แพทย์หญิงจากศตวรรษที่21 ตายแล้วมาอยู่ในร่างของหญิงสาวชื่อ หลี่หนิงเซียน ในยุค70 ซึ่งมีนิสัยต่างกับเธอโดยสิ้นเชิง เธอต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตในร่างใหม่ แก้ไขปัญหาที่ร่างเดิมก่อไว้ และปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่แตกต่างไปจากเดิม
บทที่ 1: เธอมาอยู่ในร่างใหม่
หญิงสาวสัมผัสได้ว่าร่างของเธอเบาขึ้น รู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่กำลังดึงร่างของเธอขึ้นจากน้ำ แรงดึงมากพอช่วยเธอให้หลุดพ้นจากพันธนาการหนักอึ้ง พันธนาการที่ทำให้ร่างกายเธอจมลงใต้พื้นน้ำ ในที่สุดร่างของเธอก็ถูกพาขึ้นบนฝั่ง แม้จะทุลักทุเลไปบ้าง
“กงชุน! นายบ้าไปแล้วเหรอ จะช่วยเธอทำไม ปล่อยให้ตายๆไปเถอะ! มีชีวิตอยู่ก็มีแต่จะสร้างปัญหาให้คนอื่น!”
“นั่นสิ ทำไมถึงได้โง่งมนัก!”
“พูดอะไรกัน นี่มันชีวิตคนทั้งคนเลยนะ! ยิ่งกว่านั้นเธอยังเป็นเมียของกงชุนอยู่นะ!”
“กงชุน! รีบช่วยเมียนายเร็ว! ดูสิ หน้าซีดเชียว ถ้าไม่รีบช่วย เธอต้องตายแน่!”
หญิงสาวรู้สึกตัวขึ้นมาท่ามกลางเสียงวุ่นวายรอบข้าง ดวงตาของเธอหนักอึ้งทำได้เพียงหรี่มอง เธอพยายามมองสิ่งรอบตัว แต่สายตาเธอยังพร่ามัวมองไม่ค่อยเห็นอะไร
ทันใดนั้น ใบหน้าของชายหนุ่มคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า เขามีใบหน้าที่หล่อเหลา และดูสง่างาม เธอจ้องมองชายหนุ่มก่อนความเจ็บปวดจะแล่นผ่านร่างกายของเธอ ชายคนนั้นกำลังกดหน้าอกของเธออย่างแรง ทำให้เธอสำลักน้ำออกมา ความเจ็บปวดทำให้เธอมีเหงื่อผุดขึ้นมาตามกรอบหน้า
ก่อนชายหนุ่มจะประกบปากกับเธอ เป่าลมหายใจเข้าไปในปอดของเธอ หญิงสาวรู้สึกถึงลมหายใจเย็นๆที่พุ่งเข้าสู่ร่างกาย ช่วยให้เธอหายใจได้สะดวกขึ้น
เสียงอุทาน และคำพูดแปลกๆดังขึ้นรอบตัวเธอ ขณะที่เธอค่อยๆลืมตาขึ้นจนเห็นภาพเบื้องหน้าชัดเจน
“เธอรอดแล้ว” เสียงหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงผิดหวัง
“น่าเหลือเชื่อจริงๆ เธอดวงแข็งเกินไปแล้ว” อีกเสียงเสริม
หญิงสาวรู้สึกสับสน เธอจำได้ว่าตัวเองถูกทำร้ายที่โรงพยาบาล แต่ทำไมถึงได้ยินคนพูดแบบนี้? ทำไมพวกเขาถึงดูเสียใจที่เธอรอดชีวิต? ความรู้สึกเจ็บปวด และสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ เธอมองไปรอบๆ แต่ภาพตรงหน้ากลับไม่คุ้นเคย
“ฉันอยู่ที่ไหน? เกิดอะไรขึ้น?” หญิงสาวถามเสียงแผ่ว ขณะที่ความสงสัย และความกลัวเริ่มเข้าครอบงำจิตใจ
หญิงสาวค่อยๆลืมตาขึ้น ความปวดหนึบในศีรษะทำให้เธอรู้สึกมึนงง เธอพยายามลูบขมับเบาๆ และค่อยๆยันตัวลุกขึ้นนั่ง ตอนนั้นกลับมีเสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นจากด้านข้าง ทำให้เธอสะดุ้งตกใจ
“ฟื้นแล้วก็อย่าเพิ่งขยับมาก” เขาพูดด้วยน้ำเสียงห่วงใย “ถ้าคิดจะทำอะไรโง่ๆอีก ฉันคงช่วยไม่ทันแล้วล่ะ”
หญิงสาวหันไปมองต้นเสียง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นว่าเป็นชายหนุ่มรูปงามที่ช่วยชีวิตเธอไว้ แม้เสื้อผ้าของเขาจะดูเก่า และมีรอยปะชุน แต่ก็ไม่อาจบดบังเสน่ห์อันล้นเหลือของเขาได้
“ขอบคุณที่ช่วยฉันไว้นะคะ” เธอพูดเสียงแผ่ว พลางมองเขาอย่างซาบซึ้ง ดวงตาคมกริบของชายหนุ่มจ้องมองมาที่เธออย่างดุดัน หญิงสาวรู้สึกสับสนกับสถานการณ์ตรงหน้า ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้
“ที่หลังจะทำอะไรก็ระวังตัวบ้าง”
“ขอโทษนะคะ คุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไรหรือคะ?” เธอถามอย่างสุภาพ พยายามทำความเข้าใจเรื่องราว แต่กลับไม่พบอะไรในความทรงจำของเธอเลย
ส่วนชายหนุ่มเขาถอนหายใจอย่างหงุดหงิด ก่อนจะพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เธอรู้ดีว่าฉันหมายถึงอะไร ฉันไม่มีเวลามาเสียไปเพราะเรื่องไร้สาระแบบนี้หรอกนะ”
เขาลุกขึ้นยืนอย่างฉุนเฉียว ก่อนจะเดินมาอุ้มหญิงสาวขึ้น แล้วพาเธอตรงออกจากกลุ่มคนมากมายที่มุงอยู่ โดยที่หญิงสาวยังคงสับสนไม่เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น ได้แต่ปล่อยให้ชายหนุ่มอุ้มเธอเดินมาจนถึงห้องในบ้านหลังหนึ่ง
หลังวางเธอลงบนเตียง เขาก็เดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว และปิดประตูดังสนั่น จนฝุ่นบนเพดานร่วงลงมา เสียงประตูทำให้หญิงสาวสะดุ้งตกใจ เมื่อตั้งสติอารมณ์ได้ เธอก็มองไปรอบๆห้องด้วยความประหลาดใจ
“นี่มัน…มันอะไรกัน…” เธอพึมพำ และยังคงงุนงงกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น พยายามสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัว แต่ร่างกายยังอ่อนแรงจนแทบทรงตัวไม่อยู่ เธอยันตัวไว้ด้วยมือทั้งสองข้างเพื่อไม่ให้ตัวเธอล้มลงไป
สายตากวาดมองไปรอบๆห้อง เห็นผนังดินที่มีรอยแตกร้าว คานบ้านเก่าดำเพราะควัน มีสมุนไพรแขวนอยู่เหนือศีรษะ เธอนั่งอยู่บนเตียงไม้ที่ปูด้วยเสื่อเก่าๆ มีผ้านวมคลุมร่างกายอยู่ ทั้งห้องดูมืดสลัวเพราะหน้าต่างถูกปิดด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์
ของเพียงชิ้นเดียวในห้องคือกระจกกลมเล็กๆที่ติดอยู่บนผนัง มีสัญลักษณ์ดาวสีแดงพิมพ์อยู่บนนั้น ความคิดแล่นเข้ามาในหัว หรือว่าเธอถูกลักพาตัว แค่คิดเธอรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที
พยายามนึกทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้ แต่ความทรงจำกลับว่างเปล่า ไม่มีอะไรที่เชื่อมโยงมาถึงเหตุการณ์นี้ได้เลย ตอนนี้คิดได้เพียงเธอต้องหาทางออกจากที่นี่ให้ได้โดยเร็วที่สุด
หญิงสาวมองดูตัวเองยิ่งพบความแปลกใจ เสื้อผ้าที่สวมใส่ช่างแปลกตาไปจากปกติ เสื้อลายดอกไม้ตัวหลวมโพรก กับกระโปรงผ้าสีเข้ม ที่ปกคลุมร่างกายที่ดูเหมือนไม่ใช่ร่างกายของเธอ มีบางอย่างที่เธอรู้สึกผิดปกติกับร่างกายนี้
เธอรู้สึกสับสน และตกใจกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเอง ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้? ความคิดสับสนวุ่นวายในหัว พร้อมกับความเจ็บปวดที่แล่นขึ้นมาจากศีรษะราวกับมีอะไรบางอย่าง กำลังแทรกเข้ามาในความทรงจำ
หญิงสาวพยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้ร้องไห้ออกมา แต่ความสับสน และความกลัวก็เริ่มแทรกซึมเข้ามาจิตใจ เธอต้องหาคำตอบให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่
หญิงสาวค้นพบว่าสิ่งที่เพิ่มมาในความทรงจำของเธอ คือการที่เธอได้มาอยู่ในร่างใหม่ ในสถานที่แปลกตา เมื่อมองที่ปฏิทินบนผนัง เธอถึงกับช็อก วันที่10 มีนาคม 1978 นี่คือตัวเลขที่เปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล เธอย้อนเวลาจากปัจจุบันถึงสี่สิบปี!
เธอเป็นแพทย์ชื่อดังในศตวรรษที่21 แต่ถูกคนไข้คลุ้มคลั่งแทงจนเสียชีวิต แล้วก็มาฟื้นอยู่ในร่างของหญิงสาวในหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ และยังเป็นช่วงปลายยุค70 ที่แตกต่างจากช่วงเวลาเดิมของเธอมาก
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ร่างใหม่ของเธอเป็นคนที่มีนิสัยไม่ดี เกียจคร้าน ซึ่งตรงข้ามกับตัวตนของเธอโดยสิ้นเชิง ร่างนี้ชื่อหลี่หนิงเซียน อายุ20ปี มีชื่อเหมือนกับเธอราวกับเป็นคนเดียวกัน
แต่น่าเสียดายที่หญิงสาวคนนี้สร้างแต่ความเดือดร้อน และทำให้ชื่อของตัวเองมัวหมอง ครอบครัวของหลี่หนิงเซียนประสบโศกนาฏกรรมเมื่อไม่กี่ปีก่อน หลังบิดามารดาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ปัจจุบันเธออาศัยอยู่กับคุณปู่ และพี่ชายที่อายุมากกว่าเธอสิบปี
คุณปู่ของหลี่หนิงเซียนเป็นอดีตทหารผ่านศึก ร่างกายทรุดโทรมจากการต่อสู้ในสงคราม ส่วนพี่ชายของเธอเป็นคนที่ต้องรับภาระดูแลครอบครัวที่ยากจน และน้องสาวที่ไม่เอาไหนแบบหลี่หนิงเซียน ทำให้ไม่มีโอกาสสร้างครอบครัวของตนเอง
ถึงแม้จะเผชิญกับความยากลำบาก แต่ครอบครัวของหลี่หนิงเซียนก็ยังคงอยู่เคียงข้างกัน พยายามฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกัน เป็นครอบครัวที่อบอุ่น
คุณปู่ของหลี่หนิงเซียนตัดสินใจจะจัดการเรื่องงานแต่งให้หลานสาว โดยอาศัยบุญคุณเก่าที่เคยช่วยชีวิตกงเหอไว้ เขาจึงขอให้หลานชายของตระกูลกงแต่งงานกับหลานสาวของตน แม้ว่าเธอจะไม่ค่อยมีความสามารถในการทำงานหรือหาเลี้ยงชีพ
กงชุนหลานชายของกงเหอเป็นทหาร และได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเป็นประจำ คุณปู่ของหลี่หนิงเซียน จึงคิดว่านี่เป็นโอกาสดีสำหรับหลานสาว ในขณะเดียวกันก็เป็นการจัดหาคู่ครองให้หลานสาวด้วย เขารู้สึกว่าได้ทำหน้าที่แทนพ่อแม่ของหลานที่เสียชีวิตไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม หลี่หนิงเซียนกลับไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจนี้ เธอรู้สึกว่าคุณปู่ลำเอียง และมีทัศนคติที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้หญิง จึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงการแต่งงานที่ถูกจัดเตรียมไว้นี้
หลี่หนิงเซียนเป็นหญิงสาวที่มีความทะเยอทะยานอยากใช้ชีวิตในเมือง เธอไม่สนใจการแต่งงานกับหลานชายคนรองของตระกูลกง ตามที่คุณปู่เป็นคนจัดการให้ แล้วแอบไปสร้างความสัมพันธ์กับตงเหวิน ชายหนุ่มที่มาทำงานในหมู่บ้าน
ด้วยความต้องการชีวิตที่หรูหรา หลี่หนิงเซียนจึงใช้จ่ายเงินของครอบครัวอย่างสิ้นเปลือง และยังกระทำสิ่งไม่ดีต่างๆเช่น การหลอกลวง และขโมยเงิน รวมถึงเงินของตระกูลกง เธอก็ยังนำไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และทุ่มเทให้กับคนรักลับๆอย่างตงเหวิน
หญิงสาวย้อนนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นกับหลี่หนิงเซียน ตอนก่อนที่เธอจะฟื้นขึ้นมาในร่างนี้…
บทที่ 2: จมลงใต้ผืนน้ำ
เสียงระฆังดังก้องกังวานไปทั่วหมู่บ้านไป๋หลาน ในช่วงเวลาที่ขบวนส่งคนงานที่ได้ไปทำงานในเมือง มุ่งหน้าสู่ทางขึ้นสะพานใหญ่ ผู้คนที่ร่วมเดินทางในขบวนเบียดเสียดกันแน่นขนัด ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น มีเสียงร้องเรียกอย่างสิ้นหวังดังขึ้น
“ตงเหวิน! ตงเหวิน! อย่าทิ้งฉันไปนะ!” หลี่หนิงเซียนตะโกนสุดเสียง ก่อนจะร่ายยาวถึงเรื่องคำสัญญา “เราสัญญากันไว้แล้วว่าถ้าฉันทำให้คุณได้ใบรับรองความกล้าหาญ คุณจะแต่งงานกับฉัน! แล้วทำไมคุณถึงทิ้งฉันไว้ข้างหลังแบบนี้! คุณทิ้งฉันไปโดยไม่สนใจที่จะรักษาสัญญาแบบนี้ไม่ได้นะ!”
ท่ามกลางฝูงชนที่หนาแน่น หลี่หนิงเซียนกำลังวิ่งแทรกผู้คนเพื่อพาร่างของตนไปข้างหน้า แม้จะชนใครเธอก็ไม่สนใจ ขอเพียงไล่ตามคนที่กำลังทิ้งเธอไปให้ทันก็พอ
“ใครกันนะ น่ารำคาญจริง จะเบียดอะไรนักหนา ไม่เห็นรึไงว่ามีเด็กอยู่ข้างหน้า!” เสียงบ่นดังขึ้นจากหนึ่งในกลุ่มคนที่อยู่ในขบวน
“อย่าพูดไป นั่นลูกสาวบ้านตระกูลหลี่ เธอกำลังวิ่งตามตงเหวินอยู่” เสียงห้ามปรามพร้อมพูดถึงเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างชัดเจนดังขึ้น ก่อนตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายของผู้คนที่ได้ยินเรื่องราว
“แบบนี้ใครจะอยากแต่งด้วย แต่งงานไปก็เป็นภาระ”
“ก็หลี่หวังนะสิ ตามใจหลานจนเสียคน”
“นั่นสิ ใช้เรื่องบุญคุณที่เคยช่วยกงเหอไว้ บังคับให้เขาส่งหลานชายมาแต่งงานกับหลานสาวของตัวเองแบบนี้ ช่างน่าอายจริงๆ”
“ถ้าไม่รีบหาทางให้แต่งงานไป ก็คงไม่มีใครอยากแต่งด้วย” เสียงวิพากษ์วิจารณ์ยังคงดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย
ท่ามกลางคนมากมายที่พูดถึงหลี่หนิงเซียน แต่เธอกับไม่สนใจมุ่งมั่นเพียงจะไปให้ถึงจุดหมายเบื้องหน้า โดยไม่สนใครหรืออะไรทั้งนั้น
“ตงเหวิน! อย่าทิ้งฉันไป!” เสียงร้องที่ดังพร้อมน้ำเสียงที่ดูอาลัยอาวรณ์ดังขึ้นท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์
“มีสามีแต่ก็ยังวิ่งตามชายอื่น ช่างน่าเวทนายิ่งนัก”
“อย่าพูดไป เดี๋ยวก็โดนเธอเล่นงานหรอก”
“เป็นลูกหลานฉันคงต้องจับขังไว้ในบ้านจะได้ไม่ออกมาสร้างความอับอายแบบนี้”
“ไหนพวกเราสัญญากันไว้ว่า ถ้าฉันหย่าคุณจะแต่งงานกับฉัน แล้วทำไมถึงทำกับฉันแบบนี้! ฮือๆๆ…” หลี่หนิงเซียนปล่อยโฮออกมาอย่างน่าเวทนา โดยที่ไม่ได้ฟังเลยว่าคนรอบตัวพูดอะไรถึงเธอบ้าง ราวกับที่นี่มีเพียงเธอ และคนรักที่เดินจากไป
ผู้คนรอบข้างต่างมองเธอด้วยสายตาดูแคลน สมเพชเวทนา เมื่อได้ยินถ้อยคำที่หลุดออกมาจากปากหญิงสาว คำพูดของเธอช่างลดคุณค่าในตัวเองลงอย่างหน้าไม่อายเสียจริง
ในตอนนั้นมีหญิงสาวสองคนสบตากัน อย่างรู้ใจแววตาเต็มไปด้วยเล่ห์กล ก่อนจะหันไปมองทางหลี่หนิงเซียน
“เสี่ยวหนิงมาหาป้าเร็ว ตงเหวินเอาของมาฝากไว้ให้เยอะแยะเลย” หญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยปาก เรียกหลี่หนิงเซียนที่เอาแต่ทำเรื่องโง่เง่าให้เข้าไปหา
หลี่หนิงเซียนเมื่อได้ยินชื่อคนรักของตน ดวงตาก็เป็นประกาย จากที่จะวิ่งไปข้างหน้าก็หันกลับวิ่งไปที่ทางขึ้นสะพานอย่างรวดเร็ว
“ป้าหวังตงเหวินซื้ออะไรมาฝากหนูบ้าง…” ยังไม่ทันจะพูดจบหลี่หนิงเซียนที่วิ่งมาด้วยความเร็วก็เสียหลักพลัดตกจากสะพานลงไปในน้ำ เพราะหญิงสาวสองคนที่ยืนอยู่ที่ทางขึ้นสะพานขยับเข้ามายืนใกล้ จนหลี่หนิงเซียนที่วิ่งเข้ามาหาพวกเธอเกือบชน เธอจึงเบี่ยงตัวหลบจนก้าวพลาด ร่วงลงน้ำอย่างที่คนโดยรอบเห็น
“ช่วยด้วย ช่วยด้วย! …” น้ำไหลทะลักเข้าสู่ร่างกายของหลี่หนิงเซียนทำให้เธอหายใจไม่ออก เจ็บปวดบริเวณอก หญิงสาวมองไปรอบๆอย่างสับสน เห็นเพียงเงาร่างมากมายยืนอยู่ริมฝั่ง
แต่กลับไม่มีใครคิดจะลงมาช่วยเหลือเธอ เรื่องนี้ยิ่งทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวด และเศร้าใจ ในช่วงเวลาที่เธอกำลังจะจมลงใต้ผืนน้ำ กับไร้เงาคนที่หวังดี คิดช่วยเหลือเธอ ความหนาวเหน็บของน้ำแทรกผ่านร่างกายจนถึงไขกระดูก
สติของหลี่หนิงเซียนใกล้หมดลงทุกขณะ ความเจ็บปวดรวดร้าวเหมือนมีหินก้อนใหญ่ทับอยู่บนอก ยิ่งทำให้เธอหายใจไม่ออก ภาพเบื้องหน้าเลือนรางสุดท้ายสติของเธอก็เริ่มเลือนหายไป
ก่อนจะหมดสติสิ่งที่เธอสัมผัสได้ มีเพียงความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง ราวกับถูกจองจำในห้วงแห่งความมืดมิด โดดเดี่ยวไร้คนช่วย เหมือนเธอกำลังจมลงในฝันร้ายที่หาทางตื่นไม่เจอ ความทรงจำสุดท้ายแสนเลวร้ายสลักลึกลงในจิตใจของหญิงสาว
เพราะอะไรเธอถึงมาจบชีวิตในแม่น้ำที่เยือกเย็น อย่างโดดเดี่ยวเช่นนี้ ความสงสัยก่อตัวขึ้นเพียงชั่วครู่ สุดท้ายสติของหลี่หนิงเซียนก็เลือนหายไปจนหมด พร้อมร่างที่จมลงในสายน้ำอันเย็นยะเยือก…
หญิงสาวลูบหน้าผากอย่างจนปัญญา รู้สึกว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ช่างเหลือเชื่อเหลือเกิน แค่เพราะตงเหวินคนรักของหลี่หนิงเซียน ได้รับโอกาสให้เข้าทำงานในเมือง แล้วเขาตัดสินใจทิ้งหลี่หนิงเซียนไปโดยไม่ลังเล ทำให้ความหวังของเธอพังทลายลง เธอก็วิ่งโง่ๆตกลงไปในน้ำจนตาย ช่างเป็นคนที่น่าอนาถโดยแท้
แม้ตอนนี้เธอจะได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้ แต่หญิงสาวก็ไม่อาจยอมรับร่างนี้ได้ สิ่งที่ร่างนี้กระทำต่างจากสิ่งที่เธอเป็นราวฟ้ากับเหว ทำไมเธอต้องมาทนรับชะตาที่เลวร้ายแบบนี้แทนคนอื่นด้วย เธอทำไม่ดีตรงไหนสวรรค์ถึงลงโทษเธอแบบนี้
หญิงสาวรู้สึกสิ้นหวังกับสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ แต่สุดท้ายเธอต้องทำใจยอมรับความจริง และหาทางปรับตัวในโลกใบใหม่นี้ เพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้สินะ ตอนนี้เธอไม่ใช่แพทย์สาวแบบเดิมอีกแล้ว แต่เธอคือหลี่หนิงเซียนชาวบ้านธรรมดาธรรมดา
อีกด้านหนึ่งของบ้านมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังพูดคุยกันอยู่ หนึ่งในนั้นคิดที่จะลงมือทำบางอย่าง
“กงหยาง นายจะทำร้ายเธอจริงๆหรือ? เธอเป็นภรรยาของพี่ชายนายนะ” เสียงหญิงสาวถามด้วยความกังวลกับเรื่องที่ตัวเองรับรู้
“ฮึ! เธอไม่ใช่ญาติฉันเสียหน่อย ถ้าไม่กำจัดเธอไป เธอก็จะคอยรบกวนพี่ชายฉันไม่จบสิ้น” กงหยางตอบกลับอย่างเย็นชา
“แต่ว่า... มันไม่ถูกต้องนะ…” อีกฝ่ายพยายามทัดทาน
“พอกันที ถ้ากลัวก็ไปไกลๆ อย่ามาขัดขวางทางฉัน!” กงหยางตวาดไล่ ก่อนจะได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้นมาจากประตู ทำให้คนที่คุยกันชะงัก และหันไปมอง…
หลี่หนิงเซียนรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เธอพยายามลุกขึ้นจากเตียงไม้ด้วยความยากลำบาก เธอค่อยๆลากตัวเองไปที่ประตูอย่างทุลักทุเล ก่อนจะหอบหายใจ ก่อนจะเห็นควันหนาทึบพวยพุ่งเข้ามาตามช่องประตู ทำให้เธอตกใจสุดขีด
ด้านนอกตัวบ้านมี เด็กๆที่กำลังวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงจากสิ่งที่พวกตนพึ่งลงมือทำไป เหลือเพียงเด็กร่างผอมแห้งคนหนึ่ง ที่ยังคงขะมักเขม้น กับการเพิ่มฟืนเข้าไปในกองไฟที่หน้าประตู
น้ำค้างบนภูเขาที่มีอยู่ในปริมาณมากทำให้ฟืนพวกนี้ชื้น แม้ไฟจะลุกขึ้น แต่เปลวไฟก็ไม่ใหญ่โตนัก มีเพียงควันที่มากจนหนาทึบ พุ่งออกมาจากกองฟืนอย่างไม่หยุด ปกคลุมไปทั่วบริเวณ
หลี่หนิงเซียนที่อยู่ภายในบ้าน สำลักควันที่ลอยอบอวลไปทั่ว เธอไอไม่หยุดขณะพยายามเปิดประตูออกอย่างสุดกำลัง แต่ประตูกลับไม่ขยับออกเลยแม้แต่น้อย เธอคิดว่าประตูนี้คงถูกล็อกจากภายนอกแน่ๆ
“ช่วยด้วย! แค่กๆ มีใครอยู่ข้างนอกไหม?” เธอตะโกนสุดเสียง หวังว่าจะมีคนได้ยิน “ช่วยเปิดประตูให้ฉันที!”
ความกลัว และโกรธแล่นเข้าสู่จิตใจของเธอ ทำไมหลี่หนิงเซียนถึงโชคร้ายขนาดนี้ ทั้งจมน้ำแล้วยังมาโดนขังท่ามกลางควันหนา ที่เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกของการเกิดไฟไหม้ ไฟนั้นกำลังจะลุกลามเข้ามาในนี้ เธอตัดสินใจตะโกนอีกครั้งด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ใครก็ได้ที่อยู่ข้างนอก ช่วยเปิดประตูที! มีคนอยู่ข้างในนี้!” เธอไม่อาจเข้าใจได้ว่าร่างนี้ไปทำอะไรให้ใครไม่พอใจ เขาถึงขนาดพยายามเผาเธอทั้งเป็นแบบนี้ ความคิดนั้นทำให้เธอหวาดกลัวยิ่งขึ้น ควันที่เข้ามาในบ้านก็เริ่มหนามากขึ้น…
บทที่ 3: เปลวไฟที่ลุกโหม
หลี่หนิงเซียนพยายามอย่างสุดกำลังที่จะเปิดประตูออก แต่ก็ไร้ผลความพยายามของเธอไม่สามารถทำให้ประตูขยับแม้แต่น้อย คนที่ล็อกคงตั้งใจขังเธอไม่ให้ไปไหนได้แน่นอน
ขณะเดียวกัน ด้านนอกบ้าน เด็กหนุ่มที่กำลังขนฟืนมาเติมอยู่ ก็ตกใจกับเสียงกระแทกประตู จนทำฟืนในมือร่วงกระจายเกลื่อนพื้น เขามองประตูที่สั่นไหวด้วยความหวาดกลัวในใจ ก่อนจะพูดออกมาอย่างติดขัดว่า
“อย่า...อย่าพยายามเลย มันไร้ประโยชน์!”
“ฉันรู้ว่าเราเคยมีปัญหากันมาก่อน แต่อย่าฆ่าฉันเลย ปล่อยฉันออกไปเถอะนะ!” หลี่หนิงเซียนพูดพร้อมเสียงไอที่รุนแรงขึ้น เธอกำลังสำลักควันที่ลอยเข้ามาเรื่อยๆ
“มะ…ไม่ได้”
“ช่วยปล่อย แค่กๆ ฉันไปเถอะนะ!” เธอพยายามพูดพร้อมกับเสียงไปที่มากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมองไม่เห็นเปลวไฟ แต่ควันที่ลอยอยู่ทั่วก็อันตรายมากพอที่จะคร่าชีวิตเธอได้ จากการขาดอากาศหายใจตายอยู่ในนี้
ชีวิตใหม่ของเธอเริ่มต้นขึ้นด้วยเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ร่างนี้ที่พึ่งผ่านการจมน้ำจนตายมา ยังต้องเผชิญกับการถูกขัง และวางเพลิงต่อแบบนี้ ช่างเป็นชีวิตที่น่าชิงชัง และอับโชคเหลือเกิน
ท่ามกลางควันที่มากขึ้น หลี่หนิงเซียนพยายามต่อสู้กับความรู้สึกอึดอัด และไอไม่หยุดจากการสูดควันเข้าไปจำนวนมาก เธอจะย้อนเวลาแล้วมาตายลงอย่างทรมานตรงนี้ไปเพื่ออะไรกัน
หลี่หนิงเซียนมองเปลวไฟที่ลุกโหมขึ้นอย่างรวดเร็ว คลื่นความร้อนและควันดำหนาทึบพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของเธออย่างรุนแรง สถานการณ์ดูเหมือนจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ
คนที่อยู่ด้านนอกก็ไม่ตอบอะไรเธออีกแล้ว ช่างเป็นคนที่โหดร้ายโดยแท้ เขาสามารถปล่อยให้คนคนนึงโดนไฟเผาได้ โดยที่ตัวเองไม่คิดช่วยเหลือสักนิดทั้งที่ช่วยได้
ร่างนี้ทำผิดกับคนอื่นมากมายขนาดที่ยามจะตาย ก็ไม่มีใครอยากยื่นมือเข้าช่วย ยามรอดก็มีแต่คนผิดหวัง นี่เธอกำลังอยู่ในร่างของคนที่เลวขนาดนั้นเลยหรือไง
ทั้งที่ความทรงจำหลี่หนิงเซียงก็เป็นแค่คนโง่คนนึง ที่มองเห็นแต่ตัวเอง โหยหาชีวิตที่ดี สนใจแต่เงินทอง แต่เธอไม่เคยทำร้ายใคร ทำไมกลับมีคนถึงขั้นจะเผาเธอทั้งเป็นแบบนี้
ด้านกงชุนที่เดินออกจากบ้าน ทิ้งหลี่หนิงเซียนไว้ เพราะไม่อยากเสียเวลากับเรื่องของเธอ ก็มุ่งหน้าไปยังที่ดินส่วนตัวของครอบครัว โดยไม่รู้เลยว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นที่บ้านพักในโรงเก็บฟืน ที่เขาทิ้งหญิงสาวไว้
สมัยก่อนระบบการทำงาน และการจัดสรรทรัพยากรมีลักษณะรวมศูนย์ ประชาชนทำงานร่วมกันในหน่วยผลิต และได้รับส่วนแบ่งอาหารตามผลงานเมื่อสิ้นปี
พึ่งมีนโยบายเปลี่ยนแปลงขึ้นมาในช่วงไม่กี่ปีนี้ โดยเน้นการกระจายอำนาจมากขึ้น ทำให้แต่ละครอบครัวได้รับที่ดินเป็นของตนเอง เพื่อใช้ในการทำเกษตร และพึ่งพาตนเอง
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนี้ กงชุนลูกชายคนโตของตระกูลกง เป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่าน เขามีรูปร่างสูงถึง185เซนติเมตร
แม้ไม่ได้มีร่างกายกำยำบึกบึน แต่การผ่านการฝึกในกองทัพมา ทำให้เขามีร่างกายที่แข็งแรง กล้ามเนื้อกระชับ และมีพละกำลังที่ดี ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เหมาะสม สำหรับการเผชิญความท้าทายในยุคสมัยใหม่ที่เริ่มต้นขึ้นนี้
แม้กงชุนจะได้รับเงินช่วยเหลือประจำเดือน จากการเป็นทหาร เขาก็ยังคงกลับมาช่วยงานที่บ้านในช่วงวันหยุดอยู่เสมอ ความขยันขันแข็ง และความรับผิดชอบของชายหนุ่มเป็นที่ชื่นชม ของทุกครอบครัวในหมู่บ้าน
แต่ตอนนี้ผู้คนที่พบเห็นเขากลับไม่ได้มองเขาอย่างชื่นชม มันถูกเปลี่ยนเป็นเห็นใจ สงสารเขา นับตั้งแต่เขาถูกตระกูลหลี่ของให้แต่งงานกับหลี่หนิงเซียน
ในช่วงเวลาปกติชาวบ้านจำนวนมากที่ทำงานในทุ่งนา มักรวมตัวกันพักผ่อนหลังเสร็จสิ้นงานประจำวัน เป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความสามัคคีในชุมชน และให้ทุกคนได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกัน
จินทง หัวหน้าหมู่บ้านวัยห้าสิบกว่าปี สูบยาเส้นพลางตบไหล่กงชุนอย่างปลอบประโลม
“กงชุน ลุงเข้าใจว่าครั้งนี้นายต้องเสียสละ แต่เดิมสิทธิ์คนงานในเมืองนั้นไม่ได้ตั้งใจจะให้ตงเหวิน ถ้าไม่ใช่เพราะภรรยาของนายไปพูดว่าตงเหวินช่วยชีวิตเธอไว้ และยังไปยื่นเรื่องที่กองทัพ ให้ออกใบรับรองความกล้าหาญให้ตงเหวิน เขาคงไม่ได้รับโอกาสนี้”
“เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว ขอให้นายอดทนหน่อยเถอะ เห็นแก่หน้าผู้เฒ่าหลี่” คนที่อยู่ในทุ่งรอบ ๆ มองดูกงชุนด้วยความเห็นอกเห็นใจ พวกเขาไม่อาจหยุดถอนหายใจ เมื่อนึกถึงหลี่หนิงเซียนหญิงที่กงชุนแต่งงานด้วย
กงชุนเพียงแค่ทำสีหน้าเรียบเฉย ไม่พูดอะไรออกมา เขาไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องราวระหว่างหลี่หนิงเซียนและตงเหวิน การแต่งงานกับหลี่หนิงเซียนเป็นเพียงวิธีปกปิดตัวตนที่แท้จริงของเขา เป็นหน้าที่ที่เขาต้องทำเพื่อรักษาความลับของตนไว้ไม่ให้ใครสงสัย
เขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าการแต่งงานครั้งนี้ ไม่ได้มีความรักเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เริ่มต้นมาจากการตอบแทนบุญคุณ ที่ตระกูลหลี่เคยช่วยเหลือไว้ เขาไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรมาก เพราะการแต่งงานนี้เขาก็ได้ประโยชน์ไม่ต่างกัน
พอนึกถึงหลี่หนิงเซียนขึ้นมา กงชุนก็คิดถึงสีหน้าประหลาดใจ และงุนงงของเธอที่เขาเห็นก่อนหน้า มันยังคงติดอยู่ในความคิดของเขา ทำให้เขารู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล
“ตระกูลหลี่ก็ดูเป็นคนดีไม่รู้ทำไมมีลูกหลานแบบหลี่หนิงเซียนได้”
“กงชุนไม่น่าโชคร้ายแต่งงานกับเธอเลย”
“นั่นสิ” กงชุนเอาแต่นึกถึงหลี่หนิงเซียนรู้ตัวอีกที ก็มีสายตามากมายมองมาที่เขา เขาควรจะชินกับสายตาเห็นใจพวกนี้ได้แล้ว
“ถ้าไม่ใช่เพราะคุณปู่บังคับ ฉันคงไม่มีวันยอมให้หลี่หนิงเซียนเข้ามาอยู่ในบ้านหรอก เขาฉวยโอกาสตอนสามีฉันไม่อยู่ ถึงได้ทำแบบนี้กับครอบครัวเรา ทั้งๆที่แต่เดิมหลี่หนิงเซียนควรถูกยกให้คนอื่น” ซูลี่เดินมาได้ยินสิ่งที่คนอื่นพูดถึงลูกชายเธอ และเห็นเขาเงียบไม่พูดอะไรออกไป เธอในฐานะผู้เป็นแม่ จึงพูดแก้ต่างขึ้นด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
“พวกเราเข้าใจใครจะอยากได้สะใภ้แบบนั้น” คนในบริเวณนั้นผลัดกันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียเห็นใจ และตามาด้วยการพลาดพิงถึงหลี่หนิงเซียน
“ก็คงไม่มีใครยอมแต่งงานด้วย ถึงได้เอาบุญคุณมาอ้าง”
“ทำตัวแบบนั้นใครจะอยากได้เป็นสะใภ้”
“แต่งงานแล้วยังไม่วิ่งตามผู้ชายจนตกน้ำ ช่างเหลวไหลเสียจริง” เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า เอามาพูดอีกกี่ทีก็มีแต่เสื่อมเสีย และอับอายไปถึงตระกูลโดยแท้
กงชุนได้แต่นิ่งฟัง ความสงสัยในใจก่อตัวขึ้น เขารู้สึกว่าเรื่องราวการแต่งงานไม่ได้เป็นอย่างที่คิด และอาจมีความลับบางอย่างที่เขายังไม่รู้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ปู่เขาไม่ยอมบอก ตอนนั้นเพราะคิดถึงแต่หน้าที่ แล้วคุณปู่เสนอเรื่องการแต่งงานมา เขาจึงตอบตกลงโดยไม่ได้คิดอะไรให้รอบคอบถึงได้มีปัญหาตามมาแบบนี้
ถ้านึกย้อนไปในอดีต ตอนที่ตระกูลกงเป็นที่รู้จักกันดีในสังคม โดยเฉพาะเรื่องราวของเขา หลานชายที่เกิดจากบุตรชายคนที่สองของตระกูล เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อบิดาของเขาหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อไม่กี่ปีก่อน
ทำให้มารดาของเขาต้องรับภาระเลี้ยงดูบุตรชายเพียงลำพัง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างมาก ในขณะเดียวกัน เรื่องการหมั้นหมายกับหลี่หนิงเซียนนั้น เดิมทีก็เป็นข้อตกลงกับบุตรชายคนโตของตระกูล
แต่เนื่องจากบุตรชายคนโตได้แต่งงานไปแล้ว และบุตรชายคนเล็กยังอายุน้อยเกินไป คุณปู่ของเขาจึงตัดสินใจเรื่องนี้ โดยให้เขารับหน้าที่แทน คุณปู่บอกกับเขาว่า เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณที่เคยช่วยชีวิตกันไว้
ขณะที่การพูดคุยกำลังดำเนินไป จินเม่ยลูกสาวของจินทงก็เดินมาพอดี เธอตั้งใจเอาชามาให้พ่อที่ออกมาดูที่นา ตอนที่เธอมาถึงก็ได้ยินคำพูดของซูลี่ และมองเห็นกงชุน
เขาเป็นชายหนุ่มรูปงาม ทำให้เธอรู้สึกประทับใจในตัวเขา จินเม่ยจึงตัดสินใจเข้าไปหากงชุน ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อเล็กน้อยก่อนจะพูดชวนเขาดื่มน้ำชาที่เธอนำมา
บทที่ 4: คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!
“พี่กงชุนคะ ฉันเพิ่งชงชามาร้อนๆ พี่รับไปลองดื่มดูนะคะ เพื่อจะช่วยให้พี่รู้สึกดีขึ้น” เธอยื่นแก้วชาที่รินจากกระบอกให้เขาอย่างนอบน้อม แล้วส่งให้เขาไปโดยที่เขายังไม่ทันได้พูดอะไร
จากนั้นเธอรีบรินชาอีกถ้วยแล้วเดินไปหาแม่ของเขา ด้วยท่าทางสุภาพ พร้อมยื่นถ้วยชาให้แม่ของกงชุนด้วยท่าทีอ่อนโยน พลางกล่าวปลอบประโลม
“คุณป้าคะ ดื่มชาเยอะๆนะคะ อย่าคิดอะไรมากเลย เดี๋ยวเครียดแล้วจะเสียสุขภาพ”
“จินเม่ยนี่น่ารักจริง เป็นห่วงเป็นใยคนอื่นตลอด” ซูลี่รับถ้วยชาพลางกล่าวชมจินเม่ยไปด้วย
“หัวหน้าหมู่บ้านเขาสั่งสอนมาดีจริงๆ”
“มองจินเม่ยแล้วก็คิดว่า นี่แหละนะแบบอย่างที่ใครๆก็อยากได้เป็นลูกสะใภ้”
“ใจดี เรียบร้อย อ่อนหวานจริงๆ” คนอื่นที่อยู่รอบบริเวณพากันพูดชื่นชมจินเม่ย
“ถ้าฉันได้สะใภ้แบบนี้บ้างคงดี” ซูลี่พูดพร้อมมองซูเม่ยอย่างเสียดาย
“คุณป้าอย่าเศร้าไปเลยนะคะ ถ้าคุณป้าเศร้า พี่กงชุนก็คงรู้สึกไม่ดีเหมือนกัน เปลี่ยนมานึกถึงเรื่องดีๆแทนสิคะ พี่กงชุนกำลังจะเป็นอิสระแล้วนะคะ เขาตกลงที่จะหย่ากับหลี่หนิงเซียนแล้วไม่ใช่เหรอคะ” ขณะพูดถึงเรื่องการหย่า จินเม่ยก็เหลือบมองกงชุน ด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง จากนั้นก็รีบหลบสายตาอย่างรวดเร็ว
ความรักของเธอต้องมาพบกับอุปสรรค เพราะตระกูลหลี่แทรกแซงทำให้แผนการแต่งงานที่พ่อของเธอวางไว้ถูกขัดขวาง จนทำให้ชายที่เธอหมายปองต้องแต่งงานกับหลี่หนิงเซียนเสียก่อน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความเสียใจ และเจ็บใจให้เธอเป็นอย่างมาก
แต่โชคชะตาก็เข้าข้างเธอ นำพาให้เธอได้พบกับตงเหวิน ซึ่งช่วยให้เธอมองเห็นหนทางที่จะทำให้เธอ ได้กลับเข้าไปอยู่ในชีวิตของชายที่ตนรัก เมื่อหลี่หนิงเซียนก่อเรื่องร้ายแรงขึ้น กงชุนก็ต้องตัดสินใจหย่าขาดกับหลี่หนิงเซียนแน่ เป็นโอกาสให้ความรักของเธอ ได้เริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้ง
จินเม่ยคิดแล้วก็รู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างยิ่ง แต่เธอก็ต้องเก็บอาการไว้ แล้วแสดงออกอย่างสุภาพนุ่มนวล เธอจับมือซูลี่แม่ของกงชุนไว้อย่างอ่อนโยน เป็นปลอบใจแม่ของกงชุน ให้รู้สึกว่าเธอเหมือนเป็นลูกสาวแท้ๆ
ซูลี่แม่ของกงซุนมองจินเม่ยด้วยความรักใคร่ จินเม่ยเป็นเด็กที่น่ารักจริงๆ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมลูกชายของเธอ ถึงได้ตกลงแต่งงานกับหลี่หนิงเซียนตามคำขอของคุณปู่
“จริงสินะต่อจากนี้กงชุนจะหลุดพ้นจากภรรยาที่ค่อยถ่วงชีวิตเขาเสียที” ซูลี่พูดพลางยิ้มจางๆ
“แบบนี้ตำแหน่งสะใภ้ลูกคนรองของตระกูลกงก็ว่างนะสิ”
“ใครจะมาเป็นคนโชคดีที่ได้แต่งกับคนดีๆอย่างกงชุนนะ” ขนาดที่คนอื่นพูดก็มีสายตามากมายมองไปที่จินเม่ยกับซูลี่ที่พึ่งปลอบใจกัน และหันไปมองท่าทีของกงชุนที่ยืนเงียบไม่ตอบอะไร
ในตอนนั้นเองก็มีเสียงตะโกนดังขึ้น ทำให้เหตุการณ์ต้องหยุดชะงักลง เสียงตะโกนดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนได้ยินชัดขึ้น
“เกิดเรื่องแล้ว! มีเรื่องร้าย!” ชายคนที่ตะโกนวิ่งหน้าตื่น พุ่งตรงเข้ามาหาซูลี่แม่ของกงชุน “ซูลี่ รีบกลับบ้านด่วน! บ้านของคุณกำลังไฟไหม้!”
“อะไรนะ?!” ซูลี่ลุกขึ้นด้วยความตกใจ
“นี่ผมก็รีบวิ่งมาบอกก่อนว่าไฟไหม้ เดี๋ยวจะวิ่งไปตามคนมาช่วยดับไฟนะ” ว่าจบชายคยนั้นก็วิ่งต่อพร้อมตะโกนคำว่าไฟไหม้ไปทั่วหมู่บ้าน ตอนนั้นก็มีหญิงชราวัยห้าสิบกว่าปีที่วิ่งหอบมาถึงพอดี ก่อนเธอจะบอกเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงร้อนรนไม่สนอาการเหนื่อย
“ซูลี่บ้านของเธอไฟไหม้! ฉันได้ยินเสียงกงหยางลูกชายของเธอร้องไห้อยู่ที่ลานบ้าน และดูเหมือนภรรยาของกงชุนจะติดอยู่ข้างใน สถานการณ์ดูวุ่นวาย และเลวร้ายมากเลย”
ซูลี่ฟังจบก็รีบวิ่งกลับบ้านทันที ด้วยความกังวล และหวาดกลัวต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ส่วนกงชุนเขาเองก็ไม่รอฟังรายละเอียดเพิ่มเติม รีบโยนจอบทิ้ง และวิ่งกลับบ้านอย่างรวดเร็ว
“พี่กงชุน อย่าไปเลยนะ!” จินเม่ยรีบวิ่งตาม และพยายามหยุดเขา เธอร้องเสียงหลง พลางคว้าแขนเสื้อของเขาไว้ “ไฟมันรุนแรงมาก ต้องอันตรายแน่ๆ!”
กงชุนไม่สนใจคำเตือนของจินเม่ย เขาสะบัดมือของเธอออกอย่างแรง และพูดเสียงเข้ม
“อย่ามาห้ามฉัน!” เขาวิ่งต่อไปอย่างไม่ลังเล ทิ้งให้จินเม่ยยืนมองตามด้วยความกังวลใจ กงชุนวิ่งเข้าใกล้บ้านก็ได้ยินเสียงที่ดูกำลังวุ่นวาย
“รีบไปช่วยคนเร็ว! ทุกคนมาช่วยกัน!” เสียงตะโกนดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย ชาวบ้านต่างรีบวิ่งไปยังบ้านตระกูลกงด้วยความร้อนใจ
“ทำไมต้องไปช่วยด้วยนะ” จินเม่ยยืนอยู่คนเดียวในช่วงระหว่างทางไปบ้านตระกูลกง พอเธอโดนกงชุนสะบัดมือออกก็ไม่ได้วิ่งตามต่อ เธอมองไปเบื้องหน้าด้วยใบหน้าบึ้งตึง และความรู้สึกไม่พอใจ
“รีบหาน้ำมาดับไฟด้วย!” เสียงชายคนหนึ่งตะโกนขึ้น
“ปล่อยให้หลี่หนิงเซียนตายไปซะก็ดีแล้ว ยังไงก็เป็นแค่ตัวอัปมงคลเท่านั้น” จินเม่ยบ่นออกไปพลางกัดฟันกรอดด้วยความโมโห ก่อนตัดสินใจเดินกลับบ้านอย่างหงุดหงิด โดยไม่สนใจเสียงอึกทึกที่ดังมาจากบ้านตระกูลกง
ควันดำหนาทึบลอยขึ้นมาจากทิศทางของบ้านตระกูลกง เมื่อกลุ่มคนวิ่งเข้าไปใกล้บ้านที่เป็นต้นเพลิงมากขึ้น ภาพที่ได้เห็นก็ทำให้ทุกคนยิ่งตกใจ
กงชุนมองเห็นควันนั้นแต่ไกล สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นทันที ความกังวลปรากฏชัดในแววตา เสียงร้องตะโกนดังขึ้นจากใครคนหนึ่งในกลุ่ม
“แย่แล้ว! ดูควันนั่นสิ ไม่เห็นเปลวไฟเลย คงไหม้ไปหมดแล้วแน่ๆ” ซูลี่ที่วิ่งตามมาได้ยินคำพูดนั้น ร่างกายสั่นเทาด้วยความตกใจ เธอเซไปมาเกือบล้มลง ความหวาดกลัว และกังวลที่ฉายชัดบนใบหน้า
ทุกคนเร่งฝีเท้า มุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลกงด้วยความเป็นห่วง หวังว่าจะไม่เกิดเหตุร้ายแรงอย่างที่คาดการณ์
หลี่หนิงเซียนยืนนิ่งอยู่กลางลานบ้าน ร่างกายเปรอะเปื้อนด้วยเขม่าควัน และฝุ่น สายตาจับจ้องไปที่บ้าน ซึ่งถูกเพลิงเผาผลาญไปเกือบครึ่งหลัง เธอในตอนนี้มีเพียงความโกรธแค้นพลุ่งพล่านในอก
เธอโยนไม้กวาดที่ใช้ดับไฟลงกับพื้นอย่างแรง ก่อนจะก้มลงคว้าไม้คีบถ่านที่วางอยู่ใกล้ๆขึ้นมา แล้วหันไปฟาดใส่ร่างของใครบางคนที่อยู่เบื้องหลังอย่างไม่ยั้งมือ
“คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!” เธอตวาดเสียงดัง ดวงตาวาวโรจน์ด้วยโมโห แล้วกระแทกไม้คีบถ่านลงบนพื้นอย่างแรง ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว
เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่มุมห้องสะดุ้งตกใจ ท่าทางหวาดกลัว และสำนึกผิด ไม่เหลือเค้าความเย่อหยิ่งอีกต่อไป รู้ตัวอีกทีกงหยางก็เผลอคุกเข่าลงตามที่หลี่หนิงเซียนบอก
ใบหน้าของหลี่หนิงเซียนเปรอะเปื้อนด้วยเขม่าควัน ดวงตาของเธอฉายแววโมโหพร้อมท่าทางที่ดูน่าเกรงขามราวกับกำแพง สีหน้าบึ้งตึง คนที่มองรู้สึกว่าหญิงสาวตรงหน้า ชวนให้นึกถึงยมทูตที่เพิ่งออกมาจากนรก ความกลัวเริ่มครอบงำเขา
หากเธอตอบสนองช้ากว่านี้เพียงนิด อาจถูกไฟคลอกตายอยู่ในบ้านแล้ว โชคดีที่เธอนึกถึงหน้าต่างที่มีเพียงหนังสือพิมพ์ปิดได้ ทำให้เธอพาตัวเองหนีออกมาทางหน้าต่างออกได้ทันเวลา ไม่งั้นคนถูกเผาทั้งเป็น แล้วมอดไหม้เป็นเท่าถ่านในบ้านหลังนั้นไปแล้ว
หลี่หนิงเซียนสูดหายใจเข้าออก พยายามสงบสติอารมณ์ ก่อนจะหันไปจัดการกับต้นเหตุ ของเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นกับเธอ นึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น และตระหนักว่าเด็กหนุ่มที่พยายามทำร้ายเธอนั้น คือกงหยาง
เขาเป็นน้องชายคนเล็กของกงชุน อายุเพียงสิบหกปี ซึ่งมักได้รับความเอาใจใส่เป็นพิเศษ หรือถ้าเรียกง่ายๆ ก็หมายความว่าเขาเป็นน้องเขยของเธอนั่นเอง
แม้จะยังไม่บรรลุนิติภาวะ อายุก็ยังน้อย แต่เด็กคนนี้กลับกล้าลงมือวางเพลิง เพียงเพื่อทำร้ายเธอ ตอนนี้หลี่หนิงเซียนรู้สึกโกรธมากต่อให้ดุเขา แล้วขวางไม้คีบถ่านใส่ก็ยังไม่พอที่จะดับความโกรธเธอได้
เธอจึงคว้าไม้ขึ้นมา เดินเข้าไปหากงหยางอย่างรวดเร็ว แล้วตีลงบนแผ่นหลังของเขาอย่างแรง เสียงดังขึ้นเมื่อหลี่หนิงเซียนตีกงหยาง กงหยางไม่ได้ส่งเสียงร้องออกมา เขาเพียงแค่กัดฟันแน่น และจ้องมองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาเกลียดชัง
บทที่ 5: บทเรียนที่สาสมกับความผิด
หลี่หนิงเซียนรู้สึกโกรธขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเห็นท่าทางของกงหยาง เขาไม่มีทีท่าว่าจะสำนึกในสิ่งที่ทำกับเธอ เธอจึงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ขอโทษฉันเดี๋ยวนี้”
“ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด!” กงหยางตะโกนกลับ “เธอนั่นแหละที่ผิด เธอชอบรังแกพี่ชายฉัน แถมยังขโมยของในบ้านไปให้ชายชู้ของเธอ คนไม่มียางอาย สมควรตายซะให้รู้แล้วรู้รอด!”
หลี่หนิงเซียนถึงกับชะงัก ไม่คาดคิดว่าเด็กชายจะกล้าพูดจาแบบนี้ ความโกรธพลุ่งพล่านในอกอีกครั้ง จริงอยู่ที่ร่างนี้ทำเรื่องเลวร้ายต่อตระกูลกงมาก แต่ก็ไม่ควรที่เด็กคนหนึ่งจะทำเรื่องเลวร้ายแบบนี้
กงหยางตะโกนด้วยความโกรธ แม้จะถูกบังคับให้คุกเข่าอยู่ก็ตาม ความโกรธทำให้เขาแทบอยากลุกไปสู้กับเธอ แต่ด้วยร่างกายที่ผอมบาง เขาไม่อาจต่อกรกับหลี่หนิงเซียนได้ เพราะตอนนี้เธอดูน่ากลัวกว่าปกติ เพียงแค่ก้าวเข้ามาก็ทำให้เขาต้องทรุดลงคุกเข่า และความเจ็บปวดก็ทำให้เขาไม่อาจลุกขึ้นได้
ในขณะที่กงหยางยังคงมั่นใจในความถูกต้องของตนเอง หลี่หนิงเซียนกลับเริ่มรู้สึกลังเล ความโกรธที่เคยมีเริ่มเปลี่ยนเป็นความไม่มั่นใจ เธอเริ่มมองเด็กตรงหน้า และนึกถึงการกระทำของร่างนี้ ตอนนี้เธอกำลังแบกรับความผิดแทนร่างนี้ ความรู้สึกอยุติธรรมเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
“ฉันในสายตานายเลวร้ายจนอยากฆ่ากันให้ตายเลยเหรอ” หลี่หนิงเซียนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“บ้านเรามีข้าวสาร และแป้งเหลือน้อยนิด แต่เธอกลับเอาไปให้ชายชู้ ทำให้พี่ชายฉันต้องอดอาหาร เพื่อประหยัดเสบียงที่เหลือ คนที่ดีแต่ทำให้พี่ฉันเดือดร้อนตายไปก็ถูกแล้วไง”
ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในครอบครัว เมื่อเสบียงอาหารเริ่มขาดแคลน ทำให้กงหยางคิดว่าตนต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง และการกำจัดจนเหตุของเรื่องคงดีที่สุด
“ฉันเลวมากสินะ” หลี่หนิงเซียนรู้สึกหนักอึ้งในใจ จากคนที่เคยช่วยเหลือคนในฐานะแพทย์ กลับกลายมาเป็นคนที่ทำร้ายคนอื่น จนเขาคิดฆ่าให้ตาย โชคชะตาช่างเล่นตลกกลับเธอยิ่งนัก
“ข้าวฟ่าง และแป้งข้าวโพดที่เหลืออยู่มีไม่มาก แต่เธอก็ยังทำให้ทุกคนในบ้านต้องอดอยาก ถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่พวกเราต่างหากที่จะตาย”
หลี่หนิงเซียนรู้สึกปวดหัว และอับจนหนทางที่จะแก้ไขสถานการณ์นี้ เธอลูบหน้าผากด้วยความกังวล แม้ว่าจะผ่านพ้นช่วงขาดแคลนอาหารรุนแรงในทศวรรษ 1960 มาแล้ว แต่ในทศวรรษ1970 อาหารก็ยังคงมีค่ามาก โดยเฉพาะธัญพืชคุณภาพดี ซึ่งมักจะได้กินเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญเท่านั้น
การที่ร่างนี้แอบนำอาหารจากตระกูลกงไปให้คนอื่น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะที่สร้างความไม่พอใจ ให้กับคนในตระกูลกง จนถึงขั้นที่ใครสักคนจะลงมือกับเธอเหมือนอย่างตอนนี้
หลี่หนิงเซียนถอนหายใจออกมา ด้วยความอึดอัด เธอมองคนที่มีฐานะน้องสามีด้วยสายตาจริงจัง เด็กคนนี้ลงมือทำเรื่องผิด เพราะการกระทำที่ผ่านของร่างนี้ เธอจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“ฉันยอมรับว่าสิ่งที่ฉันทำไปนั้นไม่ถูกต้อง แต่นั่นไม่ควรเป็นเหตุผล ที่ทำให้นายก่อเหตุร้ายแรงแบบนี้ ตัวนายยังเด็กอยู่เลย ทำไมถึงคิดจะทำเรื่องผิดกฎหมาย? นายควรคิดถึงอนาคตของตัวเอง ไม่ใช่เห็นคนอื่นทำผิด แล้วนายจะทำตัวเป็นศาลเตี้ยตัดสินเขา”
กงหยางมองเธอด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะตอบกลับมาว่า
“เธอก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่ ยังยืนพูดอยู่ตรงนี้ได้ปกติ” น้ำเสียง และท่าทางของเขายังไม่มีทีท่าว่าจะสำนึกผิด กลับดูเหมือนเสียดายที่แผนการไม่สำเร็จเสียมากกว่า
หลี่หนิงเซียนรู้สึกผิดหวังกับท่าทีของเขาไม่น้อย แต่ก็พยายามใจเย็น และคิดหาทางแก้ไขสถานการณ์ เธอหวังว่าจะสามารถพูดคุยกับเขาให้เข้าใจ จนยอมรับความผิดในสิ่งที่ตัวเองก็ได้กระทำได้ในท้ายที่สุด
“นายคิดจะเข้าใจอะไรบ้างไหม?” เธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงเข้ม “การทำผิดก็คือผิด ไม่ว่าจะส่งผลร้ายแรงหรือไม่ก็ตาม มันก็ยังเป็นความผิดอยู่ดี”
หลี่หนิงเซียนพยายามเตือนเขาด้วยความห่วงใย ไม่อยากให้เด็นคนหนึ่งต้องมาเสียอนาคต เพราะการกระทำของคนอื่น เห็นคนทำไม่ดีเราก็ควรอยู่ให้ห่าง หรือหาทางที่ถูกต้องจัดการเขา ไม่ใช่ทำเลวกับเขาแล้วอ้างว่าเขาเป็นคนไม่ดีแบบนี้
“ฉันต้องเข้าใจอะไร”
“เข้าใจว่านายทำผิด นายรู้หรือเปล่าว่าการทำลายทรัพย์สินต้องชดใช้เงิน แต่การฆ่าคนนั้นต้องชดใช้ด้วยชีวิต นายพร้อมจะติดคุก หรือโดนประหารชีวิตหรือไง? คนอื่นทำผิด แต่นายกลับเอาชีวิตตัวเองเข้าแลกเพื่อแก้แค้น มันคุ้มค่าไหม”
“ฉัน…” กงหยางจนด้วยคำพูดไม่รู้ว่าจะโต้แย้งอะไรกับคนตรงหน้า
“ฉันทำเลวฉันรู้ตัวเองดี และกำลังสำนึกผิดในสิ่งที่ทำ ส่วนที่เอาไม้ตีนายตอนแรกก็แค่อยากให้นายเห็นว่าคนทำผิดต้องโดนลงโทษ สิ่งที่นายทำมันอันตรายมากนะ ถ้าเกิดฉันตายไปนายจะมีตราบาปติดตัวไปตลอดชีวิต กลายเป็นฆาตกรนายรับได้เหรอ”
กงหยางตกตะลึงเมื่อได้ยินคำพูดของหลี่หนิงเซียน เขาไม่คาดคิดว่าเธอจะยอมรับผิด และบอกว่าที่ตีเขาก็เพราะการกระทำที่ผิดของเขา แม้จะเข้าใจสิ่งที่หลี่หนิงเซียนบอก แต่กงหยางก็ไม่อยากยอมอ่อนข้อ พ่ายแพ้ให้กับหลี่หนิงเซียน เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวว่า
“ถึงต้องแลกด้วยชีวิต ฉันก็ยอมทำทุกอย่างเพื่อกำจัดเธอ! ครั้งนี้ไม่สำเร็จ แต่ฉันก็จะพยายามอีก ถ้าเธอกล้าก็ฆ่าฉันเสียตอนนี้เลย!”
“ทำไมถึงยังดื้อด้านแบบนี้นะ วันนี้ฉันจะตีนายจนกว่าจะเปลี่ยนความคิด”
หลี่หนิงเซียนมองกงหยางอย่างอับจนหนทาง เธอพูดไปมากมายแต่เขาก็ยังไม่สำนึก เห็นทีต้องใช้กำลังสั่งสองเสียบ้าง เธอตีไม้ลงบนที่หลังของกงหยางอย่างแรง หนักยิ่งกว่าครั้งแรกที่ตีเขา เธอมองเขาด้วยสายตาเด็ดขาด
“นายต้องได้รับโทษจะได้จำ” หลี่หนิงเซียนรู้ดีว่าเด็กคนนี้ถูกตามใจมาตลอด ซึ่งอาจสร้างปัญหาใหญ่ได้ในอนาคต หากไม่ได้รับการอบรมที่เหมาะสม สิ่งที่ทำเป็นเพียงการลงโทษเล็กน้อยเท่านั้น
เธอมีความรู้ทางการแพทย์ ทำให้รู้จักจุดต่างๆในร่างกายคนเป็นอย่างดี จึงเลือกลงมือตีเขาอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงจุดที่เป็นอันตราย แต่ก็ให้บทเรียนที่สาสมกับความผิดที่เขาก่อขึ้นในวันนี้
กงหยางพยายามอดทน แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด หลี่หนิงเซียนหวังว่านี่จะเป็นบทเรียนที่มีค่า และช่วยให้กงหยางปรับปรุงตัวในอนาคต
เสียงร้องดังมาจากลานบ้าน ทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างหันมามอง กงชุนรีบเร่งฝีเท้า เมื่อได้ยินเสียงคุ้นหูของน้องชายร้องด้วยความเจ็บปวด
“โอ๊ย! หยุดเถอะ ผมขอโทษ!” เสียงอ้อนวอนของกงหยางดังขึ้นมา
“ฉันจะสอนให้นายรู้สำนึก” เสียงของหลี่หนิงเซียนดังตามมา พร้อมเสียงไม้ที่ตีกระทบลงบนตัวของกงหยาง
กงชุนสีหน้าเคร่งเครียด รีบวิ่งเข้าไปในเขตบ้านทันที เขาเตะประตูรั้วเปิดออกอย่างแรง ก่อนจะตะโกนเสียงดัง
“หยุดเดี๋ยวนี้!” เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในลานบ้านตระกูลกง ทำให้ทุกคนตกตะลึง ห้องทางทิศตะวันตกถูกไฟไหม้เสียหายอย่างหนัก เหลือเพียงคานบ้านที่ไหม้ดำ และตอนนี้ยังคงมีควันลอยออกมา
กลางลานบ้าน มีกงหยางกำลังคุกเข่าอยู่ ขณะที่หลี่หนิงเซียนกำลังใช้ไม้ตีลงบนแผ่นหลัง ของกงหยางอย่างรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“หลี่หนิงเซียน! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” ซูลี่ร้องตะโกนพลางวิ่งเข้าไปแย่งไม้จากมือหลี่หนิงเซียน ก่อนจะเขามากอดลูกชายคนเล็กไว้ “เธอยังมีความเป็นคนอยู่หรือเปล่า กงหยางยังเด็ก มาทำร้ายเขาแบบนี้ได้ยังไง!”
กงชุนและชาวบ้านคนอื่นๆก็วิ่งเข้ามาในลานบ้านด้วยความตกใจ พยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“แม่! พี่กงชุน!” เสียงเรียกดังขึ้นอย่างดีใจ เขากอดแม่ไว้แน่น ก่อนน้ำตาไหลออกมา
บทที่ 6: ตกเป็นจำเลย
หลี่หนิงเซียนตกใจเมื่อเห็นผู้คนมากมายปรากฏตัว เธอชะงักไปชั่วขณะ พยายามทบทวนความทรงจำของร่างนี้ เพื่อจดจำใบหน้าแต่ละคนที่อยู่รอบตัว แต่ในสายตาคนอื่น อาการลังเลของเธอดูเหมือนคนทำผิดที่ถูกจับได้
ซูลี่ที่กอดลูกชายอยู่ สัมผัสได้ถึงร่างที่สั่นเทาด้วยความกลัว ความเจ็บปวดและโกรธแค้นพลุ่งพล่านในอก เธอดันลูกไปยืนด้านหลัง ก่อนจะพุ่งเข้าหาหลี่หนิงเซียน และตบหน้าอีกฝ่ายเต็มแรงด้วยความโกรธ
“เธอกล้าทำร้ายลูกของฉันได้ยังไง? ฉันจะไม่ยอมให้เรื่องนี้จบง่ายๆแน่!” เสียงพูดด้วยความโกรธแค้นดังก้องไปทั่ว ทุกคนหันมามองด้วยความตกใจ พวกเขาเห็นรอยแดงปรากฏชัดบนใบหน้าของหลี่หนิงเซียน
ทุกคนในลานบ้านต่างตกใจกับท่าทางของหลี่หนิงเซียน ดวงตาแดงก่ำของเธอไม่ได้แสดงถึงความหวาดกลัว แต่เป็นความเด็ดเดี่ยว และน่ากลัวจนไม่มีใครอยากจะเขาใกล้
“คุณไม่ถามอะไรสักคำ แต่ลงมือกับฉันแบบนี้มันถูกต้องแล้วหรือไง”
“ยังต้องถามอะไรคนแบบเธออีก” ซูลี่มองท่าทางจองหองของหลี่หนิงเซียน เธอก็ทนไม่ไหวเข้ามาดึงผมหลี่หนิงเซียนอย่างแรง ความเจ็บปวดทำให้หลี่หนิงเซียนพยายามหาทางเอาตัวรอด
แม้ในชาติก่อนเธอจะไม่เคยตบตีกับใครมาก่อน แต่การที่มีคนเข้ามาหาเรื่องแบบนี้ ก็ใช่ว่าเธอจะยอมอยู่เฉยๆ ในเมื่อซูลี่ยังคงดึงผมเธอไว้ หลี่หนิงเซียน จึงไม่ลังเลที่จะกัดที่แขนของอีกฝ่ายอย่างแรงจน ซูลี่ปล่อยมือจากผมหลี่หนิงเซียน เธออาศัยจังหวะนี่ผลักซูลี่ให้ออกห่าง คนถูกผลักไม่ทันตั้งตัวก็ล้มลงไปนั่งบนพื้น
“โอ๊ย! แขนฉัน!” ซูลี่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เธอมองแขนของตัวเองที่มีรอยฟันของหลี่หนิงเซียนอย่างโมโห
กงชุนหน้าบึ้งตึงตั้งแต่ก้าวเข้ามาในลานบ้าน เมื่อเห็นเหตุการณ์ชุลมุน เขารีบตั้งสติเป็นคนแรก ก่อนเดินเข้าไปยืนขวางระหว่างแม่เขากับหลี่หนิงเซียน สายตาจ้องมองหลี่หนิงเซียนอย่างเอาเรื่อง ก่อนจะก้มลงดูรอยที่แขนของแม่
ทุกคนในลานต่างตกตะลึง กงหยางที่ยืนใกล้แม่ที่สุดถึงกับผงะถอยหลังไปหลายก้าวด้วยความตกใจ
“ทำอะไรของเธอ!” กงชุนตวาดลั่น มองแขนของแม่เขาที่มีเลือดที่ซึมออกมา อย่างพิจารณา ก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อย
ในช่วงเวลานั้นจินเม่ยก็วิ่งเข้ามา ก่อนจะประคองแม่ของกงชุนไว้ ดีที่ตอนได้ยินเสียงวุ่นวายสงบลง แล้วเธอคิดได้ว่าควรมาดูหน่อย เธอจึงมาถึงบ้านตระกูลกงทันช่วงเวลาสำคัญพอดี
“คุณป้าเป็นยังไงบ้างคะ เจ็บมากไหม” จินเม่ยมองดูบาดแผลอย่างละเอียด ก่อนจะหันไปมองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาตำหนิ
“เธอเป็นบ้าไปแล้ว” ซูลี่มองไปทางหลี่หนิงเซียนอย่างโมโห
“หลี่หนิงเซียนเธอทำแบบนี้ได้ยังไง! ต่อให้เธอจะดูถูกพี่กงชุน อยากหย่าแค่ไหน แต่ก็ไม่ควรทำร้ายร่างกายกันแบบนี้ ผู้หญิงคนนี้เป็นแม่สามีของเธอนะ”
ทุกคนในตระกูลกงรู้ดีถึงเรื่องราวการแต่งงานนี้ เหตุผลที่หลี่หนิงเซียนได้แต่งงานกับกงชุน เป็นเพราะตระกูลหลี่ต้องการให้ตอบแทนบุญคุณ ที่เคยช่วยชีวิตกงเหอคุณปู่ของกงชุนไว้
แต่พฤติกรรมของหลี่หนิงเซียนหลังแต่งงาน กลับไม่เคยเป็นไปในทางที่ดี ทั้งแอบไปมีชู้ ทั้งเอาแต่ใจ สร้างความอับอายให้กับตระกูลกง จนเป็นที่ครหา แล้วตอนนี้เธอก็ยังมาทำร้ายร่างกายคนในตระกูลกงอีก
“ฉันแค่ป้องกันตัว”
“แล้วที่เธอตีกงหยางล่ะ เขายังเป็นเด็กอยู่เลย ถึงแม้จะทำให้เธอไม่พอใจ แต่เธอก็ไม่ควรลงมือรุนแรงขนาดนี้นะ ต่อให้ปู่ของเธอจะเคยช่วยชีวิตคุณปู่ของพี่กงชุนไว้ แต่เธอก็ไม่ควรทำร้ายพวกเขาขนาดนี้ การกระทำของเธอช่างโหดร้ายเหลือเกิน!” คำพูดของขินเม่ย ทำให้ทุกคนมองหลี่หนิงเซียนด้วยความรังเกียจ
หลี่หนิงเซียนมองเหตุการณ์ตรงหน้า ที่ตอนนี้เธอตกเป็นจำเลย ก่อนมองหญิงสาวที่ยืนประคองแม่ของกงชุน เธอโกรธที่จินเม่ยบิดเบือนความจริง กล่าวหาว่าเธอโหดร้าย
ทั้งที่ความจริงแล้ว เธอต่างหากที่เกือบจะถูกแม่ลูกตระกูลกงทำร้าย คนลูกก็แทบจะฆ่าเธอให้ตายในกองเพลิง ส่วนคนแม่ก็ยังลงมือตบเธอ ดึงหัวเธออย่างแรงขนาดนั้น เป็นใครก็ต้องหาทางป้องกันตัวเอง แล้วที่เธอทำเธอผิดตรงไหน
“เพราะทำตัวแบบนี้ไงถึงโดนทิ้ง”
“ผู้หญิงร้ายกาจแบบนี้ สมควรหย่าแล้วทิ้งเธอไปเสีย”
“จิตใจทำด้วยอะไรไร้ความเป็นคนจริงๆ”
“มองไม่เห็นคนอื่นในสายตาแล้วมั้ง คิดถึงแต่ตัวเอง”
“เลวจนกู้ไม่กลับแล้ว” หลี่หนิงเซียนมองดูชาวบ้านที่รุมต่อว่าเธอ โดยมีจินเม่ยเป็นคนเริ่มเรื่องในการกล่าวหาว่าที่เธอทำร้ายร่างกายแม่สามี เพราะต้องการหย่ากับกงชุน พวกเขาตำหนิเธอว่าเป็นคนร้ายกาจ เลว เห็นแก่ตัว โดยไม่มีใครคิดที่จะถามหาความจริงจากเธอสักคำ
แต่หลี่หนิงเซียนไม่ได้สนใจคำพูดของคนอื่น เธอมองไปที่จินเม่ย และพบความทรงจำบางอย่าง จินเม่ยคนนี้ไม่ใช่คนดีอย่างที่เห็น เธอเป็นคนยุให้ร่างนี้ไปคบกับตงเหวินโดยหลอกว่าจะได้ไปใช้ชีวิตในเมือง และยังเป็นแม่สื่อให้ทั้งสองคนอีกด้วย ช่างเป็นคนที่เสแสร้งได้แนบเนียนจริงๆ
ซูลี่ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์นั้น เห็นว่าจินเม่ยพูดจาดีก็ยิ่งรู้สึกชื่นชมในตัวเธอมากขึ้น โดยไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วจินเม่ยเป็นคนแบบไหน สิ่งที่เธอแสดงออกต่อหน้าคนอื่นล้วนแตกต่าง จากตัวจริงโดยสิ้นเชิง
เสียงคนมากมายดังขึ้นหน้าประตูบ้านตระกูลกง ไฟไหม้ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าดึงดูดผู้คนเกือบทั้งหมดในหมู่บ้านให้มาที่นี่อยู่แล้ว พอไฟดับลงก็ยังมีเรื่องราวของคนบ้านทำให้พูดคนไม่ได้ไปไหน
แม้แต่หลี่จ้านคุณปู่ของหลี่หนิงเซียน เขาก็มาที่นี่ด้วยความเป็นห่วงหลานสาว เขาถือไม้เท้าลากร่างที่ป่วยมาจนถึงหน้าประตูบ้านตระกูลกง เขายืนมองหลานสาวตัวเองที่กำลังโดนต่อว่าอย่าลังเล ว่าควรเขาไปช่วยเธอ หรือปล่อยให้เธอเผชิญหน้ากับสิ่งที่ตัวเองทำเพียงลำพัง เพื่อที่เธอจะได้รู้จักสำนึกบ้าง
ภายในลานบ้าน ซูลี่แม่ของกงชุนตัดสินใจใช้โอกาสนี้โยนความผิดทั้งหมดไปที่หลี่หนิงเซียน เพื่อให้ลูกชายของเธอได้หย่ากับผู้หญิงแบบหลี่หนิงเซียน ลูกชายของเธอควรได้แต่งงานกลับคนที่คู่ควรมากกว่านี้
“ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของฉันเอง” ซูลี่ลุกพรวดขึ้นยืน “เพื่อตอบแทนบุญคุณของพ่อสามี ฉันจึงบังคับให้กงชุนแต่งงานกับผู้หญิง ที่เป็นเหมือนสัตว์ร้ายคนนี้!”
“คุณป้าอย่าโทษตัวเองเลยค่ะ”
“ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ตอนนั้นฉันไม่ควรตกลงกับพ่อสามี ไม่ว่าเขาจะว่าอย่างไรก็ตาม ฉันควรบอกปฏิเสธให้ถึงที่สุด” ซูลี่พูดต่อด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว “กงชุนของเราก็เป็นคนซื่อๆ นี่ก็ไม่ใช่สังคมโบราณแล้ว จะมีการแต่งงานแบบคลุมถุงชนอย่างนี้ไปเพื่ออะไร!”
“คุณป้าอย่าโมโหเลยค่ะ” ซูลี่โกรธเกินกว่าจะสงบอารมณ์ตัวเองได้เพียงเพราะคำพูดของจินเม่ย เธอหันไปมองลูกชายคนรอง กัดฟันพูดว่า
“กงชุนหย่าเถอะ! แม่ขอเป็นคนอกตัญญูสักครั้ง มีลูกสะใภ้แบบนี้อยู่ในบ้าน ลูกก็อยู่ไม่เป็นสุข ครอบครัวเราก็ไม่มีความสงบ ผู้หญิงคนนี้ถึงกับทำร้ายแม่กับน้องชายของลูกแล้ว ถึงลูกจะหย่ากับหลี่หนิงเซียน ก็ไม่มีใครกล้าว่าอะไรหรอก!”
หลี่หนิงเซียนได้ยินทุกคำพูด สีหน้าของเธอตอนนี้เรียบเฉย ภายใต้แววตาเย็นชา ซ่อนความปรารถนาเอาไว้ การหย่าคือสิ่งที่เธอต้องการอย่างยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงชีวิตแต่งงาน ชาติที่แล้วเธอยังไม่เคยแม้จะมีแฟนเหมือนคนอื่นเขาด้วยซ้ำ ชาตินี้ถึงอยากลองใช้ชีวิตแต่งงานดูบ้าง แต่ถ้าต้องเจอครอบครัวแบบนี้ เธอก็ขอหนีไปให้ไกลดีกว่า
บทที่ 7: คนที่รักร่างนี้อย่างไม่มีข้อแม้
ครอบครัวที่ตัดสินเธอจากมุมมองของตัว ฟังความข้างเดียวไม่สนใจสืบหาความจริง ชีวิตนี้ถ้ายังอยู่แบบนี้ ต่อให้เปลี่ยนแปลงตัวเองแค่ไหน ก็คงไม่มีใครเห็นค่าตัวเธออยู่ดี ก่อนที่หลี่หนิงเซียนจะทันได้พูดอะไร ก็มีเสียงดังขึ้นจากหน้าบ้าน
“หย่าไม่ได้นะ หย่าไม่ได้!” คุณปู่ของหลี่หนิงเซียน ได้ยินคำว่าหย่าก็ส่งเสียงห้ามทันที พร้อมรีบร้อนเดินเข้ามาในลานบ้าน
“ทำไมจะหย่าไม่ได้” ซูลี่ถามกลับด้วยความไม่พอใจ ตระกูลหลี่จะกดดันตระกูลกงมากไปแล้ว
“พูดอะไรออกมา เรื่องแบบนี้ต้องให้คุยกันก่อนสิ จะมาหย่าร้างกันเลยได้ยังไง!” หลี่จ้านคุณปู่ของหลี่หนิงเซียน พูดอย่างไม่ยินยอม เขาตรงไปหาซูลี่เพื่อพูดกับเธอ
“ยังต้องคุยอะไรอีก” ซูลี่ถามพร้อมพยายามระงับความโกรธลงยังไงอีกฝ่ายตอนนี้ก็เป็นผู้ที่อาวุโสกว่าเธอ
“เรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของฉันเอง ที่ไม่ได้สั่งสอนหลานสาวให้ดี ซูลี่เธอจะลงโทษฉันยังไงก็ได้ จะตีจะด่าฉันก็ไม่ปริปากบ่นสักคำ แต่อย่าให้กงชุนกับหนิงเอ๋อร์หย่ากันเลยนะ” หลี่จ้านพูดด้วยน้ำเสียงขอร้อง เขาแค่อยากทำหน้าที่แทนพ่อแม่ของหลี่หนิงเซียนที่จากไป วันนี้ชีวิตการแต่งงานที่ล้มเหลวของเธอก็มาจากเขาเอง
“ใครจะกล้าตีผู้เฒ่าหลี่กัน”
“พ่อแม่หนิงเอ๋อร์เสียตั้งแต่เด็ก เธออาศัยอยู่กับคนแก่แบบฉัน ลำบากมากแล้ว ฉันเองก็มีส่วนผิดในเรื่องนี้ ที่ตามใจเธอมากไป” พูดจบหลี่จ้านก็ร้องไห้ออกมา พลางยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำตา “เห็นแก่หน้าฉันเถอะ อย่าทิ้งหนิงเอ๋อร์เลย ฉันขอร้อง”
หลี่หนิงเซียนมองผู้เฒ่าตรงหน้า พร้อมทบทวนในความทรงจำ หลี่จ้านคือคุณปู่ของร่างนี้ เขาเคยได้รับบาดเจ็บที่ขาตอนเป็นทหาร อีกทั้งป่วยกระเสาะกระแสะมานาน ตอนนี้ผอมแห้งแรงน้อย
ลูกชายลูกสะใภ้ตายตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาว ภรรยาจากไปเมื่อสิบปีก่อน เหลือเพียงหลานชายที่คอยดูแล และหลานสาวอย่างเธอที่เขาเลี้ยงดูมาอย่างยากลำบาก
เธอละสายตาจากคุณปู่มองดูรอบๆทุกคนในลานบ้าน ต่างมองหลี่จ้านด้วยความเวทนา ทุกครอบครัวล้วนมีความยากลำบากเป็นของตัวเอง การที่หลี่จ้านพูดออกมาใช่ว่าทุกคนจะเห็นใจเสมอไป เธอเองก็ไม่ได้อยากให้คุณปู่ต้องมาพูดอะไรแบบนี้ เพราะเธอเองเต็มใจที่จะหย่า
ซูลี่มองหลี่จ้านด้วยความโกรธแค้น อึดอัดในใจ ทั้งหมดเป็นเพราะผู้เฒ่าคนนี้ ทำให้ครอบครัวของเธอต้องมาเกี่ยวข้องกับหลี่หนิงเซียน วันนี้เขายังจะมาขอร้องอะไรแบบนี้อีก
“ผู้เฒ่าหลี่ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของทางเรา หลานสาวของคุณเป็นฝ่ายต้องการจะหย่า ไม่ใช่ว่าครอบครัวของเราไม่รักษาสัญญา ผู้เฒ่าก็ควรทำตามใจหลานสาวนะ”
“ซูลี่ทั้งสองคนจดทะเบียนสมรสกันแล้วนะ จะมาเปลี่ยนใจตอนนี้ได้ยังไง!” หลี่จ้านพูดอย่างร้อนรน ก่อนจะหันไปหากงชุน “กงชุนพูดอะไรบ้างสิ นายเคยสัญญากับปู่ไว้แล้วว่าหนิงเอ๋อร์จะเป็นภรรยาของนายไม่ใช่เหรอ”
หลี่จ้านมองกงชุนด้วยแววตาเปี่ยมที่ความหวัง ภายในใจรับรู้ได้เป็นอย่างดี ว่าบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้า คือผู้กุมชะตาชีวิตของหลานสาวสุดที่รักไว้ ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตไปอีกนานแค่ไหน มีเพียงกงชุนที่เขาจะฝากแก้วตาดวงใจให้ดูแลได้
ถ้าวันนี้จบลงด้วยการหย่า เขาก็ไม่รู้ว่าในอนาคตหนิงเอ๋อร์จะเป็นยังไง หลานที่เขาเลี้ยงมากลายเป็นคนแบบนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเขา ที่รักและตามใจเธอมากเกินไป
จินเม่ยที่ฟังอยู่ข้างๆรู้สึกกังวล กลัวว่าพี่กงชุนจะใจอ่อน ไม่หย่าตามที่ผู้เฒ่าหลี่ขอ แล้วทุกอย่างที่วางแผนมาจะพัง จึงตัดสินใจเข้าพูดแทรกขึ้น
“ผู้เฒ่าหลี่คะ การแต่งงานไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ดีนะคะ ทุกครอบครัวต่างก็มีความลำบาก ครอบครัวของพี่กงชุนเองก็เหมือนกัน ผู้เฒ่าหลี่กำลังเอาคำว่าบุญคุณมากดดันคนอื่นนะคะ”
ซูลี่ที่อยู่ด้านหลังรู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดของจินเม่ย เด็กคนนี้ช่างน่ารักในสถานการณ์แบบนี้ก็ยังพูดเพื่อช่วยเหลือตระกูลกง
“ที่ซูลี่พูดถูกต้องแล้ว พวกเราก็มีความลำบากในครอบครัว หลี่หนิงเซียนแต่งเข้ามาก็สร้างความลำบากเพิ่มขึ้นไม่น้อย” จินเม่ยเห็นว่าซูลี่เข้าข้างเธอก็รีบพูดต่อ
“อีกอย่างนะคะ ทุกคนในหมู่บ้านนี้ ก็มีน้ำใจคอยช่วยเหลือกันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้การแต่งงานมาผูกมัดคนอื่นหรอกค่ะ ตัวหนิงเซียนเองก็แอบไปมีคนอื่น จนพี่กงชุนต้องได้ชื่อว่าถูกภรรยานอกใจ แล้วยังจะให้พวกเขาใช้ชีวิตด้วยกันไปเพื่ออะไรอีกละคะ”
เธอย้ำให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของหลี่หนิงเซียน และพูดถึงสิ่งที่พี่กงชุนต้องมาแบกหลับ หลังจากที่แต่งงานกับหลี่หนิงเซียน คำพูดของเธอส่งผลให้หลี่จ้านรู้สึกอับอาย และเสียใจเป็นอย่างมาก
สุดท้ายหลี่จ้านก็ต้องยอมรับความผิด ด้วยความละอายใจ สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมาจากการกระทำของหลานสาวเขาจริงๆ
“เป็นความผิดของฉันเอง ฉันทำให้หนิงเอ๋อร์กลายเป็นคนแบบนี้ และทำให้ตระกูลกงต้องขายหน้าแล้ว”
“ผู้เฒ่าหลี่ก็ตามใจหลานเกินไป”
“หย่าแล้วพาหลานตัวเองกลับบ้านไปเถอะ”
“หลี่หนิงเซียนก็ช่างทำอะไรไม่คิดถึงหน้าผู้เฒ่าหลี่”
“โดนเด็กถอนหงอกโดยแท้” หลี่หนิงเซียนเห็นคุณปู่ของเธอถูกคนอื่นพูดจาต่อว่า จึงรีบเดินเข้าไปหา ท่าทางของคุณปู่ดูเศร้า และท้อแท้อย่างเห็นได้ชัด เธอจับมือคุณปู่แน่น พูดปลอบโยนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“คุณปู่! อย่าทำแบบนี้อีกเลยค่ะ มันไม่ใช่ความผิดของคุณปู่เลยนะ ทั้งหมดเป็นฉันที่ผิดเองที่ก่อนหน้าทำอะไรตามใจไม่ยั้งคิด”
หลี่จ้านมองหลานสาวอย่างประหลาดใจ นี่เป็นครั้งแรกที่หนิงเอ๋อร์แสดงความสนิทสนมกับเขาต่อหน้าคนอื่น เขาถึงกับพูดอะไรไม่ออก ได้แต่เรียกชื่อเธอซ้ำๆ
“หนิงเอ๋อร์...หนิงเอ๋อร์ของปู่”
“คุณปู่ไม่ต้องคิดมากนะคะ ปล่อยให้หนูจัดการปัญหาของตัวเองเถอะค่ะ”
“หนิงเอ๋อร์โตขึ้นแล้วสินะ” หลี่หนิงเซียนไม่สนใจสายตาของคนอื่น เธอสนใจแค่คุณปู่ของร่างนี้ คุณปู่เป็นคนที่รักร่างนี้อย่างไม่มีข้อแม้ เธอก็จะดูแลคุณปู่ให้ดีถือว่าทำหน้าที่แทนเจ้าของร่างที่จากไป เธอคิดพร้อมประคองคุณปู่ไปนั่งเก้าอี้ไม้ในลานบ้านอย่างช้าๆ
“คุณปู่คะ ขาของคุณปู่ไม่ค่อยดี นั่งรอหนูก่อนนะคะ รอหนูจัดการเรื่องวุ่นวายนี้เสร็จ แล้วเราค่อยกลับบ้านด้วยกันนะ” เมื่อเห็นว่าคุณปู่ไม่พูดห้ามอะไร และยอมนั่งพักตามที่เธอบอก หลี่หนิงจึงลุกขึ้นยืน สายตาที่แสนอ่อนโยนตอนพูดคุยกับคุณปู่แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาทันที พร้อมหันมาเผชิญหน้ากับคนรอบข้าง
กงชุนยืนนิ่ง สายตาจ้องมองหลี่หนิงเซียนอย่างพินิจพิเคราะห์ ตั้งแต่ที่เกิดเรื่องขึ้น สายตาเย็นชาของเขามุ่งตรงไปที่ใบหน้าของเธอ ดวงตาที่หรี่ลงเล็กน้อยแฝงไปด้วยความคมกริบ
ส่วนจินเม่ยนั้น ได้แต่ยืนนิ่งรอดูเหตุการณ์เงียบๆ เธอต้องรอจังหวะที่เหมาะสม ถ้าทำอะไรบุ่มบ่ามไปจะไม่เป็นผลดีกับตัวเธอแน่ๆ
“เธอบอกว่าฉันไม่ควรจะทำร้ายคนเพราะเรื่องหย่าร้าง ใช่ไหม?” หลี่หนิงเซียนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา เด็ดขาด แต่กลับแฝงไปด้วยความสุขุม น่าเกรงขาม ไม่โวยวาย หรือใช้อารมณ์เหมือนก่อนหน้านี้ ท่าทางของเธอในตอนนี้ดูน่าหวั่นเกรงอย่างประหลาด
จินเม่ยสะดุ้งเล็กน้อยกับท่าทางของหลี่หนิงเซียน ก่อนจะรวบรวมสติ และตอบกลับคำถามของหลี่หนิงเซียน
“แน่นอน! เธอทำร้ายร่างกายกงหยาง แถมยังทำคุณป้าบาดเจ็บแบบนี้ นี่มันเป็นการจงใจทำร้ายร่างกายคนอื่นชัดๆ”
“พูดได้ถูกต้องที่สุด” หลี่หนิงเซียนพูดด้วยน้ำเสียงดังฟังชัด ไม่เพียงแต่เธอจะไม่โกรธ แต่กลับเห็นด้วยกับคำพูดของจินเม่ย ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกตะลึงกับท่าทีของหลี่หนิงเซียน พวกเขาต่างสงสัยว่าเธอต้องการจะสื่ออะไร ถึงได้มีท่าทางแบบนี้
บทที่ 8: เรื่องนี้มีเงื่อนงำ
มีเพียงกงชุนที่ยืนอยู่ด้านใกล้ที่สุด เขาสังเกตเห็นแววตาเย็นชา และรอยยิ้มเยาะเย้ยของหลี่หนิงเซียนอย่าชัดเจน ดวงตาของเขาจ้องมองเธออย่างเย็นชาขึ้น เธอกำลังพยายามจะทำอะไรกันแน่
ในขณะที่จินเม่ย และคนอื่นๆกำลังสับสน หลี่หนิงเซียนก็พูดต่อด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย
“ถ้าฉันทำร้ายคน เพราะเรื่องหย่าร้าง นั่นก็คงเป็นความผิดของฉันจริง” เธอเว้นช่วงเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ “แต่การกล่าวโทษคุณปู่ของฉัน การลงโทษวีรบุรุษที่สร้างผลงานในสงคราม บีบบังคับให้ทหารผ่านศึกที่เคยปกป้องประเทศชาติ ต้องมาแบกรับความอับอาย เพราะความผิดของคนอื่น การทำแบบนี้มันสมควรแล้วหรือ? นี่นะเหรอคือมาตรฐานทางศีลธรรมของเธอ? อย่าใช้ไม้บรรทัดวัดคนอื่น แล้วใช้สายวัดวัดตัวเองสิ จะวัดค่าของใครเธอควรใช้สิ่งเดียวกัน จะได้ยุติธรรมสมเป็นคนดี แบบที่เธอเป็นไง”
“ฉัน...ฉันไม่ได้…” จินเม่ยพยายามแก้ตัวจากสิ่งที่หลี่หนิงเซียนพูด เธอจะเป็นคนผิดไม่ได้ ไม่เช่นนั้นชื่อเสียงที่เธอพยายามสร้างมาคงเสียหายหมดแน่
หลี่หนิงเซียนไม่สนใจว่าจินเม่ยจะพูดอะไร เธอหันไปเผชิญหน้ากับคนโดยรอบด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แต่ดวงตากับฉายแววเย็นชาชัดเจน
“ตั้งแต่พวกคุณเดินเข้ามา พวกคุณก็ตัดสินแล้วว่าทำร้ายคนอื่น มีใครสักคนถามถึงความจริงบ้างไหม”
“ทำไมต้องถามในเมื่อเห็นอยู่กับตา” ซูลี่พูดก่อนจะตามด้วยเสียงตนอื่นๆ
“เราเห็นเธอทำร้ายกงหยางจริงๆ ไม่แน่ว่านี่แหละที่ทำให้ไฟไหม้บ้านตระกูลกง”
“ฉันก็คิดแบบนั้นคนที่ทำไฟไหม้ต้องเป็นหลี่หนิงเซียนนั่นแหละ”
“คนแบบนี้ทำอะไรไม่ระวังจนเกิดเรื่องขึ้นนะสิ”
“สิ่งที่เห็นกับตายังไม่แน่ว่าเป็นจริง ทุกอย่างต้องมีหลักฐาน มากล่าวหาว่าฉันวางเพลิง มีใครเห็นกับตาว่าฉันทำบ้าง”
“คนแบบเธอใครเขาก็รู้นิสัยดี” ชาวบ้านคนหนึ่งพูด ก่อนจะโดนหลี่หนิงเซียนจ้องมองมาอย่างเย็นชา สายตาของเธอดูน่ากลัว จนพวกเขาต้องพากันหลบสายตา
“แบบฉันมันทำไม ก็ดีกว่าที่พวกคุณที่ไม่มีหลักฐานสักชิ้น แต่กลับมากล่าวหาฉันง่ายๆ”
“แล้วเธอมีหลักฐานหรือไง” จิเม่ยพูดขึ้น
“ฉันไม่เหมือนพวกเธอ ฉันมีหลักฐาน” สายตาของหลี่หนิงเซียนกวาดมองไปทั่ว ทำให้ชาวบ้านโดยรอบ ต่างพากันหน้าซีด พวกเขามองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาหวาดหวั่น
หลี่หนิงเซียนมองคนรอบข้างอย่างเย็นชา มุมปากเผยรอยยิ้มเยาะเย้ย เธอรู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่อุบัติเหตุ
“เธอไม่ต้องมาแก้ตัว! พวกเราเห็นกับตาว่าเธอตีกงหยาง!”
“ฉันไม่ปฏิเสธว่าฉันตีกงหยาง” หลี่หนิงเซียนตอบอย่างไม่เกรงกลัว “ก็เขาสมควรโดนตีนี่”
“กงหยางยังเด็กทำไมต้องทำขนาดนี้” จินเม่ยพูดด้วยความยินยอมเช่นกัน
“ถึงแม้กงหยางจะยังเด็ก แต่ปีนี้เขาก็อายุสิบหกปีแล้ว อีกสองปีก็บรรลุนิติภาวะ อายุขนาดนี้ควรรู้แล้วว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ วันนี้ที่ฉันตีเขา เพราะเขาสมควรโดนตี” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
กงชุนจ้องมองหลี่หนิงเซียนอย่างพิจารณา ในขณะที่กงหยางได้แต่ก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิด ไม่กล้าแม้แต่จะเถียงสักคำ แม้หลี่หนิงเซียนจะไม่ได้พูดถึงเรื่องที่เขาแอบวางเพลิง แต่เขาก็รู้ดีว่าหลี่หนิงเซียนรู้เรื่องนี้ และก็ไม่รู้ว่าเธอจะพูดออกไปตอนไหน
“เขาทำผิดอะไรมา เขารู้อยู่แก่ใจไม่เชื่อก็ถามดูสิ” หลี่หนิงเซียนจ้องมองไปทางกงหยางด้วยสายตาเรียบนิ่ง
“ผม…” ทุกคนมองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาดูแคลน พวกเขาต่างคิดว่าท่าทางเธอ คือการข่มขู่เด็กให้กลัวมากกว่า ท่าทางกงหยางเองก็กลัวจนพูดอะไรไม่ออก ยิ่งทำให้ทุกคนเชื่อว่าเขาคิดถูก
กงชุนมองเหตุการณ์ตรงหน้าแตกต่างจากคนอื่น เรื่องนี้เริ่มจากที่จินเม่ยกล่าวหาว่าหลี่หนิงเซียนทำร้ายกงหยางและแม่ของเขา แล้วคนอื่นๆก็เริ่มคิดว่าที่ไฟไหม้เป็นฝีมือของหลี่หนิงเซียน เพราะการกระทำของเธอมันชวนน่าสงสัย
แต่เขาสังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของน้องชายตัวเอง ยิ่งตอนที่พูดเรื่องวางเพลิง น้องชายเขาก็ดูมีความหวาดกลัวมากขึ้น ยิ่งมองที่น้องชายนานๆ เขาที่รู้จักน้องชายก็รู้ว่าท่าทางแบบนั้น ของน้องชายหมายถึงกำลังรู้สึกผิด และ หวาดกลัวความผิด
“ในเมื่อทุกคนคิดว่าฉันทำ ก็เรียกหน่วยรักษาความปลอดภัยในเมืองมา จะได้ตรวจสอบไปเลยว่าที่ไฟไหม้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?” หลี่หนิงเซียนกล่าวอย่างไม่เกรงกลัว พร้อมกับจ้องมองจินเม่ย
“...”
“จะได้รู้ด้วยว่าทำไมฟืนในลานบ้านถึงมีน้ำมันก๊าดราดอยู่? แล้วน้ำมันก๊าดมาจากที่ไหน?” หลี่หนิงเซียนยกยิ้มพลางมองจินเม่ย ก่อนจะลากสายตาไปที่กงหยางที่เอาแต่ก้มหน้า นอกจากคำว่าผมเขาก็ไม่พูดอะไรอีก
จินเม่ยที่ได้ยินคำพูดของหลี่หนิงเซียนสีหน้าของเธอก็ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่คิดว่าหลี่หนิงเซียนที่ดูเหมือนไม่ค่อยฉลาด จะสังเกตเห็นเรื่องน้ำมันก๊าด ตอนนี้เธอรู้สึกเหมือนกำลังโดนตอนให้จนมุม เธอต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่งั้นเธอแย่แน่
หลี่หนิงเซียนเห็นปฏิกิริยาของจินเม่ยก็ยิ่งมั่นใจว่าที่ตัวเองคิดถูกต้อง เธอรู้ดีว่าฟืนที่กงหยางอุ้มมานั้นเป็นฟืนชื้น ที่เพิ่งตัดมาจากภูเขาซึ่งบนเขามีน้ำค้างอยู่จำนวนมาก ฟืนนั้นมันจึงจุดไฟติดยาก จะมีก็คงแค่ควันที่เธอเห็นตอนแรก และคงไม่อาจลุกไหม้เป็นเปลวไฟได้อย่างแน่นอน แต่อยู่ๆไฟก็ลุกขึ้นมา
ตอนที่เธอหนีออกมาจากห้องนั้นได้ ก็โมโหกงหยางไม่น้อย บังคับให้เขามาช่วยเธอดับไฟ และเธอถึงได้พบว่าฟืนกองนั้น มีฟืนจำนวนหนึ่งที่ถูกราดน้ำมันเอาไว้ เธอถึงได้ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ทั้งหมดอีกครั้ง
โดยเริ่มจากกงหยาง แม้เขาจะมีความมุ่งมั่นที่จะกำจัดเธอ และยังขังเธอไว้ในห้อง ตอนที่เธอร้องขอให้ช่วย น้ำเสียงเขาก็มีความสั่นกลัวไม่น้อย แถมยังเอาแต่ยังฟืนชื้นๆนั้นเขาไปในกองไฟ อย่างไม่ได้รู้เลยว่าฟืนแบบนี้ติดไฟยาก
ตอนที่ไฟตอนแล้วเขาก็ยังไม่ขยับออกจากกองไป เอาแต่นั่งยังฟืนอยู่อย่างนั้น ราวกับเด็กที่สติหลุดไปแล้ว ดีที่เธอออกมาเจอแล้วลากเขาออกจากตรงนั้นได้ทัน ก่อนจะบังคับให้เขาช่วยเธอดับไฟ ซึ่งแค่ตอนนั้นเขาก็ดูลนลานไม่น้อย
แล้วที่น่าสงสัยยิ่งกว่านั้นก็คือ ตอนที่กำลังดับไฟ กงหยางยอมเปิดปากเล่าเรื่องที่เขาบังเอิญเจอจินเม่ยเข้า แล้วเอาแต่พึมพำว่า ไม่น่าเลย ไม่น่าไปเจอพี่จินเม่ยเลย ไม่น่าเลย ไม่น่าเลยจริงๆ
พอได้ยินเขาพูดแบบนั้น หลี่หนิงเซียนก็ยิ่งมั่นใจว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำ เธอจึงคิดว่าในเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น แค่กงหยางคนเดียวคงไม่สามารถวางเพลิงได้ แต่เรื่องนี้บางทีคนอื่นก็ไม่ควรรู้ เพราะกงหยางจะเดือดร้อน
ถึงเขาทำร้ายเธอ แต่ก็เพราะมีผู้ใหญ่ชี้นำในทางที่ผิด ถ้าจะสั่งสอนจริงๆ ควรมีแค่คนในครอบครัวเขาที่รับรู้ ถือเสียว่าเธอไถ่โทษคนตระกูลกง ในสิ่งไม่ดีที่ร่างนี้ทำไว้ก็แล้วกัน เธอหรี่ตามองไปรอบๆลานบ้าน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า
“แล้วเรื่องนี้... ฉันว่ามันแปลกๆอยู่นะ”
“...” ทุกคนในลานบ้านต่างเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว หลี่หนิงเซียนแสยะยิ้มเย็นชาแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวพลางพูดต่อไปว่า
“แต่ก็นะ ฉันมันก็แค่คนไร้ค่า ไม่รู้จักทำงานทำการ ทำนาก็ไม่ได้ ทำไมใครๆถึงอยากทำร้ายฉันกันนะ... หรือว่า...” เธอเว้นวรรคเล็กน้อย ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “...หรือว่าพวกเขาอิจฉาฉันกัน?”
บทที่ 9 ลื่นไหลไปตามสถานการณ์
“ใครเขาจะอิจฉาเธอ และจะอิจฉาไปทำไม”
“แม้ว่าครอบครัวตระกูลกง จะถูกฉันทำให้เดือดร้อนไม่น้อย จนยากจนแทบไม่มีอะไรจะกิน แต่สามีของฉันก็ยังเป็นคนที่ยอดเยี่ยมนะ เขากำลังจะหย่า บางทีอาจมีสาวโสดคนไหนสักคน หลงรักชายที่กำลังจะหย่านี่ก็ได้” เธอแอบคิดในใจอย่างมั่นใจว่า คนอย่างเธอที่ได้รับการศึกษาระดับสูง ต้องสามารถเอาชนะคนเสแสร้งอย่างจินเม่ยได้อยู่แล้ว
กงชุนที่ได้ยินหลี่เม่ยพูดแบบนั้น ก็ได้แต่กระแอมอย่างเก้อเขิน สายตาเย็นชาจ้องมองไปยังหญิงสาวตรงหน้า แล้วได้แต่คิดว่า หากเธอจะอธิบายแทนตนก็ควรจะอธิบายให้ดีๆ ทำไมถึงได้พูดจาไร้สาระแบบนี้เล่า
คำพูดของหลี่หนิงเซียนนอกจาก สร้างความตื่นตะลึงให้กับทุกคนที่อยู่ในที่นั้น สีหน้าของพวกเขาแปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ไฟไหม้ธรรมดา แต่เป็นการลอบวางเพลิง
ซึ่งตอนแรกทุกคน แค่ว่าเป็นหลี่หนิงเซียนที่ทำอะไรไม่ระวัง จนเกิดเพลิงไหม้แบบนี้ พวกเขาจึงพากันต่อว่าเธอ แต่ตอนนี้เหมือนสถานการณ์จะเปลี่ยนไปแล้ว มันมีเบื้องหลังที่มากกว่าที่พวกเขาคิด
และถ้าคิดตามที่หลี่หนิงเซียนพูด น้ำมันก๊าดที่เอามาราดในกองฟืน ต้องมีปริมาณค่อนข้างมาก ต้องเป็นคนที่เขาถึงน้ำมันพวกนี้ได้ เมื่อคิดถึงตรงนี้ทุกคนก็หันมองจินเม่ย
เพราะรถแทรกเตอร์ต้องใช้น้ำมัน ซึ่งเป็นของส่วนรวมของหมู่บ้าน และผู้ที่ดูแล ก็คือจินทงหัวหน้าหมู่บ้าน พ่อของจินเม่ย ทุกคนต่างเชื่อใจจินทงหัวหน้าหมู่บ้าน ว่าเขาคงไม่ทำอะไรแบบนี้ จะเหลือก็แต่คนที่ยืนอยู่ในลาน และเป็นคนที่พยายามต่อว่าหลี่หนิงเซียนตอนนี้
สายตาของชาวบ้านหลายคู่จับจ้องมาที่จินเม่ย เธอรู้ดีว่าเธอกำลังโดนสงสัย คนอื่นกำลังคล้อยตามที่หลี่หนิงเซียนพูด
“เธอพูดบ้าอะไร! อย่ามาใส่ร้ายฉันนะ!”จินเม่ยพูดออกไป ด้วยมือสั่นเทาจิตเธอตอนนี้มีทั้งความโกรธ และความหวาดกลัวกำลังตีกัน เธอต้องทำยังไงถึงหลุดไปจากสถานการณ์นี้ได้
หลี่หนิงเซียนมองจินเม่ยด้วยแววตาเย้ยหยัน เหตุใดจิเม่ยถึงได้รีบลนลานเปิดเผยตัวแบบนี้กันนะ
“ฉันไม่ได้ระบุชื่อสักหน่อยว่าใครเป็นคนทำ นอกจากเธอแล้ว ในหมู่บ้านก็ยังมีผู้หญิงที่ไม่แต่งงานอีกตั้งเยอะ ทำไมต้องรีบร้อนปฏิเสธขนาดนั้น หรือว่า...รู้สึกผิด?”
“หลี่หนิงเซียนเธอ!..”
“เอาเถอะ” หลี่หนิงเซียนพูดขัดขึ้น “นอกจากคดีลอบวางเพลิง ยังมีการขังฉันไว้ในกองเพลิงด้วย ถึงแม้ว่าฉันจะปลอดภัยดี แต่นี่มันก็เป็นคดีพยายามฆ่านะ ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต พยายามฆ่าก็ต้องได้รับโทษ หัวหน้าหมู่บ้าน คุณว่าจริงไหม?”
หลี่หนิงเซียนหันไปมองจินทงหัวหน้าหมู่บ้าน คำพูดของเธอมีน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงไปด้วยความกดดัน ก่อนเธอจะเบนสายตาไปหากงหยาง แล้วตัดสินใจเดินเข้าไปหากงหยาง แล้วพูดด้วยเสียงเบาให้เขาได้ยินเพียงคนเดียว
“ฉันจะไม่พูดเรื่องที่นายทำ แต่นายก็ควรสำนึกผิด ตอนนี้นายจับตาดูเหตุการณ์ต่อจากนี้ให้ดีๆละ” คนโดยรอบมองหลี่หนิงเซียนที่เข้าไปพูดบางอย่างกับกงหยางอย่างแปลกใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าถามอะไรออกไป
“ผม…” เธอไม่สนใจกงหยางที่เอาแต่ก้มหน้า และเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง จึงพูดขัดด้วยเสียงที่ดัง
“ถึงแม้ว่าพ่อของเธอจะเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน แต่ฉันเชื่อว่าหัวหน้าหมู่บ้านที่ประชาชนเลือกมา จะไม่ลำเอียง และมีความยุติธรรม” หลี่หนิงเซียนพูดพลางส่งรอยยิ้มเป็นเชิงกดดันไปที่หัวหน้าหมู่บ้าน
จินเม่ยหน้าซีดเผือดด้วยความกลัว เธอกำลังเผชิญหน้ากับการที่จะถูกจับ เพราะถ้าเรื่องไฟไหม้จากน้ำมันนี้ถึงหูเจ้าหน้าที่ เธอคงหนีคุกไม่พ้น และความฝันที่จะได้เข้าไปทำงานในเมืองก็จะพังทลายลง
“พ่ออย่าไปฟัง หลี่หนิงเซียนใส่ร้ายฉัน! ไฟนี่ฉันไม่ได้จุดจริงๆนะ!” เธอหันไปพูดกับพ่อของเธอพร้อมร้องไห้ออกมาอย่างน่าสงสาร ราวกับเป็นคนที่ถูกรังแก
“จินเม่ย…”
“พ่อจำได้ไหม ฉันไปส่งชาให้พ่อ แล้วก็ยังยืนให้พี่กงชุน กับคุณป้าด้วย ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุเสียหน่อย ที่นี่มีแค่กงหยางคนเดียว จะสงสัยฉันได้ยังไงกัน!” ตอนนี้เธอจวนตัวแล้ว การโยนความผิดทั้งหมดไปให้กงหยาง จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ความจริงแล้ว จินเม่ยแอบได้ยินคนคุยกับพ่อของเธอ ว่าสิทธิ์คนงานหญิงรุ่นต่อไป ที่จะได้เข้าไปทำงานในเมืองนั้น จะตกเป็นของเธอ เธอจึงยิ่งทวีคูณความโกรธ และหวาดกลัว เธอจะไม่ยอมให้เรื่องนี้มาทำลายอนาคตของเธอเด็ดขาด
ซ่งหยงเฝ้าดูสถานการณ์อย่างเงียบๆจากรอบนอกลาน จึงคิดว่าเขาควรเข้าไปพูดอะไรบ้าง พูดในสิ่งที่เห็นออกไป จินเม่ยเห็นคนพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง จึงคิดจะพูดขัดขึ้น เธอจะปล่อยให้ใครมาเปิดโปงเธอแบบนี้ไม่ได้
จินทงรู้จักลูกสาวตัวเองดี รู้ว่าเธอคิดจะพูดอะไร จึงรีบตวาดห้าม เขาจะปล่อยให้เรื่องราวบานปลายไปมากกว่านี้ไม่ได้
“หุบปากเดี๋ยวนี้!” สีหน้าของหัวหน้าหมู่บ้านเคร่งเครียด เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่หลี่หนิงเซียนพูดมาไม่ใช่เพียงการกล่าวหา แต่มันคือความจริง
จินเม่ยสะดุ้งตกใจ เธอกลืนคำพูดที่คิดลงคอ รู้ตัวว่าตัวเองไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้อีกแล้ว น้ำตาที่ไหลออกมาตอนแรกจากการแสร้งร้องไห้ของเธอ กลายเป็นน้ำตาที่ไหลออกมาจากความรู้สึกจริงๆ ด้วยความหวาดกลัวกับสถานการณ์ตอนนี้
หลี่หนิงเซียนเห็นท่าทีเช่นนั้นของจินเม่ย ก็ได้แต่ยิ้มเยาะในใจ นี่แหละคนเราต่อให้เก่งแค่ไหน พอโดนจี้จุดเข้าหน่อย ก็เผยพิรุธออกมา คนมีความผิดติดตัว ก็ต้องร้อนรน เป็นธรรมชาติของคนจริงๆ จินเม่ยเองก็เผยพิรุธง่ายดายเสียจริง เสียแรงที่เธอ เคยคิดว่าจะเป็นคนประเภทเสแสร้งแกล้งทำได้แนบเนียน จนยากจะจับได้เสียอีก
“อ๋อ ที่แท้ก็ตั้งใจไม่อยู่ในที่เกิดเหตุสินะ งั้นก็ไม่แปลกแล้ว กงหยางของเรายังเด็กอยู่ จิตใจยังไม่มั่นคง ไม่น่าแปลกใจที่จะถูกคนยุยงหลอกใช้ง่ายๆ น่าเห็นใจจริงๆ” คำพูดของหลี่หนิงเซียนทำเอาคนรอบข้างพากันอ้าปากค้าง
ซ่งหยงได้แต่ทึ่งในความสามารถหลี่หนิงเซียน ที่สามารถลื่นไหลไปตามสถานการณ์ได้อย่างหน้าเหลือเชื่อ เมื่อครู่นี้ยังบอกว่ากงหยางอายุสิบหกปีใกล้บรรลุนิติภาวะสมควรแยกแยะถูกผิดได้ รู้อะไรควรไม่ควร แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเด็กที่ยังไม่รู้ประสาไปเสียแล้ว
กงหยางเองก็มองหลี่หนิงเซียน เขาพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับถูกหลี่หนิงเซียน ใช้สายตาปรามไว้เสียก่อน
“หลี่หนิงเซียนเธอใส่ร้ายฉัน! ไฟไหม้นี่มันชัดเจนว่า…” จินเม่ยยังคงพยายามจะหาข้อแก้ตัวให้ตัวเอง
หลี่หนิงเซียนมองจินเม่ยด้วยสายตาดูแคลน ช่างน่าเบื่อเสียจริง เธอคิดด้วยความรู้สึกดูถูกจินเม่ย จนเผลอแสดงสีหน้าเหยียดหยามออกมาโดยไม่รู้ตัว
ก่อนเธอรู้สึกถึงสายตาคมกล้า จึงหันขวับไปสบตากับชายคนหนึ่ง ดวงตาของเขาดูเหมือนกับว่ายามจ้องมองใครจะรู้ไปถึงความคิดคนผู้นั้น และยังดูน่าเกรงขาม
หัวใจของหลี่หนิงเต้นระรัว ใบหน้าของเธอแข็งค้าง เธอรู้สึกได้ถึงความเฉียบคมในการมองของเขา รู้สึกเหมือนเขากำลังล้ำเข้ามาล่วงรู้ในตัวตนของเธอ ตอนนี้เธอเองก็กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งเธอลืมไป
นั่นคือเธอลืมว่าร่างนี้ ควรจะโง่เขลา และไร้ค่า! ปกติเมื่อเจอเรื่องแบบนี้หลี่หนิงเซียนจะต้องกรีดร้องโวยวาย แต่ครั้งนี้เธอกลับโต้แย้งอย่างมีเหตุผล และยังพลิกสถานการณ์จนตัวเองพ้นผิด ซึ่งแตกต่างจากตัวตนในอดีตที่คนอื่นรู้จักอย่างสิ้นเชิง
กงชุนมองเธอแบบนี้ หมายความว่าเขาต้องสงสัยเธอแน่ๆ ตอนนี้เธอทำได้เพียงยืนนิ่ง ไม่สามารถเอาคำพูดกลับคืนมาได้ หรือแก้ตัวอะไรไปตอนนี้ก็คงมีพิรุธเปล่าๆ
บทที่ 10: เรื่องบุญคุณให้มันจบลงตรงนี้
หลี่หนิงเซียนไม่สนใจว่า จินเม่ยจะร้องไห้ฟูมฟายแค่ไหน เธอเดินตรงไปหาคุณปู่ แววตาดุดันแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
“คุณปู่คะ คุณปู่เห็นไหมคะ ถึงหนูจะแต่งงานเข้าตระกูลกงแล้ว แต่ก็ยังมีคนคิดร้ายกับหนู ไม่ได้มีใครปกป้อง หนูไม่มีทางมีความสุขได้เลย”
หลี่จ้านมองหลานสาวด้วยความสงสาร หัวใจของเขาเจ็บปวดที่รู้ว่ามีคนมากมายจ้องทำร้ายหลานสาวของเขา ตอนนี้ราวกับว่าหลานสาวของเขายืนอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีใครสักคนที่ยืนอยู่ข้างเธอ
“หนิงเอ๋อร์ เป็นความผิดของปู่เอง ปู่ไร้ความสามารถ ปู่จะจัดการทุกอย่างเอง” เขาเพียงหวังว่าทั้งหลานชาย และหลานสาวจะมีชีวิตที่ดี แต่ไม่คิดว่าสิ่งที่เขาเลือกให้หนิงเอ๋อร์ จะทำร้ายเธอแบบนี้
“คุณปู่ไม่ผิดหรอกค่ะ ผิดที่หนูเอง หนูคงยังไม่พร้อมจะเป็นภรรยาใคร”
“หนิงเอ๋อร์ไม่ผิด ปู่เองที่เอาเรื่องในอดีตมาทำให้วุ่นวาย จริงๆ ปู่ไม่ควรเอาเรื่องในสนามรบมาเป็นบุญคุณด้วยซ้ำ”
“คุณปู่…” หลี่จ้านจับมือหลานสาวไว้ก่อนที่เธอจะพูดอะไรก็พูดขัดขึ้น
“ปู่เอาเรื่องที่ตัวเองช่วยกงเหอให้รอดชีวิตจากในสนามรบ มาบีบบังคับตระกูลกง เพราะปู่คิดแต่จะให้หลานได้ไปอยู่ในครอบครัวที่ดูแลหลานได้ จนลืมถามความรู้สึกของหลาน ลืมนึกถึงผลที่ตามมาจนเกิดเรื่องในวันนี้ขึ้น”
“เรื่องมันผ่านไปแล้วค่ะ ตอนนี้ให้หนูกลับไปเป็นหลานคุณปู่นะคะ ที่นี่ไม่มีใครสักคนที่รักหนู”
“หนิงเอ๋อร์…” หลี่จ้านได้ยินคำพูดของหญิงสาว ก็ได้แต่เรียกชื่อและจับมือหลานไว้แน่น นี่หลานสาวของเขาต้องโดดเดี่ยวขนาดไหนกัน ถึงได้ยอมมาขอให้เขาพากลับบ้าน
“ให้หนูกลับไปอยู่กับคุณปู่นะคะ”
“ได้…ได้สิหนิงเออร์กลับบ้านกันนะ” เขาทำร้ายความรู้สึกของหลาน เพราะคิดว่าหนิงเอ๋อร์ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ต้องมีใครสักคนค่อยดูแลแทนเขา แต่วันนี้เขาเห็นแล้วว่า ที่ผ่านเขาเอาแต่คิดไปเอง
บังคับให้เธอแต่งงานกับกงชุน โดยใช้บุญคุณมากดดัน ทั้งที่เธอกับกงชุนไม่มีความรู้สึกอะไรให้กัน สุดท้ายชีวิตการแต่งงานก็พัง หลานสาวเขากลายเป็นคนที่คบชู้ ขโมยของบ้านสามี ทั้งหมดนี้เป็นเขาเองที่บีบบังคับเธอมากเกินไป
“เรื่องบุญคุณให้มันจบลงตรงนี้ การที่คุณกงชุนช่วยชีวิตฉันจากการจมน้ำในวันนี้ ถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณเรื่องในอดีตแล้ว ตระกูลหลี่จะไม่ใช้เรื่องบุญคุณมาผูกมัดเรื่องแต่งงานกับตระกูลกงอีก”
“เธอหมายความว่าจะหย่าใช้ไหม” ซูลี่ที่ตั้งสติได้ถามขึ้นทันที เธอกลัวว่าหลี่หนิงเซียนจะเปลี่ยนใจ
“ค่ะ ให้คุณกงชุนจัดการเรื่องหย่าได้เลย หลังรายงานการอนุมัติการหย่าได้รับการอนุมัติ ก็บอกฉัน พวกเราจะได้ดำเนินการเรื่องหย่าอย่างเป็นทางการ ตกลงตามนี้นะคะ”
“ได้ๆ” ซูลี่รับคำด้วยน้ำเสียงยินดี ลูกชายเธอกำลังจะหลุดพ้น จากตัวปัญหาเธอย่อมยินดีอยู่แล้ว
“เรื่องไฟไหม้ ฉันยกให้คุณกงชุนตัดสินใจ ยังไงตอนนี้ฉันก็ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของคุณ เป็นคนในตระกลูกงอยู่ หวังเพียงว่าคุณจะตัดสินอย่างยุติธรรม”
พูดจบหลี่หนิงเซียนก็พยุงคุณปู่ เดินออกจากลานบ้านตระกูลกง โดยไม่สนสายตาของคนอื่นที่กำลังมอง วันนี้เธอเจอเรื่องราวมามากพอแล้ว และยังทำอะไรที่ผิดแปลกไปจากร่างนี้เคยทำ เธอควรถอยไปตั้งหลักก่อน
หากยังดันทุรังที่จะเอาเรื่องเอาราว กับเหตุการณ์ไฟไหม้ มันจะเป็นการทำให้คนอื่นหันมาสงสัยในตัวเธอแทน เธอควรพาตัวเองออกไป จากการเป็นจุดสนใจให้เร็วที่สุด
หลังจากหลี่หนิงเซียนกับคุณปู่เดินออกไป เหตุการณ์ในลานบ้านตระกูลกง ก็เต็มไปด้วยความตึงเครียด บรรยากาศพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทุกคนต่างตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จากที่เคยกล่าวหาหลี่หนิงเซียน ว่าทำตัวไม่ดี กลับกลายเป็นความสงสารเห็นใจ เมื่อรู้ว่าเธอเองก็น่าสงสาร
ทั้งโดนใส่ร้ายเรื่องไฟไหม้ครั้งนี้ ทั้งการที่โดนบังคับแต่งงานไม่ต่างกัน แล้วไหนวันนี้จะโดนคนรักหลอกจนทอดทิ้งอีก หรือจริงๆที่ผ่านหลี่หนิงเซียนเองก็เป็นแค่คนที่น่าสงสารคนหนึ่ง
เธอก็ยังอายุน้อย ตอนนั้นอาจจะตัดสินใจผิดพลาด จนทำให้เธอทำเรื่องเลวร้ายลงไป เพราะไม่มีใครคอยห้าม พวกเขาเองก็เอาแต่ต่อว่า ไม่เคยสนใจจะมองหลี่หนิงเซียนให้ดี
คำพูดของหลี่หนิงเซียนที่ดูเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความเจ็บปวด ทำให้ทุกคนต้องหันมาทบทวนเรื่องราว แล้วมองดูเธอใหม่ และตอนนี้ก็ต้องดูท่าทีตระกูลกงว่าจะจัดการเรื่องนี้ยังไง
“หัวหน้าหมู่บ้านผมว่าเราควรคุยกัน” กงชุนพูดขึ้นหลังจากที่เขายืนดูเหตุการณ์เงียบๆมาตลอด จนมั่นใจว่าสิ่งที่หลี่หนิงเซียนพูดเป็นความจริง เขาไม่ได้เชื่อแค่คำพูดของหลี่หนิงเซียน
แต่เขาดูจากพฤติกรรมของน้องชายตัวเอง ที่มีท่าทีแสดงออกอย่างชัดเจน กับความร้อนรนของจินเม่ย ก็เป็นการยืนยันเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้อย่างดี ว่าเป็นที่หลี่หนิงเซียนพูดเป็นความจริง
บรรยากาศตึงเครียดปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทุกสายตาจับจ้องไปที่หัวหน้าหมู่บ้าน รอคอยการตัดสินใจของเขาว่าจะเป็นอย่างไร ก่อนจะมีเสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“หรือว่า...เราควรจะเรียกฝ่ายรักษาความปลอดภัยดี?”
หัวหน้าหมู่บ้านรู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุม สีหน้าเคร่งเครียด ไม่อาจปริปากเอ่ยคำใด แม้ใจหนึ่งอยากจะเข้าข้างลูกสาวตัวเอง แต่สายตาของชาวบ้านที่จ้องมองอยู่ ราวกับจะตอกย้ำว่าเขาไม่อาจลำเอียงได้ หากเขาทำเช่นนั้น ใครจะเชื่อถือเขาในฐานะหัวหน้าบ้านอีก
แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่อาจทอดทิ้งลูกสาวตัวเองได้เช่นกัน หัวหน้าหมู่บ้านถอนหายใจอย่างหนัก ก่อนจะหันไปทางกงชุน ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิด และวิงวอน
“กงชุนเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับบ้านของนายโดยตรง ลุงต้องเคารพในการตัดสินของนายอยู่แล้ว แต่นายก็รู้ดีว่าลุงเป็นคนยังไงมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ถึงแม้ตอนนั้นนายจะเข้ากองทัพไม่อยู่ที่นี่ ลุงก็ทำงานในหมู่บ้านอย่างยุติธรรมเสมอมา ไม่เคยเอาเปรียบใคร”
“ครับ” กงชุนเองก็รู้สึกลำบากใจ เพราะคนที่ทำผิดอย่างจินเม่ย เป็นลูกสาวของหัวหน้าหมู่บ้าน
“งานที่เป็นทีม ทุกคนได้คะแนนเท่าเทียมกัน ปลายปีก็แบ่งข้าวเท่าๆกัน ไม่เคยมีความลำเอียงแม้แต่น้อย ถ้าวันนี้ลุงขอร้อง ขอเพียงแค่คำพูดจากปากของนายที่จะกล่าวให้นึกถึงลุงบ้าง แต่ไม่ต้องห่วงนะ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ลุงยินดีน้อมรับโดยไม่มีข้อกังขาใดๆทั้งสิ้น!”
“พ่อ!” จินเม่ยร้องเรียกด้วยความร้อนใจ
“เจ้าเด็กบ้า! หุบปากไปเลย!” หัวหน้าหมู่บ้านปรามลูกสาว หากเธอยังพูดอะไรมากกว่านี้ อาจจะยิ่งทำให้คนอื่นมองเธอเปลี่ยนไปยิ่งกว่าตอนนี้
ตัวเขาเพิ่งจะกล่าวตำหนิตระกูลหลี่เรื่องการเอาบุญคุณมาอ้างไป แต่ตอนนี้ตัวเขากลับทำพฤติกรรมไม่ต่างกัน เขาใช้การกระทำที่ผ่านมา เพื่อขอร้องให้ลูกสาวตัวเองพ้นผิด
กงชุนนิ่งเงียบครุ่นคิดอย่างหนักใจ เมื่อถูกลุงจินทงหัวหน้าหมู่บ้าน ขอร้องในเรื่องนี้ ถ้าเขาปล่อยไปก็ไม่ต่างอะไร กับการปล่อยตัวคนทำผิด ให้ไม่ต้องรับโทษ ถ้าเป็นแบบนั้นต่อไปเขายังจะเป็นคนที่มีความยุติธรรมอีกหรือ
แม้เขาจะไม่ชอบหลี่หนิงเซียน แต่เขาก็ยึดมั่นในความถูกต้องมาตลอด วันนี้เขาเองก็ไม่ควรที่จะมายืนลังเลอะไรอีก
“ลุงจิน ผมจะทำทุกอย่างตามความเป็นจริงนะครับ”
คำพูดนั้นทำให้หัวหน้าหมู่บ้านถึงกับหน้าซีด ส่วนจินเม่ยก็ตกใจแทบสิ้นสติ เธอมองไปที่กงชุนด้วยสายตาอ้อนวอน หวังว่าเขาจะเห็นใจเธอ ในสิ่งที่เธอทำลงเพื่อเขาบ้าง เธอก็แค่รักเขา เธอทำทุกอย่างก็เพื่อให้เธอได้อยู่กับเขา
จบตอน
Comments
Post a Comment