บทที่ 396: ช่วยพูดแทนเธอ
"ชิ!"
"อีกแล้วนะแก! เย่เสี่ยวจิ่น ทั้งหมดนี่เป็นเพราะแกนี่แหละ ถ้าไม่ใช่เพราะแกยุให้เสี่ยวจู๋เรียนหนังสือ หล่อนคงไม่กลายเป็นคนไม่รู้จักกาลเทศะแบบนี้!"
เย่เสี่ยวจิ่นหัวเราะเยาะเบาๆ
"คนที่ไม่รู้จักกาลเทศะคือเย่จู๋งั้นหรือ?"
"คนที่ไม่รู้จักกาลเทศะคือพวกคุณต่างหากล่ะ"
"รู้อยู่แก่ใจว่าเย่จู๋ถูกรังแก พวกคุณกลับเกรงใจเย่เหวินชางอยากจะระงับเรื่องให้สงบ"
"พวกคุณที่เป็นพ่อแม่กลับเป็นคนรู้จักกาลเทศะ แล้วตอนที่เย่จู๋ถูกเจียงซินรังแกจนแทบอยากฆ่าตัวตายนั้น พวกคุณอยู่ที่ไหนกัน?"
"สภาพของเย่จู๋ พวกเราที่เป็นคนนอกยังรู้สึกสงสารเลย"
"แล้วพวกคุณล่ะ ไม่ถามสักคำ มีบ้างไหมที่คิดว่าหล่อนเป็นลูกสาว?"
เย่เสี่ยวจิ่นไม่คิดว่าหลี่กุ้ยฮวากับเย่จื้อเฉียงจะลำเอียงรักลูกชายมากกว่าลูกสาวได้ถึงขนาดนี้
หลี่กุ้ยฮวาอึกอัก อยากจะพูดอะไรบางอย่าง "เธอพูดเหลวไหล!"
เย่จื้อเฉียงโดนจี้ใจดำ จึงตวาดด้วยความโกรธ "น้องสะใภ้สาม ลูกสาวที่เธอเลี้ยงมาช่างดีเสียจริง! ผู้ใหญ่คุยกันอยู่ เด็กมีสิทธิ์มาสอดปากพูดด้วยหรือ?"
หลี่ชุ่ยชุ่ยกลอกตา "พี่ใหญ่ ลูกสาวของฉันดีมาก ไม่จำเป็นต้องให้คุณมาห่วง"
ซุนจ่างซุ่นกับกัวชิงซงได้ยินคำพูดของเย่จื้อเฉียง ก็รู้สึกไม่พอใจ
พวกเขาต่างก็รู้ดีถึงความสามารถของเย่เสี่ยวจิ่น
พวกเขาไม่ได้มองว่าเย่เสี่ยวจิ่นเป็นเด็กที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว
เย่จื้อเฉียงยังจะมาวางท่าอีก
ซุนจ่างซุ่นทนไม่ไหวแล้ว "เย่จื้อเฉียง อย่ามาขู่เด็กเลย"
"เรื่องนี้พวกคุณทำไม่ถูกต้อง"
"เย่จู๋ ฉันจะเป็นคนตัดสินใจเอง เรื่องของเธอ ทางหมู่บ้านจะจัดการเอง"
เย่จู๋มองเย่เสี่ยวจิ่นด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม "จิ่นเป่า ตอนนี้ฉันไม่อยากอยู่ในบ้านหลังนี้แล้ว... ฉันขอยืมเงินเธอหน่อยได้ไหม? ฉันจะไปพักที่โรงแรม..."
หล่อนไม่อยากอยู่ในบ้านหลังนี้แม้แต่วินาทีเดียว
เย่เหวินชางที่เห็นแก่ตัวและคิดถึงแต่ตัวเอง
หลี่กุ้ยฮวาและเย่จื้อเฉียงที่ชอบลูกชายมากกว่าลูกสาวและไม่เห็นหล่อนเป็นคน
ทั้งสามคนนี้ หล่อนไม่อยากเห็นหน้าอีกต่อไป
เย่เสี่ยวจิ่นและหลี่ชุ่ยชุ่ยสบตากัน
"แม่คะ?"
หลี่ชุ่ยชุ่ยพยักหน้า
"พี่เสี่ยวจู๋ คืนนี้ไปพักที่บ้านฉันก่อนนะ ที่บ้านฉันมีห้องเก็บของอีกห้องหนึ่ง ห้องไม่เล็กหรอก แค่รกนิดหน่อย"
"ถ้าพี่ไม่รังเกียจ..."
เธอยังพูดไม่ทันจบ
เย่จู๋หยุดร้องไห้แล้วยิ้มออกมาพลางลุกขึ้นยืน
"ยินดีสิ ฉันยินดี!"
"นังเดรัจฉาน! แกจะทิ้งแม่แกจริงๆหรือ?!" หลี่กุ้ยฮวาโกรธจนตัวสั่น
เย่จู๋พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ไม่ใช่ว่าฉันไม่ต้องการพวกคุณ แต่พวกคุณต่างหากที่ไม่ต้องการฉัน"
เย่จู๋ยืดหลังตรง เมื่อเดินผ่านเจียงซิน ดวงตาของหล่อนก็วาบไปด้วยความเกลียดชัง
หล่อนหยุดลงตรงหน้าเย่เหวินชาง
ในใจมีความคิดบิดเบี้ยวบางอย่าง
"หวังหลิน เธอคิดจริงๆหรือว่าเย่เหวินชางเป็นคนสุภาพอ่อนโยนอย่างที่เธอเห็นภายนอก?"
"รอให้เขาได้ทรัพย์สินในมือเธอไปหมดแล้ว เธอก็จะถูกเขาเขี่ยทิ้งเหมือนขยะเช่นกัน"
"ในฐานะที่เป็นผู้หญิงด้วยกัน ฉันสงสารเธอจริงๆ"
หวังหลินและพ่อแม่หวังต่างมีสีหน้าเปลี่ยนไป
"จิ่นเป่า ฉันขอไปบ้านเธอก่อนนะ"
เย่จู๋ไม่มองพวกเขาอีกต่อไป
"ไม่มีปัญหา" เย่เสี่ยวจิ่นมองไปทางหลี่ชุ่ยชุ่ยอย่างมีความสุข "แม่คะ หนูขอกลับบ้านก่อนนะคะ”
เธอคิดไว้แต่แรกว่าอย่างมากก็จะได้ดูละครที่เย่เหวินชางแสร้งทำตัวเป็นหลานชายที่ดี
ไม่คิดว่าเย่จู๋จะถูกคนรังแก
พอเย่เสี่ยวจิ่นและคนอื่นๆจากไป ทุกคนก็แยกย้ายกันไป
"เจ้าใหญ่เย่นี่คงมีหัวใจที่บิดเบี้ยวไปแล้วสินะ"
"ถึงจะพูดว่าลูกชายดีกว่า แต่ก็ไม่ควรลำเอียงถึงขนาดนี้นะ"
"ถ้าลูกสาวของฉันถูกรังแกขนาดนี้ ฉันคงสู้กับคนพวกนั้นถึงตายแน่"
"ใครจะว่าไม่ใช่ล่ะ..."
สามีภรรยาหลี่กุ้ยฮวากับเย่จื้อเฉียงได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้าง ความยินดีก่อนหน้านี้ก็หายไปหมดสิ้นแล้ว
เย่เหวินชางยืนอยู่ข้างๆ ในใจรู้สึกหวั่นไหวอยู่บ้าง
เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา หวังหลินกับพ่อแม่ของหล่อนจะคิดอย่างไร
"หลินหลิน"
หวังหลินนึกถึงคำพูดของเย่จู๋ "เหวินชาง สิ่งที่เย่จู๋พูดเมื่อกี้เป็นความจริงทั้งหมดเหรอ?"
"หลินหลิน" เย่เหวินชางมองหล่อนด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความรัก "คุณยังไม่รู้จักผมดีพอหรือไง? ผมรักคุณขนาดนี้ จะเป็นอย่างที่เสี่ยวจู๋พูดได้ยังไง"
หวังหลินเป็นผู้หญิงที่จมอยู่ในห้วงรัก
พอถูกผู้ชายปลอบ ก็มึนงงจนหาทิศเหนือไม่เจอแล้ว
หล่อนกอดแขนของเย่เหวินชางอย่างสนิทสนม "ฉันเชื่อใจคุณ"
หลี่กุ้ยฮวาและสามีต่างถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก
เรื่องของเย่จู๋เป็นเรื่องเล็ก เรื่องของเย่เหวินชางถึงจะเป็นเรื่องใหญ่!
ไม่ควรปล่อยให้เย่จู๋มีผลกระทบต่อการแต่งงานของเหวินชาง
อีกด้านหนึ่ง เจียงซินก็แอบย่องหนีไป
เย่จู๋มาถึงบ้านของเย่เสี่ยวจิ่น ท้องก็ร้องจ๊อกๆขึ้นมา
เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกแปลกใจ "เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าหรือ?"
"ยังไม่ได้กิน พวกเขาไม่ได้เหลืออาหารไว้ให้ฉัน" เย่จู๋ส่ายหน้าด้วยใบหน้าแดงก่ำ
ช่างน่าสงสารเหลือเกิน
เย่จู๋ถูกกดขี่อย่างน่าสงสารเหลือเกิน
เย่เสี่ยวจิ่นหยิบอาหารบางส่วนมาให้หล่อน แล้วพูดกับหลิวเยว่ว่า "พี่สะใภ้ เสื้อผ้าของหล่อนขาดหมดแล้ว หาเสื้อผ้าให้หล่อนเปลี่ยนหน่อยสิ"
"ได้เลย ก่อนหน้านี้ฉันมีรูปร่างพอๆกับหล่อน ยังมีเสื้อผ้าอีกไม่กี่ชุดที่ใส่ได้"
"แต่ทั้งหมดเป็นของใช้แล้ว ถามหล่อนหน่อยว่าจะรังเกียจไหม"
เย่จู๋ได้ยินคำพูดนั้นก็ส่ายหัวราวกับกลองป๋องแป๋ง "ไม่รังเกียจหรอก ขอแค่มีอะไรใส่ ฉันก็ใส่ได้ทั้งนั้น"
หลิวเยว่รู้สึกสงสารหล่อนอยู่บ้าง
ถอนหายใจ
จิ่นเป่าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านของพี่ใหญ่ตระกูลเย่ให้หล่อนฟังแล้ว คนเป็นพ่อแม่ต้องใจร้ายแค่ไหนถึงจะทำเรื่องแบบนี้ได้
ไม่แปลกที่เด็กคนนี้จะรู้สึกหมดหวัง
"ฉันจะไปเอาเสื้อผ้ามาให้ แล้วก็จะจัดห้องเก็บของไปด้วย"
หลี่ชุ่ยชุ่ยพยักหน้าเช่นกัน "เสี่ยวจู๋ เธออยู่ที่บ้านน้าอย่างสบายใจเถอะ อยู่ให้สบายใจ แล้วก็ขุนตัวเองให้มีเนื้อหนังหน่อยนะ"
เมื่อมองดูเนื้อตัวของเย่จู๋ที่มีแค่หนังหุ้มกระดูก หลี่ชุ่ยชุ่ยก็รู้สึกสงสารจับใจ
ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกแล้ว ไม่รู้ว่าหลี่กุ้ยฮวาตาบอดหรือใจบอดกันแน่
เย่จู๋ไม่เคยได้รับความอบอุ่นเช่นนี้มาก่อน น้ำตาคลอ "ฉันเข้าใจแล้ว ขอบคุณคุณน้านะคะ”
เย่เสี่ยวจิ่นอยู่ในห้องคุยกับเย่จู๋ ส่วนคนอื่นๆก็ไปยุ่งกับงานของตัวเอง
ที่บ้านของเย่จื้อเฉียง
เย่เหวินชางออกไปต้อนรับแขก
พ่อแม่หวังอยู่ในห้องคุยกันกับลูกสาว
"หลินหลิน ลูกต้องเก็บสินเดิมไว้กับตัวเองให้ดีนะ เข้าใจไหม?"
หวังหลินทาลิปสติก ไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดนั้น
“ค่ะๆๆ ฉันเข้าใจแล้ว"
"พ่อแม่คะ เหวินชางไม่ใช่คนแบบนั้น พวกคุณอย่าไปฟังเย่จู๋พูดเหลวไหล"
แม่หวังถอนหายใจ "แล้วลูกพี่ลูกน้องของเธอล่ะ? เรื่องของเขาเป็นยังไง?"
หวังหลินชะงักมือไปครู่หนึ่ง
หล่อนไม่คิดว่าเจียงซินจะอยากลวนลามเย่จู๋
เจียงซินเป็นคนแบบไหน เขาเคยเจอผู้หญิงมามากมาย จะมาสนใจสาวบ้านนอกทำไม
หวังหลินเบ้ปาก "จะเป็นอะไรไปได้ เย่จู๋คงเห็นแก่เงินของพี่ชาย อยากแต่งงานกับเขา พอพี่ชายไม่ยอมก็เลยแกล้งทำท่าน่าสงสารไง"
พ่อแม่หวังก็รู้สึกว่าที่หล่อนพูดมีเหตุผล
ถึงอย่างไรคนอย่างพวกเขาก็ไม่สนใจสาวบ้านนอกอยู่แล้ว
หน้าตาเย่จู๋ก็ดูงั้นๆ
"มีน้องสาวสามีแบบนี้ ต่อไปคงกลัวว่าจะก่อเรื่องอีก"
แม่หวังตัดสินใจว่า "ในเมื่อหล่อนเอะอะจะตัดขาดความสัมพันธ์ พวกเราก็ช่วยหล่อนหน่อยแล้วกัน จะได้ไม่มาสร้างปัญหาให้หลินหลินในภายหลัง"
หวังหลินก็คิดเช่นเดียวกัน
"น่าสงสารเหวินชางจริงๆ ที่มีน้องสาวแบบนี้"
"เย่จู๋น่ะ มีแต่ความคิดชั่วร้ายเต็มท้อง"
บทที่ 397: สาบานว่าจะตอบแทน
พวกเขาทั้งหมดกำลังพูดถึงเย่จู๋ในแง่ลบ
ส่วนที่บ้านสามเย่ เย่จู๋กลับรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
ไม่ต้องกินของเหลือจากเย่เหวินชางอีกต่อไป ไม่ต้องสวมเสื้อผ้าที่ซักจนสีซีดอีกแล้ว
เสื้อผ้ามีกลิ่นหอม อาหารก็ร้อนกรุ่น ไม่มีใครจ้องมองหล่อนด้วยสายตาที่บ่งบอกว่า "ผู้หญิงมีประโยชน์แค่การแต่งงานเท่านั้น"
ทุกอย่างช่างดีเหลือเกิน
นี่แหละคือชีวิตที่หล่อนอยากใช้
เย่จู๋ยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่าตนจะต้องตัดขาดความสัมพันธ์กับหลี่กุ้ยฮวาและคนอื่นๆอย่างแน่นอน
เมื่อหล่อนหาเงินได้แล้ว หล่อนก็จะให้ค่าเลี้ยงดูแก่หลี่กุ้ยฮวาและคนอื่นๆ แต่นอกเหนือจากนั้นก็จะไม่มีอะไรอีกแล้ว
หลี่ชุ่ยชุ่ยฆ่าไก่ตัวหนึ่งในคืนนี้
หล่อนเพิ่มถั่งเช่าและต้มเคี่ยวในหม้อดินเผาด้วยไฟอ่อนๆอย่างช้าๆ
กลิ่นหอมของน้ำซุปไก่อบอวลไปทั่วห้องครัว
เย่เสี่ยวจิ่นออกมาจากห้องที่กำลังเรียนอยู่ สูดหายใจลึกๆแล้วชมว่า "แม่คะ น้ำซุปไก่วันนี้หอมมากเลย!"
หลี่ชุ่ยชุ่ยกำลังยุ่งอยู่ในครัว ยิ้มพลางพูดว่า "ถ้าหอมเดี๋ยวก็กินเยอะๆนะ พวกลูกยังเด็ก กินเยอะๆจะได้บำรุงร่างกาย"
เมื่อถึงเวลาอาหาร หลี่ชุ่ยชุ่ยก็เข้าไปในห้องเพื่อเรียกเย่จู๋ออกมา
เย่จู๋สวมเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้าย ดูสดชื่นมาก
หล่อนเดินมาที่โต๊ะอย่างประหม่าเล็กน้อย
เย่เสี่ยวจิ่นโบกมือเรียกหล่อน "พี่เย่จู๋ มานั่งตรงนี้สิ"
ลู่เชียนเชียนพาเย่หวายไปเที่ยวรอบหมู่บ้านทั้งวัน ตอนนี้พวกเขาเพิ่งกลับมาเห็น เย่จู๋ แล้วถามด้วยความสงสัยว่า "จิ่นเป่า คนนี้คือ..."
"เป็นพี่สาวฝั่งพ่อหนู สองวันนี้ก็พักอยู่ที่บ้านหนูด้วย"
ลู่เชียนเชียนพยักหน้าอย่างครุ่นคิด มองสำรวจเย่จู๋สองสามครั้ง แล้ววิ่งไปที่ห้องเพื่อหยิบของบางอย่างออกมา
มันเป็นกระปุกเล็กๆสีเขียวมรกต
หล่อนยัดของชิ้นนั้นใส่มือของเย่จู๋ พร้อมรอยยิ้มสดใส "ก่อนหน้านี้ฉันไม่รู้ว่า จิ่นเป่ามีพี่สาวฝั่งพ่อด้วย ก็เลยไม่ได้เตรียมของขวัญเผื่อไว้"
ลู่เชียนเชียนมีมารยาทมาก หล่อนเตรียมของขวัญให้กับทุกคนในครอบครัวเย่
"นี่คือครีมบำรุงผิวหน้า ทาบนใบหน้าแล้วจะรู้สึกชุ่มชื้น มีประสิทธิภาพดีมาก"
"ฉันใช้แค่หนึ่งหรือสองครั้งเท่านั้น ถ้าเธอไม่รังเกียจก็รับไว้นะ?"
เย่จู๋รู้จักครีมบำรุงผิวหน้าดี
หวังหลินมีขวดและกระปุกมากมาย เย่เหวินชางก็มักจะซื้อให้หล่อนบ่อยๆ
หล่อนเคยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่เย่เหวินชางกลับตอบว่า:
"เธอเป็นแค่สาวบ้านนอก ใช้ของมีค่าแพงๆแบบนี้มันก็เป็นการสิ้นเปลืองน่ะ"
หล่อนรู้สึกผิดหวังมาก หลังจากนั้นก็ไม่กล้าพูดถึงเรื่องนี้อีก
แต่วันนี้กลับมีคนมอบของมีค่าแบบนี้ให้หล่อน
"ทำไมเธอถึงร้องไห้ล่ะ?" ลู่เชียนเชียนตกใจทันที เธอดึงแขนเสื้อของเย่หวายแล้วถาม "เย่หวาย ฉันทำให้หล่อนโกรธหรือเปล่า?"
"คงไม่ใช่หรอก" เย่หวายส่ายหัว
เขารู้ว่าเย่จู๋ต้องเผชิญกับความยากลำบากมากมายที่บ้าน
บางทีเย่จู๋อาจจะนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมา
เย่จู๋ใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตา พูดด้วยเสียงสะอื้น "ของมีค่าขนาดนี้ ฉันรับไว้ไม่ได้หรอก"
"ไม่ใช่อะไรที่มีค่าหรอก" ลู่เชียนเชียนยังมีอีกเยอะที่บ้าน
หล่อนคิดอีกครั้ง
เย่จู๋คงจะไม่ค่อยได้เห็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ถึงได้รู้สึกว่ามันมีค่า
คิดแล้วจึงพูดว่า "เธอรับไว้เถอะ ฉันทำให้เธอร้องไห้ ถ้าเธอไม่รับไว้ ฉันจะกินข้าวไม่ลงเลย"
เย่จู๋กลัวการสร้างความยุ่งยากให้คนอื่นที่สุด หล่อนรีบคว้าสิ่งของอย่างลนลานและอุ้มไว้ในมือ
ราวกับกำลังถือของมีค่าบางอย่าง
หล่อนก้มหน้าและพูดเบาๆว่า "ขอบคุณ"
ลู่เชียนเชียนยิ้มน้อยๆแล้วพูดว่า "ไม่ต้องขอบคุณหรอก ดูเหมือนเธอจะอายุพอๆกับฉัน ต่อไปเรามาเล่นด้วยกันได้นะ"
หล่อนมีนิสัยร่าเริงและเป็นกันเอง เก่งที่สุดในการเข้ากับผู้คน เพียงมาที่บ้านตระกูลเย่ได้สองวัน หล่อนก็สามารถเข้ากับทุกคนในครอบครัวได้เป็นอย่างดี
ทุกคนต่างชื่นชอบหล่อนมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลี่ชุ่ยชุ่ยที่แทบจะมองหล่อนเป็นลูกสะใภ้ไปแล้ว
นิสัยแบบนี้เหมาะสมที่จะเติมเต็มซึ่งกันและกันกับเย่จู๋
เย่เสี่ยวจิ่นคิดว่าหากเย่จู๋ได้มีโอกาสใกล้ชิดกับลู่เชียนเชียนมากขึ้น มันจะต้องเป็นประโยชน์กับหล่อนอย่างแน่นอน
หลี่ชุ่ยชุ่ยมองดูเด็กๆที่กำลังเข้ากันได้ดีด้วยความยินดี หล่อนโบกมือเรียกพวกเขา "พอแล้ว อย่าแค่คุยกันอย่างเดียวสิ มากินข้าวกันเร็ว"
"ได้ค่ะป้า" ลู่เชียนเชียนเดินมาพร้อมรอยยิ้ม พลางสูดดมกลิ่นอาหาร "ว้าว หอมจังเลย ฝีมือป้าเยี่ยมมากๆ!"
"ถ้าฉันอยู่กับป้าอีกสักไม่กี่วัน ฉันคงจะอ้วนเป็นหมูน้อยแน่ๆ"
คนทำอาหารทุกคนชอบให้อาหารที่ตัวเองทำได้รับการยอมรับ
หลี่ชุ่ยชุ่ยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
หล่อนรู้สึกปลื้มปริ่มเมื่อได้ยินคำพูดหวานๆ และท่าทางจริงใจของลู่เชียนเชียน
"โอ้ เชียนเชียน ถ้าชอบก็กินเยอะๆเลยนะ ไม่ต้องกลัวอ้วน"
"ผู้หญิงน่ะ มีเนื้อหน่อยถึงจะสวย"
"เสี่ยวจู๋ เธอก็กินเยอะๆหน่อยสิ" หลี่ชุ่ยชุ่ยมองดูเย่จู๋แล้วรู้สึกสงสาร ดูสิ เด็กสาวน่ารักแท้ๆ ผอมจนเป็นอะไรไปแล้ว
หล่อนคีบน่องไก่ชิ้นใหญ่ให้เย่จู๋ แล้วพูดพร้อมรอยยิ้มว่า "จิ่นเป่า วันนี้น่องไก่ชิ้นใหญ่นี่แบ่งให้เสี่ยวจู๋นะ ลูกเห็นด้วยไหม?"
"เห็นด้วย เห็นด้วย"
เย่เสี่ยวจิ่นคีบน่องไก่ชิ้นใหญ่อีกชิ้นให้กับลู่เชียนเชียน
"พี่สาวคนหนึ่ง พี่ลู่อีกคนหนึ่ง ส่วนฉันกินปีกไก่"
ดวงตาของเย่จู๋แดงเรื่อเล็กน้อย
ที่บ้าน น่องไก่ซึ่งเป็นของหายากแบบนี้ มักจะให้เย่เหวินชางกินเท่านั้น
ก่อนหน้านี้เป็นเพราะเย่เหวินชางต้องเรียนหนังสือ จำเป็นต้องเสริมสารอาหาร
ต่อมาเป็นเพราะเย่เหวินชางต้องไปทำงาน ทำงานเหนื่อยมาก
สรุปคือหลี่กุ้ยฮวามีข้ออ้างร้อยแปดพันเก้าเพื่อให้เย่เหวินชางได้กินน่องไก่
ซึ่งหล่อนไม่เคยได้กินเลย
หลังก้มหน้าลงกัดน่องไก่คำหนึ่ง น้ำตาของเย่จู๋ก็เอ่อล้นออกมาจากเบ้าตา หล่อนไม่เคยกินอะไรที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย
น่องไก่นี่มันเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกจริงๆ
เมื่อเห็นท่าทางของเย่จู๋ คนในตระกูลเย่ต่างรู้สึกไม่สบายใจ
ทุกคนต่างเงียบกริบและปฏิบัติต่อหล่อนดีขึ้นโดยไม่พูดอะไร
หลังจากกินข้าวเสร็จ หลี่ชุ่ยชุ่ยกับหลิวเยว่ก็ช่วยกันจัดเก็บห้องเก็บของให้เรียบร้อย
ห้องนี้แม้จะเล็กไปหน่อย แต่มีข้อดีตรงที่สะอาดและสว่าง
หลี่ชุ่ยชุ่ยให้หลิวเยว่หยิบผ้านวมหนาๆมาปู แล้วเปลี่ยนผ้าปูที่นอนใหม่ พอนั่งลงไปก็นุ่มนิ่ม รู้สึกสบายเป็นพิเศษ
เย่จู๋อาบน้ำเสร็จกลับมาที่ห้อง พอเปิดไฟเห็นห้องที่ดูใหม่ทั้งหมด ดวงตาก็แดงขึ้นมาอีกครั้ง
ห้องนี้มีขนาดใกล้เคียงกับห้องที่หล่อนเคยอยู่ก่อนหน้านี้ แต่บนเตียงไม่ได้ปูด้วยผ้านวมเก่า แต่เป็นผ้านวมใหม่เอี่ยม รวมถึงผ้าปูที่นอนใหม่เอี่ยมด้วย
หล่อนนอนลงบนเตียงอย่างเงียบๆ มองดูท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวผ่านหน้าต่าง และสาบานกับตัวเองในใจ
ต่อไปนี้ครอบครัวของเย่เสี่ยวจิ่นก็คือครอบครัวของหล่อน หล่อนจะต้องตอบแทนบุญคุณนี้อย่างแน่นอน
เย่จู๋จึงได้อาศัยอยู่ในบ้านตระกูลเย่นับแต่นั้นมา
หลี่กุ้ยฮวาและคนอื่นๆ ยังคงวุ่นวายกับการจัดงานแต่งงานของเย่เหวินชาง
หลังจากจัดงานที่หมู่บ้านชงเถียนแล้ว พ่อแม่ของฝ่ายหญิงก็จัดงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่กว่าอีกครั้งในเมือง
หลี่กุ้ยฮวากับเย่จื้อเฉียงต่างรู้สึกว่าลูกชายประสบความสำเร็จ ทำให้พวกเขาภาคภูมิใจ
หลังจากที่เย่เหวินชางจัดการธุระของเขาเสร็จ ก็ผ่านไปห้าหกวันแล้ว
สามีภรรยาคู่นี้เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า พวกเขายังมีลูกสาวอีกคน
หลี่กุ้ยฮวานอนอยู่บนเตียงใหม่ในบ้านใหม่ของลูกชาย พูดอย่างไม่พอใจว่า "ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมฉันที่ฉลาดขนาดนี้ ถึงได้คลอดเย่จู๋ออกมาเป็นเด็กผู้หญิงที่โง่เขลาขนาดนั้น"
"ต่อไปเหวินชางจะเป็นคนที่มีอนาคตไกล หล่อนจะไม่ได้รับประโยชน์จากเขาได้ยังไง?"
"ยังจงใจก่อเรื่องวุ่นวายในงานแต่งงานของเหวินชาง ตอนนี้ก็ดีแล้ว ทั้งเหวินชางและหลินหลินต่างก็ไม่อยากเห็นหน้าหล่อน ฉันว่าต่อไปหล่อนคงได้แต่งงานกับชายโสดแก่ในหมู่บ้านเท่านั้น!"
ขณะที่หลี่กุ้ยฮวากำลังบ่น เย่จื้อเฉียงก็ไม่กล้าแทรกพูดอะไร
ได้แต่พยักหน้ารับเงียบๆอย่างเดียว
หลี่กุ้ยฮวาถอนหายใจแล้วพูดอย่างใจดี "ผ่านไปหลายวันแบบนี้ ความโกรธของฉันก็จางลงเกือบหมดแล้ว พรุ่งนี้ก็ให้เย่จู๋กลับบ้านเถอะ"
"หล่อนคงร้องไห้อยากกลับบ้านแย่แล้ว"
บทที่ 398: ยุติความสัมพันธ์ในที่สุด
วันถัดมา สามีภรรยาหลี่กุ้ยฮวาแต่งตัวอย่างเรียบร้อยกลับมาที่หมู่บ้าน
พวกเขามาถึงบ้านสามเย่
เย่เสี่ยวจิ่นมอบตำราเรียนที่เธอไม่ได้ใช้แล้วทั้งหมดให้กับเย่จู๋ ส่วนเธอกับลู่เชียนเชียนรวมถึงเย่หวายผลัดกันสอนหล่อน
เย่เสี่ยวจิ่นเพิ่งค้นพบว่าเย่จู๋ฉลาดมาก หล่อนมีความสามารถในการรับรู้ที่ดีและเรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็วตอนนี้
ทั้งสองคนกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้เล็กๆในลานบ้าน เย่เสี่ยวจิ่นกำลังสอนคณิตศาสตร์ให้หล่อน
เย่จู๋เริ่มเรียนอย่างยากลำบากในตอนแรก แต่ค่อยๆพัฒนาดีขึ้นมาก
หลี่กุ้ยฮวาเดินเข้ามาโดยไม่ทักทายใดๆ เห็นเย่จู๋ถือหนังสือเล่มหนึ่งอยู่
ทันใดนั้นความโกรธก็พลุ่งขึ้นมา "ฉันไม่ได้บอกหรือว่าผู้หญิงอ่านหนังสือไม่มีประโยชน์? เธอกำลังอ่านหนังสืออะไรน่ะ?"
ความกลัวและความหวาดกลัวต่อหลี่กุ้ยฮวาได้ฝังลึกอยู่ในกระดูกของเย่จู๋ พอได้ยินเสียงของหลี่กุ้ยฮวา เย่จู๋ก็ตกใจจนตัวสั่นไปทั้งร่าง
เย่เสี่ยวจิ่นมองไปทางหลี่กุ้ยฮวาอย่างเย็นชา
"ป้าใหญ่ มาบ้านฉันทำไมหรือ?"
"ฉันมารับลูกสาวฉัน" หลี่กุ้ยฮวากลอกตา "ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ เสี่ยวจู๋จะกลายเป็นแบบนี้หรือ?"
เห็นหล่อนยังไม่รู้สึกเลยว่าตัวเองทำอะไรผิด เย่เสี่ยวจิ่นก็แทบจะหัวเราะด้วยความโมโห เธอเยาะเย้ยอย่างไม่ไว้หน้าว่า "โอ้ ที่แท้ป้าใหญ่ก็ยังจำได้ว่ามีลูกสาวอยู่นี่เอง?"
"เสี่ยวจู๋อยู่ที่บ้านฉันมาสี่ห้าวันแล้ว แต่ไม่เห็นป้าใหญ่มาตามหาหล่อนเลยนะ"
เมื่อถูกเยาะเย้ยเช่นนั้น หลี่กุ้ยฮวาก็รู้สึกหน้าร้อนผ่าวๆขึ้นมา จ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ "เธอรู้อะไร!"
เธอไม่อยากเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงกับเย่เสี่ยวจิ่น "เย่จู๋ รีบมานี่เร็ว กลับบ้านกับแม่"
เย่จู๋ได้สติกลับมาแล้วก็นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ ไม่แม้แต่จะมองไปทางหลี่กุ้ยฮวา
เอ่ยด้วยเสียงเด็ดเดี่ยว "ฉันเคยบอกไปแล้วว่าฉันจะไม่กลับไป"
"ถ้าเธอไม่กลับบ้าน เธอจะไปไหน?!" หลี่กุ้ยฮวาจ้องหล่อนอย่างดุดัน
"แม่ ฉันบอกแล้วว่าฉันอยากเรียนหนังสือ"
"ไม่ว่าคุณจะตกลงหรือไม่ ฉันก็จะเรียนหนังสือ"
"แกตั้งใจจะทำให้ฉันโมโหตายใช่ไหม! แกอายุขนาดนี้แล้วควรหาคนแต่งงานได้แล้ว ฉันว่าเจ้านายเจียงอายุก็เหมาะสม ทั้งยังหนุ่มและมีอนาคต ฉันถามหลินหลินแล้ว หล่อนบอกว่าเจ้านายเจียงก็สนใจแกอยู่เหมือนกัน..."
หล่อนยังพูดไม่ทันจบ สีเลือดบนใบหน้าของเย่จู๋ก็จางหายไปจนหมด
เย่เสี่ยวจิ่นกลอกตาในใจ
นี่มันไม่ใช่การพูดถึงเรื่องที่ไม่ควรพูดหรอกหรือ?
เย่จู๋เกือบถูกคนชั่วอย่างเจียงซินข่มขืน แม้ว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาหล่อนจะดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ความจริงแล้วเย่เสี่ยวจิ่นได้ยินเสียงเย่จู๋แอบร้องไห้ตอนกลางดึก
หล่อนไม่อยากสร้างปัญหาให้พวกเขาอีก จึงทนรับความทุกข์ไว้เงียบๆด้วยตัวเอง
แต่กลับกลายเป็นว่าหลี่กุ้ยฮวาผู้เป็นแม่ยังมาเปิดแผลเก่าของหล่อนอีก
"พอแล้ว!" เย่จู๋ลุกขึ้นยืน ร่างกายทั้งหมดสั่นเทา ทั้งตัวแผ่ซ่านความสิ้นหวัง
"ฉันคิดว่าคุณแค่ลำเอียงเข้าข้างเย่เหวินชางเท่านั้นแหละ"
"แต่ตอนนี้ฉันเพิ่งรู้ว่า คุณแค่คิดจะเอาฉันไปแลกสินสอดเท่านั้น!"
"วันที่เย่เหวินชางแต่งงาน เจียงซินบุกเข้ามาในห้องของฉันและพยายามจะทำร้ายฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะจิ่นเป่าเตะประตูเข้ามา ตอนนี้ฉันคงตายไปแล้ว!"
"แต่คุณ..." เย่จู๋มองดูหลี่กุ้ยฮวาด้วยสายตาที่เหลือแต่ความเคียดแค้น
"คุณไม่เคยถามฉันสักคำว่าเป็นอะไรหรือเปล่า แถมยังคิดจะยกฉันให้กับเจียงซิน ไอ้สารเลวคนนั้น"
"ถ้ารู้แต่แรกว่าจะมีแม่แบบคุณ ฉันขอไม่เกิดเป็นลูกคุณดีกว่า!"
หลี่กุ้ยฮวาได้ยินแล้วตกตะลึง
เย่จื้อเฉียงตวาดเสียงดัง "เย่จู๋! เธอพูดกับแม่ของเธอยังไงกัน?"
เย่จู๋เช็ดน้ำตาแล้วมองไปที่เย่จื้อเฉียงด้วยความเกลียดชังเช่นกัน
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คุณก็ไม่ใช่พ่อของฉันอีกต่อไป"
"นังลูกอกตัญญู!" เย่จื้อเฉียงโกรธจนควบคุมไม่อยู่ หันไปเห็นก้อนหินที่มุมห้อง จึงหยิบขึ้นมาก้อนหนึ่งแล้วขว้างใส่เย่จู๋
"ถ้าไม่สั่งสอนเธอให้หนักๆสักหน่อย เธอก็จะไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเสียที!"
เย่เสี่ยวจิ่นสีหน้าเปลี่ยนไป "เย่จู๋ รีบหลบเร็ว!"
เย่จู๋ไม่หลบ ปล่อยให้ก้อนหินกระแทกศีรษะ
หน้าผากของหล่อนถูกหินกระแทกจนแตก เลือดไหลออกมา
"นี่ถือว่าตอบแทนบุญคุณที่พวกคุณเลี้ยงดูฉันมา"
เย่จู๋ผิดหวังกับพวกเขาอย่างสิ้นเชิงแล้ว
"เย่จื้อเฉียง พี่บ้าไปแล้วหรือ? ถึงกับทำร้ายลูกสาวแท้ๆของตัวเอง?"
พวกเย่จื้อผิงเพิ่งกลับมาจากทุ่งนา เดินมาถึงหน้าประตูก็เห็นภาพนี้เข้าพอดี
เย่จื้อผิงรีบเข้าไปดึงตัวเย่จื้อเฉียง
หลี่ชุ่ยชุ่ยและหลิวเยว่ยืนขวางหน้าเย่จู๋ไว้
หลี่ชุ่ยชุ่ยโกรธจนทนไม่ไหว หล่อนไม่เคยเห็นพ่อแม่ที่ไร้น้ำใจขนาดนี้มาก่อน
"จิ่นเป่า เชียนเชียน พวกเธอพาเสี่ยวจู๋กลับเข้าบ้านไปเถอะ"
เมื่อเห็นหลี่ชุ่ยชุ่ยและหลิวเยว่ยืนขวางอยู่ตรงหน้า หัวใจของเย่จู๋ก็อบอุ่นขึ้นมาอีกครั้ง
หล่อนส่ายหน้าแล้วพูดว่า "ฉันไม่เข้าบ้านหรอก"
"ฉันจะไปที่ทำการหมู่บ้าน ให้พวกเขาเป็นพยานให้ฉัน"
"ฉันจะตัดขาดความสัมพันธ์กับพวกเขา"
หลี่ชุ่ยชุ่ยหันมามองหล่อน แล้วพูดอย่างลังเล "เสี่ยวจู๋ เธอคิดดีแล้วหรือ?"
"คิดดีแล้วค่ะ" ดวงตาของเย่จู๋เต็มไปด้วยความเย็นชา ราวกับว่าโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาในชั่วข้ามคืน "ฉันอยู่บ้านหลังนั้นต่อไปไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว เงินที่ฉันหาได้จากการทำงานพิเศษ ฉันจะไม่เอาไป ถือว่าเป็นการตอบแทนที่พวกคุณเลี้ยงดูฉันมาจนโตขนาดนี้"
"ต่อไปนี้ ทุกปีฉันจะให้เงินส่วนของฉันแก่พวกคุณ"
ไม่ว่าหลี่กุ้ยฮวากับเย่จื้อเฉียงจะด่าทออย่างไร เย่จู๋ก็ยังคงมีสีหน้าเฉยชา
จนกระทั่งถึงที่ทำการหมู่บ้าน ซุนจ่างซุ่นฟังคำพูดของเย่จู๋จบแล้วก็ยืนยันอีกหลายครั้ง
"เย่จู๋ การตัดขาดความสัมพันธ์กับพ่อแม่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆนะ ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไป คุณจะถูกนินทาลับหลังแน่"
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ" เย่จู๋ส่ายหน้า "พวกเขาอยากพูดอะไรก็ปล่อยให้พูดไป ฉันจะทำแค่สิ่งที่ฉันควรทำเท่านั้น"
เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
ดูเหมือนว่าเย่จู๋จะผิดหวังกับหลี่กุ้ยฮวาและคนอื่นๆอย่างสิ้นเชิงจริงๆ
"ถ้าอย่างนั้น ผมจะช่วยเป็นพยานให้พวกคุณ"
"เป็นพยานอะไรกัน! พวกเราไม่ยอมรับ! ตอนมีชีวิตหล่อนเป็นลูกสาวของฉัน ตายไปก็ยังเป็น!" หลี่กุ้ยฮวาด่าทออย่างรุนแรง
"ซุนจ่างซุ่น คุณทำเรื่องชั่วช้าแบบนี้ ไม่กลัวฟ้าผ่าบ้างหรือไง!"
หล่อนถึงกับลามมาด่าซุนจ่างซุ่นด้วย
ซุนจ่างซุ่นก็รู้ดีถึงนิสัยของหลี่กุ้ยฮวาและคนอื่นๆ เขาแค่นเสียงอย่างเย็นชา "ฟ้าผ่างั้นหรือ? ถ้าฉันไม่ช่วยเย่จู๋เด็กคนนี้สิ ฉันถึงจะโดนฟ้าผ่า"
เย่จู๋เซ็นสัญญาตัดขาดความสัมพันธ์ โดยไม่แม้แต่จะมองหน้าหลี่กุ้ยฮวาและคนอื่นๆสักครั้ง
"ผู้ใหญ่บ้าน เรื่องนี้ต้องรบกวนคุณแล้ว"
หล่อนโค้งคำนับให้ผู้ใหญ่บ้าน แล้วหมุนตัวเดินจากไป
ซุนจ่างซุ่นถอนหายใจ "พวกคุณนี่ช่างเป็นบาปกรรมจริงๆ"
หลี่กุ้ยฮวาด่าจนเหนื่อย มองเหม่อไปที่เงาร่างด้านหลังของเย่จู๋ ในใจมีความรู้สึกบางอย่าง
ราวกับว่ามีบางสิ่งที่สูญเสียไปจริงๆ
เย่จื้อเฉียงก้มหน้าลง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ระหว่างทางกลับบ้านตระกูลเย่ เย่เสี่ยวจิ่นมองดูเย่จู๋ด้วยความเป็นห่วง
"พี่เย่จู๋ พี่ยังสบายดีไหม?"
เย่จู๋มองท้องฟ้าแล้วยิ้มน้อยๆ "ฉันสบายดี ฉันไม่เคยรู้สึกโล่งใจขนาดนี้มาก่อนเลย"
"ต่อไปนี้ฉันไม่ต้องเผชิญหน้ากับครอบครัวที่เห็นแก่ตัวพวกนั้นอีกแล้ว ช่างดีจริงๆ"
หล่อนต้องการต่อสู้เพื่อชีวิตที่มองเห็นความสว่างของตัวเอง
ไม่ใช่การยอมตามพ่อแม่ แต่งงานมีลูก และใช้ชีวิตแบบนั้นไปตลอดชีวิต
เย่เสี่ยวจิ่นคิดในใจ
เย่จู๋ตอนนี้เมื่อเทียบกับครั้งที่แล้ว หล่อนดูมีบุคลิกแน่วแน่เพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
หลี่กุ้ยฮวากับเย่จื้อเฉียงกลับมาที่บ้านใหม่ของเย่เหวินชาง
เย่เหวินชางนั่งอยู่บนโซฟา มองดูโคลนสีเหลืองที่พื้นรองเท้าของพ่อแม่แล้วขมวดคิ้ว
เขาถามว่า "เย่จู๋ไม่ได้กลับมาด้วยกันกับพวกพ่อแม่เหรอ?"
หลี่กุ้ยฮวาส่ายหัวอย่างหมดอาลัยตายอยาก "ไม่กลับ"
"เกิดอะไรขึ้น?"
เย่จื้อเฉียงถอนหายใจ "น้องสาวของลูกตั้งใจแน่วแน่ที่จะตัดขาดความสัมพันธ์กับพวกเรา"
เย่เหวินชางขมวดคิ้วแน่น "ปล่อยหล่อนไปเถอะ รอให้หล่อนเอาตัวไม่รอด หล่อนก็จะกลับมาขอความช่วยเหลือจากพวกเราเอง"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาของหลี่กุ้ยฮวาก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที
"ใช่แล้ว เย่จู๋ยังเป็นเด็กอยู่เลย หล่อนจะมีความสามารถหาเงินเลี้ยงตัวเองได้ยังไงกัน"
เมื่อคิดได้แบบนี้ หลี่กุ้ยฮวาก็ไม่รู้สึกเศร้าอีกต่อไป
หวังหลินถือจานผลไม้เดินเข้ามา ส่งสายตาให้กับเย่เหวินชาง
เย่เหวินชางพยักหน้าเบาๆ
"พ่อแม่ครับ งานแต่งงานของผมกับหลินหลินก็เสร็จสิ้นแล้ว พวกคุณสองคนควรจะกลับบ้านได้แล้วนะครับ"
บทที่ 399: เปิดคุณลักษณะของการศึกษา
หลี่กุ้ยฮวายังนั่งไม่ทันจะเรียบร้อยดี
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็เกือบจะล้มลงไปกับพื้น
เงยหน้าขึ้นมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ "เหวินชาง ลูกพูดว่าอะไรนะ?"
หวังหลินนั่งลงอย่างสบายๆ ใช้ส้อมจิ้มผลไม้ชิ้นหนึ่งเข้าปาก "แม่ เงื่อนไขที่พ่อแม่ของฉันเสนอไว้ก่อนหน้านี้ก็คือฉันกับเหวินชางจะไม่อยู่ร่วมกับพวกคุณ พวกคุณก็ตกลงกันไปแล้วไม่ใช่เหรอ?"
"บ้านหลังนั้นที่ใกล้โรงเรียนในอำเภอก็พอให้พวกคุณสองคนอยู่ได้แล้ว ฉันกับเหวินชางมีเวลาว่างก็จะไปเยี่ยมพวกคุณ"
หลี่กุ้ยฮวาไม่กล้าโต้เถียงกับลูกสะใภ้คนใหม่คนนี้
เงินยังไม่ได้รับ ยังต้องพูดจาประจบประแจงหล่อนอยู่
หล่อนมองไปที่เย่เหวินชาง
เย่เหวินชางส่ายหน้าให้หล่อน
"ก็ได้ แม่เข้าใจแล้ว" หลี่กุ้ยฮวาแกล้งทำเป็นไม่สนใจ แล้วหยิบผลไม้ชิ้นหนึ่งมากิน
"พวกเธอคงรำคาญที่แม่อยู่ที่นี่รบกวนชีวิตคู่ของพวกเธอสินะ"
"แม่ก็ไม่ใช่คนตาบอด เดี๋ยวก็จะกลับแล้ว"
หวังหลินยิ้มอย่างพอใจ "แม่คะ พวกนี้เป็นผลไม้นำเข้าที่เพิ่งซื้อมาใหม่ๆ แม่กินเยอะๆนะคะ"
สำหรับลูกสะใภ้คนนี้ หลี่กุ้ยฮวาก็รู้สึกพอใจอยู่
แม้ว่าตอนนี้ยังควบคุมหล่อนไม่ได้ แต่ก็เชื่อว่าอีกไม่นาน พอเหวินชางหลอกเอาสินเดิมของหล่อนมาได้ หวังหลินก็จะอยู่ในกำมือหล่อนแล้ว
หลี่กุ้ยฮวารู้สึกปลื้มปริ่มในใจ เฝ้ารอให้วันนั้นมาถึงเร็วๆ
เย่เสี่ยวจิ่นอยู่ที่หมู่บ้านชงเถียนหนึ่งสัปดาห์ แล้วก็กลับไปยังเมืองหวายฮว่า
ชั้นเรียนพิเศษคณิตศาสตร์โอลิมปิกกำลังจะเริ่มแล้ว!
หลังจากเริ่มเรียนอย่างเป็นทางการ เนื้อหาก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ จนเย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกว่าเริ่มยากขึ้น
แม้ว่าเธอจะมีความทรงจำจากชาติก่อน แต่คณิตศาสตร์โอลิมปิกนี้เป็นเรื่องที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อน
การทดสอบเข้าชั้นเรียนเป็นเพียงพื้นฐานเท่านั้น
เมื่อได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้งจริงๆ เธอจึงค้นพบว่าคณิตศาสตร์โอลิมปิกนั้นลึกล้ำเกินคาดและมีความน่าอัศจรรย์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
แม้จะมีเหวยเจียเหนียนช่วยสอนพิเศษ การทดสอบย่อยครั้งแรกของเย่เสี่ยวจิ่นก็ยังไม่ได้คะแนนดี
ถึงแม้จะอยู่ในระดับกลางของชั้นเรียน ไม่ถือว่าแย่มาก แต่เย่เสี่ยวจิ่นก็รู้สึกว่ายังไม่เพียงพอ
บางทีอาจเป็นเพราะตั้งแต่เกิดใหม่ทุกอย่างราบรื่นเกินไป เธอจึงไม่สามารถยอมรับตัวเองที่ไม่สมบูรณ์แบบได้
เหวยเจียเหนียนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เสี่ยวจิ่น เธอไม่ต้องกดดันตัวเองมากนัก บางครั้งการปล่อยให้สมองว่างเปล่ากลับทำให้เกิดความคิดแวบขึ้นมาได้"
เย่เสี่ยวจิ่นเอียงศีรษะเล็กน้อย "จริงหรือ?"
"แน่นอนว่าจริง" เมื่อคุ้นเคยกับเย่เสี่ยวจิ่นมากขึ้น เหวยเจียเหนียนชอบลูบผมของเธอเป็นพิเศษ
"ฉันเคยทำแบบนี้มาก่อน" เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดมีเหตุผลอยู่บ้าง
หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ เย่เสี่ยวจิ่นบอกหลี่ชุ่ยชุ่ย แล้วก็ลงไปเดินเล่นคนเดียวที่ชั้นล่าง
แสงไฟถนนสลัวๆส่องลงมาบนตัว มีลมเย็นยามค่ำคืนพัดมาเบาๆ
[โฮสต์ คุณไม่ได้สุ่มรางวัลมานานแล้ว ลองสุ่มรางวัลดูสักครั้งไหม?]
เย่เสี่ยวจิ่นหาม้านั่งหินตัวหนึ่งแล้วนั่งลง "คุณพูดมีเหตุผลนะ"
เย่เสี่ยวจิ่นตรวจสอบบัญชีของเธอ
สุ่มรางวัลธรรมดาสะสมมาได้หลายร้อยครั้งแล้ว ส่วนสุ่มรางวัลพิเศษมีอยู่หนึ่งครั้ง
"ฉันยังมีสุ่มรางวัลพิเศษอีกหนึ่งครั้ง จะลองดูไหมนะ..."
เย่เสี่ยวจิ่นลังเลเพียงแค่วินาทีเดียว ก็ตัดสินใจที่จะลอง
บางทีการสุ่มรางวัลพิเศษอาจจะได้ของดีๆอะไรสักอย่าง
เธอกดปุ่ม สุ่มรางวัล
[ระดับ3S โชคลาภจากสวรรค์! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับ 'ประสบการณ์จำลองแบบโฮโลแกรมอย่างละเอียด' ตำราคณิตศาสตร์โอลิมปิก]
เย่เสี่ยวจิ่นงุนงงไปชั่วขณะ
ระบบอธิบายในตอนนี้ว่า [การเรียนจากตำราคณิตศาสตร์โอลิมปิกเล่มนี้ต่างจากการเรียนจากหนังสือก่อนหน้านี้ ตรงที่โฮสต์ไม่จำเป็นต้องถือหนังสือ]
[แค่หลับตา เปิดโหมดการอ่านหนังสือ จิตสำนึกของคุณก็สามารถเข้าสู่ห้องเรียนจำลองที่สร้างโดยระบบได้]
[ผู้ที่จะสอนคุณก็คือครูที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอนาคต]
ระบบกล่าวด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ [ครูในอนาคตสอนได้เก่งกว่าครูในปัจจุบันมากนะ]
เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกว่าครูในปัจจุบันก็เก่งเหมือนกัน
แต่เธอก็ไม่ได้โต้แย้งคำพูดของระบบ
"ทำไมถึงมีฟังก์ชันแบบนี้ด้วย ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลย"
[นี่เป็นการเปิดใช้งานแบบสุ่ม] ระบบอธิบายพร้อมกับเร่งเร้า [โฮสต์ คุณจะลองทดสอบเลยไหม]
เย่เสี่ยวจิ่นก็คิดเช่นเดียวกัน
"ฉันจะกลับบ้านก่อน การ 'หลับ' ข้างนอกไม่ปลอดภัย"
หลี่ชุ่ยชุ่ยสังเกตเห็นว่าเย่เสี่ยวจิ่นออกไปเดินเล่นรอบหนึ่งแล้วกลับมา ดูเหมือนอารมณ์จะดีขึ้นมาก
หล่อนรู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที
สองวันนี้จิ่นเป่ารู้สึกหงุดหงิดไม่สบายใจ หล่อนรู้สึกกังวลแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้
เย่เสี่ยวจิ่นกอดหลี่ชุ่ยชุ่ยแน่น พลางพูดเบาๆว่า "แม่คะ สองวันนี้ทำให้แม่เป็นห่วงเลยนะคะ"
หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกอุ่นใจ ตบหลังลูกสาวเบาๆ "ไม่เป็นไรจ้ะ ขอแค่ลูกไม่เป็นอะไรก็พอแล้ว"
แม่ลูกกอดกันอยู่สักพัก พูดคุยเรื่องในใจกันเล็กน้อย จากนั้นเย่เสี่ยวจิ่นก็ไปอาบน้ำแต่งตัว แล้วกลับเข้าห้องนอน
เธอนอนลงบนเตียงแล้วหลับตา "ระบบ เปิดโหมดการเรียนรู้แบบโฮโลแกรม"
ระบบ [ตกลง โหมดการเรียนรู้แบบโฮโลแกรมได้เปิดใช้งานแล้ว]
[ระยะเวลาการเรียนรู้ครั้งแรกคือหนึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นเวลาจะเป็นอิสระ]
เมื่อเสียงของระบบจบลง เย่เสี่ยวจิ่นก็รู้สึกว่าจิตสำนึกของเธอเหมือนเข้าไปอยู่ในพื้นที่ปิด
สภาพแวดล้อมที่เคยมืดมิดกลับสว่างขึ้นหลังจากผ่านไปไม่กี่วินาที และกลายเป็นห้องเรียนห้องหนึ่ง
เย่เสี่ยวจิ่นเพิ่งสังเกตเห็นว่ารอบๆตัวเธอมีเพื่อนนักเรียนนั่งอยู่มากมาย
แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่สามารถสื่อสารกันได้
บนแท่นบรรยายมีชายชราผู้หนึ่งที่มีผมและหนวดเคราขาวโพลนยืนอยู่ ดูมีชีวิตชีวากระปรี้กระเปร่า ดวงตาทั้งสองข้างก็ไม่ขุ่นมัวเหมือนคนแก่ทั่วไป
เขาเริ่มสอนด้วยน้ำเสียงที่ไม่เร่งรีบและไม่ช้าเกินไป
ระบบ [นี่คืออาจารย์กู้ ผู้สอนคณิตศาสตร์โอลิมปิก เขาเป็นนักวิจัยคณิตศาสตร์โอลิมปิกที่เก่งที่สุดในโลกอนาคต]
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า
หลังจากฟังบทเรียนจบ เย่เสี่ยวจิ่นพบว่าการสอนของอาจารย์กู้นั้นเข้าใจง่ายกว่าครูในยุคนี้จริงๆ
เขาสามารถใช้ภาษาที่เรียบง่ายที่สุดเพื่อทำให้สูตรที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่าย
ทำให้คนเข้าใจได้ในทันที
เมื่อจิตสำนึกถูกบังคับให้ออกมาจากห้องเรียนโฮโลแกรม เย่เสี่ยวจิ่นถึงได้รู้ตัวว่าเวลาหนึ่งชั่วโมงผ่านไปเร็วขนาดนี้
"ระบบ! ตอนนี้ฉันมีแรงบันดาลใจเต็มสมอง ฉันรู้สึกว่าตอนนี้ฉันสามารถทำข้อสอบสิบชุดได้อย่างรวดเร็ว!"
เย่เสี่ยวจิ่นลุกขึ้นจากเตียงอย่างตื่นเต้น หยิบข้อสอบทั้งหมดที่เคยติดขัดออกมา
คราวนี้เมื่อลงมือทำ มันราบรื่นกว่าเดิมมาก
เธอทำข้อสอบอยู่นานกว่าสองชั่วโมง
หลี่ชุ่ยชุ่ยตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำหลังจากงีบหลับไปสักพัก และพบว่าไฟในห้องของเย่เสี่ยวจิ่นยังคงเปิดอยู่
หล่อนผลักประตูเปิด และเห็นเย่เสี่ยวจิ่นมีดวงตาเป็นประกายราวกับดวงดาว
ราวกับว่าได้รับสารกระตุ้นประสาทเข้าไป
หลี่ชุ่ยชุ่ยตกใจ "จิ่นเป่า ทำไมลูกยังทำโจทย์อยู่อีกล่ะ ดึกดื่นป่านนี้แล้ว?"
"รีบหยุดเขียนเถอะ ไปนอนได้แล้ว"
เย่เสี่ยวจิ่นตอนนี้มีกำลังใจเป็นพิเศษ
เธอยังอ่านหนังสือต่อไปได้อีกสองชั่วโมง!
ระบบ: [........]
มันเพิ่งจะรู้ตัวว่าโฮสต์ของมันเป็นคนบ้าเรียน
"แม่คะ หนูยังไม่ง่วงเลย"
หลี่ชุ่ยชุ่ยมองเวลา ตอนนี้เป็นเวลาตีหนึ่งแล้ว
หล่อนทำหน้าบึ้ง แย่งปากกาจากมือของเย่เสี่ยวจิ่น ปิดหนังสือ และบังคับให้เธอขึ้นไปบนเตียง
"ถึงไม่ง่วงก็ต้องนอนแล้ว นี่มันดึกแค่ไหนแล้ว"
"พรุ่งนี้ลูกยังต้องตื่นเช้าไปเรียนพิเศษอีก เก็บข้อสอบไว้ทำพรุ่งนี้เถอะ"
เมื่อเห็นว่าหลี่ชุ่ยชุ่ยกำลังจะโกรธจริงๆ เย่เสี่ยวจิ่นก็นอนลงอย่างว่าง่าย พยักหน้าและพูดว่า "ราตรีสวัสดิ์ค่ะแม่"
หลี่ชุ่ยชุ่ยจึงยิ้มและจัดผ้านวมให้เธอเรียบร้อย หันหลังเดินออกไป
เย่เสี่ยวจิ่นรอประมาณสองสามนาที ฟังดูเหมือนในห้องนั่งเล่นไม่มีเสียงอะไรแล้ว
เธอเลิกผ้านวมขึ้นแล้วลุกขึ้นมาอีกครั้ง
ระบบ: [...โฮสต์ คุณยังไม่นอนอีกหรือ?]
"ฉันนอนไม่หลับน่ะสิ ตอนนี้ฉันรู้สึกเหมือนกินยากระตุ้นไปสิบกิโล สมองเต็มไปด้วยความคิดอยากทำโจทย์ มือก็คันยิบๆ!"
ระบบ: [........]
ไม่ใช่ว่าจู่ๆ มันปลดล็อกคุณสมบัติความบ้าเรียนของโฮสต์ขึ้นมาหรอกนะ?
ก้นของเย่เสี่ยวจิ่นเพิ่งจะแตะลงบนเก้าอี้ ประตูที่ปิดอยู่เดิมถูกเปิดออกอย่างกะทันหัน
เย่เสี่ยวจิ่นตกใจจนสะดุ้ง
เห็นหลี่ชุ่ยชุ่ยยืนอยู่ที่ประตู เม้มริมฝีปากมองเธออยู่
ระบบ [โอ้โห]
โฮสต์ คุณแย่แล้ว!
บทที่ 400: อัจฉริยะตัวน้อย เก็บผลไม้
เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกอึดอัดอย่างมาก
ในขณะเดียวกันก็คิดในใจ
หลี่ชุ่ยชุ่ยฉลาดขึ้นแล้ว ถึงกับตั้งใจเฝ้าดูเธอ
เย่เสี่ยวจิ่นปีนขึ้นเตียงภายใต้สายตาตำหนิของหลี่ชุ่ยชุ่ย กะพริบตาด้วยสีหน้าไร้เดียงสา
"แม่ หนูจะนอนแล้วจริงๆนะคะ"
หลี่ชุ่ยชุ่ยถอนหายใจ เดินเข้ามาลูบผมของเย่เสี่ยวจิ่น
"จิ่นเป่า ลูกเหนื่อยกับการเรียนตอนกลางวันมากแล้ว ตอนกลางคืนไม่ต้องหักโหมหนักขนาดนี้ก็ได้"
"ตอนนี้ครอบครัวเรามีเงินพอที่จะกินอิ่มแล้ว ถึงลูกไม่หาเงิน พ่อกับแม่ก็เลี้ยงลูกได้ตลอดไป"
ดวงตาของเย่เสี่ยวจิ่นเริ่มร้อนผ่าว
เธอยิ้มหวานและพูดว่า "แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูจะไม่อดหลับอดนอนแล้ว"
"แม่ก็เป็นห่วงลูกนะ"
แน่นอนว่าเย่เสี่ยวจิ่นรู้ดี
หลังจากนอนพักสักครู่ ความกระตือรือร้นในการเรียนของเธอก็ค่อยๆมอดลงไปมาก
ความง่วงก็ค่อยๆเข้ามาแทนที่
เมื่อหลี่ชุ่ยชุ่ยจากไป เย่เสี่ยวจิ่นก็หลับไปแล้ว
หล่อนถอนหายใจเบาๆ ในใจคิดแต่จะทำอาหารอร่อยๆให้เย่เสี่ยวจิ่นเพื่อบำรุงร่างกาย
วันรุ่งขึ้นตอนเช้าตรู่ เย่เสี่ยวจิ่นตื่นนอนอย่างกระปรี้กระเปร่า
ระบบกล่าวอย่างประหลาดใจ [โฮสต์ วันนี้สภาพร่างกายของคุณดีเป็นพิเศษนะ]
เย่เสี่ยวจิ่นก็รู้สึกเช่นกัน "ฉันรู้สึกเหมือนถูกเปิดเส้นลมปราณทั้งสองเส้นอย่างไรอย่างนั้น"
ทั่วทั้งร่างกายรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า สมองก็แจ่มใสเป็นพิเศษ
ความรู้สึกที่สามารถทำข้อสอบได้สิบชุดอย่างเมื่อคืนกลับมาอีกครั้ง!
เย่เสี่ยวจิ่นรีบกินอาหารเช้าอย่างเร่งรีบ คว้าไข่ต้มหนึ่งฟองแล้ววิ่งออกไปข้างนอก
"แม่คะ หนูไปเรียนพิเศษก่อนนะ ไปละ!"
หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่ทันแม้แต่จะร้องเรียก เธอก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
ในห้องเรียนพิเศษ
เมื่อเย่เสี่ยวจิ่นมาถึง ในห้องเรียนยังมีนักเรียนไม่กี่คน
เธอหยิบข้อสอบออกมาจากกระเป๋านักเรียน แล้วเริ่มทำอย่างตั้งอกตั้งใจ
เธอทำโจทย์อย่างตั้งใจมาก จนไม่ได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงรอบตัวเลย
เย่เสี่ยวจิ่นเพิ่งนั่งลงได้ไม่นาน เหวยเจียเหนียนก็มาถึง
เขาเห็นเย่เสี่ยวจิ่นนั่งอยู่ที่โต๊ะ จึงเดินเข้าไปเรียกสองครั้ง แต่ไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากเธอ
เมื่อก้มลงมอง เขาพบว่าความเร็วในการทำโจทย์ของเย่เสี่ยวจิ่นนั้นเหมือนได้รับความช่วยเหลือจากเทพเจ้า
เขารู้สึกตกตะลึงในใจอย่างบอกไม่ถูก มองจนเคลิบเคลิ้ม
จนกระทั่งอาจารย์อวี๋คังอันตบไหล่เขาเบาๆ เขาถึงได้สติคืนมาราวกับเพิ่งตื่นจากความฝัน
"เจียเหนียน กำลังดูอะไรอยู่หรือ?" อวี๋คังอันถาม
เหวยเจียเหนียนยกมือขึ้นแตะริมฝีปาก ทำท่า "ชู่" ให้เงียบ
อวี๋คังอันก้มลงมองดู สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที
หลังจากดูสักพัก ความตกตะลึงในใจเขาก็ไม่น้อยไปกว่าเหวยเจียเหนียน
รอยยิ้มบนใบหน้าลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ
เขาไม่ได้มองผิดจริงๆ เย่เสี่ยวจิ่นเป็นเด็กที่มีแววดีจริงๆ
เสียงกริ่งเข้าเรียนดังขึ้น เย่เสี่ยวจิ่นถึงได้หลุดออกจากสภาวะหมกมุ่นในการทำโจทย์
เธอบิดคอที่ปวดเมื่อยเล็กน้อย
พอหันหน้าไปก็เห็นคนที่ล้อมรอบเธออยู่
เธอตกใจจนแทบจะกระโดดขึ้นมา
"อาจารย์อวี๋! พวกคุณกำลังทำอะไรกันน่ะ?"
อวี๋คังอันยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน "ไม่มีอะไรหรอก ไม่มีอะไร แค่ดูเธอทำโจทย์สักพัก"
คนอื่นๆรอบข้างคิดในใจ นี่ไม่ใช่แค่ครู่เดียว
ผ่านไปตั้งครึ่งชั่วโมงแล้ว!
เย่เสี่ยวจิ่นนี่มีความสามารถยอดเยี่ยมจริงๆนะ!
ไม่เพียงแค่เหวยเจียเหนียนที่มีท่าทีพิเศษต่อเธอ แม้แต่อาจารย์อวี๋ก็ให้ความสำคัญกับเธอขนาดนี้
บางทีเธออาจจะมีโอกาสได้ไปเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเป็นทางการก็ได้
สำหรับนักเรียนส่วนใหญ่แล้ว การเรียนในชั้นเรียนพิเศษเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย
ก่อนหน้านี้ เย่เสี่ยวจิ่นก็รู้สึกว่ามันน่าเบื่อและยากลำบาก
แต่หลังจากที่เปิดใช้ระบบการเรียนรู้แบบโฮโลแกรมแล้ว เธอก็รู้สึกเหมือนถูกเทพแห่งการเรียนรู้เข้าสิง
การทำโจทย์ทั้งหมดในคลังข้อสอบไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
เย่เสี่ยวจิ่นถึงขั้นมีเวลาเหลือพอที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับความรู้ทางธุรกิจเพิ่มเติมอีกด้วย
เธอใช้จำนวนครั้งการสุ่มรางวัลธรรมดาไปหลายสิบครั้ง ได้รับเมล็ดพืชมากมาย รวมถึงหนังสือกลยุทธ์การทำธุรกิจระดับเริ่มต้นหนึ่งเล่ม
ในเวลาว่างจากการเรียนคณิตศาสตร์โอลิมปิก เธอก็อ่านกลยุทธ์การทำธุรกิจ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วหนึ่งเดือน
ชั้นเรียนพิเศษจะมีวันหยุดยาวห้าวัน เย่เสี่ยวจิ่นและหลี่ชุ่ยชุ่ยจัดเก็บข้าวของ ในที่สุดก็กลับหมู่บ้านชงเถียนได้แล้ว
ใบหน้าของเย่เสี่ยวจิ่นเต็มไปด้วยความยินดี
คิดดูตามเวลาแล้ว ลูกท้อและองุ่นในสวนผลไม้ก็สุกแล้ว สามารถเก็บเกี่ยวได้ในปริมาณมาก!
เมื่อไม่กี่วันก่อน เย่ฉางอันเข้ามาในเทศบาลมณฑล และนำองุ่นมาให้เย่เสี่ยวจิ่นบ้าง
หลังจากเย่เสี่ยวจิ่นได้ลองชิมแล้ว ก็ให้เขาแจ้งถานหยวนเซียง หยางซื่อเหวย และเซี่ยวหย่วนหางว่าอีกห้าวันให้ไปเก็บผลไม้ที่สวนผลไม้
พอกลับมาถึงบ้าน ในบ้านมีแค่หลิวเยว่อยู่
คนอื่นๆไปสวนผลไม้เก็บผลไม้กันหมดแล้ว
หลิวเยว่ช่วยพวกเธอขนกระเป๋าใบใหญ่น้อยเข้าไปในบ้าน
เย่เสี่ยวจิ่นรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่สบายตัว "แม่ พี่สะใภ้ หนูจะไปสวนผลไม้สักหน่อยนะ!"
ความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชาติก่อนของเธอคือการได้กินผลไม้ใต้ต้นไม้จนอิ่ม
ในที่สุดก็สามารถทำให้เป็นจริงได้ในชาตินี้แล้ว!
เมื่อมีของอร่อยกิน เย่เสี่ยวจิ่นก็ไม่ลืมที่จะชวนโจวเหวินรุ่ยไปด้วย
เย่เสี่ยวจิ่นโบกมือเรียกโจวเหวินรุ่ย
โจวเหวินรุ่ยสวมเสื้อแขนสั้นกางเกงขาสั้น ไม่เหมือนคนชนบทคนอื่นๆที่ผิวคล้ำเข้ม
ผิวของเขาขาวผ่อง ดูเหมือนคุณชายน้อยจากในเมืองที่ถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอม
โจวเหวินรุ่ยยิ้มอย่างดีใจ "จิ่นเป่า ทำไมถึงกลับมาล่ะ? แม่ของฉันกำลังจะเข้าเมืองอีกไม่กี่วัน ฉันกำลังคิดจะให้แม่พาฉันไปหาเธอพอดีเลย"
"ไม่ต้องไปแล้วล่ะ" เย่เสี่ยวจิ่นพูดอย่างมีความสุข "ฉันจะอยู่ที่บ้านหลายวัน"
"รุ่ยเป่า องุ่นกับลูกท้อในสวนผลไม้ที่บ้านฉันสุกแล้ว ไปกินด้วยกันไหม"
โจวเหวินรุ่ยตอบตกลงทันที
ทั้งสองคนเดินไปที่สวนผลไม้ พลางคุยกันไป
"จิ่นเป่า ช่วงนี้ฉันก็ไม่ได้อยู่เฉยๆนะ แม่ส่งฉันไปเรียนพิเศษด้วยละ"
"แต่โจทย์ที่อาจารย์ในคอร์สเรียนพิเศษให้มามันง่ายเกินไป ฉันทำเสร็จคนแรกทุกครั้ง แล้วก็ต้องไปหาโจทย์ที่ยากกว่ามาทำเพิ่ม" โจวเหวินรุ่ยพูดพึมพำไม่หยุด
เย่เสี่ยวจิ่นก็ไม่รู้สึกรำคาญเขาเลย
แต่กลับยิ้มและตั้งใจฟังเขาพูดอย่างจริงจัง
"ไม่เป็นไร อดทนอีกนิดนะ รอถึงเทอมใหม่ไปเรียนในเมือง นายก็จะได้เรียนรู้ความรู้ที่ลึกซึ้งกว่านี้แล้ว"
โจวเหวินรุ่ยก็รู้สึกตื่นเต้นมาก "จิ่นเป่า แม่ฉันอนุญาตให้ฉันไปเรียนในเมืองแล้ว แต่ฉันจะไปได้จริงๆเหรอ?"
แม่ของเขาก็พูดว่า โอกาสที่จะได้ไปเรียนในเมืองนั้นหายากมาก
ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถไปได้
เย่เสี่ยวจิ่นตบอกรับรอง "ได้แน่นอน"
เธอมีความมั่นใจในเรื่องนี้
โจวเหวินรุ่ยรู้สึกดีใจทันที "งั้นก็ดีแล้ว แค่คิดว่าจะได้เรียนโรงเรียนเดียวกับจิ่นเป่า ฉันก็รู้สึกมีความสุขมากแล้ว"
เย่เสี่ยวจิ่นก็เช่นกัน
พูดถึงเรื่องนี้ โจวเหวินรุ่ยก็เป็นเพื่อนสนิทคนแรกของเธอทั้งในชาติก่อนและชาตินี้อย่างแท้จริง
ยิ่งไปกว่านั้น โจวเหวินรุ่ยยังหน้าตาดี นิสัยดี ฉลาด และที่สำคัญคือเชื่อฟังเธอทุกอย่าง
เย่เสี่ยวจิ่นคิดว่าสามีต้องฝึกฝนตั้งแต่เด็ก...
เอ่อ
เธอไม่ได้มีความคิดที่จะเอาเปรียบเด็กเลยจริงๆ โจวเหวินรุ่ยอายุน้อยกว่าเธอมากทีเดียว
ทั้งสองคนคุยกันไปจนมาถึงสวนผลไม้
ในสวนผลไม้เต็มไปด้วยผู้คน เย่ฉางอันและคนอื่นๆ ต่างก็กำลังช่วยกันทำงาน
เย่จู๋ก็กำลังช่วยงานอยู่เช่นกัน
หลังจากอยู่ที่บ้านของเย่เสี่ยวจิ่นมาเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือน หล่อนก็ไม่ได้ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งตัวและใบหน้ามีเนื้อหนังขึ้นมาบ้าง ดูมีสีหน้าท่าทางดีขึ้นมาก
หล่อนมีมือและเท้าที่ขยันขันแข็ง มักจะช่วยหลิวเยว่ทำงานอยู่เสมอ
เมื่อมีเวลาว่าง หล่อนก็จะอ่านหนังสือที่เย่เสี่ยวจิ่นให้มา
เย่เสี่ยวจิ่นมองดูหล่อนอย่างพินิจพิเคราะห์เป็นเวลานาน และพบว่าสภาพของเย่จู๋ดีขึ้นกว่าเดิมมาก
เย่จู๋ที่กำลังเก็บลูกท้อบนต้นไม้ เหลือบมองลงมาข้างล่างเห็นเย่เสี่ยวจิ่น จึงยิ้มกว้างอย่างมีความสุข
"เสี่ยวจิ่น เธอกลับมาแล้วหรือ"
"ฉันเพิ่งเด็ดลูกท้อที่ใหญ่ที่สุดมาพอดี เธอรับไว้สิ ลองชิมดู!"
โจวเหวินรุ่ยรับลูกท้อไว้ เย่เสี่ยวจิ่นเงยหน้าขึ้นพูดกับหล่อนว่า "พี่เย่จู๋ อย่าปีนต้นไม้เลย ระวังจะตกลงมานะ"
เย่จู๋ปีนต้นไม้คล่องแคล่วราวกับลิงน้อย "ไม่เป็นไรหรอก ฉันมีฝีมือในการปีนต้นไม้มากเลยนะ"
เดือนนี้หล่อนดูร่าเริงขึ้นมากทีเดียว
เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกดีใจกับหล่อนจากก้นบึ้งของหัวใจ
จบตอน
Comments
Post a Comment