ตอนที่ 6: เธอแต่งงานแล้ว
ช่วงเวลาแห่งการทำงานมักจะผ่านไปเร็วเสมอ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยุ่งอยู่ที่บริษัทตลอดทั้งวัน จนกระทั่งเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นเตือนให้เธอไปรับเสี่ยวเป่าในตอนเย็น
เธอขับรถยนต์ยี่ห้อออดี้สีเงินที่ทางบริษัทมอบให้ขับเคลื่อนไปทางโรงเรียนอนุบาล
ตอนนี้เป็นช่วงเวลาเร่งด่วนหลังเลิกเรียน ทำให้รถยนต์บนท้องถนนติดกันเป็นขบวน
“หม่ามี้~”
เสี่ยวเป่าเดินมาจากประตูโรงเรียนและสังเกตเห็น ถงเหมี่ยวเหมี่ยวที่ยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางฝูงชนทันที เขาส่งยิ้มสดใสและรีบวิ่งออกมา
“วิ่งช้าๆ เดี๋ยวหกล้มขึ้นมาจะทำยังไง?”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยิ้มอ่อนโยนและย่อตัวลงไปจัดแต่งทรงผมที่ผ่านการวิ่งมาจนยุ่งเหยิงของเสี่ยวเป่า
“ผมไม่ล้มหรอก”
ริมฝีปากเล็กๆของเสี่ยวเป่าเม้มเข้าหากัน ประกอบกับใบหน้าที่อ่อนโยนของเขา มันทำให้ถงเหมี่ยวเหมี่ยวใจละลาย
“อืม เสี่ยวเป่าของเราไม่ล้มหรอกเนอะ”
เธอยิ้มเบาๆ และพาเสี่ยวเป่าไปยังที่จอดรถ
หลังจากนั้นไม่นานรถยนต์ออดี้คันสีเงินก็แล่นไปตามท้องถนน
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเหลือบมองเสี่ยวเป่าที่นั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับ และถามขึ้นว่า “วันนี้ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง?”
เสี่ยวเป่าเอียงศีรษะมองถงเหมี่ยวเหมี่ยว กะพริบตาและพูดแหย่ว่า “หม่ามี้อยากฟังความจริงหรือโกหกล่ะ?”
“ทะเล้นอีกแล้วนะ หม่ามี้ก็ต้องอยากฟังความจริงซิ”
“ก็ดี แต่เพื่อนๆยังอ่อนหัดกันอยู่เลยฮะ”
เสี่ยวเป่ายักไหล่ และพูดอย่างไม่พอใจ “แต่ว่าพวกเด็กผู้หญิงก็น่ารักดี”
“ทำไมว่าอย่างนั้นล่ะลูก?”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวสงสัย
เสี่ยวเป่ายกมือทั้งสองข้างขึ้นมาเท้าคาง “พวกเพื่อนผู้หญิงเอาขนมกับช็อกโกแลตมาให้ผม ตอนแรกผมปฏิเสธไปแล้ว แต่พอเลิกเรียนเท่านั้นแหละถึงเห็นว่าขนมเต็มกระเป๋าไปหมดเลย”
หันไปมองถงเหมี่ยวเหมี่ยวที่อยู่ด้านข้างและพูดว่า “หม่ามี้ ลูกชายหม่ามี้มีเสน่ห์จะตาย”
“จ๊ะ พ่อคนหล่อ!”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพยักหน้าและยิ้มแกมหยอกล้อ “เสี่ยวเป่าของเรามีเสน่ห์ที่สุด ถ้าหม่ามี้เหนื่อยไม่อยากทำงานหาเงินขึ้นมาเมื่อไหร่ หม่ามี้จะให้เสี่ยวเป่าออกไปทำแทน ดูซิไม่ต้องทำอะไรก็ได้รับอาหารกลับมาแล้ว”
“แต่มันไม่ใช่ของมีค่า ผมจะหาเงินมาเลี้ยงดูแม่เอง” เสี่ยวเป่าไม่พอใจ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมองดูขณะที่มุมปากค่อยๆยกสูงขึ้น “ได้เลย หม่ามี้จะรอให้เสี่ยวเป่าไปหาเงินมาเลี้ยงหม่ามี้แทนนะ”
“หม่ามี้รอก่อนเถอะ ผมจะไปหาเงินมาให้หม่ามี้เยอะๆเลย”
น้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่หนักแน่นดังก้องอยู่ในรถยนต์ จนฟังดูอบอุ่น
แม่ลูกหัวเราะคิกคักกันอยู่สักพักหนึ่ง ก่อนที่รถยนต์จะขับตรงไปยังห้างสรรพสินค้าที่อยู่ใกล้คอนโดมิเนียม
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวต้องการซื้อผักและของใช้ในชีวิตประจำวัน
เสี่ยวเป่าเดินตามแม่เข้าไปในโซนตลาดสดอย่างเชื่อฟัง
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพาเสี่ยวเป่าไปที่โซนอาหารสด
เสี่ยวเป่าเขยิบก้าวเข้าไปดูซี่โครงหมูในแผงขายเนื้อด้วยความตะกละตะกลาม “หม่ามี้ เย็นนี้เรากินซี่โครงหมูกันเถอะ ผมไม่ได้กินซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานที่หม่ามี้ทำมานานแล้วนะ”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวตอบตกลงทันทีเมื่อเห็นสีหน้าตะกละตะกลามของเขา
พวกเขาทั้งสองซื้อซี่โครงหมูและผักบางส่วนกลับมาบ้าน
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจัดวางของใช้ในชีวิตประจำวันและถือถ้วยชามจานไหเข้าไปในห้องครัวหลังจากกลับมาถึงคอนโด
เสี่ยวเป่าหอบเอาสมุดการบ้านเข้ามาทำในห้องนั่งเล่น
จนกระทั่งทำการบ้านเสร็จแล้วจึงไปกินข้าวเย็น
กับข้าวสามอย่างกับซุปอีกหนึ่งถ้วยไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป พอเหมาะสำหรับแม่ลูกสองคน
คนตัวโตและคนตัวเล็กนั่งหันหน้าเข้าหากันอยู่บนโต๊ะอาหาร ก้มหน้าก้มตากินข้าวภายใต้แสงไฟที่สว่างจ้า
ถึงแม้จะมีเพียงแต่แม่ลูกสองคน แต่บรรยากาศกลับอบอุ่น
“หม่ามี้กินซี่โครงหมูสิ”
เสี่ยวเป่าตักซี่โครงหมูขึ้นมาให้ถงเหมี่ยวเหมี่ยว
“เสี่ยวเป่าก็กินด้วยสิลูก”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวตักซี่โครงหมูขึ้นมาหนึ่งชิ้น คลี่ยิ้มและมองเสี่ยวเป่ากินมัน
เธอมองดูเสี่ยวเป่าตักข้าวเข้าไปเต็มปากและเคี้ยวแก้มป่องเหมือนกับหนูแฮมสเตอร์ที่ชอบอมอาหารไว้ตามร่องแก้ม ดูน่ารักน่าชังมาก
หลังจากกินอาหารเย็นเสร็จ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวนั่งเล่นกับเสี่ยวเป่าอยู่พักหนึ่งแล้วจึงพาเสี่ยวเป่าเข้าไปอาบน้ำ
เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้ว ถงเหมี่ยวเหมี่ยวปล่อยให้เสี่ยวเป่านอนเล่นโทรศัพท์ของเธอ อันเนื่องมาจากเธอยังต้องสะสางเอกสารของทางบริษัท
และไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ โทรศัพท์ในมือของเสี่ยวเป่าจึงดังขึ้นและแจ้งเตือนว่าเป็นสายเรียกเข้าจากมู่อวี้เฉิง
“ฮัลโหล”
เสี่ยวเป่ารับสายโทรศัพท์
“…”
ไร้เสียงตอบรับจากโทรศัพท์
เสี่ยวเป่าจ้องมองโทรศัพท์ด้วยความสงสัย เขายังอยู่ในสายแต่อดไม่ได้ที่จะพึมพำว่า “ยังไม่วางสายอีก ทำไมไม่พูดอะไรเลย ฮัลโหล อยู่ไหม?”
หลังจากนั้นไม่นานเสียงของมู่อวี้เฉิงก็ดังขึ้น “ใช่เบอร์ของถงเหมี่ยวเหมี่ยวหรือเปล่า?”
เสี่ยวเป่าตอบรับ “ใช่ครับ มีธุระอะไรกับหม่ามี้หรือเปล่า?”
“หม่ามี้ เธอแต่งงานแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงฟังดูประหลาดใจ
แต่หลังจากนั้นไม่นานน้ำเสียงของมู่อวี้เฉิงก็กลับมาสงบนิ่งตามปกติ
หลังจากวันเวลาผ่านพ้นไปหลายปี
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวคงจะแต่งงานแล้วสินะ
“เจ้าตัวเล็ก เอาโทรศัพท์ไปให้แม่หนูคุยที”
“รอแป๊บนะฮะ”
เสี่ยวเป่ากระโดดลงจากโซฟา ถือโทรศัพท์และวิ่งเข้าไปในห้องนอน ตะโกนร้องเรียนด้วยเสียงแบบเด็กๆ “หม่ามี้ มีคนโทรมา”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร และถามออกไป “ใครโทรมาลูก?”
“ไม่รู้สิ เป็นเสียงผู้ชาย”
เสี่ยวเป่าตอบรับและยื่นโทรศัพท์ออกไปให้เธอ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู “สวัสดีค่ะ ฉันถงเหมี่ยวเหมี่ยวพูดสาย”
“ผมเอง”
น้ำเสียงไพเราะชวนหลงใหลเหมือนกับเชลโล่ของ มู่อวี้เฉิงดังลอดออกมาจากโทรศัพท์
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวตกใจจนเผลอทำโทรศัพท์ร่วงกระแทกกับพื้นและปิดเครื่องไป
สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปและหันไปมองเสี่ยวเป่าด้วยสายตาเหลือเชื่อ
เธอนึกไม่ถึงว่ามู่อวี้เฉิงกับเสี่ยวเป่าจะได้พูดคุยกัน
“หม่ามี้เป็นอะไรไป?”
เสี่ยวเป่าสังเกตเห็นว่าสีหน้าของแม่ผิดปกติ เขากะพริบดวงตากลมโตและเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมองดูเขาขณะที่พูดอะไรไม่ออก
เธอพยายามระงับอารมณ์ที่ผันผวนอยู่ในใจ ยกมือขึ้นเพื่อลูบหัวเสี่ยวเป่าและยิ้มเบาๆ “หม่ามี้ไม่เป็นไร”
เสี่ยวเป่าเชื่อแบบนั้นจริงๆ และช่วยเธอล้มเก็บโทรศัพท์ที่ตกหล่นขึ้นมา
เขายังคงสงสัย “หม่ามี้ ผู้ชายคนเมื่อกี้คือใคร?”
หัวใจของถงเหมี่ยวเหมี่ยวกำลังเต้นแรง
เธอเหลือบมองเสี่ยวเป่าขณะรับโทรศัพท์มาด้วยท่าทีสงบ และพูดตอบว่า “ลูกค้าน่ะ ลูกออกไปเล่นเถอะ หม่ามี้ต้องทำงานต่อ”
“ครับ”
เสี่ยวเป่าพยักหน้าอย่างเชื่อฟังและเดินออกไป
บรรยากาศภายในห้องกลับมาสงบอีกครั้ง แต่หัวใจของถงเหมี่ยวเหมี่ยวกลับไม่สงบนิ่งเสียเลย
เธอพยายามสงบสติอารมณ์ลงและโทรศัพท์กลับไปหามู่อวี้เฉิงอีกครั้ง “คุณโทรมามีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?”
“ผมโทรมานัดหารือเรื่องใบอนุญาตอีกรอบน่ะ”
ความหมายของมู่อวี้เฉิงค่อนข้างกระชับและชัดเจน และไม่ได้ถามอะไรมากเกี่ยวกับส่วนที่เหลือ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวถอนหายใจอย่างโล่งอก
โชคดี… ที่ผู้ชายคนนี้ไม่ได้นึกสงสัยอะไร
เธอควบคุมอารมณ์และพูดตอบรับด้วยน้ำเสียงราวกับเจ้าหน้าที่พนักงานที่ปฏิบัติตามหน้าที่ “ไม่ว่าคุณมู่จะว่ายังไง ฉันก็ขอยืนยันคำเดิมว่าต้องการเรียกราคาเพิ่มอีกห้าสิบล้านจากราคาเดิม”
สายโทรศัพท์สิ้นสุดลงหลังจากคำพูดยืนกรานของ ถงเหมี่ยวเหมี่ยว
ถงเหมี่ยวเหมี่ยววางสายลงและนึกถึงภาพลักษณ์ที่ไม่แยแสของมู่อวี้เฉิง บางทีเธออาจจะคิดมากไปเอง
ถึงแม้ว่าผู้ชายคนนี้จะได้ยินเสียงเสี่ยวเป่า แต่เขาก็คงไม่รู้ว่าเด็กคนนี้เป็นลูกชายของเขาอยู่ดี
และตราบใดที่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้เจอหน้าหรือมีเสี่ยวร่วมกับเสี่ยวเป่า เขาก็จะไม่มีวันได้รู้ถึงการมีอยู่ของเสี่ยวเป่า
นอกจากนี้เขาน่าจะคิดว่าเธอแต่งงานแล้ว
เพราะวันเวลาต่างผ่านพ้นไปหลายปี
เธอพยายามพูดปลอบตัวเอง แต่กลับไม่สามารถสงบสติอารมณ์เพื่อทำงานต่อไปได้
ตอนที่ 6: เธอแต่งงานแล้ว
ช่วงเวลาแห่งการทำงานมักจะผ่านไปเร็วเสมอ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยุ่งอยู่ที่บริษัทตลอดทั้งวัน จนกระทั่งเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นเตือนให้เธอไปรับเสี่ยวเป่าในตอนเย็น
เธอขับรถยนต์ยี่ห้อออดี้สีเงินที่ทางบริษัทมอบให้ขับเคลื่อนไปทางโรงเรียนอนุบาล
ตอนนี้เป็นช่วงเวลาเร่งด่วนหลังเลิกเรียน ทำให้รถยนต์บนท้องถนนติดกันเป็นขบวน
“หม่ามี้~”
เสี่ยวเป่าเดินมาจากประตูโรงเรียนและสังเกตเห็น ถงเหมี่ยวเหมี่ยวที่ยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางฝูงชนทันที เขาส่งยิ้มสดใสและรีบวิ่งออกมา
“วิ่งช้าๆ เดี๋ยวหกล้มขึ้นมาจะทำยังไง?”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยิ้มอ่อนโยนและย่อตัวลงไปจัดแต่งทรงผมที่ผ่านการวิ่งมาจนยุ่งเหยิงของเสี่ยวเป่า
“ผมไม่ล้มหรอก”
ริมฝีปากเล็กๆของเสี่ยวเป่าเม้มเข้าหากัน ประกอบกับใบหน้าที่อ่อนโยนของเขา มันทำให้ถงเหมี่ยวเหมี่ยวใจละลาย
“อืม เสี่ยวเป่าของเราไม่ล้มหรอกเนอะ”
เธอยิ้มเบาๆ และพาเสี่ยวเป่าไปยังที่จอดรถ
หลังจากนั้นไม่นานรถยนต์ออดี้คันสีเงินก็แล่นไปตามท้องถนน
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเหลือบมองเสี่ยวเป่าที่นั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับ และถามขึ้นว่า “วันนี้ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง?”
เสี่ยวเป่าเอียงศีรษะมองถงเหมี่ยวเหมี่ยว กะพริบตาและพูดแหย่ว่า “หม่ามี้อยากฟังความจริงหรือโกหกล่ะ?”
“ทะเล้นอีกแล้วนะ หม่ามี้ก็ต้องอยากฟังความจริงซิ”
“ก็ดี แต่เพื่อนๆยังอ่อนหัดกันอยู่เลยฮะ”
เสี่ยวเป่ายักไหล่ และพูดอย่างไม่พอใจ “แต่ว่าพวกเด็กผู้หญิงก็น่ารักดี”
“ทำไมว่าอย่างนั้นล่ะลูก?”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวสงสัย
เสี่ยวเป่ายกมือทั้งสองข้างขึ้นมาเท้าคาง “พวกเพื่อนผู้หญิงเอาขนมกับช็อกโกแลตมาให้ผม ตอนแรกผมปฏิเสธไปแล้ว แต่พอเลิกเรียนเท่านั้นแหละถึงเห็นว่าขนมเต็มกระเป๋าไปหมดเลย”
หันไปมองถงเหมี่ยวเหมี่ยวที่อยู่ด้านข้างและพูดว่า “หม่ามี้ ลูกชายหม่ามี้มีเสน่ห์จะตาย”
“จ๊ะ พ่อคนหล่อ!”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพยักหน้าและยิ้มแกมหยอกล้อ “เสี่ยวเป่าของเรามีเสน่ห์ที่สุด ถ้าหม่ามี้เหนื่อยไม่อยากทำงานหาเงินขึ้นมาเมื่อไหร่ หม่ามี้จะให้เสี่ยวเป่าออกไปทำแทน ดูซิไม่ต้องทำอะไรก็ได้รับอาหารกลับมาแล้ว”
“แต่มันไม่ใช่ของมีค่า ผมจะหาเงินมาเลี้ยงดูแม่เอง” เสี่ยวเป่าไม่พอใจ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมองดูขณะที่มุมปากค่อยๆยกสูงขึ้น “ได้เลย หม่ามี้จะรอให้เสี่ยวเป่าไปหาเงินมาเลี้ยงหม่ามี้แทนนะ”
“หม่ามี้รอก่อนเถอะ ผมจะไปหาเงินมาให้หม่ามี้เยอะๆเลย”
น้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่หนักแน่นดังก้องอยู่ในรถยนต์ จนฟังดูอบอุ่น
แม่ลูกหัวเราะคิกคักกันอยู่สักพักหนึ่ง ก่อนที่รถยนต์จะขับตรงไปยังห้างสรรพสินค้าที่อยู่ใกล้คอนโดมิเนียม
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวต้องการซื้อผักและของใช้ในชีวิตประจำวัน
เสี่ยวเป่าเดินตามแม่เข้าไปในโซนตลาดสดอย่างเชื่อฟัง
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพาเสี่ยวเป่าไปที่โซนอาหารสด
เสี่ยวเป่าเขยิบก้าวเข้าไปดูซี่โครงหมูในแผงขายเนื้อด้วยความตะกละตะกลาม “หม่ามี้ เย็นนี้เรากินซี่โครงหมูกันเถอะ ผมไม่ได้กินซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานที่หม่ามี้ทำมานานแล้วนะ”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวตอบตกลงทันทีเมื่อเห็นสีหน้าตะกละตะกลามของเขา
พวกเขาทั้งสองซื้อซี่โครงหมูและผักบางส่วนกลับมาบ้าน
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจัดวางของใช้ในชีวิตประจำวันและถือถ้วยชามจานไหเข้าไปในห้องครัวหลังจากกลับมาถึงคอนโด
เสี่ยวเป่าหอบเอาสมุดการบ้านเข้ามาทำในห้องนั่งเล่น
จนกระทั่งทำการบ้านเสร็จแล้วจึงไปกินข้าวเย็น
กับข้าวสามอย่างกับซุปอีกหนึ่งถ้วยไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป พอเหมาะสำหรับแม่ลูกสองคน
คนตัวโตและคนตัวเล็กนั่งหันหน้าเข้าหากันอยู่บนโต๊ะอาหาร ก้มหน้าก้มตากินข้าวภายใต้แสงไฟที่สว่างจ้า
ถึงแม้จะมีเพียงแต่แม่ลูกสองคน แต่บรรยากาศกลับอบอุ่น
“หม่ามี้กินซี่โครงหมูสิ”
เสี่ยวเป่าตักซี่โครงหมูขึ้นมาให้ถงเหมี่ยวเหมี่ยว
“เสี่ยวเป่าก็กินด้วยสิลูก”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวตักซี่โครงหมูขึ้นมาหนึ่งชิ้น คลี่ยิ้มและมองเสี่ยวเป่ากินมัน
เธอมองดูเสี่ยวเป่าตักข้าวเข้าไปเต็มปากและเคี้ยวแก้มป่องเหมือนกับหนูแฮมสเตอร์ที่ชอบอมอาหารไว้ตามร่องแก้ม ดูน่ารักน่าชังมาก
หลังจากกินอาหารเย็นเสร็จ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวนั่งเล่นกับเสี่ยวเป่าอยู่พักหนึ่งแล้วจึงพาเสี่ยวเป่าเข้าไปอาบน้ำ
เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้ว ถงเหมี่ยวเหมี่ยวปล่อยให้เสี่ยวเป่านอนเล่นโทรศัพท์ของเธอ อันเนื่องมาจากเธอยังต้องสะสางเอกสารของทางบริษัท
และไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ โทรศัพท์ในมือของเสี่ยวเป่าจึงดังขึ้นและแจ้งเตือนว่าเป็นสายเรียกเข้าจากมู่อวี้เฉิง
“ฮัลโหล”
เสี่ยวเป่ารับสายโทรศัพท์
“…”
ไร้เสียงตอบรับจากโทรศัพท์
เสี่ยวเป่าจ้องมองโทรศัพท์ด้วยความสงสัย เขายังอยู่ในสายแต่อดไม่ได้ที่จะพึมพำว่า “ยังไม่วางสายอีก ทำไมไม่พูดอะไรเลย ฮัลโหล อยู่ไหม?”
หลังจากนั้นไม่นานเสียงของมู่อวี้เฉิงก็ดังขึ้น “ใช่เบอร์ของถงเหมี่ยวเหมี่ยวหรือเปล่า?”
เสี่ยวเป่าตอบรับ “ใช่ครับ มีธุระอะไรกับหม่ามี้หรือเปล่า?”
“หม่ามี้ เธอแต่งงานแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงฟังดูประหลาดใจ
แต่หลังจากนั้นไม่นานน้ำเสียงของมู่อวี้เฉิงก็กลับมาสงบนิ่งตามปกติ
หลังจากวันเวลาผ่านพ้นไปหลายปี
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวคงจะแต่งงานแล้วสินะ
“เจ้าตัวเล็ก เอาโทรศัพท์ไปให้แม่หนูคุยที”
“รอแป๊บนะฮะ”
เสี่ยวเป่ากระโดดลงจากโซฟา ถือโทรศัพท์และวิ่งเข้าไปในห้องนอน ตะโกนร้องเรียนด้วยเสียงแบบเด็กๆ “หม่ามี้ มีคนโทรมา”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร และถามออกไป “ใครโทรมาลูก?”
“ไม่รู้สิ เป็นเสียงผู้ชาย”
เสี่ยวเป่าตอบรับและยื่นโทรศัพท์ออกไปให้เธอ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู “สวัสดีค่ะ ฉันถงเหมี่ยวเหมี่ยวพูดสาย”
“ผมเอง”
น้ำเสียงไพเราะชวนหลงใหลเหมือนกับเชลโล่ของ มู่อวี้เฉิงดังลอดออกมาจากโทรศัพท์
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวตกใจจนเผลอทำโทรศัพท์ร่วงกระแทกกับพื้นและปิดเครื่องไป
สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปและหันไปมองเสี่ยวเป่าด้วยสายตาเหลือเชื่อ
เธอนึกไม่ถึงว่ามู่อวี้เฉิงกับเสี่ยวเป่าจะได้พูดคุยกัน
“หม่ามี้เป็นอะไรไป?”
เสี่ยวเป่าสังเกตเห็นว่าสีหน้าของแม่ผิดปกติ เขากะพริบดวงตากลมโตและเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมองดูเขาขณะที่พูดอะไรไม่ออก
เธอพยายามระงับอารมณ์ที่ผันผวนอยู่ในใจ ยกมือขึ้นเพื่อลูบหัวเสี่ยวเป่าและยิ้มเบาๆ “หม่ามี้ไม่เป็นไร”
เสี่ยวเป่าเชื่อแบบนั้นจริงๆ และช่วยเธอล้มเก็บโทรศัพท์ที่ตกหล่นขึ้นมา
เขายังคงสงสัย “หม่ามี้ ผู้ชายคนเมื่อกี้คือใคร?”
หัวใจของถงเหมี่ยวเหมี่ยวกำลังเต้นแรง
เธอเหลือบมองเสี่ยวเป่าขณะรับโทรศัพท์มาด้วยท่าทีสงบ และพูดตอบว่า “ลูกค้าน่ะ ลูกออกไปเล่นเถอะ หม่ามี้ต้องทำงานต่อ”
“ครับ”
เสี่ยวเป่าพยักหน้าอย่างเชื่อฟังและเดินออกไป
บรรยากาศภายในห้องกลับมาสงบอีกครั้ง แต่หัวใจของถงเหมี่ยวเหมี่ยวกลับไม่สงบนิ่งเสียเลย
เธอพยายามสงบสติอารมณ์ลงและโทรศัพท์กลับไปหามู่อวี้เฉิงอีกครั้ง “คุณโทรมามีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?”
“ผมโทรมานัดหารือเรื่องใบอนุญาตอีกรอบน่ะ”
ความหมายของมู่อวี้เฉิงค่อนข้างกระชับและชัดเจน และไม่ได้ถามอะไรมากเกี่ยวกับส่วนที่เหลือ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวถอนหายใจอย่างโล่งอก
โชคดี… ที่ผู้ชายคนนี้ไม่ได้นึกสงสัยอะไร
เธอควบคุมอารมณ์และพูดตอบรับด้วยน้ำเสียงราวกับเจ้าหน้าที่พนักงานที่ปฏิบัติตามหน้าที่ “ไม่ว่าคุณมู่จะว่ายังไง ฉันก็ขอยืนยันคำเดิมว่าต้องการเรียกราคาเพิ่มอีกห้าสิบล้านจากราคาเดิม”
สายโทรศัพท์สิ้นสุดลงหลังจากคำพูดยืนกรานของ ถงเหมี่ยวเหมี่ยว
ถงเหมี่ยวเหมี่ยววางสายลงและนึกถึงภาพลักษณ์ที่ไม่แยแสของมู่อวี้เฉิง บางทีเธออาจจะคิดมากไปเอง
ถึงแม้ว่าผู้ชายคนนี้จะได้ยินเสียงเสี่ยวเป่า แต่เขาก็คงไม่รู้ว่าเด็กคนนี้เป็นลูกชายของเขาอยู่ดี
และตราบใดที่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้เจอหน้าหรือมีเสี่ยวร่วมกับเสี่ยวเป่า เขาก็จะไม่มีวันได้รู้ถึงการมีอยู่ของเสี่ยวเป่า
นอกจากนี้เขาน่าจะคิดว่าเธอแต่งงานแล้ว
เพราะวันเวลาต่างผ่านพ้นไปหลายปี
เธอพยายามพูดปลอบตัวเอง แต่กลับไม่สามารถสงบสติอารมณ์เพื่อทำงานต่อไปได้
ตอนที่ 8: โปรดพิจารณาหม่ามี้ของผมด้วยนะครับ
“เกิดอะไรขึ้น?” มู่อวี้เฉิงที่หันหน้าออกไปมองทางอื่น ขมวดคิ้วและพูดถาม
“ท่านประธาน เหมือนข้างรถจะติดนะครับ เดี๋ยวผมลงไปดูก่อน” ลู่หมิงพูดขณะเปิดประตูรถลงไปโดยที่ได้รับความยินยอมจากมู่อวี้เฉิงแล้ว
หลังจากนั้นไม่นาน เขากลับมาที่รถและพูดบอกด้วยท่าทางหวาดกลัว “ท่านประธาน ข้างหน้าเกิดอุบัติเหตุครับ ดูแล้วค่อนข้างร้ายแรง ผมเกรงว่ารถคงจะติดไปอีกสักพักใหญ่เลยถึงจะขับไปต่อได้”
มู่อวี้เฉิงเลิกคิ้วขึ้นแต่กลับไม่ได้พูดอะไร เอนกายพิงเบาะหลังและหลับตาลง
เดือนกันยายนในเมืองเป่ยเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แต่อุณหภูมิยังคงร้อนอบอ้าวในช่วงเที่ยงวันอยู่ดี
และถึงแม้ว่าภายในรถยนต์จะติดแอร์ แต่คนที่อยู่ด้านในกลับรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างไม่มีเหตุผล
“ฉันจะลงไปเดินเล่นสักหน่อย” มู่อวี้เฉิงลืมตาขึ้น พูดทิ้งทวนและเปิดประตูลงจากรถ
เขารู้สึกถึงอากาศร้อนที่อบอ้าวเมื่อเดินไปตามริมถนน ถึงอย่างนั้นความเบื่อหน่ายในใจกลับคลี่คลายลง
เสียงหัวเราะแบบเด็กๆดังลอดเข้ามาในหู
เขาหันไปมองด้านข้างและพบว่าเป็นโรงเรียนอนุบาล
ประตูสนามถูกแง้มเอาไว้เพียงเล็กน้อย ด้านในมีกลุ่มเด็กๆกำลังเล่นฟุตบอลกันอยู่ มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในเครื่องแบบคอยเฝ้าดูอยู่หนึ่งนาย
มู่อวี้เฉิงเหลือบมองเพียงแป๊บเดียว และละสายตากลับมา
ขณะที่เขากำลังเอื้อมมือออกไปหยิบบุหรี่ จู่ๆลูกบอลก็กลิ้งมาทางเขา
เขาก้มลงหยิบลูกบอลขึ้นมาและเห็นร่างเล็กๆวิ่งเข้ามาจากทางหางตา ทว่าไม่ได้วิ่งออกมาจากนอกประตูรั้ว
“คุณลุงครับ ช่วยส่งลูกบอลให้ผมหน่อยได้ไหมครับ?” น้ำเสียงแบบเด็กๆดังลอดออกมา
มู่อวี้เฉิงยืนถือลูกบอลอยู่
เขาหันหลังกลับไปขณะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย และคาดไม่ถึงว่าเด็กชายตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างประตูจะเป็นคนเดียวกันกับเด็กชายที่เขาเจอในโรงแรม
“โอ๊ะ คุณลุงสุดหล่อ” ดวงตาของเสี่ยวเป่าเบิกกว้างแสดงทีท่าว่าเขาจำมู่อวี้เฉิงได้
เขารีบโบกมือให้มู่อวี้เฉิงอย่างมีความสุข “คุณลุงสุดหล่อจำเสี่ยวเป่าได้มั้ย?”
มู่อวี้เฉิงมองดูรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าของเสี่ยวเป่าขณะที่สีหน้าเย็นชาของเขาอ่อนยวบลงโดยที่ไม่ทันได้สังเกตเห็น
เขาเดินถือลูกบอลเข้าไปและตอบรับเบาๆ “จำได้”
เสี่ยวเป่าตื่นเต้นสุดๆ เมื่อเห็นว่าคุณลุงสุดหล่อจำเขาได้ ปากน้อยๆค่อยยกยิ้มขึ้น
เขามองดูชุดทางการของมู่อวี้เฉิงและถามด้วยความสงสัย “ใช่แล้ว คุณลุงสุดหล่อมาที่นี่ทำไมเหรอฮะ?”
“แค่ผ่านมาน่ะ”
มู่อวี้เฉิงไม่พูดอะไรมาก เขามองดูโรงเรียนเบื้องหลัง เสี่ยวเป่าและพูดเปลี่ยนเรื่อง “หนูเรียนที่นี่เหรอ?”
“ใช่แล้ว ผมเพิ่งย้ายมาที่นี่ นึกว่าจะไม่ได้เจอคุณลุงสุดหล่อแล้วซะอีก” เสี่ยวเป่าส่งยิ้มน่ารัก พยักหน้าและแหงนหน้ามองมู่อวี้เฉิงด้วยความตื่นเต้น
ทุกครั้งที่มู่อวี้เฉินเห็นรอยยิ้มสดใสของเสี่ยวเป่า อารมณ์หดหู่ใจของเขาก็จางหายไปทุกที
เขาส่งลูกบอลคืนให้เสี่ยวเป่า เม้มปากและยิ้ม “เอาบอลคืนไป อย่าเตะออกมาอีกล่ะ”
“เข้าใจแล้วฮะ ขอบคุณคุณลุงสุดหล่อ” เสี่ยวเป่ากอดลูกบอลและพูดขอบคุณเขา
ท่าทางน่ารักทำให้มู่อวี้เฉิงอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือออกไปลูบหัว
ความนุ่มละมุนในมือเป็นความรู้สึกที่มู่อวี้เฉิงไม่เคยสัมผัสมาก่อน
เขาหรี่ตาลงและตระหนักถึงความรู้สึกแปลกๆในใจ
“คุณลุงสุดหล่อฮะ?” เสี่ยวเป่าเอียงหน้ามองมู่อวี้เฉิงด้วยสายตาว่างเปล่า
แต่ร่างกายของมู่อวี้เฉิงกลับแข็งทื่อเมื่อสบตาเข้ากับดวงตาสีเข้ม
“ไม่มีอะไร”
เขาถอดมือกลับไปทำท่าทางกระแอมไอเบาๆ ราวกับต้องการปกปิดพฤติกรรมแปลกๆในตอนนี้
เสี่ยวเป่าไม่ทันได้สังเกตเห็นความไม่สบายใจของ มู่อวี้เฉิง และส่งยิ้มให้เขา
“คุณลุงสุดหล่อช่วยยื่นมือออกมาหน่อยสิครับ”
“ทำไม?”
ถึงแม้ว่ามู่อวี้เฉิงจะรู้สึกมึนงง แต่กลับยื่นมือออกไป
เสี่ยวเป่าไม่พูดอะไร มือข้างหนึ่งถือลูกบอล ขณะที่มืออีกข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงและหยิบสิ่งของบางอย่างขึ้นมาวางไว้บนมือของมู่อวี้เฉิง
เขาปล่อยมือออก เผยลูกอมเคลือบน้ำตาลสีม่วงปรากฏต่อสายตาของมู่อวี้เฉิง
มู่อวี้เฉิงเลิกคิ้ว “อะไรน่ะ?”
เสี่ยวเป่าเอามือทั้งสองข้างโอบกอดลูกบอลและยิ้มหวาน “ของขวัญให้คุณลุงสุดหล่อฮะ หม่ามี้บอกว่าถ้ามีใครมาช่วยก็ควรจะตอบแทนน้ำใจเขา”
มู่อวี้เฉิงอมยิ้มขณะก้มหน้ามองลูกอมในมือ
เด็กคนนี้ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากแม่มาเป็นอย่างดี
“ขอบใจนะ แต่ลุงไม่กินลูกอมหรอก เสี่ยวเป่าเอามันกลับไปกินเถอะ”
เขายกมือส่งสัญญาณให้เสี่ยวเป่ามารับลูกอมกลับไป
เสี่ยวเป่าเบะปากขณะมองดูลูกอมที่ส่งคืนมา “ทำไมคุณลุงสุดหล่อไม่เอาล่ะ? ไม่ชอบเสี่ยวเป่าเหรอ เพราะงั้นถึงไม่ชอบของที่เสี่ยวเป่ามอบให้ใช่มั้ย?”
มู่อวี้เฉิงรู้สึกลำบากใจเมื่อเห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของเขา
“ไม่ใช่อย่างนั้น” เขายืนกรานปฏิเสธ
“งั้นคุณลุงสุดหล่อก็ชอบเสี่ยวเป่าสินะ” เสี่ยวเป่ามองดูมู่อวี้เฉิงด้วยแววตาสดใส
มู่อวี้เฉิงมองดูสายตาที่จ้องมองมาและรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถพูดขัดเจตจำนงของอีกฝ่ายได้
เขาจึงพยักหน้า
น้ำเสียงเจื้อยแจ้วของเสี่ยวเป่ายังคงดังอยู่ข้างหู “ผมก็ชอบคุณลุงสุดหล่อเหมือนกัน”
เสี่ยวเป่ากะพริบดวงตากลมโตราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง จากนั้นจึงถามว่า “คุณลุงสุดหล่อยังไม่มีแฟนจริง ๆ เหรอ? อยากพิจารณามาเป็นพ่อผมมั้ย? หม่ามี้ผมสวยเพียบพร้อมมากเลยนะ ถ้ามาเป็นพ่อผมจะได้แถมฟรีลูกชายน่ารักๆฉลาดแบบผมไปด้วย”
มู่อวี้เฉิงไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีเมื่อได้ยินคำพูดโปรโมตของเสี่ยวเป่า
“ลืมไปมันซะเถอะ”
ลำแสงในดวงตาของเสี่ยวเป่าหรี่ลงเล็กน้อยราวกับดูผิดหวังมากเมื่อได้ยินคำตอบ
ถึงอย่างนั้นเขาก็อยากจะลองอีกสักตั้ง “คุณลุงสุดหล่อ ไม่คิดพิจารณาดูหน่อยเหรอ? หม่ามี้ผมสวยมากจริงๆ”
เขาเงยหน้ามองมู่อวี้เฉิงด้วยความคาดหวัง
มู่อวี้เฉิงส่ายหน้าไม่เห็นด้วย
หลายปีที่ผ่านมาเขาพบเจอผู้หญิงหลายประเภท แต่ไม่มีคนไหนเลยที่จะทำให้เขาหวั่นไหวได้
“ก็ได้ งั้นผมจะไม่บังคับคุณลุงสุดหล่อ”เสี่ยวเป่าเม้มปากแสดงอารมณ์ออกมาอย่างเห็นได้ชัด
มู่อวี้เฉิงทนไม่ไหวจึงพยายามพูดปลอบใจ
ขณะเดียวกันลู่หมิงเดินเข้ามา
เขาจำเสี่ยวเป่าได้และรู้สึกประหลาดใจ
ทว่าเขาไม่ลืมว่าตัวเองมาที่นี่เพราะเรื่องงานและพูดด้วยความเคารพว่า “ท่านประธาน ถนนโล่งแล้ว พวกเราออกเดินทางสะดวกแล้วครับ”
มู่อวี้เฉิงตอบรับและหันไปบอกลาเสี่ยวเป่า “ลุงไปก่อนนะ หนูก็กลับไปได้แล้ว”
“คุณลุงสุดหล่อ เดี๋ยวก่อนครับ” เสี่ยวเป่ารีบตะโกนเรียกมู่อวี้เฉิงที่กำลังจะเดินจากไป
“อะไรอีก?” มู่อวี้เฉิงหันกลับมา
เสี่ยวเป่ายกมือทั้งสองข้างจับประตูรั้วและพูดว่า “คุณลุงสุดหล่อเอาข้อมูลติดต่อให้ผมหน่อยได้มั้ยฮะ?”
“ทำไม?”
เสี่ยวเป่าประสานนิ้วมือเข้าหากันและตอบว่า “คุณลุงสุดหล่อก็เห็นแล้วนี่ว่าเราเจอกันมาสองครั้งแล้ว จะต้องเป็นโชคชะตาแน่ๆจริงมั้ย? ในเมื่อเราถูกลิขิตให้รู้จักกันแล้วก็มาเป็นเพื่อนกันเถอะฮะ”
เขากะพริบดวงตากลมโต รูม่านตาสีดำเผยให้เห็นถึงความเจ้าเล่ห์
ยากนักที่มู่อวี้เฉิงจะหัวเราะออกมาเช่นนี้
เขารู้ดีว่าเจ้าเด็กแสบมีความคิดแอบแฝง ทว่าเขากลับไม่ได้ปฏิเสธ
เขาชอบเด็กคนนี้มาก
จึงเอื้อมมือออกไปหยิบนามบัตรและพูดอย่างใจเย็น “หลังจากนี้ถ้ามีปัญหาอะไรก็มาหาลุงนะ”
“ขอบคุณครับคุณลุงสุดหล่อ” เสี่ยวเป่ารับนามบัตรมาอย่างมีความสุข
ขณะที่ลู่หมิงยืนแข็งข้างอยู่ด้านข้าง!
เพราะว่าข้อมูลที่ท่านประธานให้ไปล้วนเป็นข้อมูลส่วนตัว!
ตอนที่ 9: ไม่ชอบคลุมถุงชน
หลังจากนั้นไม่นานมู่อวี้เฉิงก็จากไป
เสี่ยวเป่าถือนามบัตรของเขาเอาไว้อย่างมีความสุข
จนกระทั่งตกเย็น ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมารับเสี่ยวเป่า
เสี่ยวเป่ากระโดดโลดเต้นออกมาจากประตูโรงเรียน “หม่ามี้~”
ขาสั้นๆวิ่งเข้าไปหาถงเหมี่ยวเหมี่ยวจนเสียงฝีเท้าดัง ตึกๆ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวจับตัวเจ้าลูกชายเอาไว้ มองดูรอยยิ้มที่สดใสกว่าผิดปกติและถามว่า “วันนี้มีความสุขเหรอ เกิดเรื่องอะไรดีๆขึ้นอีกล่ะจ๊ะ?”
“หม่ามี้ วันนี้ผมเจอคุณลุงด้วย มันดีมากเลย แถมยังหล่อมาก หล่อกว่าผมอีก เสี่ยวเป่าอยากให้คุณลุงเป็นพ่อ” เสี่ยวเป่าเงยหน้ามองดูถงเหมี่ยวเหมี่ยวด้วยสายตาคาดหวัง
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวและลูบผมที่ชี้โด่ชี้เด่อยู่บนหัวของเขา “ลูกมัวแต่คิดเรื่องนี้ไปมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าเกิดเขาไม่อยากเป็นล่ะ?”
“เสี่ยวเป่าเก่งมาก จะมีคนกล้าปฏิเสธได้ยังไง” เสี่ยวเป่าทำปากจู๋
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวไม่ต้องการสานต่อหัวข้อนี้ เธอพาเขาเข้าไปในรถและพูดเปลี่ยนเรื่อง “ไปซื้อของกันเถอะ คืนนี้อยากกินอะไรจ๊ะ?”
เสี่ยวเป่ายังไม่มีสมาธิจดจ่อเพียงพอ ทำให้ความสนใจเบี่ยงเบนไปนึกถึงอาหารอร่อยๆ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยิ้มอ่อนโยนขณะมองดูเสี่ยวเป่าชี้รายการอาหาร
เธอมองว่าคำพูดของเสี่ยวเป่าเป็นเพียงเรื่องตลกของเด็กๆ และไม่ได้เก็บมันมาใส่ใจนัก
…..........................
ณ ห้องทำงานของมู่กรุ๊ป
มู่อวี้เฉิงได้รับโทรศัพท์จากแม่หลังจากที่นั่งลงได้ไม่นาน พวกเขาโทรมานัดหมายให้เขาเข้าไปรับประทานอาหารในร้านอาหารที่ถูกตกแต่งอย่างร่มรื่น
จนกระทั่งเวลาสิบเอ็ดโมงตัว มู่อวี้เฉิงไปปรากฏตัวที่ร้านอาหาร
แต่เขากลับต้องประหลาดใจเมื่อเห็นว่าพ่อแม่ของซ่งอวี่ซีกับซ่งอวี่ซีกำลังรวมอยู่ในห้องอาหารส่วนตัว
วันนี้ซ่งอวี่ซีสวมชุดกระโปรงรัดรูปมีสายคล้องคอสีฟ้าอ่อน ด้านนอกใส่เสื้อครอปกันลมสีน้ำตาลเข้ม
ใบหน้าเล็กขนาดเท่าฝ่ามือถูกแต่งแต้มสีสันอย่างประณีต ผมลอนสีน้ำตาลปลิวไสวไปทางด้านหลัง ดูสง่างามและมีเสน่ห์
“อวี๋เหยียน ไหนๆอวี้เฉิงก็มาแล้ว บอกให้พนักงานมาเสิร์ฟอาหารเถอะ” เจี้ยงไต้เอ๋อ แม่ของซ่งอวี่ซีพูดบอก
เธอยิ้มและมองเพื่อนสนิทที่นั่งฝั่งตรงกันข้าม
ผู้หญิงในวัยสี่สิบกว่าปีดูแลตัวเองอย่างดีจนรูปลักษณ์อ่อนเยาว์ลงเหมือนกับหญิงสาวอายุสามสิบต้นๆเท่านั้น
ลิ่นอวี๋เหยียนที่เป็นแม่ของมู่อวี้เฉิงพยักหน้าเห็นด้วย “ได้”
เธอดูอ่อนวัยกว่าเจี้ยงไต้เอ๋อมาก เธอสวมชุดกี่เพ้าปักลายพระจันทร์เสี้ยวสีทองขาว ใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยสีสันอ่อนๆ ดูมีเสน่ห์เวลาที่พูดคุยและหัวเราะ
คนที่นางอยู่ข้างเธอคือมู่หงจวิ้นหรือพ่อของมู่อวี้เฉิง
ใบหน้าของผู้ชายคนนี้มีความเฉยเมยเหมือนกับมู่อวี้เฉิง แต่กลับดูสง่างามกว่าเล็กน้อย
เขาเหลือบมองมู่อวี้เฉิงที่ยืนอยู่หน้าประตู “มัวยืนทำอะไรอยู่? เจอผู้หลักผู้ใหญ่จะไม่ทักทายเลยหรือไง?”
มู่อวี้เฉิงขมวดคิ้ว หันไปสบตากับสามีภรรยาตระกูลซ่ง อย่างเย็น และพูดด้วยน้ำเสียงเฉยเมยว่า “สวัสดีครับคุณลุงซ่งคุณป้าเจี้ยง”
เขาไม่ได้สนใจไยดีกับสายตาที่คาดหวังของซ่งอวี่ซีที่นั่งอยู่ด้านข้างแม่
ซ่งอวี่ซีมองดูสีหน้าเย็นชาของเขาจากฝั่งตรงข้าม มือสองข้างอยู่ในโต๊ะกำหมัดแน่น แต่มุมปากกลับยกยิ้มอย่างเย้ายวน
ทั้งสองตระกูลเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมาโดยตลอด
ผู้ใหญ่ในครอบครัวทั้งสองต้องการให้พวกเขาแต่งงานปรองดองกันมาตลอดเพื่อกระชับสายสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้น
แต่มู่อวี้เฉิงกลับทำตัวยุ่งมาตลอดและไม่เคยมีทีท่าว่าจะสนใจอะไรเลย
เดิมทีเธอเพียงคิดว่าผู้ชายอย่างมู่อวี้เฉิงเป็นคนน่าเบื่อ ดังนั้นเธอจึงคอยปกป้องผู้ชายคนนี้และรอจนกว่าเขาจะอยากแต่งงาน
แต่การกลับมาของถงเหมี่ยวเหมี่ยวทำให้เธอรู้สึกวิตกกังวล
เธอไม่สามารถปล่อยปละละเลยความคิดของมู่อวี้เฉิงและรอคอยให้เขารู้สึกอยากจะแต่งงานได้อีกต่อไป
หลังจากที่กลับมาในวันนั้น เธอชักชวนพ่อให้นัดทานอาหารมื้อนี้ในทันที
ไม่กี่วินาทีต่อมาพนักงานก็ยกอาหารทั้งหมดเข้ามาเสิร์ฟ
ผู้ใหญ่จากทั้งสองครอบครัวพูดคุยระหว่างมื้ออาหารจนทำให้บรรยากาศดูอบอุ่น
พ่อซ่งมองดูท่านั่งหลังตรงของมู่อวี้เฉิงที่กำลังรับประทานอาหาร รูปลักษณ์ของเขาดูสง่างามจนสุดจะพรรณนา
ยิ่งมองดูมากเท่าไหร่ก็ยิ่งพึงพอใจมากเท่านั้น เขาหัวเราะฮ่าฮ่าและพูดชมเชย “หงจวิ้น อวี้เฉิงของพวกแกเนี่ยฝึกฝนวิชาจากพ่อจนเก่งกว่าพ่อแล้วนะ อายุเท่านี้ยังประสบความสำเร็จขนาดนี้ ทั้งหนุ่มทั้งมีอนาคตจริงๆ! คนแก่อย่างพวกเราเทียบไม่ติดเลย”
“ก็แค่พอใช้ได้น่ะ” มู่หงจวิ้นยิ้มรับอย่างถ่อมตัว แต่สายตากลับมองไปที่มู่อวี้เฉิงอย่างภาคภูมิใจ
ทว่าน้ำเสียงแกมไม่พอใจกลับดังก้องเข้ามาในรูหู “ใช้ได้อะไรกัน เจ้าเด็กบ้านี่เอาแต่ห่วงงาน ฉันไม่เห็นเขาจะสนใจเรื่องตัวเองเลย ปีนี้ก็อายุปายี่สิบเจ็ดแล้วยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนสักที”
ลิ่นอวี๋เหยียนพูดและมองไปที่มู่อวี้เฉิงด้วยสายตาเคืองโกรธ
มู่อวี้เฉิงไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านอะไรและปริปากพูดว่า “ผู้ชายเขาก็มีครอบครัวตอนอายุสามสิบกันทั้งนั้น”
“ก็เพราะว่าพวกเขาต้องเริ่มทำธุรกิจกันก่อนถึงจะคิดมีครอบครัว แต่แกต้องมาเริ่มนั่งทำธุรกิจมั้ยล่ะ?” ลิ่นอวี๋เหยียนพูดตอบโต้อย่างไม่พอใจ
มู่อวี้เฉิงตอบกลับอย่างใจเย็น “ถึงผมจะไม่ต้องเริ่มทำธุรกิจ แต่ผมวางแผนจะขยายมู่กรุ๊ปให้เป็นสามเท่าภายในสิบปี”
“…” ลิ่นอวี๋เหยียนไม่สามารถตอบโต้อะไรได้คราวเมื่อถูกตอบโต้กลับ
เจี้ยนไต้เอ๋อได้จังหวะพูดแทรกขึ้นมา “เป็นผู้ชายรู้จักห่วงหน้าที่การงานมันก็ดี แต่ต้องใส่กับเรื่องราวสำคัญในชีวิตด้วย การอยู่ตัวคนเดียวมันไม่ได้ดีเสมอไป ไม่มีใครมารู้ร้อนรู้หนาวด้วยชีวิตจะเปล่าเปลี่ยวเอานะ”
เธอหันยิ้มให้ลิ่นอวี๋เหยียนอีกครั้ง “อวี๋เฉิงโตขนาดนี้ พวกคนแก่ก็เริ่มกังวลกันแย่แล้วว่าจะได้อุ้มหลานมั้ย?”
“นั่นน่ะสิ พวกคนเฒ่าคนแก่ที่บ้านก็เริ่มถามกันแล้วว่า อวี้เฉิงมีแฟนหรือยัง พอฉันตอบว่ายัง พวกเขาก็หาว่าพวกฉันเป็นพ่อแม่ประสาอะไรไม่รู้จักดูแลลูกให้ดี”
เจี้ยงไต้เอ๋อยิ้มกว้างและถามตามน้ำ “งั้นเธออยากได้คนแบบไหนมาเป็นสะใภ้ให้อวี้เฉิงล่ะ?”
“ฉันว่าหนูอวี่ซีก็เหมาะนะ”
ลิ่นอวี๋เหยียนจ้องมองซ่งอวี่ซีด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูจนไม่สามารถปิดบังได้
“คุณน้าหยอกหนูเล่นอีกแล้วนะคะ” ซ่งอวี่ซีกระทืบเท้าด้วยท่าทีเขินอาย แก้มสวยกลายเป็นสีแดงแปร๊ด
เธออดไม่ได้ที่จะหันไปมองมู่อวี้เฉิงด้วยสายตาชื่นชมและคาดหวัง
มู่อวี้เฉิงรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา
และเข้าใจถึงจุดประสงค์ของการรับประทานอาหารในครั้งนี้ดี จึงพูดตอบอย่างใจเย็นว่า “ผมยังไม่ได้คิดเรื่องแต่งงานเลยครับ”
บรรยากาศโดยรวมเงียบสงัดทันทีเมื่อเขาพูดออกไปเช่นนั้น
รอยยิ้มบนใบหน้าของซ่งอวี่ซีแข็งค้าง ขณะที่ใบหน้าสวยดูน่าเกลียดขึ้นเรื่อยๆ
แม้แต่คู่สามีภรรยาตระกูลซ่งยังรู้สึกอับอาย
ลิ่นอวี๋เหยียนเห็นเช่นนั้นจึงรีบพูดคลี่คลายบรรยากาศ
เธอตำหนิว่า “ถึงแกจะอยากพัฒนาบริษัท แต่ตอนนี้บริษัทมั่นคงมากแล้ว แกควรคิดถึงปัญหาของตัวเองก่อนมั้ย ถึงแกจะไม่รีบแต่พวกฉันรีบ ทำไมแกไม่หัดคิดถึงแม่กับพ่อแกบ้าง ไหนจะคุณปู่แกอีก ดูสิว่าเขาอยากอุ้มหลานจะแย่แค่ไหนแล้ว”
“…”
มู่อวี้เฉิงได้รับการฝึกฝนมาให้ห้ามเถียง จึงไม่สามารถปฏิเสธได้
ลิ่นอวี๋เฉิงพูดต่อ “อวี่ซีเป็นเด็กดี เหมาะสมกับแกในทุกด้าน ทำไมแกถึงไม่เข้าใจอะไรสักที?”
“…” มู่อวี้เฉิงยังคงทำตัวไม่แยแส
เขาไม่ชอบการแต่งงานแบบคลุมถุงชน
เมื่อหลายปีก่อนคุณปู่ของเขาตัดสินใจโดยที่ไม่ได้ปรึกษากันก่อน
แต่ตอนนี้เมื่อลองคิดดูอีกครั้ง…
เขาเม้มปากเป็นเส้นบางและพ่นน้ำเสียงเย็นชาออกมา “แม่ ผมอยากตัดสินใจเรื่องแต่งงานด้วยตัวเอง เพราะงั้นผมไม่รบกวนแม่กับคุณป้าเจี้ยงดีกว่าครับ”
เขาพูดและหยิบผ้าเช็ดปากมาซับที่มุมปาก จากนั้นจึงลุกขึ้นยืนอย่างไม่แยแส “ผมกินเสร็จแล้ว ที่บริษัทยังมีงานต้องทำต่อ ผมขอตัวก่อนนะครับ”
ตอนที่ 10: เธอจะไม่มีทางเข้าไปพัวพัน
ซ่งอวี่ซีมองดูเขาเดินจากไป ขณะที่มือข้างหนึ่งกำตะเกียบเอาไว้แน่นจนผิวหนังกลายเป็นสีขาวซีด
หากไม่ใช่เพราะตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในที่สาธารณะ เธอคงจะแสดงสีหน้าน่าเกลียดน่ากลัวออกมา
เธอเหลือบมองลิ่นอวี๋เหยียนที่กำลังขุ่นเคืองและแสร้งทำเป็นเศร้าใจ “คุณน้าลิ่น ลืมเรื่องนี้ไปเถอะค่ะ หนูว่าอวี้เฉิงคงจะไม่ชอบหนูหรอกค่ะ”
ลิ่นอวี๋เหยียนจะเห็นชอบได้อย่างไร
เพราะซ่งอวี่ซีเป็นผู้สมัครคนโปรดของเธอ
เธอปลอบใจ “อวี่ซี หนูอย่าเพิ่งถอดใจสิจ๊ะ ตอนนี้เจ้าเด็กอวี้เฉิงกำลังมุ่งมั่นไปที่การงาน ยังไม่เข้าใจอะไร รอให้เขาคิดได้ก่อนเถอะ อีกอย่างน้าน่ะชอบหนู รู้จักหนูมานานแล้วและอยากได้หนูมาเป็นลูกสะใภ้!”
“จริงเหรอคะ?” ดวงตาของซ่งอวี่ซีเป็นประกายทันที
เธอรู้สึกราวกับมีความหวังอีกครั้ง
ลิ่นอวี๋เหยียนยิ้มและพยักหน้า “จริงสิจ๊ะ ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวน้าช่วยเอง”
หมู่อวี้เฉิงไม่รู้ถึงแผนการที่ก้าวหน้าไปไกล
เขากลับออกไปสะสางงานที่บริษัทต่อ
ต่อมาเขาได้รับสายโทรศัพท์จากเฮ่อจิ่นเหยียน เพื่อนสนิทที่โทรมาชวนไปดื่มเหล้า
และเขาเองก็ไม่ได้ปฏิเสธเช่นกัน
….....................
เช้าวันรุ่งขึ้น ถงเหมี่ยวเหมี่ยวไปส่งเสี่ยวเป่าที่โรงเรียนอนุบาลและรีบเข้ามาที่บริษัท
หลังจากเธอเข้ามานั่งห้องทำงานได้ไม่นาน พนักงานคนหนึ่งก็เดินมาเคาะประตู “ผู้จัดการคะ รองผู้จัดการป่วยขอลาหยุดหนึ่งวันค่ะ เดิมทีรองผู้จัดการต้องไปเซ็นสัญญาที่มู่กรุ๊ป แต่ตอนนี้ไม่มีใครไปแทนเขาได้ ผู้จัดการคิดว่า…”
“เข้าใจแล้ว ฉันจะไปแทนรองผู้จัดการเอง คุณออกไปได้”
“ค่ะ” พนักงานเดินจากไปด้วยความโล่งอก
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก
เดิมทีเธอคิดว่าหลังจากเสร็จสิ้นโครงการแล้ว เธอจะไม่ต้องเจอหน้ามู่อวี้เฉิงอีก
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเธอจะมั่นใจเรื่องนี้เร็วเกินไป
สุดท้ายแล้วถึงเธอจะรู้สึกฝืนใจแต่ก็ยังรับเอกสารสัญญาไปลงนามที่มู่กรุ๊ปอยู่ดีเพราะนั่นเป็นหน้าที่ที่เธอต้องรับผิดชอบ
เมื่อมาถึงสำนักงานของมู่กรุ๊ป
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเงยหน้ามองตึกที่สูงตระหง่านราวกับ พุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า
ถูกล้อมรอบไปด้วยอาคารหลายตึก แต่กับไม่มีอาคารไหนสง่างามเท่ากับตึกที่อยู่ตรงหน้าเธอ
ตัวอาคารที่อยู่ภายใต้แสงแดดสีทองเปล่งประกายสวยงาม
หลังจากนั้นไม่นานถงเหมี่ยวเหมี่ยวจึงเดินเข้าไปที่แผนกต้อนรับและพูดอย่างใจเย็นว่า “สวัสดีค่ะ ฉันมาพบท่านประธานค่ะ”
น้ำเสียงของเธอดึงดูดความสนใจอย่างมากเมื่อพูดประโยคดังกล่าวออกมา
หญิงสาวที่แผนกต้อนรับมองดูถงเหมี่ยวเหมี่ยวด้วยความสงสัยและถามตามขั้นตอนว่า “ได้นัดเอาไว้หรือเปล่าคะ?”
“ไม่ค่ะ แต่ฉันมาจากบริษัทสตีเฟน” ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพูดรายงานตัว
หญิงสาวร่างน้อยที่แผนกต้อนรับตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งและพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นคุณผู้หญิงรอสักครู่นะคะ ฉันจะไปแจ้งเจ้านายให้ค่ะ”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวพยักหน้าและหันไปมองรอบๆ
ต้องบอกว่าแผนกต้อนรับของทางมู่กรุ๊ปมีความเป็นมนุษยธรรมสูงมาก
มีพื้นที่สำหรับรับแขกและมีห้องน้ำโดยเฉพาะ
การตกแต่งก็อลังการงานสร้างมากเช่นกัน
ผู้คนมากมายที่เดินเข้าเดินออกมีรอยยิ้มฉายถึงความมั่นใจปรากฏอยู่บนใบหน้า
ขณะที่กำลังมองดูอยู่นั้น เสียงของพนักงานต้อนรับก็ดังขึ้น “คุณผู้หญิงเชิญทางนี้เลยค่ะ” เธอชี้ทางให้ถงเหมี่ยวเหมี่ยว
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวขอบคุณและเดินจากไป
เธอเดินออกมาจากลิฟต์และเห็นว่าลู่หมิงยืนอยู่ข้างหน้าประตู จึงพยักหน้าให้เบา ๆ “ผู้ช่วยลู่”
“ผู้จัดการถง ท่านประธานกำลังรออยู่ในห้องทำงานครับ”
ลู่หมิงพาถงเหมี่ยวเหมี่ยวเข้าไปในห้องทำงาน
เขาเคาะประตู “ท่านประธาน ผู้จัดการถงมาแล้วครับ”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเดินเข้ามาและเห็นว่าเขานั่งตัวตรงอยู่บนโต๊ะด้วยสีหน้ามุ่งมั่น
แสงแดดสีทองจากทางด้านหลังส่องประกายตกลงมากระทบกับร่างกายของเขา ใบหน้าด้านข้างเกิดส่วนเว้นส่วนโค้งอย่างสมบูรณ์แบบจนยากที่จะละสายตาออกไป
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวตกอยู่ในภวังค์ขณะที่เผลอสบตาเข้ากับดวงตาลุ่มลึกโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว
เธอลดระดับสายตาลงทันทีราวกับว่าหวาดกลัว
เธอทำหน้านิ่งราวกับพยายามปกปิดจิตใจที่กระสับกระส่ายและพูดเข้าประเด็น “ฉันแวะมาเซ็นเอกสารค่ะ ประธานมู่อยากจะอ่านสัญญาอีกรอบไหมคะ?”
มู่อวี้เฉิงส่งเสียงฮึมฮัมและเดินออกมาจากโต๊ะทำงาน
เขาสั่งให้ลู่หมิงออกไปเตรียมน้ำชาและโบกมือให้ ถงเหมี่ยวเหมี่ยวนั่งลงบนโซฟา
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวนั่งลงและส่งเอกสารให้
มู่อวี้เฉิงเดินเข้ามาและพลิกหน้าเอกสารดูคร่าวๆ
ขณะเดียวกันลู่หมิงกำลังนำน้ำชามาเสิร์ฟ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวขอบคุณเขา จากนั้นจึงมองไปที่มู่อวี้เฉิงที่ยังคงสงบนิ่งและมีความเป็นมืออาชีพ ก่อนจะพูดถึง พันธสัญญาว่า “ตัวสัญญาไม่น่ามีปัญหาอะไร ส่วนทางด้านเทคโนโลยี หากหลังจากนี้เกิดปัญหาอะไร ทางเราจะส่งทีมงานมืออาชีพมาดูแลถึงที่ให้ค่ะ”
เธอพูดและมองดูมู่อวี้เฉิงที่เพิ่งอ่านสัญญาเสร็จ
“ดีมาก วันนี้ผมจะโอนเงินไปให้ครับ”
เขาวางเอกสารสัญญาลง หยิบปากกาหมึกซึมที่ถูกสั่งทำขึ้นมาเป็นพิเศษออกมาจากกระเป๋าเสื้อและตวัดมือลงนามอย่างกระฉับกระเฉง
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวมองดูลายเซ็นสละสลวยด้วยสายตา ชื่นชม
เธอพยักหน้า “ฉันจะส่งคนไปตรวจสอบ หวังว่าหลังจากนี้ความร่วมมือของเราจะผ่านไปด้วยดีนะคะ”
“หวังว่าอย่างนั้นเช่นกันครับ” มู่อวี้เฉิงตอบรับเบาๆ
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวเห็นว่าธุระของเธอเสร็จสิ้นแล้วและไม่ได้วางแผนที่จะอยู่ต่อจึงเดินกลับออกไป
แต่หลังจากเดินกลับออกมาแล้ว ถงเหมี่ยวเหมี่ยวกลับคิดไม่ถึงว่าจะได้เจอซ่งอวี่ซีที่หน้าประตู
เดิมทีเธอต้องการแสร้งทำเป็นไม่รู้จักอีกฝ่าย แต่กลับดูขวางเอาไว้
“ถงเหมี่ยวเหมี่ยว ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
ซ่งอวี่ซีเดินเข้ามาหาถงเหมี่ยวเหมี่ยวด้วยหน้าถมึงทึง กัดฟันและถามว่า “เธอคิดจะเข้ามาพัวพันอวี้เฉิงสินะ? ฉันขอเตือนเธอไว้ก่อนว่าให้อยู่ห่างๆ ตอนนี้เขาเป็นของฉันแล้ว!”
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกเจ็บแปล๊บในใจทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น
เธอมองดูซ่งอวี่ซีด้วยสีหน้าเรียบนิ่งและพูดออกมาอย่างเฉยชา “เธอก็คิดมากจัง ฉันแค่มาทำธุระเอง อีกอย่าง…”
เธอหยุดพูดก่อนจะยกยิ้มมุมปากราวกับกำลังประชดประชัน “ฉันไม่คิดจะเป็นมือที่สามทำลายครอบครัวของคนอื่นหรอกนะ”
“เธอหมายความว่ายังไง?” ซ่งอวี่ซีจ้องเขม็งไปที่ ถงเหมี่ยวเหมี่ยว
เธอรู้สึกว่าหล่อนกำลังพูดพาดพิงเรื่องราวบางอย่างอยู่
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยักไหล่ ยิ้มเยาะและพูดว่า “ไม่ได้หมายความว่าอะไร ฉันก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อย เธอไม่เห็นจำเป็นจะต้องอ่อนไหวกับเรื่องนี้เลยนี่”
“ถงเหมี่ยวเหมี่ยว!” ซ่งอวี่ซีกัดฟันแน่น
แต่ก่อนที่เธอจะตอบโต้อะไร ถงเหมี่ยวเหมี่ยวยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาและพูดดูถูกว่า “ถ้าคุณซ่งจะกังวลขนาดนี้ ฉันขอแนะนำเป็นการส่วนตัวว่าให้ตามไปเฝ้ามู่อวี้เฉิงตลอดทั้งวันเลยน่าจะดีกว่า ฉันยังมีอย่างอื่นที่ต้องทำต่อ ขอตัวล่ะ”
เธอและเดินผ่านซ่งอวี่ซีไปโดยไม่ได้หันกลับไปมอง
ซ่งอวี่ซีจ้องมองแผ่นหลังของถงเหมี่ยวเหมี่ยวด้วยสายตามืดมน
เธอกัดฟันจ้องเขม็งจนดูน่ากลัว
ถงเหมี่ยวเหมี่ยว หวังว่ามันจะเป็นความร่วมมือจริงๆอย่างที่เธอพูดนะ ไม่อย่างนั้นฉันไม่ปล่อยเธอไปแน่!
…...................
ถงเหมี่ยวเหมี่ยวขับรถกลับมาด้วยอารมณ์ที่ขุ่นเคือง
ถึงแม้ว่าวันเวลาจะผ่านพ้นมานานหลายปี แต่เธอกลับยังรู้สึกไม่พอใจทุกครั้งที่เห็นหน้าซ่งอวี่ซี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนึกถึงตอนที่หล่อนกับมู่อวี้เฉิงใช้เวลาร่วมกัน
ในเมื่อทั้งสองคนมีใจให้กันมาตั้งแต่แรก แล้วทำไม มู่อวี้เฉิงถึงตกลงปลงใจมาหมั้นหมายกับเธอ
ถ้าเขาบอกเธอ เธอจะไม่มีทางเข้าไปพัวพันกับเขา และจะยุติการหมั้นหมายกับเขา!
จบตอน
Comments
Post a Comment