บทที่ 86: แผนพัฒนาสวนผลไม้
หยางเจวียนพาคนมาที่สวนต้นท้อ
เธอชอบดูเย่เสี่ยวจิ่นสอนทุกคนเรื่องใหม่ๆ สิ่งแปลกใหม่เหล่านั้น เธอก็เรียนรู้อย่างตั้งใจ
ซูต้าเฉียงและสวีซานก็ตามมาด้วย
พวกเขาสองคนขยันทำงานมาก มีอะไรก็พุ่งเข้าหาก่อนเสมอ
โดยเฉพาะสวีซาน ดูเงียบๆเหมือนลิงผอม
แต่ทำงานไม่เคยบ่นเลย
ซูต้าเฉียงยืนเท้าเอว “จิ่นเป่า นี่จะทำอะไรกัน?”
“ฉันดูไม่เข้าใจเลย?”
“ก็เพื่อไล่แมลงให้ต้นท้อน่ะค่ะ” เย่เสี่ยวจิ่นชี้ไปที่ถังที่ผสมยาไว้แล้ว “นี่คือยา”
“หนูจะสอนพวกคุณวิธีการทำงาน แต่พวกคุณต้องระมัดระวังให้ดีนะ”
“น้ำยานี้ใช้สำหรับฆ่าแมลง ใครที่ดื่มเข้าไปหรือถูกตาเข้า หนูจะไม่รับผิดชอบนะ”
ซูต้าเฉียงหัวเราะลั่น “พวกเราไม่โง่ขนาดนั้นหรอก”
เย่จื้อผิงยืนเฝ้าของที่ส่งมาจากห้องพยาบาลอยู่ข้างๆ
เย่เสี่ยวจิ่นสาธิตให้พวกเขาดูหนึ่งรอบ
จากนั้นเลือกคนสามคนมาแสดงและแนะนำด้วยตัวเอง แล้วปล่อยให้ทุกคนไปทำงานกันเอง
เย่จื้อผิงก็ร่วมทำงานอย่างขะมักเขม้น
เย่เสี่ยวจิ่นมองที่ขาของเขาแล้วพูดว่า “พ่อคะ ขาของพ่อเจ็บไหมคะ? ถ้าเจ็บก็นั่งพักเถอะค่ะ”
“ถ้าน้ำหมด พ่อก็แค่ผสมน้ำยาเพิ่ม จะได้สบายๆหน่อย”
“จิ่นเป่า พ่อไม่ใช่คนอ่อนแอนะ” เย่จื้อผิงชอบบรรยากาศดีๆแบบนี้
เขาก็ยินดีที่จะยุ่งวุ่นวาย
เย่เสี่ยวจิ่นหรี่ตายิ้มเล็กน้อย “ดีแล้วค่ะ งั้นพ่อทำงานของพ่อเถอะค่ะ”
ทุกคนในสวนผลไม้ต่างแบ่งงานกันอย่างชัดเจนตามคำสั่งของเย่เสี่ยวจิ่น
บรรยากาศก็ดีกว่าตอนที่เซี่ยวเยว่อยู่มาก
เย่เสี่ยวจิ่นเดินไปยังบริเวณที่กำลังถากหญ้าในสวนลูกแพร์ เห็นกลุ่มคนกำลังถางหญ้าอยู่
“ทุกคนพักสักครู่นะคะ ฉันมีเรื่องจะพูด”
เย่จู๋หยุดมือและมองไปที่เย่เสี่ยวจิ่น
“มีอะไรเหรอ หัวหน้าเย่?”
“พวกเราถางหญ้าตรงนี้ใกล้จะเสร็จแล้ว พรุ่งนี้เป็นต้นไป พวกคุณไปทำงานที่สวนส้มนะคะ”
เย่จู๋สงสัย “แต่หญ้าที่สวนส้มถางเสร็จไปนานแล้วนี่?”
“ใช่แล้ว” เย่เสี่ยวจิ่นยืนกอดอก “ฉันได้ดูแล้ว ในสวนส้มมีต้นส้มหลายต้นที่ตายเพราะความหนาวเย็น ดังนั้นเราจำเป็นต้องกำจัดต้นไม้ที่ตายเหล่านั้นออกไป”
“ตอนนี้ก็ไม่เหมาะที่จะปลูกต้นส้มอีกแล้ว อีกอย่างส้มชนิดนั้นก็ปลูกกันมากแล้ว”
“ฉันมีเมล็ดผลไม้ชนิดหนึ่งที่สามารถปลูกตรงนั้นได้”
“พวกเราต้องช่วยกันกำจัดต้นไม้ที่ตายออก พรวนดินให้ร่วนซุย แล้วค่อยปลูกลงไป”
เมื่อเร็วๆนี้เย่เสี่ยวจิ่นได้รับเมล็ดพันธุ์ผักและผลไม้มามากมาย
ในนั้นมีเมล็ดแตงหอมที่เหมาะสำหรับปลูกแบ่งเป็นแปลงๆ อีกทั้งยังมีความทนทานสูง และผลก็หวานอร่อย
พื้นที่ในสวนส้มที่สามารถใช้ประโยชน์ได้นั้นไม่มากนัก
รวมกับสวนผลไม้อื่นๆทั้งริมถนนและยอดเขา ถ้าใช้ประโยชน์ทั้งหมด ก็สามารถปลูกแตงหอมได้ถึง500ต้น
หนึ่งต้นให้ผลผลิต3จิน สามารถเก็บเกี่ยวแตงหอมได้1,000จิน
ถือว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ว่างเปล่า ใช้เวลาเพียง3เดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
ไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดมากในการดูแล
“นอกจากนี้ พวกเรามีที่ดินริมถนนที่สูญเปล่าอีกมาก ให้ปลูกพืชทั้งหมดเลย”
“มีใครที่คุ้นเคยกับการเพาะกล้าบ้าง มาบอกฉันหน่อย”
ในกลุ่มคน เซี่ยงเหวินเหวินเบียดซ่งเสี่ยวจื่อ “เธอไม่ใช่เก่งเรื่องนี้หรอกเหรอ? บ้านเธอยังปลูกบวบด้วยนะ”
“ฉันน่ะเหรอ? ฉันไม่...” ซ่งเสี่ยวจื่อฮึมฮัม “ฉันเคยรังแกแม่ของเธอบ่อยๆ เธอคงไม่ยอมให้ฉันไปเพาะกล้าแน่”
“บางทีเธออาจจะเยาะเย้ยเสียดสีฉันด้วยซ้ำ”
“หึ ฉันจะไม่ให้โอกาสเธอแบบนั้นหรอก”
เย่จู๋ที่อยู่ข้างๆรวบรวมความกล้า “ฉันทำเป็น...”
เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย พูดตามตรง ถ้าไม่ใช่เพราะตอนแรกเย่จู๋ปากไวเกินไป
เธอก็เต็มใจที่จะยอมรับว่าเย่จู๋ว่าเป็นเด็กที่ขยันขันแข็ง
แต่แม่ของเธอกลับเป็นคนน่ารำคาญ
“ตกลง” เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า “มาอีกคนก็ดี เพราะต้นกล้าตั้งพันต้น สองคนก็ต้องยุ่งอยู่พักใหญ่”
เย่จู๋รู้สึกประหลาดใจ ไม่คิดว่าเย่เสี่ยวจิ่นจะตกลงจริงๆ
ก่อนหน้านี้พ่อของเธอปลูกบวบ ฟักทอง และฟักเขียว ซึ่งเธอเป็นคนเพาะกล้าทั้งหมด
ดังนั้นเธอจึงเข้าใจเรื่องการเพาะกล้าเป็นอย่างดี
ซ่งเสี่ยวจื่อไม่คิดว่าเย่จู๋กับครอบครัวของเย่เสี่ยวจิ่นที่มีปัญหากัน แต่ก็ยังสามารถไปกันได้
เธอคิดเยาะเย้ยในใจ สมแล้วที่เป็นครอบครัวเดียวกัน ยังไงก็ไม่มีทางพูดแยกกันหรอก
“ฉันก็ทำได้” หลินลี่ลี่ก้าวออกมา “ฉันก็เพาะกล้าที่บ้าน และยังรู้จักใช้มูลวัวทำปุ๋ยด้วย”
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า ไม่ถามอะไรมาก “แค่พวกเธอสองคน คืนนี้ไปรับเมล็ดพันธุ์ที่บ้านฉัน”
“คนละ600ต้น อย่างน้อยก็ต้องได้ต้นกล้าคนละ500ต้นใช่ไหม?”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง “พวกคุณทั้งสองคน อย่าปลูกตายหมดล่ะ!”
หลินลี่ลี่หน้าแดง “ฉันจะไม่ทำแบบนั้นหรอก”
เย่จู๋ก็พูดตาม “ฉันก็จะไม่ทำเหมือนกัน!”
เย่เสี่ยวจิ่นยิ้ม “ดีมาก ฉันให้เมล็ดพันธุ์พวกคุณไปตั้งมากมาย แต่ขอแค่ต้นกล้า500ต้นเท่านั้น”
“ถ้าพวกคุณมีความสามารถ ปลูกได้มากกว่านั้น ก็เอาไว้เองได้เลย”
“ปลูกริมลำธาร หรือที่ว่างหลังบ้านก็ได้นะ”
เธอพูดอย่างตื่นเต้น “อย่าดูถูกผลไม้พวกนี้ล่ะ ทั้งหวานทั้งฉ่ำน้ำ พอปลูกออกมาแล้วพวกคุณต้องชอบแน่ๆ”
“มันจะสุกในหน้าร้อน เป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการกินพอดีเลย”
เย่เสี่ยวจิ่นกำลังหาผลประโยชน์ให้กับคนทั้งหมู่บ้านแล้ว
ทุกคนฟังด้วยความสงสัย ไม่รู้ว่าเป็นผลไม้อะไร
“เป็นไปได้เหรอที่จะงอกออกมาได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน?”
ปกติเมื่ออากาศร้อน พวกเขาก็จะกินลูกแพร์เพื่อดับกระหาย แม้จะแข็งกระด้าง แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรกิน
ผลผลิตลูกท้อมีไม่มาก เมื่อแบ่งให้แต่ละครอบครัว แม้จะอร่อย แต่ก็กินได้ไม่กี่วัน
ส่วนลูกหม่อนนั้นสามารถนำไปทำไวน์หม่อน หรือใส่เกลือเพื่อดองไว้กินได้
แต่มันเน่าเสียง่าย ต้องกินให้หมดภายในหนึ่งหรือสองวัน
มิฉะนั้นพอถึงวันที่สามหรือสี่ ก็จะมีหนอนขาวเล็กๆเต็มไปหมด
“ฉันพูดเรื่องของฉันจบแล้ว” เย่เสี่ยวจิ่นโบกมือ “พวกคุณทำงานต่อไปเถอะ”
เย่เสี่ยวจิ่นเดินจากไป
คนอื่นๆเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กัน
หลินลี่ลี่ก็เป็นคนที่ไม่มีใครสนใจในสวนผลไม้ อายุ21ปีแล้ว เป็นสาวแก่ที่ถูกกีดกันมาตลอด
แก้มของเธอแดงระเรื่อ รู้สึกดีใจเล็กน้อยที่ได้รับเลือก
เซี่ยงเหวินเหวินกลอกตาใส่ “ไม่เคยเห็นโลกเหรอ นึกว่าเป็นเรื่องดีอะไรนักหนา”
“งานสกปรกเหนื่อยแบบนี้ ยังอยากไปทำอีก ถ้าเป็นฉันอยู่ที่นี่ถอนหญ้าดีกว่าเยอะ”
“ใช่ไหมล่ะ เสี่ยวจื่อ?”
ซ่งเสี่ยวจื่อพยักหน้า “ใช่แล้ว การเพาะต้นกล้าไม่ใช่เรื่องดีอะไรหรอก”
แม้ปากเธอจะพูดแบบนั้น แต่ในใจกลับเสียดายจนแทบตาย
เธอคิดว่าตัวเองมีความสามารถมาก ถ้าได้เพาะต้นกล้าเอง ส่วนที่เหลือก็จะได้เก็บไว้เองทั้งหมด
เย่เสี่ยวจิ่นอาจจะไปหาเมล็ดพันธุ์ดีๆมาจากในเมืองก็ได้นะ
หลังจากทำงานเสร็จในตอนบ่าย
เย่จู๋และหลินลี่ลี่ไปที่บ้านของเย่เสี่ยวจิ่นด้วยกัน
เย่เสี่ยวจิ่นยื่นห่อกระดาษหนังสือพิมพ์สองห่อให้พวกเธอ “นี่คือเมล็ดพันธุ์แตงหอม ปลูกเหมือนที่เคยทำตามปกติก็พอ”
หลินลี่ลี่กะพริบตาปริบๆ “แตงหอม? มันหอมมากเลยเหรอ?”
“ใช่แล้ว ทั้งหอมทั้งหวานเชียวล่ะ”
หลินลี่ลี่ถือเมล็ดพันธุ์อย่างทะนุถนอม ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ
เย่จู๋ก็ถือเมล็ดพันธุ์เช่นกัน เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้ามองเย่เสี่ยวจิ่น “ขอบคุณที่ไม่ถือสาหาความ”
“ฉันแค่แยกแยะเรื่องส่วนตัวกับงานต่างหาก” เย่เสี่ยวจิ่นโบกมือไปมา “พวกเธอรีบกลับบ้านเถอะ”
หลี่ชุ่ยชุ่ยเดินออกมา เห็นเงาด้านหลังของสาวสองคน “จิ่นเป่า ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ลูกสนิทกับพี่สาวลูกขนาดนี้?”
“ลูกต้องระวังตัวให้มากหน่อยนะ ทั้งครอบครัวนั่นปากร้ายใจดำทั้งนั้น”
“ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา พวกเขาก็จะหน้าด้านไม่ยอมรับผิดชอบแน่”
หลี่ชุ่ยชุ่ยมีความแค้นฝังลึกกับครอบครัวของหลิวต้าเม่ยมาหลายปีแล้ว ยังมีคู่สามีภรรยาลูกชายคนโตของเธออีก
การให้หล่อนไม่คิดถึงความแค้นในอดีต นั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
ในใจลึกๆ หล่อนก็รู้สึกเย็นชาต่อเย่จู๋เช่นกัน
“วางใจได้ค่ะ หนูก็สามารถไร้เหตุผลได้เหมือนกันนะ”
เย่เสี่ยวจิ่นยักไหล่ แล้วหันไปยิ้มพูดว่า “แม่คะ คืนนี้เรากินอะไรอร่อยๆกันดีคะ?”
“หน่อไม้ดองของหนูเปรี้ยวแล้วหรือยังคะ?”
เธอพูดพลางเปิดฝาโอ่งเก่า
กลิ่นเปรี้ยวโชยมา ชวนให้น้ำลายสอ
ผักดองในโอ่งเปรี้ยวได้ที่แล้ว ทั้งหน่อไม้ดอง ผักกาดดอง และถั่วฝักยาวดอง ดูน่ากินทั้งนั้น
“แม่คะ คืนนี้กินอันนี้กันนะคะ!”
หลี่ชุ่ยชุ่ยทำอะไรเธอไม่ได้ “ได้ๆๆ เจ้าแมวตัวน้อยขี้อ้อนของแม่”
“ทุกวันลูกเปลี่ยนวิธีให้คนทำอาหารอร่อยๆให้ลูกกิน”
“กินมากมายขนาดนั้น ทำไมไม่เห็นลูกจะอ้วนขึ้นมาบ้างเลย ดูเหมือนว่าอาหารพวกนี้จะสูญเปล่าไปหมด”
เย่เสี่ยวจิ่นเบะปาก ทำหน้าน้อยใจ “นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของหนูนี่นา”
บทที่ 87: ความสนุกสนานในป่าของพี่น้อง
เย่ฉางอันกลับมาเร็วกว่าปกติ ในกระเป๋ามีของบางอย่างที่ดูพองๆ
เขาแบกจอบมาถึงบ้าน แล้วผิวปากเรียกเย่เสี่ยวจิ่น
“จิ่นเป่า มาดูสิว่าในกระเป๋าพี่มีอะไรดีๆ”
เย่เสี่ยวจิ่นเข้าไปดูใกล้ๆ “ไม่รู้สิคะ อะไรเหรอ?”
เย่ฉางอันหยิบนกตัวเล็กๆนุ่มนิ่มออกมา “ดูสิ น่ารักจังเลย เป็นลูกนกที่ตกจากรัง”
หลี่ชุ่ยชุ่ยถือทัพพีอยู่ พอได้ยินก็รีบเดินมาตบหน้าเย่ฉางอันสองที
“แกนี่ว่างเกินไปแล้ว ไปเก็บนกมาทำไม?”
“แกไม่รู้หรือว่านกอาจมีเชื้อโรค? ยังจะเอามาให้น้องสาวเล่นอีก ช่างกล้าจริงๆ”
“ถ้าน้องสาวแกติดเชื้อขึ้นมา ดูสิว่าแกจะรอดไหม!”
หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่ปิดบังความสองมาตรฐานของตัวเองเลยแม้แต่น้อย
“ไม่ใช่หรอกครับแม่ นี่มันเป็นความเชื่องมงายแบบศักดินาทั้งนั้น” เย่ฉางอันส่งนกตัวน้อยให้เย่เสี่ยวจิ่น “มานี่ จิ่นเป่า”
“แกรีบเอาไปปล่อยเดี๋ยวนี้นะ!”
เย่ฉางอันเห็นแม่ยกตะหลิวขึ้นมา จึงถอยหลังด้วยความกลัวเล็กน้อย
เขาพูดอย่างไร้เดียงสา “ทำไมต้องโกรธด้วยล่ะ ผมแค่เห็นว่ามันน่ารักก็เลยอยากเอามาให้จิ่นเป่าเล่นเท่านั้นเอง”
เย่เสี่ยวจิ่นยิ้มน้อยๆ “พอเถอะแม่ อย่าโกรธพี่รองเลยนะคะ”
“พี่รองก็แค่อยากทำให้หนูมีความสุขนะ”
เธอดึงชายเสื้อของเย่ฉางอันเบาๆ “พี่รอง ไปกันเถอะ เราไปปล่อยนกตัวน้อยกัน”
“แม่นกคงกำลังกังวลที่หาลูกไม่เจอนะ”
“พวกเราก็ไม่รู้วิธีเลี้ยงมัน แถมยังสอนให้มันบินไม่เป็นด้วย ใช่ไหมล่ะ?”
หลี่ชุ่ยชุ่ยอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ดูตัวเองสิ อายุ18แล้ว ยังไม่รู้จักโตเท่าน้องสาวเลย”
“น้องสาวเพิ่งจะ 3ขวบครึ่งเอง! ทำไมถึงต่างกันมากขนาดนี้?”
เย่ฉางอันเป็นคนอารมณ์ดี ไม่โกรธ ยิ้มร่าเริงแล้วพูดว่า
“โอ๊ย พอเถอะ หูผมจะด้านไปหมดแล้ว”
“ผมจะพาจิ่นเป่าไปปล่อยลูกนก แล้วก็...ไปเก็บดอกไม้ป่าและผลไม้ป่าด้วย”
เย่ฉางอันหยิบตะกร้าใบเล็กที่ทำจากใบตาลที่หลี่ชุ่ยชุ่ยสานไว้ แล้วอุ้มเย่เสี่ยวจิ่นวิ่งออกไป
หลี่ชุ่ยชุ่ยยืนอยู่ที่ประตูส่ายหน้าอย่างจนปัญญา “เด็กคนนี้ อายุปูนนี้แล้วยังไม่มีความหนักแน่นเลย!”
แสงสนธยาทอดยาวไปถึงขอบฟ้า สายลมเย็นๆพัดผ่านแก้ม ทำให้ทุกคนรู้สึกสดชื่นขึ้น
เย่เสี่ยวจิ่นถูกพี่ชายอุ้มอยู่ “พี่รอง พี่เหนื่อยไหม? หนูเดินเองได้นะ”
“ไม่เป็นไร ที่นั่นไม่ไกล อยู่ข้างหน้านี่เอง”
เย่ฉางอันพาเย่เสี่ยวจิ่นมาที่ริมลำธาร
ริมลำธารมีต้นหม่อนอยู่ต้นหนึ่ง บนกิ่งก้านมีรังนกอยู่อย่างชัดเจน
สามารถวางลงไปได้อย่างง่ายดาย
เย่เสี่ยวจิ่นพูดอย่างจนปัญญา “พี่ชาย พี่แน่ใจเหรอว่าลูกนกตกลงมาบนพื้น ไม่ใช่พี่ขโมยมันมาหรอกเหรอ?”
เย่ฉางอันหัวเราะคิกคัก ไม่อธิบายอะไร
เขาเอาลูกนกกลับคืนรัง แล้วเด็ดลูกหม่อนลูกหนึ่งโยนเข้าปาก “อืม อร่อยจัง”
เย่เสี่ยวจิ่นก็เด็ดลูกหนึ่งโยนเข้าปากเช่นกัน ตาเป็นประกาย “อร่อยจริงๆ”
ก่อนหน้านี้เธอเคยหลงใหลการย้อมผมด้วยลูกหม่อนดำอยู่ช่วงหนึ่ง สำหรับเธอที่กลัวผมร่วง
มันจำเป็นมากจริงๆ!
แต่ลูกหม่อนที่ซื้อตามข้างทาง ไม่มีรสชาติอะไรเลย
แต่กลับเป็นที่นี่ที่มีรสชาติเปรี้ยวๆหวานๆ กินแล้วอร่อยทีเดียว
“พี่รอง เก็บเร็วๆสิ”
เย่เสี่ยวจิ่นเริ่มเด็ดลูกหม่อนอย่างไม่เกรงใจแล้ว
เย่ฉางอันถอนหายใจอย่างจนปัญญา “มันมีอะไรอร่อยกันเชียว? ก็ธรรมดา ธรรมดานี่”
“มันช่วยให้ผมดำเงางามนะ” เย่เสี่ยวจิ่นพูดพลางเก็บไปด้วย “รสชาติก็หวานดีด้วย”
แม้เย่ฉางอันจะไม่เข้าใจ แต่ก็ยังคงช่วยเก็บ
ไม่นานก็เก็บได้มากแล้ว
“พอแล้วพอแล้ว พอได้แล้ว พี่จะพาเธอไปเก็บเบอร์รีป่าด้วยนะ”
เย่ฉางอันถือตะกร้า พาเย่เสี่ยวจิ่นไปที่ริมสระน้ำแห่งหนึ่ง
เย่เสี่ยวจิ่นเห็นเบอร์รีป่าสีแดงเต็มไปหมดตามคันนา ก็ตกตะลึงทันที เด็ดมากินลูกหนึ่ง รสชาติอร่อยสุดๆ
“นี่ยังไม่ใช่ของที่อร่อยที่สุดหรอก ต้องแช่น้ำสามเดือนถึงจะอร่อย”
เย่ฉางอันเดินไปอีกด้านหนึ่ง แล้วโบกมือเรียกเย่เสี่ยวจิ่น “จิ่นเป่า มานี่สิ”
เย่เสี่ยวจิ่นเดินเข้าไปดู เห็นต้นไม้มีหนามเต็มไปหมด มีผลสีแดงเล็กๆเต็มต้น
“นี่มันราสป์เบอร์รีไม่ใช่เหรอ?”
“อะไรนะ?”
เย่เสี่ยวจิ่นโบกมือ “ไม่มีอะไร นี่อร่อยนะ หนูรู้ว่ามันอร่อยมาก”
เย่ฉางอันดึงกิ่งไม้ที่มีหนามเต็มไปหมด เก็บผลไม้ใส่ชามให้เย่เสี่ยวจิ่น “เธอนั่งกินตรงนี้เฉยๆนะ พี่จะไปเก็บเพิ่ม”
“อย่าวิ่งไปไหนเด็ดขาดนะ ตรงโน้นเป็นสระน้ำ”
“ข้างในมีผีน้ำ ชอบกินเด็กตัวเล็กๆ ผิวบางเนื้อนุ่มแบบเธอ”
“กินทีเดียวหมด ไม่เหลือแม้แต่กระดูก”
เย่เสี่ยวจิ่นสะดุ้ง “พี่รอง ทำไมพี่ถึงตั้งใจหลอกให้หนูกลัวล่ะ?”
“ฉันไม่ได้หลอกนะ ถ้าไม่เชื่อเธอลองไปดูเองสิ ข้างในมีผู้หญิงคนหนึ่งอยู่จริงๆ” เย่ฉางอันตั้งใจพูดเสียงเบา “เธอชอบเด็กๆมาก ผมยาวมากเลย แถมยังใส่ชุดสีขาวด้วย”
เย่เสี่ยวจิ่นแค่นเสียง “หนูจะไม่วิ่งไปไหนหรอก”
เย่ฉางอันพยักหน้า “งั้นก็ดีแล้ว เธออยู่ตรงนี้ ผีน้ำจะไม่เจอเธอหรอก”
พูดจบ เขาก็ไปเก็บราสป์เบอร์รีและเบอร์รีป่า
เย่เสี่ยวจิ่นกินของว่างพลางมองท้องฟ้าสีแดงยามเย็น หรี่ตาลงด้วยความสบายใจ
เธอได้ยินเสียงแกรกกรากจากพุ่มไม้ รู้สึกกลัวเล็กน้อย
จะไม่ใช่งูใช่ไหม?
ที่ชื้นแฉะแบบนี้ ดูเหมือนจะมีงูเยอะ
เธอรีบหดเท้าเข้ามาทันที กลัวว่าจะมีงูพิษลายสวยงามพุ่งออกมาอย่างกะทันหัน
ขณะนั้น คางคกตัวหนึ่งกระโดดออกมาตรงหน้าเย่เสี่ยวจิ่น แล้วมุ่งหน้าไปที่สระน้ำทันที
‘ตูม’ เสียงคางคกกระโดดลงน้ำ
เย่เสี่ยวจิ่น “...”
เย่ฉางอันเก็บผลไม้จนเต็มตะกร้า วิ่งเข้ามาหา “โชคดีจังเลย พวกนี้ยังไม่มีใครเก็บเลย ดูสิว่าพี่เก็บได้เยอะแค่ไหน?”
“พรุ่งนี้เรายังมาเก็บได้อีก พวกนี้สุกเร็วมาก”
เย่เสี่ยวจิ่นเห็นตะกร้าใส่ราสป์เบอร์รีและเบอร์รีป่าของเขา “ว้าว พี่รองเก่งจังเลย!”
“เยอะขนาดนี้เลยเหรอ?”
เย่ฉางอันได้รับคำชมจากน้องสาว รู้สึกปลื้มใจมาก
“แน่นอนอยู่แล้ว พี่ชายเธอคนนี้เป็นลิงป่าแห่งภูเขานี้นะ”
“ที่ไหนมีของดี ฉันรู้หมดแล้ว”
“ไปกันเถอะ พวกเราไปที่ริมสระน้ำกัน”
“ทำไมล่ะ? พี่ไม่ได้บอกหรอกเหรอว่ามีผีน้ำ?”
เย่ฉางอันแค่นเสียงหึ “ฉันเป็นผู้ใหญ่แล้ว ฉันไม่กลัวหรอก”
ทั้งสองคนมาถึงริมสระน้ำ เย่ฉางอันส่งตะกร้าให้เย่เสี่ยวจิ่น
จากนั้นเขาก็พับแขนเสื้อขึ้น เดินตรงไปยังกอหญ้าที่มีใบแหลมหนาทึบ
เย่ฉางอันไม่พูดพร่ำทำเพลง แหวกกอหญ้าออกทันที
แล้วก็สอดหัวเข้าไปในกอหญ้าคลำหาอะไรบางอย่าง
เย่เสี่ยวจิ่นงุนงงไปหมด “พี่รอง พี่กำลังจับปลาอยู่เหรอ?”
“ไม่ใช่ จะจับคางคกตัวใหญ่ให้จิ่นเป่ากินกับข้าวคืนนี้น่ะ”
เย่เสี่ยวจิ่นยิ่งรู้สึกหมดคำพูด
เธอย่นจมูกแล้วส่งเสียงฮึดฮัด “การจับคางคกน่ะ มันจะทำให้มือเน่าเปื่อยนะ!”
“พรุ่งนี้มือของพี่ชายจะเต็มไปด้วยตุ่มน้ำแน่ๆ!”
“ทั้งเจ็บทั้งคัน เหมือนกับคางคกเลยละ”
เย่ฉางอันพึมพำว่า “ฉันไม่กลัวหรอก ฉันจับมันเล่นๆคืนนี้จะเอาไปยัดใส่ผ้าห่มของจิ่นเป่า”
เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกหนาวสั่น “หนูจะบอกพ่อแม่ให้ตีพี่เลย!”
เย่ฉางอันไม่คิดว่าน้องสาวจะฟ้องเขา
เขามองดูเนื้อขาวนุ่มของลำต้น แล้วหักมันออกมา ใช้ชายเสื้อห่อเอาไว้
เขาหักต้นเจียวไป๋หลายกอในคราวเดียว ทันใดนั้นก็ได้หัวของต้นเจียวไป๋สีขาวๆมาห้าหัวแล้ว
เขาลุกขึ้นจากพื้น แล้วโยนเจียวไป๋หนึ่งหัวไปทางน้องสาวทันที
เขายังตั้งใจตะโกนเสียงดังว่า “จิ่นเป่า คางคกหนีไปแล้ว! จับมันเร็ว!”
“คางคก?” เย่เสี่ยวจิ่นตกใจจนหน้าซีด
ทันใดนั้นเธอก็กระโดดถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
แต่กลับพบว่าสิ่งที่ตกอยู่บนพื้นเป็นเพียงแค่เจียวไป๋!
เธอจ้องเย่ฉางอันด้วยความโกรธ ในขณะที่อีกฝ่ายกลับกุมท้องหัวเราะ
ไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย
“พี่ตั้งใจหลอกหนูนี่!”
เย่ฉางอันเดินเข้ามาเก็บหัวของต้นเจียวไป๋ขึ้นมา “ล้อเล่นน่ะ ใครจะไปจับคางคกกันล่ะ?”
“ไปกันเถอะ กลับบ้านกันได้แล้ว”
“หัวเจียวไป๋นี่เป็นของดีนะ ผัดแล้วหอมมาก”
“จิ่นเป่าเชื่อไหมว่ากินสดก็ได้?”
เย่เสี่ยวจิ่นพึมพำ “หนูไม่กินสดหรอก น้ำในสระที่แช่มันอยู่น่ะ หนูเพิ่งเห็นคางคกกระโดดลงไปในน้ำเมื่อกี้นี้เอง”
เย่ฉางอันเดิมกำลังจะกินสดหนึ่งต้น แต่พอได้ยินเธอพูดแบบนั้น เขาก็ชะงักมือ
เขารู้สึกรังเกียจเล็กน้อย “งั้นผัดกินดีกว่า!”
“ฉันจะบอกให้แม่ล้างหลายๆรอบ รับรองว่าไม่มีกลิ่นคางคกหลงเหลืออยู่เลย”
เย่เสี่ยวจิ่นเม้มปากยิ้มแอบขำ “นั่นก็ไม่แน่นะ!”
[1] เจียวไป๋ : เป็นแกนอ่อนของพืชน้ำชนิดหนึ่ง ต้นจะคล้ายๆต้นหญ้าคา แต่จะใช้แค่แกนอ่อนๆสีขาวมากิน รสชาติหวานกรอบ คล้ายๆหน่อไม้กับยอดมะพร้าว และเนื้อสัมผัสจะนุ่มกว่าหน่อย คนจีนนิยมนำมาทำเป็นอาหาร เช่น หั่นเป็นเส้นๆผัดกับเนื้อสัตว์
บทที่ 88: การหาคู่ของบ้านรอง
หลี่ชุ่ยชุ่ยจัดอาหารไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว
เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยหัวเราะจากด้านนอก หล่อนรีบบอก “พวกลูกรีบมากินข้าวเถอะ อาหารจะเย็นชืดหมดแล้ว!”
หล่อนเดินออกไปต้อนรับ เห็นเย่ฉางอันถือเจียวไป๋มา จึงร้องทัก “โอ๊ะ ได้เจียวไป๋มาเหรอ?”
“ดูอ่อนมากเลย หัวยังขาวอยู่เลย”
“พรุ่งนี้แม่จะผัดให้พวกเธอกิน”
เย่ฉางอันวางเจียวไป๋ลงในกะละมัง “ดูสิ ผมเก็บผลไม้ป่ามาให้จิ่นเป่าตั้งเยอะ”
หลี่ชุ่ยชุ่ยมอง “ตะกร้าใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ? จิ่นเป่าของเรารวยแล้ว”
“กินเยอะขนาดนั้น ท้องน้อยๆจะกินไหวเหรอ?”
เย่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า “พวกเราก็กินด้วยกันสิ กินด้วยกันก็จะหมดพอดี”
หลี่ชุ่ยชุ่ยยกตะกร้าของเธอขึ้น “ดีๆ งั้นกินข้าวก่อนแล้วค่อยคุยกัน”
เย่จวินและเย่หวายนั่งลงเรียบร้อยแล้ว
ตรงหน้าเย่จื้อผิงมีแก้วน้ำร้อนวางอยู่ ในนั้นมีใบชาอยู่สองสามใบ
เป็นชาใหม่ที่เพิ่งเก็บมาจากภูเขาและคั่วเองเมื่อเร็วๆนี้
“มีลูกหลายคนก็ดีนะ ดูสิ ครอบครัวเราช่างคึกคักเหลือเกิน”
หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดอย่างจนปัญญา “คึกคักก็คึกคักนะ แต่ค่าใช้จ่ายในบ้านก็เยอะตามไปด้วย”
เย่จื้อผิงหัวเราะพูดว่า “ก็แค่ยี่สิบปีแรกเท่านั้นแหละ หลังจากนั้นพวกเด็กๆก็โตกันหมดแล้ว ครอบครัวเราจะได้แตกหน่อออกใบ ดีทีเดียว”
“จิ่นเป่าของเราเป็นลูกรักที่ดีที่สุดในบ้าน ต่อไปห้ามแต่งงานออกไปนะ”
“ถึงตอนนั้นพ่อจะสร้างบ้านให้ลูกหลังหนึ่ง แล้วลูกก็หาลูกเขยมาอยู่บ้านเรา”
“ถ้าลูกเขยกล้ารังแกจิ่นเป่าของเรา พ่อจะเอาไม้ตะบองฟาดเขาให้เลย!”
หลี่ชุ่ยชุ่ยส่งเสียงหึแล้วตักข้าวให้ทุกคน “คุณก็โม้ไปเถอะ ไม่ดูสภาพครอบครัวเราบ้างเลย”
“มีผู้ชายคนไหนจะยอมมาเป็นเขยสู่ขอเธอล่ะ?”
“อีกอย่าง จิ่นเป่าก็ยังเด็กนัก ที่คุณคิดตอนนี้มันเร็วเกินไปแล้ว”
เย่จื้อผิงไม่ได้พูดเล่น เขาถือว่าลูกสาวคนนี้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจจริงๆ
ถึงบ้านจะไม่มีข้าว เขายอมอดข้าวเอง แต่ต้องให้เย่เสี่ยวจิ่นได้กินก่อน
หลี่ชุ่ยชุ่ยก็เช่นกัน
“ดีเลย ต่อไปฉันจะหาลูกเขยมาอยู่บ้านเรา”
“ให้เขากตัญญูต่อพ่อแม่ ทำนาเลี้ยงไก่ให้พ่อแม่”
“ถ้าไม่ขยันละก็ ฉันไม่เอาหรอกนะ”
ทุกคนบนโต๊ะอาหารหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน
เย่ฉางอันกล่าวว่า “พ่อแม่พูดถึงเรื่องแต่งงานของจิ่นเป่า แต่ไม่มองพี่ใหญ่เลย”
“ที่คูคลอง มีคนจากหมู่บ้านข้างๆ จะแนะนำคู่ให้พี่ใหญ่นะ”
“พี่ใหญ่ของผมตัวสูงใหญ่ ทำงานก็แข็งแรง มีคนสนใจเยอะแยะเลย”
เย่จวินขมวดคิ้วแล้วรีบพูดว่า “ฉันเพิ่ง20 จะรีบร้อนไปทำไม?”
เขาไม่รีบร้อน และรู้ว่าที่บ้านไม่มีเงื่อนไขให้เขาแต่งงาน
เขาตั้งใจจะช่วยเหลือครอบครัวให้มากขึ้น แล้วค่อยว่ากันทีหลัง
ช้าไปสักไม่กี่ปีก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
เย่จื้อผิงยิ้มแล้วพูดว่า “รอปีหน้า ปีหน้าบ้านเราจะขยายบ้าน ตอนนั้นจะหาภรรยาที่สวยให้พี่ชายของนาย”
เย่ฉางอันตบมือ “ดีเลย ตอนนั้นพวกเราจะสร้างบ้านด้วยกัน”
“บ้านเรามีผู้ชายตั้งเยอะ สร้างบ้านจะเร็วมาก”
เย่จวินมองดูคนในครอบครัวที่กำลังเป็นห่วงเขา
เขาส่ายหัว “รอให้เสี่ยวหวายเรียนหนังสือก่อน จิ่นเป่ารักษาโรค เรื่องของผมค่อยว่ากันทีหลัง”
เย่จวินเป็นคนที่มีวุฒิภาวะและมั่นคง
เขารู้ว่าการแต่งงานไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
ต้องขยายบ้าน ต้องใช้เงินในการแต่งงาน
หลังแต่งงานก็ยังมีค่าใช้จ่ายอีกมากมาย
“พวกคุณไม่ต้องคิดถึงผมหรอก ตัวผมเองก็ยังไม่รีบ”
ทุกคนก็ไม่พูดอะไรอีก รีบกินข้าวกันต่อ
ลูกของบ้านสามไม่รีบ แต่ลูกของบ้านรองกลับก้าวไปก่อนแล้ว
สะใภ้เย่ของบ้านรองก็เป็นคนที่ให้กำเนิดลูกได้ดี คลอดลูกชายถึงสามคน
เย่ว่านหยวนเป็นพี่ชายคนโตที่สุด อายุ20ปีแล้ว รูปร่างเตี้ยและอ้วน เป็นคนที่อ้วนที่สุดในครอบครัว
แต่เพราะความอ้วนนี่เอง ทำให้เขาทำอะไรก็ไม่ค่อยคล่องแคล่ว
อีกทั้งสุขภาพก็ไม่ค่อยดีนัก
แค่ทำงานหนักนิดหน่อย ก็หอบแฮ่กๆหายใจไม่ทัน
ลูกชายคนที่สองชื่อเย่กัง อายุ15ปี เมื่อไม่กี่วันก่อนได้ไปเรียนตัดผมในเมืองแล้ว
ลูกชายคนที่สามชื่อเย่โหย่วไฉ ยังเป็นเด็กน้อยอายุ4ขวบ ทุกวันแม่ต้องอุ้มไว้บนหลัง
เช้าตรู่
เย่ไฉกุ้ยก็เรียกเย่จื้อเฉียงให้ไปต้อนรับแขกที่บ้าน
เย่ไฉกุ้ยไม่ได้ทำงานในหมู่บ้าน รูปร่างผอมบาง แต่มีฝีมือในการสานไม้ไผ่ที่ดีมาก
แค่อาศัยการขายของที่สานจากไม้ไผ่ ก็พอเลี้ยงชีพได้แล้ว
เย่จื้อผิงตามเขาไป “พี่รอง ทำไมถึงรีบร้อนขนาดนี้?”
“ฉันขอให้นายช่วยไปดูหน่อย” เย่ไฉกุ้ยยิ้มเล็กน้อย “ลูกชายของฉัน ว่านหยวนก็อายุ20แล้วไม่ใช่หรือ?”
“แม่สื่อในหมู่บ้านบอกว่าได้จัดหาคู่ให้เขาแล้ว ตอนนี้... ฝ่ายหญิงกำลังจะมาดูตัวแล้ว”
“ฉันได้ยินมาว่าสาวคนนั้นหน้าตาก็ไม่เลวเลย แค่ตัวเตี้ยไปหน่อย นายช่วยไปให้คำปรึกษาหน่อยสิ”
ปกติแล้วเย่ไฉกุ้ยไม่ค่อยคบหาสมาคมกับใคร
เขาคิดว่าตัวเองเป็นช่างฝีมือ สามารถหาเงินได้ กลัวว่าคนอื่นจะมาเอาเปรียบ
ดังนั้นจึงไม่ออกจากบ้าน ปฏิเสธการไปมาหาสู่กับญาติพี่น้อง
ส่วนภรรยาของเขาก็มีนิสัยเหมือนกัน ด้านหนึ่งกลัวคนอื่นจะมาเอาเปรียบ อีกด้านหนึ่งก็คิดจะเอาเปรียบคนอื่น
มักจะทำเรื่องขโมยเล็กๆน้อยๆอยู่เสมอ
ก่อนหน้านี้ เย่จื้อผิงเคยซื้อหวีใหม่ให้หลี่ชุ่ยชุ่ยที่ตลาดในอำเภอ
ถูกเซี่ยวเฟินฟางขโมยไป
การทะเลาะเบาะแว้งรุนแรงถึงขีดสุด สุดท้ายหลี่ชุ่ยชุ่ยยังถูกเธอด่าอีกยกใหญ่
นับแต่นั้นมา หลี่ชุ่ยชุ่ยก็ไม่ไปมาหาสู่กับพวกเขาอีกเลย
แม้แต่เจอหน้ากันก็ไม่พูดจา
หลานชายคนนี้มาดูตัว ลุงมาด้วย แต่ป้าไม่ยอมมาด้วยเด็ดขาด
เย่จื้อผิงยิ้มอย่างลำบากใจ “พี่ชายคนที่สอง ครอบครัวของพวกคุณมั่งคั่ง ว่านหยวนก็ยังหนุ่มแน่น แน่นอนว่าต้องหาสาวดีๆได้”
“แม่สื่อรู้ว่าครอบครัวของพวกคุณเป็นคนดี แน่นอนว่าจะแนะนำสาวดีๆให้พวกคุณ”
เย่จื้อผิงแทบไม่อยากไปนั่งที่บ้านพี่ชายคนที่สองเลย
รู้ว่าครอบครัวนี้ดูถูกคน มีแต่เวลาต้องการอะไรถึงจะเรียกใช้เขา พอเสร็จธุระก็ไล่กลับ
เขาถอนหายใจในใจ “ให้ผมช่วยคิด ผมก็ไม่รู้เรื่องหรอก”
เย่ไฉกุ้ยมีความมั่นใจในเรื่องนี้
“นายอาจจะไม่เข้าใจ แต่ช่วยดูหน่อยก็ได้” เย่ไฉกุ้ยดูอารมณ์ดีอย่างเห็นได้ชัด “ฉันจะไม่ปิดบังนายหรอก”
“ลูกชายของเราชื่อว่านหยวนเป็นเด็กกตัญญู อนาคตต้องมีความสำเร็จแน่นอน”
“ครอบครัวเราก็ไม่ได้ยากจน ฉันไม่อยากหาผู้หญิงธรรมดา ธรรมดา มาเป็นลูกสะใภ้”
“ไม่ใช่แค่จะทำให้ลูกชายฉันเสียเปรียบ แต่ฉันกับภรรยาก็ยอมรับไม่ได้เหมือนกัน”
เย่จื้อผิงไม่คิดว่าพี่ชายคนที่สองจะมีมาตรฐานสูงขนาดนี้ “งั้นก็ต้องดูให้ละเอียดหน่อย”
เห็นว่าใกล้จะถึงบ้านของเย่ไฉกุ้ยแล้ว สามารถมองเห็นคนยืนอยู่หน้าบ้านหลายคน
เย่ไฉกุ้ยมองเห็นแล้วรีบพูดกับเย่จื้อผิงว่า “นายก็มีลูกชายสามคน ฉันก็มีลูกชายสามคน”
“ช่วยดูหน่อยว่าผู้หญิงคนนั้นดูเหมือนจะมีลูกเป็นผู้ชายได้ไหม”
“ฉันอยากอุ้มหลานชายด้วย เสียเงินแต่งเมียมา ถ้าคลอดลูกเป็นผู้ชายไม่ได้ ก็ยังไม่คุ้มค่าเท่าแม่ไก่สักตัว”
เย่จื้อผิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “พี่ชายคนที่สอง ลูกสาวนั้นดีนะ น่ารักมาก จิ่นเป่าของผม...”
“อย่าพูดถึงเรื่องนี้เลย นายเห็นลูกสาวเป็นสมบัติ ฉันว่านายโง่นะ”
“ลูกสาวก็ต้องแต่งออกไปอยู่แล้ว ไปเลี้ยงคนบ้านอื่น ช่างน่าเสียดายจริงๆ”
“ธุรกิจขาดทุนแบบนี้ฉันไม่ทำหรอก”
เย่จื้อผิงรู้สึกรังเกียจท่าทีแบบนี้ของเขาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
แม่สื่อพร้อมกับคนในครอบครัวฝ่ายหญิง ห้าหกคนยืนอยู่หน้าบ้าน
หลินเฟินฟางเชิญพวกเขานั่งลง ไปรินน้ำร้อนให้พวกเขาดื่มชา
เธอยิ้มมองดูเด็กสาว อายุประมาณ18ปี
หน้าตาก็ไม่เลวเลย ดวงตากลมโต ผมสีดำสนิทถักเปียไว้
แค่ดูเหมือนจะขี้อายหน่อย ไม่กล้ามองคน
มักจะหลบอยู่หลังแม่เสมอ
เย่ว่านหยวนนั่งอยู่บนเก้าอี้ใต้ชายคาบ้าน ร่างกายที่อ้วนท้วนอยู่แล้วดูเทอะทะมากขึ้นไปอีก
เขามองผู้หญิงคนนั้นอย่างจับผิด ในดวงตามีแววไม่พอใจอยู่บ้าง
เขาพูดกับแม่สื่อตรงๆว่า “ฉันบอกให้คุณหาคนอ้วนๆมาให้ ทำไมถึงพาคนผอมแห้งแบบนี้มาล่ะ?”
“หน้าอกก็แทบไม่มีเนื้อ ก้นก็ไม่ใช่แบบที่จะคลอดลูกผู้ชายได้”
“คุณดูถูกบ้านฉันใช่ไหม?”
แม่สื่อรีบเปลี่ยนสีหน้าทันที “โอ้ หญิงสาวคนนี้เรียนหนังสือมานะคะ อายุยังน้อย หน้าตาก็สดใส”
“เธอยังเขียนหนังสือและคิดเลขเป็นด้วย ถ้าสอนลูกในอนาคตต้องสอนได้ดีแน่นอน”
“เธอขยันขันแข็งด้วย แค่ยังไม่ได้มีลูกเท่านั้นแหละ พอมีลูกแล้วก็จะอ้วนขึ้นเอง”
สีหน้าของหญิงสาวดูไม่ดีเลย เธอบีบมือตัวเองไว้ แต่เดิมก็กลัวท่าทางของเย่ว่านหยวนอยู่แล้ว
เขาเอ่ยปากดูถูกคนอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เธอยิ่งรู้สึกกลัวมากขึ้น
ดวงตาของเธอเริ่มแดงก่ำ เธอดึงเสื้อของแม่พลางอ้อนวอนว่า “แม่คะ เรากลับบ้านกันเถอะ”
บทที่ 89: บ้านรองมีมาตรฐานสูง
หลิวเยว่เป็นเด็กสาวที่ว่านอนสอนง่าย
ที่บ้านมีพี่ชายหนึ่งคน ตอนนี้ก็กำลังจะแต่งงาน แต่ไม่มีเงินไปสู่ขอเมีย
คนในครอบครัวจึงคิดแผนขึ้นมา ให้น้องสาวแต่งงานออกไปก่อน เอาเงินมาให้พี่ชายแต่งงาน
ที่บ้านไม่มีเงิน ก็ไม่มีทางเลือกอื่น
เพราะลูกชายเป็นผู้สืบทอดวงศ์ตระกูล
หลี่จื่อหลานรู้สึกสงสาร แต่นึกถึงว่าตัวเองก็เคยผ่านเรื่องแบบนี้มาก่อน
เธอปลอบลูกสาว “เสี่ยวเยว่ ที่บ้านเลี้ยงลูกมาหลายปีแล้ว ลูกก็ควรช่วยเหลือครอบครัวบ้าง”
“ครอบครัวนี้ฐานะดี ถ้าลูกได้แต่งเข้าไปจริงๆก็จะไม่ลำบาก”
“พวกเขาล้วนเป็นช่างฝีมือ ดีกว่าต้องทำงานหนักตรากตรำมากนัก”
หลิวเยว่มองแม่ของเธอ ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี
เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสินค้าในตลาดนัด ให้คนมาเลือกดูตามใจชอบ
แม่สื่อหลี่ซานเหนียงเดินเข้ามาจับมือหลิวเยว่ “ว่านหยวน เธอลองดูเด็กสาวคนนี้สิ ช่างสดใสน่ารักจริงๆ”
“เธอสวยมากเลยนะ ในหมู่บ้านก็เป็นที่นิยมมากเชียวละ”
หลิวเยว่ก้มหน้าลง รู้สึกกลัวอยู่บ้าง
เย่ว่านหยวนลุกขึ้นยืน เข้าไปดูใกล้ๆ แต่ก็ยังรู้สึกรังเกียจอย่างมาก
เขาแค่อยากได้คนที่รูปร่างดี ไม่ได้อยากได้คนแบบนี้เลย
เย่ไฉกุ้ยก็กลับมาแล้ว “ว่านหยวน เฟินฟาง พวกเธอดูเป็นยังไงบ้าง?”
สีหน้าของเซี่ยวเฟินฟางไม่ค่อยดีเท่าไหร่แล้ว
ก่อนหน้านี้ยังสุภาพอยู่ แต่พอได้ยินลูกชายสุดที่รักเริ่มรังเกียจ เธอก็ไม่สนใจอีกต่อไป
“ช่างเถอะ พวกเราไม่สนใจว่านหยวนแล้ว”
“ถ้าให้ฉันพูดนะ... หลี่ซานเหนียง เธอก็ควรจะช่วยเลือกให้ว่านหยวนของพวกเราดีๆหน่อย”
“สภาพครอบครัวของพวกเรา ไม่ใช่ว่าจะรับลูกสะใภ้คนไหนก็ได้”
เย่ไฉกุ้ยก็มองหลิวเยว่อย่างพิจารณา พูดตามตรง หน้าตาก็ไม่เลว ส่วนความสูงนั้น...
แม้จะสูงแค่155เซนติเมตร แต่ลูกชายของเขาก็สูงแค่165เซนติเมตรเท่านั้น
ก็ถือว่าเข้ากันได้พอดี
เขาเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “งั้นก็ช่างเถอะ ในเมื่อว่านหยวนของพวกเราไม่สนใจ พวกคุณก็กลับไปเถอะ”
“ทางบ้านพวกเราก็ไม่ต้องเลี้ยงข้าวพวกคุณแล้ว”
พอสามีภรรยาคู่นี้พูดจบ คนในครอบครัวหลิวก็รู้สึกอึดอัดอย่างที่สุด
เย่จื้อผิงได้ยินแล้วก็ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
พี่ชายตัวเองและพี่สะใภ้คนนี้ จะบอกว่ามีเงินมากมายก็ไม่ใช่
แค่มีฐานะดีกว่าคนอื่นนิดหน่อย ก็ดูถูกคนแล้ว
เย่ว่านหยวนยืนอยู่ข้างๆไม่พูดอะไรสักคำ
มุมปากมีรอยยิ้มเยาะหยัน
ยังไงพ่อแม่ก็จะจัดการทุกอย่างให้เขาอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไร
เขาเลือกคัดสรรได้ ก็สามารถหาผู้หญิงที่ถูกใจได้
ตอนนี้หลิวเยว่แทบจะร้องไห้ออกมาแล้ว
หลี่จื่อหลานดึงเธอด้วยความไม่พอใจ “ร้องไห้ทำไม? รีบกลับไปเลย!”
หลี่ซานเหนียงกลอกตา ต้องรู้ว่าหลิวเยว่เป็นสาวโสดที่ดีที่สุดในระยะสิบลี้แปดหมู่บ้านแล้วนะ
เธอก็รู้ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ขยันขันแข็ง กตัญญู และมีความประพฤติดีมาก
ดังนั้นเธอถึงได้แนะนำให้ตระกูลเย่
ไม่คิดเลยว่าคนในตระกูลเย่จะโมโหขนาดนี้
“เสี่ยวเยว่ เธออย่าเสียใจไปเลย ฉันจะจัดการเรื่องแต่งงานให้เธอเอง”
หลิวเยว่พยักหน้า แต่ในใจรู้สึกสิ้นหวัง
หลี่จื่อหลานพูดกับหลี่ซานเหนียงว่า “หลี่ซานเหนียง เธอก็รู้สถานการณ์ที่บ้านฉัน ต้องรีบหน่อยนะ”
“ได้ ได้ ได้” หลี่ซานเหนียงรู้สึกสงสารเด็กคนนี้ และยิ่งรู้สึกว่าเธอน่าสงสารมากขึ้น
หลังจากทุกคนกลับไปแล้ว
เย่ว่านหยวนพูดอย่างโกรธๆว่า “พ่อ พ่อหาแม่สื่อแบบไหนมาให้ผมกัน? ดูถูกผมใช่ไหม?”
“ถึงผมจะไม่สูง และอ้วนไปหน่อย แต่ผมก็มีมาตรฐานของผมนะ”
“เธอคนนี้ชัดเจนว่าไม่ได้ใส่ใจผมเลย แค่มาหลอกๆเท่านั้นเอง”
เซี่ยวเฟินฟางก็ถ่มน้ำลายอย่างดูถูกพลางกล่าวว่า “ใช่แล้ว พาคนประเภทไหนมาที่นี่ก็ไม่รู้”
“ลูกชายของเราในอนาคตจะต้องมีอนาคตที่สดใสแน่ๆ แต่กลับแนะนำคนแบบนี้มาให้”
“ลูกเอ๋ย อย่าโกรธเลย แม่จะหาแม่สื่อคนใหม่ให้นะ”
เย่ไฉกุ้ยหัวเราะเบาๆ แล้วพูดกับเย่จื้อผิงว่า “น้องสาม งั้นฉันไม่รั้งนายแล้ว นายไปทำธุระของนายเถอะ”
“ลูกชายของฉันน่ะ ตั้งแต่เด็กก็เป็นคนเรื่องมากมาตลอด สายตาก็สูงด้วย”
“คงต้องใช้เวลาเลือกอีกสักพัก”
เย่จื้อผิงมองเย่ว่านหยวนที่หน้าตาเหมือนหมูอ้วนตายซากอยู่ครู่หนึ่ง
นิสัยเอาแต่ใจ ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง อายุปูนนี้แล้วยังต้องพึ่งพ่อแม่
ไม่มีอนาคตเลยสักนิด ไม่รู้ว่าความมั่นใจมาจากไหน ถึงได้มีมาตรฐานสูงขนาดนี้
“ได้ครับพี่รอง งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
เย่ไฉกุ้ยโบกมือไปมา
เขาหันไปนั่งลงบนเก้าอี้
เซี่ยวเฟินฟางดูกังวลใจเล็กน้อย “การหาคู่ของลูกชายเราครั้งนี้ล้มเหลวแล้วสินะ”
“แล้วมันจะเป็นไรล่ะ? ครอบครัวเรามีฐานะดี ถึงได้มีโอกาสเลือกไงล่ะ”
“มันไม่ใช่เรื่องน่าอายหรอก กลับแสดงให้เห็นถึงความสามารถของเราต่างหาก”
“ลองดูลูกชายบ้านสามสิ เย่จวินน่ะ ตอนนี้ยังไม่มีใครมาขอดูตัวเลย”
เซี่ยวเฟินฟางยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “คุณเอาไอ้คนจนๆนั่นมาเปรียบกับเราทำไมกัน?”
“ครอบครัวของพวกเขาจนมาทั้งชีวิตแล้ว ชาตินี้คงไม่มีทางพลิกฟื้นได้หรอก”
“ไม่แน่นะ อาจจะได้แต่งงานกับสาวแก่ที่ไม่มีใครเอา หรือไม่ก็หญิงม่ายที่สามีตายไปแล้ว ก็ดีไปอีกแบบนะ”
เย่ว่านหยวนที่อยู่ข้างๆยืด อกขึ้นอีก “นั่นสิ เย่จวินมันจะมาเทียบกับผมได้ยังไง?”
สองสามีภรรยาต่างชื่นชมเย่ว่านหยวน
ทั้งครอบครัวต่างรู้สึกปลาบปลื้ม หวังว่าจะมีสาวๆมาอีกหลายคน เพื่อจะได้เลือกคนที่ดีที่สุด
เย่จื้อผิงเดินถือไม้เท้ากลับบ้าน
ฤดูกาลนี้เป็นช่วงที่ธรรมชาติเบ่งบานเต็มที่
เขาเห็นตั้งโอ๋และขึ้นฉ่ายป่าริมทางต่างเติบโตอวบอ้วนและอ่อนนุ่ม
ยังเร็วเกินไปที่จะกลับบ้าน เขาจึงเด็ดตั้งโอ๋มาไม่น้อย
ไม่นานก็ได้ผักมัดใหญ่
เขายังเก็บขึ้นฉ่ายริมน้ำมาอีกสองสามจิน ตั้งใจว่าจะเอาไว้ผัดให้เด็กๆกินตอนเย็น
เมื่อถึงบ้าน
เขาต้มน้ำลวกตั้งโอ๋ นำแป้งข้าวเหนียวออกมาจากยุ้งฉาง แล้วทำเป็นขนมชิงถวน
ของสิ่งนี้สะดวกและอิ่มท้องด้วย
หากเด็กๆหิว ก็สามารถหยิบมากินได้เลย
“โอ้ย เหนื่อยจะตาย” หลี่ชุ่ยชุ่ยพูดพลางเดินเข้าบ้าน “จื้อผิง ทำไมคุณอยู่บ้านล่ะ?”
“ทำขนมจากผักตั้งโอ๋เหรอ? คุณขยันจริงๆ ฉันยังขี้เกียจทำเลย”
หล่อนพูดพลางใช้ตะเกียบเสียบขนมชิ้นหนึ่งแล้วเริ่มกิน นั่งลงบนเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยอ่อน
“คุณไม่ได้ไปกินข้าวที่บ้านพี่รองของคุณวันนี้เหรอ? อย่างน้อยก็ควรกินมื้อเที่ยงกับฝ่ายที่จะดูตัวสินะ?”
เย่จื้อผิงพูดแล้วก็หัวเราะขื่นๆ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้หลี่ชุ่ยชุ่ยฟังทั้งหมด
“เด็กสาวคนนั้นหน้าตาสดใสดีนะ ร้องไห้จนหมดแรงเลย”
“แม่สื่อก็กลับไปแล้ว เหลือแต่พวกเขาที่ยังต้องเลือกกันอีก”
หลี่ชุ่ยชุ่ยแค่นเสียงอย่างเย็นชา “พวกผู้ชายในหมู่บ้านนี้ มีแต่ลูกชายบ้านเขาที่หน้าตาขี้เหร่ที่สุด”
“สายตาสูงส่งขนาดนั้น ไม่เคารพคนอื่นเลยสักนิด”
“มีที่ไหนที่จะไปดูตัวแล้วไล่คนกลับบ้านแบบนี้? ถ้าไม่ถูกใจก็ไม่ถูกใจไป ไม่จำเป็นต้องทำให้คนอื่นอับอายขนาดนี้”
เย่จื้อผิงต้มน้ำพลางนำขนมอื่นๆไปนึ่งในตะกร้าไม้ไผ่
เขาถอนหายใจ มือยังคงทำงานไม่หยุด “จริงไหมล่ะ? สถานการณ์ตอนนั้นไม่เหลือหน้าให้ใครเลยจริงๆ”
หลี่ชุ่ยชุ่ยเกลียดครอบครัวของบ้านรอง ไม่อยากพูดถึงพวกเขามากนัก
“ช่างเถอะ ไม่พูดถึงพวกเขาแล้ว”
“พวกเขาอาศัยที่บ้านมีฐานะดีกว่านิดหน่อย ก็ดูถูกคนอื่นไปเถอะ”
“ดูสิว่าสุดท้ายแล้วว่านหยวนจะหาสาวงามเหมือนดอกไม้คนไหนได้”
สามีภรรยาทั้งสองถอนหายใจด้วยความเสียดาย
ในตอนนั้นเอง พวกเด็กๆก็กลับมาพอดี
หลี่ชุ่ยชุ่ยรีบวางตะเกียบลง แล้วตักน้ำร้อนให้พวกเขาล้างมือ
“ว้าว นี่คือขนมชิงถวนใช่ไหมคะ?” เย่เสี่ยวจิ่นมองเห็นจานขนมสีเขียวกลมๆบนโต๊ะ แล้วรู้สึกชอบมากทันที
“สวยจังเลย น่ารักมากๆ”
“พ่อของลูกทำเมื่อเช้านี้เอง แถมยังเด็ดขึ้นฉ่ายมาเยอะแยะเลย”
“คืนนี้พวกเราจะได้กินของอร่อยอีกแล้วนะ จิ่นเป่า”
หลี่ชุ่ยชุ่ยอดยิ้มไม่ได้ “รอกินขนมชิงถวนเสร็จก่อน แล้วเราจะให้พ่อทำขนมฟักทองกินต่อ ดีไหม?”
เย่เสี่ยวจิ่นหยิบขนมขึ้นฉ่ายที่ไม่ร้อนแล้วขึ้นมากัดคำหนึ่ง รู้สึกเหนียวนุ่มในปาก
มีกลิ่นหอมสดชื่นของขึ้นฉ่าย
“อร่อยจังค่ะ!”
เธอรีบบอกพี่ชายทั้งสอง “พี่ใหญ่ พี่รอง พวกพี่รีบกินเร็ว ยังอุ่นๆอยู่เลยนะ!”
เย่จวินและเย่ฉางอันก็ล้างมือแล้วเริ่มกินอาหาร
ในตอนนั้น เย่เสี่ยวจิ่นก็สังเกตเห็นว่าขาและเท้าของพี่ใหญ่เปียกชุ่มไปหมด เต็มไปด้วยโคลน สกปรกมาก
บทที่ 90: แนะนำคู่ให้พี่ชายคนโต แต่งเข้าบ้านผู้หญิง?
“พี่ใหญ่ กางเกงของพี่เป็นอะไรไปคะ?”
เย่จวินมองดูแล้วหัวเราะ “เรื่องนี้เธอต้องไปถามพี่รองของเธอแล้วละ”
เย่ฉางอันถูกทุกคนจ้องมอง รู้สึกเขินอายเล็กน้อย
เขากระแอมเบาๆ “เอ่อ ไม่ใช่ว่าฟาร์มต้องไถนาแล้วเหรอ? ผม...”
“ผมก็ไม่ค่อยชำนาญนักนะ ผมจูงวัว ส่วนพี่ใหญ่อยู่ด้านหลังจับคันไถ”
“ผมควบคุมวัวพลาดไปหน่อย ทุกคนเชื่อผมสิ ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆนะ...”
เขายักไหล่พลางกางมือ “ยังไงก็ทำให้พี่ใหญ่ล้มลงในนาน่ะ”
เย่จวินฮึดฮัด “พวกเธอไม่รู้หรอก ท่าทางของเขาตอนนั้นน่ะ...”
“เฮ้อ เดี๋ยวตอนบ่ายฉันจะสลับกับเขาละกัน”
เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกว่าการทำนานั้นช่างยากลำบากและเหนื่อยยากจริงๆ
อากาศยังหนาวเย็น การไถนาด้วยเท้าเปล่าในนาน้ำนั้นช่างหนาวเหน็บเหลือเกิน
“ถ้าอย่างนั้นพวกพี่ก็กินให้มากหน่อยนะคะ การไถนานั้นเหนื่อยมากแน่ๆ”
ทุกคนในครอบครัวกำลังพูดคุยกันอยู่
จู่ๆ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา
เธอคือแม่สื่อจากหมู่บ้านชงเถียน ชื่อว่าอู๋เยว่จี้
ปากของเธอคล่องแคล่ว พูดเก่งมาก
“ทุกคนอยู่บ้านกันหมดเลยเหรอ? ฉันมาได้จังหวะพอดีเลย” อู๋เยว่จี้พูดพลางเดินเข้าไปในบ้าน มองไปที่เย่จวิน “ชุ่ยชุ่ย เธอนี่มีลูกเก่งจริงๆ”
“ลูกชายสองคนนี้ หน้าตาดีทั้งคู่ ส่วนลูกสาวคนนี้... ก็น่ารักน่าเอ็นดูมากเลยนะ”
พอถึงฤดูใบไม้ผลิ ไม่ใช่แค่ในทุ่งนาเท่านั้นที่ยุ่งวุ่นวาย
แม้แต่พวกแม่สื่อก็เริ่มออกเคลื่อนไหวกันแล้ว
พวกเขาวุ่นวายไปทั่วเพื่อจัดการเรื่องคู่บ่าวสาว
“คุณป้าอู๋ ทำไมถึงมาที่นี่ล่ะ? พอดีเลย กินขนมชิงถวนสักหน่อยไหม?”
“ยังร้อนๆอยู่เลย เพิ่งออกจากกระทะ”
อู๋เยว่จี้ไม่ได้กิน แต่กลับมองไปที่หลี่ชุ่ยชุ่ย “ชุ่ยชุ่ย ได้ยินมาว่าบ้านรองตระกูลเย่เริ่มหาคู่แล้วเหรอ?”
“ฉันว่าเย่จวินของพวกเธอ ดีกว่าว่านหยวนตั้งเยอะ ทำไมไม่พูดถึงเรื่องแต่งงานบ้างล่ะ?”
หลี่ชุ่ยชุ่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หล่อนก็หวังว่าจะได้จัดการเรื่องคู่บ่าวสาวเหมือนกัน
หล่อนเม้มปาก “สถานะของครอบครัวเรา...”
“เธอไม่ต้องรีบร้อนหรอก ฉันรู้สถานะของครอบครัวเธอดี ไม่งั้นฉันก็คงไม่มาหาพวกเธอหรอก”
อู๋เยว่จี้พูดพลางยิ้ม “มีครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านย้ายออกไปแล้ว พวกเขารวยมาก ร่ำรวยจากการขุดเหมืองทอง พวกเธอน่าจะรู้จักใช่ไหม?”
เย่จื้อผิงได้ยินคำพูดนั้นแล้วถามว่า “คุณหมายถึง...ตระกูลหลี่ใช่ไหม?”
ในหมู่บ้านนี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในบรรดาคนที่ออกไปจากหมู่บ้าน ได้ยินมาว่ามีแค่คนเดียวที่ร่ำรวย
ก็คือคนตระกูลหลี่นั่นแหละ
แต่ก่อนก็ยากจนมาก แต่ไปขุดเหมืองทองแล้วโชคดีมาก
ทันใดนั้นก็พลิกชีวิตกลายเป็นเศรษฐีใหญ่
หลังจากนั้นกว่าสิบปี ก็ไม่เคยกลับมาที่หมู่บ้านอีกเลย
“ใช่แล้ว ก็คือคนตระกูลหลี่นั่นแหละ”
“สามีภรรยาตระกูลหลี่น่ะ ตอนหนุ่มสาวทำงานหนักเกินไป เลยมีลูกสาวแค่สองคน”
“ตอนนี้ลูกสาวคนโตก็ถึงวัยแต่งงานแล้ว แต่พวกเขาอยากหาคนที่รู้จักกันดีมาเป็นลูกเขยเข้าบ้าน”
อู๋เยว่จี้ยิ้มแล้วพูดว่า “ฉันก็เลยมาบอกพวกคุณเป็นพิเศษ เพราะรู้ว่าเย่จวินของพวกคุณเป็นเด็กดี”
หลี่ชุ่ยชุ่ยไม่คิดว่าจะมีโอกาสดีๆแบบนี้
ตระกูลหลี่นั้นร่ำรวยมาก ถ้าหากได้เป็นเขยของพวกเขาจริงๆ
ชีวิตต่อจากนี้ก็คงจะดีกว่าการต้องไปหาอาหารในทุ่งนาแน่นอน
หล่อนรู้สึกสนใจขึ้นมาเล็กน้อย “จื้อผิง คุณคิดว่ายังไง...”
หลี่ชุ่ยชุ่ยทำเพื่ออนาคตของลูก
แต่จื้อผิงก็ยังคงเป็นคนที่ค่อนข้างหัวโบราณอยู่ดี
“ฉันเลี้ยงลูกชายมาจนโตขนาดนี้ จะให้ไปเป็นเขยให้คนอื่นเนี่ยนะ?”
“ฉันไม่เห็นด้วย พวกเราอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?”
“ถ้าเย่จวินไปอยู่กับพวกเขาจริงๆ อนาคตเราก็คงไม่ได้เจอกันเป็นสิบๆปีสินะ?”
แต่หลี่ชุ่ยชุ่ยกลับพูดว่า “อยู่ในหมู่บ้านนี้ทำงานหนักแทบตาย ก็ไม่ได้เงินสักเท่าไหร่ ชีวิตต่อจากนี้คงลำบากแน่ๆ”
“ถ้าเขาโชคดีขนาดนั้นจริงๆ พวกเราก็คงไม่ได้ผลประโยชน์อะไรจากเขาหรอก”
อู๋เยว่จี้รีบช่วยพูด “ก็ใช่น่ะสิ ฉันก็เป็นห่วงพวกคุณ ถึงได้รีบมาบอกก่อนไงล่ะ”
อู๋เยว่จี้พูดแบบนั้น แต่ในใจก็รู้ดี
คนเขาจะหาลูกเขยมาอยู่บ้านเขา ก็ย่อมมีข้อกำหนด
หนึ่ง ต้องหน้าตาดี
สอง ต้องขยันขันแข็ง
สาม ต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ และต้องย้ายไปอยู่กับครอบครัวฝ่ายหญิงด้วย
บ้านสามตระกูลเย่มีลูกชายตั้งหลายคน เย่จวินเองก็มีคุณสมบัติดี
เหมาะสมกับความต้องการของเขามาก
เย่จวินขมวดคิ้ว ตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืน “ผมอายุแค่20ปีเอง จะรีบร้อนไปทำไม!”
“ผมไม่อยากไปเป็นเขยให้คนอื่น คุณไปหาคนอื่นเถอะ”
เย่จวินโกรธมาก ท่าทีไม่ค่อยดีนัก
เขารู้ว่าพ่อแม่เลี้ยงดูตัวเองมาไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนนี้น้องชายน้องสาวในบ้านก็กำลังอยู่ในช่วงสำคัญ
ในฐานะลูกชายคนโตของบ้าน เขาเพิ่งจะสามารถทำงานตอบแทนบุญคุณครอบครัวได้
ให้เขาไปอยู่บ้านคนอื่น?
เขาไม่มีทางยอมแน่นอน
เย่ฉางอันมองเย่จวินแวบหนึ่ง อยากจะพูดอะไรแต่ก็หยุดไว้ ไม่ได้พูดอะไร
อู๋เยว่จี้ก็จากไป
แต่ความคิดในใจก็ยังไม่ได้ดับหายไป
ทุกคนในครอบครัวกินข้าวกลางวันกันอย่างเงียบๆ
ตอนบ่ายขณะไปไถนา
เย่จวินพยุงคันไถ แขนทั้งสองข้างแข็งแรงมาก เขาพูดว่า “เจ้ารอง ถ้านายทำให้ฉันล้มลงในนาอีก ฉันจะสลับงานกับนายจริงๆแล้วนะ”
การไถนานั้นเหนื่อยกว่าการจูงวัวมากนัก
เย่จวินก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้น้องชายทำงานหนัก
เย่ฉางอันหัวเราะเบาๆ “วางใจเถอะพี่ คราวนี้ผมจะระวังแน่นอน”
หลังจากไถนาเสร็จหนึ่งแปลง พี่น้องทั้งสองก็ถือของไปยังแปลงอื่น
เย่ฉางอันจูงควายตัวใหญ่พลางพูดว่า “พี่ การเป็นเขยของคนรวยก็ดีไม่ใช่เหรอ?”
“ไม่ต้องเสียเงินแต่งงาน แถมยังได้ไปผจญภัยกับครอบครัวเขาด้วย”
“แบบนี้ไม่ดีกว่าอยู่ที่นี่ไถนาเยอะเลยเหรอ?”
เย่จวินเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “นายไม่เข้าใจหรอก ถ้าฉันไป นายจะดูแลบ้านไหวเหรอ?”
“นิสัยของนายยังไม่มั่นคงพอ ไม่สามารถแบ่งเบาภาระให้พ่อแม่ได้”
“และถ้าอาการป่วยของน้องสาวแย่ลงอีก ใครจะเป็นคนแบกรับครอบครัวนี้?”
“ขาของพ่อก็ยังไม่รู้ว่าจะหายเมื่อไหร่”
เย่ฉางอันรู้ว่าพี่ชายคิดเพื่อครอบครัวอย่างจริงใจ
เขาพึมพำว่า “ถ้าครอบครัวของเราร่ำรวยขึ้นมาก็คงจะดี”
“จริงๆแล้วตอนนี้ชีวิตก็ดีขึ้นเรื่อยๆนะ อนาคตเราอาจจะได้เป็นเจ้าของกิจการใหญ่โตก็ได้”
เย่จวินยิ้มน้อยๆ “แน่นอน คนเราต้องมองตัวเองให้มีค่า”
วันหนึ่งผ่านไปแบบนี้
วันต่อมา เย่จวินก็ออกไปไถนาอีก อู๋เยว่จี้เดินผ่านมาเห็นท่าทางขยันขันแข็งของเย่จวิน
เธอยิ้มแย้มพูดว่า “เย่จวิน เมื่อวานฉันทำไม่ดีกับพวกเธอ”
“แม่ของนายก็กำลังกังวลเรื่องการแต่งงานของนายมากเลยนะ”
“ดูแม่ของนายสิ ผมหงอกไปตั้งเยอะแล้ว”
เย่จวินไม่สนใจ
“คนที่ฉันแนะนำให้นายเมื่อวานไม่เหมาะสม งั้นฉันจะแนะนำคนใหม่ให้นาย”
“สาวคนนั้นมาถึงแล้ว อย่างน้อยนายก็ควรไปพบเธอหน่อย”
“เธออยู่ที่บ้านของนายนะ มาคนเดียว หน้าตาสวยมากเลย กำลังคุยกับพ่อแม่ของนายอยู่”
เย่จวินโกรธทันที “คุณนี่ทำไมฟังไม่รู้เรื่องอย่างนี้? บ้านฉันจน แต่งงานไม่ไหว คุณยังจะแนะนำอีก?”
อู๋เยว่จี้แอบกลอกตา “ถ้านายไม่ไปก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวเธอก็กลับไปเอง”
“สาวคนนั้นมาคนเดียวนะ!”
เย่จวินโมโหจนวางจอบลง แล้วกลับบ้านไปทันที
เขาไม่ได้มีนิสัยไม่ดี ตรงกันข้าม เขามีนิสัยดีมาก
แต่เขามีความรับผิดชอบ รู้ว่าสถานการณ์ของตัวเองเป็นอย่างไร ถ้าจะแต่งงานกับผู้หญิงคนไหนจริงๆ มันก็จะเป็นการสร้างภาระและความทุกข์ให้กับคนอื่น
ดังนั้น เขาจึงต่อต้านอย่างมากเมื่อมีคนแนะนำคู่ให้
หลี่ชุ่ยชุ่ยนั่งอยู่ในบ้าน มองดูเด็กสาวตรงหน้าที่แต่งตัวแตกต่างจากคนอื่น
หล่อนรู้สึกเกร็งเล็กน้อย “ฉันชงชาให้ดื่มไหม? หรือว่าจะดื่มน้ำผึ้งดีล่ะ?”
“ไม่เอา” หลี่หย่าผิงขมวดคิ้ว มองดูบ้านที่เต็มไปด้วยฝุ่นด้วยความรังเกียจ
เธอเกิดและเติบโตในเมือง บ้านที่อาศัยอยู่เป็นตึกสองชั้น
ชามและตะเกียบล้วนเป็นชามสวยๆสีขาวสะอาดมีลวดลายดอกไม้ ราคาชิ้นละ5เหมา
เธอไม่เคยเห็นสภาพแบบนี้มาก่อน
แค่เห็นถ้วยเคลือบที่สีหลุดลอกในบ้านของหลี่ชุ่ยชุ่ย เธอก็รู้สึกว่ามันสกปรกมากแล้ว
จากสถานการณ์ดังกล่าว คงพอจะเดาได้ว่าครอบครัวแบบนี้จะมีผู้ชายที่ดีได้อย่างไร?
หลี่หย่าผิงรู้สึกว่าตัวเองถูกแม่สื่อหลอกเข้าให้แล้ว ตอนนี้เธอไม่อยากอยู่ที่นี่อีกต่อไปแม้แต่นิดเดียว
“คุณหิวแล้วใช่ไหม? ฉันจะทำอาหารให้กินนะ ดีไหม?”
“สามีของฉันไปเตรียมฆ่าไก่แล้ว คุณนั่งรอสักชั่วโมงหนึ่งก็จะได้กินข้าวแล้วนะ”
Comments
Post a Comment