paopao ep66-70

 บทที่ 66: เลือกหัวหน้าทีม


วันจันทร์

แต่เช้าตรู่ หลี่ชุ่ยชุ่ยก็ตื่นขึ้นมาทำอาหาร

ผักกูดและผักดองทำเสร็จตากแห้งแล้ว

หล่อนใช้พริกแดงผัดกับผักดอง แล้วยังมีข้าวตัง หอมน่ากินมาก

เย่หวายกินไข่เสร็จแล้ว เตรียมตัวไปโรงเรียน

“เสี่ยวหวาย อย่าลืมเอาอาหารกลางวันไปด้วยนะ” หลี่ชุ่ยชุ่ยหยิบปิ่นโตเคลือบ ใส่ข้าว ผักดอง และข้าวตัง

ปิ่นโตใส่ไว้ในถุงผ้า

หล่อนอัดข้าวให้แน่น

เด็กๆกำลังอยู่ในช่วงเติบโต ถ้ากินอาหารไม่มีสารอาหารเพียงพอ

ก็จะเป็นเหมือนเย่จื้อผิง กลายเป็นคนผอมแห้งและตัวเตี้ย

“รีบเอาไปสิ ถ้ากินไม่อิ่มก็บอกแม่นะ”

“คราวหน้าแม่จะต้มไข่ให้เอาไปกินเพิ่มอีก”

“ข้าวเยอะขนาดนี้ ต้องพอกินแน่ๆ” เย่หวายรับถุงผ้ามา “แม่ครับ งั้นผมไปโรงเรียนก่อนนะ”

“หยางลี่ลี่กับพี่ชายของเธอ หยางจิ่น กำลังรอผมอยู่”

“ได้ รีบไปเถอะลูก” หลี่ชุ่ยชุ่ยเตือนอีกว่า “เย็นนี้กลับบ้านเร็วๆหน่อยนะ คืนนี้จิ่นเป่าจะไปเลือกหัวหน้าทีม”

เย่หวายพยักหน้า “เรื่องสำคัญขนาดนี้ ผมจำได้แน่นอนครับ”

พูดจบ เย่หวายก็ถือของวิ่งเหยาะๆไปโรงเรียนทันที

เย่เสี่ยวจิ่นตื่นขึ้นมา ได้กลิ่นหอมๆ ทั้งหอมทั้งฉุน

เธอล้างหน้าแปรงฟันเสร็จแล้ว ก็ขยี้จมูก

เมื่อมาถึงหน้าโต๊ะอาหาร เธอเห็นผักกูดดองเค็มที่ทำกับพ่อเมื่อสองวันก่อน

“ผักกูดดองเค็มนี่ส่งกลิ่นหอมจังเลย” เธอถูมือน้อยๆ “ดูน่าจะกินกับข้าวได้อร่อยด้วย”

หลี่ชุ่ยชุ่ยส่งชามข้าวให้เธอ “งั้นลูกลองชิมดูเร็ว มันอร่อยจริงๆนะ”

“กินกับข้าวได้ก็กินเยอะๆหน่อย จะได้อ้วนขึ้นมาจะได้แข็งแรง”

เย่เสี่ยวจิ่นกินผักกูดดองเค็ม รสชาติดีมาก เธอถึงกับตักข้าวเพิ่มอีกชาม

หลังกินข้าวเสร็จ เย่เสี่ยวจิ่นกับหลี่ชุ่ยชุ่ยไปที่ฟาร์มไก่ด้วยกัน

เย่เสี่ยวจิ่นรายงานเรื่องการสมัครเป็นหัวหน้าทีมสวนผลไม้

เซี่ยเฟยฝานได้ยินเรื่องนี้จากผู้ใหญ่บ้านแล้ว

เขาเห็นเย่เสี่ยวจิ่นมา จึงโบกมือเรียก “จิ่นเป่า มานี่”

เย่เสี่ยวจิ่นโบกมือลาหลี่ชุ่ยชุ่ย แล้วเดินไปหาเซี่ยเฟยฝาน

หลินจวงถือหนังสือ นั่งยองๆอ่านหนังสืออยู่ข้างๆ

“ใช่แล้ว พวกคุณรู้กันหมดแล้วเหรอ งั้นพวกคุณจะลงคะแนนให้หนูไหม?”

เย่เสี่ยวจิ่นไม่รู้สึกอายแม้แต่น้อย

หลินจวงหัวเราะพรืด วางหนังสือในมือลง “เธอก็ต้องแสดงความสามารถออกมาก่อนสิ พวกเราถึงจะพิจารณาว่าจะลงคะแนนให้เธอหรือเปล่า”

“หนูน่ะ… มีวิธีเยอะมากเลยนะ” เย่เสี่ยวจิ่นเอามือเท้าเอว ย่นจมูก “ถึงหนูจะอายุน้อย แต่คุณอย่าดูถูกนะ”

หลินจวงสงสัย “เธอปลูกไม้ผลเป็นจริงๆเหรอ?”

“เป็นสิ”

“งั้นเธอคิดว่าเธอจะสามารถจัดการคนในสวนผลไม้ที่มีมากมายขนาดนั้นได้เหรอ?”

เย่เสี่ยวจิ่นเบ้ปาก “อืม… ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ?”

เซี่ยเฟยฝานนั่งอยู่บนขั้นบันได อาบแดดอยู่ ผิวของเขาดูหยาบกร้านไปบ้าง

เขาพับแขนเสื้อขึ้น ชี้ไปที่เย่เสี่ยวจิ่น “เจ้าเด็กคนนี้น่ะ ต้องมีอะไรซ่อนไว้แน่ๆ ยังมีอะไรที่คนอื่นทำไม่ได้อีกใช่ไหม?”

“สิ่งที่เธอไม่ได้วางแผนไว้ เธอก็จะไม่ทำ”

เย่เสี่ยวจิ่นคิดในใจว่าลุงเซี่ยคิดในทางที่ดีกับเธอเกินไปแล้ว

ไม่ใช่ว่าเธอมีแผน แต่เป็นระบบที่บังคับให้ทำต่างหาก

เธอจำเป็นต้องคำนึงถึงค่าสุขภาพของตัวเองด้วย

“เธอซ่อนอะไรไว้กันแน่? เล่าให้พวกเราฟังหน่อยสิ” หลินจวงอยากรู้อยากเห็นมาก “คนที่สมัครมาส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนที่รู้วิธีปลูกไม้ผล”

“พวกเขาก็มีวิธีการที่ไม่เลวเหมือนกัน เธอลองบอกมาสิ พวกเราจะช่วยพิจารณาให้”

เย่เสี่ยวจิ่นลูบคางแล้วพูดว่า “หนูสามารถเปลี่ยนพันธุ์ไม้ผลได้”

“เปลี่ยนพันธุ์?” คราวนี้ทำเอาหลินจวงตกใจเลยทีเดียว

เซี่ยเฟยฝานก็สงสัย “ไม้ผลจะเปลี่ยนพันธุ์ได้อย่างไร?”

“พันธุ์ต้นท้อก่อนหน้านี้ใช้ไม่ได้ ทั้งหมดถูกขุดทิ้งแล้วปลูกใหม่”

“ได้ยินมาว่าต้นไม้ใหม่นี้ยังไม่ทันออกผลท้อ โรคและแมลงก็ระบาดอย่างหนักแล้ว”

“เปลี่ยนครั้งหนึ่งต้องเสียเวลาหลายปี”

เย่เสี่ยวจิ่นส่ายหน้า “ก็แค่เก็บตอไม้เดิมไว้ แล้วเปลี่ยนพันธุ์น่ะ”

เซี่ยเฟยฝานครุ่นคิดสักครู่ รู้สึกสนใจในคำอธิบายของเธอมาก

“ได้ งั้นเมื่อเธอพูดตอนกลางคืน อย่าลืมอธิบายเรื่องนี้ให้ชัดเจนด้วย”

“ฉันค่อนข้างอยากรู้ว่าไม้ผลจะเปลี่ยนพันธุ์โดยไม่ต้องขุดทิ้งได้อย่างไร”

เขาพูดพลางเงยหน้ามองเย่เสี่ยวจิ่น “เธอวางแผนจะเปลี่ยนพันธุ์เป็นต้นอะไร?”

“ตอนนี้กำลังพิจารณาลูกแพร์หิน รสชาติของลูกแพร์นั้นไม่ดี สามารถเปลี่ยนเป็นลูกแพร์ที่อร่อยกว่าได้”

โดยไม่รู้ตัวเธอได้ถูกปลุกความอยากรู้อยากเห็นของหลินจวงขึ้นมาแล้ว

“เธอไม่ต้องพูดตอนกลางคืนหรอก พูดตอนนี้เลยไม่ได้เหรอ”

เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มแล้วแลบลิ้น “ถ้าพูดตอนนี้ ตอนกลางคืนก็ต้องพูดอีก มันยุ่งยากเกินไป”

“คุณไปฟังตอนกลางคืนก็แล้วกัน”

เซี่ยเฟยฝานพยักหน้า “ทางผู้ใหญ่บ้านก็สงสัยเกี่ยวกับตัวเธอมากเหมือนกัน”

“เธอมีความรู้ รู้จักตัวอักษรมาก การเลือกหัวหน้าทีมน่ะ… เขาจะเลือกคนที่มีความรู้มาบริหารก่อน”

“ถ้าเรื่องที่เธอ… เรื่องอะไรนะ เปลี่ยนพันธุ์พืชนั่นน่ะ ถ้ามันดีจริง คนอื่นก็ไม่จำเป็นต้องเก่งกว่าเธอหรอก”

ยังไงหลินจวงก็จะลงคะแนนให้เย่เสี่ยวจิ่นอยู่แล้ว

ส่วนคนอื่นที่สมัคร

บางคนก็แค่ลองเสี่ยงโชค บางคนก็กำลังเตรียมตัวอย่างดี

วันนี้เย่จื้อเฉียงไม่ได้ออกไปทำงาน เขาอยู่บ้านโดยมีหลี่กุ้ยฮวาคอยจับตาดูอยู่

เขานั่งลงบนเก้าอี้ ถอนหายใจแล้วพูดว่า “ฉันเตรียมตัวเกือบพร้อมแล้วจริงๆ”

“งั้นคุณลองพูดให้ฟังหน่อยสิ สมมติว่าฉันกับเย่จู๋เป็นชาวบ้าน”

เย่จู๋มองพ่อตาแป๋ว

เย่จื้อเฉียงรู้สึกตื่นเต้นในใจ เขาเป็นแค่ชาวนา ไม่เคยพูดปราศรัยหาเสียงมาก่อน

เขาถอนหายใจแล้วพูดว่า “สวัสดีทุกคน ฉันชื่อเย่จื้อเฉียง มีประสบการณ์ปลูกไม้ผลมากว่า10ปีแล้ว”

“ลูกชายฉันก็เป็นคนมีความรู้ ส่วนตัวฉันเองก็อ่านออกเขียนได้และคิดเลขเป็น”

“นอกจากนี้ฉันก็เป็นคนพื้นเพของหมู่บ้านชงเถียน รู้จักสภาพแวดล้อมที่นี่เป็นอย่างดี”

“ฉันทำงานขยันขันแข็ง ลงมือทำด้วยตัวเอง รับรองว่าจะนำพาทุกคนปลูกไม้ผลได้อย่างดีแน่นอน!”

“ฉันคิดว่าตัวเองเหมาะสมที่จะเป็นหัวหน้าทีม หวังว่าทุกคนจะลงคะแนนให้ฉัน”

หลี่กุ้ยฮวาพยักหน้าอย่างพอใจ “ดีมาก ตอนนั้นคุณพูดให้เสียงดังขึ้นอีกหน่อย และมั่นใจหน่อย”

“ด้วยร่างกายที่แข็งแรงของคุณ ไม่มีปัญหาแน่นอน”

เย่จู๋ก็พยักหน้าเช่นกัน “ใช่แล้ว พ่อทำงานเก่งมาก ไม่มีใครเทียบพ่อได้หรอก”

เย่จื้อเฉียงรู้สึกลอยละล่องเมื่อได้รับคำชมจากภรรยาและลูกสาว

เขายืดอกขึ้น น้ำเสียงเพิ่มความมั่นใจขึ้นหลายส่วน “เอ่อ หวังว่าคนอื่นๆก็จะคิดว่าฉันทำได้”

“ครอบครัวเรายังไม่เคยมีใครเป็นหัวหน้าทีมเลย เราก็จะได้เป็นเจ้าหน้าที่บ้าง”

“จะได้สร้างหน้าตาให้กับครอบครัวตระกูลเย่ของเราด้วย”

หลี่กุ้ยฮวาถ่มน้ำลาย “ยังจะพูดถึงตระกูลเย่ของคุณอีก ครอบครัวของบ้านสามยังไม่คิดจะลงคะแนนให้คุณเลย”

“ฉันสืบมาแล้ว คนที่พวกเขาส่งชื่อเข้าชิงคือ เย่เสี่ยวจิ่น!”

“หลี่ชุ่ยชุ่ยลงทะเบียนให้เธอ เธอบ้าไปแล้วจริงๆ!”

เย่จู๋ทำปากยื่นพูดอย่างดูถูกว่า “บ้าไปแล้วจริงๆ เย่เสี่ยวจิ่นอายุเท่าไหร่กัน? เธอจะทำงานได้เหรอ?”

“งานในสวนผลไม้ คงไม่มีอะไรที่เธอทำได้สักอย่างมั้ง?”

“หรือจะให้นั่งถอนหญ้าทั้งวันหรือไง?”

ทั้งครอบครัวต่างพากันเยาะเย้ยบ้านสาม ราวกับเป็นเรื่องตลก

หลังอาหารเย็น

ทุกคนไปที่หมู่บ้าน

ผู้ใหญ่บ้านและเลขาฯนั่งอยู่บนม้านั่ง ด้านบนเว้นพื้นที่ว่างไว้

ซุนฉางซู่ถือรายชื่ออยู่ในมือ

ตอนนี้เป็นเวลาหกโมงเย็นแล้ว แต่ฟ้าก็ยังไม่มืด

ช่วงนี้อากาศดี ดวงอาทิตย์จึงยังคงแขวนอยู่ที่ขอบฟ้า

บนพื้นมีผู้คนนั่งยองๆอยู่มากมาย เป็นกลุ่มก้อนดำทะมึน

ซุนฉางซู่ถือรายชื่อเดินไปที่ลานโล่ง “ทุกคนมากันครบแล้ว ก่อนหน้านี้ในหมู่บ้านของเรามีบางคนใช้อำนาจในทางมิชอบ”

“ก่อให้เกิดผลร้ายแรงและความเสียหายที่ยากจะรับผิดชอบได้”

“ยังถูกอำเภอจับไปเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้กับทุกคนดูด้วย”

“แน่นอนว่า สองคนที่ทำเรื่องโง่เขลานั้นก็ไม่สามารถดำรงตำแหน่งหัวหน้าทีมได้อีกต่อไป”

“วันนี้พวกเราจะเลือกหัวหน้าทีมสวนผลไม้คนใหม่ ในมือผมก็มีรายชื่อ ทุกคนต่างกระตือรือร้นสมัครกันมาอย่างคึกคัก”

ผู้ใหญ่บ้านกำลังพูดพร่ำอยู่ด้านบน

คนด้านล่างก็พูดกระซิบกระซาบกัน

“การปลดสองคนนั้นออกจากตำแหน่งถือเป็นเรื่องดีนะ คราวนี้ต้องเลือกคนที่ไม่ใช้อำนาจในทางมิชอบให้ดีๆ”

“นั่นเป็นไปได้ยังไง? พอได้เป็นหัวหน้าทีม ก็ต้องหาผลประโยชน์ให้ตัวเองบ้างสิ”

“ได้ยินมาว่าคนที่สมัครครั้งนี้เยอะมากเลย คงเห็นเซี่ยวเยว่กับลู่เฟิงทำเงินได้ดี เลยพากันมาสมัครใช่ไหม?”

มีคนพูดกันไปต่างๆนานา

เย่เสี่ยวจิ่นกับครอบครัวนั่งอยู่แถวหลัง

บังเอิญว่า ครอบครัวของเย่จื้อเฉียงก็นั่งอยู่แถวหลังเช่นกัน

เย่เสี่ยวจิ่นหูดี ได้ยินเย่จื้อเฉียงพูดซ้ำๆถึงคำว่า ‘เกิดและเติบโตที่นี่’ ‘ขยันและซื่อสัตย์’

เธอส่ายหน้า รู้สึกว่ามันช่างน่าขันเสียจริง

บทที่ 67: การแข่งขันเริ่มขึ้นแล้ว

เย่จื้อเฉียงรู้สึกไม่มั่นใจเล็กน้อย

เขาเห็นครอบครัวของเย่จื้อผิง จึงรีบตบไหล่เย่จื้อผิงทันที

“น้องสาม พวกนายเตรียมตัวมาอย่างไรบ้าง?”

เย่จื้อผิงหันมาเห็นเย่จื้อเฉียง “พี่ใหญ่ พวกเรา…ไม่ได้เตรียมตัวอะไรมากหรอก”

“จิ่นเป่าแค่มาร่วมสนุกเท่านั้น ใช่ไหมจิ่นเป่า?”

เย่จื้อผิงตั้งใจพูดถ่อมตัว

เพราะเขาก็ไม่มีความมั่นใจเช่นกัน

เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้าอย่างจริงใจ “ใช่ค่ะ หนูแค่มาเล่นสนุกเท่านั้น”

เย่จื้อเฉียงพยักหน้าอย่างพอใจ รู้ว่าพวกเขาแค่มาลองดวง

“พวกนายก็อย่าเครียดกันมากนักเลย สำคัญที่การมีส่วนร่วมนะ!”

เย่เสี่ยวจิ่นแสดงความเห็นด้วย “คุณลุงคะ คุณลุงเตรียมตัวมาดีแน่ๆใช่ไหมคะ? เมื่อกี้หนูได้ยินคุณลุงซ้อมท่องพูดอยู่เลย”

หลี่กุ้ยฮวาพูดอย่างไม่ถ่อมตัว “แน่นอนอยู่แล้ว พวกเราเตรียมตัวมาดีมากๆ”

“ไม่เหมือนพวกนาย ที่คิดจะมาลองดวงใช่ไหมล่ะ?”

“แต่เรื่องแบบนี้ จะมาหวังพึ่งดวงได้ยังไง? ต้องดูที่ความสามารถจริงๆต่างหาก”

เย่เสี่ยวจิ่นเออ.ออ “ใช่ๆ งั้นคุณลุงคงมีความหวังสูงแน่เลย”

“ถ้าคุณลุงได้เป็นหัวหน้าทีม ก็จะพาพ่อของหนูไปทำงานด้วยได้ใช่ไหมคะ?”

เย่จื้อเฉียงกับหลี่กุ้ยฮวาต่างหัวเราะ

ถ้าพวกเขาได้เป็นหัวหน้าทีมจริงๆ จะเป็นไปได้ยังไงที่จะพาคนขาเป๋ไปทำงานด้วย?

มันจะไม่เป็นที่ครหาของคนอื่นหรอกเหรอ?

หลี่กุ้ยฮวาหัวเราะพลางกล่าวว่า “นั่นก็ต้องดูที่ความสามารถของแต่ละคนนะ ลุงใหญ่ของเธอ… ยังไม่แน่ว่าจะได้รับเลือกหรอก”

“ตอนนี้เธอมาสร้างความสัมพันธ์ มันยังเร็วไปหน่อยนะ”

“แล้วฉันก็เคยบอกพวกเธอแล้วนะ ถ้าไม่ให้คะแนนเสียงกับพวกเรา ก็อย่าคิดจะมาประจบประแจงพวกเราล่ะ”

หลี่ชุ่ยชุ่ยแค่นเสียงหึ “จิ่นเป่า มาหาแม่นี่ลูก”

หลี่ชุ่ยชุ่ยดึงเย่เสี่ยวจิ่นไปอีกด้านหนึ่ง

หลี่กุ้ยฮวาพึมพำ “ยังจะรักษาหน้าอีก รอต่อไป… จะยังรักษาหน้าได้อีกไหม?”

หล่อนยิ้มอย่างเยาะเย้ย นึกภาพครอบครัวของหลี่ชุ่ยชุ่ยมาขอร้องพวกเขาแล้ว

ต้องมาอ้อนวอนพวกเขาอย่างนอบน้อมแน่ๆ

รู้แบบนี้แต่แรก ตอนนั้นจะมาทำเป็นแข็งกร้าวทำไมกัน?

สายตาของหลี่กุ้ยฮวายิ่งดูถูกมากขึ้น “จื้อเฉียง คุณต้องทำให้ดีๆนะ อย่าให้คนอื่นเห็นแล้วหัวเราะเยาะได้”

เย่จู๋ก็พูดให้กำลังใจว่า “ใช่แล้ว พ่อต้องเก่งกว่าเด็กคนหนึ่งแน่นอน”

เป็นคนจากกลุ่มอื่น

“ผมชื่อหลินฝูกุ้ย มาสมัครเป็นหัวหน้าทีม ผมเป็นคนขยันขันแข็งและซื่อสัตย์ ไม่ชอบเอาเปรียบใคร”

“อะไรที่ทำได้ ผมจะพยายามทำให้ดีที่สุด รับรองว่าจะไม่ทำให้ทุกคนเสียเปรียบ”

“และผมก็เป็นคนพื้นเพของหมู่บ้านชงเถียนด้วย ผมปลูกผลไม้มาหลายปีแล้ว”

“ผมเข้าใจเรื่องการปลูกผลไม้เป็นอย่างดีแน่นอน”

เย่จื้อเฉียงฟังคนบนเวทีพูด สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที “เขาพูดอะไรน่ะ เหมือนกับที่ฉันจะพูดไม่มีผิด”

“เขาพูดไปหมดแล้ว ฉันจะพูดอะไรต่อล่ะ?”

หลี่กุ้ยฮวาตบแขนเขาทีหนึ่ง “งั้นนายรีบเปลี่ยนสิ!”

“ไม่ต้องพูดเหมือนคนอื่นทุกอย่างก็พอแล้ว”

เย่จื้อเฉียงคิดอย่างหนัก เริ่มรู้สึกลำบากขึ้นมา

สีหน้าของเขาก็เริ่มดูกระวนกระวายขึ้น

เขาเกาแก้มแล้วพูดว่า “ฉันจะพูดอะไรได้อีกล่ะ? นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการจะพูดแล้ว”

หลี่กุ้ยฮวาคิดสักครู่แล้วพูดว่า “นายก็บอกว่านายมีความรู้สิ!”

“บอกว่านายอ่านออกเขียนได้ อ่านหนังสือมามาก”

“ปัญหาคือฉันก็อ่านออกไม่กี่ตัวหรอก แล้วต่อไปก็จะถูกจับได้ไม่ใช่เหรอ?” เย่จื้อเฉียงรู้สึกไม่มั่นใจ “แล้วฉันรู้จักตัวหนังสือกี่ตัวกัน? ทุกคนก็รู้กันดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?”

สองคนนี้เริ่มพึมพำ และรู้สึกกังวลขึ้นมา

คนที่สองและคนที่สามก็ขึ้นเวทีไปแล้ว

พวกเขาพูดเรื่องคล้ายๆกันทั้งนั้น

จนถึงคนที่ห้า เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง

เธอเป็นคนต่างถิ่นที่แต่งงานเข้ามา พอขึ้นเวทีก็ยิ้มน้อยๆ “ฉันชื่อซุนชิวเซียง ฉันมาลงสมัครเป็นหัวหน้าทีม”

“ฉันจบการศึกษาระดับมัธยมต้น อ่านออกเขียนได้เกือบทุกตัวอักษร และฉันชอบอ่านหนังสือเป็นประจำ”

“ที่บ้านฉันปลูกผลไม้ไว้บ้าง ซึ่งฉันปลูกเองทั้งหมด”

“เมื่อเร็วๆนี้ฉันกำลังอ่านหนังสือเกี่ยวกับการปลูกไม้ผล และตั้งใจว่าจะไปเรียนรู้วิธีการขั้นสูงจากครูผู้เชี่ยวชาญในภายหลัง”

ซุนชิวเซียงพูดอย่างมีหลักการ ทั้งยังดูหน้าตาสะอาดสะอ้าน และเป็นคนอัธยาศัยดี

หลายคนเริ่มรู้สึกชอบเธอแล้ว

“การเรียนรู้นั้นต้องไม่หยุดยั้ง สิ่งที่ฉันรู้ตอนนี้อาจจะยังไม่มากเท่าครูผู้เชี่ยวชาญ”

“แต่ฉันสามารถเรียนรู้ได้ ฉันยังอายุน้อย มีความรู้ เรียนรู้ได้เร็ว”

“ฉันหวังว่าผู้ใหญ่บ้าน เลขาฯ และพี่น้องชาวบ้านทุกท่าน จะให้โอกาสนี้แก่ฉัน”

หลังจากซุนชิวเซียง.ลงจากเวที ซุนฉางซู่และกัวชิงซงต่างพยักหน้าด้วยความพอใจ

หลี่ชุ่ยชุ่ยเห็นแล้วรู้สึกกังวลใจ “จะทำยังไงดีล่ะ? ซุนชิวเซียงอายุยังน้อย แถมยังเรียนจบชั้นมัธยมต้นด้วย”

เย่เสี่ยวจิ่นถอนหายใจ “แม่ เชื่อมั่นในตัวหนูหน่อยสิ”

“อย่าเพิ่งบอกว่าหนูไม่ได้รับเลือกตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเลย”

“แม่พูดแบบนี้จะทำให้หนูหมดกำลังใจนะ”

หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบแก้ตัว “โอ๊ย จิ่นเป่า แม่ผิดเองจ้ะ”

“จิ่นเป่าของเราเก่งที่สุดแล้ว ต้องทำได้แน่นอน”

ผู้ใหญ่บ้านประกาศชื่อ “คนต่อไป เย่จื้อเฉียง”

เย่จื้อเฉียงรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่า เขาเดินขึ้นไปบนเวทีอย่างแข็งทื่อ

เขารู้สึกประหม่ามากเมื่อเห็นคนมากมายขนาดนี้

เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองพูดอะไรไปบ้าง พอลงมาก็เห็นสีหน้าของหลี่กุ้ยฮวาไม่ค่อยดี

เขาก็รู้เลยว่าตัวเองทำได้ไม่ดี

หลี่กุ้ยฮวาถอนหายใจ อยากจะดุ แต่ก็ไม่จำเป็น

“ช่างเถอะ ไม่เป็นไร คราวนี้ซุนชิวเซียงคงจะได้รับเลือกแน่นอน”

“ถึงนายจะไม่ได้รับเลือก คนอื่นๆก็พอๆกัน”

“นายไม่ต้องรู้สึกอับอายไป”

มีคนขึ้นไปกว่าสิบคน

ซุนชิวเซียงมีโอกาสชนะมากที่สุด

คนจากกลุ่มอื่นต่างรุมล้อมอยู่หน้าซุนชิวเซียง

“พวกคนแก่เหล่านี้ไม่รู้หนังสือกันทั้งนั้น ทุกปีเวลาเก็บเกี่ยวสวนผลไม้ จะต้องคำนวณและบันทึกตัวเลขด้วย”

“พวกเขาคงทำไม่ได้แน่ๆ แม้แต่ประกาศของหมู่บ้านที่ส่งมาก็ยังอ่านไม่ออก”

“คนที่มีการศึกษาสูงมีโอกาสได้รับเลือกมากที่สุด”

ซุนชิวเซียงพยักหน้า เธอเพิ่งแต่งงานเข้ามาเป็นสะใภ้

ตัวเธอเองจริงๆ แล้วไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการเพาะปลูกเท่าไหร่

แต่เธอรู้หนังสือ นั่นคือจุดแข็งที่ใหญ่ที่สุดของเธอแล้ว

ก่อนหน้านี้ตอนที่เซี่ยวเยว่เป็นหัวหน้าทีม หล่อนก็ไม่ได้ปลูกผลไม้ทุกวัน

“ฉันแค่กลัวว่าถ้ามีคนที่ทั้งมีความรู้และเข้าใจเรื่องไม้ผลด้วย ฉันก็คงสู้เขาไม่ได้”

“แถมฉันเองก็ไม่ได้เรียนจบวิทยาลัยอาชีวะ ถ้ามีคนที่มีทั้งความรู้ทางวิธีการและอยากเป็นหัวหน้าทีมล่ะ?”

“คุณวางใจได้เลย ที่นี่มีคนมีความรู้ไม่กี่คนหรอก” คนข้างๆพูดพลางหัวเราะ “คนที่มีความรู้จริงๆ ก็เป็นหัวหน้าทีมกันไปหมดแล้ว”

“คนรุ่นใหม่ก็ออกไปเรียนหนังสือกันหมด ใครจะมาเทียบกับคุณได้ล่ะ?”

“ดูทั้งหมู่บ้านสิ ถ้าจะหาคนที่เรียนจบมัธยมต้นก็มีไม่กี่คนหรอก”

“งั้นก็ดีแล้ว” ซุนชิวเซียงยิ้มออกมาเล็กน้อย ในใจก็รู้สึกผ่อนคลายลงมาก

ด้านหลังก็เหลือคนไม่กี่คนแล้ว

เธอแค่รออีกนิดก็จะรู้ผลแล้ว

คนในกลุ่มของเธอจะลงคะแนนให้เธอทั้งหมด ขอแค่ผู้ใหญ่บ้าน เลขาธิการพรรค และหัวหน้าทีมคนอื่นๆลงคะแนนให้เธอ

เธอก็จะได้ตำแหน่งอย่างแน่นอน

ซุนฉางซู่ดูไปอีกสองสามคน ก็ไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรมาก

อีกไม่นานก็จะไม่มีคนแล้ว

กัวชิงซงวาดบันทึกลงบนรายชื่อ เขากล่าวว่า “จากที่เห็นตอนนี้ ซุนชิวเซียงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด”

“เธอจบมัธยมต้น รู้จักตัวอักษรมาก และสามารถอ่านหนังสือเรียนรู้ได้”

“หลังจากนี้ ไม่ว่าจะทำตารางอะไร ก็จะง่ายขึ้นมาก ไม่จำเป็นต้องสอนเธออีกมากมาย”

“การคำนวณก็น่าจะไม่มีปัญหา”

เย่เสี่ยวจิ่นยืนรออยู่ด้านหลัง ได้ยินคำพูดของพวกเขา

ทันใดนั้น ดวงตาของเธอก็เปล่งประกาย ทำตารางงั้นเหรอ?

เธอรับรองว่าไม่มีใครที่นี่จะเข้าใจการทำตารางได้ดีกว่าเธอแน่นอน

บทที่ 68: คำปราศรัยของเธอ ทำให้ทุกคนฮึกเหิม

เย่เสี่ยวจิ่นเป็นคนสุดท้ายที่ขึ้นเวที

ครอบครัวของเย่จื้อเฉียงยังคงรอดูเธอทำตัวน่าอับอาย

เพราะตัวเขาเองก็ทำพลาดไปมากแล้ว ถ้าเย่เสี่ยวจิ่นทำตัวน่าอับอายด้วย

พวกเขาก็จะรู้สึกสบายใจขึ้นมาก

เมื่อฝูงชนเห็นเด็กหญิงวัยสามขวบกว่าขึ้นเวที ก็เกิดเสียงวุ่นวายอย่างรุนแรงทันที

“บ้าไปแล้วเหรอ? เด็กอายุเท่าไหร่กัน ใครเอาลูกมาให้เลือกแบบนี้?”

“คงจะแค่พาเด็กมาเล่นมั้ง? ทุกคนก็เป็นคนปกติ ใครจะจริงจังให้เด็กมาเลือกหัวหน้าทีมล่ะ”

“ฉันเคยเห็นเด็กคนนี้ ดูเหมือนร่างกายจะไม่ค่อยแข็งแรง ก่อนหน้านี้มักจะเห็นให้น้ำเกลือที่อนามัยบ่อยๆ”

“เลือกสิ เด็กก็ดีนะ อย่างน้อยก็ไม่ใช้ตำแหน่งหัวหน้าทีมมาหลอกขายน้ำมันคุณภาพต่ำ”

เย่เสี่ยวจิ่นเห็นว่าไม่มีใครฟังเธอพูด

ซุนฉางซู่ลุกขึ้นยืน “ทุกคนเงียบหน่อย! นี่คนสุดท้ายแล้ว!”

เย่เสี่ยวจิ่นยืนอยู่บนเวที ไม่มีท่าทีประหม่าแม้แต่น้อย

“สวัสดีพี่น้องทุกคน หนูชื่อเย่เสี่ยวจิ่น พ่อแม่เรียกหนูว่าจิ่นเป่า พวกคุณก็เรียกหนูว่าจิ่นเป่าได้”

“หนูมาลงสมัครเป็นหัวหน้าทีมสวนผลไม้ อันดับแรก…”

“หนูรู้จักตัวอักษรทุกตัว ยกเว้นตัวอักษรที่ใช้น้อย และความสามารถในการคำนวณของหนูก็แข็งแกร่งกว่าใครก็ตามที่อยู่ที่นี่”

“ถ้าไม่เชื่อ ก็มาลองกับหนูได้”

“หนูยังเรียนบัญชีมาด้วย การบันทึกบัญชีพื้นฐาน การทำตารางบุคลากร หนูทำได้ทั้งหมด”

เธอเรียนการจัดการในมหาวิทยาลัย ทั้งทรัพยากรบุคคล บัญชี และการจัดการที่เกี่ยวข้อง เธอได้เรียนมาทั้งหมด

เธอก็จำได้ทั้งหมด

คำพูดที่มั่นใจของเย่เสี่ยวจิ่น ทำให้หลายคนสนใจขึ้นมาทันที

กัวชิงซงก็หัวเราะตามไปด้วย “เด็กคนนี้มั่นใจจริงๆนะ”

“ยังเด็กแท้ๆ แต่ก็เก่งไม่ธรรมดาเลย ไม่เพียงแต่อ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น ยังทำบัญชีได้อีกด้วย”

“คุณดูสิ เธอบอกว่าทำตารางก็เป็น เก่งมากเลยนะ”

ซุนฉางซู่พยักหน้าพลางยิ้ม “ใช่แล้ว แต่การจะเป็นหัวหน้าสวนผลไม้นั้น ก็ต้องดูว่าเธอมีความสามารถอะไรที่จะเทียบกับซุนชิวเซียงได้บ้าง”

ซุนฉางซู่มองเย่เสี่ยวจิ่นในแง่ดีมาก แต่ภายนอกไม่แสดงอาการใดๆ

แม้แต่จะพูดช่วยเธอสักคำก็ไม่พูด

เย่จื้อเฉียงที่นั่งอยู่แถวหลังแสดงท่าทีดูถูกเล็กน้อย “ก็แค่อ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็นเท่านั้นเอง การเป็นหัวหน้าไม่ได้ต้องการแค่นี้ก็พอนี่”

หลี่กุ้ยฮวาหัวเราะเยาะ “ใช่แล้ว อ่านออกเขียนได้ก็เป็นหัวหน้าได้เลยเหรอ? อ่านออกเขียนได้ก็ปลูกผลไม้เป็นแล้วหรือไง?”

“นั่นก็เหมือนกับว่าเราสามารถดึงใครก็ได้จากโรงเรียนมัธยมต้นมาทำงานนี้”

“ลูกสาวของเราก็อ่านออกเขียนได้ และคิดเลขเป็นนะ”

เย่จู๋อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไว้ เธอรู้จักตัวอักษรไม่มากนัก และไม่รู้ด้วยซ้ำว่านักบัญชีทำอะไรบ้าง

เธอมองไปที่เย่เสี่ยวจิ่นด้วยความงุนงง

ทั้งๆที่น้องสาวคนนี้เป็นแค่เด็กขี้โรคคนหนึ่ง

ทำไมถึงมั่นใจขนาดนั้น ยังได้รับการปฏิบัติเหมือนสมบัติล้ำค่าของครอบครัว และมีความสามารถมากพอที่จะเลือกเป็นหัวหน้าทีมด้วย

เย่จู๋จ้องมองเย่เสี่ยวจิ่นอย่างเอาเป็นเอาตาย

โดยไม่รู้ตัว ในใจของเธอที่เคยดูถูกน้องสาว ตอนนี้กลับมีความอิจฉาเจือปนอยู่หลายส่วน

คนรอบข้างก็พากันเห็นด้วย

“ใช่แล้ว การอ่านออกเขียนได้มันเรื่องใหญ่อะไร”

“ใช่แล้ว มันเหลือเชื่อมาก”

“ถ้าฉันอยากจะเรียนรู้ตัวอักษร ภายในหนึ่งเดือนฉันก็สามารถจำได้ทั้งหมด”

เย่เสี่ยวจิ่นบนเวทีไม่สนใจเลยที่ทุกคนชี้นิ้วและวิพากษ์วิจารณ์เธอ

สายตาเหล่านั้นล้วนเต็มไปด้วยความดูถูกและไม่ไว้วางใจ

เธอเตรียมใจไว้แล้ว

“ถ้าหนูเป็นหัวหน้าทีมสวนผลไม้ หนูมีข้อดีที่เหนือกว่าทุกคนที่พูดมาก่อนหน้านี้”

“หนูมีวิธีการเพาะปลูกที่ก้าวหน้า”

มีคนตะโกนขึ้นมา “วิธีอะไร? เธอมีวิธีการอะไร?”

เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มและพูดว่า “ถ้าหนูได้เป็นหัวหน้าทีมสวนผลไม้ อย่างแรกหนูจะสอนวิธีการต่อยอดและปรับปรุงพันธุ์แก่ทุกคน”

“เปลี่ยนต้นแพร์ที่ไม่อร่อยให้กลายเป็นต้นแพร์ที่อร่อย”

“อันนี้ คงไม่มีใครทำได้หรอกมั้ง?”

ไม่ใช่แค่ไม่มีใครทำได้

แม้แต่คนที่ทำได้ ก็ไม่มีใครมีพันธุ์ดีๆมาแข่งกับเธอได้

เย่เสี่ยวจิ่นเห็นทุกคนมองหน้ากันไปมา ไม่มีใครเข้าใจว่า ‘การต่อกิ่ง’ คืออะไร

ซุนฉางซู่ถามอย่างสงสัย “จิ่นเป่า สิ่งที่เธอเรียกว่าการต่อกิ่งน่ะ…มันคืออะไรกันแน่?”

เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มน้อยๆ แล้วอธิบายหลักการของการต่อกิ่งให้ทุกคนฟังอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

คนที่เคยมีท่าทีเยาะเย้ยเย่เสี่ยวจิ่น ต่างก็จมอยู่ในความคิดกันไปตามๆกัน

“จริงๆแล้วสามารถเปลี่ยนกิ่งบนต้นไม้ เพื่อเปลี่ยนพันธุ์ดั้งเดิมได้เลยเหรอ? ฟังดูไม่น่าเชื่อเลยนะ”

“โอ้โห ถ้าเรื่องนี้เป็นจริง วิธีการต่อกิ่งนี่ก็เจ๋งมากเลยนะ”

“ต้นส้มที่บ้านฉัน รสชาติแย่มาก ต้นก็ใหญ่แล้ว ไม่อยากโค่นทิ้ง ถ้าใช้การต่อกิ่ง ก็จะกลายเป็นส้มที่อร่อยได้เลยสินะ?”

ทุกคนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์

โดยไม่รู้ตัว พวกเขาถูกเย่เสี่ยวจิ่นชักนำให้เข้าสู่การครุ่นคิดไปแล้ว

กัวชิงซงมองเย่เสี่ยวจิ่นด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น “วิธีที่เธอพูดถึง พวกเราก็ไม่มีทางตรวจสอบได้”

เย่เสี่ยวจิ่นเม้มปาก “แน่นอนว่ามี ก่อนหน้านี้ตอนที่ฟาร์มไก่เกิดโรคระบาด อาหารไก่ที่หนูทำช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นวิกฤตมาได้”

เซี่ยเฟยฝานที่นั่งอยู่ด้านล่างรีบพูดขึ้นมาว่า “เรื่องนี้ผมยืนยันได้ วิธีการทำอาหารไก่ของจิ่นเป่าดีจริงๆ”

“เธอยังช่วยฟาร์มไก่ของพวกเราคิดสูตรฆ่าเชื้อใหม่ด้วย ช่วงนี้ฟาร์มไก่ของพวกเราไม่มีไก่ป่วยเลย”

“ทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติ ล้วนแข็งแกร่งมาก”

เซี่ยเฟยฝานก็เป็นคนที่มีชื่อเสียงและมีสิทธิ์มีเสียงพอสมควรในหมู่บ้าน

ทุกคนต่างเปลี่ยนท่าทีไปเพราะคำพูดของเขา

“เธอช่างเก่งจริงๆเลย รู้จักอ่านหนังสือเก่งมาก”

“เพิ่งอายุแค่สามขวบกว่าๆเท่านั้น อนาคตของเธอคาดเดาไม่ได้เลยนะ”

“ถ้าเธอเป็นหัวหน้าทีม เธอจะสอนวิธีต่อกิ่งอย่างละเอียดให้พวกเราได้ไหม งั้นลงคะแนนให้เธอดีกว่าไหม?”

“ใช่เลย คนอื่นๆก็ไม่มีวิธีอะไรที่โดดเด่น เทียบกับเธอไม่ได้หรอก”

เย่เสี่ยวจิ่นไอเบาๆหนึ่งที แล้วพูดต่อว่า “ในด้านการเพาะปลูก หนูก็มีสูตรการทำปุ๋ยบำรุงด้วย”

“ในกระบวนการเจริญเติบโตของพืช จำเป็นต้องมีธาตุอาหาร16ชนิด ได้แก่ คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม…”

“ในด้านการผลิต หนูได้เริ่มทดลองแล้ว…”

คนที่นั่งฟังอยู่ด้านล่างต่างพากันอึ้ง

พวกเขารู้แค่ว่าเธอดูมั่นใจมาก และพูดจาเป็นระบบระเบียบ

ดูเหมือนว่าเธอจะเก่งมากเลยทีเดียว

ซุนชิวเซียงงงไปหมด เธอพูดกับคนข้างๆว่า “เธอ…กำลังพูดอะไรน่ะ? ธาตุ16ชนิดอะไรกัน?”

“นี่…หมายความว่ายังไงกัน?”

“เธอรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน?”

คนข้างๆก็อยู่ในสภาพงงงวยเช่นกัน “ไม่รู้เหมือนกัน แต่ดูเหมือนจะเชี่ยวชาญมากเลยนะ”

“โอ้โห เด็กคนนี้รู้อะไรมากมายจัง ฉันอยากจะโหวตให้เธอแล้วละ”

ไม่ใช่แค่คนนี้ คนอื่นๆก็คิดแบบเดียวกัน

เมื่อเทียบกับคนก่อนหน้านี้ที่แค่อ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น และขยันขันแข็ง

การที่มีความรู้ความสามารถที่คนอื่นไม่มีจริงๆ ถือเป็นความได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

แค่เรื่องการต่อกิ่งก็ทำให้ทุกคนตะลึงไปแล้ว

เย่จื้อผิงขมวดคิ้ว สีหน้างุนงงสุดขีด “ชุ่ยชุ่ย จิ่นเป่าพูดอะไรน่ะ?”

เขารู้ว่าบ่ายนี้ จิ่นเป่าจะสอนเขาเรื่องการต่อกิ่ง

แต่ไม่รู้ว่าสารอาหารอะไร ฟังไม่เข้าใจเลย…

หลี่ชุ่ยชุ่ยก็ส่ายหัว “ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่รู้สึกว่ามันเจ๋งมาก”

เย่จื้อเฉียงและหลี่กุ้ยฮวาต่างจ้องมองไปที่เย่เสี่ยวจิ่น

พวกเขาไม่รู้ว่าเธอกำลังพูดอะไรกันแน่?

หมายความว่า… มีสิ่งหนึ่งที่สามารถเติมสารอาหารทั้งหมดให้กับพืชได้?

การใส่ปุ๋ยขี้ไก่ขี้วัวให้พืชก็เพียงพอแล้ว ยังต้องการอะไรอีกล่ะ?

บนเวที เย่เสี่ยวจิ่นมีรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เมื่อเห็นว่าทุกคนถูกหลอกเข้าให้แล้ว เธอก็รู้สึกดีใจมาก

มีเพียงการแสดงให้เห็นถึงข้อได้เปรียบที่ไม่เหมือนใครเท่านั้น เธอจึงจะมีโอกาสได้เป็นหัวหน้าทีมในวัยนี้

ท้ายที่สุดแล้ว เธอมีความสามารถที่ไม่มีใครสามารถทดแทนได้

ระบบอดไม่ได้ที่จะพูดเสียดสี [โฮสต์ ฉันสงสัยว่าคุณกำลังอวดเก่ง แต่ฉันไม่มีหลักฐาน!]

เย่เสี่ยวจิ่นพูดในใจว่า ‘ฉันทำได้จริงๆนะ เธอไม่ต้องสงสัยฉันหรอก’

‘ตอนนี้ยังทำไม่ได้ แต่สักวันก็จะทำได้’

ระบบ […]

ซุนฉางซู่และกัวชิงซงกระซิบกระซาบคุยกัน

กัวชิงซงตาเป็นประกายด้วยความตื่นตะลึง “เรื่องการต่อกิ่งและปุ๋ยบำรุงนี่ ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”

“เย่เสี่ยวจิ่นช่างพิเศษจริงๆ เธอรู้อะไรมากมาย ไม่มีใครเทียบเธอได้”

“ให้เธอเป็นหัวหน้าทีมเถอะ เราจะได้พูดคุยเรื่องวิธีการต่อกิ่งกับเธออย่างละเอียด”

ซุนฉางซู่พยักหน้า “นายพูดถูก”

เขามองไปที่เย่เสี่ยวจิ่น “เย่เสี่ยวจิ่น…”

“ผู้ใหญ่บ้าน ฉันยังพูดไม่จบเลยนะคะ”

ซุนฉางซู่รู้สึกประหลาดใจ “ยังไม่จบอีกเหรอ? วิธีของเธอก็พูดจบไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”

เย่เสี่ยวจิ่นโบกมือ “ต่อไปนี้ ฉันจะพูดเรื่องการบริหารจัดการและการขาย”

“ที่นี่ ฉันเชื่อในหลักการหนึ่ง นั่นคือของดีไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ออก”

เธอมองด้วยสายตาจริงจังและมุ่งมั่น “ถ้าฉันได้เป็นหัวหน้าทีม อย่างแรก ฉันจะปรับปรุงคุณภาพของต้นไม้ผล ซึ่งฉันได้อธิบายรายละเอียดไปแล้ว”

“อย่างที่สอง ฉันจะสร้างสายพันธุ์ที่เป็นตัวแทนของหมู่บ้านชงเถียนของเรา เพื่อสร้างแบรนด์ให้กับพวกเรา”

“ยกตัวอย่างเช่น ต่อไปเมื่อคนภายนอกพูดถึงลูกแพร์ พวกเขาจะรู้ว่าของหมู่บ้านชงเถียนของเราเป็นของที่ดีที่สุด”

“อย่างที่สาม ขยายช่องทางการขาย โดยขายลูกแพร์คุณภาพดีไปในเมืองด้วยราคาสูง เพื่อให้ทุกคนได้รับเงินปันผลมากขึ้น”

เธอพูดอย่างไม่หยุดหย่อนเป็นเวลายี่สิบนาที

ในฐานะผู้นำในอดีต เธอมีความเชี่ยวชาญอย่างมากในด้านการวางแผนและการวาดภาพฝันอันยิ่งใหญ่

คนที่นั่งอยู่ด้านล่างต่างรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจ

ได้เงินมากขึ้น? ใครบ้างจะไม่ยินดี?

ซุนฉางซู่อดไม่ได้ที่จะมองเธอ ถ้าหากพวกเขาสามารถทำให้หมู่บ้านชงเถียนกลายเป็นหมู่บ้านที่ใครๆก็พูดถึงว่า.ยอดเยี่ยม

หน้าของเขาก็จะมีหน้ามีตาด้วยนะ

ไม่เพียงแค่ซุนฉางซู่เท่านั้น แม้แต่กัวชิงซงก็อดใจไม่ไหวอยากจะลุกขึ้นยืนแล้ว

บทที่ 69: คุณป้าหลิว จิ่นเป่าหลานสาวของคุณได้เป็นหัวหน้าทีมแล้ว

“ได้เงินมากขึ้นเหรอ? ความคิดของเธอใช้ได้เลยนะ”

“แต่คนข้างนอกก็ไม่ได้ขาดแคลนลูกแพร์นี่ ขายไปในเมืองจะได้ผลเหรอ?”

“ลูกแพร์ของพวกเราดีขนาดนี้ ทำไมจะขายไม่ออกล่ะ?”

“เฮ้อ พวกคนหนุ่มสาวนี่แหละ ต้องมีความคิดที่ก้าวหน้ากว่านี้สิ”

กัวชิงซงมองซุนฉางซู่แวบหนึ่ง น้ำเสียงของเขาก็ดูไม่สงบนัก “ฉันคิดว่า…”

ซุนฉางซู่รู้ว่าเขาจะพูดอะไร “ฉันก็คิดเหมือนกัน แต่ว่าอายุของเธอ…”

“อายุน้อยไปหน่อยก็จริง แต่ความสามารถนี่ไม่ธรรมดาเลย” กัวชิงซงแทบจะชูนิ้วโป้งให้แล้ว

เด็กคนนี้ไม่เพียงแต่มีความสามารถ ยังพูดเก่งอีกต่างหาก

พูดจนเขาอยากจะปรบมือให้เลยทีเดียว

นี่มันเหมือนเทพเจ้าแห่งวรรณกรรมลงมาจุติบนโลกมนุษย์เลยใช่ไหม?

ซุนฉางซู่ยิ้มออกมาในที่สุด เมื่อเห็นว่าทุกคนยอมรับในตัวเย่เสี่ยวจิ่น เขาพยักหน้าอย่างพอใจ

“ดีละ งั้นทุกคนโหวตกันเถอะ แล้วดูผลคะแนนสุดท้าย”

ผลการโหวตกำลังอยู่ในระหว่างการนับคะแนน

ซุนชิวเซียงรู้สึกตื่นเต้นมาก แต่เดิมเธอเป็นคนที่มีความหวังมากที่สุด

แต่ตอนนี้เมื่อเทียบกับเย่เสี่ยวจิ่นแล้ว เธอแทบไม่มีความมั่นใจเหลืออยู่เลย

คนอื่นๆก็กำลังถกเถียงกันอยู่

แม้จะอยากโหวตตามความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่ว่า… สิ่งที่เย่เสี่ยวจิ่นพูดมานั้นช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน

เย่จื้อผิงถือปากกาเซ็นชื่อ แล้วเขียนชื่อของเย่เสี่ยวจิ่น.ลงไป

หลี่ชุ่ยชุ่ยก็เขียนชื่อลูกสาวของหล่อนเช่นกัน รอยยิ้มของหล่อนกว้างขึ้น “ลูกสาวของเราพูดเก่งขนาดนี้ได้ยังไงนะ? โอ้… ฉันตื่นเต้นจนแทบบ้า”

หล่อนส่ายหัวแล้วชมว่า “จิ่นเป่าช่างเก่งจริงๆ ฉันเป็นห่วงว่าเธอจะประหม่าเสียอีก”

“ไม่นึกเลยว่าเธอจะพูดเก่งขนาดนี้ แถมยังพูดได้ดีมากด้วย!”

เย่จื้อผิงก็ยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่ในใจ ราวกับกำลังฝันไป “ใครกันนะที่สอนให้เธอพูดแบบนี้? พูดได้ดีมากจริงๆ”

เย่หวายพยักหน้า “สุนทรพจน์ของจิ่นเป่าครั้งนี้ พูดได้ดีกว่าผู้อำนวยการโรงเรียนของพวกเราเสียอีก”

ผลคะแนนออกมาอย่างรวดเร็ว

ไม่มีข้อโต้แย้งมากนัก

ซุนฉางซู่ขึ้นไปบนเวที “สำหรับการลงคะแนนครั้งนี้ ผมจะไม่ปิดบังอะไร คะแนนสูงสุดเป็นของเย่เสี่ยวจิ่น”

“เธอได้คะแนนจากเจ้าหน้าที่สูงสุด ดังนั้นคะแนนรวมจึงสูงมาก”

“และคะแนนที่ชาวบ้านให้เธอก็สูงด้วย ดูเหมือนว่าทุกคนจะยอมรับเย่เสี่ยวจิ่นเป็นเอกฉันท์”

ซุนฉางซู่ยิ้มเล็กน้อย แล้วประกาศคะแนนโหวตอย่างละเอียด

จากนั้นเขามองเย่เสี่ยวจิ่นด้วยสายตาเต็มไปด้วยความหวัง “จิ่นเป่าเอ๋ย เธอเป็นเด็กที่มีความสามารถ และยังเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในทีมผู้บริหารของเรา”

“พวกเราวางแผนจะย้ายพ่อของเธอไปอยู่ที่สวนผลไม้ด้วย เพื่อจะได้ช่วยเหลือเธอ ส่วนตัวเธอนั้น…”

“เธอสามารถทุ่มเทให้กับวิธีการของเธอได้อย่างเต็มที่ ในยุคนี้เทคโนโลยีสำคัญมากนะ”

กัวชิงซงที่อยู่บนเวทีก็พูดต่อว่า “ในอนาคต วัฒนธรรมจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างแน่นอน”

“พวกเราทุกคนต้องเรียนรู้จากเย่เสี่ยวจิ่น และต้อง.ยกระดับความรู้ทางวัฒนธรรมของตัวเองด้วย”

“การมีความรู้ทางวัฒนธรรมถึงจะเป็นพลังที่แท้จริง”

เสียงปรบมือดังขึ้นจากด้านล่าง

เย่เสี่ยวจิ่นขึ้นไปบนเวทีเพื่อกล่าวขอบคุณ จากนั้นการประชุมก็เลิก

คนอื่นๆ บางคนรู้สึกผิดหวัง บางคนมีความสุข บางคนก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็น

เย่เสี่ยวจิ่นถูกผู้ใหญ่บ้านยื้อไว้ และกล่าวชมเชยเธอสองสามประโยค “พรุ่งนี้เช้าเธอมาที่หมู่บ้านนะ ฉันจะมอบหมายงานให้เธอทำ”

“ได้ค่ะ ขอบคุณลุงผู้ใหญ่บ้านและลุงเลขาฯมากค่ะ”

“หนูจะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอนค่ะ จะนำพาทุกคนปลูกไม้ผลที่มีคุณภาพดีให้ได้!”

ซุนฉางซู่หัวเราะร่า “เธอนี่ ไม่ต้องเรียกฉันว่าลุงผู้ใหญ่บ้านหรอก แต่ก่อนก็เรียกฉันว่าลุงซุนไม่ใช่เหรอ”

“ส่วนเลขาฯ คนนี้ชื่อกัวชิงซง เธอก็เรียกเขาว่าลุงกัวก็แล้วกัน”

“อีกอย่าง ต่อไปนี้พวกเราก็จะทำงานด้วยกันแล้ว”

กัวชิงซงพยักหน้า “พรุ่งนี้เธอมานะ ฉันอยากจะขอคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการต่อกิ่งของเธอด้วย”

เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้ารับปาก

เธอพบว่าในหมู่ผู้นำหมู่บ้าน มีหลายคนที่ยังคงรักษาจิตใจแห่งการเรียนรู้เอาไว้

แต่เดิมเธอยังกังวลว่าจะถูกทุกคนสงสัยเพราะอายุของเธอเลย

ไม่คิดว่าจะราบรื่นได้ขนาดนี้

เย่จื้อผิงเดินนำหน้าโดยใช้ไม้เท้าค้ำยัน

หลี่ชุ่ยชุ่ยอุ้มเย่เสี่ยวจิ่นตามหลัง ข้างๆมีเย่หวายเดินมาด้วย

ครอบครัวเดินกลับบ้านด้วยกัน บรรยากาศผ่อนคลายและสนุกสนาน

หลี่ชุ่ยชุ่ยชมไม่หยุด “จิ่นเป่า ลูกเก่งจริงๆ แม่รู้สึกเหมือนฝันไปเลย…”

“ตอนนั้นลุงใหญ่ของลูกขึ้นไปพูด พูดไม่ดีเลย ยังติดๆขัดๆอีก”

“ไม่คิดว่าพอลูกขึ้นไป จะพูดได้นานขนาดนั้น”

“ตอนนั้นพวกเราคิดว่าลูกพูดจบแล้ว ลูกยังพูดอะไรอีก… อะไรนะ การจัดการและการขาย?”

“แม่ไม่เคยได้ยินใครพูดถึงใจคนได้ขนาดนี้มาก่อนเลย”

หลี่ชุ่ยชุ่ยใบหน้าแดงระเรื่อ ดวงตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

หล่อนไม่สามารถปิดบังความสุขของตัวเองได้เลย

หล่อนมองไปยังถนนเบื้องหน้า พลางถอนหายใจด้วยความรู้สึกหลากหลาย “ครอบครัวของเราได้มีหัวหน้าทีมคนแรกแล้ว”

เย่จื้อผิงอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “เธอนี่นะ ระวังหน่อยสิ”

“ดีใจขนาดนี้ กลับบ้านค่อยพูดเถอะ เดี๋ยวคนที่ไม่ได้รับเลือกได้ยินเข้า”

“พวกเขาอาจจะโกรธก็ได้นะ”

หลี่ชุ่ยชุ่ยหัวเราะพรืดออกมา “คุณหมายถึงพี่ชายคนโตของคุณใช่ไหม?”

เย่จื้อผิงพยักหน้า เขารู้ว่าครอบครัวของพี่ชายคนโตดูถูกพวกเขา

“ตอนนี้จิ่นเป่าได้รับเลือกเป็นหัวหน้าทีมแล้ว ฉันก็จะได้อาศัยบารมีตามจิ่นเป่าไปสวนผลไม้ด้วย”

“พรุ่งนี้เย็น ฉันจะทำอาหารดีๆ พวกเราจะได้ฉลองกันหน่อย”

“จิ่นเป่า ลูกอยากกินอะไรจ๊ะ?”

เย่เสี่ยวจิ่นลูบคางแล้วตอบว่า “อะไรก็ได้ค่ะ”

เย่หวายมองดูครอบครัวอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้างขึ้น

เขาตั้งใจว่าต่อไปจะต้องพยายามแสวงหาโอกาส เพื่อให้ครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ก่อนหน้านี้เขาเป็นคนเงียบขรึม ไม่เก่งเรื่องการพูดจา นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่า

บางสิ่งบางอย่าง ถ้าไม่พยายามแสวงหา ก็จะไม่มีโอกาสได้รับเลย

แต่ถ้าพยายามและเตรียมพร้อม ก็ยังมีโอกาสอยู่บ้าง

เรื่องที่เย่เสี่ยวจิ่นได้รับเลือกเป็นหัวหน้าทีมสวนผลไม้ กลายเป็นข่าวใหญ่ของหมู่บ้านชงเถียนอย่างรวดเร็ว

วันรุ่งขึ้น ทุกคนต่างพูดคุยถึงเรื่องนี้ในยามว่างหลังอาหารหรือระหว่างพักงาน

หลิวต้าเม่ยได้ยินคนอื่นพูดถึงเรื่องนี้ขณะทำงานอยู่

เธอรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง ลูกชายคนโตของเธอก็ไปคัดเลือกเหมือนกัน แต่คู่สามีภรรยาสูงอายุอย่างพวกเขาไม่ได้ไปดู

เพราะถนนหนทางตอนกลางคืนไม่ค่อยสะดวก พวกเขาจึงไม่ได้ไปร่วมวุ่นวาย

วันนี้ก็แค่ได้ยินมาว่าลูกชายคนโตไม่ได้รับเลือก แต่ใครได้รับเลือกกันแน่ พวกเขาก็ไม่ได้บอก

หลิวต้าเม่ยก็เข้ามาร่วมวงด้วยความอยากรู้อยากเห็น “พวกเธอกำลังพูดถึงเรื่องหัวหน้าทีมสวนผลไม้กันเหรอ?”

ซุนหลานฮวาพูดพลางยิ้ม “คุณป้าหลิว ยินดีด้วยนะ หลานของคุณช่างเก่งจริงๆ”

“เมื่อไม่กี่วันก่อน ฉันไปถอนหญ้าให้มันแกวบนภูเขา ก็เห็นเด็กคนนั้นนะ”

“เธอยังสอนพวกเราว่า ปลูกมันแกวในดินทรายจะอร่อยกว่าด้วย”

หลิวต้าเม่ยฟังไม่เข้าใจ เธอถือจอบพลางขมวดคิ้ว “หลานของฉัน?”

ซุนหลานฮวาแปลกใจ “ใช่แล้ว หลานของคุณได้เป็นหัวหน้าสวนผลไม้แล้วนะ”

“เรื่องใหญ่ขนาดนี้ คุณไม่รู้เหรอ?”

“วันนี้ทุกคนไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้กันเหรอ?”

หลิวต้าเม่ยรู้สึกงุนงงอย่างมาก “หลานคนไหนของฉันเหรอ? บอกฉันหน่อย ฉันไม่ได้ไปดูการเลือกหัวหน้าทีมเมื่อคืนนี้นะ?”

“ลูกชายฉันชื่อจื้อเฉียงบอกว่าเขาไม่ได้ถูกเลือกนี่?”

“หรือว่าวันนี้เขาถูกเลือกอีกครั้ง?”

“ไม่ใช่จื้อเฉียงหรอก” ซุนหลานฮวาอธิบายพร้อมรอยยิ้ม “แน่นอนว่าเป็นจิ่นเป่าหลานสาวของคุณไง!”

“เมื่อคืนทุกคนคิดว่าเรื่องนี้แปลกมาก ไม่คิดว่าเด็กคนนั้นจะเก่งขนาดนั้น”

“ไม่ใช่แค่ชาวบ้านเท่านั้น แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านและเลขาธิการพรรคก็ชื่นชมเธอมากเลยนะ”

บทที่ 70: โชคชะตากำลังเปลี่ยนไป

สมองของหลิวต้าเม่ยเหมือนถูกฟ้าผ่า เสียงดังสนั่นราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมา

จอบในมือของเธอแทบจะหลุดร่วง

เย่เสี่ยวจิ่นคนนั้น ดาวซวยคนนั้นได้เป็นหัวหน้าทีมงั้นเหรอ?

นี่มันกำลังล้อเล่นกับเธอใช่ไหม?

หลิวต้าเม่ยมองซุนหลานฮวาด้วยสายตาไม่สู้ดีนัก “เธอกำลังโกหกฉันใช่ไหม?”

“แค่เด็กคนนั้นน่ะเหรอ? อายุแค่สามขวบครึ่ง จะเป็นหัวหน้าทีม?”

“เธอคิดว่าพูดออกไปแบบนี้ ใครจะเชื่อ?”

ซุนหลานฮวาเห็นอีกฝ่ายเปลี่ยนสีหน้าโดยไม่มีเหตุผล ก็รู้สึกงุนงงไม่น้อย “โอ้โห ป้าหลิวนี่เป็นคนยังไงกัน?”

“ฉันจะโกหกคุณทำไม? นี่คุณดูถูกเย่เสี่ยวจิ่นหลานสาวของคุณเองเหรอ?”

“ฮึ่ม งั้นก็แสดงว่าเธอมีความสามารถนั่นแหละ”

ซุนหลานฮวาพูดจบก็ไม่สนใจหลิวต้าเม่ยอีกต่อไป

หลิวต้าเม่ยรู้สึกสับสนในใจ รีบไปถามคนอื่นๆทันที

ในที่สุดหลังจากถามไปรอบหนึ่ง เธอก็เชื่อแล้ว…

เย่เสี่ยวจิ่นได้รับเลือกเป็นหัวหน้าทีมสวนผลไม้จริงๆ!

ตอนเที่ยงกลับถึงบ้าน

เย่ฉู่เฉียงเห็นหลิวต้าเม่ยดูเหมือนคนไร้สติ “เป็นอะไรไป? มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเหรอ?”

“เย่เสี่ยวจิ่นได้เป็นหัวหน้าทีมสวนผลไม้แล้ว!”

คราวนี้ไม่ใช่แค่หลิวต้าเม่ยคนเดียว เย่ฉู่เฉียงก็ตกตะลึงไปด้วย

คู่สามีภรรยาต่างรู้สึกสับสนอย่างมาก ไม่คิดว่าเย่เสี่ยวจิ่นคนที่เป็นตัวอัปมงคลนี่ จะกลายเป็นคนแรกในครอบครัวที่ได้เป็นหัวหน้าทีม

หลังจากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น เย่จื้อเฉียงและครอบครัวต่างก็รู้สึกหดหู่และอิจฉาอยู่บ้าง

ท้ายที่สุดแล้ว หัวหน้าทีมคนแรกของตระกูลเย่ จะเป็นคนจากบ้านสามได้อย่างไรกัน?

บ้านสามที่พวกเขาดูถูกที่สุด กลับพลิกชีวิตได้แบบนี้เชียวเหรอ?

หลี่กุ้ยฮวากินข้าวไม่ลง ได้แต่ถอนหายใจ “ก่อนหน้านี้ฉันยังพูดว่า พวกเขาจะโชคดีแค่ไหนก็เป็นหัวหน้าทีมไม่ได้หรอก”

“ตอนนี้ดีแล้ว เย่เสี่ยวจิ่นคนนี้พูดเก่งเหลือเกิน”

“ถึงกับได้เป็นหัวหน้าทีมจริงๆ ต่อไปฉันจะเชิดหน้าขึ้นต่อหน้าหลี่ชุ่ยชุ่ยได้อย่างไร?”

พูดไปพูดมา หล่อนก็ยิ่งรู้สึกแย่

เย่จื้อเฉียงรู้สึกแย่กว่าหลี่กุ้ยฮวาเสียอีก เขาอายุปูนนี้แล้ว กลับสู้เด็กอายุสามขวบไม่ได้?

หน้าเขาก็ขายหมดแล้ว

เย่จู๋เห็นพ่อแม่ต่างก็มีสีหน้าหดหู่

เธอคุ้ยข้าวในชาม พลางพูดว่า “พ่อแม่ การมีความรู้นี่ดีจริงๆนะคะ ฉันก็อยากเรียนหนังสือบ้าง”

“ครอบครัวเราไม่มีเงินให้เธอเรียนหนังสือหรอกนะ”

“อีกไม่กี่ปีเธอก็โตแล้ว เรายังหวังจะให้เธอแต่งงานเพื่อเอาสินสอด เอาไว้ให้พี่ชายของเธอแต่งงานไง!”

ดวงตาของเย่จู๋แดงก่ำขึ้นมาทันที เธอวางชามข้าวลงแล้ววิ่งออกไปข้างนอก

หลิวต้าเม่ยและเย่ฉู่เฉียงมาถึง

เย่ฉู่เฉียงมีสีหน้ากังวล “จื้อเฉียง เย่เสี่ยวจิ่นได้เป็นหัวหน้าทีมจริงๆเหรอ? แล้วตอนนี้เราจะทำยังไงดีล่ะ?”

“ก่อนหน้านี้พวกเราเคยรังแกเธอมาตลอด ตอนนี้เธอได้เป็นหัวหน้าทีมแล้ว”

“ต่อไปเธอต้องมาเอาคืนพวกเราแน่ๆเลย”

หลิวต้าเม่ยก็คิดเช่นเดียวกัน “ใช่เลย แม่ลูกสองคนนั่นยุให้จื้อผิงไม่สนใจพวกเราด้วย”

“ตอนนี้ได้เป็นหัวหน้าทีมแล้ว ยิ่งถูกพูดถึงใหญ่เลย!”

เย่จื้อเฉียงและหลี่กุ้ยฮวาสามีภรรยามองหน้ากัน

ตำแหน่งหัวหน้าทีมนี่ มันเป็นตำแหน่งที่มีหน้ามีตามากทีเดียว

ใครกล้าไปหาเรื่องกับหัวหน้าทีมล่ะ?

หลี่กุ้ยฮวาในใจอยากจะแย่งตำแหน่งหัวหน้าทีมมาให้ได้ ความอิจฉาในใจแทบจะพุ่งพล่านออกมาเป็นควัน

หล่อนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกลืนความโกรธลงคอ “อย่างน้อยก็ต้องไปแสดงความยินดีหน่อยสิ?”

“เย่เสี่ยวจิ่นยังเด็ก ลูกชายคนที่สามก็ไม่ใช่คนคิดแค้น คงไม่มีอะไรหรอก”

หลิวต้าเม่ยพยักหน้า คิดว่าจะไปประจบประแจงด้วยเหมือนกัน

ถึงอย่างไรตอนนี้ก็ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เย่เสี่ยวจิ่นอายุแค่สามขวบก็ได้เป็นหัวหน้าทีม อนาคตข้างหน้าก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง

ถ้าบังเอิญทำให้ครอบครัวของพวกเขาได้ดิบได้ดีขึ้นมาจริงๆล่ะ

ตระกูลเย่จะต้องพึ่งพาพวกเขาแล้ว

หลิวต้าเม่ยคิดแบบนี้แล้ว ในใจก็รู้สึกสบายใจขึ้น

หลานสาวของเธอเป็นหัวหน้าทีม เธอก็มีหน้ามีตาด้วย!

เย่เสี่ยวจิ่นรับช่วงงานของเซี่ยวเยว่ในหมู่บ้านต่อ

กัวชิงซงพบว่า เด็กคนนี้มีความสามารถในการเรียนรู้สูงมาก

อะไรที่เขาไม่ต้องอธิบายมาก เธอแค่มองแวบเดียวก็เข้าใจแล้ว

ตัวหนังสือที่เขียนก็สวยงาม คิดเลขก็เร็วมาก

เป็นเด็กที่มีค่าอย่างแท้จริง

“เอาละ จิ่นเป่า เธอก็เข้าใจเกือบทั้งหมดแล้ว”

“ต่อไปถ้ามีอะไรไม่เข้าใจ ก็มาถามฉันได้เลยนะ”

เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้าและยิ้มจนตาหยี “ขอบคุณลุงกัวมากค่ะ ถ้ามีอะไรที่หนูไม่รู้ หนูจะมาถามลุงแน่นอน”

“ดีๆ ดีมาก” กัวชิงซงยิ้มตอบ

เขาเป็นเลขาธิการพรรคที่ปกติแล้วไม่ค่อยเข้ากับใครในหมู่บ้านนัก

ถ้าใครทำอะไรผิด เขาจะด่าจนหมดสภาพไม่เหลือหน้าตาเลย

แต่กับเย่เสี่ยวจิ่น เขากลับเอ็นดูและเอาใจใส่เป็นพิเศษ

“เอาละ รีบกลับบ้านกับพ่อของเธอเถอะ ถึงเวลาทานอาหารกลางวันแล้ว”

เย่เสี่ยวจิ่นโบกมือลาแล้วเดินออกจากลานบ้านตามพ่อไป

เย่จื้อผิงยังคงถือไม้เท้าอยู่ มองดูเย่เสี่ยวจิ่นที่ถือสมุดโน้ตและของอื่นๆมากมาย

เขาอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “จิ่นเป่า ตอนนี้ลูกเป็นหัวหน้าทีมเย่แล้วนะ”

“ใช่แล้วค่ะ ใช่แล้ว” เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า ตัวเองประสบความสำเร็จกลายเป็นผู้นำตัวน้อยแล้ว

รางวัลจากระบบก็ได้มาแล้ว พอกลับถึงบ้านก็จะสามารถรับค่าสุขภาพได้

สิ่งที่พ่อรู้สึกคือความภาคภูมิใจ

แต่เธอนั้นใจร้อนอยากจะรับรางวัลเสียแล้ว

ค่าสุขภาพเดิมที่มีอยู่50 แค่เปลี่ยนฤดูก็ป่วยเป็นหวัดได้ง่าย

ตอนนี้เพิ่มขึ้นอีก20 ก็จะเป็นค่าสุขภาพ70แล้ว

อย่างน้อยถ้าออกกำลังกายเพิ่มขึ้น ก็จะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

“ดีจังเลย” เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มอย่างมีความสุข

เย่จื้อผิงคิดว่าเธอดีใจที่ได้เป็นหัวหน้าทีม “จิ่นเป่า ลูกต้องพยายามต่อไปนะ พวกเราไม่สามารถเป็นหัวหน้าทีมแบบเซี่ยวเยว่ได้”

เย่เสี่ยวจิ่นได้ยินเขาพูดถึงเซี่ยวเยว่ ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที

“เซี่ยวเยว่?”

“หึ!” เธอบีบหมัดเล็กๆอย่างโกรธแค้น “ก่อนหน้านี้เธอชอบรังแกแม่หนูตลอดเลยนะ”

“ตอนนี้ตำแหน่งของเธอตกเป็นของหนูแล้ว หนูต้องแก้แค้นกลับให้สาสมใจแน่”

เย่เสี่ยวจิ่นเป็นคนที่จดจำความแค้นและต้องแก้แค้นให้ได้

เมื่อก่อนเธอถูกรังแกอย่างไร้ทางสู้ เธอไม่มีกำลังพอที่จะโต้ตอบกลับไป

แต่ตอนนี้มันต่างออกไปแล้ว…

โชคชะตาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน

กลับถึงบ้าน เย่เสี่ยวจิ่นเก็บของเรียบร้อยแล้วขอให้แม่พาเธอไปดูที่ไร่ตอนบ่าย

หลี่ชุ่ยชุ่ยงุนงงไม่เข้าใจ

หลังกินข้าวเที่ยงเสร็จ หล่อนก็หยิบจอบพาจิ่นเป่าไป

ตอนกลางวันที่ฟาร์มไก่ มีคนมาแสดงความยินดีกับหล่อนมากมาย ทำให้หล่อนอารมณ์ดีทั้งวัน

ใบหน้าของหล่อนก็มีรอยยิ้มเช่นกัน

ในพื้นที่เพาะต้นกล้ามันแกว เย่จื้อผิงได้ใส่มูลวัวไว้มากมาย

ดูแล้วช่างอุดมสมบูรณ์เหลือเกิน

หลี่ชุ่ยชุ่ยพยักหน้า “แค่ชั่วโมงเดียวก็ทำเสร็จแล้วละ”

แม่ลูกสาวทั้งสองยุ่งอยู่กับงาน คนอื่นๆที่ทำงานในแปลงมันแก้วข้างๆก็เข้ามา

ซุนหลานฮวาเห็นเย่เสี่ยวจิ่นก็ทักทายอย่างร่าเริง “หัวหน้าทีมเย่ มันแกวของคุณกำลังเพาะต้นกล้าอยู่เหรอคะ?”

“หลังจากนี้ถ้าเถามันแกวของคุณงอกออกมา ขอฉันบ้างได้ไหมคะ? จะเอาไปปลูกแถวๆบ้านฉันหน่อย”

“ฉันจะเอาต้นกล้าฟักทองของบ้านฉันมาแลกกับคุณนะ”

ทุกคนหยุดฝีเท้าลง

เซี่ยวเยว่และหลินเซี่ยงชุนอยู่ท้ายสุด พวกเขาอยากจะเดินผ่านไปตรงๆ แต่ทางถูกคนข้างหน้าขวางไว้หมดแล้ว

เซี่ยวเยว่ก้มหน้าลง มองเย่เสี่ยวจิ่นและหลี่ชุ่ยชุ่ยด้วยความอิจฉา

หล่อนคิดในใจว่า ถ้าไม่ใช่เพราะหล่อนทำผิดพลาดจนถูกปลดออกจากตำแหน่ง

ตำแหน่งหัวหน้าทีมสวนผลไม้คงไม่ถึงคิวเย่เสี่ยวจิ่นหรอก!

เย่เสี่ยวจิ่นสังเกตเห็นสายตาแค้นเคืองของเซี่ยวเยว่

เธอยิ้มเหมือนไม่รู้ไม่เห็น “ดีจังเลย หนูปลูกต้นกล้ามันแกวไว้20ต้นนะ”

“ใครอยากได้ก็มาขอได้เลยค่ะ”

“ที่ดินแปลงเล็กๆของหนูปลูกมันแกวไม่หมดหรอก”

ซุนหลานฮวาพูดยิ้มๆ “โอ้โห หัวหน้าทีมเย่นี่ใจดีจริงๆ”

“การเป็นหัวหน้าทีมก็ต้องทำประโยชน์ให้ทุกคนแบบนี้แหละ!”

“ไม่เหมือนกับบางคนที่พอได้เป็นหัวหน้าทีมก็เชิดหน้าชูตามองคนอื่นไม่ขึ้น”

“แบบนั้นมันใช้ไม่ได้นะ”

เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้าเห็นด้วย “ป้าซุน สิ่งที่คุณพูดมานั้นถูกต้องมากเลยค่ะ!”

“คนเราไม่ควรอาศัยตำแหน่งหน้าที่มารังแกคนอื่น ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นเหมือนหัวหน้าเซี่ยว…”

“โอ้ ไม่สิ ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นหัวหน้าแล้ว ก็คือเซี่ยวเยว่ไงล่ะ”

“ถ้าเป็นแบบเซี่ยวเยว่นี่ มันไม่ดีเลยนะ”

จบตอน

Comments