paopao ep6-10

  บทที่ 6: รางวัลระดับสูง!

   

   “จิ่นเป่า ลูกอยู่เฝ้าบ้านนะ แม่จะไปโม่ข้าวสารบ้านป้าสักหน่อย”

   

   “เย็นนี้พวกเรากินข้าวกัน แม่จะไปเก็บผักป่ามาผัดไข่”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยแบกข้าวสาร เตรียมไปบ้านหยางเจวียน

   

   บ้านหยางเจวียนมีโม่หิน สามารถโม่ข้าวสารได้

   

   “ผัดผักป่าใส่ไข่?”

   

   ในที่สุดก็ได้กินข้าวแล้ว

   

   เย่เสี่ยวจินพยักหน้า แล้วเอ่ยเสียงใสว่า “แม่รีบไปเถอะค่ะ”

   

   เมื่อคืนเย่เสี่ยวจินไข้ขึ้น เหงื่อออกมาก เธอจึงต้มน้ำเตรียมอาบน้ำ

   

   ยิ่งไปกว่านั้น เธอแทบจะรอไม่ไหวที่จะรีบสุ่มรางวัลแล้ว

   

   เธอไม่น่าจะโชคร้ายตลอดไป แล้วต้องอาศัยโชคช่วยแบบนี้ไปเรื่อยๆหรอกนะ?

   

   เวลานั้น หยางเจวียนกำลังกินข้าวกลางวันที่บ้านกับสามี และพูดคุยกันถึงเรื่องในสวนผลไม้

   

   “เซี่ยวเยว่คนนั้นตั้งใจหาเรื่องชุ่ยชุ่ยชัดๆ พวกเราทุกคนรู้กันดีว่าชุ่ยชุ่ยเป็นคนขยันทำงานที่สุด ใครบ้างจะไม่มีเรื่องต้องทำ?”

   

   “คุณว่าที่เป็นแบบนี้เพราะหล่อนตั้งใจไม่มาทำงานหรือเปล่า?”

   

   “คนอื่นเขาก็เป็นแม่ม่ายลูกติด จะมาแกล้งชุ่ยชุ่ยแบบนี้ได้ยังไง น่าเกลียดจริงๆ!”

   

   สามีของหยางเจวียนพยักหน้าเห็นด้วย “แบบนั้นมันไม่ถูก ถึงแม้ว่าครอบครัวของชุ่ยชุ่ยจะเป็นครอบครัวที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้าน แต่ทุกคนในครอบครัวล้วนเป็นคนดี ทั้งขยัน แถมไม่เคยเอาเปรียบใคร ถ้าไม่ใช่เพราะที่บ้านมีคนป่วย ก็คงไม่ลำบากขนาดนี้”

   

   “มีปากท้องในครอบครัวต้องเลี้ยงมากขนาดนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”

   

   หยางเจวียนสงสารชุ่ยชุ่ยจับใจ

   

   สองสามีภรรยากำลังพูดคุยอย่างออกรส

   

   พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา

   

   เซี่ยวเยว่เดินถือกระดาษกับปากกา ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง “พี่หยาง กำลังกินข้าวอยู่เหรอ? ฉันมีเรื่องจะคุยด้วยหน่อย”

   

   “ตอนนี้พี่ว่างไหมคะ?”

   

   หยางเจวียนรีบหยุดพูด แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “หัวหน้าเซี่ยว มีอะไรให้ฉันรับใช้คะ?”

   

   “คือแบบนี้… ปีนี้งานในสวนผลไม้เราน้อยมาก ไม่จำเป็นต้องจ้างคนขี้เกียจ ช่วยเซ็นชื่อตรงนี้หน่อย ฉันจะให้ทางหมู่บ้านย้ายหลี่ชุ่ยชุ่ยออกจากสวนผลไม้ของเราแบบนี้ พวกเราก็จะได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นอีกไง”

   

   “ไม่ต้องให้ตัวขี้เกียจแบบนี้คอยกัดกินผลประโยชน์ แล้วก็บั่นทอนความมุ่งมั่นในการทำงานของเรา”

   

   สีหน้าของหยางเจวียนเปลี่ยนไปในทันที

   

   หยางเจวียนรู้ดีที่สุดว่าสถานการณ์ครอบครัวของชุ่ยชุ่ยเป็นอย่างไร ถ้าชุ่ยชุ่ยไม่ได้ทำงานในสวนผลไม้ หล่อนจะไปทำอะไรได้อีก?

   

   ไปทำงานหนักเหมือนผู้ชายงั้นเหรอ? นั่นมันลำบากเกินไปแล้ว

   

   “หัวหน้าเซี่ยว ฉันรู้ว่าช่วงนี้ชุ่ยชุ่ยทำตัวไม่ค่อยดี”

   

   “ฉันจะบอกให้หล่อนไปขอโทษคุณ อย่าย้ายหล่อนออกไปเลยนะ”

   

   เซี่ยวเยว่ขมวดคิ้ว พึมพำเบาๆสองที “พี่หมายความว่า ฉันจงใจหาเรื่องหลี่ชุ่ยชุ่ยอย่างนั้นเหรอ?”

   

   สามีของหยางเจวียนรีบดึงไว้

   

   เซี่ยวเยว่คนนี้คิดว่าตัวเองรู้หนังสือมากกว่าคนอื่น จึงไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตา

   

   ถ้าไปทำให้หล่อนขุ่นเคืองขึ้นมา คงได้สวมรองเท้าเล็กแน่

   

   “เซ็นชื่อสิ ฉันไม่พูดหรอก”

   

   แต่หยางเจวียนกลับหัวเราะเยาะอย่างไม่ยินยอม

   

   สามีของหยางเจวียนรีบเดินเข้าไป “ผมเซ็นเอง”

   

   “ห้ามเซ็น!”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยที่แบกข้าวสารมาถึง ก็ได้ยินเสียงดังมาจากหน้าประตู

   

   หล่อนจึงเดินเข้าไปถามว่า “หัวหน้าเซี่ยว ฉันทำอะไรผิดคะ?”

   

   ในใจทั้งน้อยใจและรู้สึกผิด

   

   ตลอดเวลาที่ทำงานในสวนผลไม้ หล่อนมักจะรับงานหนักทุกอย่างโดยไม่เกี่ยง

   

   กระทั่งวันที่หิมะตกหนักก็ยังไปห่อฟางให้ต้นไม้กับคนอื่นด้วย

   

   แต่ตอนนี้กลับถูกมองว่าเป็นคนเกียจคร้าน ถูกผลักไสไล่ส่งให้ไปอยู่ที่อื่น

   

   หล่อนจะไม่เสียใจได้อย่างไร?

   

   เซี่ยวเยว่ไม่คิดว่าหลี่ชุ่ยชุ่ยจะมาตอนนี้ หล่อนทั้งโกรธและอับอาย จึงพูดจาประชดประชันว่า “เธอมาแล้วก็ดี งั้นเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าแล้ว”

   

   ที่จริงเซี่ยวเยว่ไม่ชอบหน้าหลี่ชุ่ยชุ่ยอยู่แล้ว จึงถือโอกาสใช้อำนาจในทางมิชอบ

   

   “ตั้งแต่วันนี้ เธอไม่ต้องมาสวนผลไม้อีกแล้ว”

   

   เซี่ยวเยว่พูดจบก็เดินจากไปทันที

   

   “บ้าอำนาจ แค่เป็นหัวหน้างานเนี่ยนะ ทำเป็นใหญ่” หยางเจวียนโมโห

   

   “ชุ่ยชุ่ย อย่าเสียใจเลย สวนผลไม้ไม่ใช่ของยัยนั่นคนเดียวซะหน่อย!”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่คิดว่าการที่หล่อนอ่อนน้อมถ่อมตน ยอมก้มหน้าก้มตาอดทนมาตลอดในเวลาที่ผ่านมา กลับได้รับผลเป็นแบบนี้

   

   ถ้าเป็นความจำเป็นเพื่อเลี้ยงปากท้องในยามปกติ หล่อนคงต้องไปขอโทษอ้อนวอนอีกฝ่ายแล้ว

   

   หล่อนส่ายหน้า “ช่างเถอะหยางเจวียน อย่าไปขัดใจหล่อนเพราะเรื่องเล็กน้อยของฉันเลย”

   

   หล่อนฝืนยิ้ม “บังเอิญผู้ใหญ่บ้านให้ฉันไปทำงานที่ฟาร์มไก่พอดี ฉันยังมีทางเลือกอยู่”

   

   หยางเจวียนตกตะลึง “ทำงานที่ฟาร์มไก่? นั่นมันงานสบายเลยนะ เรื่องจริงใช่ไหมเนี่ย?”

   

   “จริงสิ”

   

   หยางเจวียนเผยรอยยิ้มออกมา “ดี ดีจริงๆ พอดีเลย ไม่ต้องทำงานที่สวนผลไม้โทรมๆแบบนี้แล้ว ไปที่นั่นดีกว่า”

   

   “ที่สำคัญพอไปทำงานที่ฟาร์มไก่ ช่วงสิ้นปียังได้ไข่ไก่และแม่ไก่เพิ่มอีกด้วย ดีกว่าผลไม้เน่าๆไม่กี่ลูกตั้งเยอะ”

   

   “เธอแบกข้าวเปลือกมานี่คือจะมาตำข้าวใช่ไหม? สามีฉันอยู่พอดี ช่วยได้ ช่วยได้”

   

   “ขอบคุณมากนะ” หลี่ชุ่ยชุ่ยหยิบไข่ต้มสองฟองออกจากกระเป๋า “พวกเธอเอาไปกินนะ”

   

   ไข่ต้มถือเป็นของดี หยางเจวียนจึงรีบปฏิเสธ

   

   แต่หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่ชอบเอาเปรียบคนอื่น ยิ่งไปกว่านั้นการใช้ครกหินตำข้าวยังต้องใช้แรง พวกเขาก็ควรได้รางวัลตอบแทนบ้าง

   

   เย่เสี่ยวจิ่นอาบน้ำที่บ้านเสร็จแล้ว

   

   เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดให้ตัวเอง นั่งบนเก้าอี้ด้วยท่าทางจริงจัง

   

   ครั้งที่แล้วเธอแค่สุ่มเล่นๆ ครั้งนี้ตั้งใจขนาดนี้ ต้องได้ของดีออกมาบ้าง!

   

   เธอมองดูหน้าจอระบบที่อยู่ตรงหน้า แล้วกดสุ่มรางวัล

   

   แสงหลากสีเปล่งประกายรวมตัวกัน ไหลทะลักเข้าสู่บ่อน้ำแห่งการสุ่มรางวัล แสงสีม่วงสว่างวาบขึ้น

   

   [โชคดีมาเยือน ได้รับรางวัลระดับS!]

   

   [ยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับฟาร์มปศุสัตว์เชิงนิเวศ1แห่ง!]

   

   [ระบบจะอัปเกรดคุณภาพดิน ปรับปรุงสายพันธุ์ปศุสัตว์ ทำให้โฮสต์ใช้ความพยายามน้อยที่สุด แต่ได้ผลตอบแทนสูงสุด]

   

   “เริ่มมาก็ได้ฟาร์มเลยเหรอ?” ดวงตาของเย่เสี่ยวจิ่นเป็นประกาย

   

   ในใจเธอตื่นเต้นมาก คราวนี้เธอโชคดีจริงๆ!

   

   ถ้าต้องลงมือสร้างฟาร์มด้วยตัวเอง คงต้องใช้แรงกายและเงินทุนจำนวนมาก

   

   นี่ได้มาแบบไม่ต้องลงทุน ไม่เท่ากับว่าเธอเป็นเจ้าของฟาร์มโดยตรงเลยเหรอ?

   

   ทันใดนั้น เสียงเย็นชาของระบบก็ดังขึ้น

   

   [ตรวจพบว่าระบบยังไม่มีที่ดิน ไม่สามารถอัปเกรดได้ชั่วคราว]

   

   “โหดร้ายมาก!” เย่เสี่ยวจิ่นเบ้ปาก “ดีใจเสียเปล่าเลย ยุคสมัยไหนแล้ว? ยังไม่แบ่งที่ดินอีกเหรอ?”

   

   “ของดีแบบนี้คงต้องเก็บไว้ในโกดังให้ฝุ่นเกาะ”

   

   ระบบเหมือนจะสัมผัสได้ถึงความหดหู่ของเย่เสี่ยวจิ่น [ท่านโฮสต์ อีกสองปีก็จะได้แบ่งที่ดินแล้ว]

   

   พอได้ยินแบบนั้น เด็กน้อยก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้ง

   

   เธออ่านคำอธิบายอย่างละเอียด ฟาร์มแห่งนี้ไม่เพียงแต่อัปเกรดคุณภาพดินได้เท่านั้น แต่ยังสามารถทำได้สารพัดประโยชน์

   

   เพียงลงทุน ไม่ต้องดูแลอะไรเลยด้วยซ้ำ

   

   เรียกได้ว่าเป็น ‘ฟาร์มอัจฉริยะ’ อย่างแท้จริง

   

   “เยี่ยมไปเลย แบบนี้มันดีเกินไปแล้ว”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยแบกข้าวสารกลับมาแล้ว

   

   หล่อนเทข้าวสารลงในโอ่ง “จิ่นเป่า แม่จะออกไปเก็บผักป่า ไปด้วยกันไหม?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า เธอยังต้องออกไปทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมด้วย

   

   เมื่อถึงเวลานั้น เธอจะเลือกภูเขาสักลูก เพื่อสร้างฟาร์มของตัวเอง!

   

   เมื่อมาถึงเชิงเขา เย่เสี่ยวจิ่นมองไปที่ต้นไผ่เล็กๆรายล้อมรอบริมแม่น้ำ เธอเกิดความคิดขึ้นมาทันที

   

   ทันใดนั้น เสียงของระบบก็ดังขึ้น

   

   [สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับลูกไก่ ภารกิจสร้างเล้าไก่ทำการเปิดใช้งาน เมื่อทำภารกิจเสร็จสิ้น รับรางวัลอาหารเสริมคุณภาพสูง100กิโลกรัม]

   

   เดิมทีเย่เสี่ยวจิ่นกังวลว่าถ้าหากฟักลูกไก่ อาหารอาจจะไม่เพียงพอ ทว่าตอนนี้กลับได้สิ่งที่ต้องการพอดี!



   [1] สวมรองเท้าเล็ก หมายถึง การกลั่นแกล้ง หรือชอบใช้อำนาจข่มเหงคนอื่น




บทที่ 7: ภารกิจสร้างเล้าไก่


   

   “แม่จ๋า พวกเราทำสวนเล็กๆให้แม่ไก่อยู่กันเถอะ”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยพบผักกาดป่า จึงก้มหน้าก้มตาเก็บ

   

   หล่อนสงสัยเล็กน้อย “ทำไมต้องสร้างสวนเล็กๆให้ไก่ด้วยจิ่นเป่า พวกเรามีไก่แค่สองตัวเองนะ”

   

   “หรือว่าลูกคิดเรื่องสนุกๆได้อีกล่ะ”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เอื้อมมือไปบีบแก้มของเย่เสี่ยวจินเบาๆ ดูเหมือนว่าหล่อนจะเริ่มชินกับความเฉลียวฉลาดของลูกสาวตัวเองแล้ว

   

   “ไม่ใช่นะ หนูเก็บไข่ไว้สี่ฟอง มันเอาไปฟักเป็นลูกเจี๊ยบได้ แล้วไข่ฟองอื่นๆก็ฟักเป็นลูกเจี๊ยบได้อีก...”

   

   “แบบนี้ ไม่นานพวกเราก็จะมีลูกเจี๊ยบเยอะแยะ ต้องมีที่ใหญ่ๆถึงจะพอเลี้ยงได้”

   

   คราวนี้หลี่ชุ่ยชุ่ยถึงกับหลุดขำออกมา

   

   เย่เสี่ยวจินไม่เข้าใจ “ไม่ได้เหรอจ๊ะ”

   

   “ไก่บ้านเราเป็นลูกเจี๊ยบไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นไข่ที่แม่ไก่ไข่เอง เอามากินได้อย่างเดียว”

   

   “ต้องเป็นไข่ที่แม่ไก่ผสมพันธุ์กับพ่อไก่ ถึงจะฟักเป็นลูกเจี๊ยบได้”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นนึกถึงความรู้วิทยาศาสตร์ที่เคยเรียนตอนประถม

   

   ไข่ที่ไม่ได้รับการปฏิสนธิ จะไม่สามารถฟักเป็นตัวได้...

   

   ทันใดนั้นเธอก็เข้าใจ “ใช่แล้ว ต้องไปขอยืมพ่อไก่มาผสมพันธุ์”

   

   “จิ่นเป่า ไม่มีใครเคยบอกเรื่องนี้กับหนูเลย หนูรู้ได้ยังไง?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรีบพูดคำแก้ตัวที่ใช้หลอกคนอื่นออกมา “เพราะหนูเป็นเทพเจ้าแห่งวรรณกรรมไง หนูรู้ทุกเรื่องเลย”

   

   ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างมีความสุข ไม่นานก็เก็บผักเต็มตะกร้า

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมองผักป่าในตะกร้า ใบสีเขียวมรกต ดูอ่อนนุ่มน่าทาน

   

   แต่เด็กน้อยไม่เคยกินมาก่อน

   

   “อันนี้กินยังไงจ๊ะ” เย่เสี่ยวจิ่นอยากรู้อยากเห็น ตัดสินใจเดินตามแม่ไปดู

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยเป็นคนขยันขันแข็ง พอกลับถึงบ้านก็ก่อไฟหุงข้าวในหม้อใบใหญ่ จากนั้นก็ต้มน้ำร้อนอีกหม้อหนึ่ง ใส่ผักลงไป เติมเกลือเล็กน้อย แล้วลวกให้สุก

   

   เธอทำอย่างคล่องแคล่ว ตักผักขึ้นมาแช่น้ำเย็น จากนั้นก็ตอกไข่สองฟองลงในชาม ตีให้เข้ากัน

   

   ใส่เกลือลงไป แล้วใช้น้ำมันเล็กน้อยผัดให้หอม

   

   เย่เสี่ยวจิ่นท้องร้อง กลิ่นหอมเย้ายวนน้ำลาย จนแทบอดใจไม่ไหว

   

   “จิ่นเป่า ลองชิมดูสิ” หลี่ชุ่ยชุ่ยหยิบข้าวตังมาหนึ่งก้อน

   

   ข้าวตังหอมมาก แต่เด็กน้อยเคี้ยวไม่ไหว

   

   “อร่อย แต่หนูเคี้ยวไม่ไหว” เด็กน้อยพูดอย่างจนใจ

   

   ดูเหมือนฟันของเด็กสามขวบจะยังไม่ค่อยแข็งแรง

   

   “งั้นจิ่นเป่ากินข้าวต้มอ่อนๆไปก่อนนะ” หลี่ชุ่ยชุ่ยยิ้มแล้วข้าวตัง จากนั้นก็ตักข้าวที่นิ่มที่สุดให้ลูกสาว

   

   ผัดผักใส่ไข่อร่อยกว่าที่เย่เสี่ยวจิ่นคิดไว้มาก

   

   ผักกาดป่าไม่ได้ขมอย่างที่คิด แต่กลับมีรสหวานกรอบ ผสานกับกลิ่นหอมของไข่ รสชาติเข้มข้น กินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยอย่าบอกใคร

   

   หลังจากกินข้าวไปหนึ่งชาม เธอก็อิ่มแล้ว จึงลูบท้องกลมๆของตัวเองเบาๆ หาวออกมาหนึ่งที แล้วปีนขึ้นไปนอนบนเตียง

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยมองใบหน้าตอนนอนหลับของลูกสาวด้วยความรัก เธอถือเสื้อผ้าที่เย่เสี่ยวจินเปลี่ยนตอนกลางวันไปซักที่ริมน้ำ หลังจากทำงานบ้านเสร็จ เธอจึงเข้านอน

   

   เช้าตรู่ หลี่ชุ่ยชุ่ยทำอาหารเช้าเสร็จ ก็รีบไปทำงานที่ฟาร์มไก่

   

   เย่เสี่ยวจิ่นตื่นขึ้นหลังดวงอาทิตย์ขึ้นสูง ถึงตื่นขึ้นมา มองดูผ้าห่มลายดอกไม้ บ้านทรุดโทรม ในใจยังคงรู้สึกเหมือนฝันอยู่สองสามวินาที

   

   “ยังไม่ได้ทำภารกิจประจำวันเลย”

   

   ภารกิจเสริมสร้างความสัมพันธ์ประจำวัน จะทำอันไหนก็ได้ทั้งนั้น

   

   สำหรับเย่เสี่ยวจิ่นแล้ว ภารกิจที่ว่านี้ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

   

   แต่เธอก็ค้นพบเช่นกันว่า เหตุที่ภารกิจเสริมสร้างความสัมพันธ์นั้นง่ายมาก ก็เพราะระดับรางวัลมันต่ำเกินไป

   

   ส่วนภารกิจสุ่มก็มีเงื่อนไขในการเปิดใช้งาน ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าคืออะไร

   

   ระบบจะปล่อยภารกิจปลูกผักผลไม้เป็นครั้งคราว รางวัลของส่วนนี้ชัดเจนกว่ามาก

   

   เย่เสี่ยวจิ่นลูบผมตัวเอง พลางครุ่นคิด “วันนี้ไปตัดต้นไผ่มาดีกว่า จะได้สร้างเล้าไก่ให้ใหญ่ๆ”

   

   “ถึงตอนนี้จะมีแค่สองตัว แต่อนาคตต้องมีเพิ่มอีกเยอะแน่”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นหยิบตะกร้าใบเล็ก เดินไปหลังบ้านเพื่อเก็บไข่ไก่สิบฟองก่อน

   

   จากนั้นก็เอาอาหารไก่เพิ่มผลผลิตให้แม่ไก่กิน

   

   “กุ๊กๆๆ”

   

   แม่ไก่สองตัวเดินไปเดินมาใต้ต้นไม้ บางครั้งก็จิกกินใบไม้ บางครั้งก็จิกกินสมุนไพร

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพูดอย่างจริงจังว่า “ต่อไปนี้ฉันต้องพึ่งพาพวกแกแล้ว พยายามเข้านะ”

   

   เธอเก็บไข่เอาไว้ในบ้าน จากนั้นใจก็อยากจะไปตัดต้นไผ่ แต่แขนเล็กขาเล็ก พยายามจะหยิบเคียวที่แม่แขวนไว้ไปตัดต้นไผ่ กลับพบว่าแม้แต่เอื้อมมือไปก็ยังไม่ถึง!

   

   เย่เสี่ยวจิ่น “...”

   

   อยากจะพยายามด้วยตัวเองแท้ๆ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับความจริง ร่างกายเล็กๆแบบนี้คงทำอะไรไม่ได้มาก

   

   รอจนถึงเที่ยงกว่าแม่จะกลับมา เย่เสี่ยวจิ่นอุ่นอาหาร และกินข้าวเที่ยงพร้อมแม่

   

   ติ๊ง!

   

   [ทำอาหารให้แม่เสร็จสิ้น ยินดีด้วยกับโฮสต์ที่ทำภารกิจเสริมสร้างความสัมพันธ์ประจำวันสำเร็จ]

   

   เย่เสี่ยวจินออดอ้อนขอให้แม่พาไปตัดต้นไผ่

   

   ถึงแม้ว่าหลี่ชุ่ยชุ่ยจะรู้สึกกังวลใจ แต่ก็ทนต่อลูกอ้อนของลูกสาวตัวน้อยไม่ได้

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยหยิบเคียวแล้วออกไปตัดต้นไผ่

   

   เย่เสี่ยวจินเดินตามหลังแม่ไปติดๆ

   

   เธอคำนวณดูแล้ว เมื่อเทียบกับการใช้ต้นไผ่ต้นใหญ่ ต้นไผ่เล็กๆริมแม่น้ำจะต้องใช้ลำไผ่จำนวนมากกว่า

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยยุ่งอยู่กับการตัดต้นไผ่ทั้งเช้า ตอนเที่ยงก็ไม่ได้พัก บ่ายนี้ยังต้องไปทำงานที่ฟาร์มไก่ต่ออีก

   

   แต่ในที่สุดหล่อนก็ได้วัสดุมาแล้ว

   

   ทางด้านเย่เสี่ยวจินซึ่งอยู่บ้าน เธอกำลังใช้จอบเล็กๆ ถางพื้นที่บริเวณต้นสาลี่ที่ตายแล้วข้างบ้านอยู่

   

   เด็กน้อยใช้เวลาทั้งบ่ายไปกับการถางวัชพืช เหนื่อยจนแทบหมดแรง

   

   “การทำงานนี่มันไม่ง่ายเลย ถ้าพี่ชายกับพ่ออยู่บ้าน ก็คงจะสบายกว่านี้เยอะ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นถอนหายใจ ก่อนพบว่าจวนจะถึงเวลาแม่กลับมาแล้ว จึงหันไปซาวข้าวหุงข้าวแทน

   

   เธอฉลาด เรียนรู้อะไรก็เร็ว แม้จะยังควบคุมการหุงข้าวด้วยเตาฟืนไม่ค่อยได้ แต่ก็พอจะทำได้แม้จะติดขัดอยู่บ้างก็ตาม

   

   “หลี่ชุ่ยชุ่ย นังหน้าด้าน!”

   

   เซี่ยวเยว่เห็นควันลอยโขมงจากบ้านหลังนี้ ก็รีบเข้ามาหาเรื่องหลี่ชุ่ยชุ่ยทันที

   

   “มิน่าล่ะ ถึงได้แกล้งอู้งานที่สวนผลไม้ของฉันทุกวัน ที่แท้แกไปเข้าหาผู้ใหญ่บ้านจนได้ไปทำงานที่ฟาร์มไก่แล้วสินะ!”

   

   “ยังจะมีหน้ามาทำเป็นใสซื่อต่อหน้าฉันอีก ทำให้ฉันกลายเป็นคนผิดไปได้!”

   

   เซี่ยวเยว่มองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของหลี่ชุ่ยชุ่ย มีเพียงเด็กหญิงวัยสามขวบที่กำลังปีนเก้าอี้กรอกข้าวลงหม้ออยู่เท่านั้น

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมองภาพเบื้องหน้าด้วยความสับสน

   

   “มองอะไร! แม่แกอยู่ไหน!”

   

   เซี่ยวเยว่มาเพื่อจะไล่หลี่ชุ่ยชุ่ยออก จึงวิ่งไปหลายบ้านเพื่อขอเสียงสนับสนุน วันนี้หล่อนตั้งใจจะไปหาผู้ใหญ่บ้านเพื่อให้ตัดชื่อหลี่ชุ่ยชุ่ยออก

   

   แต่ไม่คิดเลยว่าผู้ใหญ่บ้านกลับบอกว่าหลี่ชุ่ยชุ่ยถูกย้ายไปทำงานที่ฟาร์มไก่แล้ว

   

   พอได้ยินแบบนั้น หล่อนพลันรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า

   

   ใช้หัวแม่โป้งคิดก็รู้ได้ทันทีว่าเมื่อวานหลี่ชุ่ยชุ่ยต้องรู้แน่ๆ ว่าจะถูกไล่ออก

   

   เลยแกล้งทำเป็นน่าสงสาร ไปหาผู้ใหญ่บ้านตอนกลางคืน แล้วก็พูดใส่ร้ายหล่อน

   

   ผู้ใหญ่บ้านก็คงจะเชื่ออย่างง่ายดาย เลยให้หลี่ชุ่ยชุ่ยไปทำงานที่สบายกว่า

   

   แล้วถ้าหลี่ชุ่ยชุ่ยไปทำแบบนั้นจริง หลังจากนี้ผู้ใหญ่บ้านจะมองหล่อนยังไง?

   

   คิดว่าหล่อนกลั่นแกล้งหลี่ชุ่ยชุ่ยงั้นเหรอ?

   

   เซี่ยวเยว่คิดถึงเรื่องนี้ก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธ พูดจาเหน็บแนมว่า “ทำอาหารไปทำไม แม่แกน่ะหน้าด้าน ตอนนี้ยังไม่กลับบ้านอีก”

   

   “ฮึ่มๆ ป่านนี้คงไปหาผู้ใหญ่บ้านอีกละสิ สมแล้วที่เป็นนังสารเลว!”

   

   “ฉวยโอกาสที่สามีไม่อยู่บ้าน หันไปทำเรื่องน่าอับอายกับบ้านคนอื่น!”



  บทที่ 8: หัวหน้าเซี่ยวมาหาเรื่อง


   

   เย่เสี่ยวจิ่นพอจะฟังออกว่าผู้หญิงคนนี้มาหาเรื่องแม่ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร

   

   เธอขมวดคิ้ว ไม่สนใจผู้หญิงบ้าคนนี้

   

   แต่เซี่ยวเยว่กลับนั่งลงอย่างหน้าด้าน รอให้หลี่ชุ่ยชุ่ยกลับมา เพื่อจะได้ด่าทอผู้หญิงไร้ยางอายคนนั้นได้อย่างเต็มที่

   

   ประมาณสิบนาทีต่อมา หลี่ชุ่ยชุ่ยก็กลับมาถึงบ้าน

   

   หล่อนไม่รู้ว่าเซี่ยวเยว่อยู่ที่บ้าน จึงแบกไม้ไผ่จำนวนมาก กลับมาอย่างเหนื่อยล้า

   

   หล่อนวางมัดไม้ไผ่เล็กๆ ร้อยกว่าลำลงบนลานหน้าบ้าน

   

   “จิ่นเป่า นี่คงพอให้ลูกสร้างเล้าไก่แล้วนะ”

   

   หลังจากทำงานที่ฟาร์มไก่เสร็จ หล่อนก็รีบไปตัดไม้ไผ่ต่อทันที ก่อนนำกลับมา

   

   มาตอนนี้หล่อนเลยคอแห้งมาก จึงรีบไปดื่มน้ำหนึ่งแก้วใหญ่ก่อน จากนั้นจึงเดินเข้าบ้าน

   

   ภายในนั้น เซี่ยวเยว่กำลังนั่งไขว่ห้าง มองหลี่ชุ่ยชุ่ยด้วยสายตาเหยียดหยาม

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยตกใจ รีบเข้าไปดูลูกสาวตัวเอง

   

   “แม่จ๋า หนูไม่เป็นไร แต่ป้าคนนี้นิสัยแย่มาก มาถึงก็ด่าไม่หยุด พอรู้ว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้ก็มารังแกเด็ก ใจร้ายมาก!”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพูดด้วยน้ำเสียงใสซื่อ

   

   เซี่ยวเยว่หน้าบึ้ง “เรียกใครว่าป้า ไร้มารยาท!”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบกอดเย่เสี่ยวจิ่นไว้ในอ้อมแขน ขมวดคิ้วแล้วถามว่า “คุณมาทำอะไร?”

   

   “ฉันมาทำอะไร เธอยังไม่รู้ตัวอีกเหรอ? ไปสนิทสนมกับผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมถึงไม่มีใครรู้ ตอนนี้ใครๆต่างก็พูดลับหลังว่าฉันกลั่นแกล้งเธอ ไล่เธอออกไปอย่างไม่เป็นธรรม”

   

   เซี่ยวเยว่ชี้หน้าหลี่ชุ่ยชุ่ย “ส่วนเธอก็ดีเหลือเกิน กล้าไปทำงานที่ฟาร์มไก่ได้อีก”

   

   “เรื่องนี้ ฉันไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรกับคุณ”

   

   “ไม่จำเป็นต้องบอกฉัน? เหอะ!” เซี่ยวเยว่แค่นเสียงเยาะ “หัวหน้าฟาร์มไก่ก็เพื่อนฉัน เธอเชื่อไหมว่าฉันสามารถบอกให้เขาเล่นงานเธอ แล้วไล่เธอออกได้!”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่อยากเชื่อหูตัวเอง “คุณ… คุณทำแบบนี้กับฉันทำไม?”

   

   “ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรผิดต่อคุณนี่”

   

   “หัวหน้าเซี่ยว ทำไมคุณถึงต้องกลั่นแกล้งฉันตลอด คุณต้องการอะไรกันแน่?”

   

   “เฮอะ ก็เพราะฉันเป็นคนพูดตรง ไม่ชอบคนตีสองหน้าอย่างเธอ” เซี่ยวเยว่ระบายอารมณ์ใส่หล่อน พูดจาข่มขู่สองสามคำ ก่อนจะสะบัดหน้าจากไปอย่างลำพองใจ

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรู้สึกเจ็บปวด ถูกต่อว่าต่อหน้าลูกสาว แม้ว่าหล่อนจะเคยชินกับการถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม…

   

   แต่ก็อดเสียใจไม่ได้

   

   ถ้าหล่อนอยู่ที่ฟาร์มไก่ไม่ได้แล้ว หล่อนจะทำยังไงดี?

   

   เย่เสี่ยวจิ่นในชีวิตก่อนก็เคยบริหารทีมมาก่อน รู้ดีว่าคนที่ถืออำนาจเล็กๆน้อยๆ มักทำตัวกร่างไปทั่ว

   

   “แม่จ๋า อย่าเสียใจไปเลยนะ” เย่เสี่ยวจิ่นรีบปลอบ “ถ้าป้าคนนั้นเก่งจริง คงไม่มาขู่เราแบบนี้หรอก”

   

   “แม่ลองคิดดูสิ ถ้าป้าคนนั้นจัดการเรื่องที่ฟาร์มไก่ได้จริง ป้าคงย้ายแม่ไปที่อื่นแล้วล่ะ”

   

   “แต่เพราะป้าไม่มีความสามารถไงล่ะจ๊ะ เลยได้แต่มาขู่ให้พวกเรากลัวเล่น”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยได้ยินดังนั้นก็รู้สึกว่าถูกต้อง

   

   ด้วยนิสัยของเซี่ยวเยว่ ถ้าหล่อนมีอำนาจมากขนาดนั้นจริง คงลงมือไปนานแล้ว

   

   ความน้อยใจของหล่อนหายไป เปลี่ยนเป็นเข้าใจ “จิ่นเป่าพูดถูก แม่โดนหล่อนหลอกซะแล้ว”

   

   “จิ่นเป่านี่ฉลาดจริงๆ คิดได้ยังไงนะ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นแลบลิ้นอย่างซุกซน

   

   นั่นก็เป็นเพราะนิสัยเธอไม่ยอมคน ใครทำอะไรก็ไม่กลัว ส่วนแม่ของเธอนั้นเป็นคนยอมคน กลัวแต่จะไปทำให้คนอื่นไม่พอใจ

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเปลี่ยนเรื่องคุย “แม่จ๋า แม่ขนไผ่มาให้หนูเต็มเลย ดีจัง ก่อนหน้าหนูได้ปัดกวาดตรงที่จะทำเล้าไก่เสร็จเรียบร้อยแล้ว”

   

   “ไว้แม่จ๋าว่างเมื่อไหร่ ต้องมาช่วยหนูทำเล้าไก่ด้วยนะ”

   

   “ได้จ้ะ” หลี่ชุ่ยชุ่ยลูบหัวลูกสาวตัวน้อย

   

   สักพัก ก็ได้กลิ่นไหม้ลอยมา

   

   “อุ๊ย จิ่นเป่า หนูทำกับข้าวเองเหรอ?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นขมวดคิ้ว ตกใจสุดขีด “แย่แล้ว! ข้าวไหม้!”

   

   หลังกินข้าวเสร็จ เย่เสี่ยวจิ่นก็ไม่ได้รีบร้อนสุ่มรางวัล

   

   ระบบสุ่ม5ครั้งติด จะได้รับโบนัสสุ่มฟรีอีก1ครั้ง คุ้มกว่ามาก

   

   เธอจึงตั้งใจจะรอให้ครบ5ครั้งก่อน แล้วค่อยสุ่มทีเดียว

   

   เผื่อว่าโอกาสได้ของดีๆจะเพิ่มขึ้น

   

   เช้านี้ เย่เสี่ยวจิ่นตื่นแต่เช้า พอกินข้าวตังกับน้ำซุปผักกาดป่ากับแม่เสร็จ ก็มุ่งหน้าไปฟาร์มไก่ด้วยกัน

   

   หลังเกิดเรื่องของเซี่ยวเยว่ หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่กล้าปล่อยลูกสาวไว้ที่บ้านคนเดียวอีก

   

   พวกเธอเดินประมาณยี่สิบนาที ก็มาถึงฟาร์มไก่ของหมู่บ้าน

   

   ฟาร์มไก่อยู่ที่เชิงเขา บนเขาก็เลี้ยงไก่เต็มไปหมด

   

   หัวหน้าทีมเน้นการเลี้ยงแบบปล่อยอิสระ จึงปล่อยไก่ไว้บนเขา ส่วนตอนกลางคืนก็จะทำการต้อนไก่กลับเข้าเล้าทุกวัน

   

   ที่บริเวณหน้าสำนักงานของฟาร์มไก่ มีชายวัยกลางคนแต่งตัวสะอาดสะอ้านกำลังนั่งอาบแดดอยู่

   

   เขาสวมแว่นตาขอบดำ สายตาเหมือนจะไม่ค่อยดีนัก

   

   เขาหรี่ตาลงมองหนังสือในมือ พึมพำอะไรบางอย่าง

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยชี้ไปที่ชายคนนั้น “จิ่นเป่า คนนั้นคือหัวหน้าทีม”

   

   “ช่วงนี้เขาอ่านหนังสือสัตวแพทย์อยู่ บอกว่าอยากเรียนรู้วิธีรักษาไก่ด้วยตัวเอง”

   

   “ถ้าโตขึ้นหนูอ่านหนังสือออกเขียนหนังสือได้ ก็ทำงานสบายๆแบบหัวหน้าทีมได้นะ”

   

   “แม่จ๋า หนูอ่านหนังสือออก” เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มหวาน “คุณปู่เทพเซียนสอนหนูมาแล้ว”

   

   “จริงเหรอ?”

   

   “จริงจ้ะ”

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยอยากพิสูจน์ จึงจูงมือเย่เสี่ยวจิ่นเดินไปหาหัวหน้าเซี่ย

   

   เซี่ยเฟยฝานเงยหน้าขึ้น มองสองแม่ลูกตรงหน้า หลี่ชุ่ยชุ่ยเป็นคนงานใหม่ขยันขันแข็ง แต่ค่อนข้างขี้อายและชอบเก็บตัว

   

   ส่วนเด็กหญิงตัวน้อยมีดวงตากลมโตเป็นประกาย จ้องมองหนังสือในมือเขา

   

   “เธออยากอ่านเหรอ?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า ยิ้มหวาน “หนูอ่านได้ไหมจ๊ะ?”

   

   “ได้สิ ได้สิ แต่ไม่รู้ว่าหนูน้อยจะอ่านออกหรือเปล่านะ” เซี่ยเฟยฝานยื่นหนังสือให้เย่เสี่ยวจิ่น มองเด็กหญิงตัวน้อยพลางยิ้มอ่อน

   

   แม้ว่าในหมู่บ้านจะมีห้องสมุด และหนังสือก็ค่อนข้างจะครบครัน

   

   แต่มีคนยืมหนังสือไปอ่านไม่มากนัก เรียกได้ว่าในหมู่บ้านมีคนที่อ่านหนังสือออก เขียนหนังสือได้น้อยมาก

   

   ก่อนหน้านี้เขาเคยเรียนจบชั้นมัธยมต้น แต่เสียดายที่ไม่มีเงินเรียนต่อชั้นมัธยมปลาย

   

   ถึงกระนั้น ตัวอักษรที่ใกล้เคียงกันเขาก็รู้จัก

   

   หัวหน้าทีมแต่ละคนในหมู่บ้าน ล้วนเป็น ‘คนมีการศึกษา’ ที่อ่านหนังสือออกเขียนหนังสือได้

   

   ยิ่งเขาเรียนรู้มากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่เขารู้ยังน้อยเกินไป

   

   “นี่มันหนังสือสอนฟักไข่ตามหลักวิทยาศาสตร์นี่?”

   

   “ใช้หลอดไฟส่องลูกไก่ ใส่ในกล่องเก็บความร้อน ก็จะฟักไข่ได้เร็วขึ้นกว่าเดิม”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเกาหัว ตอนเรียนหนังสือสมัยเด็ก ก็เคยทำการทดลองวิทยาศาสตร์แบบนี้

   

   แต่เป็นเพียงเนื้อหาสั้นๆ ในหนังสือวิทยาศาสตร์เท่านั้น

   

   ไม่คิดว่ายุคนี้จะต้องใช้หนังสือทั้งเล่ม เพื่ออธิบายการทดลองทางวิทยาศาสตร์แค่นี้!

   

   เธอรู้สึกว่ามันค่อนข้างไร้ประสิทธิภาพ

   

   แต่เมื่อนึกถึงสภาพแวดล้อมในยุคนี้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ

   

   เพราะแม้แต่ที่บ้านเธอ ยังต้องจุดเทียนในตอนกลางคืนอยู่เลย!

   

   เซี่ยเฟยฝานเห็นเด็กน้อยกำลังครุ่นคิด จึงถามว่า “เธอรู้จักตัวหนังสือเยอะไหม?”

   

   “รู้จักค่ะ”

   

   ก่อนหน้านี้เซี่ยเฟยฝานเคยได้ยินผู้ใหญ่บ้านพูดว่า ลูกสาวของหลี่ชุ่ยชุ่ยแปลกกว่าเด็กคนอื่น เพียงแค่ลูบแม่ไก่ก็สามารถรักษาอาการป่วยได้

   

   เขาไม่เคยใส่ใจเรื่องนี้ คิดเพียงว่าเป็นเรื่องงมงายของชาวบ้าน

   

   “งั้นฉันขอทดสอบหน่อยนะ”



 บทที่ 9: ภารกิจที่โรงเลี้ยงไก่ของทีม


   

   เซี่ยเฟยฝานชี้ไปที่ตัวอักษรในหนังสือ คาดว่ากำลังทดสอบเย่เสี่ยวจิ่น

   

   เย่เสี่ยวจินรู้จักตัวอักษรทั้งหมด

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยอยู่ข้างๆ เธอไม่รู้จักตัวหนังสือตัวใหญ่ๆสักตัว

   

   แต่เย่เสี่ยวจิ่นกลับตอบได้ทุกคำ

   

   หล่อนเห็นสีหน้าของเซี่ยเฟยฝานยิ่งดูมีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่สีหน้าของลูกสาวของเธอยังคงสงบนิ่ง

   

   “เป็นยังไงบ้าง? จิ่นเป่า ตอบถูกหมดเลยใช่ไหม?”

   

   “คุณสอนลูกสาวยังไงเนี่ย? อายุแค่นี้เอง รู้จักตัวหนังสือเยอะขนาดนี้แล้วเหรอ?” เซี่ยเฟยฝานพูดด้วยความชื่นชม “จิ่นเป่าใช่ไหม? ถ้าหนูอยากอ่านหนังสือ ก็ไปที่ห้องสมุดในหมู่บ้านสิ ที่นั่นมีหนังสือเยอะแยะเลย”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า

   

   พูดตามตรง การได้เก็บผักป่าและเลี้ยงไก่ทุกวันมันสนุกกว่า เธอจึงไม่ค่อยอยากอ่านหนังสือเท่าใด

   

   “หลี่ชุ่ยชุ่ย เธอไปทำงานเถอะ ปล่อยลูกสาวเธออยู่ที่นี่กับฉันในห้องทำงาน ฉันจะช่วยดูแลเด็กๆเอง”

   

   ปกติแล้ว เซี่ยเฟยฝานไม่ใช่คนที่ชอบเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นนัก

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยกล่าวขอบคุณด้วยความยินดี ก่อนจะรีบไปทำงานของหล่อน

   

   สายตาของเย่เสี่ยวจิ่นมองตามหลังแม่ที่เดินจากไป ทว่าเสียงเรียกข้างหูก็ทำให้เธอหลุดจากภวังค์

   

   “จิ่นเป่า ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าหนูรักษาไก่เป็นเหรอ”

   

   “อาจจะค่ะ” เย่เสี่ยวจิ่นไม่กล้าพูดเต็มปาก

   

   ถ้าเอาอาหารเสริมออกมา คงทำให้คนอื่นตกตะลึงแน่ๆ

   

   แบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด เธอไม่อยากเป็นจุดสนใจ เดี๋ยวจะเกิดปัญหาตามมาภายหลัง

   

   “พอดีเลย สัตวแพทย์ประจำหมู่บ้านกำลังรักษาไก่อยู่ ไปดูกับลุงไหม?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นมองทะลุจุดประสงค์ของเขาได้ในทันที “คุณลุงคะ ถ้าหนูทำงานให้คุณลุง คุณลุงจะให้คะแนนงานหนูไหมคะ หนูไม่ทำงานฟรีๆหรอกนะ”

   

   เซี่ยเฟยฝานหัวเราะ เด็กคนนี้ช่างฉลาดและรู้จักหาผลประโยชน์จริงๆ

   

   ไม่กลัวคนแปลกหน้า แล้วยังกล้ามาต่อรองกับเขาอีก

   

   “เด็กคนนี้นี่ พ่อแม่หนูเป็นคนพูดน้อย แต่กลับมีลูกสาวที่ฉลาดเป็นกรด ถ้าหนูรักษาไก่ในฟาร์มได้ ฉันจะให้คะแนนงานหนูตามที่ให้สัตวแพทย์!”

   

   ดวงตาของเย่เสี่ยวจิ่นเป็นประกาย

   

   ในโรงเลี้ยงไก่ขนาดใหญ่ริมฟาร์มไก่

   

   หลินจวงกำลังเขียนรายงานการสังเกตการณ์ เขาดูอายุน้อยมาก เหมือนยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ

   

   เขาถือดินสออยู่ในมือ กำลังเขียนลงบนสมุดปกแดงว่า “เมื่อวานนี้มีไก่ป่วยสะสมยี่สิบสามตัว ได้ให้กินยาเทอร์ราไมซีนที่ละลายน้ำแล้ว วันนี้เวลา 9นาฬิกา ตายไปสามตัว เหลือยี่สิบตัว”

   

   “การตรวจสอบประจำวัน วันนี้มีไก่ป่วยสามตัว ตัวหนึ่งเดินไม่ได้ เซไปเซมา อีกสองตัวไม่กินอาหาร...”

   

   หลินจวงพึมพำกับตัวเอง โดยไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีคนสองคนยืนอยู่ข้างหลัง

   

   เขาพูดพลางหันหลังกลับ “วันนี้ตัดสินใจเพิ่มปริมาณยา...”

   

   ทันใดนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองเห็นคนสองคน ตกใจจนสะดุ้ง

   

   “หัวหน้า? คุณมาตั้งแต่เมื่อไหร่? ทำไมถึงพาเด็กมาด้วยล่ะ?”

   

   “ไก่พวกนี้อาจจะเป็นโรคระบาด พวกคุณอย่าอยู่ข้างในนี้เลยจะดีกว่า”

   

   เซี่ยเฟยฝานเห็นไก่สามตัวตาย หัวใจก็เจ็บปวดจนทนไม่ไหว

   

   “ไก่พวกนี้ตัวใหญ่หลายกิโลกรัม ตายไปแบบนี้เสียดายแย่”

   

   “นายคิดหาวิธีแก้ได้หรือยัง?”

   

   หลินจวงส่ายหน้า “ผมยังต้องดูอีกหน่อย”

   

   “นายน่ะเป็นแค่หนอนหนังสือ ดูไปดูมา ไก่จะตายกันหมดแล้ว”

   

   “ไม่ใช่อย่างนั้นนะหัวหน้า ผมทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในเล้าไก่ทุกวัน” หลินจวงแก้ตัว “แค่เราหมั่นทำความสะอาดมูลไก่และฆ่าเชื้อโรค ก็สามารถป้องกันโรคระบาดได้แล้ว”

   

   เซี่ยเฟยฝานถอนหายใจ “แล้ว... บนเขาก็มีมูลไก่ ไม่เห็นมีใครทำความสะอาดเลยนี่”

   

   “อันนั้นผมก็ไม่รู้เหมือนกัน บางทีอากาศบนเขาอาจจะถ่ายเทสะดวกก็ได้”

   

   เซี่ยเฟยฝานได้แต่รู้สึกจนใจ เขาอุ้มเจ้าตัวน้อยขึ้นมา ชี้ไปที่ไก่ในเล้าที่ดูอ่อนแรง “ดูสิ พวกเราจะรักษาพวกมันได้รึเปล่า”

   

   “กุ๊กๆๆ”

   

   ไก่แต่ละตัวนอนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน ไม่ยอมกินน้ำ เปลือกตาปิดขึ้นๆลงๆ ลูกตาก็ขุ่นมัว

   

   ส่วนไก่ที่พอจะเดินได้ก็เหมือนกับเท้าเจ็บ เดินกะเผลก กะเผลก ดูไม่มีแรงเลย

   

   “แบบนี้หรือเปล่านะที่เขาเรียกว่าโรคระบาดในไก่” เย่เสี่ยวจิ่นพยายามจดจำลักษณะอาการเหล่านี้ “หนูรักษาได้นะ แต่ต้องให้แม่ช่วยด้วย”

   

   “หนูจะทำอาหารไก่ขึ้นมา พวกมันจะต้องหายถ้าได้กิน”

   

   หลินจวงยืนอยู่ข้างๆ ทำสีหน้าเหมือนคนซื่อๆ “หัวหน้า คุณไม่ต้องการผมแล้วเหรอครับ”

   

   “คุณจะให้เด็กตัวแค่นี้มาทำงานแทนผมจริงๆน่ะเหรอ”

   

   “หัวหน้า ผมรู้ว่าผมยังทำงานได้ไม่ดีนัก คุณให้โอกาสผมอีกสักสองสามวันได้ไหมครับ”

   

   “หล่อนไม่ได้จะแย่งงานนายหรอกนะ ก็แค่... ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าเสี่ยวจิ่นอาจจะรักษาไก่ได้ ฉันก็เลยให้หล่อนลองดู” เซี่ยเฟยฝานอธิบาย “นายก็ทำหน้าที่ของนายไปเถอะ ไม่ต้องกังวล”

   

   หลินจวงถึงได้โล่งใจ เขากลัวเหลือเกินว่าจะต้องตกงาน

   

   หลังจากเย่เสี่ยวจิ่นกลับบ้านไป หลี่ชุ่ยชุ่ยก็ถูกให้หยุดงานหนึ่งวันอย่างงงๆ

   

   “เสี่ยวจิ่น เกิดอะไรขึ้นเหรอลูก”

   

   “แม่จ๋า วันนี้ช่วยหนูทำอะไรหน่อยได้ไหม”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นถูมือเล็กๆไปมา เตรียมขอให้แม่ช่วยทำเล้าไก่

   

   ส่วนเรื่องอาหารไก่นั้นเธอจัดการเองได้

   

   งานทำเล้าไก่นี้ไม่สามารถล่าช้าได้ เพราะถ้าทำเล้าไก่เสร็จ เธอก็จะได้อาหารไก่เพิ่มอีก 100กิโลกรัม

   

   แบบนี้ถึงจะมีสภาพคล่องหน่อย เธอก็จะได้พัฒนาอย่างยั่งยืน

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่เข้าใจนัก แต่ก็ยังคงไปทำเล้าไก่

   

   เริ่มจากขุดคู แล้วนำไม้ไผ่มาวางเรียงเป็นแถว ปักลงไปให้เป็นลักษณะล้อมรอบสามด้าน

   

   ด้านบนก็ใช้ไม้ไผ่มาวางพาด ปูทับด้วยหญ้าคาที่กันน้ำได้

   

   หลังจากยึดให้แน่นหนาแล้ว ก็ทำประตูเตี้ยๆง่ายๆอีกบานหนึ่งจึงเป็นอันเสร็จ

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยทำเล้าไก่ออกมาค่อนข้างสูงและใหญ่ แม้แต่ตัวหล่อนเองที่ยืนอยู่ข้างใน ก็ยังไม่ติดหัว

   

   มองแวบแรกก็คล้ายกับว่าคนคนหนึ่งสามารถอาศัยอยู่กระท่อมหลังน้อยนี้ได้เลย

   

   หล่อนทำงานมาทั้งวัน และยังไปตัดไม้ไผ่ใหญ่ผ่าครึ่งเพื่อทำเป็นรางใส่น้ำให้ไก่

   

   เย่เสี่ยวจิ่นก็ไม่ได้อยู่เฉย เธอไปหาหญ้าที่ชาวบ้านใช้เลี้ยงหมู ไก่ เป็ด มาจากริมน้ำ

   

   หลังจากใส่ตะกร้าจนเต็มสองใบ เอวของเธอก็รู้สึกปวดร้าวจากการก้มลง

   

   “น่าจะพอแล้วละ ถึงตอนนั้นก็แค่เอาอาหารสัตว์มาบดเป็นผงละเอียด”

   

   “เพียงเท่านี้ก็ไม่มีใครรู้ความลับของเราแล้ว”

   

   “เฮ้อ เหนื่อยจริงๆเลยวันนี้”

   

   ระบบเอ่ยชมเย่เสี่ยวจิ่นที่ขยันขันแข็งว่า [โฮสต์เก่งมากเลย ต่อไปต้องกลายเป็นเศรษฐีจากการทำไร่ทำนาได้อย่างง่ายดายแน่นอน!]

   

   “ยังจะมาให้ความหวังลมๆแล้งๆกับฉันอีกเหรอ ตอนนี้กินก็ไม่อิ่มท้อง ยังจะหวังเป็นเศรษฐีอีกเหรอ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นกลอกตา

   

   ข้าวสารร้อยชั่งตอนนี้อาจจะพอให้เธอกับแม่กินไปได้หลายเดือน แต่ถ้าพ่อกับพี่ชายทั้งสามคนกลับมา คงไม่พอแน่ๆ

   

   ตอนนี้เพิ่งเดือนกุมภาพันธ์ กว่าจะถึงปลายเดือนตุลาคมที่ทางการแจกจ่ายข้าว ก็อีกตั้งครึ่งปี!

   

   ไม่น่าจะทนหิวรอได้หรอกนะ!

   

   “เย่เสี่ยวจิ่น บ้านแกนี่ยากจนถึงขึ้นบ้าไปแล้วหรือไง แม่แกถึงให้แกมาเก็บจูเฉ่ากินเนี่ย”

   

   เย่จู๋เพิ่งกลับมาจากเอาตะกร้าดักปลาที่ริมแม่น้ำ เห็นเย่เสี่ยวจิ่นนั่งเฝ้าตะกร้าใส่จูเฉ่าสองตะกร้า ก็รู้สึกขำจนทนไม่ไหว

   

   “ปู่ฉันวันนี้ตั้งใจมาหาที่บ้าน เอาเนื้อตากแห้งมาให้ฉันกับน้องชายด้วยละ” หล่อนอดไม่ได้ที่จะเยาะเย้ย

   

   “ได้ยินว่าบ้านรองก็ได้เหมือนกัน ส่วนบ้านพวกแกไม่ได้แน่ๆ ไม่งั้นคงไม่ต้องมาอดอยากกินจูเฉ่าแบบนี้หรอก”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเหลือบมองเย่จู๋ “เนื้อตากแห้งเหรอ ปู่ให้มาเหรอ?”

   

   “ใช่สิ ปลายปีที่แล้วตอนที่หมู่บ้านฆ่าหมู แบ่งเนื้อกันทุกบ้าน บ้านเราก็ให้เนื้อกับปู่ไปตั้งสิบชั่ง”

   

   “ปู่กับย่ารมควันเนื้อไว้ให้หมดแล้วตั้งแต่ตอนฤดูหนาว แถมยังหยิบมาให้อีกตั้งหลายชั่งเลยนะ”

   

   พอฟังถึงตรงนั้น เย่เสี่ยวจิ่นพลันหัวเราะลั่นออกมา “ใช่สิ ที่พวกเธอได้เนื้อไปเยอะ ก็เพราะมาโกงบ้านฉันนี่แหละ!”



   บทที่ 10: เธอกำลังหมายตาเนื้อตากแห้งที่บ้านปู่อยู่


   

   แน่นอนว่าเย่จู๋รู้ดี

   

   ของที่ปู่ย่าเอาไปจากบ้านของเย่เสี่ยวจิ่นทุกปี สุดท้ายแล้วก็แบ่งให้ที่บ้านของหล่อนและบ้านของลุงรอง

   

   “รู้แล้วจะทำไม? รู้แล้วก็ไม่ได้แปลว่าจะให้แกกิน”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นหัวเราะร่า ไม่โกรธเลยสักนิด “บอกฉันมาก็ดีแล้ว ไม่อย่างนั้นคืนนี้ฉันคงต้องกินผักกินหญ้าเสียแล้ว”

   

   “บ้านฉันไม่มีกับข้าว ฉันจะไปเอาเนื้อตากแห้งเดียวที่บ้านปู่ย่ามากิน”

   

   เย่จู๋พ่นลมหายใจแรง “ฝันไปเถอะ ปู่ไม่มีทางให้พวกแกหรอก”

   

   “นังตัวซวยอย่างแก ให้กินไปก็ไม่มีประโยชน์”

   

   “ปู่ย่าเกลียดแกจะแย่ ยังกล้าไปอีกเหรอ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นไม่สนใจไยดี

   

   เธอนั่งอยู่บนคันนาอย่างเชื่อฟัง รอแม่มารับ

   

   ระหว่างหลี่ชุ่ยชุ่ยยังไม่มา เธอก็ได้เจอโจวเซียวที่พาโจวเหวินรุ่ยลงมาจากเขา

   

   ในมือโจวเหวินรุ่ยถือถุงสมุนไพร เขาที่กำลังสงสัยจึงถามว่า “จิ่นเป่า ทำไมเธออยู่คนเดียวตรงนี้ เล่นอะไรอยู่เหรอ”

   

   “แม่ยังไม่เสร็จงานบ้าน แม่บอกว่าให้หนูรออยู่ตรงนี้ ไว้จะมารับกลับ”

   

   “หนูรับปากลุงเซี่ยไว้ว่าจะเอาสมุนไพรไปช่วยรักษาไก่ที่ป่วย เลยมาเก็บสมุนไพรพวกนี้แหละ”

   

   โจวเซียวมองดูแล้วเห็นว่าของทั้งหมดเป็นเพียงหญ้าธรรมดา ก็คิดว่าเด็กน้อยคงกำลังเล่นบทบาทสมมติเป็นพ่อแม่

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเห็นสีหน้าโจวเหวินรุ่ยดูซีดเซียว จึงถามว่า “นายไม่สบายเหรอ”

   

   “อืม ไอหนักมากเลย” โจวเหวินรุ่ยถอนหายใจ “ถ้าเธอมาเล่นกับฉันบ่อย ๆ ฉันก็คงไม่ไอแล้วละ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นหลุดขำออกมา

   

   รู้สึกว่าเจ้าคนขี้โรคคนนี้นี่ช่างน่าขันเสียจริง!

   

   “ฉันไปทางนั้นพอดี ไปส่งก็ได้” โจวเซียวพูดพร้อมกับก้มลงหยิบของที่ตกอยู่บนพื้น

   

   วันนี้เขาใส่เสื้อยืดธรรมดาราวกับไม่สะทกสะท้านต่ออากาศหนาว แต่แขนที่โผล่ออกมาก็ช่างดูล่ำสันเสียเหลือเกิน

   

   อายุไม่มาก แต่รูปร่างกลับกำยำล่ำสัน

   

   ช่างแตกต่างกับน้องชายของเขาอย่างสิ้นเชิง

   

   เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง อุ้มเย่เสี่ยวจิ่นขึ้นมาวางไว้ในกระบุงใบหนึ่ง ก่อนจะอุ้มโจวเหวินรุ่ยไปวางไว้ในกระบุงอีกใบ

   

   เย่เสี่ยวจิ่นนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง พบว่าตัวเองนั่งอยู่บนกองหญ้าอาหารหมูอันอ่อนนุ่มเสียแล้ว

   

   “เกรงใจจังค่ะ” เธอพูดอย่างเขินอาย

   

   โจวเหวินรุ่ยที่นอนคว่ำอยู่ในตะกร้าหัวเราะ “แขนขาลีบๆแบบเธอ ถ้าพี่ชายไม่ให้ติดรถมาด้วย จะต้องเดินอีกนานแค่ไหนกว่าจะถึงบ้าน?”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเลยไม่เกรงใจอีกต่อไป

   

   เด็กน้อยขดตัวอยู่ในตะกร้าอย่างว่าง่าย มือเล็กๆเกาะขอบกระบุงไว้

   

   โจวเซียวเดินอย่างมั่นคง ก้าวเท้ายาวๆออกไป

   

   ระหว่างที่อยู่ในตะกร้า เย่เสี่ยวจิ่นอดนึกถึงละครโทรทัศน์ที่เธอเคยดูไม่ได้

   

   คุณพ่อทั้งหลายมักจะเอาลูกใส่กระบุงผัก หรือกระบุงสานแบบนี้

   

   ตอนนั้นเธอรู้สึกว่าชีวิตช่างลำบากยากเข็ญเสียจริง

   

   ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งตัวเองก็จะถูกแบกแบบนี้เช่นกัน

   

   แต่ว่า... เธอกลับไม่รู้สึกน่าสงสารตรงไหน กลับรู้สึกผ่อนคลายเป็นพิเศษ

   

   แสงแดดอุ่นๆ ส่องลงมาบนร่างกาย

   

   เธอหรี่ตาลงอย่างสบายใจ รู้สึกง่วงนอนขึ้นมาเล็กน้อยจนเผลอหลับตาลงโดยไม่รู้ตัว มองเห็นเพียงแผ่นหลังกว้างที่อยู่ด้านหน้าเท่านั้น

   

   ตอนที่โจวเซียวเดินมาถึง ก็หันกลับไปมองเด็กหญิงที่หลับไปแล้ว

   

   เธอหลับตาปี๋ ตัวงอเป็นลูกแมวอาบแดด

   

   ป้าหลี่เดินเข้ามาด้วยความรู้สึกขอบคุณ “โอ๊ย พวกเธอพาจิ่นเป่าของป้ากลับมาด้วยเหรอ ขอบคุณมากๆจริงๆ”

   

   “ไม่เป็นไรครับ แค่เรื่องเล็กน้อย พวกเราไปก่อนนะครับ”

   

   ป้าหลี่มองเขากับโจวเหวินรุ่ยเดินจากไป แล้วคิดกับตัวเองว่าหนุ่มๆ ในเมืองนี้ช่างดีจริงๆ

   

   ไม่เพียงแต่ดูดีเท่านั้น แต่ยังขยันขันแข็งและจิตใจดีอีกด้วย

   

   ทั้งคู่ช่างหล่อเหลา โดยเฉพาะโจวเหวินรุ่ยที่บรรดาสะใภ้ในหมู่บ้านชอบเขามาก

   

   พวกเธอคงอยากมีลูกชายที่น่ารักและบอบบางแบบนี้บ้าง

   

   “จิ่นเป่า? นอนพอหรือยัง?” หลี่ชุ่ยชุ่ยก้มลงลูบแก้มลูกสาว “ยัยลูกหมูขี้เซาเอ๊ย”

   

   เมื่อเย่เสี่ยวจิ่นตื่นขึ้นมา ก็ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงแล้ว

   

   เธอเห็นหลี่ชุ่ยชุ่ยกำลังทำอาหารอยู่

   

   ในกะละมังมีแต่ผักกาดขาว ไม่มีอย่างอื่น

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่ยอมกินไข่ทุกวัน

   

   จึงคิดว่าจะทำแกงจืดผักกาดขาว ใส่น้ำมันหมูลงไปหน่อยก็หอมแล้ว

   

   เย่เสี่ยวจิ่นรีบพูดว่า “แม่ ไม่ต้องรีบทำกับข้าวนะจ๊ะ หนูจะไปหาของอร่อยๆมากิน”

   

   “ของอร่อยอะไรเหรอ” หลี่ชุ่ยชุ่ยสงสัย “เก็บไข่กลับมาหมดแล้วไม่ใช่เหรอ”

   

   “ไม่ใช่จ้ะ หนูจะไปกินเนื้อ”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นลุกจากเตียงอย่างคล่องแคล่ว วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

   

   หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบเดินไปดู เห็นเพียงเงาลูกสาววิ่งไปไกลแล้วในยามเย็น

   

   “เด็กคนนี้นี่ ชอบทำตัวลึกลับเหลือเกิน”

   

   แน่นอนว่าเธอต้องทำตัวลึกลับ ไม่อย่างนั้นแม่ต้องไม่ยอมให้ออกจากบ้านแน่

   

   ในหมู่บ้านมีควันไฟลอยคลุ้งไปทั่ว ทุกบ้านต่างก็ก่อไฟทำอาหาร

   

   เย่ฉู่เฉียงและหลิวต้าเม่ยภรรยาของเขาต่างกำลังล้างเนื้อตากแห้ง

   

   เนื้อตากแห้งของบ้านพวกเขาผ่านการรมควันมาสองเดือนแล้ว มีสีเหลืองทองอร่าม ไขมันเยิ้มน่ารับประทาน

   

   เย่ฉู่เฉียงลองยกเนื้อตากแห้งชิ้นยาวขึ้นมาดูด้วยความภาคภูมิใจ “เนื้อนี่รมควันได้ที่แล้ว ไม่เสียแรงที่ฉันใช้ฟืนไปตั้งมาก หอมกว่าของบ้านอื่นเขาเยอะ!”

   

   “นั่นสิ ก็คุณคอยเฝ้าอยู่ทุกวัน ใช้เปลือกส้มรมควันไปตั้งเท่าไหร่ จะไม่ให้หอมได้ยังไง”

   

   หลิวต้าเม่ยพูดพร้อมกับหัวเราะ “ตอนบ่ายฉันกลับมาจากทำงาน เห็นว่าแถวเชิงเขามีชุนฉู่อยู่”

   

   “เมื่อกี้ฉันตามป้าสามไปเก็บชุนฉู่กลับมา ผัดกับเนื้อตากแห้งอร่อยอย่าบอกใครเชียว”

   

   เย่ฉู่เฉียงพูด “เดิมทีเรามีเนื้อตากแห้งตั้งแปดชิ้นนะ”

   

   “ตอนนี้ให้บ้านหัวหน้าไปสามชิ้น บ้านน้องรองไปอีกสามชิ้น พวกเราก็เลยเหลือแค่สองชิ้นเอง”

   

   หลิวต้าเม่ยพยักหน้า “ลูกชายคนโตบ้านเจ้าใหญ่ปีหน้าจะเข้ามัธยมปลายแล้ว เป็นเด็กเรียนต้องบำรุงสมองหน่อย”

   

   “ส่วนหลานชายคนโตบ้านเจ้ารองปีหน้าจะเข้าเมืองไปเรียนตัดผม เขาว่ากันว่ารายได้ดีทีเดียว”

   

   “เข้าเมืองไปแล้วคงจะไม่ได้กินของดีๆแบบนี้ อนาคตคงลำบากน่าดู”

   

   สามีภรรยาคู่นี้เอ็นดูและเป็นห่วงเป็นใยครอบครัวลูกชายคนโตและลูกชายคนรองมาก

   

   กลับไม่เคยคิดถึงครอบครัวลูกชายสามเลยสักนิดว่าไปขุดลอกคลองนานแล้วทำไมยังไม่กลับมา

   

   ปล่อยให้ภรรยาของลูกชายสามพาลูกสาวที่ป่วยออดๆแอดๆ กินแต่ผักต้มกับข้าวต้มไปวันๆ

   

   ปัญหาทั้งหมดนั้น… พวกเขาไม่สนใจไยดีเลย

   

   เย่เสี่ยวจิ่นเดินเข้าไปในบ้านทันที “คุณปู่ คุณย่า วันนี้พวกคุณแบ่งเนื้อตากแห้งแล้ว ฉันมาเอาเนื้อตากแห้งของบ้านเราค่ะ”

   

   สีหน้าของเย่ฉู่เฉียงและหลิวต้าเม่ยเปลี่ยนจากเอ็นดูเป็นเย็นชาในทันที

   

   ทั้งสองคนเผยสีหน้ารังเกียจและเย็นชา

   

   “แกมาทำไม? แม่แกยุให้แกมาใช่ไหม” หลิวต้าเม่ยลุกขึ้น เดินไปจับแขนของเย่เสี่ยวจิ่น

   

   “ออกไปจากบ้านฉัน”

   

   “คุณย่า ทำไมคุณทำแบบนี้? บ้านเราก็ให้เนื้อไปตั้งสิบจิน...”

   

   เย่ฉู่เฉียงตะคอก “สิบจินนั่นพ่อแกสมควรให้เพื่อแสดงความกตัญญูต่อพวกเรา แกเกี่ยวอะไรด้วย!”

   

   “กลับไปบอกแม่แกซะ อย่าคิดว่าตอนนี้เจ้าสามไม่อยู่บ้านแล้วจะมาเกเรที่บ้านฉันได้”

   

   “ไสหัวไป!”

   

   เย่เสี่ยวจิ่นคาดการณ์ไว้แล้วว่าจะต้องเป็นแบบนี้

   

   ตอนที่ถูกผลักออกมา เธอจึงแกล้งล้มลงไปกองกับพื้น พร้อมปล่อยโฮออกมาอย่างน่าสงสาร น้ำตาไหลพราก ราวกับจะขาดใจตายอยู่ตรงนั้น

   

   “ทุกคนมาดูนี่สิคะ คุณปู่คุณย่าตีหนู ฮือๆๆ...”

   

   “พี่สาวบอกว่าคุณปู่แบ่งเนื้อตากแห้งให้ หนูถึงเพิ่งมา ก่อนหน้านี้ตอนแบ่งเนื้อ พวกเราก็ให้ไปตั้งสิบจิน...”

   

   “คุณปู่แบ่งเนื้อตากแห้งของพวกเราให้คุณลุงใหญ่กับคุณลุงรองจนหมด แล้วยังมาด่าหนูว่าหน้าด้าน...”

   

   “หนูกับแม่ต้องกินผักกินหญ้าทุกวัน หิวจะแย่อยู่แล้ว น่าสงสารที่สุด...”

   

   “ฮือๆๆ ...”

   

   หลิวต้าเม่ยกล้าลำเอียงได้ขนาดนี้ ก็เพราะครอบครัวของลูกชายคนเล็กเป็นพวกไม่สู้คนนั่นแหละ

   

   ตีเท่าใดก็ไม่ปริปาก

   

   ไม่คิดเลยว่าเย่เสี่ยวจิ่นจะไม่เหมือนกับเขา!

   

   “แก... แกอย่าพูดซี้ซั้ว!”

   

   ชาวบ้านใกล้เคียงต่างพากันมาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

   

   เย่เสี่ยวจิ่นทำท่าทางน่าสงสารเอ่ยขอร้อง “หนูหิวจะตายแล้วคุณย่า ขอร้องละ เอาเนื้อสิบจินของบ้านเรากลับคืนมาเถอะ!”

   

   คำพูดนั้นทำให้หลิวต้าเม่ยโมโหจนหน้ามืดเกือบล้มลงไปกับพื้น รีบคว้ามือยึดกรอบประตูไว้  

   

   [1] ชุนฉู่ : เป็นผักป่ายืนต้นของจีน ยอดอ่อนใช้เป็นอาหารได้



จบตอน

Comments