paopao ep41-45

 บทที่ 41: พ่อค้าคนกลางกดราคา


ชายคนนั้นสวมเสื้อเชิ้ตฮาวายตัวโคร่งทันสมัย รูปร่างผอมบาง มือหนีบกระเป๋าหนังไว้

เขามองฝ้ายพลางเลือกหยิบดู “ฝ้ายนี้ดีนี่ ดีกว่าที่สหกรณ์อีก”

“ผมได้ยินมาว่าฝ้ายของคุณดี เลยตั้งใจมาดู”

“ช่วงนี้งานที่โรงงานยุ่ง มีเวลาว่างแค่ตอนเที่ยงนี่แหละ”

เย่จื้อผิงดีใจ คิดว่าเป็นคนใหญ่คนโตมาเอง

เขารีบพูดอย่างกระตือรือร้น “ฝ้ายนี้ดีมาก อุ่นมากเลยนะ”

“คุณดูสิ นี่มันใหญ่กว่าฝ้ายทั่วไปเยอะ”

หลี่เย่ชมเชย จากนั้นทั้งสองก็คุยกันสิบกว่านาที

เย่จื้อผิงรีบพูด “คุณเอาไหม ของเราคุณภาพดี คุณทำงานโรงงานทอผ้า คุณน่าจะดูออก”

“ช่างเถอะ” หลี่เย่ยิ้มแล้ววางฝ้ายลง ดูเหมือนเขาจะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง

“พ่อค้า พวกเธอมาขายฝ้ายตอนนี้ มันหมดฤดูแล้วนะ”

“ญาติฉันทำงานในโรงงานทอผ้า พวกเธอมีของแค่นี้น่ะ ยัดเข้าไปก็ขายได้อยู่หรอก”

“คือว่า…” หลี่ชุ่ยชุ่ยใจคอไม่ค่อยดี พอได้ยินว่าเป็นโรงงานทอผ้า หล่อนก็คิดว่ายังพอมีหวัง

รีบพูดจาหว่านล้อมทันที “ฝ้ายของพวกเราดีนะ ถ้าคุณซื้อทั้งหมด พวกเราลดราคาให้ได้”

หลี่เย่ได้ยินดังนั้นก็เผยรอยยิ้มพอใจออกมา “ผมก็เห็นใจพวกคุณ ที่จริงฝ้ายนี่… ผมเอาไว้เองก็ได้”

“แต่ว่าราคามัน… คงให้ราคาสูงขนาดนั้นไม่ได้หรอกนะ…”

เย่จื้อผิงรู้เท่าทัน “แล้วคุณจะให้ราคาเท่าไหร่ล่ะ”

เขาคิดในใจ ถ้าได้จินละแปดเหมา… อย่างน้อยต้องเจ็ดเหมา ถึงจะขายได้!

“ของดีๆแบบนี้ ขายราคาถูกแบบนี้ ผมคงรู้สึกผิดกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์แย่!”

หลี่เย่เห็นสองสามีภรรยาเหงื่อไหล

เขาแอบยิ้มมุมปาก รู้ดีว่าใกล้ได้ที่แล้ว

เขาชูมือขึ้นหนึ่งข้าง

“ห้าเหมา?” เย่จื้อผิงตกใจหน้าซีด “ไม่ได้ ไม่ได้ ต่ำเกินไปแล้ว”

“ผมหมายถึงห้าสิบหยวน”

“มันก็พอๆกันนั่นแหละ!” เย่จื้อผิงส่ายหน้า “ไม่ได้หรอก”

หลี่เย่หัวเราะในลำคออย่างเย็นชา “ของพวกคุณนี่น้ำหนัก90กว่าชั่ง ผมให้ห้าสิบหยวนนี่ก็ดีมากแล้ว”

“ถ้าพวกคุณยังอยากขายแพงกว่านี้ ผมบอกตรงนี้เลย ว่าเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!”

เขาหรี่ตาลง “ผมให้เวลาคิด3นาที ถ้าไม่ขาย ผมไปละ”

“ถึงตอนนั้นคุณจะอ้อนวอนให้คนอื่นซื้อ ก็ไม่มีใครมีกำลังจ่ายราคานี้หรอก”

หลี่เย่นับเป็นพ่อค้าคนกลางที่ช่ำชองในการต่อราคาสินค้า

เขากดราคาลงมาเหลือห้าเหมา พอขายต่อก็ได้กำไรชั่งละหนึ่งหยวนเลย

ชาวนาพวกนี้ไม่รู้เรื่องพวกนี้หรอก

ทุกครั้งเขาจะยกยอก่อน แล้วค่อยขู่ ส่วนใหญ่ก็ไม่พลาดเป้า

อย่างไรชาวนาก็เข้าเมืองยาก แค่มีเงินก็ขายกันหมดแล้ว

เขายังเห็นว่าพวกเขาพาลูกสาวอายุแค่3ขวบกว่ามาด้วย ถึงได้ไม่ตะโกนบอกราคาสี่สิบเฟินไง!

นี่ก็ใจดีมากแล้ว!

หลี่ชุ่ยชุ่ยขมวดคิ้ว “พวกเราไม่ขาย”

“ฝ้ายนี่เราไม่ได้ปลูกเองนะ เทพเซียนมอบให้จิ่นเป่าน่ะ”

“ขายราคาถูกแบบนี้ เก็บไว้ให้จิ่นเป่าใช้เองดีกว่า”

อีกอย่างขายไปแล้วตั้งหกหยวน หล่อนก็พอใจมากแล้ว

“ห้าสิบหยวนมันน้อยเกินไป…” เย่จื้อผิงถอนหายใจ ไม่พูดอะไรต่อ

ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากมีเงิน หากมีเงินก็จะได้ทำเรื่องสำคัญที่สุดในบ้านได้สำเร็จเสียที นั่นก็คือพาจิ่นเป่าเข้ามารักษาตัวในเมือง

เขาอยากหาเงิน แต่ก็ขายในราคานี้ไม่ได้

หลี่เย่โกรธจนหน้าแดง “ได้ พวกคุณไม่ขายใช่ไหม?”

“เดี๋ยวผมจะรอดูว่าใครจะซื้อของคุณ”

“อีกหนึ่งชั่วโมง ผมจะกลับมา”

เย่เสี่ยวจิ่นมองตามตาละห้อย คิดในใจ พ่อค้าคนกลางนี่ช่างน่ารังเกียจจริงๆ

“ราคาของที่บ้านเราแค่หนึ่งหยวนต่อชั่ง พวกเขาก็ไม่ได้ต่อรองราคาเลย”

“ถึงยังไงก็ต้องขนส่งไปไกลถึงในเมือง ฝ้ายพวกนี้ก็ถือว่าดีจริงๆ”

“พ่อกับแม่ใจเย็นๆนะคะ พวกเราขายได้แน่นอน” หลี่ชุ่ยชุ่ยหยิบหมวกฟางใบหนึ่งมาสวมให้เย่เสี่ยวจิ่น

“จิ่นเป่าเหงื่อออกจนหน้าแดงเลย ดูแก้มเล็กๆของหนูนี่สิ”

“จื้อผิง คุณอย่าฝืนตัวเองเลย”

“ลูกไปหาร้านก๋วยเตี๋ยวข้างหน้าพักก่อนเถอะ แม่จะอยู่เฝ้าเอง”

เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหัว เธอขยับตัวไปนั่งพิงหลี่ชุ่ยชุ่ย เอนศีรษะลงบนตักของหลี่ชุ่ยชุ่ย แสงแดดอุ่นๆ ทำให้เธอรู้สึกง่วงนิดหน่อย

ในยุคสมัยก่อน ของดีจริงๆไม่ต้องกลัวไม่มีคนซื้อ

เธอเองก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรนัก

เพราะการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ มักเป็นเรื่องยากเสมอ…

หลี่ชุ่ยชุ่ยถอนหายใจ “จิ่นเป่าเหนื่อยมากเลยสินะ”

“ใช่ ดูสิ หลับปุ๋ยเลย” เย่จื้อผิงเห็นลูกสาวหลับก็ยิ้มออกมา พูดเบาๆว่า “มาเช้าขนาดนี้ หล่อนจะไหวได้ยังไง…”

เขาเอ็นดูลูกสาวมาก จึงสั่งว่า “ผมเฝ้าเอง คุณไปซื้อลูกกวาดสักหน่อย เอาไว้ให้จิ่นเป่ากินตอนกลับบ้าน”

“ตั้งแต่จิ่นเป่ามาอยู่กับเราก็ไม่ค่อยได้กินอะไรดีๆเลย”

หลี่ชุ่ยชุ่ยอุ้มเย่เสี่ยวจิน ดวงตาเต็มไปด้วยความรักใคร่ “คุณไปเถอะ ฉันไม่รู้ทาง”

เย่จื้อผิงเดินออกไป และกลับมาอย่างรวดเร็ว

กระเป๋าเสื้อของเขาตุงๆ เต็มไปด้วยลูกกวาด

พอนั่งกับพื้นนานๆ ก็ไม่ค่อยสบายขาเอาเสียเลย

สามีภรรยายังคงรออยู่

อย่างมากก็แค่รอจนกระทั่งเกวียนวัวมา

ทันใดนั้นเอง ชายชราก็วิ่งเข้ามา “โชคดีจริงๆ พวกเธอยังอยู่!”

เย่เสี่ยวจิ่นตกใจจนสะดุ้งสุดตัว ลืมตาขึ้นมองจากอ้อมกอดของแม่ ก็เห็นชายชราคนหนึ่งยืนอยู่หน้าแผงขายของ

ชายชราก้มลงมองฝ้าย “ฉันได้ยินคนแถวนี้เขาพูดกันว่า ที่นี่มีฝ้ายดีๆขาย”

“ช่วงนี้ฉันกำลังอยากได้ฝ้ายพอดี พอเลิกสอนก็รีบตรงมาเลย”

“กลัวว่าพวกเธอจะกลับไปแล้วเสียอีก”

ครั้งนี้หลี่ชุ่ยชุ่ยกลับระแวงขึ้นมาบ้าง “ฝ้ายของเราขายชั่งละหนึ่งหยวน ซื้อเยอะลดราคาให้ได้ค่ะ”

ชายชราพยักหน้า “รู้แล้ว ฉันเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมแถวนี้”

“ไม่ต้องห่วง ฉันรู้ว่าพวกเธอทำมาหากินไม่ง่าย ไม่ต่อราคาหรอก”

ชายชราถือฝ้ายพลางถอนหายใจอีกครั้ง “ฝ้ายแบบนี้ ตอนหน้าหนาวต้องอุ่นมาก แน่นอนว่าทำเสื้อนวมก็ต้องดีมาก”

เย่เสี่ยวจิ่นสังเกตเห็นว่าเขาดูเหมือนมีเรื่องไม่สบายใจ

เธอรู้สึกสงสัย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากถาม

มีคนเดินผ่านมาตามทาง เห็นชายชราก็จำได้

ดูเหมือนจะเป็นอาจารย์ผู้เป็นที่นับหน้าถือตาอยู่มาก

“อาจารย์ซุน คุณมาซื้อฝ้ายที่นี่ทำไม แพงจะตาย”

“ใช่ๆ ไปซื้อที่สหกรณ์สิ ตอนนี้เขาลดราคา เหลือแค่เจ็ดเหมาต่อชั่งก็มี”

“นั่นน่ะ อาจารย์ซุนอย่าไปหลงกลเข้าล่ะ”

ผู้คนต่างก็พูดกันไปต่างๆนานา

ไม่มีอะไรมากไปกว่าการบอกว่าฝ้ายของครอบครัวเย่แพงเกินไป ไม่คุ้มค่าราคา

เย่จื้อผิงและหลี่ชุ่ยชุ่ยไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะขายได้ก็ดี ขายไม่ได้ก็ไม่เป็นไร

แต่ซุนเหวินกลับยิ้มแล้วพูดว่า “ของถูกและดีไม่มีในโลกหรอก ของดีก็ต้องราคาแพงเป็นธรรมดา”

“บอกตามตรง ฉันก็ไปดูที่สหกรณ์มาแล้ว ฝ้ายที่นั่นเส้นเล็ก สีเหลือง ไม่สวยเลย”

“ถึงราคาจะถูก แต่ฉันดูไม่ออกว่ามันจะดีได้ยังไง”

เย่จื้อผิงถึงกับถอนหายใจอย่างโล่ง.อก เขากลัวว่าจะมีคนมาต่อราคาเหลือห้าเหมาอีก

“ฝ้ายของพวกเราราคาอาจจะแพงกว่าหน่อย พวกเราไม่ได้ขายในหมู่บ้าน ตั้งใจเอามาขายในเมืองโดยเฉพาะ”

“คุณดูเอาเลยว่าต้องการเท่าไหร่ พวกเราจะชั่งให้”

เย่จื้อผิงเห็นว่าซุนเหวินอายุมากแล้ว เขาจึงไม่ได้หวังว่าจะขายได้เยอะ

“ขายได้บ้างก็ยังดี”

“ถ้าใช้เองนะ ฉันแก่ป่านนี้แล้ว ใช้แบบไหนก็ได้” ซุนเหวินพยักหน้า สีหน้าดูลำบากใจ “แต่ลูกสาวฉันกำลังจะแต่งงาน ผ้าห่มที่เป็นสินเดิมวันแต่งงานจะต้องทำให้ดีที่สุด”

“ทั้งผ้าห่มฤดูร้อน ผ้านวมฤดูหนาว แล้วก็เสื้อขนสัตว์สำหรับฤดูหนาว เสื้อผ้าสำหรับฤดูใบไม้ผลิกับฤดูใบไม้ร่วง…”

“ต้องเป็นของดีๆถึงจะสบาย”

“แพงหน่อยก็ได้ เพราะทั้งชีวิตมีแค่ครั้งเดียว”


บทที่ 42: ขายได้ 80 ชั่งในคราวเดียว!


หลี่ชุ่ยชุ่ยเห็นชายชราคนนี้มีท่าทางดูเหมือนจะเป็นคนคงแก่เรียน

แต่ทำไมถึงดูเหมือนมีความลับที่บอกใครไม่ได้?

หล่อนสงสัยอย่างมาก “การแต่งงานเป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอคะ คุณเป็นอะไรไป”

ซุนเหวินรู้สึกตัวว่าตัวเองแสดงอารมณ์เศร้าสร้อยออกไป รีบยิ้มออกมาอย่างเขินอาย

“ฉันเห็นพวกเธอก็มีลูกสาว คงจะเข้าใจความรู้สึกของฉันได้”

“ลูกสาวฉันกำลังจะแต่งงาน ย้ายไปอยู่ทางเหนือ”

“หล่อนอยู่กับฉันมาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ต้องแต่งงานไปไกลขนาดนั้น แล้วที่นู่นก็หนาวขนาดนั้น”

“ฉันคงได้เจอหน้าหล่อนไม่ถึงสองครั้งต่อปี ใจคอไม่ค่อยดีเลย”

แววตาของซุนเหวินฉายแววไม่เต็มใจอย่างชัดเจน หัวใจของเขาเหมือนมีเรื่องอัดอั้น ไม่รู้จะระบายกับใคร จึงได้แต่พูดคุยกับพวกหลี่ชุ่ยชุ่ยมากขึ้น

หากเป็นคนอื่น อาจจะไม่เข้าใจความรู้สึกของซุนเหวิน

แต่สำหรับหลี่ชุ่ยชุ่ยและเย่จื้อผิงที่รักลูกสาวเหมือนชีวิต พวกเขายังพอเข้าใจได้

ซุนเหวินห่อไหล่ลง “ฉันเคยคิดว่า ถ้าหล่อนแต่งงานในเมือง ฉันจะได้เจอหล่อนบ่อยๆ”

“แต่หล่อนเลือกคู่ครองด้วยตัวเอง และคนที่หล่อนเลือกก็มีบ้านอยู่ไกลมาก”

“ฉันเคยไปดูมาแล้ว ฐานะก็ไม่ค่อยดี ต่อไปคงต้องลำบากอีกหลายอย่าง”

“ฉันจัดเตรียมสินเดิมให้หล่อนเรียบร้อยแล้ว อย่างน้อยต่อไปหล่อนจะได้ไม่ต้องอดอยากหนาวสั่น”

หลี่ชุ่ยชุ่ยฟังแล้วมองเย่เสี่ยวจิ่นแวบหนึ่ง

หล่อนยกมือขึ้นลูบหัวเย่เสี่ยวจิ่น

เห็นเด็กน้อยมีเหงื่อออกที่ศีรษะเล็กน้อย หล่อนก็หยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อบนแก้มของเย่เสี่ยวจิ่น

ถ้าเป็นลูกชายอีกสามคน หล่อนคงไม่ต้องเป็นห่วง

ในความคิดของหล่อน เด็กผู้ชายจะลำบากหน่อยก็ไม่เป็นไร

แต่ถ้าลูกสาวต้องทนทุกข์ มันจะทำให้หล่อนเจ็บปวดใจมาก

เย่เสี่ยวจิ่นกะพริบตาปริบๆ เงยหน้ามองซุนเหวิน แต่ไม่พูดอะไร

เย่จื้อผิงก็ฟังอย่างเงียบๆ “น่าสงสารจิตใจของพ่อแม่จริงๆนะครับ”

“ใช่ไหมล่ะ?” ซุนเหวินมองเย่เสี่ยวจิ่น แล้วยิ้มพูดขึ้นมาทันที “หนูน้อย ต่อไปเธออย่าแต่งงานไปไกลนะ”

“ไม่งั้นพ่อแม่ของเธอจะเสียดายเธอมาก”

“ทั้งปีจะไม่ได้เจอกันเลย มันทรมานเกินไป”

เย่เสี่ยวจิ่นนับนิ้วไปมา พูดเสียงอ้อนๆ “หนูยังเด็กอยู่นะ อีกนานมากๆ กว่าหนูจะแต่งงาน”

“แล้วหนูก็จะอยู่กับพ่อแม่ตลอดไปด้วย”

คำพูดนี้ทำให้ซุนเหวินหัวเราะออกมา

“ความคิดนี้เยี่ยมไปเลย”

เขามองหลี่ชุ่ยชุ่ยและเย่จื้อผิง ทั้งสองคนกำลังกอดลูกสาวเอาไว้ พร้อมกับใช้หมวกฟางบังแดดให้ แสดงให้เห็นว่าทั้งคู่รักลูกสาวคนนี้มากเพียงใด

เขาคิดถึงตอนที่ลูกสาวของตัวเองยังเด็ก ราวกับว่าเรื่องราวเหล่านั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

แต่ตอนนี้หล่อนกำลังจะแต่งงานไปไกลแล้ว

“เอาละ ฉันจะไม่รบกวนเวลาของพวกเธอแล้ว” ซุนเหวินถอนหายใจอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่ปนเปื้อนไปด้วยความเศร้า “ฉันจะทำผ้านวมสำหรับฤดูหนาวสองผืนให้กับลูกสาวและลูกเขย และอีกหนึ่งผืนให้กับญาติ”

“สำหรับฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ทำเพียงผืนเดียวก็พอแล้ว รวมถึงผ้านวมสำหรับฤดูร้อนอีกหนึ่งผืน และเสื้อขนสัตว์สำหรับลูกสาวและลูกเขยอย่างละสองชุด”

“พวกเธอดูสิ ฉันต้องซื้อฝ้ายมากแค่ไหน?”

ถึงอย่างไร เขาก็เป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะต้องทำหน้าที่ทั้งพ่อและแม่ แต่เขาก็ไม่ได้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบเช่นนี้

หลี่ชุ่ยชุ่ยขมวดคิ้ว หล่อนเริ่มคำนวณ

“ผ้านวมสำหรับฤดูหนาวที่นี่ พวกเราต้องใช้ฝ้ายหนัก12ชั่ง ฉันไม่รู้ว่าที่ทางเหนือหนาวแค่ไหน”

หล่อนทำสีหน้าลำบากใจ “หรือว่าต้องใช้ถึง15ชั่งกันนะ?”

เย่จื้อผิงเองก็ไม่คิดคำนวณเหมือนกัน

ทันใดนั้น ทุกคนก็จมลงสู่ห้วงความเงียบ

เวลาต่อมา เย่เสี่ยวจิ่นก็เอ่ยขึ้น “ให้หนูคำนวณให้เอง”

เย่เสี่ยวจิ่นถามแผนการของซุนเหวินให้แน่ชัดเสียก่อน จากนั้นก็นำสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้มาเขียนเป็นรายการ

แล้วจึงค่อยๆคำนวณบวกกันทีละอย่าง

ความสามารถในการคำนวณของเธอค่อนข้างดี ในไม่ช้าเธอก็คำนวณเสร็จ

“คุณต้องใช้ฝ้าย76ชั่ง”

หลี่ชุ่ยชุ่ยตกใจ “จิ่นเป่า ต้องใช้เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ”

พวกเขาจงใจขายฝ้ายให้คนอื่นมากขนาดนี้ จะทำให้คนอื่นรู้สึกว่าพวกเขากำลังหลอกลวงหรือเปล่า

“76ชั่งก็ปาไปเจ็ดสิบกว่าหยวนแล้วนะ”

ซุนเหวินมองเย่เสี่ยวจิ่นพูดจาฉลาดเฉลียว ดวงตากลมโตเป็นประกาย

เขาอมยิ้มเอ่ยว่า “ยังเด็กแค่นี้ก็คิดเลขเป็นแล้ว?”

“โตขึ้นหน่อยต้องเข้าเมืองไปเรียนหนังสือนะ”

“หนูเป็นเด็กที่ฉลาดที่สุดเท่าที่ลุงเคยเห็นมาเลย”

หลี่ชุ่ยชุ่ยยิ้มเขิน “รอหล่อนโตกว่านี้หน่อย จะให้ไปเรียนหนังสือค่ะ”

ซุนเหวินพยักหน้า พ่อแม่ชาวชนบทส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ลูกสาวเรียนหนังสือเท่าใด

เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าสองคนนี้จะส่งเย่เสี่ยวจิ่นเรียนจริงหรือเปล่า

“ผมสอนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมต้นเชียนอิน ที่โรงเรียนเรามีทุนช่วยเหลือสำหรับเด็กยากจนนะ เรียนสามปีก็ไม่ได้แพงอะไร”

“ผู้หญิงมีการศึกษา เป็นนักบัญชี เป็นครูก็ดี”

“ใช้ชีวิตสบายไปตลอด.จนแก่เฒ่า รัฐยังเลี้ยงดูยามชรา”

หลี่ชุ่ยชุ่ยมีประกายระยิบระยับในดวงตา “จริงเหรอคะ มีเรื่องดีๆแบบนี้ด้วยเหรอ”

“แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง”

หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกราวกับมีเมล็ดพันธุ์เล็กๆถูกฝังลงในใจ

พวกหล่อนเป็นผู้หญิงในชนบท เกิดมาต้องตรากตรำลำบากไปตลอดชีวิต

ถ้าหากใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้จริง ก็คงจะดีไม่น้อย

หล่อนนึกถึงหญิงสาวที่แต่งตัวดีที่มาซื้อฝ้ายในช่วงเช้า ดูๆไปแล้วไม่น่าจะต้องตรากตรำเหมือนคนในชนบท

หล่อนจึงเอ่ยถามว่า “เรียนจบมัธยมปลาย ก็สามารถทำงานที่… สำนักงานธัญพืชได้เหรอคะ”

ซุนเหวินยิ้มอย่างใจดี “ได้สิ”

เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกคุ้นหูกับชื่อโรงเรียนนี้ “พี่เหวินชางก็เรียนที่โรงเรียนมัธยมต้นเชียนอินไม่ใช่เหรอคะ”

หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่แน่ใจ “อาจจะใช่ อนาคตจิ่นเป่าจะได้มาเรียนที่โรงเรียนมัธยมต้นเชียนอินแบบนี้ไหมนะ” หล่อนมองด้วยสายตาที่อ่อนโยน

เย่จื้อผิงก็ยิ้มพลางพูดว่า “ใช่ๆ จิ่นเป่า คิดเลขเก่งขนาดนี้อนาคตก็มาเป็นนักบัญชีที่สำนักงานธัญพืชสิ”

ซุนเหวินหัวเราะเบาๆ

เขาหยิบกระเป๋าเงินออกมา นับเงินเจ็ดสิบหกหยวนให้หลี่ชุ่ยชุ่ย

หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่รับทันที “ซื้อเยอะๆลดราคาให้ได้ค่ะ”

“ไม่ต้อง ไม่ต้อง” ซุนเหวินโบกมือปฏิเสธ “ฉันเห็นพวกเธอลำบากมาเยอะแล้ว”

“งั้นฉันไปตามคนมาช่วยขนกลับบ้าน รอตรงนี้นะ”

หลี่ชุ่ยชุ่ยตอบรับอย่างรวดเร็ว

ซุนเหวินก็ไปตามคน

หลี่ชุ่ยชุ่ยหยิบเงินขึ้นมานับทีละใบ ก่อนจะรีบเก็บใส่ถุงผ้าเล็กๆที่ซ่อนไว้ในเสื้อผ้า

เงินมากมายขนาดนี้ ถ้ามีใครมาเห็นเข้าคงแย่แน่

หลังสัมผัสได้ถึงถุงเงินที่แนบชิดติดกาย หล่อนจึงค่อยวางใจ

“เงินมากมายขนาดนี้เชียวหรือ” หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกเหมือนตัวหล่อนเบาหวิว

เย่จื้อผิงเองก็ไม่อยากจะเชื่อ เขาเอ่ยปากอย่างรีบร้อน “คุณชั่งน้ำหนักให้ลูกค้าเพิ่มหน่อยสิ แถมไปอีกสักสองสามชั่ง”

หลี่ชุ่ยชุ่ยรับคำทันที

“ฉันนึกว่าจะขายไม่ออกเสียแล้ว ใครจะไปคิดว่าจะขายได้มากมายขนาดนี้ในคราวเดียว”

“ก็เพราะคุณภาพของเรามันดี” เย่จื้อผิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ฝ้ายของเราน่ะดีกว่าของถูกๆตั้งเยอะ”

“ยังไงก็ต้องมีคนที่รู้จักของดีอยู่แล้วละ”

ซุนเหวินกลับมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับลูกศิษย์ของเขา

“ฝ้ายทั้งหมด94ชั่ง ขายไปได้80ชั่ง ก็เหลือไม่เยอะแล้ว”

หลี่ชุ่ยชุ่ยมีแต่ความยินดีเต็มหัวใจ

พอเห็นฝ้าย เหล่านักศึกษาชายก็ร้องออกมา “นี่เหรอฝ้ายชั่งละหนึ่งหยวน ฝ้ายแพงขนาดนี้เลยเหรอครับ อาจารย์ซื้อมาทำไมครับเนี่ย”

“แพงเกินไปแล้ว นี่มันหลอกลวงกันชัดๆ”

“ใช่ครับอาจารย์ ไปซื้อที่สหกรณ์ถูกกว่าตั้งเยอะ”

หลี่ชุ่ยชุ่ยทำหน้าไม่ถูก “เราก็แถมให้ตั้ง4ชั่งนะ…”

“4ชั่งมันกี่หยวนเชียว 80ชั่งที่สหกรณ์แค่ห้าสิบหยวนเอง!”

ตอนนี้ หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว

ส่วนนักศึกษาชายก็ไม่รับฝ้าย มองซุนเหวินอย่างลำบากใจ

ในขณะที่ซุนเหวินกำลังจะสั่งสอนนักเรียน

เย่เสี่ยวจิ่นเอ่ยปากขึ้นพร้อมรอยยิ้มเจื่อนๆ “พี่ชายทั้งหลาย พวกพี่พูดผิดแล้วนะ!”


บทที่ 43: ราคาน้ำมันต่ำสุดต้องเก้าเหมาเหรอ?


“พ่อกับแม่หนูเป็นชาวนา ทำได้แค่ทำงานหนัก หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินเพื่อหาเงิน”

“แต่พี่ชายเป็นคนมีการศึกษา หาเงินได้อย่างสบาย”

“สรุปก็คือ เป็นเพราะพี่ชายมีความสามารถมากกว่ายังไงล่ะ!”

นักศึกษาชายมองเย่เสี่ยวจิ่นอย่างเอ็นดู พูดจาน่ารักน่าฟัง

“พูดถูกแล้ว ฝ้ายคุณภาพต่างกัน มูลค่าก็ย่อมต่างกัน”

“ฝ้ายคุณภาพดีขนาดนี้ ต้องใช้ความพยายามมากกว่าจะปลูกได้”

“น้องสาวตัวแค่นี้ พูดจาฉะฉานดีจริง”

ซุนเหวินฮึดฮัด “พวกแกนี่แย่กว่าเด็กน้อยอีก รีบขนฝ้ายได้แล้ว!”

คราวนี้นักศึกษาชายไม่ได้พูดอะไรอีก

ทุกคนต่างพากันหัวเราะอย่างอารมณ์ดีแล้วเดินจากไป

หลี่ชุ่ยชุ่ยกะพริบตาปริบๆอย่างงุนงง

แค่จิ่นเป่าเอ่ยปากชมคนอื่นไม่กี่คำ พวกเขาก็ไม่มีความเห็นอะไรแล้ว?

“จิ่นเป่า ทำไมแค่ลูกพูดสองสามประโยค คนอื่นถึงได้หัวเราะกันล่ะ”

“แม่ นี่เรียกว่าเอาใจคนจนได้ผลต่างหากค่ะ” เย่เสี่ยวจิ่นแลบลิ้น

“ยังไงจิ่นเป่าก็เก่งอยู่ดี” หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดพร้อมกับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี หล่อนหันไปมองเย่จื้อผิง “จื้อผิง ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว พวกเรากลับกันเถอะ”

เย่จื้อผิงพยายามฝืนลุกขึ้นยืน ความจริงแล้วเขาปวดขามาก

แต่เขาก็ทนเจ็บไว้โดยไม่ปริปากบ่น

เขาใช้ไม้เท้าค้ำ “เกวียนวัวคงใกล้จะมารับพวกเราแล้ว เก็บของกันเถอะ”

หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบเก็บข้าวของทันที

ไม่นานนัก เหยาซิ่วซิ่วก็วิ่งนำหน้าเพื่อนร่วมงานผู้หญิงอีกสองสามคนมาถึง

“ขอโทษที พวกเรามีประชุมตอนกลางวัน เลยออกมาไม่ได้” หล่อนเอ่ยอย่างรู้สึกผิด

“พอดีเพื่อนร่วมงานเห็นฝ้ายที่ฉันซื้อไปแล้ว พวกหล่อนเลยอยากได้บ้าง”

“พวกคุณยังเหลืออีกเยอะไหม”

หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกยินดี “ยังเหลืออีก14ชั่งค่ะ”

เหยาซิ่วซิ่วขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหันไปพูดกับเพื่อนร่วมงานของเธอว่า “ได้ยินไหม ฉันบอกแล้วว่าฝ้ายร้านนี้ดี ไม่ทันไรก็เกือบจะขายหมดแล้ว”

“ถ้ายังมัวแต่ลังเล คงไม่ได้แม้แต่ครึ่งชั่งหรอก”

เหล่าผู้หญิงต่างก็อยากได้ฝ้าย แต่ในเวลานี้กลับไม่รู้จะแบ่งกันอย่างไร

“พวกเธอไม่ต้องแย่งฉันหรอก ฉันจะเอาไปทำผ้านวม”

“ผ้านวมที่เคยใช้มาก่อนหน้านี้หนักมาก ห่มแล้วรู้สึกอึดอัด”

“ฝ้ายนี้ต้องทั้งเบาและอุ่นแน่ๆ”

ผู้หญิงที่พูดเป็นคนมาจากเมืองใหญ่ ก่อนหน้านี้เคยห่มแต่ผ้านวมดีๆ

มาอยู่ที่นี่แล้วนอนไม่ค่อยหลับทุกคืน

ทุกคนก็ไม่ได้แย่งกับหล่อน หล่อนหยิบเงินสิบสี่หยวนออกมา ก่อนจะเหมาฝ้ายไปทั้งหมด

เหยาซิ่วซิ่วยิ้มพูดกับสองสามีภรรยา “ของพวกคุณดีมาก ถ้ามีของดีๆแบบนี้อีกก็เอามาขายที่นี่นะ ฉันจะซื้อ”

หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกตื่นเต้นดีใจ “ได้ค่ะ”

พวกเธอยิ้มแย้มเดินจากไป

หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกทึ่ง “คนมีการศึกษานี่ดีจริงๆ”

เย่จื้อผิงพยักหน้า ตั้งใจแน่วแน่ว่าต่อไปจะให้จิ่นเป่าเรียนหนังสือ ทำงานสบายๆ

เซี่ยวฟู่กุ้ยเลิกงานแล้วเดินเอื่อยเฉื่อยมาถึงหน้าประตู เห็นหลี่ชุ่ยชุ่ยกับเย่จื้อผิงกำลังจะกลับบ้าน

“ดูพวกเธอยังขายไม่หมด คงขายราคาถูกสินะ ได้เจ็ดเหมาหรือหกเหมากันล่ะ”

เขาลูบผมตัวเองพร้อมกับพูดว่า “ฮ่าๆๆ บอกแล้วว่ามาขายช่วงฤดูใบไม้ผลิแบบนี้มันไม่ทันกาลหรอก”

เย่เสี่ยวจิ่นพูดขึ้นว่า “ไม่ใช่ พวกเราขายราคาเต็ม หมดแล้ว โชคดีมาก”

เซี่ยวฟู่กุ้ยไม่เชื่อ

“โกหกทำไม กลัวเสียหน้ารึไง”

เย่เสี่ยวจิ่นแค่นเสียงใส่ ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด

เซี่ยวฟู่กุ้ยเดินไปวนเวียนอยู่แถวๆสามีภรรยาคู่นั้น “รู้งี้ขายให้ฉันในราคาถูกๆแบบนั้นดีกว่า ฉันจะช่วยโฆษณาให้ด้วย”

พ่อค้าแม่ค้าที่ตั้งร้านอยู่แถวนั้นเห็นสามีภรรยาที่ขายฝ้ายได้หลายต่อหลายครั้งแล้ว

พวกเขาตาเป็นไฟ ร้อนรุ่มไปด้วยความริษยา พูดว่า “ของแบบนี้เขาขายกันเป็นชั่ง ชั่งละหยวนเชียวนะ”

“ขายได้ตั้งเก้าสิบกว่าหยวนแน่ะ”

“ฉันตั้งแผงขายของทั้งเดือนยังทำเงินไม่ได้ขนาดนั้นเลย…อย่าว่าแต่เดือนเดียวเลย สามเดือนก็ยังไม่ได้!”

พ่อค้าแม่ค้าพากันอิจฉาแทบเป็นแทบตาย อยากจะให้ตัวเองมีของขายดีแบบนี้บ้างเหลือเกิน

เซี่ยวฟู่กุ้ยไม่อยากจะเชื่อ “เป็นไปไม่ได้หรอก ชั่งละหยวน ใครซื้อก็โง่แล้ว”

เงินเดือนเดือนหนึ่งของเซี่ยวฟู่กุ้ยแค่สามสิบหยวน เขาไม่เชื่อหรอกว่าขายแค่ฝ้ายวันเดียวจะได้เงินตั้งเก้าสิบกว่าหยวน

ทุกคนไม่สนใจเซี่ยวฟู่กุ้ยกันเลย

ในใจของเซี่ยวฟู่กุ้ยเต็มไปด้วยความตกใจและสงสัย รีบวิ่งตามไปถามราคาจากเหยาซิ่วซิ่วและคนอื่นๆ

ไม่นานเกวียนวัวก็มาถึง

ลุงคนขับเกวียนเห็นพวกเขาก็ทักทายขึ้นมา

เขาเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขามาขายของ จึงไม่ได้ถามอะไรต่อ

พอเย่จื้อผิงขึ้นเกวียนเท่านั้น ก็มีคนวิ่งมา

คนคนนั้นใส่ชุดทำงาน บนเสื้อมีตัวอักษรเขียนว่า ‘สหกรณ์’

หลี่ชุ่ยชุ่ยตกใจมาก นึกว่าพวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ขายฝ้าย คนคนนี้เลยมาต่อว่าพวกเขา!

“คุณครับ คุณ รอสักครู่”

คนของสหกรณ์มีสีหน้าใจดี “ผมเพิ่งเจออาจารย์ซุน เขาบอกว่าฝ้ายที่พวกคุณขายดีมาก”

“ผมดูแล้ว ก็รู้สึกว่าดีมากจริงๆ พวกคุณปลูกพันธุ์อะไรเหรอครับ?”

“ผมยังไม่เคยเห็นฝ้ายที่ดีขนาดนี้มาก่อนเลย ปีหน้าพวกคุณปลูกอีกเท่าไหร่? สามารถขายให้พวกเราได้ไหม?”

ของของสหกรณ์ ล้วนมาจากชาวบ้านทุกหมู่บ้าน

ความต้องการของพวกเขามีมาก เพียงแค่ครอบครัวของเย่จื้อผิงครอบครัวเดียวคงไม่พอ

หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบปฏิเสธ “พวกเราก็แค่ปลูกไว้ข้างบ้านนิดหน่อย ปกติก็ยังทำงานอยู่ในหมู่บ้านนั่นแหละ”

คนของสหกรณ์รู้สึกเสียดาย “คุณไปบอกคนในหมู่บ้านสิ ให้ขยายพื้นที่ปลูก อีกหน่อยจะได้ไปรับซื้อถึงหมู่บ้าน”

“แบบนี้มันคุ้มกว่าปลูกอย่างอื่นอีกนะ ได้ราคาดีกว่าเยอะ”

“แล้วของพวกคุณก็คุณภาพดี ส่งไปขายเมืองใหญ่ รับรองขายดิบขายดีแน่นอน”

หลี่ชุ่ยชุ่ยปฏิเสธอย่างอ้อมแอ้ม

หล่อนเอาพันธุ์แบบนี้มาจากไหน พูดมากไปเดี๋ยวก็ความแตกหรอก

คนของสหกรณ์เห็นว่าหล่อนปฏิเสธเสียงแข็ง ก็เลยไม่กล้าคะยั้นคะยอต่อ

“งั้นก็เอาอย่างนี้ คุณกลับไปเถอะฟ้าจะมืดแล้ว”

เย่เสี่ยวจิ่นนั่งอยู่บนเกวียน ดวงตากลมโตกลิ้งไปมา “พี่ชายคะ ที่สหกรณ์มีน้ำมันขายไหมคะ ตอนนี้ราคาเท่าไหร่”

ชายคนนั้นหัวเราะ “มีสิ ช่วงนี้หลายที่ประสบภัย ราคาน้ำมันพืช ปีนี้เลยขึ้นเยอะเลย”

“ช่วงปีใหม่ยังเจ็ดเหมาต่อชั่งอยู่เลย ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ขึ้นเป็นเก้าเหมาแล้ว”

เย่เสี่ยวจิ่นยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นห้าเหมาต่อจินจะซื้อได้ไหม”

“ห้าเหมา?” พนักงานขายขมวดคิ้ว เหมือนได้ยินเรื่องแปลก

เขาส่ายหัวพร้อมหัวเราะ “แบบนั้นไม่ได้หรอก มีใครรับซื้อจากพวกเธอหรือเปล่า อย่าไปหลงกลเขาล่ะ”

“ตอนนี้น้ำมันโหยวไช่ฮวาอย่างต่ำก็เก้าเหมา ไม่มีทางห้าเหมาแน่นอน!”

เขาพูดอย่างหนักแน่น เย่เสี่ยวจิ่นก็เชื่อ

หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้ว่าเย่เสี่ยวจิ่นถามแบบนี้ทำไม

ในใจหล่อนก็แปลกใจ น้ำมันพืชราคาขึ้นไปเก้าเหมาต่อชั่งแล้ว

แล้วอย่างนี้จ้าวหลินหลินจะไปซื้อราคาห้าเหมาต่อชั่งได้อย่างไร

แปลกจริงๆ

ขณะที่ครอบครัวของพวกเขานั่งเกวียนวัว

คนขับเกวียนก็พูดขึ้นมาทันทีว่า “ก่อนหน้านี้ฉันได้ยินมาว่าในหมู่บ้านของคุณมีคนขายน้ำมัน ครึ่งหยวนต่อชั่ง หัวหน้าหมู่บ้านเซี่ยวของคุณ…”

“มาที่หมู่บ้านของพวกเรา บอกให้ทุกคนซื้อ ตอนนี้ครึ่งหนึ่งของทุกบ้านก็น่าจะซื้อไปแล้ว”

“ถ้าน้ำมันนี้ไม่ดี ก็เป็นการทำร้ายคนอื่นนะ”


บทที่ 44: พี่ชายสามกลับมา บ้านเปลี่ยนไปจนน่าตกใจ


เกวียนวัวกลับมาถึงหมู่บ้านเอาตอนฟ้ามืดค่ำแล้ว

หลี่ชุ่ยชุ่ยอุ้มเย่เสี่ยวจิ่นเดินกลับบ้าน

ตามจริงแล้ว เวลาแบบนี้ที่บ้านไม่น่าจะมีคนอยู่ แต่ไกลๆกลับเห็นแสงไฟส่องสว่าง

หลี่ชุ่ยชุ่ยใจคอไม่ดี “ทำไมบ้านเรามีไฟได้ล่ะ”

เย่จื้อผิงก็ไม่รู้เหมือนกัน

จึงรีบกลับไปดู

เห็นเด็กหนุ่มอายุ13ปี นั่งอยู่หน้าบ้าน พอเห็นพวกเขากลับมา

เขารีบลุกขึ้น “พ่อกับแม่ไปไหนมาครับ พาน้องไปหาหมอหรือยัง”

หลี่ชุ่ยชุ่ยเห็นว่าเป็นลูกชายคนที่สาม ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

เด็กหนุ่มรูปร่างผอมบาง สวมเสื้อผ้าบางๆที่ดูมอมแมม

ดูก็รู้ว่าเพิ่งกลับจากทำงานที่โรงก่อสร้าง

หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดพร้อมรอยยิ้ม “ไม่ใช่หรอก ไปอำเภอมา กลับมาก็ไม่ยอมบอกแม่สักคำ”

“พี่ชายทั้งสองคนของลูกล่ะ ทำไมไม่กลับมาพร้อมกัน”

เย่หวายยิ้ม “หมู่บ้านข้างๆ เรียกตัวพวกเขาไปทำงานสองวัน”

“พี่ใหญ่กับพี่รองกลัวว่าอยู่บ้านแล้วจะไม่มีอะไรทำ เลยไปหาคะแนนงานก่อน”

“พ่อกับแม่ ผมต้มน้ำร้อนไว้ให้แล้ว รีบไปอาบน้ำเถอะ”

เขารับตัวเย่เสี่ยวจิ่นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน “จิ่นเป่า ในที่สุดเธอก็อ้วนขึ้นมาหน่อยแล้ว”

เย่เสี่ยวจิ่นมองดูเด็กหนุ่ม เด็กหนุ่มคนนี้มีหน้าตาสะสวย ตาชั้นเดียว ใบหน้าดูหล่อเหลา

ถึงแม้จะเป็นน้องชายคนเล็ก แต่ก็ไม่ได้ซุกซนเหมือนเด็กทั่วไป

เธอช้อนตามองเย่หวาย พูดพึมพำว่า “พี่สาม”

“ครับ!” เย่หวายขานรับอย่างยินดี ควักบางสิ่งจากกระเป๋าเสื้อออกมา “อ่ะ อ้าปากสิ”

เย่เสี่ยวจิ่นอ้าปาก น้ำตาลกรวดครึ่งก้อนถูกยัดเข้ามาในปาก

รสหวานละมุนทำให้เธออดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลง

น้ำตาลกรวดก้อนนี้ดูเหมือนจะถูกแยกออกมาจากก้อนใหญ่ คาดว่าตัวเขาเองก็คงจะหวงแหนไม่น้อย

“ขอบคุณค่ะ พี่สาม”

“จิ่นเป่า พูดขอบคุณพี่เป็นด้วยเหรอ?” เย่หวายยิ้มจนตาหยี “ช่วงนี้ยังมีไข้ ไอ บ้างไหม?”

เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหน้า “ไม่มีแล้วค่ะ”

“จิ่นเป่า ต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแบบนี้ตลอดไปนะ” เย่หวายพูดพลางใช้คางถูไปบนกลุ่มผมนุ่มฟูของเธอ

เย่เสี่ยวจิ่นมีความประทับใจต่อเด็กหนุ่มคนนี้มาก

ท่าทางของเขา ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายลง

เธอหยิบลูกอมกระต่ายขาวออกมาจากกระเป๋า “พี่คะ กินนี่สิ”

เย่หวายรู้ดีว่าที่บ้านไม่ค่อยซื้อขนมหวาน แทบจะเรียกได้ว่าไม่ได้ซื้อตลอดทั้งปี

เขาจึงยิ้มแล้วบอกว่า “พี่ไม่ชอบกินขนมหวาน”

“พี่กินเถอะ หนูยังมีอีก”

เย่หวายส่ายหน้า “จิ่นเป่ากินเถอะ”

ภายในห้อง หลี่ชุ่ยชุ่ยกับเย่จื้อผิงกำลังก่อไฟทำอาหาร

เย่หวายวางเย่เสี่ยวจิ่นลงบนผ้าห่ม

เขาเดินออกไปคุยกับพ่อแม่ “พ่อแม่ครับ ผม…วันนี้ผมเจอ…”

เขาพูดตะกุกตะกักอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากอย่างไรดี

ทันทีที่เขากลับมาบ้าน ก็พบว่าไม่มีใครอยู่เลย

เขาพยายามเพ่งมองเท่าไหร่ก็ดูไม่ออกว่ามันคืออะไร

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีกล่องสีดำทะมึนวางอยู่ข้างๆ เมื่อกดปุ่ม.ลงไป มันก็เปล่งแสงสว่างออกมา ทำเอาเขาสะดุ้งเฮือก

ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ตุ่มข้าวสารและถังใส่น้ำมันในครัวก็เต็มปรี่ แม้กระทั่งในหีบใส่เสื้อผ้าของเขาก็ยังมีเสื้อกันหนาวและกางเกงผ้าฝ้ายตัวใหม่เอี่ยม

เขาไม่กล้าแตะต้องสิ่งของใดๆในบ้านเลยก่อนที่พ่อแม่จะกลับมา ได้แต่นั่งรอคอยอยู่ที่หน้าประตูด้วยความกระสับกระส่าย

หลี่ชุ่ยชุ่ยอมยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ชีวิตของพวกเราดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากแล้วละ”

ในใจของหล่อนรู้สึกผิดอยู่บ้าง “ก่อนหน้านี้เพราะน้องสาวไม่สบาย ทำให้ลูกไม่ได้เรียนหนังสือต่อ”

“ลูกยังเด็กอยู่แท้ๆ ต้องมาทำงานหาเลี้ยงชีพแบบนี้ ลูกโกรธแม่บ้างไหม”

เย่หวายรีบส่ายหน้า กล่าวอย่างจริงใจ “ผมไม่โกรธแม่หรอกครับ แถม…”

“ทุกคนต่างก็ไม่ได้เรียนหนังสือต่อแล้ว ทั้งหวังเสี่ยวหู่ ซุนไฉ พวกเขาก็เหมือนกัน”

“ผมทำงานที่หมู่บ้าน ยังได้อยู่กับพวกเขาด้วย”

เขายิ้มออกมาจนเห็นลักยิ้มข้างแก้ม “แบบนี้มันสนุกกว่าเรียนหนังสือตั้งเยอะ”

หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้ดีว่าในใจเย่หวายยังคงอยากเรียนหนังสืออยู่

หล่อนเห็นเขาเก็บหนังสือเรียนเก่าๆไว้อย่างดีในห้อง

ตอนนี้ฐานะทางบ้านพอจะดีขึ้นมาบ้าง แต่โรคของจิ่นเป่านั้น หากกำเริบขึ้นมาแต่ละครั้ง ต้องใช้เงินมากมาย

ในใจหลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก “แม่ขอโทษนะ”

“แม่ครับ อย่าพูดแบบนั้นสิ แม่ดีกับผมมากแล้ว” เย่หวายรีบพูด “พวกคุณยังไม่ได้บอกผมเลยว่าของในห้องผมมันคืออะไร”

หลี่ชุ่ยชุ่ยกุลีกุจอทำอาหาร ใบหน้าแฝงรอยยิ้มแห่งความลำบากใจ

เย่จื้อผิงเรียกเย่หวายให้เข้ามาหา ก่อนจะเล่าเรื่องราวภายในบ้านให้ฟัง

เย่หวายได้ฟังถึงกับตาค้าง “บนโลกนี้มีเซียนจริงๆเหรอครับ”

“ผมรู้แล้วครับพ่อ วางใจเถอะ ผมจะรักษาความลับนี้ไว้เป็นอย่างดี” ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความแน่วแน่ “ผมจะปกป้องน้องสาวให้ดีด้วย”

หลี่ชุ่ยชุ่ยผัดเนื้อตากแห้งกับไข่ไก่

เย่เสี่ยวจิ่นขึ้นมานั่งบนโต๊ะอาหาร เธอกินลูกอมเข้าไปแล้ว จึงไม่ค่อยหิวเท่าไรนัก กินไปเพียงน้อยนิดก็ขอตัวเข้านอน

เย่หวายถือชามข้าวไว้ในมือ ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

เขายังจำได้ดีว่า เมื่อก่อนที่บ้าน แม้แต่ข้าวสวยร้อนๆสักจานยังไม่มีกิน

พอถึงฤดูใบไม้ผลิ ก็ทำได้เพียงขนมโก๋จากต้นชิงเฮา แม้รสชาติจะไม่ได้ดีเลิศ แต่ก็ช่วยให้อิ่มท้องได้

เมื่อฤดูร้อนมาเยือน พืชผักนานาพันธุ์ต่างก็ชูช่อ ออกผลผลิตให้เก็บกินได้อย่างอุดมสมบูรณ์ พวกเขาสามารถกินผักได้มากขึ้น และลดข้าวลงบ้าง

ครั้นเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ช่วงต้นฤดู พวกเขาจำต้องพึ่งพาอาหารจากธรรมชาติ อาศัยขึ้นเขาหาของป่ามาประทังชีวิต

กระทั่งล่วงเข้าสู่ช่วงปลายฤดู พอข้าวเริ่มออกรวง ก็จะเริ่มมีข้าวให้กินอย่างอิ่มหนำสำราญไปจนถึงฤดูหนาว

อย่างไรก็ตาม ในแต่ละปี พวกเขาจำเป็นต้องขายข้าวเปลือกออกไปบ้าง เพื่อนำเงินมาซื้อยารักษาโรคให้กับน้องสาว

หลี่ชุ่ยชุ่ยมองลูกชายไม่กล้าคีบเนื้อ หล่อนก็รู้สึกสะเทือนใจอีกครั้ง “เสี่ยวหวาย รีบกินเนื้อเยอะๆหน่อย”

“ที่บ้านยังมีเนื้อตากแห้งนะ กินได้เต็มที่เลย”

“อยู่ที่คูน้ำ คงไม่มีอะไรอร่อยๆกินหรอก กินเยอะๆนะ”

เย่หวายคีบเนื้อมาชิ้นหนึ่ง จากนั้นก็กินแต่อาหารจานไข่

สำหรับเขาแล้ว ไข่ก็ถือเป็นของอร่อยที่หาได้ยากเช่นกัน

เย่จื้อผิงตบโต๊ะแล้วพูดว่า “กินเนื้อสิ ตอนนี้ที่บ้านมีกินอิ่มแล้ว”

“เนื้อตากแห้ง…พรุ่งนี้เก็บไว้ให้น้องกินเถอะนะ”

เย่จื้อผิงส่ายหน้า แล้วตักเนื้อตากแห้งแบ่งใส่ถ้วยของเขาเกือบครึ่ง

เย่หวายทำอะไรไม่ถูก “ผม ผมกินไม่หมดหรอกครับเยอะขนาดนี้”

หลี่ชุ่ยชุ่ยปลอบลูกชาย “ลูกแม่ กินเยอะๆนะ กำลังโตพอดี”

“อย่าเป็นแบบพ่อ ตอนเด็กๆกินไม่อิ่ม ตัวก็เลยเล็กแค่นี้”

“ต้องตัวโตๆสูงๆ ถึงจะหาภรรยาได้”

เย่หวายได้ยินแม่พูดแบบนั้นก็อายม้วน “แม่ครับ ผมยังเด็กอยู่เลย”

เย่หวายกินข้าวไปสองชามใหญ่ ไม่เคยกินอิ่มขนาดนี้มาก่อน

แต่พอกินอิ่มแล้วก็แอบรู้สึกผิด กลัวว่าพ่อกับแม่จะกินไม่อิ่มเพราะตัวเองกินเยอะเกินไป

เขารีบควักสมุดบันทึกคะแนนงานออกจากกระเป๋า “แม่ครับ ช่วงนี้ผมได้คะแนนเยอะนะครับ!”

“ต่อไปนี้เราจะเอาข้าวฟ่างไปแลกของได้มากขึ้นแล้วนะ”

หลี่ชุ่ยชุ่ยพยักหน้า “ตกลงจ้ะ”

“แล้วนี่ลูกก็อย่าใส่เสื้อผ้าเก่าๆนี่เลย รีบไปเปลี่ยนเป็นชุดใหม่ซะ พวกเรามีเสื้อกันหนาวขนสัตว์คนละตัวเชียวนะ”

จริงๆแล้ว เย่หวายได้แอบลองใส่ไปแล้วรอบหนึ่ง

แต่เพราะกลัวว่าไม่ใช่ของตัวเอง เขาจึงรีบถอดออก

ของดีๆในบ้านแต่ก่อนล้วนถูกยกให้กับครอบครัวของลุงใหญ่ไปหมด

เขาก็แค่ไม่อยากทำให้พ่อแม่ลำบากใจเท่านั้น

ไม่คิดเลยว่า…เสื้อผ้าพวกนี้จะเป็นของตัวเองจริงๆ

เขายิ้มอย่างเขินอาย “ผมลองใส่ดูแล้วครับ พอดีเลย ใส่แล้วอุ่นมาก แถมยังดูดีอีกด้วย”

ระหว่างที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่ หลิวต้าเม่ยก็มาถึงพอดี

คราวนี้ดูเหมือนหล่อนจะมาตัวเปล่าไม่สะดวกใจ แถมยังเกรงว่าเย่เสี่ยวจิ่นจะมาสวนกลับอีก

หล่อนถือผักกูดกำใหญ่ไว้ในมือ “วันนี้ฉันเก็บผักกูดมาได้หน่อย เลยเอามาแบ่งให้พวกแกด้วย”

หล่อนเหลือบมองเย่หวาย “เย่หวาย กลับมาแล้วเหรอ? พอดีเลย พรุ่งนี้มากินข้าวด้วยกันทั้งครอบครัวนะ”

หลี่ชุ่ยชุ่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ปกติแล้วหล่อนไม่เคยเห็นลูกชายของเธออยู่ในสายตามาก่อน

เธอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “กินข้าวที่บ้านเราเหรอ?”

“ไม่ใช่หรอก!” หลิวต้าเม่ยโบกมือปฏิเสธ “เย่หวายกลับมา ไม่เห็นต้องเลี้ยงฉลองอะไรเป็นพิเศษ”

“อีกสองวัน เย่เหวินชางจะเข้าเมือง พรุ่งนี้ญาติๆจะมาหา” หลิวต้าเม่ยหันมาบอกหลี่ชุ่ยชุ่ย “พรุ่งนี้เช้าเธอไปทำกับข้าวที่บ้านใหญ่”

“ทำให้มันดีๆ อย่าให้ใครมาหัวเราะเยาะเราได้”

หลี่ชุ่ยชุ่ยสีหน้าดูไม่สู้ดีนัก

ก็อย่างที่คิด หล่อนสนใจแต่เย่เหวินชาง


บทที่ 45: งานเลี้ยงฉลองสอบติดของเย่เหวินชาง


ดูเหมือนเย่หวายจะชินชากับเรื่องแบบนี้ไปเสียแล้ว

เย่จื้อผิงรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย “งานเลี้ยงฉลองสอบติดของเหวินชางแท้ๆ ทำไมต้องให้ชุ่ยชุ่ยเป็นคนทำอาหารด้วย?”

“พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ ทำไม่ได้รึไง?”

หลิวต้าเม่ยไม่คิดเลยว่าเย่จื้อผิงลูกชายที่เคยกตัญญูต่อนางที่สุดจะกล้าขัดใจนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในใจรู้สึกทั้งน้อยใจและเคียดแค้นหลี่ชุ่ยชุ่ยกับลูกสาว

ถ้าไม่ใช่เพราะสองแม่ลูกคู่นั้นคอยยุแยงอยู่เบื้องหลัง ลูกชายของนางคงไม่กล้าทำตัวแบบนี้แน่!

หลิวต้าเม่ยพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ “ก็ไม่ใช่ให้เธอทำคนเดียวซะหน่อย แค่ให้ไปช่วยๆเท่านั้น พวกเราเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน จะแบ่งแยกกันไปทำไม?”

“อีกอย่าง ญาติพี่น้องก็มากันเยอะแยะ กุ้ยฮวาเองก็ต้องต้อนรับแขก”

“ชุ่ยชุ่ยก็แค่ไปช่วยหยิบจับนิดหน่อยเอง”

หลี่ชุ่ยชุ่ยขมวดคิ้ว “ได้ พรุ่งนี้ฉันจะไปแต่เช้า”

หลิวต้าเม่ยพยักหน้าอย่างพอใจ ในที่สุดก็รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียที

หลังจากสั่งงานเสร็จ นางก็เดินจากไป

หลี่ชุ่ยชุ่ยหยิบผักกูดขึ้นมา ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “พอดีเลย คืนพรุ่งนี้ทำผัดผักกูดกับเนื้อตากแห้งกินกัน”

ผักกูดไม่ใช่ของหายาก แต่ตอนนี้ยังมีน้อย

รอให้อากาศอุ่นขึ้นกว่านี้หน่อย ก็คงจะเต็มภูเขาแล้ว

เย่จื้อผิงถอนหายใจ “ลำบากคุณแล้วชุ่ยชุ่ย”

“แค่ไปช่วยงาน พวกเราก็เป็นญาติกัน อีกหน่อยถ้าลูกชายคนโตแต่งงาน คงต้องขอให้พวกเขาช่วยเหมือนกัน”

เย่จื้อผิงพยักหน้า เหตุผลก็เป็นอย่างนั้น

ในหมู่บ้านต่างก็เป็นแบบนี้ บ้านไหนมีงานอะไร ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็มาช่วยกันทั้งนั้น

“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ผมจะไปเป็นเพื่อนคุณ”

หลี่ชุ่ยชุ่ยจ้องเขาเขม็ง “คุณจะไปทำไม วันนี้คุณก็ใช้ขาทำงานหนักมาทั้งวันแล้ว”

“พรุ่งนี้นอนตื่นสายหน่อย พักผ่อนให้เต็มที่เเล้วกัน”

“ทำงานหนักทุกวันแบบนี้ คุณยังอยากหายดีอีกหรือเปล่า”

เย่จื้อผิงช่วยเด็ดปลายผักกูด ทุกคนในครอบครัวก็นั่งคุยกันสักพัก

เดิมทีหลี่ชุ่ยชุ่ยตั้งใจจะเอาน้ำมันไปให้บ้านหยางเจวียน แต่ตอนนี้ต้องทำกับข้าว จึงทำอย่างนั้นไม่ได้

หล่อนไปช่วยงานบ้านที่บ้านพี่ชายตั้งแต่เช้า

ตอนนี้กับข้าวเตรียมพร้อมเรียบร้อยเเล้ว

หลี่กุ้ยฮวานั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์บนม้านั่ง นั่งกินเมล็ดแตงโมและถั่วลิสงเป็นเพื่อนแขก

พอเห็นหลี่ชุ่ยชุ่ยมาถึง หล่อนก็ปรายตามองด้วยหางตาแวบหนึ่ง “ชุ่ยชุ่ย เธอมาช้าเกินไปแล้ว ทุกคนหิวกันหมดแล้ว”

“ไปทำกับข้าวได้แล้ว ผักเตรียมไว้ให้หมดแล้ว แค่ล้างแล้วผัดก็เสร็จ”

หลี่ชุ่ยชุ่ยเห็นท่าทางแบบนั้นจึงพูดว่า “แม่ไม่ได้บอกเหรอว่าฉันแค่มาช่วยงาน”

หลี่กุ้ยฮวาถ่มกากเมล็ดแตงโมออกมา “ก็ไม่มีทางนี่นา …ฉันต้องอยู่คุยกับแขก”

“ไม่ใช่ลูกชายเธอที่สอบติดมหาวิทยาลัย แล้วเธอจะมาอยู่คุยกับแขกแทนรึไง”

“เธออย่ามัวโอ้เอ้เลย บ้านเธอก็ไม่มีใครสอบติด รีบไปทำกับข้าวเถอะ”

หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกขุ่นเคืองใจอยู่บ้าง

แต่แขกเหรื่อมากันเต็มไปหมด หล่อนจึงไม่กล้าพูดอะไร

จึงเดินเข้าครัวไป

ผักถูกเตรียมไว้ให้แล้ว แต่ต้องล้างและหั่น ดูท่าทางแล้วคงไม่มีใครคิดจะลงมือช่วย

ด้านนอกครึกครื้นกันใหญ่

หลี่ชุ่ยชุ่ยนั่งยองล้างผักอยู่ในครัว มือเท้าเย็นชืด ได้ยินเสียงคนนอกบ้านสรรเสริญลูกชายของหลี่กุ้ยฮวาดังลอยมาเข้าหู

“กุ้ยฮวา เธอนี่สอนลูกได้ดีจริงๆ มีลูกชายคนเดียวแท้ๆ แต่กลับเก่งกาจได้ขนาดนี้”

“นั่นสิ ว่ากันว่าลูกคนเดียวมักจะสู้ลูกหลายคนไม่ได้ แต่ดูสิ ลูกชายเธอคนเดียวก็เหนือกว่าลูกคนอื่นตั้งหลายขุม”

“วันข้างหน้าเหวินชางรุ่งเรืองเมื่อไหร่ อย่าลืมญาติมิตรยากจนอย่างพวกเรานะ”

หลี่กุ้ยฮวายิ้มรับคำสอพลออย่างยินดี “นั่นแน่อยู่แล้ว ถ้าเหวินชางของพวกเรารุ่งเรืองขึ้นมาละก็ ยังไงก็ต้องไม่ลืมพวกเธอทุกคนอยู่แล้ว”

“ถึงเหวินชางของพวกเราจะเรียนหนังสือเยอะ แต่เขาก็ไม่ใช่เด็กเรียนอย่างเดียวนะ”

“ครูเขายังชมอยู่เลยว่า เหวินชางเป็นเด็กที่ทั้งเรียนเก่ง ทั้งกีฬาเด่น”

จู่ๆ หลี่ชุ่ยชุ่ยก็แกล้งถามขึ้น “ไม่ใช่ว่าบ้านตระกูลเย่มีลูกชายหลายคนหรอกเหรอ ทำไมถึงไม่มีใครได้เรียนหนังสืออีกล่ะ”

หลี่กุ้ยฮวาเม้มริมฝีปากขึ้นเล็กน้อย “เรื่องเรียนหนังสือมันต้องดูที่พรสวรรค์ด้วยนะ หลี่ชุ่ยชุ่ย ไม่ใช่ว่าใครอยากจะเรียนแล้วเรียนได้ซะเมื่อไหร่”

“เมื่อก่อนลูกชายคนเล็กของบ้านแกก็เรียนเก่งไม่ใช่เล่น แต่ตอนนี้เป็นไงล่ะ ไม่ใช่เลิกเรียนไปแล้วหรอกเหรอ”

“เรื่องเรียนของเด็กประถมมันง่าย สอบก็ง่าย พอขึ้นมัธยมต้นก็จะยากขึ้นเยอะ” หลี่กุ้ยฮวาพูด

“นั่นสิ ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะได้สบาย”

“งั้นต่อไปนี้ครอบครัวของเธอก็คงต้องฝากความหวังไว้ที่เหวินชางแล้วละ”

“มิน่าล่ะ ป้าใหญ่ถึงได้รักเหวินชางที่สุด” ทุกคนพากันหัวเราะลั่น

หลี่ชุ่ยชุ่ยที่อยู่ข้างในครัวได้ยินทุกคำพูดอย่างชัดเจน

เพราะในครัวไม่มีประตู เชื่อมต่อกับห้องโถงโดยตรง อีกทั้งหลี่กุ้ยฮวายังพูดเสียงดังฟังชัด

ต่อให้หล่อนไม่อยากได้ยินก็คงยาก

หลี่ชุ่ยชุ่ยล้างผักอย่างเชื่องช้า ในใจรู้สึกขมขื่นไม่น้อย

ลูกชายของหล่อนก็เคยเป็นเด็กดี มีแววเรียนเก่ง เพียงแต่พวกเขาไม่มีเงินส่งเสียให้เรียนต่อ

“ป้าใหญ่ แม่ของผมอยู่ที่ไหนเหรอครับ” เสียงของเย่หวายดังขึ้น

หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบเช็ดน้ำตาที่คลอเบ้า “เสี่ยวหวาย แม่อยู่ในครัวจ้ะ”

เย่หวายมีแววไม่พอใจเล็กน้อยในดวงตา เขาเดินเข้าไปในครัว “ทำไมถึงปล่อยให้แม่ทำงานคนเดียวแบบนี้ล่ะครับ”

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ เสี่ยวหวาย ลูกกลับบ้านก่อนเเล้วกัน … หรือไม่ก็ไปเล่นกับเหวินชางก็ได้”

“ที่นี่มีแต่ญาติๆ ลูกยังเด็กอยู่ อย่าอยู่เลย”

หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดไปอย่างนั้น แต่ในใจกลัวว่าเย่หวายจะได้ยินคำพูดเสียดสีแล้วจะเสียใจ

หลี่กุ้ยฮวาเข้ามาใกล้ “เสี่ยวหวาย มาได้จังหวะดีเลย”

“ฟืนในครัวเราหมดแล้ว ตรงกองฟืนมีฟืนมัดหนึ่ง ช่วยหน่อยสิ”

“พี่ใหญ่เธอออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว ป้าคนเดียวก็ยกไม่ไหว พี่ชายเธอก็ไม่เคยทำงาน”

หล่อนยิ้มตาหยี พูดว่า “เธอก็อายุขนาดนี้แล้ว แบกฟืนนิดหน่อยคงไม่มีปัญหาหรอกนะ?”

แม้ว่าในใจเย่หวายจะไม่พอใจ แต่ปากก็โต้แย้งอะไรไม่ได้

ครอบครัวของบ้านสามเป็นพวกขี้ขลาดกันตั้งแต่พ่อแม่ยันลูก

ยอมให้คนอื่นรังแกได้

ไม่งั้นชีวิตก็คงไม่แย่ลงเรื่อยๆแบบนี้

เย่หวายเดินไปที่ข้างโรงเก็บฟืนอย่างหงุดหงิด

ฟืนกองนี้ตากแห้งแล้ว แต่มันเป็นกองใหญ่มาก เขาอายุแค่สิบสามปี จึงแบกขึ้นมาค่อนข้างลำบาก

เขาลองหลายครั้งกว่าจะแบกขึ้นมาได้

เขาแบกฟืนเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็เห็นเย่เหวินชางเดินมาทางนี้

เขารีบก้มหน้าลง ในใจรู้สึกเหมือนตนเองต่ำต้อยเล็กน้อย

เย่เหวินชางเพียงแค่มองเขาแวบเดียว แล้วก็เดินผ่านไปโดยไม่พูดอะไรเลย

ราวกับว่าในสายตาของเขาไม่มีคนๆนี้อยู่

ท่าทีเช่นนี้ ทำให้เย่หวายยิ่งรู้สึกด้อยค่าตัวเองลงไปอีก

เขาหยิบฟืนมาช่วยก่อไฟ

เสียงไฟในเตาดังปะทุ เย่หวายรู้สึกเหม่อลอยไปชั่วขณะ

“เสี่ยวหวาย ลูกไม่ต้องอยู่ที่นี่หรอก ไม่งั้นพวกเขาจะใช้งานลูกอีก”

ใบหน้าของเย่หวายสะท้อนแสงไฟ เขาฝืนยิ้มออกมา “ไม่เป็นไรหรอกแม่ ผมมาช่วยแม่หั่นผักดีกว่า”

“ที่นี่มีแม่คนเดียว จะทำทันได้ยังไง”

หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกละอายใจ “เสี่ยวหวาย แม่ทำคนเดียวได้”

ดวงตาของเย่หวายเต็มไปด้วยความดื้อรั้น “ผมจะช่วยแม่ อย่างน้อยก็จะได้เบาแรงลงหน่อย”

หลี่ชุ่ยชุ่ยมองลูกชายที่วุ่นวายไปมา ก็ได้แต่ส่ายหน้า

ทันใดนั้นหล่อนก็ยิ้มออกมา “เป็นแบบน้องสาวลูกดีกว่าเยอะ ไม่ยอมเสียเปรียบใครง่ายๆ”

“แบบนั้นแหละครับถึงจะดี” เย่หวายยิ้มตาม

เสียงหัวเราะดังเล็ดลอดมาจากข้างนอก

“คุณป้า มาถึงแล้วเหรอ รอตั้งนาน”

“ใช่ๆ ไม่ได้เจอกันนานเลย ยังดูแข็งแรงดีนะครับ”

“คุณนี่โชคดีจังเลยนะ หลานชายก็เก่งกาจ”

หลิวต้าเม่ยหน้าตาเบิกบานอย่างยิ่ง “โธ่ๆ ดูสิ ชมกันใหญ่เลย”

“บ้านเจ้าใหญ่เรามีลูกชายคนเดียว บ้านเจ้ารองมีสองคน บ้านเจ้าสามมีสามคน”

“มีแต่เหวินชางที่ทำให้ชื่นใจ ส่วนคนอื่นๆน่ะ ปวดหัวจะแย่”

ลูู่ชุ่ยฮวาก้าวออกมาพูดว่า “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ฉันได้ยินมาว่าลูกชายคนเล็กของบ้านเจ้ารองของคุณจะไปเรียนตัดผมในเมือง ถ้าเรียนจบก็จะมีอาชีพติดตัวไปเลยนะ”

หลิวต้าเม่ยทำเสียงจุ๊จุ๊สองครั้ง “ก็ต้องเสียเงินเรียนน่ะสิ ฉันจ่ายไปตั้งสิบกว่าหยวนแล้ว”

“ไม่รู้ว่าเด็กจะทำได้หรือเปล่า อย่าให้เสียเงินเปล่าเลย เรียนแล้วไม่ได้ความรู้อะไรเลย”

“ถ้าเป็นอย่างนั้นฉันคงโมโหตายแน่”

ถึงแม้หลิวต้าเม่ยจะพูดแบบนั้น แต่จากคำพูดก็ยังเห็นได้ว่านางให้ความสำคัญกับครอบครัวของลูกชายคนรองอยู่

หลี่กุ้ยฮวาลุกขึ้นยืน ทำท่าทางสง่าผ่าเผยอย่างช้าๆ “ตอนนี้เหวินชางของเราก็ท่องบทเรียนเสร็จแล้ว ฉันจะไปเรียกเขาออกมาทักทายญาติๆหน่อย”


จบตอน

Comments