บทที่ 111: สนใจทำธุรกิจกับฉันไหมคะ
ในเช้าวันรุ่งขึ้น หลี่หนิงเซียนเดินทางไปตึก ที่เธอตั้งใจจะปรับปรุงให้กลายเป็นร้านอาหารของตัวเอง เมื่อมาถึง เธอพบช่างที่จงซวนพามาแนะนำให้รู้จักยืนรออยู่ ชายวัยกลางคนผู้นี้มีรอยยิ้มอบอุ่น และแววตาที่เต็มไปด้วยความเป็นกันเอง ก่อนทั้งคู่จะเริ่มคุยเรื่องแบบร่าง
“ฉันอยากจะกั้นด้านหลังเป็นครัว ทำให้โปร่งเพื่อจะได้ระบบระบายอากาศ และต้องมีพื้นที่เก็บวัตถุดิบ ส่วนหน้าร้านจะติดกระจกใสขนาดใหญ่ เพื่อให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามา ผนังด้านหนึ่งจะทำเป็นอิฐโชว์”
“ผมคิดว่า ถ้าครัวเพิ่มพื้นที่ตรงเคาน์เตอร์อีกนิด จะทำให้ดูเข้ามากขึ้นนะครับ”
“ได้ค่ะ ส่วนชั้นบนฉันอยากจะแบ่งเป็นสองส่วน ด้านหนึ่งเป็นห้องรับประทานอาหารแบบส่วนตัวสำหรับลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัว อีกด้านจะเป็นที่พักอาศัยอยากจะให้ช่างเสริมความแข็งแรงของโครงสร้าง และปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้รองรับการใช้งานของร้านอาหารได้อย่างปลอดภัยด้วยค่ะ”
“ดูสถานที่น่าจะตามที่คุณบอก ไม่น่ามีปัญหาอะไร”
“อีกเรื่องพอจะแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นมุมชงชาได้ไหมคะ”
“ผมว่าทำมุมชงชาตรงลานด้านหน้าดีไหมครับ” ช่างอธิบายพลางชี้ไปที่มุมหนึ่ง
“ได้ค่ะ” หลี่หนิงเซียนพยักหน้ารับ ขณะที่ช่างอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการต่อเติม เธอพิจารณาถึงงบประมาณที่ตั้งใจจะใช้ในการทำร้าน และกล่าวถึงค่าแรงของช่างเป็นการย้ำเพื่อความชัดเจน
“ค่าแรงทั้งหมดจะอยู่ที่เท่าไรคะ?” ช่างยิ้มให้เธออย่างสบายๆ
“รวมค่าแรงทั้งหมดแล้ว ผมคิดไว้ที่ประมาณสามร้อยหยวนครับ ราคานี้ผมจะช่วยดูแลให้ดีที่สุด” หลี่หนิงเซียนพยักหน้ารับอย่างพอใจ
“ตกลงค่ะ สามร้อยหยวน ขอบคุณที่ช่วยดูแลให้นะคะ” หลังจากพูดคุยรายละเอียดกับช่างเสร็จ ลุงตู้ก็เดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้ม
“หลี่หนิงเซียน เสร็จธุระกับช่างแล้วใช่ไหม? ลุงจะพาไปเจอตู้ข่าย เขารับปากจะมาคุยเรื่องวัตถุดิบที่เธอต้องการสำหรับร้านโดยเฉพาะ”
เมื่อเดินตามลุงตู้ไปถึงโรงเก็บสินค้าของตู้ข่าย หลี่หนิงเซียนได้พบกับชายร่างสูงอายุราวสามสิบ รูปร่างเล็ก ผอมบางกว่าอู่เฉินเล่ยที่เธอเจอเมื่อวาน ใบหน้าคมเข้ม และมุมปากที่ยิ้มเล็กน้อยทำให้เขาดูมีความน่าเชื่อถือ ตู้ข่ายยื่นมือมาตรงหน้า และทักทายด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ ได้ยินมาว่าอยากจะทำร้านอาหารสินะ” หลี่หนิงเซียนยิ้มพร้อมยกมือไหว้ตอบอย่างสุภาพ
“ค่ะ คุณตู้ข่าย ลุงตู้เล่าให้ฟังว่าคุณมีวัตถุดิบสดใหม่ที่เหมาะกับร้าน ฉัน เลยอยากจะขอคุยเรื่องราคาสำหรับการซื้อขายระยะยาวค่ะ” ตู้ข่ายพยักหน้าและเดินพาหลี่หนิงเซียนไปยังพื้นที่เก็บวัตถุดิบ ทั้งผักสดใหม่ เนื้อหมู และเครื่องเทศหลากชนิดที่ถูกจัดเรียงไว้เป็นระเบียบ
“ทั้งหมดนี่มาจากแหล่งที่คัดมาอย่างดี ราคาที่ฉันคิดไว้ไม่สูงเกินไป แต่คุณต้องสั่งซื้อปริมาณหนึ่งทุกสัปดาห์ เพื่อให้คุ้มกับการขนส่ง”
หลี่หนิงเซียนไตร่ตรองครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ “แล้วถ้าเป็นผัก ฉันขอเพิ่มส่วนลดในบางรายการได้ไหมคะ เนื่องจากร้านฉันยังเปิดใหม่ อาจจะสั่งปริมาณไม่มาก แต่ถ้าคุณให้ราคาพิเศษได้ ฉันยินดีจะซื้อขายระยะยาวและเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ”
ตู้ข่ายครุ่นคิดด้วยรอยยิ้ม ขณะที่มองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาชื่นชม “ตกลง ฉันจะปรับราคาให้ตามที่ตกลง ข้อเสนอของคุณน่าสนใจดี และจากที่ฟังคุณพูด ดูเหมือนว่าคุณจะตั้งใจจริง ฉันเองก็อยากเห็นร้านของคุณเติบโตเหมือนกัน”
ทั้งสองจับมือกันในข้อตกลงระยะยาว ตู้ข่ายอดรู้สึกไม่ได้ว่าหลี่หนิงเซียนเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นและน่าประทับใจ เขาหวังว่าความสำเร็จของร้านจะยิ่งใหญ่ตามความตั้งใจของเธอ เพราะเธอน่าจะได้เป็นลูกค้ารายใหญ่ของเขา
หลี่หนิงเซียนมองตู้ข่ายที่ยืนครุ่นคิดอยู่ตรงหน้า เธอรู้ว่าโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ การทำธุรกิจส่งของร่วมกับร้านอาหารของเธออาจเป็นการช่วยโปรโมตให้ทั้งสองฝ่าย เธอยิ้มอย่างมั่นใจและพูดออกไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น
“มีอีกเรื่องที่อยากถามค่ะ”
ตู้ข่ายเลิกคิ้วพร้อมกับพยักหน้า “ว่ามาเลยสิครับ”
“คุณสนใจทำธุรกิจกับฉันไหมคะ” เธอถามด้วยความมั่นใจ พร้อมทั้งส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความตั้งใจ
ตู้ข่ายชะงักไปเล็กน้อยก่อนตอบกลับ “ทำร้านอาหารน่ะเหรอ? ผมไม่สนใจหรอกนะ”
หลี่หนิงเซียนหัวเราะเบาๆ “ไม่ใช่ทำร้านอาหารหรอกค่ะ แต่เป็นบริการส่งของต่างหาก”
ตู้ข่ายขมวดคิ้วด้วยความสนใจ เขามองหลี่หนิงเซียนอย่างสงสัย “หื้อ? บริการส่งของยังไงล่ะ”
“ฉันอยากให้ร้านของฉันมีบริการส่งอาหารถึงที่ค่ะ คุณเองก็มีเครือข่ายคนส่งอยู่แล้ว ถ้าจะเพิ่มอาหารเข้าไปในรายการส่ง มันคงเป็นประโยชน์ไม่น้อย คุณจะได้มีงานเพิ่ม และเราทั้งคู่จะได้ทำให้ลูกค้าที่สะดวกสบายขึ้น”
ตู้ข่ายเริ่มยิ้มมุมปาก แววตาแฝงด้วยความสนใจ แต่เขายังคงถามด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ “แล้วผมจะได้อะไรจากงานนี้ล่ะ?”
หลี่หนิงเซียนรู้ว่าคำถามนี้จะมา เธอเตรียมคำตอบไว้แล้วอย่างดี “ง่ายมากค่ะ คุณมีวัตถุดิบบางอย่างที่ค้างในโกดังนานๆใช่ไหมคะ? วัตถุดิบเหล่านั้นถ้าไม่ได้นำมาใช้อาจเสียหายได้ ถ้าฉันนำมาทำอาหาร พร้อมสูตรอาหารที่มีประโยชน์ และความอร่อยของวัตถุดิบนั้นๆ ลูกค้าคงสนใจสั่งเพิ่มแน่นอน แถมคุณยังโปรโมตสินค้าไปในตัว”
ตู้ข่ายนิ่งฟังอย่างตั้งใจ เขาเริ่มยิ้มด้วยท่าทางสนใจและยอมรับว่าข้อเสนอของหลี่หนิงเซียนน่าสนใจไม่น้อย “อืม… เธอทำให้ฉันเห็นภาพออกแล้วล่ะ การได้โปรโมตสินค้าโดยไม่ต้องทิ้งวัตถุดิบที่ค้างโกดังไปเฉยๆ น่าสนใจจริงๆ แถมได้ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าด้วย”
เขามองหลี่หนิงเซียนด้วยแววตาชื่นชม “งั้นเราคงต้องคุยกันยาว มาหาที่นั่งคุยกันดีกว่า”
หลี่หนิงเซียนยิ้มกว้าง “ได้ค่ะ ถ้าคุณตู้ข่ายสะดวก ฉันมีแผนบางอย่างที่อยากจะอธิบายรายละเอียดให้คุณฟังต่อด้วยค่ะ”
หลี่หนิงเซียน และตู้ข่ายนั่งลงที่โต๊ะเล็กๆในมุมสงบของโรงเก็บวัตถุดิบ รอบตัวพวกเขามีถุงกระสอบที่บรรจุผักสด พริกแห้ง และเครื่องเทศวางเรียงราย กลิ่นหอมจากวัตถุดิบลอยปะปนอยู่ในอากาศ ขณะที่หลี่หนิงเซียนหยิบกระดาษแผ่นเล็กๆที่จดบันทึกแผนการของเธอไว้ออกมา
“จากที่คุยไปก่อนหน้านี้นะคะ” หลี่หนิงเซียนเริ่มพูดพร้อมคลี่กระดาษออก เผยให้เห็นลายมือที่จดบันทึกไว้อย่างเรียบร้อย “ฉันคิดไว้ว่าเราจะเริ่มจากเมนูพิเศษที่ใช้วัตถุดิบที่คุณตู้ข่ายมีในโกดัง อย่างถั่วลิสงกับเครื่องเทศแห้งพวกนี้ ฉันคิดสูตรอาหารไว้หลายเมนู แต่ละจานจะใช้วัตถุดิบเฉพาะ และช่วยโปรโมตความสดใหม่ของวัตถุดิบของคุณด้วยค่ะ”
ตู้ข่ายพยักหน้าอย่างสนใจ เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ สายตามองหลี่หนิงเซียนด้วยความชื่นชม “ต่อไปล่ะ คุณมีแผนจะให้บริการส่งอาหารยังไง?”
หลี่หนิงเซียนยิ้มมุมปากเล็กน้อย “ฉันตั้งใจจะใช้พนักงานส่งของของคุณในเขตที่คนชอบสั่งอาหารที่บ้าน หรือในละแวกที่การเดินทางไม่ค่อยสะดวก โดยเฉพาะพวกกลุ่มที่ชอบทานอาหารที่ทำจากวัตถุดิบสดใหม่ ฉันเองก็จะจัดโปรโมชั่นให้ลูกค้ารับวัตถุดิบสดจากร้านคุณไปลองทำอาหารเองที่บ้านได้ ถ้าเขาชอบรสชาติและประโยชน์ของวัตถุดิบ ลูกค้าอาจจะสั่งวัตถุดิบตรงจากคุณก็ได้นะคะ”
ตู้ข่ายยิ้มอย่างพึงพอใจ เขาตบโต๊ะเบาๆราวกับเห็นภาพธุรกิจที่ทั้งสองจะร่วมกันอย่างชัดเจนขึ้น “แผนนี้ดีมาก ไม่ได้แค่ทำให้คนรู้จักอาหารของเธอ แต่ยังช่วยให้พวกเขาได้สัมผัสวัตถุดิบในมุมที่แตกต่างด้วย… และที่สำคัญยังเป็นการเพิ่มยอดขายโดยไม่ต้องลงทุนโปรโมตเองเลย ถือว่าได้ทั้งสองฝ่ายเลยทีเดียว”
“ดีใจที่คุณชอบค่ะ” หลี่หนิงเซียนยิ้มตอบด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น “และอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันคิดไว้ค่ะ เราจะจัดทำใบปลิวขนาดเล็กๆ แนะนำสูตรอาหารสั้นๆแนบไปพร้อมกับวัตถุดิบพิเศษบางอย่าง ให้ลูกค้าลองทำที่บ้าน จะได้เป็นการโปรโมตวัตถุดิบของคุณโดยตรง และคนก็จะเห็นว่าวัตถุดิบของคุณนั้นคุ้มค่าแค่ไหน”
ตู้ข่ายยิ้มกว้างขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความประทับใจในความคิดสร้างสรรค์ของหลี่หนิงเซียน “เธอคิดรอบคอบมาก ข้อตกลงนี้น่าสนใจจริงๆ”
หลังจากเจรจารายละเอียดทั้งหมด หลี่หนิงเซียนและตู้ข่ายตกลงกันเป็นอย่างดี การพูดคุยที่ยาวนานผ่านพ้นไปด้วยเสียงหัวเราะและความเข้าใจ หลี่หนิงเซียนรู้สึกถึงความเป็นมิตรของตู้ข่ายมากขึ้นเรื่อย ๆ เธอเองก็เริ่มรู้สึกมั่นใจว่าธุรกิจครั้งนี้จะเป็นการร่วมมือที่ดียิ่งกว่าที่คาดหวังไว้
เมื่อทั้งคู่ลุกขึ้นจากที่นั่ง ตู้ข่ายกล่าวปิดท้ายด้วยรอยยิ้มจริงใจ “นับจากนี้ฉันจะช่วยทุกอย่างที่ทำได้ เธอเป็นคนที่มีความตั้งใจจริง ฉันอยากเห็นร้านของเธอเติบโต และใครจะรู้… เผื่อวันหนึ่งเราจะได้ขยายธุรกิจร่วมกันอีกหลายรูปแบบ” หลี่หนิงเซียนยิ้มรับ
คำพูดของตู้ข่ายเป็นแรงบันดาลใจอันสำคัญในวันนี้ เธอรู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้าอาจมีอุปสรรค แต่การมีพันธมิตรที่เชื่อใจ และสนับสนุนเช่นนี้ทำให้เธอรู้สึกมั่นใจและพร้อมสำหรับอนาคต
บทที่ 112: วันเปิดร้าน
หลังจากทุ่มเทแรงกายแรงใจมาตลอดหนึ่งเดือนเต็ม วันที่เฝ้ารอคอยก็ได้มาถึง ในที่สุดร้านติ่มซำของหลี่หนิงเซียนก็พร้อมเปิดต้อนรับผู้คน ที่เธอหวังให้เข้ามาสัมผัสความตั้งใจของเธอ ทุกอย่างจัดเตรียมไว้อย่างพิถีพิถัน เธอเดินสำรวจโต๊ะ และเก้าอี้ด้วยหัวใจที่เต้นแรง ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง ท่ามกลางความรู้สึกตื่นเต้น
กลิ่นหอมของติ่มซำที่เพิ่งออกจากเตานึ่งอบอวลไปทั่วอากาศ กลิ่นของแป้งนุ่มผสมกับกลิ่นเครื่องเทศและเนื้อหมูที่ละมุนละไม ก่อให้เกิดบรรยากาศที่ชวนให้ท้องร้อง
เป็นกลิ่นที่ยากจะต้านทานได้ เมื่อนำมาเรียงในเข่งไม้ไผ่ กลิ่นหอมนั้นก็ยิ่งโดดเด่นขึ้นในอากาศ ดึงดูดให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องหยุดสูดกลิ่นอันหอมอุ่นที่ปลิวไปตามสายลม
ผู้คนที่ผ่านไปมาหันมามองเป็นตาเดียว บ้างสูดดมกลิ่นหอมอันยั่วเย้าด้วยความสนใจ บ้างยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อได้กลิ่นติ่มซำที่ชวนให้นึกถึงบ้านเก่าแก่ในยามเช้า ท้องที่ร้องเตือนยิ่งทำให้พวกเขาตัดสินใจเดินเข้ามายังร้านของเธอ
โดยเฉพาะเหล่าคนงานที่ทำงานอยู่ในโรงงานอาหารสำเร็จรูปฝั่งตรงข้าม จะต้องเป็นลูกค้าขาประจำของร้านเธอแน่ ถึงแม้จะมีตลาดอยู่ไม่ไกล แต่ถ้าเลือกนั่งพักผ่อน ผ่อยคลายการทำงานร้านเธอย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
หลี่หนิงเซียนหันมาเตรียมการเล็กๆ เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดร้าน มีการจัดโต๊ะพร้อมชาดอกเบญจมาศสีเหลืองอ่อน และโคมกระดาษสีแดงที่แขวนไว้หน้าร้านเป็นเครื่องหมายแห่งความโชคดี ราวกับการต้อนรับแขกคนสำคัญในวันแรกแห่งการเริ่มต้น
แล้วเสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ดังขึ้น ลูกค้าคนแรกที่เข้ามาคือชายสูงอายุในชุดผ้าไหมสีหม่นพร้อมรอยยิ้มใจดี
“สวัสดีค่ะคุณลุง วันนี้เรามีติ่มซำสดใหม่หลายอย่างเลยค่ะ”หนิงเซียนรีบเดินไปต้อนรับด้วยรอยยิ้ม
“อืม… กลิ่นหอมชวนน้ำลายสอยจริงๆ ฉันเอาขนมจีบหมูสองที่ แล้วก็ซาลาเปาไส้หมูแดงอีกสองลูกนะ” คุณลุงสั่งอาหารก่อนสูดดมกลิ่นหอมของติ่มซำในร้าน
“ได้เลยค่ะ คุณลุงไปนั่งรอนึ่งสักครู่นะคะ” หลี่หนิงเซียนพาคุณลุงไปนั่งที่โต๊ะ ก่อนจะหันไปสั่งให้ เถียนจิงนึ่งติ่มซำให้ร้อนแล้วนำมาให้คุณลุง
หลี่หนิงเซียนเฝ้ามองขณะที่คุณลุงลิ้มรสติ่มซำคำแรก แววตาเปี่ยมด้วยความหวังและตื่นเต้น ทุกคำที่ลูกค้ากัดเข้าไป เธอไม่สามารถซ่อนความดีใจที่เห็นว่าความพยายามและความตั้งใจตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาได้กลายเป็นความสุขให้กับใครบางคน
ในร้านติ่มซำของหลี่หนิงเซียนมีคนงานทั้งหมดห้าคนที่ช่วยกันดูแลทุกเรื่องให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น มู่โจวชายหนุ่มชาวบ้านที่มีนิสัยซื่อสัตย์ และใจเย็น ทำหน้าที่ดูแลการส่งและรับเข้าสินค้า เขายังเป็นคนติดต่อประสานงานกับตู้ข่าย มู่โจวไม่ใช่คนทะเยอทะยาน และมักพอใจในสิ่งที่มี นิสัยสงบสุขของเขาทำให้หนิงเซียนไว้วางใจ ได้ว่าเขาจะจัดการทุกอย่างได้อย่างตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์
เถียนอิงภรรยาของมู่โจว และยังเป็นหญิงสาวผู้มีฝีมือการชงชาที่เป็นเลิศ เธอเคยหลงผิดไปกับความอิจฉา และมีเรื่องกระทบกระทั่งกับหลี่หนิงเซียน หลี่หนิงเซียนเคยคิดจะเอาเรื่อง
แต่เมื่อเห็นถึงความกตัญญูและอ่อนโยนของเถียนชิง ลูกสาวคนเล็กของเถียนอิงที่มักมาขอโทษแทนแม่เสมอ เธอจึงเลือกที่จะให้อภัย และอดสงสารเถียนชิงไม่ได้เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยยังคงยืนหยัดในความดีแม้ถูกแม่ดุด่า
วันหนึ่งเมื่อหลี่หนิงเซียนเห็นเถียนชิงถูกตีจนอดไม่ได้ จึงตัดสินใจไปที่บ้านเพื่อพูดคุยกับเถียนอิง วันนั้นหลี่หนิงเซียนโมโหมากจนสั่งสอนอีกฝ่ายไปยกใหญ่ เถียนอิงจึงได้รู้สึกผิดและชงชามาขอโทษเธอด้วยใจจริง
เมื่อได้ลิ้มรสชาที่เถียนอิงชง หนิงเซียนถึงกับทึ่งในฝีมือ เลยเสนอให้เถียนอิงมาทำงานร่วมกันในร้านเพื่อดูแลด้านชา เถียนอิงรับงานนี้อย่างเต็มใจ แม้เธอจะเคยหลงผิดเพราะความอิจฉา แต่ลึกๆแล้วเธอเป็นคนอ่อนโยนและจริงใจ การได้เข้ามาทำงานที่นี่ทำให้เธอได้กลับมาเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่
เถียนจิงลูกสาวคนโตของมู่โจวและเถียนอิง เป็นเด็กสาวที่มีความขยันขันแข็ง เธอรักครอบครัวและคอยช่วยเหลืองานของพ่อแม่อยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมี เต๋อจินและเต๋อเจิน สองพี่น้องที่หนิงเซียนรู้จักตอนเกิดเรื่องที่บ้านตระกูลเต๋อ
แม้ทั้งสองจะเป็นเด็กขยันและเรียบร้อย ไม่มีปัญหาสร้างความวุ่นวายใดๆ แต่พวกเขาก็เคยรู้สึกผิดที่ต้องมาเกี่ยวพันกับเรื่องกงหยาง หลังจากที่ฉินหงถูกจับ ทั้งสองได้มาขอโทษหนิงเซียนด้วยความสำนึกผิด เธอเห็นถึงความลำบากในการทำงานของพวกเขาและชื่นชมความตั้งใจจริง จึงได้ชักชวนให้มาช่วยงานในร้านติ่มซำ
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นอีกครั้งในเช้านี้ หลี่หนิงเซียนรีบหันไปพร้อมกับรอยยิ้ม หญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาพร้อมกับลูกสาวตัวน้อย เธอมองไปรอบๆร้านอย่างลังเลนิดๆ แต่หนิงเซียนก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับด้วยท่าทีอบอุ่น
“สวัสดีค่ะ เชิญนั่งตามสบายเลยนะคะ วันนี้เป็นวันแรกที่ร้านเราเปิด ฉันชื่อหลี่หนิงเซียนค่ะ เป็นเจ้าของร้าน” เธอเอ่ยพร้อมส่งยิ้มกว้างอย่างเป็นกันเอง
หญิงคนนั้นยิ้มตอบ พลางดึงเก้าอี้ให้ลูกสาวนั่ง “ขอบคุณนะคะ ร้านดูอบอุ่นมากเลยค่ะ”
“ขอบคุณมากนะคะ ถ้ามีอะไรอยากแนะนำก็บอกได้เลยนะคะ ฉันจะตั้งใจปรับปรุงทุกอย่างให้ดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ” เธอกล่าวอย่างจริงใจ แล้วนั่งย่อลงเพื่อคุยกับลูกสาวของลูกค้า “หนูอยากทานขนมจีบหรือซาลาเปาไหมคะ? พี่มีซาลาเปาไส้ครีม ไส้หมูแดง ทั้งนุ่มและหอมเลยค่ะ”
เด็กน้อยยิ้มเขินๆ ก่อนจะชี้ไปที่ภาพซาลาเปาบนเมนู “หนูอยากทานซาลาเปาค่ะ”
หลี่หนิงเซียนหัวเราะเบาๆ แล้วตอบอย่างเอ็นดู “ได้เลยค่ะ พี่จะจัดให้ทันทีนะคะ”
เธอลุกขึ้นเตรียมไปจัดซาลาเปาให้อย่างพิถีพิถัน พร้อมนำซุปเล็กๆมาเสิร์ฟให้เป็นของแถม “สำหรับคุณแม่และหนูนะคะ ซุปนี้ฉันทำเองกับมือค่ะ ใส่ใจทุกขั้นตอนเลย”
หญิงคนนั้นยิ้มด้วยความประทับใจ “ใจดีจังเลยค่ะ! รู้สึกเหมือนมาเยี่ยมบ้านญาติเลย”
หลี่หนิงเซียนยิ้มอย่างเป็นกันเอง “ยินดีมากค่ะ อยากให้ทุกคนที่มาที่นี่รู้สึกเหมือนอยู่บ้านเลย ถ้าขาดเหลืออะไร บอกได้เสมอนะคะ”
บทสนทนาที่อบอุ่นและใส่ใจเล็กๆน้อยๆของหลี่หนิงเซียน ทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนมาพักใจในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย พร้อมด้วยติ่มซำรสชาติดีที่ปรุงด้วยความรักและความใส่ใจ ลูกค้าทั้งสองทานอาหารอย่างมีความสุข และเมื่อจ่ายเงินก่อนกลับ หญิงคนนั้นก็บอกว่า
“คุณหลี่หนิงเซียนคะ ครอบครัวเราจะมาอุดหนุนบ่อยๆแน่นอนค่ะ”
หลี่หนิงเซียนโค้งศีรษะเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน “ยินดีมากค่ะ ขอบคุณที่มาอุดหนุนนะคะ แล้วเจอกันใหม่นะคะ”
หลังจากที่ลูกค้าเดินจากไป หลี่หนิงเซียนยังคงยืนมองตามด้วยหัวใจอิ่มเอม ความรู้สึกที่ได้เห็นลูกค้าพึงพอใจทำให้เธอรู้สึกว่า ร้านติ่มซำเล็กๆแห่งนี้กำลังกลายเป็นที่พักใจให้กับผู้คนได้จริงๆ
มีลูกค้าคนหนึ่งมองเมนูอย่างลังเล ก่อนจะหันไปหาเธอพร้อมรอยยิ้ม ก่อนถามอย่างเป็นกันเอง “มีอะไรแนะนำบ้างไหมครับ?”
“วันนี้ต้องลองซาลาเปาของที่ร้านนะคะ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ” หนิงเซียนยิ้มตอบด้วยความยินดี พลางชี้ไปที่เข่งซาลาเปาหลากสีที่จัดเรียงไว้บนชั้นไม้อย่างสวยงาม
“ซาลาเปาแต่ละสีที่เห็นนี่นะคะ จะมีไส้ที่แตกต่างกันออกไป สีชมพูเป็นไส้ถั่วแดง รสหวานละมุนทำจากถั่วแดงกวนละเอียด สีเขียวเป็นไส้ชาเขียว มีกลิ่นหอมของใบชาที่เข้ากันดีกับความนุ่มของแป้ง ส่วนสีน้ำตาลไส้เห็ดหอม จะมีกลิ่นหอมลึกและรสชาติกลมกล่อม เหมาะกับคนที่ชอบอะไรที่ไม่หวานมาก ส่วนสีเหลืองเป็นไส้ลาวาไข่เค็มค่ะ เป็นสูตรเฉพาะที่ฉันทำเอง ไส้ไข่เค็มลาวานี้จะไหลเยิ้มรสหวานมัน เค็มเล็กน้อย กำลังดีค่ะ”
บทที่ 113: ไปได้สวย
ลูกค้าพยักหน้าด้วยความสนใจ สายตาเป็นประกายเมื่อได้ยินถึงความหลากหลายของซาลาเปาที่มีไส้ต่างๆกัน หนิงเซียนยิ้มต่อแล้วพูดเสริมขึ้นมา
“นอกจากซาลาเปานึ่งแล้วนะคะ ยังมีซาลาเปาทอดที่กรอบนอกนุ่มในด้วยค่ะ เหมาะสำหรับทานคู่กับชาที่ร้านซึ่งคัดสรรมาเป็นพิเศษ อย่างเช่น ชามัทฉะหอมสดชื่น หรือชาดอกเบญจมาศที่ช่วยผ่อนคลาย ถ้าอยากลองอะไรที่แตกต่างก็ขอแนะนำเป็นเซ็ตซาลาเปาทอดคู่กับชาดูค่ะ จะช่วยเพิ่มรสชาติให้เข้ากันได้ดีเลยค่ะ”
ชายคนนั้นยิ้มกว้างด้วยความประทับใจ “ดูน่าสนใจทุกอย่างเลยครับ ขอเป็นซาลาเปาสีชมพูกับสีเหลือง และซาลาเปาทอดคู่กับชามัทฉะด้วยนะครับ”
หนิงเซียนยิ้มรับพลางยกมือขึ้นจดรายการ “ได้เลยค่ะ รอสักครู่นะคะ เดี๋ยวจะจัดให้เต็มที่เลยค่ะ”
เถียนจิงจัดเตรียมซาลาเปาที่นึ่งไว้ใหม่ๆ และเถียนอิงชงชามัทฉะอุ่นๆอย่างพิถีพิถัน เมื่ออาหารถูกนำมาวางที่ถึงโต๊ะ ลูกค้ารับไปด้วยรอยยิ้มพลางชมว่า
“ทำให้รู้สึกถึงความใส่ใจในอาหารจริงๆ ร้านนี้ไม่ใช่แค่ติ่มซำอร่อย แต่ยังมีเสน่ห์มากๆเลยครับ”
“ขอบคุณมากนะคะ ดีใจที่ได้แบ่งปันความสุขเล็กๆนี้ให้ค่ะ” หลี่หนิงเซียนยิ้มตอบด้วยความปลื้มใจในขณะนั้น หัวใจเธออิ่มเอมไปด้วยความภาคภูมิใจที่ร้านของเธอได้เป็นสถานที่ให้ลูกค้าทุกคนได้มาพักผ่อน และสัมผัสกับรสชาติที่เธอใส่ใจในทุกรายละเอียด
ร้านติ่มซำของหลี่หนิงเซียนขายดีตั้งแต่เช้าจรดเย็น บรรดาลูกค้าต่างเดินเข้าออกกันไม่ขาดสาย ลูกค้าบางคนที่ได้ยินคำบอกเล่าถึงความอร่อย และบรรยากาศอบอุ่นภายในร้าน ซาลาเปาสีสันต่างๆที่เธอตั้งใจทำออกมาจำหน่ายแทบไม่พอขาย
เสียงชมจากลูกค้าทำให้หัวใจของหนิงเซียนพองโต พวกเขาชมถึงความอร่อยที่ไม่เหมือนใคร ทั้งรสชาติที่กลมกล่อมและการบริการที่อบอุ่นเป็นกันเอง
“ร้านนี้อร่อยมากเลยค่ะ ขออนุญาตบอกต่อให้เพื่อนๆมาลองนะคะ” ลูกค้าหลายคนกล่าวก่อนกลับ หลี่หนิงเซียนยิ้มตอบด้วยความดีใจ ทุกคำชมช่วยเติมเต็มกำลังใจให้เธอ แม้จะเหนื่อยแต่ก็รู้สึกว่าความพยายามทั้งหมดนั้นมีค่ามาก
พอถึงเวลาปิดร้านในยามค่ำ หลี่หนิงเซียนค่อยๆเก็บโต๊ะ เก้าอี้ และทำความสะอาดไปพร้อมกับคนอื่น เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เธอก็กลับไปนั่งสรุปยอดขายด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ในวันนี้ขายได้เกินเป้าที่ตั้งไว้มาก
แสดงให้เห็นว่าผู้คนเริ่มรู้จักร้านของเธอมากขึ้นเรื่อยๆ ความตั้งใจในการสร้างร้านที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนบ้านเริ่มส่งผล ผู้คนต่างพากันพูดถึงร้านนี้เสียงชมที่เธอได้รับทำให้เธอมั่นใจว่า สิ่งที่เธอทำไม่ใช่แค่ขายติ่มซำ แต่ยังเป็นการมอบความสุขเล็กๆให้กับลูกค้าทุกคนที่เข้ามา
ก่อนจะกลับบ้าน หลี่หนิงเซียนยืนมองร้านของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ ความสุข และความอิ่มเอมในใจทำให้เธอคิดถึงการขยายบริการ เธอยังอยากให้ผู้ที่ไม่สะดวกมาที่ร้านได้ลิ้มรสติ่มซำที่เธอตั้งใจทำเช่นกัน จึงวางแผนแนะนำบริการส่งอาหารถึงบ้าน ให้ลูกค้าสามารถสั่งติ่มซำและซาลาเปาของเธอไปทานได้ถึงที่
เธอตัดสินใจจะเริ่มแนะนำบริการส่งถึงบ้านในวันรุ่งขึ้น เพียงแค่คิดถึงภาพลูกค้าที่จะได้รับประทานติ่มซำฝีมือของเธอ ในบ้านของพวกเขาเองก็ทำให้หนิงเซียนรู้สึกตื่นเต้นไม่แพ้กัน เธอหวังว่าร้านนี้จะยังคงมอบความสุขได้ในทุกที่ ทุกเวลา และสำหรับทุกคนที่ชื่นชอบรสชาติ และความใส่ใจที่เธอใส่ลงไปในอาหาร
เช้านี้บรรยากาศในร้านติ่มซำของหลี่หนิงเซียนยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของอาหารที่เธอเตรียมพร้อมไว้สำหรับลูกค้าวันใหม่ ระหว่างที่เธอกำลังจัดเรียงซาลาเปาสีสวยลงในเข่งไม้ไผ่ มู่โจวก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าระรื่น ท่าทีของเขาดูจะมีอะไรดีๆมาบอก
“หนิงเซียน!” มู่โจวพูดพร้อมยิ้มกว้าง “ตู้ข่ายฝากข่าวดีมาบอก เขาบอกว่าแนวคิดของเธอในการแนะนำเมนูพิเศษที่ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลให้กับลูกค้าไปได้สวยมาก ลูกค้าของตู้ข่ายพูดถึงไม่ขาดปาก ว่าชอบความแปลกใหม่ที่คิดอาหารที่หลากหลายไม่ซ้ำกันเลย”
หลี่หนิงเซียนยิ้มด้วยความยินดี ขอบคุณมู่โจวที่นำข่าวมาบอก เธอภูมิใจที่แนวคิดนี้ได้ผล เพราะนอกจากจะทำให้ลูกค้าสนุกกับการลองเมนูใหม่ๆแล้ว ยังช่วยวัตถุดิบระบายออกได้ดี
ยิ่งเปิดร้านไป วันเวลายิ่งพาให้มีลูกค้าเข้ามาไม่ขาดสาย ชื่อเสียงของร้านแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และยิ่งมีคนร่ำรวยจากในเมืองมาลิ้มลองอาหารและขอจองห้องส่วนตัวเพื่อทานอาหารในบรรยากาศเงียบสงบของร้านติ่มซำที่อบอุ่นและมีเสน่ห์เฉพาะตัว
หลี่หนิงเซียนตื่นเต้นและภูมิใจที่ร้านของเธอได้รับการตอบรับอย่างดี บางครั้งเหล่าพ่อค้าฐานะดีหรือแขกผู้มีอิทธิพลในเมืองก็มานั่งพักในห้องส่วนตัว นั่งจิบชาหอมๆของเถียนอิง และค่อยๆลิ้มรสติ่มซำอุ่นๆจากเข่งไม้ไผ่ด้วยความพึงพอใจ
ในทุกๆวัน จำนวนลูกค้าที่แวะมาที่ร้านยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลี่หนิงเซียนรู้สึกขอบคุณคนงานของเธอที่ช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่ ไม่ว่าร้านจะยุ่งแค่ไหนพวกเขาก็ยังคงดูแลลูกค้าด้วยรอยยิ้ม เธออดยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อนึกถึงความก้าวหน้าและความอบอุ่นในทุกครั้งที่ลูกค้าชมอาหารของเธอ
หลี่หนิงเซียนมองไปรอบๆร้านด้วยความปลื้มใจ วันนี้ลูกค้าเต็มร้าน รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผู้คนทำให้บรรยากาศในร้านของเธอเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
มู่โจวเดินไปเดินมารับสินค้าที่ส่งเข้ามาใหม่ เถียนอิงกำลังชงชาส่งให้ลูกค้าทุกคนอย่างพิถีพิถัน เถียนจิงเองก็คอยจัดซาลาเปาและติ่มซำอย่างคล่องแคล่ว ส่วนเต๋อจินและเต๋อเจินก็ช่วยดูแลลูกค้าอย่างเป็นกันเอง หนิงเซียนรู้สึกซาบซึ้งในความช่วยเหลือของพวกเขามาก
ในขณะที่เธอกำลังคิดถึงแผนพัฒนาร้านต่อไป เสียงกระดิ่งที่หน้าประตูร้านก็ดังขึ้น เมื่อหันไป เธอเห็นชายหญิงสองคนในชุดหรูเดินเข้ามาด้วยท่าทางสำรวม พวกเขาเป็นลูกค้าฐานะดีที่ตั้งใจมาจองห้องส่วนตัว หลังจากได้ยินชื่อเสียงของร้านจากเพื่อนฝูง
“สวัสดีค่ะ” หลี่หนิงเซียนกล่าวต้อนรับด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน “เชิญทางนี้เลยนะคะ ฉันจะพาไปยังห้องส่วนตัว”
ห้องส่วนตัวนี้หนิงเซียนได้ปรับแต่งให้ดูเรียบง่ายแต่หรูหรา มีโคมไฟกระดาษแขวนอยู่กลางห้อง แสงไฟอ่อนๆจากโคมให้ความรู้สึกอบอุ่น สงบ และเป็นส่วนตัว
หลี่หนิงเซียนเลือกผ้าปูโต๊ะลายดอกไม้แบบโบราณ และวางชุดน้ำชาพร้อมเข่งติ่มซำที่เธอคัดสรรมาเป็นพิเศษ เถียนอิงได้เตรียมชาดอกเบญจมาศที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ซึ่งเข้ากันได้ดีกับอาหารบนโต๊ะ
“ไม่เคยเจอร้านแบบนี้ที่ไหนเลยค่ะ ดูมีเอกลักษณ์มาก รู้สึกเหมือนกลับไปในยุคเก่าจริงๆ” หญิงสาวกล่าวชื่นชม
หลี่หนิงเซียนยิ้มพร้อมกับแนะนำเมนูพิเศษที่ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลซึ่งเธอเปลี่ยนทุกเดือน “เรามีติ่มซำหลากหลายเมนูค่ะ นอกจากนี้ยังมีซาลาเปาที่ออกแบบรสชาติและสีสันตามไส้ค่ะ อย่างเช่นสีชมพูที่ทำจากถั่วแดง สีเขียวจากชาเขียว สีน้ำตาลจากเห็ดหอม และไส้ลาวาไข่เค็มที่ทำเองค่ะ”
ชายหญิงคู่นั้นพยักหน้าอย่างสนใจ และสั่งชุดอาหารที่หนิงเซียนแนะนำ พร้อมกล่าวว่าพวกเขาจะกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับเพื่อนๆคนอื่นด้วย
หลังจากแขกคนสำคัญกลับไป หนิงเซียนนั่งลงพร้อมกับรวบรวมรายรับของวันนี้ เห็นยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากวันก่อนๆ และเสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้า ความสุขอบอวลในใจเธอเหมือนแสงอ่อนๆจากโคมไฟที่อบอุ่น เธอรู้ดีว่าเส้นทางนี้ยังมีความท้าทายรออยู่ แต่การได้เห็นร้านเล็กๆของเธอได้รับการยอมรับ ทำให้หนิงเซียนมั่นใจว่าร้านแห่งนี้จะเป็นที่พักใจให้กับผู้คนได้อย่างยั่งยืน
เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง ยิ้มพร้อมกับวางแผนถึงการขยายบริการส่งอาหารถึงบ้านที่เปิดตัว นี่ทำให้ลูกค้าสามารถลิ้มรสติ่มซำของเธอได้ถึงที่บ้าน หนิงเซียนยิ้มให้กับอนาคตที่รออยู่เบื้องหน้า ร้านแห่งนี้กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน เป็นที่พักใจที่ทุกคนมาได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นที่ร้านหรือที่บ้านของพวกเขาเอง
บทที่ 114: เธอไม่มีทางจะยอมเสียคนรักให้ใครทั้งนั้น
บ่ายวันนี้อากาศปลอดโปร่ง มีแสงแดดส่องผ่านหน้าต่างของร้านติ่มซำ บรรยากาศในร้านของหลี่หนิงเซียนอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของซาลาเปาร้อนๆ และชาดอกเบญจมาศที่เพิ่งชงเสร็จ ท่ามกลางลูกค้าที่มาเยี่ยมเยียนอยู่เป็นประจำ มีหญิงสาวคนหนึ่งนามว่า ฉางเฟิ่ง ผู้ซึ่งเริ่มกลายมาเป็นลูกค้าขาประจำของร้าน
ฉางเฟิ่งเป็นหญิงสาวสวยในชุดผ้าไหมสีเรียบๆแต่ดูหรูหรา ท่าทางภายนอกดูสุภาพและเป็นมิตร ชอบยิ้มให้หลี่หนิงเซียนเวลาพบกัน และมักจะเอ่ยชมอาหารในร้านทุกครั้งที่ได้ลิ้มรสติ่มซำ แต่ด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง หลี่หนิงเซียนสัมผัสได้ว่าฉางเฟิ่งมีอะไรบางอย่างที่ซ่อนเร้น
ขณะที่ร้านเงียบเพราะลูกค้าเริ่มทยอยกลับไปแล้ว ฉางเฟิ่งก็เดินเข้ามาอีกครั้ง หนิงเซียนต้อนรับด้วยรอยยิ้มตามปกติ
“คุณหลี่ ฉันติดใจติ่มซำร้านของคุณมากเลยค่ะ ไม่เคยทานที่ไหนอร่อยเท่านี้มาก่อน” ฉางเฟิ่งชมพร้อมรอยยิ้ม แต่น้ำเสียงของเธอกลับฟังแปลกอยู่บ้าง ทำให้หลี่หนิงเซียนรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก
“ขอบคุณมากนะคะ ดีใจที่คุณชอบ” หลี่หนิงเซียนตอบอย่างสุภาพ
“ฉันได้ยินมาว่าคุณน่ะดูแลร้านนี้คนเดียว แล้วยังคิดสูตรอาหารพิเศษได้ไม่ขาดสาย อดทึ่งไม่ได้จริงๆ” ฉางเฟิ่งพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ในสายตาของเธอกลับมีประกายแปลกๆ ที่ทำให้หนิงเซียนรู้สึกว่าคำชมนี้มีนัยซ่อนอยู่
“ก็ได้คนในร้านที่ช่วยกันนะคะ จริงๆแล้วฉันไม่ได้เก่งไปกว่าคนอื่นเลย” หลี่หนิงเซียนตอบพร้อมรอยยิ้มเจื่อนๆ
ฉางเฟิ่งหัวเราะเบาๆ และหยิบซาลาเปาขึ้นมากัดคำเล็กๆ พลางมองสำรวจร้านอย่างพิจารณา
“ฉันว่าถ้าคุณได้คนช่วยดูแล ร้านนี้น่าจะกลายเป็นร้านใหญ่ที่สุดในเมืองนี้ได้เลยนะ” คำพูดของฉางเฟิ่งทำให้หลี่หนิงเซียนชะงัก เพราะถึงจะฟังดูเหมือนเป็นคำแนะนำ แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนฉางเฟิ่งกำลังพยายามชักจูงอะไรบางอย่าง
“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะคะ แต่ฉันยังอยากให้ร้านนี้เล็กๆแบบนี้ไปก่อน” หลี่หนิงเซียนตอบด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ แต่ในใจกลับเริ่มระแวง ฉางเฟิ่งพยักหน้าเบาๆ พร้อมมองไปที่หน้าต่างร้าน
“ฉันพูดเผื่อไว้เท่านั้นเอง เห็นคุณทำงานคนเดียวมาตลอด คนในครอบครัวคงภูมิใจ” เธอกล่าวราวกับทิ้งปริศนาไว้ในอากาศ หลี่หนิงเซียนมองอีกฝ่ายที่ยังคงยิ้มเล็กๆอยู่ แม้จะเป็นรอยยิ้มที่สุภาพ แต่ในแววตาของฉางเฟิ่งกลับมีบางอย่างที่เยือกเย็น และทำให้หลี่หนิงเซียนรู้สึกถึงภัยที่มองไม่เห็น
ทุกครั้งที่ฉางเฟิ่งมาที่ร้าน หลี่หนิงเซียนจะต้องคอยระวังตัวเสมอ แม้เธอจะปฏิบัติต่อฉางเฟิ่งด้วยมิตรไมตรี แต่ในใจก็เต็มไปด้วยคำถาม ฉางเฟิ่งพูดคลุมเครือเกี่ยวกับร้าน เธอชอบถามถึงเรื่องส่วนตัวของหลี่หนิงเซียน แบบที่ไม่มีลูกค้าคนไหนเคยพูดมาก่อน บางทีฉางเฟิ่งก็ถามถึงครอบครัวของเธอราวกับพยายามเก็บข้อมูลอะไรบางอย่าง
หนิงเซียนเริ่มระแวดระวังตัวมากขึ้น เธอไม่แน่ใจว่าเบื้องหลังคำพูดและรอยยิ้มที่ฉางเฟิ่งแสดงให้เห็นนั้น หมายถึงอะไร อาจจะเป็นมิตรที่กำลังหวังดี แต่ลึกๆในใจของเธอ หนิงเซียนสัมผัสได้ว่า ฉางเฟิ่งไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นเพียงลูกค้าประจำเท่านั้น…
ฉางเฟิ่งเดินออกจากร้านติ่มซำ หลังเสร็จภารกิจสืบเรื่องในครอบครัวของหลี่หนิงเซียน หญิงสาวคนหนึ่งที่เป็นลูกคนรวยในเมืองไป๋ซาน จ้างให้สืบเสาะเรื่องราวของหลี่หนิงเซียน ฉางเฟิ่งเดินไปหาผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ดูนั่งรอเธออยู่ในร้านน้ำเต้าหู้ที่ไกลจากร้านติ่มซำพอสมควร
“ได้เรื่องอะไรไหม?” หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่แฝงไปด้วยความสนใจ
“ค่ะ” ฉางเฟิ่งตอบพลางพยายามสบตาผู้หญิงตรงหน้า รู้สึกถึงแววตาที่จับจ้องมาก่อนจะพูดต่อ “เธอเป็นคนที่น่าชื่นชม…ทั้งเก่งและใจดี ที่ร้านนี้ไม่ว่าเธอจะยุ่งมากแค่ไหนก็ตาม หลี่หนิงเซียนก็มักจะดูแลลูกค้าอย่างดีเสมอ”
“แล้วสามีของเธอล่ะ?” หญิงสาวถามออกไปตามความสงสัยที่คอยรบกวนเธออยู่ เฉิงเฟิ่งนั้นเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า
“ไม่มีใครเคยเห็นสามีของหลี่หนิงเซียนเลย บางทีฉันว่า…อาจไม่มีตัวตนจริงๆ หลี่หนิงเซียนไม่เคยบอกอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฉันเองก็ไม่กล้าถามเธอตรงๆ”
ฉางเฟิ่งเริ่มตระหนักถึงความซับซ้อนและปริศนาที่รายล้อมอยู่รอบตัวหลี่หนิงเซียน และยิ่งใกล้เคียงกับข่าวลือที่ได้รับมา เธอเริ่มสงสัยว่าการที่หญิงสาวตรงหน้าเธอ จ้างให้สืบเสาะเรื่องราวของหลี่หนิงเซียนนั้น จะเป็นเพียงเพราะเรื่องธุรกิจจริงๆ หรือเบื้องหลังอาจมีบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น
“เธอสืบดูต่อไป” หญิงสาวดันซองเงินบางๆให้เฉิงเฟิ่งที่รับไว้ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง จากนั้นหญิงสาวลุกขึ้นยืน เตรียมตัวจากไปพร้อมทิ้งคำพูดไว้ในอากาศ “ฉันอยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับหลี่หนิงเซียน”
คำอ้างที่เธอบอกเฉิงเฟิ่งไปนั้นดูเป็นเรื่องธุรกิจธรรมดา แต่ลึกๆในใจมีความจริงซ่อนอยู่… ภาพของหลี่หนิงเซียนที่อยู่ในกระเป๋าของชายที่เธอจะแต่งงานด้วยคือสาเหตุที่ทำให้เธอร้อนรน
เมื่อเธอค้นพบรูปถ่ายนี้ ความสงสัยและความหึงหวงเริ่มกัดกร่อนหัวใจ จนไม่อาจต้านทาน เธอรักเขาและเฝ้าฝันถึงวันที่จะได้สร้างอนาคตไปด้วยกัน แต่ความรู้สึกเหล่านั้นก็ต้องถูกสั่นคลอน เมื่อพบรูปของผู้หญิงแปลกหน้าที่เขาพกติดตัวไว้ตลอดเวลา
หญิงสาวเคยคิดว่าถ้าหากหลี่หนิงเซียนเป็นเพียงคนรักเก่าของเขา เธอก็พร้อมที่จะไม่ถือโทษ แต่ถ้าผู้หญิงคนนั้นคือภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขา เธอก็จะไม่ยอมเด็ดขาด ไม่ว่าจะต้องทำอย่างไร เธอจะบังคับให้พวกเขาหย่าขาดจากกัน เธอไม่มีทางจะยอมเสียคนรักให้ใครทั้งนั้น
ค่ำคืนที่แสงจันทร์อ่อนโยนราวผ้าคลุมสีเงินทอดตัวผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนของหลี่หนิงเซียน เธอนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้เก่าแก่ มีเพียงแสงตะเกียงที่ทำให้เห็นแสงเงารางๆอยู่ในห้อง
หญิงสาวหยิบดินสอและกระดาษ เริ่มเขียนข้อความลงบนกระดาษสีขาวอย่างตั้งใจ เธอรู้ดีว่าหากจะโทรหาเขาที่กองทัพ จะต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อน และเธอเองก็ไม่อยากรบกวนเขาในเวลานี้นัก การเขียนจดหมายจึงเป็นทางเลือกเดียวที่ทำให้เธอรู้สึกใกล้ชิดเขาได้ในยามค่ำอันเงียบสงบเช่นนี้
เธอเริ่มต้นเล่าข่าวดีจากร้านติ่มซำของเธอที่กำลังขายดี ลูกค้าเริ่มหลั่งไหลเข้ามามากขึ้นทุกวัน รสชาติอาหารและบรรยากาศอันอบอุ่นทำให้ลูกค้าประจำเริ่มกลับมาอีกครั้ง หลี่หนิงเซียนเขียนด้วยรอยยิ้มภูมิใจ เพราะเธอรู้ว่ากงชุนเคยเป็นกำลังใจสำคัญที่ช่วยให้เธอก้าวผ่านความยากลำบากมาได้จนถึงวันนี้
[…ร้านของฉันกำลังไปได้สวย ฉันเริ่มมีลูกค้ามากขึ้นทุกวัน พวกเขาชอบรสชาติของอาหารที่ฉันทำ ฉันได้เรียนรู้และพัฒนาให้ดีขึ้นในทุกๆวัน ฉันจำได้ที่คุณเคยบอกว่า ‘เมื่อคิดจะหาเงินด้วยตัวเองก็ต้องทำให้ดี อย่าทำแค่ตอนฮึกเหิม ต้องมีความมุ่งมั่น และทำให้ประสบความสำเร็จ’ คำพูดของคุณยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันเสมอ ขอบคุณนะคะ…]
ในจดหมาย เธอยังเล่าถึงแม่ของเขาที่เธอไปทานข้าวเย็นด้วยทุกวัน แม่เขายังคงแข็งแรงเหมือนเดิม สบายดี ยังคงช่วยเหลือและให้กำลังใจเธอเสมอ เวลาที่ทานข้าวหลี่หนิงเซียนมักจะได้ฟังเรื่องราวของกงชุนในวัยเยาว์อยู่บ่อยๆ สร้างรอยยิ้มเล็กๆให้กับเธอทุกครั้ง
และแม่ของเขายังคอยถามถึงเสมอ และเฝ้ารอวันที่เขาจะกลับมา ฉันบอกท่านว่าให้สบายใจได้ เพราะกงชุนเองก็เป็นคนที่เข้มแข็งไม่แพ้ใคร… หลี่หนิงเซียนยิ้มบางๆ ขณะเขียนถึงกงหยาง น้องชายคนเล็กที่กงชุนเป็นห่วงอยู่เสมอ เธอเขียนบอกเขาว่า กงหยางตั้งใจเรียนและดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เหมือนกับเขาที่เธอเคยรู้จักไม่มีผิด
หลี่หนิงเซียนเขียนจนเสร็จ วางดินสอลงอย่างเบามือแล้วจ้องมองจดหมายที่เธอเขียนด้วยความรู้สึกหลากหลาย เธอรู้ว่าการเขียนจดหมายเช่นนี้อาจจะไม่ทันใจเท่าการโทรหาเขา แต่ทุกคำที่เขียนลงไปล้วนสะท้อนความคิดถึงและห่วงใยที่เธอมีต่อเขาเสมอ
หลังจากปิดผนึกจดหมายเรียบร้อย เธอวางมันลงในกล่องบนโต๊ะ หวังว่าอีกไม่นานจดหมายนี้จะส่งถึงมือเขา และหวังว่าเขาจะได้รับรู้ถึงความสุขที่เธอแบ่งปันและความห่วงใยที่ไม่มีวันจางหาย
บทที่ 115: ข่าวด่วน
หนึ่งปีต่อมา แสงอาทิตย์อ่อนๆสาดส่องผ่านม่านบางๆเข้ามาในห้อง ทำให้ห้องทั้งห้องสว่างไสวด้วยแสงสีทองอ่อน กลิ่นหอมของดอกมะลิลอยมาพร้อมกับลมเบาที่พัดเข้ามาจากหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ เสียงนกกระจิบร้องเพลงอยู่ไกลๆ ขณะที่เสียงนาฬิกาปลุกเริ่มดังเบาๆเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นวันใหม่
บนเตียงที่เต็มไปด้วยหมอนนุ่มและผ้าห่มหนา หลี่หนิงเซียนค่อยๆลืมตาตื่นจากความฝัน รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นเมื่อเขา นึกถึงจดหมายที่ได้รับจากคนไปทำงานมาตลอดช่วงที่ผ่านมาก็ยิ่งสุขใจ
บรรยากาศในบ้านเงียบสงบ เสียงกรอบแกรบของพื้นไม้เก่า เมื่อเธอก้าวลงจากเตียงให้ความรู้สึกคุ้นเคย แต่ในความเงียบนี้กลับมีบางสิ่งที่ต่างออกไป เป็นความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้ เต็มไปด้วยความหวัง และความกลัวในเวลาเดียวกัน
ตอนนี้ร้านของเธอกำลังราบรื่นจนเธอกลัวว่าจะมีอะไรตามมา ทุกครั้งที่ทะเลไร้คลื่น มักเป็นสัญญาณของพายุลูกใหญ่ สุดท้ายเธอก็ทำได้แค่เตรียมรับมือกับสิ่งยังมาไม่ถึง
“หนิงเอ๋อร์” หลี่จ้านตรงเข้ามาเรียกหลานสาวตน
“คุณปู่มีหรือเปล่าคะ”
“มู่โจวฝากบอกว่าตู้ข่ายให้ส่งข่าวด่วนมาให้เข้าไปที่ร้านไว” หลี่หนิงเซียนรีบลุกขึ้นจากเตียงทันทีที่ได้ยินคำบอกเล่าของคุณปู่ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเธอเป็นประกายด้วยความสงสัยและความกังวล เธอรู้ดีว่าเมื่อตู้ข่ายส่งข่าวด่วนมาถึง มันต้องไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย
“เดี๋ยวหนูอาบน้ำแล้วจะรีบออกไปคะ” เธอเร่งรีบก้าวเท้าไปยังห้องน้ำ ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นเพื่อปลุกความสดชื่นให้กับตนเอง ขณะที่น้ำไหลผ่านแก้ม หนิงเซียนเผลอคิดถึงความทรงจำในอดีต
วันที่ทุกอย่างดูเรียบง่ายกว่านี้ แต่ชีวิตของเธอกลับมีเรื่องราวที่ซับซ้อนเข้ามาไม่หยุด หลังจากอาบน้ำเสร็จ เธอเลือกชุดกระโปรงสีเทา แต่ก็คล่องตัวพอสำหรับการเดินทางเร่งด่วน
เมื่อแต่งตัวเสร็จ เธอเดินออกมาพบกับคุณปู่ที่นั่งรออยู่ตรงม้านั่งไม้ข้างหน้าต่าง เสียงสายลมที่พัดผ่านต้นไม้ทำให้บรรยากาศเย็นสบาย แต่ในใจของหนิงเซียนกลับร้อนรุ่มด้วยความอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“หนิงเอ๋อร์ ไปเถอะนะ มู่โจวคงรออยู่แล้ว” คุณปู่กล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น แต่แฝงความกังวลไว้ไม่มิด
หลี่หนิงเซียนพยักหน้า ขอบคุณคุณปู่เบาๆ ก่อนรีบสาวเท้าออกจากบ้าน คว้าจักรยานคู่ใจมาปั่นอย่างรวดเร็ว เสียงล้อกระทบกับพื้นดินทำให้ฝุ่นเบาๆลอยขึ้น
เมื่อหลี่หนิงเซียนมาถึงร้านที่ตั้งอยู่กลางตลาด เธอไม่รีรอที่จะตรงเข้าไปยังห้องชั้นสองที่มู่โจวกำลังรออยู่ กลิ่นหอมของชา และกลิ่นดอกไม้สดอบอวลไปทั่วห้อง บรรยากาศภายในร้านเงียบสงบ
มู่โจวนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ขัดเรียบ ภายใต้แสงแดดที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาเป็นเส้นๆ สะท้อนให้เห็นใบหน้าที่เคร่งขรึมของเขา เมื่อเห็นหลี่หนิงเซียนเข้ามา เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วส่งยิ้มบางๆ เพื่อเป็นสัญญาณให้เธอรู้ว่าเขารออยู่
“หนิงเซียนมาแล้วสินะ นั่งพักก่อนเถอะ” มู่โจวกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ที่ยังคงแฝงความเป็นห่วง เขาขยับตัวเล็กน้อยก่อนหยิบกาน้ำชาที่ทำจากเซรามิกอย่างประณีต รินชาสีอำพันลงในถ้วยเล็กและส่งให้เธอ
หลี่หนิงเซียนรับถ้วยชาด้วยมือที่ยังคงสั่นเล็กน้อยจากการเร่งรีบเดินทาง หายใจลึกเพื่อปลอบประโลมตัวเอง กลิ่นหอมของชาทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย ขณะที่จ้องตาไปยังมู่โจว รอคอยคำอธิบายที่เขาจะพูดออกมา มู่โจวถอนหายใจเบาๆก่อนพูด
“ฉันรู้ว่าคงทำให้เธอแปลกใจที่บอกให้รีบมาแบบนี้ แต่ตู้ข่ายเพิ่งส่งข่าวเรื่องหลี่หลงเฟยที่เธอฝากให้สืบมา…” น้ำเสียงของเขาเคร่งขรึม ดวงตาคมกริบจับจ้องไปที่หลี่หนิงเซียนอย่างไม่ละสายตา ราวกับต้องการให้เธอซึมซับทุกคำพูดที่กำลังจะเอ่ย
หลี่หนิงเซียนสูดหายใจลึก เธอจับถ้วยชาในมือแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ใจเต้นรัวจนสัมผัสได้ถึงความร้อนที่แล่นผ่านใบหน้า ความเงียบที่ปกคลุมอยู่ชั่วครู่กลับหนักแน่นและเต็มไปด้วยความหมายจนเธอรู้สึกอึดอัด
“มีเรื่องอะไรเหรอ เกิดอะไรขึ้นกับพี่หลงเฟยกันแน่”
“จากข้อมูลที่เธอเคยบอกว่าพี่ชายเธอเดินทางไปทำงานที่เมืองไป๋ชาน” เขาเริ่มพูดอย่างใจเย็น “ตู้ข่ายก็ให้ลูกน้องช่วยหาข่าวต่อไป จนได้พบกับคนที่เธอเคยวานให้ช่วยหาเบาะแส รู้มาว่าหลี่หลงเฟยตอนนี้ใช้ชื่อใหม่ว่าจ้าวเฉิน”
“แค่เปลี่ยนชื่อไม่น่าใช่เรื่องใหญ่ มีอะไรมากกว่านั้นใช่ไหม” หลี่หนิงเซียนกลั้นลมหายใจ ดวงตาสั่นไหว
เขาพยักหน้า ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “หลี่หลงเฟยไปทำงานให้พ่อค้ารายหนึ่ง เริ่มจากการเป็นเด็กส่งของ พ่อค้าคนนั้นมีลูกสาว แล้วดูเหมือนว่าพี่ชายเธอจะมีใจให้ลูกสาวพ่อค้าจนพวกเขาตกหลุมรักกัน”
หลี่หนิงเซียนรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาในทันที ข้อมูลที่ได้รับเริ่มขัดแย้งกับความคาดหวัง
“พ่อค้าคนนั้น… พ่อค้าคนนั้นไม่ยอมรับในตัวพี่ฉัน จะกำจัดเขาทิ้งหรือไง” ความคิดของเธอพุ่งตรงไปยังอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับหลี่หลงเฟย
มู่โจวส่ายศีรษะช้าๆ “ไม่ใช่อย่างที่คิด พ่อค้าคนนั้นชอบหลี่หลงเฟยไม่น้อย เพราะเขาดูแลลูกสาวเป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขากำลังจะแต่งงานกันเร็วๆนี้”
หลี่หนิงเซียนขมวดคิ้ว รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เธอถามขึ้น “ถ้าอย่างนั้นมีปัญหาอะไรคะ ทำไมถึงต้องเป็นเรื่องด่วนขนาดนี้”
ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “พ่อค้าคนนั้นคือหมินคง คนเดียวกับที่เป็นพ่อค้าฝิ่นรายใหญ่ที่สุดในเขต หากพี่ชายเธอแต่งงานกับลูกสาวหมินคง ในอนาคตพวกเขาจะกลายเป็นครอบครัวเดียวกัน ผลเสียที่อาจเกิดขึ้นกับหลี่หลงเฟย รวมถึงตัวเธอและครอบครัวจะตามมาอีกมากมาย”
หลี่หนิงเซียนรู้สึกเหมือนถูกเหวี่ยงลงสู่ห้วงแห่งความกังวล เธอรู้จักอิทธิพลและชื่อเสียงอันไม่พึงประสงค์ของหมินคงดี “พี่หลงเฟยคงไม่รู้สินะคะว่าเขาเป็นพ่อค้าฝิ่น…”
“ใช่ เขาคงไม่รู้” ชายหนุ่มตอบอย่างจริงจัง “ฉันไม่อยากให้พี่ชายเธอตกอยู่ในวงจรอันตรายนี้ ทั้งยังต้องการปกป้องชื่อเสียงของตระกูลหลี่ด้วย”
หลี่หนิงเซียนถอนหายใจอย่างหนัก ใบหน้าของเธอฉายแววกังวล “เราจะทำยังไงดี ถ้าพี่หลงเฟยแต่งงานไปโดยไม่รู้ตัว ไม่เพียงแต่เขาจะเสี่ยงอันตรายจากเครือข่ายของหมินคงแล้ว ครอบครัวเราก็อาจถูกมองในทางไม่ดีไปด้วย”
เขาจับสายตาของเธอแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “สิ่งที่เราควรทำตอนนี้คือหาทางบอกความจริงให้หลี่หลงเฟยรู้ หรืออย่างน้อยให้เขาทราบถึงอันตรายของหมินคง จากนั้นก็ให้เขาตัดสินใจเองว่าจะเลือกเส้นทางไหน”
หลี่หนิงเซียนเงียบไปครู่หนึ่ง ขณะครุ่นคิด เธอตัดสินใจแน่วแน่ในใจ “ฉันจะไปพบพี่หลงเฟยเอง จะบอกเขาทุกอย่างให้หมด และหวังว่าเขาจะเข้าใจ”
บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่ก็แฝงด้วยความมุ่งมั่นที่ชัดเจน ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เขาเอื้อมมือแตะที่ไหล่ของเธอเบาๆอย่างให้กำลังใจ
“ฉันจะไปกับเธอเอง เราจะทำให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้ใครต้องตกอยู่ในอันตราย”
“พี่อยู่นี่เถอะ ยังไงก็ต้องมีคนดูการรับเข้าสินค้าและส่งออกของร้าน”
“งั้นก็ไปกับขบวนส่งวัตถุดิบของตู้ข่าย”
“ได้” หลังจากที่ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว หลี่หนิงเซียนก็รีบเตรียมตัวออกเดินทางโดยทันที เธอรู้ดีว่าการจะเดินทางไปนั้นอาจต้องใช้เวลาหลายวัน และจำเป็นต้องจัดการธุระหลายอย่างให้เรียบร้อยก่อน โดยเฉพาะร้านค้าของเธอที่ต้องดูแล
เธอรีบเดินไปหาเถียนอิง หนิงเซียนวางมือเบาๆที่บ่าเถียนอิงและพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พี่เถียนอิง ฉันจะต้องเดินทางไปธุระสำคัญต่างเมืองสักอาทิตย์ รบกวนพี่ช่วยดูแลร้านให้ระหว่างที่ไม่อยู่นะ”
เถียนอิงดูตกใจเล็กน้อย แต่พอมองสามีก็รับคำทันที “ได้เลย หนิงเซียนไม่ต้องห่วง พี่จะดูแลร้านให้ดีไม่ให้เกิดปัญหา ยังมีเถียนจิน เต๋อจิน และเต๋อเจินอีก”
หลี่หนิงเซียนยิ้มอย่างโล่งใจ “ขอบคุณมาก หากมีปัญหาอะไรให้ส่งข่าวไปที่บ้านฉันได้ทันที” พูดจบเธอจึงรีบไปเก็บของสำคัญใส่ในกระเป๋า พร้อมทั้งเตรียมข้าวของที่จำเป็นเพื่อการเดินทางที่กำลังจะมาถึง
บทที่ 116: พี่นี่แหละที่เสี่ยงที่สุด
เมื่อจัดการเตรียมพร้อมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย หลี่หนิงเซียนรีบกลับไปหาคุณปู่ที่บ้านเพื่อบอกลาและแจ้งเหตุผลที่เธอต้องเดินทางกะทันหัน คุณปู่ของเธอนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้เก่าในห้องรับแขก ท่าทางสุขุมแต่แฝงด้วยความห่วงใย เขามองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนเมื่อเห็นเธอก้าวเข้ามาหา
“หนิงเอ๋อร์ หลานมีเรื่องอะไรหรือถึงได้รีบเร่งแบบนี้” คุณปู่ถาม น้ำเสียงอบอุ่นแฝงความเป็นห่วง
หลี่หนิงเซียนสูดหายใจลึก ตั้งสติแล้วอธิบายด้วยท่าทีมั่นคง “ปู่คะ หนูต้องไปเจรจาเรื่องการค้าต่างเมืองสักอาทิตย์ เรื่องนี้อาจสำคัญต่ออนาคตของร้านเรา ต้องไปเองถึงจะมั่นใจได้”
คุณปู่มองหลานสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาเอื้อมมือมาวางบนหลังมือของเธออย่างแผ่วเบา “ถ้าเป็นเรื่องสำคัญ ปู่ก็คงไม่รั้งหลานไว้ ไปเถิด แต่ขอให้ดูแลตัวเองให้ดี”
“ขอบคุณค่ะคุณปู่” หลี่หนิงเซียนยิ้มบางๆ ขณะมองแววตาของคุณปู่ที่แฝงความห่วงใยลึกซึ้ง เธอรู้ดีว่าคุณปู่ไว้วางใจให้เธอจัดการทุกอย่างตามที่เห็นสมควร
หลังจากนั้นไม่นาน เธอจึงออกจากบ้านพร้อมกับเตรียมตัวสำหรับการเดินทางสู่เมืองไป๋ชาน เป้าหมายของเธอชัดเจน บอกความจริงแก่พี่ชาย ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเชื่อมโยงชีวิตตัวเอง กับหมินคงพ่อค้าฝิ่นที่เต็มไปด้วยอิทธิพลมืด
ดวงตาของหลี่หนิงเซียนฉายแววแน่วแน่ เมื่อมองไปยังถนนที่ทอดยาวสู่จุดหมาย เธอรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้อาจเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่เพื่อปกป้องครอบครัวและพี่ชายคนเดียว เธอพร้อมเผชิญหน้ากับทุกอุปสรรค
ที่ร้านติ่มซำลูกค้าเดินเข้าออกไม่ขาดสาย บรรยากาศในร้านคึกคักไปด้วยกลิ่นหอมของอาหารจานเล็กจานน้อยที่เรียงรายอยู่ในเข่งไม้ไผ่ เสียงพูดคุยของลูกค้าดังสอดประสานไป กับเสียงเถียนอิงที่คอยต้อนรับ และรับรายการอย่างกระตือรือร้น
ฉางเฟิ่งหนึ่งในลูกค้าประจำเดินเข้ามาในร้านด้วยท่าทางคุ้นเคย เขากวาดสายตาหาหลี่หนิงเซียน แต่กลับไม่เห็นเธออยู่ในร้านเหมือนปกติ
“คุณหลี่ไม่อยู่หรือ?” เธอถามด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่แววตาแฝงความสงสัย
เถียนอิงรีบตอบพร้อมรอยยิ้ม
“คุณหลี่ไปธุระที่ต่างเมืองค่ะ น่าจะไปสักอาทิตย์ได้ เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ”ได้ยินเช่นนั้น ฉางเฟิ่งทำหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าแล้วรีบจ่ายเงินค่าอาหาร
จากนั้นเธอก็เดินออกจากร้านโดยไม่ได้สนใจอาหารในจานด้วยซ้ำ เร่งฝีเท้าตรงไปยังจุดนัดพบ กับหญิงสาวที่จ้างเธอให้คอยจับตาดูหลี่หนิงเซียน ไม่นาน ฉางเฟิ่งก็มาถึงสวนสาธารณะเล็กๆนอกเขตตลาด
หญิงสาวที่รอเธออยู่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าประณีต ซึ่งบ่งบอกถึงฐานะในตระกูลผู้มีอิทธิพล เธอเงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นฉางเฟิ่งเดินเข้ามาใกล้ สีหน้าของเธอดูเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
“คุณหลี่ไปต่างเมืองแล้วค่ะ บอกว่าไปธุระสำคัญ” ฉางเฟิ่งรายงานตามที่ได้รับมา หญิงสาวคนนั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย ความกังวลในใจเริ่มก่อตัวขึ้นทันที
“ไปต่างเมือง?” เธอทวนคำอย่างไม่สบายใจ ใจเธอสั่นวูบเมื่อนึกถึงเรื่องราวที่อาจเกิดขึ้น เธอหวั่นใจว่าเหตุผลที่หลี่หนิงเซียนเดินทางไปต่างเมืองครั้งนี้ อาจเกี่ยวข้องกับชายคนรักของเธอ เธอกลัวว่าเขากับหลี่หนิงเซียนจะมีโอกาสได้พบกันโดยที่เธอไม่รู้ หญิงสาวรีบลุกขึ้น สีหน้าเธอแฝงด้วยความตึงเครียดและตัดสินใจ
“ฉันจะรีบกลับไปดักรอที่เมืองไป๋ชาน ถ้ามีข่าวอะไรเพิ่มเติม รีบส่งคนไปบอกทันที เข้าใจไหม?”
ฉางเฟิ่งพยักหน้ารับคำอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมองตามหญิงสาวที่รีบเดินจากไป หญิงสาวขึ้นรถจิ๊ป และบอกให้คนขับรีบพาเธอกลับเมืองทันที ใจเธอกระวนกระวายไม่หยุด ความคิดคาดเดา และความหึงหวงผสมกันจนเกิดเป็นแรงผลักดันให้เธอเตรียมตัวออกตามหาคำตอบให้กับตัวเอง
รถของเธอแล่นไปบนถนนที่คึกคักด้วยผู้คน แต่ในใจของหญิงสาวกลับเต็มไปด้วยความกลัวว่า การเดินทางของหลี่หนิงเซียนในครั้งนี้อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอ กับชายคนรักต้องเปลี่ยนแปลงไป
ณ เมืองไป๋ชาน เมืองท่าที่มีบทบาทสำคัญในด้านการค้าขาย ภายในเมืองกำลังคึกคักไปด้วยผู้คนจากหลากหลายแห่งที่เดินทางมาเพื่อร่วมงานมงคลของตระกูลหมิน ผู้มีอิทธิพลสูงสุดแห่งเมือง ทุกซอกทุกมุมของถนนเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ขาย และนักเดินทางที่มาร่วมงานซึ่งเป็นหัวข้อพูดคุยของทุกคน
ท่ามกลางความวุ่นวายนี้ ซอกตึกมุมอับหนึ่งถูกปกคลุมด้วยเงามืด ที่นั่นมีชายสองคนยืนพูดคุยกันอย่างเงียบเชียบ ดวงตาคมกริบของพวกเขาจับจ้องไปที่ผู้คนพลุกพล่านราวกับสังเกตความเคลื่อนไหวรอบตัวอย่างระมัดระวัง
“ได้หลักฐานมาครบแล้วใช่ไหม” ชายคนแรกเอ่ยเสียงเบาแฝงความจริงจัง
ชายอีกคนพยักหน้า ตอบกลับเสียงแผ่ว
“อือ รอให้ถึงวันงานค่อยให้คนบุก ไม่มีใครคาดคิดว่าเราจะลงมือในวันที่มีงานมงคลของตระกูลหมิน”
ชายคนแรกขมวดคิ้วเล็กน้อย “ระวังตัวด้วยนะ พี่นี่แหละที่เสี่ยงที่สุด ถ้าเกิดอะไรขึ้น ฉันคงช่วยอะไรไม่ได้มาก”
คนที่สองหัวเราะเบาๆอย่างไม่ยี่หระ “ไม่มีอะไรน่าห่วงหรอก ตอนนี้ไม่มีใครสงสัย ทุกคนสนใจแต่เรื่องงานแต่ง”
ชายคนแรกนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อด้วยน้ำเสียงที่เจือความลังเล “เสร็จงานนี้แล้วพี่กับลูกสาวพ่อค้าจะยังไงต่อ? เธอไม่ได้มีส่วนรู้เห็นอะไรในเรื่องนี้เลยนี่”
คำถามนั้นทำให้ชายคนที่สองเงียบไป แววตาที่เคยสงบนิ่งของเขาฉายแววเย็นชา ราวกับกำลังคิดหนัก เขาไม่ตอบคำถาม เพียงแต่หันหน้าออกไปมองทางอื่น ดวงตาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและเงียบงัน
ชายคนแรกมองพี่ชายที่นิ่งเฉยพลางยิ้มขื่นๆ “เย็นชานะพี่ชาย…
“มีอะไรอีกไหม”
ชายคนแรกจ้องมองเขาอยู่อีกครู่หนึ่งก่อนจะถามขึ้นด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง “แล้วว่าที่ภรรยาพี่พักนี้ไปไหน ถึงไม่เห็นออกมาช่วยเตรียมงาน?”
คำถามนี้ทำให้ชายคนนั้นหัวเราะในลำคอ “ไม่รู้เหมือนกัน แต่ไม่อยู่ก็ถือว่าดี จะได้ไม่รบกวนงานที่ต้องทำ”
คำตอบนั้นทำให้ชายคนแรกยิ้มขื่นอีกครั้ง ราวกับรับรู้ถึงด้านเย็นชาของพี่ชายที่เขาไม่อาจเข้าถึงได้ จากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายจากกันท่ามกลางความเงียบในมุมมืดของซอกตึก ปล่อยให้แสงสลัวของยามเย็นทาบทับกับเงาหลังของทั้งคู่
ขณะเดียวกัน เสียงขบวนแห่และเสียงดนตรีที่ดังมาจากงานเตรียมพิธีแต่งงานของตระกูลหมินก็ยิ่งเร่งเร้าให้เมืองไป๋ชานกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและความระแวงในคราเดียวกัน
ที่บ้านตระกูลหมิน บ้านหลังใหญ่ที่ประดับด้วยโคมแดง และผ้ามงคลเตรียมพร้อมสำหรับงานแต่งงานที่ใกล้เข้ามา แสดงถึงฐานะอันยิ่งใหญ่ของตระกูล ภายในบ้าน คนรับใช้ และลูกจ้างต่างเร่งจัดเตรียมสถานที่อย่างขะมักเขม้น เสียงหัวเราะเบาๆ และเสียงพูดคุยดังไปทั่วบริเวณ
ชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวผ่านประตูใหญ่เข้ามา ใบหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง มาดมั่นในชุดที่ดูเรียบง่ายแต่มีราศี เขาคือจ้าวเฉิน หรือที่แท้จริงแล้วก็คือหลี่หลงเฟย พี่ชายของหลี่หนิงเซียน เขาเดินเข้ามายังโถงรับแขกใหญ่ ก่อนที่สายตาเฉียบคมของหมินคงจะสะดุดกับเขา
“ไปไหนมาจ้าวเฉิน” เสียงของหมินคงเข้มและทรงพลัง สายตาของเขาจับจ้องหลี่หลงเฟยด้วยความคาดหวัง และแฝงความห่วงใยในแบบผู้ใหญ่
หลี่หลงเฟยก้มศีรษะลงเล็กน้อยอย่างเคารพก่อนตอบ “ผมไปดูเครื่องประดับเจ้าสาวกับลองชุดครับ”
หมินคงเลิกคิ้วพร้อมถามเสียงเรียบ “ไม่พาเหลียนเอ๋อร์ไปด้วย?”
คำถามนั้นทำให้หลี่หลงเฟยเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เขาตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“สองสามวันนี้ผมไม่เจอเหลียนเหลียนเลยครับ ถามหาเธอกับพี่จิง พี่เขาบอกว่าเหลียนเหลียนเก็บตัวอยู่ในห้อง บอกว่าไม่อยากพบหน้าผมจนกว่าจะถึงวันแต่ง”
หมินคงครุ่นคิดเล็กน้อย ดวงตาแฝงความสงสัย “แปลก… ปกติเหลียนเอ๋อร์ติดนายจนไม่สนใจใคร ทำไมมาหลบหน้าไปเสียได้ ไปทำอะไรให้เหลียนเอ๋อร์ไม่พอใจหรือเปล่า?”
หลี่หลงเฟยยิ้มบางๆ พลางตอบเสียงสุภาพ “ผมจะกล้าทำอะไรครับ”
หมินคงถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบเครา มองหลี่หลงเฟยอย่างครุ่นคิด “ยังไงก็ใกล้วันแต่งแล้ว ขอฝากเหลียนเอ๋อร์ด้วย เธออาจจะเอาแต่ใจไปบ้าง ก็เพราะฉันตามใจมาตั้งแต่เด็ก”
“ครับ ท่านวางใจได้” หลี่หลงเฟยพยักหน้ารับคำ แม้ภายนอกจะดูสงบเยือกเย็น แต่ในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากอธิบาย เขารับรู้ถึงน้ำหนักของคำว่าฝากฝังที่หมินคงพูด
มันหมายถึงความเชื่อมั่น และความคาดหวังอย่างลึกซึ้ง แต่ในขณะเดียวกัน เขาเองก็รู้ดีว่ามีบางสิ่งที่เขาตั้งใจจะทำให้สำเร็จในงานแต่งงานนี้ หมินคงยิ้มอย่างพอใจ พลางพยักหน้าให้หลี่หลงเฟยไปเตรียมตัวต่อ ความเชื่อใจในตัวชายหนุ่มที่เขากำลังจะรับมาเป็นลูกเขยนั้นเต็มเปี่ยม
บทที่ 117: พี่น้องพบหน้า
หลี่หนิงเซียนใช้เวลาเดินทางเกือบสามวันเต็ม เธอร่วมเดินมากับขบวนพ่อค้า ฝ่าทั้งแดด และลมฝนจนในที่สุดก็มาถึงเมืองไป๋ชาน ทันทีที่ก้าวเท้าลงจากเกวียน
เธอก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศคึกคักของเมืองที่เต็มไปด้วยเสียงดนตรี และการเตรียมงานอย่างเอิกเกริก หลากหลายบ้านเรือนประดับด้วยโคมแดงและผ้าสีสด ราวกับยืนยันถึงความยิ่งใหญ่ของตระกูลหมินที่มีอิทธิพลในเมืองนี้
ใจของหลี่หนิงเซียนกระตุกวูบ เมื่อเธอได้ยินผู้คนพูดถึงงานแต่งงานที่ใกล้เข้ามา ระหว่างเดินผ่านร้านค้าก็ได้ยินชาวบ้านพูดถึงบุตรสาวของหมินคง และคู่หมั้นจ้าวเฉิน ซึ่งเธอรู้ดีว่าคือหลี่หลงเฟย พี่ชายที่หายไปของเธอ ความกระวนกระวายในใจเธอเพิ่มขึ้น เมื่อพบว่าเหลือเวลาอีกเพียงแค่สองวันเท่านั้น ก่อนที่งานแต่งจะเริ่มขึ้น
ขณะที่หลี่หนิงเซียนยืนครุ่นคิด ตู้ข่ายที่ร่วมเดินทางมาด้วยก็ก้าวเข้ามาใกล้ เขามองสภาพของเธอที่เต็มไปด้วยฝุ่นละออง จากการเดินทางแล้วถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แล้วนี่จะเอายังไงต่อ? เหลือเวลาอีกแค่สองวันเอง” หลี่หนิงเซียนเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความวิตก และครุ่นคิด เธอรู้ดีว่าการจะเจอพี่ชาย และห้ามงานแต่งงานนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อพี่ชายของเธอเป็นว่าที่เขยของตระกูลหมินที่ทรงอิทธิพล และยังมีชื่อใหม่ว่าจ้าวเฉิน ซึ่งเป็นคนใหม่ที่เธอแทบไม่รู้จัก
“ฉันต้องหาทางเจอพี่หลงเฟยให้ได้ก่อนวันงาน” หลี่หนิงเซียนตอบเสียงหนักแน่น สายตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ฉันเชื่อว่าพี่ชายจะไม่ทรยศต่อตัวเอง และครอบครัว ถ้าเขารู้ความจริงเกี่ยวกับตระกูลหมิน เขาจะต้องยกเลิกงานแต่งครั้งนี้แน่ เราแค่หาทางทำให้เขาเข้าใจเรื่องอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับพ่อค้าฝิ่นก็พอ”
ตู้ข่ายพยักหน้า รู้สึกได้ถึงความมุ่งมั่นในตัวหลี่หนิงเซียน “ถ้าอย่างนั้น เราควรรีบหาที่พักที่อยู่ใกล้กับบ้านตระกูลหมิน ฉันจะส่งคนไปแอบเฝ้าทางเข้าออกบ้านนั้น เผื่อว่าพอจะมีโอกาสให้แอบไปเจอพี่ชายของเธอ”
หลี่หนิงเซียนพยักหน้ารับ ก่อนจะกล่าวขอบคุณตู้ข่ายด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้ง “ฝากด้วยนะ ตู้ข่าย ฉันไม่เคยคิดเลยว่าต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ แต่ไม่มีทางเลือก พี่หลงเฟยคือคนในครอบครัวเพียงไม่กี่คนที่ฉันมี”
หลังจากตกลงกันเรียบร้อย ทั้งสองรีบเดินไปยังโรงแรมเล็ก ๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านตระกูลหมิน หนิงเซียนรู้สึกใจเต้นแรงเมื่อนึกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น เธอรู้ว่าต้องเผชิญหน้ากับพี่ชายในอีกสองวันนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
แต่ใจหนึ่งก็หวาดกลัวว่า บางทีพี่ชายของเธออาจผูกใจกับตระกูลหมินไปแล้ว ภายในโรงแรม หนิงเซียนนั่งลงข้างหน้าต่าง มองออกไปยังถนนที่เต็มไปด้วยผู้คน ความกังวลของเธอค่อยๆหนักอึ้ง แต่ในขณะเดียวกัน ความรักที่มีต่อพี่ชายก็เติมเต็มให้เธอกล้าหาญ เธอตั้งมั่นว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอจะต้องช่วยพี่ชายให้หลุดพ้นจากแผนการของตระกูลหมินให้ได้
หลี่หนิงเซียนนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างของโรงแรมอย่างครุ่นคิด ใจเธอร้อนรนราวกับไฟลุก เพราะไม่รู้ว่าพี่ชายของเธอจะยินยอมฟังสิ่งที่เธอต้องการบอกหรือไม่ ยิ่งคิดถึงสถานการณ์ที่ซับซ้อน และอันตรายระหว่างตระกูลหลี่กับตระกูลหมิน ก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ
เมื่อถึงยามค่ำคืน ตู้ข่ายก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมข่าวที่เพิ่งได้มาจากการให้ลูกน้องสืบ
“ฉันให้ลูกน้องไปเฝ้าหน้าบ้านตระกูลหมินมา พวกเขาเห็นพี่ชายเธอกลับเข้าไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน แต่ดูเหมือนคนในบ้านจะเฝ้าระวังเข้มงวดไม่น้อย ทุกคนกำลังวุ่นเตรียมงานแต่ง งานนี้คงยากที่จะเข้าไปโดยไม่มีใครสังเกต”
หลี่หนิงเซียนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ “ถ้าเข้าไปเจอพี่หลงเฟยตอนนี้ ย่อมเป็นการเสี่ยงเกินไป ฉันไม่อยากให้ตระกูลหมินสงสัย จะรอจนถึงคืนก่อนวันงานแต่ง… คิดว่าพอจะมีทางแอบเข้าไปในบ้านตอนดึกไหม?”
ตู้ข่ายนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ฉันว่าได้ จะหาทางให้เธอแอบเข้าไปในบ้านตอนดึก แล้วพาไปยังห้องพักของพี่ชายเธอ แต่ต้องระวังตัว หากถูกจับได้ขึ้นมา ตระกูลหมินไม่มีทางปล่อยไว้แน่”
หลี่หนิงเซียนสูดลมหายใจลึก รู้ดีว่าการตัดสินใจนี้เต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่เพื่อพี่ชายของเธอ และเพื่อป้องกันไม่ให้เขาถูกดึงเข้าไปในวงการอันตราย เธอยอมทำทุกอย่าง
“ฉันรู้ดี ขอบคุณนายมากตู้ข่าย ที่คอยช่วยเหลือมาโดยตลอด”
ตู้ข่ายยิ้มบางๆ พร้อมพยักหน้าเป็นการให้กำลังใจ “ฉันก็ต้องช่วยคู่ค้าคนสำคัญอยู่แล้ว ขาดเธอไปรายได้ฉันหายไปกว่าครึ่งเลยนะ”
หลี่หนิงเซียนยิ้มขำกับคำพูดของตู้ข่าย ด้วยรู้ว่าอีกฝ่ายพูดเล่น ตลอดหนึ่งปีที่ร่วมงานกันมา เธอรู้ดีว่าอีกคนให้ความสำคัญกับมิตรภาพมากแค่ไหน
คืนนั้น หลี่หนิงเซียนแทบข่มตาหลับไม่ได้ เธอพยายามนึกภาพความทรงจำเกี่ยวกับพี่ชาย เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เธอไม่เคยเจอเขาเลย เท่าที่ความทรงจำร่างนี้หลงเหลือมีเพียงภาพ พี่หลงเฟยเคยเป็นคนที่อ่อนโยน และเงียบสงบเสมอมา เขามักจะเป็นคนที่คอยปกป้องเธอในวัยเด็กเสมอ พอโตมาภาพของเขาก็เลือนลงห่างหายไป
เมื่อรุ่งเช้ามาถึง หลี่หนิงเซียนก็เตรียมตัวอย่างเต็มที่สำหรับคืนสำคัญ ขณะเดียวกันตู้ข่ายก็คอยสั่งการให้ลูกน้องสอดส่องการเคลื่อนไหว รอบบ้านตระกูลหมินอย่างระมัดระวัง และเมื่อเวลาค่ำคืนมาถึงอีกครั้ง หนิงเซียนกับตู้ข่ายก็เตรียมพร้อมสำหรับการแอบเข้าไปในบ้านตระกูลหมิน
พวกเขาซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดหลังบ้านตระกูลหมิน รอคอยจังหวะที่ทุกคนในบ้านจะคลายความระมัดระวัง จากความเหนื่อยล้าในการเตรียมงาน หลี่หนิงเซียนหันไปมองตู้ข่าย ขณะลมหายใจของเธอค่อยๆลึกและมั่นคงขึ้น
“พร้อมแล้ว” หลี่หนิงเซียนกระซิบเสียงเบา ก่อนที่ทั้งสองจะค่อยๆก้าวออกจากที่ซ่อน
ค่ำคืนเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดเบาๆที่แทรกผ่านต้นไม้ และเงาของบ้านตระกูลหมินอันใหญ่โต หลี่หนิงเซียนกับตู้ข่ายซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ใหญ่ รอคอยจังหวะให้ผู้ดูแลหน้าประตูบ้านละจากไป จนเมื่อจังหวะปลอดคน ทั้งสองจึงค่อยๆเลียบเข้าไปตามกำแพงอิฐที่ทอดยาว ข้ามประตูหลังซึ่งนำทางไปสู่ส่วนในของบ้าน
ตู้ข่ายกวาดสายตาสำรวจพื้นที่รอบๆอย่างระมัดระวัง ขณะที่หนิงเซียนสูดลมหายใจลึกเพื่อระงับความตื่นเต้น เธอรู้ว่าทุกก้าวมีความหมาย ทั้งคู่ก้าวข้ามโคมไฟที่ส่องสว่างเพียงเล็กน้อยจนมาถึงสวนด้านหลังที่ร่มรื่นและสงบเงียบ
“ห้องพักของพี่ชายเธออยู่ชั้นบนฝั่งตะวันตก” ตู้ข่ายกระซิบขณะชี้ไปยังทางเดินมืดที่ทอดยาวไปยังปีกขวาของบ้าน หลี่หนิงเซียนพยักหน้าเข้าใจ เธอเดินนำหน้าไปในเงามืดด้วยฝีเท้าเบาและมั่นคง
พวกเขาผ่านทางเดินแคบไปยังบันไดหินที่ทอดตัวขึ้นไปยังชั้นบน และเมื่อใกล้ถึงจุดหมาย หัวใจของหลี่หนิงเซียนเต้นระรัว เธอหวังว่าผู้ชายคนนั้นจะยังคงเป็นพี่ชายที่อยู่ในความทรงจำร่างนี้ ไม่ใช่คนที่ลุ่มหลงในอำนาจ และชื่อเสียงของตระกูลหมิน
เมื่อมาถึงประตูห้องของหลี่หลงเฟย หนิงเซียนเอื้อมมือเคาะประตูเบาๆสองสามครั้ง เสียงเคาะเบาๆนั้นทำให้ภายในห้องเงียบลง ก่อนที่เสียงฝีเท้าจะดังใกล้เข้ามา ประตูถูกเปิดออกอย่างเงียบเชียบ หลี่หลงเฟยมองออกมา สีหน้าเขาเต็มไปด้วยความตกใจเมื่อเห็นหนิงเซียนยืนอยู่ตรงหน้า
“หนิงเอ๋อร์ มาที่นี่ได้ยังไง” เขากระซิบเสียงสั่น พร้อมลากน้องสาวเข้าห้อง และปิดประตูล็อกทันที หลี่หนิงเซียนจับมือพี่ชายไว้แน่น ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความจริงจัง
“พี่หลงเฟย ฉันมาเพื่อบอกความจริงบางอย่างที่พี่ต้องรู้ เกี่ยวกับตระกูลหมิน และงานแต่งครั้งนี้ พี่อาจคิดว่าเรื่องนี้เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ฉันบอกเลยว่ามันคือการดึงพี่เข้าสู่อันตราย”
หลี่หลงเฟยมองน้องสาวนิ่งงัน เขาเหมือนจะอึ้งไปกับความจริงจังในแววตาของหลี่หนิงเซียน ขณะที่คำเตือนนั้นซัดเข้ามากระทบใจของเขาอย่างจัง แต่เขายังคงพยายามเก็บท่าที
บทที่ 118: สิ่งที่พี่ไม่อาจเสี่ยงได้
“พูดอะไรของน้อง หนิงเอ๋อร์… พี่ตัดสินใจเรื่องนี้มานานแล้ว และอีกเพียงวันเดียว ก็ถึงวันแต่งงาน”
หลี่หนิงเซียนสูดหายใจลึกก่อนจะพูดต่อ “พี่หลงเฟย เจ้าสาวของพี่เป็นลูกสาวของหมินคง พ่อค้าฝิ่นรายใหญ่ ฉันเชื่อว่าพี่อาจไม่รู้จักเบื้องหลังอันตรายของเขา การแต่งงานครั้งนี้จะผูกมัดพี่เข้ากับโลกที่มืดมิด ชื่อเสียงของตระกูลหมินไม่ได้มีแต่ความรุ่งโรจน์ มันเต็มไปด้วยความรุนแรง และการค้าฝิ่นที่เป็นภัยต่อผู้คน”
“…” หลี่หลงเฟยหันไปมองน้องสาว สับสนและครุ่นคิด เพียงปีเดียวน้องสาวของเขาโตขึ้นขนาดเลยสินะ ขณะที่แววตาของหลี่หนิงเซียนแฝงไปด้วยความเจ็บปวด และความห่วงใย เธอเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“พี่หลงเฟย ฉันไม่อยากปล่อยให้พี่ไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้… ถ้าพี่เลือกเส้นทางนี้ มันอาจไม่ใช่แค่พี่ที่ตกอยู่ในอันตราย แต่ทั้งครอบครัวของเราทั้งหมดอาจจะเจอไม่ต่างกัน”
หลี่หลงเฟยนิ่งไป ดวงตาฉายแววสับสน และเสียใจ แววตาของเขาลดความเย็นชาลง พร้อมจับมือของน้องสาวไว้แน่น เขาบอกความจริงน้องไม่ได้ แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้น้องเป็นอันตรายได้
“หนิงเอ๋อร์… รู้ได้อย่างไร” เขาต้องรู้ก่อนว่าน้องเขารู้เรื่องมากน้อยแค่ไหน
“ฉันรู้เพราะให้คนสืบมา ฉันเสี่ยงมาถึงที่นี่เพราะอยากเตือนพี่” หลี่หนิงเซียนตอบด้วยเสียงแผ่วเบา
หลี่หลงเฟยก็พยักหน้าเบาๆราวกับเข้าใจสิ่งที่หนิงเซียนพยายามบอก เขาหันไปมองหน้าต่างที่ทอดออกไปยังสวนมืดด้านนอก ดวงตาฉายแววแห่งการครุ่นคิด
“พี่ต้องหาทางออกจากที่นี่แน่ แต่หนิงเอ๋อร์ต้องกลับไปก่อน หากมีคนรู้ว่าน้องแอบเข้ามา น้องจะตกอยู่ในอันตราย”
“ฉันไม่กลับจนกว่าพี่จะไปด้วย” หลี่หนิงเซียนพูดอย่างหนักแน่น เธอรับปากว่าจะดูแลครอบครัวนี้ให้ดี เธอก็จะทำให้ถึงที่สุด
หลี่หลงเฟยมองน้องสาวของเขาอย่างลึกซึ้ง แม้จะรู้สึกหนักใจ และกังวล แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความตั้งใจอันแรงกล้าของหลี่หนิงเซียน ราวกับว่าเธอพร้อมจะเสี่ยงทุกอย่างเพื่อปกป้องเขาจากอันตรายที่อาจมาถึงตัว
หลี่หลงเฟยสูดหายใจลึก ก่อนจะค่อยๆพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “พี่สัญญา…พี่จะหาทางจบเรื่องนี้ให้ได้ แต่น้องต้องปลอดภัย นั่นคือสิ่งที่พี่ไม่อาจเสี่ยงได้”
หลี่หนิงเซียนจ้องมองเขาด้วยแววตาดื้อดึง เธอส่ายหน้าเบาๆ และตอบเสียงมั่นคง “ฉันรู้ว่าพี่อยากปกป้อง แต่ฉันไม่ทิ้งพี่ไว้คนเดียว พี่หลงเฟย ฉันจะอยู่กับพี่ ไม่ว่าจะยังไง”
ความเงียบงันแทรกเข้ามาอีกครั้ง ขณะที่ทั้งสองพี่น้องสบตากันอย่างเข้าใจ หลี่หลงเฟยยอมรับความมุ่งมั่นของน้องสาว แม้ว่าเขาอยากจะให้เธอกลับไปยังเมืองที่ปลอดภัย แต่เขารู้ว่าความตั้งใจของเธอไม่มีสิ่งใดขวางกั้นได้
“ถ้าอย่างนั้น” เขาเอ่ยเบาๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “หนิงเอ๋อร์ต้องฟังพี่อย่างละเอียด เพราะทุกสิ่งที่เราจะทำต้องเป็นความลับ ตระกูลหมินมีหูตามากมาย และคนของพวกเขาคอยเฝ้าทุกซอกทุกมุม หากมีใครจับได้ว่าพี่คิดหนีไปจากงานแต่ง พี่เกรงว่าความปลอดภัยของเราทั้งคู่จะไม่มีอีกต่อไป”
หลี่หนิงเซียนพยักหน้า ดวงตาเต็มไปด้วยความจริงจัง เธอรับรู้ถึงแรงกดดันและความเสี่ยงที่แฝงอยู่ในทุกก้าวของแผนการนี้
“แล้วพี่คิดว่าจะหนีไปยังไง?” หลี่หนิงเซียนถามเบาๆ ขณะเอียงตัวเข้าใกล้ รอฟังคำตอบอย่างระมัดระวัง หลี่หลงเฟยมองไปยังประตูอย่างระแวดระวัง ก่อนจะหันมาสบตาเธอ
“ในคืนก่อนวันงาน พี่จะอ้างว่าต้องไปตรวจสอบของสำคัญที่โกดังท่าเรือ หลังจากนั้นเราจะไปพบกันที่นั้น เพื่อหนีออกจากเมือง โดยเรือเล็กที่จะพาเราไปยังอีกเมืองหนึ่ง พี่จะจัดเตรียมเรือไว้”
หลี่หนิงเซียนพยักหน้าอย่างหนักแน่น รู้สึกถึงความหวังที่ริบหรี่ในแผนการของพี่ชาย แม้จะเสี่ยง แต่เธอก็รู้ดีว่าโอกาสเดียวที่พวกเขาจะหลุดพ้นจากตระกูลหมิน
ขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังขึ้นใกล้ทางเดินนอกห้อง หลี่หลงเฟย และหลี่หนิงเซียนหันขวับไปยังประตูในทันที เสียงฝีเท้าหนักๆหยุดลงที่หน้าประตู แล้วเสียงเคาะประตูเบาๆก็ดังขึ้น
“คุณจ้าว” เสียงของสาวใช้คนหนึ่งดังขึ้นนอกประตู “นายท่านหมินคงต้องการพบคุณตอนนี้ค่ะ”
หลี่หลงเฟยหันมองหนิงเซียนด้วยสีหน้าตึงเครียด ก่อนจะกระซิบเสียงเบา “น้องไปซ่อนในตู้ด้านหลัง พี่จะรีบจัดการเรื่องนี้ แล้วจะพาน้องออกไปจากที่นี่อย่างปลอดภัย”
หลี่หนิงเซียนพยักหน้า รีบหมอบตัวและซ่อนเข้าไปในตู้ที่วางอยู่ตรงมุมห้อง หลี่หลงเฟยสูดหายใจลึก พยายามระงับสีหน้าและท่าทีให้เรียบเฉย ก่อนจะเดินไปเปิดประตูรับสาวใช้
เมื่อสาวใช้ค้อมตัวน้อมนำคำสั่งจากหมินคง หลี่หลงเฟยก็รับคำและเดินออกจากห้อง ทิ้งให้หลี่หนิงเซียนซ่อนตัวในความมืดภายในห้อง รอคอยให้พี่ชายของเธอกลับมาพาเธอหลบหนีจากที่นี่ให้สำเร็จ
บรรยากาศหนักอึ้ง ความเงียบที่ปกคลุมห้องทำให้หัวใจของหลี่หนิงเซียนเต้นแรง เธอรู้ความเสี่ยงของพี่ชาย และตัวเธอเองกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เธอก็รู้เช่นกันว่า ไม่มีทางที่เธอจะละทิ้งพี่ชายของเธอไว้กับชะตากรรมนี้เพียงลำพัง
เมื่อหลี่หนิงเซียนซ่อนตัวอยู่ในตู้ ความมืด และความเงียบในห้องทำให้ทุกเสียงข้างนอกดังชัดเจน เสียงฝีเท้าของหลี่หลงเฟยที่เดินห่างออกไป พร้อมกับเสียงของสาวใช้ที่ค่อยๆเงียบหายไป
หลี่หนิงเซียนกอดเข่ารอคอย จิตใจเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและความกังวล หากหมินคงสงสัยพี่ชายของเธอ พวกเราทั้งคู่ก็อาจไม่มีทางรอดออกไปจากที่นี่ได้
เวลาผ่านไปหลายสิบนาที ราวกับเป็นชั่วโมง หลี่หนิงเซียนพยายามทำใจให้สงบ แม้ใจเธอจะเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย สักพัก เสียงประตูเปิดออกเบาๆ หลี่หลงเฟยก้าวเข้ามาอย่างระมัดระวัง เขาปิดประตูช้าๆ หันกลับมาสบตากับน้องสาวที่ซ่อนอยู่
“ออกมาได้แล้ว” เขาพูดเสียงเบา หลี่หนิงเซียนจึงค่อยๆออกมาจากที่ซ่อน ใบหน้าเธอเต็มไปด้วยความโล่งใจแต่ก็ยังคงระแวดระวัง เธอพยายามมองแววตาของพี่ชายว่าทุกอย่างเรียบร้อยหรือไม่
“หมินคงเรียกพี่ไปทำไม?” หลี่หนิงเซียนถามเสียงแผ่ว รู้สึกกังวลอย่างเห็นได้ชัด
หลี่หลงเฟยถอนหายใจ สีหน้าของเขาหนักใจอย่างเห็นได้ชัด “หมินคงอยากแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดผิดพลาดก่อนวันแต่งงาน เขาถามพี่เกี่ยวกับการเตรียมงาน ความพร้อม… และยังถามถึงความสัมพันธ์ของพี่กับเหลียนเหลียน พี่บอกไปว่าไม่มีปัญหาใด”
หลี่หนิงเซียนขมวดคิ้ว ดวงตาฉายแววระแวง “เขาสงสัยอะไรหรือเปล่า?”
หลี่หลงเฟยส่ายหน้าเบาๆ “ไม่ใช่เชิงสงสัย แต่พี่รู้ว่าเขาจับตามองทุกอย่าง เขาคอยระแวดระวังอย่างเงียบๆ พี่เชื่อว่าในคืนวันงานจะต้องมีการตรวจตราทั่วบ้าน และคนเฝ้าเป็นพิเศษ”
คำพูดนั้นทำให้หนิงเซียนรู้สึกถึงความเร่งด่วนที่เพิ่มขึ้น คืนนี้คือโอกาสเดียวที่พวกเราจะหลุดพ้นจากพันธนาการนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป หลี่หลงเฟยมองหนิงเซียนอย่างมุ่งมั่น เขากระซิบแผ่วเบาแต่เด็ดเดี่ยว
“น้องรอให้ถึงเวลาประมาณตีสองแล้วไปที่ท่าเรือก่อน แอบออกไปตามเส้นทางหลัง หากมีใครถาม น้องก็บอกว่าไปพี่ให้มาดูความเรียบร้อยของงานแต่ง”
หลี่หนิงเซียนพยักหน้าเข้าใจ ขณะที่หลี่หลงเฟยแตะมือเธอเบาๆ สัมผัสนั้นอบอุ่นและให้กำลังใจ ทั้งคู่รู้ดีว่าหากแผนการนี้ผิดพลาด พวกเขาอาจจะไม่มีโอกาสรอดออกไปจากเงื้อมมือของหมินคงอีกต่อไป
คืนนั้น หลี่หนิงเซียนรอคอยในความเงียบ บรรยากาศของบ้านตระกูลหมินชวนให้รู้สึกหนาวเย็นและกดดัน เหลือเพียงแค่สองชั่วโมงก่อนที่เธอจะออกเดินทางไปรอพี่ชายที่ท่าเรือ หลี่หนิงเซียนทบทวนแผนซ้ำไปซ้ำมาในหัว ทั้งกลัวและมุ่งมั่น ขณะที่เธอรอคอยเวลานั้นอย่างใจจดใจจ่อ
เมื่อตีสองมาถึง หลี่หนิงเซียนก็ลอบย่องออกจากห้องอย่างเงียบเชียบ ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ขณะที่เธอหลบหลีกผู้ดูแล และคนเฝ้าตามทางเดิน เธอรู้สึกถึงลมหายใจที่เร็วขึ้น และหัวใจที่เต้นแรง เธอเร่งฝีเท้าเพื่อไปที่ท่าเรือ ปล่อยให้เงามืดของค่ำคืนนี้กลืนกินเธอไป
บทที่ 119: เลือกที่จะเชื่อทุกคำของเขาเสมอ
ในยามราตรีที่ความมืดทาบทอทั่วทั้งเมือง เงาร่างหนึ่งแอบก้าวออกจากบ้านอย่างเงียบเชียบ หลี่หลงเฟยก้าวย่องผ่านซอกหลืบด้วยความระมัดระวัง เขากวาดสายตามองรอบข้างให้แน่ใจว่าไม่มีใครสังเกตเห็น ก่อนจะเร่งฝีเท้าตรงไปยังมุมลับแห่งหนึ่ง ซึ่งชายร่างสูงในชุดคลุมสีเข้มกำลังรออยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เมื่อชายคนนั้นเห็นเขาปรากฏตัวขึ้นในความมืด ก็ถามขึ้นทันทีด้วยเสียงเข้ม “มีอะไรด่วนขนาดต้องเรียกฉันมากะทันหันแบบนี้?”
หลี่หลงเฟยมองหน้าอีกฝ่าย พลางลอบถอนหายใจแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หลี่หนิงเซียน… น้องสาวของฉันมาที่นี่ ฉันหลอกเธอไปที่ท่าเรือ นายต้องไปดูแลแทนฉัน”
ชายคนนั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนกำลังครุ่นคิดเรื่องที่ไม่คาดฝันนี้อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถามต่อ “นายได้เล่าอะไรไปหรือเปล่า?”
หลี่หลงเฟยส่ายหน้า แววตาของเขาดูสับสนและหนักใจ เขาเอ่ยเสียงเบาว่า “ไม่เลย ฉันไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าหลี่หนิงเซียนเปลี่ยนไปมากแค่ไหน ฉันกลัวว่าถ้าบอกอะไรไป มันจะกลายเป็นปัญหาที่เราจัดการไม่ได้”
ชายคนนั้นขยับเข้าไปใกล้ เขาจ้องมองหลี่หลงเฟยอย่างกดดัน ราวกับพยายามมองทะลุถึงความรู้สึกที่แท้จริง
“แล้วตอนที่เจอเธอ… เธอเป็นยังไงบ้าง?”
หลี่หลงเฟยเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ผสมไปด้วยอารมณ์หลากหลาย
“เธอเปลี่ยนไปมาก โตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รู้จักคิดถึงคนอื่น และที่สำคัญ…เธอเป็นห่วงฉัน ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เธอเคยเมินฉันไป” แววตาของหลี่หลงเฟยสะท้อนความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ความรู้สึกอ่อนโยนและสับสนที่ผสมปนเปกันในใจ
ชายคนนั้นได้ยินดังนั้น เขายืนนิ่งพลางมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าอ่านไม่ออก ก่อนจะพูดอย่างเยือกเย็น “นายรู้ใช่ไหมว่าสิ่งนี้อาจทำให้ภารกิจของเราลำบากขึ้น นายแน่ใจนะว่าจะไม่ปล่อยให้ความรู้สึกส่วนตัวมาทำให้นายลังเล?”
หลี่หลงเฟยพยักหน้าอย่างช้าๆ แม้คำตอบของเขาจะฟังดูมั่นคง แต่ในใจยังคงรู้สึกถึงความขัดแย้ง และความกลัวว่าเขาอาจเผลอใจอ่อน ไปกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดของน้องสาวอีกครั้ง เขามองไปยังทิศทางของท่าเรือในความมืด ราวกับกำลังชั่งใจถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ก่อนจะหันกลับมาและพูดด้วยเสียงเบาราวกระซิบ
“ฉันรู้ว่ามันเสี่ยง…แต่ถ้ามันคือทางเดียวที่ฉันจะรักษาทุกอย่างเอาไว้ ฉันยอมเสี่ยง”
ชายคนนั้นยืนเงียบไปสักพัก ราวกับชั่งใจถึงคำตอบที่เพิ่งได้ยิน เขามองหลี่หลงเฟยด้วยสายตาคมกริบ ราวกับพยายามมองทะลุเข้าไปถึงจิตใจที่กำลังสั่นคลอนของอีกฝ่าย ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ แล้วตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ
“ถ้านายตัดสินใจแบบนั้น ฉันก็จะทำตามที่นายต้องการ” เขามองไปทางทิศของท่าเรือ พลางพูดต่อ “ฉันจะไปจัดการเรื่องที่ท่าเรือ และคอยเฝ้าดูหลี่หนิงเซียน… แต่หวังว่าการเผชิญหน้าครั้งนี้จะไม่ทำให้แผนการของเราผิดพลาด เพราะนายรู้อยู่แล้ว ว่าเวลานี้พวกเราไม่มีโอกาสที่จะพลาดได้อีกแล้ว”
หลี่หลงเฟยพยักหน้าอย่างหนักแน่น แม้ภายนอกจะดูเยือกเย็นมั่นคง แต่ลึกๆในใจเขากลับเต็มไปด้วยความกังวล เสียงคำเตือนของชายคนนั้นดังก้องอยู่ในความคิด ราวกับกระตุ้นให้เขาตระหนักว่าการกระทำใดๆก็ตามอาจส่งผลให้ทุกอย่างที่วางแผนไว้มานานพังทลายได้ในพริบตา
“ขอบใจมากที่เข้าใจ” หลี่หลงเฟยกล่าวพลางจับบ่าอีกฝ่ายแน่นเป็นเชิงขอบคุณ ก่อนจะถอนหายใจยาว ราวกับปลดปล่อยความอึดอัดในใจบางส่วนออกไปได้บ้าง
ทั้งสองคนแยกย้ายกันออกไปในทิศทางที่ต่างกัน หลี่หลงเฟยมุ่งหน้ากลับบ้านอย่างรวดเร็ว เขาเดินอย่างไร้สุ้มเสียงราวกับเงาในยามค่ำคืน ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระวังเพราะเขาไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าเขาแอบออกมา
เมื่อกลับถึงบ้าน เขาพยายามปิดประตูเบาๆ ไม่ให้เกิดเสียงใดๆขึ้น แต่เมื่อเขาก้าวเข้ามาในห้องโถงใหญ่ ดวงตาคมของเขาเบิกกว้างขึ้น เมื่อเห็นร่างบางของหญิงสาวที่ยืนกอดอกอยู่ในมุมหนึ่ง
หมินเหลียนว่าที่เจ้าสาวของเขา ยืนอยู่ในเงามืด ใบหน้าของเธอสะท้อนความไม่พอใจอย่างชัดเจน แววตาของเธอมองตรงมาทางหลี่หลงเฟยด้วยความสงสัยและตำหนิ เมื่อเห็นเขาเข้ามา เธอค่อยๆเดินออกมาจากมุมมืด ปล่อยให้แสงจันทร์อันอ่อนโยนตกกระทบใบหน้าของเธอ เผยให้เห็นสีหน้าที่ตึงเครียด
“พี่กลับมาเช้าแบบนี้” น้ำเสียงของเธอเรียบๆ แต่แฝงไปด้วยความคับข้องใจ “หายไปทั้งคืนโดยไม่บอกกล่าว ฉันกลับมาพบว่าพี่แอบออกจากห้องไป นี่มันหมายความว่ายังไง”
หลี่หลงเฟยสบตาหมินเหลียน พลางสูดหายใจลึก เขารู้ดีว่าการแอบออกไปพบใครบางคนโดยไม่บอกเธอ นับว่าเป็นการไม่ให้เกียรติ และเสี่ยงต่อความไว้วางใจที่เธอมีต่อเขา
“พี่ขอโทษ เหลียนเหลียน” เขาพูดเสียงเบา มองเธอด้วยความรู้สึกผิด “มีเรื่องบางอย่างที่ต้องจัดการ มันสำคัญจริงๆ จึงไม่ได้บอก”
หมินเหลียนขมวดคิ้ว หรี่ตามองเขาอย่างไม่เชื่อถือ “เรื่องสำคัญอะไรเหรอ ที่ถึงกับต้องปิดบังแม้กระทั่งฉัน?” น้ำเสียงของเธอสะท้อนความน้อยใจที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้ “พี่กำลังซ่อนอะไรจากฉันกันแน่”
หลี่หลงเฟยนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาจ้องมองหมินเหลียนอย่างพินิจพิเคราะห์ ความรู้สึกหลายอย่างประดังประเดในใจ
“เหลียนเหลียนไม่จำเป็นต้องกังวล” หลี่หลงเฟยพยายามเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “พี่แค่ต้องทำบางอย่างเรื่องงาน ไม่ได้คิดจะทำให้เหลียนเหลียนเป็นกังวล หรือทำให้ต้องมานั่งรออย่างนี้เลย”
หมินเหลียนถอนหายใจยาว พลางมองหลี่หลงเฟยด้วยสายตาที่อ่อนลงเล็กน้อย แต่ยังคงเต็มไปด้วยความหวั่นใจ
“หากพี่ทำงานจริงๆ ฉันก็เข้าใจ แต่ฉันก็แค่อยากให้พี่บอกกันตรงๆ ไม่อยากรู้สึกเหมือนเป็นคนอื่น ที่พี่ไม่ไว้ใจ ฉันอยากเป็นคนที่พี่หันมาปรึกษา ไม่ใช่คนที่ถูกปิดบัง เหมือนครั้งแรกที่เราเจอกันที่พี่รับฟังเรื่องของฉัน”
คำพูดของหมินเหลียนแทงใจหลี่หลงเฟย เขารู้สึกผิดและเข้าใจในทันทีว่าความลับของเขา อาจกำลังทำลายสายสัมพันธ์ระหว่างพวกเรา เขาค่อยๆเอื้อมมือไปจับมือของหมินเหลียนไว้
“เหลียนเหลียนพูดถูก พี่ไม่ควรทำให้เธอรู้สึกไม่ดี… ต่อจากนี้จะพยายามไม่ปิดบังอีก”
หมินเหลียนสบตาเขา ใบหน้าของเธอเริ่มอ่อนลงและพยักหน้ารับช้าๆ แม้จะยังมีความกังวลอยู่ในใจ แต่เธอก็ยินยอมเชื่อเขา เธอเลือกที่จะเชื่อทุกคำของเขาเสมอ
หมินเหลียนสบตาหลี่หลงเฟย ความโกรธ และน้อยใจในแววตาของเธอค่อยๆจางหายไป แม้สีหน้าจะยังแฝงความกังวล แต่เธอกลับพยักหน้าช้าๆเป็นเชิงยอมรับ ใบหน้าเธอเริ่มอ่อนลง ราวกับพยายามปลดปล่อยความกังวลใจออกไป
แม้จะมีหลายคำถามค้างคาในใจ แต่ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจเชื่อเขา หมินเหลียนกล่าวเสียงแผ่ว “ฉันเชื่อพี่ เพราะทุกคำพูดของพี่ พี่ก็รักษามาเสมอ ฉันเชื่อมั่นในตัวพี่ แม้บางทีฉันอาจไม่เข้าใจพี่ทุกอย่าง”
หลี่หลงเฟยจับมือของหมินเหลียนเบาๆ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเธอซึมซาบเข้ามา ทำให้เขารู้สึกละอายใจ เขาไม่รู้ว่าถ้าเธอรู้ความจริงว่าที่มาเขาทำไปเพื่ออะไร เธอยังจะมองเขาด้วยความรักแบบนี้อีกไหม
ท่าเรือยามค่ำคืนเงียบงัน มีเพียงเสียงคลื่นกระทบฝั่งเบาๆ และเงาจันทร์ที่ทอดลงบนผืนน้ำ หลี่หนิงเซียนยืนอยู่ตรงท่าเรือ สายตามองไปยังเงาร่างของเรือสินค้าที่ลอยลำในความมืดอย่างใจจดใจจ่อ เธอมาที่นี่ตามนัดหมาย หวังจะพบกับหลี่หลงเฟย พี่ชายของเธอ
ในใจของเธอเต็มไปด้วยความคิดที่เตรียมไว้สำหรับพูดกับเขา ทางออกที่จะปลอดภัยกว่าการหลบหนีด้วยเรือ เพราะหากแอบไปกับขบวนพ่อค้าของตู้ข่ายที่กำลังจะออกเดินทางในรุ่งเช้า พวกเราทั้งคู่ก็จะสามารถหนีไปได้อย่างปลอดภัย แต่ด้วยเวลาอันจำกัด เธอจึงไม่ได้บอกอะไรล่วงหน้า ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบาๆดังขึ้นด้านหลังพร้อมเสียงเรียกชื่อของเธอ
บทที่ 120: ความจริงของพี่ชาย
“หนิงเซียน…” หลี่หนิงเซียนหันกลับไป แต่ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอไม่ใช่พี่ชายอย่างที่เธอคาดหวัง ทว่าเป็นกงชุน เขามองเธอด้วยแววตาเคร่งขรึมและเป็นกังวล เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกถึงลางสังหรณ์แปลกๆที่เกิดขึ้นในใจ
“ทำไมเป็นคุณ กงชุน คุณมาที่นี่ได้ยังไง…แล้วพี่หลงเฟยล่ะ?” เธอถามขึ้นอย่างร้อนรน
“ฉันมาที่นี่แทนพี่เขา เพราะมีเรื่องสำคัญที่ต้องบอก” กงชุนพูดเสียงเรียบ แต่แววตาของเขา สะท้อนถึงความจริงจังที่ทำให้หลี่หนิงเซียนนิ่งฟัง เธอพยักหน้าอย่างลังเล
ก่อนจะตามเขาไปยังร้านอาหารเล็กๆแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้ท่าเรือ ร้านนี้เปิดตลอดคืน และมีผู้คนเข้าออกประปราย ดูเหมือนร้านธรรมดาธรรมดา แต่แท้จริงแล้วเป็นที่ที่ใช้สำหรับการสืบข่าวมานานแล้ว
เมื่อทั้งคู่ได้นั่งลงในมุมเงียบสงบ กงชุนจึงมองหน้าหลี่หนิงเซียนอย่างหนักแน่นก่อนจะพูดขึ้น “หนิงเซียน มีหลายเรื่องที่เธออาจยังไม่รู้ และฉันเห็นว่านี่เป็นเวลาที่เธอควรจะรู้เสียที”
“เรื่องอะไร?” หลี่หนิงเซียนจ้องมองเขาอย่างฉงน กงชุนถอนหายใจลึก ราวกับกำลังรวบรวมคำพูด
“พี่หลงเฟย…เขาไม่ได้เป็นคนธรรมดาอย่างที่เธอคิด เขาคือสายลับที่ทางกองทัพส่งมา เพื่อแฝงตัวจับพ่อค้าฝิ่นที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองนี้” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง รอให้น้ำหนักของคำพูดแทรกซึมเข้าไปในใจของเธอ
“พี่หลงเฟย…เป็นสายของกองทัพงั้นเหรอ?” หลี่หนิงเซียนเบิกตากว้าง ความตกใจทำให้เธอเผลอจับขอบโต๊ะไว้แน่น นี่ไม่ใช่สิ่งที่เคยอยู่ในความทรงจำของร่างนี้
กงชุนพยักหน้า “ใช่ และการแต่งงานที่เขากำลังจะเข้าพิธีนั้น ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการที่กองทัพวางไว้ มันเป็นการจัดฉากเพื่อทำให้บนรรลุเป้าหมาย และจนกว่าภารกิจนี้จะเสร็จสมบูรณ์ เขาไม่สามารถเปิดเผยตัวหรือหลบหนีไปไหนได้”
หลี่หนิงเซียนเงียบไป ครู่หนึ่งราวกับกำลังประมวลผลข้อมูลทั้งหมด ความคิดของเธอตีกันยุ่งเหยิง หัวใจเธอเต้นแรง และเต็มไปด้วยความรู้สึกขมขื่น พี่ชายแสนดีของร่างนี้ ที่ไม่ยอมมีครอบครัวเพราะรักน้อง ออกมาทำงานหาเงินเพื่อครอบครัว
แต่ความจริงแล้วเขาเป็นจริงแล้ว เขามีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา เหตุผลที่ชัดเจนยิ่งกว่า คือคนที่ทำงานแบบนี้ ชีวิตจะมีแต่ความเสี่ยง จนทำให้ไม่อยากผูกมัดกับใคร
กงชุนมองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาจริงจังและครุ่นคิด ราวกับกำลังตัดสินใจว่าควรจะเปิดเผยเรื่องนี้ต่อเธอหรือไม่ แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเล่า
“หนิงเซียน…ฉันจะบอกเธออีกเรื่องหนึ่ง แต่เธออาจไม่อยากได้ยิน”
หลี่หนิงเซียนมองเขาด้วยความสงสัย “เรื่องอะไร?”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ความจริงแล้ว เหตุผลที่พี่หลงเฟยไม่เคยบอกเธอเกี่ยวกับงานของเขา ไม่ใช่แค่เพราะความลับของภารกิจ หรือการแต่งงานที่ถูกจัดฉากไว้เท่านั้น… แต่มันเป็นเพราะชีวิตที่เขาเลือกจะเดิน ชีวิตที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงในทุกย่างก้าว”
หลี่หนิงเซียนฟังอย่างตั้งใจ หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้น “หมายความว่าอย่างไร?”
กงชุนถอนหายใจ ราวกับกำลังพยายามอธิบายความจริงที่ซับซ้อนในใจของเขา “พี่หลงเฟยเป็นคนที่ต้องเผชิญหน้า กับอันตรายทุกครั้งที่ออกปฏิบัติงาน เขาเข้าใจดีว่าผู้คนที่อยู่ในโลกนี้ยากที่จะไม่ผูกพันกับใคร เพราะเขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะยังมีลมหายใจอยู่หรือไม่ หรือจะกลายเป็นเพียงเงาที่หายไปกับภารกิจ”
หลี่หนิงเซียนนิ่งเงียบ เธอรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นกระหน่ำของตนเอง แม้จะมีความรู้สึกเคลือบแคลงใจที่พี่ชายไม่เปิดเผยความจริงทั้งหมดกับเธอ แต่เมื่อได้ยินคำพูดของกงชุน เธอเริ่มเข้าใจถึงภาระที่เขาแบกรับไว้
“นั่นคือเหตุผลที่พี่หลงเฟยไม่ได้บอกอะไร และปล่อยให้เธอไม่สนใจเขา” กงชุนพูดต่อ “เขารู้ว่าชีวิตของเขา มีแต่ความเสี่ยง และอันตรายอยู่ตลอดเวลา เขาไม่อยากผูกมัดใคร ไม่อยากให้คนที่รักต้องเจ็บปวด หากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ฉันรู้ว่ามันอาจทำให้เธอรู้สึกน้อยใจ แต่อยากให้เธอรู้ว่า พี่ของเธอห่วงใย และรักเธอมากกว่าใครมันคือเรื่องจริง เขาถึงยอมทำงานแบบนี้”
หลี่หนิงเซียนรู้สึกถึงน้ำตาที่คลออยู่ในดวงตา เธอสูดลมหายใจลึก พยายามกลั้นอารมณ์ของร่างนี้ไว้ ภารกิจของพี่ชายที่เธอเคยไม่เข้าใจ บัดนี้กลายเป็นสิ่งที่ถ่วงหนักในหัวใจ แม้จะเป็นพี่ชายที่รักและห่วงใยเธอมาก แต่เขากลับเลือกที่จะปกป้องเธอด้วยการอยู่ห่างไกลจากเธอ
“ฉันเข้าใจแล้ว” เธอเอ่ยเสียงแผ่วเบา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเศร้า “พี่หลงเฟยทำทุกอย่างเพื่อปกป้องฉัน… แม้ว่ามันจะหมายถึงการสร้างระยะห่างระหว่างเราก็ตาม”
กงชุนมองเธอด้วยแววตาที่สะท้อนความเห็นใจ “หนิงเซียน…ฉันรู้ว่ามันเจ็บปวด แต่เธอควรให้เวลาพี่ชายของเธอได้ทำหน้าที่ของเขา และขอให้เธออยู่ที่นี่จนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย เขาอยากให้เธอปลอดภัยมากกว่าทุกสิ่ง”
หลี่หนิงเซียนพยักหน้ารับคำพูดของกงชุน แม้ว่าในใจเธอยังคงมีความรู้สึกเศร้าสลดและขมขื่น แต่เธอก็เข้าใจว่า หากการรอคอยคือสิ่งเดียวที่เธอทำได้เพื่อให้พี่ชายของเธอปลอดภัย และทำภารกิจนี้สำเร็จ เธอก็จะทำ
คืนนั้น หลี่หนิงเซียนเดินออกจากร้านอาหารด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง เธอเดินกลับไปยังท่าเรือที่เงียบงัน มองไปยังเงาน้ำเบื้องหน้า ในใจของเธอยังเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย
ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจ และความปรารถนาที่จะปกป้องพี่ชายคนนี้เช่นกัน แม้จะต้องรอคอยอย่างเงียบเหงาและโดดเดี่ยว แต่เธอก็พร้อมจะทำเพื่อพี่ชายคนนี้…คนที่ไม่เคยหยุดห่วงใยเธอแม้แต่เสี้ยววินาที
หลี่หนิงเซียนโชคดีที่มีพี่ชายแบบหลี่หลงเฟย แต่เธอโชคดีกว่าที่ได้มาสัมผัสคำว่าครอบครัวจากการอยู่ในร่างนี้ เธอเองก็จะตอบแทนความรักที่ได้มาอย่างดีที่สุด ขอบคุณนะหลี่หนิงเซียนที่ให้โอกาสนี้กับเธอ
เช้าวันแต่งงานมาถึง เมืองทั้งเมืองถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงระฆัง และเสียงพลุกระทบอากาศ บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความครึกครื้นยินดี ผู้คนสวมชุดสวยงามออกมาเฉลิมฉลอง สองข้างทางเต็มไปด้วยดอกไม้สีแดงสดที่ถูกประดับตกแต่ง แต่สำหรับหลี่หนิงเซียน วันนี้กลับเต็มไปด้วยความหนักอึ้งในใจ
ในร้านอาหารเล็กๆที่ซ่อนตัวอยู่ใกล้ท่าเรือ หลี่หนิงเซียนนั่งเงียบๆ มองไปนอกหน้าต่าง เธอมองเห็นผู้คนข้างนอกเดินไปมาด้วยความรื่นเริง แต่ตัวเธอกลับรู้สึกโดดเดี่ยวในความมืดมนของภารกิจที่เธอไม่อาจเปิดเผยได้
กงชุนเดินเข้ามาหาเธอ ในชุดที่พร้อมสำหรับภารกิจ สายตาของเขาจับจ้องไปยังหลี่หนิงเซียนด้วยความห่วงใย
“หนิงเซียน เธอต้องอยู่ในร้านนี้ อย่าออกไปไหนเด็ดขาด” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “สถานการณ์ในวันนี้อาจอันตราย เธอต้องดูแลตัวเองให้ดี”
หลี่หนิงเซียนพยักหน้ารับ แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความกังวลที่ไม่อาจระงับได้ เธอรู้ว่าทั้งกงชุน และหลี่หลงเฟยกำลังจะออกไปเผชิญกับอันตราย แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการรอคอย เธอเอ่ยเสียงเบาๆด้วยความห่วงใย
“ขอให้คุณดูแลตัวเองด้วยนะกงชุน ฉันไม่อยากสูญเสียใครอีก” กงชุนพยักหน้า มองเธอด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนก่อนจะลูบไหล่เธอเบาๆ
“ฉันสัญญาว่าจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ฉันไม่อยากให้เธอต้องกังวลเกินไป” เขาพูดทิ้งท้าย ก่อนจะหันหลังออกไปสู่ภารกิจสำคัญที่รออยู่
เมื่อประตูปิดลง หลี่หนิงเซียนได้แต่นั่งเงียบๆ สายตาจ้องมองไปยังทิศทางที่กงชุนเดินจากไป เธอรู้สึกถึงความหน่วงหนักในอก ความกลัว และความหวังที่ปะปนกัน เธอได้แต่เอามือไว้แนบอก เฝ้าภาวนาในใจ ขอให้พี่ชายของเธอ และกงชุนปลอดภัย และให้ภารกิจที่พวกเขาทุ่มเทด้วยชีวิตสำเร็จลุล่วงไปได้โดยไม่ต้องมีใครต้องบาดเจ็บ
เวลาผ่านไปช้าๆ ท่ามกลางเสียงโห่ร้อง และความรื่นเริงภายนอก ร้านอาหารเล็กๆที่หลี่หนิงเซียนซ่อนตัวอยู่นั้นเงียบสงัด เธอนั่งอยู่ที่เดิมไม่กล้าลุกไปไหน แม้ใจจะอยากออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่เธอก็ยึดมั่นในคำพูดที่รับปากกงชุน เพราะเธอรู้ดีว่าแผนการนี้สำคัญแค่ไหน และการที่เธออยู่ในร้านอย่างปลอดภัยอาจเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้พวกเขาทำภารกิจได้สำเร็จ
หลี่หนิงเซียนหลับตาลงอีกครั้ง และได้แต่ภาวนาในใจซ้ำๆ ขอให้พี่ชายของเธอปลอดภัย ขอให้คนที่เธอรักรอดกลับมาอย่างปลอดภัย และให้วันนี้จบลงด้วยความสุขที่แท้จริง
จบตอน
Comments
Post a Comment