paopao ep496-500

  บทที่ 496: หนามยอกเอาหนามบ่ง

   

   โจวซินหยวนยิ้มเยาะ พลางตบไหล่เย่เหวินชาง

   

   "ฉันขอแนะนำนะ นายควรจะทำให้คนในครอบครัวพอใจก่อน จากนั้นคิดเรื่องสร้างความสัมพันธ์เพื่อไต่เต้าขึ้นไปทีหลังก็ไม่สาย"

   

   คำพูดของโจวซินหยวนเหมือนมีดที่กรีดผิวหน้าของเย่เหวินชาง

   

   ใบหน้าของเขาแดงก่ำ มือทั้งสองกำแน่น

   

   โจวซินหยวนไม่สนใจปฏิกิริยาของเขา ทำเพียงแค่นหัวเราะแล้วเดินจากไป

   

   ทิ้งให้เย่เหวินชางยืนอยู่คนเดียว ใบหน้าเปลี่ยนสีไปมา ทั้งแดง เขียว และขาวซีด

   

   ที่ลานบ้านด้านหน้า หลินจิงและหลิวเยว่ต่างก็ตั้งครรภ์ทั้งคู่ จึงนั่งพักผ่อนอยู่ที่นี่ หลิวเยว่ตั้งครรภ์มาเจ็ดเดือนกว่าแล้ว ท้องโตมาก เวลาเดินต้องเอามือประคองเอว

   

   ท้องของหลินจิงก็โตขึ้นเช่นกัน ตอนนี้หล่อนตั้งครรภ์ สไตล์การแต่งตัวก็เปลี่ยนไป

   

   สวมใส่แต่ชุดกระโปรงที่หลวมสบาย

   

   ทั้งสองนั่งคุยกันพลางมองสามีของตนต้อนรับแขก

   

   ในครัวกำลังวุ่นวายอย่างมาก ใกล้จะเสิร์ฟอาหารแล้ว แขกที่มาร่วมงานเลี้ยงฉลองการสอบเข้าเรียนต่อก็มาครบเกือบหมดแล้ว

   

   ลานด้านหน้าและด้านหลังเต็มไปด้วยผู้คนที่นั่งอยู่ ท่ามกลางฝูงชนพลุกพล่าน เซี่ยวเฟินฟางที่ปะปนอยู่ในนั้นจึงไม่ค่อยเป็นที่สะดุดตา

   

   เมื่อมีคนมากขึ้น ลานบ้านก็วุ่นวายขึ้น แม้เย่ฉางอันจะคอยจับตาดูครอบครัวของเย่ไฉกุ้ยและเย่จื้อเฉียงอยู่ตลอด แต่เพียงชั่วพริบตาเดียว เขาก็มองไม่เห็นเซี่ยวเฟินฟางแล้ว

   

   เขารู้สึกร้อนใจ จึงรีบตามหาทันที

   

   มีผู้คนเข้าออกห้องรับแขกมากมาย เซี่ยวเฟินฟางแกล้งทำเป็นไม่สนใจ เดินตามแขกคนอื่นเข้าไปข้างใน

   

   เมื่อเข้าไปในห้องก็มองสำรวจไปรอบๆ

   

   ในห้องรับแขกมีของดีๆวางอยู่มากมาย ทั้งขนมและผลไม้นำเข้า พอเซี่ยวเฟินฟางเห็นเข้า ดวงตาก็เป็นประกาย

   

   ไม่มีใครสนใจหล่อนเลย

   

   หล่อนถือถุงผ้าอยู่ในมือ และฉวยโอกาสตอนที่ไม่มีใครสังเกต แอบหยิบของตรงมุมที่ไม่มีใครเห็น

   

   หลังจากทำทุกอย่างเสร็จ เซี่ยวเฟินฟางก็กะเทาะเมล็ดแตงโมพลางเดินออกมาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

   

   เมื่อเย่ฉางอันพบ เซี่ยวเฟินฟางก็กำลังถือกระเป๋าที่พองนูนอยู่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

   

   "........" เย่ฉางอันเดาด้วยนิ้วเท้าก็รู้ว่าในถุงผ้าของคนผู้นี้ต้องมีของอยู่ไม่น้อย

   

   ในสถานการณ์แบบนี้ เขาไม่สามารถแย่งของจากหล่อนได้โดยตรง

   

   เย่ฉางอันกลั้นความโกรธเอาไว้ แล้วเดินสำรวจรอบห้องรับแขกอย่างไม่ให้เป็นที่สังเกต พบว่ามีแค่ขนมและผลไม้ที่หายไปบ้าง ก็รู้สึกวางใจ

   

   ของเล็กๆน้อยๆพวกนี้ หยิบไปก็หยิบไปเถอะ

   

   เซี่ยวเฟินฟางกลับไปนั่งที่โต๊ะพร้อมห่อผ้าในมือ เย่ไฉกุ้ยถึงกับตากระตุก ดึงแขนเสื้อหล่อนพลางถาม "นี่คุณทำอะไรน่ะ?"

   

   เซี่ยวเฟินฟางไม่รู้สึกว่าการกระทำของตัวเองมีอะไรผิด

   

   หล่อนชำเลืองมองเย่ไฉกุ้ยแล้วพูดว่า "คุณตาบอดหรือไง ก็เห็นๆกันอยู่ ฉันแค่หยิบของกินข้างนอกมานิดหน่อย จะบอกให้นะ พวกหลี่ชุ่ยชุ่ยนี่ใจกว้างควักเงินซื้อขนมกันเหลือเกิน"

   

   "ฉันเห็นหีบห่อของพวกนั้นแล้วดูประณีตมากเลย ราคาคงไม่ใช่ถูกๆแน่"

   

   "เขาวางไว้ตรงนั้นก็ต้องเป็นของให้พวกเราที่เป็นแขกกินอยู่แล้ว ไม่หยิบก็เสียของเปล่า พวกเราเอากลับบ้านไปกินทีละนิดก็ได้"

   

   เซี่ยวเฟินฟางรู้สึกภูมิใจในตัวเอง คิดว่าตัวเองได้กำไรใหญ่

   

   กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเย่ไฉกุ้ยกระตุกหลายที เขาชินกับพฤติกรรมแบบนี้ของเซี่ยวเฟินฟางแล้ว

   

   ไม่นานก็ถึงเวลาเริ่มงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการ

   

   ตามประเพณีต้องจุดประทัดก่อนเริ่มกินอาหาร

   

   เย่จื้อผิงซื้อประทัดมา และกู้กั๋วเฉียงกับพวกก็นำมาอีกหลายอัน

   

   เย่ฉางอันจุดธูปเทียนแล้วส่งให้เย่เสี่ยวจิ่น "จิ่นเป่า เธอไปจุดประทัดสิ"

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรับธูปและเทียนมา แล้วนั่งยองๆลงไปหาสายชนวน จากนั้นก็จุดมันขึ้น

   

   เธอรีบวิ่งหนีออกมาอย่างรวดเร็ว

   

   ผ่านไปสองวินาที เสียงปุงปังก็ดังสนั่น ประทัดระเบิดกระจายบนท้องฟ้า

   

   เด็กๆหลายคนส่งเสียงกรีดร้องด้วยความดีใจ

   

   จุดประทัดอยู่ประมาณหนึ่งนาทีก็จบลง และในครัวก็เริ่มทยอยเสิร์ฟอาหาร

   

   อาหารมื้อนี้ยังคงเป็นฝีมือของอาจารย์ฟู่ เนื่องจากหลี่ชุ่ยชุ่ยบอกว่าอยากให้ทำให้ดีกว่าเดิม อาจารย์ฟู่จึงดึงเอาความสามารถที่ซ่อนเร้นออกมาใช้

   

   อาหารที่ทำออกมาไม่เพียงแต่มีสีสัน กลิ่นหอม และรสชาติครบถ้วน แม้แต่การจัดจานก็ยังใส่ใจเป็นพิเศษ

   

   จานสวยๆเหล่านี้ล้วนเป็นของที่อาจารย์ฟู่นำมาเอง

   

   พอยกอาหารขึ้นโต๊ะ หลายคนก็อุทานด้วยความตกตะลึง

   

   "นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นอาหารที่จัดอย่างประณีตขนาดนี้!"

   

   "ครั้งที่แล้วฉันไปกินที่ร้านแพงๆในอำเภอยังดูไม่สวยเท่านี้เลย!"

   

   "ตระกูลเย่คงรวยจริงๆ ถึงได้จัดงานเลี้ยงอย่างยิ่งใหญ่ขนาดนี้!"

   

   ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ไม่มีใครพูดในแง่ลบเลยสักคน

   

   หลี่กุ้ยฮวาและเซี่ยวเฟินฟางทั้งสองคนแทบจะกัดฟันกรามแตก

   

   ทั้งอิจฉาทั้งริษยา ทำไมทุกคนถึงได้ชื่นชมหลี่ชุ่ยชุ่ยกันนัก

   

   ทั้งที่เมื่อไม่กี่ปีก่อน หลี่ชุ่ยชุ่ยเคยเป็นคนที่มีชีวิตแย่ที่สุดในสามคน แต่เวลาผ่านไปไม่นาน ทำไมหล่อนถึงได้เหยียบพวกหล่อนทั้งสองคนไว้ใต้ฝ่าเท้าเช่นนี้

   

   หลี่กุ้ยฮวาและเซี่ยวเฟินฟางรู้สึกไม่สบายใจ เมื่อนึกถึงลูกๆของตัวเอง ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดและอึดอัด

   

   อาหารทั้งหมดสิบหกอย่างทยอยเสิร์ฟมาครบ ทุกคนไม่ได้คุยกัน มีแต่ก้มหน้าก้มตากินอาหาร

   

   เซี่ยวเฟินฟางจับตะเกียบขึ้นมา คัดเลือกอาหารกินอย่างพิถีพิถัน

   

   หล่อนทำตัวเหมือนอยู่บ้านตัวเอง คอยเขี่ยๆเลือกๆอาหารในจาน

   

   แขกที่นั่งโต๊ะเดียวกับพวกเขาเป็นคนจากอำเภอเชียนอิน อาศัยอยู่ไม่ไกลจากคฤหาสน์ตระกูลเย่ ปกติหลี่ชุ่ยชุ่ยมักจะไปมาหาสู่กับพวกหล่อนบ่อยๆ คราวนี้พอมีงานเลี้ยงฉลองการสอบเข้าเรียนของเย่เสี่ยวจิ่น เพื่อนบ้านพวกนี้ก็มากันไม่น้อย

   

   เพื่อนบ้านทั้งสองคนอายุราวๆสี่สิบกว่า เป็นคนอัธยาศัยดี

   

   แต่ตอนนี้ทั้งสองคนอยากจะระเบิดอารมณ์

   

   การกินเลี้ยงที่ทุกคนนั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกัน ไม่มีใครทำแบบเซี่ยวเฟินฟางที่ทำเหมือนอยู่บ้านตัวเอง อย่างการคอยเขี่ยๆเลือกๆอาหารในจาน

   

   อาหารในจานถูกตะเกียบของเซี่ยวเฟินฟางแตะไปทั่วทุกจาน

   

   การที่อีกฝ่ายพลิกตะเกียบไปมาแบบนี้ มันเหมือนกำลังท้าทายขีดจำกัดของพวกหล่อน

   

   ขมับของทั้งสองคนเต้นตุบๆ หนึ่งในนั้นที่มีนิสัยค่อนข้างร้อนแรงกว่า ทนไม่ไหวเสียแล้ว

   

   "ฉันจะบอกให้ เธอช่วยเกรงใจกันหน่อยได้ไหม นี่ไม่ใช่บ้านของเธอ ไม่ใช่มีแค่เธอคนเดียวที่จะกิน พวกเราก็ต้องกินด้วย"

   

   เซี่ยวเฟินฟางที่กำลังคัดเลือกเนื้อติดมันในชามมันฝรั่งตุ๋นอยู่ได้ยินคำพูดนั้นก็หยุดชะงักตะเกียบ เงยหน้าขึ้น ตาเบิกโพลง

   

   "ฉันคัดเลือกอาหารของฉันแล้วมันไปรบกวนอะไรเธอ? เธอกินเค็มมากไปทุกวันจนสมองมีปัญหาแล้วหรือไง"

   

   เซี่ยวเฟินฟางคนนี้ด่าคนก็แสบไม่เบา

   

   คนนั้นไม่คิดว่าตนแค่พูดธรรมดา เซี่ยวเฟินฟางจะด่ากลับมาตรงๆแบบนี้

   

   ปกติหล่อนเป็นคนมีนิสัยใจดี แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะยอมให้ใครรังแกได้!

   

   หล่อนหัวเราะเยาะออกมาเสียงหนึ่ง แล้วหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบเนื้อชิ้นที่เซี่ยวเฟินฟางกำลังจะคีบเมื่อครู่แล้วรีบใส่เข้าปากอย่างรวดเร็ว ก่อนส่งสายตาท้าทาย

   

   เซี่ยวเฟินฟางอึ้งไปครู่หนึ่ง กว่าจะตั้งสติได้ก็ผ่านไปหลายวินาที

   

   "เธอ!"

   

   "ฉันอะไร? ฉันกินอาหารไปรบกวนอะไรเธอ? เธอนั่นแหละที่กินเค็มมากไปทุกวันจนสมองพังแล้ว"

   

   หล่อนใช้คำพูดของเซี่ยวเฟินฟางตอกกลับไป

   

   เพื่อนบ้านอีกคนแอบชูนิ้วโป้งให้หล่อน

   

   เซี่ยวเฟินฟางโกรธจนหน้าแดง กำลังจะระเบิดอารมณ์ แต่เย่ไฉกุ้ยที่อยู่ข้างๆ รั้งตัวหล่อนไว้

   

   "พอเถอะ... คุณไม่อายคนอื่นบ้างหรือไง"

   

   "คนรอบข้างกำลังมองมาทางนี้กันหมดแล้วนะ"

   

   ถ้าจะพูดถึงคนที่สนุกกับการดูเรื่องวุ่นวายนี้มากที่สุด ก็คงเป็นหลี่กุ้ยฮวา

   

   หล่อนทั้งกินอาหารไปด้วย ทั้งจ้องมองเซี่ยวเฟินฟางตาไม่กระพริบไปด้วย ในใจรู้สึกสนุกสนานจนแทบตาย

   

   เซี่ยวเฟินฟางก็มีช่วงเวลาที่ต้องพ่ายแพ้เหมือนกัน ช่างน่าสนใจจริงๆ!



บทที่ 497: ฉันปฏิเสธ


   

   เซี่ยวเฟินฟางถูกยอกย้อนจนพูดไม่ออก

   

   หล่อนเป็นคนที่ชอบรังแกคนอ่อนแอแต่กลัวคนที่แข็งแกร่ง พอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนที่จะยอมให้รังแกง่ายๆ ก็ไม่กล้าทำอะไรเกินเลยอีก

   

   หลังจากนั้นหล่อนก็นั่งกินข้าวเงียบๆ

   

   เพื่อนบ้านทั้งสองคนกินอิ่มแล้วก็ลุกจากไป ตอนจะจากไป คนหนึ่งยังจงใจคีบไข่ม้วนที่เซี่ยวเฟินฟางจ้องอยู่ไปด้วย

   

   "โอ้โห ไข่ม้วนนี่อร่อยจริงๆ น่าเสียดายนะที่เป็นชิ้นสุดท้ายแล้ว"

   

   เซี่ยวเฟินฟางโกรธจนแทบจะหายใจไม่ออก

   

   หล่อนลุกขึ้นยืน กำลังจะชี้หน้าด่า

   

   แต่หญิงเพื่อนบ้านกลับชิงลงมือก่อน ชี้ไปที่เซี่ยวเฟินฟาง

   

   "ยังไง จะด่าฉันเหรอ ได้เลย แต่บอกให้รู้ไว้นะ แถวคฤหาสน์ตระกูลเย่ ทั้งผู้ชายผู้หญิงคนแก่เด็กล้วนเป็นคนรู้จักของฉันหมด ถ้าเธออยากทะเลาะกับฉัน ฉันมีพวกเยอะแยะ"

   

   เซี่ยวเฟินฟางพูดไม่ออกอีกครั้ง

   

   หญิงเพื่อนบ้านหัวเราะอย่างได้ใจ แล้วจูงมือเพื่อนเดินจากไปอย่างร่าเริง

   

   เซี่ยวเฟินฟางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ยิ่งคิดยิ่งโกรธจนสีหน้าแย่ลงเรื่อยๆ

   

   หล่อนจ้องเขม็งไปที่เซี่ยหลินและคนอื่นๆด้วยความโกรธ "พวกคุณเป็นใบ้กันไปหมดหรือไง ทำไมไม่มีใครช่วยพูดอะไรให้ฉันบ้าง"

   

   เย่ไฉกุ้ยก้มหน้าคุ้ยข้าวในจาน คิดในใจ

   

   ถ้าพวกเขายังช่วยเหลือเซี่ยวเฟินฟาง

   

   มันจะเป็นอย่างไรต่อไป

   

   คงจะทำให้ทั้งลานบ้านวุ่นวายไปหมด

   

   เย่ไฉกุ้ยไม่พูดอะไร เซี่ยหลินและเย่ว่านหยวนจึงไม่กล้าพูดอะไรเช่นกัน

   

   เซี่ยวเฟินฟางพูดอย่างหงุดหงิด "บนโต๊ะยังมีของกินเหลืออีกเยอะ เซี่ยหลิน เธอไปที่ครัวขอกล่องใส่อาหารมาสักสองสามกล่อง เอาอาหารที่เหลือพวกนี้กลับบ้านไปด้วย"

   

   เซี่ยวเฟินฟางพูดจบก็มองถุงที่วางอยู่ข้างตัว แล้วยิ้มอย่างพอใจ

   

   เงินค่าของขวัญสิบหยวนนี้ คุ้มค่าจริงๆ

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยและเย่จื้อผิงไม่มีเวลามาสนใจเซี่ยวเฟินฟางและพวกของหล่อน หลังจากส่งแขกคนสำคัญเสร็จ ก็พบว่าครอบครัวของเย่ไฉกุ้ยและเย่จื้อเฉียงกลับไปกันหมดแล้ว

   

   ก่อนจะจากไป โจวซินหยวนตั้งใจเดินช้าลงเพื่อให้อยู่รั้งท้าย เดินเคียงข้างเย่เสี่ยวจิ่น

   

   "เสี่ยวจิ่น เย่เหวินชางเป็นพี่ชายของเธอใช่ไหม?"

   

   โจวซินหยวนคงไม่พูดถึงเย่เหวินชางโดยไม่มีเหตุผล เย่เสี่ยวจิ่นขมวดคิ้วแล้วพยักหน้า "ใช่ค่ะ หัวหน้าแผนกโจว มีอะไรหรือเปล่าคะ?"

   

   "เย่เหวินชางคนนี้มีจิตใจไม่ซื่อตรง" โจวซินหยวนเล่าเรื่องที่เย่เหวินชางมาชวนคุยกับเขาให้ฟัง "เขาคิดว่าผมเป็นคนโง่หรือไง ยังคิดจะใช้คุณมาสร้างความสัมพันธ์กับผมอีก"

   

   โจวซินหยวนเป็นคนที่หยิ่งทระนงในศักดิ์ศรี

   

   สำหรับคนที่มีความสามารถจริง เขาก็ชื่นชมมาก และยินดีที่จะให้โอกาสด้วย

   

   แต่คนอย่างเย่เหวินชางนั้นไม่คู่ควร

   

   เย่เหวินชางมีความสามารถอยู่บ้าง แต่เขาไม่ได้ทุ่มเทความคิดไปที่การพยายามก้าวหน้าอย่างมั่นคง กลับคิดแต่จะเอาใจผู้บังคับบัญชาเพื่อหาทางลัด

   

   เขานึกดูถูกคนประเภทนี้ที่สุด

   

   "เขาอีกแล้วเหรอ?" เย่เสี่ยวจิ่นหัวเราะเยาะในใจ พลางพยักหน้าแสดงว่าเธอเข้าใจแล้ว

   

   "ขอบคุณหัวหน้าแผนกโจวมากนะคะ โอกาสหน้าฉันจะเลี้ยงข้าวคุณ"

   

   "ได้เลย" โจวซินหยวนตอบรับด้วยรอยยิ้ม "ที่เมืองซิงเฉิงต้องมีคนมาดึงตัวคุณแน่ ต่อไปถ้าผมไปซิงเฉิง จะให้คุณเป็นไกด์นำทาง"

   

   เย่เสี่ยวจิ่นตอบรับอย่างว่าง่าย

   

   หลังส่งโจวซินหยวนกลับไป สีหน้าของเย่เสี่ยวจิ่นก็เย็นชาลงทันที

   

   เย่เหวินชางคนนี้กำลังท้าทายขีดจำกัดของเธอครั้งแล้วครั้งเล่าจริงๆ

   

   หวังว่าเขาจะไม่มาก่อกวนให้ถึงตัวเธอ

   

   เย่เสี่ยวจิ่นหลุบตาลงเล็กน้อย ซ่อนแววเยือกเย็นในดวงตาเอาไว้

   

   หลังจากงานเลี้ยงฉลองการสอบเข้า เย่เสี่ยวจิ่นก็มีชีวิตที่สบายใจขึ้นช่วงหนึ่ง

   

   เย่หวายใกล้จะเรียนจบปีนี้ ทางมหาวิทยาลัยกำลังจัดสรรงานให้

   

   เขาอยากหางานที่อยู่ใกล้บ้านสักหน่อย ไม่อยากไปทำงานไกลๆ

   

   ส่วนจะได้ไปทำงานที่ไหนก็ต้องดูการจัดสรรอีกที

   

   หลังจากท้องของหลินจิงเริ่มโตขึ้น หล่อนก็ย้ายมาอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลเย่ ไม่ต้องเดินทางไปมาระหว่างเมืองซิงเฉิงกับเมืองหวายฮว่าอีกต่อไป

   

   หลิวเยว่มีกำหนดคลอดประมาณเดือนตุลาคม พอดีกับช่วงหลังเปิดเทอมไม่นาน

   

   หลังจากงานเลี้ยงฉลองการสอบเข้าผ่านไปไม่กี่วัน ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งก็มาที่คฤหาสน์ตระกูลเย่ด้วยตัวเอง

   

   ปกติแล้วผู้อำนวยการติงเหวินเหว่ยจะไม่มาด้วยตัวเอง

   

   ทุกปีในแต่ละเมืองของมณฑลไห่จะมีนักเรียนที่มีผลการเรียนดีเด่นอยู่หลายคน ถ้าต้องไปเชิญทุกคนด้วยตัวเองคงเหนื่อยตายแน่

   

   แต่ติงเหวินเหว่ยมีการติดต่อกับทางปักกิ่ง หลังจากที่เรื่องของเย่เสี่ยวจิ่นกลายเป็นประเด็นร้อนที่ปักกิ่ง เขาก็ได้ยินเรื่องนี้

   

   แต่ก่อนผู้ชนะการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกล้วนเป็นที่ต้องการของมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งหลาย

   

   ครั้งนี้เย่เสี่ยวจิ่นแสดงความสามารถในการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกได้โดดเด่นมาก จนทำให้โรงเรียนมัธยมทั่วเมืองหลวงต่างพากันเคลื่อนไหว

   

   แม้แต่เสิงซิ่งเสียนก็มาขอด้วยตัวเอง

   

   คนแบบนี้ เขาจะต้องดึงตัวมาเข้าโรงเรียนให้ได้

   

   ติงเหวินเหว่ยขับรถยนต์สีดำมาจอดที่หน้าประตูคฤหาสน์ตระกูลเย่

   

   เพื่อนบ้านแถวนั้นต่างก็ชินชาเสียแล้ว

   

   คนในตระกูลเย่ล้วนประสบความสำเร็จ และมีความสัมพันธ์กับบุคคลสำคัญมากมาย

   

   เขามีท่าทีภาคภูมิใจอยู่บ้าง

   

   ติงเหวินเหว่ยเชิดคางขึ้น ใช้มือจัดชุดสูทที่ยับให้เรียบร้อย แล้วจึงสั่งให้ผู้ช่วยไปเคาะประตู

   

   เสิงหลานฮวาได้ยินเสียงเคาะประตู

   

   "พวกเรามาจากโรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขหนึ่ง มาหาเย่เสี่ยวจิ่น"

   

   เสิงหลานฮวาร้องอ๋อ แล้วพาพวกเขาเข้าไปข้างใน

   

   เย่เสี่ยวจิ่นกับหลี่ชุ่ยชุ่ยกำลังดูทีวีอยู่ในห้อง

   

   "เสี่ยวจิ่น มีคนจากโรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งมาหาเธอ"

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเงยหน้าขึ้นมอง และเห็นติงเหวินเหว่ย

   

   เธอพินิจดูเขาอยู่สองสามวินาที และมีความประทับใจแรกไม่ค่อยดีนัก

   

   คนคนนี้ดูแล้วมีแววทะนงและดูแคลนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

   

   ติงเหวินเหว่ยจัดคอเสื้อของตัวเอง เชิดคางขึ้น มองมาที่เย่เสี่ยวจิ่นด้วยสายตาประเมิน

   

   "เธอคือเย่เสี่ยวจิ่นใช่ไหม?"

   

   โรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งนั้นเหนือชั้นกว่าโรงเรียนมัธยมหวายฮว่าหมายเลขหนึ่งมากนัก

   

   ติงเหวินเหว่ยก็เป็นคนหยิ่ง ปกติไม่สนใจใคร

   

   ครั้งนี้ก็มาเชิญคนด้วยตัวเองเพราะเห็นแก่หน้าที่เย่เสี่ยวจิ่นคว้าแชมป์คณิตศาสตร์โอลิมปิกมาได้เท่านั้น

   

   น้ำเสียงของเขามีความรู้สึกเหนือกว่าอยู่หลายส่วน ทำให้เย่เสี่ยวจิ่นขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว

   

   เธอตอบเสียงเรียบๆ "ใช่ค่ะ"

   

   "ผมคือติงเหวินเหว่ยจากโรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขหนึ่ง ผมได้ดูคะแนนจบมัธยมต้นของคุณแล้ว ถือว่าดีมากทีเดียว"

   

   "โรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งยินดีต้อนรับนักเรียนที่มีความสามารถเข้ามาศึกษาเสมอ"

   

   "แน่นอน ผมคิดว่าโรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ"

   

   "พวกเราที่โรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งมีทรัพยากรที่แข็งแกร่ง สภาพหอพักก็เป็นระดับแนวหน้าของซิงเฉิง"

   

   ติงเหวินเหว่ยพูดด้วยน้ำเสียงราชการอย่างช้าๆ "แน่นอน โรงเรียนของพวกเราจะมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่เรียนดี ด้วยผลการเรียนของคุณแล้ว ก็จะได้รับทุนการศึกษาระดับที่สองของโรงเรียนพวกเรา"

   

   ความจริงทุนการศึกษาระดับที่หนึ่งก็มีความเป็นไปได้

   

   แต่ติงเหวินเหว่ยไม่ได้พูดออกมา

   

   ตั้งใจจะกดความมั่นใจของเย่เสี่ยวจิ่น

   

   เพื่อไม่ให้เด็กสาวหยิ่งเกินไป

   

   แต่ก่อนเวลากู้กั๋วเฉียงและคนอื่นๆมาที่บ้านตระกูลเย่ ล้วนแต่ทำท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นมิตร หลี่ชุ่ยชุ่ยและคนอื่นๆเห็นแล้วยังรู้สึกประหม่า

   

   ตอนนี้ติงเหวินเหว่ยมีท่าทางยโสโอหัง ทำเอาทั้งสองคนตกใจจนหน้าซีด

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยมีท่าทางอ่อนลง ลังเลไม่กล้าเอ่ยปาก

   

   เย่จื้อผิงนั่งเงียบอยู่บนโซฟา ไม่รู้จะแทรกคำพูดอย่างไร

   

   บรรยากาศในห้องรับแขกหนักอึ้งไปชั่วขณะ ติงเหวินเหว่ยแน่นอนว่าสังเกตเห็น แต่เขาคิดแค่ว่าคนพวกนี้ถูกบารมีของเขาข่มจนกลัว

   

   เย่เสี่ยวจิ่นจิบน้ำ สีหน้าของเธอเริ่มเย็นชาลงแล้ว

   

   เธอวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะกาแฟเบาๆ แล้วพูดเสียงเรียบว่า "ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันไม่คิดจะไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขหนึ่ง"

   

   ติงเหวินเหว่ยชะงักรอยยิ้มค้างไว้ "อะไรนะ?"



 บทที่ 498: มองคนด้วยสายตาสุนัข


   

   เย่เสี่ยวจิ่นยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับน้ำเสียงเย็นชา "ฉันบอกว่า ฉันไม่ได้วางแผนจะไปโรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งค่ะ"

   

   "เธอรู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอะไรอยู่?" ติงเหวินเหว่ยพูดซ้ำอย่างไม่อยากเชื่อ "เธอปฏิเสธที่จะไปโรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งงั้นเหรอ?"

   

   เธอรู้หรือเปล่าว่ากำลังสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้ที่มีค่ามากแค่ไหน?

   

   มีคนมากมายแย่งกันจนหัวปูดที่จะเข้าโรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขหนึ่ง

   

   ถ้าได้เข้าโรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขหนึ่ง ก็มีโอกาสเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้

   

   เข้ามหาวิทยาลัยได้ก็เท่ากับมีงานที่มั่นคง ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องไปตลอดชีวิต

   

   ติงเหวินเหว่ยคิดไม่ออกว่าทำไมเย่เสี่ยวจิ่นถึงปฏิเสธ

   

   "ฉันแนะนำให้เธอคิดให้ดีๆ มีคนมากมายอยากเข้าโรงเรียนซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งแต่ก็เข้าไม่ได้"

   

   อย่ามาทำตัวไม่รู้จักบุญคุณ

   

   แม้ติงเหวินเหว่ยจะไม่ได้พูดประโยคนี้ออกมา

   

   แต่ความหมายก็ประมาณนั้น

   

   เย่เสี่ยวจิ่นตอบอย่างเย็นชา "งั้นขอให้คุณมอบโอกาสนี้ให้คนอื่นแทนเถอะค่ะ ฉันไม่ต้องการ"

   

   "เธอ!" ติงเหวินเหว่ยถูกสกัดจนพูดไม่ออก

   

   เขาเคยผ่านพายุลูกใหญ่มาแล้ว ไม่ถึงกับต้องโมโหเด็กที่ยังไม่โตเต็มที่คนหนึ่ง เขาจึงรีบกดความโกรธในใจลงอย่างรวดเร็ว

   

   "อายุยังน้อยแต่นิสัยร้ายกาจเหลือเกิน" ติงเหวินเหว่ยทำท่าทางเป็นผู้มีประสบการณ์ "สักวันเธอต้องเสียใจกับการตัดสินใจในวันนี้แน่"

   

   พูดจบ เขาก็แค่นเสียงเย็นชาแล้วเดินจากไป

   

   "จิ่นเป่า ทำไมลูกไม่ไปล่ะ? ลูกไม่ได้บอกหรอกเหรอว่าเตรียมจะไปเรียนมัธยมที่เมืองซิงเฉิง?"

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง

   

   "ไปเมืองซิงเฉิงก็จริง แต่ไม่จำเป็นต้องไปโรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งเสมอไปน่ะค่ะ"

   

   ตอนแรก เธอก็พิจารณาโรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งอยู่

   

   แต่หลังจากได้เจอติงเหวินเหว่ยแล้ว ก็ไม่มีความคิดนั้นอีกต่อไป

   

   เมื่อเทียบกันแล้ว โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดเหมาะกับเธอมากกว่า

   

   ตอนกลางคืน เย่เสี่ยวจิ่นก็ติดต่อกู้กั๋วเฉียง ให้เขาช่วยติดต่อผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขเจ็ด

   

   ในขณะเดียวกัน ที่เมืองซิงเฉิง

   

   ทุกครั้งที่มีการประชุมใหญ่เปิดเทอมใหม่ ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดก็รู้สึกกลุ้มใจ

   

   อัตราการเข้าเรียนต่อของโรงเรียนไม่สูงขึ้น งบประมาณต่างๆก็ไม่ได้รับการอนุมัติ ตอนนี้โรงเรียนยังมีอาคารอิฐแดงที่สร้างค้างไว้ครึ่งหลังอีก!

   

   โรงเรียนมัธยมปลายซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดในเมืองซิงเฉิง มีอัตราการเข้าเรียนต่อสูง สิ่งอำนวยความสะดวกก็ดี ผู้ปกครองที่มีฐานะในเมืองซิงเฉิงต่างแย่งกันส่งลูกเข้าเรียนที่นี่

   

   แล้วมาดูโรงเรียนมัธยมปลายหมายเลขเจ็ดสิ...

   

   จูซินอี้ถอนหายใจอีกครั้ง

   

   ปีที่แล้วทั้งระดับชั้นมีนักเรียนไม่ถึงพันคน ในขณะที่โรงเรียนมัธยมปลายซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งมีนักเรียนใหม่ชั้นมัธยมปลายปีที่หนึ่งตั้งห้าพันคน!

   

   ยิ่งไปกว่านั้น นักเรียนพันคนของโรงเรียนมัธยมปลายหมายเลขเจ็ดล้วนเป็นนักเรียนที่จบมัธยมต้นมาด้วยคะแนนพันอันดับสุดท้าย เป็นพวกที่ค่อนข้างจะไม่เอาไหน

   

   นิสัยก็ดื้อรั้นและก้าวร้าว ทำให้ปวดหัวมาก

   

   จูซินอี้ยกมือลูบศีรษะโดยไม่รู้ตัว

   

   เขาอายุยังไม่ถึงสี่สิบ แต่ผมร่วงไปเกือบครึ่งแล้ว

   

   จูซินอี้เช็ดน้ำตาที่หัวตา พยายามรวบผมสองข้างมาปิดกลางศีรษะ แกล้งทำเป็นว่าตัวเองยังไม่หัวล้าน

   

   ติงเหวินเหว่ยผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมปลายซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งเห็นเขาแล้วยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มว่า "ผู้อำนวยการจู ผมรู้จักแชมพูยี่ห้อหนึ่ง ช่วยป้องกันผมร่วงได้ดีมาก จะให้ผมแนะนำให้ไหม?"

   

   จูซินอี้ได้ยินประโยคนี้แล้วรู้สึกเหมือนถูกคนจับหน้าเอาไปเหยียบกับพื้น

   

   เรื่องผมร่วงเป็นจุดอ่อนของเขา ติงเหวินเหว่ยยังจงใจแหย่อีก

   

   เขาตั้งใจแกล้งชัดๆ!

   

   "ไม่ต้อง!" จูซินอี้จ้องเขาอย่างแค้นเคือง "เก็บไว้ป้องกันผมร่วงของตัวเองเถอะ! ผมได้ยินมาว่าคุณไปเชิญเย่เสี่ยวจิ่นถึงบ้านแต่โดนปฏิเสธมา"

   

   ในโลกนี้ไม่มีกำแพงที่กันลมได้สนิท ติงเหวินเหว่ยเพิ่งไปที่คฤหาสน์ตระกูลเย่ไม่กี่วัน ข่าวที่เย่เสี่ยวจิ่นปฏิเสธจะเข้าโรงเรียนมัธยมซิงเฉิงหมายเลขหนึ่งก็แพร่สะพัดไปทั่วแล้ว

   

   จูซินอี้ถูกติงเหวินเหว่ยกดข่มมาตลอด ทุกครั้งถูกเขาเยาะเย้ยจนเงยหน้าไม่ขึ้น คราวนี้จับจังหวะได้ สุดท้ายก็ได้โต้กลับเขาสักประโยค

   

   สีหน้าติงเหวินเหว่ยหม่นลงทันทีที่ได้ยิน "เย่เสี่ยวจิ่นไม่อยากมาโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่ง ก็คงไม่มาโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งแน่นอน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณล่ะ?"

   

   "ผู้อำนวยการจู โรงเรียนมัธยมหนึ่งไม่ได้ขาดเย่เสี่ยวจิ่นคนเดียว แต่โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดไม่เหมือนกัน"

   

   ติงเหวินเหว่ยยิ้มเล็กน้อย ชำเลืองมองจูซินอี้ "ถ้าผมจำไม่ผิด โรงเรียนของคุณยังมี 'ตึกร้าง' อยู่ใช่ไหม ผ่านมานานขนาดนี้แล้ว ทำไมยังซ่อมไม่เสร็จล่ะ"

   

   เขาทำท่าถอนหายใจ "ดูสิ แบบนี้มันส่งผลกระทบต่อการเรียนของนักเรียนมากเลยนะ"

   

   "หอพักของโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดก็เป็นหอพักเก่าทั้งนั้น ฝนตกหนักยังรั่วอีก ผู้อำนวยการจู คุณต้องพยายามหน่อยนะ สภาพโรงเรียนแบบนี้จะไปดึงดูดนักเรียนเก่งๆได้ยังไง"

   

   ติงเหวินเหว่ยพูดแทงใจดำจูซินอี้ทุกประโยค

   

   โรงเรียนมีตึกร้าง หอพักเป็นอาคารเก่า ฝนตกหนักยังรั่ว สภาพโรงเรียนย่ำแย่รับนักเรียนไม่ได้

   

   ทั้งหมดนี้คือจุดอ่อนของโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ด

   

   หากโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป ในอนาคตเมืองซิงเฉิงอาจจะไม่มีโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดอีกแล้ว

   

   จูซินอี้รู้สึกหนักอึ้งในใจ แต่ไม่ได้แสดงออกมาทางสีหน้า

   

   ต่อหน้าติงเหวินเหว่ย เขาไม่มีทางแสดงความอ่อนแอของตัวเองออกมาแน่นอน

   

   "เรื่องนี้ไม่ต้องให้ผู้อำนวยการติงต้องกังวลหรอกครับ" จูซินอี้ยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มาจากใจ

   

   เหมือนกับครั้งก่อนๆ วันนี้ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมปลายทุกแห่งในเมืองซิงเฉิงมาร่วมประชุมใหญ่กันหมด โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดในฐานะโรงเรียนที่อยู่อันดับท้ายสุด ชื่อของพวกเขาก็ปรากฏอยู่ในรายชื่อโรงเรียนที่ต้องพยายามมากขึ้นเป็นธรรมดา

   

   จูซินอี้ยังคงรักษารอยยิ้มไว้ แต่ในใจกลับขมยิ่งกว่ากินหวงเหลียน

   

   (หวงเหลียนหรืออึ่งโน้ย คือรากของต้น Coptis chinensis เป็นยาสมุนไพรจีนที่ขึ้นชื่อเรื่องความขม)

   

   หลังเลิกประชุม เขารอจนคนในห้องประชุมเดินออกไปเกือบหมดแล้ว จึงหลบคนอื่นๆไปหาผู้บริหารที่รับผิดชอบเรื่องการจัดสรรงบประมาณก่อสร้างโรงเรียน

   

   พอเขาเคาะประตูเดินเข้าไปในห้องทำงาน ผู้บริหารเห็นหน้าเขาก็รู้ทันทีว่าเขาจะพูดเรื่องอะไร

   

   ผู้บริหารวางกระติกน้ำร้อนลงแล้วยกมือขึ้นห้ามไม่ให้จูซินอี้พูด

   

   พูดอย่างจนปัญญาว่า "ผู้อำนวยการจูครับ ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่อยากจัดสรรงบประมาณให้คุณหรอกนะ แต่ช่วงนี้งบประมาณค่อนข้างตึงตัว โรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งกับหมายเลขสองก็เร่งขอเงินกันอยู่"

   

   "คุณก็รู้นี่ว่าสองปีนี้โรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งกับหมายเลขสองมีนักเรียนเข้าเรียนเกินจำนวนที่รับได้ ล่าสุดทั้งสองโรงเรียนก็ยื่นเรื่องขอสร้างอาคารเรียนเพิ่มอีกหลัง ไม่งั้นก็ไม่มีที่ให้นักเรียนเรียนแล้ว"

   

   "ดูโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดของพวกคุณสิ นักเรียนก็มีไม่กี่คน ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนขนาดนั้นหรอก"

   

   ผู้บริหารพูดอย่างไม่สุภาพ

   

   พูดทุกอย่างที่จูซินอี้อยากจะพูด

   

   ท่าทีของเขาก็คือ ถ้าโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งหรือหมายเลขสองมาขอเงิน ทางนี้มีให้

   

   แต่ถ้าโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดมาขอเงิน?

   

   ขอโทษนะ ไม่มีทาง

   

   โดนปฏิเสธอีกครั้ง จูซินอี้ชินชาเสียแล้ว

   

   ถ้าตอนนี้ผู้บริหารตกลงจะจัดสรรงบประมาณให้ เขากลับจะรู้สึกแปลกใจเสียอีก!

   

   "เฮ้อ" ระหว่างทางกลับโรงเรียน จูซินอี้ถอนหายใจซ้ำๆ

   

   ถ้าโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดเป็นแบบนี้ต่อไป ก็จะยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ

   

   นึกย้อนไปถึงตอนที่โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดเคยรุ่งเรืองมาก่อน เคยผลิตคนดังออกมาคนหนึ่งด้วย ไม่นึกว่าตอนนี้จะมาตกต่ำในมือของเขา

   

   จูซินอี้มีอุดมการณ์ด้านการศึกษาอยู่บ้าง แต่โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดมีนักเรียนเก่งน้อยเกินไป ต่อให้เขาสอนอย่างไรก็ไม่สามารถทำให้นักเรียนหัวอ่อนทั้งหมดกลายเป็นนักเรียนหัวกะทิได้

   

   สิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์ของโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดล้วนเก่ามากแล้ว

   

   จูซินอี้เดินกลับไปที่สำนักงาน มองซ้ายมองขวารอบหนึ่ง และยังมีอารมณ์ขันพอที่จะพูดเล่น

   

   เขาพูดกับตัวเอง "คิดในแง่ดี แม้โรงเรียนมัธยมเจ็ดของเราจะไม่ได้ปรับปรุงใหม่ ไม่เหมือนโรงเรียนมัธยมหนึ่งและสอง แต่ร่องรอยพวกนี้ล้วนเป็นประจักษ์พยานทางประวัติศาสตร์"

   

   "การรักษาความคลาสสิกไว้ก็เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งนะ!"

   

   เขาเป็นคนค่อนข้างมองโลกในแง่บวก

   

   คิดไปคิดมา จิตใจก็เบาสบายขึ้นมาก

   

   กลับมาถึงห้องทำงานผู้อำนวยการ จูซินอี้จัดการเอกสารอยู่สักพัก กำลังจะลุกออกไป ในตอนนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

   

   โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดมีสภาพไม่ค่อยดี ผู้อำนวยการก็ไม่ได้ยุ่งมาก ปกติโทรศัพท์ในห้องผู้อำนวยการจะดังสักครั้งทุกๆสามถึงห้าวัน

   

   เขารับโทรศัพท์

   

   "คุณคือผู้อำนวยการจูซินอี้ใช่ไหมครับ?"

   

   จูซินอี้ขมวดคิ้ว ฟังน้ำเสียงแล้วเหมือนเป็นคนหนุ่ม

   

   ช่วงนี้มักจะมีคนหนุ่มๆ โทรมาขายของบ่อยๆ

   

   "ขอโทษครับ ไม่ต้องการครับ" จูซินอี้ตัดบทคนที่อยู่ปลายสาย

   

   ขณะกำลังจะวางสาย เสียงจากหูโทรศัพท์ดังขึ้นอย่างสงสัย "ไม่ต้องการเหรอ?"

   

   จูซินอี้ชะงักไป

   

   เสียงนี้ทำไมฟังดูคล้ายกู้กั๋วเฉียงจังเลย?



บทที่ 499: โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ด


   

   เขารีบยกหูโทรศัพท์แนบหู กลัวว่าจะพลาดข้อมูลสำคัญ

   

   "ฮัลโหล? ซินอี้ใช่ไหม?"

   

   จูซินอี้แสดงสีหน้าดีใจ "อาจารย์กู้ เป็นคุณจริงๆด้วย ผมนึกว่าผมฟังผิดไปเสียอีก!"

   

   "ใช่ ฉันเอง ฉันเอง" กู้กั๋วเฉียงพูดอย่างร่าเริง "เมื่อกี้คุณบอกว่าไม่ต้องการ ไม่ต้องการอะไรหรือ?"

   

   จูซินอี้ทำหน้าจนใจพลางอธิบาย "ช่วงนี้มีโทรศัพท์ขายของโทรเข้ามาที่โรงเรียนเยอะมาก ผมเลยนึกว่าเป็นคนขายของน่ะครับ"

   

   "อ้อ เป็นอย่างนี้นี่เอง"

   

   ด้านนี้ กู้กั๋วเฉียงพยักหน้าพลางมองชายที่อยู่ข้างๆ

   

   "เมื่อกี้ผมให้ลูกชายผมโทรไปก่อน คุณคงจำเสียงเขาไม่ได้"

   

   "จำไม่ได้จริงๆครับ แต่ผมยังจำเสียงคุณได้อยู่เลย!"

   

   กู้กั๋วเฉียงได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกดีใจ ทั้งสองคุยเรื่องทั่วไปกันสองสามประโยค แล้วกู้กั๋วเฉียงก็พูดถึงเรื่องสำคัญ

   

   "ซินอี้ คุณรู้จักนักเรียนที่ชื่อเย่เสี่ยวจิ่นไหม?"

   

   "เย่เสี่ยวจิ่นเหรอครับ? แน่นอนว่าผมรู้จัก หล่อนโด่งดังไปทั่วปักกิ่งแล้ว แถมยังเป็นนักเรียนที่จบมัธยมต้นเป็นอันดับหนึ่งในเมืองหวายฮว่าด้วย ผมต้องรู้จักหล่อนอยู่แล้ว"

   

   "อืม" กู้กั๋วเฉียงพูดต่อ "เย่เสี่ยวจิ่นกำลังพิจารณาเรื่องเรียนที่เมืองซิงเฉิง หล่อนเลยให้ผมมาถามว่าคุณจะรับหล่อนเป็นนักเรียนไหม"

   

   ทางด้านจูซินอี้คิดว่าตัวเองหูฝาด

   

   เขาอึ้งไปพักใหญ่ แคะหู กลั้นหายใจแล้วถามอย่างระมัดระวัง "อาจารย์กู้ครับ เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะครับ?"

   

   คุณปู่กู้พูดซ้ำอย่างใจเย็นอีกครั้ง "เย่เสี่ยวจิ่นเสนอมาเองว่าอยากไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ด ฝากผมมาถามว่าคุณในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดจะตกลงรับหล่อนไหม"

   

   พอได้ยินข่าวนี้ กู้กั๋วเฉียงก็ตกใจเหมือนกัน

   

   ต้องรู้ว่าโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดเป็นโรงเรียนมัธยมที่อยู่อันดับท้ายสุดของเมืองซิงเฉิง

   

   เมื่อเทียบกับโรงเรียนมัธยมหมายหนึ่งแล้วก็ต่างกันราวฟ้ากับเหว

   

   แค่มีสมองนิดหน่อยก็ต้องเลือกโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งแน่นอน

   

   เขาไม่คิดว่าเย่เสี่ยวจิ่นจะเสนอว่าอยากไปโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ด

   

   โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดเป็นโรงเรียนแบบไหน? โรงเรียนนี้เต็มไปด้วยนักเลงและเด็กเกเรมากมาย แทบไม่มีใครตั้งใจเรียนเลย

   

   เขาพยายามทัดทานไปหลายคำ แต่เย่เสี่ยวจิ่นไม่ฟังทั้งดีทั้งร้าย

   

   กู้กั๋วเฉิงพอจะเข้าใจนิสัยของเย่เสี่ยวจิ่น รู้ว่าถ้าเธอตัดสินใจอะไรแล้วแทบจะไม่มีทางเปลี่ยนใจ

   

   เขาถึงได้ตกลงมาถามให้เธอ

   

   นี่แหละที่เรียกว่าโชคลาภหล่นจากฟ้า!

   

   จูซินอี้หน้ามืดตาลายจากความประหลาดใจครั้งใหญ่นี้ ถึงขั้นคิดว่าตัวเองกำลังฝันไป

   

   เขาบีบต้นขาตัวเองอย่างแรง พอคิดว่ายังเจ็บไม่พอ จึงเอาหัวไปกระแทกกับมุมโต๊ะอีกที

   

   ครั้งนี้เจ็บจนเกือบมีเหงื่อเย็นๆผุดออกมา

   

   เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ความฝัน!

   

   "ซินอี้ คุณทำอะไรน่ะ?" กู้กั๋วเฉียงได้ยินเสียงโอดโอยดังมาจากอีกฝั่ง

   

   จูซินอี้ร้องครางพลางนวดขาตัวเอง "ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร"

   

   "อาจารย์กู้ครับ ที่คุณพูดเป็นเรื่องจริงใช่ไหม? เย่เสี่ยวจิ่นยินดีจะมาโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดของเราจริงๆหรือ?"

   

   "นี่เป็นความต้องการของหล่อนเอง"

   

   จูซินอี้ไม่อาจระงับรอยยิ้มบนใบหน้าได้ มุมปากแทบจะยิ้มกว้างจนถึงใบหู

   

   เขาดีใจอยู่พักใหญ่ กำลังจะตอบตกลง แต่จู่ๆก็นึกอะไรขึ้นมาได้ หัวใจที่กำลังเต้นระรัวก็เหมือนถูกสาดด้วยน้ำเย็น

   

   "อาจารย์กู้ครับ คุณก็รู้ดีถึงสภาพแวดล้อมของโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ด อุปกรณ์การเรียนการสอนก็ขาดแคลน นักเรียนก็ล้วนเป็นเด็กที่โรงเรียนอื่นไม่เอา โรงเรียนแบบนี้ไม่เหมาะกับเย่เสี่ยวจิ่นเลยจริงๆ"

   

   "ผมเคยดูผลการเรียนของเย่เสี่ยวจิ่นอยู่ เด็กคนนี้เป็นอัจฉริยะ ไม่ควรจะถูกฝังอยู่ในที่แบบโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ด"

   

   แม้จะหวังให้เย่เสี่ยวจิ่นเข้าเรียน แต่เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว จูซินอี้ก็กลืนคำพูดที่จะหลุดออกมาจากปากกลับเข้าไป

   

   เขาไม่อาจทำร้ายอัจฉริยะคนหนึ่ง

   

   กู้กั๋วเฉียงหัวเราะขึ้นมา "คุณนี่ ผ่านมาหลายปีก็ยังไม่เปลี่ยนไปเลย"

   

   จูซินอี้เคยเป็นนักเรียนของกู้กั๋วเฉียงมาก่อน เขาเป็นคนที่ชอบคิดแทนคนอื่นมากที่สุด และตั้งใจจะสอนหนังสือให้ความรู้แก่คนอื่นอย่างแท้จริง

   

   แต่น่าเสียดายที่ได้มาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ด

   

   "ได้ ผมจะบอกคำพูดของคุณให้เย่เสี่ยวจิ่นฟัง"

   

   "แต่ว่าเย่เสี่ยวจิ่นเป็นเด็กที่ดื้อมาก ดื้อยิ่งกว่าคุณอีก"

   

   "เรื่องไหนที่หล่อนตัดสินใจแล้ว แทบจะไม่เปลี่ยนใจเลย"

   

   "และการที่หล่อนเลือกโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ด แน่นอนว่าต้องมีเหตุผลของตัวเอง"

   

   จูซินอี้เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า "อาจารย์กู้ครับ ถ้าเย่เสี่ยวจิ่นขอมาอีกครั้ง โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดจะต้อนรับหล่อนอย่างสมเกียรติแน่นอน"

   

   เขาต้องการให้โอกาสเย่เสี่ยวจิ่นได้พิจารณาอย่างดีอีกครั้ง

   

   "ได้ ฉันเข้าใจแล้ว"

   

   กู้กั๋วเฉียงหันไปเล่าคำพูดของจูซินอี้ให้เย่เสี่ยวจิ่นฟัง

   

   เย่เสี่ยวจิ่นได้ยินแล้วก็หัวเราะ "ขอบคุณคุณปู่กู้ค่ะ เรื่องต่อจากนี้ฉันจะจัดการเอง"

   

   สาเหตุที่เย่เสี่ยวจิ่นเลือกโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดก็เพราะระบบทั้งหมด

   

   ระบบการเรียนรู้เสมือนจริงมีภารกิจการสอนที่ต้องปลดล็อก

   

   เธอจำเป็นต้องทำภารกิจการสอนให้สำเร็จ ถึงจะใช้การเรียนรู้เสมือนจริงต่อได้

   

   ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งและหมายเลขสองคงไม่ปล่อยให้เธอทำอะไรตามใจชอบแน่นอน

   

   แต่ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดนั้นต่างออกไป

   

   ด้วยผลการเรียนแบบนี้ของเธอ ถ้าเข้าโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ด ผู้อำนวยการต้องดูแลเธอเหมือนสมบัติล้ำค่าแน่นอน ถึงแม้ผู้อำนวยการจะไม่พอใจที่เธอทำอะไรนอกลู่นอกทาง แต่เห็นแก่ผลการเรียน ก็คงจะปล่อยผ่านไปบ้าง

   

   ผลลัพธ์แบบนี้เป็นสิ่งที่เย่เสี่ยวจิ่นอยากเห็นพอดี

   

   อีกไม่กี่วันเย่ฉางอันต้องไปเมืองซิงเฉิง เย่เสี่ยวจิ่นเลยถือโอกาสติดรถเขาไปด้วย

   

   เธอให้เย่ฉางอันไปส่งที่โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ด

   

   ตอนนี้ใกล้เปิดเทอมแล้ว จูซินอี้จึงมาที่โรงเรียนบ่อยๆ

   

   ที่หน้าประตูโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดมีเพียงคนเฝ้าประตูคนเดียว กำลังเอาพัดใบตาลปิดหน้าเอนหลับอยู่ในศาลา เย่เสี่ยวจิ่นไม่ได้ปลุกเขา เธอปีนข้ามประตูใหญ่เข้าไป

   

   ประตูใหญ่ของโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดยังคงเป็นประตูเหล็ก ทั้งหมดเป็นสนิม

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรู้ว่าสภาพของโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดไม่เท่าโรงเรียนอื่น แต่ไม่คิดว่าจะแย่ขนาดนี้!

   

   แม้แต่ประตูเหล็กบานใหญ่ก็ยังขึ้นสนิม

   

   เธอเดินตามถนนขึ้นไป

   

   อาคารทั้งหมดของโรงเรียนมัธยมเจ็ดล้วนมีอายุมาก เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลา ผนังกำแพงมีรอยด่างดวง บางที่มีมอสขึ้นเต็มไปหมด

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมองดูตึกที่ยังสร้างไม่เสร็จ

   

   คิดสักครู่ก็เข้าใจว่าโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดคงขอเงินทุนไม่ได้แน่ๆ

   

   ในเมืองซิงเฉิงมีโรงเรียนมากมาย ผู้บริหารคงจะให้เงินกับโรงเรียนดีๆ ส่วนโรงเรียนอย่างมัธยมซิงเฉิงหมายเลขเจ็ดที่พลาดนิดเดียวก็อาจกลายเป็นโรงเรียนร้างได้ คงจะถูกเลื่อนออกไปนานเท่าที่จะนานได้

   

   เงินทุนไม่ได้ นักเรียนก็ไม่มา ย่อมหนีไม่พ้นที่จะกลายเป็นวงจรอุบาทว์

   

   ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดก็จะถูกยุบในเวลาไม่นาน

   

   หลังจากเดินดูรอบโรงเรียนแล้ว เย่เสี่ยวจิ่นจึงไปหาห้องผู้อำนวยการ

   

   ห้องทำงานของจูซินอี้เป็นเพียงห้องเล็กๆ ขนาดประมาณยี่สิบตารางเมตร ข้างในเต็มไปด้วยตู้เอกสารที่บรรจุแฟ้มเอกสารจนเต็มผนังสองด้าน

   

   ริมหน้าต่างมีโต๊ะไม้หลายตัวถูกจัดวางเรียงกัน ดูเหมือนจะเป็นโต๊ะทำงานของจูซินอี้

   

   อีกด้านหนึ่งของผนังมีเหรียญรางวัลแขวนอยู่

   

   เย่เสี่ยวจิ่นกวาดตามองสองสามครั้ง พบว่าเหรียญรางวัลล่าสุดก็เป็นของเมื่อห้าปีที่แล้ว

   

   ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดถูกกดให้อยู่อันดับท้ายสุด

   

   จูซินอี้ได้ยินเสียงจึงเงยหน้าขึ้นมอง

   

   เขาเคยดูการถ่ายทอดสดการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิก พอเห็นเย่เสี่ยวจิ่นในทันที ก็รู้สึกคุ้นหน้าอย่างมาก

   

   "เธอคือ..." จูซินอี้รู้สึกตื่นเต้นในใจ

   

   เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มอย่างสุภาพ "สวัสดีค่ะผู้อำนวยการจู ฉันคือเย่เสี่ยวจิ่นค่ะ"

   

   จูซินอี้รู้สึกเหมือนสมองชาวูบ ดวงตาเป็นประกาย

   

   ครั้งแรกที่เขาปฏิเสธการเข้าเรียนของเย่เสี่ยวจิ่นเพราะเสียดายความสามารถของเธอ

   

   แต่ครั้งที่สองนี้ ด้วยความเห็นแก่ตัว เขาคิดว่าถ้ามีอัจฉริยะอย่างเย่เสี่ยวจิ่นอยู่ โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดอาจจะหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่ยากลำบากในตอนนี้ได้

   

   จูซินอี้มีลางสังหรณ์อย่างแรงกล้าอยู่ในใจ

   

   อนาคตของโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดอาจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเพราะเย่เสี่ยวจิ่นก็เป็นได้



บทที่ 500: โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดยินดีต้อนรับคุณ


   

   จูซินอี้มองเย่เสี่ยวจิ่นครู่หนึ่ง

   

   เด็กคนนี้ไม่ถือตัวและมีความสง่างาม แววตากระจ่างสดใส เมื่อจูซินอี้เห็นครั้งแรก เขาก็คิดว่าเธอเป็นคนที่น่าประทับใจ

   

   เพื่อป้องกันความผิดพลาด จูซินอี้จึงถามอีกครั้งว่า "เธอมาที่นี่เพื่อ..."

   

   เขาถามตรงไปตรงมา เย่เสี่ยวจิ่นก็ตอบตรงไปตรงมาเช่นกันว่า "ฉันอยากมาเรียนที่โรงเรียนหมายเลขเจ็ดค่ะ"

   

   "ทำไม?" จูซินอี้อดถามไม่ได้ "ทำไมเธอถึงอยากมาเรียนที่โรงเรียนหมายเลขเจ็ด?"

   

   "ถึงในใจฉันจะคิดว่าโรงเรียนหมายเลขเจ็ดดีมาก"

   

   "แต่ก็ต้องยอมรับว่า โรงเรียนหมายเลขหนึ่งกับหมายเลขสองนั้นดีกว่าโรงเรียนหมายเลขเจ็ดมากในหลายๆด้าน ทั้งหมดล้วนเหนือกว่าโรงเรียนหมายเลขเจ็ดมากมาย"

   

   ในสถานการณ์แบบนี้ เย่เสี่ยวจิ่นจะเลือกโรงเรียนหมายเลขเจ็ดไปทำไมกันนะ?

   

   มันก็เหมือนกับมีทองคำและก้อนหินวางอยู่ข้างหน้าใครสักคน แต่คนคนนั้นกลับเลือกหยิบก้อนหิน

   

   จูซินอี้คิดไม่ออก แม้จะคิดจนหัวแทบแตกก็ยังคิดไม่ออก

   

   คำพูดของเขาทำให้เย่เสี่ยวจิ่นพอใจในโรงเรียนหมายเลขเจ็ดมากยิ่งขึ้น

   

   นี่มันเป็นสถานที่ที่เหมาะเจาะอย่างแท้จริงไม่ใช่หรือ

   

   เย่เสี่ยวจิ่นกระพริบตาแล้วยิ้มและพูดว่า “ฉันว่าโรงเรียนหมายเลขเจ็ดก็ดีมากจริงๆนะคะ”

   

   คำพูดนี้ทำให้จูซินอี้หยุดพูด

   

   ในเมื่ออัจฉริยะตัวน้อยยังคิดว่าดี เขาก็ไม่ปฏิเสธต่อไป

   

   จูซินอี้ฝันว่าจะมีนักเรียนที่เก่งขนาดนี้มาที่โรงเรียน เพื่อทำให้โรงเรียนกลับมามีชีวิตชีวา

   

   เขาเสนอที่จะพาตัวเองและเย่เสี่ยวจิ่นไปเดินเล่นรอบโรงเรียน

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรีบปฏิเสธ

   

   เธอเพิ่งจะเดินไปรอบหนึ่งเอง

   

   "งั้นไปกินข้าวกัน" จูซินอี้มองนาฬิกา "ตอนนี้กำลังพอดีกับเวลาอาหาร บริเวณใกล้โรงเรียนมีร้านอาหารส่วนตัวอยู่ร้านหนึ่ง รสชาติดีมาก"

   

   เย่เสี่ยวจิ่นคิดอยู่สักพัก ก็ยอมตกลง

   

   หลังจากกินอาหารร่วมกัน เย่เสี่ยวจิ่นก็มีความเข้าใจในตัวจูซินอี้มากขึ้น

   

   คนนี้ไม่มีเจตนาแอบแฝง เห็นได้ชัดว่าเขารักงานการสอนจริงๆ

   

   ก่อนจะแยกกัน ผู้อำนวยการโรงเรียนชราคนนี้ก็เหมือนมีน้ำตาคลอเบ้า "นักเรียนเย่เสี่ยวจิ่น โรงเรียนหมายเลขเจ็ดยินดีต้อนรับเธอ!"

   

   เมื่อรู้ว่าเย่เสี่ยวจิ่นมาเมืองซิงเฉิง หลินหงป๋อก็โทรศัพท์หาเธอเป็นพิเศษ เพื่อชวนเธอไปกินข้าวด้วยกันและแนะนำเพื่อนๆให้เธอรู้จัก

   

   ก่อนหน้านี้หลินหงป๋อมีท่าทีค่อนข้างเย็นชาต่อคนในตระกูลเย่ แต่ตอนนี้เรียกได้ว่าอบอุ่นมาก

   

   เพื่อนๆของหลินหงป๋อส่วนใหญ่เป็นคนในแวดวงธุรกิจ ดวงตาที่มองเย่เสี่ยวจิ่นนั้นเต็มไปด้วยความเฉียบคมที่ได้ขัดเกลามาจากแวดวงธุรกิจ

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเผชิญหน้ากับกลุ่มคนเจ้าเล่ห์เหล่านี้โดยไม่กลัวเลยสักนิด

   

   พวกเขาจึงแปลกใจอยู่ไม่น้อย

   

   ได้ยินว่าเย่เสี่ยวจิ่นเป็นคนชนบท

   

   พวกเขายังคิดว่าคนที่มาจากที่เล็กๆ เมื่อเผชิญหน้ากับพวกเขาจะต้องมีความประหม่าและหวาดกลัวบ้าง

   

   ไม่นึกเลยว่าจะไม่มีสักนิด

   

   แม้กระทั่งในแววตายังเผยถึงความสบายๆ และความเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่เข้ากับวัยของเธอ

   

   คนเหล่านั้นพากันชะงัก คำพูดเหน็บแนมที่เตรียมไว้ล้วนค้างเติ่งในปาก พูดออกมาไม่ได้

   

   จบมื้ออาหาร บรรยากาศกลับกลมเกลียว

   

   แน่นอนว่าเย่เสี่ยวจิ่นสังเกตเห็นเจตนาของพวกเขา แต่เธอก็ไม่ใส่ใจ เลือกที่จะทำเหมือนไม่เห็น พร้อมกับพูดประโยคจำเจไปเรื่อยๆ

   

   ถือว่าได้จำหน้าค่าตากันไว้

   

   มื้อนี้จบลงอย่างรวดเร็ว พอได้ยินว่าเย่เสี่ยวจิ่นจะมาเรียนที่ซิงเฉิง หลินหงป๋อก็เสนออย่างอบอุ่นทันที "เสี่ยวจิ่น เธอจะพักที่หอหรือไปกลับ"

   

   "พักที่หอค่ะ" เย่เสี่ยวจิ่นดื่มน้ำเข้าไปหนึ่งอึกเพื่อให้คอชุ่มชื่น

   

   "พักที่หอเหรอ" หลินหงป๋อมองตาปริบๆ แล้วกล่าว "ถ้าสุดสัปดาห์นี้เธอว่างก็มาเล่นบ้านลุงหลินได้นะ ฉันจะเตรียมห้องให้ เธอมาเมื่อไหร่ก็ได้"

   

   ความคิดของหลินหงป๋อไม่ยากที่จะคาดเดา เย่เสี่ยวจิ่นก็ยินดีตอบแทนเขาด้วยดี จึงพยักหน้า "ได้ค่ะ งั้นก็ขอบคุณลุงหลินล่วงหน้านะคะ"

   

   หลังจากโรงเรียนได้ข้อสรุปเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นเรื่องการย้ายและถ่ายโอนประวัติ ซึ่งจูซินอี้ก็ถือว่าเย่เสี่ยวจิ่นเป็นเหมือนสมบัติที่เขาต้องดูแล ไม่มีทางให้หลี่ชุ่ยชุ่ยและคนอื่นต้องหาเรื่องให้เหนื่อยใจ

   

   จูซินอี้จัดการให้เสร็จสรรพแล้ว เย่เสี่ยวจิ่นต้องไปโรงเรียนแค่นั้นเอง

   

   วันคลอดของหลิวเยว่ใกล้เข้ามาแล้ว เย่เสี่ยวจิ่นเลยให้หลี่ชุ่ยชุ่ยอยู่บ้านดูแลหล่อนส่วนตัวเองก็เดินทางไปยังเมืองซิงเฉิง

   

   แม้จะเป็นเดือนกันยายน เมืองซิงเฉิงก็ยังร้อนเหมือนเตาอบ

   

   เย่เสี่ยวจิ่นปฏิเสธที่จะให้คนของหลินหงป๋อมารับ เธอถือสัมภาระเดินออกจากประตูชุมชนมาจนถึงประตูบ้านตระกูลหลินด้วยสภาพเหงื่อท่วมเต็มตัว

   

   เธอสวมเสื้อแขนสั้นสีขาว และกางเกงยีนส์สีฟ้าอ่อน

   

   ตอนนี้กำลังเติบโตเป็นสาวเต็มตัว

   

   เมื่อรู้ว่าเย่เสี่ยวจิ่นจะมาค้างที่บ้านตระกูลหลินในคืนนี้ จี้เหม่ยอวี้ก็เริ่มจัดเตรียมอาหารเต็มโต๊ะตั้งแต่ช่วงบ่าย

   

   จี้เหม่ยหลิงน้องสาวของจี้เหม่ยอวี้พร้อมครอบครัวของหล่อนก็มาถึงแล้ว

   

   จี้เหม่ยหลิงมีลูกชายคนหนึ่งซึ่งอายุพอๆกับเย่เสี่ยวจิ่น และก็ย้ายมาเรียนที่เมืองซิงเฉิงในปีนี้เหมือนกัน

   

   เย่เสี่ยวจิ่นกดกริ่ง

   

   หลินหงป๋อกำลังช่วยงานในครัว ได้ยินเสียงกริ่งก็ยิ้มออกมา "ต้องเป็นเสี่ยวจิ่นมาแน่ๆ เดี๋ยวผมไปเปิดประตูเอง"

   

   “เสี่ยวจิ่น” เขาเปิดประตูพร้อมรอยยิ้มอย่างอบอุ่น “ทำไมถึงเหงื่อท่วมขนาดนี้ล่ะ?”

   

   “อยากไปอาบน้ำก่อนไหม?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มอย่างน่ารัก "ไม่เป็นไรค่ะ คุณลุงหลิน เดี๋ยวอีกสักพักเหงื่อก็แห้ง พอไม่ร้อนก็จะไม่เหงื่อออกแล้วค่ะ"

   

   หลินหงป๋อก็ไม่เร่งรัด ช่วยเธอยกกระเป๋าเข้าไปข้างใน “อาหารใกล้จะเสร็จแล้ว เธอไปดูทีวีในห้องรับแขกก่อนสิ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมองไปรอบๆห้องรับแขก

   

   บนโซฟาในห้องรับแขกมีผู้ชายนั่งอยู่คนหนึ่ง ผู้หญิงอีกคนหนึ่ง และวัยรุ่นคนหนึ่งที่อายุใกล้เคียงกับเธอ

   

   เด็กหนุ่มนอนอยู่บนโซฟาอย่างสบายๆ วางขาบนโต๊ะกาแฟโดยที่ไม่ถอดรองเท้าออก

   

   เย่เสี่ยวจิ่นกระพริบตาและนั่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง

   

   เธอไม่ได้คิดจะพูดคุยกับพวกเขา แต่จี้เหม่ยหลิงกลับรู้สึกสนใจเธออย่างมาก

   

   หล่อนได้ยินว่าเย่เสี่ยวจิ่นเป็นนักเรียนที่ได้อันดับหนึ่งของเมืองหวายฮว่า แต่ก็ไม่รู้ว่าอันดับหนึ่งคนนี้เมื่อเปรียบเทียบกับลูกชายของหล่อนแล้วใครจะเก่งกว่ากัน

   

   จี้เหม่ยหลิงดูแลตัวเองดีมาก ถึงแม้อายุสามสิบกว่าแล้ว แต่ใบหน้ายังสะอาดเกลี้ยงเกลา ไม่มีริ้วรอยใดๆ

   

   “เธอคือเย่เสี่ยวจิ่นใช่ไหม?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเงยหน้าขึ้น มองสบตากับหล่อนแล้วพยักหน้าเป็นการตอบ

   

   ท่าทีของเธอนั้นดูก้าวร้าวเล็กน้อย ทำให้จี้เหม่ยหลิงขมวดคิ้วเล็กน้อยในใจ แสดงอาการไม่พอใจ

   

   “ได้ยินว่าเธอสอบได้ที่หนึ่งในครั้งนี้ ได้กี่คะแนนเหรอ?”

   

   “ฉันได้ยินมาว่า เมืองหวายฮว่านี่เป็นเมืองเล็กๆ ไม่มีคนที่มีความสามารถ คาดว่าอันดับหนึ่งที่นั่น พอไปที่อื่นอาจจะไม่ติดแม้แต่หนึ่งร้อยอันดับแรกด้วยซ้ำ”

   

   ห้องครัวและห้องนั่งเล่นนั้นอยู่ห่างกันพอสมควร ดังนั้นจี้เหม่ยอวี้และหลินหงป๋อจึงไม่ได้ยินว่าที่นี่พูดอะไรกัน

   

   เย่เสี่ยวจิ่นไม่สนใจจะยุ่งกับหล่อน เธอไม่ตอบอะไร แค่ละสายตากลับมา

   

   ท่าทางของเธอที่จี้เหม่ยหลิงมองเห็นนั้นดูเหมือนกับว่าถูกพูดแทงใจดำ

   

   หล่อนพลันรู้สึกเหนือกว่าเล็กน้อย ยิ้มกว้างมากขึ้น "แต่อย่างนั้นก็ไม่เป็นไร ลูกชายของฉันเรียนเก่ง เป็นที่หนึ่งของพวกเราด้วย"

   

   "ต่อไปเราทุกคนก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ถ้าเธอมีอะไรที่ไม่เข้าใจ ก็ไปถามลูกชายของฉันได้"

   

   สวีจื่ออี้ได้ยินคำนี้ก็เงยหน้าขึ้น "แม่ ผมกับยัยบ้านนอกนี่ไม่มีอะไรต้องคุยกัน ผมไม่สอน"

   

   จี้เหม่ยหลิงชะงักเล็กน้อย แกล้งทำเป็นโกรธ ตวาดว่า "ลูกคนนี้นี่อะไรกัน ยัยบ้านนอกอะไรกัน เสี่ยวจิ่นแค่เป็นคนชนบท ลูกพูดแบบนี้กับคนอื่นไม่ได้นะ"

   

   คำพูดของหล่อนเหมือนเป็นการตำหนิสวีจื่ออี้ แต่น้ำเสียงกลับเรียบเฉย

   

   เย่เสี่ยวจิ่นยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ไม่พูดอะไร

   

   พอดีจี้เหม่ยอวี้ถือชามอาหารออกมา เย่เสี่ยวจิ่นเห็นความเคลื่อนไหวก็ลุกขึ้นไปช่วยเธอ

   

   "คุณป้าจี้ ให้หนูช่วยนะคะ"

   

   จี้เหม่ยอวี้เอ็นดูเย่เสี่ยวจิ่นเด็กคนนี้มาก ปกติก็เรียบร้อยรู้ความ น่ารักกว่าสวีจื่ออี้เป็นหลายเท่า

   

   หล่อนแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า "ในครัวมีกับข้าวอีกอย่างหนึ่ง ไปยกมาให้หน่อยสิจ๊ะ"



จบตอน

Comments