seller ep101-110

บทที่ 101: ฉันขอสารภาพ


หลี่หนิงเซียนรับสมุดบัญชีที่กงชุนยื่นให้ด้วยความลังเล เธออยากปฏิเสธแต่ก็ไม่อาจทนสายตาของเขาได้ จึงจำใจต้องเก็บไว้


เมื่อกงชุนออกไปแล้ว หลี่หนิงเซียนจึงหยิบสมุดบัญชีขึ้นมาดู เมื่อสายตาของเธอเลื่อนไปเห็นตัวเลขที่ปรากฏในหน้าสมุดบัญชี เธอถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ


“ห้าหมื่นหยวน!” เธออุทานออกมา แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ความคิดพลันแล่นเข้ามาในหัว หลี่หนิงเซียนเริ่มเข้าใจว่าแท้จริงแล้ว ครอบครัวตระกูลกงไม่ใช่คนธรรมดาที่ใช้ชีวิตอย่างประหยัดอย่างที่แสดงออกมา


พวกเขาเพียงแค่เสแสร้งเพื่อรักษาภาพลักษณ์ให้ดูถ่อมตนต่อสังคม เธอรู้สึกแปลกใจระคนสับสนที่ได้รู้ความจริงนี้ ที่แท้ก็ซ่อนอะไรไว้เยอะกว่าที่คิด ไม่แปลกใจเลยที่เขาถึงกล้าพูดอย่างมั่นใจว่าจะดูแลเธอได้


หลี่หนิงเซียนนึกถึงแววตามุ่งมั่นของกงชุนตอนพูดประโยคนั้น เธอถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ แต่ไม่นานเธอก็เรียกสติกลับมาได้ คำพูดของผู้ชายคนนี้ถือว่าเชื่อถือได้


เธอรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักในช่วงที่ผ่านมา จึงตัดสินใจพักผ่อนอยู่ที่บ้านทั้งวัน เธอหยิบหนังสือเล่มโปรดมาอ่านที่ลานหลังบ้านใต้ต้นแอปเปิล จิบชาเบาๆเป็นบรรยากาศที่เงียบสงบ และชวนให้รู้สึกสบายใจ


แต่ในช่วงบ่าย ขณะที่เธอกำลังเพลิดเพลินกับการพักผ่อน คุณปู่ของเธอเดินออกมาพร้อมกับสีหน้าที่เคร่งขรึม นางเอกมองเห็นแววตาของท่านที่เต็มไปด้วยความห่วงใย


“หนิงเอ๋อร์… วันนี้ไม่ไปขายเหรอ?” หลี่จ้านถาม หลี่หนิงเซียนจึงวางหนังสือลงอย่างช้าๆ แล้วหันไปมอง


“วันนี้หนูไม่ได้เตรียมของไว้นะคะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและยิ้มให้


“หลานยังจะหย่าอีกไหม” หลี่จ้านถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย


“ไม่แล้วค่ะ คุณปู่ไม่ต้องกังวล หนูกับกงชุนคุยกันแล้ว” ดูเหมือนว่าคำพูดของเธอจะไม่เพียงพอที่จะทำให้คุณปู่คลายความกังวล “คุณปู่ยังกังวลอะไรอีกเหรอคะ”


“หลานนะควรไปอยู่ตระกูลกง อยู่ที่นี่คนเขาจะมองยังไง”


“ที่นี่มีแค่คุณปู่อยู่จะให้หนูทิ้งไปได้ยังไง”


“แต่…” หลี่หนิงเซียนเข้าใจความหวังดีของคุณปู่ และรู้ว่านี้เป็นความรักและความปรารถนาดีที่มีให้เธอ เธอลุกขึ้นเดินเข้าไปหา ยื่นมือไปจับมือของคุณปู่ไว้เบาๆ


“คุณปู่ไม่ต้องไปฟังใครพูดนะคะ” เธอกล่าวเบาๆด้วยน้ำเสียงมั่นคง “จริงสิ หนูได้จดหมายมาด้วย เป็นข่าวของพี่ชายตอนนี้พี่ชายอยู่ที่เมืองไป๋ชาน ปลอดภัยดีค่ะ”


เมื่อหลี่จ้านได้ยินถึงเรื่องของพี่ชาย นัยน์ตาของเขาที่ก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยความกังวลก็สว่างวาบขึ้นมา หลี่หนิงเซียนจึงเดินเข้าบ้านไปหยิบจดหมายมาส่งให้คุณปู่


“นี่จดหมายที่หนูได้มาค่ะ” หลี่จ้านรับจดหมายจากหลี่หนิงเซียนอย่างช้าๆ ดวงตามองตัวอักษรที่บรรจงเขียนอย่างละเอียด ใบหน้าของคุณปู่คลายความเครียดลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อได้รู้ว่าหลานชายยังปลอดภัยดี แม้จะอยู่ต่างเมือง


“ดียิ่งแล้ว… เขาปลอดภัยก็ดี” หลี่จ้านพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเบาขึ้นกว่าตอนแรก “แล้วเขาจะกลับมาเมื่อใด?”


หลี่หนิงเซียนยิ้มบางๆก่อนตอบ “หนูก็ยังไม่แน่ใจค่ะ แต่คุณปู่ไม่ต้องกังวลนะคะ”


หลี่จ้านพยักหน้าเบาๆ แต่ยังคงแสดงท่าทีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แววตาของเขามองออกไปนอกหน้าต่าง ราวกับจะจินตนาการถึงเมืองไป๋ชาน


“ไป๋ชานเป็นเมืองที่อยู่ติดทะเล ผู้คนค่อนข้างเยอะ เป็นเมืองที่ดี หวังว่าหลงเฟยจะดูแลตัวเองดีๆ”


“หนูเชื่อค่ะว่าพี่ดูแลตัวเองได้ พี่เป็นคนเก่ง และมีความสามารถ” หลี่หนิงเซียนกล่าวอย่างมั่นใจ


คุณปู่พยักหน้าช้าๆ สายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยยังคงปรากฏชัด “ปู่หวังว่าอย่างนั้น… ครอบครัวเราต้องอยู่ด้วยกันให้ครบ ถึงจะสุขใจ”


บรรยากาศในลานบ้านกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นในความห่วงใยที่แผ่ออกมาอย่างไม่สิ้นสุด หลี่หนิงเซียนยิ้มให้คุณปู่อีกครั้ง ก่อนจะหันกลับมาที่จดหมาย


เธอรู้ว่าทั้งครอบครัวต่างมีความผูกพันที่ลึกซึ้งต่อกัน แม้ว่าระยะทางจะห่างไกลแค่ไหน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขายังคงแนบแน่นเช่นเดิม หวังว่าพี่ชายจะกลับมาโดยเร็ว


กงหยางวิ่งลนลานมาถึงหน้าบ้านของหลี่หนิงเซียน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เหงื่อผุดพรายจากการวิ่งอย่างรวดเร็ว เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อหายใจ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน


“พี่สะใภ้! พี่สะใภ้! ป้าหวังถูกจับไปแล้ว!” กงหยางพูดหอบๆ


หลี่หนิงเซียนที่พึ่งคุยกับคุณปู่เสร็จ พอได้ฟังสีหน้าเปลี่ยนเป็นแปลกใจทันที


“ป้าหวัง? เกิดอะไรขึ้น”


“พวกตำรวจ… เขามาเมื่อสักครู่นี้เอง ป้าหวังพยายามขัดขืน แต่สุดท้ายก็ถูกพาตัวไปที่โรงพัก!” กงหยางพูดพร้อมหายใจหอบแรงจากความรีบร้อน


“ทำไมถึงถูกจับ”


“น่าจะเกี่ยวข้องกับจินเม่ย และเป็นเรื่องพี่สะใภ้ด้วย” ที่ทำให้กงหยางรีบร้อนมาที่นี่ เพราะป้าหวังเป็นลูกสาวของคุณปู่ ต่อให้ป้าหวังจะทำตัวไม่ดีแค่ไหน เรื่องนี้พี่สะใภ้ควรรู้ และเรื่องนี้เกี่ยวพันกับพี่สะใภ้


“เรื่องฉันงั้นเหรอ”


“ใช่ ผมได้ยินมาแบบนั้น”


“หนิงเอ๋อร์ พาปู่ไปดูหน่อยได้ไหม”


“เดี๋ยวหนูไปเองค่ะคุณปู่รอที่นี่นะคะ” หลี่หนิงเซียนพูดพร้อมกุมมือคุณปู่ไว้


“ฝากด้วยนะ” หลี่จ้านมองมือหลานที่จับไว้ก็รู้สึกเบาใจขึ้น


“ค่ะ”


“ผมไปด้วย”


“เอาจักรยานมา เราต้องรีบไป!” หนิงเซียนกล่าว ก่อนจะรีบคว้าจักรยานของตัวเองจากด้านข้างบ้าน กงหยางทำเช่นเดียวกัน พวกเขาทั้งสองปั่นจักรยานไปตามถนนอย่างรวดเร็ว ล้อหมุนส่งเสียงครูดพื้นถนนราวกับจะสะท้อนถึงความเร่งรีบในจิตใจของทั้งสองคน


ตลอดทาง หนิงเซียนพยายามหาคำตอบในหัวว่าเหตุใดป้าหวังถึงถูกจับ มีเรื่องราวอะไรที่เธอไม่รู้หรือเปล่า ใบหน้าของเธอเคร่งเครียด ขณะที่สายตาของกงหยางก็เต็มไปด้วยความตึงเครียดเช่นกัน ไม่มีคำพูดใดๆออกมาระหว่างทาง มีแต่เสียงลมที่พัดผ่านหูเมื่อทั้งคู่เร่งความเร็ว


เมื่อทั้งสองมาถึงโรงพัก หนิงเซียนรีบจอดจักรยานแล้ววิ่งเข้าไปข้างใน ทันทีที่เธอเข้าไปในสถานีตำรวจ เธอก็เจอจงซวนที่ประจำการอยู่ในเวลานั้น เขามีท่าทางสุขุมและนิ่งสงบ


“มาทำอะไรที่นี่?” จงซวนถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร


“ฉันมาเรื่องป้าหวัง ทำไมเธอถึงถูกจับ?”


“เรื่องนี้ไปคุยในห้องผมดีกว่า”


“อือ” หลี่หนิงเซียนและกงหยางเดินตามจงซวนเข้ามาในห้องทำงาน ก่อนจงซวนจะเปิดปากเราเรื่องราว


“หลังจากที่จับจินเม่ยมาเราก็ได้ทำการสอบสวนเธอ…”


วันที่สอบสวนจงซวนจับจ้องไปที่จินเม่ยซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะ เธอดูหวาดกลัวและกระสับกระส่าย จงซวนวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะเสียงดัง ทำให้จินเม่ยสะดุ้งเล็กน้อย


“คุณจินเม่ยคุณมีอะไรจะพูดไหม?” จงซวนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง จินเม่ยก้มหน้า มือบีบผ้าเช็ดหน้าแน่น เธอเงยหน้าขึ้นช้าๆ ใบหน้าของเธอเศร้าหมอง ดวงตาเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า


“ฉัน… ฉันขอสารภาพค่ะ” เสียงของเธอแผ่วเบา จงซวนเลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่แสดงอาการประหลาดใจมากนัก


“ว่ามาสิ” จินเม่ยสูดหายใจลึกๆก่อนจะเล่า


“ฉันเป็นคนสร้างเรื่องการปลอมใบรับรองแพทย์ขึ้นมาเองค่ะ แต่เรื่องข่าวการขายตัวของหลี่หนิงเซียน ที่ฉันแต่งขึ้นเพื่อทำลายชื่อเสียงของเธอ ฉันไม่ได้ทำคนเดียวนะ” เธอจะไม่มีวันยอมรับโทษเพียงลำพังแน่


“แล้วใครร่วมมือกับคุณ”


“ป้าหวัง… ป้าของหลี่หนิงเซียนก็ร่วมมือกับฉันค่ะ” จินเม่ยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงสั่น


“หมายความว่ายังไง?” จงซวนที่กำลังจดคำให้การหยุดเขียน มองหน้าจินเม่ยอย่างจริงจัง


“ป้าหวัง… เป็นคนปล่อยข่าวลือให้ฉัน เธอเอาเรื่องหลี่หนิงเซียนไปพูดกับคนในหมู่บ้านค่ะ” จินเม่ยพูดออกมาในที่สุด “ถ้าทำลายชื่อเสียงหลี่หนิงเซียนได้ เธอก็จะต้องถูกตระกูลกงไล่ออกมา ที่ตรงนั้นควรเป็นของฉัน”


“คุณมีหลักฐานอะไรที่จะยืนยันเรื่องนี้ไหม?” จินเม่ยล้วงกระเป๋าเสื้อ หยิบกระดาษออกมาวางบนโต๊ะ “ทุกอย่างที่เขียนเป็นลายมือป้าหวังคะ”


จงซวนหยิบกระดาษขึ้นมาอ่าน ในนี้เป็นจดหมายที่พูดถึงข่าวลือว่าปล่อยเรียบร้อยแต่ที่สะดุดตาที่สุด คือส่วนท้ายของจดหมาย…


บทที่ 102: ทำตามกฎหมาย


“เรื่องที่ถามว่าถ้าให้หลี่หนิงเซียนตกน้ำอีกรอบจะดีไหม หมายความว่าเคยทำมาแล้วสินะ”


“…” จินเม่ยตาโตขึ้นมาทันที เธอลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท


“ถ้าให้เดาคงเป็นเมื่อเดือนก่อน แล้วทำให้หลี่หนิงเซียนเปลี่ยนไปใช่ไหมครับ”


“คือ…” จินเม่ยเริ่มพูดไม่ออก


“ถ้ารับสารภาพ โทษของคุณจะลดลงนะครับ ตอนนี้คุณโดนทั้ง คดีปลอมแปลงเอกสาร ใส่ความผู้อื่นให้ได้รับความเสียหาย และตอนนี้ยังมีเรื่องทำร้ายร่างกายจนทำให้ผู้อื่นเกือบถึงแก่ความตาย รู้ใช่ไหมครับว่าโทษหนัก”


“วันที่ส่งคนงานเข้าเมืองฉันวางแผนกับป้าหวัง เพื่อให้หลี่หนิงเซียนตกน้ำค่ะ หวังแค่ให้เธอได้รับความอับอาย แต่เธอว่ายน้ำไม่ได้ ตอนที่เธอจะจมฉันก็ทำอะไรไม่ถูกไม่กล้าลงไปช่วย” จินเม่ยเล่าพร้อมร้องไห้ออกมา


“ขอบคุณสำหรับความร่วมมือ คุณจินเม่ย เราจะตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียด”


เขาลุกขึ้นยืน มองจินเม่ยด้วยสายตาเคร่งขรึม “คุณเข้าใจใช่ไหมว่าการกระทำของคุณมีโทษมากแค่ไหน”


“ฉันเข้าใจค่ะ และฉันพร้อมจะรับผิดทุกอย่าง” จินเม่ยพยักหน้า น้ำตาไหลอาบแก้ม


“ดีครับ เราจะดำเนินการสอบสวนต่อไป รวมถึงจับป้าหวังมารับในเรื่องนี้ด้วย คุณจะต้องอยู่ที่นี่จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น” จินเม่ยพยักหน้าอย่างหมดหวัง ขณะที่จงซวนเดินออกจากห้องไป


“…เรื่องทั้งหมดก็เป็นแบบนี้และครับ ว่าแต่คุณจะเอาความในฐานะเจ้าทุกข์ไหมครับ”


“ทำตามกฎหมายเลยค่ะ” เธอไม่มีสิทธิ์พอที่จะยกโทษในเรื่องนี้ เพราะหลี่หนิงเซียนที่โดนผลักตกน้ำในวันนั้นได้ตายไปแล้ว ตอนนี้เธอควรได้รับความยุติธรรมสักที


“ครับ” จงซวนรับคำก่อนมองหลี่หนิงเซียน ก่อนมองอย่างชื่นชม แม้ว่าเธอจะโดนทำร้าย แต่ก็ยังสงบนิ่บได้ ไม่โมโหโวยวายอะไรออกมา


“งั้นขอตัวนะคะ” ถ้าเป็นเรื่องอื่นเธออาจจะให้อภัย แต่เรื่องนี้เธอไม่สามารถตัดสินใจได้จริงๆ กับคุณปู่เธอก็คงต้องกลับไปคุยทีหลัง…


เมืองไป๋ชาน


“นายตามฉันมาทำไม” ชายหนุ่มหน้าตาดี ถือปืนจ่อชายคนนึงที่แอบตามตามเขามาหลายวัน วันนี้เขาสบโอกาส จึงวางแผนลวงให้คนตามเข้ามาในซอกตึกแล้วดักจับ


“เอ่อ คือ… ฉะ” ชายคนที่โดนปืนจ่อหัวพูดด้วยน้ำเสียงลนลาน


“ถ้ายังอ้ำอึ้งฉันยิงทิ้งแน่”


“ฉันมาจากหมู่บ้านไป๋หลาน หลี่หนิงเซียนฝากตามหานายไปทั่ว พอเจอฉันก็เลยตามดู” เขาลดปืนในมือลงเมื่อได้ยินชื่อตัวเอง


“ทำไมต้องทำตัวลับๆล่อๆ ไม่เข้ามาคุยดีๆ”


“ฉันเห็นนายดูอยู่ท่ามกลางคนน่ากลัวเลยไม่กล้าเข้าไป”


“ได้บอกที่บ้านฉันไปหรือยัง”


“บอกไปแค่นายสบายดี” ชายคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงลนลาน


“ยังไม่ต้องส่งข่าวอะไรเพิ่ม”


“นายกำลังทำอะไรอยู่กันแน่ รู้ไหมว่าปู่กับน้องนายห่วงนายมาก” ชายคนนั้นพูดขึ้นและมองเขาที่เก็บปืนไป “นายดูเปลี่ยนไป”


“ฉันไม่ได้ทำอะไรที่ไม่ดี รู้แค่นี้พอรู้มากนายจะเป็นอันตราย”


“ถ้าอันตรายก็กลับบ้านสิ ตอนนี้หลี่หนิงเซียนร่ำรวยมากนะ”


“พวกเขามีความสุขและสบายดีใช่ไหม”


“ใช่”


“อือ” สิ่งที่เขาทำอยู่ในตอนนี้ไม่สามารถบอกให้ใครรับรู้ได้ แต่ถ้าทำสำเร็จมันจะทำให้ครอบครัวที่เขารักมีชีวิตที่ดีขึ้นแน่นอน


หลี่หนิงเซียนกลับมาถึงบ้านในตอนเย็น มีชาวบ้านที่ต้องการเรียนรู้เรื่องสมุนไพรมาหาหลี่หนิงเซียนอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่ได้หลบเลี่ยง เธอเตรียมสมุนไพรทั่วไปที่ขุดไว้ล่วงหน้าออกมาสอนชาวบ้าน


อธิบายอย่างละเอียด ทั้งสภาพแวดล้อมการเจริญเติบโต และข้อควรระวังในการขุดสมุนไพร ชาวบ้านต่างจดจำอย่างตั้งใจ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้านด้วยความยินดี


แต่เมื่อหลี่หนิงเซียนเข้านอน ใบหน้าของชายคนหนึ่งกลับลอยเข้ามาในหัวโดยไม่รู้ตัว ทำให้เธอนอนไม่หลับ เธอได้แต่บอกให้ตัวเองใจเย็นๆ เธอไม่ใช่คนที่คิดแต่เรื่องความรัก เธอพยายามเตือนสติตัวเอง พลิกตัวไปมาอยู่หลายรอบ กว่าจะหลับ


วันรุ่งขึ้น หลี่หนิงเซียนตื่นนอนแต่เช้า และทำอาหารเช้าให้คุณปู่เหมือนเช่นเคย หลังจากนั้นเธอจึงมาตลาดตามปกติ แต่กลับพบว่าบรรยากาศวันนี้แปลกไป อย่างเห็นได้ชัด


เมื่อมองไปรอบๆ เธอก็พบกับร้านขายซาลาเปาทอดน้ำ ร้านใหม่ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามแผงของเธอ ร้านนี้ดูคึกคัก มีคนสองคนกำลังยุ่งอยู่กับทอดซาลาเปา และห่ออย่างขะมักเขม้น หลี่หนิงเซียนตาลงเล็กน้อย พิจารณาสถานการณ์ตรงหน้าอย่างเงียบๆ


สองคนนั้นไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นลูกชาย และลูกสะใภ้ของฟานเต๋อนั่นเอง! ผู้ชายกำลังทอดซาลาเปา ผู้หญิงกำลังห่อส่งให้ลูกค้าด้วยรอยยิ้มสดใส แผงขายของพวกเขาวางเตาเหล็กไว้ตำแหน่งเดียวกัน เหมือนกับของเธอทุกอย่าง


เธอเดินไปหาฟานเต๋อที่ยังคงขายบะหมี่อยู่ข้างแผงขายของเธอ


“ลุงฟานคะ” เธอยิ้มทักทาย เมื่อฟานเต๋อเห็นหลี่หนิงเซียน ก็วางงานในมือลงทันที


“ยายหนูมาช้าจัง ลุงรอตั้งนานแล้ว” ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความละอายใจ


“คนในบ้านไม่รู้จักกาลเทศะ ลุงก็ห้ามไม่อยู่” เขากล่าวพลางจ้องมองไปยังแผงขายฝั่งตรงข้าม “เมื่อวานหนูไม่ได้มา พวกเขาก็อยากจะมาแย่งลูกค้าของหนู ลุงคิดว่าลุงดุไปแล้ว พวกเขาจะยับยั้งชั่งใจบ้าง ใครจะรู้ว่าตอนบ่ายพวกเขาแอบไปซื้ออุปกรณ์กลับมา มาเห็นเช้านี้ก็ตอนมาตลาดแล้ว” ลุงฟานพูดต่อด้วยน้ำเสียงครุ่นเคือง


“หลี่หนิงเซียน ลุงไร้ความสามารถ ควบคุมคนในบ้านที่ไม่รู้จักอายพวกนี้ไม่ได้!” ฟานเต๋อถอนหายใจ กังวลว่าหลี่หนิงเซียนจะโกรธ ที่ภรรยาของเขาพาลูกชาย และลูกสะใภ้มาแย่งลูกค้าอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้


หลี่หนิงเซียนคุ้นเคยกับครอบครัวตระกูลฟานดี เธอรู้ว่าลุงเป็นคนใจดี แต่ทุกเรื่องในบ้านป้าเหยาจะเป็นคนตัดสินใจ ลุงฟานมีลูกชายเพียงคนเดียวเพราะมีลูกตอนอายุมากแล้ว ทั้งคู่จึงตามใจลูกมาก


แม้กระทั่งตอนนี้ที่ลูกแต่งงานแล้ว เขาก็ยังไม่ยอมหางานทำ ปล่อยให้ลุงฟานต้องหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการขายบะหมี่เพียงคนเดียว


“ลุงฟานอย่าพูดแบบนั้นสิคะ ตลาดใหญ่ขนาดนี้ เงินไม่ได้มีแค่บ้านเดียวที่จะหาได้ คุณลุงก็อย่าไปโกรธคุณป้ากับน้องชายเลยค่ะ” ลุงฟานทำดีกับเธอมาตลอด เธอจึงไม่ได้ถือโทษ อีกอย่างการขายของและมีคนทำตามเป็นเรื่องธรรมดาของการค้า


“หลี่หนิงเซียน เธอพูดแบบนี้ ยิ่งทำให้ลุงรู้สึกอายนะ” ฟานเต๋อพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ


“ไม่เป็นไรจริงๆค่ะคุณลุง” หลี่หนิงเซียนรีบเปลี่ยนเรื่อง “ฉันกำลังคิดจะย้ายไปเปิดร้านขายของอย่างอื่นพอดี คงต้องฝากของไว้ก่อนสักระยะ”


“ได้ๆ ไม่ต้องเกรงใจ” พอพูดคุยกับลุงฟานแล้วเธอก็แยกออกมาหาทำเลทำร้านอาหาร เธอตั้งใจจะเอาเงินที่หามาได้มาทำร้านอาหารขาย ยังไงอาหารก็เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดในการดำรงชีวิต


หลี่หนิงเซียนสังเกตเห็นประกาศขายตึกแปะอยู่บนเสาไฟฟ้าระหว่างที่กำลังมองหาตึกเช่า เธอจึงเกิดความคิดที่จะซื้อตึกหลังนั้น แทนที่จะเช่า เธอคิดว่าตึกริมถนนน่าจะมีศักยภาพในการทำกำไรในอนาคต เพราะสามารถเปิดร้านได้ และมูลค่าของตึกก็จะเพิ่มขึ้นตามการพัฒนาของเมือง


หลี่หนิงเซียนใช้เวลาช่วงเช้าในการติดต่อกับเจ้าของตึกที่ติดประกาศขาย เธอได้เบอร์โทรจากประกาศ และโทรไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เธอตั้งเป้าหมายในใจ เธอจะใช้เวลาทั้งเช้าไปกับการตามหาตึก และในที่สุดก็สะดุดตากับตึงหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมถนน ไม่ไกลจากตลาด


ตึกหลังนี้เป็นตึกสองชั้น มีลานด้านหน้าเล็กน้อยเหมาะกับการวางโต๊ะ ให้ทานอาหาร คงได้ประมาณสี่ห้าโต๊ะ และที่ทำให้เธอชอบที่สุด คือตึกนี้มีต้นกระดังงาอยู่ด้านหน้า


และฝั่งตรงข้ามเป็นโรงงานอาหารสำเร็จรูป มีผู้คนสัญจรไปมาพลุกพล่าน อีกทั้งยังอยู่ไม่ไกลตลาด ทำเลที่ตั้งนี้เหมาะสมที่สุดสำหรับเธอ


“คิดว่าสามหมื่นหยวนแพงไหม” เมื่อหลี่หนิงเซียนได้ยินราคาจากเจ้าของตึก เธอแทบจะกระโดดด้วยความดีใจ แต่ก็พยายามอย่างยิ่งที่จะเก็บอาการตื่นเต้นไว้ และแสร้งทำเป็นไม่ค่อยพอใจต่อหน้าเจ้าของบ้าน


“ราคานี้… แพงไปหน่อยนะคะ” เธอกระแอมเบาๆ


เจ้าของตึกเห็นท่าทางของหลี่หนิงเซียนจึงรีบอธิบาย “พูดตามตรงนะคุณ ตึกหลังนี้ของผมดีทุกอย่าง เป็นตึกเก่าที่ครอบครัวผมสร้างเอง ถ้าไม่ใช่เพราะลูกชายเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วต้องทำงานที่ต่างเมือง จำเป็นต้องซื้อบ้านที่นั่น ผมไม่มีทางยอมขายตึกหลังนี้เด็ดขาด”


บทที่ 103: มองเธอเป็นครูอย่างแท้จริง


เจ้าของบ้านวัยห้าสิบกว่าปี เห็นท่าทีครุ่นคิดของหลี่หนิงเซียนที่ไม่ได้ตอบอะไรออกมา จึงคาดเดาว่าเธออาจจะลังเลที่จะซื้อตึกหลังนี้ เขาถอนหายใจพลางกล่าวว่า


“ผมก็รู้นะว่าตึกของผมอยู่ติดถนน ตรงข้ามก็เป็นโรงงาน เสียงดังกว่าที่อื่น สภาพแวดล้อมไม่ค่อยดี ดังนั้นจึงตั้งราคาสูงมากไม่ได้ งั้นเอาอย่างนี้แล้วกัน คุณดูว่าลดราคาลงห้าพันหยวนได้ไหม สองหมื่นห้าพันหยวนก็ขายให้คุณแล้ว!”


หลี่หนิงเซียนได้ยินดังนั้นถึงกับพูดไม่ออก ลดราคาลงห้าพันเลยเหรอ!? ในใจเธอกลับคิดว่า หากขายตึกหลังนี้แล้วนำเงินไปซื้อบ้านที่ต่างเมืองก็ไม่ขาดทุน อีกไม่กี่ปีบ้านก็คงจะแพงขึ้นอีก ความลังเลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเธอ


“ฉันต้องกลับไปปรึกษากับที่บ้านก่อน ถ้าตัดสินใจซื้อ พรุ่งนี้บ่ายฉันจะมาใหม่ ตอนนั้นค่อยคุยรายละเอียดกันได้ไหมคะ” หลี่หนิงเซียนพูดอย่างใจเย็น


เจ้าของบ้านอยากปิดการขายเร็วๆ จึงเร่งรัดให้เธอมัดจำไว้ก่อน “งั้นคุณวางมัดจำไว้หน่อยสิ ตึกดีๆไม่รอใคร ไม่งั้นถ้าบ่ายนี้มีคนมาดู แล้วถูกใจ ผมก็จะขายไปนะ!”


หลี่หนิงเซียนไม่หลงกล ยิ้มบางๆแล้วตอบ “ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าคุณเจอผู้ซื้อที่เหมาะสม ไม่ต้องเก็บไว้ให้ฉันหรอก การซื้อขายก็เป็นเรื่องของโชคชะตา”


เธอหันหลังเตรียมเดินออกจากตึก ทิ้งให้เจ้าของตึกประหลาดใจที่เด็กสาวคนนี้ไม่ตื่นตกใจกับคำพูดของเขาเลย


“เอ่อ…งั้นผมจะรอคุณมาพรุ่งนี้บ่าย แล้วก็ถ้าราคาไม่พอใจ เรายังเจรจากันได้อีกนะ!” เจ้าของตึกรีบตะโกนไล่หลังเพราะรู้ตัวว่าพลาดท่าเสียแล้ว


ในยุคนี้ คนส่วนใหญ่ยังไม่สนใจตึกติดถนน คิดว่าเสียงดังและสภาพแวดล้อมไม่ดี จึงทำให้ตึกประเภทนี้หาคนซื้อยาก แต่หลี่หนิงเซียนมองการณ์ไกล เธอรู้ดีว่าเมื่อเศรษฐกิจเติบโต ตึกติดถนนจะมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นที่ต้องการอย่างมากในอนาคต


หลี่หนิงเซียนอยากจะเริ่มต้นร้านของเธอในเมืองนี้ จึงตัดสินใจซื้อบ้านหลังหนึ่ง เธอคิดว่าราคาตึกในย่านที่การคมนาคมสะดวกแบบนี้ต้องพุ่งสูงขึ้นในอนาคต การซื้อตึกจึงเป็นการลงทุนที่ดีกว่าการเอาเงินไปลงทุน


แต่เงินที่เธอเก็บสะสมไว้กลับไม่พอซื้อ แม้จะรู้ดีว่าไม่ควรนำเงินที่กงชุนให้มาใช้ แต่สถานการณ์บังคับ เธอจึงตัดสินใจว่าจะปรึกษาเรื่องนี้กับเขาก่อน จึงโทรหากงชุน เธอตรงไปที่โรงพยาบาลทันที เพราะที่นั่นมีโทรศัพท์ให้ใช้


หลี่หนิงเซียนหยิบสมุดเล่มเล็กที่พกติดตัวออกมา เปิดดูเบอร์โทรศัพท์ที่กงชุนจดไว้ให้ก่อนไป เธอคำนวณเวลาคร่าวๆแล้ว กงชุนน่าจะไปรายงานตัวที่กองทัพแล้ว


แม้จะรู้ว่ากงชุนเพิ่งลงจากรถไฟได้ไม่กี่ชั่วโมง เธอก็อดกังวลเรื่องเงินที่เขาฝากไว้ไม่ได้


“เขาอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมา จะใช้ทั้งที ก็ต้องถามเขาก่อน” หลี่หนิงเซียนคิดในใจ ก่อนตัดสินใจแน่วแน่ที่โทรหา แม้จะกลัวว่าเขาจะรำคาญอยู่บ้างก็ตาม หลังจากรออยู่สามวินาที ปลายสายก็รับสาย


(สวัสดีค่ะ ที่นี่สำนักงานกองพลที่5 เขตทหารที่35ค่ะ ไม่ทราบว่าคุณต้องการติดต่อใครคะ?) เสียงปลายสายตอบกลับมา


หลี่หนิงเซียนรู้สึกประหม่าเล็กน้อย ขณะโทรศัพท์เข้าค่ายทหารเป็นครั้งแรก เธอสูดหายใจลึกๆก่อนพูด


“สวัสดีค่ะ ฉันขอสายคุณกงชุนค่ะ”


แม้ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะรู้จักกงชุนในค่ายทหารขนาดใหญ่แบบนั้นหรือไม่ แต่เธอก็เลือกที่จะบอกไป น้ำเสียงปลายสายที่ตอบกลับมาก็สุภาพขึ้นทันที


(คุณต้องการติดต่อผู้บัญชาการกองพันของพวกเรางั้นหรือค่ะ? กรุณารอสักครู่ ฉันจะไปแจ้งให้ค่ะ)


คำว่าผู้บัญชาการกองพัน ทำให้หลี่หนิงเซียนประหลาดใจ เธอคาดคิดว่ากงชุนจะมีตำแหน่งสูง แต่ไม่คิดว่าจะเป็นถึงระดับผู้บัญชาการกองพันแบบนี้ เธอพยายามนึกถึงละครทีวีแนวทหารที่เคยดู ผู้บัญชาการกองพันมักจะเป็นชายมีอายุ แต่กงชุนอายุยังไม่ถึงสามสิบปี!


แม้จะไม่ค่อยเข้าใจลำดับชั้นทางทหารอย่าง กองทัพ กองพล กรม กองพัน และกองร้อยนัก แต่หลี่หนิงเซียนก็จำได้ว่าตำแหน่งผู้บัญชาการกองพันนั้นใหญ่โตเพียงใด


หลี่หนิงเซียนรู้สึกแปลกใจที่กงชุนไม่เคยเปิดเผยเรื่องตำแหน่งของเขาให้ครอบครัวรู้เลย เธอเริ่มคิดว่าเขาอาจตั้งใจปิดบังเรื่องนี้ และการที่เขาให้เบอร์โทรศัพท์ไว้กับเธอก็คงเพื่อใช้ในยามฉุกเฉินเท่านั้น การที่เธอโทรมาอย่างนี้เพียงเพราะต้องการเงินเช่นนี้ คงไม่เหมาะสมนัก


(ผู้บังคับการติดธุระอยู่ค่ะ มีอะไรฝากไว้ไหมคะ หรือจะฝากเบอร์ติดต่อไว้ไหมคะ) หลี่หนิงเซียนโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เธอยังไม่พร้อมจะคุยกับกงชุนในตอนนี้ ความจริงที่เพิ่งรู้ว่าเขาเป็นถึงผู้บังคับการกองพันยิ่งทำให้ความรู้สึกสับสนในใจเธอเพิ่มขึ้นไปอีก


“แจ้งว่าหลี่หนิงเซียนโทรมา แต่ไม่จำเป็นต้องโทรกลับก็ได้ค่ะ” เธอรีบปฏิเสธอย่างสุภาพ แล้ววางสาย หลี่หนิงเซียนก็ได้แต่ถอนหายใจ มองไปรอบๆ ความรู้สึกสับสนในใจยิ่งทวีคูณ ยิ่งรู้จักกงชุนมากขึ้นเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าเขายิ่งเหมือนปริศนา ไม่ต่างอะไรจากเรื่องราวการหายตัวไปของพี่ชายที่เป็นปริศนาสำหรับเธอมาโดยตลอด


หลี่หนิงเซียนครุ่นคิดถึงการหายตัวไปอย่างลึกลับของกงชุน พ่อของสามีและพี่ชายเธอ ทั้งๆที่ไม่ได้อยู่ในช่วงสงคราม แต่กลับไร้ร่องรอยอย่างน่าสงสัย ยิ่งคิดก็ยิ่งแปลกประหลาด ด้วยสถานะของกงชุน ไม่น่าเป็นไปได้เลยที่เขาจะตามหาพ่อตัวเองไม่พบตลอดหลายปีที่ผ่านมา และถ้าเขาช่วยเธอตามหาพี่ชายจริงก็น่าจะเจอได้ไม่ยาก


แม้กงหยางยังเด็ก คล้ายกับเด็กคนอื่นๆในหมู่บ้าน แต่ซูลี่แม่สามีของเธอนั้น หลี่หนิงเซียนสัมผัสได้ถึงความต่าง เธอไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา แม้ภายนอกจะดูเป็นยายแก่ขี้เหนียว ชอบคิดเล็กคิดน้อย


แต่การกระทำ พฤติกรรม และน้ำเสียงของเธอ กลับแตกต่างจากคนในหมู่บ้านอย่างสิ้นเชิง ราวกับผ่านโลกผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าคนทั่วไป หลี่หนิงเซียนนึกถึงคำพูดชาวบ้านที่เคยเล่า


ครอบครัวกงชุนกลับมาอยู่ชนบทเพราะนโยบายเมื่อหลายปีก่อน แต่ต่อมานโยบายเปลี่ยนแปลง เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนถูกเรียกตัวกลับไป ทำไมครอบครัวกงชุนถึงยังคงอยู่ในหมู่บ้าน?


ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังนึกถึงบทสนทนาแปลกๆ ที่ได้ยินตอนขึ้นเขาไปเมื่อเดือนก่อน คนสองคนนั้นแอบซ่อนตัวอยู่บนเขา พวกเขากำลังพูดถึงการค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่บ้านตระกูลกง แต่ดูเหมือนว่าจะหาไม่พบเพราะกงชุน


ทั้งหมดนี้ทำให้หลี่หนิงเซียนตั้งคำถามกับตัวเองว่า แท้จริงแล้วพ่อแม่ของกงชุนเป็นใครกันแน่? เมื่อความสงสัยก่อตัวขึ้น หลี่หนิงเซียนพยายามรวบรวมความทรงจำอันน้อยนิดเกี่ยวกับตระกูลกง แต่เธอก็ไม่พบเบาะแสใดๆ


หลี่หนิงเซียนถอนหายใจ สุดท้ายเรื่องนี้ก็คงต้องรอให้เขาบอกเอง ตอนนี้สิ่งที่เธอควรให้ความสำคัญมากกว่าคือเรื่องเงิน พรุ่งนี้เธอจะไปหาเงินที่ไหนดี? เธอไม่กล้าใช้เงินเขาตามใจชอบ แต่เมื่อตัดสินใจว่าจะซื้อมาเปิดร้าน เธอก็จะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หลี่หนิงเซียนกำหมัดแน่น ดวงตาเปล่งประกายแน่วแน่


พอกลับมาถึงบ้านสายตาที่ชาวบ้านมองหลี่หนิงเซียน เริ่มเปลี่ยนเป็นความเคารพ พวกเขามองเธอเป็นครูอย่างแท้จริง ชาวบ้านต่างขึ้นเขาไปขุดสมุนไพรที่หลี่หนิงเซียนสอนไว้ตั้งแต่เมื่อวาน


พวกเขากลับมาด้วยความอดทน เพราะรู้ว่าสมุนไพรเหล่านี้สามารถนำไปขายเป็นรายได้ให้กับครอบครัวได้ เมื่อนำไปขายให้กับจุดรับซื้อในหมู่บ้านแล้ว ทุกคนต่างก็ได้เงินกลับบ้าน แม้จะไม่มากมายเท่าโสม แต่สมุนไพรที่หลี่หนิงเซียนสอนก็หาได้ไม่ยากและมีราคาที่ยุติธรรม ทำให้ชาวบ้านที่เคยพึ่งพาแต่โชคชะตามีรายได้เสริม


ชาวบ้านหลายคนมาถึงบ้านของเธอโดยที่ยังไม่ได้ทานอาหารเย็น เพราะรีบมาเรียนรู้เรื่องสมุนไพรต่อ หลี่หนิงเซียนรู้แบบนั้น จึงชวนพี่สาวสองคนมาช่วยกันทำอาหาร


ชาวบ้านรู้สึกเกรงใจ เพราะมีคนมาเรียนเกือบสามสิบคน พวกเขารู้สึกว่าการที่หลี่หนิงเซียนสอนเรื่องสมุนไพรให้ ก็ถือว่าได้ประโยชน์มากแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อไม่กี่วันก่อน หลี่หนิงเซียนยังคืนสิ่งของที่พวกเขานำมาให้ทั้งหมด


ส่วนที่คืนไม่ได้ก็แลกเป็นเงินคืนให้ทุกคน การกระทำเช่นนี้ทำให้พวกเขายิ่งเกรงใจที่จะรับประทานอาหารที่บ้านของหลี่หนิงเซียน บางครอบครัวถึงกับลุกขึ้นเพื่อที่จะกลับบ้าน แต่หลี่หนิงเซียนก็เข้าใจความรู้สึกของชาวบ้านดี เธอจึงยิ้มและอธิบายว่า


“ไม่ต้องเกรงใจไปหรอก ฉันอยากให้ทุกคนช่วยกิน แล้วก็ช่วยวิจารณ์รสชาติอาหารให้ฉันด้วยนะ ว่าถ้าขายจะขายได้ไหม”


เมื่อหลี่หนิงเซียนพูดเช่นนี้ ชาวบ้านที่ลุกขึ้นก็รู้สึกเกรงใจที่จะกลับ การช่วยหลี่หนิงเซียนกินอาหาร ถือเป็นการช่วยเหลือเธออีกทางหนึ่ง


บทที่ 104: ประกายแห่งความหวัง


ชาวบ้านที่กำลังจะกลับบ้าน ต้องหยุดชะงักลงอีกครั้ง เมื่อพี่ชายคนหนึ่งจากหมู่บ้านข้างเคียงถามขึ้นด้วยความสงสัย


“หลี่หนิงเซียน นี่คุณขายของในเมืองจริงๆเหรอ? ไม่มีใครมาจับหรือไง?”


คำถามนี้ทำให้ทุกคนหันมาสนใจ เพราะในอดีตการลักลอบค้าขายถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายร้ายแรง ใครที่ทำอาจถูกตราหน้าว่าเป็นนายทุนเถื่อน ต่างจากหลี่หนิงเซียนในตอนนี้ ที่ขายของอย่างเปิดเผย ไม่แยแสสายตาใคร


“ตอนนี้ไม่เข้มงวดเหมือนแต่ก่อนแล้ว มีคนทำเยอะแยะ ตราบใดที่ทำตามกฎระเบียบของตลาดก็ไม่มีปัญหา” หลี่หนิงเซียนอธิบาย


คำพูดของหลี่หนิงเซียน ทำให้หลายคนตาลุกพราย มีคนหนึ่งถามอย่างร้อนรน


“แล้ววันหนึ่งคุณขายได้กำไรเท่าไหร่” แน่นอน นี่คือสิ่งที่ทุกคนอยากรู้มากที่สุด ใครๆก็เห็นว่าช่วงนี้ครอบครัวตระกูลหลี่ร่ำรวยขึ้นผิดหูผิดตา จากที่เคยยากจนข้นแค้น


ตอนนี้กลับมีข้าวของเครื่องใช้อย่างดี ทั้งตู้เสื้อผ้า นาฬิกาวิทยุ บ้านตระกูลหลี่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะกระจกที่ติดตั้งใหม่ ทำให้บ้านหลังนี้ดูโดดเด่น ไม่เหมือนใครในหมู่บ้าน


ชาวบ้านทุกคนต่างจับจ้องไปที่หลี่หนิงเซียนด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยความหวัง รอคอยคำตอบที่จะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขา หากหลี่หนิงเซียนสามารถหาเงินได้จากการค้าขาย พวกเขาก็อาจจะทำตามบ้าง ขายของในเมืองเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว


หลี่หนิงเซียนมองเห็นความหวังในแววตาของทุกคน เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามขึ้นอย่างไม่ปิดบัง


“บอกไม่ได้หรอก ว่าแต่ละวันจะขายได้เท่าไหร่ บางวันก็มาก บางวันก็ไม่มาก แต่ถ้ารวมๆกันแล้ว เดือนนึงก็ได้ไม่น้อยกว่าคนงานในเมืองค่ะ”


คำพูดของหลี่หนิงเซียนสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคน การค้าขายทำเงินได้เท่าการเป็นคนงานอย่างนั้นหรือ! ชาวบ้านต่างทราบกันดีว่า คนงานที่ไม่ได้มีฝีมืออะไร ก็ยังได้รับเงินเดือนอย่างน้อยยี่สิบหยวนต่อเดือน ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่ชาวนาที่ต้องขุดดินทำกินอย่างพวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง!


หลี่หนิงเซียนทำให้ทุกคนตะลึงยิ่งกว่าเดิม ด้วยการพูดประโยคที่ทำให้พวกเขาแทบหยุดหายใจ


“จริงๆแล้ว ฉันคนเดียวก็ทำไม่ไหว ถ้าใครสนใจอยากเรียน ฉันก็สอนให้ได้ แต่วันนี้ดึกแล้ว เอาไว้อีกไม่กี่วัน ถ้าไม่ยุ่ง ใครอยากเรียนลองทำซาลาเปาทอดน้ำก็มาหาฉันได้ มีอีกหลายไส้ที่ฉันยังไม่เคยทำขาย”


ทันทีที่สิ้นเสียง แววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงก็แปรเปลี่ยนเป็นประกายแห่งความหวังอีกครั้ง หลายคนตัดสินใจในใจ ว่าจะต้องไปเรียนทำซาลาเปาทอดน้ำกับหลี่หนิงเซียนให้ได้ เพื่อที่พวกเขาจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น


ขณะที่แจกอาหารพร้อมกับให้ชาวบ้านลองกินซาลาเปาทอดน้ำ หลี่หนิงเซียนสังเกตเห็นสีหน้าประหลาดใจเมื่อพวกเขาได้ลิ้มลอง พร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้า ภายในใจของเธอกำลังขบคิดแผนการบางอย่าง เดิมทีเธอตั้งใจว่าจะเก็บเงินซื้อตึกให้เสร็จก่อน แล้วค่อยเริ่มต้นทำสิ่งนี้ แต่ดูเหมือนว่า โอกาสจะมาถึงเร็วกว่าที่คิด


วันนี้ชาวบ้านต่างพากันยิ้มแย้มและชื่นชมซูลี่ บอกว่าเธอโชคดีที่มีลูกสะใภ้ขยันขันแข็งอย่างหลี่หนิงเซียน จนเธอรู้สึกเขินอายไม่น้อย ใครจะคิดว่าหลี่หนิงเซียนที่ชาวบ้านต่างเคยหัวเราะเยาะว่าเป็นคนขี้เกียจ เอาแต่กิน จะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนได้ขนาดนี้


แม้แต่ตัวซูลี่เองที่เคยรังเกียจหลี่หนิงเซียน ตอนนี้ก็ต้องยอมรับว่าลูกสะใภ้คนนี้เปลี่ยนไปมาก จนต้องมาเยี่ยม และเอาอกเอาใจถึงบ้าน


“ป้าซู มีอะไรเหรอคะ?” หลี่หนิงเซียนถาม


“ฉันกลัวว่าเธอจะยุ่งจนไม่ได้ทำอาหาร ที่บ้านฉันทำเสร็จแล้ว เดี๋ยวเธอกับคุณปู่ไปกินด้วยกันนะ ไม่ต้องทำอาหารเองหรอก” ซูลี่ยิ้มพลางเดินเข้ามาจับมือหลี่หนิงเซียน


ทำให้เธอแปลกใจเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่แม่กงชุนชวนเธอไปกินข้าวที่บ้าน โดยเฉพาะในวันที่กงชุนไม่อยู่บ้าน


“แต่ว่าฉันทำอาหารไว้แล้ว ยังเหลือพอดีสำหรับฉันกับคุณปู่ค่ะ”


“ฉันก็ต้มเนื้อให้คุณปู่ด้วยนะ ไม่ต้องห่วง ไปบ้านฉันไม่ขาดทุนหรอก!” ซูลี่ตั้งใจแน่วแน่ว่าวันนี้จะต้องพาหลี่หนิงเซียนกลับบ้านให้ได้


“คุณมีอะไรจะพูดกับฉันหรือเปล่า?” หลี่หนิงเซียนถามอย่างระแวง ไม่รู้ว่าซูลี่มีแผนอะไร


“มีเรื่องเล็กน้อยจะปรึกษากับเธอและคุณปู่ แต่ส่วนใหญ่ก็แค่อยากให้เธอกลับมากินข้าวที่บ้าน” ซูลี่ไม่กล้าบอกความจริงที่อยู่ในใจ เธอกลัวว่าลูกชายจะจากไป เธอกลัวว่าหลี่หนิงเซียนจะทิ้งลูกชายของเธอ นั่นเป็นเหตุผลที่เธอมาที่นี่ เพื่อพาลูกสะใภ้กลับบ้าน


เธอจึงยิ้มและจับมือหลี่หนิงเซียนไว้ แต่แววตาฉายแววกังวลเล็กน้อย ขณะพูดว่า “อีกอย่าง เธอแต่งงานกับกงชุนแล้ว ก็เป็นคนในครอบครัวกงของเราแล้ว การที่เธอกินอยู่ที่บ้านเดิมทุกวันแบบนี้ มันไม่ถูกต่อไปนี้ เธอกับคุณปู่ต้องมากินข้าวที่บ้านเราทุกวันเย็น เราถึงจะเป็นครอบครัวเดียวกันจริงๆ!”


หลี่หนิงเซียนเห็นท่าทางมุ่งมั่นของซูลี่ ก็ไม่กล้าขัดจึงยอมตอบตกลงจะไปกินข้าวที่บ้านตระกูลกง ความกังวลเล็กๆในใจของเธอก็ยังไม่หายไป เธอสงสัยว่าซูลี่ต้องการอะไรจากเธอ แต่อีกด้านหนึ่ง เธอก็อยากให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี เพื่อความสัมพันธ์ในจะได้แน่นแฟ้นขึ้น


“ซูลี่พูดถูกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ต่อไปสองครอบครัวเราก็กินข้าวด้วยกันเลย และอีกอย่างหลี่หนิงเซียน ต่อไปห้ามเรียกว่าป้าซู ให้เรียกว่าแม่!” หลี่จ้านที่นั่งอยู่พูดขึ้นบ้าง สายตาประสานกับแม่กงชุนอย่างมีเลศนัย หลี่หนิงเซียนได้แต่ยืนนิ่งไม่กล้าพูดอะไรอีก


ด้านกงชุนเพิ่งเลิกงานจากแผนกธุรการ ก็มีพนักงานมาแจ้งว่ามีคนโทรมาหา เขาแอบรู้สึกตื่นเต้นเล็กๆ คิดว่าน่าจะเป็นหลี่หนิงเซียน เพราะก่อนจากกัน เขาได้ให้เบอร์โทรศัพท์เธอไว้


“แจ้งชื่อไว้ไหม”


“เห็นว่าชื่อหลี่หนิงเซียนค่ะ” พอได้ยินชื่อหลี่หนิงเซียนจา เขาก็รีบกลับไปที่ห้องทำงานแล้วกดโทรกลับทันที แต่โทรศัพท์ดังอยู่นานก็ไม่มีคนรับสาย พอมองดูเวลา ตอนนี้เป็นเวลาเลยหกโมงเย็นแล้ว


กงชุนมองดูโทรศัพท์มือถืออย่างไม่สบอารมณ์ รอยยิ้มบนใบหน้าจางหายไป เพราะที่ทำการในหมู่บ้านเลิกงานตั้งแต่สี่โมงกว่าๆ แล้วคงจะไม่มีคนอยู่รับสาย


ทันใดนั้น ซงหย่งก็เดินเข้ามาโอบไหล่เขาอย่างสนิทสนม กงชุนสะบัดแขนออกอย่างไม่พอใจ


“อย่ามาทำแบบนี้ ถ้าคนอื่นเห็นเข้าจะดูไม่ดี” ซงหย่งหัวเราะ


“ที่นี่ไม่มีคนนอกสักหน่อย” สายตาของเขามองไปที่โทรศัพท์ในมือของกงชุนอย่างใคร่รู้ “พี่กำลังโทรหาใครอยู่เหรอ?”


“ภรรยาของฉัน” กงชุนตอบ


ซงหย่งเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ เขารู้สึกประหลาดใจที่เห็นกงชุนพูดถึงผู้หญิงบ้านนอกคนนั้นด้วยความภาคภูมิใจ


“ไปกินข้าวกันดีกว่า เดี๋ยวโรงอาหารปิด” ซงหย่งรีบเปลี่ยนเรื่อง ก่อนจะผลักหลังกงชุนให้เดินออกไป


ในใจของซงหย่งกำลังซ้อมบทละครเรื่องใหญ่ เขารู้สึกมั่นใจว่ากงชุนต้องหย่ากับภรรยาคนนี้อย่างแน่นอน เพราะผู้ชายที่เก่งกาจอย่างกงชุน สมควรที่จะได้แต่งงานกับผู้หญิงที่เพียบพร้อม อย่างลููกสาวผู้บังคับบัญชาการกองพลมากกว่า เมื่อถึงตอนนั้น กงชุนจะต้องรุ่งโรจน์และขอบคุณเขาอย่างแน่นอน!


กงชุนแม้จะรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างในท่าทางของซงหย่ง แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เขาจึงเดินนำไปที่โรงอาหารอย่างไม่สนใจเรื่องราวอะไร


ภายในโรงอาหาร คึกคักไปด้วยเจ้าหน้าที่ระดับกลางกว่าสามสิบคนที่กำลังรับประทานอาหารกลางวัน พวกเขาล้วนเป็นศิษย์ที่ได้รับการฝึกสอนจากผู้บัญชาการกง ทันใดนั้น บรรยากาศครึกครื้นก็เงียบลง เมื่อรองผู้บัญชาการซงลุกขึ้นยืน ทุกสายตาจับจ้องไปที่เขาด้วยความสงสัย


“ทุกคนครับ มีเรื่องจะแจ้งให้ทราบ!”


บทที่ 105: เขาเป็นที่หนึ่งในทุกด้าน


ซงหย่งกระแอมเบาๆโดยไม่สนใจสีหน้าบูดบึ้งของเพื่อนรักที่นั่งข้างๆ เขายกมือชี้ไปที่โหลแก้วใบใหญ่สามใบในมือพ่อครัว แล้วประกาศว่า


“นี่เป็นอาหารพิเศษที่ผู้บัญชาการกงของพวกเรานำมาจากบ้านเกิด เป็นฝีมือของคนในครอบครัวผู้บัญชาการกง วันนี้ผู้บัญชาการกงเลยขอนำมาแบ่งให้ทุกคนได้ลิ้มลองกัน อย่าได้เกรงใจ!”


แม้ซงหย่งจะไม่ได้พูดถึง แต่คำว่าคนในครอบครัว ก็ทำให้ทุกคนอดคิดไปไกลไม่ได้ เพราะต่างก็รู้กันดีว่ากงชุนแต่งงานแล้ว ยิ่งเมื่อเห็นสีหน้าเย็นชาขอกงชุน ก็ยิ่งตอกย้ำข่าวลือเรื่องการคลุมถุงชน และภรรยาที่ไม่เป็นที่ชื่นชอบ


ซงหย่งผายมือให้พ่อครัวเริ่มแจกจ่ายของให้กับทุกคน ก่อนเขาจะนั่งลงข้างกงชุนพร้อมรอยยิ้ม เขาแซวกงชุนด้วยน้ำเสียงร่าเริง


“ทำไม ยังเสียดายอยู่เหรอ ก็พี่เอาของกินมาตั้งสามโหลใหญ่ แบ่งให้ทุกคนชิมหน่อยจะเป็นไรไป”


กงชุนจ้องหน้าซงหย่งด้วยสายตาเย็นเยียบ รอจนรอยยิ้มบนใบหน้าของอีกฝ่ายแข็งค้าง จึงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย


“รู้อยู่ว่าฉันเสียดาย คราวหน้าก็อย่ายุ่งกับของของฉัน” นั่นเป็นของที่หลี่หนิงเซียนตั้งใจทำให้เขา เขายังไม่ได้แตะต้องมันเลยสักนิด ยังไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าจะแบ่งให้ใครหรือไม่! แต่รุ่นน้องตัวดีกับไปแอบหยิบออกมาแจกจ่ายให้คนในกองทัพ


“เริ่มแจกจากโต๊ะนี้ก่อน” กงชุนหันไปสั่งพ่อครัว โดยไม่สนใจท่าทางอึ้งๆของซงหย่งแม้แต่น้อย


ซงหย่งจ้องมองมันฝรั่งทอดกับแอปเปิลในถาดอาหารของผู้บัญชาการกงชุนด้วยแววตาเหยียดหยัน


“ดูท่าทางหวงของนี่สิ มีอะไรดีนักหนา ก็แค่มันฝรั่งกับแอปเปิลนิดหน่อยเท่านั้นเอง” เขาพูดเยาะเย้ยพลางสั่งให้พ่อครัวตักให้บ้างเล็กน้อย


กงชุนไม่ได้โต้ตอบอะไร เขาคีบมันฝรั่งเข้าปากเงียบๆ นึกถึงภาพของหลี่หนิงเซียนที่ตื่นแต่เช้ามาทำอย่างตั้งใจ เมื่อรสชาติมันๆเค็มๆแตะปลายลิ้น กงชุนก็ยิ้มมุมปาก มองซงกหย่งที่นั่งอ้าปากค้างอยู่ตรงข้ามด้วยความขบขัน


ซงหย่งไม่ได้สนใจท่าทางของกงชุน เขารีบลองคีบแอปเปิลดองเข้าปากดวงตาก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง


“อร่อย!” เขาพึมพำ รสชาติกรอบอร่อย เค็มหวาน กลมกล่อมของแอปเปิลดองทำให้เขาตะลึงงัน เขาไม่รอช้า รีบลองพุทราตากแห้งรสชาติอันยอดเยี่ยมทำให้เขาแทบหยุดไม่ได้


ซงหย่งไม่เคยกิน มันฝรั่ง แอปเปิลดอง และพุทราตากแห้งที่อร่อยแบบนี้มาก่อนในชีวิต ความดูถูกเหยียดหยันที่เคยมีต่อกงชุนแปรเปลี่ยนเป็นความทึ่งและอยากรู้อยากเห็นแทน


บรรดาคนอื่นๆในโรงอาหารต่างทำสีหน้าไม่ชอบ และเอือมระอา เมื่อเห็นมันฝรั่ง แอปเปิลดอง และพุททราตากแห้งที่ถูกนำมาแจกจ่าย ยิ่งมันฝรั่งที่จัดว่าเป็นของหาง่ายมีเป็นอาหารสำรองทุกบ้านยิ่งไม่มีใครอยากกิน แต่ด้วยเกรงใจท่านผู้บัญชาการกง ทุกคนจึงได้แต่เงียบไว้


หลังจากที่ได้ลองชิมรสชาติของทุกอย่างที่ดูแสนธรรมดาเหล่านั้น สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไป กลายเป็นประหลาดใจ และตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด บ้างก็รีบตักข้าวเข้าปากจนแก้มตุ่ย บ้างก็รีบไปขอเพิ่มจากพ่อครัว ซ้ำยังตักไปมากมายราวกับกลัวจะถูกแย่งชิง


แม้แต่คนที่มักจะวางตัวสุขุม ก็ยังอดใจไม่ไหวกับรสชาติที่ได้ลิ้มลอง กวาดมันฝรั่งจนหมดจานในเวลาอันรวดเร็ว ก่อนจะถือจานอาหารไปหาพ่อครัว เพื่อขอเพิ่มอีกสองถึงสามทัพพี


ทุกคนล้วนเคยลิ้มของพวกนี้มาก่อน แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่รสชาติจะอร่อยกลมกล่อมได้ถึงเพียงนี้


เมื่อซงหย่งกินของในจานจนหมด เขาก็เตรียมตัวจะไปขอเพิ่มบ้าง แต่กลับพบว่าขวดโหลทั้งสามใบว่างเปล่าเสียแล้ว เหลือเพียงน้ำดองแอปเปิลติดอยู่ก้นโหลเท่านั้น


เขาจ้องมองจานตัวเอง แล้วพึมพำอย่างหัวเสีย “ไอ้พวกบ้านี่ กินกันอย่างกับอดอยากมาจากไหน ไม่รู้จักประหยัดกินกันบ้างเลย!”


“ว่าแต่ พี่ไปหาเอาพวกนี้มาจากไหน อร่อยจริงๆ! หรือว่าเมียชาวบ้านของพี่เป็นคนทำ?” ซงหย่งถามขึ้น เมื่อเทียบกับฝีมือภรรยาของกงชุนแล้ว หมูผัดน้ำมันที่เขาตักใส่จานไว้ก่อนหน้านี้ ช่างดูจืดชืด ไร้รสชาติไปโดยสิ้นเชิง


เสียงหัวเราะเบาๆดังมาจากด้านข้าง ซงหย่งหันไปมอง ก็เห็นกงชุนวางตะเกียบลงอย่างใจเย็น ดูเหมือนจะกินอิ่มแล้ว และเตรียมตัวกลับ


ทหารในโรงอาหารต่างรุมล้อมซงหย่ง หลังจากที่ผู้บัญชาการกงออกไป ทุกคนต่างเอ่ยปากชมของที่ได้กินไม่หยุดปาก


“รองผู้บัญชาการซง ของพวกนี่ภรรยาผู้บัญชาการกงทำจริงๆเหรอ อร่อยมาก! ยังมีอีกไหม?”


“ใช่ๆ ฉันไม่เคยกินของอร่อยขนาดนี้มาก่อน ผู้บัญชาการกงโชคดีจริงๆ ที่ได้ภรรยาเก่งแบบนี้!”


“ดูภรรยาคนอื่นสิ แล้วนึกถึงภรรยาของผม ผมอยากจะทิ้งเธอไปเลย คนเรานี่เปรียบเทียบกันแล้วทำให้อิจฉาตายจริงๆ!”


“พวกเราสู้ผู้บัญชาการไม่ได้จริงๆ เขาเป็นที่หนึ่งในทุกด้านของการฝึก แม้แต่งงานช้าที่สุด แต่กลับได้ภรรยาที่เก่งกว่าพวกเราอีก นี่มันยุติธรรมที่ไหนกัน!”


ด้านกงชุนที่เดินออกจากโรงอาหารมา ตอนนี้นึกถึงตอนที่หลี่หนิงเซียนทำของพวกนี้ให้เขา เธอตั้งใจทำมากจนมีดบาดมือ แต่เขากลับได้กินของที่เธอทำให้ไปแค่ไม่กี่คำ ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียดาย


แต่ตอนนี้สิ่งที่เขาอดเป็นห่วงไม่ได้ คือทำไมเธอถึงโทรมาหาเขา หวังว่าจะไม่มีเรื่องอะไร เขาตัดสินใจลองโทรกลับไปหาเธออีกครั้ง แต่ก็ไม่มีคนรับเหมือนเดิม


เมื่อกลับจากไปทานอาหารที่บ้านตระกูลกง คุณปู่ก็เข้านอนแต่หัวค่ำ หลังจากฟังวิทยุได้ไม่นาน ส่วนหลี่หนิงเซียน หลังจากอาบน้ำเสร็จ เธอก็เดินไปที่ทำการหมู่บ้าน เธอคิดว่ากงชุนน่าจะเลิกงานแล้ว และอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาจะรู้ไหมว่าเธอโทรหา


ท่ามกลางแสงจันทร์พบเพียงความมืด และความเงียบ เธอได้ยินเสียงโทรศัพท์อย่างชัดเจน แต่พอเข้าไปใกล้ทุกอย่างเงียบสนิท เธอไม่แน่ใจว่าตัวเองหูแว่วไปเอง หรือโทรศัพท์ถูกวางสายไปแล้ว


ใบหน้าของกงชุนผุดขึ้นมาในหัว เธอตัดสินใจรอ เผื่อว่าเขาจะโทรกลับมา ระหว่างที่รอ หลี่หนิงเซียนคิดว่าเธอจะต้องหาเงิน ซื้อโทรศัพท์ที่บ้าน เพื่อที่จะได้ติดต่อกันได้สะดวก


แต่แม้เวลาจะผ่านไปนาน โทรศัพท์ก็ไม่ดังขึ้นอีกเลย แม้กระทั่งแสงไฟในหมู่บ้านก็ดับลงแล้ว เธอจึงยอมแพ้และเดินกลับบ้าน แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ ทันทีที่เธอก้าวออกจากที่ทำการหมู่บ้าน เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง เสียงกริ่งดังก้องกังวานในความเงียบ ทว่าไม่มีใครได้ยิน


เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่หนิงเซียนตื่นแต่เช้า เธอจัดการธุระส่วนตัวเสร็จแล้วก็หยิบสมุดบัญชีเงินฝากของตัวเองกับที่กงชุนให้มา เธอตัดสินใจแน่วแน่ว่าวันนี้ต้องซื้อตึกหลังนั้นที่อยู่ในเมืองให้ได้


เมื่อมาถึงตัวเมือง หลี่หนิงเซียนตรงไปที่ธนาคารก่อนเป็นอันดับแรก เธอถอนเงินสี่พันหยวนออกมาจนหมด จากนั้นจึงเดินทางไปยังโรงพยาบาลที่หลินถงทำงานอยู่ เพราะเธอมีเรื่องสำคัญที่ต้องการให้เขาช่วย


“หลี่หนิงเซียน เธอมาได้ยังไง?” หลินถงทักอย่างดีใจปนประหลาดใจเมื่อเห็นหลี่หนิงเซียน ที่จริงเขาเองก็กำลังคิดจะไปเจอหลี่หนิงเซียนพอดี อยากไปถามเรื่องหนังสือเล่มนั้น


แต่ไม่กี่วันที่ผ่านมา กงชุนยังอยู่ เขาจึงไม่กล้าไป เพราะรู้ดีว่ากงชุนหวงเธอมาก คงไม่ยอมให้เธอมาเจอเขาแน่ๆ ดีที่กงชุนกลับไปประจำการที่กองทัพแล้ว เขากำลังจะหาโอกาสแอบไปหาหลี่หนิงเซียนวันนี้ ไม่นึกเลยว่าเธอจะมาหาเขาถึงที่แบบนี้


บทที่ 106: กู้ธนาคาร


หลี่หนิงเซียนรู้สึกขนลุกวาบ เมื่อเห็นแววตาเป็นประกายราวกับหมาป่าหิวโซของหลินถงจนแทบพูดไม่ออก


“ฉันมีเรื่องด่วนอยากคุยด้วย รบกวนเวลาหน่อยได้ไหมคะ”


“ไปที่ห้องทำงานของผมเถอะ”


ภายในห้องทำงานของแพทย์ หลี่หนิงเซียนพูดเรื่องที่เธออยากคุยทันที เพราะเธอไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้


“ฉันมีเรื่องยากให้คุณช่วย” เสียงของเธอราบเรียบ แต่หนักแน่น


“คุณต้องการให้ผมช่วยอะไร?” เขาถามออกไปในที่สุด รู้สึกเหมือนว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมทำตามที่เธอขอ


“ฉันอยากขอให้คุณไปธนาคารกับฉัน ช่วยค้ำประกันให้ฉันหน่อย ฉันอยากขอสินเชื่อจากธนาคาร มีเรื่องด่วนต้องใช้เงิน” เพียงได้ยินคำขอของหลี่หนิงเซียน หลินถงรู้สึกว่าเขายิ่งไม่เข้าใจผู้หญิงตรงหน้ามากขึ้น


“กงชุนไม่ยอมให้เธอเหรอ?” เธอเป็นภรรยาของกงชุน แล้วขาดเงินใช้ พวกเขาคนไหนก็คงไม่ยืนดูเฉยๆหรอก แต่ที่น่าสงสัยคือกงชุนรู้เรื่องนี้ไหม


“ฉันตั้งใจจะซื้อตึกในเมือง แต่เงินที่มียังไม่พอ และไม่อยากใช้เงินเก็บของกงชุน” หลี่หนิงเซียนอธิบาย สีหน้าของเธอดูเคร่งเครียด “เลยคิดว่าจะกู้เงินจากธนาคาร แต่ธนาคารมีเงื่อนไขว่าต้องหาคนค้ำประกัน”


“ถ้างั้นยืมเงินผมไหม? จะเอาเท่าไหร่ก็บอกได้เลย” เสียงของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความจริงใจ


“ฉันไม่เอาหรอก กู้เงินธนาคารจะสบายใจกว่า” หลี่หนิงเซียนปฏิเสธทันที เธอไม่ต้องการพึ่งพาใครเกินความจำเป็น


“ตำแหน่งของผมค้ำประกันให้คุณไม่เหมาะ” อีกฝ่ายกล่าว พร้อมกับทำสีหน้าเสียดาย


“งั้นเหรอ…” หลี่หนิงเซียนตอบสั้นๆด้วยน้ำเสียงเรียบ


“แต่ผมรู้จักคนที่น่าจะช่วยได้” หลินถงพูดขึ้นทันที หลังจากคิดบางอย่างออก จึงพาหลี่หนิงเซียนมุ่งหน้าไปยังสถานีตำรวจ


เมื่อทั้งสองมาถึงสถานีตำรวจ ก็เข้ามาพบจงซวนที่ห้อง เขามองคนทั้งคู่ด้วยความงุนงง


“พวกคุณมาด้วยกันทำไม? ไม่ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกใช่ไหม?” จงซวนถามอย่างรวดเร็ว พลางรีบลุกขึ้นไปหยิบน้ำมาให้ทั้งสองคน


“เธอมีธุระมาหานาย” หลินถงมีสีหน้าลำบากใจ เขาชี้ไปที่หลี่หนิงเซียน


เมื่อจงซวนได้ยินว่าหลี่หนิงเซียนต้องการใช้เงิน เขาก็ไม่รีรอที่จะตอบสนองทันที ใบหน้าเคร่งขรึมของเขาแสดงออกถึงความจริงจังโดยไม่ลังเล เขาหยิบบัตรประจำตัวจากกระเป๋าเสื้อ พร้อมกับยื่นให้อย่างรวดเร็ว


“ผมจะช่วยค้ำประกันให้คุณเอง ไม่ต้องกังวล” เขาพูดขึ้น น้ำเสียงมั่นคงราวกับเป็นเรื่องที่ตัดสินใจแน่นอนแล้ว


หลี่หนิงเซียนมองไปที่จงซวนด้วยความประหลาดใจ เธอไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะตอบรับ และพร้อมช่วยเหลือโดยไม่ถามอะไรเลย ไม่แม้กระทั่งจำนวนเงินที่เธอต้องการ


“คุณไม่ถามหน่อยเหรอว่าฉันจะกู้เท่าไหร่?” หลี่หนิงเซียนถามขึ้นพร้อมรอยยิ้มบางๆที่มุมปาก เธอรู้สึกทั้งซาบซึ้งและเกรงใจในเวลาเดียวกัน


“ไม่จำเป็นหรอกครับ” จงซวนส่ายหน้าเล็กน้อย พร้อมตอบอย่างตรงไปตรงมา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความจริงใจ


“ผมยังยินดีช่วยในเรื่องอื่น ถ้าต้องการอะไรเพิ่มเติมก็บอกมาได้เลย” หลินถงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พร้อมส่งยิ้มที่แฝงไปด้วยความห่วงใยให้หลี่หนิงเซียน


หลี่หนิงเซียนรู้สึกโล่งใจมากขึ้นกับการสนับสนุนจากทั้งจงซวนและหลินถง แม้ว่าเธอไม่อยากพึ่งพาใคร แต่การได้รับความช่วยเหลือจากคนที่เชื่อใจได้ก็ทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจ


“ว่าแต่ผมขอถามหน่อย ตึกที่เธอสนใจราคาเท่าไหร่?”


“สองหมื่นห้าพันหยวน”


“เธอมีเงินอยู่เท่าไหร่”


“ห้าพันหยวน ฉันต้องกู้ธนาคารอีกสามหมื่นหยวน” เธอขายโสมรอบก่อนได้เงินสี่พันหยวน เพราะตระกูลเต๋อถูกจับจึงได้เงินคืน และเธอมีเงินเก็บบางส่วนจากการขายซาลาเปาทอดน้ำ และสมุนไพรบางส่วน


“สามหมื่นหยวนมันเยอะมากนะ ไม่ยืมพวกเราแน่เหรอเธอไม่ต้องเสียดอกเบี้ยด้วย”


“ไม่ยืม ถ้ายืมฉันใช้ของกงชุนโดยตรงก็ได้ ยืมจากเขาไม่ง่ายกว่าหรือ?” ทั้งสองคนเงียบไป ก่อนหลี่หนิงเซียนจะอธิบายต่อ “ยิ่งกว่านั้น ฉันคิดว่าเรื่องของตัวเองก็ต้องวางแผนเอง รับความเสี่ยงในขอบเขตที่ตัวเองทำได้ ถ้าฉันมีปัญหาในการดำรงชีวิต เช่น รักษาโรค ขาดเงินเรียน เหตุผลคล้ายๆแบบนี้ที่ต้องการความช่วยเหลือด่วน ค่อยขอยืม”


“…” ทั้งสองคนเงียบฟังสิ่งที่หลี่หนิงเซียนพูดต่อ


“แต่การซื้อตึกเป็นการลงทุน เป็นการหาผลกำไรให้ตัวเอง ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน ฉันไม่ควรผลักภาระความเสี่ยงให้ญาติหรือเพื่อน มันควรเป็นสิ่งที่ต้องรับผิดชอบเอง”


หลี่หนิงเซียนแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน เธอไม่ได้ต้องการตึกเพื่ออยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการลงทุนซึ่งมีความเสี่ยง และเธอเลือกที่จะแบกรับความเสี่ยงนั้นไว้เอง


พอฟังเหตุผลทำเอาหลินถง และจงซวนถึงกับเงียบกริบ พวกเขาไม่คิดว่าเธอจะมีความแน่วแน่เด็ดเดี่ยวได้ถึงขนาดนี้ ในยุคที่ผู้คนมากมายมุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ส่วนตน


หลี่หนิงเซียนกลับเลือกที่จะยึดมั่นในหลักการ และยอมเสียสละผลประโยชน์ตรงหน้า เพื่อเป้าหมายที่ไกลกว่า ทั้งสองสบตากันอย่างรู้ใจ เห็นแววความเห็นใจกงชุนผุดขึ้นในดวงตาของกันและกัน


พวกเขาอดขำไม่ได้ เมื่อนึกถึงท่าทีของหลี่หนิงเซียน เธอไม่คิดจะรับแม้แต่เงินจากกงชุน แล้วจะมาพูดถึงคนอื่นอย่างพวกเขาได้อย่างไร ในที่สุดหลินถงก็ลุกขึ้นยิ้มๆ แล้วตบบ่าจงซวน


“เหล่าซวนไปธนาคารกับหลี่หนิงเซียน แล้วก็… เธอเลี้ยงข้าวพวกเราด้วยล่ะ” เขาหันไปยิ้มเจ้าเล่ห์ให้หลี่หนิงเซียน “บุญคุณใหญ่ขนาดนี้ ฉันต้องสั่งเมนูที่แพงที่สุดแล้ว!”


จงซวนยิ้มบางๆก่อนจะเก็บเอกสารเข้ากระเป๋าเสื้อ แล้วพยักหน้าให้หลี่หนิงเซียนเดินตามไป หลี่หนิงเซียนยิ้มเบาๆ ในที่สุดพวกเขาก็ยอมช่วยเหลือ และยังเข้าใจความรู้สึกของเธอ ที่ไม่อยากติดค้างบุญคุณใคร การเลี้ยงข้าวจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด


การกู้เงินดำเนินไปได้ด้วยดีเพราะเส้นสายของทั้งสองคน หลี่หนิงเซียนรู้สึกซาบซึ้งใจมาก พาทั้งคู่ทานไปอาหารกลางวันด้วยกัน หลังอาหารกลางวัน จงซวนต้องไปประชุมต่อ


ส่วนหลินถงอาสาไปดูบ้านกับหลี่หนิงเซียน เมื่อไปถึง หลินถงก็เดินสำรวจบ้านอย่างละเอียด ในใจหลินถงคิดว่าตึกหลังนี้ ทั้งทำเลที่ตั้ง และสภาพแวดล้อมล้วนไม่ดี ทั้งอยู่ติดตลาดสถานีรถไฟ โรงงาน และริมถนน เขาไม่เข้าใจว่าทำไมหลี่หนิงเซียนถึงอยากได้บ้านหลังนี้


หลังจากเดินสำรวจบ้านเสร็จ หลินถงก็ถามหลี่หนิงเซียนด้วยสีหน้าลำบากใจว่า


“หรือว่าเราไปดูบ้านหลังอื่นกันดีไหม เรื่องเงินเธอไม่ต้องกังวล แต่สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยต้องคำนึงถึงระยะยาวหน่อยนะ” เขาเป็นห่วงว่าหลี่หนิงเซียนจะรีบร้อนตัดสินใจเกินไป


หลี่หนิงเซียนเห็นท่าทางจริงจังของหลินถง จึงแกล้งทำเป็นหันไปต่อรองราคา


“คุณก็เห็นแล้วนะคะ ญาติฉันไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ ตึกหลังนี้ของคุณจะลดราคาลงอีกได้ไหมคะ?”


หลินถงได้ยินก็ยิ่งตกใจ เขาไม่ได้อยากให้เธอต่อราคา เขาไม่เห็นด้วยที่เธอจะซื้อบ้านหลังนี้ต่างหาก!


หลี่หนิงเซียนไม่สนใจท่าทางตกใจของหลินถง เธอแกล้งทำท่าทางเสียดายแล้วพูดกับเจ้าของบ้านว่า


“ถ้าคุณไม่สามารถลดราคาลงอีกได้ พวกเราก็คงต้องไปก่อนแล้วค่ะ การซื้อตึกสักหลัง ต้องได้เปรียบอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวชอบกันหมด หรือไม่ก็ราคาถูก ไม่อย่างนั้นก็จะรู้สึกว่าไม่เหมาะสม ฉันจะไปดูตึกที่อื่นดีกว่า”


พูดจบ เธอก็ลากแขนหลินถงที่ยังคงยืนงงๆ แล้วพาเขาเดินออกจากบ้านไป ระหว่างที่เดินออกจากบ้าน หลี่หนิงเซียนก็แอบนับเลขในใจ รอคอยปฏิกิริยาของเจ้าของตึก


หลี่หนิงเซียนยิ้มกริ่ม เธอรู้ว่าตัวเองกำลังจะประหยัดเงินได้อีกแล้ว เมื่อได้ยินเสียงเจ้าของตึกตะโกนไล่หลังมาด้วยความเจ็บใจ


“เดี๋ยวก่อน! หลี่หนิงเซียน บอกมาสิว่าคุณจะให้ราคาเท่าไหร่!”


หลินถงที่ยืนอยู่ด้านข้าง มองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างมึนงง เขาเงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัย แต่สิ่งที่ติดตาเขากลับเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากของหลี่หนิงเซียน


“สองหมื่นสามพันหยวน จ่ายเงินทำสัญญาทันที”


“ตกลง” ในที่สุดหลี่หนิงเซียนก็ซื้อตึกหลังนี้ได้ในราคาที่เธอพอใจมาก เจ้าของบ้านไม่ได้อาศัยอยู่แถวนี้ จึงส่งมอบกุญแจให้ทันที


บทที่ 107: เลือกยกร่างให้คุุณ


กงชุนกระวนกระวายใจทั้งคืน เขาคิดถึงหลี่หนิงเซียน จนแทบนอนไม่หลับ พอเช้าขึ้นก็รีบโทรศัพท์ไปที่หมู่บ้านทันที โชคดีที่เลขาธิการพรรค มาทำงานแต่เช้า ทำให้มีคนรับสาย


เลขาธิการพรรคดีใจมากที่กงชุนโทรมา เลยถือโอกาสรายงานความคืบหน้า เรื่องจุดรับซื้อสมุนไพร ที่เกิดขึ้นจากความช่วยเหลือของกงชุน และเลขาธิการพรรคยังพูดชื่นชมหลี่หนิงเซียนไม่หยุดปาก ราวกับกลัวว่ากงชุนจะไม่รู้ว่าชาวบ้านซาบซึ้งในตัวหลี่หนิงเซียนแค่ไหน


กงชุนที่ตอนแรกรอฟังข่าวของหญิงสาวด้วยใจจดจ่อ กลับต้องมาฟังเรื่องที่เขาไม่ได้อยากรู้ รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา


“กงชุน ว่าแต่นายโทรกลับมามีธุระอะไรหรือเปล่า?” เลขาธิการพรรคที่เพิ่งนึกขึ้นได้ถามขึ้น


(ผมอยากคุยกับหลี่หนิงเซียน ช่วยบอกให้เธอโทรกลับหาผมด้วย) กงชุนพูดเสียงเรียบ


“ไว้เธอกลับมาฉันจะรีบบอกให้” เลขาธิการพรรควางโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว แล้วรีบออกไปตามหลี่หนิงเซียน


กงชุนวางโทรศัพท์อย่างเบามือ เขากลับจ้องมองโทรศัพท์ในมืออย่างคนเหม่อลอย รู้สึกกระวนกระวายใจแปลกๆ แค่คิดว่าหลี่หนิงเซียนต้องอยู่คนเดียวที่หมู่บ้านโดยไม่มีเขา เขาก็รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก


แม้ว่าหลี่หนิงเซียนจะดูเข้มแข็ง และสามารถดูแลตัวเองได้ แต่เขาไม่อยากปล่อยให้เธอเผชิญหน้ากับความยากลำบากเพียงลำพังได้อีก เขาจะทำอย่างไรให้เธอเต็มใจมาอยู่เคียงข้างเขาได้นะ?


“เฮ้ย พี่! รีบไปกับฉันเร็ว มีเรื่องเกิดขึ้น ผู้บังคับบัญชาให้นายรีบไปเดี๋ยวนี้!” ซงหย่งมองตามแผ่นหลังของกงชุนที่รีบร้อนออกไปด้วยสีหน้ากังวล


หลังจากจัดการเรื่องเอกสารที่บ้านหลี่หนิงเซียนเสร็จสิ้น หลินถงต้องรีบเดินทางไปโรงพยาบาล เขากล่าวลาพร้อมสัญญาว่าจะคอยช่วยเหลือหากหลี่หนิงเซียนต้องการความช่วยเหลืออีก


ส่วนหลี่หนิงเซียนมุ่งหน้าไปที่บ้านลุงฟานเต๋อ เธอตั้งใจจะขนย้ายของมาไว้ที่ตึกก่อน ระหว่างที่สำรวจตัวตึก เธอจดบันทึกรายการซ่อมแซมที่จำเป็น ทั้งการเสริมความแข็งแรงของโครงสร้าง และการต่อเติมพื้นที่ใช้สอยให้เหมาะสมกับการเปิดร้าน


หลี่หนิงเซียนเดินสำรวจพื้นที่ภายในตึกอย่างพินิจพิเคราะห์ ในหัวเธอเริ่มวาดภาพร้านอาหารที่จะเกิดขึ้น ชั้นล่างจะต้องปรับให้เป็นพื้นที่รับรองลูกค้าที่กว้างขวาง โปร่งสบาย


ส่วนด้านหลังจะกั้นเป็นครัว ทำให้โปร่งเพื่อจะได้ระบบระบายอากาศ และต้องมีพื้นที่เก็บวัตถุดิบ ส่วนหน้าร้านจะติดกระจกใสขนาดใหญ่ เพื่อให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามา ทำให้บรรยากาศดูสว่างและเชิญชวน ผนังด้านหนึ่งจะทำเป็นอิฐโชว์ ตัดกับเฟอร์นิเจอร์ไม้โทนอบอุ่น สร้างบรรยากาศ


ชั้นบนเธอวางแผนจะแบ่งเป็นสองส่วน ด้านหนึ่งเป็นห้องรับประทานอาหารแบบส่วนตัวสำหรับลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัว อีกด้านจะเป็นที่พักอาศัยของเธอเอง เธอตั้งใจจะให้ช่างเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างและปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้รองรับการใช้งานของร้านอาหารได้อย่างปลอดภัย


และก็เธอตั้งใจจะแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นมุมชงชา นำชาคุณภาพดีมาให้บริการ พร้อมขนมแบบดั้งเดิมที่หาทานได้ยาก เพื่อดึงดูดลูกค้าที่ชื่นชอบวัฒนธรรมการชงชาแบบจีนโบราณ


เธอวางแผนจะติดต่อช่างฝีมือที่ไว้ใจได้มาประเมินราคา และเริ่มงานในเร็ววัน โดยตั้งใจจะปรึกษากับหลินถงกับจงซวนเรื่องการเลือกช่างที่น่าเชื่อถือ เพราะพวกเขาน่าจะช่วยได้


หลังจากสำรวจตัวอาคารจนครบทุกซอกทุกมุม หลี่หนิงเซียนรู้สึกพอใจกับสถานที่แล้ว เธอก็มุ่งหน้ากลับบ้าน เพื่อที่จะได้มีเวลาคิดอาหารที่เธอจะขาย เธอตั้งใจว่าจะเปิดร้านขายอาหารหลังจากมีการประกาศเปิดประเทศ ระหว่างนี้เธอคงต้องหาเมนูอื่นมาขายที่ตลาดรอก่อน เพราะยังไงเธอก็ยังเช่าแพงอยู่


แสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่างห้องนอน หลี่หนิงเซียนนอนหลับลึกจนกระทั่งพบว่าตัวเองอยู่ในความฝันที่แปลกประหลาด ภายในห้องสีขาวที่ไม่มีที่สิ้นสุด


“เธอ…” เสียงหนึ่งดังขึ้น เมื่อเธอหันไปมองก็ต้องตกใจ ที่ผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น ผู้หญิงที่เธอคุ้นตาอย่างประหลาด


“คุณ… คุณคือ…” หลี่หนิงเซียนพูดติดขัด เมื่อตระหนักว่าเธอคือเจ้าของร่างที่ตังอาศัยอยู่ ผู้หญิงคนนั้นส่งรอยยิ้มจางๆมาให้เธอ


“ใช่ ฉันคือหลี่หนิงเซียนเจ้าของร่างนี้” หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้ “ฉันรู้ว่าคุณคงมีคำถามมากมาย”


“ทำไมฉันถึงต้องมาอยู่ในร่างของคุณ?” เธอถามออกไปทันที


“เรื่องมันเริ่มต้นที่วันนั้น…” หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ “วันที่ฉันประสบอุบัติเหตุตกน้ำ แต่กลับไม่มีใครคิดจะลงมาช่วยเหลือ เรื่องนี้ยิ่งทำให้ฉันเจ็บปวด และเศร้าใจ ในช่วงเวลาที่กำลังจะจมลงใต้ผืนน้ำ กับไร้คนที่หวังดีคิดช่วย ภาพสุดท้ายที่ติดอยู่ท่ามกลางความโดดเดี่ยว คือคุณปู่และพี่ชายฉัน” น้ำตาเริ่มไหลออกมาจากดวงตาของหญิงสาว


“…”


“คุณคือวิญญาณที่มาในเวลาที่เหมาะสม ตัวฉันเป็นคนเลวที่ทำเรื่องไม่ดีไว้มาก และยังมีทั้งความอ่อนแอ โง่เขลา ไม่สมควรได้รับโอกาสใดๆ แต่ไม่ใช่กับคุณ คุณเป็นคนดีเหมาะสมที่จะมีชีวิตต่อไป ฉันกับคุณเราตายลงในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ร่างฉันยังไม่ถึงที่ตาย ฉันจึงเลือกยกร่างให้คุณ”


“เธอ…”


“ฉันทำร้ายคนที่รักฉัน และยังทิ้งปัญหาไว้ให้คุณมากมาย ฉันได้เห็นแล้วว่าตัวฉันเห็นแก่ตัวแค่ไหน แต่ฉันก็ยังอยากจะขอร้องคุณเป็นครั้งสุดท้าย”


“เธอจะขออะไร” เธอถามด้วย


“ช่วยดูแลครอบครัวแทนฉันที คุณปู่และพี่ชายคือคนที่สมควรได้รับความรักจากหลี่หนิงเซียนมากที่สุด”


“ฉันสัญญาว่าจะดูแลพวกเขาอย่างดีที่สุด”


“ฉันเชื่อค่ะว่าคุณทำได้” หญิงสาวยิ้มทั้งน้ำตา “ฉันเห็นทุกอย่างที่คุณทำมาตลอด ทั้งการดูแลคุณปู่ การทำงานหนัก ขอบคุณมากนะคะ คุณทำได้ดีมากเลย ถ้าเป็นฉันคงทำไม่ได้” หญิงสาววางมือบนไหล่เธอ “ฉันขอมอบร่างนี้ให้คุณ ขอให้คุณใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และช่วยดูแลครอบครัวของเราต่อไป”


“ฉันสัญญา” เธอพยักหน้า “ฉันจะรักและดูแลพวกเขาเหมือนเป็นครอบครัวของฉันเอง”


“ขอบคุณค่ะ” เสียงของหญิงสาวค่อยๆเลือนหาย พร้อมกับภาพตรงหน้าที่เริ่มพร่าเลือน “ขอให้มีความสุขกับชีวิตใหม่นะคะ…”


เธอลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืด น้ำตายังคงไหลอาบแก้ม แต่หัวใจกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่น และความหวัง หลี่หนิงเซียนรู้ว่านี่คือการเริ่มต้นใหม่ที่แท้จริง การเดินทางที่เธอจะต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเจ้าของร่างนี้


“ฉันทำให้หลี่หนิงเซียนไม่ถูกคนรังเกียจได้แล้วนะ” หวังว่าวิญญาณของร่างนี้คงไม่ต้องห่วงอะไรอีก


กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้โปรดน้องสาวลอยมาตามสายลม เขาสัมผัสได้ถึงความคุ้นเคย แม้ในยามที่เขากำลังหลับใหล กลิ่นหอมนั้นพาเขาเข้าสู่ห้วงความฝัน ในความมืดมิด เงาร่างบางค่อยๆปรากฏขึ้น แสงจันทร์สาดส่องให้เห็นใบหน้าที่เขาคิดถึงมาตลอด


“หลี่หนิงเซียน…”


“พี่ใช้ชีวิตของพี่ได้แล้วนะ มีคนมาดูแลตัวฉันได้แล้ว” น้องสาวยิ้มบางๆ ดวงตาฉายแววอ่อนโยนแบบที่เธอไม่เคยยิ้มให้เขา


“หมายความว่ายังไง” เขาก้าวเข้าไปใกล้ พยายามจับมือน้อง แต่สัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า


“ชีวิตคนมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ อย่าใจร้ายกับหลี่หนิงเซียนคนใหม่นะ และใช้ชีวิตของพี่เพื่อตัวเองเถอะ” น้ำเสียงของเธอแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความห่วงใย


ร่างของหลี่หนิงเซียนเริ่มจางหายไปพร้อมกับหมอกควัน เขาวิ่งตามเงาร่างน้องสาวที่ค่อยๆห่างไกลออกไป ไม่ว่าจะพยายามไล่ตามแค่ไหนก็ไม่อาจเอื้อมถึง


“หนิงเซียน! หลี่หนิงเซียน!” เขาตะโกนเรียกชื่อของน้อง วิ่งจนล้มลงด้วยความเหนื่อยหอบ มือที่ยื่นออกไปสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า แม้แต่ปลายเส้นผมของน้องก็ไม่อาจแตะต้อง


“หลงเฟย! หลี่หลงเฟย!” เสียงของจางโหวเพื่อนเขาดังขึ้น พร้อมกับการเขย่าตัวเบาๆ เขาสะดุ้งตื่น เหงื่อเย็นไหลอาบใบหน้า เขาลุกขึ้นนั่ง สายตาเหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่าง ที่แสงจันทร์ยังคงสาดส่องเหมือนในความฝัน


บทที่ 108: เริ่มวางแผนร้าน


ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเข้มกลายเป็นสีส้มอ่อน เมื่อแสงอาทิตย์แรกของวันค่อยๆทะลุผ่านขอบฟ้า เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วเป็นสัญญาณบอกถึงการเริ่มต้นของเช้าวันใหม่ ลมอ่อนๆพัดมากระทบกับใบไม้ที่แกว่งไกวอย่างแผ่วเบา


กลิ่นสดชื่นของดอกไม้ และดินชื้นลอยเข้ามาปะทะจมูก อากาศในตอนเช้าช่างเย็นสบาย ราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังค่อยๆตื่นขึ้นจากการหลับใหล ภาพทิวทัศน์ที่ยังมีหมอกบางๆปกคลุมอยู่


มองออกไปเห็นผู้คนเริ่มต้นกิจวัตรประจำวันของพวกเขา ทำให้ชาวบ้านที่คึกคักค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นเสียงที่คุ้นเคย หลี่หนิงเซียนสูดลมหายใจลึกๆ สัมผัสถึงการเริ่มต้นชีวิตของเธอนับจากนี้


“หนิงเอ๋อร์”


“คุณปู่ตื่นแล้วเหรอคะ มากินข้าวเถอะค่ะ หนููทำโจ๊กหมูไว้” กลิ่นหอมของโจ๊กร้อนๆลอยอวลไปทั่ว หลี่หนิงเซียนนั่งตรงข้ามหลี่จ้านที่โต๊ะอาหารไม้เก่า เหมือนที่ทำทุกวัน


“คุณปู่คะ” หลี่หนิงเซียนพูดขึ้นหลังจากจิบน้ำชาร้อน “หนูมีเรื่องอยากบอกคุณปู่”


หลี่จ้านวางช้อนลงช้าๆ ดวงตาที่มีริ้วรอยตามวัย แต่ยังคงความคมกล้ามองหลานสาวอย่างใส่ใจ


“หนิงเอ๋อร์มีอะไรหรือ”


“หนูซื้อตึกในเมืองไว้ค่ะ” หนิงเซียนพูดพลางวางช้อนลง “ตั้งใจเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเอง”


หลี่จ้านนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ เขาเชื่อมั่นในตัวหลานสาว เพราะหนึ่งเดือนมานี้เธอทำให้เขาเห็นแล้วว่าเธอเปลี่ยนไปมาก


“หลานเตรียมตัวดีแล้วใช่ไหม?” หลี่จ้านถามพลางพยักหน้า “การค้าขายไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกนะ”


หนิงเซียนยิ้มรับด้วยแววตามุ่งมั่น “ค่ะ คุณปู่ ฉันเตรียมแผนทุกอย่างไว้แล้วค่ะ นี่คือสิ่งที่ฉันอยากทำมาตลอด และฉันมั่นใจว่าจะทำมันให้ดีที่สุดค่ะ” เสียงของเธอหนักแน่น แสดงถึงความตั้งใจที่ไม่เปลี่ยนแปลง


“ถ้าอย่างนั้นก็ทำให้เต็มที่” หลี่จ้านยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “ปู่จะคอยเป็นกำลังใจให้ และถ้ามีอะไรที่เธออยากได้คำแนะนำหรือช่วยเหลือก็บอกได้เสมอ จำไว้ว่านี่เป็นก้าวแรกของหลาน มันจะไม่ง่าย แต่เธอไม่ต้องเดินคนเดียว”


หลี่หนิงเซียนพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม ขณะที่บรรยากาศรอบตัวทั้งคู่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความหวัง เธอรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้จะท้าทาย แต่เธอก็ไม่หวั่นเกรง เพราะรู้ว่ายังมีครอบครัวคอยสนับสนุน และยืนเคียงข้างเธอเสมอ


หลังจากทานเสร็จเรียบร้อย หนิงเซียนก็เดินออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอก ลมเย็นพัดผ่านเธอเบาๆ ทำให้จิตใจสงบลงเล็กน้อย เธอเลือกนั่งลงใต้ต้นแอปเปิลในลานหลังบ้าน


หลี่หนิงเซียนคิดถึงการเปิดร้านอาหาร แต่เอาเข้าจริง เธอยังไม่แน่ใจนักว่าจะขายอะไรดี และเมนูที่เลือกควรจะเป็นแบบไหนเพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาในร้าน เธอหลับตาลงเพื่อให้สมองผ่อนคลาย


จุดเริ่มต้นของเธอคือ ซาลาเปาทอดน้ำ ถ้านึกต่อไปก็คงคิดถึงพวกติ่มซำ ถ้านึ่งสดก็จะกลิ่นหอม ที่ฟุ้งกระจายอบอวลไปทั่ว หลี่หนิงเซียนลืมตาขึ้นด้วยรอยยิ้ม เธอรู้แล้วว่าร้านอาหารของเธอควรจะขายอะไร


ติ่มซำ ซาลาเปาทอด ซาลาเปาไส้ลาวา… เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ แววตาเริ่มฉายแววสดใส แม้จะไม่ใช่อาหารที่หรูหรา แต่กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความอบอุ่นในครอบครัว และยังมีรสชาติที่ทุกคนต้องชื่นชอบ


เธอมั่นใจว่าเมนูเหล่านี้ขายได้ และที่ต่างออกไปเธอจะได้ลูกค้าได้เลือกเมนูก่อน แล้วนึ่งให้ทานร้อนๆ ควบคู่ไปกับพวกชา หลี่หนิงเซียนหยิบสมุดเล่มเล็กออกมา จดบันทึกไอเดียของเธอไว้


ตั้งแต่เมนูติ่มซำหลากหลายชนิด เช่น ฮะเก๋ากุ้ง ขนมจีบหมู และซาลาเปาทอดกรอบนอกนุ่มในที่เมื่อกัดลงไป ไส้ร้อนๆก็ไหลทะลักออกมา เช่น ซาลาเปาไส้ลาวารสไข่เค็มที่มีความหอมมัน เธอวางแผนไว้ด้วยว่า จะเพิ่มซาลาเปารสชาติต่างๆ เพื่อให้ลูกค้ามีตัวเลือกหลากหลาย


เธอบรรจงจดไอเดีย แต่ละอย่างทำให้หนิงเซียนรู้สึกตื่นเต้นราวกับว่า เธอสามารถเห็นภาพร้านอาหารของเธอเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เธอวาดภาพการตกแต่งร้านในสมอง โต๊ะไม้เล็กๆที่อบอุ่นเป็นกันเอง กลิ่นหอมของติ่มซำที่อบอวลตลอดเวลา ทุกอย่างค่อยๆกลายเป็นสิ่งที่ชัดเจนขึ้น พอจดไอเดียเสร็จ หลี่หนิงเซียนพึมพำกับตัวเองด้วยความแน่วแน่ เธอจะทำให้มันสำเร็จ


ในช่วงบ่าย หนิงเซียนเตรียมตัวออกจากบ้านและคว้าจักรยานสีขาวคันโปรดที่จอดไว้ข้างกำแพง เธอรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เริ่มต้นแผนธุรกิจที่เธอฝันถึงมานาน และคนที่เธอตั้งใจจะปรึกษาคือหลินถงกับจงซวน เรื่องหาช่างมาตกแต่งภายใน


การปั่นจักรยานบนถนนสายเล็กเข้าเมืองที่คุ้นเคย ทำให้จิตใจเธอเบิกบาน หลี่หนิงเซียนหยุดจักรยานหน้าร้านน้ำเต้าหู้ ซึ่งเป็นจุดนัดพบของเธอ หลินถงและจงซวน เมื่อเธอเข้ามา หลินถงก็โบกมือเรียกด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ส่วนจงซวนก็พยักหน้าเป็นการทักทาย


“หลี่หนิงเซียน” หลินถงพูดเสียงสดใส “นัดพวกเรามามีอะไรให้ช่วยเหรอ”


“ตึกที่ฉันซื้อมาอยากได้ช่างช่วยซ่อมแซมนะคะ” หลี่หนิงเซียนพูดพร้อมยิ้ม


“เธอจะย้ายมาอยู่นะเหรอ”


“ฉันอยากทำร้านนะคะ” เธอหยิบสมุดบันทึกออกมา และเปิดหน้าไอเดียที่เธอจดไว้ให้เพื่อนทั้งสองดู “ฉันคิดจะทำร้านบรรยากาศสบายๆ เน้นไม้และการตกแต่งแบบเรียบง่าย ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนบ้าน อยากให้ลูกค้าที่เข้ามารู้สึกสบายใจ”


จงซวนมองสมุดบันทึกของเธอพลางพยักหน้า “ฟังดูดีนะ ผมว่าแบบที่คุณคิดน่าจะเข้ากับร้านที่ขายติ่มซำและซาลาเปา บรรยากาศอบอุ่นน่าจะทำให้ลูกค้าประจำอยากกลับมาอีก”


“แต่ฉันไม่รู้จักช่าง ไม่ทราบพวกคุณพอจะช่วยหาได้ไหมคะ” หนิงเซียนถามด้วยความหวัง จงซวนยิ้มบางๆ


จงซวนผ่อนคลายสีหน้าที่เคร่งขรึมลง รอยยิ้มบางๆปรากฏที่มุมปาก “เรื่องช่างน่ะ ผมพอรู้จักคนมีฝีมืออยู่คนหนึ่ง เขาเคยเป็นนายทหารมาก่อน แต่ตอนนี้กลับมาทำงานที่บ้านเกิดแล้ว”


“แล้วเรื่องวัสดุอุปกรณ์ ผมมีที่แนะนำนะ” หลินถงรีบแทรกขึ้น ดวงตาเป็นประกาย ก่อนจะลดเสียงลงเป็นกระซิบ “แต่อย่าให้เหล่าซวนรู้ก็แล้วกัน”


จงซวนหรี่ตามองเพื่อนอย่างระแวง “นายจะพาหลี่หนิงเซียนไปไหนกัน”เขาหันไปมองหญิงสาวด้วยความเป็นห่วง “ถ้าไปทำอะไรไม่ดีแล้วเหล่าชุนรู้เข้า ฉันไม่เกี่ยวด้วยแน่”


“โธ่” หลินถงทำเสียงเบื่อหน่าย “ก็แค่จะพาไปซื้อของดีๆที่ตำรวจแบบนายไม่ควรยุ่งน่ะ”


“เหอะ ไปตลาดมืดละสิ” จงซวนแค่นเสียง


“เฮ้ๆ อย่าพูดแบบนั้นสิ” หลินถงรีบห้าม พลางขยิบตาให้เพื่อน “มันจะสะเทือนตำแหน่งนายนะ เหล่าซวน”


หนิงเซียนมองการโต้เถียงของทั้งคู่ด้วยความกังวลใจ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกอบอุ่นที่มีคนคอยช่วยเหลือ เธอกวาดตามองรอบๆ ก่อนจะกระซิบถาม “แล้ว… พวกคุณคิดว่าฉันควรทำยังไงดีคะ?”


จงซวนถอนหายใจเบาๆ สีหน้าอ่อนลง “เอางี้ เดี๋ยวผมจะติดต่อช่างให้ก่อน ส่วนเรื่องอุปกรณ์…” เขาชำเลืองมองหลินถงที่กำลังยิ้มกริ่ม “ก็ให้เหล่าถงพาไปดูก็ได้ แต่ผมคงไปด้วยไม่ได้”


“งั้นก็ตกลงตามนี้!” หลินถงตบมือดังเพียะ “รับรองว่าคุณจะได้อุปกรณ์คุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม”


หนิงเซียนยิ้มกว้าง ความหวังเริ่มก่อตัวชัดเจนขึ้นในใจ ภาพร้านที่เธอวาดไว้ในความฝัน ดูจะเป็นจริงขึ้นมาอีกก้าวหนึ่ง แม้จะต้องผ่านเส้นทางที่ไม่ค่อยตรงไปตรงมานัก


หนิงเซียนก้มศีรษะเล็กน้อย รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้า “ขอบคุณพวกคุณจริงๆนะคะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงซาบซึ้ง “ฉันซึ้งใจมากที่มีพวกคุณช่วยเหลือเรื่องนี้”


“ไม่เป็นไรหรอก” จงซวนโบกมือไปมาอย่างไม่ถือสา เขายิ้มกว้างพลางเหลือบมองเพื่อนข้างๆ “ยังไงกงชุน ก็ฝากคุณให้พวกผมช่วยดูแลอยู่แล้ว”


หลินถงส่ายหน้าเบาๆกับคำพูดของเพื่อน ก่อจะลุกขึ้นยืน “งั้นฉันกับหลี่หนิงเซียนขอตัวไปก่อนนะ”


“จริงๆ…” หลี่หนิงเซียนพูดขึ้นเบาๆ “เรียกแค่หนิงเซียนก็ได้”


บรรยากาศรอบวงสนทนาอบอุ่นขึ้นทันที ความเป็นทางการที่เคยมีค่อยๆจางหายไป แทนที่ด้วยมิตรภาพที่กำลังก่อตัว จงซวนมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มบางๆ ในขณะที่หลินถงดูจะตื่นเต้นกับสิ่งที่กำลังจะเริ่มต้น


บทที่ 109: ตลาดมืด


ณ มุมมืดในเขตเมืองเก่า ที่ซ่อนเร้นจากสายตาผู้คน ตลาดมืดแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศลึกลับ ควันไฟจางๆที่ลอยออกมาจากร้านค้าเล็กๆ ตามตรอกซอกซอยผสมกับกลิ่นหอมเครื่องเทศ และของแปลกตานานาชนิด


สลับไปกับเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบ ผู้คนในชุดคลุมหลากสีปกปิดใบหน้าบางส่วน เดินเลาะตามแผงลอยในจังหวะที่รวดเร็ว ตลาดแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นที่พบปะของนักสะสมของหายากเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางของเหล่าพ่อค้าผู้แสวงหากำไรในมุมมืด


หลี่หนิงเซียนเดินตามหลินถงเข้ามาอย่างช้าๆ สายตาของเธอกวาดมองรอบๆด้วยความระมัดระวัง ก่อนจะหยุดตรงหน้าแผงสินค้าขนาดใหญ่ที่เต็มไปวัสดุหายาก


ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะแหบห้าวของชายร่างใหญ่ ก่อนเขาจะปรากฏตัวออกมา ชายหนุ่มอายุประมาณ35-36ปี ไว้ผมสั้น มีแผลเป็นยาวประมาณ4เซนติเมตรที่หางตา ดูเหมือนรอยตะขาบ


เขาเป็นพ่อค้ารายใหญ่ของตลาดมืดชื่ออู่เฉินเล่ย เขามีรอยยิ้มที่ไม่ค่อยเป็นมิตรนัก แต่แววตาฉลาด และคมกริบส่งให้บรรยากาศรอบตัวเขาดูน่าหวาดระแวงขึ้นไปอีก


“หืม… หลินถงลมอะไรหอบนายมาที่นี่ได้” อู่เฉินเล่ยกล่าวพร้อมเอียงศีรษะจับจ้องไปแทนหลี่หนิงเซียน ทั้งๆที่เขาถามหลินถงแต่ไม่มองเลย


หลี่หนิงเซียนหันมองหลินถงเป็นสัญญาณ หลินถงจึงเริ่มเปิดบทสนทนา


“อยากซื้อค้ากับคนกว้างขวางก็ต้องมาหา” หลินถพูดก่อนลากเข้าสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะประเภทของไม้ และวัสดุที่ต้องการ เพิ่มเติมด้วยผ้าที่ใช้ทำฉากกั้นเพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับร้านค้า


อู่เฉินเล่ยพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ทั้งหมดที่ต้องการ ฉันจัดหาให้ได้ในราคา… สามพันห้าร้อยหยวน” เขากล่าวด้วยเสียงทุ้มขึงขังและเต็มไปด้วยความมั่นใจ


หลี่หนิงเซียนยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินราคา พลันหันไปสบตากับหลินถงที่ยืนอยู่ข้างๆ หลินถงถอนหายใจก่อนจะยิ้มบางๆให้กับอู่เฉินเล่ย ในสายตาของหลินถงน่าจะชัดเจนว่าเขามีแผนต่อรองบางอย่าง


“อู่เฉินเล่ย วัสดุที่เสนอให้ถึงจะเป็นของดี แต่ราคาสามพันห้าร้อยหยวนนั้นสูงเกินไปสำหรับร้านเล็กๆ คิดว่าราคาสามพันหยวนน่าจะเหมาะสมกว่านะ อีกอย่างเราก็คนคุ้นเคยกัน” หลินถงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แน่วแน่


อู่เฉินเล่ยมองทั้งคู่ด้วยดวงตาที่ฉายแววสงสัยและครุ่นคิด เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มือใหญ่หนาที่หยาบกระด้างจากการทำงานหนักมาตลอดชีวิตลูบไปที่คางอย่างชั่งใจ สายตาของเขาจับจ้องไปยังหลี่หนิงเซียนครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองหลินถงเหมือนกับชั่งน้ำหนักคำพูดของพวกเขา


“หึ… สามพันหยวนงั้นเหรอ” อู่เฉินเล่ยเอ่ยเสียงแผ่วด้วยรอยยิ้มมุมปาก “รู้หรือไม่ว่าวัสดุบางอย่างนั้นต้องลักลอบนำเข้ามา ความเสี่ยงไม่ใช่น้อยๆ หากเป็นคนอื่นคงขายแพงกว่านี้อีก นี่เห็นแกหน้านายแล้วนะหลินถง”


หลี่หนิงเซียนสบตากับหลินถงอีกครั้ง ทั้งคู่เหมือนจะมีความคิดตรงกัน หลี่หนิงเซียนจึงก้าวเข้ามาใกล้ ยิ้มอย่างมีเสน่ห์และกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน


“อู่เฉินเล่ย ฉันเพิ่งเริ่มสร้างร้าน รายจ่ายยังมีอีกมาก ฉันรับรองว่าหากทำร้านสำเร็จ เราจะได้ร่วมงานกันอีก คุณสามารถลดให้ฉันได้ไหม?” คำพูดอ่อนหวาน และสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของหลี่หนิงเซียน ทำให้อู่เฉินเล่ยยกยิ้มกว้าง เขาหัวเราะออกมาเบาๆ ราวกับยอมรับความเป็นคนค้าขายของหญิงสาว


“เอาเถอะ ฉันจะลดให้เป็นพิเศษ สามพันหยวนก็ได้” อู่เฉินเล่ยกล่าวขณะพยักหน้าอย่างพอใจ “ถือเสียว่าเป็นราคามิตรภาพ หวังว่าจะสร้างร้านที่เจริญรุ่งเรือง และกลับมาร่วมงานกันอีกอย่างที่พูดไว้”


หลี่หนิงเซียนและหลินถงต่างยิ้มด้วยความดีใจ หลังจากการเจรจาจบลงด้วยความสำเร็จ หลี่หนิงเซียนและหลินถงต่างยิ้มกว้าง และขอบคุณอู่เฉินเล่ยอย่างจริงใจ


สายตาของหลี่หนิงเซียนเปล่งประกายด้วยความหวัง และความกระตือรือร้น เกี่ยวกับร้านใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่แล้วในหัวของเธอก็ผุดคำถามขึ้นมาอีกประการหนึ่ง


“อู่เฉินเล่ย ฉันมีเรื่องอยากถามอีกสักเล็กน้อย” หลี่หนิงเซียนกล่าวขึ้น พร้อมยิ้มเล็กน้อยอย่างมีเสน่ห์ อู่เฉินเล่ยมองเธอพร้อมพยักหน้าให้


“ว่ามาเถอะสาวน้อย ยังมีอะไรอีกล่ะ?”


“ร้านของเรานั้น ไม่เพียงแค่ต้องการวัสดุในการก่อสร้างและตกแต่ง แต่ฉันยังต้องการวัตถุดิบสำหรับทำอาหารด้วย… มีแหล่งที่ไว้ใจได้แนะนำหรือไม่?”


เมื่อได้ยินคำถาม อู่เฉินเล่ยหัวเราะหึๆ แววตาของเขาเปล่งประกายราวกับมีคำตอบที่รออยู่แล้ว เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้ทั้งคู่ และพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ


“หากเป็นวัตถุดิบอาหารในตลาดมืด เธอควรไปหาตู้ข่าย เขาเป็นพ่อค้าที่ทำงานกับสหกรณ์ลับๆ ที่ส่งวัตถุดิบคุณภาพสูงสำหรับร้านอาหารชั้นดีในย่านนี้”


“ตู้ข่ายงั้นหรือ?” หลินถงทวนคำนั้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสนใจ


“ใช่ ตู้ข่าย เขาอายุราวสามสิบ รูปร่างเล็ก ผอมบางกว่าข้า แต่ไม่ต้องดูถูกไปล่ะ เขาเป็นคนที่เชื่อถือได้ เขาจะหาวัตถุดิบสดใหม่ให้ได้ทุกอย่างที่ต้องการ แม้กระทั่งของหายากในช่วงฤดูกาลก็สามารถจัดการได้” อู่เฉินเล่ยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์


หลี่หนิงเซียนพยักหน้าช้าๆ ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยความคาดหวัง “ขอบคุณอู่เฉินเล่ยมาก ฉันจะลองไปหาตู้ข่ายตามที่แนะนำ”


อู่เฉินเล่ยยิ้มกว้างยิ่งขึ้นก่อนจะกล่าวทิ้งท้าย “ขอให้ประสบความสำเร็จกับร้านใหม่นะ หากมีอะไรต้องการเพิ่มเติมก็อย่าลืมมาหากัน ฉันอาจหาอะไรมาช่วยเพิ่มให้ได้อีก”


เมื่อกล่าวลากัน หลี่หนิงเซียนและหลินถงก็เดินจากไปตามทางเล็กๆในตลาดมืด เธอนึกถึงคนที่อู่เฉินเล่ยแนะนำ ทำไม่เหมือนเธอเคยได้ยินตระกูลตู้จากไหนสักที่มาก่อน ค้าขายกับสหกรณ์งั้นเหรอ


“หลินถง”


“หืม?” หลินถงเงยหน้าขึ้นจากความคิดของตัวเอง มองไปยังหลี่หนิงเซียนที่มีแววครุ่นคิดอยู่ในดวงตา


“คุณเคยเจอคนที่ชื่อตู้ข่ายไหม?” หลี่หนิงเซียนถามเสียงแผ่ว ท่ามกลางความพลุกพล่านของผู้คนในตลาดมืด แต่แววตาเธอเต็มไปด้วยความสนใจและสงสัย


“ไม่เคยเจอตัวหรอก แต่เคยได้ยินชื่อเสียง” หลินถงพยักหน้าเบาๆ “ตู้ข่ายเป็นหนึ่งในพ่อค้าที่ดังพอสมควรในตลาดมืดนี้ เคยได้ยินว่ามีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับสหกรณ์ด้วย”


หลี่หนิงเซียนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ขณะจินตนาการถึงชายลึกลับที่หลบอยู่ในเงามืดของตลาด สายตาของเธอกวาดมองรอบๆ ราวกับกำลังหาทางพบเขาอย่างรวดเร็ว ตู้ข่าย… ตู้…สหกรณ์… ลุงตู้! เธอพลันหันมาหาหลินถงด้วยแววตาตื่นเต้น


“เราคงต้องแยกกันตรงนี้แล้ว ฉันจะไปที่สหกรณ์ดู ขอบคุณสำหรับวันนี้นะ แล้วเดี๋ยวฉันจะไปเอาจักรยานคืนทีหลังนะ”


หลินถงเพียงอ้าปากจะตอบ แต่ไม่ทันไรหลี่หนิงเซียนก็รีบเร่งฝีเท้าออกไปแล้ว ทิ้งเขาให้ยืนมองตามหลังด้วยรอยยิ้มขันๆ พลางคิดว่าความมุ่งมั่นของหลี่หนิงเซียน


หลี่หนิงเซียนเดินมาถึงสหกรณ์ขนาดใหญ่อย่างรวดเร็ว ในร้านนั้นมีร่างชายชราผมสีเทาคอยเฝ้าอยู่ตามปกติ ลุงตู้มักจะอยู่ที่นี่เสมอ


“หนิงเซียน! ไม่ได้เจอกันหลายวันเลยนะตั้งแต่ที่เราบอกจะพาปู่ไปโรงพยาบาล” ลุงตู้ทักทายด้วยน้ำเสียงอบอุ่น เมื่อเห็นหญิงสาวที่คุ้นเคยเดินเข้ามา


“สวัสดีค่ะ ลุงตู้!” หลี่หนิงเซียนกล่าวทักก่อนติบคำถาม “พอดีช่วงนี้ยุ่งๆนะคะ กำลังจะเปิดร้านของตัวเองแถวตลาดสถานีรถไฟ ใกล้ๆกับโรงงาน”


ลุงตู้หัวเราะเบาๆ “จริงแท้ ตอนเจอกันครั้งแรกยังเป็นเด็กที่พึ่งเริ่มค้าขายแท้ๆ”


หลี่หนิงเซียนหัวเราะตาม แววตาเต็มไปด้วยความอบอุ่นกับความทรงจำในอดีต “ก็ลุงใจดี ให้ฉันได้ฝากข้าวของที่ซื้อ”


ทั้งสองคุยกันอยู่พักหนึ่ง ความสนิทสนมจากการค้าขายและช่วยเหลือกันเป็นเวลานานทำให้หลี่หนิงเซียนกล้าที่จะถามอย่างเลียบๆเคียงๆขึ้น “ลุงตู้…ช่วงนี้ครอบครัวลุงเป็นอย่างไรบ้างคะ?”


ลุงตู้ยิ้มอย่างภูมิใจ “ลุงไม่ค่อยต้องห่วงอะไรมาก ลูกชายของลุงเขาก็กำลังได้ดีในสิ่งที่ทำเลย”


“ลูกชายลุงชื่ออะไรเหรอคะ?”


“ตู้ข่ายนะ ปีนี้ก็สามสิบแล้ว”


“ตู้ข่าย?” ตอนแรกเธอคิดว่าตู้ข่ายอาจจะเป็นญาติลุงตู้ ไม่คิดว่าจะเป็นลูกชาย พอได้รู้เธอก็รู้สึกยินดีไม่น้อย


“ใช่แล้วล่ะ เจ้านั่นรับงานหาวัตถุดิบทั่วทุกแห่ง พ่อค้าแม่ค้าหลายรายพึ่งพาเขามาก” หลี่หนิงเซียนแสร้งทำทีเป็นพยักหน้ารับ ทว่าในใจเต็มไปด้วยความดีใจ ที่ค้นพบชายลึกลับคนนั้นแล้ว เธอยิ้มออกมา


“ลุงตู้… ฉันขอความช่วยเหลือจากลุงสักหน่อยได้ไหมคะ? ฉันต้องการวัตถุดิบสำหรับร้านใหม่ที่กำลังจะเปิด และอยากให้ลุงคงช่วยเจรจาซื้อขายกับตู้ข่าย”


บทที่ 110: ฉันจะตั้งใจทำให้ดีที่สุด


“ได้สิทำไม่จะไม่ได้ลุงก็เห็นเรามาเป็นเดือน รู้ว่าเราเป็นคนดีมีความกตัญญู คนแบบนี้ลุงยินดีช่วย ลุงจะจัดการเรื่องนี้ให้เองเธอไม่ต้องเป็นกังวลไป ตู้ข่ายคงไม่ปฏิเสธคำขอของลุงหรอก” ลุงตู้ยิ้มออกมาอย่างเอ็นดูหญิงสาวตรงหน้า


“ขอบคุณมากนะคะลุงตู้ ถ้าลุงไม่ช่วยคงลำบากแน่ๆ” หลี่หนิงเซียนยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ


“ไม่เป็นไรเลย หนิงเซียน ลุงน่ะมองเราก็เหมือนลูกหลานคนนึง” ลุงตู้กล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น แววตาที่มองเธอเต็มไปด้วยความเอ็นดู


“งั้นขอรบกวนลุงตู้ด้วยนะคะ” หลี่หนิงเซียนยิ้ม พลางยกมือขึ้นคำนับอย่างเคารพ ความตื่นเต้นและความหวังที่มีต่อร้านใหม่ของเธอเปี่ยมล้นอยู่ในแววตา


ลุงตู้พยักหน้าเบาๆยิ้มตอบ “เรื่องแค่นี้ลุงช่วยเต็มที่ วางใจเถอะ เดี๋ยวลุงจะไปคุยกับตู้ข่ายให้แน่นอน”


คำรับปากของลุงตู้ทำให้หลี่หนิงเซียนรู้สึกโล่งใจ เธอยกมือขึ้นคำนับอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขอบคุณอย่างจริงใจ “ขอบคุณลุงตู้มากนะคะ ไม่ว่าครั้งไหนลุงก็ช่วยฉันเสมอ”


ลุงตู้ยิ้มอ่อนโยน “เอาเถอะ ร้านของเธอจะต้องไปได้ดีแน่นอน”


หลี่หนิงเซียนยิ้มอ่อนๆพร้อมกับความโล่งใจในใจ หลังจากได้รับคำสัญญาจากลุงตู้ เธอพยักหน้าตอบรับอย่างนอบน้อม “ฉันขอตัวก่อนนะคะลุงตู้ เดี๋ยวมืดค่ำจะกลับบ้านลำบาก”


ลุงตู้โบกมือลา “ไปเถอะลูก ระวังตัวด้วยล่ะ แล้วอย่าลืมว่ามีอะไรให้ลุงช่วยก็มาหาลุงได้เสมอ”


หลี่หนิงเซียนโค้งศีรษะอีกครั้งก่อนหันหลังเดินจากมา ขณะเดินผ่านตรอกแคบๆที่เต็มไปด้วยร้านขายของเล็กๆน้อยๆ จนไปถึงริมถนนใหญ่ เธอแวะไปเอาจักรยานที่ฝากจงซวนเอามาจอดไว้ที่โรงพัก ก่อนปั่นกลับหมู่บ้าน


หลังจากจัดกาารเรื่องต่างๆมาทั้งวัน หลี่หนิงเซียนรู้สึกโล่งใจทีทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ถึงเวลาจะได้กลับไปพักผ่อน บ้านที่มีบรรยากาศอบอุ่นและเต็มไปด้วยความห่วงใยของทุกคน โดยเฉพาะคุณปู่ที่คอยเอ็นดูเธอเสมอ


เมื่อถึงหมู่บ้านหลี่หนิงเซียนก็แวะมากินมื้อเย็นที่บ้านตระกูลกงจามที่คุยกับป้าซูไว้ เธอก้าวเข้าไปในห้องอาหาร เห็นคุณปู่ยิ้มกว้างต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว มือเรียวของคุณปู่โบกเรียกให้เธอมานั่งข้างๆ


“หนิงเอ๋อร์ มาเถอะ มากินข้าวกัน” เสียงของคุณปู่เต็มไปด้วยความอบอุ่น


เมื่อทุกคนมานั่งพร้อมหน้าซูลี่แม่ของกงชุนเริ่มพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่ทั้งอ่อนโยนและมุ่งมั่น


“หนิงเซียน ที่บ้านเราอยากให้หนูย้ายมาอยู่ที่นี่ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยไปๆมาๆทุกวันด้วย”


หลี่หนิงเซียนเหลือบมองคุณปู่ที่ยิ้มอย่างเห็นดีเห็นงาม คุณปู่พยักหน้าและเอื้อมมือมาจับมือเธอเบาๆ


“มาอยู่กับตระกูลกงเถอะปู่ดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องเป็นห่วงอะไร นับแต่ที่กงชุนไปทำงาน ชาวบ้านก็นินทราแต่เรื่องหย่าร้าง”


“รอพี่ชายกลับมาอยู่บ้านก่อนได้ไหมคะ หนูไม่อยากให้คุณปู่อยู่คนเดียวอีก”


ซูลี่ถอนหายใจเบาๆ พลางยิ้มบางๆ “ก็ได้ ตามใจหนู แต่ขอให้หนูมากินข้าวเย็นที่นี่ทุกวันก็พอ”


หลี่หนิงเซียนยิ้มรับ ก่อนคนทั้งหมดจะกินข้าวแล้วพูดคุยกันไปเรื่อยๆ หลังการทานอาหารเย็นจบลง ด้วยบรรยากาศอันอบอุ่น หลี่หนิงเซียนเดินออกจากบ้านตระกูลกงพร้อมกับคุณปู่


แม้จะรู้สึกผ่อนคลายหลังการพูดคุยเรื่องการย้ายมาอยู่ที่นี่ แต่ใจเธอยังแอบกังวลเล็กน้อย ระหว่างทางเดินกลับบ้านตระกูลหลี่ เธอกำลังคิดอะไรเพลินๆ จนกระทั่งเสียงเรียกทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลัง


“หลี่หนิงเซียน!” หลี่หนิงเซียนหันกลับไป เห็นชายวัยกลางคนในชุดสูทเข้มที่ยืนอยู่ ร่างสูงสง่าของเขาคือเลขาธิการพรรค ใบหน้าของเขามีร่องรอยประสบการณ์ที่ชัดเจนแต่แฝงด้วยความอ่อนโยน เขาพยักหน้าให้เธอ และคุณปู่ก่อนพูดขึ้นด้วยเสียงเคร่งขรึมแต่เป็นมิตร


“กงชุนโทรมาจากต่างเมือง เขาบอกให้เธอโทรกลับไปหา” หลี่หนิงเซียนลืมไปเลยว่าเธอโทรหาเขาจนตอนนี้ก็ยังไม่ได้คุยกัน


คุณปู่หันมามองหลี่หนิงเซียน สีหน้าของท่านแฝงด้วยความเป็นห่วง “ถ้าอย่างนั้นหนิงเอ๋อร์ไปเถอะ ปู่กลับบ้านเองได้”


หลี่หนิงเซียนพยักหน้ารับคำคุณปู่ ก่อนจะแยกตัวไปที่ทำการหมู่บ้าน เมื่อมาถึงในเวลาเย็นเช่นนี้ บรรยากาศเงียบสงัด มีเพียงเจ้าหน้าที่บางส่วนที่ยังคงทำงานอยู่ เธอเดินตรงไปยังห้องโทรศัพท์ที่อยู่ในมุมเงียบสงบ เลขาธิการพรรคที่เดินนำมาชี้ไปยังโทรศัพท์เครื่องใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะ


“ตามสบายนะ” เขากล่าวพร้อมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะผละไปให้เธอได้ความเป็นส่วนตัว


หลี่หนิงเซียนสูดหายใจลึก มือจับหูโทรศัพท์แน่น ก่อนโทรหากงชุน สียงของกงชุนที่ดังมาจากปลายสายเต็มไปด้วยความนุ่มนวลและอ่อนโยน หลี่หนิงเซียนจับหูโทรศัพท์แน่น ยิ้มเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเขาอย่างชัดเจน เธอเปิดปากพูดขึ้นอย่างเกรงใจเล็กน้อย


(ก่อนหน้าโทรมามีเรื่องด่วนหรือเปล่า)


“มีเรื่องอยากจะปรึกษา… เรื่องเงินแต่ตอนนี้ฉันจัด ฉันซื้อตึกในเมืองมาทำเป็นร้าน จะได้ไม่ต้องเช่าร้านในตลาดอีก…” เธอเล่าเรื่องตึกที่ซื้อ ไปจนถึงการที่เธอไปกู้เงินธนาคารมา โดยมีจงซวนช่วยค้ำประกันให้


ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนกงชุนจะหัวเราะเบาๆ (จริงๆ ใช้เงินในบัญชีที่ฉันไว้ก็ได้ จะได้ไม่ต้องไปกู้แล้วมาเสียดอกเบี้ยแพงๆ ฉันบอกแล้วไงแค่ภรรยาคนเดียวฉันดูแลได้)


หลี่หนิงเซียนรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกไปด้วยน้ำเสียงเกรงใจ “แต่กงชุน… ฉันไม่อยากรบกวนคุณถึงขนาดนั้น มันเป็นเงินของคุณนะ ให้ฉันใช้เงินที่หามาด้วยตัวเองดีกว่า”


กงชุนหัวเราะอีกครั้ง เสียงหัวเราะนั้นทำให้หลี่หนิงเซียนรู้สึกสบายใจขึ้น (หนิงเซียน เธอช่วยจัดการดูแลเรื่องกงหยาง อีกทั้งยังดูแลอาหารการกินจนมีแต่คนชม คิดซะว่าเงินนี้เป็นการขอบคุณจากฉันแทนพวกเขาก็ได้ ที่กองทัพคนที่ได้ชิมอาหารฝีมือเธอต่างก็ชมว่าฝีมือเธอเยี่ยมยอดมาก แค่ได้กลิ่นก็หิวแล้ว)


“แค่ทำอาหารธรรมดาเอง คนกินไม่เบื่อก็ถือว่าโชคดีแล้ว”


(พูดจริงๆนะ ร้านของเธอต้องขายดีแน่นอน เพราะฝีมือเธออร่อยจริง) เสียงของกงชุนจริงจังขึ้น (คนที่จะทำร้านอาหารให้อยู่ได้นาน คือคนที่ทำด้วยใจ แล้วเธอมีสิ่งนั้นอยู่เต็มเปี่ยม เธอไม่ได้แค่ทำอาหาร แต่ยังใส่ความตั้งใจและดูแลคนรอบข้างเสมอ ถ้าเธอเปิดร้าน รับรองว่าจะมีลูกค้าประจำมากมายแน่นอน)


คำให้กำลังใจของกงชุนทำให้หัวใจของหลี่หนิงเซียนอบอุ่น เธอยิ้มทั้งที่ตายังพราวไปด้วยความตื้นตันใจ “ขอบคุณคุณมากนะ ฉันจะตั้งใจทำให้ดีที่สุด ไม่ให้คุณผิดหวัง”


(ฉันไม่เคยคิดว่าเธอจะทำให้ผิดหวังเลย) เสียงของกงชุนเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น (จำไว้นะ ถ้ามีอะไรที่ฉันช่วยได้ก็บอกมาเถอะ ไม่ต้องเกรงใจ)


หลี่หนิงเซียนยิ้มกว้าง รู้สึกได้ถึงพลังแห่งความเชื่อมั่นและความอบอุ่นจากปลายสาย คำพูดของกงชุนเหมือนเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เธอมีกำลังใจมากยิ่งขึ้น หัวใจที่เคยกังวลพลันมั่นคงขึ้นมาด้วยความอบอุ่นและความเชื่อมั่น เธอเอ่ยขอบคุณกงชุนด้วยเสียงนุ่มนวล


“ขอบคุณนะกงชุน ฉันจะตั้งใจทำให้ดีที่สุด”


(ดีแล้ว ตั้งใจล่ะ ฉันจะรอดูว่าร้านของเธอจะไปได้ไกลแค่ไหน) เสียงของกงชุนตอบกลับมาด้วยความเอ็นดู (และไม่ว่าสุดท้ายผลจะออกมายังไงเธอก็ยังเป็นภรรยาของฉัน)


หลี่หนิงเซียนยิ้มกว้าง รู้สึกได้ถึงพลังแห่งความเชื่อมั่นและกำลังใจ เธอกล่าวขอบคุณกงชุนอย่างจริงใจเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะวางสาย ความมุ่งมั่นที่อยากเปิดร้านอาหารเป็นจริงขึ้นเรื่อยๆ


ตั้งแต่เขาเลิกถามว่าเธอเป็นใคร การมีใครสักคนที่ค่อยห่วงใย ทำให้เธอรู้สึกดีไม่น้อย และเธอรู้แล้วว่ามีคนที่คอยสนับสนุนเธอทุกย่างก้าวอย่างเต็มที่มันดีมากแค่ไหน


จบตอน

Comments