บทที่ 421: มีขโมยเข้าบ้านหรือ?
จากนั้นหลิวต้าเม่ยก็เบิกตากว้างขึ้นมา
"เด็กคนนี้ ไม่รู้จักมารยาท พูดจากับผู้ใหญ่แบบนี้ได้ยังไง"
หลินมู่จ้องนางอย่างดุดัน โดยไม่พูดอะไร
หลิวต้าเม่ยกำลังจะสั่งสอนอีกสองสามประโยค แต่ถูกสายตาของหลินมู่จ้องจนขนลุก จึงแย่งห่อผ้าในอ้อมแขนของเขามา
นางถ่มน้ำลายอย่างไม่พอใจ พลางพูดเป็นนัยๆ "พวกแกจะต้องได้รับผลกรรมแน่"
เย่เสี่ยวจิ่นไม่แสดงท่าทีอะไร และไม่นึกโกรธ
ปากของหลิวต้าเม่ยไม่เคยพูดจาดีๆเลยสักคำ
พวกเขาชินกับเรื่องแบบนี้มานานแล้ว
หลังจัดข้าวของเสร็จเกือบหมดแล้ว หลินมู่กับเซี่ยงซิ่วอิงก็จะอยู่ที่ฟาร์มต่อ
เย่เสี่ยวจิ่นตั้งใจจะมอบงานจิปาถะในฟาร์มให้พวกเขาทั้งสองคนจัดการ ซึ่งช่วยลดภาระหลี่ชุ่ยชุ่ยกับหลิวเยว่ลงไปมาก
หลินมู่รีบอาสาแบกของให้พวกเขา หลี่ชุ่ยชุ่ยได้แต่ยิ้มเจื่อน "เสี่ยวมู่ ให้ฉางอันกับคนอื่นๆถือก็ได้ ร่างกายเธอยังเล็ก รอโตกว่านี้ก่อนเถอะ"
หลี่ชุ่ยชุ่ยค่อนข้างชอบเด็กอย่างหลินมู่ แม้ว่าเขาจะพูดน้อยและเงียบขรึม แต่ก็ขยันและตั้งใจทำงาน ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยหรือลำบากเลย
หลินมู่แบกกระสอบที่ใหญ่กว่าคนอื่นสองเท่าไว้บนบ่า "ผมแบกไหว! ไม่เหนื่อยเลยสักนิด!"
พูดจบก็วิ่งลงไปอย่างรวดเร็ว
หลี่ชุ่ยชุ่ยมองไปที่เซี่ยงซิ่วอิง อีกฝ่ายยิ้มอย่างขออภัย "พี่หลี่ ปล่อยให้หลินมู่ช่วยเถอะค่ะ"
พวกเขาขนของใช้จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันกลับบ้านกันหมดแล้ว
พอเย่เสี่ยวจิ่นและคนอื่นๆ เดินมาถึงหน้าบ้านตระกูลเย่ ก็เห็นหลินมู่วิ่งมาที่ประตูใหญ่ด้วยสีหน้าร้อนรน
หลินมู่เห็นเย่เสี่ยวจิ่นแล้วก็ตะโกนเสียงดัง "จิ่นเป่า บ้านของพวกคุณโดนขโมยขึ้นใช่ไหม ข้าวของกระจัดกระจายไปหมดเลย!"
เย่เสี่ยวจิ่นมีเครื่องหมายคำถามลอยอยู่เหนือศีรษะอย่างช้าๆ
โดนขโมย?
ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามีบ้านไหนในหมู่บ้านชงเถียนโดนขโมย
หรือว่าเพราะหิมะตกหนัก ขโมยไม่สามารถขโมยของบนถนนได้ เลยบุกเข้ามาขโมยถึงในบ้าน?
หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกกังวลใจ "รีบกลับไปดูกันเถอะว่ามีของสำคัญอะไรหายไปบ้างไหม"
พวกเขาขนเงินทองของมีค่าไปที่ฟาร์มหมดแล้ว แต่ที่บ้านยังมีของกินอีกไม่น้อย
ของฝากที่เย่ฉางอันและคนอื่นๆเอากลับมาจากเมืองไห่เฉิง ยังเหลืออยู่อีกตั้งครึ่งหนึ่ง!
พวกเขารีบเข้าไปในบ้านทันที พบว่าห้องโถงกลางและห้องครัวรกเละเทะไปหมด
ตู้และถุงต่างๆถูกเปิดออก ถุงบรรจุภัณฑ์บางส่วนกระจัดกระจายอยู่บนพื้น ตู้เก็บขนมในห้องครัวว่างเปล่า
"แย่แล้ว!" หลี่ชุ่ยชุ่ยทำหน้าเสียดาย "ถ้ารู้แบบนี้ พวกเราน่าจะเอาของกินไปด้วยให้หมด"
หล่อนทำหน้าเสียดายสุดแสน
นั่นมันของที่เย่ฉางอันตั้งใจซื้อมาจากเมืองไห่เฉิงโดยเฉพาะ!
ปกติหล่อนยังไม่กล้ากินเลย
เสี่ยวเป่าในอ้อมแขนของหลิวเยว่ก็ไม่พอใจ ทำปากยื่นน้ำตาคลอ "แม่ครับ นมผงผมหายหมดเลย"
เย่ฉางอันซื้อนมผงมาให้เสี่ยวเป่าหนึ่งกระปุก ซึ่งเสี่ยวเป่าชอบกินมาก
หลิวเยว่ปลอบลูกเบาๆ "ไม่ร้องนะ ไม่ร้อง เดี๋ยวให้พ่อไปซื้อมาให้ใหม่"
เย่เสี่ยวจิ่นกวาดตามองไปรอบๆหลายครั้ง
แล้วเดินออกไปนอกบ้าน
จากนั้นเดินตรงไปที่บ้านเพื่อนบ้านและเคาะประตู
"ป้า บ้านหนูดูเหมือนจะโดนขโมยขึ้น ช่วงนี้ป้าเห็นคนน่าสงสัยปรากฏตัวแถวบ้านหนูบ้างไหมคะ?"
"โดนขโมย?!" หญิงเพื่อนบ้านตกใจ ขมวดคิ้วครุ่นคิดสักครู่
"ไม่เห็นมีคนน่าสงสัยนะ หมู่บ้านเรามีคนไม่กี่คน ฉันรู้จักหมดทุกคน"
"แถมหิมะก็ตกหนักขนาดนี้ ในหมู่บ้านแทบไม่มีใครออกมาเดินเลย"
"แต่ว่า..."
"ฉันเคยเห็นเย่ว่านหยวนลูกชายของเย่ไฉกุ้ยยืนอยู่หน้าประตูบ้านเธอสักพัก แล้วเขายังถามฉันด้วยว่าพวกเธออยู่บ้านไหม"
"ตอนนั้นฉันก็บอกเขาไปว่าพวกเธอไปที่ฟาร์ม แล้วก็เข้าบ้านไป"
เย่ว่านหยวน?
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า ยิ้มให้หญิงเพื่อนบ้าน "ค่ะ หนูเข้าใจแล้ว ขอบคุณคุณป้ามากนะคะ"
พอเย่าเสี่ยวจิ่นกลับมาถึงบ้าน ก็เห็นหลี่ชุ่ยชุ่ยนั่งอย่างหมดแรงบนเก้าอี้
หล่อนถอนหายใจพลางบ่น "ของกินที่เก็บไว้ในบ้านหายไปหมดเลย ทั้งข้าว แป้ง รวมถึงถ่านไม้ก็หายไปด้วย"
"ไอ้หัวขโมยนี่ก็ช่างกล้าทำจริงๆ ขโมยของไปมากมายขนาดนี้"
เย่จื้อผิงสบถออกมาด้วยสีหน้าเจ็บปวด
เย่เสี่ยวจิ่นเห็นสถานการณ์แบบนั้น จึงลังเลก่อนพูดว่า "พ่อแม่คะ เมื่อกี้หนูไปหาป้าข้างบ้าน เขาบอกว่าช่วงนี้ไม่เห็นคนน่าสงสัยเลย แต่กลับเห็นเย่ว่านหยวนมาที่บ้านเรา"
"ว่านหยวน?!" เย่จื้อผิงอุทานด้วยความไม่อยากเชื่อ
หลี่ชุ่ยชุ่ยเงยหน้าขึ้นมาด้วยความงุนงง "หมายความว่าพวกเขาเป็นคนขโมยของในบ้านเราไปหรือ?"
"หนูก็ไม่แน่ใจค่ะ" เย่เสี่ยวจิ่นพูด "แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้"
เย่จื้อผิงกับหลี่ชุ่ยชุ่ยเงียบไปครู่หนึ่ง
ทั้งสองสบตากัน เย่จื้อผิงพูดว่า "พวกเราหาข้ออ้างไปดูที่บ้านเย่ไฉกุ้ยกันเถอะ ถ้าพวกเขาเป็นคนเอาของในบ้านเราไปจริง เราจะยอมเสียเปรียบเฉยๆไม่ได้"
"งั้นให้พวกเสี่ยวหวายไปส่งเมล็ดพันธุ์"
"พาเสี่ยวเป่าไปด้วยค่ะ" เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ "เด็กๆชอบวิ่งเพ่นพ่านไปทั่วอยู่แล้ว"
คนอื่นๆก็เข้าใจความหมาย
ให้เสี่ยวเป่าไปสำรวจดู ความคิดนี้ฟังดูไม่เลวเลย
เย่เสี่ยวจิ่นและเย่หวายพาเสี่ยวเป่าออกเดินทางไปบ้านของเย่ไฉกุ้ยพร้อมกับเมล็ดพันธุ์
คนอื่นๆต่างอยู่บ้านจัดเก็บข้าวของ
เสี่ยวเป่าฉลาดมาก เย่เสี่ยวจิ่นสอนแค่รอบเดียวก็เข้าใจแล้ว
เย่เสี่ยวจิ่นกล่าว “พวกเราแค่ไปดูก่อน ถ้าไม่เจอของของบ้านเรา ห้ามไปค้นของในบ้านพวกเขานะ เข้าใจไหม?"
เสี่ยวเป่าพยักหน้าอย่างว่าง่าย "ผมรู้แล้วครับ แม่บอกว่าทำแบบนั้นไม่สุภาพ"
"เด็กดี" เย่เสี่ยวจิ่นบีบจมูกเล็กๆของเขา "งั้นเดี๋ยวเราก็ต้องพึ่งเสี่ยวเป่าแล้วนะ"
เสี่ยวเป่ากำมือ "อืม!"
ที่บ้านของเย่ไฉกุ้ย
ในช่วงหิมะตกและน้ำแข็งเหล่านี้ เซี่ยวเฟินฟางส่งเย่ว่านหยวนไปที่บ้านเย่เหล่าซานหลายครั้ง
ทุกครั้งล้วนไปในตอนกลางคืน
การเทียวไปเทียวมาหลายครั้งนี้ได้ขโมยของดีๆมาจากบ้านของเย่จื้อผิงไม่น้อย
หล่อนไม่อยากกินให้หมดในคราวเดียว จึงซ่อนของทั้งหมดไว้ ห่อด้วยผ้าแล้วเก็บไว้ที่ก้นหีบ
ฝาหีบยังถูกล็อกด้วยกุญแจอีกด้วย
ปกติเมื่อเซี่ยหลินอยากกิน หล่อนก็ได้กินแค่นิดหน่อยเท่านั้น
เช้านี้เซี่ยหลินได้รับเนื้อแห้งมาครึ่งชิ้น หล่อนเสียดายที่จะกินหมดในคราวเดียว จึงค่อยๆแบ่งกินทีละนิด แล้วห่อกลับเก็บซ่อนไว้ใต้หมอน
ตอนนี้เซี่ยหลินกำลังกวาดหิมะอยู่ในบ้าน
เซี่ยวเฟินฟางอยู่ที่ลานหลังบ้านให้อาหารไก่และเป็ด ส่วนผู้ชายในบ้านออกไปทำงานในไร่กันหมดแล้ว
"เสี่ยวจิ่น?" เซี่ยหลินเงยหน้าขึ้นมาเห็นเย่เสี่ยวจิ่นก็ตกใจ
"ทำไมเธอถึงมาที่นี่?"
"หนูมาส่งเมล็ดพันธุ์ให้ลุงรองน่ะค่ะ" เย่เสี่ยวจิ่นชั่งน้ำหนักของในมือ "ลุงรองกับป้าสะใภ้รองอยู่บ้านไหม?"
เซี่ยหลินส่ายหน้า จ้องเย่เสี่ยวจิ่นอย่างระแวง "แม่อยู่ที่ลานหลังบ้านให้อาหารไก่"
"ฉันจะพาเธอไป"
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า "ค่ะ"
เซี่ยหลินเดินนำหน้า พวกเขาเดินตามหลัง
เย่เสี่ยวจิ่นฉวยจังหวะตอนที่เซี่ยหลินไม่ทันสังเกตแอบปล่อยมือเสี่ยวเป่า ซึ่งเสี่ยวเป่าก็ฉลาดพอ รีบวิ่งเข้าไปในบ้านของพวกเขาอย่างรวดเร็ว
ที่ลานหลังบ้าน เซี่ยวเฟินฟางกำลังโปรยรำลงในเล้าไก่
"แม่คะ พวกเสี่ยวจิ่นมาหา"
เซี่ยวเฟินฟางหันกลับมามอง เห็นเย่เสี่ยวจิ่นแล้วก็ไม่มีทีท่าประหม่าแม้แต่น้อย
หล่อนยิ้มอย่างอ่อนโยน "เสี่ยวจิ่นเหรอ วันนี้มีเวลาว่างมาหาป้ารองด้วยเหรอจ๊ะ"
"ป้ารอง พวกเรามาส่งเมล็ดพันธุ์ครับ"
เย่หวายอธิบายพร้อมรอยยิ้ม
สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ
แล้วเห็นของคุ้นตาอยู่บนพื้นใกล้เล้าไก่
ดวงตาของเขาวาบขึ้น แล้วดึงเสื้อเย่เสี่ยวจิ่นเบาๆอย่างไม่ให้ใครสังเกตเห็น
เย่เสี่ยวจิ่นมองตามไป
แล้วเธอก็เห็นถุงบรรจุภัณฑ์ที่คุ้นตาอยู่แถวเล้าไก่
บทที่ 422: ไม่ถามแล้วเอาไปเองก็คือขโมย
เย่เสี่ยวจิ่นคุ้นเคยดีกับถุงบรรจุภัณฑ์ที่ถูกดินโคลนปกคลุมครึ่งหนึ่ง
มันคือถุงเนื้อแห้งที่เธอชอบที่สุด
ดวงตาของเธอค่อยๆหรี่ลง
สัญชาตญาณของเธอไม่ผิดจริงๆ
ในวันที่หิมะตกหนักแบบนี้ แม้แต่นกยังไม่กล้าออกมา แล้วจะมีขโมยเข้ามาในหมู่บ้านที่ถูกหิมะปิดล้อมเพื่อขโมยของได้อย่างไร
ถ้าเป็นขโมยที่หมดหนทางอยากจะขโมยของ ก็ควรจะเข้าไปในเมืองสิ
เซี่ยวเฟินฟางไม่ได้สังเกตสายตาของพวกเขา จ้องมองถุงผ้าที่ใส่เมล็ดพันธุ์อย่างไม่วางตา
ในดวงตามีความยินดีและความโลภอย่างไม่ปิดบัง
"ดีๆๆ พวกเธอนี่รู้ความจริงๆ" หล่อนพูดพลางยื่นมือไปคว้าถุงผ้า
เย่เสี่ยวจิ่นบิดมือหลบมือของหล่อน
พูดพลางยิ้มว่า "ป้าสะใภ้รอง ช่วงก่อนหน้านี้พวกเราอยู่ที่ฟาร์มกันหมด แต่วันนี้กลับมาพบว่าบ้านโดนขโมยขึ้น คุณเห็นคนต้องสงสัยในหมู่บ้านบ้างไหม?"
เซี่ยหลินรู้สึกใจหายวาบ กำขากางเกงแน่นด้วยความประหม่า สายตามองไปที่เซี่ยวเฟินฟางอย่างไม่เป็นธรรมชาติ
จากนั้นก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงทำตัวมั่นใจขึ้นมา
แม้หล่อนจะกินของพวกนั้นไป แต่หล่อนก็ไม่ได้เป็นคนซ่อนมัน
ของดีๆพวกนั้นล้วนถูกเซี่ยวเฟินฟางซ่อนเอาไว้ทั้งนั้น
ถึงเย่เสี่ยวจิ่นจะหาเจอ ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับหล่อน
คิดได้แบบนี้ เซี่ยหลินก็ไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนอีกต่อไป
กลับกลายเป็นว่าในแววตามีความรู้สึกอยากดูละครสนุกแฝงอยู่
เซี่ยวเฟินฟางกลอกตาไปมา ปากก็ตะโกนว่า "โดนขโมยเหรอ? แย่จังเลยนะ เสี่ยวจิ่นเอ๋ย ที่บ้านเธอมีอะไรมีค่าหายไปบ้างไหม? เงินไม่หายใช่ไหม?"
"ขโมยหน้าไหนกันนะถึงได้มาขโมยถึงในบ้าน เธอวางใจได้ ป้าสะใภ้รองจะคอยสังเกตให้ ถ้าเจอคนที่ดูน่าสงสัยจะรีบบอกเธอทันที"
เซี่ยวเฟินฟางตะโกนจับขโมยทั้งที่ตัวเองเป็นขโมย ไม่รู้สึกละอายใจเลยสักนิด
เซี่ยหลินคิดไม่ถึงว่า เซี่ยวเฟินฟางจะหน้าด้านได้ขนาดนี้
เย่เสี่ยวจิ่นก็แสร้งทำเป็นซาบซึ้งใจ
"งั้นก็รบกวนป้าสะใภ้รองแล้ว ที่บ้านมีของมีค่าหายไปบ้างจริงๆ"
เธอถอนหายใจด้วยความกังวล "หายไปตั้งพันกว่าหยวนเลย"
"อะไรนะ?" เซี่ยวเฟินฟางอุทานด้วยความตกใจ ดวงตาลุกโชนด้วยความโกรธ "หายไปตั้งพันกว่าหยวนงั้นเหรอ?!"
ดีจริง!
เย่ว่านหยวนแอบเอาเงินไปซ่อนลับหลังหล่อนด้วยงั้นเหรอ?
เซี่ยวเฟินฟางจ้องเขม็งไปที่เซี่ยหลิน ดวงตาคมกริบราวกับมีด
เซี่ยหลินรู้สึกขนลุกเมื่อถูกจ้องมอง
"แม่ จ้องฉันแบบนั้นทำไมคะ..." เซี่ยหลินพึมพำ รู้สึกกลัวเซี่ยวเฟินฟางขึ้นมา
เซี่ยวเฟินฟางจ้องหล่อนด้วยสายตาดุดัน แต่เพราะเย่เสี่ยวจิ่นยังอยู่ที่นี่ จึงยังไม่ระเบิดอารมณ์
หล่อนพูดด้วยน้ำเสียงกัดฟัน "ต้องหาตัวขโมยคนนี้ให้เจอให้ได้"
"ค่ะ" เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า แล้วยื่นห่อผ้าให้เธอ "ป้าสะใภ้รอง พวกเรากลับก่อนนะคะ"
เสี่ยวเป่าแอบออกมาจากในห้อง หลบอยู่ด้านข้างแล้วโบกมือให้เย่เสี่ยวจิ่น
เย่เสี่ยวจิ่นเห็นเข้าจึงยิ้มให้เขา พาเย่หวายออกจากลานหลังบ้าน
เสี่ยวเป่าอยู่ในอ้อมกอดของเย่หวาย กระซิบข้างหูเขาเบาๆ "คุณลุงครับ ผมเห็นเนื้อแห้งอยู่ใต้หมอนของพวกเขาด้วยล่ะ"
"สมแล้วที่เป็นฝีมือของพวกเขา" เย่หวายสบถเบาๆด้วยสีหน้าโกรธเคือง
"จิ่นเป่า ทำไมเราไม่เปิดโปงพวกเขาไปเลยล่ะ?"
เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหน้า "แบบนั้นมันไม่สนุกหรอก"
"หนูบอกไปแล้วล่ะว่าเงินหายไปพันกว่าหยวน ดูท่าทางเซี่ยวเฟินฟาง คงสงสัยว่าเซี่ยหลินยุให้เย่ว่านหยวนแอบเอาเงินไปซ่อน"
"ปล่อยให้พวกเขากัดกันไปก่อน แล้วเราค่อยดูละครกัน"
ที่บ้านเย่ไฉกุ้ย บรรยากาศตอนนี้ตึงเครียดมาก
เซี่ยวเฟินฟางหน้าตาบึ้งตึง จ้องเซี่ยหลินไม่วางตา ไม่พูดอะไรสักคำ แววตาดุดันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
เซี่ยหลินที่แต่ไหนแต่ไรก็กลัวแม่สามีอย่างเซี่ยวเฟินฟางอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งกลัวหนักกว่าเดิม
ถึงขั้นไม่กล้าหายใจแรง
ในตอนนั้นเอง เย่ไฉกุ้ยและเย่ว่านหยวนที่ออกไปทำงานในทุ่งนาก็กลับมาถึง
ทั้งสองคนแบกจอบเดินมาพลางหัวเราะคุยกันอย่างสนุกสนาน
เซี่ยวเฟินฟางได้ยินเสียงหัวเราะก็เปลี่ยนสีหน้าทันที เหวี่ยงอ่างในมือลงพื้นอย่างแรง
"โครม!"
เสียงดังสนั่นทำให้พ่อลูกเย่ไฉกุ้ยตกใจจนแทบสะดุ้ง
เย่ไฉกุ้ยตั้งสติอยู่ครู่หนึ่งแล้วมองไปทางเซี่ยวเฟินฟางอย่างไม่พอใจ
"คุณจะอารมณ์เสียอะไรอีก ของในบ้านคุณก็ทำพังไปหมดแล้ว"
เซี่ยวเฟินฟางหัวเราะเยาะ "คุณลองให้ว่านหยวนพูดมาสิว่าเขาทำอะไรเอาไว้"
เย่ว่านหยวนทำหน้างง "ผมทำอะไรเหรอ?"
"ว่านหยวน ลูกทำให้แม่ผิดหวังมาก" เซี่ยวเฟินฟางแกล้งร้องไห้ขึ้นมาทันที "ลูกแต่งเมียแล้วก็ลืมแม่จริงๆ ถึงขนาดกล้าแอบเก็บเงินไว้"
"แม่คะ อย่าใส่ร้ายฉันสิ ฉันไม่ได้ให้เย่ว่านหยวนแอบเก็บเงินนะ!" เซี่ยหลินไม่ยอมรับข้อกล่าวหานี้
"เงินอะไรกัน เงินในบ้านเราก็อยู่กับแม่ทั้งหมดไม่ใช่เหรอ?" เย่ว่านหยวนงุนงงว่าเซี่ยวเฟินฟางกำลังทำอะไร
เซี่ยวเฟินฟางแค่นเสียง "พวกเธอเอาเงินที่แอบเก็บไว้ออกมาดีๆ เรื่องนี้ก็จบแค่นี้"
เย่ว่านหยวนแทบจะเสียสติเพราะถูกคาดคั้น "แม่ครับ แม่พูดถึงเงินอะไรกันแน่!"
"เมื่อกี้เย่เสี่ยวจิ่นมาส่งเมล็ดพันธุ์ บอกว่าบ้านหล่อนโดนขโมย"
เย่ว่านหยวนแสดงสีหน้าเก้อเขินเล็กน้อย
"จะขโมยอะไรกัน พวกเราเป็นญาติกัน ผมแค่หยิบของมานิดหน่อยเท่านั้น"
เซี่ยวเฟินฟางพยักหน้า "แน่นอนอยู่แล้ว"
"หล่อนบอกว่าของที่หายไปจากบ้านบ้านไม่ได้มีแค่ของกิน ยังมีเงินพันกว่าหยวนด้วย"
"ว่านหยวน ลูกได้เอาเงินไปจริงหรือเปล่า"
"เงินพันกว่าหยวน?!" เย่ว่านหยวนตาโต รีบส่ายหน้า "ผมไม่ได้เอาเงินไป ผมแค่เอาของกินจากบ้านพวกเขามาเท่านั้น ไม่เห็นเงินที่ไหนเลยจริงๆ"
"ไม่ได้เอาเงินเหรอ?" เซี่ยวเฟินฟางจ้องเขาอย่างสงสัย คิดว่าเขากำลังโกหก
เซี่ยหลินพูดว่า "แม่ ถ้าสงสัยว่าพวกเราซ่อนเงินไว้ ไปค้นในห้องพวกเราได้เลย ถ้าเจอเงิน ฉันจะให้แม่หมด"
ปกติแล้วเซี่ยหลินจะเก็บของในห้องไว้อย่างแน่นหนา
กลัวว่าเซี่ยวเฟินฟางจะค้นเจออะไรบางอย่าง
แต่คราวนี้ยอมให้หล่อนเข้าไปค้นเอง
เซี่ยวเฟินฟางเชื่อไปเกือบหมดแล้ว
"งั้นหมายความว่าเย่เสี่ยวจิ่นหลอกฉันงั้นเหรอ?" หล่อนลูบหัวตัวเอง "หล่อนจะหลอกฉันทำไม?"
ขณะที่ความคิดหนึ่งเพิ่งก่อตัวขึ้นในสมอง พวกเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้น
"พี่รอง ปกติผมก็ไม่ใช่คนขี้งก มีอะไรก็แบ่งให้พี่เสมอ แต่พวกพี่กลับทำกับผมแบบนี้เหรอ?"
"ถือโอกาสตอนที่พวกเราไม่อยู่บ้าน แอบเข้ามาขโมยของถึงในบ้านผมเลย!"
คนที่พูดคือเย่จื้อผิง
ข้างหลังเขามีหลี่ชุ่ยชุ่ยและเย่เสี่ยวจิ่นตามมาด้วย
เย่ไฉกุ้ยเห็นเย่จื้อผิงแล้ว สีหน้าก็แสดงความตื่นตระหนก
เมื่อครู่เย่จื้อผิงต้องได้ยินคำพูดพวกเขาไปหมดแล้วแน่ๆ!
พวกเขายืนอยู่ที่หน้าประตู เสียงดังไม่น้อย คนรอบข้างหลายคนต่างมองมาด้วยความสงสัย
เย่ไฉกุ้ยรู้สึกว่าเขาเสียหน้าไม่ไหวแล้ว รีบยิ้มประจบเพื่อเอาใจพลางเอื้อมมือไปจับมือเย่จื้อผิง
"น้องสาม อย่าเพิ่งโกรธนะ เข้ามาคุยกันข้างในเถอะ นี่มันเรื่องในครอบครัวของเรา ไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนรู้แล้วหัวเราะเยาะหรอกนะ?"
เย่จื้อผิงสะบัดมือออกด้วยสีหน้าเย็นชา
เสียงเบาลงไปมาก
"พี่บอกมาสิว่าจะจัดการยังไง?"
"ของกินพวกนั้นล้วนเป็นของที่ฉางอันเอามาจากเมืองไห่เฉิง ราคาไม่ได้ถูกๆนะ"
"ฉันจะชดใช้ ฉันจะชดใช้ให้ทั้งหมด" เย่ไฉกุ้ยพูดอย่างหน้าด้านๆ "ก็ตอนนั้นฉันหิวจนทนไม่ไหว เลยไม่ได้ถามพวกนายก่อนหยิบมากิน"
"ฉันได้ยินตอนอยู่ที่ไร่ว่าพวกนายย้ายกลับมาแล้ว ก็เลยรีบกลับมาเร็วหน่อย ตั้งใจจะไปบอกที่บ้านนายสักหน่อย"
"จริงเหรอคะลุงรอง" เย่เสี่ยวจิ่นพูดด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสาและสงสัย "แต่เมื่อกี้ตอนหนูไปส่งเมล็ดพันธุ์ ป้ารองบอกว่าไม่รู้เรื่องเลยนะคะ"
บทที่ 423: การหลอกลวงครั้งใหญ่
สีหน้าของเซี่ยวเฟินฟางแข็งค้างไป
เย่ไฉกุ้ยรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะเสียหน้าหมด "เสี่ยวจิ่นเอ๋ย ต้องเป็นเพราะหนูฟังผิดแน่ๆ "
"อ๋อ เป็นอย่างนั้นนี่เอง" เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า "งั้นคงเป็นเพราะฉันฟังผิดแน่ๆ"
เซี่ยวเฟินฟางและเย่ไฉกุ้ยถอนหายใจอย่างโล่งอกพร้อมกัน
แต่วินาทีถัดมาก็ต้องกลับมาใจหายอีกครั้ง
"งั้นป้าสะใภ้รองช่วยชดใช้ค่าของให้พวกเราด้วยนะคะ ของกินที่พี่ชายซื้อมาจากเมืองไห่เฉิงรวมแล้วราคาสองพันกว่าหยวน พวกเรากินไปนิดหน่อย ยังเหลืออีกเยอะ"
"ไม่ต้องให้ป้าสะใภ้รองจ่ายมากหรอกค่ะ แค่พันหยวนก็พอ ถือว่าซื้อของพวกนั้นไปเลยแล้วกัน"
หนึ่งพันหยวน
เพื่อซื้อขนมที่กินไม่อิ่มท้องพวกนั้นงั้นเหรอ?
เงินเก็บทั้งหมดของบ้านเย่ไฉกุ้ยยังไม่มีถึงพันหยวนด้วยซ้ำ!
เย่ว่านหยวนพูดอึกอัก "ทำไมแพงขนาดนั้นล่ะ"
"มันก็ไม่ถูกจริงๆนั่นแหละค่ะ"
"ของที่พี่ชายซื้อมาล้วนเป็นขนมนำเข้า แค่ชิ้นเดียวก็ราคาหลายหยวนแล้ว"
เซี่ยวเฟินฟางไม่คิดว่าสิ่งที่ตนกินไปจะเป็นของมีค่าขนาดนี้
ตอนนี้ในใจคิดว่า ของดีๆแบบนี้ตนแบ่งให้เซี่ยหลินไปไม่น้อย ช่างน่าเสียดายจริงๆ
เซี่ยหลินเลียริมฝีปาก ในใจนึกถึงแต่เนื้อแห้งครึ่งชิ้นที่ซ่อนไว้ใต้หมอน
"หนึ่งพันหยวน!" เย่ไฉกุ้ยตาเหลือกจนแทบถลน "นายกำลังหลอกฉันใช่ไหม แค่ขนมนิดเดียวเนี่ยนะ จะแพงขนาดนั้นเลยเหรอ?!"
"ถ้าไม่เชื่อ ผมจะให้ฉางอันไปเอาใบเสร็จมาให้ดู" เย่จื้อผิงพูดด้วยสีหน้าเย็นชา
เขาไม่คิดว่าจะเป็นฝีมือของเย่ไฉกุ้ยจริงๆ
แถมยังหยิบไปทั้งหมดเลย!
หยิบไปโดยไม่ถามก่อน แบบนี้ต่างอะไรกับขโมย!
เซี่ยวเฟินฟางไม่มีทางจ่ายเงินชดใช้แน่
ของก็เข้าท้องไปแล้ว พวกเย่เสี่ยวจิ่นจะมีหลักฐานอะไรมาพิสูจน์ว่าหล่อนเป็นคนเอาไป
ในกระเป๋าของหล่อนก็เหลือขนมนิดหน่อย ถึงจะถูกค้นเจอ ก็จ่ายแค่ร้อยหยวนเท่านั้น ไม่มากไปกว่านี้แล้ว
"จื้อผิง ชุ่ยชุ่ย พวกเราตั้งใจให้ว่านหยวนไปยืมของที่บ้านพวกเธอจริงๆ แต่หาพวกเธอไม่เจอ แล้วตอนนั้นพวกเราก็หิวมาก เลยให้ว่านหยวนไปเอาข้าวสารกับแป้งจากบ้านพวกเธอมาบ้าง"
"ถ้าพวกเธอโกรธ ฉันก็ขอโทษ แล้วจะจ่ายเงินให้ตามที่ควรจะได้"
"แต่เรื่องขนมนำเข้านั่น ว่านหยวนไม่ได้เอามาหลายชิ้นหรอก"
"เขาแค่เห็นว่ามันแปลกดี ก็เลยเอามาแค่สองชิ้น ใช่ไหมว่านหยวน"
เซี่ยวเฟินฟางส่งสายตาให้เย่ว่านหยวน
เย่ว่านหยวนรีบพูดทันที "แม่พูดถูกแล้ว ผมเอามาแค่สองชิ้นเท่านั้น!"
เย่เสี่ยวจิ่นหัวเราะเยาะในใจ
เซี่ยวเฟินฟางสมกับเป็นคนเจ้าเล่ห์ มีปฏิภาณว่องไวจริงๆ
นี่คงตั้งใจจะไม่ยอมรับจนตายว่าตัวเองขโมยของไปทั้งหมดกระมัง
สีหน้าของเย่จื้อผิงเปลี่ยนเป็นไม่พอใจ "พี่สะใภ้รอง คุณหมายความว่ายังไง?"
"ของบ้านเธอหายไปเยอะแค่ไหนกันแน่?" เซี่ยวเฟินฟางกลอกตาไปมา "อย่ามาโทษพวกเราทั้งหมดสิ"
"สุภาษิตกล่าวไว้ว่า ต้นไม้ใหญ่ย่อมต้านลม ในหมู่บ้านมีคนอิจฉาของดีๆในบ้านพวกเธอไม่รู้กี่คน บางทีอาจจะเป็นคนอื่นเอาไปก็ได้"
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้ยินเข้า
สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไป
หญิงชราบางคนมีสีหน้าเปลี่ยนทันที พร้อมโต้กลับไป
"เซี่ยวเฟินฟาง เธอคิดว่าทุกคนจะขี้งกและเห็นแก่ตัวเหมือนเธอหรือไง!"
"พวกเราล้วนเป็นคนซื่อสัตย์ ช่วงนี้อยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้ไปไหนเลย"
"เธออย่ามาใส่ร้ายคนอื่น บางทีเธออาจจะทำอะไรผิดไว้แล้วจงใจโยนความผิดให้คนอื่นก็ได้"
ผู้หญิงหลายคนผลัดกันพูดคนละประโยค จนเซี่ยวเฟินฟางพูดอะไรไม่ออก
เย่ไฉกุ้ยไม่อยากจ่ายเงินหนึ่งพันหยวน
ที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่มีปัญญาจ่าย
ได้แต่เห็นด้วยกับคำพูดของเซี่ยวเฟินฟาง
"จื้อผิง พี่สะใภ้รองของนายพูดถูก พวกเราแค่เอาข้าวสารแป้งมาเยอะหน่อย ของอย่างอื่นไม่ได้เอามาเยอะเลย"
"คุณ!" เย่จื้อผิงโกรธจนพูดไม่ออก
เย่ไฉกุ้ยคงตั้งใจจะไม่ยอมรับจนตาย
เซี่ยวเฟินฟางหยิบเงินหนึ่งร้อยหยวนออกมาจากกระเป๋า "เอาเงินนี้ไป ถือว่าเป็นค่าข้าวสารและแป้งของบ้านเธอ ไม่มากไม่น้อยกว่านี้"
หล่อนกลอกตา "ฉันก็ให้เงินพวกเธอแล้ว อย่าได้มาใส่ร้ายว่านหยวนอีก"
ในใจหล่อนเริ่มรู้สึกภาคภูมิใจ
ครั้งนี้ เย่จื้อผิงกับหลี่ชุ่ยชุ่ยต้องยอมจำนนแน่!
เย่เสี่ยวจิ่นจ้องมองเซี่ยวเฟินฟางอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดขึ้นทันทีว่า "ดูเหมือนพวกเราจะเข้าใจป้าสะใภ้รองผิดไปแล้ว"
เธอถอนหายใจ "ที่พวกเราเร่งรีบหาคนคนนี้ ก็เพราะกลัวจะมีคนตาย"
เซี่ยวเฟินฟางชะงัก "หมายความว่ายังไง?"
หลี่ชุ่ยชุ่ยและคนอื่นๆ ต่างมองไปที่เย่เสี่ยวจิ่นไม่เข้าใจว่าเย่เสี่ยวจิ่นกำลังคิดอุบายอะไรอีก
"คือว่า ในขนมนำเข้าพวกนั้นมีสารเจือปนเยอะมาก ถ้ากินมากๆอาจถึงตายได้"
เซี่ยวเฟินฟางเป็นคนบ้านนอกที่ไม่มีความรู้ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสารเจือปนคืออะไร
"สารเจือปนพวกนี้ก็เหมือนกับยาฆ่าหญ้าที่พวกเราใช้นั่นแหละ ถ้ากินมากๆมันมีพิษนะ!"
สีหน้าของเซี่ยวเฟินฟางซีดลง เห็นได้ชัดว่าหล่อนเริ่มหวั่นใจ
"แต่ถ้ากินพร้อมยาถอนพิษก็ไม่มีปัญหาอะไร"
"คุณป้ารองไม่ต้องกังวลหรอก กินแค่หนึ่งสองอันไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้องกินยาถอนพิษ"
"แต่ถ้ากินเยอะเกินไป รับรองได้เลยว่าจะเป็นพิษแน่"
เซี่ยวเฟินฟางรู้สึกตกใจเล็กน้อย "จะมีของประหลาดแบบนี้ได้ยังไงเย่เสี่ยวจิ่น เธอกำลังหลอกฉันใช่ไหม"
"เฮ้อ" เย่เสี่ยวจิ่นถอนหายใจ "ถ้าป้ารองไม่เชื่อ หนูก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว"
เย่เสี่ยวจิ่นมองไปรอบๆ แล้วพูดเสียงดัง "รบกวนทุกคนระวังกันหน่อยในช่วงนี้ ถ้าเป็นขโมยจากข้างนอกจริงๆ ฉันกลัวว่าพวกเขาจะกินสารเติมแต่งมากเกินไปแล้วตายคาหมู่บ้านเรา"
"จริงๆแล้วเงินพันกว่าหยวนก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร พวกเราแค่กลัวว่าจะมีคนเป็นอะไรไป"
ชาวบ้านคนอื่นๆ ได้ยินแล้วต่างพูดเซ็งแซ่
"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกคุณแน่นอน ใครใช้ให้ขโมยนั่นปากมือไว ถ้าตายก็สมควรแล้ว"
"ใช่ๆ เสี่ยวจิ่น พวกเธอไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเธอ"
เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มเล็กน้อย "งั้นทุกคนต้องเป็นพยานให้หนูนะ ถ้ามีคนตายจริงๆ ก็ไม่เกี่ยวกับบ้านหนู"
"แน่นอนอยู่แล้ว"
"ฉันจะเป็นพยานให้"
"ไม่มีอะไรแล้วล่ะ พวกลุงป้าทั้งหลายรีบไปทำงานในไร่กันเถอะค่ะ พอทำงานเสร็จก็มารับเมล็ดพันธุ์ที่บ้านหนูได้"
เมื่อเธอพูดจบ ผู้คนที่มามุงดูต่างพยักหน้าและแยกย้ายกันไปพร้อมกับจอบในมือ
ตอนนี้เหลือคนอยู่หน้าประตูไม่กี่คน
จู่ๆ เซี่ยหลินก็กุมคอตัวเองแล้วอาเจียนออกมา
เย่เสี่ยวจิ่นหรี่ตามองด้วยความเป็นห่วงแล้วถาม "พี่สะใภ้ เป็นอะไรไปหรือ?"
เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผากของเซี่ยหลิน
เมื่อครู่หล่อนรู้สึกปวดท้องขึ้นมาทันที
หลังจากได้ยินคำพูดของเย่เสี่ยวจิ่น ความหวาดกลัวในใจของหล่อนก็พุ่งสูงถึงขีดสุด
หล่อนล้วงคอตัวเองอาเจียนอยู่พักใหญ่ ดวงตาแดงก่ำและเต็มไปด้วยน้ำตา
"จะ...จะตายจริงๆหรือ?"
"ตายจริงๆค่ะ" เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้าอย่างไม่มีทีท่าประหม่า
เซี่ยวเฟินฟางทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
เซี่ยหลินคว้ามือของเย่เสี่ยวจิ่นเอาไว้ "จิ่นเป่า ฉันโกหกเอง ของทั้งหมดนั้นว่านหยวนเป็นคนเอามา ยังกินไม่หมดก็โดนเซี่ยวเฟินฟางเอาไปซ่อน หล่อนกินไปเยอะที่สุด แบบนี้หล่อนจะต้องตายแน่ๆเลยใช่ไหม?!"
"ฉันก็กินไปหนึ่งชิ้นตอนเช้า ตอนนี้รู้สึกปวดท้องด้วย ฉันกำลังจะตายแล้วใช่ไหม?"
เย่เสี่ยวจิ่นกลั้นหัวเราะ
ไม่คิดว่าเซี่ยหลินกับเซี่ยวเฟินฟางจะหลงกลง่ายขนาดนี้
ก็นะ
คนสองคนนี้ให้ความสำคัญกับชีวิตตัวเองมาก แน่นอนว่าพวกหล่อนไม่กล้าเสี่ยง
บทที่ 424: แกล้งเล่นน่ะ
หลี่ชุ่ยชุ่ยและคนอื่นๆ ต้องพยายามอย่างมากที่จะกลั้นหัวเราะเอาไว้
เย่ไฉกุ้ยไม่ค่อยเชื่อในคำพูดของเย่เสี่ยวจิ่น
แต่ท่าทางของเซี่ยวเฟินฟางและเซี่ยหลินก็เหมือนกับบอกทุกอย่างออกมาแล้ว
เขารู้สึกอับอายขายหน้า ราวกับถูกจับถอดเสื้อผ้าให้ยืนต่อหน้าผู้คน ทั้งละอายทั้งกระดากใจ
"จื้อผิง เรื่องนี้..." เขากัดฟันพูด ยังเสียดายที่จะต้องชดใช้เงิน "พวกเราก็ไม่ได้ตั้งใจ ถ้ารู้ก่อนว่าของพวกนั้นมันแพงขนาดนี้ พวกเราคงไม่หยิบมาหรอก"
"ของยังกินไม่หมด ฉันจะไปเอาส่วนที่เหลือมาคืนให้เดี๋ยวนี้!"
เย่ไฉกุ้ยแย่งกุญแจจากเซี่ยวเฟินฟางแล้ววิ่งเข้าไปในบ้าน
เซี่ยวเฟินฟางนั่งอยู่บนพื้น สายตาเหม่อลอย
หลี่ชุ่ยชุ่ยกระซิบว่า "จิ่นเป่า พวกเราทำเกินไปหรือเปล่า แม่เห็นเซี่ยวเฟินฟางดูตกใจไม่น้อยเลยนะ"
"ไม่ได้ทำเรื่องผิดก็ไม่ต้องกลัวผีมาเคาะประตู หล่อนทำความผิดมามากเกินไป เลยกลัวไปเองน่ะค่ะ"
เย่เสี่ยวจิ่นคิด
เซี่ยวเฟินฟางคงจินตนาการภาพต่างๆไว้มากมาย ถึงได้ตกใจขนาดนี้
ไม่นานนัก เย่ไฉกุ้ยก็ถือห่อผ้าขนาดใหญ่ออกมา มืออีกข้างกำเงินไว้แน่น
เขายัดเงินใส่มือของเย่จื้อผิง
ก้มหน้างุดจนเกือบจะถึงพื้น
"เอ้านี่"
แต่ก่อนเขาเคยดูถูกเย่เหล่าซาน แต่ตอนนี้เขากลับดูถูกตัวเอง
ทั้งหมดนี้เป็นความผิดเซี่ยวเฟินฟางล้วนๆ!
เย่จื้อผิงรับของและเงินมาแล้วถอนหายใจในใจ "งั้นพวกเราไปก่อนละ"
นั่นหมายความว่าเขาไม่คิดจะเอาเรื่องต่อแล้ว
เย่เสี่ยวจิ่นไม่รู้สึกแปลกใจเลย
เย่จื้อผิงกับหลี่ชุ่ยชุ่ยเป็นคนใจอ่อนอยู่แล้ว แถมยังเชื่อคนง่าย เมื่อเห็นเย่ไฉกุ้ยมีปฏิกิริยาแบบนี้ พวกเขาคงไม่ติดใจอะไรแน่นอน
เซี่ยวเฟินฟางพุ่งเข้ามาจะคว้ามือเย่เสี่ยวจิ่น "ยาถอนพิษล่ะ รีบให้ยาถอนพิษพวกเรามาเร็ว!"
เย่เสี่ยวจิ่นหลบร่างหลีกออก
ยิ้มพลางพูดว่า "ป้าสะใภ้รอง เมื่อกี้หนูแค่ล้อเล่นน่ะ ของที่ขายในห้างใหญ่ๆ จะมีพิษได้ยังไงกันล่ะ"
เซี่ยวเฟินฟางชะงักไป "เธอหลอกฉัน?!"
"จะเรียกว่าหลอกได้ยังไงคะ" เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มมุมปาก "หนูแค่พูดเล่นกับป้ารองเท่านั้นเอง"
เซี่ยหลินกัดริมฝีปากล่าง ไม่กล้าพูดอะไรอีก
เซี่ยวเฟินฟางจ้องเย่เสี่ยวจิ่นตาเขม็ง อยากด่าแต่ก็ไม่กล้า
เรื่องนี้พวกเขาเป็นฝ่ายผิดจริงๆ ถ้าให้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านรู้เข้า พวกเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
เซี่ยวเฟินฟางกลั้นความโกรธไว้จนแทบระเบิด กลืนก็ไม่ได้ ถ่มทิ้งก็ไม่ได้
ได้แต่มองดูเย่เสี่ยวจิ่นและคนอื่นๆเดินจากไป
ก่อนจะตบหน้าเซี่ยหลินฉาดใหญ่!
"เป็นเพราะแก เย่เสี่ยวจิ่นพูดแค่ไม่กี่คำก็ทำให้แกกลัวจนตัวสั่นแล้ว!"
เซี่ยหลินยกมือกุมแก้มอย่างไม่อยากเชื่อ "คุณตบฉัน?!"
เย่ว่านหยวนยืนอยู่ข้างๆ ก็ตกใจไปด้วย
แม่ของเขาถึงจะปากร้ายไปหน่อย แต่ก็ไม่เคยลงมือกับเซี่ยหลินมาก่อนนะ!
เซี่ยวเฟินฟางกลอกตาใส่ "ฉันตบแกนี่แหละ นังคนไร้ค่า"
เซี่ยหลินน้ำตาไหล จ้องมองเย่ว่านหยวน
เย่ว่านหยวนมีสายตาเลื่อนลอย ไม่กล้าสบตาหล่อน ยิ่งไม่กล้าพูดอะไรกับเซี่ยวเฟินฟาง
ในหัวคิดแต่จะหลบหนี ปล่อยให้ผู้หญิงสองคนนี้ทะเลาะกันไป "ผมไปเก็บจอบก่อน!"
หัวใจของเซี่ยหลินเหมือนถูกราดด้วยน้ำเย็น
ที่บ้านของเย่จื้อผิง
หลิวเยว่กับเย่จู๋จัดการทำความสะอาดบ้านเรียบร้อยแล้ว
ในห่อผ้าที่พวกเขาเอากลับมายังเหลือเนื้อแห้งอยู่บ้าง นมผงที่เสี่ยวเป่าชอบก็ยังเหลืออยู่ครึ่งกระปุก
ของส่วนใหญ่ถูกเซี่ยวเฟินฟางและคนอื่นๆ กินไปเกือบหมด
เย่จื้อผิงนั่งสูบบุหรี่อยู่ที่หน้าประตู สีหน้าดูเหนื่อยล้า ถอนหายใจเป็นระยะ
หลี่ชุ่ยชุ่ยตบไหล่เขาเบาๆ
"ผมอยากตัดญาติขาดมิตรกับพวกเขาจริงๆ" เย่จื้อผิงถอนหายใจเบาๆ
แต่ถ้าตัดญาติกันจริงๆ หลิวต้าเม่ยและคนอื่นๆ คงจะโวยวายกันจนบ้านแตก
หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดว่า "เรื่องนี้ก็ให้จบแค่นี้เถอะ ถึงยังไงก็เป็นครอบครัวเดียวกัน"
หล่อนก็ไม่อยากให้เย่จื้อผิงลำบากใจ
เย่เสี่ยวจิ่นไม่ยุ่งเรื่องนี้แล้ว ปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเอง
พวกเขาทำเหมือนเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น และไม่ได้พูดถึงมันกับใครเลย แต่ไม่รู้ทำไม ข่าวลือกลับแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน
มีคนพูดว่าครอบครัวเย่ไฉกุ้ยเป็นขโมย แม้แต่ของคนในครอบครัวเดียวกันก็ยังขโมย
ในช่วงนั้น เย่ไฉกุ้ยและครอบครัวออกไปไหนมาไหนก็ถูกชาวบ้านมองด้วยสายตาดูถูก
เย่ไฉกุ้ยเป็นคนรักหน้าตา หลังจากเจอเหตุการณ์แบบนี้หลายครั้ง ก็ไม่กล้าออกจากบ้านอีก อยู่แต่ในบ้านทั้งวัน
ความสัมพันธ์ระหว่างเซี่ยหลินกับเซี่ยวเฟินฟางตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสองคนต่างมองหน้ากันไม่ติด
เย่ว่านหยวนติดอยู่ตรงกลาง ทำอะไรก็ไม่ถูกใจทั้งสองฝ่าย
ส่วนที่บ้านของเย่จื้อเฉียงในอำเภอ
หลังจากน้ำแข็งละลาย ของหลายอย่างล้วนเสียหายจากความหนาวเย็น ข้าวในบ้านก็ถูกกินจนหมดแล้ว เงินที่พวกเขามีอยู่ก็เหลือแค่นิดหน่อยไม่พอที่จะซื้อข้าวสักสองสามชั่ง
เย่จื้อเฉียงพูดด้วยสีหน้าบึ้งตึง นึกถึงครั้งที่แล้วที่โดนปฏิเสธ "พวกเราไม่ควรให้เงินทั้งหมดกับเหวินชางเลย แล้วตอนนี้จะไปขอเงินเขาอีกรอบหรือ"
หลี่กุ้ยฮวายิ้มฝืน "คราวที่แล้วพวกเราไปไม่ถูกจังหวะ เหวินชางเป็นลูกกตัญญู เขาต้องไม่ทิ้งพวกเราแน่นอน"
"เมื่อก่อนเขาก็เคยบอกว่าจะดูแลพวกเราให้ดี"
หลี่กุ้ยฮวาพูดออกมาด้วยความไม่มั่นใจ
แต่ตอนนี้พวกเขาก็ไม่มีทางเลือก
เย่เหวินชางไม่เคยมาเยี่ยมพวกเขาเลย ถ้าพวกเขาไม่ไปขอเงินก็จะไม่มีข้าวกิน
คู่สามีภรรยาสูงอายุจัดบ้านเล็กน้อย เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ดูดี แล้วไปที่บ้านของเย่เหวินชางอีกครั้ง
หลี่กุ้ยฮวายืนอยู่หน้าประตู เคาะประตูอยู่นาน แต่ก็ไม่มีใครตอบรับ
"พวกเหวินชางไม่อยู่บ้านหรือ" หลี่กุ้ยฮวาสงสัย แล้วทิ้งตัวนั่งลงบนขั้นบันได "พวกเรารอตรงนี้กันเถอะ ตอนกลางคืนเขาต้องกลับมาแน่"
เย่จื้อเฉียงพยักหน้า
ทั้งสองนั่งอยู่หน้าประตูบ้าน คนที่เดินผ่านต่างมองมาด้วยความสงสัย
"อะไรนะ? ฉันลงทุนแค่100หยวน แต่ได้กำไร3,000หยวน?"
"เพิ่งผ่านไปแค่วันเดียว ได้เงินมากขนาดนี้เลยหรือ?!"
ผู้หญิงคนหนึ่งสวมเสื้อโค้ทขนแกะและผ้าพันคอขนมิ้งค์เดินผ่านมา หลี่กุ้ยฮวาได้ยินคำพูดของหล่อน ก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมอง
หญิงคนหนึ่งหยุดยืนอยู่ข้างรถเก๋งริมถนน
ดูเหมือนหล่อนกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ จนไม่สังเกตเห็นหลี่กุ้ยฮวาและคนอื่นๆ
"ได้เลยค่ะ ถ้าเป็นพี่หลงดูแลฉันก็วางใจ วันนี้ฉันลงทุนไป3,000หยวนแล้ว"
"ถ้าตลาดดีก็จะได้กำไรสามเท่าเลยเหรอคะ?"
หญิงสาวอุทานด้วยความตื่นเต้น เหลือบมองหลี่กุ้ยฮวาแวบหนึ่ง "100หยวนสามารถเพิ่มเป็น100,000หยวน ธุรกิจนี้คุ้มค่าเหลือเกิน!"
ดวงตาของหลี่กุ้ยฮวาเป็นประกาย หล่อนลุกขึ้นยืนแล้วค่อยๆเดินอย่างลังเลไปทางที่หญิงสาวยืนอยู่
หญิงสาวยังคงพิงรถคุยโทรศัพท์อยู่ ดูเหมือนจะไม่ทันสังเกตเห็นหลี่กุ้ยฮวาเลย
หลี่กุ้ยฮวายืนฟังอยู่ไม่ไกล ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นในใจ
เคยได้ยินมาว่าในเมืองมีโอกาสทำเงินก้อนใหญ่ นี่โชคเข้าข้างหล่อนแล้วใช่ไหม?!
หลี่กุ้ยฮวายิ้มบนใบหน้า รอจนผ่านไปสักพัก จึงเห็นหญิงสาววางสายด้วยรอยยิ้ม
หล่อนจึงกล้าเอ่ยปาก "คุณน้องคะ..."
หญิงสาวหันกลับมา เหมือนจะเห็นหลี่กุ้ยฮวาเป็นครั้งแรก
"คุณพี่คือ..."
หลี่กุ้ยฮวายิ้มประจบประแจงพลางถามว่า "เมื่อกี้พี่ได้ยินคุณน้องคุยโทรศัพท์เกี่ยวกับการลงทุนทำเงิน มันทำเงินยังไงเหรอคะ?"
เหยาลี่จ้องมองหลี่กุ้ยฮวาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอามือปิดปากหัวเราะ "คุณพี่อยากร่วมทำเงินกับฉันสินะคะ?"
"ใช่ๆๆ!" หลี่กุ้ยฮวารีบพยักหน้าหงึกๆ
เหยาลี่เอื้อมมือไปเกี่ยวผมขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ พูดว่า "คุณพี่มีเงินที่จะลงทุนเท่าไหร่คะ?"
บทที่ 425: ท่องเที่ยวฟรี?
หลี่กุ้ยฮวาจับชายเสื้อด้วยความประหม่า "พี่ไม่มีเงินมาก... แต่ลูกชายพี่มีเงินนะ!"
หล่อนชี้ไปที่ตึกสไตล์ตะวันตกด้านหลังด้วยความตื่นเต้น
"คุณน้องดูสิ! บ้านหลังนี้เป็นของลูกชายพี่เอง"
เหยาลี่เงยหน้ามองตึกสไตล์ตะวันตกหรูหราด้านหลังหลี่กุ้ยฮวา ใบหน้าของหล่อนฉาบด้วยรอยยิ้มสดใส
หล่อนจับมือหลี่กุ้ยฮวาพลางพูดอย่างสนิทสนม "คุณพี่กำลังรอลูกชายกลับบ้านใช่ไหมคะ? อากาศหนาวแบบนี้ ยืนรออยู่ข้างนอกคงหนาวมาก ไปนั่งในรถฉันก่อนดีไหมคะ เรานั่งรอด้วยกันนะคะ"
หลี่กุ้ยฮวาได้ยินแล้วรู้สึกว่าเป็นเรื่องดี
รีบพาเย่จื้อเฉียงขึ้นรถทันที
เหยาลี่นั่งที่เบาะคนขับ แล้วหยิบน้ำสองขวดส่งให้หลี่กุ้ยฮวากับเย่จื้อเฉียง
หล่อนแสร้งอวดกำไลทองที่ข้อมือพลางพูดว่า "ในเมื่อคุณพี่ถามมาแล้ว ฉันก็จะไม่ปิดบัง"
"เจ้านายฉันกำลังทำโครงการใหญ่อยู่ค่ะ เป็นโครงการที่ให้แต่กำไร ไม่มีขาดทุนแน่นอน"
จากนั้นเหยาลี่ก็พูดโม้เกี่ยวกับโครงการอย่างเลิศเลอ จนหลี่กุ้ยฮวาตื่นเต้นถึงขั้นควักเงินทั้งหมดที่มีติดตัวออกมา
แต่เหยาลี่ไม่สนใจเงินจำนวนน้อยนิดแบบนี้เลย
หล่อนยิ้มและบอกให้หลี่กุ้ยฮวาเก็บเงินไว้ก่อน "พี่กุ้ยฮวา เก็บเงินไว้ก่อนนะคะ เรื่องลงทุนไม่ต้องรีบ"
"พอดีเลยค่ะ อีกสองวันฉันต้องไปบริษัทที่เมืองหนานเหอพอดี"
"เมื่อเร็วๆนี้เจ้านายของเราทำเงินได้เยอะ เลยเชิญนักลงทุนทุกคนไปเที่ยวที่เมืองหนานเหอ ค่าอาหาร เสื้อผ้า ที่พัก และการเดินทาง ทางเราจะดูแลให้ทั้งหมด"
"ให้นักลงทุนไปเที่ยวฟรี พอเที่ยวเสร็จก็ไปดูโครงการที่บริษัท"
หลี่กุ้ยฮวาหยิกต้นขาตัวเอง ตาเบิกกว้าง "เที่ยวฟรีเหรอ มีอะไรดีขนาดนั้นด้วยเหรอ?"
"ปกติไม่มีหรอกค่ะ" เหยาหลี่ยิ้มพูด "ก็เจ้านายทำเงินได้ เลยอยากพาทุกคนไปทำเงินด้วยกัน กลัวว่าพวกคุณจะคิดว่าพวกเราเป็นพวกต้มตุ๋น เลยอยากแสดงความจริงใจก่อน"
หลี่กุ้ยฮวาสบตากับเย่จื้อเฉียง หล่อนเชื่อไปแล้วทั้งหมด
ถ้าเป็นพวกต้มตุ๋นจริง คงหลอกเอาเงินหล่อนไปแล้ว จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะเชิญพวกเขาไปเที่ยวฟรี
หลี่กุ้ยฮวากำลังกังวลว่าจะไม่มีข้าวกิน รีบพยักหน้าตอบตกลงทันที
"ดีๆๆ! พี่ไป พี่จะไป!"
เหยาลี่มองไปที่เย่จื้อเฉียง
"คุณพี่ชายจะไปด้วยกันไหมคะ?"
เย่จื้อเฉียงขมวดคิ้ว ดูเหมือนจะลังเลอยู่นิดหน่อย
หลี่กุ้ยฮวารีบหยิกเขาแรงๆ แล้วเข้าไปกระซิบข้างหู "คุณโง่หรือไง ของฟรีไม่เอาเดี๋ยวก็ได้ชวดหรอก"
"ไปๆๆ เขาก็ไปด้วย" หลี่กุ้ยฮวาเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เหยาลี่
"ได้เลยค่ะ" เหยาลี่ก้มลงดูนาฬิกาข้อมือของหล่อน "ใกล้เที่ยงแล้ว ฉันขอพาคุณพี่ทั้งสองไปกินข้าวกลางวันก่อนนะคะ พอกินเสร็จเราค่อยขับรถไปเมืองหนานเหอกัน"
ตอนที่หลี่กุ้ยฮวากับเย่จื้อเฉียงนั่งผิงไฟอยู่บนเก้าอี้ในร้านอาหาร พวกเขายังรู้สึกว่าทุกอย่างดูเหมือนไม่ใช่ความจริงอยู่เลย
"ฉันว่าแล้วว่าชีวิตฉันช่างโชคดี นอกจากมีลูกชายที่เก่งแล้ว ยังได้เจอโชคใหญ่แบบนี้อีก"
หลี่กุ้ยฮวาพูดอย่างมีความสุข
เหยาลี่ใจกว้างมาก สั่งทั้งไก่ เป็ด ปลา และเนื้อสัตว์อย่างละจาน รวมถึงกับข้าวอื่นๆอีกมากมาย รวมแล้วเกือบสิบอย่าง
หลี่กุ้ยฮวายิ้มจนหุบไม่มิด "คุณน้อง พอแล้วพอแล้ว มากกว่านี้พวกเราสามคนก็กินไม่ไหวแล้ว"
"ไม่เป็นไรค่ะ" เหยาลี่ทำท่าทางเหมือนคนรวยที่ไม่คิดมากเรื่องเงิน "กินไม่หมดก็เหลือไว้ได้ พวกนี้ล้วนเป็นเมนูเด็ดของร้านนี้ทั้งนั้น คุณพี่ทั้งสองรีบชิมเลยค่ะ"
มื้อนี้หลี่กุ้ยฮวากินอย่างอิ่มอกอิ่มใจ
กินจนท้องเกือบจะแตก
ก่อนขึ้นรถ เหยาลี่ยังซื้อของกินให้ทั้งสองคนอีก
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่กุ้ยฮวาไม่เคยจางหายไปเลย
เหยาลี่ขับรถไปตามถนนใหญ่มุ่งหน้าสู่เมืองหนานเหอ ระหว่างทางยังคอยแนะนำทิวทัศน์สองข้างทางให้พวกหลี่กุ้ยฮวาฟังอย่างกระตือรือร้น
หลี่กุ้ยฮวาเพิ่งได้ออกมานอกเมืองเป็นครั้งแรก หล่อนจึงรู้สึกตื่นเต้นกับทุกสิ่งที่ได้เห็น
พอตกช่วงเย็น รถของเหยาลี่ก็มาถึงเมืองหนานเหอ
"คุณพี่ทั้งสอง พวกเราไปดูโรงงานของบริษัทกันก่อนนะคะ ฉันโทรบอกเจ้านายไว้แล้ว เขารู้ว่าพวกคุณจะมา เลยเตรียมอาหารอร่อยๆไว้เต็มโต๊ะเลยค่ะ"
หลี่กุ้ยฮวารีบพยักหน้าทันที "ดีๆ ดีมากเลย!"
รถแล่นเลี้ยวไปมาหลายครั้ง ในที่สุดก็เข้าสู่โรงงานในเขตอำเภอเล็กๆแห่งหนึ่ง
เหยาลี่พาพวกเขาเดินตรงไปที่ห้องประชุม
ในห้องประชุม ชายวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังยืนกล่าวปราศรัยอย่างเร่าร้อนอยู่บนเวที
เหยาลี่ให้หลี่กุ้ยฮวาและคนอื่นๆ รออยู่ที่หน้าประตูก่อน แล้วเดินเข้าไปโบกมือเรียกชายวัยกลางคน
ชายวัยกลางคนเห็นหล่อนแล้วก็หยุดพูด
เหยาลี่พูดว่า "พี่หลง นี่คือลูกค้าสองคนที่ฉันรู้จักจากเมืองหวายฮว่า คู่สามีภรรยาสูงอายุคู่นี้สนใจโครงการของเรามาก อยากจะร่วมทำธุรกิจกับคุณค่ะ"
พี่หลงกวาดตามองหลี่กุ้ยฮวากับเย่จื้อเฉียงแล้วพยักหน้า "ได้ พวกคุณนั่งฟังบรรยายก่อน"
เหยาลี่โบกมือเรียกหลี่กุ้ยฮวาและคนอื่นๆ พาพวกเขาไปนั่งตรงที่นั่งว่าง
ส่วนหล่อนนั่งลงข้างหลี่กุ้ยฮวา พูดเสียงเบาว่า "คุณพี่คะ คนอื่นๆก็มาที่นี่เพื่อลงทุนเหมือนกัน เดี๋ยวพี่หลงจะอธิบายรายละเอียดโครงการ ถ้าคุณพี่สนใจจะลงทุน ต้องรีบตัดสินใจนะคะ"
"โควต้าการลงทุนมีแค่สิบที่เท่านั้น พลาดแล้วจะไม่มีโอกาสอีก"
หลี่กุ้ยฮวารู้สึกใจเต้นแรง อยากจะตอบตกลงลงทุนเสียตอนนี้เลย
เย่จื้อเฉียงดึงแขนหล่อนเบาๆ พูดเสียงเบาว่า "ฟังเถ้าแก่เขาพูดก่อนดีกว่า"
พี่หลงเริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวเอง
เขามีชื่อเต็มว่าพานหลง แต่ก่อนเป็นแค่ชาวนาธรรมดาในชนบท หลังจบจากโรงเรียนอาชีวะศึกษาก็ไปทำงานในโรงงาน ได้เงินเดือนประจำ แต่ตลอดทั้งปีเก็บเงินได้ไม่เท่าใด
แม้แต่แต่งงานก็ยังไม่มีปัญญา
จนได้มาลงทุนในโครงการดีๆ ถึงค่อยๆมาถึงจุดนี้ได้
พี่หลงสวมสร้อยคอทองคำเส้นใหญ่เท่าโซ่ สายตาของหลี่กุ้ยฮวาจับจ้องอยู่ที่สร้อยอย่างไม่วางตา
พลางคิดในใจว่าพี่หลงที่สวมสร้อยทองคำแบบนี้ได้จะต้องรวยมากแน่ๆ!
หลังจากที่พี่หลงเล่าประวัติการสร้างตัวของเขาจบ จึงพูดว่า "วันนี้ด้านล่างเวทีก็มีพี่น้องที่รวยไปกับผมหลายคน มีใครอยากขึ้นมาแบ่งปันประสบการณ์บ้างไหมครับ?"
เมื่อเขาพูดจบ ชายหนุ่มแต่งตัวดูดีคนหนึ่งที่นั่งข้างเย่จื้อเฉียงก็ยกมือขึ้น
แล้วขึ้นไปพูดบนเวที
"ผมอายุแค่20ปี ทำงานกับพี่หลง ตอนนี้มีเงินเก็บเป็นแสนกว่าแล้วครับ!"
"ผมลงทุนไปหนึ่งหมื่นเมื่อสามเดือนก่อน แค่ดอกเบี้ยสามเดือนก็ได้สามหมื่นแล้วครับ!"
หลังจากนั้นก็มีคนทยอยขึ้นเวทีอีกหลายคน
ทุกคนต่างพูดถึงว่าลงทุนไปเท่าใดแล้วได้กำไรเท่าใด
คนสุดท้ายที่ขึ้นเวทีเป็นชายวัยสามสิบกว่าๆ ดูท่าทางอิดโรย
เขามองพี่หลงด้วยสีหน้าซาบซึ้งใจ "พี่หลงครับ ผมขอโทษที่ทำให้พี่ผิดหวัง"
พี่หลงโบกมือ "พวกเราเป็นพี่น้องกัน ไม่ต้องมาเกรงใจกันหรอก"
ในขณะที่หลี่กุ้ยฮวากำลังงุนงง ชายวัยกลางคนคนนั้นก็น้ำตาคลอ เช็ดน้ำตาพลางพูดเสียงสะอื้น
"ผมลงทุนไปหนึ่งแสน พอผ่านไปแค่เดือนเดียว แม่ผมก็ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง ต้องใช้เงินด่วน"
"ผมเล่าสถานการณ์ให้พี่หลงฟัง พี่ไม่พูดอะไรมาก วันรุ่งขึ้นก็คืนเงินให้ผมทั้งหมด แถมยังให้เงินผมเพิ่มอีกสองหมื่น!"
"คนใจดีแบบคุณนี่ หาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว!"
หลี่กุ้ยฮวาเริ่มฝันหวานถึงการร่ำรวยแล้ว
พี่หลงจองห้องวีไอพีขนาดใหญ่ที่ภัตตาคารในอำเภอ
ในห้องสามารถนั่งได้ถึงยี่สิบกว่าคน
อาหารบนโต๊ะมีมากมายหลากหลาย ทั้งเนื้อสัตว์และอาหารทะเล ซึ่งของบางอย่างหลี่กุ้ยฮวายังไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยซ้ำ
หล่อนเลียริมฝีปากพลางรีบคีบอาหารอย่างใจร้อน
พี่หลงรินน้ำชาให้หล่อนและเย่จื้อเฉียงด้วยตัวเอง พลางพูดอย่างกระตือรือร้นว่า "ไม่ต้องเกรงใจ กินได้เลย ถ้าไม่พอจะสั่งเพิ่มให้"
หลี่กุ้ยฮวากินจนน้ำมันเลอะเต็มปาก พยักหน้ารัวๆ
จบตอน
Comments
Post a Comment