paopao ep516-520

 บทที่ 516: รับเคราะห์


   เย่เสี่ยวจิ่นมีความจำดีมาก เธอจำสิ่งที่เฉิงซิงไห่สอนเธอได้ในครั้งเดียว


   การกู้คืนข้อมูลกล้องวงจรปิดเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยทำมาก่อน


   ในใจรู้สึกไม่มั่นใจอยู่บ้าง


   แต่พอนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์แล้วพิมพ์บนแป้นพิมพ์ ความรู้สึกคุ้นเคยก็กลับมา


   ผู้ช่วยแอบตกใจในใจ จ้องมองตัวอักษรที่เปลี่ยนแปลงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ในหัวคิดแต่เพียงว่านี่มันอะไรกัน ทำไมเก่งขนาดนี้


   ไม่แปลกใจเลยที่สามารถเข้ากับเฉิงซิงไห่ได้


   นับจากครั้งแรกที่ลงมือทำผ่านไปประมาณสามสิบนาที เย่เสี่ยวจิ่นถึงหยุดมือ


   ตอนนี้พนักงานทั้งสองคนไม่มีแววดูถูกบนใบหน้าอีกต่อไป มีเพียงความนับถือ


   "กู้คืนกล้องวงจรปิดได้แล้วเหรอ?"


   เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า "ได้แล้ว"


   ผู้ช่วยมีสีหน้างุนงง มองภาพในกล้องวงจรปิด แล้วหยิกขาตัวเองแรงๆ


   เรื่องนี้ปล่อยให้เย่เสี่ยวจิ่นจัดการได้จริงๆเหรอ?!


   ไม่น่าแปลกใจเลย เธอเป็นคนของเฉิงซิงไห่นี่นา


   เย่เสี่ยวจิ่นไม่รีบดูกล้องวงจรปิด แต่หันไปพูดกับผู้ช่วยว่า "ขอความกรุณาเชิญท่านผู้อำนวยการหลัวและคณะมาที่นี่หน่อย"


   ผู้ช่วยพยักหน้ารับ เปิดประตูเดินเร็วๆไปที่สำนักงาน


   เย่เสี่ยวจิ่นนั่งพักอยู่บนโซฟาเล็กๆในห้องกล้องวงจรปิด


   เจ้าหน้าที่สองคนดึงวิดีโอจากกล้องวงจรปิดออกมา แต่ไม่รีบเปิดดู พวกเขาสบตากันแล้วมองไปที่เย่เสี่ยวจิ่น


   หนึ่งในนั้นถามว่า "น้องสาว เธอไปเรียนเทคนิคแบบนี้มาจากใครเหรอ?"


   เย่เสี่ยวจิ่นก้มหน้าครุ่นคิด ผ่านไปสักพักจึงเงยหน้าขึ้นตอบว่า "เฉิงซิงไห่สอนมา"


   "เฉิง... เฉิงซิงไห่?!"


   ในเมืองซิงเฉิงไม่มีใครไม่รู้จักเฉิงซิงไห่ โดยเฉพาะพนักงานในกรมการศึกษา


   ทั้งสองคนสบตากันอย่างเข้าใจ กลั้นความตกใจเอาไว้


   เพราะแบบนี้นี่เองถึงได้เก่งขนาดนี้ ที่แท้ก็เป็นศิษย์ของเฉิงซิงไห่


   ผ่านไปประมาณห้านาที ประตูห้องกล้องวงจรปิดถูกผลักเปิด หลัวเจี้ยนไป่ ติงชุนเซิง และเฉิงซิงไห่เดินเข้ามา


   ติงชุนเซิงไปเปิดจุดกล้องวงจรปิด


   หน้าจอแสดงภาพสีเทา


   กระดาษคำตอบก่อนที่จะมีการตรวจสอบซ้ำจะถูกเก็บไว้ในห้องเก็บของในห้องตรวจสอบ กุญแจห้องเก็บของอยู่กับเจ้าหน้าที่เวร


   เจ้าหน้าที่เวรประจำห้องเก็บของในห้องตรวจสอบมีทั้งหมดสามคน


   ติงชุนเซิงเปิดดูกล้องวงจรปิดที่หน้าประตูห้องเก็บของ


   แค่ดูว่ามีใครเข้าไปบ้างก็จะสืบได้แล้ว


   ติงชุนเซิงพูดพลางให้เจ้าหน้าที่กรอเร็วขึ้น "หลังจากกระดาษคำตอบถูกส่งมาเมื่อวาน ผมเป็นคนเอาเข้าห้องเก็บของเอง และวันนี้ผมก็เป็นคนเอาออกมาเอง ตามหลักการแล้วในช่วงเวลานี้ควรจะมีแค่ผมคนเดียวที่เข้าห้องเก็บของ"


   "ถ้ามีคนอื่น นั่นก็อาจจะเป็นคนที่แก้ไขกระดาษคำตอบ"


   ในภาพกล้องวงจรปิดพอดีแสดงให้เห็นติงชุนเซิงถือแฟ้มเอกสารเข้าไป


   ผ่านไปประมาณครึ่งนาที เขาก็ออกมา


   หลัวเจี้ยนไป่จ้องมองภาพกล้องวงจรปิดพลางพูดว่า "กรอเร็วต่อไป"


   ทุกคนต่างจ้องมองภาพจากกล้องวงจรปิด


   เฉิงซิงไห่เอ่ยขึ้นทันที "หยุด"


   เจ้าหน้าที่รีบกดปุ่มหยุดภาพทันที


   ในภาพจากกล้องวงจรปิดปรากฏชายคนหนึ่งสวมเสื้อเชิ้ตขาวกางเกงดำ มองซ้ายมองขวาอย่างพิรุธ หยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋า แล้วไขประตูห้องเก็บของเข้าไป


   ตอนปิดประตูก็ทำอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวคนอื่นจะมาเห็น


   เฉิงซิงไห่เดินไปกดปุ่มเร่งภาพ แล้วกดหยุดตรงที่ประตูถูกเปิดออกจากด้านใน และมองเวลาที่แสดงด้านล่าง


   "เขาอยู่ข้างในตั้งห้านาทีเต็ม"


   ติงชุนเซิงจ้องมองใบหน้าในวิดีโออยู่พักใหญ่ก่อนนึกออก "เป็นหลิวหย่ง"


   "หลิวหย่ง?" หลัวเจี้ยนไป่ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับคนคนนี้


   "เขาเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่เวรประจำห้องเก็บของ ผู้อำนวยการหลัวงานยุ่งมาก คุณจะไม่รู้จักเขาก็เป็นเรื่องปกติ"


   "ที่แท้ก็เป็นขโมยภายในนี่เอง" สีหน้าของหลัวเจี้ยนไป่เคร่งขรึม "แน่ใจหรือว่าเป็นเขา?"


   "เป็นเขาแน่นอน ผมเจอเขาบ่อย หน้าตาแบบนี้ผมจำไม่ผิดแน่"


   "ในเมื่อเป็นเขา ก็ไปตามตัวมา"


   ติงชุนเซิงคิดสักครู่ "วันนี้ควรจะเป็นเวรของเขา แต่เขากลับขอลาหยุด ผมก็แปลกใจเหมือนกัน ปกติคนคนนี้ต่อให้ป่วยจนเดินไม่ไหวก็ไม่เคยขอลาเลย"


   "เรื่องผิดปกติแบบนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลัง ไปตามคนมาที่นี่เดี๋ยวนี้"


   หลัวเจี้ยนไป่แทบจะมั่นใจว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับหลิวหย่งแน่นอน เขาหันไปมองเฉิงซิงไห่ "คุณชายเฉิง พวกเราไปรอที่สำนักงานกันก่อนดีไหม"


   เฉิงซิงไห่เอามือปิดปากหาว ง่วงนอนแล้ว


   เขาลากเสียงยาว "ได้เลย"


   ในสำนักงานของหลัวเจี้ยนไป่มีชาดีๆอยู่ไม่น้อย ทั้งสองคนดื่มชาในสำนักงานไปอีกสองถ้วย หลิวหย่งถึงค่อยๆโผล่มา


   ติงชุนเซิงเรียกเขามาด้วยข้ออ้างว่าให้มาทำงานแทนชั่วคราว


   ต่างจากหลิวหย่ง พนักงานเข้าเวรอีกสองคนมักจะลางานบ่อยๆ และหลิวหย่งก็มักจะเป็นคนเข้าเวรแทนพวกเขาทั้งคู่


   หลิวหย่งไม่ได้สงสัยอะไรเลย


   จนกระทั่งถูกจับพาตัวมาที่สำนักงานหัวหน้า หลิวหย่งถึงรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ใบหน้าเริ่มแสดงความตื่นตระหนก


   "หัวหน้าแผนกติง" เขาหยุดฝีเท้า "คุณจะพาผมไปไหน"


   ติงชุนเซิงหันมามองเขาหนึ่งที สายตาเย็นชา เต็มไปด้วยความผิดหวัง "นายคิดว่ายังไง"


   หัวใจของหลิวหย่งเต้นตึกตัก เหงื่อเย็นเริ่มผุดซึมออกมา


   คนที่สั่งให้เขาทำเรื่องนี้บอกว่าจะไม่ทิ้งหลักฐานใดๆไว้...


   ติงชุนเซิงจ้องมองปฏิกิริยาของเขาตลอด สภาพของเขาตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการสารภาพทั้งหมดแล้ว


   ดวงตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง


   หลิวหย่งถือว่าเป็นคนที่ทำงานขยันที่สุดในบรรดาพนักงานเข้าเวรทั้งสามคน


   ที่บ้านเขามีฐานะไม่ดี จำเป็นต้องพึ่งพางานนี้มาก ดังนั้นปกติเขาจึงทำงานอย่างรอบคอบและจริงจัง ติงชุนเซิงยังคิดว่าพอผ่านปีนี้ไป จะขอทางผู้บังคับบัญชาเลื่อนตำแหน่งให้หลิวหย่ง


   ไม่คิดว่าหลิวหย่งจะทำเรื่องแบบนี้


   เขาถอนหายใจเบาๆ แล้วเคาะประตูห้องทำงาน


   "หากมีอะไรจะพูดก็เข้าไปคุยกับผู้อำนวยการเถอะ"


   หลิวหย่งสวมชุดทำงาน อายุราวๆสามสิบต้นๆ หน้าตาดูซื่อสัตย์จริงใจ แววตาก็ดูซื่อๆ ดูเหมือนคนที่ไม่มีความคิดเลวร้ายใดๆ


   "หลิวหย่ง คุณเคยเข้าไปในห้องเก็บของใช่ไหม?"


   หลัวเจี้ยนไป่เพิ่งเอ่ยปาก หลิวหย่งก็ทรุดตัวลงทันที


   เขาทรุดนั่งลงกับพื้น แล้วพูดทุกอย่างออกมา


   "ผู้อำนวยการหลัว เรื่องนี้ผมทำผิดไปแล้ว"


   เขาทำหน้าเสียใจ "เมื่อวานตอนเลิกงาน ผมเจอคนคนหนึ่งที่หน้าบ้าน อากาศร้อนขนาดนั้นแต่เขาห่อหุ้มตัวมิดชิด เขายื่นจดหมายให้ผมฉบับหนึ่ง ข้างในมีเงินกับกระดาษแผ่นหนึ่ง"


   "แม่ผมล้มเข้าโรงพยาบาลเมื่อไม่กี่วันก่อน ช่วงนี้ผมกำลังต้องการเงินด่วน ด้วยความโง่ของผม เลยตกลงรับปากเขาไป"


   เย่เสี่ยวจิ่นแทรกขึ้นมา "กระดาษที่เขาให้คุณมาคือกระดาษคำตอบที่จะเอาไปแลกใช่ไหม?"


   หลิวหย่งส่ายหน้า "ผมไม่รู้ครับ ผมไม่ได้เปิดดูละเอียด"


   "ผู้ชายคนนั้นบอกแค่ให้ผมเอากระดาษแผ่นนี้เข้าไป แล้วเอากระดาษอีกแผ่นออกมาจากห้องเก็บของ"


   เย่เสี่ยวจิ่นเคาะนิ้วบนที่วางแขนเก้าอี้ด้วยความสงสัย "คุณแค่ต้องแลกกระดาษคำตอบเท่านั้น ทำไมถึงอยู่ในห้องเก็บของตั้งห้านาที?"


   "ผม...ผม..." หลิวหย่งก้มหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจ "ผมลังเลและคิดอยู่นาน สุดท้ายนึกถึงเงินก้อนนั้น เลยเปลี่ยนกระดาษ"


   ดวงตาเขาแดงก่ำ อ้อนวอนหลัวเจี้ยนไป่ "ท่านผู้อำนวยการหลัว ผมรู้ตัวแล้วว่าทำผิด ผมชั่ววูบเดียวเกือบสร้างปัญหาให้ทุกคน ขอท่านเห็นแก่ที่ผมต้องเลี้ยงดูทั้งพ่อแม่และลูก ได้โปรดให้อภัยผมสักครั้ง"


   "ท่านจะลงโทษผมยังไงก็ได้ แต่อย่าไล่ผมออกเลย...ครอบครัวผมต้องพึ่งงานนี้ประทังชีวิต"


   ชายวัยสามสิบร้องไห้น้ำตานองหน้า


   เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกสะเทือนใจ อ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา


   เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียร้ายแรงอะไร เพราะติงชุนเซิงกับท่านผู้อำนวยการหลัวพบเจอทัน แต่คนคนนี้ทำผิด ต้องถูกลงโทษอย่างแน่นอน


   หลิวหย่งเป็นลูกน้องของหลัวเจี้ยนไป่ พวกเขาจะจัดการกันอย่างไร เธอก็ไม่อยากยุ่งด้วยแล้ว



 บทที่ 517: คุณชายจากเมืองหลวง



   หลิวหย่งเป็นเพียงคนที่ถูกใช้งานเท่านั้น


   เมื่อหาคนเจอแล้ว เธอก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ทำธุระที่นี่อีกต่อไป


   "ผู้อำนวยการหลัว ดูเหมือนที่นี่จะไม่มีธุระของพวกเราแล้ว พวกเราขอตัวกลับก่อนนะคะ"


   เย่เสี่ยวจิ่นดึงเฉิงซิงไห่ที่กำลังเอนตัวอยู่บนโซฟาให้ลุกขึ้น


   เฉิงซิงไห่หาวจนน้ำตาไหล "ผู้อำนวยการหลัว ผมขอตัวก่อนนะครับ"


   หลัวเจี้ยนไป่รีบลุกขึ้นไปส่ง


   หลังจากทั้งสองคนจากไป จึงเริ่มจัดการเรื่องของหลิวหย่ง


   ที่หน้าประตูใหญ่


   เย่เสี่ยวจิ่นยืนรอรถมารับพร้อมกับเฉิงซิงไห่


   เธอยกมือขึ้นบังแสงแดดที่แยงตา พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ "เมืองซิงเฉิงนี่มีแต่เรื่องวุ่นวายจริงๆ ฉันเพิ่งมาได้ไม่นานก็มีคนมาจับตามองแล้ว"


   เฉิงซิงไห่ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าปวดหัว


   เมืองซิงเฉิงมักจะมีคนที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ชอบหาเรื่องอยู่เสมอ


   "ฉันจะหาโอกาสเตือนคนพวกนั้นเอง เธอตั้งใจเรียนไปเถอะ"


   เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้าพลางส่งเสียงรับ รถก็มาพอดี "ไปส่งฉันที่โรงเรียนสิคะ"


   "อืม" เฉิงซิงไห่กะพริบตา ก้มลงดูนาฬิกาข้อมือ "ไม่ต้องรีบหรอก ถึงเวลาอาหารเย็นแล้วด้วย ฉันจะพาเธอไปพบใครคนหนึ่ง"


   พบใคร?


   "ใครเหรอ?"


   เฉิงซิงไห่ยังไม่บอก ทำท่าลึกลับ "ไปถึงแล้วก็รู้เอง"


   ร้านส่วนตัวสกุลสวี


   ร้านนี้เป็นของเพื่อนเฉิงซิงไห่ ปกติเวลาเขาเลี้ยงใครก็มักจะมาที่นี่


   ร้านส่วนตัวสกุลสวีใช้การตกแต่งแบบโบราณ พนักงานในร้านล้วนเป็นสาวๆ รูปร่างสูงโปร่งเอวบางร่างน้อยกันทั้งนั้น


   ตอนที่พวกเขามาถึง ห้องส่วนตัวยังว่างอยู่ คนที่เฉิงซิงไห่นัดยังไม่มา


   พนักงานแนะนำรายการอาหารใหม่มาหลายอย่าง เฉิงซิงไห่สั่งเพิ่มตามที่แนะนำ ส่วนที่เหลือก็สั่งเหมือนเดิม


   หลังจากพนักงานออกไป เขาก็ส่งหนังสือให้เย่เสี่ยวจิ่นเล่มหนึ่ง


   เป็นหนังสือเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม


   "เอากลับไปอ่านให้ละเอียด" เขาพูดด้วยน้ำเสียงเนือยๆ พลางพิงเก้าอี้


   เย่เสี่ยวจิ่นพลิกดูหนังสือไปสองสามหน้า พบว่าหนังสือเล่มนี้เขียนไว้ละเอียดมาก "ดีค่ะ"


   เฉิงซิงไห่คนนี้ดูเหมือนจะต้องนอนยี่สิบชั่วโมงต่อวันแล้วก็ยังไม่พอ พอพิงเก้าอี้ลมหายใจก็สม่ำเสมอขึ้นมาทันที เย่เสี่ยวจิ่นเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร


   เธอก้มหน้าพลิกอ่านหนังสือเขียนโปรแกรมต่อ


   ผ่านไปประมาณสิบนาที มีคนเคาะประตูห้องรับรองสองครั้งเบาๆ


   เย่เสี่ยวจิ่นเงยหน้าขึ้นมอง ประตูถูกผลักเปิดออก มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามา


   เขาสวมชุดสูทสีดำ คีบบุหรี่ไว้ระหว่างนิ้วที่เรียวยาว บุหรี่ถูกสูบไปครึ่งมวนแล้ว ควันสีเทาขาวลอยขึ้นช้าๆ ทำให้ใบหน้าของเขาดูพร่ามัว


   เขายืนเอียงข้างให้เย่เสี่ยวจิ่น ทำให้มองเห็นสันจมูกโด่งตรงและริมฝีปากที่บางมากของเขา ใบหน้าขาวซีด รูปลักษณ์ดูเหมือนคนเจ้าเล่ห์อยู่บ้าง


   ดูเหมือนจะเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ยาก


   เขากวาดตามองเฉิงซิงไห่แวบหนึ่ง แค่นเสียงเบาๆ แล้วจึงมองมาที่เย่เสี่ยวจิ่น


   เมื่อพบว่าเย่เสี่ยวจิ่นยังเป็นเด็ก เขาก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "อ้อ ที่แท้ก็มีเด็กอยู่ด้วยนี่"


   พูดจบก็กดก้นบุหรี่ที่ยังติดไฟอยู่ลงในที่เขี่ยบุหรี่


   การกระทำนี้ทำให้เย่เสี่ยวจิ่นมีความประทับใจในตัวเขาดีขึ้นไม่น้อย


   ทางด้านเฉิงซิงไห่ส่งเสียงงึมงำ เพิ่งจะตื่นขึ้นมา


   เขาลืมตาขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าใครมา ก็หลับตาลงอีกครั้ง เสียงแหบต่ำแฝงความง่วงงุน "เจียงเหล่าเอ้อร์ นายมาสายอีกแล้ว"


   เจียงเหล่าเอ้อร์?


   เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกอยากหัวเราะ แต่กลั้นเอาไว้


   ชายที่ถูกเฉิงซิงไห่เรียกว่า "เจียงเหล่าเอ้อร์" ก็ไม่ได้โกรธ ดูท่าทางคงจะชินกับการถูกเรียกแบบนี้


   ต่างจากเฉิงซิงไห่ที่ดูเหมือนจะง่วงนอนตลอดเวลา เสียงของเจียงซวี่ค่อนข้างเย็นชา เหมือนกับตัวเขาที่ดูเป็นคนเข้าถึงยาก


   "เฉิงซิงไห่ มีเด็กอยู่ด้วย ช่วยรักษาหน้าฉันหน่อย"


   เฉิงซิงไห่ส่งเสียงรับรู้ ค่อยๆนั่งตัวตรง ลืมตาขึ้นมามองดูเย่เสี่ยวจิ่นแวบหนึ่ง แล้วแนะนำให้เธอรู้จัก "คนนี้ชื่อเจียงซวี่ มาจากเมืองหลวง งานหลักคือจับโจร เห็นดูดุๆแบบนี้ แต่จริงๆแล้วเป็นคนไม่เลวนะ"


   "ส่วนเธอ... เรียกเขาว่าพี่รองเจียงก็แล้วกัน"


   แม้จะเดาได้ว่าคนที่เฉิงซิงไห่พามาพบตัวเองคงไม่ใช่คนนอก แต่เจียงซวี่ก็ยังรู้สึกแปลกใจกับท่าทีของเฉิงซิงไห่ที่มีต่อเด็กสาวคนนี้


   การให้เด็กสาวเรียกเขาว่าพี่รองเจียง นั่นหมายความว่าได้นับเธอเป็นพวกเดียวกันแล้ว


   เจียงซวี่มองสำรวจเย่เสี่ยวจิ่นหลายครั้ง


   เย่เสี่ยวจิ่นสบตากับเขา ยิ้มหวานพร้อมเอ่ยเสียงหวานราวกับชุบน้ำตาล "พี่รองเจียง"


   ดวงตาของเจียงซวี่สั่นไหวเล็กน้อย เขาหยิบของชิ้นหนึ่งที่ห่อไว้อย่างประณีตออกมาจากกระเป๋า แล้วยื่นให้เย่เสี่ยวจิ่น


   "รับไว้"


   เย่เสี่ยวจิ่นรับมาด้วยความสงสัย


   "ไอ้รองเจียง แกยังคงตระหนี่เหมือนเดิมเลยนะ ให้ของขวัญทักทายศิษย์ฉันแค่ช็อกโกแลตเนี่ยนะ?"


   เจียงซวี่ยกมุมปากแต่ไม่ได้ยิ้ม "คุณบอกผมล่วงหน้าด้วยหรือไง?"


   เฉิงซิงไห่รู้ตัวว่าผิด จึงปิดปากเงียบ


   เย่เสี่ยวจิ่นเก็บช็อกโกแลตไว้อย่างดี กะพริบตาพลางยิ้มพูด "ฉันชอบของขวัญทักทายชิ้นนี้มาก ขอบคุณนะคะพี่รองเจียง"


   "ไม่เป็นไร"


   ครั้งนี้เฉิงซิงไห่นัดเจียงซวี่มาเพราะมีเรื่องสำคัญ


   ทั้งสองคนคุยกันโดยไม่ได้ตั้งใจหลบเย่เสี่ยวจิ่นแต่อย่างใด


   "คนที่จงใจแฮ็กคอมพิวเตอร์ของฉันคราวที่แล้ว จับตัวได้หรือยัง?"


   เจียงซวี่มีนิสัยชอบสูบบุหรี่ เขาเผลอยื่นมือล้วงกระเป๋าเพื่อหยิบบุหรี่ แต่ล้วงไปครึ่งทางก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงเหลือบมองไปที่เย่เสี่ยวจิ่น


   เขาจึงเอามือลงกลางคัน


   "มีเบาะแสนิดหน่อยแล้ว อีกฝ่ายเป็นคนจากเมืองหลวง ดูเหมือนจะตั้งใจก่อกวนคุณ"


   เย่เสี่ยวจิ่นสังเกตเห็น


   ก่อนที่จะได้รู้จักเฉิงซิงไห่ ในชีวิตของเธอมีแค่การเรียน การหาเงิน และการทำไร่


   หลังจากรู้จักเฉิงซิงไห่ ก็มีเพิ่มมาอีกอย่าง นั่นคือการดูคนคิดเล่ห์เหลี่ยมใส่กัน และการถูกคนคิดเล่ห์เหลี่ยมใส่


   เฉิงซิงไห่บีบขมับอย่างหงุดหงิดพลางเร่ง "นายรีบสืบหน่อยสิ สองวันแล้วนะ ถ้าสืบไม่ออกก็ไม่สมกับที่เป็นหัวหน้าทีมเจียงแล้ว"


   เจียงซวี่ไม่อยากสนใจคนคนนี้


   ปกติคดีใหญ่ขนาดนี้ คนอื่นอาจจะใช้เวลาสองวันแล้วยังสืบอะไรไม่ได้เลย แต่เขาใช้เวลาแค่สองวันก็หาผู้ต้องสงสัยได้แล้ว แต่เฉิงซิงไห่คนนี้ยังไม่พอใจอีก


   ช่างสมกับเป็นคุณชายจริงๆ ช่างยากที่จะเอาใจ


   ในตอนนั้นเอง พนักงานเคาะประตูห้องรับรอง แล้วเข็นอาหารเข้ามา


   ทั้งสองคนหยุดการสนทนา รอจนกระทั่งเสิร์ฟอาหารเสร็จและพนักงานออกไปแล้ว จึงค่อยพูดคุยกันต่อ


   เย่เสี่ยวจิ่นไม่สนใจเรื่องที่พวกเขาคุยกัน เธอสนใจแต่อาหารตรงหน้า


   เฉิงซิงไห่เป็นคนฟุ่มเฟือย สั่งอาหารมาตั้งสิบอย่างสำหรับสามคน


   แถมแต่ละจานยังมีปริมาณไม่น้อย


   หนึ่งในนั้นคือแกะตุ๋น ไอร้อนระอุลอยฟุ้ง กลิ่นหอมโชยเข้าจมูกของเย่เสี่ยวจิ่น


   เย่เสี่ยวจิ่นใช้ตะเกียบคีบเนื้อแกะเข้าปาก


   เนื้อแกะตุ๋นจนนุ่ม พอดีกับการคีบด้วยตะเกียบ ละลายในปาก ไม่มีกลิ่นสาบแกะเลยสักนิด


   รสเครื่องเทศไม่แรงจนเกินไป ทำให้ได้กลิ่นหอมของเนื้อเต็มๆ


   เย่เสี่ยวจิ่นเคี้ยวช้าๆอย่างพินิจ


   รสชาติอร่อย แต่ก็ยังสู้เนื้อแกะที่บ้านเธอไม่ได้


   เฉิงซิงไห่ก็คีบเนื้อแกะเข้าปาก พอกินเสร็จก็ขมวดคิ้ว


   เขาเงยหน้าพูดกับเย่เสี่ยวจิ่นว่า "ไม่อร่อยเท่าที่บ้านเธอ"


   เจียงซวี่รู้สึกตกใจ


   ต้องรู้ไว้ว่า ร้านอาหารส่วนตัวสกุลสวีเป็นร้านประจำที่เฉิงซิงไห่มักจะมากินข้าว และมีเพียงร้านนี้เท่านั้นที่ทำอาหารได้ถูกปากเขา ไม่เคยจับผิดอะไรมาก่อน


   แต่วันนี้ทำไมถึงได้จู้จี้ขึ้นมา


   เจียงซวี่ก็คีบอาหารขึ้นมาชิมดูอย่างละเอียด ขมวดคิ้วพลางพูดว่า "รสชาติก็เหมือนเดิมนะ อร่อยดีออก"


   เฉิงซิงไห่เหลือบตาขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง สายตาเต็มไปด้วยความหมายที่ว่า "คุณนี่มันไม่เคยกินของดีๆมาก่อนเลย"


   เจียงซวี่: "......"


   "คุณไม่เข้าใจหรอก"


   เจียงซวี่เงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็ไม่เข้าใจจริงๆนั่นแหละ



 บทที่ 518: งานฉลองวันเกิดตระกูลเฉิง



   เจียงซวี่มาครั้งนี้ หนึ่งเพื่อช่วยเฉิงซิงไห่จัดการเรื่องต่างๆ สองคือมาร่วมงานฉลองวันเกิดของคุณปู่เฉิง


   ตระกูลเฉิงมีบ้านเดิมอยู่ที่เมืองหลวง


   เนื่องจากคุณปู่เฉิงและคุณย่าเฉิงได้รู้จักและตกหลุมรักกันที่เมืองซิงเฉิง หลังจากคุณย่าเฉิงเสียชีวิต คุณปู่เฉิงก็ย้ายมาอยู่ที่นี่เป็นการถาวร


   ปกติที่เมืองซิงเฉิงมีแค่เฉิงซิงไห่และคุณปู่เฉิงที่อาศัยอยู่เป็นประจำ


   ส่วนคนอื่นๆในตระกูลเฉิงล้วนอยู่ที่เมืองหลวง


   ครั้งนี้งานฉลองวันเกิดของคุณปู่เฉิงจัดที่เมืองซิงเฉิง มีคนจากเมืองหลวงมาร่วมงานมากมาย


   นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลัวเจี้ยนไป่ถึงได้ดีใจจนยิ้มไม่หุบเมื่อได้รับคำเชิญจากเฉิงซิงไห่


   ต้องรู้ว่าด้วยเครือข่ายความสัมพันธ์ของตระกูลเฉิงแล้ว งานฉลองวันเกิดของคุณปู่เฉิงจะมีแต่คนมีชื่อเสียงจากเมืองหลวงมาร่วมงาน หากหลัวเจี้ยนไป่รู้จักแค่สองคน ได้พูดคุยกับพวกเขา ก็ถือว่าได้ก้าวเท้าเข้าสู่วงสังคมชั้นสูงของเมืองหลวงแล้ว


   เจียงซวี่กินอาหารไปพลางเคาะโต๊ะไปพลาง เฉิงซิงไห่มองเขาด้วยหางตา "มีอะไรอีกล่ะ?"


   "งานฉลองวันเกิดคุณปู่ครั้งนี้ คงมีคนไม่น้อยที่จะฉวยโอกาสนี้มาดึงตัวคุณ คุณเตรียมรับมือยังไง?"


   เฉิงซิงไห่ก้มหน้ากินข้าว ดื่มน้ำซุปไปครึ่งชามจึงตอบว่า "ฉันไม่สนใจพวกเขาหรอก พวกเขาจะมาบังคับฉันได้ยังไง?"


   "ในสายตาพวกเขา ฉันก็เป็นคนไม่มีกฎเกณฑ์อยู่แล้ว ทำอะไรออกมาก็ไม่แปลก"


   เจียงซวี่พยักหน้าอย่างครุ่นคิด "ก็จริงนะ คุณไม่เคยทำตามกฎระเบียบ และไม่เคยสนใจพวกนั้นอยู่แล้ว พวกเขาก็คงชินกันไปแล้ว"


   "ฉันคงกังวลมากเกินไป"


   เขาชำเลืองมองไปที่เย่เสี่ยวจิ่น "อ้อใช่ งานวันเกิดคุณปู่ จะพาหล่อนไปด้วยหรือ?"


   "ไป"


   "ก็ควรพาไปนะ" เจียงซวี่มีรอยยิ้มกรุ้มกริ่มบนใบหน้าราวกับกำลังรอดูละครสนุก "ฉันอยากเห็นปฏิกิริยาของพวกนั้นจังเลย ตอนที่รู้ว่าคุณรับศิษย์น้อยแบบนี้มา"


   เย่เสี่ยวจิ่น: "...."


   สายตาของเธอกวาดมองสองคนนั้นไปมา


   สองคนนี้ ไม่คิดจะถามความเห็นเธอบ้างเลยหรือไง?


   เหมือนเฉิงซิงไห่จะรู้สึกถึงสายตาของเย่เสี่ยวจิ่น เขาเหลือบตามองมาอย่างเกียจคร้าน พร้อมแววตาที่ดูเหมือนกำลังถาม


   ขี้เกียจจะอ้าปากพูดด้วยซ้ำ


   คนคนนี้ช่างขี้เกียจจริงๆ


   เขาเชิดคางขึ้นเล็กน้อย


   "อืม ฉันจะไปค่ะ"


   การที่ได้เป็นศิษย์ของเฉิงซิงไห่ ต่อไปคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องติดต่อกับคนในตระกูลเฉิง อีกอย่างเรื่องครั้งก่อนเฉิงซิงไห่ก็ช่วยตระกูลเย่ไว้มาก แม้จะเป็นการตอบแทนบุญคุณ เธอก็ควรไปร่วมงานวันเกิด และมอบของขวัญให้คุณปู่เฉิง


   แต่ว่า คุณปู่เฉิงชอบอะไรล่ะ?


   หลังจากกินข้าวเสร็จ เย่เสี่ยวจิ่นได้สอบถามเจียงซวี่และเฉิงซิงไห่


   คุณปู่เฉิงเป็นคนที่มีงานอดิเรกไม่มาก ชอบแค่การคัดลายมือจีนกับชา


   ผลงานคัดลายมือจีนในเวลาสั้นๆแบบนี้หายาก แต่ใบชายังพอหาทางหามาได้


   เย่เสี่ยวจิ่นไปตรวจสอบเงินในสมุดบัญชี พบว่ามีพอที่จะซื้อชาดีๆได้


   หลินหงป๋อเป็นคนทำธุรกิจ มีเครือข่ายกว้างขวาง เธอจึงขอความช่วยเหลือจากหลินหงป๋อให้ช่วยหาใบชา ต้องเป็นชาที่ดีที่สุด เรื่องราคาไม่ใช่ปัญหา


   หลังมอบเรื่องนี้ให้หลินหงป๋อจัดการ เธอก็วางใจได้เต็มที่ จึงทุ่มเทให้กับการเรียนอย่างเต็มที่


   ผลการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับมัธยมปลายได้ประกาศออกมาแล้ว โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดสร้างชื่อเสียงอย่างมาก ทำให้ผู้คนในเมืองซิงเฉิงต่างพากันสอบถามเกี่ยวกับโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ด แม้แต่ผู้ปกครองที่เคยดูถูกโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดก็พากันมาที่โรงเรียน


   สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ แต่เดิมเวลาโรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดจัดประชุมผู้ปกครอง หนึ่งห้องมีผู้ปกครองมาสามสี่คนก็ถือว่าให้เกียรติมากแล้ว แต่การประชุมผู้ปกครองครั้งนี้ ในห้องเรียนไม่มีที่นั่งว่างเลย เกือบทุกคนผู้ปกครองของนักเรียนมากันหมด


   ทุกคนต่างสอบถามถึงเย่เสี่ยวจิ่น ต่างอยากพบเธอ


   แต่คนพวกนี้คงต้องผิดหวังแน่ๆ


   ช่วงนี้เย่เสี่ยวจิ่นนอกจากกินข้าวนอนหลับแล้ว เวลาที่เหลือก็อยู่แต่ในห้องสมุด ซึ่งห้องสมุดนี้นักเรียนที่ไม่ได้อยู่โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดจะไม่มีสิทธิ์เข้าไปได้


   แม้แต่นักเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดเองก็ต้องมีบัตรผ่านถึงจะเข้าไปได้


   เนื่องจากหลิวเยว่และหลินจิงท้องแก่แล้ว ส่วนหลี่ชุ่ยชุ่ยก็ไม่ว่าง เย่เสี่ยวจิ่นเลยไม่ให้พวกหล่อนมา การประชุมผู้ปกครองของเย่เสี่ยวจิ่นจึงมีหลินหงป๋อมาเข้าร่วมแทน


   อู๋เหม่ยฉีชมเธอต่อหน้าเขาอย่างยาวนาน จนหลินหงป๋อได้แต่อึ้งไปหมด


   เขารู้ว่าเย่เสี่ยวจิ่นฉลาด แต่ไม่คิดว่าเธอจะเก่งขนาดนี้ที่โรงเรียน


   ทุกวิชาได้คะแนนเกือบเต็ม


   เธอเพิ่งอยู่มัธยมปลายปีหนึ่ง แต่ทำข้อสอบของมัธยมปลายปีสามก็ยังได้คะแนนเกือบเต็ม


   นี่ยังเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่า


   หลังจากเข้าร่วมประชุมผู้ปกครองเสร็จ หลินหงป๋อทั้งคนดูเหมือนจะเคลิ้มไปหมด กระทั่งกลับถึงบ้าน จี้เหม่ยอวี้เห็นเขาใจลอย เลยบิดหูเขาสองที "คิดอะไรอยู่ ถึงได้เหม่อขนาดนี้"


   หลินหงป๋อได้สติ จูงจี้เหม่ยอวี้ไปนั่งที่โซฟา พูดช้าๆว่า "เมื่อก่อนผมคิดว่าเย่เสี่ยวจิ่นแค่ฉลาดนิดหน่อย ไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะฉลาดเกินคาด"


   เขาเล่าเรื่องที่อู๋เหม่ยฉีพูดกับเขาที่โรงเรียนให้จี้เหม่ยอวี้ฟังอีกรอบ


   "แต่ก่อนคิดว่าจิงจิงแต่งเข้าตระกูลเย่เป็นการแต่งต่ำกว่าฐานะ แต่ตอนนี้ดูแล้ว บางทีอีกไม่กี่ปี ฐานะของตระกูลเย่อาจจะสูงกว่าบ้านเราก็ได้"


   ตอนแรกพวกเขาไม่ค่อยพอใจเย่ฉางอันในฐานะลูกเขยเท่าใด


   แม้ว่าจะมีหน้าตาดี และเป็นคนมุ่งมั่น แต่ก็เป็นคนมาจากชนบท ทั้งยังไม่มีความรู้มากนัก เมื่อเทียบกับหลินจิงแล้วก็เหมือนฟ้ากับดิน


   แต่จะทำอย่างไรได้ เมื่อหลินจิงบอกว่าถ้าไม่ใช่เย่ฉางอันก็จะไม่แต่งงานกับใคร


   พวกเขาในฐานะพ่อแม้จะไม่พอใจ แต่ก็หวังจะทำตามใจลูกสาว


   พวกเขามีหลินจิงเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว ปกติก็ตามใจจนเคยตัว ไม่อยากเห็นหล่อนเสียใจ


   ไม่นึกว่าเวลาผ่านไปไม่นาน พวกเขาก็เปลี่ยนความคิดที่มีต่อตระกูลเย่ไปโดยสิ้นเชิง


   การแต่งงานกับตระกูลเย่ช่างเป็นการตัดสินใจที่ดีจริงๆ


   ขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่นั้น ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น


   หลินหงป๋อไปเปิดประตู ที่หน้าประตูมีชายคนหนึ่งยืนอยู่ เป็นเพื่อนของเขา


   "เหล่าหลิน นายไม่ได้อยากได้ใบชาหรอกเหรอ? นี่เป็นชาที่ฉันเอามาจากซูโจวกับหางโจว เป็นชาใหม่ปีนี้ รับรองคุณภาพเยี่ยมแน่นอน"


   ในมือของเขาถือกล่องของขวัญที่ดูมีน้ำหนักอยู่


   "ดีจังเลย พอดีฉันกำลังกังวลว่ายังหาใบชาดีๆไม่ได้ แล้วนายก็เอามาให้พอดี"


   "วันนี้ฉันเพิ่งกลับมาที่เมืองซิงเฉิง ได้ยินว่านายต้องการชา ก็เลยรีบมาที่นี่เลย ยังไม่ได้กลับบ้านด้วยซ้ำ"


   ทั้งสองคนคุยกันไป หลินหงป๋อดูคุณภาพของใบชา เห็นว่าดีจริงๆจึงเก็บใบชาไว้


   ชานั้นเป็นชาคุณภาพดีจริงๆ แต่ก็แพงจริงๆด้วย


   เย่เสี่ยวจิ่นยื่นสมุดบัญชีให้หลินหงป๋อ บอกให้เขาซื้อชาที่ดีที่สุด


   หลินหงป๋อใช้เงินซื้อชาไปหลายพันหยวน แล้วเก็บมันไว้อย่างระมัดระวัง


   "ไม่รู้เหมือนกันว่าเสี่ยวจิ่นซื้อชาแพงขนาดนี้ไปทำอะไร"


   จี้เหม่ยอวี้พึมพำ


   หลินหงป๋อร้องโอ๊ย แล้วตบหัวตัวเอง "ที่รัก ผมยังไม่ได้บอกคุณเหรอ?"


   "มะรืนนี้ก็เป็นงานวันเกิดคุณปู่เฉิงแล้วไง เสี่ยวจิ่นซื้อชาไปเป็นของขวัญวันเกิดให้คุณปู่เฉิง"


   ธุรกิจของตระกูลหลินในเมืองซิงเฉิงก็ถือว่าใหญ่โตพอสมควร


   แต่การจะไปร่วมงานวันเกิดคุณปู่เฉิงนั้น พวกเขาไม่มีคุณสมบัติพอ


   จี้เหม่ยอวี้มองหลินหงป๋อด้วยความตกตะลึง คิดว่าตัวเองได้ยินผิดไป "คุณว่าอะไรนะ? เสี่ยวจิ่นจะไปร่วมงานวันเกิดคุณปู่เฉิงเหรอ?"


   "ใช่แล้ว" หลินหงป๋อรู้สึกภูมิใจในใจ "ผมเพิ่งรู้เหมือนกันว่าเฉิงซิงไห่รับเย่เสี่ยวจิ่นเป็นศิษย์ วิชาความรู้ทั้งหมดที่เขามี ก็ถ่ายทอดให้เย่เสี่ยวจิ่นหมดแล้ว"


   "ช่วงนี้เย่เสี่ยวจิ่นถึงได้ยุ่งขนาดนี้ ก็เพราะกำลังยุ่งอยู่กับการเรียนรู้สิ่งที่เฉิงซิงไห่สอนให้หล่อนนี่แหละ"


   คราวนี้จี้เหม่ยอวี๋ถึงกับตกตะลึง


   เย่เสี่ยวจิ่นอายุยังน้อยแค่นี้ แต่กลับมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตระกูลเฉิงถึงขนาดนี้แล้ว!



 บทที่ 519: เพิ่มความสนิทสนมกันหรือ?!



   ในที่สุดก็ถึงวันงานฉลองวันเกิดของคุณปู่ตระกูลเฉิง


   งานฉลองวันเกิดของคุณปู่เฉิงถือว่าเป็นงานที่รวมบรรดาผู้มีอิทธิพลมากมาย เกือบครึ่งของคนสำคัญในเมืองซิงเฉิงต่างมาร่วมงาน


   ไม่เพียงแต่คนจากเมืองซิงเฉิง แม้แต่คนจากปักกิ่งก็มาร่วมงานไม่น้อย


   คฤหาสน์เก่าของตระกูลเฉิงแต่เดิมเป็นที่พำนักของราชวงศ์ คุณย่าตระกูลเฉิงมีความสัมพันธ์กับราชวงศ์ และอาศัยอยู่ในคฤหาสน์นี้มาตั้งแต่เด็ก


   ต่อมาตอนที่คุณย่าเฉิงยังมีชีวิตอยู่ นางก็ชอบพำนักที่เมืองซิงเฉิง คุณปู่เฉิงจึงทุ่มเงินจำนวนมากซื้อคฤหาสน์หลังนี้ไว้


   คฤหาสน์เก่าของตระกูลเฉิงใหญ่กว่าคฤหาสน์ตระกูลเย่ถึงสามสี่เท่า


   แม้จะมีคนมามากมายขนาดนี้ แต่ก็ไม่รู้สึกแออัดเลยแม้แต่น้อย


   เฉิงซิงไห่ไม่ชอบการเข้าสังคมในงานแบบนี้มาตลอด เขาจึงออกจากคฤหาสน์เก่าตั้งแต่เช้า เขาเดินเตร่อยู่ข้างนอกนานมาก ก่อนจะไปรับเย่เสี่ยวจิ่น


   เย่เสี่ยวจิ่นกำลังเดินออกมาจากห้องสมุด เตรียมจะถือของขวัญไปที่บ้านสกุลเฉิง


   แต่ไม่คิดว่าพอออกมาก็เห็นเฉิงซิงไห่ยืนรออยู่หน้าห้องสมุด


   "ทำไมคุณมาที่นี่?"


   "มารับเธอ" เฉิงซิงไห่พูด "วันนี้ที่บ้านฉันมีคนมาเยอะ ฉันกลัวเธอจะไม่ชิน"


   เย่เสี่ยวจิ่นเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว จ้องมองใบหน้าของเฉิงซิงไห่อย่างไม่ละสายตา


   เธอไม่ยอมละสายตาไปไหน


   เฉิงซิงไห่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "ยังไง รู้สึกว่าอาจารย์ของเธอหล่อเกินไปจนหลงใหลหรือไง?"


   ชิ!


   เย่เสี่ยวจิ่นสบถในใจพลางหัวเราะคิกคัก


   เธอพูดอย่างระแวง "เฉิงซิงไห่ ฉันรู้สึกว่าที่คุณดีกับฉันขนาดนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังแน่ๆ บอกมาสิ คุณมีจุดประสงค์อะไรกันแน่?"


   ดวงตาง่วงงุนของเฉิงซิงไห่ฉายแววขบขัน


   "เธอรู้ตัวแล้วสินะ"


   อ้าว มีจริงๆด้วย


   เฉิงซิงไห่โน้มตัวไปข้างหน้า ยิ้มมุมปาก "เสี่ยวจิ่น อาจารย์ดีกับเธอเป็นพิเศษใช่ไหม?"


   เย่เสี่ยวจิ่นได้ยินคำพูดนั้นก็เหมือนสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นในสมอง เธอพูดอย่างระวังตัว "ก็พอไปได้นะ แล้วคุณจะพูดอะไรต่อ?"


   "ก็นะ" น้ำเสียงของเฉิงซิงไห่ทอดยาว แฝงความหมายชวนให้หลงใหล "ถ้าความสัมพันธ์ของพวกเราสนิทกันมากขึ้นไปอีก จะไม่ยิ่งสมบูรณ์แบบหรอกหรือ?"


   เย่เสี่ยวจิ่นกอดแขนตัวเอง มองเขาด้วยความตกใจกลัว


   "เฉิงซิงไห่! ฉันยังเป็นแค่เด็กอยู่เลย!"


   เฉิงซิงไห่: "......"


   "เดี๋ยวก่อน"


   เย่เสี่ยวจิ่นหัวเราะพลางลดแขนลง ทำท่าทางราวกับว่า "ฉันรู้แล้ว"


   "ฉันน่าจะคิดได้ตั้งนานแล้วว่าคุณกำลังคิดอะไรกับเย่จู๋"


   เธอหัวเราะเบาๆ แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าจริงจังขึ้นมา น้ำเสียงก็เคร่งขรึมมาก


   "เฉิงซิงไห่ คุณคิดดีแล้วหรือ เย่จู๋เป็นแค่สาวชนบทธรรมดา ธรรมดาคนหนึ่ง ไม่เหมือนกับพวกคุณหรอก"


   "ครอบครัวแบบคุณไม่มีทางยอมรับสาวชนบทแน่นอน"


   จริงๆแล้ว เย่เสี่ยวจิ่นคิดไม่ออกเลยว่าเฉิงซิงไห่เห็นอะไรดีในเย่จู๋


   ไม่ใช่ว่าเธอกำลังพูดถึงเย่จู๋ในแง่ลบ


   แต่มันคือความจริง


   หากมองที่รูปร่างหน้าตา เย่จู๋ไม่ได้งดงามโดดเด่นอะไร เมื่อเทียบกับเฉิงซิงไห่ที่เติบโตมาในเมืองซิงเฉิงที่เต็มไปด้วยสาวสวย หล่อนคงถูกกลืนหายไปกับฝูงชน


   แถมทั้งสองคนก็ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์อะไรกัน


   เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกสงสัยว่าเฉิงซิงไห่ชอบอะไรในตัวหล่อนกันแน่


   ใจจริงแล้วเย่เสี่ยวจิ่นไม่อยากให้เฉิงซิงไห่ไปยุ่งกับเย่จู๋


   เย่จู๋เป็นคนดื้อรั้น อีกทั้งยังเคยถูกหลี่กุ้ยฮวาและเย่เหวินชางปฏิบัติแบบนั้นมา จิตใจหล่อนจึงเปราะบางมาก


   แม้ปกติจะดูเข้มแข็ง แต่ก็มีฟางข้าวเส้นสุดท้ายที่จะทำให้อูฐล้มได้


   เย่เสี่ยวจิ่นไม่อยากให้มีฟางข้าวเส้นนั้นปรากฏขึ้น


   เฉิงซิงไห่เงียบไปครู่หนึ่ง "เรื่องพวกนี้ฉันจะจัดการเอง"


   "หมายความว่าคุณไม่คิดจะยอมแพ้?"


   เฉิงซิงไห่ยิ้ม "จะยอมแพ้ได้ยังไง"


   เรื่องที่เขาตั้งใจจะทำ เย่เสี่ยวจิ่นก็ห้ามไม่ได้


   ถอนหายใจแล้วพูด "ฉันไม่ห้ามคุณหรอก แต่ถ้าวันไหนคุณทำให้เย่จู๋เจ็บ ฉันจะแอบเข้าบ้านคุณตอนกลางคืนแล้วซ้อมคุณให้เละ!"


   เฉิงซิงไห่หัวเราะพรืด "ถ้าถึงวันนั้นจริงๆ ฉันจะรอให้เธอมาซ้อม"


   "ดังนั้นเสี่ยวจิ่นเอ๋อร์ ฉันอยากขอความช่วยเหลือจากเธอหน่อย..."


   "ว่ามาสิ"


   "เย่จู๋กำลังจะเรียนจบและสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วไม่ใช่หรือ? ให้หล่อนสมัครมหาวิทยาลัยที่เมืองซิงเฉิงสิ"


   เย่เสี่ยวจิ่นปฏิเสธทันทีโดยไม่ต้องคิด "ฉันไม่ทำ"


   ความจริงเย่จู๋ก็ตั้งใจจะมาเรียนที่เมืองซิงเฉิงอยู่แล้ว


   "ฉันไม่ได้ห้ามหล่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันจะช่วยผลักดันเย่จู๋ลงนรก"


   เฉิงซิงไห่ไม่พอใจเคาะหัวเย่เสี่ยวจิ่นทีหนึ่ง "เด็กคนนี้ พูดอะไรออกมา นี่มันจะเรียกว่านรกได้ยังไง"


   เย่เสี่ยวจิ่นหัวเราะเยาะเบาๆ มองเขาโดยไม่พูดอะไร


   เฉิงซิงไห่สบตากับเธอสองวินาที ก่อนจะยอมแพ้ก่อน "ก็ได้ ฉันจะหาทางเอง"


   "ยัยเด็กเนรคุณ อาจารย์รักเธอเสียเปล่าจริงๆ"


   มุมปากของเย่เสี่ยวจิ่นกระตุกเล็กน้อย พูดอย่างยากลำบาก "เฉิงซิงไห่ น้ำเสียงที่คุณพูดกับฉันแบบนี้ ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนคุณเป็นคนแก่อายุแปดสิบแล้ว"


   เฉิงซิงไห่ส่งสายตาเจ้าชู้ให้เย่เสี่ยวจิ่น "ถ้าอาจารย์แก่อายุแปดสิบแล้วยังมีหน้าตาแบบนี้ ฉันต้องขอบคุณเสี่ยวจิ่นเอ๋อร์แน่ๆ"


   เมื่อคนคนนี้ไม่ง่วงนอน ทั้งตัวก็ดูจะเหลวไหลไปหมด


   คฤหาสน์ตระกูลเฉิง


   จู่ๆ คุณปู่เฉิงก็รู้สึกสนใจการคัดอักษรขึ้นมา จึงจัดโต๊ะเขียนหนังสือไว้ในลานบ้าน ให้พวกคนหนุ่มสาวมาเขียนตัวอักษร


   มาถึงวัยนี้แล้ว ปกติท่านก็ไม่มีงานอดิเรกอะไร มีแค่ชอบเขียนตัวอักษรกับดื่มชา


   พอเห็นว่ามีคนรุ่นหลังมามากมาย ก็เกิดความสนใจขึ้นมา จึงให้คนยกโต๊ะใหญ่มาตัวหนึ่ง ให้คนรุ่นหลังผลัดกันเขียนตัวอักษร แล้วท่านจะวิจารณ์ให้


   คุณปู่เฉิงเป็นคนอัธยาศัยดี เข้ากับคนง่าย คนรุ่นหลังก็ชอบท่าน ดังนั้นจึงทำตามใจท่าน


   ตอนที่เฉิงซิงไห่กับเย่เสี่ยวจิ่นมาถึงคฤหาสน์ ในมือของคุณปู่เฉิงก็ถือตัวอักษรที่เขียนเสร็จแล้วเป็นปึกหนึ่ง


   "ตอนนี้คนหนุ่มสาวที่ตั้งใจฝึกเขียนตัวอักษรได้นั้นมีน้อยเหลือเกิน"


   คุณปู่เฉิงถอนหายใจอย่างผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ดุด่าคนรุ่นหลังที่เขียนไม่ดี


   แค่บอกให้พวกเขาฝึกฝนให้มากขึ้นในยามว่าง


   เจียงซวี่ก็ถูกลากมาเขียนตัวอักษรสองสามตัว


   ปกติเขาทำแต่ 'งานหยาบ' จะไปทำงานละเอียดอย่างการเขียนตัวอักษรได้อย่างไร เขียนออกมาได้แค่ไม่กี่ตัวก็คดเคี้ยวไปหมด ทำเอาคุณปู่เฉิงโกรธจนคว้าไม้เท้าฟาดใส่ตัวเขาทันที


   เจียงซวี่ทั้งร้องทั้งหลบ "คุณปู่เฉิงครับ! บอกว่าเขียนไม่ดียังไงก็ไม่เป็นไรไม่ใช่หรือ ทำไมถึงตีแค่ผมคนเดียวล่ะครับ!"


   คุณปู่เฉิงจ้องเขาด้วยความโกรธ "ไอ้เด็กบ้านี่ยังกล้ามาพูดอีก ตอนเด็กๆ ฉันจับมือสอนเธอด้วยตัวเองนะ แล้วเธอยังเขียนออกมาได้แบบนี้!"


   "คิดว่าสมควรโดนตีไหมล่ะ?"


   เจียงซวี่หยุดชะงัก ยกมือป้องหัว มองคุณปู่เฉิงด้วยสายตาน่าสงสาร "งั้นคุณปู่ช่วยตีเบาๆหน่อยนะครับ"


   คุณปู่เฉิงยกไม้เท้าขึ้น ท่าทางดูน่ากลัว แต่กลับตีลงบนไหล่เขาเบาๆ


   "โตป่านนี้แล้ว ยังมาเล่นกับคุณปู่อีก"


   เย่เสี่ยวจิ่นไม่คิดว่าจะได้เห็นภาพแบบนี้


   แต่เดิมเธอคิดว่าเจียงซวี่เป็นคนเย็นชา เข้าถึงยาก ไม่คิดว่าจะมีด้านที่เป็นเด็กแบบนี้ด้วย


   เฉิงซิงไห่ยืนอยู่ข้างๆ ก่อนจะเอ่ยปาก "คุณปู่ครับ ผมกลับมาแล้ว"


   คุณปู่เฉิงได้ยินเสียง หันมามองทางนี้ สายตาตกอยู่ที่เฉิงซิงไห่สองวินาที ก่อนจะเลื่อนไปมองที่เย่เสี่ยวจิ่น


   เขาอยู่ในเมืองซิงเฉิง ย่อมได้ยินเรื่องของเย่เสี่ยวจิ่นมาบ้าง


   วันนี้ได้พบกันครั้งแรก เห็นเด็กคนนี้มีแววตาใสซื่อ บริสุทธิ์ ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยพลัง ดูแล้วทำให้รู้สึกชื่นใจ



 บทที่ 520: ลำดับอาวุโสวุ่นวาย



   คุณปู่เฉิงที่อายุปูนนี้แล้ว ก็ไม่มีงานอดิเรกอะไรมากนัก นอกจากชอบแกล้งรังแกคนรุ่นหลัง


   เห็นเฉิงซิงไห่กับเย่เสี่ยวจิ่นมาเยี่ยม จึงโบกมือเรียกทั้งสองคนเข้าไปหา


   "ซิงไห่ หยิบพู่กันมา เขียนตัวอักษรสักหน่อย"


   เฉิงซิงไห่ไม่มีพรสวรรค์ด้านการเขียนพู่กัน แต่อย่างน้อยก็เติบโตมากับคุณปู่เฉิงตั้งแต่เด็ก ซึมซับมาบ้างจนพอเขียนได้


   อย่างน้อยก็ยังดูดีกว่าตัวอักษรบิดเบี้ยวของเจียงซวี่


   เฉิงซิงไห่ส่งเสียงรับคำ หยิบกระดาษและพู่กันมาเขียนตัวอักษรสี่ตัว "ยืนยงดั่งขุนเขาทางใต้"


   ตัวอักษรของเขาก็เหมือนกับตัวคน แฝงไปด้วยความเกียจคร้าน


   ดูอ่อนปวกเปียกไม่มีพลัง


   คุณปู่เฉิงไม่ได้ลำเอียง ตบไหล่เขาเช่นกัน แกล้งทำโกรธ "ออกไปข้างนอกอย่าบอกใครนะว่าเป็นหลานฉัน เขียนหนังสือแบบนี้น่าอายจริงๆ"


   ทุกคนรอบข้างอดขำไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาร้าย


   เจียงซวี่ดีใจในความโชคร้ายของคนอื่น เอาศอกกระทุ้งเฉิงซิงไห่ "อยู่บ้านโดนคุณปู่เฉิงดุบ่อยสินะ?"


   เฉิงซิงไห่เหลือบตามองเขาที "พวกเราเหมือนกันนั่นแหละ"


   ผู้อาวุโสตระกูลเจียงก็ประมาณนี้เหมือนกัน


   คุณปู่เฉิงมองมาที่เย่เสี่ยวจิ่น เมื่อเห็นว่าเป็นเด็กผู้หญิงอายุยังน้อย น้ำเสียงจึงอ่อนโยนลงมาก ราวกับกลัวจะทำให้เด็กสาวตกใจ


   "เสี่ยวจิ่นใช่ไหม มานี่ ลองมาเขียนตัวอักษรสักหน่อยสิ"


   "ให้คุณปู่ดูหน่อยว่าหนูเขียนเป็นยังไง"


   คนส่วนใหญ่รอบข้างไม่รู้จักเย่เสี่ยวจิ่น แต่เมื่อเฉิงซิงไห่พามาเอง พวกเขาก็ไม่กล้าดูถูก ต่างจ้องมองเธอด้วยความอยากรู้อยากเห็น


   ภายใต้สายตามากมายที่จับจ้อง เย่เสี่ยวจิ่นก็ไม่ได้ประหม่าแต่อย่างใด เธอส่งถุงของขวัญในมือให้กับคนรับใช้ที่อยู่ข้างๆ


   คุณปู่เฉิงเพิ่งสังเกตเห็นว่าเธอนำของขวัญมาด้วย


   ท่านดูดีใจ "นี่เอามาให้คุณปู่หรือ?"


   เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มหวานพลางพยักหน้า "ไม่รู้ว่าคุณปู่เฉิงจะชอบไหมนะคะ"


   "ชอบสิ ชอบ" คุณปู่เฉิงรีบตอบ "แค่หนูมีน้ำใจแบบนี้ คุณปู่ก็ดีใจมากแล้ว"


   เขาไม่ได้ถือตัวอะไรเลย เหมือนชายชราทั่วๆไปตามบ้านธรรมดา


   เย่เสี่ยวจิ่นที่ก่อนหน้านี้ยังกังวลว่าตระกูลเฉิงจะมีกฎระเบียบมาก ตอนนี้รู้สึกผ่อนคลายลง


   สบายใจขึ้นมาก


   รอยยิ้มของเธอดูจริงใจมากขึ้น


   คุณปู่เฉิงชอบดวงตาที่ใสกระจ่างและบริสุทธิ์ ไม่มีความปรารถนาที่น่ารังเกียจใดๆแฝงอยู่คู่นั้นของเย่เสี่ยวจิ่น


   เขาโบกมือเรียกเย่เสี่ยวจิ่น จุ่มหมึกให้เธอด้วยตัวเอง แล้วส่งพู่กันให้


   "เธอเขียนตัวอักษรสี่ตัวว่า 'โชคดีดั่งทะเลตะวันออก' พอดีจะได้เป็นคู่กับตัวอักษรสี่ตัวของซิงไห่" คุณปู่เฉิงสอนให้เย่เสี่ยวจิ่นเขียนตามคำบอก เพราะกลัวว่าเธอจะประหม่าเกินไป


   เย่เสี่ยวจิ่นรับพู่กันมา


   ก้มมองกระดาษขาวบนโต๊ะเขียนหนังสือ แล้วเหม่อลอยไปชั่วขณะ


   แต่แล้วก็ได้สติกลับมา พู่กันค่อยๆแตะลงบนกระดาษ


   หมึกค่อยๆซึมแผ่ออก


   คุณปู่เฉิงกำลังจะหันไปพูดกับเฉิงซิงไห่สักสองสามประโยค แต่หางตาเหลือบไปเห็นเย่เสี่ยวจิ่นโดยบังเอิญ เขาถูกบรรยากาศที่เปลี่ยนไปของเธอดึงดูดความสนใจ


   มองเธอด้วยความประหลาดใจ


   เมื่อเริ่มเขียนตัวอักษร เย่เสี่ยวจิ่นดูเหมือนจะกลายเป็นคนละคน


   แต่เดิมดูเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆน่ารัก แต่ตอนนี้ท่วงท่าการเขียนของเธอกลับแฝงไปด้วยบรรยากาศของแม่ทัพนำทัพพลนับหมื่น


   คุณปู่เฉิงตกตะลึงอย่างแท้จริง


   เขามองตัวอักษรบนกระดาษอีกครั้ง


   ลายพู่กันแข็งแกร่งและทรงพลัง ไหลลื่นเป็นธรรมชาติ เขียนอย่างต่อเนื่องในคราวเดียว


   ผู้เฒ่าเฉิงไม่ได้ส่งเสียง เขาสะกิดแขนของเฉิงซิงไห่ แล้วถามเสียงเบาว่า "หลานไปหาเด็กสาวที่เขียนตัวอักษรได้ดีขนาดนี้มาจากไหน ทำไมไม่พามาให้คุณปู่เจอเร็วกว่านี้"


   น้ำเสียงฟังดูน้อยใจ


   เฉิงซิงไห่ก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน


   "คุณปู่ครับ ผมก็เพิ่งเห็นเย่เสี่ยวจิ่นเขียนอักษรพู่กันเป็นครั้งแรกเหมือนกัน"


   ผู้เฒ่าเฉิงถือไม้เท้า จ้องมือของเย่เสี่ยวจิ่นไม่กะพริบ ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง


   สองนาทีต่อมา เย่เสี่ยวจิ่นวางพู่กันลง บรรยากาศอันเฉียบคมเมื่อครู่หายวับไปในพริบตา


   เธอหยิบกระดาษขาวขึ้นมา เป่าเบาๆ มองดูสองสามครั้ง รู้สึกไม่ค่อยพอใจ


   เธอไม่ได้ฝึกเขียนตัวอักษรมานานแล้ว จึงเริ่มเขียนไม่คล่อง


   คนรอบข้างเห็นสีหน้าของผู้เฒ่าเฉิง ก็เริ่มยกยอปอปั้น


   "ไม่นึกเลยว่าเด็กสาวที่ดูบอบบางอ่อนหวาน จะเขียนตัวอักษรได้ทรงพลังขนาดนี้"


   "ใช่แล้ว ถ้าไม่ได้เห็นกับตาตัวเอง ฉันคงคิดว่าเป็นฝีมือของอาจารย์ท่านใดท่านหนึ่งเขียนเลยทีเดียว"


   เย่เสี่ยวจิ่นวางตัวอักษรที่เขียนเสร็จแล้วกลับลงบนโต๊ะ ยิ้มพลางถอยไปด้านข้าง


   คุณปู่เฉิงเดินเข้าไป หยิบตัวอักษรขึ้นมา ชื่นชมอย่างใกล้ชิดอยู่พักใหญ่ รอยยิ้มที่มุมปากยิ่งลึกขึ้น


   จู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า "เสี่ยวจิ่น หนูอยากจะเรียนการเขียนอักษรกับปู่ต่อไหม?"


   เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา บริเวณรอบข้างก็เงียบลงในทันที


   ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของทุกคน


   ผ่านไปหลายวินาที แม้แต่เฉิงซิงไห่ก็ยังรู้สึกประหลาดใจ


   ความหมายของคำพูดคุณปู่คือ จะรับเย่เสี่ยวจิ่นเป็นศิษย์งั้นหรือ?


   ...แบบนี้ไม่ได้นะ!


   เฉิงซิงไห่รีบปฏิเสธ "คุณปู่ครับ ให้เย่เสี่ยวจิ่นเรียนการเขียนอักษรกับคุณปู่ได้ แต่คุณปู่จะรับเธอเป็นศิษย์ไม่ได้นะครับ"


   แต่เดิมคุณปู่เฉิงไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ แต่พอเฉิงซิงไห่พูดแบบนี้ เขากลับนึกขึ้นได้


   รู้สึกไม่พอใจ จ้องเขาด้วยสายตาดุ "ทำไมจะไม่ได้ล่ะ? เสี่ยวจิ่นดูก็รู้ว่าเป็นเด็กที่มีแววดี ปู่ไม่ได้เจอตัวเลือกที่น่าพอใจขนาดนี้มานานแล้ว"


   ผู้คนรอบข้างต่างพากันสูดลมหายใจเฮือกใหญ่


   คุณปู่เฉิงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการคัดลายมือที่มีชื่อเสียงในเมืองซิงเฉิง และเป็นบุคคลสำคัญในสมาคมคัดลายมือของเมืองซิงเฉิง


   คนเหล่านี้ก็เคยมีลูกหลานที่ได้รับคำชมจากเขา แต่เขาไม่เคยพูดถึงเรื่องรับศิษย์กับคนรุ่นหลังคนไหนมาก่อนเลย


   ต้องรู้ไว้ว่า หากได้เป็นศิษย์ของคุณปู่เฉิง นั่นก็เท่ากับได้ก้าวเข้าสู่สมาคมคัดลายมือโดยตรง


   ขณะที่ทุกคนกำลังแปลกใจอยู่ในใจ วินาทีถัดมา เฉิงซิงไห่ก็ทำให้พวกเขาช็อกยิ่งกว่าเดิม


   "เพราะผมรับเย่เสี่ยวจิ่นเป็นศิษย์ไปแล้ว ถ้าคุณปู่รับหล่อนเป็นศิษย์อีก มันจะทำให้ลำดับอาวุโสวุ่นวายนะครับ"


   ผู้คนรอบข้างต่างพากันงุนงง


   หลัวเจี้ยนไป่ที่ยืนอยู่ข้างๆ มองปฏิกิริยาของทุกคนแล้วคิดในใจว่า ในที่สุดก็ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่ต้องตกใจ


   ดูพวกนี้สิ ยังไม่หายช็อกเลย ยังไม่เท่าเขาเลย


   คุณปู่เฉิงไม่คิดเลยว่าศิษย์ที่อุตส่าห์ถูกใจจะถูกหลานชายตัวเองชิงตัวไปเสียก่อน โกรธจนหนวดกระตุก ตาเขียวปั้ด


   "ไอ้เด็กนี่ แกจะมาแย่งคนกับปู่ทำไม!"


   "ผมไม่สนครับ"


   "เสี่ยวจิ่น หนูได้ทำพิธีรับศิษย์กับเฉิงซิงไห่แล้วหรือ?"


   พิธีรับศิษย์หรือ?


   "ยังไม่ทำค่ะ" เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหน้าอย่างจริงใจ สายตาสบกับเฉิงซิงไห่


   อีกฝ่ายมองมาด้วยสายตาเหมือนจะบอกว่า "เธอกล้าทรยศฉัน"


   เย่เสี่ยวจิ่น: "...."


   "ยังไม่ได้ทำพิธีรับศิษย์สินะ" เมื่อได้ยินคำพูดนั้น คุณปู่เฉิงก็ยิ้มออกมา เคาะไม้เท้าลงบนพื้นสองครั้ง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม


   "ถ้ายังไม่ได้ทำพิธีรับศิษย์ก็ยังไม่นับว่าเป็นศิษย์"


   "ไอ้หนู อย่ามาแย่งคนกับปู่สิ วิชาแค่นั้นของเธอไม่ต้องรับเป็นศิษย์ก็สอนให้เด็กคนนี้ได้"


   แม้เฉิงซิงไห่จะไม่ค่อยพอใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร


   เขารู้ดีว่าคุณปู่อยากหาศิษย์ที่ถูกใจมานานแล้ว นี่เป็นความปรารถนาเดียวของท่าน ในฐานะหลานชาย เขาย่อมไม่อาจแย่งคนกับปู่ของตัวเองจริงๆ


   "ปู่ครับ ถ้าจะให้ผมยกเย่เสี่ยวจิ่นให้คุณปู่ก็ได้นะ" เขาหยุดชั่วครู่ ยิ้มเหมือนจิ้งจอก "แต่คุณปู่ต้องให้ผลประโยชน์อะไรผมบ้างนะ?"


   "ไม่งั้นผมคงไม่ยอมยกเสี่ยวจิ่นเอ๋อร์ให้หรอก"


   "เอาล่ะ กล้ามาต่อรองกับปู่แล้วสินะ" คุณปู่เฉิงแค่นเสียง "เธออยากได้อะไร?"


   "ผมไม่มีอะไรที่อยากได้หรอก" เฉิงซิงไห่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดว่า "ไม่เอาดีกว่า ให้คุณปู่มอบสิ่งดีๆนี่ให้เสี่ยวจิ่นแทนเถอะ"


   ทุกคนต่างพากันอึ้งงัน


   เย่เสี่ยวจิ่นเป็นใครกันแน่ ถึงได้ทำให้ปู่หลานตระกูลเฉิงแย่งกันมอบสิ่งดีๆให้เธอแบบนี้?!



จบตอน

Comments