บทที่ 46: เหวินชางประสบความสำเร็จ พวกแกก็ต้องควักเงินสิ
เย่หวายยังคงวุ่นวายอยู่ในครัวกับแม่
ความร้อนจากเตาฟืนแผ่ซ่าน ควันจากน้ำมันลอยคลุ้งจนแสบจมูก
เย่หวายต้องคอยหันไปดูผักในกระทะเป็นระยะ แม้ว่าจะพยายามหั่นผักให้เร็วที่สุดแล้วก็ตาม
เขาครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรจึงจะหั่นผักทั้งหมดนี้ให้เสร็จเร็วๆ
ส่วนเหวินชางนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
เขาเพียงแค่นั่งเฉยๆ รับฟังคำสรรเสริญเยินยอราวกับเป็นดวงดาวที่ทุกคนจับจ้อง
เขานั่งอยู่ตรงกลาง ห้อมล้อมไปด้วยญาติพี่น้องที่นั่งขนาบทั้งด้านซ้ายและขวา
แต่บนใบหน้าของเขากลับไร้ซึ่งรอยยิ้ม แถมยังดูหงุดหงิดเล็กน้อยด้วยซ้ำ
“เหวินชาง ทำไมเรียนเก่งจังเลยลูก ฉันมีลูกชายกำลังจะสอบเข้ามัธยมปลายเหมือนกัน สอนวิธีเรียนให้หน่อยได้ไหมจ๊ะ”
หลี่กุ้ยฮวาตอบว่า “เรียนมัธยมปลายมันเหนื่อยและยุ่งมาก ไม่มีเวลาไปสอนใครหรอก”
คนผู้นั้นรู้สึกได้ว่าหลี่กุ้ยฮวาดูจะเหลิงๆหน่อย ก็เลยไม่กล้าพูดอะไรต่อ
“ตอนที่เหวินชางเพิ่งเกิด ฉันเคยอุ้ม แล้วเห็นว่าเขามีไฝที่ฝ่าเท้า ฉันก็บอกเลยว่า… เด็กคนนี้โตไปต้องเป็นศิลปกรรมเทพแน่ๆ”
“ใช่ๆ เด็กคนนี้ชะตาดีมาก”
“ยังไงซะก็ต้องเชื่อเรื่องโชคชะตานี่แหละ หมอดูเคยบอกว่าเหวินชางชะตาดี ไม่เห็นจะผิดเลย”
หลิวต้าเม่ยชวนคุย “นั่นสิ ฉันเคยไปดูดวงกับยายตาบอดคนหนึ่ง ทายแม่นมากเลย”
ทันใดนั้นเย่เหวินชางก็ลุกขึ้นยืน “ผมขอตัวไปอ่านหนังสือก่อนนะครับ”
หลี่กุ้ยฮวายิ้มๆ “เด็กคนนี้ รักเรียนจริงๆ”
“งั้นรีบไปเถอะลูก อย่าเสียเวลาเรียนละ”
คนอื่นก็พากันพูดเสริม
“ไม่แปลกใจเลยที่สอบเข้ามัธยมปลายได้ ต้องขยันแบบนี้สิถึงจะเรียนเก่ง”
“เหวินชางขยันขันแข็งจริงๆ”
“ก็กุ้ยฮวาเลี้ยงดูมาดีนี่นา”
หลี่กุ้ยฮวายิ่งยิ้มกว้างขึ้น
ปากก็บอกว่าไม่มีอะไร แต่ในใจคิดว่าลูกชายของตัวเองนั้นดีเลิศที่สุดอยู่แล้ว
หลิวต้าเม่ยก็ดีใจ หลานชายคนนี้ทำให้นางได้หน้า ได้อิ่มเอมกับความภูมิใจอย่างที่สุด
เมื่ออาหารมาเสิร์ฟที่โต๊ะ
หลี่ชุ่ยชุ่ยมือแดงเพราะโดนชามลวก จึงหยิบผ้าป่านมาเช็ดมือ
หลี่กุ้ยฮวาไม่คิดจะช่วย แถมยังเรียกทุกคนมานั่งที่โต๊ะโดยไม่รอช้า
“ทุกคนกินข้าวได้เลย”
ลู่ชุ่ยฮวาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “หรือว่าจะรอสะใภ้สามก่อนดี เธอวุ่นวายมาทั้งเช้าแล้ว”
“ทุกคนกินกันเถอะ ไม่งั้นเดี๋ยวกับข้าวเย็นหมด”
เย่เหวินชางไม่ชอบสุงสิงกับคนกลุ่มนี้ พวกเขาช่างหยาบคาย
เย่จู๋จึงตั้งใจตักข้าวใส่ชามแล้วนำไปให้พี่ชายที่ห้อง
หล่อนนั่งยองๆ มองพี่ชายจากทางเข้าประตู “พี่ พี่เก่งที่สุดเลย”
เย่เหวินชางเหลือบมองน้องสาวแวบหนึ่ง ไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำชื่นชมของน้องสาวเลย
“วางชามแล้วก็ไปได้แล้ว”
เย่จู๋แลบลิ้นใส่พี่ชาย แล้วรีบไปกินข้าว
บนโต๊ะอาหาร ครอบครัวเย่มาพร้อมหน้ากัน
หนูน้อยเย่เสี่ยวจิ่นยังคงงัวเงีย ถูกพ่ออุ้มอยู่ในอ้อมกอด
เธอยังไม่ตื่นดี
โต๊ะอาหารคับแคบเกินไป หลี่ชุ่ยชุ่ยจึงไม่ได้ขึ้นมานั่งบนโต๊ะ กินข้าวอยู่ในครัว
หลิวต้าเม่ยจัดแจงกับข้าวใหม่
โดยวางผักทั้งหมดไว้ตรงหน้าเย่จื้อผิง
เย่จื้อผิงอยากจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่ก็กลั้นปากไว้ คิดว่าอยู่บ้านคนอื่น อดทนครั้งนี้ก็แล้วกัน
เย่หวายก็รู้สึกขมขื่นใจ พวกเขาทำงาน.งกๆกันมาทั้งเช้า
แม่ก็ไม่ได้ขึ้นมานั่งกินข้าวบนโต๊ะ ส่วนพวกเขาก็ได้กินแต่ผัก
สายตาของคนอื่นๆเต็มไปด้วยแววซุบซิบ รู้อยู่แก่ใจว่าหลิวต้าเม่ยลำเอียง แต่ไม่คิดว่าจะใจร้ายกับครอบครัวลูกชายสามได้ถึงเพียงนี้
“จื้อผิง เรามากินข้าวกันก่อนเถอะ ลูกสำคัญกว่า”
“เย็นนี้ค่อยกินกันเองในครอบครัว” หลิวต้าเม่ยพูดจาน่าฟัง แต่ที่จริงแล้วไม่มีอาหารเย็นให้กินหรอก
เย่จื้อผิงพยักหน้า “ตกลงครับ”
เธอไม่ชอบใจเอาเสียเลย
เธอส่งเสียงอู้อี้ มองไปรอบๆโต๊ะอาหารด้วยความสงสัย
เห็นหลี่กุ้ยฮวาและหลิวต้าเม่ยได้กินแต่อาหารอร่อยๆ ส่วนผักทั้งหมดอยู่ตรงหน้าเธอและครอบครัว
เธอขมวดคิ้ว พูดอย่างไม่เกรงใจ “คุณย่า เปลี่ยนที่กับพ่อหนูเดี๋ยวนี้เลย”
“มีแต่ผักกาดขาว หนูคีบกับข้าวไม่ได้”
“คุณย่าไม่ได้บอกว่าจะให้กินของอร่อยหรอกเหรอ? ตอนนี้จะให้หนูมากินผักกาดขาวเนี่ยนะ?”
“ถ้าอย่างนั้นหนูอยู่กินข้าวที่บ้านยังดีกว่า”
ทุกคนต่างพากันเงียบ.ลง
หลิวต้าเม่ยรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า นางฝืนยิ้มแต่ไม่ถึงดวงตา “ยัยเด็กคนนี้ คนพวกนี้เป็นแขกเรานะ ต้องให้แขกกินก่อนสิ”
นางยิ้มให้กับแขกเหล่านั้น “เด็กคนนี้ไม่รู้ความ ซุกซนเหลือเกิน เพิ่งสามขวบครึ่งเอง แต่ก็เริ่มวางก้ามเสียแล้ว”
เย่เสี่ยวจิ่นเริ่มร้องไห้ออกมาทันที “หนูจะเปลี่ยนที่นั่ง หนูจะเปลี่ยนที่นั่ง!”
“ย่าลำเอียง! คนแก่ที่ลำเอียงแบบนี้ พอแก่ตัวลงระวังจะไม่มีใครดูแล”
“ฮือๆๆ…”
หลิวต้าเม่ยแทบอยากจะตบหน้าเย่เสี่ยวจิ่นสักสองที
ในงานเลี้ยงฉลองการสอบเข้ามัธยมปลายของลูกหลานตระกูลเย่เช่นนี้ ไหนเลยจะมีสิทธิ์ให้เด็กอย่างเย่เสี่ยวจิ่นมาเจรจาต่อรองได้?
ยิ่งไปกว่านั้น หากแขกเหรื่อที่มาร่วมงานต่างพากันดูเรื่องตลกนี้จนจบสิ้น แล้วนางจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?
คนอื่นๆ ต่างก็พูดเกลี้ยกล่อม
“เด็กคนนี้ก็อย่างนี้แหละ ชอบร้องไห้ เธอก็ย้ายที่นั่งกับหล่อนเสียก็สิ้นเรื่อง”
“ใช่แล้ว ร้องเสียงดังหนวกหูเหลือเกิน”
“หลานสาวของเธอนี่นิสัยแย่เสียจริง”
หลิวต้าเม่ยอดกลั้นความโกรธที่กำลังปะทุ ยอมเปลี่ยนที่นั่งกับเย่จื้อผิง
เย่จื้อผิงยังคงทำหน้างุนงง
ส่วนเย่เสี่ยวจิ่นพอได้ที่นั่งใหม่ก็หยุดร้องไห้ทันที บนใบหน้ากลับไม่มีร่องรอยคราบน้ำตาหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
หลิวต้าเม่ยโมโหจนต้องคีบผักกาดขาวเข้าปากอย่างแรง ด้วยรู้ดีว่าเย่เสี่ยวจิ่นต้องแสร้งทำแน่!
เย่เสี่ยวจิ่นยื่นตะเกียบออกไป คีบขาไก่ชิ้นโตวางลงในชามของเย่หวาย
“พี่ชายคีบไม่ถึง หนูคีบให้”
เย่หวายมองขาไก่ชิ้นโตในชามอย่างลังเลใจ เงยหน้ามอง เห็นหลี่กุ้ยฮวากำลังจ้องมองพวกเขาอยู่
เย่เสี่ยวจิ่นแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น “พี่ชาย กินเร็วเข้า ของอร่อยทั้งนั้น วันนี้เรากินให้อิ่มไปเลย”
“ปกติอยู่บ้านไม่มีของอร่อยแบบนี้กินหรอก”
หลี่กุ้ยฮวาแสร้งยิ้ม “กินสิ กินเข้าไป วันนี้เป็นวันดีของลูกชายฉันนี่”
เย่เสี่ยวจิ่นกินอย่างเอร็ดอร่อย
มื้อนี้กินเท่าไรก็ไม่คุ้มหรอก
โดนเอาเปรียบมานานหลายปี กินแค่นิดๆหน่อยๆแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ
เย่เสี่ยวจิ่นอดคิดไม่ได้ว่ากระเพาะของตัวเองช่างเล็กเสียจริง
หลังอาหารเย็น
หลี่กุ้ยฮวากำลังจัดกระเป๋าเดินทางให้เย่เหวินชาง
หล่อนหยิบตำราเรียนสมัยมัธยมต้นออกมาหลายเล่ม
เดิมทีครอบครัวเย่จื้อผิงเตรียมตัวจะกลับบ้านแล้ว แต่ถูกหลิวต้าเม่ยรั้งเอาไว้
เย่เหวินชางไม่ต้องการตำราเรียนสมัยมัธยมต้นพวกนี้แล้ว
เมื่อเย่หวายเห็นหนังสือมากมายเช่นนั้น สายตาของเขาก็ฉายความรู้สึกสับสน
เขาตัดสินใจรวบรวมความกล้าเอ่ยปากอย่างระมัดระวังว่า “พี่ชาย พี่ให้หนังสือพวกนี้กับผมได้ไหม”
เย่เหวินชางถึงได้หันมามองเย่หวายเป็นครั้งแรก “อืม”
จากนั้น เขาก็หันไปสนใจเรื่องของตัวเองต่อ
เย่เหวินชางจะไม่ยอมเสียเวลาอันมีค่าไปกับคนที่ไม่มีประโยชน์สำหรับเขา
เย่เสี่ยวจิ่นสังเกตเห็นพี่ชายกำลังนั่งยองๆ เก็บหนังสือที่ตกอยู่บนพื้นอย่างทะนุถนอม ทำให้ใจเธอรู้สึกสะท้อนใจเล็กน้อย
หลี่กุ้ยฮวาไม่ได้เอ่ยปากทักท้วงอะไร เพราะเย่หวายไม่สามารถอ่านหนังสือได้ แม้จะเก็บไปก็ไม่มีประโยชน์
หลิวต้าเม่ยนั่งอยู่ที่ห้องโถงเอ่ยขึ้นว่า “จื้อผิง แกมาอยู่คุยกับฉันก่อน ฉันมีเรื่องอยากปรึกษาหน่อย”
“แกก็รู้ว่าตอนนี้เหวินชางต้องไปเรียนต่อที่เมือง ต้องใช้เงินไม่น้อย”
“บ้านแกก็ไม่มีใครเรียนหนังสือแล้ว ฉันเลยคิดว่า… ไม่ว่าจะอย่างไร แกก็ควรจะช่วยเหลือครอบครัวพี่ชายบ้าง แกคิดว่ายังไงล่ะ”
หลี่ชุ่ยชุ่ยได้ยินดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า “แม่คะ สถานการณ์ของบ้านเราเป็นยังไง แม่น่าจะรู้ดีนะคะ”
หลิวต้าเม่ยเหลือบตามองแล้วหัวเราะเยาะในลำคอ “ก่อนหน้านี้ตอนที่เสี่ยวหู่จือของลูกพี่ลูกน้องฉันจะไปเรียนหนังสือ ทุกคนในครอบครัวก็ช่วยกันออกเงินทั้งนั้น”
“สะใภ้รองของเขาก็ไม่ยอม เจ้ารองก็เลยไปบอกแม่เขาว่า ผู้หญิงน่ะไม่มีสิทธิ์เป็นใหญ่ในบ้าน”
“ไปๆมาๆ ก็ควักเงินยี่สิบหยวนให้เสี่ยวหู่จือไปเลย”
หลี่ชุ่ยชุ่ยเงียบไป
ฐานะบ้านของพวกเขาก่อนจะขายฝ้ายต่อให้เอาบ้านไปขายก็ไม่มีทางได้ถึงยี่สิบหยวน
ยิ่งฟังคำพูดเสียดสีของหลิวต้าเม่ย หล่อนก็ยิ่งสะเทือนใจ
เย่จื้อผิงถอนหายใจ “ก็ลุงรองของเสี่ยวหู่จือฐานะร่ำรวยนี่ครับ ส่วนบ้านเรามันจน”
“จะว่าไปแล้ว ตอนที่ลูกชายบ้านพี่รองเรียนตัดผม คุณก็ให้พวกเราออกเงินตั้งแปดหยวน”
หลิวต้าเม่ยแค่นเสียง “งั้นแกก็ต้องให้เท่าเทียมกันสิ จะมากจะน้อยก็ต้องให้นิดหน่อย”
บทที่ 47: ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น
หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกราวกับหัวใจถูกบีบรัด หากหล่อนไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างให้คนอื่นมาตลอด อย่างน้อยก็คงมีเงินพอส่งเสียเสี่ยวหวายได้เรียนหนังสือ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หล่อนยอมก้มหัวให้คนอื่นมามากพอแล้ว
ลูกชายคนโตก็โตเป็นหนุ่ม กำลังจะแต่งงาน
ส่วนลูกชายคนรองวัยขนาดนี้ จะให้ทำงานหนักไปตลอดก็ไม่ได้
ยิ่งจิ่นเป่าไม่สบาย ค่ารักษาพยาบาลก็ไม่ใช่น้อย
แต่ดูเหมือนหลิวต้าเม่ยจะไม่เคยใส่ใจเรื่องพวกนี้เลย
หลี่ชุ่ยชุ่ยเอ่ยเสียงแผ่ว “แม่ พวกเราไม่มีเงินมากขนาดนั้นหรอกค่ะ”
เย่จื้อผิงเห็นหลี่ชุ่ยชุ่ยหน้าซีดเผือด ครั้งนี้แม้แต่เขาก็ไม่ยอมตกลง
หลิวต้าเม่ยโกรธจัด “พวกแกนี่มันใจดำกันทั้งบ้านเลยรึไง”
“เจ้าสาม แกตอนเด็กๆก็ถูกพี่ชายแบกหลังเลี้ยงดูมา”
“ลองคิดดูว่าแกทำแบบนี้มันสมควรกับพี่ใหญ่ของแกเหรอ?”
“ตอนนี้ลูกชายเขากำลังลำบาก พวกแกช่วยออกหน่อยก็ได้ พวกแกเก็บเงินไว้ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร”
หลี่ชุ่ยชุ่ยทนไม่ไหว ลุกขึ้นแล้วเดินหนีไป
เย่จื้อผิงก็หยิบไม้เท้าขึ้น เดินกะเผลกตามไป
หลิวต้าเม่ยตะโกนไล่หลัง “เย่จื้อผิง แกทำแบบนี้มันบาปกรรมนะ”
“ถ้าเหวินชางได้ดี แกก็พลอยได้ดีไปด้วย”
หลี่ชุ่ยชุ่ยกลับมาร้องไห้ที่บ้าน
หล่อนเองก็กำพร้าพ่อตั้งแต่เด็ก แม่ก็แต่งงานใหม่
มีพี่ชายสองคน แบ่งมรดกกันไปหมด ไม่เหลือมาถึงหล่อนสักชิ้น
แต่หล่อนก็ไม่เคยเสียใจที่ได้แต่งงานกับเย่จื้อผิง
อย่างน้อย เย่จื้อผิงก็รักหล่อนและลูกๆ
ไม่เหมือนกับพี่ชายทั้งสองที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้!
ตัวหล่อนเองเติบโตมากับการกินข้าวแดงแกงร้อนจากชาวบ้าน การได้แต่งงานกับเย่จื้อผิง นับว่าเป็นบุญวาสนาของหล่อนแล้ว
แต่ไม่นึกเลยว่า แม้หล่อนจะไม่ได้เรียกร้องอะไร ชีวิตหลายปีมานี้กลับต้องเผชิญความทุกข์ทรมานไม่น้อย
เย่จื้อผิงกลับมาถึงบ้าน ได้ยินเสียงหลี่ชุ่ยชุ่ยกำลังร้องไห้
เขารีบตรงเข้าไปหา “ชุ่ยชุ่ย แม่ผมก็เป็นคนแบบนี้แหละ พูดจาไม่ค่อยน่าฟัง”
“ไม่ต้องกังวล ครั้งนี้เราจะไม่เอาเงินไปให้พวกเขาหรอก”
“ผมคิดว่าถ้าเสี่ยวหวายเห็นด้วย ก็ให้เขากลับไปเรียนต่อ”
“คุณตกลงไหม?”
เย่จื้อผิงในฐานะพ่อคนหนึ่งที่เห็นผลการเรียนของเย่หวายดีขนาดนั้นแต่ไม่ได้เรียนต่อ แถมร่างกายยังผอมกะหร่อง ต้องมาทำงานหนักตามเขา
ในใจเขาจะไม่เจ็บปวดได้อย่างไร?
เย่หวายอายุเพียง13ปี กำลังแบกหินอยู่บนคลองส่งน้ำ ไหล่ของเขาถลอกจนเลือดออก
เขาไม่ปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว
ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเห็นไหล่ของลูกเปื้อนเลือด ก็คงไม่รู้ว่าเย่หวายอดทนได้ขนาดนี้
หลี่ชุ่ยชุ่ยเงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาที่มีน้ำตาคลอ “ถ้าเสี่ยวหวายไปเรียนหนังสือ แล้วโรคของจิ่นเป่าจะทำยังไงล่ะ?”
“ขาของผมจะหายเร็วๆนี้ ถึงตอนนั้นก็จะหาเงินได้”
“อีกอย่าง ตอนนี้เจ้าใหญ่กับเจ้ารองก็กำลังทำงานอยู่นะ”
“เดี๋ยวชีวิตของเราจะดีขึ้นเอง”
เย่เสี่ยวจิ่นกับเย่หวายค่อยๆเดินกลับบ้านด้วยกัน
เย่หวายอุ้มหนังสือไว้ ดูมีความสุขมาก “จิ่นเป่า เธอโตขึ้นเมื่อไหร่ เธอต้องไปเรียนหนังสือนะ”
“การเรียนหนังสือนี่ดีมากเลย ในหนังสือมีความรู้มากมาย”
“ยิ่งเรียนสูง ยิ่งมีอนาคตไกล แถมยังหาเงินได้เยอะอีกด้วย”
เธอพยักหน้าเห็นด้วย “พี่พูดถูก”
ดวงตาของพี่ชายฉายแววความหวัง “รอจิ่นเป่าโตพอไปโรงเรียน พี่จะไปทำงานที่โรงเรียนของจิ่นเป่า คอยตักข้าวให้เยอะๆทุกวันเลย”
“แบบนี้พี่ก็จะมีเงินส่งให้จิ่นเป่าเรียน”
“ถ้ามีใครมารังแกจิ่นเป่า พี่จะได้ปกป้องจิ่นเป่าได้ด้วย”
เธอหัวเราะคิกคัก
“ไม่เอาหรอก ความคิดพี่แปลกจัง จะมาเฝ้าฉันทุกวันเลยเหรอ”
“แล้วอนาคตของพี่จะทำยังไงล่ะ”
“ถ้าได้อยู่ในเมืองเมื่อไหร่ พี่จะส่งไก่ส่งเป็ดไปให้จิ่นเป่าถึงที่เลย”
เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหน้า
เธอไม่ต้องการให้พี่ชายต้องเสียสละตัวเองเพื่อปูทางให้เธอ
เขาเองก็ยังเป็นเด็กอยู่เลย!
“ไม่ได้”
เย่เสี่ยวจิ่นกระโดดโลดเต้นไปข้างหน้า
ระหว่างทางมีคนเห็นเย่เสี่ยวจิ่น จึงร้องเรียก “เอ๊ะ ดีจังที่พวกเธออยู่ที่นี่พอดี ฉันจะได้ไม่ต้องไปหาถึงบ้าน”
เย่เสี่ยวจิ่นเห็นว่าคนที่เข้ามาหาคือจ้าวหลินหลิน
“มีอะไรเหรอคะ”
จ้าวหลินหลินเหงื่อไหลเต็มหน้าผาก มองเย่เสี่ยวจิ่นอย่างเหยียดหยัน “ฝากบอกคนในบ้านเธอด้วย พรุ่งนี้เช้าให้มาที่หน้าบ้านฉัน แล้วเอาถังใส่น้ำมันของตัวเองกลับไปด้วย”
“อย่าลืมไปแต่เช้าละ ต้องตรวจสอบให้ดีด้วย เดี๋ยวจะผิดพลาด” หล่อนว่า
“รับไปแล้วจะไม่รับผิดชอบนะ”
หลังจากจ้าวหลินหลินพูดจบ หล่อนก็เหลือบไปเห็นหนังสือในมือของเย่หวาย
หล่อนแสยะยิ้มเยาะเย้ย “วันนี้ที่บ้านเธอจัดงานเลี้ยงฉลองสอบเข้ามัธยมปลายเหรอ”
“นี่ยังไงล่ะ ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ลูกใครก็เป็นแบบนั้น เกิดเป็นลูกหนูก็ต้องขุดรูอยู่วันยังค่ำ”
“เป็นครอบครัวเย่เหมือนกัน แต่โชคชะตานี่ต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยนะ”
พูดจบ หล่อนก็รีบไปแจ้งคนอื่นๆต่อ
เย่เสี่ยวจิ่นมองตามด้วยสายตาไม่สบอารมณ์ “ผู้หญิงคนนี้นี่พูดจาประชดประชันเก่งจริงๆ”
เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกอยากรู้มากว่าหล่อนไปหาซื้อน้ำมันราคาถูกขนาดนี้ได้จากที่ไหนกัน
“พี่ชาย งั้นพี่กลับบ้านก่อนเลย เดี๋ยวฉันไปแจ้งคนอื่นๆเอง”
“จิ่นเป่า หรือพี่ไปเองดีกว่า เธออยู่เฝ้าของตรงนี้ให้พี่ก็แล้วกัน” เย่หวายวางหนังสือลงบนพื้น “แขนขาเธอเล็กนิดเดียว เดินไปก็คงลำบาก”
เย่เสี่ยวจิ่นนั่งลงบนพื้นแล้วยิ้มร่า “งั้นฉันรอพี่ตรงนี้นะ”
เย่หวายวิ่งแจ้นไปที่บ้านของหลี่กุ้ยฮวา
เพิ่งจะถึงหน้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงหลี่กุ้ยฮวากับหลิวต้าเม่ยกำลังก่นด่า
ที่พวกหล่อนด่าก็คือเรื่องที่บ้านของเขาไม่ยอมจ่ายเงินนั่นแหละ
ใจของเขาหนักอึ้ง รู้สึกไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
ถ้าบ้านเขามีเงินจริงๆ ป่านนี้คงได้พาจิ่นเป่าไปหาหมอแล้ว
ตอนนี้บ้านเขาไม่มีเงินจริงๆ ด่าไปแล้วจะได้ประโยชน์อะไร
เขาเดินเข้าไปในบ้าน “คุณย่า คุณป้าใหญ่ ครอบครัวจ้าวบอกว่าอยากให้พวกคุณเอาถังไปใส่น้ำมันวันพรุ่งนี้ตอนเช้าๆหน่อย”
สีหน้าของหลี่กุ้ยฮวาดูดีใจขึ้นมาทันที “เร็วขนาดนั้นเลย?”
“ก่อนหน้านี้จ้าวหลินหลินบอกว่าญาติของหล่อนรับถังน้ำมันตามที่สั่ง ฉันก็นึกว่าต้องรอหลายวันเสียอีก”
“นี่ผ่านไปไม่กี่วันก็ส่งน้ำมันมาให้หมดแล้ว หล่อนนี่ไว้ใจได้จริงๆ”
หลิวต้าเม่ยก็ยิ้มดีใจ “ฉันก็กังวลเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ดูท่าทางหล่อนคนนี้ใช้ได้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนถึงแห่ไปซื้อของจากหล่อนเยอะแยะ”
หลี่กุ้ยฮวามองไปที่เย่หวายแล้วแกล้งพูดแขวะว่า “ครอบครัวแกน่ะสิ ไปทำให้เขาโกรธเคืองเข้า ซื้อน้ำมันดีๆแบบนี้ไม่ได้แล้ว”
“จะโทษก็โทษแม่แกนั่นแหละ นิสัยไม่ดี ตอนนี้ครอบครัวแกเลยอดซื้อน้ำมันกันหมด”
“วันหลังให้แม่แกไปขอโทษเขาสิ ฝากซื้อเผื่อพวกแกด้วยเลย”
หลิวต้าเม่ยรีบผสมโรง “ใช่ๆๆ อย่าโง่นักเลย โอกาสทองแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆนะ”
เย่หวายรู้ตื้นลึกหนาบางดี เขาเม้มริมฝีปากแน่น “ย่า ป้าใหญ่ ผมไปก่อนนะครับ”
หลี่กุ้ยฮวาทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ “โอ๊ย เด็กคนนี้มันช่างไม่เชื่อฟังเอาเสียเลย”
“แม่ลูกคู่นี้หัวแข็งเหมือนกันจริงๆ”
“คนอย่างนี้ไม่รู้จักทำมาหากิน สมควรแล้วที่ต่อไปต้องซื้อน้ำมันแพงๆ”
ตกเย็น
เย่หวายจัดหนังสือทั้งหมดที่เย่เหวินชางให้มาอย่างเรียบร้อย
เขาอาศัยแสงเทียนอันริบหรี่อ่านหนังสือ ดวงตาเป็นประกาย
ในหนังสือเรียนมัธยมต้นมีบางคำที่เขาไม่รู้จัก
“พี่ชาย” เสี่ยวจิ่นวิ่งเข้ามาในห้อง “เรียนแบบนี้ไม่ดีต่อสายตานะคะ”
เย่หวายรีบปิดหนังสือด้วยท่าทางร้อนรน “จิ่นเป่า นี่พี่แค่ดูเล่นๆ เดี๋ยวก็เข้านอนแล้ว”
“ไม่เป็นไรค่ะ” เสี่ยวจิ่นหยิบตะเกียงเหมืองขึ้นมาเปิด
ทันใดนั้นห้องก็สว่างไสวราวกับกลางวัน
“นี่คือตะเกียงเหมือง พี่ชายแค่กดปุ่มก็เปิดได้แล้วค่ะ”
“ปกติเอาไปตากแดดไว้ข้างนอกบ้าน ก็ชาร์จไฟได้แล้ว”
เย่หวายไม่ได้ใส่ใจนัก กระซิบว่า “จิ่นเป่า อย่าบอกพ่อกับแม่นะว่าพี่อ่านหนังสือ”
เขากลัวพ่อกับแม่จะรู้สึกผิดและเสียใจ
เย่เสี่ยวจิ่นตัวเล็กนิดเดียว ยืนกอดอกถอนหายใจ
“พี่ไม่อยากเรียนต่อเหรอ หนูบอกพ่อกับแม่ให้ได้นะ”
เย่หวายยิ้ม “จิ่นเป่า พี่ไม่ชอบเรียนหนังสือ”
“เรียนหนังสือมันไม่สนุกเลย”
“พี่อยู่บ้านทำงานบ้าน สนุกกว่าเยอะ”
เย่เสี่ยวจิ่นไม่ได้พูดอะไรต่อ
พอเช้าวันใหม่ ทุกคนในบ้านก็ต้องออกไปทำงานที่หน่วยผลิตกันหมด
อย่างไรก็ตาม วันนี้หมู่บ้านคึกคักมาก มีผู้คนมากมาย
ไม่เพียงแต่คนในหมู่บ้านเท่านั้น แม้แต่คนจากหมู่บ้านข้างเคียงก็มากันถึงยี่สิบสามสิบคน
เป็นเพราะพวกเขาทั้งหมดได้รับข่าวและมาที่บ้านตระกูลจ้าวเพื่อรับน้ำมัน
บทที่ 48: รถน้ำมันมาแล้ว
“พวกคุณมาเช้ากันจังเลยนะ”
“ใช่แล้ว ได้น้ำมันแล้วยังต้องรีบกลับไปทำงานอีก”
“เขาบอกมาแล้วนะ ใครไม่มาตรวจสอบ ทีหลังจะไม่รับผิดชอบนะ”
“ฮ่าๆๆ พวกคุณก็รีบร้อนมารอกันจัง รถน้ำมันยังไม่มาเลย”
หลายคนกำลังเดินไปที่บ้านของจ้าวหลินหลิน
ระหว่างทางก็คุยกันจอแจ
บ้านของจ้าวหลินหลินอยู่ติดถนนใหญ่ เป็นทางผ่านที่หลี่ชุ่ยชุ่ยกับคนอื่นๆ ต้องเดินผ่านเพื่อไปทำงานที่หมู่บ้าน
เย่เสี่ยวจิ่นถูกแม่แบกไว้บนหลัง มองดูภาพอันคึกคักนี้
เธอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “ธุรกิจนี้ไปได้สวยจริงๆ มีคนเยอะแยะเลย”
“แน่นอนอยู่แล้ว” หลี่ชุ่ยชุ่ยยิ้มอย่างอ่อนโยน “ทุกคนต้องใช้น้ำมัน บ้านไหนๆก็ขาดน้ำมันกับเกลือไม่ได้หรอก”
“น้ำมันของหล่อนขายถูกขนาดนี้ ใครๆก็ต้องซื้อทั้งนั้น”
“ถ้าบ้านเราไม่ได้เตรียมไว้แล้ว แม่ก็คงซื้อไปบ้างเหมือนกัน”
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า เห็นด้วยกับราคาที่น่าดึงดูดใจนี้
ส่วนเย่หวายก็เดินตามหลังมาติดๆ
เขาไม่อยากอยู่เฉยๆโดยไม่ทำอะไร จึงตั้งใจจะไปทำงานในหมู่บ้านเพื่อแลกเป็นคะแนนแรงงาน
“ชุ่ยชุ่ย เธอจะไปซื้อน้ำมันด้วยเหรอ” หลินไป๋เหอจากหมู่บ้านข้างเคียงเดินเข้ามาทัก ขณะถือถังเหล็กใบหนึ่งอยู่ในมือ “คนในหมู่บ้านฉันมาซื้อน้ำมันกันเยอะมาก ฉันกลัวว่าจะพลาดเลยรีบมา”
หลี่ชุ่ยชุ่ยส่ายหน้าพร้อมกับยิ้ม “ฉันไม่ได้มาซื้อน้ำมันน่ะ ฉันจะไปทำงานในหมู่บ้าน”
หลินไป๋เหอทำหน้างุนงง “ไม่ซื้อ? ถูกขนาดนี้ ทำไมไม่ซื้อล่ะ”
“ได้ยินมาว่า จ้าวหลินหลินรับรายการสั่งซื้อน้ำมันไปแล้วตั้ง3,000ชั่งแน่ะ”
หลี่ชุ่ยชุ่ยก็ไม่ได้อธิบายอะไรมาก
หลินไป๋เหอพูดขึ้นมาเอง “น้ำมันนี่เขาบอกว่าชั่งละห้าเหมา ต้องเอาภาชนะไปตวงเอง”
“ถ้าเอาถังน้ำมันของพวกเขาก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม”
หลี่ชุ่ยชุ่ยคุยกับหลินไป๋เหอ พลางเดินตามฝูงชนไปทางบ้านของจ้าวหลินหลิน
จากนั้นหลี่ชุ่ยชุ่ยก็ได้รู้จากปากของหลินไป๋เหอว่าเซี่ยวเยว่กับจ้าวหลินหลินร่วมทำธุรกิจหลายอย่างด้วยกัน
หน้าบ้านของจ้าวหลินหลินมีคนมุงดูกันแน่นขนัด
ในกลุ่มคนหนาแน่นนี้ล้วนเป็นคนในหมู่บ้านและหมู่บ้านข้างเคียง
ชาวบ้านต่างก็รู้จักกันดี
พวกเขาพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ไม่รู้สึกเบื่อที่ต้องรอ
หลิวต้าเม่ยนั่งลงบนพื้นพร้อมบ่นพึมพำ “คนเยอะแบบนี้ วันนี้ฉันต้องรอนานแค่ไหนเนี่ย”
“อย่าให้ฉันต้องไปทำงานสายนะ”
ลู่ชุ่ยฮวาได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยว่า “โอ้ย เรื่องแค่นี้รีบร้อนไปทำไม ดูสิคนต่อแถวรอรับน้ำมันเยอะขนาดนี้ กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปครึ่งค่อนวัน”
“ไม่ต้องไปคิดมากหรอก ถือโอกาสพักสักครึ่งวันไปเลย”
“กลับบ้านแล้วก็จะได้เอาน้ำมันใหม่ไปทอดข้าวพองให้หลานกินพอดีไง”
ลู่ชุ่ยฮวาพูดพลางทำท่าทางประกอบอย่างออกรสออกชาติ “ฉันเห็นว่าหัวไชเท้านี่สีสวยเชียวนะ สีม่วงอมแดง เอาไปย้อมสีข้าวพองทอดสิ ทั้งสวยทั้งเป็นมงคล”
“ให้เหวินชางเอาไปกินที่เมืองก็ดี ทั้งหอมทั้งน่ากิน”
หลิวต้าเม่ยได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย “ข้าวพองที่ทอดด้วยน้ำมันใหม่ต้องอร่อยมากแน่ๆ”
“เหวินชางของเราเรียนหนังสือในเมืองเหนื่อยๆ ทำให้เขากินเยอะๆหน่อย”
“ถ้าเก็บรักษาดีๆก็กินได้นานเชียวนะ”
หลี่กุ้ยฮวายิ้มรับอย่างเห็นด้วย “ใช่ๆ ข้าวพองทอดในน้ำมันดีๆแบบนี้ กินแล้วบำรุงสมอง เรียนเก่งขึ้นแน่ๆ”
พวกเขาล้วนเชื่อว่าน้ำมันสามารถบำรุงสมองได้
หลี่กุ้ยฮวาเข้าไปพูดคุยกับเซี่ยวเยว่และจ้าวหลินหลินที่อยู่ในกลุ่มคนที่กำลังรอคิว “หลินหลิน เธออุตส่าห์ลงทุนไปขนน้ำมันมาเยอะเลยนะ ขอบใจมากจริงๆ” หลี่กุ้ยฮวากล่าว
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” จ้าวหลินหลินตอบอย่างสุภาพ
หล่อนขายไปได้มากกว่า3,000ชั่ง ทำกำไรได้มากกว่าสามร้อยหยวน ถึงแม้กำลังซื้อของผู้คนแถวนี้จะไม่มากนัก แต่ละบ้านก็ซื้อเพียง20-30ชั่ง แต่เงินสามร้อยหยวนก็เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในบ้านของหล่อนได้นานกว่า2ปี
เพียงแค่เอ่ยปากไม่กี่คำ หล่อนก็ได้เงินมามากมายขนาดนี้
และพอสินค้าชุดใหม่มาถึง คนพวกนั้นที่ยังลังเลอยู่ ก็ต้องมาซื้อกับหล่อนแน่ๆ
มีคนตั้งมากมายขนาดนี้ อย่างไรหล่อนก็ต้องหาเงินได้อีกก้อนโตแน่
หลี่กุ้ยฮวามองจ้าวหลินหลินผู้มากความสามารถ “หลังจากนี้จะยังซื้อน้ำมันได้อีกไหม บ้านแม่ของฉันก็อยากซื้อด้วย”
พอได้ยินแบบนั้น จ้าวหลินหลินก็ดูตื่นเต้นขึ้นมาทันตา
“ได้สิ แน่นอนอยู่แล้ว” หล่อนกล่าวพร้อมกับคว้าแขนของหลี่กุ้ยฮวาเอาไว้ “ฉันเห็นว่ายังมีคนอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ซื้อ ฉันเองก็ร้อนใจแทน”
“ดังนั้นหลังจากนี้ฉันจะเปิดให้ทุกคนสั่งน้ำมันกันอีกรอบ แต่จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะ”
“บอกทางบ้านเธอด้วยนะ ซื้อเยอะๆเลย อย่าพลาดโอกาสดีๆแบบนี้”
หลี่กุ้ยฮวารีบพยักหน้าเห็นด้วยทันที
สายตาของหล่อนกวาดไปทั่วจนเห็นหลี่ชุ่ยชุ่ยอยู่ในกลุ่มคน จึงขมวดคิ้วขึ้นมาทันที
“หลี่ชุ่ยชุ่ย นังนั่นมาทำอะไรที่นี่”
จ้าวหลินหลินและเซี่ยวเยว่ก็สังเกตเห็นหลี่ชุ่ยชุ่ย
เซี่ยวเยว่รู้สึกรังเกียจอย่างมาก “หล่อนคงไม่ได้ให้คนอื่นมาสั่งซื้อให้หรอกนะ?”
จ้าวหลินหลินแค่นเสียง “บางทีอาจจะให้คนนอกหมู่บ้านมาสั่งซื้อให้จริงๆ เพราะรู้ว่าฉันจะไม่ขายให้หล่อน”
“ก่อนหน้านี้ยังพูดปากเปล่าว่าไม่ซื้อ หึ…”
พูดพลางเดินอย่างรวดเร็วเข้าไปหา
หลี่ชุ่ยชุ่ยเห็นพวกเขาทั้งสามเดินมาก็รู้สึกงงๆ
หลินไป๋เหอยังคงพูดไม่หยุดถึงเรื่องต้นโหยวไช่ฮวาในหมู่บ้านของพวกเขาที่ถูกลูกเห็บทำลายไปอย่างน่าเศร้า
จนสังเกตเห็นว่ามีคนมา
หล่อนถามอย่างสงสัย “จ้าวหลินหลิน น้ำมันมาแล้วเหรอ จะชั่งให้ฉันเลยไหม?”
จ้าวหลินหลินแอบแสยะยิ้มเยาะเย้ย “เธอจะซื้อน้ำมันเอง หรือว่าซื้อกับหลี่ชุ่ยชุ่ยกันแน่”
“ฉันก็ซื้อเองสิ!” หลินไป๋เหอตอบอย่างมั่นใจ
“อ้อ งั้นหลี่ชุ่ยชุ่ย ในเมื่อเธอไม่ได้ซื้อน้ำมัน แล้วเธอมามุงอะไรตรงนี้”
หลี่ชุ่ยชุ่ยตอบอย่างจนใจ “ฉัน…ฉันแค่ผ่านมา”
หลี่กุ้ยฮวาที่ยืนอยู่ข้างๆจ้าวหลินหลินเสริมขึ้นมาว่า “หลี่ชุ่ยชุ่ย แกต้องมาขอแบ่งน้ำมันจากแม่ฉันแน่ๆเลย อยากกินของฟรีละสิ”
จ้าวหลินหลินมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “หน้าไม่อายจริงๆ”
“ใช่สิ เธอไม่รู้จักหลี่ชุ่ยชุ่ยหรอก มันชอบเอาเปรียบคนอื่นจะตาย”
“ตัวเองไม่เคยควักกระเป๋าแม้แต่แดงเดียว” หลี่กุ้ยฮวาพูดอย่างรู้เช่นเห็นชาติ
เย่เสี่ยวจิ่นพูดขึ้นมาจากบนหลังแม่ของเธอด้วยน้ำเสียงใสๆ “ป้าใหญ่ ป้าพูดถึงตัวเองรึเปล่าคะ ที่บ้านเราไม่เห็นต้องซื้อน้ำมันเลย”
“หึ หึ พวกแกไม่ซื้อ แล้วเอาน้ำมันที่ไหนมากิน”
เย่เสี่ยวจิ่นแลบลิ้นใส่หลี่กุ้ยฮวา “ป้าใหญ่นี่ก็ประหลาด คนอื่นจะไม่กินน้ำมันไม่ได้เชียวเหรอ”
“พวกเราก็แค่ไม่อยากซื้อมากินเท่านั้นเอง”
หลี่กุ้ยฮวาไม่อยากต่อล้อต่อเถียงด้วย
ทันใดนั้น เสียงผู้คนรอบข้างก็เริ่มดังขึ้น
ฝูงชนเริ่มเคลื่อนไหว พากันเบียดเสียดไปทางด้านหน้า
“รถม้าหลายคันกำลังมา ดูเหมือนจะบรรทุกถังเหล็กมาด้วย หรือว่าจะเป็นรถน้ำมันกันนะ”
“โอ๊ะ แม่เจ้า จริงด้วย สงสัยจะใช่แน่”
“ตั้งหกคันเชียวนะ”
“ฉันมาก่อน ชั่งให้ฉันก่อนสิ”
จ้าวหลินหลินเยาะเย้ย มองหลี่ชุ่ยชุ่ยอย่างดูแคลน ก่อนจะเดินจากไป
“ถอยหน่อยค่ะทุกคน” จ้าวหลินหลินโบกไม้โบกมือ “หลบให้รถม้าเข้ามาจอดก่อน”
หล่อนรีบควักเอาบัญชีรายชื่อพร้อมกับปากกาออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
“หลินต๋าสั่งไว้20ชั่ง อยู่ไหมคะ?”
“อยู่ๆ อยู่นี่!” ชายหนุ่มร่างกำยำรีบเดินออกมา ยืนเบียดอยู่ข้างๆจ้าวหลินหลิน
รถม้าจอดเรียงรายเต็มหน้าบ้านของจ้าวหลินหลิน
ชายหนุ่มหน้ามันผมเงา สวมเสื้อเชิ้ตลายดอกไม้ สะพายกระเป๋าเอกสาร เดินลงมาจากรถม้าคันแรก
“น้องสาวรอนานเลยใช่ไหม ฉันเอามาส่งแล้วนะ มานับของกัน”
“ทั้งหมด6คัน คันละ500ชั่ง”
บทที่ 49: น้ำมันอะไรเหม็นขนาดนี้?
เย่เสี่ยวจิ่นตกใจ นั่นไม่ใช่พ่อค้าคนกลางจากในเมืองคราวที่แล้วหรอกเหรอ?
หลี่เย่ไม่ได้สังเกตเห็นแม่ลูกทั้งสองคน
เป็นเพราะมีคนอยู่มากมาย
หลังจากที่จ้าวหลินหลินสั่งน้ำมันแล้ว ทุกอย่างก็ถูกขนลงที่หน้าบ้านและในบ้านของหล่อน
หล่อนกลัวว่าหากหลี่เย่จะอยู่ที่นี่แล้วทำให้ตนถูกเปิดเผยความลับ จึงรีบพูดว่า “พี่ชาย ในเมื่อส่งของทั้งหมดแล้ว พี่ก็รีบไปเถอะ”
“ได้เลย” หลี่เย่ก็ไม่ได้อยู่นาน “น้องสาว งั้นพี่ไปก่อนนะ ยังต้องไปคืนรถม้าให้เขาด้วย”
จ้าวหลินหลินยิ้มแก้มแดง “พี่ชาย เดินทางดีๆนะ ระวังตัวด้วย”
ท่าทางของคนทั้งสองคนนี้ช่างเหมือนพี่น้องกันจริงๆ
จ้าวหลินหลินมองรถม้าที่แล่นจากไป ก่อนจะคุยโวโอ้อวดว่า “ทุกคนดูสิ ฉันบอกแล้วว่าพี่ชายฉันต้องเอามาให้ ดูสิ เร็วทันใจแค่ไหน”
“เชื่อฉันสิ แล้วจะไม่มีผิดหวัง”
ทุกคนต่างก็ผสมโรงกันใหญ่
“นั่นสิ เธอนี่แน่จริง”
“ใช่แล้ว ในเมื่อลู่เฟิงสามีของเธอเก่งขนาดเป็นถึงหัวหน้าหมู่บ้าน เธอก็เลยเก่งเหมือนกัน”
“คนเก่งก็ต้องอยู่รวมกันเป็นครอบครัวแบบนี้แหละ”
จ้าวหลินหลินได้ยินคำยกยอป้อยอเหล่านั้นก็รู้สึกปลื้มใจเป็นล้นพ้น
เซี่ยวเยว่เห็นว่าน้ำมันมาส่งแล้ว ก็รู้สึกโล่งใจ
จ้าวหลินหลินหยิบตาชั่งออกมา “เอาละ ฉันจะชั่งน้ำมันให้พวกคุณเอง”
“ทุกคนดูให้ดีๆเลยนะ ฉันจ้าวหลินหลินเป็นคนตรงแบบนี้แหละ ไม่เอาเปรียบใครแน่นอน”
“พวกคุณกลับบ้านไปก็ชั่งน้ำหนักดูก่อนได้ มั่นใจได้เลย”
เสียงชื่นชมดังขึ้นอีกครั้ง
หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดว่า “จิ่นเป่า แดดเริ่มแรงแล้ว เราไปฟาร์มไก่กันเถอะ”
“รอแปบหนึ่งแม่ เรารอดูอีกหน่อย”
หลี่ชุ่ยชุ่ยมองไปที่ตาชั่งแล้วก็รู้สึกว่าไม่เห็นมีอะไรน่าดู กลัวคนอื่นจะหาว่าหล่อนโลภมาก
ฝ่ายจ้าวหลินหลินก็เปิดถังเหล็กใบใหญ่ใบแรกออก
ทันใดนั้น รอยยิ้มของหล่อนก็จางหายไป
หลินต๋าที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
เขาขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “กลิ่นอะไรเนี่ย ฉุนจัง”
ผู้คนที่อยู่ด้านหลังกรูกันเข้ามา
“เกิดอะไรขึ้น? น้ำมันมีปัญหาเหรอ?”
“โอ๊ย กลิ่นอะไรเนี่ย! ได้กลิ่นแล้วคลื่นไส้! น้ำมันแบบนี้กินได้แน่เหรอ?”
“รีบอธิบายมาเดี๋ยวนี้! พวกเราเสียเงินไปตั้งเท่าไหร่!”
“จ้าวหลินหลิน เธอนี่มันใจดำจริงๆ กล้านำน้ำมันแบบนี้มาให้พวกเรา!”
คนที่อยู่ด้านหลังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่พอได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายอยู่ข้างหน้า ก็เริ่มพากันวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานา
“น้ำมันมีปัญหาเหรอ? พวกเราโดนหลอกแล้วเหรอ?”
“จ้าวหลินหลินเก็บเงินคนไปตั้งมากมายขนาดนี้ ต้องให้คำชี้แจงพวกเรานะ”
“ข้างหน้านั่นดูเหมือนมีเรื่องอะไรกัน เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงจะต้องมีการลงไม้ลงมือกันด้วย”
หลี่ชุ่ยชุ่ยได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็หยุดเดิน “ทำไมทุกคนถึงได้โมโหกันนัก”
เย่เสี่ยวจิ่นมองดูพร้อมกับพึมพำ “ต้องเป็นเพราะน้ำมันแน่ๆเลย”
....
จ้าวหลินหลินเริ่มใจคอไม่ดี นี่มันต่างจากตัวอย่างที่หลี่เย่ให้หล่อนมาลิบลับ
หล่อนรีบพูดด้วยสีหน้าซีดเผือด “ทุกคนใจเย็นๆ นี่มันเป็นกลิ่นของกระป๋องเหล็ก”
“ถ้าไม่เชื่อ ฉันจะเทน้ำมันออกมาให้ดู”
จากนั้นหล่อนก็เทน้ำมันออกมา
น้ำมันมีสีดำคล้ำ ส่งกลิ่นแปลกปลอมออกมาเล็กน้อย และยังมีสิ่งเจือปนที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
โชคยังดีที่ทุกปีน้ำมันที่หมู่บ้านแจกจะมีตะกอนปะปนอยู่บ้าง ไม่งั้นหล่อนคงต้องเถียงจนปากเปียกปากแฉะแน่
น้ำมันที่เทออกมาแล้วมีรสชาติจืดชืดกว่ามาก
ภายใต้สายตาโกรธเกรี้ยวของทุกคน จ้าวหลินหลินก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ “น้ำมันที่ฉันกินเองก็เป็นแบบนี้แหละ แค่หน้าตามันไม่ค่อยน่าดู เลยขายถูกหน่อย”
“ทุกคนอย่าเข้าใจฉันผิด ฉันกินให้ดูก็ได้”
หล่อนรีบดื่มเข้าไปอึกใหญ่ เกือบจะอาเจียนออกมา
รสชาติของน้ำมันนี้เหมือนน้ำมันทั่วไป แต่มีกลิ่นเหม็นสาบของน้ำเน่าปนอยู่
คนที่อยู่ข้างหน้าเห็นจ้าวหลินหลินกินเข้าไปเองแล้ว ก็เริ่มใจเย็น.ลง
จ้าวหลินหลินรีบแก้ตัวอีกสองสามประโยค แล้วก็ทำท่าทางน่าสงสาร
เรื่องราววุ่นวายก็ผ่านพ้นไป
ชาวบ้านทุกคนต่างหวาดผวาเพราะเรื่องที่เกิดขึ้น
กลัวว่าเงินที่เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตจะสูญเปล่าไปกับเรื่องนี้
เมื่อถึงคราวของหลิวต้าเม่ย วัยชราก็ทำให้นางดมกลิ่นไม่ค่อยออก
นางถือน้ำมันพลางเอ่ยด้วยความพึงพอใจ “โอ้ย ไหนบอกว่าไม่ได้ๆกันละ ฉันว่ามันก็ใช้ได้นี่”
“น้ำมันจากเมล็ดโหยวไช่ฮวาของหมู่บ้านเราเมื่อปีก่อนๆ ก็สีแบบนี้แหละ”
“เอามาผัดกับข้าวแล้วก็เหมือนกันนั่นแหละ”
หลิวต้าเม่ยพูดอีกสองสามประโยคก็ถือน้ำมันกลับบ้านไปทำข้าวพองให้หลานชายด้วยความยินดี
เซี่ยวเยว่ยืนช่วยชั่งน้ำหนักอยู่ข้างๆ สีหน้าของหล่อนดูไม่ดีเอาเสียเลย
กลิ่นคล้ายน้ำครำลอยมาเตะจมูกเบาๆ
หล่อนบ่นต่อว่าจ้าวหลินหลินเสียงเบา “ทำไมไม่ใช้ภาชนะที่ดีกว่านี้มาใส่น้ำมันล่ะ ทำให้มันเป็นแบบนี้ไปได้”
“ถังเหล็กนี่มันมีกลิ่นแรงมาก น่าคลื่นไส้จะตาย”
จ้าวหลินหลินเองก็อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว “ฉันก็ไม่อยากให้เป็นแบบนี้เหมือนกัน ใครจะไปรู้ล่ะว่ามันจะเป็นแบบนี้”
“ฉันยังต้องกินน้ำมันเข้าไปตรงๆเลยนะ เลิกพูดกันเถอะ ยิ่งพูดฉันยิ่งอยากอ้วก!”
จ้าวหลินหลินสีหน้าเย็นชา
มิตรภาพฉันท์พี่น้องก็จางหายไปไม่น้อย เพราะต่างคนต่างบ่นกล่าวโทษกันเอง
หลินไป๋เหอชั่งน้ำมันของตัวเองเสร็จแล้ว ก็ถือออกมา
หลี่ชุ่ยชุ่ยเหลือบมองน้ำมันในถังเหล็ก เห็นว่ามันทั้งดำทั้งขุ่น
ไม่ต้องพูดถึงสีสัน แม้แต่กลิ่นก็แปลกประหลาด
แต่เนื้อสัมผัสเป็นน้ำมันอย่างไม่ต้องสงสัย
“น้ำมันนี่… ดูเหมือน…” หลี่ชุ่ยชุ่ยอ้ำอึ้ง
หลินไป๋เหอทำหน้าบูดบึ้ง พร้อมจะระเบิดอารมณ์ออกมา “นี่มันน้ำมันอะไรกันเนี่ย? แย่ชะมัด”
“ขายตั้งห้าเหมาต่อชั่ง ซื้อน้ำมันเจ็ดเหมาต่อชั่งไม่ดีกว่าเหรอ” หล่อนบ่นอุบ
“ยังไงเธอก็ฉลาด ซื้อหรือไม่ซื้อก็ไม่ถึงตายหรอก” หลี่ชุ่ยชุ่ยปลอบ
“นี่มันอะไรกันเนี่ย โมโหแทบตายแล้ว!” หลินไป๋เหอโวยวาย
เสียเงินไปตั้งมาก เสียเวลาทำงานไปครึ่งวัน กลับได้น้ำมันแบบนี้
ใครที่ตาดีก็ดูออกว่าน้ำมันนี่มันไม่ใช่ของดี
แม้ว่าทุกคนจะไม่ได้ด่าต่อหน้า แต่ลับหลังพวกเขาก็ด่าถึงบรรพบุรุษของจ้าวหลินหลินจนควันโขมง
หลี่ชุ่ยชุ่ยก็ไม่ได้เสียเวลามากนัก พอดูเสร็จก็ไปฟาร์มไก่แล้ว
ส่วนทางด้านหลิวต้าเม่ยกลับบ้านอย่างมีความสุขพร้อมกับน้ำมันที่ถือมา
ทันทีที่กลับถึงบ้านก็เอาข้าวพองที่ตากแห้งแล้วออกมาจากยุ้งฉาง แล้วใช้น้ำมันที่เพิ่งได้มาทอดข้าวพอง
แม้ว่าสภาพน้ำมันจะไม่ค่อยดีนัก แต่ข้าวพองที่ทอดออกมาก็ฟูกรอบดี
หอมน่าดึงดูดใจมาก
เย่ฉู่เฉียงถูกกลิ่นหอมล่อมา “นี่คุณทำข้าวพองเยอะขนาดนี้เลยเหรอ?”
“ใช่แล้ว ทำไว้ให้เหวินชางเอาไปกินในเมือง” หลิวต้าเม่ยวางข้าวพองที่สะเด็ดน้ำมันแล้วลงในชาม
“วันนี้กุ้ยฮวาบอกฉันว่ากินน้ำมันดีๆแบบนี้แล้วดีต่อสมอง”
“ฉันก็คิดเหมือนกัน เหวินชางเรียนหนังสือเหนื่อยมาก ต้องกินของดีๆบำรุงสมองหน่อย”
เย่ฉู่เฉียงพยักหน้าหงึกๆ “จริงด้วย ขนมข้าวพองแบบนี้ กินเยอะๆจะได้เรียนเก่ง”
ปกติสามีภรรยาคู่นี้ขี้เหนียวไปเสียทุกเรื่อง แต่กับหลานชายนั้นใจกว้างสุดๆ
เย่ฉู่เฉียงกินขนมข้าวพองไปทั้งชิ้น
ส่วนหลิวต้าเม่ยเองก็กินไปชิ้นหนึ่ง อร่อยจริงๆ
พอใกล้เที่ยง หลิวต้าเม่ยก็ถือขนมข้าวพอง มุ่งหน้าไปบ้านเย่จื้อเฉียง
ระหว่างทางเจอเย่จื้อผิงลูกชายคนเล็กเข้า นางก็ตกใจรีบจ้ำอ้าว
กลัวว่าขนมข้าวพองที่อุตส่าห์ทำเสร็จจะถูกครอบครัวลูกชายคนเล็กเอาไปเสียก่อน
นี่มันของที่ต้องเอาไปบำรุงสมองหลานชายสุดที่รักของนางนี่นา!
เย่จื้อผิงยืนถือไม้เท้าอยู่ข้างทาง
เขามองท่าทางรีบร้อนของแม่ แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ “แม่จะรีบไปไหนครับ”
“เห็นผมแล้วทำไมถึงวิ่งหนีเร็วกว่าเดิมอีกล่ะ”
บทที่ 50: น้ำมันมีปัญหาแล้ว!
หลี่กุ้ยฮวามองน้ำมันที่อยู่ในบ้าน ขมวดคิ้วแน่น
เย่จื้อเฉียงออกไปทำงานแล้ว
เย่จู๋ที่อยู่ข้างๆก็รู้สึกสงสัย “แม่ ทำไมน้ำมันนี่มีกลิ่นแปลกๆนิดหน่อยล่ะ?”
“ดูเหมือนจะไม่ค่อยบริสุทธิ์ด้วย…”
“นี่คือน้ำมันที่พวกเราซื้อมาจริงๆเหรอ?”
หลี่กุ้ยฮวารู้สึกไม่สบายใจ “ถ้ารู้ว่าน้ำมันเป็นแบบนี้ ไม่น่าซื้อมาตั้ง30ชั่งเลย”
“โอ๊ย นึกถึงเงินที่ฉันจ่ายไปมากขนาดนั้นแล้วเจ็บใจเหลือเกิน”
“แต่ถึงน้ำมันนี้จะดูไม่สวย ยังไงก็คงใช้ได้อยู่นะ”
หลี่กุ้ยฮวาพูดพลางเตรียมตัวจะตั้งกระทะเพื่อกรองน้ำมันด้วยตัวเอง
“กุ้ยฮวา เหวินชางล่ะ” หลิวต้าเม่ยถือชามเข้ามาในบ้าน “ฉันทำข้าวพองมาให้เขาเอาไปกินในเมืองด้วยนะ”
หลี่กุ้ยฮวาเห็นข้าวพองแล้วพูดว่า “อยู่นี่จ้ะ อยู่ในบ้าน”
หลิวต้าเม่ยนำข้าวพองไปให้ จากนั้นก็พูดกับหลานชายสองสามคำแล้วก็จากไป
หลี่กุ้ยฮวาหยิบข้าวพองมาหนึ่งชิ้น หักเป็นสองส่วน
“จู๋จื่อกินสิ”
เย่จู๋กินอย่างรวดเร็ว “อร่อยจัง”
หลี่กุ้ยฮวากินเสร็จ ก็พยักหน้า “น้ำมันนี้ถึงจะดูไม่ค่อยดี แต่ทอดของกินแล้วอร่อยอยู่นะ”
ในใจรู้สึกดีขึ้นมาก
ถึงอย่างไรก็ยังใช้ได้อยู่
ที่ฟาร์มไก่
หลี่ชุ่ยชุ่ยกำลังวุ่นวายอยู่กับการจัดการรางอาหารในเล้าไก่และกำจัดมูลไก่
เย่เสี่ยวจิ่นและหลินจวงกำลังตรวจสอบฟาร์มไก่
เธอเพิ่งอ่านหนังสือ ‘เรียนรู้การเลี้ยงสัตว์ใน31วัน’ จบไป ทำให้ได้เรียนรู้ทฤษฎีที่ทันสมัยมากมาย แต่ก็ยังขาดประสบการณ์ในทางปฏิบัติ
แต่เธอจำเป็นต้องหาคะแนนงาน เพื่อให้ครบตามเป้าหมาย1,000คะแนน
หลินจวงเดินตามหลังเย่เสี่ยวจิ่นพลางถามว่า “จิ่นเป่า เธอเห็นว่าตรงนี้มีปัญหาอะไรอีกไหม?”
เย่เสี่ยวจิ่นครุ่นคิดก่อนตอบว่า “ในมูลไก่มีเชื้อโรคมากมาย บางครั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโรคก็เกิดจากปัญหาเรื่องมูลไก่นี่แหละ”
“แม้ว่าจะมีการตักทิ้งทุกเช้าและทำความสะอาดฆ่าเชื้อ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ”
“เดี๋ยวหนูจะสอนวิธีผสมน้ำยาฆ่าเชื้อสูตรหนึ่งให้ ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคได้ดียิ่งขึ้น”
หลินจวงพยักหน้าและจดบันทึกไว้ “งั้นเธอก็อย่าลืมมาทำงานบ่อยๆนะ”
“เธออยู่บ้านเฉยๆ ทุกวันก็คงไม่มีอะไรทำใช่ไหม? มาทำงานกับแม่ของเธอสิ เธอจะได้คะแนนงานด้วย”
“ฉันก็จะได้เรียนรู้จากเธอด้วย”
“ยังจะมาขอค่าเรียนจากฉันอีกเหรอ? งั้นเธอไปขอจากหัวหน้าเซี่ยสิ เขาเป็นคนบอกให้ฉันมาเรียนกับเธอเอง”
เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกเขินอายที่จะไปขอจากลุงเซี่ย
เธอเอามือไพล่หลัง เอียงตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย “ใครเขาเรียนวิชาความรู้แล้วไม่จ่ายค่าเรียนกัน?”
หลินจวงเห็นเป็นเด็กตัวแค่นี้แต่ริฉลาดแกมโกง ก็อดขำไม่ได้
“งั้นฉันทำงานแลกค่าเรียนได้ไหม?”
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า “ได้”
หลี่ชุ่ยชุ่ยกำลังเก็บของ พอได้ยินอย่างนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้
หล่อนชะโงกหน้าออกมา “จิ่นเป่าลูกคนนี้นี่ ทำไมถึงขี้โกงอย่างนี้ล่ะ?”
“หัวหน้าเซี่ยดูแลพวกเราดีขนาดนี้ พวกเราช่วยได้ก็ช่วย”
เย่เสี่ยวจิ่นทำปากยื่นเล็กน้อย “หนูก็ทำงานฟรีไม่ได้เหมือนกันนะ”
พูดจบเธอก็รู้สึกเขินอายแก้มแดงขึ้นเล็กน้อย แล้วหัวเราะออกมา “อย่างมากก็ทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน จริงๆหนูแค่พูดเล่นเองแหละ”
หลินจวงหัวเราะออกมาเช่นกัน “อ้อ ที่แท้จิ่นเป่าก็แกล้งฉันนี่เอง”
ทั้งสองคนเดินไปดูที่อื่นต่อ
เฉียนตงเลี่ยงวางแอกที่แบกไว้ลง แล้วเอ่ยปากชมด้วยรอยยิ้ม “ชุ่ยชุ่ย ลูกสาวเธอฉลาดจริงๆเลย”
“ตัวแค่นี้เอง แต่กลับมีความสามารถเยอะแยะไปหมด”
“ขนาดสัตวแพทย์มืออาชีพจากในเมืองยังต้องมาเรียนรู้งานจากลูกสาวเธอนะเนี่ย!”
“ลูกสาวฉัน… แค่หัวไวหน่อยเท่านั้นเอง” หลี่ชุ่ยชุ่ยตอบอย่างถ่อมตน
เฉียนตงเลี่ยงมองเข้าไปในเล้าไก่ “วันนี้หลี่ผิงทำไมยังไม่มาอีกนะ หล่อนไปทำธุระที่อื่นบนเขางั้นเหรอ?”
“ไม่ใช่หรอก หล่อนต้องไปรับน้ำมันที่ซื้อไว้ก่อนหน้านี้ที่บ้านจ้าวหลินหลินน่ะ”
“ตอนที่ฉันมา เห็นคนเยอะมาก คาดว่าคงจะช้าหน่อย”
ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่ หลี่ผิงก็มาถึง ใบหน้าของหล่อนดูไม่สู้ดีนัก
พอเข้ามาในเล้าไก่ เห็นหลี่ชุ่ยชุ่ยก็ทำหน้าบึ้งตึงทันที
หล่อนพูดอย่างหงุดหงิด “ชุ่ยชุ่ย เธอคิดถูกแล้วที่ไม่ซื้อน้ำมัน”
“ฉันเสียเงินไปตั้งเยอะ รอนานแสนนาน แถมยังต้องเสียเวลาทำงานไปตั้งครึ่งวันเพราะเรื่องนี้”
“พอฉันถือน้ำมันกลับไป เด็กที่บ้านได้กลิ่นก็บอกว่าเป็นน้ำครำ”
“โอ๊ย ปวดหัวจริงๆ…”
เฉียนตงเลี่ยงถามอย่างไม่เข้าใจ “น้ำมันจะกลายเป็นน้ำครำได้ยังไง หรือลูกเธอแกล้งพูดเล่น?”
“ไม่ใช่หรอก ได้กลิ่นแล้วมันเหมือนน้ำครำจริงๆ” หลี่ผิงขมวดคิ้วพร้อมกับถอนหายใจด้วยความหนักใจ
“ตอนนั้นฉันมัวแต่โลภมากจนตาบอดที่เห็นว่าซื้อน้ำมันได้เยอะขนาดนี้”
“รอสามีฉันกลับมาเห็นน้ำมันแบบนั้น มีหวังโดนด่าตายแน่” หลี่ผิงพูดด้วยน้ำเสียงกังวล
สามีของหลี่ผิงเป็นคนร่างกายแข็งแรง ตัวโต แถมยังไม่กลัวใคร พอโมโหขึ้นมาแล้วน่ากลัวมาก
“แปลกจริง ตอนแรกยังบอกว่าน้ำมันของจ้าวหลินหลินทั้งดีทั้งถูก ทำไมตอนนี้เป็นอย่างนี้ไปได้” เฉียนตงเลี่ยงได้แต่คิดในใจ
หลี่ผิงถอนหายใจอย่างหนักหน่วง “น้ำมันห่วยแตกแบบนี้ อยากจะคืนก็คืนไม่ได้…”
“ในบรรดาจ้าวหลินหลิน ลู่เฟิง เซี่ยวเยว่ มีใครยอมคนกันมั่งล่ะ”
“เงินเข้ากระเป๋าพวกนั้นแล้ว คงไม่ยอมควักออกง่ายๆหรอก”
เฉียนตงเลี่ยงส่ายหน้า “เสียเงินซื้อของมาขนาดนี้ ถ้ามันห่วยขนาดนั้น คืนได้ก็ต้องคืนสิ”
“ถ้าพวกเธออยากจะเป็นคนโง่ให้เขาหลอก ก็เรื่องของพวกเธอสิ ยังไงซะก็ต้องมีคนที่ไม่ยอมเป็นควายให้เขาหลอกหรอกน่า”
หลี่ผิงลังเล “ก็ฉันไม่รู้ว่าคนอื่นเขาคิดยังไงนี่นา”
“ถ้าเกิดมีแต่ฉันที่คิดว่ามันมีปัญหา แต่คนอื่นเขาไม่คิดแบบนั้นล่ะ”
“แบบนั้นฉันก็กลายเป็นตัวตั้งตัวตีเรื่องไม่เป็นเรื่องน่ะสิ”
หลี่ชุ่ยชุ่ยได้แต่ถอนหายใจ
ตอนแรกที่ทุกคนเห็นหล่อนไม่ซื้อ พวกเขายังหาว่าหล่อนโง่
ตอนนี้ทุกคนคงนั่งเสียใจที่ซื้อน้ำมันไปแล้ว
“แม่จ๋า! แม่จ๋า! แย่แล้ว!” ซูเอ้อร์หยาวิ่งหน้าตั้งมาหาหลี่ผิง
หล่อนบอกกับหลี่ผิงอย่างร้อนรนว่า “พ่อหนูกลับไปเห็นน้ำมันที่บ้านก็โกรธมาก แล้วยกพวกไปที่บ้านลุงจ้าวเลย”
“คุณย่าพยายามจะห้ามแล้ว แต่พ่อโกรธมากจริงๆค่ะ”
หลี่ผิงหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ “ตายแล้ว แบบนี้แย่แน่ รีบไปดูกันเถอะ”
หล่อนไม่มีกะจิตกะใจจะทำงานต่อแล้ว หากคนพวกนั้นถูกทำร้ายขึ้นมาจริงๆคงแย่แน่
หลี่ชุ่ยชุ่ยเองก็เป็นกังวล “เรื่องมันกลายเป็นแบบนี้ได้ยังไง”
เฉียนตงเลี่ยงส่ายหน้า “น้ำมัน30ชั่ง ราคาตั้งสิบห้าหยวนแน่ะ”
“พวกเราทำงานกันหนึ่งปี เงินสดที่แบ่งกันได้ต่อคนก็แค่ร้อยกว่าหยวน”
“ดีนะที่ก่อนหน้านี้ฉันเก็บคูปองซื้อน้ำมันไว้เยอะ เดี๋ยวอีกสองวันค่อยเข้าเมืองไปแลก”
ณ บ้านตระกูลจ้าว
จ้าวหลินหลินทำงานบ้านอยู่นานครึ่งค่อนวัน
ตอนนี้แม้แต่อาหารกลางวันก็ยังไม่ได้แตะ ต้องล้มตัวลงนอนบนเตียง ร่างทั้งร่างภายใต้ผ้านวมรู้สึกไม่สบายเอาเสียเลย
“โอ๊ย… ปวดท้อง” หล่อนเอามือกุมท้องไว้ ความปวดแล่นริ้วไปทั่ว
รู้สึกได้ถึงเหงื่อที่ผุดพรายเต็มหน้าผาก
ก่อนหน้านี้หล่อนกินน้ำมันเข้าไป ทำให้ตอนนี้ลำไส้และกระเพาะอาหารปั่นป่วนรุนแรง
“อุ๊บ… แหวะ คลื่นไส้ อยากอาเจียนอีกแล้ว”
หล่อนยกมือขึ้นปิดปาก ความรู้สึกคลื่นเหียนแล่นปราดเข้ามา
ในลำคอมีแต่กลิ่นเหม็นหืนของน้ำมันติดอยู่ไม่ยอมไปไหน “นี่มันน้ำมันอะไรกันแน่ อุ๊บ…”
ความรู้สึกหวาดกลัวแล่นปราดไปทั่วทั้งใจราวกับหนูติดจั่น
ปังๆๆ
จู่ๆก็มีเสียงใครบางคนมาเคาะประตูเสียงดังสนั่น
หล่อนสะดุ้งโหยงเกือบจะกระโดดลงจากเตียง
เสียงตะโกนดุดังลั่นมาจากหน้าประตู “จ้าวหลินหลิน! ฉันรู้ว่าเธออยู่ข้างในนั้น!”
“คิดว่าเมียฉันโง่เง่าเต่าตุ่น เลยจะมาหลอกต้มเอาเงินไปง่ายๆรึไง! ห้ะ!”
“ถ้าเธอยังไม่ยอมเผยหน้าออกมาอีกละก็ ฉันจะเผาบ้านหลังนี้ให้ราบเป็นจุณ!”
จบตอน
Comments
Post a Comment