paopao ep331-335

  บทที่ 331: ผู้หญิงเสียสติมาที่บ้านตระกูลเย่


   หล่อนคิดว่าเย่จวินจะแต่งงานกับสาวชนบทที่ผอมแห้งตัวดำดูน่าเกลียดเสียอีก


   แต่ผิดคาด ผู้หญิงคนนี้ไม่เพียงแต่จะมีผิวขาว ใบหน้ายังมีนรลักษณ์ที่ดี โดยเฉพาะดวงตาที่ดูราวลูกองุ่นดำ ดูงดงามอย่างมาก


   หล่อนไม่ได้สวมเสื้อผ้าลายดอกสีแดงสีเขียวก็จริง ทว่า…


   เป็นเสื้อผ้าสีพื้นที่ดูสะอาดสะอ้านมาก


   หลี่หย่าผิงรู้สึกอิจฉาขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง


   หลิวเยว่รู้สึกสับสน หล่อนไม่รู้จักผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเลยสักนิด


   “ฉันเป็นภรรยาของพี่จวินเองค่ะ คุณรู้จักฉันด้วยเหรอคะ?”


   หลี่หย่าผิงแค่นเสียงเย็นชาและมองอีกฝ่ายอย่างดูถูก


   “เธออย่าลืมหาเวลาหย่ากับเย่จวินด้วยเสียล่ะ”


   คำพูดราวกับฟ้าผ่าของหล่อนสร้างความตกตะลึงให้กับหลิวเยว่ หลี่ชุ่ยชุ่ย และเย่เสี่ยวจิ่น


   ผู้หญิงคนนี้พูดอะไรออกมา? ให้หลิวเยว่กับเย่จวินหย่ากัน?!


   อู๋เยว่จี้เองก็ตะลึงลานไปเช่นกัน ไม่คาดคิดว่าหลี่หย่าผิงจะเอ่ยคำพูดแบบนี้ออกมาตรงๆ


   หล่อนกำลังคิดจะสรรเสริญหลี่หย่าผิงต่อหน้าหลี่ชุ่ยชุ่ยก่อน เพื่อที่อีกฝ่ายจะได้รับรู้ว่าเย่จวินจะมีชีวิตที่ดีหากเขาได้แต่งงานกับหลี่หย่าผิง


   ไม่คิดว่าหลี่หย่าผิงจะเอ่ยโพล่งขึ้นมาทันทีที่เข้ามาในห้อง


   โง่เหมือนหมูไม่มีผิด


   ใบหน้าของหลิวเยว่เย็นชาขึ้นมา สัญชาตญาณผู้หญิงทำให้หล่อนรับรู้ได้ถึงความเป็นปฏิปักษ์ที่หลี่หย่าผิงมีต่อหล่อน


   หล่อนดันตัวเสี่ยวเป่ากับเย่เสี่ยวจิ่นออกแล้วยืนขึ้น


   แม้หล่อนจะเตี้ยกว่าหลี่หย่าผิงที่สวมรองเท้าส้นสูงอยู่หนึ่งช่วงศีรษะ แต่ความแข็งแกร่งของหล่อนก็มีไม่แพ้หลี่หย่าผิง


   “คุณหมายความว่ายังไงคะ?”


   “ฉันสั่งให้เธอหย่ากับเย่จวิน ฉันอยากแต่งงานกับเขา”


   หลิวเยว่หัวเราะเยาะต่อหน้า หล่อนไม่มีทางเป็นคนอ่อนแอโดนคนรังแกเหมือนเมื่อก่อนแล้ว


   หล่อนมองเย่เสี่ยวจิ่นแล้วก็ชี้นิ้ววิจารณ์


   “จิ่นเป่า ทุกคนต่างพูดว่าคนในเมืองล้วนมีอารยะ แต่ฉันคิดว่าพวกเขาไม่ได้มีอารยะอะไรหรอก กลับหน้าด้านไร้ยางอายกันสิ้นดี”


   เย่เสี่ยวจิ่นนึกชื่นชมหลิวเยว่อยู่ในใจ และเห็นด้วยกับหล่อน “พี่สะใภ้ใหญ่พูดถูกค่ะ พวกเขาหน้าด้านไร้ยางอายเหลือเกิน”


   หลี่หย่าผิงพลันมีใบหน้าดำคล้ำ แต่หล่อนก็ไม่ใช่คนโง่ที่จะเสียสติไปกับคำพูดไม่กี่คำ


   หล่อนหยักมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม “ครอบครัวของฉันร่ำรวยจากการทำเหมืองทอง แบบที่ชาตินี้คนจนอย่างพวกเธอไม่มีทางหาได้มากเท่า อีกอย่างพ่อของฉันก็ยังมีเส้นสายทั่วทั้งในตำบล อำเภอ และจังหวัด เย่จวินจะมีอนาคตที่ดีแน่ถ้าแต่งงานกับฉัน”


   “พวกผู้ชายมักมองหน้าที่การงานเป็นอันดับแรก ฉันคิดว่าหากเย่จวินรู้ว่าฉันอยากแต่งงานกับเขา เขาต้องหย่ากับเธอในทันทีแน่”


   “ฉันมาเจอเธอที่นี่ ในฐานะผู้หญิงด้วยกันแล้วฉันก็รู้สึกสงสารเธอเสียจริง การที่เธอเลือกจะหย่ากับเขาก่อนกับเธอที่โดนเขาหย่านี่มันให้ผลลัพธ์ต่างกันนะ”


   หลิวเยว่ไม่ได้พูดอะไร จนหลี่หย่าผิงนึกว่าหล่อนเข้าใจแล้ว


   หล่อนมองเด็กชายตัวอวบอ้วนในอ้อมแขนของเย่เสี่ยวจิ่น จากนั้นก็คว่ำปากอย่างไม่พอใจ


   “พาเด็กคนนี้กลับไปบ้านพ่อแม่เธอซะนะ ฉันไม่เลี้ยงลูกชายเธอให้เปล่าๆหรอก ฉันจะคลอดลูกชายให้เย่จวินอีกหลายคน ครอบครัวฉันมีกิจการอยู่ตั้งเยอะแยะ และในภายภาคหน้ามันก็จะเป็นของฉันกับเย่จวิน”


   เย่เสี่ยวจิ่นไม่เคยเจอคนหน้าด้านไร้ยางอายขนาดนี้มาก่อนในชีวิตทั้งชาติก่อนและชาตินี้


   เดิมทีตระกูลหลี่ก็เป็นชาวนาอยู่ในหมู่บ้านชงเถียน เพียงแต่โชคดีจากการขุดเหมืองทอง ต่อให้พวกเขาจะร่ำรวย แต่ก็ไม่ได้มีอารยะสูงส่ง


   หล่อนคนนี้จึงถือว่าตัวเองแตกต่างจากคนอื่นในหมู่บ้านชงเถียน และรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น ถึงขนาดที่บุกไปบ้านคนอื่นเพื่อสั่งให้เขาหย่าร้างให้ตน


   หลี่ชุ่ยชุ่ยเองก็โมโหจนปากสั่น หยิบไม้กวาดขึ้นไล่ฟาดหลี่หย่าผิง


   “ยัยคนหน้าด้าน สาวโสดซิงอย่างเธออย่าได้มาบีบบังคับใครให้แต่งงานด้วยเลย ฉันพอใจที่มีหลิวเยว่เป็นสะใภ้อยู่แล้ว!”


   “ออกไปจากที่นี่ ออกจากบ้านฉันไปซะ อย่าว่าแต่ลูกชายฉันจะดูถูกเธอเลย ฉันเองก็ดูถูกเธอเหมือนกัน”


   “ครอบครัวเธอรวยแล้วยังไงล่ะ ครอบครัวคนอื่นเขาก็พอมีเงินเหมือนกัน!”


   หล่อนคว้าไม้กวาดไล่ตีหลี่หย่าผิง


   “ออกไป อู๋เยว่จี้ เธอเองก็ออกไปด้วย”


   “เธอยังจะทำตัวเป็นแม่สื่ออีก ไม่รู้เหรอว่าเย่จวินของฉันแต่งงานแล้ว? คิดอะไรของเธออยู่!”


   หลี่หย่าผิงเอี้ยวตัวหลบอย่างทุลักทุเล ถึงอย่างนั้นหล่อนก็โดนไม้กวาดหวดไปหลายครั้ง


   ผมยาวหยักศกของหล่อนยุ่งกระเซิงไม่เป็นทรง ส่วนเสื้อผ้าก็เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นผง


   “นังแก่แร้งทึ้ง แกกล้าตีฉันเหรอ!” หลี่หย่าผิงไม่เคยโมโหเท่านี้มาก่อน “หยุดเดี๋ยวนี้นะ ถ้าแกยังกล้าตีฉันอีก ฉันไม่ปล่อยแกไปแน่”


   หล่อนอยากจะต่อต้าน แต่ลูกคุณหนูที่ถูกเลี้ยงแบบไข่ในหินอย่างหล่อนจะสู้หลี่ชุ่ยชุ่ยได้อย่างไร


   ไม่นานหล่อนก็ถูกไล่ตีจนวิ่งไปรอบลานบ้าน ใบหน้าเปื้อนเปรอะไปด้วยฝุ่นและคราบน้ำตา จนไม่เหลือความงามสง่าในตอนแรกอยู่เลย


   เย่เสี่ยวจิ่นเอามืออุดหูเสี่ยวเป่า “พี่สะใภ้ พี่ไม่ต้องไปเกรงใจคนแบบนี้หรอกนะคะ”


   “อย่าเก็บคำพูดหล่อนไปใส่ใจเลย พี่ใหญ่ของหนูไม่ใช่คนแบบนั้นแน่นอน”


   “ฉันรู้น่าจิ่นเป่า ฉันเชื่อในตัวพี่จวินเสมอ”


   อู๋เยว่จี้รู้สึกทุกข์ใจเสียจนลำไส้กลายเป็นสีเขียว* หล่อนไม่รู้เลยว่าหลี่หย่าผิงในตอนนี้จะกลายเป็นคนแบบนี้


   (*เป็นสำนวน แปลว่าเสียใจอย่างสุดซึ้ง)


   กระทั่งหล่อนเองยังรู้สึกระคายหูกับคำพูดที่ออกมาจากปากคู่นั้น


   ไม่แปลกใจที่หลี่ชุ่ยชุ่ยจะอดรนทนไม่ไหวจนต้องลงไม้ลงมือ


   หลี่หย่าผิงซ่อนตัวอยู่นอกลานบ้าน ชี้หน้าพวกหล่อนจากที่ไกลๆ ขณะที่ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ


   หล่อนปาดน้ำตาแล้วประกาศเสียงกร้าว “คอยดูเถอะ ฉันไม่ปล่อยพวกแกไปแน่!”


   หลี่ชุ่ยชุ่ยแค่นเสียงเย็นชา


   โยนไม้กวาดลงแทบเท้าอู๋เยว่จี้ “แม่สื่ออู๋ กรุณาอย่ามาที่บ้านเราอีกเลยนะคะ ครอบครัวเราไม่อาจรองรับพระประธานอย่างคุณได้”


   อู๋เยว่จี้สะดุ้งโหยงและวิ่งหนีไป


   หลี่ชุ่ยชุ่ยจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วมาปลอบหลิวเยว่


   “เสี่ยวเยว่ เธอเป็นสะใภ้ที่ครอบครัวเย่ของเราเลือกแล้ว ไม่มีใครไล่เธอออกไปแน่นอน”


   หลิวเยว่ยิ้มขณะที่รู้สึกโล่งใจ “แม่ ฉันรู้ค่ะ”


   “คราวหน้าถ้าเจอคนแบบนี้ก็ต้องตอบโต้ไปบ้าง หากเสือไม่แสดงพลังออกมาก็จะเป็นแค่แมวป่วย!”


   “แม่ แม่เรียนรู้เรื่องนี้มาจากพี่สามอีกแล้วนะคะ!” เย่เสี่ยวจิ่นป้องปากหัวเราะ


   หลี่ชุ่ยชุ่ยพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ “ใช่ ถูกไหมล่ะ?”


   “ใช่ ถูกต้องอย่างมากเลยค่ะ!”


   พวกเธอไม่ได้พูดเรื่องนี้กับพวกผู้ชายตระกูลเย่ ในตอนที่เตรียมอาหารเย็นกันอยู่นั้น หลี่ซานเหนียงก็มาพอดี


   “ดูเหมือนว่าฉันจะมาถึงเวลากินอาหารเย็นของพวกคุณพอดีนะเนี่ย” หลี่ซานเหนียงยิ้ม “ฉันนี่ได้กลิ่นอาหารมาแต่ไกลเลย พวกคุณกินอะไรกันเหรอ?”


   หลี่ชุ่ยชุ่ยกระตือรือร้นอย่างมาก ครั้นเหลือบไปเห็นหญิงสาวที่เดินตามหลังหลี่ซานเหนียงมา หล่อนก็รู้สึกประทับใจแต่แรกเห็น


   โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหลี่หย่าผิงที่เจอเมื่อตอนกลางวันแล้ว หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกว่าหญิงสาวที่หลี่ซานเหนียงพามาด้วยนี้ดูดีกว่ามาก


   “นี่คือสาวน้อยที่ฉันบอกเมื่อกลางวันไงล่ะ หล่อนชื่อว่าเซี่ยเซียงเซียง”


   เซี่ยเซียงเซียง?


   เย่จวินกับเย่ฉางอันที่กำลังกินข้าวกันอยู่พลันเงยหน้าขึ้นทันที


   เย่จวินกระทุ้งแขนเย่ฉางอัน “ฉันเคยเจอสาวคนนี้ตอนอยู่ในเมืองครั้งหนึ่ง หล่อนดูไม่เลวเลยนะ”


   เขายิ้ม “แม่สื่อหลี่ต้องมาจับคู่ให้นายแน่ๆ ไปดูสิว่านายชอบหล่อนหรือเปล่า”


   เย่ฉางอันกลับก้มหน้าลงกินข้าว เอ่ยด้วยเสียงอู้อี้ “ผมไม่อยากเห็นหรอกครับ ผมไม่สนใจหล่อน”


   “เจ้ารอง นายกะจะไม่แต่งงานเลยเหรอ?” เย่จวินถามเสียงทุ้ม


   “ไม่ใช่” เย่ฉางอันส่ายหน้า “ผมแค่ไม่ชอบหล่อน”


   “ใช่ว่าไม่ชอบแต่แรกเห็นแล้วจะแปลว่าไม่ชอบเสียหน่อย” เย่จวินเหลือบมองหลิวเยว่ ในดวงตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ดูอย่างฉันกับพี่สะใภ้ใหญ่นายสิ พวกเราก็ไม่ได้ชอบกันตั้งแต่แรกเห็นเหมือนกัน”


   “แต่ตอนนี้ฉันกลับชอบพี่สะใภ้ใหญ่นายมาก”


   เย่ฉางอันเหลือบขึ้นมองเซี่ยเซียงเซียง


   หล่อนดูผิวขาวสะอาดสะอ้าน และส่งยิ้มอย่างร่าเริง



บทที่ 332: ถูกตัวตนภายนอกของเซี่ยเซียงเซียงหลอก



   เย่ฉางอันรู้สึกว่าเคยเห็นหน้าสาวคนนี้ที่ไหนมาก่อน ราวกับเคยพบเจอที่ไหนสักแห่ง


   เขาเกาศีรษะแล้วก็นึกขึ้นได้


   นี่ไม่ใช่หญิงสาวที่แอบมองเขาในทุ่งนาเมื่อก่อนหน้านี้หรือ?!


   เย่ฉางอันไม่คิดว่าหญิงสาวคนนั้นจะสนใจเขา เพียงแต่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ


   หลี่ซานเหนียงเรียกเซี่ยเซียงเซียงให้เข้ามา


   "หรือว่าจะรอให้พวกคุณกินข้าวเสร็จก่อนแล้วค่อยคุยกันดี?"


   "พวกคุณกินข้าวกันหรือยัง?" หลี่ชุ่ยชุ่ยถาม


   "ฉันกินเสร็จแล้วล่ะ" หลี่ซานเหนียงยิ้มมองไปทางเซียงเซียง


   "ส่วนเซียงเซียงยังไม่ได้กิน หล่อนเองก็ประหม่าเหมือนกัน"


   หลี่ชุ่ยชุ่ยชอบเด็กที่ซื่อสัตย์และขยันขันแข็ง แม้เซียงเซียงคนนี้จะดูขี้อายไปหน่อย แต่ส่วนใหญ่ก็คงเป็นเพราะยังไม่คุ้นเคยกัน


   หล่อนชอบหญิงสาวคนนี้มากทีเดียว


   หลี่ชุ่ยชุ่ยไปหยิบชามและตะเกียบมา แล้วบอกให้เย่ฉางอันไปเพิ่มเก้าอี้อีกตัวหนึ่ง


   "จะปล่อยให้ท้องว่างแบบนี้ได้ยังไง" หล่อนจับมือเซี่ยเซียงเซียงอย่างกระตือรือร้น แล้วกดให้นั่งลงบนเก้าอี้


   "กินข้าวกับพวกเราก่อนเถอะ พวกเรากินข้าวเสร็จแล้วค่อยคุยกัน"


   เซี่ยเซียงเซียงนั่งอยู่ข้างๆเย่ฉางอัน เพียงเหลือบมองด้วยหางตาก็มองเห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของเย่ฉางอันได้


   ดูเหมือนว่าเขาจะผิวคล้ำขึ้นเล็กน้อย แต่ดูมีความเป็นชายชาตรีมากขึ้น


   เซี่ยเซียงเซียงถือตะเกียบไว้ในมือ หัวใจเต้นรัวด้วยความประหม่า


   คราวนี้หล่อนฉลาดขึ้นแล้ว


   หลังจากสืบข่าวมาว่าเย่จวินแต่งงานได้อย่างไร หล่อนก็วางแผนที่จะแสดงท่าทางซื่อสัตย์และเรียบร้อย


   ตระกูลเย่ชอบคนแบบนี้จริงๆ


   เซี่ยเซียงเซียงมองไปที่เย่ฉางอันเป็นระยะ ใบหน้าขาวสะอาดของหล่อนแดงระเรื่อ เมื่อคนในตระกูลเย่เห็นปฏิกิริยาของเธอแบบนี้ ก็รู้สึกดีใจในใจ


   หากฉางอันสามารถชอบหญิงสาวคนนี้ได้ ก็ถือว่าเป็นการแต่งงานที่ดีทีเดียว


   "เซียงเซียง กินผักเยอะๆหน่อยนะ ที่บ้านไม่มีอะไรอร่อยๆหรอก" หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดพลางยิ้มแย้ม


   เซี่ยเซียงเซียงรีบรับคำทันที ยิ้มอย่างเขินอายพลางเม้มปาก "อาหารอร่อยมากค่ะ ขอบคุณคุณป้านะคะ"


   หลี่ชุ่ยชุ่ยยิ้มอย่างมีความสุขมากขึ้น


   เย่เสี่ยวจิ่นกินอาหารไปพลางเงยหน้าขึ้นมองหล่อนเป็นครั้งคราว


   "พี่สาวเซี่ย หนูเหมือนจะเคยเห็นพี่ในหมู่บ้านมาก่อนนะคะ" เย่เสี่ยวจิ่นพูดขึ้นอย่างกะทันหัน


   หลี่ชุ่ยชุ่ยชะงักไปครู่หนึ่ง "จิ่นเป่า?"


   "ก่อนหน้านี้หนูเหมือนเคยเห็นพี่สาวเซี่ยเดินด้วยกันกับซ่งเสี่ยวจื่อในหมู่บ้าน"


   เซี่ยเซียงเซียงรู้ว่าคงปิดบังความสัมพันธ์ของหล่อนกับซ่งเสี่ยวจื่อไม่ได้แน่ ทั้งยังไม่ได้เตรียมตัวจะปิดบังด้วย จึงก้มหน้าลงแล้วพูดว่า "ซ่งเสี่ยวจื่อเป็นน้องสาวฝ่ายแม่ของฉันน่ะ"


   เย่จื้อผิงและหลี่ชุ่ยชุ่ยสบตากัน ทั้งคู่ต่างรู้สึกประหลาดใจ


   เซี่ยเซียงเซียงพูดเพียงประโยคเดียวแล้วก็ก้มหน้าลงเงียบไป


   หลี่ชุ่ยชุ่ยเห็นสถานการณ์เช่นนั้น ในใจก็รู้สึกไม่ค่อยดีนัก


   หล่อนคิดอยู่สักครู่ แล้วพูดว่า "เซียงเซียง ไม่เป็นไรหรอก หล่อนก็เป็นหล่อน เธอก็เป็นเธอ"


   เซี่ยเซียงเซียงเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงเรื่อ ทำเพียงแค่ตอบรับเบาๆ แล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป


   ไม่ได้พูดจาไม่ดีเกี่ยวกับซ่งเสี่ยวจื่อแม้แต่คำเดียว


   บรรยากาศบนโต๊ะอาหารต่อมาดูคึกคักเหมือนก่อนหน้านี้มาก หลี่ชุ่ยชุ่ยกินข้าวเสร็จแล้วก็ลากหลี่ซานเหนียงเข้าไปในห้อง


   "ทำไมคุณไม่บอกฉันว่าหล่อนเป็นลูกพี่ลูกน้องกับซ่งเสี่ยวจื่อล่ะ?"


   หลี่ซานเหนียงยิ้มแหยๆ "ฉันเห็นว่าเด็กคนนี้แตกต่างจากซ่งเสี่ยวจื่อโดยสิ้นเชิง ก็เลยไม่ได้พูดถึงเป็นพิเศษ"


   "ชุ่ยชุ่ย คุณก็เห็นแล้วใช่ไหมว่าเด็กคนนี้ดีจริงๆ"


   "ในสถานการณ์แบบนี้ หล่อนยังไม่พูดอะไรที่ไม่ดีเกี่ยวกับซ่งเสี่ยวจื่อเลยสักคำ แสดงว่าหล่อนเป็นคนที่รู้จักกาลเทศะและซื่อสัตย์"


   "หล่อนแตกต่างจากแม่สาวซ่งเสี่ยวจื่อคนนั้นโดยสิ้นเชิง พวกเราไม่ควรรังเกียจหล่อนเพียงเพราะว่าหล่อนมีน้องสาวแบบซ่งเสี่ยวจื่อนะ"


   หลี่ชุ่ยชุ่ยถอนหายใจแล้วพูดว่า "เรื่องนั้นฉันรู้ ฉันแค่กังวลว่าถ้าหล่อนแต่งเข้ามา ตระกูลเย่จะมีญาติแบบซ่งเสี่ยวจื่อเพิ่มขึ้น หลังจากนั้นคงยากที่จะมีชีวิตที่สงบสุข"


   หลี่ซานเหนียงหัวเราะแล้วพูดว่า "มีอะไรให้กังวลด้วยเหรอ ลูกชายสามคนของคุณล้วนมีอนาคตที่สดใส บางทีอีกไม่นานทั้งครอบครัวของคุณอาจจะย้ายเข้าเมืองก็ได้นะ"


   หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกโล่งใจแล้วพูดว่า "คุณพูดมาก็มีเหตุผล ก็ต้องดูว่าหล่อนกับฉางอันจะถูกชะตากันหรือเปล่า ถ้าพวกเขาถูกชะตากัน ฉันก็ไม่คัดค้านการแต่งงานครั้งนี้หรอก"


   ด้านนอก ทุกคนรับประทานอาหารเสร็จแล้ว


   เซี่ยเซียงเซียงลุกขึ้นยืน อาสาเก็บชามและตะเกียบ


   มือของหล่อนไปสัมผัสกับมือของเย่ฉางอันโดยไม่ได้ตั้งใจ


   หล่อนหดมือกลับพร้อมกับใบหน้าแดงก่ำ "ขอโทษนะ..."


   เย่ฉางอันลูบศีรษะของตัวเองแล้วพูดว่า "ไม่เป็นไร"


   หลี่ซานเหนียงมองดูด้วยความพอใจอย่างมาก "ชุ่ยชุ่ย ดูสิ เด็กสาวคนนี้ช่างขยันจริงๆ"


   "และฉันเห็นว่าฉางอันลูกชายของคุณก็ไม่ได้ไม่สนใจหล่อนนะ ฉันคิดว่างานแต่งงานนี้น่าจะสำเร็จได้"


   หลังจากจัดโต๊ะเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็นั่งล้อมวงกัน หลี่ซานเหนียงกระแอมเบาๆ


   "ฉันขอพูดตรงๆนะ"


   "ฉางอัน ครั้งนี้ฉันมาที่บ้านตระกูลเย่เพื่อมาเป็นแม่สื่อให้เธอ เธอดูอายุก็ไม่น้อยแล้ว ลูกชายของพี่ชายเธอก็จะสามขวบแล้ว เธอก็ไม่ควรจะล้าหลังมากเกินไปใช่ไหมล่ะ?"


   "เธอก็เห็นแล้วว่าเซียงเซียงเป็นผู้หญิงที่ดี ครอบครัวอยู่ในเมือง พ่อแม่ก็เป็นคนที่คุยง่าย ตัวหล่อนเองก็ทำงานที่ธนาคาร สามารถหาเงินได้"


   "ฉางอัน เธอคิดว่ายังไง?"


   เย่ฉางอันรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยในใจ อยากปฏิเสธ แต่ในหัวก็แวบนึกถึงดวงตาแดงก่ำของเซียงเซียงเมื่อครู่ ทำให้คำพูดติดอยู่ที่ลำคอพูดไม่ออก


   สักวันเขาต้องแต่งงาน ส่วนเซียงเซียงก็ดูไม่เลวนัก ตัวเขาเองก็ไม่ได้รังเกียจหล่อน ก็แค่ประนีประนอมไปแบบนี้ก็พอแล้ว


   "ได้ทั้งนั้น" เย่ฉางอันพูดจบก็หันหลังเดินออกไปทันที "พ่อแม่ ผมจะไปเดินดูแปลงนาสักหน่อย"


   เย่เสี่ยวจิ่นเข้าใจเย่ฉางอันดี รู้ว่าเขากำลังรู้สึกหงุดหงิดและต้องการหลีกหนี


   เธอจึงไม่รีบตามเขาไป


   ทางด้านหลี่ซานเหนียงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วรีบตอบสนองทันที "ฉางอันตกลงแล้วนะ!"


   เซี่ยเซียงเซียงก็ยิ้มน้อยๆ ดูเหมือนจะมีความสุขมาก


   "ในเมื่อฉางอันคิดว่าได้ เรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันอีกทีตอนมีเวลา ตอนนี้ก็ดึกแล้ว พวกคุณจะกลับไปหรือจะพักค้างคืนที่บ้านสักคืน?"


   "ที่บ้านมีคนเยอะ และสถานที่ก็ไม่ใหญ่โต ถ้าพวกคุณจะอยู่ต่อ คงต้องขอโทษด้วยที่ต้องให้พวกคุณเบียดเสียดกันหน่อย" หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก


   หลี่ซานเหนียงโบกมือ "ฉันต้องกลับแล้วล่ะ"


   "ขอบคุณป้านะคะ หนูก็ไม่พักแล้วค่ะ" เซี่ยเซียงเซียงพูดตาม


   "แล้วเธอจะไปไหนล่ะ? ตอนนี้ไม่มีรถเข้าเมืองแล้วนะ"


   "ฉันจะไปบ้านลูกพี่ลูกน้อง..." เซี่ยเซียงเซียงมีสีหน้าลำบากใจ ดูเหมือนเธอจะตระหนักว่าคนในตระกูลเย่ไม่ชอบพวกซ่งเสี่ยวจื่อ


   หลี่ชุ่ยชุ่ยเห็นหล่อนเป็นแบบนี้ก็รู้สึกสงสาร น้ำเสียงจึงอ่อนลงไม่น้อย "ได้ ไม่เป็นไร เธอไปเถอะ ฉันจะให้ฉางอัน..."


   หล่อนคิดจะบอกว่าจะให้ฉางอันไปส่ง แต่นึกขึ้นได้ว่าฉางอันเพิ่งวิ่งออกไปเมื่อครู่


   "แม่คะ หนูจะไปส่งพี่สาวเซี่ยเอง" เย่เสี่ยวจิ่นอาสาอย่างกระตือรือร้น


   หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ "มืดค่ำแบบนี้ลูกจะไปส่งได้ยังไง ถ้าลูกหลงทางจะทำยังไง"


   เย่เสี่ยวจิ่นเบ้ปาก "แม่คะ ขนาดหนูหลับตาก็ยังหาทางกลับบ้านได้เลย"


   เธอชูกำปั้นขึ้น "และไม่มีใครสามารถเอาชนะหนูได้!"


   หลี่ชุ่ยชุ่ยนึกถึงพลังอันน่าทึ่งของจิ่นเป่า จู่ๆก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรต้องกังวลอีกต่อไป


   "ได้ งั้นลูกไปเถอะ" หลี่ชุ่ยชุ่ยยอมประนีประนอม "รีบไปรีบกลับนะ"


   เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มพลางจับมือเซี่ยเซียงเซียง พลันรู้สึกว่าร่างกายของเซี่ยเซียงเซียงแข็งทื่อไปชั่วขณะ


   เธอยิ้มอย่างไม่แสดงอาการใดๆ แล้วจูงเซี่ยเซียงเซียงออกไปนอกประตู


   ท้องฟ้ายามค่ำคืนในชนบทสว่างเป็นพิเศษด้วยแสงดาวมากมายบนท้องฟ้า


   เย่เสี่ยวจิ่นเดินอย่างสบายๆ ไม่รีบร้อน เซี่ยเซียงเซียงที่เดินอยู่ข้างๆ เธอกลับรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่าง


   ทำไมหล่อนถึงรู้สึกว่าความคิดเล็กๆน้อยๆของตนเหมือนจะถูกเด็กน้อยเย่เสี่ยวจิ่นคนนี้มองทะลุปรุโปร่งไปหมดแล้วล่ะ...


   เซี่ยเซียงเซียงส่ายหัวในใจ เป็นไปไม่ได้หรอก


   หล่อนแสดงได้ดีมากจนตัวเองเกือบจะเชื่อไปแล้ว แต่เย่เสี่ยวจิ่นอาจจะมองทะลุปรุโปร่งได้



 บทที่ 333: กลยุทธ์ของเซี่ยเซียงเซียง



   "พี่สาวเซี่ย พี่ชอบพี่รองของหนูไหมคะ?" เย่เสี่ยวจิ่นเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน


   เซี่ยเซียงเซียงรีบตอบว่า "พี่รองของเธอดูดีมากนะ..."


   เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหน้าให้หล่อน


   "ไม่ๆๆ จริงๆแล้วสิ่งที่พี่เห็นทั้งหมดนั้นเป็นแค่ภาพลักษณ์ภายนอกของพี่รองหนูเท่านั้น"


   "พี่รองหนูเป็นคนอารมณ์ร้อนและชอบทำร้ายคนอื่น ล่าสุดยังติดการพนันอีกด้วย" เธอลดเสียงลงและพูดอย่างลึกลับว่า "พี่รองเคยมีเงินเก็บหนึ่งแสนหยวน แต่หลังจากที่เขาหลงใหลในการพนัน เงินทั้งหมดนั้นก็หมดไป"


   เซี่ยเซียงเซียงตกใจ "ไม่ ไม่จริงใช่ไหม? เมื่อเร็วๆนี้ฉันก็ไม่เห็นเย่ฉางอันมาถอนเงินที่ธนาคาร..."


   "นั่นเป็นเพราะเขายังไม่ได้ชำระเงินที่เป็นหนี้ทั้งหมด"


   "หนูเห็นว่าพี่สาวเซี่ยเป็นคนดีและใจดี เลยอยากเตือนพี่เป็นพิเศษ" เย่เสี่ยวจิ่นพูดด้วยท่าทางเหมือนกำลังเตือนด้วยความหวังดี


   "พี่สาวเซี่ยเป็นคนในเมือง ครอบครัวพี่น่าจะมีเงินอยู่ใช่ไหม?"


   "ถ้าพี่สาวเซี่ยแต่งงานกับพี่รองของหนู แล้วช่วยพี่รองใช้หนี้ก้อนนี้ คอยดูแลสั่งสอนพี่รองให้ดี หนูก็เชื่อว่าพี่รองจะต้องกลับมาประสบความสำเร็จได้อีกครั้งแน่นอน"


   "เขามีรถบรรทุกคันใหญ่ ถ้าแค่ยอมทำงานหนัก ไม่นานก็จะรวยได้"


   เซี่ยเซียงเซียงแต่เดิมคิดว่าเย่เสี่ยวจิ่นกำลังพูดเหลวไหล แต่ประโยคหลังของเธอกลับทำให้หล่อนรู้สึกว่ามันอาจจะเป็นเรื่องจริง


   หล่อนรู้สึกทั้งตกใจและสับสน เตะก้อนหินเข้าจนเกือบจะล้มลง


   เย่เสี่ยวจิ่นยังคงถามต่อ "พี่สาวเซี่ย พี่คิดว่ายังไงบ้างคะ?"


   "เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือ?"


   เย่เสี่ยวจิ่นกำหมัดแน่น "แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริงค่ะ หนูสาบานได้ นี่เป็นสิ่งที่หนูได้ยินตอนซ่อนตัวแอบฟังตรงช่องประตู"


   เซี่ยเซียงเซียงยังคงไม่ค่อยเชื่อ


   หล่อนเคยเห็นพวกคนติดการพนันในเมืองมาก่อน แต่ละคนดูเหมือนถูกปีศาจดูดพลังงานจนอ่อนแรงไปหมด ไม่เหมือนเย่ฉางอันที่ทั้งกระปรี้กระเปร่าและหล่อเหลาเลยสักนิด


   หล่อนสงสัยว่าเย่เสี่ยวจิ่นกำลังหลอกตนอยู่


   ไม่ว่าเย่เสี่ยวจิ่นจะพูดความจริงหรือโกหก ตอนนี้หล่อนต้องไม่พูดผิดเด็ดขาด


   ภายใต้แสงสลัว เซี่ยเซียงเซียงจิกขาตัวเองอย่างแรงทันที แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้น


   "ฉันชอบพี่รองของเธอ... ถ้าเขาติดหนี้พนันจริงๆ ฉันจะหาทางช่วยเขาใช้หนี้ด้วยกัน"


   "ฉันมีเงินเก็บอยู่บ้าง...มันเป็นเงินที่ฉันเก็บมาทั้งชีวิต"


   มองเห็นไฟที่บ้านของเหยาซิ่วเฟินสว่างอยู่แต่ไกล


   "จิ่นเป่า เรามาถึงบ้านน้องสาวฉันแล้ว ฉันขอกลับก่อนนะ เธอก็รีบกลับเถอะ อย่ามัวแต่โอ้เอ้ เข้าใจไหม?"


   เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มมุมปากแล้วตอบว่า "ได้ค่ะพี่สาวเซี่ย"


   เย่เสี่ยวจิ่นมองดูเซี่ยเซียงเซียงวิ่งกลับเข้าบ้านของเหยาซิ่วเฟิน แล้วจึงค่อยๆเดินกลับบ้านอย่างช้าๆ


   ที่บ้านของเหยาซิ่วเฟิน ซ่งเสี่ยวจื่อสวมเสื้อคลุมและมองดูเซี่ยเซียงเซียงด้วยสีหน้าไม่พอใจ "พี่สาว ทำไมพี่ถึงมาบ้านฉันดึกๆแบบนี้ล่ะ?"


   เซี่ยเซียงเซียงยกกาน้ำขึ้นและดื่มน้ำหลายแก้ว "ฉันให้แม่ไปหาแม่สื่อไปสู่ขอที่บ้านตระกูลเย่แล้ว"


   "อะไรนะ?!" ซ่งเสี่ยวจื่อตกใจแทบร้องเสียงหลง "ไปสู่ขอใคร? เย่ฉางอันหรือ?!"


   เซี่ยเซียงเซียงไม่คิดว่าซ่งเสี่ยวจื่อจะมีปฏิกิริยารุนแรงขนาดนี้


   "ก็เขาไงล่ะ ฉันไม่เคยบอกเธอหรอกหรือว่าฉันชอบเขา?"


   ซ่งเสี่ยวจื่อรู้สึกเหมือนเซี่ยเซียงเซียงกำลังแย่งผู้ชายไปจากตน


   หล่อนจึงรู้สึกหงุดหงิดและโกรธ พยายามอดทนอยู่พักใหญ่ แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว


   "เธอรู้ไหมว่าครั้งล่าสุดที่แม่ฉันไปสู่ขอที่บ้านตระกูลเย่ พวกเขาคว้าไม้กวาดไล่พวกเราออกมาจากบ้านเลยนะ!"


   "มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ?" เซี่ยเซียงเซียงนอนอย่างไร้มารยาทบนเตียงของซ่งเสี่ยวจื่อ


   "เธอชอบเย่ฉางอันเหรอ?"


   "ใครจะไปชอบเขากัน!" ซ่งเสี่ยวจื่อโมโหจนแน่นอก "นั่นแม่ฉันคิดเอาเองต่างหาก ฉันไม่เห็นเย่ฉางอันอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ!"


   "งั้นก็ดีแล้ว" เซี่ยเซียงเซียงโบกมือเรียกซ่งเสี่ยวจื่อ


   "เสี่ยวจื่อ เย่ฉางอันคนนี้เป็นเขยทองคำที่พี่สาวลูกพี่ลูกน้องของเธอคนนี้จะต้องตกเบ็ดให้ได้ แต่พี่สาวต้องการความช่วยเหลือจากเธอนะ"


   ซ่งเสี่ยวจื่อกลอกตา "พี่จะเล่นอะไรอีกล่ะ?"


   "เดี๋ยวฉันจะบอกเธอเอง" เซี่ยเซียงเซียงพูด "ถ้าเธอสัญญากับฉัน รอให้ฉันแต่งงานกับเย่ฉางอันก่อน ฉันจะซื้อเสื้อตัวที่เธอเห็นในเมืองให้เธอ"


   ดวงตาของซ่งเสี่ยวจื่อเป็นประกายขึ้นมาทันที


   เสื้อโค้ตตัวนั้นราคาตั้งห้าร้อยหยวนเชียวนะ!


   ซ่งเสี่ยวจื่อรู้สึกรำคาญจนแทบตาย แต่พอนึกถึงเสื้อโค้ทราคาห้าร้อยหยวน ก็รู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับไม่ได้


   "ตกลง"


   "พี่ต้องการให้ฉันทำอะไร?"


   เซี่ยเซียงเซียงพยักหน้าให้เธอเข้ามาใกล้ๆ


   "ฉันสืบมาว่าคนตระกูลเย่ชอบผู้หญิงที่ซื่อสัตย์และขยันขันแข็ง ดังนั้นวันนี้ฉันเลยแสดงละครสักฉาก ก่อนที่ฉันจะแต่งงานกับเย่ฉางอัน เธอต้องร่วมมือกับฉันแสดงละครนี้ให้จบ"


   "ตอนนี้ในสายตาของคนตระกูลเย่ ฉันเป็นคนในเมืองที่ซื่อสัตย์ ขยัน และใจดี เธออย่าได้ทำลายแผนของฉันเด็ดขาดนะ"


   ซ่งเสี่ยวจื่อหัวเราะพลางเอามือปิดปาก


   ซื่อสัตย์ ขยัน และใจดีงั้นเหรอ? มีคำไหนบ้างที่เกี่ยวข้องกับเซี่ยเซียงเซียงล่ะ


   พี่สาวของหล่อนพยายามอย่างหนักเพื่อจะตกเย่ฉางอันให้ได้


   "เพื่อเห็นแก่เสื้อโค้ตตัวนั้น ฉันจะร่วมมือกับพี่แล้วกัน" ซ่งเสี่ยวจื่อพูด "แต่ตอนนี้แม่ของฉันเกลียดคนตระกูลเย่เข้ากระดูกดำแล้ว ถ้ารู้ว่าพี่อยากแต่งงานเข้าตระกูลเย่ ท่านคงจะใช้สายตาแทงพี่ตายแน่"


   "ฉันจะไปคุยกับแม่ของเธอเอง" เซี่ยเซียงเซียงมีแผนอยู่แล้วในใจ


   "ตกลง" ซ่งเสี่ยวจื่อหาวหนึ่งที "เรื่องนี้ฉันตกลงช่วยพี่แล้ว พี่อย่าลืมซื้อเสื้อโค้ทให้ฉันหลังจากเสร็จเรื่องนะ"


   เช้าวันรุ่งขึ้น ซ่งเสี่ยวจื่อถูกปลุกด้วยเสียงโกรธเกรี้ยวของเหยาซิ่วเฟิน แต่พอหล่อนลุกขึ้นจากเตียง กลับเห็นเหยาซิ่วเฟินกับเซี่ยเซียงเซียงกำลังคุยกันอย่างสนิทสนม


   ซ่งเสี่ยวจื่อมีสีหน้างุนงง


   เมื่อครู่นี้หล่อนกำลังฝันอยู่หรือ?


   "เสี่ยวจื่อ ถ้าเธอมีความสามารถในการวางแผนแค่ครึ่งหนึ่งของพี่สาวเธอ ฉันก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการแต่งงานของเธอแล้ว" เหยาซิ่วเฟินรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย


   เช้าตรู่วันนี้ เซี่ยเซียงเซียงได้บอกเหยาซิ่วเฟินในเรื่องที่อยากแต่งงานกับเย่ฉางอันแล้ว เดิมทีหล่อนโกรธจนอยากจะคว้ามีดทำครัว แต่เซี่ยเซียงเซียงกลับพูดแค่ไม่กี่ประโยคก็ปลอบประโลมความโกรธของหล่อนได้


   สิ่งสำคัญที่สุดคือ เซี่ยเซียงเซียงได้สัญญาว่าหากเรื่องสำเร็จ หล่อนจะให้เงินหนึ่งหมื่นหยวนเป็นของกำนัลแสดงความกตัญญู


   เหยาซิ่วเฟินรู้ดีในใจว่าลูกสาวของตัวเองคงไม่มีโอกาสดองกับตระกูลเย่แน่นอน ซึ่งนี่นับว่าเป็นโอกาสที่ดี หากให้เซี่ยเซียงเซียงแต่งงานเข้าตระกูลเย่ พวกหล่อนก็ยังมีโอกาสได้รับผลประโยชน์อีกก้อนหนึ่ง


   "ฉันตั้งใจจะมาพักอยู่ที่บ้านของพวกคุณสักระยะหนึ่ง" เซี่ยเซียงเซียงพูด "ฉันได้ยินมาว่าช่วงนี้ตระกูลเย่กำลังยุ่งอยู่กับการซ่อมแซมฟาร์มอะไรสักอย่าง"


   "ใช่แล้ว" เหยาซิ่วเฟินพูดอย่างไม่ค่อยให้ความสำคัญ "ตอนนี้ตระกูลเย่รวยแล้วนะ พวกเขารับเหมาที่ดินรกร้างตีนเขาในหมู่บ้านของเราไปทีเดียว ฉันได้ยินมาว่าค่าเช่าที่ดินรกร้างนั่นต่อปีตั้งหมื่นกว่าหยวนเชียวนะ!"


   "ต้องใช้เงินมากขนาดนั้นเลยเหรอ?!" เซี่ยเซียงเซียงอดไม่ได้ที่จะอุทานด้วยความตกใจ


   "ตระกูลเย่จะทำกำไรคืนทุนได้หรือเปล่า?"


   เหยาซิ่วเฟินสาปแช่งอย่างเกรี้ยวกราด "หวังว่าพวกเขาจะทำไม่ได้ ให้ขาดทุนตายไปเลย ปล่อยให้กินลมตะวันตกเฉียงเหนือซะ"


   (*เป็นสำนวน แปลว่าอดอยากไม่มีอะไรกิน)


   ดวงตาเซี่ยเซียงเซียงวาววับ "เมื่อวานเย่เสี่ยวจิ่นบอกฉันว่าเย่ฉางอันหลงติดการพนัน เป็นหนี้ท่วมหัว เรื่องนี้จริงหรือเปล่า?"


   เหยาซิ่วเฟินส่ายหน้า "เย่เสี่ยวจิ่นมันเป็นเด็กปีศาจ อย่าไปเชื่อคำพูดของหล่อน"


   "เย่ฉางอันออกไปทำธุรกิจข้างนอกทุกวัน ไม่ก็ทำงานในไร่ จะมีเวลาไปเล่นการพนันได้ยังไง แล้วเธอลองคิดดู ตระกูลเย่มีเงินเช่าที่ดินรกร้างได้แล้ว จะเป็นหนี้พนันได้ยังไง"


   เซี่ยเซียงเซียงก็รู้สึกว่าสมเหตุสมผล


   "ในเมื่อไม่ได้เป็นหนี้พนัน ทำไมเย่เสี่ยวจิ่นถึงโกหกฉัน?"


   เหยาซิ่วเฟินถ่มน้ำลาย "เย่เสี่ยวจิ่นเด็กคนนั้นมันเหลี่ยมจัด เธออย่าไปยุ่งกับหล่อนเลย"


   เซี่ยเซียงเซียงรู้สึกใจหายวาบ


   อย่าบอกนะว่าเย่เสี่ยวจิ่นมองทะลุแผนการของหล่อนจริงๆ?!



 บทที่ 334: ความคิดของเย่ฉางอัน



   ดูเหมือนว่าต่อไปนี้หล่อนจะต้องระมัดระวังมากขึ้น ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไม่ให้เย่เสี่ยวจิ่นล่วงรู้ความลับได้


   ที่บ้านตระกูลเย่ เย่ฉางอันออกไปทำงานแต่เช้าตรู่แล้ว


   ส่วนเย่เสี่ยวจิ่นกำลังเตรียมตัวออกไปที่ทุ่งร้างพร้อมกับหลี่ชุ่ยชุ่ย ตอนนั้นเองก็เห็นเซี่ยเซียงเซียงเดินมา


   เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มอย่างมีความหมายซ่อนเร้น


   หลี่ชุ่ยชุ่ยกลับแสดงท่าทีกระตือรือร้น "เซียงเซียง ทำไมเธอมาแต่เช้าตรู่แบบนี้ล่ะ?"


   "ฉันได้ยินมาว่าที่บ้านของพวกคุณช่วงนี้ยุ่งมาก พอดีช่วงนี้ฉันกำลังหยุดพักร้อน ก็เลยอยากมาดูว่าจะช่วยอะไรได้บ้างไหมน่ะค่ะ"


   เพื่อแสดงให้เห็นว่าหล่อนต้องการมา "ทำงาน" จริงๆหล่อนยังกล้ำกลืนฝืนใจไปขอชุดซอมซ่อมาจากซ่งเสี่ยวจื่ออีกด้วย


   หลี่ชุ่ยชุ่ยเห็นการแต่งตัวของเซี่ยเซียงเซียง อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา


   หญิงสาวคนนี้ช่างจริงใจจริงๆ ยังตั้งใจเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สะดวกสำหรับการทำงานมาอีกด้วย


   หลี่ชุ่ยชุ่ยยิ่งชอบหล่อนมากขึ้น "ฉันกับจิ่นเป่ากำลังจะไปที่ที่รกร้างตีนเขา เธอจะไปกับพวกเราด้วยไหม?"


   "ได้ค่ะ" เซี่ยเซียงเซียงยิ้มพลางพยักหน้า


   เย่เสี่ยวจิ่นพูดขึ้นจากด้านข้าง "พี่สาวเซี่ย พี่เป็นสาวเมือง ทำงานในไร่เป็นหรือคะ?"


   ใบหน้าของเซี่ยเซียงเซียงดูแข็งทื่อไปชั่วขณะ แต่ก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว "ถึงฉันจะไม่ค่อยเก่งเรื่องนี้... แต่ฉันเรียนรู้ได้นะคะป้า"


   "จิ่นเป่า ดูสิ ลูกแทบจะทำให้เซียงเซียงร้องไห้แล้ว" หลี่ชุ่ยชุ่ยแกล้งทำเป็นโกรธแล้วเคาะหน้าผากของเย่เสี่ยวจิ่นเบาๆ


   "อย่าไปแหย่เซียงเซียงสิ ใครจะรู้ว่าในอนาคตหล่อนอาจจะเป็นพี่สะใภ้รองของลูกก็ได้นะ"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เซี่ยเซียงเซียงก็ตื่นเต้นจนมือสั่น


   เย่เสี่ยวจิ่นร้องโอ้ยาวๆ "แม่คะ พวกแม่เดินช้าเกินไปแล้ว งั้นคุยกับพี่เซี่ยไปเถอะ หนูขอไปก่อนนะ!"


   เธอวิ่งหายไปอย่างรวดเร็วราวกับสายลม


   "เด็กคนนี้นี่" หลี่ชุ่ยชุ่ยบ่นเบาๆ แล้วหันไปคุยกับเซี่ยเซียงเซียง


   เย่เสี่ยวจิ่นวิ่งเร็วมากบนคันนา แต่ไม่มีอาการหอบแม้แต่น้อย ตอนนี้สภาพร่างกายของเธอดีเป็นพิเศษ


   [โฮสต์ เซี่ยเซียงเซียงชัดเจนว่าไม่ได้มีเจตนาดี ทำไมคุณถึงไม่เปิดโปงตัวตนที่แท้จริงของหล่อนล่ะ?] ระบบอดไม่ได้ที่จะถาม


   "แน่นอนว่ายังไม่ถึงเวลา" เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มเหมือนจิ้งจอกน้อย


   "พ่อแม่ของฉันคิดว่าสาวในเมืองดีกว่าสาวชนบทเสมอ พอเห็นเซี่ยเซียงเซียง ก็คิดไปถึงว่าพี่รองของฉันจะมีลูกกี่คนในอนาคตแล้ว"


   "ถึงยังไงพี่รองก็ไม่ชอบเซี่ยเซียงเซียง ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ต้องรีบร้อน"


   "ฉันอยากให้พ่อแม่ของฉันเข้าใจว่าไม่ใช่ว่าเจอสาวในเมืองแล้วจะดีเสมอไป คุณดูสิ หลี่หย่าผิงเมื่อคราวที่แล้วนั่นเหมือนคนบ้าเลย"


   "ตอนนั้นถ้าพี่ชายรองของฉันไปเป็นเขยตระกูลเขาจริงๆ ตอนนี้คงเป็นโรคซึมเศร้าไปแล้ว"


   บ้านตระกูลหลี่ในอำเภอ


   บ้านของหลี่หย่าผิงเป็นบ้านสองชั้นสไตล์ตะวันตกขนาดเล็ก สร้างอย่างหรูหรา เมื่อวานหลังจากหล่อนกลับบ้าน หล่อนก็นั่งรอในห้องรับแขกด้วยความโกรธเป็นเวลาหนึ่งวัน เพื่อรอให้พ่อของหล่อนกลับมา


   หลี่ไป๋ว่านสวมชุดสูท หนีบกระเป๋าหนังใบหนึ่ง กลิ่นเหล้าคลุ้งไปทั้งตัวขณะผลักประตูเข้ามา หลี่หย่าผิงร้องไห้พลางโผเข้าไปกอดเขาทันที


   "ฮือๆๆ พ่อ ฉันถูกคนรังแกแล้ว!"


   หลี่ไป๋ว่านตกใจ แล้วโมโหทันที


   "ใครรังแกลูก?! ใครกล้ารังแกลูก?" เขาโยนกระเป๋าหนังลงบนโซฟา แล้วพับแขนเสื้อขึ้นด้วยความโกรธ


   "ตระกูลเย่ในหมู่บ้านชงเถียน พ่อยังจำได้ไหม เมื่อสองปีก่อน อู๋เยว่จี้เป็นแม่สื่อให้ฉัน แต่ครอบครัวนั้นยังมองว่าฉันไม่ดีพอ..."


   หลี่หย่าผิงพูดพลางร้องไห้อีกครั้งอย่างกลั้นไม่อยู่


   หลี่ไป๋ว่านไม่รู้เรื่องที่หลี่หย่าผิงไปดูตัวที่หมู่บ้านชงเถียน


   "ยังมีคนในหมู่บ้านของเรากล้าดูถูกลูกสาวของฉัน หลี่ไป๋ว่านอีกหรือ?" หลี่ไป๋ว่านสบถด้วยความโกรธ


   "ตระกูลเย่ไหนกัน ช่างไม่รู้จักมองการณ์ไกลเอาเสียเลย!"


   หลี่หย่าผิงไม่ค่อยรู้จักครอบครัวเย่มากนัก จึงตอบว่า "ครอบครัวพวกเขามีลูกชายคนหนึ่งเปิดโรงงานอิฐ และอีกคนหนึ่งขับรถบรรทุกขนาดใหญ่..."


   หลี่ไป๋ว่านหรี่ตาลงทันที "คนเปิดโรงงานอิฐที่ลูกพูดถึงนั่นชื่อเย่จวินใช่ไหม?"


   "ใช่! เขานั่นแหละ!" พอพูดถึงเย่จวิน หลี่หย่าผิงก็รู้สึกอับอายขึ้นมาทันที


   "เมื่อก่อนเขายังดูถูกฉันอีก"


   "ทำไมลูกถึงไม่บอกเรื่องนี้กับพ่อให้เร็วกว่านี้"


   "ถ้าพ่อรู้เร็วกว่านี้ว่าเย่จวินรังแกลูก พ่อคงไม่ให้เขารับเหมางานหอพักรวมแล้ว จริงๆแล้วมันเป็นการเอาเปรียบเขาเลย"


   หลี่หย่าผิงเช็ดน้ำตา ในดวงตาปรากฏแววอาฆาตแค้น "พ่อคะ ฉันอยากให้เย่จวินแต่งงานกับฉัน"


   "แต่พ่อได้ยินมาว่าเย่จวินดูเหมือนจะแต่งงานแล้วนะ" หลี่ไป๋ว่านขมวดคิ้ว


   "แล้วมันจะเป็นไรไป แต่งงานแล้วก็หย่าได้ เย่จวินแต่งงานกับผู้หญิงบ้านนอกที่ทั้งบ้านนอกทั้งขี้เหร่ ครอบครัวก็ยากจนข้นแค้น"


   "ได้ ขอแค่ลูกมีความสุขก็พอ" หลี่ไป๋ว่านตอบพร้อมรอยยิ้ม


   "เรื่องนี้พ่อจัดการเอง ลูกรอเป็นเจ้าสาวได้เลย"


   "ในที่สุดก็เจอคนที่ลูกชอบ พ่อจะช่วยลูกแน่นอน"


   หลี่หย่าผิงยิ้มกว้างพลางโอบแขนของหลี่ไป๋ว่าน แล้วพูดเสียงหวานออดอ้อน "ขอบคุณค่ะพ่อ พ่อดีจังเลย"


   วันนี้ บ้านตระกูลเย่มีคนมาร่วมรับประทานอาหารเย็นเพิ่มอีกหนึ่งคน


   เซี่ยเซียงเซียงกลายเป็นแขกประจำของบ้านตระกูลเย่อย่างเห็นได้ชัด


   เย่ฉางอันรู้สึกแปลกๆในใจ ไม่ค่อยสบายใจเท่าใด


   หลังจากกินอาหารเย็นเสร็จ เขาก็ลากเย่เสี่ยวจิ่นออกไปเดินเล่นข้างนอก


   "จิ่นเป่า แม่บอกว่าวันนี้เซียงเซียงช่วยทำงานบ้านทั้งวันเลยเหรอ?"


   เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า "ใช่ค่ะ หล่อนกระตือรือร้นมาก แถมยังเกือบจะเป็นลมในทุ่งนาด้วย"


   เย่ฉางอันก้มหน้ามองดูเย่เสี่ยวจิ่นด้วยความสงสัย "จิ่นเป่า ทำไมพี่รองรู้สึกว่าน้ำเสียงของเธอแปลกๆนะ เธอไม่ชอบเซี่ยเซียงเซียงหรือ?"


   เย่เสี่ยวจิ่นทำท่าครุ่นคิด ดวงตากลอกไปมา "ถ้าหนูไม่ชอบหล่อน พี่รองจะแต่งงานกับหล่อนหรือคะ?"


   เย่ฉางอันรีบส่ายหน้าทันที


   "ไม่เด็ดขาด"


   "แม้แต่จิ่นเป่ายังไม่ชอบเลย ฉันจะพาหล่อนกลับบ้านไปทำไม"


   "ข้อกำหนดแรกในการแต่งงานของฉันคือ จิ่นเป่าต้องชอบหล่อน"


   เย่เสี่ยวจิ่นอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ "พี่รอง พี่เป็นคนแต่งงาน ไม่ใช่ฉัน สิ่งสำคัญคือพี่ต้องชอบหล่อน"


   "ไม่เป็นไรหรอก" เย่ฉางอันโบกมือ "ยังไงพ่อแม่ก็หวังให้ฉันแต่งงานเพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูล ถ้าพวกเขาเร่งรัด ฉันก็จะแต่งงานเท่านั้นเอง"


   "พี่รอง พี่ไม่ควรคิดแบบนั้น" เย่เสี่ยวจิ่นขมวดคิ้วอย่างไม่เห็นด้วย


   "ลองคิดในมุมมองอื่นดูสิ ถ้าคนที่หนูจะแต่งงานด้วยในอนาคตก็คิดแบบเดียวกับพี่ พี่จะยินดีให้หนูแต่งงานออกไปหรือเปล่า?"


   ทันใดนั้นเย่ฉางอันก็รู้สึกเหมือนแมวถูกเหยียบหาง "แน่นอนว่าไม่ได้! ใครกล้า ฉันจะตีให้ตาย!"


   "นั่นไงล่ะ" เย่เสี่ยวจิ่นพูดเบาๆ


   "การแต่งงานของคนสองคนต้องชอบซึ่งกันและกัน ถ้าไม่ชอบก็ไม่ควรไปเสียเวลาของอีกฝ่าย"


   "และการแต่งงานไม่ได้มีไว้เพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูลเท่านั้น แต่เป็นเพราะคุณอยากใช้ชีวิตกับผู้หญิงคนนั้นไปตลอดชีวิต และรับผิดชอบต่อหล่อน พี่ถึงอยากแต่งงาน"


   เย่ฉางอันฟังแล้วงงงวยไปชั่วขณะ


   จู่ๆเขาก็ยื่นมือไปดึงแก้มของเย่เสี่ยวจิ่น "จิ่นเป่า เธอเป็นเด็กอายุแค่แปดเก้าขวบเอง ไปได้ยินหลักการพวกนี้มาจากไหนกัน?"


   "เอ่อ อ่านมาจากหนังสือน่ะ"


   เย่เสี่ยวจิ่นทำหน้าบึ้ง "ยังไงหนูก็ไม่สนหรอก พี่รอง พี่คิดผิด พี่ต้องทบทวนตัวเองใหม่นะ"


   เย่ฉางอันพยักหน้า "พี่รองเข้าใจแล้ว จะพิจารณาอย่างดีเลย"


   "แล้วเธอคิดว่าเซี่ยเซียงเซียงเป็นยังไงบ้าง?"


   "เซี่ยเซียงเซียงหน้าตาสวยมาก นิสัยก็ดีด้วย ไม่เลวเลย"


   เย่ฉางอันตอบหลังจากคิดอย่างจริงจัง


   "และวันนี้แม่ยังชมหล่อนกับฉันด้วย บอกว่าหล่อนขยันขันแข็ง มีความสามารถ และอดทน เป็นสาวที่ดีที่หาได้ยาก"


   เย่เสี่ยวจิ่นไม่สนใจเรื่องพวกนี้ "แล้วพี่รองชอบหล่อนไหมคะ?"


   เย่ฉางอันเงียบไป


   เย่เสี่ยวจิ่นคิดในใจ เธอรู้อยู่แล้ว


   เธอไม่ได้พูดอะไรออกมา เรื่องความรัก เย่ฉางอันต้องคิดพิจารณาด้วยตัวเอง


   เธอพูดมากไปก็ไม่มีประโยชน์ รอให้ถึงเวลา เมื่อเซี่ยเซียงเซียงแสดงพิรุธออกมา เธอค่อยจัดการกับเซี่ยเซียงเซียง


   ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือฟาร์ม


   วันนี้เย่จวินพี่ใหญ่บอกเธอว่า พรุ่งนี้กำแพงจะสร้างเสร็จทั้งหมดแล้ว!



บทที่ 335: เริ่มก่อสร้างฟาร์ม



   "พี่รอง ในเมื่อพรุ่งนี้กำแพงจะสร้างเสร็จแล้ว คืนนี้พวกเราคงต้องทำงานดึกแล้วล่ะค่ะ"


   เย่ฉางอันมองรอยยิ้มของเย่เสี่ยวจิ่นและเข้าใจถึงความหมาย


   ตอนกลางดึก ผู้คนในหมู่บ้านชงเถียนต่างเข้านอนพักผ่อนกันหมดแล้ว


   เย่เสี่ยวจิ่นย้ายปุ๋ยสูตรพิเศษและต้นไม้ผลชนิดต่างๆ ทั้งหมดไปไว้ที่ริมถนน


   ทั้งสองคนทำงานยุ่งอยู่จนถึงตีสามตีสี่กว่าจะเสร็จ


   ชาวบ้านต่างสังเกตเห็นกำแพงสูงที่สร้างขึ้นบนเขารกร้างและต้นไม้ผลที่ปลูกริมถนน


   "ไม่ใช่ว่าตระกูลเย่คิดจะเปิดโรงงานหรอกนะ?"


   "เป็นไปไม่ได้หรอก การเปิดโรงงานต้องใช้เงินมากมาย..."


   "ตระกูลเย่แต่ก่อนยากจนถึงขนาดไม่มีข้าวกิน ตอนนี้ก็แค่ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องเท่านั้นเอง"


   "พวกเราคอยดูกันไปเถอะ คนตระกูลเย่นี่ชอบวุ่นวายจริงๆ คราวนี้เช่าที่รกร้างผืนใหญ่ขนาดนี้ รับรองว่าต้องขาดทุนแน่"


   เย่จื้อผิงรู้สึกหงุดหงิด จึงโบกจอบไปทางคนที่กำลังวิจารณ์ "พวกคุณพูดอะไรกัน? จะไม่คิดหวังดีให้คนอื่นบ้างเลยหรือ?!"


   คนพวกนั้นยิ้มแหยๆอย่างเก้อเขิน


   มีคนชี้ไปที่ต้นไม้ผลริมถนนและถามว่า "เย่เหล่าซาน ต้นไม้พวกนี้ก็เป็นของบ้านคุณด้วยหรือ?"


   เย่จื้อผิงพยักหน้า


   "เมื่อวานยังไม่เห็นเลย ทำไมชั่วข้ามคืนถึงได้มาปรากฏตรงนี้ล่ะ?"


   "เย่ฉางอันไม่ว่างตอนกลางวัน เลยต้องขนต้นไม้ตอนกลางคืน ต้นไม้ทั้งหมดนี่เป็นของที่เขาขนมาจากในเมืองเมื่อคืนนี้" เย่ฉางอันได้เตี๊ยมคำพูดกับเย่จื้อผิงไว้นานแล้ว


   "อ้อ เป็นอย่างนี้นี่เอง"


   "เย่เหล่าซาน เย่ฉางอันลูกชายคุณขยันมากเลยนะ ทำงานทั้งกลางวันแล้วยังไม่อยู่เฉยๆในตอนกลางคืนอีก"


   เย่จื้อผิงโบกมือพลางยิ้มอย่างมีความสุข แต่ในใจกลับรู้สึกกังวลอยู่บ้าง


   การสร้างกำแพงได้ใช้เงินไปไม่น้อยแล้ว ต่อจากนี้ก็คงต้องใช้เงินมากขึ้นอีก เงินของครอบครัวเขาจะพอใช้หรือไม่นะ


   เย่เสี่ยวจิ่นเกือบจะอยู่ตลอดทั้งคืน นอนจนถึงเที่ยงวันจึงตื่นนอน


   หลังกินอาหารกลางวันที่บ้านเสร็จแล้วก็รีบมาที่ที่ดินรกร้างทันที


   เย่จื้อผิงเดินเข้ามา "จิ่นเป่า พื้นที่ราบทั้งหมดนี้ถูกล้อมรั้วไว้แล้ว แล้วส่วนที่ติดกับภูเขานั่นลูกตั้งใจจะทำอะไร?"


   "ปลูกไม้ผล" เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มตาหยี ชี้ไปที่ต้นไม้ริมถนน "วันนี้พวกเราจะหาคนมาปลูกต้นไม้พวกนี้ทั้งหมด"


   "ต้นไม้พวกนี้มารากเปล่าๆ แบบนี้มันจะรอดไหม?"


   "รอดสิคะ" เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า


   "ถ้าเราปลูกมันตอนนี้ พอถึงฤดูใบไม้ผลิมันก็จะแตกยอดและออกผลได้แล้ว"


   "เร็วขนาดนั้นเลยหรือ? ไม้ผลต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะออกผล ทำไมปลูกปีนี้ถึงออกผลได้เลยล่ะ?"


   เย่เสี่ยวจิ่นอธิบายอย่างใจเย็น "ต้นไม้ที่เราปลูกเป็นไม้ผลที่ออกผลได้ในปีแรกทั้งหมดน่ะค่ะ"


   เย่จื้อผิงขมวดคิ้วแล้วพูดว่า "แต่ต้นทุนจะไม่สูงเกินไปหรือ..."


   เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มแล้วพูดว่า "พ่อ อย่ากังวลมากเลยค่ะ ช่วยหนูกังวลเรื่องอื่นแทนดีกว่า"


   "ช่วยไปดูหน่อยว่าในหมู่บ้านยังมีคนว่างอยู่ไหม จ้างคนมาช่วยพวกเราปลูกต้นไม้หน่อย ยิ่งมากคนยิ่งดี"


   "ได้ พ่อจะไปเดี๋ยวนี้"


   เย่จื้อผิงกลับไปที่หมู่บ้านและพาชายหลายสิบคนที่แบกจอบมาด้วย


   เย่จวินโบกมือเรียกเย่เสี่ยวจิ่นที่อยู่ใต้กำแพงรั้ว "จิ่นเป่า มานี่หน่อย"


   "กำแพงซ่อมเสร็จแล้ว ต่อไปจะให้ฉันทำอะไรอีกไหม?"


   "ไม่ต้องแล้วล่ะ ช่วงนี้พี่ใหญ่ลำบากมามากแล้ว"


   "พี่ใหญ่กลับบ้านไปพักผ่อนกับพี่สะใภ้ก่อนเถอะ ที่นี่มีหนูอยู่ก็พอแล้ว"


   เย่จวินลูบจมูกแล้วพูดว่า "เธอไม่ได้บอกหรอกเหรอว่าจะสร้างฟาร์มอะไรสักอย่าง? ไม่ต้องให้พี่ชายช่วยเหรอ?"


   "ไม่ต้องหรอก ไม่ต้อง" เย่เสี่ยวจิ่นโบกมือปฏิเสธ


   "ได้ ถ้ามีอะไรที่ต้องการให้พี่ชายช่วย ก็มาหาพี่ชายได้เลยนะ" เย่จวินก้าวเท้าเดินจากไปอย่างรวดเร็ว


   เย่เสี่ยวจิ่นเดินเข้าไปข้างใน แล้วปิดประตูเหล็กบานใหญ่


   พอมองจากด้านใน ที่นี่ก็คือพื้นที่โล่งที่ถูกล้อมรอบด้วยกำแพงสูง


   ระบบได้บอกเธอก่อนหน้านี้ว่าอุปกรณ์หลักของฟาร์มครอบคลุมพื้นที่ประมาณห้าหมู่ ดังนั้นเย่เสี่ยวจิ่นจึงสร้างกำแพงล้อมรอบพื้นที่ประมาณหกหมู่


   "ระบบ ตอนนี้สามารถอัพเกรดฟาร์มได้หรือยัง?"


   [ตรวจพบว่าโฮสต์มีที่ดินรกร้างว่างเปล่าประมาณห้าร้อยหมู่ ฟาร์มปศุสัตว์เชิงนิเวศ ขนาดเล็กมีพื้นที่ 20หมู่ ได้ทำการอัพเกรดคุณภาพของดินโดยอัตโนมัติ และปรับปรุงสายพันธุ์ปศุสัตว์โดยอัตโนมัติแล้ว]


   แสงสีขาววาบผ่านตรงหน้าบนพื้นที่ว่างเปล่าเบื้องหน้าเย่เสี่ยวจิ่น และปรากฏบ้านสี่เหลี่ยมสีปูนซีเมนต์ขึ้นมา


   [โฮสต์ นี่คืออุปกรณ์หลักของฟาร์มเลี้ยงดอกไม้เชิงนิเวศ ต่อไปการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อัตโนมัติต่างๆ จะต้องเชื่อมต่อผ่านที่นี่ คุณต้องปกป้องสิ่งนี้ให้ดี]


   เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกตื่นเต้นมาก "ตอนนี้ใช้งานได้อย่างเป็นทางการแล้วใช่ไหม?"


   [สามารถใช้ได้] ระบบตอบ [โฮสต์สามารถซื้อปศุสัตว์จากภายนอกได้ หรือจะเลือกปศุสัตว์จากระบบก็ได้ ปศุสัตว์ที่เลี้ยงภายในขอบเขตของฟาร์มจะมีคุณภาพเท่ากันทั้งหมด]


   เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกเต็มไปด้วยพลังทั่วร่าง "ฉันเข้าใจแล้ว!"


   เธอวาดแบบแปลนตลอดทั้งคืน โดยในเดือนถัดมา เย่จื้อผิงรับหน้าที่ปลูกไม้ผล ส่วนเย่จวินรับหน้าที่นำคนไปสร้างคอกหมู คอกแกะ...หนึ่งเดือนต่อมา ที่ดินรกร้างที่เคยเต็มไปด้วยวัชพืชได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก


   พื้นที่ส่วนที่เชื่อมต่อกับภูเขาและมีความลาดชันประมาณ300หมู่ ได้ใช้ปลูกต้นไม้ผลทั้งหมด


   ต้นไม้ผลเหล่านี้ทั้งหมดเป็นต้นไม้คุณภาพสูงจากระบบรางวัล ไม่เพียงแต่ให้ผลผลิตสูง รสชาติยังเป็นเอกลักษณ์อีกด้วย


   มีองุ่น ต้นแอปเปิ้ล ต้นท้อ ต้นสาลี่ ต้นส้ม... ตอนนี้ทั้งหมดยังเหลือแต่กิ่งก้านเปล่าๆ เพิ่งเริ่มแตกหน่อ


   ถัดลงมาจากต้นไม้ผลก็ปลูกพืชผลอื่นๆ เช่น ข้าวโพด มันฝรั่ง และพืชอื่นๆ


   เย่เสี่ยวจิ่นยังขุดบ่อปลาขนาดประมาณหนึ่งหมู่ที่บริเวณเชิงเขาซึ่งมีน้ำพุซึมออกมา


   ลูกปลาที่ปล่อยลงในบ่อปลาก็เป็นผลผลิตจากระบบทั้งหมด


   นอกเหนือจากพื้นที่20หมู่ในฟาร์ม และพื้นที่กว่า400หมู่ที่ปลูกไม้ผลและพืชผล เย่เสี่ยวจิ่นได้ล้อมรั้วพื้นที่ที่เหลือทั้งหมดไว้และหว่านเมล็ดหญ้าลงไป


   เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ เมล็ดหญ้าจะงอกงาม ที่นี่จะกลายเป็นทุ่งหญ้าสีเขียวขจี


   เมล็ดหญ้าพิเศษของระบบเติบโตเร็วและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เพียงพอสำหรับแกะและวัวรวมถึงปศุสัตว์กินพืชอื่นๆในฟาร์มให้ได้กินอย่างอิ่มหนำ


   หลังจากเตรียมการเสร็จเรียบร้อยแล้ว เย่เสี่ยวจิ่นร่วมมือกับเย่ฉางอันเหมือนเช่นเคย นำสัตว์เลี้ยงต่างๆ ออกมาไว้ในรถของเย่ฉางอันเพื่อขนส่งไปยังฟาร์ม


   รถบรรทุกขนาดใหญ่สามารถจอดได้เพียงริมถนนใหญ่เท่านั้น ยังต้องอาศัยแรงงานคนในการขนย้ายไปยังฟาร์ม


   เย่เสี่ยวจิ่นขมวดคิ้ว ครุ่นคิดในใจว่าต้องเริ่มซ่อมถนนแล้ว


   พื้นที่รกร้างเดิมอยู่ห่างจากถนนใหญ่พอสมควร ถึงตอนขายปศุสัตว์และผลไม้ได้ แล้วค่อยใช้แรงงานคนขนย้ายลงมาทีละนิด ก็ติดในเรื่องที่ว่าใช้ต้นทุนสูงและเสียเวลา


   ลูกหมู ลูกแกะ และลูกวัวถูกขังอยู่ในกรงไม้ไผ่ ผู้ชายตระกูลเย่สามคนช่วยกันยกขึ้นไปทีละกรง


   เย่เสี่ยวจิ่นเลี้ยงแกะทั้งหมด100ตัว วัว100ตัว หมู100ตัว และไก่ เป็ด ห่าน รวมกัน400ตัว


   ฟาร์มเลี้ยงสัตว์แบบนิเวศสามารถดูดซับมูลสัตว์โดยอัตโนมัติ แปรสภาพเป็นปุ๋ยให้กับดิน ทำให้เย่เสี่ยวจิ่นประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดไปได้มาก


   คอกแกะ คอกหมู คอกวัว และเล้าไก่ถูกสร้างขึ้นเป็นแถวเดียวกัน เย่เสี่ยวจิ่นได้ติดตั้งระบบให้อาหารอัตโนมัติที่เขาได้รับจากการสุ่มรางวัลก่อนหน้านี้ด้วย


   ด้วยวิธีนี้ เพียงแค่นำอาหารมาเติมเป็นประจำ ระบบให้อาหารอัตโนมัติก็จะจ่ายอาหารตามเวลาที่กำหนดไว้


   เมื่อเย่เสี่ยวจิ่นบอกเรื่องฟังก์ชันนี้กับคนในตระกูลเย่ ทุกคนต่างแสดงสีหน้าประหลาดใจอย่างยิ่ง


   "ทำไมถึงมีอะไรที่สะดวกขนาดนี้ด้วย? วัวและแกะมากมายขนาดนี้ เราไม่ต้องลงมือให้อาหารพวกมันเลยเหรอ?!"


   "ไม่ต้องหรอก" เย่เสี่ยวจิ่นช่วยพวกเขาต้อนลูกแกะทั้งหมดเข้าไปในคอก


   เย่จวินก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่ง "นี่มันสะดวกเกินไปแล้ว งั้นบ้านเราเลี้ยงสัตว์ไว้มากมายขนาดนี้ แค่ต้อนพวกมันออกไปกินหญ้าก็พอแล้วเหรอ?"


   "ใช่" เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า


   หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดด้วยความตื่นเต้นดีใจ "ได้ ต่อไปแม่กับเสี่ยวเยว่จะรับผิดชอบเลี้ยงวัวและแกะเอง"


   หลิวเยว่อุ้มเสี่ยวเป่า พลางยิ้มและพยักหน้า "ให้เสี่ยวเป่าช่วยออกแรงด้วยสักหน่อยก็ได้นะ"



จบตอน

Comments