paopao ep36-40

   บทที่ 36: เครื่องมือทำงานแบบพกพา

   

   “บ้านสั่งทำหนึ่งหลัง เป็นรุ่นครอบครัวหรูหราด้วยเหรอ?” เย่เสี่ยวจิ่นลูบคางพลางดูคู่มือ

   

   บ้านหลังนี้จะปรับเปลี่ยนรูปแบบโดยอัตโนมัติตามสไตล์ท้องถิ่น

   

   ในประเภทสไตล์เดียวกัน จะมีความหรูหราและสบายถึงขีดสุด

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้าอย่างพอใจ “นี่ก็ดีนะ ถึงยังไงก็ไม่ควรทำให้บ้านของเราดูแปลกแยกจากบ้านคนอื่นๆ”

   

   การสุ่มห้าครั้งนี้ เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกว่าตัวเองโชคดีสุดๆเลย

   

   ตอนนี้แดดยังสดใส

   

   เธอนำเครื่องมือทำงานแบบพกพาทั้งชุดออกมา

   

   หลังบ้านเป็นพื้นที่รกร้างที่มีกอกล้วยอยู่

   

   เธอเตรียมจะบุกเบิกพื้นที่ตรงนั้นเพื่อปลูกต้นบวบ เมื่อต้นบวบเติบโตดีแล้ว ก็สามารถเก็บผลผลิตได้

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเริ่มลงมือตัดฟันหญ้ารกด้วยเคียว ก่อนจะเก็บกวาดเศษขยะ

   

   “เคียวเล่มนี้ดูไม่ค่อยคมเท่าไหร่ แต่พอใช้ตัดหญ้าแล้วกลับคมกริบ”

   

   ไม่นานนัก หญ้ารกที่ขึ้นรกรุงรังก็ถูกกำจัดจนราบเรียบ

   

   เย่เสี่ยวจิ่นยืนเท้าเอว หยิบจอบขนาดเล็กขึ้นมา

   

   “จอบอันนี้จับถนัดมือ ยกขึ้นก็เบา”

   

   เธอไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะค่าพลังของเธอเพิ่มขึ้น หรือเพราะจอบอันนี้มันใช้งานได้ดีเป็นพิเศษ

   

   เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง เธอก็พรวนดินผืนเล็กๆเสร็จ

   

   แสงแดดแผดเผาทำให้เธอเหงื่อไหลซึม แต่ร่างกายของเธอยังคงเต็มไปด้วยเรี่ยวแรง

   

   “ใช้ได้เลย เครื่องมือชิ้นนี้ใช้งานสะดวกจริงๆ” เย่เสี่ยวจิ่นมองจอบเล่มน้อยในมือด้วยความรู้สึกชื่นชม

   

   ระบบตอบกลับเบาๆ [แน่นอนอยู่แล้ว ก็เครื่องมือยุคนี้มันทั้งหนักทั้งใช้งานยาก เครื่องมือของเราน่ะออกแบบตามหลักกลศาสตร์ ใช้งานง่ายสบายกว่าเยอะ]

   

   แต่เย่เสี่ยวจินไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้หรอก

   

   เธอสนใจแค่ว่ามันใช้งานได้ดีหรือเปล่าก็พอ

   

   แปลงปลูกบวบก็ใกล้เสร็จแล้ว ปลูกบวบแค่นี้ก็คงกินได้ทั้งฤดูร้อนแล้วละ

   

   เย่จื้อผิงกำลังตากผ้าอยู่ที่บ้าน “จิ่นเป่า ไปเล่นอะไรมา ขาลูกเลอะโคลนไปหมดแล้ว ไปขุดไส้เดือนมาเหรอ”

   

   “ไม่ใช่นะคะ” เย่เสี่ยวจินส่ายหัว “หนูไปบุกเบิกที่ดินมาค่ะ”

   

   “พ่อคะ นี่เครื่องมือทำสวนอันใหม่ของหนู หนูเก็บไว้ตรงนี้นะคะ”

   

   “ถ้าพ่อกับแม่อยากใช้ก็หยิบไปใช้ได้เลย มันทั้งเบาและใช้สะดวกมาก” เย่เสี่ยวจินอดชมไม่ได้

   

   เย่จื้อผิงบิดผ้าผืนสุดท้ายจนแห้งแล้วนำไปแขวนไว้บนราวไม้ไผ่ “จอบเล็กๆกับเคียวเล็กๆพวกนี้ ดูบอบบางจังนะ”

   

   “อย่าว่าแต่ใช้ทำงานเลย คงจะฟันต้นกล้วยให้ขาดยังไม่ได้เลยมั้ง”

   

   เขาเองก็ไม่ได้ถามอะไรต่อว่าของสิ่งนั้นมันได้มาจากที่ไหน เพียงแต่รู้สึกว่ามันเป็นของที่เด็กๆเท่านั้นที่เล่นกันได้

   

   “ไม่ใช่นะคะ พ่อลองใช้ดูสิ แล้วจะรู้ว่ามันดีแค่ไหน”

   

   “ฮ่าๆๆ จิ่นเป่า ไปดูถั่วลิสงที่ตากแดดไว้หน่อยสิ ว่ามีลูกเจี๊ยบวิ่งไปยุ่มย่ามหรือเปล่า”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นกระโดดโลดเต้นออกไป

   

   ลูกเจี๊ยบตัวน้อยๆของเธอนั้นเติบโตแข็งแรงขึ้นมาก หนักกว่าครึ่งชั่งต่อตัวแล้ว

   

   เพียงแต่ช่วงนี้ชอบสร้างความวุ่นวาย พอฟ้ามืดก็ไม่อยากกลับเข้าเล้า

   

   ดื้อจริงๆเลย

   

   ส่วนเย่จื้อผิง หลังจากตากผ้าเสร็จ ก็เดินกลับเข้าบ้านโดยใช้ไม้เท้าค้ำ

   

   พอเห็นจอบของเย่เสี่ยวจิ่น เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจขึ้นมา

   

   “ใครกันนะ ทำจอบสวยๆแบบนี้มาได้ ดูท่าใช้ทีเดียวก็พังแล้ว”

   

   เย่จื้อผิงพูดพลางหยิบจอบขึ้นมา ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่ามันเบาอย่างประหลาด

   

   แปลกมาก จับถนัดมือดีเสียจริง

   

   เขารู้สึกแปลกใจ ก่อนจะลองใช้มันขุดหญ้าข้างทางดู

   

   เมื่อได้ลองใช้ดูแล้ว เขาก็รู้สึกพอใจขึ้นมาทันที

   

   เย่เสี่ยวจิ่นกำลังจะไปใส่ปุ๋ยบำรุงดินให้กับแปลงบวบของตน

   

   แต่เมื่อวิ่งมาถึงข้างหลัง เธอก็ต้องตกใจสุดขีด

   

   เพราะข้างๆแปลงบวบเล็กๆของเธอ ถูกใครบางคนมาไถดินจนกว้างกว่าแปลงของเธอเสียอีก!

   

   แม้แต่ต้นกล้วยก็ถูกขุดรากถอนโคนไปจนหมด!

   

   พื้นดินถูกไถอย่างละเอียดละออ มองปราดเดียวก็รู้ว่าถูกพรวนดินอย่างดี

   

   เมื่อเทียบกันแล้ว หลุมที่เย่เสี่ยวจิ่นขุดดูค่อนข้างหยาบ

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเกาหัวอย่างงุนงง “นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมแปลกจัง”

   

   เธอแอบขี้เกียจ จึงไม่ได้ไถพรวนที่นี่ทั้งหมด

   

   ทำไมอยู่ดีๆ มันถึงถูกขุดทั้งหมดแล้วล่ะ?

   

   เย่เสี่ยวจิ่นใส่ปุ๋ยอย่างงุนงง แล้วเดินกลับบ้าน

   

   เธอเห็นเย่จื้อผิงกำลังตัดต้นกล้วยอยู่

   

   มันคือต้นกล้วยป่าไม่กี่ต้นที่อยู่หลังบ้าน

   

   มีดในมือของเขาก็เป็นเครื่องมือเบาๆอันหนึ่ง คล้ายๆมีดทำครัว

   

   “พ่อคะ...”

   

   เย่จื้อผิงไม่รู้สึกอายแม้แต่น้อย เขาหันกลับมาและพูดด้วยความดีใจ “จิ่นเป่า ชุดเครื่องมือของหนูใช้งานได้ดีจริงๆ”

   

   “ลูกดูจูเฉ่านี่สิ ตัดเร็ว ตัดง่ายจริงๆ”

   

   “พ่อถือว่าเบาสบาย ไม่เปลืองแรงเลย ตัดกล้วยไปตั้งสามต้นแล้ว ยังไม่รู้สึกเหนื่อยเลย”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเอียง.คอถาม “พ่อบอกว่ามันดูบอบบางไม่ใช่เหรอคะ”

   

   “ดูบอบบางแต่อัดแน่นไปด้วยประสิทธิภาพนะ”

   

   ตอนนี้เย่จื้อผิงก็ตัดต้นกล้วยจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้กองใหญ่แล้ว

   

   ฝ่ายเย่เสี่ยวจิ่นก็เตรียมทำอาหารไก่พอดี

   

   เธอจะเอาต้นกล้วยพวกนี้ไปผสมกับจูเฉ่าริมลำธาร และอาหารไก่แบบเข้มข้น

   

   ในสูตรอาหารไก่ของเธอตอนนี้ อาหารไก่แบบเข้มข้นจะมีสัดส่วนแค่หนึ่งในสี่เท่านั้น

   

   เพราะแบบนี้ ไก่ของเธอถึงออกไข่ได้วันละสองฟองอย่างสม่ำเสมอ

   

   แบบนี้จะสะดวกต่อแม่ไก่เวลาเลี้ยงลูกเจี๊ยบด้วย จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์ ‘เหยียบกันตาย’ ขึ้น

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเทอาหารไก่ที่เพิ่งทำเสร็จลงในกระบอกไม้ไผ่สำหรับให้อาหารไก่

   

   “จิ๊บๆๆ”

   

   ลูกเจี๊ยบจิกกินต้นหญ้าเล็กๆทั่วบริเวณ จนแถวนั้นไม่มีต้นหญ้าเหลืออยู่เลย

   

   เมื่อเห็นอาหารไก่ พวกมันก็รีบวิ่งมาจิกกิน

   

   “ยี่สิบแปด ยี่สิบเก้า สามสิบ...” เย่เสี่ยวจิ่นนับพลางพยักหน้าด้วยความพอใจ “ไม่มีปัญหา วันนี้ไม่มีลูกเจี๊ยบหายไป”

   

   ลูกเจี๊ยบกว่าสามสิบตัวตายไปหลายตัว ตอนนี้เหลือเพียงสามสิบตัว

   

   รวมกับแม่ไก่สองตัว รวมเป็นไก่ทั้งหมดสามสิบสองตัว

   

   ตอนนี้เธอเป็นเหมือนเจ้าของฟาร์มไก่รายใหญ่ของหมู่บ้านไปแล้ว

   

   เสียงจิ๊บๆของไก่ดังจอแจไปทั่ว

   

   เย่เสี่ยวจิ่นกลับเข้าไปในบ้าน และหาผ้าผืนหนึ่ง

   

   เธอเอาผ้าแช่ในน้ำจนชุ่มโชก จากนั้นหยิบเมล็ดบวบกว่ายี่สิบเมล็ดออกมาจากระบบ

   

   เย่เสี่ยวจิ่นห่อเมล็ดพันธุ์ด้วยผ้า นำไปวางไว้ในที่อุ่น

   

   ความอบอุ่นและชื้นจะช่วยให้เมล็ดงอกได้อย่างรวดเร็ว

   

   เย่จื้อผิงเข้ามาใกล้แล้วถามว่า “จิ่นเป่า นี่เมล็ดอะไรล่ะ”

   

   “เมล็ดบวบ” เย่เสี่ยวจิ่นบอกพลางเม้มปากครุ่นคิด “หนูต้องทำค้างบวบด้วย!”

   

   “ไม่ยากหรอก เดี๋ยวพ่อทำให้เอง” เย่จื้อผิงพูด “จะทำตรงนั้นด้านหลังใช่ไหม”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า

   

   เย่จื้อผิงเดินไปที่ด้านหลังพร้อมกับอุปกรณ์ช่าง

   

   ที่บ้านมีไม้ไผ่มากมาย สามารถใช้ไม้ไผ่เก่าได้

   

   เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรให้ทำแล้ว เย่เสี่ยวจิ่นก็ไปเรียกโจวเหวินรุ่ยให้ไปเก็บลอบดักปลาหนีชิวด้วยกัน

   

   ช่วงนี้พวกเขากำลังประสบแต่เรื่องดีๆ

   

   โจวเหวินรุ่ยยืนมองบ่อเลี้ยงปลาที่บ้าน

   

   ภายในบ่อมีปลาหนีชิวและปลาไหลอยู่เต็มไปหมด

   

   น่าเสียดายที่พี่ชายของเขามีฝีมือทำอาหารไม่ค่อยดี ทำครั้งล่าสุดรสชาติแปลกประหลาด ตอนนี้ก็ยังคงพยายามฝึกฝนฝีมืออยู่

   

   “รุ่ยเป่า ปลาหนีชิวพวกนี้ต้องรีบกินนะ ไม่อย่างนั้นเลี้ยงไปเลี้ยงมาจะผอมหมด” โจวเซียวอดพูดไม่ได้ “เชื่อพี่เถอะ คืนนี้พี่จะทำให้ดี”

   

   “พี่...” โจวเหวินรุ่ยมองพี่ชายด้วยแววตาเคลือบแคลง “หรือไม่ก็ผมเอาปลาพวกนี้ไปให้จิ่นเป่าดีกว่า แบบนี้ผมจะได้ไปกินข้าวบ้านจิ่นเป่าด้วย”

   

   “พ่อของจิ่นเป่าทำอาหารอร่อยมาก แถมแม่ของเธอก็ใจดีอีกด้วย”

   

   “ผมชอบไปบ้านพวกเขามากกว่า”

   

   โจวเซียวได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ “นี่นายกำลังรังเกียจฝีมือพี่ชายตัวเองงั้นเหรอ พี่ไปขอให้พ่อของจิ่นเป่าสอนทำอาหารก็ได้นี่”

   

   โจวเหวินรุ่ยแสร้งถอนหายใจเหมือนผู้ใหญ่ “พี่ไม่เหมาะกับการทำอาหารหรอก”

   

   ทันทีที่เย่เสี่ยวจิ่นเดินเข้าไปในลานบ้าน ก็ได้ยินเสียงพวกเขากำลังพูดคุยกัน “รุ่ยเป่า ไปหยิบลอบดักปลาหนีชิวกัน!”

   

   “พี่ เราไปกันเถอะ!” โจวเหวินรุ่ยรู้สึกดีใจขึ้นมาทันที

   

   แต่โจวเซียวกลับเรียกพวกเขาไว้ “พวกเธอสองคนแน่ใจแล้วเหรอว่าจะไปกันเอง?”

   

   “เมื่อคืนฉันไปดูระดับน้ำ เห็นงูเลื้อยเข้าไปในลอบดักปลาหนีชิวอันหนึ่ง ไม่รู้ของใคร”

   

   ทันใดนั้น สีหน้าของเย่เสี่ยวจิ่นและโจวเหวินรุ่ยก็เปลี่ยนไป เหมือนต้นถั่วงอกที่ถูกแรงลมพัด

   

   “จิ่นเป่า ต้องเป็นของเธอแน่ๆ เธอเอาไปวางไว้ในพุ่มหญ้าเมื่อวาน”



 บทที่ 37: เย่เหวินชางผู้เป็นความภาคภูมิใจของครอบครัว


   

   “เป็นไปไม่ได้หรอก ของนายหรือเปล่า ของฉันไม่มีทางมีงูอยู่แล้ว...” เย่เสี่ยวจิ่นเอ่ยเสียงอ่อนในประโยคสุดท้าย พยายามหาข้ออ้าง ทั้งที่ในใจก็เริ่มไม่แน่ใจ

   

   ทั้งสองคนโต้เถียงกันไปมา แต่ภายในใจต่างก็หวาดกลัว

   

   เพราะนั่นมันงูพิษ!

   

   ใบหน้าเล็กๆของเย่เสี่ยวจิ่นซีดเผือก เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “พี่โจวเซียว ไปเป็นเพื่อนพวกเรานะคะ”

   

   โจวเซียวอดหัวเราะกับท่าทางนั้นไม่ได้ “ไปสิ”

   

   คราวนี้ทั้งเย่เสี่ยวจิ่นและโจวเหวินรุ่ยต่างก็หมดความกระตือรือร้น พากันเดินเชื่องช้า

   

   โจวเหวินรุ่ยเอ่ยถามอย่างกังวลพลางบิดชายเสื้อไปมา “จิ่นเป่า หรือว่าอันที่มีงูจะเป็นของเธอกันนะ”

   

   “ฉันว่าต้องเป็นของนายแน่ๆ” โจวเหวินรุ่ยวางลอบดักปลาไหลไว้ในทางน้ำปกติเสมอ

   

   ตรงกันข้ามกับเย่เสี่ยวจิ่นที่ชอบวางลอบในตำแหน่งแปลกใหม่ขึ้นเรื่อยๆ

   

   เธอคิดว่ายิ่งเป็นที่ดินที่มีคนน้อย มีโคลนมากเท่าไร ปลาก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

   

   การเกิดเรื่องแบบนี้ก็สมเหตุสมผลดี

   

   หลังจากเก็บลอบดักปลาไหลของแต่ละคนเสร็จแล้ว สีหน้าของเย่เสี่ยวจิ่นก็ดูไม่ดีนัก

   

   ร้อยเปอร์เซ็นต์ ลอบอันต่อไปต้องเป็นของเธอแน่

   

   โจวเหวินรุ่ยเริ่มเป็นกังวล ถ้าเป็นงูมีพิษเข้าล่ะ จะกัดเขาหรือจิ่นเป่าหรือเปล่านะ...

   

   ในที่สุดก็ถึงลอบอันที่สามของเย่เสี่ยวจิ่นแล้ว

   

   โจวเซียวมองตะกร้าที่อยู่กลางทุ่งนา “ของใครเหรอ?”

   

   “ของหนูเอง...” เย่เสี่ยวจิ่นเบะปาก พอมองเห็นอะไรขาวๆอยู่ในตะกร้าก็พูดขึ้นว่า “หรือว่า... เราไม่เอาตะกร้าใบนี้แล้วดีไหม”

   

   โจวเซียวหยิบตะกร้าขึ้นมาเขย่า “ไม่เป็นไรหรอก งูในนี้ตายแล้ว”

   

   “งูไม่เหมือนปลาไหลหรอก มันอ่อนนุ่ม ถ้าติดอยู่ในนี้คงอยู่ได้ไม่นาน”

   

   “ฉันว่ามันคงตายแล้ว พวกเธอดูสิ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นและโจวเหวินรุ่ยต่างก็ถอยหลังไปพร้อมกัน

   

   ทุกคนทำหน้าตาเหมือนกำลังบอกว่า “อย่าเข้ามานะ”

   

   “กลัวอะไรกัน” โจวเซียวถามอย่างสงสัย

   

   “เอ่อ...” เย่เสี่ยวจิ่นพูดด้วยแววตาแปลกๆ “ก็นะ... มันก็น่ากลัวอยู่ดี”

   

   โจวเหวินรุ่ยเองก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ๆเช่นกัน

   

   โจวเซียวรู้สึกหมดหนทาง

   

   เขาถือตะกร้าเดินจากไปที่คลองน้ำใกล้ๆ เพื่อจัดการอะไรบางอย่าง

   

   เมื่อกลับมา ตะกร้าว่างเปล่า ไร้ร่องรอยสิ่งใด

   

   “จิ่นเป่า นี่ของเธอ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรับตะกร้ามาอย่างลังเล เมื่อเห็นว่าไม่มีร่องรอยใดๆหลงเหลืออยู่จึงโล่งใจ

   

   เธอตัดสินใจว่าจะไม่มาที่พุ่มหญ้าแบบนี้อีกแล้ว

   

   มันน่ากลัวเกินไป!

   

   โจวเหวินรุ่ยก็คิดแบบเดียวกัน

   

   โจวเซียวไปส่งเย่เสี่ยวจิ่นที่บ้าน แล้วแวะไปหาเย่จื้อผิงเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการทำปลาไหล

   

   เย่เสี่ยวจิ่นนำปลาไหลทั้งหมดใส่ลงในถังน้ำ

   

   “ที่ถังใส่น้ำที่บ้านก็มีปลาไหลกับปลาหนีชิวเต็มไปหมดแล้ว”

   

   “จิ่นเป่า คืนนี้เราจะไปวางลอบกันอีกรึเปล่า”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นตัวสั่นแล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “คืนนี้เรามาวางกันที่ลำธารเล็กๆดีไหม”

   

   “ก็ในลำธารเล็กๆก็มีปลาเยอะแยะ แถมฉันคิดว่าปลาในลำธารเล็กๆ น่าจะสะอาดกว่าด้วย”

   

   “ไปเอาของก็ใกล้กว่าด้วย”

   

   โจวเหวินรุ่ยพยักหน้าแล้วพูดเบาๆ “ฉันว่าที่จิ่นเป่าพูดมามีเหตุผลที่สุด คืนนี้ไปวางที่ลำธารเล็กๆกันเถอะ”

   

   ทั้งสองคนต่างก็ไม่พูดถึงเรื่องงูอีกราวกับเป็นความลับที่รู้กัน

   

   เย่จื้อผิงนำไม้ไผ่มาทำเป็นโครงไม้

   

   เขาทำค้างบวบโดยใช้พื้นที่ที่เขาและเย่เสี่ยวจิ่นช่วยกันบุกเบิก

   

   จริงๆแล้วพื้นที่มันค่อนข้างเล็กแต่ก็เพียงพอแล้ว

   

   เย่จื้อผิงจัดการขั้นตอนสุดท้ายเสร็จ จึงเช็ดเหงื่อ

   

   “ลุงเย่” โจวเซียวเดินเข้ามาพร้อมกับยิ้ม “นี่ลุงทำค้างบวบเหรอครับ ขยันจัง”

   

   “ผมตั้งใจมาเรียนทำลอบดักปลาไหลกับลุงครับ หากลุงว่างๆช่วยสอนผมหน่อยได้ไหม”

   

   “เรื่องแค่นี้เอง...” เย่จื้อผิงยิ้ม “เข้าไปนั่งในบ้านก่อนสิ”

   

   โจวเหวินรุ่ยก็สังเกตเห็นค้างบวบเช่นกัน

   

   “จิ่นเป่า บ้านเธอปลูกของกินเยอะขึ้นเรื่อยๆนะ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า “ใช่แล้ว ยังว่าจะปลูกขิงกับกระเทียมใต้ค้างบวบอีกหน่อย”

   

   “ช่วงนี้อากาศกำลังดี เหมาะกับการเพาะปลูก”

   

   โจวเหวินรุ่ยรู้สึกสนใจมาก

   

   หลังอาหารเย็น ทั้งสองคนไปวางลอบดักปลาที่ลำธาร บังเอิญเจอเย่จู๋และเย่เหวินชาง

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเพิ่งเคยเห็นเย่เหวินชางเป็นครั้งแรก

   

   เขาหน้าตาไม่เหมือนคู่สามีภรรยาอย่างหลี่กุ้ยฮวา คนคนนี้ถือว่าเป็นคนผิวพรรณดีในชนบท รูปร่างสูงผอม

   

   ไม่ค่อยพูดจา ทำหน้าเคร่งขรึมดูจริงจังมาก

   

   แต่กลับมีท่าทางสุภาพเรียบร้อยอยู่บ้าง

   

   เย่จู๋วางลอบดักปลาลงในลำธารเรียบร้อยแล้ว ในมือยังถือลอบดักปลาอีกหลายอัน

   

   ตรงกันข้ามกับเย่เหวินชางที่ยืนมองอยู่บนฝั่งด้วยสายตาเย็นชา

   

   เขาไม่ได้ถืออะไรเลย และก็ไม่คิดจะช่วยเหลือน้องสาวด้วย

   

   หน้าที่เดียวของเขาที่บ้านคือการอ่านหนังสือ

   

   ในขณะเย่จู๋ต้องทำงาน ดูแลพี่ชาย ทำอาหารและซักผ้าให้พี่ชาย

   

   แม้จะถึงวัยที่เหมาะสมกับการเรียนหนังสือแล้ว แต่ก็ไม่ได้ไปโรงเรียน

   

   รูปร่างหล่อนดูผอมบาง ใบหน้าก็คล้ำแดดจนดำแดง

   

   เวลาอยู่ข้างๆเย่เหวินชาง ก็ไม่เหมือนพี่น้องกันเลยสักนิด

   

   พอเย่จู๋เห็นเย่เสี่ยวจิ่นก็ทำหน้าไม่พอใจ “เย่เสี่ยวจิ่น พวกแกมาทำอะไรที่ลำธารนี่?”

   

   “แกนี่ชอบเลียนแบบจริงๆ ชอบเลียนแบบฉันตลอดเลย!”

   

   “ไม่ได้ แกห้ามมาวางลอบดักปลาใกล้ๆฉัน ไม่งั้นแกก็มาขโมยปลาของฉันหมดสิ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นกะพริบตาปริบๆ “ก็ได้ ไม่วางใกล้ๆก็ได้”

   

   เย่จู๋พอใจกับคำตอบนั้น

   

   ส่วนเย่เหวินชางไม่แม้แต่จะชายตามองเย่เสี่ยวจิ่นเลยสักนิด แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่สนใจใยดี

   

   ในสายตาของเขา เขาต้องออกไปจากชนบทแห่งนี้ได้อย่างแน่นอน

   

   ญาติพี่น้องแสนยากจนในชนบทพวกนี้ อนาคตของพวกเขากับเขาต้องแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

   

   เขาไม่จำเป็นต้องใส่ใจ

   

   ต่อให้เป็นอนาคตก็ไม่มีทางได้มาเกี่ยวข้องกันอีก

   

   เย่จู๋อดไม่ได้ที่จะโอ้อวด “เย่เสี่ยวจิ่น ได้ยินมาว่าบ้านแกจนถึงขั้นซื้อน้ำมันไม่ได้แล้วเหรอ”

   

   “แม่ฉันซื้อมาตั้งนานแล้ว ตั้ง30ชั่ง แถมยังถูกมาก แค่สิบห้าหยวนเอง”

   

   “แต่ถึงอย่างนั้น พวกแกควักเงินจนหมดตัวก็คงหาได้ไม่เยอะขนาดนั้นหรอก”

   

   “ต่อให้แกจับปลาไหลได้เยอะขนาดนั้น ถ้าไม่มีน้ำมันก็คงผัดไม่ได้ ไม่อร่อยหรอก”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า “อ่า ใช่ๆๆ ฉันชอบกินแบบแห้งๆ”

   

   “ต้มแกงก็ได้”

   

   “แกงปลาไหล? จนจริงนะ...”

   

   เย่จู๋ขมวดคิ้ว จากนั้นก็มองเย่เหวินชางด้วยท่าทีเอาใจ “พี่ เรา... กลับกันเถอะ”

   

   “ฟ้ามืดแล้ว หนาวแบบนี้ พี่แต่งตัวมาน้อยเกินไป”

   

   “ถ้าพี่ไม่สบายขึ้นมา พี่จะเรียนลำบากเอาได้นะ”

   

   เย่เหวินชางครางรับคำในลำคอ ไม่รอช้า เขาก็หันหลังเดินจากไปทันที

   

   เย่จู๋รีบจัดการกับลอบดักปลาอันอื่นๆให้เรียบร้อย แล้วจึงรีบตามพี่ชายไป

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมองตามแผ่นหลังของทั้งสองไป สายตาของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกที่สับสน

   

   เห็นได้ชัดว่าเย่เหวินชางนั้นสวมเสื้อขนสัตว์ตัวใหม่ ดูแล้วอุ่นสบาย

   

   ในขณะที่เสื้อผ้าของเย่จู๋นั้นเต็มไปด้วยรอยปะชุน ดูบางเบา

   

   คนที่ควรจะเป็นห่วงว่าจะไม่สบายน่าจะเป็นเย่จู๋มากกว่า

   

   โจวเหวินรุ่ยถามขึ้นว่า “จิ่นเป่า แล้วลอบดักปลาของพวกเราล่ะ จะเอาไปวางไว้ที่ไหน?”

   

   “ของพวกเราเหรอ? ก็วางไว้ในลำธารนั่นแหละ” เย่เสี่ยวจิ่นตอบ “ลำธารนี่เป็นของสาธารณะนะ”

   

   เธอเลือกจุดที่กว้างขวางและน้ำไหลเอื่อยบริเวณปลายน้ำของลำธาร

   

   พืชน้ำขึ้นหนาแน่น เธอเดาว่าปลาตัวเล็กๆคงมีอยู่เยอะมาก

   

   อีกด้านหนึ่ง

   

   เย่จู๋วิ่งตามเย่เหวินชางไปทัน

   

   “พี่ชาย พี่ยังไงก็ฉลาดล้ำเลิศจริงๆ ในบ้านลุงสามมีลูกชายตั้งสามคน ยังเทียบพี่ไม่ได้เลยสักคน”

   

   “มีลูกชายเยอะแยะ ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร”

   

   “พี่ชาย พูดแบบนี้ถูกไหม?”

   

   เย่เหวินชางได้ยินเสียงเธอเจื้อยแจ้ว แต่ก็ไม่ได้สนใจใยดี “ฉันกำลังยุ่ง”

   

   เย่จู๋รีบพูด “ถ้าอย่างนั้น ฉันกลับไปก่อไฟให้พี่ดีกว่า กลัวว่าตอนกลางคืนอ่านหนังสือแล้วจะหนาว”

   

   เย่เหวินชางเหลือบมองบาดแผลจากความหนาวบนหลังมือของเย่จู๋อย่างเฉยเมย

   

   ในสายตาของเขา การเสียสละของน้องสาวเป็นเรื่องที่ถูกต้องอยู่แล้ว

   

   อย่างไรเสียหล่อนก็ต้องแต่งงานออกไปอยู่ดี

   

   เขาไม่จำเป็นต้องมีเยื่อใยพี่น้องกับคนนอกอย่างหล่อน

   

   การที่ครอบครัวของอาสามตามใจลูกสาวราวกับไข่ในหินยิ่งทำให้เขาดูถูก

   

   โลกใบนี้สุดท้ายก็ต้องพึ่งผู้ชายอยู่ดี



 บทที่ 38: สองโฉมหน้าของจ้าวหลินหลิน


   

   วันนี้อากาศแจ่มใสอีกแล้ว

   

   จ้าวหลินหลินมาถึงสวนผลไม้ พบกับเซี่ยวเยว่

   

   เซี่ยวเยว่เป็นหัวหน้าที่ดูแลคนงานมากมายในสวนผลไม้ แถมยังเป็นปัญญาชนอีกด้วย

   

   ถึงแม้ทั้งคู่จะเป็นคนหัวสูง แต่ก็ยังถือว่ามองเห็นซึ่งกันและกัน

   

   เซี่ยวเยว่ยื่นเงินและรายชื่อให้จ้าวหลินหลิน “นี่คือรายการสั่งซื้อน้ำมันของสวนผลไม้เรา เธอนับเงินดูสิ”

   

   “ไม่ต้องนับหรอก” จ้าวหลินหลินพูดพร้อมกับยิ้ม “เสี่ยวเยว่ ไม่ว่าเธอทำอะไร ฉันก็วางใจ”

   

   หลังจากที่หล่อนโฆษณาไปรอบหนึ่งแล้ว ของที่ควรจะขายก็ขายได้หมด

   

   หล่อนจึงขอให้เซี่ยวเยว่ช่วยรวบรวมคน โดยให้กำไรจากน้ำมันกับเซี่ยวเยว่สองเฟินต่อ1ชั่ง

   

   ส่วนเรื่องเงินค่อยให้เซี่ยวเยว่เป็นการส่วนตัวทีหลัง

   

   “มีเงินแบบนี้จะไม่หารได้ยังไง” เซี่ยวเยว่ตอบรับทันที

   

   “พวกเธอในสวนผลไม้นี่ซื้อกันหมดแล้วเหรอ” จ้าวหลินหลินยิ้มกว้าง “อิทธิพลของเธอนี่แรงจริงๆ”

   

   “หลักๆเลยคือทุกคนเขามีความต้องการน่ะ” เซี่ยวเยว่ไม่กล้าพูดพล่อยๆต่อหน้าทุกคน

   

   จ้าวหลินหลินกวาดสายตามองรายชื่อ คนในสวนผลไม้สิบกว่าถึงยี่สิบคน รวมกันแล้วก็ซื้อน้ำมันไปทั้งหมด300ชั่ง

   

   เธอแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา “ก่อนหน้านี้ฉันได้ยินหยางเจวียนบอกว่าจะซื้อ ไม่ซื้อแล้วเหรอ”

   

   จริงๆแล้วเซี่ยวเยว่ไม่ชอบหยางเจวียนอยู่แล้ว

   

   หล่อนจึงตอบแบบไม่ใส่ใจ “หล่อนจะซื้อไม่ซื้อก็เรื่องของเธอสิ”

   

   จ้าวหลินหลินจำได้ว่าก่อนหน้านี้หยางเจวียนบอกว่าอยากซื้อสักยี่สิบสามสิบชั่ง หล่อนจะปล่อยเงินก้อนนี้ไปได้อย่างไร

   

   ดวงตาของหล่อนเป็นประกาย เห็นหยางเจวียนที่กำลังนั่งคุยกับคนอื่นอยู่ในกลุ่มคนที่กำลังนั่งพักอยู่ในสวนผลไม้

   

   หล่อนเดินตรงเข้ามาหาหยางเจวียน คุ้นเคยกันมากถึงขนาดตบไหล่หยางเจวียน

   

   “หยางเจวียน เธอก็จะมาซื้อน้ำมันไม่ใช่เหรอ? ทำไมไม่ซื้อล่ะ?”

   

   หยางเจวียนอึ้งไปครู่หนึ่ง มองไปที่จ้าวหลินหลินที่ยิ้มอย่างกระตือรือร้นแล้วรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย

   

   “ฉันไม่ซื้อแล้ว ลูกชายคนโตที่บ้านต้องการใช้เงินเร่งด่วน พวกเราประหยัดหน่อยดีกว่า”

   

   “โอ๊ย พูดแบบนี้ได้ยังไง?” จ้าวหลินหลินดึงแขนหยางเจวียน “ถูกขนาดนี้ วันนี้ไม่ซื้อกับฉัน วันหลังอยากได้ ก็ไม่ใช่ราคาแบบนี้อีกแล้ว!”

   

   คนอื่นๆก็พากันพูดคุยกัน

   

   “น้ำมันถูกขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่คนบ้านเดียวกัน หลินหลินคงไม่ยุ่งวุ่นวายให้ทุกคนมาซื้อหรอก”

   

   “ใช่ น้ำมันห้าเหมาต่อชั่ง เธอจะเอาอะไรนักหนา”

   

   “แบบนี้ยังไม่ซื้อก็โง่เกินไปแล้ว พลาดครั้งนี้ไปต้องเสียใจแย่”

   

   หยางเจวียนได้ยินแล้วก็รู้สึกรำคาญเล็กน้อย

   

   แต่ก็ไม่อาจปริปากเล่าเรื่องที่หลี่ชุ่ยชุ่ยจะเข้าเมืองไปสกัดน้ำมันให้หล่อนได้

   

   หล่อนหัวเราะแห้งๆออกมาสองเสียง ก่อนจะปฏิเสธออกไปอีกหลายครั้ง “คือที่บ้านฉันขัดสนจริงๆ”

   

   เซี่ยวเยว่เดินเข้ามาใกล้พลางส่งเสียงเยาะเย้ย “หรือเธอได้ยินมาว่าหลี่ชุ่ยชุ่ยก็ไม่ได้ซื้อ?”

   

   “...ก็พวกเธอสองคนเป็นเพื่อนรักกัน ใครจะไปรู้ว่าแอบตกลงอะไรกันไว้ลับหลัง”

   

   พอได้ยินชื่อของหลี่ชุ่ยชุ่ยเท่านั้น สีหน้าของจ้าวหลินหลินก็เปลี่ยนไปในทันที ท่าทางก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ

   

   “ที่แกไม่ซื้อเพราะหลี่ชุ่ยชุ่ยสอนแกมาแบบนี้นี่เอง!”

   

   “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องซื้อ! ต่อไปให้หลี่ชุ่ยชุ่ยเข้าเมืองไปซื้อให้แกก็แล้วกัน!”

   

   “คอยดูแล้วกันว่าพวกแกได้ราคามาแบบไหน”

   

   “เอาเถอะ... ฉันว่านะ... อย่าไปคบค้าสมาคมกับพวกขัดสนเลยจะดีกว่า ระวังความจนจะติดตัวมาด้วย!”

   

   จ้าวหลินหลินพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน สายตาก็เอาแต่จ้องมองหล่อนไม่วางตา

   

   ดวงตาราวกับดูเหมือนจะมองทะลุทุกสิ่งได้

   

   เซี่ยวเยว่ยืนอยู่ข้างๆจ้าวหลินหลิน พูดพร้อมกับหัวเราะว่า “อย่าไปพูดกับหล่อนเลย พูดไปหล่อนก็ซื้อไม่ไหวหรอก”

   

   หยางลี่ลี่เดินเข้ามาในสวนผลไม้ เห็นจ้าวหลินหลินกำลังพูดจาดูถูกแม่ของหล่อน

   

   ทันใดนั้นในใจของหล่อนก็รู้สึกแย่มาก

   

   หยางเจวียนเป็นคนซื่อตรง หล่อนลุกขึ้นยืนพร้อมกับปัดฝุ่นที่ก้น “อย่าพูดแบบนั้น ชุ่ยชุ่ยเป็นคนยังไง ฉันรู้ดี”

   

   “ฉันไม่ได้อยากได้น้ำมัน แค่ซื้อไม่ไหว พวกเธอเก็บไว้เองเถอะ”

   

   หยางเจวียนพูดจบ ก็ดึงหยางลี่ลี่เดินจากไป

   

   หยางลี่ลี่เดินตามหลังแม่ของหล่อน ในใจรู้สึกไม่ค่อยดี “แม่ ทำไมพวกหล่อนถึงพูดจาแย่แบบนั้น”

   

   หยางเจวียนส่งเสียง ‘หึ’ ในลำคอเบาๆ “ก็พวกเดียวกันนั่นแหละ เซี่ยวเยว่ถึงขั้นลงแรงช่วยขายน้ำมันขนาดนี้ คิดว่าไม่ได้เงินหรือไง คิดว่าคนอื่นโง่หรือยังไงกัน”

   

   หลังจากกลับถึงบ้าน หยางลี่ลี่ก็เศร้าซึมตลอด

   

   หล่อนอายุแค่แปดขวบ แน่นอนว่าย่อมไม่มีทางเข้าใจเรื่องผลประโยชน์อันซับซ้อนเช่นนี้ได้

   

   เดือนมีนาคมยามใบไม้ผลิ บรรยากาศอบอวลไปด้วยเสียงนกร้องและกลิ่นหอมของดอกไม้

   

   เย่เสี่ยวจิ่นนั่งอยู่ริมธาร

   

   เธอวางลอบดักปลาไว้ในลำธาร แต่กลับจับปลาได้ไม่มากนัก

   

   นับว่าเป็นครั้งที่ได้ผลตอบแทนน้อยที่สุดในช่วงนี้เลยทีเดียว

   

   เธอตัดสินใจว่าควรจะวางลอบดักปลาไว้ในนาข้าวดีกว่า

   

   ขณะกำลังเก็บกวาดเศษหญ้าในลอบดักปลา ก็เห็นหยางลี่ลี่เดินตรงมา

   

   “พี่สาวลี่”

   

   “จิ่นเป่า…” หยางลี่ลี่ทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นข้างๆเย่เสี่ยวจิ่น

   

   ริมธารมีดอกไม้ป่าขึ้นอยู่มากมาย หยางลี่ลี่เด็ดดอกไม้ขึ้นมาหนึ่งดอกแล้วหมุนเล่นในมือ

   

   เย่เสี่ยวจิ่นสังเกตเห็นว่าหล่อนมีเรื่องไม่สบายใจจึงตบบ่าเธอเบาๆ แล้วถามว่า “เป็นอะไรไป พี่ไม่สบายใจเหรอ”

   

   “บอกฉันมาสิ ฉันจะทำให้พี่อารมณ์ดีขึ้น เอาไหม”

   

   หยางลี่ลี่หลุดขำออกมา “จิ่นเป่า เธอน่ะอายุน้อยกว่าฉัน เธอเป็นน้องสาวนะ”

   

   “พี่สาวควรจะเป็นคนปลอบใจน้องสาว ไม่ใช่น้องสาวปลอบใจพี่สาว”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นหัวเราะตาม “แต่พี่สาวลี่ดูไม่มีความสุขเลยนะ”

   

   หยางลี่ลี่ถอนหายใจ หล่อนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในสวนผลไม้ให้เย่เสี่ยวจิ่นฟัง แล้วพูดอย่างขุ่นเคือง “หัวหน้าเซี่ยวคนนั้นนิสัยไม่ดีเลย วันๆคอยแต่รังแกแม่ฉัน!”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า “แค่เรื่องน้ำมัน ทำเป็นโมโหขนาดนี้เลยเหรอ”

   

   “เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องของความสมัครใจในการซื้อขาย เธอจะทำแบบนี้ได้ยังไง”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นทำท่าทางสงสัย แต่ในใจเธอรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น

   

   ถ้าไม่ใช่เพราะผลประโยชน์ล่ะก็ จ้าวหลินหลินไม่กระตือรือร้นขนาดนั้นหรอก

   

   ขายน้ำมันไม่ได้ก็โกรธจนหน้าดำหน้าแดง แสดงว่าผลประโยชน์มันเยอะมากเลยสิเนี่ย

   

   “เธออย่าเสียใจไปเลย เชื่อฉันสิ พวกเราจะเข้าเมืองกันภายในสองสามวันนี้”

   

   “ถึงตอนนั้น น้ำมันของพวกพี่ก็คงสกัดเสร็จพอดี”

   

   “ฉันรับประกันเลย น้ำมันที่ฉันสกัดเองหอมกว่าน้ำมันของพวกนั้นเยอะ พวกพี่ต้องชอบแน่ๆ”

   

   หยางลี่ลี่ยิ้ม “ดีขนาดนั้นเลยเหรอ ดีกว่าน้ำมันโหยวไช่ฮวาที่แบ่งกันในหมู่บ้านอีกเหรอ”

   

   “แน่นอนสิ” เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า “ทั้งหอมทั้งอร่อยเลยละ”

   

   หยางลี่ลี่คุยกับเย่เสี่ยวจิ่นอยู่พักหนึ่ง อารมณ์ก็ดีขึ้นมาก

   

   หล่อนหยิบลอบดักปลาไหลที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา “ไปกันเถอะ ฉันช่วยถือกลับบ้านเอง”

   

   “จิ่นเป่าแขนเล็กขาเล็กแค่นี้ จะถือไหวได้ยังไง”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมองหยางลี่ลี่ที่อายุแค่แปดขวบ แต่กลับมีท่าทางเหมือนพี่สาวคนโต

   

   อีกด้านหนึ่ง

   

   ตอนกลางวันเซี่ยวเยว่ทานข้าวเที่ยงที่บ้านของจ้าวหลินหลิน

   

   หล่อนช่วยขายน้ำมันไปได้ทั้งหมด300ชั่ง

   

   จ้าวหลินหลินนับเงินแบ่งให้หล่อนหกหยวน แล้วพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “เสี่ยวเยว่ยังเก่งเหมือนเดิม แค่ไม่กี่วันก็ขายได้ตั้ง300ชั่ง”

   

   หล่อนถอนหายใจ “จริงๆแล้วฉันรับน้ำมันมาจากพี่ชายฉัน ราคาชั่งละสี่เหมาเจ็ดเฟิน”

   

   “ฉันให้เธอสองเฟิน ส่วนอีกหนึ่งเฟินฉันไม่ให้แล้วนะ เพราะต้องจ้างคนขนมาที่หมู่บ้าน”

   

   เซี่ยวเยว่ยิ้ม “รู้แล้วน่าว่าเธอหวังดี อยากให้ทุกคนได้ประโยชน์”

   

   “พี่ชายของเธอไว้ใจได้ใช่ไหม ฉันใช้ชื่อเสียงของตัวเองรับประกันกับทุกคนนะ ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาแย่เลย”

   

   “ญาติๆของฉันก็น่าจะซื้ออีกกว่า100ชั่ง”

   

   แววตาของจ้าวหลินหลินดูไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งยิ้มออกมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เธอวางใจได้ ถ้าเกิดเรื่องขึ้น คนแรกที่จะถูกตามหาคือฉัน แน่นอนว่าจะไม่มีปัญหา”

   

   จ้าวหลินหลินเปลี่ยนเรื่องคุย “รีบกินข้าวเถอะ วันนี้ตั้งใจเลี้ยงรับรองเธอเป็นพิเศษ เลยทำของอร่อยๆมาเยอะแยะ”



  บทที่ 39: การสกัดน้ำมันครั้งที่สองเข้าเมือง


   

   ตกเย็น

   

   ครอบครัวของเย่เสี่ยวจิ่นทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว พวกเขานั่งกะเทาะถั่วลิสงอยู่ที่ประตู

   

   เธอก็ได้เล่าเรื่องที่หยางเจวียนถูกกลั่นแกล้งให้พ่อแม่ฟัง

   

   “ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ” หลี่ชุ่ยชุ่ยขมวดคิ้ว “ฉันรู้ดีว่าหัวหน้าเซี่ยวคนนั้นดูถูกคนอื่นมาโดยตลอด”

   

   “แต่นี่มันเรื่องซื้อขายน้ำมันของชาวบ้าน พวกเขามายุ่งอะไรด้วย”

   

   เย่จื้อผิงขมวดคิ้ว “คงอยากหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองละมั้ง!”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยส่ายหน้า “ถูกขนาดนั้น จะมีกำไรอะไร”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นแกะถั่วลิสงพลางพูด “หนูคิดว่า คืนนี้เรามาสกัดน้ำมันกันดีกว่า อีกสองวันเราก็เข้าเมืองกันดีไหมคะ”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยครุ่นคิด “พรุ่งนี้จะมีเกวียนวัวเข้าเมืองนะ”

   

   “ตอนนี้อากาศยังหนาวอยู่ ไปขายฝ้ายก็ได้”

   

   “ไม่งั้นก็คงต้องรอให้ถึงหน้าหนาวครั้งหน้า”

   

   ทุกคนในครอบครัวรีบกะเทาะเปลือกถั่วลิสงกันจ้าละหวั่น

   

   เย่จื้อผิงรับหน้าที่คั่วถั่วลิสง

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยไปล้างไหดินเผาสองใบ คาดว่าถั่วลิสง100ชั่ง น่าจะได้น้ำมันสัก30ชั่ง

   

   เธอใช้ผ้าป่านเช็ดหยดน้ำที่ไหดินเผา

   

   เย่จื้อผิงคั่วถั่วลิสงจนส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ทุกคนในครอบครัวต่างก็ยุ่งกันใหญ่

   

   “ใกล้ค่ำแล้ว ฉันไปเอาเทียนมาจุดก่อน”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรีบพูดว่า “แม่คะ หนูมีไฟฉาย ไม่ต้องจุดเทียนก็ได้”

   

   “เรียกว่าไฟฉายเหรอ”

   

   “นี่ไงคะ...” เย่เสี่ยวจิ่นหยิบไฟฉายออกมาจากช่องเก็บของระบบ

   

   พูดให้ถูกก็คือตะเกียงขุดเหมือง รูปร่างใหญ่กว่าปกติ

   

   เมื่อเปิดออก แสงจ้าก็ส่องสว่างไปทั่วห้องครัว

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกทึ่งมาก หล่อนหยิบมันขึ้นมาและพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง

   

   “ของวิเศษนี่ มันเปล่งแสงได้ แถมยังไม่ร้อนมืออีก มันใช้หลักการอะไรเหรอ”

   

   “มันจะเหมือนเทียนไขไหม ที่พอแสงหมดก็ใช้ไม่ได้แล้ว”

   

   “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ คงต้องใช้มันอย่างประหยัด!”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นยิ้ม “อันนี้ก็เหมือนกับเครื่องสกัดน้ำมันของเรานั่นแหละค่ะ แค่ตากแดดก็ใช้ได้ตลอด”

   

   “ที่ลูกพูดเมื่อครั้งก่อน... แสง... อะไรนะ” หลี่ชุ่ยชุ่ยนึกคำว่าพลังงานแสงอาทิตย์ไม่ออกสักที

   

   หล่อนพยายามนึกอยู่นาน

   

   เย่จื้อผิงเองถ้าไม่ได้กำลังคั่วถั่วลิสงอยู่ ก็อยากจะมาดูเหมือนกัน

   

   จะว่าไปแล้ว สามีภรรยาคู่นี้ก็มีความอยากรู้อยากเห็นและขยันเรียนรู้อยู่ไม่น้อย

   

   รอบนี้หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่ต้องให้เย่เสี่ยวจิ่นบอกแล้ว หล่อนวางถังน้ำมันไว้ที่ช่องจ่ายน้ำมัน

   

   เย่จื้อผิงเดินเข้ามาใกล้ มองปุ่มแล้วพูดว่า “จิ่นเป่า กดปุ่มนี้ใช่ไหม พ่อจำไม่ผิดใช่ไหมลูก?”

   

   “ใช่ค่ะ” เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า

   

   สองสามีภรรยาไม่ได้ให้เย่เสี่ยวจิ่นช่วย คราวนี้กลับสามารถจัดการกันเองได้แล้ว

   

   ไม่นาน เครื่องก็เริ่มทำงาน

   

   ถั่วลิสงค่อยๆไหลลงไป น้ำมันก็ค่อยๆไหลออกมา

   

   ถึงแม้จะเป็นการสกัดน้ำมันครั้งที่สองแล้ว หลี่ชุ่ยชุ่ยก็ยังรู้สึกแปลกใจ

   

   ก็ดูสิ สิ่งที่กลืนเข้าไปคือถั่วลิสงที่ไม่มีค่า แต่สิ่งที่คายออกมาคือน้ำมันที่มีราคา!

   

   “ครั้งที่แล้ว จิ่นเป่าบอกว่า ใช้ทั้งงา ทั้งถั่วเหลืองก็ได้ใช่ไหมลูก”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเสริมว่า “ใช่แล้วค่ะ น้ำมันต่างชนิด รสชาติก็น่าจะต่างกันบ้างละค่ะ”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยครุ่นคิด พอถึงตอนที่มีงาแล้ว ก็คงต้องลองดูสักหน่อย

   

   พวกเธอนั่งคุยกันเพลินๆ จนเวลาผ่านไปสามชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว

   

   น้ำมันสองถังก็สกัดเสร็จเรียบร้อย

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยปิดฝาถังเล็กๆ แล้วนำเข้าไปเก็บไว้ในบ้านอย่างดี

   

   รอพวกเธอกลับมาจากในเมืองแล้ว ค่อยให้หยางเจวียนมารับไป

   

   “น้ำมันดีขนาดนี้ หล่อนได้เห็นต้องชมแน่ๆ”

   

   เย่จื้อผิงพูดพร้อมรอยยิ้ม “คุณเองก็อย่าเพิ่งไปทำอะไร แล้วรีบไปนอนเถอะ เดี๋ยวผมล้างเครื่องเอง”

   

   “ไม่เป็นไรหรอก ให้ฉันทำเองเถอะ ขาคุณแบบนี้จะทำงานหนักได้ยังไง”

   

   “คุณไปนอนเถอะ พรุ่งนี้เช้าคุณยังต้องไปฟาร์มไก่อีก ส่วนผมไม่ต้องออกไปไหน”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมองดูคู่สามีภรรยาที่กำลังพูดคุยหยอกล้อกัน รู้สึกอบอุ่นในใจ

   

   ครอบครัวหนึ่งจะต้อง.อบอุ่นกลมเกลียวกัน จึงจะสามารถดำเนินชีวิตร่วมกันได้ดี

   

   และแล้วก็ถึงวันที่จะเข้าเมือง

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยไปนัดหมายกับคนขับเกวียนวัวไว้ล่วงหน้าแล้ว

   

   ตอนกลางคืนหลังจากทำงานเสร็จ หล่อนก็เอาฝ้ายใส่ถุงเตรียมไว้ให้เรียบร้อย

   

   ในบ้านก็จัดเก็บอย่างละเอียดถี่ถ้วน

   

   “จิ่นเป่า แม่วางเสื้อผ้าของลูกไว้ตรงนี้แล้วนะ” หลี่ชุ่ยชุ่ยพับเสื้อผ้าวางไว้ที่หัวเตียง “พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้ามืด คาดว่าฟ้ายังไม่สว่างก็ต้องออกเดินทางแล้ว”

   

   “พวกเรานั่งรถเกวียนวัวไปเมืองต้องใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงนะ”

   

   “แม่ต้มไข่ไว้เรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้เช้าค่อยอุ่นแล้วเอาติดตัวไปกินระหว่างทาง”

   

   หล่อนคิดได้ว่าต้องวางตาชั่งไว้ก่อน เดี๋ยวจะลืมหยิบไป

   

   หลังจากวางตาชั่งเรียบร้อยแล้ว หล่อนจึงตบหน้าผากตัวเองเบาๆ แล้วพูดว่า “ไอหยา พวกเราไม่มีเงินเศษนี่นา แล้วจะทอนเงินให้เขาอย่างไรล่ะ?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม มองดูแม่ของเธอยุ่งไปยุ่งมา กลัวว่าจะลืมอะไรบางอย่างไป

   

   “แม่ ไม่ต้องรีบหรอกค่ะ พรุ่งนี้ไปถึงในเมืองค่อยไปแลกกับเขาก็ได้”

   

   เย่จื้อผิงได้เตรียมเสื้อผ้าที่จะใส่ไว้ในห้องอีกห้องหนึ่งแล้ว

   

   ฝ้ายของพวกเขาคุณภาพดีขนาดนี้ ควรรีบไปแต่เช้า เพราะช่วงเช้าคนจะเยอะ น่าจะขายดี

   

   ฝ้ายตั้ง100ชั่งไม่แน่ อาจจะขายหมดภายในช่วงเช้าก็ได้

   

   เขาอดกังวลไม่ได้ว่าจะขายไม่ออก แต่พอคิดไปคิดมา ขายไม่ออกก็ไม่ได้ขาดทุนอะไร

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยและเย่จื้อผิงยังไม่เคยไปขายของในเมือง ทั้งคู่ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ

   

   พอฟ้าเริ่มสาง เย่เสี่ยวจิ่นก็ถูกแม่ดึงตัวลงจากเตียงให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว

   

   เธอตาปรือ เบลอๆงัวเงีย

   

   “จิ่นเป่า แม่ต้องหาบฝ้าย ไปไม่ไหวหรอกถ้าต้องอุ้มหนูไปด้วย”

   

   “รอสักพักแล้วไปขึ้นรถกับพ่อที่ถนนใหญ่”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยหาบฝ้ายเยอะขนาดนี้ไปครั้งเดียวไม่ไหว ต้องไปสองสามรอบ

   

   เย่เสี่ยวจิ่นตอบรับอย่างงัวเงีย เธอสวมเสื้อผ้าเสร็จก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้ง

   

   จริงๆแล้วเย่จื้อผิงไม่อยากไปเมือง

   

   แต่หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่รู้ทาง เย่เสี่ยวจิ่นก็ยิ่งไม่รู้ทางเข้าไปใหญ่

   

   เขาจึงต้องจำใจไปด้วย เพราะกลัวแม่ลูกจะถูกหลอก

   

   “จิ่นเป่า ตื่นได้แล้ว” เย่จื้อผิงอุ่นไข่ไก่ใส่ถุงผ้า

   

   เย่เสี่ยวจิ่นลุกขึ้น แล้วออกไปข้างนอกพร้อมกับเย่จื้อผิง

   

   เช้าวันนี้อากาศหนาวจนแทบจะแข็งตาย เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกได้ถึงความชาที่ใบหน้าของเธอ

   

   เธอเดินตามหลังพ่อของเธอไป มองเห็นเพียงแสงสีขาวจางๆ บนภูเขาที่อยู่ไกลลิบ แม้แต่แสงสว่างเพียงเล็กน้อยก็ไม่มี

   

   เธอก้าวขาไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก

   

   “พ่อคะ ขาของพ่อไม่ค่อยดี เดินช้าๆหน่อยก็ได้ค่ะ”

   

   เย่จื้อผิงหันกลับมามองเย่เสี่ยวจิ่น “พ่อเดินเส้นทางนี้จนชินแล้ว รู้ทางดี จิ่นเป่าต่างหาก ระวังจะสะดุดล้มเอา”

   

   บ้านของพวกเขาค่อนข้างห่างไกล กว่าจะเดินไปถึงถนนใหญ่ก็ใช้เวลาเกือบ15นาที

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยแบกของหนักมาสามรอบ จนหล่อนเหนื่อยหอบ

   

   เมื่อเห็นเย่เสี่ยวจิ่นเดินมาถึง หลี่ชุ่ยชุ่ยก็รีบอุ้มเธอขึ้นไปบนเกวียนวัวทันที

   

   “จิ่นเป่า มานี่ มานอนบนถุงนี่แหละ”

   

   พูดจบ หลี่ชุ่ยชุ่ยก็หันไปพยุงเย่จื้อผิงขึ้นเกวียนวัว

   

   ครอบครัวสามคนเบียดกันอยู่บนเกวียนวัว

   

   กระสอบฝ้ายพองตึง พิงแล้วก็นุ่มนิ่มดี

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมองท้องฟ้ามืดมิด หาวหนึ่งที แล้วขดตัวพิงกระสอบฝ้าย หลับไปอีกครั้ง

   

   เกวียนวัวเล่มนี้โคลงเคลง เธอตื่นขึ้นมาหลายครั้งแล้ว มองไปก็ยังเห็นแต่ถนนยาวเหยียด

   

   “พวกเราจะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะถึงคะ?”

   

   คนขับเกวียนวัยชราที่นั่งอยู่ด้านหน้าหัวเราะพลางตอบว่า “ยังอีกนานเลยละ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกสับสน คิดว่าการเข้าเมืองช่างลำบากจริงๆ

   

   “ไม่แปลกเลยว่าตอนที่พี่เหวินชางเข้าเมืองไปเรียนหนังสือได้ พวกย่าถึงได้ภูมิใจนักหนา”

   

   “ที่แท้การเข้าเมืองจากชนบทก็ยากลำบากขนาดนี้นี่เอง”

   

   เย่จื้อผิงยิ้มเล็กน้อย แววตามีความขมขื่นอยู่บ้าง “พี่สามของลูกก็เรียนเก่งนะ สอบได้ที่หนึ่งทุกครั้งเลย”

   

   “น่าเสียดาย จบประถมก็ไม่มีเงินเรียนต่อแล้ว”

   

   “ต่อไป จิ่นเป่าต้องตั้งใจเรียนนะ เป็นคนมีความรู้น่ะดีแล้ว”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นนับนิ้วมือตัวเอง

   

   “ตอนที่พี่ชายคนโตเรียนจบประถม ก็ตรงกับตอนที่หนูเกิดพอดีเลยนี่นา”

   

   “หรือว่าเป็นเพราะต้องรักษาหนู เลยไม่มีเงินให้พี่เรียนต่อ”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยยกมือลูบหัวเธอ “คนบ้านนอกแบบเรา จะเอาเงินที่ไหนมาเรียนละ”

   

   “ค่าเทอมก็แพง จะซื้อหนังสือเรียนกับสมุด ดินสอก็ต้องใช้เงินเยอะแยะ”

   

   “มีแต่คนในเมือง หรือไม่ก็แบบเหวินชางพี่ชายลูก ที่บ้านทุ่มให้เรียน ถึงจะเรียนได้”



  บทที่ 40: เข้าเมืองไปขายฝ้าย


   

   กว่าจะถึงเมือง ฟ้าก็สางแล้ว

   

   เย่เสี่ยวจิ่นกะประมาณว่าออกจากบ้านตั้งแต่ตีห้า กว่าจะมาถึงที่นี่ก็ปาเข้าไปเกือบเก้าโมงเช้าแล้ว

   

   ระยะทางช่างยาวไกลเสียจริง

   

   ในตัวอำเภอช่างกว้างใหญ่สมคำร่ำลือ ผู้คนพลุกพล่านไปหมด

   

   ร้านขายอาหารเช้าก็มีอยู่มากมาย

   

   เย่เสี่ยวจิ่นตาลายไปหมด มองไปทางไหนก็เห็นแต่ลุงๆ ขี่รถสามล้อถีบเปิดประทุน

   

   ลุงคนหนึ่งขี่รถผ่านมาพอดี “ขึ้นรถไหม ไปไหนจ๊ะ”

   

   “ไม่ ไม่ ไม่ค่ะ” เย่เสี่ยวจิ่นรีบโบกมือปฏิเสธ

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบจูงมือลูกสาวเอาไว้แน่น กลัวลูกจะเดินหลง

   

   สายตาดูเลิกลั่กเพราะเพิ่งเคยเข้าเมืองเป็นครั้งแรก จึงไม่รู้จักทาง

   

   สถานที่ไกลที่สุดที่เคยไปก็แค่จากหมู่บ้านไปตลาดนัดในตำบลเท่านั้นเอง

   

   “ที่นี่มันใหญ่มาก มองจนตาลายไปหมดแล้ว” หล่อนเอ่ย

   

   “จิ่นเป่า ลูกต้องอยู่ใกล้ๆแม่นะ ที่นี่มีพวกลักพาตัวเด็กเยอะ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า แล้วชี้ไปที่ร้านขายซาลาเปา

   

   “เรากินซาลาเปากันไหมคะ”

   

   ถึงแม้ทุกคนจะกินไข่ต้มจนอิ่มแล้ว แต่พอถึงตอนนี้ก็เริ่มหิวกันอีกรอบ

   

   เย่จื้อผิงยิ้ม “ดีสิ พาจิ่นเป่าของพวกเรากินอะไรอุ่นๆหน่อย”

   

   เย่จื้อผิงพาภรรยาและลูกสาวไปสั่งเสี่ยวหลงเปาสองเข่ง

   

   ลุงเจ้าของร้านใจดี แถมซุปสาหร่ายมาให้สามถ้วย

   

   เย่เสี่ยวจิ่นกินเสี่ยวหลงเปาร้อนๆ จิ้มกับน้ำจิ้มพริกจนหน้าแดงก่ำ

   

   “อร่อยมากเลย!”

   

   “ถ้าจิ่นเป่าคิดว่าอร่อยก็กินเยอะๆนะ” หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดพร้อมกับยิ้ม

   

   เย่จื้อผิงก็กินไปสองสามชิ้น แล้วก็คุยกับพ่อค้า

   

   พ่อค้าเห็นพวกเขามีของเยอะก็เลยถามด้วยความสงสัย “พวกเธอหอบของเยอะแยะแบบนี้เข้าเมือง ไม่ลำบากแย่เหรอ”

   

   เย่จื้อผิงพยักหน้า “นิดหน่อยครับ พวกผมมีฝ้ายอยู่ที่บ้าน เลยอยากจะเอาออกมาขาย”

   

   ตอนนี้พ่อค้าไม่ค่อยยุ่ง เลยเดินเข้ามาดูใกล้ๆ

   

   “ฝ้ายของพวกเธอถือว่าดูดีเลยนี่ กระสวยฝ้ายใหญ่เท่าฝ่ามือฉันเลย”

   

   “ใยฝ้ายก็ยาว ดูขาวสะอาดมาก”

   

   “นี่มันของดีชัดๆ!”

   

   พ่อค้าแผงลอยทำสีหน้าจริงจังพลางกล่าวชม

   

   “เสื้อผ้าที่ทำจากฝ้ายแบบนี้นี่มันอุ่นมากนะครับ” เย่จื้อผิงพูด “จริงสิ คุณสนใจซื้อกลับไปสักหน่อยไหมครับ?”

   

   พ่อค้าแผงลอยหัวเราะ “ฉันซื้อไหวที่ไหนกัน แพงจะตาย”

   

   “ฝ้ายที่สหกรณ์ขายก็ปาเข้าไปแปดเก้าเหมาต่อจินแล้ว”

   

   เย่จื้อผิงตกลงกับหลี่ชุ่ยชุ่ยไว้ว่าจะขายจินละหนึ่งหยวน

   

   ถ้าคนอื่นซื้อเยอะก็จะลดราคาให้อีกหน่อย

   

   “ฝ้ายของเราจินละหนึ่งหยวนครับ”

   

   พ่อค้าแผงลอยเบิกตากว้าง “แบบนี้ใครจะซื้อไหวกัน”

   

   เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พวกเธอน่ะ ถ้าขายให้สหกรณ์ก็คงไม่ได้กำไรเท่าไหร่หรอก”

   

   “เดี๋ยวพวกเธอไปตั้งแผงขายแถวๆด้านนอกสำนักงานธัญพืชนั่นแหละ คาดว่าน่าจะมีคนรวยเยอะหน่อย”

   

   เย่จื้อผิงกล่าวขอบคุณ

   

   เย่เสี่ยวจิ่นกินจนท้องน้อยๆ อิ่มแปล้ จึงเรอออกมาเบาๆ

   

   พวกเขาทั้งสองคนช่วยกันขนฝ้ายทั้งหมดไปยังร้านที่พ่อค้าบอกไว้ด้วยความยากลำบาก

   

   เมื่อแกะถุงที่วางอยู่บนพื้นออก

   

   ฝ้ายในถุงผ้าก็ฟูฟ่องราวกับหิมะ

   

   ผู้คนที่เดินผ่านไปมาอดไม่ได้ที่จะเหลียวมอง

   

   “ฝ้ายนี่สวยจัง”

   

   “สวยจริงๆด้วย แถมยังเป็นฝ้ายดอกใหญ่อีก”

   

   “ฉันไม่เคยเห็นฝ้ายที่ไหนสวยขนาดนี้มาก่อนเลย”

   

   ผู้คนต่างพากันเข้ามาดูใกล้ๆ บ้างก็ลองสัมผัส บ้างก็ลองบีบดู

   

   ทุกคนรู้สึกแปลกใจมาก หลี่ชุ่ยชุ่ยเห็นคนมากมายเช่นนี้ ในใจก็รู้สึกดีใจ คิดในใจว่า ฝ้ายที่ดีขนาดนี้ จะต้องขายหมดอย่างรวดเร็วอย่างแน่นอน

   

   แต่น่าเสียดาย ดวงอาทิตย์ส่องแสงมาถึงพื้นดินแล้ว พวกเขายังไม่ได้เริ่มขายเลย

   

   ถึงแม้จะมีคนดูมากมาย แต่ก็ไม่มีใครซื้อ หลี่ชุ่ยชุ่ยเป็นกังวล “จะขายไม่ได้สักจินเลยเหรอ?”

   

   เย่จื้อผิงก็กล่าวด้วยความประหลาดใจ “ไม่รู้สิ หรือว่ามันแพงไป?”

   

   “ตอนนี้ที่สหกรณ์มีขายทั้งแปดเหมา และเก้าเหมา”

   

   “ฝ้ายของเราดีขนาดนี้ ขายหนึ่งหยวนก็ไม่น่าเกลียด”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยถอนหายใจ พูดอย่างแผ่วเบาว่า “หรือว่าเราจะขายราคาเดียวกับสหกรณ์ดี ?”

   

   เย่จื้อผิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “รอดูไปก่อนเถอะ ฝ้ายดีๆแบบนี้ พวกนั้นเทียบไม่ติดหรอก”

   

   “ถ้าเที่ยงแล้วยังขายไม่ได้ เราก็ขายแปดเหมาต่อจินก็แล้วกัน” หลี่ชุ่ยชุ่ยพยักหน้า ในใจยิ่งวิตกกังวลมากขึ้น

   

   ชายวัยกลางคนคนหนึ่งสวมรองเท้าหนังที่ขัดมันวาวเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า “ฝ้ายสวยดีนี่ ราคาเท่าไหร่ครับ”

   

   “หนึ่งหยวนต่อจินค่ะ”

   

   “โอ้โห แพงจัง” เซี่ยวฟู่กุ้ยดูเหมือนจะตกใจมาก

   

   ฝ้ายไม่ว่าจะขี้เหร่หรือสวยก็ใช้เหมือนกัน เขาจะไม่ยอมจ่ายเงินมากขึ้นเพียงเพราะฝ้ายดูสวยหรอก

   

   “มิน่าล่ะ พวกเธอถึงขายไม่ออก แพงขนาดนี้ ใครจะไปซื้อ”

   

   เมื่อเขาพูดอย่างนี้ ทั้งหลี่ชุ่ยชุ่ยและเย่จื้อผิงก็รู้สึกใจหายวาบ

   

   “ถ้าขายไม่ได้จริงๆ ก็เสียแรงเปล่า”

   

   ตอนเช้าที่ออกจากบ้าน หลี่ชุ่ยชุ่ยยังแอบหวังว่าจะขายฝ้ายได้หมดในคราวเดียว!

   

   “เซี่ยวฟู่กุ้ย ซื้อฝ้ายหน่อยไหม?” หญิงวัยทำงานคนหนึ่งพูดติดตลกพร้อมกับยิ้ม “อุดหนุนชาวไร่ชาวนาหน่อยสิ”

   

   เซี่ยวฟู่กุ้ยเยาะเย้ย “ฝ้ายพวกนี้น่ะดีก็ดีอยู่หรอก แต่แพงเกินไป”

   

   “นี่มันฤดูอะไรแล้ว ฤดูใบไม้ผลิแล้วนะ! ไม่ใช่ฤดูใบไม้ร่วงสักหน่อย!”

   

   “ฝ้ายแบบนี้ บอกเลยว่าขายไม่ได้แม้แต่จินเดียว รีบกลับหมู่บ้านไปเถอะ”

   

   เย่จื้อผิงหน้าเสีย ไม่ได้พูดโต้แย้งอะไรออกไป

   

   ได้แต่นั่งลงกับพื้น มองฝ้ายคุณภาพดีของตัวเองอย่างเสียดาย

   

   แววตาฉายแววเจ็บปวดออกมาไม่น้อย

   

   หญิงสาวรีบพูด “เซี่ยวฟู่กุ้ย พูดแบบนี้ได้ยังไง?”

   

   เซี่ยวฟู่กุ้ยฮึดฮัดสองเสียง ใบหน้าอ้วนกลมเผยรอยดูถูก “ฉันก็พูดความจริง ฝ้ายดีแค่ไหนก็ขายไม่ออกหรอก”

   

   “ขายไม่ออกแล้วยังไงล่ะ ไว้ค่อยขายปีหน้าก็ได้!”

   

   หญิงสาวนั่งยองลงสำรวจฝ้าย “ฝ้ายขาวอย่างนี้ ดูดีออก”

   

   “ฉันกำลังจะทำผ้านวมหกจินพอดี ซื้อฝ้ายหกจินก็แล้วกัน”

   

   “นับว่าอุดหนุนพวกคุณที่เป็นชาวไร่ชาวนาด้วย”

   

   หญิงสาวสวมชุดทำงานเรียบร้อย บนเสื้อเชิ้ตติดป้ายชื่อของหล่อนเอาไว้

   

   เหยาซิ่วซิ่ว

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเห็นแล้วก็รู้ทันทีว่าหล่อนเป็นพนักงานประจำของสำนักงานธัญพืช

   

   ในเมื่อหล่อนมีกำลังซื้อ แสดงว่าเพื่อนร่วมงานของหล่อนก็ต้องมีกำลังซื้อเช่นกัน

   

   ดวงตาของเย่เสี่ยวจิ่นเป็นประกาย รีบเอ่ยปากเชื้อเชิญ “พี่สาวคะ ฝ้ายของเราดีมากเลยนะคะ ทำผ้านวมแล้วนุ่มฟูอุ่นสบายแน่นอนค่ะ”

   

   “พี่สาวทั้งสวยและใจดีมากเลยค่ะ แม่คะ...เราให้พี่สาวเขาเพิ่มอีก1จินได้ไหมคะ”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยยังคงตกตะลึง หล่อนได้สติแล้วจึงตอบว่า “ได้ ได้สิ”

   

   “นี่เป็นลูกค้าคนแรกของเราเลยนะ แถมให้เธออีก1จินแล้วกัน”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยยิ้มเต็มใบหน้า แต่ในใจก็ยังมีความกังวลอยู่บ้าง

   

   คำพูดของเซี่ยวฟู่กุ้ยเมื่อครู่นี้ ส่งผลต่อความคิดของหล่อนจริงๆ

   

   ตอนนี้อากาศเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว คงไม่มีใครซื้อฝ้ายแล้วจริงๆใช่ไหม?

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยชั่งฝ้ายหนักเจ็ดจิน แล้วใส่ถุงผ้าให้กับเหยาซิ่วซิ่ว

   

   เหยาซิ่วซิ่วไม่คิดว่าคนพวกนี้จะซื่อตรงขนาดนี้ หล่อนรู้สึกเขินขึ้นมาเล็กน้อย

   

   “ทั้งหมดราคา...”

   

   “ขอบคุณมากนะคะ งั้นฉันขอตัวไปที่ทำงานก่อน เดี๋ยวจะช่วยโฆษณาให้”

   

   “ฤดูเปลี่ยนแล้ว หลายคนคงอยากได้ผ้านวมผืนใหม่”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มหวาน “พี่สาวคนสวย พี่ใจดีจัง”

   

   เหยาซิ่วซิ่วลูบหัวเย่เสี่ยวจิ่น “ปากหวานจริงนะเรา”

   

   หลังจากส่งทั้งสองคนไปแล้ว หลี่ชุ่ยชุ่ยกำเงินหกหยวนในมือด้วยความรู้สึกพอใจ

   

   หล่อนแอบหวังว่าเหยาซิ่วซิ่วจะชวนเพื่อนร่วมงานมาซื้อใยฝ้ายจากตนได้อีก

   

   ถ้าขายได้อีกสักหน่อยก็คงจะดี

   

   เย่จื้อผิงเองก็คาดหวังไม่ต่างกัน ไม่อยากแบกใยฝ้ายน้ำหนักกว่า90จินกลับไปเลย

   

   แต่เสียดายที่เวลาผ่านไปจนสาย ก็ยังไม่มีใครมาถามหาใยฝ้ายอีก

   

   เขาถอนหายใจ “ทำไมถึงไม่มีใครสนใจใยฝ้ายเลยนะ...”

   

   ในขณะที่ทั้งสองรู้สึกเหนื่อยใจ

   

   ชายหน้าขาวทาน้ำมันแต่งผมเงาวับคนหนึ่งเดินมาที่ร้าน พอมาถึงก็เอ่ยปากจะขอซื้อฝ้ายทั้งหมดของพวกเขา



จบตอน

Comments