Rak Ep6-10

  ตอนที่ 6: เธอแต่งงานแล้ว


    ช่วงเวลาแห่งการทำงานมักจะผ่านไปเร็วเสมอ    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยุ่งอยู่ที่บริษัทตลอดทั้งวัน จนกระทั่งเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นเตือนให้เธอไปรับเสี่ยวเป่าในตอนเย็น    

    เธอขับรถยนต์ยี่ห้อออดี้สีเงินที่ทางบริษัทมอบให้ขับเคลื่อนไปทางโรงเรียนอนุบาล

    ตอนนี้เป็นช่วงเวลาเร่งด่วนหลังเลิกเรียน ทำให้รถยนต์บนท้องถนนติดกันเป็นขบวน

    “หม่ามี้~”    

    เสี่ยวเป่าเดินมาจากประตูโรงเรียนและสังเกตเห็น ถงเหมี่ยวเหมี่ยวที่ยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางฝูงชนทันที เขาส่งยิ้มสดใสและรีบวิ่งออกมา    

    “วิ่งช้าๆ เดี๋ยวหกล้มขึ้นมาจะทำยังไง?”    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยิ้มอ่อนโยนและย่อตัวลงไปจัดแต่งทรงผมที่ผ่านการวิ่งมาจนยุ่งเหยิงของเสี่ยวเป่า    

    “ผมไม่ล้มหรอก”    

    ริมฝีปากเล็กๆของเสี่ยวเป่าเม้มเข้าหากัน ประกอบกับใบหน้าที่อ่อนโยนของเขา มันทำให้ถงเหมี่ยวเหมี่ยวใจละลาย    

    “อืม เสี่ยวเป่าของเราไม่ล้มหรอกเนอะ”    

    เธอยิ้มเบาๆ และพาเสี่ยวเป่าไปยังที่จอดรถ    

    หลังจากนั้นไม่นานรถยนต์ออดี้คันสีเงินก็แล่นไปตามท้องถนน

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเหลือบมองเสี่ยวเป่าที่นั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับ และถามขึ้นว่า “วันนี้ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง?”    

    เสี่ยวเป่าเอียงศีรษะมองถงเหมี่ยวเหมี่ยว กะพริบตาและพูดแหย่ว่า “หม่ามี้อยากฟังความจริงหรือโกหกล่ะ?”    

    “ทะเล้นอีกแล้วนะ หม่ามี้ก็ต้องอยากฟังความจริงซิ”    

    “ก็ดี แต่เพื่อนๆยังอ่อนหัดกันอยู่เลยฮะ”    

    เสี่ยวเป่ายักไหล่ และพูดอย่างไม่พอใจ “แต่ว่าพวกเด็กผู้หญิงก็น่ารักดี”    

    “ทำไมว่าอย่างนั้นล่ะลูก?”    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวสงสัย    

    เสี่ยวเป่ายกมือทั้งสองข้างขึ้นมาเท้าคาง “พวกเพื่อนผู้หญิงเอาขนมกับช็อกโกแลตมาให้ผม ตอนแรกผมปฏิเสธไปแล้ว แต่พอเลิกเรียนเท่านั้นแหละถึงเห็นว่าขนมเต็มกระเป๋าไปหมดเลย”    

    หันไปมองถงเหมี่ยวเหมี่ยวที่อยู่ด้านข้างและพูดว่า “หม่ามี้ ลูกชายหม่ามี้มีเสน่ห์จะตาย”    

    “จ๊ะ พ่อคนหล่อ!”    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพยักหน้าและยิ้มแกมหยอกล้อ “เสี่ยวเป่าของเรามีเสน่ห์ที่สุด ถ้าหม่ามี้เหนื่อยไม่อยากทำงานหาเงินขึ้นมาเมื่อไหร่ หม่ามี้จะให้เสี่ยวเป่าออกไปทำแทน ดูซิไม่ต้องทำอะไรก็ได้รับอาหารกลับมาแล้ว”    

    “แต่มันไม่ใช่ของมีค่า ผมจะหาเงินมาเลี้ยงดูแม่เอง” เสี่ยวเป่าไม่พอใจ    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมองดูขณะที่มุมปากค่อยๆยกสูงขึ้น “ได้เลย หม่ามี้จะรอให้เสี่ยวเป่าไปหาเงินมาเลี้ยงหม่ามี้แทนนะ”    

    “หม่ามี้รอก่อนเถอะ ผมจะไปหาเงินมาให้หม่ามี้เยอะๆเลย”    

    น้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่หนักแน่นดังก้องอยู่ในรถยนต์ จนฟังดูอบอุ่น    

    แม่ลูกหัวเราะคิกคักกันอยู่สักพักหนึ่ง ก่อนที่รถยนต์จะขับตรงไปยังห้างสรรพสินค้าที่อยู่ใกล้คอนโดมิเนียม    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวต้องการซื้อผักและของใช้ในชีวิตประจำวัน    

    เสี่ยวเป่าเดินตามแม่เข้าไปในโซนตลาดสดอย่างเชื่อฟัง    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพาเสี่ยวเป่าไปที่โซนอาหารสด    

    เสี่ยวเป่าเขยิบก้าวเข้าไปดูซี่โครงหมูในแผงขายเนื้อด้วยความตะกละตะกลาม “หม่ามี้ เย็นนี้เรากินซี่โครงหมูกันเถอะ ผมไม่ได้กินซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานที่หม่ามี้ทำมานานแล้วนะ”

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวตอบตกลงทันทีเมื่อเห็นสีหน้าตะกละตะกลามของเขา    

    พวกเขาทั้งสองซื้อซี่โครงหมูและผักบางส่วนกลับมาบ้าน    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจัดวางของใช้ในชีวิตประจำวันและถือถ้วยชามจานไหเข้าไปในห้องครัวหลังจากกลับมาถึงคอนโด    

    เสี่ยวเป่าหอบเอาสมุดการบ้านเข้ามาทำในห้องนั่งเล่น    

    จนกระทั่งทำการบ้านเสร็จแล้วจึงไปกินข้าวเย็น    

    กับข้าวสามอย่างกับซุปอีกหนึ่งถ้วยไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป พอเหมาะสำหรับแม่ลูกสองคน    

    คนตัวโตและคนตัวเล็กนั่งหันหน้าเข้าหากันอยู่บนโต๊ะอาหาร ก้มหน้าก้มตากินข้าวภายใต้แสงไฟที่สว่างจ้า    

    ถึงแม้จะมีเพียงแต่แม่ลูกสองคน แต่บรรยากาศกลับอบอุ่น

    “หม่ามี้กินซี่โครงหมูสิ”    

    เสี่ยวเป่าตักซี่โครงหมูขึ้นมาให้ถงเหมี่ยวเหมี่ยว    

    “เสี่ยวเป่าก็กินด้วยสิลูก”    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวตักซี่โครงหมูขึ้นมาหนึ่งชิ้น คลี่ยิ้มและมองเสี่ยวเป่ากินมัน

    เธอมองดูเสี่ยวเป่าตักข้าวเข้าไปเต็มปากและเคี้ยวแก้มป่องเหมือนกับหนูแฮมสเตอร์ที่ชอบอมอาหารไว้ตามร่องแก้ม ดูน่ารักน่าชังมาก    

    หลังจากกินอาหารเย็นเสร็จ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวนั่งเล่นกับเสี่ยวเป่าอยู่พักหนึ่งแล้วจึงพาเสี่ยวเป่าเข้าไปอาบน้ำ    

    เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้ว ถงเหมี่ยวเหมี่ยวปล่อยให้เสี่ยวเป่านอนเล่นโทรศัพท์ของเธอ อันเนื่องมาจากเธอยังต้องสะสางเอกสารของทางบริษัท    

    และไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ โทรศัพท์ในมือของเสี่ยวเป่าจึงดังขึ้นและแจ้งเตือนว่าเป็นสายเรียกเข้าจากมู่อวี้เฉิง    

    “ฮัลโหล”    

    เสี่ยวเป่ารับสายโทรศัพท์    

    “…”    

    ไร้เสียงตอบรับจากโทรศัพท์    

    เสี่ยวเป่าจ้องมองโทรศัพท์ด้วยความสงสัย เขายังอยู่ในสายแต่อดไม่ได้ที่จะพึมพำว่า “ยังไม่วางสายอีก ทำไมไม่พูดอะไรเลย ฮัลโหล อยู่ไหม?”    

    หลังจากนั้นไม่นานเสียงของมู่อวี้เฉิงก็ดังขึ้น “ใช่เบอร์ของถงเหมี่ยวเหมี่ยวหรือเปล่า?”    

    เสี่ยวเป่าตอบรับ “ใช่ครับ มีธุระอะไรกับหม่ามี้หรือเปล่า?”

    “หม่ามี้ เธอแต่งงานแล้วเหรอ?”    

    น้ำเสียงฟังดูประหลาดใจ    

    แต่หลังจากนั้นไม่นานน้ำเสียงของมู่อวี้เฉิงก็กลับมาสงบนิ่งตามปกติ    

    หลังจากวันเวลาผ่านพ้นไปหลายปี    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวคงจะแต่งงานแล้วสินะ    

    “เจ้าตัวเล็ก เอาโทรศัพท์ไปให้แม่หนูคุยที”    

    “รอแป๊บนะฮะ”    

    เสี่ยวเป่ากระโดดลงจากโซฟา ถือโทรศัพท์และวิ่งเข้าไปในห้องนอน ตะโกนร้องเรียนด้วยเสียงแบบเด็กๆ “หม่ามี้ มีคนโทรมา”    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร และถามออกไป “ใครโทรมาลูก?”

    “ไม่รู้สิ เป็นเสียงผู้ชาย”    

    เสี่ยวเป่าตอบรับและยื่นโทรศัพท์ออกไปให้เธอ    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู “สวัสดีค่ะ ฉันถงเหมี่ยวเหมี่ยวพูดสาย”    

    “ผมเอง”    

    น้ำเสียงไพเราะชวนหลงใหลเหมือนกับเชลโล่ของ มู่อวี้เฉิงดังลอดออกมาจากโทรศัพท์    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวตกใจจนเผลอทำโทรศัพท์ร่วงกระแทกกับพื้นและปิดเครื่องไป

    สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปและหันไปมองเสี่ยวเป่าด้วยสายตาเหลือเชื่อ

    เธอนึกไม่ถึงว่ามู่อวี้เฉิงกับเสี่ยวเป่าจะได้พูดคุยกัน    

    “หม่ามี้เป็นอะไรไป?”    

    เสี่ยวเป่าสังเกตเห็นว่าสีหน้าของแม่ผิดปกติ เขากะพริบดวงตากลมโตและเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมองดูเขาขณะที่พูดอะไรไม่ออก    

    เธอพยายามระงับอารมณ์ที่ผันผวนอยู่ในใจ ยกมือขึ้นเพื่อลูบหัวเสี่ยวเป่าและยิ้มเบาๆ “หม่ามี้ไม่เป็นไร”    

    เสี่ยวเป่าเชื่อแบบนั้นจริงๆ และช่วยเธอล้มเก็บโทรศัพท์ที่ตกหล่นขึ้นมา    

    เขายังคงสงสัย “หม่ามี้ ผู้ชายคนเมื่อกี้คือใคร?”    

    หัวใจของถงเหมี่ยวเหมี่ยวกำลังเต้นแรง    

    เธอเหลือบมองเสี่ยวเป่าขณะรับโทรศัพท์มาด้วยท่าทีสงบ และพูดตอบว่า “ลูกค้าน่ะ ลูกออกไปเล่นเถอะ หม่ามี้ต้องทำงานต่อ”    

    “ครับ”    

    เสี่ยวเป่าพยักหน้าอย่างเชื่อฟังและเดินออกไป    

    บรรยากาศภายในห้องกลับมาสงบอีกครั้ง แต่หัวใจของถงเหมี่ยวเหมี่ยวกลับไม่สงบนิ่งเสียเลย    

    เธอพยายามสงบสติอารมณ์ลงและโทรศัพท์กลับไปหามู่อวี้เฉิงอีกครั้ง “คุณโทรมามีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?”    

    “ผมโทรมานัดหารือเรื่องใบอนุญาตอีกรอบน่ะ”    

    ความหมายของมู่อวี้เฉิงค่อนข้างกระชับและชัดเจน และไม่ได้ถามอะไรมากเกี่ยวกับส่วนที่เหลือ    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวถอนหายใจอย่างโล่งอก

    โชคดี… ที่ผู้ชายคนนี้ไม่ได้นึกสงสัยอะไร    

    เธอควบคุมอารมณ์และพูดตอบรับด้วยน้ำเสียงราวกับเจ้าหน้าที่พนักงานที่ปฏิบัติตามหน้าที่ “ไม่ว่าคุณมู่จะว่ายังไง ฉันก็ขอยืนยันคำเดิมว่าต้องการเรียกราคาเพิ่มอีกห้าสิบล้านจากราคาเดิม”    

    สายโทรศัพท์สิ้นสุดลงหลังจากคำพูดยืนกรานของ ถงเหมี่ยวเหมี่ยว    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยววางสายลงและนึกถึงภาพลักษณ์ที่ไม่แยแสของมู่อวี้เฉิง บางทีเธออาจจะคิดมากไปเอง    

    ถึงแม้ว่าผู้ชายคนนี้จะได้ยินเสียงเสี่ยวเป่า แต่เขาก็คงไม่รู้ว่าเด็กคนนี้เป็นลูกชายของเขาอยู่ดี    

    และตราบใดที่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้เจอหน้าหรือมีเสี่ยวร่วมกับเสี่ยวเป่า เขาก็จะไม่มีวันได้รู้ถึงการมีอยู่ของเสี่ยวเป่า    

    นอกจากนี้เขาน่าจะคิดว่าเธอแต่งงานแล้ว

    เพราะวันเวลาต่างผ่านพ้นไปหลายปี    

    เธอพยายามพูดปลอบตัวเอง แต่กลับไม่สามารถสงบสติอารมณ์เพื่อทำงานต่อไปได้


 ตอนที่ 6: เธอแต่งงานแล้ว

   

    ช่วงเวลาแห่งการทำงานมักจะผ่านไปเร็วเสมอ    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยุ่งอยู่ที่บริษัทตลอดทั้งวัน จนกระทั่งเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นเตือนให้เธอไปรับเสี่ยวเป่าในตอนเย็น    

    เธอขับรถยนต์ยี่ห้อออดี้สีเงินที่ทางบริษัทมอบให้ขับเคลื่อนไปทางโรงเรียนอนุบาล

    ตอนนี้เป็นช่วงเวลาเร่งด่วนหลังเลิกเรียน ทำให้รถยนต์บนท้องถนนติดกันเป็นขบวน

    “หม่ามี้~”    

    เสี่ยวเป่าเดินมาจากประตูโรงเรียนและสังเกตเห็น ถงเหมี่ยวเหมี่ยวที่ยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางฝูงชนทันที เขาส่งยิ้มสดใสและรีบวิ่งออกมา    

    “วิ่งช้าๆ เดี๋ยวหกล้มขึ้นมาจะทำยังไง?”    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยิ้มอ่อนโยนและย่อตัวลงไปจัดแต่งทรงผมที่ผ่านการวิ่งมาจนยุ่งเหยิงของเสี่ยวเป่า    

    “ผมไม่ล้มหรอก”    

    ริมฝีปากเล็กๆของเสี่ยวเป่าเม้มเข้าหากัน ประกอบกับใบหน้าที่อ่อนโยนของเขา มันทำให้ถงเหมี่ยวเหมี่ยวใจละลาย    

    “อืม เสี่ยวเป่าของเราไม่ล้มหรอกเนอะ”    

    เธอยิ้มเบาๆ และพาเสี่ยวเป่าไปยังที่จอดรถ    

    หลังจากนั้นไม่นานรถยนต์ออดี้คันสีเงินก็แล่นไปตามท้องถนน

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเหลือบมองเสี่ยวเป่าที่นั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับ และถามขึ้นว่า “วันนี้ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง?”    

    เสี่ยวเป่าเอียงศีรษะมองถงเหมี่ยวเหมี่ยว กะพริบตาและพูดแหย่ว่า “หม่ามี้อยากฟังความจริงหรือโกหกล่ะ?”    

    “ทะเล้นอีกแล้วนะ หม่ามี้ก็ต้องอยากฟังความจริงซิ”    

    “ก็ดี แต่เพื่อนๆยังอ่อนหัดกันอยู่เลยฮะ”    

    เสี่ยวเป่ายักไหล่ และพูดอย่างไม่พอใจ “แต่ว่าพวกเด็กผู้หญิงก็น่ารักดี”    

    “ทำไมว่าอย่างนั้นล่ะลูก?”    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวสงสัย    

    เสี่ยวเป่ายกมือทั้งสองข้างขึ้นมาเท้าคาง “พวกเพื่อนผู้หญิงเอาขนมกับช็อกโกแลตมาให้ผม ตอนแรกผมปฏิเสธไปแล้ว แต่พอเลิกเรียนเท่านั้นแหละถึงเห็นว่าขนมเต็มกระเป๋าไปหมดเลย”    

    หันไปมองถงเหมี่ยวเหมี่ยวที่อยู่ด้านข้างและพูดว่า “หม่ามี้ ลูกชายหม่ามี้มีเสน่ห์จะตาย”    

    “จ๊ะ พ่อคนหล่อ!”    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพยักหน้าและยิ้มแกมหยอกล้อ “เสี่ยวเป่าของเรามีเสน่ห์ที่สุด ถ้าหม่ามี้เหนื่อยไม่อยากทำงานหาเงินขึ้นมาเมื่อไหร่ หม่ามี้จะให้เสี่ยวเป่าออกไปทำแทน ดูซิไม่ต้องทำอะไรก็ได้รับอาหารกลับมาแล้ว”    

    “แต่มันไม่ใช่ของมีค่า ผมจะหาเงินมาเลี้ยงดูแม่เอง” เสี่ยวเป่าไม่พอใจ    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมองดูขณะที่มุมปากค่อยๆยกสูงขึ้น “ได้เลย หม่ามี้จะรอให้เสี่ยวเป่าไปหาเงินมาเลี้ยงหม่ามี้แทนนะ”    

    “หม่ามี้รอก่อนเถอะ ผมจะไปหาเงินมาให้หม่ามี้เยอะๆเลย”    

    น้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่หนักแน่นดังก้องอยู่ในรถยนต์ จนฟังดูอบอุ่น    

    แม่ลูกหัวเราะคิกคักกันอยู่สักพักหนึ่ง ก่อนที่รถยนต์จะขับตรงไปยังห้างสรรพสินค้าที่อยู่ใกล้คอนโดมิเนียม    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวต้องการซื้อผักและของใช้ในชีวิตประจำวัน    

    เสี่ยวเป่าเดินตามแม่เข้าไปในโซนตลาดสดอย่างเชื่อฟัง    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพาเสี่ยวเป่าไปที่โซนอาหารสด    

    เสี่ยวเป่าเขยิบก้าวเข้าไปดูซี่โครงหมูในแผงขายเนื้อด้วยความตะกละตะกลาม “หม่ามี้ เย็นนี้เรากินซี่โครงหมูกันเถอะ ผมไม่ได้กินซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานที่หม่ามี้ทำมานานแล้วนะ”

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวตอบตกลงทันทีเมื่อเห็นสีหน้าตะกละตะกลามของเขา    

    พวกเขาทั้งสองซื้อซี่โครงหมูและผักบางส่วนกลับมาบ้าน    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจัดวางของใช้ในชีวิตประจำวันและถือถ้วยชามจานไหเข้าไปในห้องครัวหลังจากกลับมาถึงคอนโด    

    เสี่ยวเป่าหอบเอาสมุดการบ้านเข้ามาทำในห้องนั่งเล่น    

    จนกระทั่งทำการบ้านเสร็จแล้วจึงไปกินข้าวเย็น    

    กับข้าวสามอย่างกับซุปอีกหนึ่งถ้วยไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป พอเหมาะสำหรับแม่ลูกสองคน    

    คนตัวโตและคนตัวเล็กนั่งหันหน้าเข้าหากันอยู่บนโต๊ะอาหาร ก้มหน้าก้มตากินข้าวภายใต้แสงไฟที่สว่างจ้า    

    ถึงแม้จะมีเพียงแต่แม่ลูกสองคน แต่บรรยากาศกลับอบอุ่น

    “หม่ามี้กินซี่โครงหมูสิ”    

    เสี่ยวเป่าตักซี่โครงหมูขึ้นมาให้ถงเหมี่ยวเหมี่ยว    

    “เสี่ยวเป่าก็กินด้วยสิลูก”    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวตักซี่โครงหมูขึ้นมาหนึ่งชิ้น คลี่ยิ้มและมองเสี่ยวเป่ากินมัน

    เธอมองดูเสี่ยวเป่าตักข้าวเข้าไปเต็มปากและเคี้ยวแก้มป่องเหมือนกับหนูแฮมสเตอร์ที่ชอบอมอาหารไว้ตามร่องแก้ม ดูน่ารักน่าชังมาก    

    หลังจากกินอาหารเย็นเสร็จ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวนั่งเล่นกับเสี่ยวเป่าอยู่พักหนึ่งแล้วจึงพาเสี่ยวเป่าเข้าไปอาบน้ำ    

    เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้ว ถงเหมี่ยวเหมี่ยวปล่อยให้เสี่ยวเป่านอนเล่นโทรศัพท์ของเธอ อันเนื่องมาจากเธอยังต้องสะสางเอกสารของทางบริษัท    

    และไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ โทรศัพท์ในมือของเสี่ยวเป่าจึงดังขึ้นและแจ้งเตือนว่าเป็นสายเรียกเข้าจากมู่อวี้เฉิง    

    “ฮัลโหล”    

    เสี่ยวเป่ารับสายโทรศัพท์    

    “…”    

    ไร้เสียงตอบรับจากโทรศัพท์    

    เสี่ยวเป่าจ้องมองโทรศัพท์ด้วยความสงสัย เขายังอยู่ในสายแต่อดไม่ได้ที่จะพึมพำว่า “ยังไม่วางสายอีก ทำไมไม่พูดอะไรเลย ฮัลโหล อยู่ไหม?”    

    หลังจากนั้นไม่นานเสียงของมู่อวี้เฉิงก็ดังขึ้น “ใช่เบอร์ของถงเหมี่ยวเหมี่ยวหรือเปล่า?”    

    เสี่ยวเป่าตอบรับ “ใช่ครับ มีธุระอะไรกับหม่ามี้หรือเปล่า?”

    “หม่ามี้ เธอแต่งงานแล้วเหรอ?”    

    น้ำเสียงฟังดูประหลาดใจ    

    แต่หลังจากนั้นไม่นานน้ำเสียงของมู่อวี้เฉิงก็กลับมาสงบนิ่งตามปกติ    

    หลังจากวันเวลาผ่านพ้นไปหลายปี    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวคงจะแต่งงานแล้วสินะ    

    “เจ้าตัวเล็ก เอาโทรศัพท์ไปให้แม่หนูคุยที”    

    “รอแป๊บนะฮะ”    

    เสี่ยวเป่ากระโดดลงจากโซฟา ถือโทรศัพท์และวิ่งเข้าไปในห้องนอน ตะโกนร้องเรียนด้วยเสียงแบบเด็กๆ “หม่ามี้ มีคนโทรมา”    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร และถามออกไป “ใครโทรมาลูก?”

    “ไม่รู้สิ เป็นเสียงผู้ชาย”    

    เสี่ยวเป่าตอบรับและยื่นโทรศัพท์ออกไปให้เธอ    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู “สวัสดีค่ะ ฉันถงเหมี่ยวเหมี่ยวพูดสาย”

    “ผมเอง”    

    น้ำเสียงไพเราะชวนหลงใหลเหมือนกับเชลโล่ของ มู่อวี้เฉิงดังลอดออกมาจากโทรศัพท์    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวตกใจจนเผลอทำโทรศัพท์ร่วงกระแทกกับพื้นและปิดเครื่องไป

    สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปและหันไปมองเสี่ยวเป่าด้วยสายตาเหลือเชื่อ

    เธอนึกไม่ถึงว่ามู่อวี้เฉิงกับเสี่ยวเป่าจะได้พูดคุยกัน    

    “หม่ามี้เป็นอะไรไป?”    

    เสี่ยวเป่าสังเกตเห็นว่าสีหน้าของแม่ผิดปกติ เขากะพริบดวงตากลมโตและเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมองดูเขาขณะที่พูดอะไรไม่ออก    

    เธอพยายามระงับอารมณ์ที่ผันผวนอยู่ในใจ ยกมือขึ้นเพื่อลูบหัวเสี่ยวเป่าและยิ้มเบาๆ “หม่ามี้ไม่เป็นไร”    

    เสี่ยวเป่าเชื่อแบบนั้นจริงๆ และช่วยเธอล้มเก็บโทรศัพท์ที่ตกหล่นขึ้นมา    

    เขายังคงสงสัย “หม่ามี้ ผู้ชายคนเมื่อกี้คือใคร?”    

    หัวใจของถงเหมี่ยวเหมี่ยวกำลังเต้นแรง    

    เธอเหลือบมองเสี่ยวเป่าขณะรับโทรศัพท์มาด้วยท่าทีสงบ และพูดตอบว่า “ลูกค้าน่ะ ลูกออกไปเล่นเถอะ หม่ามี้ต้องทำงานต่อ”    

    “ครับ”    

    เสี่ยวเป่าพยักหน้าอย่างเชื่อฟังและเดินออกไป    

    บรรยากาศภายในห้องกลับมาสงบอีกครั้ง แต่หัวใจของถงเหมี่ยวเหมี่ยวกลับไม่สงบนิ่งเสียเลย    

    เธอพยายามสงบสติอารมณ์ลงและโทรศัพท์กลับไปหามู่อวี้เฉิงอีกครั้ง “คุณโทรมามีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?”    

    “ผมโทรมานัดหารือเรื่องใบอนุญาตอีกรอบน่ะ”    

    ความหมายของมู่อวี้เฉิงค่อนข้างกระชับและชัดเจน และไม่ได้ถามอะไรมากเกี่ยวกับส่วนที่เหลือ    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวถอนหายใจอย่างโล่งอก

    โชคดี… ที่ผู้ชายคนนี้ไม่ได้นึกสงสัยอะไร    

    เธอควบคุมอารมณ์และพูดตอบรับด้วยน้ำเสียงราวกับเจ้าหน้าที่พนักงานที่ปฏิบัติตามหน้าที่ “ไม่ว่าคุณมู่จะว่ายังไง ฉันก็ขอยืนยันคำเดิมว่าต้องการเรียกราคาเพิ่มอีกห้าสิบล้านจากราคาเดิม”    

    สายโทรศัพท์สิ้นสุดลงหลังจากคำพูดยืนกรานของ ถงเหมี่ยวเหมี่ยว    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยววางสายลงและนึกถึงภาพลักษณ์ที่ไม่แยแสของมู่อวี้เฉิง บางทีเธออาจจะคิดมากไปเอง    

    ถึงแม้ว่าผู้ชายคนนี้จะได้ยินเสียงเสี่ยวเป่า แต่เขาก็คงไม่รู้ว่าเด็กคนนี้เป็นลูกชายของเขาอยู่ดี    

    และตราบใดที่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้เจอหน้าหรือมีเสี่ยวร่วมกับเสี่ยวเป่า เขาก็จะไม่มีวันได้รู้ถึงการมีอยู่ของเสี่ยวเป่า    

    นอกจากนี้เขาน่าจะคิดว่าเธอแต่งงานแล้ว

    เพราะวันเวลาต่างผ่านพ้นไปหลายปี    

    เธอพยายามพูดปลอบตัวเอง แต่กลับไม่สามารถสงบสติอารมณ์เพื่อทำงานต่อไปได้


ตอนที่ 8: โปรดพิจารณาหม่ามี้ของผมด้วยนะครับ

    

    “เกิดอะไรขึ้น?” มู่อวี้เฉิงที่หันหน้าออกไปมองทางอื่น ขมวดคิ้วและพูดถาม

    “ท่านประธาน เหมือนข้างรถจะติดนะครับ เดี๋ยวผมลงไปดูก่อน” ลู่หมิงพูดขณะเปิดประตูรถลงไปโดยที่ได้รับความยินยอมจากมู่อวี้เฉิงแล้ว    

    หลังจากนั้นไม่นาน เขากลับมาที่รถและพูดบอกด้วยท่าทางหวาดกลัว “ท่านประธาน ข้างหน้าเกิดอุบัติเหตุครับ ดูแล้วค่อนข้างร้ายแรง ผมเกรงว่ารถคงจะติดไปอีกสักพักใหญ่เลยถึงจะขับไปต่อได้”    

    มู่อวี้เฉิงเลิกคิ้วขึ้นแต่กลับไม่ได้พูดอะไร เอนกายพิงเบาะหลังและหลับตาลง

    เดือนกันยายนในเมืองเป่ยเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แต่อุณหภูมิยังคงร้อนอบอ้าวในช่วงเที่ยงวันอยู่ดี    

    และถึงแม้ว่าภายในรถยนต์จะติดแอร์ แต่คนที่อยู่ด้านในกลับรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างไม่มีเหตุผล    

    “ฉันจะลงไปเดินเล่นสักหน่อย” มู่อวี้เฉิงลืมตาขึ้น พูดทิ้งทวนและเปิดประตูลงจากรถ    

    เขารู้สึกถึงอากาศร้อนที่อบอ้าวเมื่อเดินไปตามริมถนน ถึงอย่างนั้นความเบื่อหน่ายในใจกลับคลี่คลายลง    

    เสียงหัวเราะแบบเด็กๆดังลอดเข้ามาในหู    

    เขาหันไปมองด้านข้างและพบว่าเป็นโรงเรียนอนุบาล    

    ประตูสนามถูกแง้มเอาไว้เพียงเล็กน้อย ด้านในมีกลุ่มเด็กๆกำลังเล่นฟุตบอลกันอยู่ มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในเครื่องแบบคอยเฝ้าดูอยู่หนึ่งนาย    

    มู่อวี้เฉิงเหลือบมองเพียงแป๊บเดียว และละสายตากลับมา    

    ขณะที่เขากำลังเอื้อมมือออกไปหยิบบุหรี่ จู่ๆลูกบอลก็กลิ้งมาทางเขา    

    เขาก้มลงหยิบลูกบอลขึ้นมาและเห็นร่างเล็กๆวิ่งเข้ามาจากทางหางตา ทว่าไม่ได้วิ่งออกมาจากนอกประตูรั้ว    

    “คุณลุงครับ ช่วยส่งลูกบอลให้ผมหน่อยได้ไหมครับ?” น้ำเสียงแบบเด็กๆดังลอดออกมา    

    มู่อวี้เฉิงยืนถือลูกบอลอยู่    

    เขาหันหลังกลับไปขณะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย และคาดไม่ถึงว่าเด็กชายตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างประตูจะเป็นคนเดียวกันกับเด็กชายที่เขาเจอในโรงแรม    

    “โอ๊ะ คุณลุงสุดหล่อ” ดวงตาของเสี่ยวเป่าเบิกกว้างแสดงทีท่าว่าเขาจำมู่อวี้เฉิงได้

    เขารีบโบกมือให้มู่อวี้เฉิงอย่างมีความสุข “คุณลุงสุดหล่อจำเสี่ยวเป่าได้มั้ย?”

    มู่อวี้เฉิงมองดูรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าของเสี่ยวเป่าขณะที่สีหน้าเย็นชาของเขาอ่อนยวบลงโดยที่ไม่ทันได้สังเกตเห็น    

    เขาเดินถือลูกบอลเข้าไปและตอบรับเบาๆ “จำได้”    

    เสี่ยวเป่าตื่นเต้นสุดๆ เมื่อเห็นว่าคุณลุงสุดหล่อจำเขาได้ ปากน้อยๆค่อยยกยิ้มขึ้น

    เขามองดูชุดทางการของมู่อวี้เฉิงและถามด้วยความสงสัย “ใช่แล้ว คุณลุงสุดหล่อมาที่นี่ทำไมเหรอฮะ?”    

    “แค่ผ่านมาน่ะ”    

    มู่อวี้เฉิงไม่พูดอะไรมาก เขามองดูโรงเรียนเบื้องหลัง เสี่ยวเป่าและพูดเปลี่ยนเรื่อง “หนูเรียนที่นี่เหรอ?”    

    “ใช่แล้ว ผมเพิ่งย้ายมาที่นี่ นึกว่าจะไม่ได้เจอคุณลุงสุดหล่อแล้วซะอีก” เสี่ยวเป่าส่งยิ้มน่ารัก พยักหน้าและแหงนหน้ามองมู่อวี้เฉิงด้วยความตื่นเต้น    

    ทุกครั้งที่มู่อวี้เฉินเห็นรอยยิ้มสดใสของเสี่ยวเป่า อารมณ์หดหู่ใจของเขาก็จางหายไปทุกที    

    เขาส่งลูกบอลคืนให้เสี่ยวเป่า เม้มปากและยิ้ม “เอาบอลคืนไป อย่าเตะออกมาอีกล่ะ”

    “เข้าใจแล้วฮะ ขอบคุณคุณลุงสุดหล่อ” เสี่ยวเป่ากอดลูกบอลและพูดขอบคุณเขา

    ท่าทางน่ารักทำให้มู่อวี้เฉิงอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือออกไปลูบหัว    

    ความนุ่มละมุนในมือเป็นความรู้สึกที่มู่อวี้เฉิงไม่เคยสัมผัสมาก่อน    

    เขาหรี่ตาลงและตระหนักถึงความรู้สึกแปลกๆในใจ

    “คุณลุงสุดหล่อฮะ?” เสี่ยวเป่าเอียงหน้ามองมู่อวี้เฉิงด้วยสายตาว่างเปล่า    

    แต่ร่างกายของมู่อวี้เฉิงกลับแข็งทื่อเมื่อสบตาเข้ากับดวงตาสีเข้ม    

    “ไม่มีอะไร”    

    เขาถอดมือกลับไปทำท่าทางกระแอมไอเบาๆ ราวกับต้องการปกปิดพฤติกรรมแปลกๆในตอนนี้   

    เสี่ยวเป่าไม่ทันได้สังเกตเห็นความไม่สบายใจของ มู่อวี้เฉิง และส่งยิ้มให้เขา

    “คุณลุงสุดหล่อช่วยยื่นมือออกมาหน่อยสิครับ”    

    “ทำไม?”    

    ถึงแม้ว่ามู่อวี้เฉิงจะรู้สึกมึนงง แต่กลับยื่นมือออกไป    

    เสี่ยวเป่าไม่พูดอะไร มือข้างหนึ่งถือลูกบอล ขณะที่มืออีกข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงและหยิบสิ่งของบางอย่างขึ้นมาวางไว้บนมือของมู่อวี้เฉิง    

    เขาปล่อยมือออก เผยลูกอมเคลือบน้ำตาลสีม่วงปรากฏต่อสายตาของมู่อวี้เฉิง

    มู่อวี้เฉิงเลิกคิ้ว “อะไรน่ะ?”    

    เสี่ยวเป่าเอามือทั้งสองข้างโอบกอดลูกบอลและยิ้มหวาน “ของขวัญให้คุณลุงสุดหล่อฮะ หม่ามี้บอกว่าถ้ามีใครมาช่วยก็ควรจะตอบแทนน้ำใจเขา”    

    มู่อวี้เฉิงอมยิ้มขณะก้มหน้ามองลูกอมในมือ    

    เด็กคนนี้ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากแม่มาเป็นอย่างดี    

    “ขอบใจนะ แต่ลุงไม่กินลูกอมหรอก เสี่ยวเป่าเอามันกลับไปกินเถอะ”    

    เขายกมือส่งสัญญาณให้เสี่ยวเป่ามารับลูกอมกลับไป    

    เสี่ยวเป่าเบะปากขณะมองดูลูกอมที่ส่งคืนมา “ทำไมคุณลุงสุดหล่อไม่เอาล่ะ? ไม่ชอบเสี่ยวเป่าเหรอ เพราะงั้นถึงไม่ชอบของที่เสี่ยวเป่ามอบให้ใช่มั้ย?”    

    มู่อวี้เฉิงรู้สึกลำบากใจเมื่อเห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของเขา    

    “ไม่ใช่อย่างนั้น” เขายืนกรานปฏิเสธ    

    “งั้นคุณลุงสุดหล่อก็ชอบเสี่ยวเป่าสินะ” เสี่ยวเป่ามองดูมู่อวี้เฉิงด้วยแววตาสดใส

    มู่อวี้เฉิงมองดูสายตาที่จ้องมองมาและรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถพูดขัดเจตจำนงของอีกฝ่ายได้    

    เขาจึงพยักหน้า    

    น้ำเสียงเจื้อยแจ้วของเสี่ยวเป่ายังคงดังอยู่ข้างหู “ผมก็ชอบคุณลุงสุดหล่อเหมือนกัน”

    เสี่ยวเป่ากะพริบดวงตากลมโตราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง จากนั้นจึงถามว่า “คุณลุงสุดหล่อยังไม่มีแฟนจริง ๆ เหรอ? อยากพิจารณามาเป็นพ่อผมมั้ย? หม่ามี้ผมสวยเพียบพร้อมมากเลยนะ ถ้ามาเป็นพ่อผมจะได้แถมฟรีลูกชายน่ารักๆฉลาดแบบผมไปด้วย”

    มู่อวี้เฉิงไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีเมื่อได้ยินคำพูดโปรโมตของเสี่ยวเป่า

    “ลืมไปมันซะเถอะ”    

    ลำแสงในดวงตาของเสี่ยวเป่าหรี่ลงเล็กน้อยราวกับดูผิดหวังมากเมื่อได้ยินคำตอบ

    ถึงอย่างนั้นเขาก็อยากจะลองอีกสักตั้ง “คุณลุงสุดหล่อ ไม่คิดพิจารณาดูหน่อยเหรอ? หม่ามี้ผมสวยมากจริงๆ”    

    เขาเงยหน้ามองมู่อวี้เฉิงด้วยความคาดหวัง    

    มู่อวี้เฉิงส่ายหน้าไม่เห็นด้วย

     หลายปีที่ผ่านมาเขาพบเจอผู้หญิงหลายประเภท แต่ไม่มีคนไหนเลยที่จะทำให้เขาหวั่นไหวได้    

    “ก็ได้ งั้นผมจะไม่บังคับคุณลุงสุดหล่อ”เสี่ยวเป่าเม้มปากแสดงอารมณ์ออกมาอย่างเห็นได้ชัด    

    มู่อวี้เฉิงทนไม่ไหวจึงพยายามพูดปลอบใจ    

    ขณะเดียวกันลู่หมิงเดินเข้ามา    

    เขาจำเสี่ยวเป่าได้และรู้สึกประหลาดใจ    

    ทว่าเขาไม่ลืมว่าตัวเองมาที่นี่เพราะเรื่องงานและพูดด้วยความเคารพว่า “ท่านประธาน ถนนโล่งแล้ว พวกเราออกเดินทางสะดวกแล้วครับ”    

    มู่อวี้เฉิงตอบรับและหันไปบอกลาเสี่ยวเป่า “ลุงไปก่อนนะ หนูก็กลับไปได้แล้ว”

    

    “คุณลุงสุดหล่อ เดี๋ยวก่อนครับ” เสี่ยวเป่ารีบตะโกนเรียกมู่อวี้เฉิงที่กำลังจะเดินจากไป    

    “อะไรอีก?” มู่อวี้เฉิงหันกลับมา    

    เสี่ยวเป่ายกมือทั้งสองข้างจับประตูรั้วและพูดว่า “คุณลุงสุดหล่อเอาข้อมูลติดต่อให้ผมหน่อยได้มั้ยฮะ?”    

    “ทำไม?”    

    เสี่ยวเป่าประสานนิ้วมือเข้าหากันและตอบว่า “คุณลุงสุดหล่อก็เห็นแล้วนี่ว่าเราเจอกันมาสองครั้งแล้ว จะต้องเป็นโชคชะตาแน่ๆจริงมั้ย? ในเมื่อเราถูกลิขิตให้รู้จักกันแล้วก็มาเป็นเพื่อนกันเถอะฮะ”    

    เขากะพริบดวงตากลมโต รูม่านตาสีดำเผยให้เห็นถึงความเจ้าเล่ห์    

    ยากนักที่มู่อวี้เฉิงจะหัวเราะออกมาเช่นนี้    

     เขารู้ดีว่าเจ้าเด็กแสบมีความคิดแอบแฝง ทว่าเขากลับไม่ได้ปฏิเสธ    

    เขาชอบเด็กคนนี้มาก    

    จึงเอื้อมมือออกไปหยิบนามบัตรและพูดอย่างใจเย็น “หลังจากนี้ถ้ามีปัญหาอะไรก็มาหาลุงนะ”    

    “ขอบคุณครับคุณลุงสุดหล่อ” เสี่ยวเป่ารับนามบัตรมาอย่างมีความสุข    

    ขณะที่ลู่หมิงยืนแข็งข้างอยู่ด้านข้าง!    

    เพราะว่าข้อมูลที่ท่านประธานให้ไปล้วนเป็นข้อมูลส่วนตัว!


 ตอนที่ 9: ไม่ชอบคลุมถุงชน

    

    หลังจากนั้นไม่นานมู่อวี้เฉิงก็จากไป    

    เสี่ยวเป่าถือนามบัตรของเขาเอาไว้อย่างมีความสุข    

    จนกระทั่งตกเย็น ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมารับเสี่ยวเป่า    

    เสี่ยวเป่ากระโดดโลดเต้นออกมาจากประตูโรงเรียน “หม่ามี้~”    

    ขาสั้นๆวิ่งเข้าไปหาถงเหมี่ยวเหมี่ยวจนเสียงฝีเท้าดัง ตึกๆ    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจับตัวเจ้าลูกชายเอาไว้ มองดูรอยยิ้มที่สดใสกว่าผิดปกติและถามว่า “วันนี้มีความสุขเหรอ เกิดเรื่องอะไรดีๆขึ้นอีกล่ะจ๊ะ?”

    “หม่ามี้ วันนี้ผมเจอคุณลุงด้วย มันดีมากเลย แถมยังหล่อมาก หล่อกว่าผมอีก เสี่ยวเป่าอยากให้คุณลุงเป็นพ่อ” เสี่ยวเป่าเงยหน้ามองดูถงเหมี่ยวเหมี่ยวด้วยสายตาคาดหวัง

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวและลูบผมที่ชี้โด่ชี้เด่อยู่บนหัวของเขา “ลูกมัวแต่คิดเรื่องนี้ไปมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าเกิดเขาไม่อยากเป็นล่ะ?”    

    “เสี่ยวเป่าเก่งมาก จะมีคนกล้าปฏิเสธได้ยังไง” เสี่ยวเป่าทำปากจู๋    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวไม่ต้องการสานต่อหัวข้อนี้ เธอพาเขาเข้าไปในรถและพูดเปลี่ยนเรื่อง “ไปซื้อของกันเถอะ คืนนี้อยากกินอะไรจ๊ะ?”    

    เสี่ยวเป่ายังไม่มีสมาธิจดจ่อเพียงพอ ทำให้ความสนใจเบี่ยงเบนไปนึกถึงอาหารอร่อยๆ    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยิ้มอ่อนโยนขณะมองดูเสี่ยวเป่าชี้รายการอาหาร

    เธอมองว่าคำพูดของเสี่ยวเป่าเป็นเพียงเรื่องตลกของเด็กๆ และไม่ได้เก็บมันมาใส่ใจนัก    

    …..........................    

    ณ ห้องทำงานของมู่กรุ๊ป    

    มู่อวี้เฉิงได้รับโทรศัพท์จากแม่หลังจากที่นั่งลงได้ไม่นาน พวกเขาโทรมานัดหมายให้เขาเข้าไปรับประทานอาหารในร้านอาหารที่ถูกตกแต่งอย่างร่มรื่น    

    จนกระทั่งเวลาสิบเอ็ดโมงตัว มู่อวี้เฉิงไปปรากฏตัวที่ร้านอาหาร    

    แต่เขากลับต้องประหลาดใจเมื่อเห็นว่าพ่อแม่ของซ่งอวี่ซีกับซ่งอวี่ซีกำลังรวมอยู่ในห้องอาหารส่วนตัว    

    วันนี้ซ่งอวี่ซีสวมชุดกระโปรงรัดรูปมีสายคล้องคอสีฟ้าอ่อน ด้านนอกใส่เสื้อครอปกันลมสีน้ำตาลเข้ม    

    ใบหน้าเล็กขนาดเท่าฝ่ามือถูกแต่งแต้มสีสันอย่างประณีต ผมลอนสีน้ำตาลปลิวไสวไปทางด้านหลัง ดูสง่างามและมีเสน่ห์    

    “อวี๋เหยียน ไหนๆอวี้เฉิงก็มาแล้ว บอกให้พนักงานมาเสิร์ฟอาหารเถอะ” เจี้ยงไต้เอ๋อ แม่ของซ่งอวี่ซีพูดบอก    

    เธอยิ้มและมองเพื่อนสนิทที่นั่งฝั่งตรงกันข้าม    

    ผู้หญิงในวัยสี่สิบกว่าปีดูแลตัวเองอย่างดีจนรูปลักษณ์อ่อนเยาว์ลงเหมือนกับหญิงสาวอายุสามสิบต้นๆเท่านั้น    

    ลิ่นอวี๋เหยียนที่เป็นแม่ของมู่อวี้เฉิงพยักหน้าเห็นด้วย “ได้”    

    เธอดูอ่อนวัยกว่าเจี้ยงไต้เอ๋อมาก เธอสวมชุดกี่เพ้าปักลายพระจันทร์เสี้ยวสีทองขาว ใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยสีสันอ่อนๆ ดูมีเสน่ห์เวลาที่พูดคุยและหัวเราะ    

    คนที่นางอยู่ข้างเธอคือมู่หงจวิ้นหรือพ่อของมู่อวี้เฉิง    

    ใบหน้าของผู้ชายคนนี้มีความเฉยเมยเหมือนกับมู่อวี้เฉิง แต่กลับดูสง่างามกว่าเล็กน้อย    

    เขาเหลือบมองมู่อวี้เฉิงที่ยืนอยู่หน้าประตู “มัวยืนทำอะไรอยู่? เจอผู้หลักผู้ใหญ่จะไม่ทักทายเลยหรือไง?”    

    มู่อวี้เฉิงขมวดคิ้ว หันไปสบตากับสามีภรรยาตระกูลซ่ง อย่างเย็น และพูดด้วยน้ำเสียงเฉยเมยว่า “สวัสดีครับคุณลุงซ่งคุณป้าเจี้ยง”    

    เขาไม่ได้สนใจไยดีกับสายตาที่คาดหวังของซ่งอวี่ซีที่นั่งอยู่ด้านข้างแม่    

    ซ่งอวี่ซีมองดูสีหน้าเย็นชาของเขาจากฝั่งตรงข้าม มือสองข้างอยู่ในโต๊ะกำหมัดแน่น แต่มุมปากกลับยกยิ้มอย่างเย้ายวน    

    ทั้งสองตระกูลเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมาโดยตลอด    

    ผู้ใหญ่ในครอบครัวทั้งสองต้องการให้พวกเขาแต่งงานปรองดองกันมาตลอดเพื่อกระชับสายสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้น

    แต่มู่อวี้เฉิงกลับทำตัวยุ่งมาตลอดและไม่เคยมีทีท่าว่าจะสนใจอะไรเลย    

    เดิมทีเธอเพียงคิดว่าผู้ชายอย่างมู่อวี้เฉิงเป็นคนน่าเบื่อ ดังนั้นเธอจึงคอยปกป้องผู้ชายคนนี้และรอจนกว่าเขาจะอยากแต่งงาน    

    แต่การกลับมาของถงเหมี่ยวเหมี่ยวทำให้เธอรู้สึกวิตกกังวล    

    เธอไม่สามารถปล่อยปละละเลยความคิดของมู่อวี้เฉิงและรอคอยให้เขารู้สึกอยากจะแต่งงานได้อีกต่อไป    

    หลังจากที่กลับมาในวันนั้น เธอชักชวนพ่อให้นัดทานอาหารมื้อนี้ในทันที    

    ไม่กี่วินาทีต่อมาพนักงานก็ยกอาหารทั้งหมดเข้ามาเสิร์ฟ    

    ผู้ใหญ่จากทั้งสองครอบครัวพูดคุยระหว่างมื้ออาหารจนทำให้บรรยากาศดูอบอุ่น

    พ่อซ่งมองดูท่านั่งหลังตรงของมู่อวี้เฉิงที่กำลังรับประทานอาหาร รูปลักษณ์ของเขาดูสง่างามจนสุดจะพรรณนา    

    ยิ่งมองดูมากเท่าไหร่ก็ยิ่งพึงพอใจมากเท่านั้น เขาหัวเราะฮ่าฮ่าและพูดชมเชย “หงจวิ้น อวี้เฉิงของพวกแกเนี่ยฝึกฝนวิชาจากพ่อจนเก่งกว่าพ่อแล้วนะ อายุเท่านี้ยังประสบความสำเร็จขนาดนี้ ทั้งหนุ่มทั้งมีอนาคตจริงๆ! คนแก่อย่างพวกเราเทียบไม่ติดเลย”    

    “ก็แค่พอใช้ได้น่ะ” มู่หงจวิ้นยิ้มรับอย่างถ่อมตัว แต่สายตากลับมองไปที่มู่อวี้เฉิงอย่างภาคภูมิใจ    

    ทว่าน้ำเสียงแกมไม่พอใจกลับดังก้องเข้ามาในรูหู “ใช้ได้อะไรกัน เจ้าเด็กบ้านี่เอาแต่ห่วงงาน ฉันไม่เห็นเขาจะสนใจเรื่องตัวเองเลย ปีนี้ก็อายุปายี่สิบเจ็ดแล้วยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนสักที”    

    ลิ่นอวี๋เหยียนพูดและมองไปที่มู่อวี้เฉิงด้วยสายตาเคืองโกรธ    

    มู่อวี้เฉิงไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านอะไรและปริปากพูดว่า “ผู้ชายเขาก็มีครอบครัวตอนอายุสามสิบกันทั้งนั้น”    

    “ก็เพราะว่าพวกเขาต้องเริ่มทำธุรกิจกันก่อนถึงจะคิดมีครอบครัว แต่แกต้องมาเริ่มนั่งทำธุรกิจมั้ยล่ะ?” ลิ่นอวี๋เหยียนพูดตอบโต้อย่างไม่พอใจ    

    มู่อวี้เฉิงตอบกลับอย่างใจเย็น “ถึงผมจะไม่ต้องเริ่มทำธุรกิจ แต่ผมวางแผนจะขยายมู่กรุ๊ปให้เป็นสามเท่าภายในสิบปี”    

    “…” ลิ่นอวี๋เหยียนไม่สามารถตอบโต้อะไรได้คราวเมื่อถูกตอบโต้กลับ    

    เจี้ยนไต้เอ๋อได้จังหวะพูดแทรกขึ้นมา “เป็นผู้ชายรู้จักห่วงหน้าที่การงานมันก็ดี แต่ต้องใส่กับเรื่องราวสำคัญในชีวิตด้วย การอยู่ตัวคนเดียวมันไม่ได้ดีเสมอไป ไม่มีใครมารู้ร้อนรู้หนาวด้วยชีวิตจะเปล่าเปลี่ยวเอานะ”    

    เธอหันยิ้มให้ลิ่นอวี๋เหยียนอีกครั้ง “อวี๋เฉิงโตขนาดนี้ พวกคนแก่ก็เริ่มกังวลกันแย่แล้วว่าจะได้อุ้มหลานมั้ย?”

    “นั่นน่ะสิ พวกคนเฒ่าคนแก่ที่บ้านก็เริ่มถามกันแล้วว่า อวี้เฉิงมีแฟนหรือยัง พอฉันตอบว่ายัง พวกเขาก็หาว่าพวกฉันเป็นพ่อแม่ประสาอะไรไม่รู้จักดูแลลูกให้ดี”    

    เจี้ยงไต้เอ๋อยิ้มกว้างและถามตามน้ำ “งั้นเธออยากได้คนแบบไหนมาเป็นสะใภ้ให้อวี้เฉิงล่ะ?”    

    “ฉันว่าหนูอวี่ซีก็เหมาะนะ”    

    ลิ่นอวี๋เหยียนจ้องมองซ่งอวี่ซีด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูจนไม่สามารถปิดบังได้    

    “คุณน้าหยอกหนูเล่นอีกแล้วนะคะ” ซ่งอวี่ซีกระทืบเท้าด้วยท่าทีเขินอาย แก้มสวยกลายเป็นสีแดงแปร๊ด    

    เธออดไม่ได้ที่จะหันไปมองมู่อวี้เฉิงด้วยสายตาชื่นชมและคาดหวัง    

    มู่อวี้เฉิงรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา    

    และเข้าใจถึงจุดประสงค์ของการรับประทานอาหารในครั้งนี้ดี จึงพูดตอบอย่างใจเย็นว่า “ผมยังไม่ได้คิดเรื่องแต่งงานเลยครับ”    

    บรรยากาศโดยรวมเงียบสงัดทันทีเมื่อเขาพูดออกไปเช่นนั้น    

    รอยยิ้มบนใบหน้าของซ่งอวี่ซีแข็งค้าง ขณะที่ใบหน้าสวยดูน่าเกลียดขึ้นเรื่อยๆ

    แม้แต่คู่สามีภรรยาตระกูลซ่งยังรู้สึกอับอาย    

    ลิ่นอวี๋เหยียนเห็นเช่นนั้นจึงรีบพูดคลี่คลายบรรยากาศ    

    เธอตำหนิว่า “ถึงแกจะอยากพัฒนาบริษัท แต่ตอนนี้บริษัทมั่นคงมากแล้ว แกควรคิดถึงปัญหาของตัวเองก่อนมั้ย ถึงแกจะไม่รีบแต่พวกฉันรีบ ทำไมแกไม่หัดคิดถึงแม่กับพ่อแกบ้าง ไหนจะคุณปู่แกอีก ดูสิว่าเขาอยากอุ้มหลานจะแย่แค่ไหนแล้ว”    

    “…”

    มู่อวี้เฉิงได้รับการฝึกฝนมาให้ห้ามเถียง จึงไม่สามารถปฏิเสธได้    

    ลิ่นอวี๋เฉิงพูดต่อ “อวี่ซีเป็นเด็กดี เหมาะสมกับแกในทุกด้าน ทำไมแกถึงไม่เข้าใจอะไรสักที?”    

    “…” มู่อวี้เฉิงยังคงทำตัวไม่แยแส    

    เขาไม่ชอบการแต่งงานแบบคลุมถุงชน    

    เมื่อหลายปีก่อนคุณปู่ของเขาตัดสินใจโดยที่ไม่ได้ปรึกษากันก่อน    

    แต่ตอนนี้เมื่อลองคิดดูอีกครั้ง…    

    เขาเม้มปากเป็นเส้นบางและพ่นน้ำเสียงเย็นชาออกมา “แม่ ผมอยากตัดสินใจเรื่องแต่งงานด้วยตัวเอง เพราะงั้นผมไม่รบกวนแม่กับคุณป้าเจี้ยงดีกว่าครับ”    

    เขาพูดและหยิบผ้าเช็ดปากมาซับที่มุมปาก จากนั้นจึงลุกขึ้นยืนอย่างไม่แยแส “ผมกินเสร็จแล้ว ที่บริษัทยังมีงานต้องทำต่อ ผมขอตัวก่อนนะครับ”


ตอนที่ 10: เธอจะไม่มีทางเข้าไปพัวพัน

    

    ซ่งอวี่ซีมองดูเขาเดินจากไป ขณะที่มือข้างหนึ่งกำตะเกียบเอาไว้แน่นจนผิวหนังกลายเป็นสีขาวซีด    

    หากไม่ใช่เพราะตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในที่สาธารณะ เธอคงจะแสดงสีหน้าน่าเกลียดน่ากลัวออกมา    

    เธอเหลือบมองลิ่นอวี๋เหยียนที่กำลังขุ่นเคืองและแสร้งทำเป็นเศร้าใจ “คุณน้าลิ่น ลืมเรื่องนี้ไปเถอะค่ะ หนูว่าอวี้เฉิงคงจะไม่ชอบหนูหรอกค่ะ”    

    ลิ่นอวี๋เหยียนจะเห็นชอบได้อย่างไร    

    เพราะซ่งอวี่ซีเป็นผู้สมัครคนโปรดของเธอ    

    เธอปลอบใจ “อวี่ซี หนูอย่าเพิ่งถอดใจสิจ๊ะ ตอนนี้เจ้าเด็กอวี้เฉิงกำลังมุ่งมั่นไปที่การงาน ยังไม่เข้าใจอะไร รอให้เขาคิดได้ก่อนเถอะ อีกอย่างน้าน่ะชอบหนู รู้จักหนูมานานแล้วและอยากได้หนูมาเป็นลูกสะใภ้!”    

    “จริงเหรอคะ?” ดวงตาของซ่งอวี่ซีเป็นประกายทันที    

    เธอรู้สึกราวกับมีความหวังอีกครั้ง    

    ลิ่นอวี๋เหยียนยิ้มและพยักหน้า “จริงสิจ๊ะ ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวน้าช่วยเอง”    

    หมู่อวี้เฉิงไม่รู้ถึงแผนการที่ก้าวหน้าไปไกล    

    เขากลับออกไปสะสางงานที่บริษัทต่อ    

    ต่อมาเขาได้รับสายโทรศัพท์จากเฮ่อจิ่นเหยียน เพื่อนสนิทที่โทรมาชวนไปดื่มเหล้า

    และเขาเองก็ไม่ได้ปฏิเสธเช่นกัน

    ….....................    

    เช้าวันรุ่งขึ้น ถงเหมี่ยวเหมี่ยวไปส่งเสี่ยวเป่าที่โรงเรียนอนุบาลและรีบเข้ามาที่บริษัท

    หลังจากเธอเข้ามานั่งห้องทำงานได้ไม่นาน พนักงานคนหนึ่งก็เดินมาเคาะประตู “ผู้จัดการคะ รองผู้จัดการป่วยขอลาหยุดหนึ่งวันค่ะ เดิมทีรองผู้จัดการต้องไปเซ็นสัญญาที่มู่กรุ๊ป แต่ตอนนี้ไม่มีใครไปแทนเขาได้ ผู้จัดการคิดว่า…”    

    “เข้าใจแล้ว ฉันจะไปแทนรองผู้จัดการเอง คุณออกไปได้”    

    “ค่ะ” พนักงานเดินจากไปด้วยความโล่งอก    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก    

    เดิมทีเธอคิดว่าหลังจากเสร็จสิ้นโครงการแล้ว เธอจะไม่ต้องเจอหน้ามู่อวี้เฉิงอีก

    แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเธอจะมั่นใจเรื่องนี้เร็วเกินไป

    สุดท้ายแล้วถึงเธอจะรู้สึกฝืนใจแต่ก็ยังรับเอกสารสัญญาไปลงนามที่มู่กรุ๊ปอยู่ดีเพราะนั่นเป็นหน้าที่ที่เธอต้องรับผิดชอบ    

    เมื่อมาถึงสำนักงานของมู่กรุ๊ป    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเงยหน้ามองตึกที่สูงตระหง่านราวกับ พุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า

    ถูกล้อมรอบไปด้วยอาคารหลายตึก แต่กับไม่มีอาคารไหนสง่างามเท่ากับตึกที่อยู่ตรงหน้าเธอ    

    ตัวอาคารที่อยู่ภายใต้แสงแดดสีทองเปล่งประกายสวยงาม    

    หลังจากนั้นไม่นานถงเหมี่ยวเหมี่ยวจึงเดินเข้าไปที่แผนกต้อนรับและพูดอย่างใจเย็นว่า “สวัสดีค่ะ ฉันมาพบท่านประธานค่ะ”    

    น้ำเสียงของเธอดึงดูดความสนใจอย่างมากเมื่อพูดประโยคดังกล่าวออกมา

    หญิงสาวที่แผนกต้อนรับมองดูถงเหมี่ยวเหมี่ยวด้วยความสงสัยและถามตามขั้นตอนว่า “ได้นัดเอาไว้หรือเปล่าคะ?”    

    “ไม่ค่ะ แต่ฉันมาจากบริษัทสตีเฟน” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพูดรายงานตัว    

    หญิงสาวร่างน้อยที่แผนกต้อนรับตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งและพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นคุณผู้หญิงรอสักครู่นะคะ ฉันจะไปแจ้งเจ้านายให้ค่ะ”    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพยักหน้าและหันไปมองรอบๆ    

    ต้องบอกว่าแผนกต้อนรับของทางมู่กรุ๊ปมีความเป็นมนุษยธรรมสูงมาก    

    มีพื้นที่สำหรับรับแขกและมีห้องน้ำโดยเฉพาะ    

    การตกแต่งก็อลังการงานสร้างมากเช่นกัน    

    ผู้คนมากมายที่เดินเข้าเดินออกมีรอยยิ้มฉายถึงความมั่นใจปรากฏอยู่บนใบหน้า

    ขณะที่กำลังมองดูอยู่นั้น เสียงของพนักงานต้อนรับก็ดังขึ้น “คุณผู้หญิงเชิญทางนี้เลยค่ะ” เธอชี้ทางให้ถงเหมี่ยวเหมี่ยว    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวขอบคุณและเดินจากไป    

    เธอเดินออกมาจากลิฟต์และเห็นว่าลู่หมิงยืนอยู่ข้างหน้าประตู จึงพยักหน้าให้เบา ๆ “ผู้ช่วยลู่”    

    “ผู้จัดการถง ท่านประธานกำลังรออยู่ในห้องทำงานครับ”    

    ลู่หมิงพาถงเหมี่ยวเหมี่ยวเข้าไปในห้องทำงาน    

    เขาเคาะประตู “ท่านประธาน ผู้จัดการถงมาแล้วครับ”    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเดินเข้ามาและเห็นว่าเขานั่งตัวตรงอยู่บนโต๊ะด้วยสีหน้ามุ่งมั่น

    แสงแดดสีทองจากทางด้านหลังส่องประกายตกลงมากระทบกับร่างกายของเขา ใบหน้าด้านข้างเกิดส่วนเว้นส่วนโค้งอย่างสมบูรณ์แบบจนยากที่จะละสายตาออกไป    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวตกอยู่ในภวังค์ขณะที่เผลอสบตาเข้ากับดวงตาลุ่มลึกโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว    

    เธอลดระดับสายตาลงทันทีราวกับว่าหวาดกลัว    

    เธอทำหน้านิ่งราวกับพยายามปกปิดจิตใจที่กระสับกระส่ายและพูดเข้าประเด็น “ฉันแวะมาเซ็นเอกสารค่ะ ประธานมู่อยากจะอ่านสัญญาอีกรอบไหมคะ?”    

    มู่อวี้เฉิงส่งเสียงฮึมฮัมและเดินออกมาจากโต๊ะทำงาน    

    เขาสั่งให้ลู่หมิงออกไปเตรียมน้ำชาและโบกมือให้ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวนั่งลงบนโซฟา

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวนั่งลงและส่งเอกสารให้    

    มู่อวี้เฉิงเดินเข้ามาและพลิกหน้าเอกสารดูคร่าวๆ    

    ขณะเดียวกันลู่หมิงกำลังนำน้ำชามาเสิร์ฟ    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวขอบคุณเขา จากนั้นจึงมองไปที่มู่อวี้เฉิงที่ยังคงสงบนิ่งและมีความเป็นมืออาชีพ ก่อนจะพูดถึง พันธสัญญาว่า “ตัวสัญญาไม่น่ามีปัญหาอะไร ส่วนทางด้านเทคโนโลยี หากหลังจากนี้เกิดปัญหาอะไร ทางเราจะส่งทีมงานมืออาชีพมาดูแลถึงที่ให้ค่ะ”

    เธอพูดและมองดูมู่อวี้เฉิงที่เพิ่งอ่านสัญญาเสร็จ    

    “ดีมาก วันนี้ผมจะโอนเงินไปให้ครับ”    

    เขาวางเอกสารสัญญาลง หยิบปากกาหมึกซึมที่ถูกสั่งทำขึ้นมาเป็นพิเศษออกมาจากกระเป๋าเสื้อและตวัดมือลงนามอย่างกระฉับกระเฉง    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมองดูลายเซ็นสละสลวยด้วยสายตา ชื่นชม

    เธอพยักหน้า “ฉันจะส่งคนไปตรวจสอบ หวังว่าหลังจากนี้ความร่วมมือของเราจะผ่านไปด้วยดีนะคะ”    

    “หวังว่าอย่างนั้นเช่นกันครับ” มู่อวี้เฉิงตอบรับเบาๆ    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเห็นว่าธุระของเธอเสร็จสิ้นแล้วและไม่ได้วางแผนที่จะอยู่ต่อจึงเดินกลับออกไป    

    แต่หลังจากเดินกลับออกมาแล้ว ถงเหมี่ยวเหมี่ยวกลับคิดไม่ถึงว่าจะได้เจอซ่งอวี่ซีที่หน้าประตู    

    เดิมทีเธอต้องการแสร้งทำเป็นไม่รู้จักอีกฝ่าย แต่กลับดูขวางเอาไว้    

    “ถงเหมี่ยวเหมี่ยว ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”    

    ซ่งอวี่ซีเดินเข้ามาหาถงเหมี่ยวเหมี่ยวด้วยหน้าถมึงทึง กัดฟันและถามว่า “เธอคิดจะเข้ามาพัวพันอวี้เฉิงสินะ? ฉันขอเตือนเธอไว้ก่อนว่าให้อยู่ห่างๆ ตอนนี้เขาเป็นของฉันแล้ว!”

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกเจ็บแปล๊บในใจทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น    

    เธอมองดูซ่งอวี่ซีด้วยสีหน้าเรียบนิ่งและพูดออกมาอย่างเฉยชา “เธอก็คิดมากจัง ฉันแค่มาทำธุระเอง อีกอย่าง…”    

    เธอหยุดพูดก่อนจะยกยิ้มมุมปากราวกับกำลังประชดประชัน “ฉันไม่คิดจะเป็นมือที่สามทำลายครอบครัวของคนอื่นหรอกนะ”    

    “เธอหมายความว่ายังไง?” ซ่งอวี่ซีจ้องเขม็งไปที่ ถงเหมี่ยวเหมี่ยว    

    เธอรู้สึกว่าหล่อนกำลังพูดพาดพิงเรื่องราวบางอย่างอยู่    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยักไหล่ ยิ้มเยาะและพูดว่า “ไม่ได้หมายความว่าอะไร ฉันก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อย เธอไม่เห็นจำเป็นจะต้องอ่อนไหวกับเรื่องนี้เลยนี่”    

    “ถงเหมี่ยวเหมี่ยว!” ซ่งอวี่ซีกัดฟันแน่น

    แต่ก่อนที่เธอจะตอบโต้อะไร ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาและพูดดูถูกว่า “ถ้าคุณซ่งจะกังวลขนาดนี้ ฉันขอแนะนำเป็นการส่วนตัวว่าให้ตามไปเฝ้ามู่อวี้เฉิงตลอดทั้งวันเลยน่าจะดีกว่า ฉันยังมีอย่างอื่นที่ต้องทำต่อ ขอตัวล่ะ”    

    เธอและเดินผ่านซ่งอวี่ซีไปโดยไม่ได้หันกลับไปมอง    

    ซ่งอวี่ซีจ้องมองแผ่นหลังของถงเหมี่ยวเหมี่ยวด้วยสายตามืดมน    

    เธอกัดฟันจ้องเขม็งจนดูน่ากลัว    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยว หวังว่ามันจะเป็นความร่วมมือจริงๆอย่างที่เธอพูดนะ ไม่อย่างนั้นฉันไม่ปล่อยเธอไปแน่!    

    …...................    

    ถงเหมี่ยวเหมี่ยวขับรถกลับมาด้วยอารมณ์ที่ขุ่นเคือง    

    ถึงแม้ว่าวันเวลาจะผ่านพ้นมานานหลายปี แต่เธอกลับยังรู้สึกไม่พอใจทุกครั้งที่เห็นหน้าซ่งอวี่ซี    

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนึกถึงตอนที่หล่อนกับมู่อวี้เฉิงใช้เวลาร่วมกัน    

    ในเมื่อทั้งสองคนมีใจให้กันมาตั้งแต่แรก แล้วทำไม มู่อวี้เฉิงถึงตกลงปลงใจมาหมั้นหมายกับเธอ    

    ถ้าเขาบอกเธอ เธอจะไม่มีทางเข้าไปพัวพันกับเขา และจะยุติการหมั้นหมายกับเขา!


จบตอน

Comments