seller ep11-20

บทที่ 11: คนในครอบครัวมาก่อนความถูกต้อง


“พี่กงชุน พี่ไม่ควรฟังแค่หลี่หนิงเซียนนะ พี่ลืมไปแล้วหรือว่าเธอเคยทำร้ายพี่ยังไง! แถมเธอยังทำร้ายกงหยางอีกนะ ทุกคนก็เห็นกันหมด!”

กงชุนเห็นท่าทีของจินเม่ย พร้อมคำกล่าวก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ หญิงสาวที่เคยอ่อนหวาน เหตุใดวันนี้ถึงได้กล่าวโทษแต่ผู้อื่น ไม่มีทีท่าว่าจะสำนึกผิดเลยแม้แต่น้อย คิดแบบนั้นสีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“หลี่หนิงเซียนทำร้ายน้องชายฉันเพราะอะไร เธอน่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจนะ” คำพูดนั้นทำให้จินเม่ยถึงกับพูดไม่ออก นี่คนที่เธอรักกำลังห่างออกไปจากเธอใช่ไหม เขากำลังเชื่อคำพูดของผู้หญิงคนนั้น

ก่อนที่กงชุนจะพูดออะไรต่อ ซูลี่ก็เดินมาดึงแขนเขาไว้ ในเชิงห้ามปราม เธอรู้ดีว่าลูกชายเป็นคนยังไง แต่ตอนนี้ก็ต้องรักษาหน้าหัวหน้าหมู่บ้านไว้บ้าง แค่สิ่งที่คนรอบๆได้ยิน ก็ทำให้หัวหน้าหมู่บ้านเสียหน้ามากพอแล้ว ไม่ควรจะต้อนหัวหน้าหมู่บ้านอีก

“หัวหน้าหมู่บ้าน พวกเราไม่เรียกฝ่ายรักษาความปลอดภัยแล้ว”

“แต่…” กงชุนได้ยินสิ่งที่แม่ตนพูดก็คิดจะคัดค้าน แต่แม่ของเขากลับหันมาจ้องหน้าเขาอย่างดุดัน

“กงชุน อย่าทำให้เรื่องบานปลาย! เรื่องของลูกกับหลี่หนิงเซียน จะยังไงก็เป็นเรื่องในครอบครัวของเรา ลูกจะให้ครอบครัวเราอับอายมากกว่านี้หรือ? แม่รู้นิสัยของจินเม่ยดี ไม่ว่าเธอจะทำอะไร ก็ล้วนทำเพื่อแม่ทั้งนั้น!”

“คุณป้า…”

“หนูไม่ต้องพูดอะไรแล้วจินเม่ย กงชุนลูกลองคิดถึงนิสัยที่ผ่านมาของจินเม่ยสิ แล้วตอนนี้ หากไม่ใช่เพื่อปกป้องแม่ จินเม่ยจะต้องมาถูกหลี่หนิงเซียนใส่ร้ายเหรอ? แม่ไม่ยอมให้ทุกอย่างเป็นไปแบบที่ผู้หญิงคนนั้นต้องการหรอกนะ”

ทุกถ้อยคำที่ซูลี่กล่าวออกล้วนปกป้องจินเม่ยอย่างชัดเจน กงชุนมองแม่ตนอย่างสงสัย การกระทำของแม่ดูเข้าข้างจินเม่ยมากเกินไป แม่เขาไม่ใช่คนที่จะแยกแยะเรื่องราวจริงเท็จไม่ได้

ก่อนสายตาจะเหลือบไปมองกงหยาง ที่ตอนนี้กำลังนั่งก้มหน้ากุมมือตัวเองแน่น สุดท้ายเขาก็เข้าใจว่าแม่ของตนทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร สำหรับแม่เขาแล้วยังไงคนในครอบครัว มาก่อนความถูกต้องสินะ

จินม่ยเห็นคุณป้าซูลี่ปกป้องตนก็ร้องไห้ออกมาด้วยความซาบซึ้ง แต่ซูลี่กลับไม่สนใจจินเม่ย ผู้หญิงคนนี้เสียแรงที่เธอเคยอยากได้มาเป็นสะใภ้ คนที่ร้ายลึกแบบนี้ น่ากลัวเสียยิ่งกว่าคนที่คิดอะไรก็ทำ เอาแต่ใจ เจ้าอารมณ์ แบบหลี่หนิงเซียนเสียอีก

ที่เธอยอมปกป้องจินเม่ย ก็เพราะกลัวเรื่องนี้จะกระทบไปถึง กงหยางลูกชายคนเล็กของเธอ เธอไม่สนใจว่าจินเม่ย หรือหลี่หนิงเซียน จะเป็นตายร้ายดียังไง แต่เรื่องนี้กงหยางต้องไม่เดือดร้อนเป็นอันขาด

“คุณป้าคะแล้วพี่กงชุนเขา…” จินเม่ยถามด้วยน้ำเสียงเบา พร้อมมองไปทางกงชุนที่ยืนนิ่งอยู่

“ไม่มีอะไรหรอก กงชุนก็แค่ดื้อรั้นไปหน่อย เรื่องนี้ฉันว่าไม่มีอะไรแล้ว ให้มันจบลงตรงนี้เถอะ” ซูลี่พูดจบก็หันมาคว้าแขนกงชุนกับกงหยางที่นั่งก้มหน้าอยู่ แล้วพาเข้าบ้านทันที โดยไม่สนใจใคร

หัวหน้าหมู่บ้านพอเห็นแบบนั้นก็รู้สึกโล่งอก จึงรีบพาจินเม่ยกลับบ้านไป เกิดคนรักความยุติธรรมแบบกงชุน เดินกลับออกมา เรื่องนี้คงไม่จบแน่ ดังนั้นรีบกลับบ้านตอนนี้จะดีที่สุด

คนที่มามุงดูเหตุการณ์ เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว ต่างก็พากันแยกย้ายกลับบ้านตัวเอง ทุกคนพากันกลับบ้าน ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างเหนือความคาดหมาย

หลี่หนิงเซียนนั้นสร้างเรื่องปั่นป่วนวุ่นวายเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว จนไม่คิดใส่ใจอะไรกับท่าทีที่แปลกไป แต่กลับกันจินเม่ยที่ภายนอกดูเรียบร้อยนั้น กลับกล้าทำเรื่องโหดเหี้ยม อย่างการวางแผนฆ่าคน นี่ที่ผ่านมาพวกเขาหลงเชื่อจนอยากได้สตรีที่มีจิตใจเลวร้ายแบบนี้เป็นสะใภ้เลยเหรอ คนเราช่างรู้หน้าไม่รู้ใจเสียจริง

ด้านหลี่หนิงเซียนที่พาคุณปู่กลับมาที่บ้าน ก็ต้องตกใจกลับสภาพบ้านที่อยู่ตรงหน้า บ้านของตระกูลหลี่มีห้องหลักสามห้องคล้ายบ้านของตระกูลกง

แต่โทรมกว่ามาก มีแค่กระจกเพียงสองบาน ที่เหลือใช้กระดาษปิดแทนหน้าต่าง ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ ภายในรกไปด้วยของใช้ที่วางระเกะระกะ ทั้งผ้าห่ม ที่นอน แคร่ ก็สกปรก มีกลิ่นเหม็นอับชื้น และกลิ่นยาผสมปนเปจนแทบอาเจียน

สาเหตุที่บ้านสกปรกเช่นนี้ เพราะก่อนหน้าปู่ของเธอป่วย และขายังเจ็บ ทำให้ไม่ค่อยมีแรงจะเดินไปไหน ต้องใช้ชีวิตอยู่แต่บนแคร่เป็นหลัก ทั้งกิน นอน จนมีเศษอาหารหล่นอยู่เต็มไปหมด บ้านที่ไร้คนดูแลจะเป็นแบบนี้ก็ไม่แปลก

หลี่จ้านพยุงปู่เข้าบ้านด้วยความเป็นห่วง แต่ปู่กลับเป็นกังวลหลานสาวมากกว่าตัวเอง

“หนิงเอ๋อร์ บ้านของเราสกปรกแบบนี้ หลานจะกลับมาอยู่จริงๆหรือ”

“สกปรกแล้วยังไงคะ ก็แค่ทำความสะอาด หนูทำได้คุณปู่อย่าห่วงเลย”

“แต่หนิงเอ๋อร์รังเกียจกลิ่นเหม็นพวกนี้ ที่นี่อาจจะไม่เหมาะกับหลาน”

“คุณปู่คะ พูดอะไรอย่างนั้น นี่ก็เป็นบ้านของหนูนะคะ” หลี่หนิงเซียนถามด้วยน้ำเสียงน้อยใจปนตัดพ้อ ในใจเธอตอนนี้คิดเพียงแค่ เธอไม่อยากใช้ชีวิตกับผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกต่อกัน โดยเฉพาะผู้ชายที่ดูลึกลับซับซ้อนแบบนั้น รวมไปถึงไปอยู่ในครอบครัวที่พวกเขาเอาแต่ระแวงเธอ

หลี่หนิงเซียนประคองคุณปู่เข้าบ้านท่ามกลางสายตาประหลาดใจของคนที่อยู่แถวนั้น ทุกคนในหมู่บ้านต่างรู้กันดีว่าหลี่จ้าน มีลูกสาวอีกคนอย่างหลี่หวังที่ไม่มีความรับผิดชอบ หลังแต่งออกไปเธอก็ไม่ได้สนใจตระกูลเดิมของตน

หลี่จ้านจึงต้องอาศัยอยู่เพียงลำพังในสภาพบ้านที่ทรุดโทรมแบบนี้ ส่วนหลานอย่างหลี่หนิงเซียน ปกติแล้วก็ไม่เคยสนใจไยดีบ้านเดิม ตั้งแต่ที่แต่งเข้าตระกูลกงก็ไม่เคยกลับมาที่นี่เช่นกัน

แต่น่าแปลกที่วันนี้หลี่หนิงเซียนกลับมาที่บ้าน และยังดูมีท่าทีรักใครสนิทสนมกับหลี่จ้านปู่ของตนจนผิดปกติ เห็นทีพวกเขาต้องไปแลกเปลี่ยนข่าวกับคนอื่นๆในหมู่บ้านแล้ว

หลังจากหลี่หนิงเซียนพาคุณปู่ไปนั่งบนเตียงแล้ว เธอก็พับแขนเสื้อเตรียมตัวทำความสะอาด

“คุณปู่คะ นั่งพักก่อนนะคะ หนูจะไปจัดการทุกอย่างให้เอง ว่าแต่พี่ชายของหนูละคะ ทำไมเขาไม่อยู่บ้าน” หลี่หนิงเซียนถามอย่างแปลกใจ เพราะในความทรงจำของเธอ พี่ชายมักจะอยู่กับคุณปู่ตลอดเวลา

แต่เธอไม่รู้เลยว่า คำถามสั้นๆนี้ ทำให้คุณปู่ของเธอที่นั่งอยู่ ถึงกับสะดุ้งตกใจอย่างมาก

“พี่เขาออกไปทำงานที่อื่นนะ” หลี่หนิงเซียนได้ยินว่าพี่ชายของร่างนี้ ออกจากบ้านไปทำงานที่อื่น เธอรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เพราะปกติแล้วหลี่หนิงเซียนไม่เคยสนใจพี่ชายคนนี้เลยด้วยซ้ำ ในความทรงจำของร่างนี้ พี่ชายเป็นเพียงผู้ชายขี้อายที่คอยทำงานบ้าน และมักถูกเธอดุด่าอยู่เสมอ

“ทำไมอยู่ๆพี่ถึงทิ้งปู่ไปทำงานเหรอคะ” พี่ชายของเธอเป็นคนที่รักครอบครัวยิ่งกว่าอะไร ทำไมถึงได้ทิ้งปู่ให้อยู่คนเดียว แล้วไปทำงานแบบนี้

“พี่เขาเป็นห่วงหนิงเอ๋อร์มาก เห็นหลานลำบากใจเรื่องแต่งงานก็ไม่สบายใจ พอหลานแต่งงานไปแล้วเขาก็รู้สึกวุ่นวายใจ กลัวว่าน้องสาวจะไม่มีความสุข จึงตัดสินใจออกไปทำงานหาเงินในเมือง”

หลี่หนิงเซียนไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคือง เหมือนที่ร่างนี้เคยทำในอดีต เธอเพียงแค่พยักหน้ารับรู้ ถ้าเป็นไปได้เธอเองก็อยากหาพี่ชายให้เจอ แล้วชวนเขากลับมาอยู่ด้วยกัน เพราะพี่ชายของร่างนี้ก็เป็นอีกคนที่รักร่างนี้มากกว่าใคร

แม้เธอจะไม่ใช่หลานสาวตัวจริง เป็นเพียงวิญญาณที่เข้ามาอยู่ในร่างนี้ แต่ในชาติก่อนเธอเป็นเด็กกำพร้า ไม่เคยได้รับความรักจากครอบครัว การที่ตอนนี้เธอได้สัมผัสถึงความอบอุ่นจากครอบครัวนี้ ทั้งความห่วงใยของคุณปู่ และพี่ชายเธอก็รู้สึกว่าตัวเองจะต้องทำอะไรเพื่อพวกเขาบ้าง


บทที่ 12: คมมีดกรีดลงกลางใจ


ร่างนี้ไม่เคยสนใจครอบครัว แต่ไม่ใช่กับเธอ เธอจะชดเชยในสิ่งที่ร่างนี้เคยทำไม่ดีไว้กับครอบครัว จะตอบแทนความรักความอบอุ่นที่เธอได้รับให้ดี หลี่หนิงเซียนที่เป็นเธอจะไม่ทำตัวไร้ค่า ไร้ประโยชน์ ขี้เกียจ และเป็นคนที่ดีขึ้นให้ได้

การที่ต้องมาอยู่ในร่างนี้ทำให้เธอรู้สึกตกใจไม่น้อย แต่จากเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้น ก็ทำให้เธอตั้งใจว่าจะทะนุถนอมโอกาสในการใช้ชีวิตใหม่นี้ ดูแลคุณปู่ และพาพี่ชายกลับมาอยู่ด้วยกัน แค่นี้ก็พอแล้วในชีวิตนี้

แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องลอดหน้าต่างเข้ามา สาดส่องห้องเล็กๆให้ดูอบอุ่น หลี่หนิงเซียนลุกขึ้นจากเตียง ก่อนจะไปอาบน้ำล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อย

เมื่อวานหลังคุยกับคุณปู่ เธอก็นำพวกจามไปล้างพร้อมทั้ง ทำความสะอาดห้องนอกเธอ กับห้องนอนคุณปู่ จนค่ำเธอเข้านอน มารู้สึกตัวอีกทีก็เช้าวันใหม่แล้ว เธอยังคงอยู่ในร่างนี้ และคงอยู่ไปตลอดสินะ

วันนี้เธอตั้งใจจะทำความสะอาดบ้านให้เรียบร้อย และไปดูลู่ทางในการหาเงินเข้าบ้าน แต่ตอนนี้คงต้องหาอะไรใส่ท้องก่อน ไม่งั้นเธอคงไม่มีแรงทำสิ่งที่ตั้งใจแน่ เพราะไม่มีอะไรตกถึงท้องเธอ ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา

พอคิดแบบนี้เธอก็รีบตรงไปที่ครัว ก่อนสำรวจเตาถ่านในครัว พอเห็นว่ายังมีกิ่งสนที่ใช้ทำฟืนอยู่ เธอก็ยกยิ้มมุมปากน้อยๆ ภาพความทรงจำในวัยเด็กของเธอ ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด เธอในวัยเยาว์ช่วยคุณยาย ที่เป็นผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าทำงานบ้านอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการก่อไฟ ตักน้ำ หรือแม้แต่ผ่าฟืน ล้วนเป็นงานถนัดที่เธอคุ้นเคย

มือเรียวตักน้ำใส่หม้อเหล็กจนเต็ม ก่อนจะหยิบกิ่งสนแห้งๆวางลงไปในเตา ไฟลุกขึ้นทันที ประกายไฟสัมผัสกับเชื้อเพลิง ค่อยๆลุกแรงขึ้นจนเกิดเสียงเล็กน้อย เธอจึงวางหม้อที่ใส่น้ำบนเตา

เธอเดินสำรวจรอบครัว พบว่ามีเพียงหัวมันฝรั่งเท่านั้นที่เป็นของกินในบ้าน จึงนำมาต้มทำซุปแบบง่ายๆ ยังดีที่พอมีพวกเครื่องปรุงที่ใช้ได้อยู่บ้าง หลังจากต้มซุปเสร็จ เธอจึงยกมาให้คุณปู่ที่อยู่อีกห้อง

“คุณปู่ตื่นมาทานอะไรก่อนนะคะ”

หลี่มองหลานสาวที่กำลังยกอาหารมาวางให้ ด้วยสายตาเอื้ออาทร ความประหลาดใจฉายชัดบนใบหน้า ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความปลาบปลื้ม น้ำตาคลอเบ้า

ไม่เคยเลยสักครั้ง…ที่เขาจะได้เห็นหลี่หนิงเซียน ลงมือทำอะไรด้วยตัวเองแบบนี้ แม้แต่ในตอนเธอยังไม่ได้แต่งงาน ห้องของพวกเราก็อยู่ห่างกันเพียงแค่ผนังกั้น แต่หลานสาวกลับไม่เคยแม้แต่จะเหลียวแล

ผิดกับตอนนี้ที่เธอทำอาหารเช้ามาให้เขา แล้วไหนจะเมื่อวานที่เธอเปลี่ยนผ้าปูที่นอนผืนใหม่ให้ ทำความสะอาดห้อง นี่คงเป็นสัญญาณที่ดี บ่งบอกว่าหลานสาวตัวน้อยของเขา เติบโตขึ้นมากจริงๆ เห็นแบบนี้ช่างน่าซึ่งใจยิ่งนัก เสียงสะอื้นเบาๆจากคุณปู่ ทำให้เธอต้องรีบผละออกมา

“คุณปู่คะ เกิดอะไรขึ้น ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าคะ?” มือเรียวสัมผัสชีพจรของคุณปู่อย่างอัตโนมัติ ความเคยชินจากวิชาชีพแพทย์ ทำให้รีบตรวจสอบอาการเบื้องต้น ถึงแม้จะไม่มีเครื่องมือทันสมัยใดๆ แต่เธอก็ยังมีความรู้ติดตัว

“ใจเย็นๆนะคะ เดี๋ยวหนูดูให้” หลี่หนิงเซียนปลอบใจคุณปู่ พร้อมมือที่จับชีพจรอย่างพิจารณา แม้จะเต้นเร็วกว่าปกติเล็กน้อย แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่น่าเป็นห่วง เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ส่วนหลี่จ้าน ยามนี้เขามองหลานสาวด้วยแววตาที่มีน้ำตาคลอ ความห่วงใย ใส่ใจ สิ่งที่หลี่หนิงเซียนทำให้เขาในตอนนี้ ราวกับเป็นภาพฝัน ที่ตัวเขาไม่คิดว่าจะได้เห็น

“ปู่ไม่เป็นไรหรอก หนิงเอ๋อร์ของปู่ โตขึ้นมากแล้วสินะ ปู่ดีใจเหลือเกิน” คำพูดนั้น ราวกับคมมีดกรีดลงกลางใจของหลี่หนิงเซียน ความรู้สึกผิดก่อตัวขึ้นภายในใจ เธอก็เป็นเพียงวิญญาณที่มาแอบอ้างในร่างคนอื่น แต่พูดไปใครจะเชื่อ

“คุณปู่คะ ที่ผ่านมาหนูทำตัวไม่ดี ทำให้ปู่ต้องลำบากใจ ต่อไปนี้หนูสัญญาว่าจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นค่ะ”

“ปู่เชื่อว่าหลานทำได้ แค่คนนี้หลานก็เก่งมากแล้ว ต่อไปนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ปู่จะอยู่ข้างๆหนิงเอ๋อร์เสมอนะ” น้ำตาแห่งความตื้นตันไหลออกจากดวงตาของหลี่จ้านอีกครั้ง

หลี่หนิงเซียนรู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยคำปลอบโยนใดๆ กลัวว่าจะยิ่งไปกระตุ้นความรู้สึกของคุณปู่ ได้แต่จับมือคุณปู่ไว้ หลังคุณปู่สงบลง คุณปู่ก็ทานซุปที่เธอทำพร้อมกล่าวชมว่าอร่อย ก่อนจะนอนพัก

ระหว่างที่คุณปู่นอน เธอก็ทำความสะอาดบ้าน จัดข้าวของให้เรียบร้อย พอจัดการในบ้านเรียบร้อยแล้ว เธอจึงนำเสื้อผ้า ปลอกหมอน ผ้าปู ที่ใช้แล้วมาซัก

ร่างสูงใหญ่ของกงชุนก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตู เขามองภาพตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ ใครกันที่เป็นคนจัดการทุกอย่างได้เรียบร้อยขนาดนี้ ภาพของหญิงสาวตระกูลหลี่แวบเข้ามาในความคิด

แต่เขาก็รีบสลัดความคิดนี้ออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีทางเป็นไปได้ที่เธอคนนั้นจะมาทำอะไรพวกนี้ กงชุนวางฟืนที่เตรียมมาลงกับพื้น ก่อนจะเดินตรงเข้าไปในบ้านเงียบๆ

หลังซักผ้าตากเรียบร้อย หลี่หนิงเซียนก็มานั่งพักที่แคร่ ใกล้กับหน้าต่างมีลมพัดผ่านเบาๆให้ได้ผ่อนคลายความเหนื่อยล้า สองวันที่เธอมาอยู่ในร่างนี้พบเจอเรื่องราวไม่น้อย ทำให้เธอได้มองเห็นชีวิตที่ต่างไปจากเดิม

ระหว่างที่เธอกำลังคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ เสียงเรียกของคุณปู่ ก็ทำให้เธอหลุดจากภวังค์ความคิด แล้วเข้าไปดูที่ห้องทันที

“หนิงเอ๋อร์”

“คะคุณปู่ มีอะไรหรือเปล่าคะ หรือว่าหิวแล้ว เดี๋ยวหนูไปทำกับข้าวให้ทานนะคะ”

“ปู่ไม่หิวหรอก ปู่มีเรื่องอยากจะถาม”

“เรื่องอะไรคะ?” หัวใจของหลี่หนิงเซียนเต้นแรง หรือว่าคุณปู่จะรู้เห็นอะไรเข้า! หรือจะจับได้ว่าเธอไม่ใช่หลี่หนิงเซียนตัวจริง

“เรื่องที่บอกว่าจะหย่ากับกงชุน หลานแน่ใจแล้วใช่ไหม”

“ค่ะ” เธอพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ตอนนั้นหนูเกือบตายทั้งเป็นในกองเพลิง แล้วพอเรื่องกระจ่างความจริงปรากฏ ก็ยังไม่มีใครสักคนลุกขึ้นมาปกป้องหนู คุณปู่ยังจะให้หนูอยู่ในครอบครัวแบบนั้นอีกเหรอคะ”

“แล้วหลานจะทำยังไงต่อไป”

“หนูก็จะอยู่ดูแลคุณปู่ จะโตขึ้นไม่ทำอะไรให้คุณปู่ต้องห่วง ดังนั้นคุณปู่ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของหนูด้วยนะคะ”

กงชุนยืนอยู่หน้าประตูไม่กล้าเดินเข้าไป สิ่งที่หลี่หนิงเซียนพูดกับปู่ของเธอ คือความจริงที่เขาต้องยอมรับ เธอขโมยของพวกเขาไปให้ชายคนรัก แต่น้องชายของเขาก็เกือบฆ่าเธอให้ตายในกองเพลิง ทุกอย่างก็ควรจบสิ้นกัน ทั้งบุญคุณ และความแค้น

“แต่เรื่องราวทั้งหมดก็เป็นฝีมือของจินเม่ย ตระกูลกงไม่ได้ผิดอะไรด้วย ปู่ไม่อยากให้หลานถือโทษโกรธคนตระกูลกงนะ โดยเฉพาะกงชุนเขาก็ไม่ได้ผิดอะไร”

“พวกเขาก็คงไม่ต่างกันหรอกค่ะ คุณปู่อย่ามองคนแค่ภายนอกสิคะ ไม่แน่ว่าสองคนนั้นอาจจะรอเวลาที่เหมาะสมแล้วร่วมมือกันก็ได้ เพื่อที่ถ้าหนูตายแล้ว พวกเขาจะได้ครองคู่กันอย่างมีความสุขไงค่ะ” หลี่หนิงเซียนพยายามพูดโน้มน้าวคุณปู่ให้คิดตามเธอ

“เท่าที่ปู่รู้จักกงชุนไม่ใช่คนแบบนั้น” เธอเดินไปนั่งข้างๆคุณปู่ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

“คุณปู่คะ เรื่องแบบนี้ตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอกนะคะ กงชุนคนนั้นต้องมีใจให้จินเม่ยแน่ๆ ไม่เช่นนั้นจินเม่ยจะต้องลงทุนทำเรื่องแบบนี้ไปทำไม ถ้าเธอไม่แน่ใจในผลลัพธ์ตอนท้าย แล้วแม่ของกงชุนก็ยังเข้าข้างจินเม่ยด้วย บางทีคงรู้เห็นเป็นใจทั้งตระกูล แล้วคุณปู่ยังจะให้หนูกลับไปอีกเหรอคะ!” เธอพูดสิ่งที่คิดออกไป เพื่อให้คุณปู่ยอมรับการหย่านี้โดยไม่ต้องกังวลอะไรอีก


บทที่ 13: มันไม่เป็นไปตามหลักชีววิทยา


“ปู่ว่ากงชุนไม่ใช่น่าใช่คนแบบนั้น หลานลืมไปแล้วหรือว่าเขาเป็นคนช่วยชีวิตหลานไว้ แล้วเดิมก็เพราะพวกเรานั่นแหละที่ไปแย่งเขามาจากตระกูลจิน”

หลี่จ้านพูดอย่างรู้สึกผิด ถ้าย้อนนึกกลับไปตอนนั้น เขาทำทุกอย่างเพื่อให้หลานสาวที่รักมีที่พึ่งพิงที่ดี ถึงได้ยื่นข้อเสนอแต่งงานกับตระกูลกง แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าตระกูลกงกำลังคุยเรื่องหมั้นหมายกับตระกูลจิน เป็นเขาเองที่ช่วงชิงวาสนาผู้อื่นมาให้หลานสาวตัวเอง

“เป็นหนูเองที่คิดน้อยไป แต่เราแก้ไขตอนนี้ยังทันนี่ค่ะ การหย่าของหนูกับกงชุน จะเป็นการคืนวาสนาให้คนที่เขารักกัน และจินเม่ยเองจะได้ไม่ต้องหลงผิดมาคิดทำร้ายหนูอีก” หลี่หนิงเซียนวนมาพูดเรื่องหย่าอีกครั้งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ส่วนด้านกงชุนที่ยืนฟังอยู่ สีหน้าของเขามีเพียงความเรียบเฉย ไม่ว่าจะวาสนา หรือความรักตัวเขาเองไม่เคยสนใจ สิ่งที่สนมีเพียงหน้าที่ของตน แต่ทำไมยามได้ยินอีกฝ่ายตั้งกำแพงกับตรงแบบนี้ แล้วเขาเกิดความรู้สึกแปลกๆในใจขึ้นมานะ

“หลานจะหย่าจริงๆใช่ไหม”

“คุณปู่ช่วยยอมรับการตัดสินใจของหนูทีนะคะ”

“ตามใจหลาน แต่ปู่มั่นใจนะว่ากงชุนเป็นคนดี”

“หนูไม่เถียงคุณปู่หรอกค่ะ เดี๋ยวหนูไปเอาอาหารให้ทานนะคะ” เธออุ่นซุปที่ทำตอนเช้ามาให้คุณปู่ทานเป็นมื้อกลางวัน ก่อนจะบอกคุณปู่ว่าจะออกไปหาวัตถุดิบเป็นอาหารเย็น

การจัดการเรื่องอาหารเย็นเป็นที่น่าหนักใจไม่น้อย เธอไม่มีเงินสักแม้แต่หยวนเดียว แล้วเธอจะหาอะไรมาทำมื้อเย็นได้กัน ระหว่างที่กำลังเดินออกจากบ้าน หลี่หนิงเซียนก็ยืดเส้นยืดสายพลางก้มมองร่างกายด้วยความหดหู่ใจ

“รูปร่างผอมแห้งแบบนี้…ต้องใช้เวลานานแค่ไหนนะกว่าจะมีเนื้อหนังให้ดูสุขภาพดีนะ” หลี่หนิงเซียนครุ่นคิดอย่างสิ้นหวัง ด้วยความที่กำลังจมอยู่ในความคิดของตัวเอง เธอจึงไม่ได้มองอะไรและเมื่อเปิดประตูออกจากบ้าน เธอก็ต้องตกใจ เมื่อพบกับใบหน้าบึ้งตึงของใครบางคนที่ยืนรออยู่

“ว้าย!” หลี่หนิงเซียนร้องออกมาด้วยความตกใจ เธอคิดจะรีบชักเท้ากลับ แต่ก็สายเกินไป ร่างกายของเธอเสียหลัก เซไปข้างหน้าอย่างแรง! เสียงดังสนั่นร่างของเธอล้มลงมาทับร่างบางเบื้องล่าง เสียงครางต่ำ ๆ ของผู้ชายดังเล็ดลอดออกมา

หลี่หนิงเซียนรู้สึกเจ็บไม่น้อย แม้จะล้มลงทับบนร่างของอีกคน ในละครพระเอกนางเอกล้มทับกันมันดูโรแมนติกอยู่หรอก แต่ชีวิตมีแต่ความเจ็บ ที่เธอกระแทกนั้นคือกระดูกเน้นๆ

“เจ็บชะมัด…” เธอได้แต่ครางออกมาเบาๆ ร่างของชายคนนี้ทำมาจากหินหรืออย่างไร กล้ามเนื้อของเขาแข็งราวกับก้อนเหล็ก เจ็บจนเธอน้ำตาแทบจะไหลออกมา

ส่วนกงชุนแม้จะผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง เคยเผชิญหน้ากับศัตรูที่ตัวใหญ่กว่านี้มาแล้ว แต่เขาไม่เคยถูกใครทับแบบนี้มาก่อน ปกติเขาจะใช้ความรวดเร็ว และไหวพริบในการต่อสู้ จับกุมศัตรูได้ในพริบตา

แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาโดนคนอื่นนอนทับอยู่บนร่างแบบนี้! แถมคนที่ทับเขายังเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆเสียด้วย! แม้จะรู้สึกประหลาดใจ แต่เขาก็ยังคงนอนนิ่งอยู่กับที่ก่อนจะมองคนบนตัวที่กำลังจะลุกขึ้น

อยู่ๆ ใบหน้าของเขาก็แดงก่ำ ด้วยความตระหนักได้ถึงความคิดของตัวเอง เขาเพิ่งสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง จากร่างกายของหลี่หนิงเซียน กับเขาอย่างชัดเจน แม้จะผอมแห้งไปบ้าง แต่กลับมีร่างกายที่นุ่มนิ่ม และมีกลิ่นหอม

กงชุนต้องชะงักค้าง เมื่อเห็นมือน้อยๆของหลี่หนิงเซียนที่ควรจะดันตัวขึ้นกำลังลูบคลำอยู่บนหน้าอกของเขา

“หลี่หนิงเซียนเธอกำลังทำอะไรน่ะ!” ชายหนุ่มร้องถามอย่างตกใจ

หลี่หนิงเซียนสะดุ้งสุดตัว มือน้อยๆหดกลับอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเธอแดงก่ำไม่แพ้กัน

“ตะโกนอะไรกัน อยู่แค่ตรงนี้จะเสียงดังไปทำไม มันรบกวนคุณปู่ที่กำลังนอนนะ!” เธอพูดเบี่ยงประเด็น

“แล้วเธอนะทำอะไร”

“แค่สำรวจอะไรนิดหน่อย” ในใจของหลี่หนิงเซียนเต็มไปด้วยความประหลาดใจ มันไม่เป็นไปตามหลักชีววิทยา ผู้ชายคนนี้ดูไม่อ้วน แต่กล้ามเนื้อกลับแน่นขนาดนี้! เขาต้องได้รับการฝึกฝนมาอย่างหนักแน่ๆ

ในฐานะแพทย์ หลี่หนิงเซียนหลงใหลในการศึกษาเรื่องร่างกายมนุษย์ เธอมีความกระตือรือร้นอย่างมาก ในการวิเคราะห์อวัยวะทุกส่วน และร่างกายของกงชุนที่เธอได้สัมผัสตอนนี้ ยิ่งทำให้เธออยากรู้อยากเห็นมากขึ้นไปอีก

หลี่หนิงเซียนมัวแต่หลงใหลกับร่างกายมนุษย์ที่เธอได้สัมผัส ทำให้เธอกระทำการบางอย่างออกไปอย่างลืมตัว แม้จะรู้ว่าการกระทำของเธอค่อนข้างล่วงเกินเขาไปหน่อย แต่เธอก็คิดเข้าข้างตัวเองว่า พวกเราทั้งคู่ยังไม่ได้หย่าร้างกัน ดังนั้นการสัมผัสกันจึงไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด

ความคิดนี้ทำให้หลี่หนิงเซียน ตัดสินใจสำรวจร่างกายของคนที่อยู่ใต้ร่างต่อไปอย่างไม่ลังเล เธอขยับมือมาลองบีบแขนเขาแรงดูๆ

“แข็งมาก!” เธอคิดในใจ รู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อที่แข็งแรงของเขา

ใบหน้าของกงชุนแดงก่ำด้วยความอายจากการสัมผัสของมือเล็กๆที่นุ่มนิ่มของหลี่หนิงเซียน เขาตัดสินใจคว้าข้อมือของเธอ พยายามควบคุมตัวเองไว้ ก่อนจะพูดอย่างขบกรามว่า

“ลุกออกไป!”

“โอ๊ย! เจ็บนะ!” หลี่หนิงเซียนร้องออกมา ก่อนเธอสะบัดแขนออกจากมือของเขาอย่างไม่พอใจ “ก็จะลุกอยู่เนี่ย ทำไมต้องมาลงมือลงไม้ด้วย”

“ก็รีบลุกไป” หลี่หนิงเซียนหน้าบูด แต่ก็ยอมดันร่างตัวเองออกจากตัวเขา แค่ลองจับนิดจับหน่อยหวงตัวไปได้

กงชุนรู้สึกไม่ชอบมาพากลกับท่าทางของหลี่หนิงเซียน ตั้งแต่แรกเห็น สายตาของเขาจับจ้องไปที่เธอราวกับจะมองทะลุปรุโปร่ง ยิ่งเมื่อหลี่หนิงเซียนลุกขึ้นยืนอย่างไม่สนใจอะไร เขายิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้นด้วยความแปลกใจ

ก่อนที่เธอจะลุกขึ้นยืน มือของเธอมาสัมผัสที่แขนของเขา ทำให้ปลายนิ้วก้อยของเขารู้สึกชา มันเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต

ผู้หญิงคนนี้… ช่างมีอะไรแปลกๆ! กงชุนคิดพลางมองคนตรงหน้าอีกครั้ง หรือว่าเธอจะเป็นคนที่เบื้องบนสั่งให้เขามาตามหา? แต่เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาก็รู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ รูปลักษณ์และท่าทางของหลี่หนิงเซียนบ่งบอกชัดเจน ว่าเธอเติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านแห่งนี้

ไม่มีทางเป็นคนภายนอกปลอมมาได้ ยิ่งไปกว่านั้น หลี่หนิงเซียนยังอาศัยอยู่ในหมู่บ้านไป๋หลานมาโดยตลอด ชาวบ้านต่างก็รู้จักเธอเป็นอย่างดี คงไม่ใช่แน่…เธอไม่น่าจะใช่คนที่เขากำลังตามหา กงชุนคิดพลางสรุปความคิดตัวเองเสร็จสรรพ

เขาคิดว่าคนที่กองทัพต้องการตัว น่าจะเป็นใครสักคนที่เพิ่งย้ายเข้ามาในหมู่บ้านเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เขาจึงตัดสินใจมุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนกลุ่มนั้นแทน

ในขณะที่กงชุนครุ่นคิดอยู่นั้น หลี่หนิงเซียนก็หันหน้าหนีเขา แต่เธอกลับรู้สึกได้ถึงสายตาเย็นชาที่จ้องมองมาที่ตัวเธอ ความรู้สึกสะใจที่ได้แกล้งกดจุดเขาก่อนหน้าเริ่มหายไป

แล้วถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกเหมือนตัวเองทำผิดพลาด ทำให้เขาสงสัยเรื่องที่เธอลงมือทำไป คนคนนี้ช่างสังเกตเกินไป จนเธอรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่ใจร้อนกดจุดชีพจรบนนิ้วของเขาเมื่อครู่นี้ เพื่อไม่ให้กงชุนซักถามอะไร หลี่หนิงเซียนจึงรีบหาเรื่องชวนคุย

“ทำไมคุณถึงมาที่นี่ล่ะ มีธุระอะไรหรือเปล่า?” ในความทรงจำของร่างนี้ ชายคนนี้กับร่างนี้แทบไม่ได้พูดคุยกันเลย นอกจากตอนที่เธอไปขอเงินเขา หรือทะเลาะกันเรื่องอาหาร เรียกได้ว่าคนทั้งสองแทบไม่มีปฏิสัมพันธ์กันเลย

กงชุนมองสบตาหลี่หนิงเซียนด้วย สีหน้าจริงจังขึ้น ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ฉันมาขอโทษแทนกงหยาง” หลี่หนิงเซียนที่กำลังมองเขาอยู่ ขมวดคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ เมื่อได้ยินคำขอโทษจากปากของกงชุน ชายที่ไม่เคยแม้แต่จะชายตามองเธอด้วยซ้ำ


บทที่ 14: สลักลึกอยู่ในร่างนี้


“ขอโทษเหรอ?” เธอถามด้วยความไม่แน่ใจ ราวกับจะย้ำว่าเธอไม่ได้ฟังผิด ก่อนจะเห็นสายตาของเขา ที่จ้องมองเธออย่างจริงจัง

“ฉันได้คุยกับกงหยางแล้ว” ก่อนหน้านี้ เขาออกไปตรวจสอบเรื่องน้ำมันดีเซลที่หมู่บ้าน เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาจึงได้สอบถามน้องชายของตนเอง และได้รู้ความจริงว่าหลี่หนิงเซียนเป็นเหยื่อในเรื่องคราวนี้

สิ่งที่ยิ่งไปกว่านั้น คือเขาแทบไม่อยากจะเชื่อว่าน้องชายของเขา จะกล้าลงมือเผาบ้าน เพื่อหวังให้ใครสักคนตายในกองเพลิงแบบนี้ โชคยังดีที่หลี่หนิงเซียนหนีออกมาได้ทัน

และเธอยังสามารถดับไฟที่น้องชายเขาจุดเอาไว้ได้ ไม่เช่นนั้น บ้านทั้งหลังคงถูกไฟไหม้เหลือแต่ซาก แม้แต่ห้องที่แม่ของเขาอาศัยอยู่ก็คงไม่เหลือ น้องชายเขาทำลงไปโดยไม่คิดถึงผลที่ตามมาจริงๆ

กงชุนสังเกตเห็นว่าสีหน้าของหลี่หนิงเซียน ดูผ่อนคลายลงบ้างแล้ว แต่ริมฝีปากของเธอกลับเม้มแน่น เขาคิดว่าเธอยังคงหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกสงสาร และรู้สึกผิดที่ปล่อยให้น้องชายทำอะไรแบบนั้น

“ไม่ต้องห่วง ฉันสั่งสอนกงหยางไปแล้ว เขาต้องได้รับบทเรียนจากเรื่องนี้แน่นอน แล้วฉันต้องขอบคุณเธอด้วย ที่ช่วยห้ามไม่ให้เขาทำผิดร้ายแรงไปมากกว่านี้ ขอบคุณมากจริงๆ”

คำขอบคุณที่ออกมาจากปากของกงชุน เต็มไปด้วยความรู้สึกจริงใจจากก้นบึ้งของหัวใจ เขารู้สึกขอบคุณหลี่หนิงเซียนเป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่เพียงเพราะเธอช่วยดับไฟที่น้องชายก่อขึ้น แต่ยังรวมถึงการที่เธอไม่เปิดโปงความผิดของน้องชายต่อหน้าคนอื่น ให้โอกาสเด็กได้สำนึกผิดอีกด้วย

เขารู้ดีว่าเรื่องนี้ถ้าพูดไปโทษสถานเบาก็แค่กงหยาง น้องชายของเขาเป็นเด็กไม่รู้เรื่องรู้ราว และหุนหันพลันแล่น แต่ถ้าหากเรื่องนี้ไปถึงหูคนที่มีเจตนาร้าย พวกเขาอาจบิดเบือน ว่าเป็นการฆาตกรรมโดยเจตนา ซึ่งถือเป็นเรื่องร้ายแรง และอาจทำลายอนาคตของน้องชายเขาได้

ในยุคที่ชื่อเสียงสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด หากน้องชายของเขาถูกตราหน้าว่าเป็นคนร้ายตั้งแต่เด็ก ต่อไปคงยากที่จะได้รับการยอมรับจากสังคม แม้ว่ากงหยาง จะยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจถึงผลร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้น

แต่เขาก็รู้ดีว่าควรขอโทษ และขอบคุณหลี่หนิงเซียนจากใจจริง ถึงแม้ลึกๆแล้วเขาจะไม่ค่อยชอบนิสัยของเธอเท่าไรก็ตาม

กงชุนมองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาที่ซับซ้อน เขายังรู้สึกสงสัยในท่าทีที่สงบผิดปกติของเธอ ยิ่งเมื่อเห็นเธอขมวดคิ้วจมอยู่กับภวังค์ความคิด เขาก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจมากขึ้นไปอีก

เขาตั้งใจมาหาเธอด้วยความรู้สึกผิดจริงใจ พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความโกรธเคืองที่เธออาจมีต่อเขา และน้องชาย แต่หลี่หนิงเซียนตรงหน้าเขา กลับนิ่งเกินไป จนเขารู้สึกราวกับว่าเธอกลายเป็นคนแปลกหน้า

เขาเพิ่งจะแอบสำรวจร่างกายของเธอไปเมื่อไม่นาน ไม่ได้มีร่องรอยของการปลอมแปลงใดๆ เธอคือหลี่หนิงเซียนตัวจริงอย่างแน่นอน แต่ทำไมหลี่หนิงเซียนถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้? หรือว่าเขาจะประสบการณ์น้อยเกินไป จนไม่รู้ว่าบนโลกใบนี้มีเทคนิคการปลอมตัวที่ลึกลับขนาดนี้จริงๆ

กงชุนจ้องมองใบหน้าของหลี่งหนิงเซียนอย่างไม่วางตา ราวกับต้องการจะมองทะลุผ่านเข้าไปในใจของเธอให้ได้ สายตาของเขาคมกริบ และลึกล้ำ ราวกับหลุมลึกที่มืดมิด เขาจ้องมองหลี่หนิงเซียนจนเธอสะดุ้ง

หลี่หนิงเซียนตั้งสติ ก่อนจะรีบกดความประหม่าในดวงตาลง แล้วถามอย่างตะกุกตะกัก

“มีแค่นี้ใช่ไหม?”

“อือ…” กงชุนรู้สึกอยากถามออกไป เรื่องที่เขาได้ยินเธอคุยกับคุณปู่ของเธอ แต่เขาไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องที่ควรถามไหม

“ฉันเองก็ต้องขอโทษคุณเหมือนกัน” ทันทีที่หลี่หนิงเซียนพูดประโยคนี้จบ เธอก็รู้ว่ากงชุนจะต้องยิ่งแปลกใจในตัวเธอแน่ๆ แต่เธอก็อยากที่จะพูด เธออยากขอโทษแทนในสิ่งที่ร่างนี้เคยทำไว้กับตระกูลกง

“ขอโทษฉัน?” กงชุนถามด้วยน้ำเสียงแปลกใจ

“ใช่ ฉันกำลังโทษคุณ” เมื่อเห็นท่าทีที่อ่อนลงกว่าปกติของเธอ เขาจึงตัดสินใจถามสิ่งที่คาใจออกไป

“เธอคิดว่าฉันเป็นคนสั่งให้กงหยางทำแบบนั้น?” กงชุนถามด้วยน้ำเสียงเรียบ จริงๆ ที่เธอคุยกับปู่เธอก่อนหน้าก็ชัดเจนแล้ว แต่เขาอยากได้รับการยืนยันจากเธอตรงๆ

หลี่หนิงเซียนมองเขาอย่างพิจารณา ในใจคิดว่าการคุยกับคนฉลาดนั้นประหยัดเวลา และแรงงานดีจริงๆ

“ฉันแค่หาข้องอ้างเพื่อให้คุณปู่ยอมรับการหย่า มันเป็นการว่าคุณลับหลังฉันต้องขอโทษด้วย”

“ถ้าเธอไม่ได้คิดว่าฉันทำจริงๆ ก็ช่างเรื่องนี้ไปเถอะ”

“ขอพูดอะไรหน่อยได้ไหม”

“ว่ามาสิ”

“กงหยางอายุแค่สิบหก เป็นวัยที่ทำอะไรโดยไม่คิด การที่เขาจะแก้แค้นฉันเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็พอเข้าใจได้ เด็กๆมีความคิดที่บริสุทธิ์ เพียงแต่วิธีการอาจจะไม่ถูกต้อง และฉันเองก็ลงโทษเขาไปไม่น้อย”

“เรื่องนั้นฉันเข้าใจ”

“ที่ฉันจะบอก คือต่อให้ฉันจะสั่งสอนเขาไปมากแค่ไหน เขาก็คงไม่ฟัง เพราะเขาต่อต้านฉัน ถ้าคุณมีเวลาก็ช่วยสอนขาหน่อย จะได้ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องเลวร้ายในอนาคต”

“ได้”

“ไม่มีอะไรแล้วใช่ไหม” หลี่หนิงเซียนถามพร้อมมองสบตากับเขา

“เรื่องคุณปู่เธอ”

“…”

“ฉันขอโทษ เธอพูดถูกฉันคิดไม่รอบคอบ ทำให้เธอ และคุณปู่ต้องลำบาก ฉันช่วยอะไรพวกเธอไม่ได้เลย”

ก่อนหน้านี้ หลี่หนิงเซียนรู้สึกผิดหวัง ในตระกูลกงกงชุน เธอรู้สึกว่าเขาไม่คิดจะปกป้องเธอเลย แถมยังมองเธอเหมือนคนนอก เธอจึงมั่นใจว่าเรื่องการหย่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุด

จากเหตุการณ์ที่แม่ของกงชุน กล่าวหาว่าเธอทารุณเด็ก จนเข้ามาตบเธอ แม้ว่ากงจะอยู่ในเหตุการณ์ และเห็นว่าไม่เป็นความจริง แต่เขากลับเลือกที่จะนิ่งเฉย ไม่พูดอะไรเพื่อปกป้องเธอเลย

ยิ่งไปกว่านั้น การที่จินเม่ยกล้าโจมตีเธอ และลามปามไปถึงคุณปู่ของเธอก็มีสาเหตุมาจากกงชุน เพราะเขาไม่เคยแสดงออกชัดเจนว่าเธอเป็นภรรยาของเขา การกระทำของเขา คือการพาตัวออกห่าง ทำให้คนอื่นสบโอกาสทำร้ายเธอ แบบที่จินเม่ยทำ

หลี่หนิงเซียนจึงรู้สึกว่า ร่างนี้ต่อสู้เพียงลำพังมาตลอด เธอจึงรู้สึกว่าการตัดสินใจของเธอไม่มีอะไรผิดพลาด อย่างน้อยก็ไม่ต้องทนอยู่กับความสงสัย และความไม่มั่นคงในความสัมพันธ์พวกนี้อีกต่อไป

ให้เรื่องราวทุกอย่างจบลงไป พร้อมกับการตายของร่างนี้ สิ่งที่ร่างนี้ทำผิดพลาด ก็ถือว่าชดใช้ด้วยความตายอันแสนโดดเดี่ยวไปแล้ว ความรู้สึกตอนที่จมลงใต้พื้นน้ำยังคงสลักลึกอยู่ในร่างนี้ เธอจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ของร่างนี้ โดยปลดพันธนาการของการแต่งงานลง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ กลับทำให้เธอตกตะลึง เธอไม่ได้คิดว่าจะได้ยินคำขอโทษในเรื่องราววันนั้น หลี่หนิงเซียนรู้สึกประหม่าอย่างเลี่ยงไม่ได้ เธอรู้ตัวว่ากงชุนสังเกตเห็นความผิดปกติของเธอ

แววตาตกตะลึงที่วาบผ่านดวงตาของเขา บ่งบอกชัดเจนว่าเขารับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวเธอ กงชุนจ้องมองหลี่เซียนอย่างลึกล้ำ เขาครุ่นคิดถึงความเปลี่ยนไปของเธอ ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่เธอกลายเป็นคนระมัดระวังตัว รอบคอบแบบนี้ หรือว่าเธอไม่ใช่หลี่หนิงเซียนคนเดิม?

ความกังวลใจของหลี่หนิงเซียน เกิดจากการที่เธอรู้ดีว่าผู้ชายในยุคนี้มักรักษาหน้าตายิ่งกว่าอะไร เธอจึงเตรียมใจไว้แล้วว่า หากเขาไม่ยอมขอโทษ เธอจะใช้เหตุผลพวกนี้ในการหย่า แล้วเขาขอโทษแบบนี้เธอควรทำยังไงต่อดี

สีหน้าผิดหวังของหลี่หนิงเซียน รวมถึงรอยแดงบนมือ และแก้มที่น่าจะเกิดจากประกายไฟลวกในระหว่างดับไฟ ทำให้กงชุนรู้สึกไม่สบายใจอยู่ลึกๆ เรื่องอดีตกับตอนนี้เขาควรคุยกับเธอให้กระจ่าง

“จริงๆแล้วถ้าคุณรู้สึกเสียใจล่ะก็ เราน่าจะ…” ยังไม่ทันที่หลี่หนิงเซียน จะพูดจบ เสียงไออย่างหนักของคูณปู่ ก็ดังแทรกขึ้นมาจากในบ้าน ทำให้เธอต้องรีบหันกลับเข้าบ้าน แล้วตรงไปหาปู่ทันที


บทที่ 15: นับเป็นครั้งแรก


“คุณปู่คะ เป็นอะไรไปคะ?”

“หลี่หนิงเซียน กงชุนมาใช่ไหม” เสียงคุณปู่ถาม

“พวกเรากำลังคุยกันเรื่องหย่า ทุกอย่างจะจบลงด้วยดีคุณปู่ไม่ต้องห่วงนะคะ”

“ปู่ขอคุยกับกงชุนได้ไหม” หลี่หนิงเสียงรู้สึกไม่มั่นใจ เพราะเธอยังไม่ได้พูดคุยกับกงชุนเรื่องหย่าอย่างชัดเจน แต่พอเห็นคุณปู่ที่มองมาจึงยอมพยักหน้ารับ แล้วเดินออกมาจากบ้าน เพื่อจะเรียกกงชุนเข้าไปหาคุณปู่

เธอเดินออกมาหน้าบ้านพร้อมกวาดสายตามองหาทั่วบริเวณ ก็ไม่เห็นกงชุนแล้ว เขาคงกลับไปแล้ว เธอจึงเดินกลับเข้าบ้าน มาหาคุณปู่ที่รออยู่

“คุณปู่คะ เขาคงมีธุระด่วน กลับไปก่อนแล้วค่ะ” หลี่จ้านถอนหายใจอย่างเสียดาย

“กงชุนคงกลัวว่าหลานจะพูดเรื่องหย่าร้าง ถึงขนาดไม่กล้าเจอหน้าปู่เลย หนิงเอ๋อร์หลานเห็นไหมว่ากงชุนห่วงใยหลาน หลานอย่าไปคิดเรื่องเหลวไหลแบบนั้นอีกนะ”

“ค่ะ หนูเห็นแล้วค่ะว่าเขาเป็นคนดี” คำขอโทษจากปากของเขาทำให้เธอต้องย้อนมองเขาใหม่อีกครั้ง จริงๆ เขาก็ไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมด แต่เขาก็ยังระแวงเธอ ไม่ได้เชื่อใจว่าเธอเป็นคนในครอบครัว ยังไงแล้วสำหรับเธอการหย่าก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดไม่เปลี่ยน

ยามโพล้เพล้ ท้องฟ้าเริ่มแต่งแต้มด้วยสีส้มแดง หลี่หนิงเซียนเพิ่งจะพูดคุยให้คุณปู่วางใจเรื่องหลังการหย่าได้ พร้อมให้คำสัญญาหนักแน่นว่าจะไม่ทิ้งคุณปู่ไปไหน

ส่วนเธอตอนนี้ต้องเร่ง จัดเตรียมอาหารเย็นแล้ว เมื่อกลางวันเธอคิดที่จะไปหาวัตถุดิบมาทำอาหารเย็น ดันมีเรื่องให้ต้องพูดคุยเสียก่อน ตอนนี้ที่บ้านก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากหัวมันเมื่อเช้า

“คุณปู่คะ เรามีข้าวสาร หรืออาหารแห้ง เหลืออยู่ที่อื่นอีกไหมคะ?” หลี่หนิงเซียนกลับเข้ามาถามคุณปู่ที่ห้อง เพื่อว่าจะมีอะไรนอกจากมันให้กิน ใบหน้าของคุณปู่หม่นหมองลง ด้วยความละอายใจ

“ข้าวสารที่บ้านหมดแล้วล่ะหนิงเอ๋อร์ ถ้าอยากกินคงต้องรอให้ถึงปลายปี ส่วนอาหารแห้งบ้านเราก็ไม่มี ที่หลานเอาคราวก่อนคือทั้งหมดแล้ว”

หลี่หนิงเซียนเม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกผิดอย่างที่สุด อาหารทั้งปีถูกเจ้าของร่างเดิมผลาญจนหมดสิ้น แถมปีนี้ก็ยังไม่ได้เพาะปลูก ฤดูเก็บเกี่ยวก็อีกยาวไกล คุณปู่จะอยู่ได้อย่างไร เหตุผลที่พี่ชายต้องออกไปทำงานไกลบ้านคงเป็นเพราะแบบนี้ด้วย

“ขอโทษนะคะที่ตอนนั้นหนูทำอะไรไปโดยไม่คิดให้ดี”

“ไม่เป็นไรหรอกหนิงเอ๋อร์” คุณปู่เอ่ยปลอบใจ “ในตู้เก็บของยังมีมันฝรั่งเหลืออยู่บ้าง กินประทังหิวไปก่อนก็ได้”

“ไว้หนูจะหาทางดูนะคะ”

“ตาเก็บเงินไว้สามเหมา หนิงเอ๋อร์เอาไว้ซื้อซาลาเปา ที่ร้านสหกรณ์กินนะ” พูดจบก็ยื่นเงินที่เหลืออยู่ทั้งหมดให้หลานสาว

“…” หลี่หนิงเซียนมองเหรียญสิบเฟินสามเหรียญในมือ ด้วยความรู้สึกหลากหลาย เธอไม่ได้สัมผัสเงินเหรียญแบบนี้มานานหลายปีแล้ว ในยุคสมัยใหม่ ทุกอย่างดำเนินไปด้วยเทคโนโลยี เหรียญเพียงไม่กี่อันนี้ จึงเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่ง

“ปู่เหลือแค่นี้จริงๆ รอพี่ชายเธอกลับมาจากทำงาน ตาจะซื้อเนื้อ ซื้อผลไม้ และลูกท้อกระป๋องที่เธอชอบมาให้” หลี่หนิงเซียนกำเหรียญในมือแน่น อยากจะตบหน้าตัวเองสักที! เธอรีบยัดเงินคืนให้คุณปู่

“ไม่เป็นไรค่ะคุณปู่ หนูชอบกินมันฝรั่งที่สุด วันนี้เรากินมันฝรั่งกันอีกมื้อนะคะ เดี๋ยวเปลี่ยนจากซุปเมื่อเช้ามาทำมันฝรั่งบดก็ดีนะคะ” ถึงจะเป็นแค่มันฝรั่ง เธอก็จะทำให้มันอร่อยที่สุดเท่าที่ตัวเธอจะทำได้

ภายในตู้เก็บของเล็กๆ ก็มีเพียงมันฝรั่งกองโตเต็มตู้ ซึ่งเป็นอาหารสำรองของทุกบ้านในยามที่ข้าวสารขาดแคลน ในอดีตร่างนี้ไม่เคยแม้แต่จะชายตามองมันฝรั่งพวกนี้ เธอถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี กินแต่อาหารที่คุณปู่กับพี่ชายประหยัดอดออมไว้ให้ และด้วยความเย่อหยิ่งของเธอ มันฝรั่งธรรมดา ธรรมดา เหล่านี้จึงถูกเก็บรักษาไว้ จนกลายเป็นอาหารที่ช่วยประทังชีวิตคนในครอบครัว

แม้จะกินอาหารดีแค่ไหน แต่ร่างนี้กับกินยาก เรื่องมากเกี่ยวกับอาหารการที่สุด จึงทำให้ตัวเองมีร่างกายผอมแห้งแบบนี้ เธอรู้สึกโกรธเจ้าของร่างเดิมจับใจ เอาแต่ของดีๆไปกินก็ยังเรื่องมาก และยังกล้าเอาอาหารไปให้ผู้ชายที่เลวๆอีก

ทำให้สุขภาพของคุณปู่ทรุดโทรมลง จากการขาดสารอาหารเป็นเวลานาน เธอสบถด่าในใจ ก่อนจะก้มลงเลือกมันฝรั่งลูกใหญ่ๆขึ้นมากอดไว้ เธอสาบานกับตัวเองว่าจะต้องหาเงินให้ได้ จะต้องไม่ให้คุณปู่ต้องทนกินมันฝรั่งทุกมื้อแบบนี้อีก และจะต้องหาทางรักษาอาการป่วยของคุณปู่ให้จงได้!

หลี่หนิงเซียนนำมันฝรั่งไปนึ่งจนสุกนุ่ม คำนึงถึงอายุของคุณปู่ที่มากแล้ว เธอนำมันฝรั่งมาบดจนละเอียด แล้วจึงค่อยเติมน้ำลงไปให้ทานง่ายขึ้น ก่อนจะปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย

ก่อนจะนำใส่ชาม โรยพริกไทยลงไปเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติ พอเสร็จเรียบร้อย เธอจึงนำไปให้คุณปู่ที่ห้อง

“คุณปู่คะ ทานอาหารได้แล้วค่ะ” เธอวางอาหารบนแคร่ ที่เช็ดถูจนสะอาดแล้ว ก่อนจะเรียกคุณปู่มากินอาหาร

หลี่จ้านมองหลานสาวที่วุ่นวายอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาเอ็นดู ดวงตาของเขาชื้นไปด้วยความตื้นตัน นี่เป็นครั้งแรกที่หลานสาวทำดีกับเขาเช่นนี้

“หนิงเอ๋อร์” หลี่จ้านเรียกเสียงสั่นเครือ “มานั่งกินเป็นเพื่อนปู่หน่อย”

“ได้ค่ะ” หลี่หนิงเซียนตอบรับ ก่อนจะเดินไปยกชามมันบดของตัวเองมาที่แคร่ เมื่อเทียบกับชามใบใหญ่ของคุณปู่แล้ว ชามในมือของเธอนั้นเล็กจิ๋วไปเลย ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากกิน แต่ร่างกายที่ผอมแห้งของเธอนั้น จำเป็นต้องกินแต่พอดี ไม่อย่างนั้นกระเพาะคงรับไม่ไหว ต้องค่อยๆปรับไป

“ทั้งหมดเป็นความผิดของปู่เอง” หลี่จ้านถอนหายใจ มองชามใบเล็กในมือหลานสาวด้วยความรู้สึกผิด “ตอนนี้ปู่ป่วยกระเสาะกระแสะ ออกไปทำงานก็ไม่ได้ ไม่มีแม้แต่เงินจะให้หลานได้กินอิ่ม”

“คุณปู่พูดอะไรแบบนั้นคะ แค่นี้คุณปู่ก็ทำเพื่อหนูมามากพอแล้วค่ะ อีกอย่างมีเท่านี้ก็ดีมากแล้วค่ะ”

“พูดเหลวไหล ดีตรงไหนกัน ต้องมากินมันฝรั่งบดเละๆแบบนี้ กับปู่แก่ๆคนนี้ นี่นะหรือที่บอกว่าดี”

“แค่มีชีวิตอยู่ดีแล้วล่ะค่ะ ต่อไปทุกอย่างจะต้องดีขึ้นกว่านี้แน่ๆ” หลี่จ้านรู้ว่าหลานสาวกำลังพยายามปลอบใจตน ก็ได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะตักมันบดในชามเข้าปาก

ทว่า ทันทีที่รสชาติของมันสัมผัสลิ้น ดวงตาของหลี่จ้านก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ หลี่หนิงเซียนที่กำลังตักมันบดเข้าปากก็ชะงัก มองคุณปู่ด้วยความกังวลใจ

“คุณปู่คะ หรือว่ามันไม่อร่อย?”

“ไม่ใช่แบบนั้น” หลี่จ้านรีบส่ายหน้า ดวงตาของเขาเป็นประกายด้วยความปลื้มปริ่ม “มันบดชามนี้อร่อยกว่าที่ปู่ทำตั้งเยอะ หนิงเอ๋อร์ของปู่โตขึ้นแล้วจริงๆสินะ” พูดจบเขาตักมันบดเข้าปากต่ออย่างเอร็ดอร่อย

หลี่หนิงเซียนเห็นแบบนั้นก็ยิ้มกว้าง เริ่มลงมือทานอาหารของตัวเองบ้าง นับเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองปู่หลานได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน บรรยากาศอบอุ่น และเสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วบ้านเก่าๆ สร้างความสุขเล็กๆขึ้นในหัวใจของพวกเขาทั้งคู่

หลังอาหารเย็น หลี่หนิงเซียนจัดการล้างจาน ก่อนจะออกไปเดินเล่นย่อยอาหาร พลางคิดถึงหนทางที่ตัวเองจะหาเงิน และมีข้าวกิน ไม่ใช่ต้องกินมันฝรั่งไปแบบนี้ทุกมื้อ

ช่วงนี้อากาศอบอุ่น ชาวบ้านมักจะออกมานั่งคุยกันที่ลานบ้าน ดังนั้นเมื่อเห็นหลี่หนิงเซียนเดินอยู่ พวกเขาจึงมองเธอด้วยสายตาประหลาดใจ

“คนที่ดีแต่สร้างเรื่อง และยังได้ชื่อว่าเป็นจอมขี้เกียจสามารถออกมาเดินนอกบ้านได้ด้วยเหรอ” แม้จะรู้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้าหลี่หนิงเซียนไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ทุกคนก็ไม่ได้คิดจะเปลี่ยนท่าทีที่เคยทำกับเธอ


บทที่ 16: นัยยะบางอย่างที่น่าสงสัย


เรื่องราวที่ทำร้ายกงหยางอาจไม่ใช่เรื่องจริง แต่ก่อนหน้าที่ผ่านมาที่หลี่หนิงเซียนทำตัวไม่ดีทุกคนยังจำได้ วันนั้นก็สงสาร แต่วันนี้ก็อยากเยาะเย้ย เป็นธรรมดาของมนุษย์ที่เป็นไปตามสิ่งรอบตัว

“ก็คงจะทนไม่ไหวที่ต้องมาอยู่บ้านตัวเองจะกลับไปตระกูลหลี่ละสิ”

“ซูลี่คงไม่ยอม วันนั้นยังโยนความผิดให้เธอ ไปเข้าข้างจินเม่ยอยู่เลย”

“คนเคยทำตัวไม่ดี ยากจะเชื่อว่าไม่ได้ทำ”

หลี่หนิงเซียนได้แต่ฟังเรื่องราวที่คนอื่นพูดโดยไม่ได้ตอบโต้อะไร ก่อนจะเดินหนีไปสำรวจเส้นทางรอบๆภูเขา

ลี่หมิงคณะกรรมการพรรคจากเมืองหลวง เดินทางมาพบกงชุนที่หมู่บ้าน เพื่อหารือเกี่ยวกับภารกิจลับที่เขาได้รับมอบหมาย

“กงชุนทางกองทัพเข้าใจถึงความยากลำบากของนาย” ชายวัยเดียวกับกงชุนที่สวมแว่นกรอบดำกล่าว “การหาตัวคนที่แฝงตัวมานานไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาบอกว่านายไม่จำเป็นต้องรีบร้อน”

“อือ”

“คนคนนั้นอาจไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านก็ได้ เราอาจย้ายนายกลับเข้าเมืองเพื่อให้ติดต่อกับหมู่บ้านในอำเภอได้สะดวกขึ้น”

“ฉันว่าควรรอดูอีกหน่อย”

ในจังหวะนั้น ลี่หมิงสังเกตเห็นหลี่หนิงเซียนที่อยู่ไม่ไกล จึงถามกงชุนขึ้น

“อ้อ นายยื่นเรื่องขอหย่าแล้วเหรอ?”

“ใช่” กงชุนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“ตอนนี้นายกำลังอยู่ในช่วงสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบประวัติทางการเมือง ฉันว่ายังไม่ควรที่จะหย่า มันส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของนายมากนะ ฉันบอกนายเลย ว่าทางที่ดีไม่ควรหย่าโดยเด็ดขาด”

“ฉันยื่นเรื่องขึ้นไปแล้ว”

“จริงๆ ฉันแอบไปเก็บเอกสารการยื่นคำร้องนายไว้ อยากมาคุยกับนายก่อน นายลองคิดทบทวนดูดีๆอีกที”

กงชุนนึกถึงเหตุการณ์ที่หลี่หนิงเซียนยืนกรานจะหย่ากับปู่ของเธอ แล้วยังที่เธอประกาศวันนั้นอีก ทำให้เขาตัดสินใจยื่นเรื่องขอหย่าขึ้นไป แต่หลังจากพูดคุยกับลี่หมิงวันนี้ ในใจเขากลับเกิดลังเลขึ้นมา

การหย่ามองผ่านๆเหมือนไม่ได้กระทบอะไร แต่ตอนนี้มันกำลังกระทบต่อหน้าที่ของเขา หรือเขาจะต้องลองไปพูดคุย ทำความเข้าใจกับหลี่หนิงเซียนดูใหม่ ยังไงตอนนี้เธอก็ดูแตกต่างจากที่ผ่านมา คงพอพูดคุยกันได้

หลี่หนิงเซียนตื่นแต่เช้าตรู่ในวันใหม่ เธอเริ่มออกกำลังกายด้วยการเดินขึ้นเขา ตามแผนดูแลสุขภาพที่วางไว้ บนภูเขาอากาศดี และมีคนน้อย ทำให้เธอรู้สึกสบายใจที่ไม่มีใครมาคอยมอง หรือพูดคุยถึงเธอ

กงชุนกำลังครุ่นคิด ถึงเรื่องการหย่าของตนกับหลี่หนิงเซียน เขาวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาทั้งคืน จนเช้านี้เขาจึงมาเดินผ่อนคลายบนเขา เพื่ออากาศบริสุทธิ์จะทำให้เขาคิดได้ว่าควรเลือกแบบไหน

สายตาคมเหลือบมองไปหลี่หนิงเซียน ที่กำลังเดินขึ้นเขามา เขาจ้องมองร่างบางที่ดูมีความมุ่งมั่น แววตาของเธอฉายชัดถึงความตั้งใจในสิ่งที่ทำ ไม่มีความลังเลในนั้น

ความคิดที่จะหย่าค่อยๆจางหายไป เขาเริ่มคิดว่าการที่เธอเปลี่ยนแปลงนิสัยได้เพียงชั่วข้ามคืน ก็เป็นเรื่องที่น่าสงสัย การที่ยังอยู่ด้วยกันคงจับตามองเธอได้ง่ายกว่า

ถ้าย้อนกลับไปถึงตอนที่เขาตัดสินใจแต่งงาน ลี่หมิงไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรกเพราะมีความกังวลเกี่ยวกับหลี่หนิงเซียน รวมถึงเรื่องที่เธอมีความสัมพันธ์กับนักศึกษาที่มาช่วยงานในชนบท ซึ่งทำให้เขาเสียชื่อเสียง

พอทบทวนทุกอย่าง ตอนนี้ก็ควรทำตามที่ลี่หมิงบอก คือชะลอเรื่องการหย่าไว้ก่อน จะได้จับตาดูหลี่หนิงเซียนไปด้วย และไม่กระทบการตรวจสอบประวัติ

ด้านหลี่หนิงเซียน เธอกำลังตั้งใจออกกำลังกาย ด้วยการเดินขึ้นเขาลงเขา เธอมีเป้าหมายที่จะสร้างกล้ามเนื้อเพิ่ม เพื่อเวลาทำอะไรจะได้ไม่เหนื่อยง่าย และไม่ต้องกังวลเรื่องการเจ็บป่วยที่จะตามมา

เธอเริ่มเดินขึ้นเขาลงเขา สลับกับการหยุดพักเป็นระยะ แม้จะเหนื่อยหอบ แต่เธอก็พยายามให้กำลังใจตัวเอง เพื่อสุภาพที่ดี

“สู้ๆ หนิงเซียนเธอทำได้!” เสียงใสของเธอดังก้องในป่าเขาที่เงียบสงัด จนทำให้นกที่อยู่โดยรอบบินหนีแตกกระจายออกไปจนหมด เธอก็เดินต่อ โดยเดินวนไปมาสองรอบ

เมื่อเดินไม่ไหวแล้ว เธอจึงหาก้อนหินใหญ่นั่งลงเพื่อพัก สายตามองผ่านป่าไม้ไปยังหมู่บ้านเบื้องล่างภูเขา วิวที่เธอมองเห็นช่วยคลายความเหนื่อยล้าได้ดี

บนภูเขามองเห็น ท้องฟ้าสีครามประดับด้วยเมฆขาว มีเสียงนกร้องและกลิ่นหอมของดอกไม้กระจายอยู่รอบๆ สร้างบรรยากาศอันแสนสงบ ควันจากการหุงต้มลอยขึ้นฟ้าอย่างเลือนรางในระยะไกล

ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป เพราะปกติแล้วร่างนี้แทบไม่ทำอะไร แค่เดินก็เหนื่อยแล้ว เมื่อวานตอนที่ทำความสะอาด เธอก็รู้สึกว่าร่างกายนี่แทบหมดแรง หายใจถี่มาก เธอจึงคิดเรื่องออกกำลังกายขึ้นมาเพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว

หลี่หนิงเซียนนอนเหยียดกายอย่างสบายอารมณ์ บนก้อนหินใหญ่ที่มีความลาดเอียง ทำให้คนภายนอกมองไม่เห็นเธอ เธอเพิ่งมาอยู่ในร่างนี้ได้เพียงสามวันก็ได้มองเห็นเส้นทางชีวิตที่แตกต่างจากชีวิตก่อน

ในชีวิตก่อนเธอใช้ชีวิตเพื่อหนีจากคำว่าคนไร้ค่า ทุ่มเทเวลาไปกับการเรียนอย่างหนัก และพอเรียนจบก็ทำงานในฐานะแพทย์ โดยไม่มีเวลาไปทำอะไร เวลาที่จะมานั่งพักแล้วปล่อยใจไปกับธรรมชาติอย่างนี้ไม่เคยมี

ขณะที่หลี่หนิงเซียน กำลังเพลิดเพลินกับการนอนชมวิว ปล่อยให้จิตใจได้พักผ่อนท่ามกลางธรรม ก็มีเสียงบ่นของหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน

“ทำไมนายถึงเพิ่งมา ฉันรอนายมาจะครึ่งวันแล้ว” ตามด้วยเสียงชายหนุ่มที่ตอบกลับมา

“โธ่ที่รัก ฉันก็มาแล้วไง เธอใจเย็นๆหน่อยสิ”

หลังจากฟัง หลี่หนิงเซียนก็คิดว่า เป็นเพียงคู่รักวัยรุ่นมาแอบนัดพบกัน จึงไม่ได้สนใจมากนัก

“แต่ก็ยังมาช้า”

“เธอคิดว่าฉันไม่อยากมาเร็วๆหรือไง มีกงชุนคอยจับตาดูอย่างใกล้ชิดแบบนั้น ถ้าไม่หาข้ออ้าง แล้วขึ้นเขามาอย่างไม่มีเหตุผล ต้องถูกเขาสงสัยแน่ๆ”

จากที่ไม่สนใจ พอได้ยินการพูดคุยนี้ เธอก็ต้องเปลี่ยนความคิด เหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงการนัดพบธรรมดา กลับมีนัยยะบางอย่างที่น่าสงสัยแฝงอยู่ เรื่องแบบนี้ถ้าไม่สนใจก็คงไม่ได้ เธอจึงเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

“กงชุนก็เป็นแค่ทหารธรรมดา จะกลัวไปทำไม”

“กงชุนไม่ใช่ทหารธรรมดาแน่ๆ ฉันว่าเขาถูกส่งมาจากกองทัพ เพื่อสืบสวนเรื่องนี้ การลาพักร้อนกลับบ้านเป็นแค่ข้ออ้าง ถ้าเราถูกจับได้ต้องตายแน่!”

“แน่ใจเหรอว่าเป็นเขา” เสียงหญิงสาวถามอย่างไม่อยากเชื่อ

“จะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจ แต่อย่ามาโทษฉันทีหลัง ถ้าเธอเป็นอะไรไป” ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์

“อย่างพึ่งโมโหฉันไม่ได้จะไม่เชื่อ เอาเป็นว่าฉันจะระวังตัวให้มากขึ้น แล้วได้ของที่นายพลต้องการมาหรือยัง?” ผู้หญิงเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นอ่อนลง

“ยังไม่ได้ หาไม่เจอ!” เสียงชายตอบอย่างหัวเสีย “คนตระกูลกงเจ้าเล่ห์มาก แม้แต่เมียเขาก็ไม่รู้ว่าเขาทำงานอะไร ฉันให้คนไปเผาบ้านเขาแล้ว แต่เมียเขาก็แค่ด่าอยู่ที่บ้าน ไม่ได้จังหวะไปตรวจสอบข้าวของเลย ฉันต้องคอยเฝ้าดูอยู่ข้างนอกทั้งคืนจนแทบแข็งตาย!”

หลี่หนิงเซียนรู้สึกแปลกใจ และสับสน ในความทรงจำของร่างนี้ ตระกูลกงเป็นที่รักในหมู่ชาวบ้าน แล้วทำไมถึงมีคนคิดร้ายต่อครอบครัวนี้? ทำไมถึงมีการพูดถึงนายพล?

แต่คำพูดของชายหญิงคู่นี้ก็ทำให้เธอรู้ว่า การที่ไฟไหม้ไม่ได้เป็นเพียงฝีมือของจินเม่ย กับกงหยาง แต่มีมือที่สามที่เข้ามาแทรกด้วย และกำลังรอโอกาสทำบางอย่าง สิ่งเธอสงสัยที่สุดคือกงชุนมีตำแหน่งอะไรในกองทัพกันแน่ ตัวตนจริงๆของเขาสำคัญแค่ไหน

“น่ารำคาญที่สุด” หญิงสาวพูดอย่างหงุดหงิด

“อย่าโกรธเลย ฉันรู้ว่าเธอเหนื่อย ฉันมาปลอบใจเธอแล้วนี่ไง” ชายหนุ่มตอบกลับ

“งานไม่คืบหน้ามีอะไรมาปลอบ” หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงที่ดูอ่อนลง

“มาเดี๋ยวฉันจะจัดการเธอให้ตายคาอก ไปที่เดิมกันดีกว่า” ชายหนุ่มตอบกลับ จากนั้นเสียงฝีเท้าของทั้งสองก็ห่างออกไปอย่างรวดเร็ว ความเงียบสงบกลับคืนมา หลี่หนิงเซียนขยับลุกนั่งจากที่จุดที่เธอเอนกาย บนเขามีแต่ป่าทึบทำให้มองไม่เห็นร่างของพวกเขาที่หายเข้าไปในป่า


บทที่ 17: ฉันไม่หย่า


เธอพยายามนึกถึงบทสนทนาที่ได้ยิน คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวกงชุนเป็นใคร? ทำไมชายคนนั้นถึงมีฐานะพิเศษ? เขาทำอะไรให้คนใหญ่โตไม่พอใจ? ของที่พวกเขาตามหาคืออะไร? ใครยุยงให้จินเม่ยจุดไฟเมื่อวันก่อน?

แม้จะพยายามคิดอย่างหนัก แต่ก็ยังไม่อาจหาคำตอบได้ ในที่สุดหลี่หนิงเซียนก็ตัดสินใจไม่สนใจเรื่องนี้ เพราะยังไงมันก็คงไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกับเธอแล้ว เมื่อการหย่าสิ้นสุดเธอก็ไม่ต้องสนใจต้องสนใจกงชุนอีก

เธอตัดสินใจแน่วแน่ที่จะหย่ากับกงชุนแล้ว เรื่องของเขาเธอก็ไม่ควรไปยุ่ง แค่เธอรู้ว่าเขาเป็นคนที่ซ่อนความสามารถไว้ แล้วยังมีหน้าที่ไม่ธรรมดา ก็เกินความจำเป็นแล้ว

ตอนนี้เธอไม่แปลกใจเลยที่บรรยากาศรอบตัวเขา ไม่น่าเข้าใกล้ และสายตาอันลึกล้ำของเขาดูระมัดระวังตัวอยู่ตลอด คนที่เบื้องหลัง คงยากที่จะใช้ชีวิตอย่างปกติ

เธอไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอกำลังจะหย่า เรื่องของผู้ชายคนนี้ควรยุ่งให้น้อยที่สุด หรือทางที่ดีเธอไม่ควรไปยุ่งเรื่องของเขาเลยจะดีกว่า

ในบ้านตระกูลหลี่ กงชุนกำลังปลอบใจคุณปู่ของหลี่หนิงเซียน ที่กำลังเสียใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น

“กงชุน ปู่รู้ว่าทำให้หลานต้องลำบากใจ หลานอย่าได้โกรธปู่เลยนะ ปู่มองไม่เห็นทางเลือกในตอนนั้นจริงๆ” หลี่จ้านพูดพลางบีบมือกงชุนแน่น ก่อนหน้านี้เขาเป็นห่วงหนิงเอ๋อร์มาก กลัวว่าหลานสาวจะลำบากหลังจากที่เขาจากไป จึงได้ขอร้องให้กงชุนดูแลเธอ

สิ่งที่เขาขอทำให้บ้านตระกูลกงวุ่นวาย และหลี่หนิงเซียนเองก็ทำเรื่องผิดมากมายต่อตระกูลกง ทุกอย่างล้วนเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดของเขา เขายึดความคิดที่ว่าดีของตน แล้วมาผูกรั้งคนทั้งคู่ไว้

คนสองคนที่ไม่เคยมีความรู้สึกต่อกัน อีกคนเย็นชาคิดถึงหน้าที่ก่อนอะไร อีกคนเอาแต่ใจ และยังเกียจคร้าน เมื่อมาอยู่ด้วยกันก็มีปัญหาตามมา จนสุดท้ายตอนนี้ก็กำลังมาซึ่งการหย่า

“ผมไม่โกรธอะไรคุณปู่เลยครับ อีกอย่างตอนนั้นผมก็ตัดสินใจด้วยตัวเอง เรื่องแต่งงานคุณปู่ไม่ได้บังคับผมเลย” กงชุนเข้าใจความกังวลของคุณปู่ดี

“หนิงเอ๋อร์ก่อเรื่องให้ครอบครัวหลานตั้งมากมาย หลานยังอยากจะดูแลเด็กคนนี้อีกหรือ”

“คุณปู่วางใจได้ ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมจะดูแลเธอเหมือนอย่างที่เคยรับปากคุณปู่ไว้ก่อนแต่งงาน จะไม่ปล่อยให้เธอต้องเจอเรื่องราวแบบเดิมตามลำพังอีก” คำพูดของกงชุนทำให้หลี่จ้านรู้สึกโล่งใจ ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความซาบซึ้ง

“ปู่รู้ว่าหลานเป็นคนดี ถ้าหนิงเอ๋อร์ได้อยู่กับหลาน ต่อให้ปู่ตายก็จะตายตาหลับ แต่หนิงเอ๋อร์บอกกับปู่ว่าเธออยากหย่า ปู่ไม่แน่ใจว่าเธอจะยอมกลับไป”

กงชุนมองสบตาคุณปู่ แม้ในใจจะไม่ได้คิดจะใช้ชีวิตคู่กับหลี่หนิงเซียนไปตลอด แต่เขาก็รับปากแล้วว่าจะดูแลเธอ เขารู้ดีว่าตัวเองกับหลี่หนิงเซียนนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน สักวันหนึ่งก็คงต้องแยกทางกันอยู่ดี

แต่ตอนนี้ สิ่งที่เขาทำคือทำให้คุณปู่ของหลี่หนิงเซียนสบายใจที่สุด และล้มเลิกการเรื่องหย่าของเราทั้งคู่ ช่วงเวลานี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการหย่า

“คุณปู่วางใจได้ ถ้าผมยืนยันว่าจะไม่หย่ากับหลี่หนิงเซียน เธอก็คงทำอะไรไม่ได้ ส่วนเรื่องที่ผมพูดกับคุณปู่ไว้ ผมจะต้องทำตามนั้นแน่นอน”

เมื่อเธอเดินกลับเข้าบ้านมา ก็ได้ยินเสียงเย็นชาของชายหนุ่มดังขึ้นอย่างหนักแน่น และเด็ดเดี่ยว คำพูดนั้นทำให้หลี่หนิงเซียนชะงักอยู่กับที่ในทันที ก่อนเธอจะรีบเดินเข้ามาในห้อง

“คุณปู่คะ หนูกลับมาแล้ว!” เสียงใสกังวานดังขึ้น ขัดจังหวะกงชุน หลี่หนิงเซียนพึ่งกลับมาถึงบ้าน เธอไม่รู้ว่าก่อนหน้าเขาพูดคุยอะไรกับปู่ของเธอ แล้วคนทั้งคู่คุยอะไรกัน แต่ที่มั่นใจตอนนี้ เรื่องที่คุยกันเกี่ยวข้องกับเธอแน่

ภายในห้องคุณปู่ และกงชุนนั่งอยู่ด้วยกัน ทั้งคู่เงียบมองไปที่ประตูพร้อมกัน หลี่หนิงเซียนเดินเข้ามา เหงื่อซึมบนใบหน้า เธอโยนผักป่าที่เพิ่งขุดมาจากภูเขาลงบนพื้น ก่อนจะหันไปยิ้มทักทายชายหนุ่มอย่างเป็นกันเอง

“มาดูคุณปู่เหรอ กินอะไรมาหรือยัง?” ท่าทางที่กระตือรือร้นของหลี่หนิงเซียน ทำให้ชายหนุ่มถึงกับชะงัก แต่เขาก็เก็บซ่อนความรู้สึกนั้นไว้ได้อย่างรวดเร็ว กงชุนคิดว่าหลี่หนิงเซียนคงเป็นห่วงความรู้สึกของคุณปู่ จึงตอบกลับอย่างสุภาพว่า

“ฉันกินมาแล้ว”

“งั้นไปคุยกันข้างนอกหน่อยสิ” หลี่หนิงเซียนพูดพลางคว้าแขนกงชุนอย่างสนิทสนม ก่อนจะหันไปบอกคุณปู่ “คุณปู่ หนูขอตัวไปคุยกับเขาก่อนนะคะ เดี๋ยวกลับมา”

“คุยกันดีๆ อย่าทะเลาะกันนะ”

“แน่นอนค่ะ คุณปู่ไม่ต้องห่วง” หลี่จ้านมองหลานสาว และกงชุนด้วยสายตาเอ็นดู

“ไปเถอะ ไม่ต้องรีบกลับหรอก อย่ามัวแต่ห่วงคนแก่อย่างปู่เลย รีบไปคุยกันให้เข้าใจ”

“ค่ะ” หลังรับคำคุณปู่ เธอก็ลากแขนกงชุนออกมาจนถึงหน้าประตูบ้าน หลี่หนิงเซียนปล่อยแขนเขา ก่อนจะหันมาจ้องมองเขาด้วยความโกรธ สีหน้าของเขายังคงเย็นชาและสงบนิ่ง

ความอบอุ่นจากมือของเธอหายไปในพริบตา กงชุนรู้สึกได้ถึงความเย็นชาที่แผ่ซ่านออกมาแทนที่ สายตาของเขามองมาที่เธอแวบหนึ่ง ก่อนจะมองหลี่หนิงเซียนด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“วันที่ไฟไหม้ตระกูลกงก็ตกลงที่จะหย่าแล้วนี่ ทำไมวันนี้ถึงมาบอกอีกอย่าง”

“ฉันไม่ได้พูดสักคำว่าจะหย่า มีแค่เธอกับแม่ฉันที่ตกลงกันเอง”

“แต่คุณก็ไม่ได้คัดค้าน” เขาชะงักไปชั่วครู่ สายตาจ้องมองดวงตากลมโตของหลี่หนิงเซียน น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจัง

“ตอนนี้ฉันยังไม่พร้อมที่จะหย่า”

“คุณหมายความว่าไง คนตระกูลกงเป็นตระกูลหลี่เป็นอะไร คิดจะทำอะไรก็ได้งั้นเหรอ” ทำไมเขาถึงเปลี่ยนใจกะทันหันแบบนี้? ใครอยากจะแต่งงานอยู่กับคนแปลกหน้ากัน? เธอต้องการอิสระ! ยิ่งไปกว่านั้น เธอไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ชายที่ดูอันตรายแบบนี้ เธออยากจะหนีไปให้ไกลจากเขาโดยเร็วที่สุด!

“ฉันขอเวลาอีกสักระยะ”

“ฉันจะหย่าตอนนี้!” หลี่หนิงเซียนประกาศกร้าวกับชายหนุ่มตรงหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว ดวงตาของเธอฉายแววแน่วแน่ ก่อนพูดต่อว่า

“ฉันไม่หย่า”

“ฉันบอกคุณไปนานแล้ว ว่าฉันชอบตงเหวินไม่ใช่คุณ เขาต่างหากที่เป็นรักแท้ของฉัน ปล่อยให้พวกเราได้อยู่ด้วยกันเถอะนะ”

“เธอกล้าพูดเรื่องนี้” ใบหน้าของเขาเย็นชาขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อได้ยินชื่อของตงเหวิน

หลี่หนิงเซียนสังเกตเห็นความโกรธที่ปะทุขึ้นในดวงตาของเขา แต่แทนที่จะหวั่นเกรง กลับยิ่งรู้สึกชอบใจ เธอรีบตอกย้ำความต้องการของตนเองทันที

“แม่ของคุณก็พูดเมื่อวานว่า ตอนนี้ไม่ใช่สมัยก่อนแล้ว ไม่มีการบังคับแต่งงานแบบนั้นอีกแล้ว ฉันเห็นว่าคุณก็ไม่ได้ชอบฉัน ฉันเองก็ไม่ได้สนใจคุณ ถ้าอย่างนั้นต่างคนต่างอยู่ คุณว่าไม่ดีกว่าเหรอ?”

เธอจ้องมองเขาอย่างรอคอยคำตอบ คำตอบที่จะปลดปล่อยเธอให้เป็นอิสระ ก่อนหน้าร่างนี้เคยพยายามพูดถึงเรื่องหย่าร้างมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ชายหนุ่มกลับข่มขู่เธอ ว่าหากเธอยังวุ่นวาย เขาจะทำให้เธอสงบปากสงบคำลงเอง

แต่ในเมื่อตอนนี้ สถานการณ์ต่างออกไป ไม่ใช่แค่คำพูดของเธอ แต่ยังมีคำพูดของแม่เขา รวมไปถึงเรื่องที่ร่างนี้แอบไปมีคนรัก พึ่งแดงออกมาก็อยากจะหาเหตุผลมายื้อเธอไว้

“ฉันไม่หย่า ไปอยู่กับคนรักอะไร เธอลืมเหรอ ว่าผู้ชายคนนั้นทิ้งเธอไปแล้ว เธอวิ่งตามเขาจนตกน้ำเกือบตาย ฉันต่างหากที่ช่วยเธอไว้”

หลี่หนิงเซียนรู้สึกหัวเสีย เธอกำลังหมดเหตุผลที่จะเอามาโต้แย้งกับคนตรงหน้า การที่คนอย่างเขาได้บอกลาผู้หญิงไร้ค่าอย่างเธอนั้น มันไม่ดีตรงไหน ทำไมจู่ๆ เขาก็เปลี่ยนใจไปได้?

“แต่ถ้าเราไม่ได้อยู่ด้วยกัน ชีวิตที่เหลือจะมีความสุขมากกว่าตอนนี้นะ” กงชุนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองเธอด้วยแววตาเรียบเฉย


บทที่ 18: ปัญหาเร่งด่วนที่สุด


“ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้ แยกกันอยู่มีความสุขงั้นหรือ?”

“ชะ…ใช่” เธอพยักหน้าหงึกๆ ทำไมเธอจะต้องมาโดนจี้ถาม พร้อมกับสายตาที่จ้องมองเธอไม่วางตาด้วยนะ

“เธอคิดว่า ฉันเป็นคนที่จะปล่อยให้ภรรยาตัวเอง ไปใช้ชีวิตตามลำพังงั้นเหรอ?” เสียงทุ้มต่ำของเขาถามขึ้น

หลี่หนิงเซียนอึ้งจนแทบจนด้วยคำพูด ใครเป็นภรรยาเขากัน นี่มันก็แค่การแต่งงานหลอก ร่างนี้ของเธอกับเขาไม่เคยแม้แต่จะจับมือกันด้วยซ้ำ ทำไมเขาถึงเรียกเธอว่าภรรยาได้อย่างไม่กระดากปากแบบนี้

“คะ…คุณพูดบ้าอะไร”

“อีกอย่าง ในเมื่อฉันรับปากคุณปู่ของเธอว่าจะดูแลเธอ ฉันจะไม่หย่าจนกว่าเธอจะมีความสามารถที่จะดูแลชีวิตตัวเองได้” พูดจบกงชุนก็เดินหนีไปทันที ทิ้งให้เธอยืนอึ้งอยู่ที่หน้าบ้าน

เขาเดินไปแล้วโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเธอ ผู้ชายคนนี้ช่างยึดติดกับคำพูดเสียจริง เธอพยายามเรียกเขาแต่ก็ไร้ประโยชน์ เขาเดินจากไปไกลแล้ว หลี่หนิงเซียนได้แต่กังวลใจ ชายคนนั้นเก็บงำความลับบางอย่างไว้ เธอไม่รู้ว่าชะตาชีวิตของเธอจะต้องผูกติดอยู่กับเขาไปอีกนานแค่ไหน

เธอไม่รู้ว่าเบื้องหลังเขาเป็นยังไง และคนแบบเธอตอนนี้กำลังมีประโยชน์อะไรกับเขากันแน่ เขาถึงยังไม่ยอมหย่ากับเธอ ถ้าเขาบอกปัดตั้งแต่วันนั้นคงไม่น่าสงสัย แต่นี่ทิ้งช่วงมาจนถึงวันนี้พึ่งมาพูด เหมือนกับเขาพึ่งเปลี่ยนใจมากกว่า

ถึงแม้จะหงุดหงิดใจ แต่หลี่หนิงเซียนก็ทำอะไรไม่ได้ เธอจำต้องปล่อยเรื่องนี้ไปก่อน แล้วไปเตรียมอาหารเช้า ซึ่งทำจากผักป่าที่เธอขุดมาเอง แม้รสชาติจะไม่อร่อยนัก แต่คุณปู่ของเธอกลับมีความสุขมาก ที่เห็นหลานสาวขุดผักป่าเป็น

หลังจากทานข้าวเสร็จ หลี่หนิงอาศัยจังหวะที่เช็ดตัวให้คุณปู่ ตรวจร่างกายของคุณปู่ไปด้วย เพื่อหาสาเหตุของอาการป่วยที่รุมเร้าคุณปู่มาตลอด ระหว่างที่เช็ดตัวความปกติที่บริเวณหน้าท้อง เธอจึงลองกดดูแล้วค่อยๆเอามือออก

“โอ๊ย”

“คุณปู่เจ็บหรือคะ”

“เจ็บ แต่หนิงเอ๋อร์ไม่ได้ทำปู่แรงเลยนะ ตรงนั้นมันโดนแล้วเจ็บอยู่บ่อยๆ”

คำตอบของคุณปู่ทำให้เธอแน่ใจในอาการป่วยมากขึ้น ไส้ติ่งอักเสบ แม้ว่าในยุคปัจจุบัน ไส้ติ่งจะเป็นการผ่าตัดเล็กน้อย แต่ในยุคสมัยนี้ คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาการอาจร้ายแรงถึงชีวิตได้

“คุณปู่มีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ ด้วยไหมคะ”

“ก็มีบ้างตามประสาคนแก่” ไม่ใช่เป็นเพราะไส้ติ่งอักเสบต่างหาก แม้จะรู้แต่เธอก็ไม่กล้าบอกออกไป กลัวว่าคุณปู่จะเป็นกังวลกับโรคนี้ เธอรู้ดีว่าโรคของคุณปู่ไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินเร่งด่วน

แต่ต้องได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุด ปัญหาเร่งด่วนที่สุดคือครอบครัวของเธอยากจน ไม่มีแม้แต่อาหาร เธอต้องหาวิธีหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว และเก็บเงินไว้สำหรับการผ่าตัดคุณปู่ในเมือง

แม้ว่าเธอจะมีความรู้ทางการแพทย์ และสามารถทำการผ่าตัดได้เอง แต่เธอขาดอุปกรณ์ที่จำเป็น และการเป็นหญิงสาวชาวบ้านที่แทบไม่ได้เรียนหนังสือ การผ่าตัดให้คุณปู่อาจทำให้เธอถูกมองว่าเป็นปีศาจได้

หลี่หนิงเซียนครุ่นคิดอย่างหนักถึงทางเลือกของเธอ เธอรู้ดีว่าการรักษาผู้อื่นเพื่อหาเงินนั้นเป็นไปไม่ได้ในตอนนี้ เพราะเธอไม่มีใบรับรอง ไม่มีการศึกษามากที่สุดก็เป็นได้แค่หมอเถื่อน

เธอครุ่นคิดก่อนนึกถึงคนที่เป็นลูกของปู่อย่างป้าหวัง เธอจึงลุกขึ้นยืนอย่างแน่วแน่ และออกจากบ้าน หลี่หนิงเซียนเดินไปบ้านป้าหวัง ป้าหวังเป็นญาติคนเดียวในหมู่บ้านของตระกูลหลี่ ถ้าไม่ใช่ป้าหวังเธอก็นึกถึงใครไม่ออกแล้ว

“ป้าหวังอยู่บ้านมั้ยคะ?” หลี่หนิงเซียนถามลุงอู๋เหลียงสามีป้าหวัง ที่แม้จะดูใจดี แต่ใครๆก็รู้ว่าหัวหมอเป็นที่หนึ่ง

“มาหาป้าเหรอ อยู่ในครัวนะ” ลุงอู๋เหลียงตอบก่อนจะตะโกนบอกป้าหวัง “หนิงเซียนมาหานะ”

เมื่อได้ยินหลี่หนิงเซียนมา เธอก็วางมือจากการล้างเตา เดินยิ้มแฉ่งเข้ามาคว้ามือหลี่หนิงเซียนราวกับสนิทสนมกันมาแต่ชาติปางก่อน ซึ่งปกติป้าแกไม่เคยทำแบบนี้กับใครหรอกนะ

“มีธุระอะไรกับป้ารึเปล่า?”

“คือคุณปู่ไม่สบายหนูอยากจะให้ป้าไปดูหน่อยนะคะ” หลี่หนิงเซียน

“อ๋อ ปู่เราก็ป่วยเป็นปกติอยู่แล้ว จะไปสนใจทำไม ให้น้องๆพาไปหาอะไรทำผ่อนคลายในเมืองดีไหม” ป้าหวังรีบเสนอทันที ในใจก็นึกค่อนขอด ถึงหลี่หนิงเซียนจะร้ายกาจไปบ้าง แต่เรื่องใช้เงินนี่ไม่เคยพลาด

ให้ลูกๆเธอไปด้วยยังไงก็ได้กินของอร่อยๆมาแบบไม่เสียเงินสักเฟิน คิดแบบนี้ก็เตรียมจะเข้าไปในบ้าน เพื่อเรียกลูกสาวลูกชายออกมา แต่หลี่หนิงเซียนกลับส่ายหน้า

“ไม่เป็นไรคะป้า หนูไม่ได้จะเข้าเมือง ถ้าป้าไม่ไปหาคุณปู่ หนูก็อยากจะขอความช่วยเหลือจากป้านิดหน่อย”

“เรื่องอะไรเหรอ?” หลี่หวังชะงักกัลคำพูดของหลี่หนิงเซียน

“คือ… ที่บ้านหนูไม่มีข้าวสารแล้ว เลยอยากขอยืมแป้งสาลีจากป้าสักหน่อย…”

“หนิงเซียนนี่ล้อป้าเล่นรึเปล่า?” ยังไม่ทันที่หลี่หนิงเซียนจะพูดจบ ป้าหวังก็แทรกขึ้นมา สีหน้าเปลี่ยนเป็นไม่พอใจทันที

“หนิงเซียนก็น่าจะรู้นะ ว่าบ้านป้าไม่ได้มีกินมีใช้มากมาย ต้องอาศัยลุงอู๋หาเลี้ยงครอบครัวอีกตั้งหลายชีวิต ทั้งปีก็แทบจะไม่มีข้าวสารเหลือเก็บ ยิ่งแป้งสาลียิ่งไม่ต้องพูดถึง”

“ป้าหวังคะ หนูขอยืมแค่สิบจินเอง เดือนหน้าหนูคืนให้แน่ๆค่ะ”

“สิบจิน?! โอ้ยเยอะเกินไป แม้แต่จินเดียวป้าก็ไม่มีหรอกจ้ะ!”

“งั้น…”

“หนิงเซียนลองคิดดูนะ น้องชายเธอก็อายุสิบสองแล้ว วัยกำลังกินกำลังโต กินเท่าไหร่ก็ไม่เคยอิ่ม แถมลุงอู๋ก็ตัวใหญ่ ทำงานหนักต้องกินเยอะ ถึงจะมีแรง แล้วยังมีน้องสาวเธอที่กำลังโตเป็นสาวแล้ว ถึงผู้หญิงจะกินน้อย แต่ก็ต้องกินถึงจะอยู่รอดใช่มั้ยล่ะ? ข้าวสารที่แบ่งมาแต่ละปีก็ไม่มากอยู่แล้ว แป้งสาลีที่บ้านหมดไปนานแล้วจ้ะ!”

“ป้าหวังคะ จริงๆแล้วหนูแค่…”

“หนิงเซียนฟังป้านะ มันไม่มีจริงๆ!” ป้าหวังยืนยันเสียงแข็ง “ลองคิดดูสิ ที่บ้านเธอมีแค่คุณปู่กับพี่ชาย แถมข้าวสารทั้งหมดก็ยกให้เธอกินคนเดียวแท้ๆยังหมดได้ แล้วบ้านป้ามีตั้งหลายชีวิต จะเหลือให้เธอยืมได้ยังไง?”

หลี่หนิงเซียนได้แต่เม้มปากแน่น เธอรู้ดีว่าป้าหวังแค่ไม่อยากให้ยืมเท่านั้นแหละ ส่วนที่บ้านเธอไม่มีข้าวสาร ก็เพราะร่างนี้ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายต่างหาก จึงเอาข้าวสารไปขายแลกเงินหมด

สมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่หน่วยผลิตเป็นคนจัดสรรทุกอย่าง ทุกวันนี้ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แม้จะไม่ได้กินข้าวหรือแป้งสาลีทุกมื้อ แต่ถ้าอยากกิน และช่วงเทศกาลก็ยังพอหาได้

“เข้าใจแล้วค่ะ”

“หนิงเซียนไม่ใช่ว่าป้าไม่อยากให้ยืมนะ แต่มันไม่มีจริงๆ ถ้าไม่เชื่อลองไปค้นในห้องเก็บของดูก็ได้!” พูดจบป้าหวังก็จับมือเธอจะพาไปดูห้องเก็บของ ทำเป็นจริงเป็นจังว่าไม่มีข้าวสารให้ยืมจริงๆ หลี่หนิงเซียนรีบชักมือกลับ

“ไม่เป็นไรค่ะ หนูเชื่อป้า” บ้านคนอื่น เธอจะเสียมารยาทไปค้นได้ยังไงกัน ถ้าเขาไม่ให้ยืม เธอจะไปบังคับเขาได้ที่ไหนกัน

“ป้าเองก็ลำบาก”

“ถ้าบ้านป้าไม่มี งั้นหนูไปขอยืมบ้านอื่นก็ได้ค่ะ ไม่รบกวนเวลาของป้าแล้ว” หลี่หนิงเซียนยิ้มแห้งๆ

“หนิงเซียนนี่ช่างเป็นเด็กดี รู้ความหมายจริงๆ รีบไปเถอะจ้ะ ถ้ามีธุระอะไรก็มาหาป้าได้นะ ถ้าจะเข้าเมืองก็ให้เสี่ยวหลิว กับเสี่ยวเหยียนไปเป็นเพื่อนได้นะ จะได้ไม่ต้องกังวลว่าไปคนเดียวแล้วจะโดนคนหลอก คิดเงินไม่เป็น” หลี่หวังโบกมือลา แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ กลัวว่าหลี่หนิงเซียนจะแอบเข้าเมือง โดยไม่พาลูกๆของเธอไปด้วย

หลี่หนิงเซียนยิ้มเจื่อนๆ แล้วรีบเดินออกมาจากบ้านป้าหวังทันที ทำไมญาติของเธอถึงมองเห็นเพียงผลประโยชน์จากเธอกัน พอถึงเวลามีปัญหาก็ไม่คิดจะยื่นมือมาช่วย


บทที่ 19: ความช่วยเหลือจากคนที่คาดไม่ถึง


ทุกครั้งที่เธอจะเข้าเมือง ก็จะมีลูกๆของป้าหวังติดสอยห้อยตามไปด้วยเสมอ ซึ่งหลี่หนิงเซียนก็ไม่ได้รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมอะไร ในเมื่อไม่ค่อยมีใครในหมู่บ้านอยากคบเธอ พอมีครอบครัวป้าหวังที่ดูแลเอาใจใส่ เธอก็รู้สึกซาบซึ้งใจมาก

ยิ่งไปกว่านั้น ร่างนี้ยังใจกว้างมาก ซื้ออะไรอร่อยๆกลับมา แค่ลูกๆของป้าหวังออดอ้อนขอ ก็พร้อมแบ่งให้ครึ่งให้ทันที นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ป้าหวังกับลุงอู๋ยังคงทำดีกับเธอ ในขณะที่คนอื่นๆในหมู่บ้านต่างพากันรังเกียจ

ช่างเถอะ ไม่ให้ยืมก็ไม่ให้ยืม เธอไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีใครให้ยืมเลย คิดเสร็จเธอก็หันหลังเดินไปยังบ้านหลังอื่น ในหมู่บ้านยังมีบ้านอีกตั้งเยอะแยะ แล้ววันนั้นจินเม่ยก็พูดเองว่าคนที่นี่ชองช่วยเหลือกัน

เธอเองก็อยากจะรู้ว่าคนในหมู่บ้านนี้จะมีน้ำใจมากแค่ไหน หรือเป็นเพียงคำโกหก เธอตรงไปที่บ้านหลังแรก ซึ่งเป็นบ้านของคนที่ในหมู่บ้านเรียกว่า ยายสาม

“คุณยายสามคะ หนูอยากขอยืมแป้งสาลีสักหน่อยได้มั้ยคะ”

“ไสหัวไปเลย! อย่ามาหาเรื่องยืมนู่นยืมนี่ที่บ้านฉันอีก ครอบครัวฉันไม่รวยพอจะเลี้ยงดูเธอหรอก ไปรีดไถปู่กับพี่ชายเธอโน่น!” ไม่เพียงไม่ให้ ยังไม่แม้จะเปิดประตูก็ตะโกนไล่กันแล้ว

“คุณลุงคะ หนูมาขอยืมแป้งสาลีหน่อย…” เธอเดินมาบ้านหลังถัดไป แต่ยังพูดไม่จบก็โดดชนว่ากลับมา

“ไม่มี ฉันลำบากยากจนขนาดนี้ ยังจะมีหน้ามาขอแป้งสาลีฉันกินอีกเหรอ! หลี่หนิงเซียน ฉันว่าเธอควรจะมียางอายบ้างนะ!”

“คุณตาคะ หนูอยากขอยืม…”

“ไปให้พ้น! ปู่กับพี่ชายเธอตามใจจนเหลิงขนาดนี้เลยรึไง แต่งงานแล้วยังจะมาทำตัวเป็นภาระคนอื่น ตระกูลกงไม่ดูแลเธอรึไง! ไปไกลๆเลย อย่ามายืนเกะกะหน้าบ้านฉันแบบนี้ อัปมงคล!”

“ไม่มี ไม่ให้ยืม!”


หลี่หนิงเซียนเดินตระเวนไปทั่วหมู่บ้าน แต่ก็ถูกปฏิเสธไม่มีชิ้นดี หลายบ้านถึงกับไม่ยอมให้เธอยืนหน้าบ้านด้วยซ้ำ ความรู้สึกตอนนี้เธออยากร้องไห้ออกมาให้รู้แล้วรู้รอด แต่น้ำตากลับไม่ไหลสักหยด

คิดดูแล้วก็ได้แต่ท้อใจ วีรกรรมของร่างนี้คงมากมาย จนไม่มีใครคิดสงสารหรืออยากหยิบยื่นความช่วยเหลือให้เลยสินะ เธอก็แค่อยากจะยืมยังไงก็จะนำมาคืน ทำไมมันถึงอยากขนาดนี้

หลี่หนิงเซียนคิดก่อนจะหยุดยืนอยู่ใต้ต้นหลิวใหญ่ที่ท้ายหมู่บ้าน เหนื่อยล้าและท้อแท้ เธอเพิ่งเดินทั่วหมู่บ้านเพื่อขอยืมแป้งสาลี แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไม่ไยดี ทุกคนต่างพากันซุบซิบนินทาว่าเธอมาหลอกขอทาน

ความจริงแล้ว เธอต้องการแป้งสาลีไปทำอาหารขายที่ตลาดในเมือง เนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว อีกทั้งยังอนุญาตให้ค้าขายเล็กๆน้อยๆในตลาดได้แล้ว เธอจึงเห็นเป็นโอกาสในการสร้างรายได้

แต่ตอนนี้เธอไม่มีอะไรเลย แม้แต่แป้งสาลีสักกำมือ จะเป็นแม่ครัวฝีมือดีแค่ไหน ก็ไม่อาจรังสรรค์อาหารได้โดยปราศจากวัตถุดิบ เพิ่งย้อนเวลากลับมาได้ไม่นาน เธอก็พบว่าชีวิตใหม่ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด

เธอเคยมั่นใจว่าความรู้จากอนาคต จะช่วยให้เธอใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย และปกป้องคนที่รักได้อย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ความจริงก็ปรากฏชัด เธอยังคงอ่อนแอ และไร้กำลังจะดูแลใครได้

แสงแดดอันร้อนแรงของยามเที่ยงส่องลงมาแผดเผา ร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการเดินทั่วหมู่บ้านของเธอหนักอึ้ง เธอเอนหลังพิงต้นหลิว หอบหายใจอย่างสิ้นหวัง ก่อนจะมีเสียงผู้หญิงดังขึ้นจากทางด้านหลัง

“ได้ยินว่าเธอไปขอยืมแป้งสาลีทั่วหมู่บ้านเหรอ?” หลี่หนิงเซียนสะดุ้งตกใจ เธอหันไปมองตามเสียงอย่างหวาดระแวง

“ป้า…” หลี่หนิงเซียนหันกลับมาอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ แล้วก็ชะงักเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นแม่ของกงชุน ผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่สามีของเธอเอง

ซูลี่ขมวดคิ้วเมื่อได้ยินหลี่หนิงเซียนเกือบเรียกชื่อเธอแบบนั้น หลี่หนิงเซียนมักจะสร้างเรื่องปวดหัวให้เธอเสมอ แล้วยังไม่เคยเรียกเธอว่าแม่สักครั้ง ความจริงเธอเองก็ไม่ได้ชอบหลี่หนิงเซียนอยู่แล้ว

กำลังคิดจะให้กงชุนหย่ากับหลี่หนิงเซียนในเร็วๆนี้เสียด้วยซ้ำ การที่หลี่หนิงเซียนไม่ยอมเรียกเธอว่าแม่ก็ควรจะเป็นเรื่องดี แม้จะไม่พอใจหลี่หนิงเซียน แต่ซูลี่ก็ไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น

“เธอต้องการแป้งสาลีใช่ไหม? งั้นก็ไปกันเถอะ ไปเอาที่บ้านฉัน” พูดจบซูลี่ก็หันหลังกลับโดยไม่รอฟังคำตอบ แต่เมื่อเดินไปได้หน่อย เธอก็รู้สึกแปลกใจที่ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของหลี่หนิงเซียนเดินตามหลังมา

หลี่หนิงเซียนไม่ตามมาหรือ? ปกติแล้วผู้หญิงคนนี้มักจะหน้าหนา ไม่สนใจอะไรสนใจเพียงตัวเอง แล้วทำไมวันนี้ถึงไม่ฉวยโอกาสนี้ไว้ ซูลี่หันกลับไปมองพร้อมพูดอย่างหัวเสียว่า

“ยืนเหม่ออะไรอยู่ ไม่อยากได้แป้งสาลีแล้วหรือไง” หลี่หนิงเซียนรู้สึกสับสน เธอไม่คิดว่าแม่ของกงชุนจะใจดีให้เธอยืมแป้งสาลี ก่อนหน้า ร่างนี้สร้างปัญหาให้ตระกูลกงมามากพอแล้ว

แม้กระทั่งขนของในบ้านไปจนหมด เธอจะกล้าไปเอาเปรียบพวกเขาอีกได้ยังไง แค่ที่เคยทำมันก็มากเกินพอแล้ว ตระกูลกงไม่สมควรมาเดือดร้อน เพราะเรื่องของเธออีก

“คือว่า…”

“ไม่ไว้ใจฉันหรือไง” ซูลี่พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ พร้อมมองหลี่หนิงเซียนอย่างพิจารณา ทำไมดูท่าทีของหลี่หนิงเซียนต่างไปจากทุกทีนะ

“ไม่ใช่ค่ะ ฉันแค่ไม่อยากสร้างปัญหาให้ตระกูลกงอีก”

“รู้จักสำนึกในความผิดของตัวเองด้วยหรือไง”

“ก่อนหน้านี้ ฉันทำอะไรโดยไม่ยั้งคิดไปเยอะเลยนี่ค่ะ” หลี่หนิงเซียนคิดได้ว่า เธอเองไม่สามารถหนีความผิดในอดีตของร่างนี้ได้ มีต้องเผชิญหน้ากับมันแล้วแก้ไขให้มันดีขึ้น

“บุญคุณของปู่เธอจบสิ้นไปแล้ว ความโกรธของตระกูลหลี่เธอเองก็ช่วยดับไฟที่บ้านชดใช้ จะเหลือก็เรื่องที่เธอไม่พูดเรื่องกงหยาง ช่วยสั่งสอนเขา และไถ่โทษที่กงหยางทำกับเธอ”

“ไม่หรอกค่ะ สาเหตุที่กงหยางทำไป ก็มาจากการกระทำของฉันเอง”

“แล้วเรื่องที่ฉันใส่ร้ายเธอนับไหม เรื่องที่กล่าวหาว่าเธอใส่ร้ายจินเม่ย ที่ฉันทำไปไม่ได้อยากจะปกป้องจินเม่ย แต่ฉันต้องการปกป้องครอบครัวตัวเอง” ซูลี่มองท่าทางของหลี่หนิงเซียนอย่างครุ่นคิ

ปกติแล้วหลี่หนิงเซียนไม่ใช่คนมีเหตุผลแบบนี้ ถ้าได้ฟังเรื่องเธอควรโวยวาย แต่นี้กลับนิ่งสงบ แล้วยังพูดจาดีอีก ไม่เหมือนหลี่หนิงเซียนที่เธอเคยรู้จักจริงๆ

“เรื่องนั่นช่างเถอะค่ะ แค่พวกคุณมั่นใจว่าฉันไม่ทำก็พอแล้ว” เธอเองก็อยากจะจบเรื่องทุกอย่าง ที่ตระกูลหลี่กับตระกูลกงมีต่อให้ไว้ที่สุด เธอจะได้ใช้ชีวิตได้อย่างอิสระตามที่ตั้งใจไว้

“เธอดูเปลี่ยนไปนะ”

“อาจจะเพราะพึ่งผ่านความตายมา ฉันเลยคิดอะไรได้มากขึ้น” ตอนนี้ความตายคงเป็นสิ่งเดียวที่เธอเอามาอ้างได้

“ดูเหมือนไม่ใช่คนเดิม”

“วินาทีที่ฉันจมลงไปใต้ผืนน้ำมันทั้งโดดเดี่ยวอ้างว้าง ไม่มีใครสักคนที่อยากจะยื่นมือมาช่วย ตอนนั้นฉันไม่ได้จมลงแค่ใต้น้ำ แต่จมลงไปในความคิดของตัวเองด้วย เลยคิดอะไรได้มากขึ้นนะคะ” หลี่หนิงเวียนพร้อมรอยยิ้มจางๆ ก่อนความเงียบจะปกคลุมเราทั้งคู่อยู่พักหนึ่ง

“ไปกันเถอะ กลับบ้านไปเอาแป้งสาลีกับฉัน ครอบครัวของเราไม่อยากติดค้างเธอหรอกนะ!” ซูลี่พูดด้วยน้ำเสียงที่เบาลง พร้อมหันหลังเดินนนำ เธอรีบชวนไปเอาแป้งที่บ้าน เพราะกลัวใจตัวเองจะเปลี่ยนมาสงสารหลี่หนิงเซียน ไม่รู้ว่าหลี่หนิงเซียนเปลี่ยนไปได้แค่ไหน

ไม่รู้ถ้าเธอใจอ่อน หลี่หนิงเซียนจะกลับมา สร้างปัญหาให้ครอบครัวตระกูลกงอีกไหม เธอจึงต้องมองข้ามเรื่องที่หลี่หนิงเซียนพูด มองข้ามแววตาที่ดูมีเศร้าๆนั่น


บทที่ 20: เด็กคนนี้น่าแกล้งจริงๆ


หลี่หนิงเซียนมองช่างใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมเดินตาม เธอคิดว่าการไม่ติดค้างกันนั้นดีแล้ว อีกอย่างเธอตัดสินใจปล่อยกงหยางไปแล้ว ต่อไปก็จะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก ดังนั้นการรับแป้งสาลีนี้คงไม่ผิดอะไร เพราะคนให้เต็มใจมอบให้เธอ

“กงหยาง…” ถึงจะคิดว่าปล่อยไป แต่เธอก็ยังอดสงสัยไม่ได้ อยากรู้ว่าครอบครัวนี้ ได้สั่งสอนอะไรกงหยางอีกไหม

ซูลี่ที่เห็นท่าทีของหลี่หนิงเซียนก็พอเดาได้ว่าเธออยากถามอะไร จึงชิงตอบขึ้นก่อน โดยไม่ต้องรอให้หลี่หนิงเซียนถามจนจบ

“กงชุนสั่งให้เขาคุกเข่าสำนึกความผิดที่ศาลบรรพชนทั้งคืน พอเมื่อวานตอนเช้าลี่หมิงมาเยี่ยมจากในเมือง ก็พากงหยางกับไปสั่งสอนด้วย” เธอยังรู้สึกแปลกใจที่กงชุนลงโทษน้องชายของเขา แล้วแม่เขาไม่ห้าม แถมยังมีท่าทีปกติ

“ลี่หมิง?”

“เพื่อนทหารของกงชุนที่ชอบแวะมาที่บ้านบ่อยๆนะ” เธอมองท่าทีของแม่กงชุนอย่างพิจารณา คนเป็นแม่จะเจ็บปวดแค่ไหนกันนะ จากที่เรื่องดูลูกด้วยการตามใจมาตลอด ต้องมาเห็นลูกทำผิด และยอมให้คนอื่นมาลงโทษ

“อ๋อค่ะ” เธอกำลังนึกดูในความทรงจำของร่างนี้ ก็เห็นว่ามีเพื่อนทหารที่มาหากงชุนบ่อยๆเหมือนกัน แต่ร่างนี้ก็ไม่ได้สนใจอะไรในเรื่องนี้

“เดี๋ยวเธอรอตรงนี้ฉันจะไปหยิบแป้งมาให้”

“ค่ะ ไว้ฉันจะหามาคืนนะคะ”

“ช่างเถอะ ถือว่าฉันให้เพื่อจบเรื่องกงหยาง”

กงหยางเดินเข้ามาในลานบ้าน เห็นหลี่หนิงเซียนกำลังยืนอยู่กับแม่ของเขา ก็แปลกใจ สองคนนี้ไม่น่าพูดคุยกันได้ ก่อนจะเห็นแม่ของเขาเดินกลับเข้าบ้านไป โดยไม่ได้ทะเลาะอะไร กับหลี่หนิงเซียน เขามองหลี่หนิงเซียนด้วยความสงสัย จึงถามออกไป

“เธอมาทำอะไร ไหนบอกว่าจะหย่ากับพี่ชายฉัน ทำไมยังมาบ้านฉันอีก? หรือว่า… เปลี่ยนใจแล้ว ไม่ยอมหย่าใช่ไหม?” เสียงของเขาแฝงไปด้วยความกระตือรือร้นปนดีใจนิดๆ เหมือนไม่อยากให้หลี่หนิงเซียนจากไป

หลี่หนิงเซียนรู้สึกแปลกใจ กับท่าทีของกงหยาง เหมือนเด็กหนุ่มจะไม่อยากให้เธอหย่ากับพี่ชายตัวเอง สายตาเธอมองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างขบขัน เห็นแล้วนึกสนุกขึ้นมา

ถึงแม้กงหยางจะอายุสิบหกปีแล้ว แต่ร่างกายก็ยังดูผอมบาง ตัวเล็กกว่าเด็กวัยเดียวกัน แต่ดวงตากลมใสนั้นกลับฉายแววสดใส ไร้เดียงสา เธอยิ่งรู้สึกอยากแกล้งเขาเล่น จึงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“ฉันไม่อยากหย่าแล้ว ทำไมนายอยากให้ฉันอยู่เหรอ?”

“ใครอยากให้เธออยู่กันเล่า!” กงหยางปฏิเสธเสียงแข็ง “แล้ว…ทำไมเธอถึงไม่หย่ากับพี่ชายฉันแล้วล่ะ?”

“ฉันจะแต่งหรือจะหย่า มันก็เรื่องของฉัน แล้วการหย่ามันมีประโยชน์อะไรกับฉันล่ะ?” หลี่หนิงเซียนยกยิ้มมุมปาก กงหยางได้ยินหลี่หนิงเซียนพูดก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ

“…ว่าไงนะ?” หลี่หนิงเซียนแกล้งถอนหายใจก่อนจะอธิบาย

“เด็กน้อย เธอยังเด็กไม่รู้เรื่องหรอก ถ้าฉันหย่ากับพี่ชายของเธอ พี่ชายเธอเก่งขนาดนั้น ไม่ต้องกังวลว่าจะหาคู่ไม่ได้ แต่ฉันนี่สิ คนอย่างฉัน ถ้ากลายเป็นหญิงที่ผ่านการหย่ามาแล้ว จะมีใครอยากแต่งด้วยอีกไหม? สู้ฉันไม่ปล่อยพี่ชายเธอไปดีกว่า ต่อไปก็จะรังควานเขาคนเดียว เงินช่วยเหลือของเขาก็จะให้ฉันใช้ คนเดียว แบบนี้ชีวิตของฉันก็ไม่ต้องกังวลอะไร”

ขณะที่เธอกำลังพร่ำเพ้อถึงแผนการในอนาคต โดยไม่ได้รู้ตัวว่ากงชุนที่เพิ่งเดินมาถึงบ้านก็หยุดยืนฟังเธออยู่ ดวงตาของเขาฉายแววลึกล้ำ ยากจะคาดเดาเมื่อได้ยินคำพูดของหลี่หนิงเซียน

ผู้หญิงคนนี้พูดเหลวไหลอะไรอีกแล้ว? ตอนเช้ายังทำท่าไม่ยอมหย่าขาดเด็ดขาด ตอนนี้กลับบอกว่าจะรังควานเขาไปทั้งชีวิตแล้ว? เธอวางแผนจะทำอะไรอีก กงหยางคิดพร้อมจ้องมองคนทั้งคู่นิ่ง

หลังจากที่หลี่หนิงเซียนพูดจบ เธอก็เหลือบตามองสีหน้าของกงหยาง อย่างขบขัน เด็กคนนี้น่าแกล้งจริงๆนั่นแหละ การได้แกล้งเขาก็ทำให้เธอผ่อนคลายจากเรื่องราวต่าง ๆ ลงไม่น้อยเลย

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเขายังอยากเผาเธอให้ตาย ตอนนี้กลับดูพอใจที่เธอจะไม่หย่า ช่างเป็นเด็กที่เปลี่ยนอารมณ์ได้ไวจริงๆ ไม่รู้ว่าใครพูดอะไรกับเขา ท่าทางที่เขาแสดงต่อเธอถึงเปลี่ยนไปแบบนี้

“ไม่หย่าก็ไม่หย่าสิ นั่นไม่ใช่เรื่องดีรึไง! เธอทำร้ายพี่ชายฉันคนเดียวก็พอแล้ว ถือเสียว่าพี่ชายฉันกำจัดภัยร้าย เพื่อคนอื่นก็แล้วกัน!” กงหยางตะโกนลั่น ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีออกจากลานบ้านไปทันที

มุมปากของหลี่หนิงเซียนกระตุกยิ้ม ท่าทางที่เขาเสดงออกมา ช่างน่าขันเสียจริง ปากว่าเธอเป็นภัยร้าย แต่กลับมีท่าทีเหมือนดีใจอะไรสักอย่าง เห็นแบบนี้ก็เสียดายที่หนีไปก่อน เธอยังแกล้งไม่หนำใจเลย

ขณะที่หลี่หนิงเซียนกำลังจะเบนสายตากลับ เธอก็เห็นกงชุนกำลังเดินเข้ามาพอดี สายตาของเขาจ้องมองเธอนิ่ง ใบหน้าของเขาไร้อารมณ์ และยังคงเย็นชาเหมือนเดิม แต่หลี่เซียนกลับรู้สึกว่าสายตาของเขาลึกล้ำ และมีการตรวจสอบบางอย่าง ทำให้เธอรู้สึกตึงเครียดโดยไม่รู้ตัว

เขาได้ยินสิ่งที่ฉันพูดเมื่อครู่หรือเปล่านะ? ใจของหลี่หนิงเซียนเต้นแรง ด้วยความกังวลกลัวว่าเขาจะเข้าใจผิด เธอจึงรีบเดินไปหาเพื่ออธิบาย

“คุณฟังฉันก่อนนะ ฉันไม่ได้หมายความแบบที่พูดกับกงหยางไป ฉันแค่…”

“นี่แป้งสาลีสิบจิน เธอรับไปแล้วรีบไปได้แล้ว!” หลี่หนิงเซียนยังพูดไม่ทันจบ ซูลี่ก็เดินออกมาจากบ้านพร้อมกับห่อแป้งสาลี แล้วยัดห่อแป้งเข้าไปในอ้อมแขนของหลี่หนิงเซียนทันที

ซูลี่ส่งแป้งให้หลี่หนิงเซียน ก็มองเห็นกงชุนยืนอยู่ด้วย เธอจึงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ทำไมรู้ชายเธอถึงมาอยู่นี่ได้

“กงชุนทำไมลูกกลับมาเร็วจัง ลูกไม่ได้บอกหรอกหรือว่ามีธุระต้องเข้าเมือง?”

“กลับมาเอาของนิดหน่อยครับ” กงชุนตอบแม่เขาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เขาจ้องมองห่อแป้งในอ้อมแขนของหลี่หนิงเซียน ก็รู้สึกแปลกใจขึ้นมา “นี่กำลังทำอะไรกันอยู่?”

หลี่หนิงเซียนรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย ในใจเธอไม่อยากให้กงชุนคิดว่าเธอมาหาผลประโยชน์อีก น่าเสียดายที่ซูลี่กลับไม่ได้สนใจท่าทีของเธอ ไม่คิดจะรักษาหน้าให้เธอแม้แต่น้อย

“แม่เห็นเธอเพิ่งเที่ยวไปขอแป้งสาลีทั่วหมู่บ้านอย่างน่าอับอาย ก็เลยพาเธอมา เอาแป้งให้เธอสิบจิน จะได้ไม่ดูเหมือนบ้านเราใจดำไม่ให้อะไรเธอกิน แบบนั้นน่าอายจะตาย!” คนบ้านนี้ปากร้ายใจดีกันทุกคนเลยสินะ หลี่หนิงเซียนเห็นท่าทีของแม่กงชุนแล้วก็คิดได้ว่ากงหยางนี่เหมือนแม่เขาจริงๆ

ซูลี่ไม่อยากให้ลูกชายคนโตรู้ ว่าเธอใจดีกับหลี่หนิงเซียน เพราะกลัวว่าเรื่องหย่าจะถูกเปลี่ยนแปลง เธอก็แค่ตอบแทนหลี่หนิงเซียนเล็กๆน้อยๆ ลูกชายเธอไม่ต้องรู้ก็ได้

“ฉันไม่ได้บังคับอะไรแม่นายนะ” ทำไมเธอต้องกลัวเขาเข้าใจผิดด้วยนะ

“ของให้เธอหมดแล้ว ไม่มีอะไรก็รีบไปเถอะ บ้านเราพังหมดแล้ว ไม่มีที่ให้เธออยู่หรอก”

“ขอบคุณสำหรับแป้งค่ะ” หลี่หนิงเซียนพูดจบก็เดินออกจากลานบ้านทันที เธอไม่ได้หน้าหนาขนาดนั้น ในเมื่อเขาไล่แล้วก็ไม่ขออยู่ต่อ เมื่อเดินสวนกับกงชุนใบหน้าเธอก็แดงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

เธอใช้ชีวิตโดนไม่ได้สนสายตาใคร ไหนจะไปขอยืมอาหารทั่วหมู่บ้าน โดนไล่แค่ไหนก็ไม่สนใจ แต่พอกงชุนรู้กลับรู้สึกว่ามันน่าอายมาก ตอนนี้ยังต้องรับแป้งจากบ้านเขาอีก แม้จะจำเป็นก็ยังรู้สึกละอายใจอยู่ดี

เธอจึงรีบเดิน ไม่อยากอยู่ในบริเวณบ้านตระกูลกงนานๆ แต่ขณะที่เดินจนจะพ้นจากกงชุน กลับถูกเขาเรียกไว้

“เดี๋ยวก่อน” หลี่หนิงเซียนหยุดเดินทันที และเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสีหน้างุนงง ไม่เพียงแต่หลี่หนิงเซียนที่แปลกใจ แม้แต่ซูลี่ก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน เพราะอะไรลูกชายของเธอจะต้องเรียกหลี่หนิงเซียนไว้


จบตอน

Comments