอบครัวของหยางเจวียนคอยช่วยเหลืออยู่หลายวัน
หลี่ชุ่ยชุ่ยอายเลยรับเงินมาแค่ห้าหยวน
หยางเจวียนแบกถั่วลิสงมาอย่างเหนื่อยหอบ “ชุ่ยชุ่ย บ้านเธอยังมีญาติแบบนี้อีกเหรอ น่าจะบอกฉันตั้งนานแล้วสิ”
หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่ใช่... ฉันทำให้เฉพาะเธอเท่านั้นแหละ”
“เราสนิทกัน ถ้าเป็นคนอื่น ฉันไม่ลำบากทำแบบนี้หรอก”
หล่อนกลัวว่าเรื่องเครื่องจักรนี้จะรู้ไปถึงหูคนอื่น
หยางเจวียนยิ้ม “วางใจเถอะ ลี่ลี่เล่าให้ฉันฟังหมดแล้ว ฉันไม่บอกใครหรอก”
“ตอนนี้จ้าวหลินหลินกำลังวิ่งวุ่นชวนคนซื้อน้ำมัน ถ้าฉันเอาเรื่องนี้ไปพูด นั่นก็เท่ากับฉันคิดไม่ดีกับหล่อนน่ะสิ”
หลี่ชุ่ยชุ่ยพยักหน้า
หยางเจวียนยังคงรู้สึกขอบคุณ “ฉันตั้งใจเอาเกาลัดมาฝากให้เด็กๆทานด้วยนะ”
หลี่ชุ่ยชุ่ยกะจะปฏิเสธ หยางเจวียนรีบพูด “เธอช่วยฉันไว้แท้ๆ ฉันไม่มีอะไรจะให้เลย”
“เธอต้องรับไว้นะ! ของพวกนี้ไม่ได้มีค่าอะไรมากมายหรอก!”
หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกเกรงใจ
จนกระทั่งหยางเจวียนกลับไปแล้ว หล่อนถอนหายใจ มองเงินห้าหยวนที่หยางเจวียนให้ รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก
เย่เสี่ยวจิ่นคิดมาตลอดว่า น้ำใจก็ส่วนน้ำใจ เงินที่ต้องได้ก็ต้องได้
เธอไม่รู้สึกหนักใจแม้แต่น้อย “แม่คะ ไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะ พวกเราต้องคั่วถั่วลิสงให้ป้าหยาง เครื่องจักรที่ถูกใช้ก็ต้องเสื่อมสภาพบ้าง”
“คิดห้าหยวน นับว่ายุติธรรมแล้วค่ะ ถ้าพวกเขาซื้อ ต้องสิบห้าหยวน ของก็ไม่ได้คุณภาพดีขนาดนี้!”
หลี่ชุ่ยชุ่ยได้แต่พูดอย่างจนใจ “จิ่นเป่า แต่ว่าของเขาก็สิบห้าหยวน ไม่เห็นต้องใช้ถั่วลิสงตั้ง100ชั่งเลย”
เย่เสี่ยวจิ่นพูดอย่างมั่นใจ “แม่คะ คิดมากไปแล้ว”
“บ้านจ้าวหลินหลินนั่นทำตัวไม่น่ารัก พวกเขาขายน้ำมันครึ่งหยวนต่อหนึ่งชั่ง รอดูไปเถอะค่ะ ไม่ใช่ของดีอะไรหรอก”
ครึ่งหยวน พวกเขายังหักกำไรตรงกลางได้ ราคาจริงก็คงไม่ถึงครึ่งหยวน คุณภาพจะเป็นยังไงก็รู้แล้ว
บทที่ 35: สุ่มห้าครั้งติด! นี่มันดวงเทพมาเอง!
หลี่ชุ่ยชุ่ยถอนหายใจ “จิ่นเป่า พวกเราไม่ต้องไปสนใจคนอื่น ทำของพวกเราให้ดีที่สุดก็พอแล้ว”
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า
โจวเหวินรุ่ยยังคงอยู่กับพ่อของเธอในครัว
เย่เสี่ยวจิ่นไปที่ครัว เห็นพ่อกำลังสับพริกแห้ง
เย่จื้อผิงกำลังใช้มีดหั่นพริกสด เตรียมพริกสับและขิงสับ
พริกสีแดงดูเผ็ดร้อนมาก
ดวงตาของโจวเหวินรุ่ยจ้องไปที่พริกบนเขียง กลิ่นฉุนทำให้เขารู้สึกคัดจมูก
เย่จื้อผิงรีบพูดว่า “รุ่ยเป่า ถอยไปไกลๆหน่อย อย่าให้พริกเข้าตาเชียวนะ มันแสบมาก”
โจวเหวินรุ่ยรีบเดินถอยห่างออกไป
เย่จื้อผิงเอาฟืนที่ติดไฟในเตาออกจนหมด เหลือไว้แค่ถ่านไฟเท่านั้น
ถ่านไฟยังคงรักษาอุณหภูมิไว้ได้ แต่ไม่ได้ให้ความร้อนมากเกินไป
เขาเทน้ำมันออกมาจากกระป๋องน้ำมันเพียงเล็กน้อย แล้วเกลี่ยให้ทั่วกระทะเหล็ก
จากนั้น เขาก็นำปลาไหลและปลาหนีชิวที่เตรียมไว้มาวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบที่ขอบกระทะ
เพื่อให้แน่ใจว่าปลาทุกตัวจะได้รับการทอดอย่างทั่วถึง
เย่เสี่ยวจิ่นสงสัย “พ่อคะ พวกเราไม่เอาปลาลงทอดในน้ำมันเลยเหรอคะ?”
“โอ๊ย!” เย่จื้อผิงตกใจ รีบตอบว่า “น้ำมันมันมีค่ามากนะ จะใช้แบบนั้นได้ยังไงกันละ!”
หลี่ชุ่ยชุ่ยก็อดขำไม่ได้ “ใช่แล้ว ทอดแบบนี้ก็อร่อยเหมือนกันนะ หอมมากเลยละ”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง...” เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า แล้วเข้าไปดูในครัวอย่างสนใจ
ปลาไหลและปลาหนีชิวในกระทะค่อยๆเปลี่ยนจากตัวลื่นๆเป็นแห้งขึ้นแล้ว
ผิวด้านนอกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง กลิ่นหอมเริ่มโชยฟุ้ง
เย่จื้อผิงรอจนปลาทอดทั้งสองด้านเป็นสีเหลืองทอง จึงตักขึ้น
จากนั้นเขาก็เติมน้ำมันลงในกระทะเล็กน้อย ผัดพริกกับขิงสับจนหอม แล้วใส่ปลาไหลและปลาหนีชิวที่ทอดจนเหลืองกรอบลงไป
ในระหว่างการผัด กลิ่นหอมของปลาและขิงที่ถูกกระตุ้นออกมา ทำให้น้ำลายไหล
เย่เสี่ยวจิ่นไม่ได้กินอาหารรสเผ็ดแบบนี้มานานแล้ว เธอจึงอยากกินมากๆ
หลังจากที่เย่จื้อผิงผัดเสร็จ เขาก็ใส่ต้นหอมซอยลงไปเล็กน้อย ทำให้มีกลิ่นหอมมากยิ่งขึ้น
ปลาไหลและปลาหนีชิวที่ผัดเสร็จแล้วถูกตักใส่ชามใบใหญ่ กลิ่นฉุนชวนรับประทานและเย้ายวนใจ
สีเหลืองทองถูกแต่งแต้มด้วยพริกแดงและต้นหอมซอยที่ยังคงดูเขียวขจี
“หอมจัง...” เย่เสี่ยวจิ่นสูดหายใจเข้าลึกๆอย่างอดใจไม่ไหว
โจวเหวินรุ่ยมองดูตาละห้อย อาหารที่พี่ชายเขาทำมันกินยากเหลือเกิน พ่อกับแม่ก็อยู่บ้านไม่บ่อย เขาจึงไม่ค่อยได้กินอะไรดีๆ
แต่เด็กทั้งสองคนกลับไม่แตะตะเกียบเลย
เย่จื้อผิงล้างหม้อ ตอกไข่ใส่ต้นหอม แล้วทอดไข่เจียวออกมาหลายแผ่น
โจวเหวินรุ่ยไม่เคยรู้มาก่อนว่าไข่ไก่ธรรมดาจะเอามาทำอาหารน่ากินแบบนี้ได้
หลี่ชุ่ยชุ่ยตักข้าว “มากินข้าวกันได้แล้ว”
เด็กๆต่างก็กินปลาไหลก่อนเป็นอันดับแรก
“เผ็ดจัง” โจวเหวินรุ่ยร้องบอก เขาแสบลิ้นไปหมด
“อร่อย” เย่เสี่ยวจิ่นไม่กลัวเผ็ด เธอกินปลาไหลทีละตัว “โตขึ้นหนูจะจับปลาไหลทุกวัน ให้พ่อทำให้กินแบบนี้ทุกวันเลย”
หลี่ชุ่ยชุ่ยคอยดูแลให้ลูกๆกินข้าว ก่อนจะลองชิมบ้าง
รสชาติดีมากจริงๆ
หล่อนไม่คิดว่าจะมีวันนี้ ไม่นานมานี้ยังกินแต่ข้าวต้มจืดๆ ตอนนี้ได้กินเนื้อแล้ว
ข้าวก็เป็นข้าวเมล็ดใหญ่
เย่จื้อผิงขาบาดเจ็บ ไม่กล้ากินของเผ็ดมาก
สุดท้าย เย่เสี่ยวจิ่นกินจนเกือบหมดเกลี้ยง
เมื่อเทียบกับปลาไหล โจวเหวินรุ่ยชอบกินไข่เจียวต้นหอมมากกว่า ทั้งหอมและนุ่ม
ท้องของเย่เสี่ยวจิ่นอิ่มจนป่อง “อิ่มแล้ว รุ่ยเป่า ฉันจะไปส่งนายกลับบ้าน แล้วจะแวะไปหาไส้เดือนมาใส่ในลอบดักปลาของฉันต่อ”
โจวเหวินรุ่ยเดินตามเธอไปอย่างว่าง่าย
หลี่ชุ่ยชุ่ยล้างชามเสร็จก็พูดว่า “จื้อผิง ฉันมีเรื่องจะบอกคุณหน่อย”
หลี่ชุ่ยชุ่ยเล่าเรื่องสกัดน้ำมันให้หยางเจวียน และเรื่องที่มีฝ้าย50ชั่งที่ต้องเอาไปขายในเมือง
เย่จื้อผิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ครอบครัวของหยางเจวียนก็ช่วยเหลือเรามามาก ฉันเกรงว่าจะรับเงินไม่ลง”
“แต่อย่างที่จิ่นเป่าว่าไว้ ถ้าทุกอย่างเป็นของจิ่นเป่า พวกเราก็ควรฟังเธอ”
“จิ่นเป่าของพวกเราโตพอจะตัดสินใจเองได้แล้ว” หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดพร้อมกับยิ้มออกมา หล่อนนำเงินห้าหยวนออกมาพร้อมกับห่อผ้าเล็กๆที่ใช้เก็บเงินอีกอันหนึ่ง
“ครั้งที่แล้วพวกเราไปหาหมอ หมดค่าเดินทางกับค่ากินไปบ้าง เหลืออยู่เจ็ดหยวน”
“แล้วก็เงินของจิ่นเป่าอีกสามสิบหยวนห้าเหมา”
“ตอนนี้รวมกันได้ยี่สิบห้าหยวนห้าเหมาแล้ว”
ดวงตาของหล่อนฉายแววคาดหวัง “คุณว่าฝ้าย50ชั่งนี่จะขายได้สักเท่าไหร่”
“ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” เย่จื้อผิงไม่เคยทำการค้าขายมาก่อน จึงไม่ทราบเรื่องเหล่านี้
“ผมว่าน่าจะได้เงินเยอะแยะมากมายเลยละ”
“รอผมหายดีก่อนนะ ผมจะยืมจักรยานพี่ชาย ขี่ไปขายฝ้ายในเมือง”
“ในหมู่บ้าน คงไม่มีคนซื้อหรอกมั้ง”
หลี่ชุ่ยชุ่ยพยักหน้า “จิ่นเป่าของพวกเรามีฝ้ายดีมากนะ ต้องขายราคาดีๆแน่”
เย่จื้อผิงตอบ.ตกลง
เย่เสี่ยวจิ่นทำงานเสร็จแล้วกลับมา ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว
เธอหอบหายใจ หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบอาบน้ำให้เธอ
เย่เสี่ยวจิ่นพูดพึมพำ “แม่คะ พี่ชายของรุ่ยเป่าบอกว่า ขนมข้าวเหนียวทอดของบ้านเราอร่อย”
“เขาให้หนูมาถามว่าเก้าเหมาซื้อน้ำมัน10ชั่งได้ไหม”
หลี่ชุ่ยชุ่ยชะงักไปครู่หนึ่งอย่างลังเล “อย่าเลยดีกว่า”
“เก้าเหมาต่อ10ชั่งมันแพงไป ถึงจะขายได้ แต่ถ้าข่าวแพร่กระจายออกไป จะไม่ดีเอา”
“ถ้าคนอื่นรู้เข้าว่าจิ่นเป่าเก่งขนาดนี้ พวกเขาลักพาตัวหนูไปจะทำยังไง?” หลี่ชุ่ยชุ่ยยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว จึงรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
เย่เสี่ยวจิ่นเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับคำพูดนั้น เธอรู้ดีว่าไม่ควรเปิดเผยความร่ำรวย
พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายวัน
เย่เสี่ยวจิ่นสะสมสิทธิ์การสุ่มรางวัลได้ครบห้าครั้งอีกครั้ง
เธอถอนหญ้าให้ต้นท้อเสร็จ แล้วก็นั่งลงบนคันนา จากนั้นจึงเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมา
[โฮสต์ ความสามารถในการปรับตัวของคุณช่างยอดเยี่ยมนัก]
[ในเมื่อมาถึงแล้วก็ทำใจให้สบายเเละใช้ชีวิตต่อไป การที่ได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง ถือว่าโชคดีมากแล้ว]
เย่เสี่ยวจิ่นพูดพลางยิ้ม เธอถูมือทั้งสองข้าง ‘ได้เวลาสุ่มรางวัลแล้ว’
เธอเริ่มสุ่มรางวัลห้าครั้งติดต่อกันทันที
ดาวตกหลากสีสันเปล่งประกายระยิบระยับบนหน้าต่างระบบ แสงสว่างทั้งหกสายส่องประกายออกมา
เย่เสี่ยวจิ่นตาไว มองเห็นสีแดง สีส้ม และสีม่วง อย่างละเส้น
ทันใดนั้น หัวใจก็เต็มไปด้วยความยินดี
อัตราการเกิดดาเมจครั้งนี้สูงเกินไปแล้ว!
เรียกได้ว่า เทพเจ้าแห่งโชคลาภ สิงร่างแล้ว!
[ยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับรางวัลระดับB อาหารไก่100กิโลกรัม!]
[ยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับรางวัลระดับB ‘31วัน เรียนรู้การทำฟาร์ม!’]
[ยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับรางวัลระดับB ไฟฉายพลังงานแสงอาทิตย์1อัน!]
[โชคลาภหลั่งไหล! ยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับรางวัลระดับA ชุดเครื่องมือทำงานทุ่นแรง!]
[โชคเข้าข้าง! ยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับรางวัลระดับสูงกว่าA ค่าพลังกาย+1แต้ม!]
[อภิมหาโชคลาภ! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับรางวัลระดับS นั่นคือบ้านหนึ่งหลังที่สร้างได้ตามความต้องการ!]
เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มกว้าง ดูมีความสุขมาก
เธอมองดูรางวัลระดับBก่อน
คราวนี้มีหนังสือเล่มใหม่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายการตลาดเล่มหนึ่ง และไฟฉายที่มีประโยชน์มากอันหนึ่ง
รางวัลระดับA คือเครื่องมือทำงานที่พกพาสะดวก
เย่เสี่ยวจิ่นหยิบจอบเล็กๆออกมาชั่งน้ำหนักดู ดวงตาเป็นประกาย “ว้าว ฉันต้องการอันนี้มากเลย!”
มันช่วยให้เธอใช้แรงน้อยลงในการทำงาน
ถือว่าเป็นของใช้ที่มีประโยชน์มาก
ถ้าเธอได้รับมันเร็วกว่านี้ ก็จะช่วยประหยัดแรงไปได้มาก!
รางวัลที่สูงกว่าระดับA ยังเพิ่มค่าพลังกายอีก1แต้ม
เย่เสี่ยวจิ่นอยากรู้อยากเห็นมากว่าค่าสถานะพลังจะอัปเกรดได้สูงสุดเท่าไหร่
ตอนนี้ พลังของเธออยู่ที่2แต้ม สามารถยกของหนักกว่า20จินได้แล้ว
ส่วนรางวัลSนั้น...
จบตอน
Comments
Post a Comment