seller ep121-130

บทที่ 121: หัวใจแตกสลาย


บ้านตระกูลหมิน การจัดงานแต่งเต็มไปด้วยความหรูหราและประณีต เจ้าสาวในชุดแดงปักลายดอกโบตั๋นนั่งอย่างงดงาม ข้างกันมีเจ้าบ่าวผู้สง่าผ่าเผยในชุดปักลายมังกร


ภายในห้องโถงกลิ่นชาหอมกรุ่นลอยคลุ้งไปทั่ว ประหนึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความเคารพต่อผู้ใหญ่ และความยิ่งใหญ่ของประเพณี บรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น เมื่อพิธียกน้ำชาเริ่มต้นขึ้น เจ้าบ่าวเจ้าสาวยื่นถ้วยชาให้แก่ผู้ใหญ่ แขกเหรื่อมากมายต่างยิ้มชื่นชมแสดงความยินดีอย่างพร้อมเพรียง


หลังส่งเจ้าสาวเข้ามาเข้าไปรอในโถงแล้ว หลี่หลงเฟยก็มาจับจ้องผู้คนในงานอย่างเงียบเชียบ สายตาของเขาฉายแววเฉียบคม ภายใต้สีหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตรนั้น ซ่อนแผนการที่ลึกลับไว้เรียบร้อย เขารอจนกระทั่งมั่นใจว่าทุกคนที่เขาต้องการตัวได้มาร่วมงานแล้ว


โดยเฉพาะรายชื่อเหล่าผู้ค้าฝิ่นที่เขาใช้เวลารวบรวมหลักฐานมาอย่างยากลำบาก หลี่หลงเฟยส่งสัญญาณลับให้เหล่าทหาร และเจ้าหน้าที่ที่แฝงตัวในงานเลี้ยง ผู้คนไม่ทันตั้งตัว


เมื่อทันทีที่เขายกแก้วเหล้าขึ้น ผู้ค้าที่มีรายชื่อทุกคนถูกควบคุมตัวอย่างรวดเร็ว เสียงความโกลาหลเริ่มดังขึ้นจากอีกด้านของห้อง แต่หลี่หลงเฟยยังคงยิ้มบางเบาอย่างสุขุม


“งานเลี้ยงนี้คงไม่ใช่การเลี้ยงฉลองเท่านั้นสินะ” หนึ่งในผู้ต้องสงสัยเอ่ยเสียงเยาะเย้ยด้วยความไม่พอใจ


หลี่หลงเฟยโค้งศีรษะเล็กน้อย สบตาชายคนนั้นอย่างเยือกเย็น “งานแต่งงานควรจะเป็นที่พบปะระหว่างผู้คนที่ดี… และวันนี้ก็คือโอกาสที่ผมจะได้ล้างบางสิ่งชั่วร้ายเช่นกัน”


สายตาของเขามองทุกคนด้วยความเงียบสงบ แม้จะเป็นงานเลี้ยงแต่งงานที่ควรจะเต็มไปด้วยความสุขสม แต่ในวันนี้มันได้กลายเป็นเวทีที่ใช้ปราบปรามพวกคนชั่วได้แบบรวบเดียว ทุกคนถูกจับกุม และส่งตัวไปยังหน่วยงานตามกฎหมาย บรรยากาศในงานเปลี่ยนไปเป็นความเงียบสงบปนระแวง แขกที่เหลือต่างยืนมองด้วยความตระหนก และบางคนก็ดูโล่งใจที่เหตุการณ์เหล่านี้ได้เกิดขึ้น


หลี่หลงเฟยลุกขึ้นยืน เดินผ่านห้องโถงที่บัดนี้เงียบลง เขาหันไปมองเจ้าสาวของเขา ที่ถูกส่งเข้าห้องหอเรียบร้อยแล้ว เขาไม่รู้ว่าจะมีหน้าไปพบเธอได้อย่างไร ในการปราบปรามสิ่งชั่วร้ายนี้ เขาได้หลอกใช้เธอเป็นเครื่องมือ ในการค้นหาหลักฐาน


ห้องหอถูกจัดไว้อย่างวิจิตรตระการตา กลิ่นหอมของดอกไม้ลอยอวลอยู่ในอากาศ แสงเทียนสลัวนวลสะท้อนบนผนังเป็นเงาอ่อนชวนฝัน หากแต่ว่า หลี่หลงเฟยกลับยืนอยู่นอกห้องนั้นด้วยแววตาเรียบนิ่ง ไม่ได้มีรอยยิ้มแห่งความสุข หรือความยินดีเฉกเช่นเจ้าบ่าวทั่วไป


สายตาของเขาเพ่งพินิจไปยังประตูห้องหอ ราวกับกำลังรอคอยบางอย่างที่ยังไม่ปรากฏ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นในความเงียบ กงชุน เดินเข้ามา ตบบ่าของเขาเบาๆ พร้อมกับกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา


“ไปเถอะ ตอนนี้หมินคงถูกจับแล้ว การจับกุมเป็นไปตามแผน มีการขัดขืนอยู่บ้าง… แต่ไม่มีใครต้องสังเวยชีวิต”


หลี่หลงเฟยหลับตาลงอย่างโล่งใจ ครู่หนึ่งที่หายใจยาวนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความกดดันอันแผ่วเบา ในใจของเขายังมีความกังวลอันลึกซึ้ง และเขาตัดสินใจถามต่อเบาๆ “แล้วหมินเหลียนล่ะ?”


กงชุนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความระมัดระวัง


“เธอไม่มีความผิดที่เกี่ยวข้องกับการค้าฝิ่นโดยตรง แต่…ยังไงทรัพย์สินของตระกูลหมิน ต้องโดนยึดทรัพย์สินทั้งหมด และนับจากนี้เธอจะต้องหาทางไปเอง ไม่มีอะไรที่เราจะช่วยได้”


คำพูดนั้นทำให้หลี่หลงเฟยนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แม้จะแสดงสีหน้าเรียบนิ่ง แต่ดวงตาของเขาเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย มันเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน หมินเหลียนเป็นหญิงสาวที่เขาผูกพัน


เธอไม่ใช่คนชั่วร้าย แต่กลับต้องสูญเสียทุกสิ่งไปเพราะการกระทำของครอบครัวเธอ หลี่หลงเฟยรู้ดีว่าเส้นทางของหมินเหลียนจะไม่ง่าย นับจากนี้นางจะต้องเดินไปบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก โดยไร้ซึ่งการสนับสนุนใดๆ


“ก็ถือว่าเป็นกรรมของเธอ ไม่เกี่ยวกับพี่” กงชุนพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึม เขารู้ดีว่าคำพูดนี้กระทบใจหลี่หลงเฟย กงชุนก็ต้องการให้หลี่หลงเฟยตระหนักถึงความจริง ว่าหมินเหลียนไม่ได้มีสิทธิ์ ที่จะหลีกหนีผลกรรมที่ครอบครัวของนางได้สร้างไว้


หลี่หลงเฟยพยักหน้าช้าๆ ปล่อยให้ถ้อยคำเหล่านั้นกระทบใจเขา ราวกับเป็นคำเตือนสุดท้ายในค่ำคืนนี้ เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ทอดสายตาไปยังความมืดอันเงียบสงบของยามค่ำคืน เขารู้ดีว่าแม้ทุกสิ่งจะจบลงด้วยการปราบปรามคนชั่วสำเร็จ


แต่บางสิ่งในใจของเขายังคงว่างเปล่า มันคือความอ้างว้างที่เขาเลือกที่จะยอมรับ เป็นการสละความรักส่วนตัวเพื่อความยุติธรรม และเพื่อการปกป้องสิ่งที่สำคัญกว่า สุดท้ายเขาก็หันกลับไป ก้าวเดินออกจากบ้านตระกูลหมินไปพร้อมกับกงชุน ทิ้งให้ห้องนั้นคงความเงียบสงบไว้เบื้องหลัง…


หมินเหลียนนั่งอยู่บนเตียงในชุดเจ้าสาว แต่ดวงตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความกังวล คำพูดของจิ้นจินที่เพิ่งบอกเธอก่อนหน้านี้ดังก้องอยู่ในหัวไม่หยุด งานแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของความรัก แต่เป็นแผนการจับตัวพ่อของเธอ และคู่ค้า


จ้าวเฉิน ชายที่เธอหวังให้เป็นคู่ชีวิต แท้จริงแล้วเป็นสายลับของกองทัพ เขาแฝงตัวมาเพื่อเปิดโปงเส้นทางการค้าของพ่อเธอ และเหล่าพ่อค้าที่แอบลักลอบขนฝิ่น เธอไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน แต่แววตาจริงจังของจิ้นจินบอกชัดเจนว่าทุกคำพูดเป็นความจริง


หมินเหลียนหัวใจแตกสลาย เธอปล่อยให้หยดน้ำตาร่วงหล่น ความฝันถึงชีวิตคู่ที่เธอวาดไว้พังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี เธอทรุดตัวลง แต่ทันใดนั้นความหวาดกลัวต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพ่อทำให้เธอสะดุ้งตื่นจากภวังค์


“พ่อ…” หมินเหลียนพึมพำ ก่อนจะวิ่งออกไปจากห้อง เสียงฝีเท้าของเธอดังก้องไปทั่วบ้าน ขณะที่เธอร้องเรียกพ่อ น้ำตาอาบแก้ม ใจของเธอก็หวังว่าทั้งหมดนี้จะเป็นเพียงฝันร้าย


“พ่อ! พ่อฉันอยู่ไหน!” หมินเหลียนวิ่งไปทั่วบ้าน เสียงเรียกของเธอสั่นเครือ เธอตามหาทุกห้อง แต่ก็ไม่พบใครเลย บรรยากาศรอบตัวเริ่มว่างเปล่า ราวกับทุกอย่างหลบซ่อนจากสายตาเธอ


หมินเหลียนรู้สึกเหมือนสูญเสียทุกอย่าง หัวใจของเธอแหลกสลายจนแทบไม่มีเรี่ยวแรงที่จะก้าวเดินต่อ ร่างของเธอค่อยๆทรุดตัวลงกับพื้นห้องโถง น้ำตาอุ่นๆไหลลงมาไม่หยุด เธอร้องไห้ออกมาอย่างขมขื่น ในใจของเธอเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ไม่มีคำตอบ ทำไมจ้าวเฉินต้องทำกับเธอแบบนี้? ทำไมเขาต้องหักหลังความเชื่อใจที่เธอมีให้?


ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าก็ดังใกล้เข้ามา หมินเหลียนเงยหน้าขึ้น หยาดน้ำตายังเปื้อนเต็มใบหน้า และภาพของคนที่เธอเห็นยิ่งทำให้เธอเจ็บปวดใจ หลี่หลงเฟย เดินเข้ามาหาเธอด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและกังวล


“จ้าวเฉิน…” หมินเหลียนเอ่ยเสียงสั่น น้ำเสียงแฝงไปด้วยความผิดหวังและความโกรธ “นี่คือสิ่งที่พี่ตั้งใจให้เป็นจริงๆเหรอ?”


หลี่หลงเฟยมองหมินเหลียนด้วยความรู้สึกเจ็บปวดในใจ เขาไม่ได้ตอบอะไร แต่เดินเข้ามาใกล้ก่อนจะนั่งลงข้างๆหมินเหลียน เขารู้ดีว่าไม่มีคำพูดใดที่จะอธิบายให้เธอเข้าใจได้ ไม่มีคำแก้ตัวใดๆที่จะลบล้างความเสียใจที่เธอกำลังเผชิญ


หมินเหลียนร้องไห้สะอื้นอย่างหนัก หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความขมขื่น ราวกับทุกสิ่งที่เธอเชื่อมาตลอดพังทลายไปจนไม่เหลือ หลี่หลงเฟยยื่นมือไปจับมือเธอเบาๆ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านเข้ามา ราวกับพยายามจะปลอบโยน


“ขอโทษ…” หลี่หลงเฟยเอ่ยเสียงแผ่วเบา เขาเองก็รู้สึกทรมานไม่แพ้เธอ เมื่อเห็นน้ำตาของหมินเหลียน เขาตระหนักได้ว่าความเจ็บปวดของเธอเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจปลอบโยนได้หมด


บทที่ 122: แยกจากกัน


“พี่… ไม่อาจปล่อยให้คนผิดรอดไปได้” เขากล่าวอย่างหนักแน่น แม้รู้ว่ามันอาจไร้ค่าเมื่อเทียบกับสิ่งที่หมินเหลียนต้องเผชิญ แต่เขาก็ไม่อาจทิ้งเธอไปได้


หมินเหลียนสะอื้นเบาๆ ดวงตาแดงก่ำมองหลี่หลงเฟยด้วยความสับสน ในใจของเธอมีทั้งความโกรธ ความเสียใจ และความรู้สึกที่ไม่อาจเข้าใจ แต่ท่ามกลางความวุ่นวายทั้งหมดนั้น หัวใจเธอก็ยังรู้สึกถึงความจริงใจในแววตาของหลี่หลงเฟย


“ทำไมทุกอย่างต้องเป็นเช่นนี้…ทำไมพ่อของฉันต้องถูกจับ ทำไมต้องหลอกลวงฉัน…” น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ แต่ในแววตายังมีประกายของคนที่อยากได้รับคำตอบ


หลี่หลงเฟยมองดูหมินเหลียนที่กำลังร้องไห้ด้วยหัวใจที่เจ็บปวด เขารู้ว่าคำตอบของเขาอาจไม่ช่วยปลอบโยนเธอได้ แต่เขาก็รู้สึกถึงความจำเป็นที่ต้องอธิบายให้เธอเข้าใจถึงเหตุผลที่เขาต้องทำเช่นนี้


“หมินเหลียน…พี่เข้าใจว่าทั้งหมดนี้มันโหดร้ายสำหรับเธอ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่แฝงด้วยความมุ่งมั่น “แต่พ่อของเธอทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย การค้าที่เขาเกี่ยวข้องไม่ได้ทำร้ายแค่เมืองนี้ แต่ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนมากมาย ผมไม่ได้ต้องการทำร้ายเธอ…แค่ต้องหยุดสิ่งเลวร้ายนี้จากการทำร้ายคนอื่นๆ”


หมินเหลียนสะอื้นเสียงเบา น้ำตาร่วงหล่นเป็นสายเมื่อได้ยินคำพูดของเขา เธอรู้สึกขมขื่นและขัดแย้งในใจ ความรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกหักหลังปะปนไปกับความจริงที่เธอเพิ่งได้รู้ หัวใจของเธอแหลกสลายเพราะภาพพ่อที่เคยเป็นเหมือนฮีโร่ในสายตาของเธอกลับกลายเป็นผู้ต้องหาในสายตาของหลี่หลงเฟย


“พี่คิดว่าฉันควรทำยังไง?” เธอถามเสียงสั่น น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเศร้าและความสิ้นหวัง “ควรจะเกลียดพ่อของตัวเองไหม…หรือควรเกลียดพี่ที่หลอกฉันมาตลอด?”


หลี่หลงเฟยรู้สึกถึงความหนักอึ้งในใจของหมินเหลียน เขาเข้าใจดีว่าเธอต้องเผชิญกับความสับสน และเจ็บปวดที่แทบจะทนไม่ไหว เขาเลือกที่จะจับมือของเธอไว้แน่น พลางเอ่ยเสียงนุ่มนวล


“เธอมีสิทธิ์ที่จะรู้สึกแบบนั้น พี่ไม่เคยคาดหวังว่าเธอจะให้อภัย เพียงแต่…ต้องการให้รู้ว่าทุกสิ่งที่พี่ทำ พี่ทำไปเพราะมันจำเป็น”


หมินเหลียนจ้องมองหลี่หลงเฟยด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตา เธอรู้สึกถึงความจริงใจที่เขามีต่อเธอ แม้ว่าเขาจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ทำให้ชีวิตเธอต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล แต่แววตาของเขาก็ทำให้เธอรู้ว่าเขาเองก็ไม่ได้มีความสุขกับการต้องทรยศต่อความไว้ใจของเธอ


“เสร็จงานของของพี่แล้ว พี่…จะทิ้งฉันไปใช่ไหม?” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่ว พลางมองเขาด้วยความหวังริบหรี่


หลี่หลงเฟยเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาของเขามองหมินเหลียนอย่างหนักแน่น แต่ในแววตาคู่นั้นก็สะท้อนถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนลึกอยู่ เขารู้ดีว่าในฐานะของเขาและสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอแทบเป็นไปไม่ได้


“หมินเหลียน…” เขาเอ่ยชื่อของเธอเสียงแผ่ว น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยราวกับต้องการปลอบโยน แต่ก็รู้ว่าคำพูดใดๆ คงไม่ช่วยเยียวยาความเจ็บปวดนี้ได้ “พี่ไม่อยากให้เธอต้องเจ็บปวดเพราะพี่อีก…ไม่อยากให้เธอต้องรออะไรที่ไม่มีทางเป็นจริงได้”


หมินเหลียนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เธอพยายามจะยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นกลับดูขมขื่น จนใจหลี่หลงเฟยแทบแตกสลาย ความเงียบที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาทำให้บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง


“ฉันเข้าใจ…เพราะตำแหน่งของพี่ ภาระหน้าที่ที่พี่มี…และทุกสิ่งทุกอย่างที่พี่ต้องทำ” เธอกล่าวเสียงสั่น พลางสูดหายใจลึกเพื่อเก็บความเข้มแข็งไว้ในน้ำเสียง แม้หัวใจจะเต้นด้วยความเจ็บปวดที่กัดกินไปทั่ว


หลี่หลงเฟยรู้สึกถึงทุกคำที่เธอพูด ราวกับมีดที่บาดลึกเข้าไปในใจ แต่เขาก็ไม่อาจหาคำใดมาปฏิเสธความจริงที่เธอกำลังเผชิญอยู่ เขาค่อยๆเอื้อมมือไปจับมือของเธออย่างแผ่วเบา ฝ่ามืออบอุ่นของเขาโอบกุมเธอไว้แน่นราวกับเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้ทำเช่นนี้


“ถึงแม้ว่าเราอาจต้องแยกจากกัน…แต่เธอต้องอยู่ต่อไปได้แน่ๆ” หลี่หลงเฟยพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ทุกคำที่เปล่งออกมาช่างยากเย็นสำหรับเขา


หมินเหลียนหลับตาลง น้ำตาไหลลงแก้ม เธอรับรู้ถึงความจริงที่เลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าใจจะเจ็บปวดเพียงใด เธอค่อยๆปล่อยมือจากเขาช้าๆ ราวกับปลดปล่อยความฝันที่เคยมีให้หลุดลอยไปในสายลม


“ถ้าอย่างนั้น…ขอให้พี่ปลอดภัย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือทำอะไร” เธอพูดเสียงแผ่ว ริมฝีปากสั่นเครือ เธอพยายามยิ้มให้เขาอีกครั้ง แม้จะเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความขมขื่น


หลี่หลงเฟยมองเธออย่างสุดซึ้ง เขารู้ว่าเขาไม่อาจขอให้เธอรอได้อีกต่อไป ชีวิตของเขาถูกลิขิตไว้ในเส้นทางที่เต็มไปด้วยความลับและอันตราย แต่ความทรงจำในช่วงเวลาที่เขามีร่วมกับหมินเหลียน จะกลายเป็นสิ่งที่เขาพกติดตัวไปตลอดชีวิต


หมินเหลียน แม้จะรู้สึกใจสลาย เธอยังคงมองหลี่หลงเฟยเป็นครั้งสุดท้าย ขณะที่เขาหันหลังจากไป ร่างของเขาค่อยๆลับหายไปในเงามืด เหลือเพียงความเงียบงัน และความทรงจำของเขาที่ทิ้งไว้ในใจของเธอตลอดไป


หมินเหลียนได้สูญเสียทั้งความฝัน และคนที่เธอรัก แต่เธอก็รู้ว่าหลี่หลงเฟยจะยังคงอยู่ในหัวใจของเธอ และแม้ว่าเส้นทางของพวกเราจะแยกจากกัน เธอก็ภาวนาให้เขาปลอดภัยเสมอในทุกย่างก้าวของชีวิต


เช้าวันใหม่มาถึง แสงอ่อนของพระอาทิตย์เริ่มลอดผ่านหน้าต่างห้องที่หลี่หนิงเซียนนั่งอยู่ เธอมองออกไปไกลด้วยสายตาที่ครุ่นคิด หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะ หลังจากเหตุการณ์ทุกอย่างสิ้นสุดลงแล้ว มันควรจะเป็นเวลาที่เธอควรจะผ่อนคลายและปล่อยวางได้เสียที แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น


ขณะที่หลี่หนิงเซียนเก็บตัวอยู่นั้น ความคิดของเธอกลับพุ่งไปที่เรื่องการค้าทันที ภาพความคึกคักของตลาดสด ความเร่งรีบในร้านขายชา และร้านผ้าในเมือง ทำให้เธอรู้ว่าแม้ทุกอย่างจะจบลงแล้ว แต่ชีวิตของเธอก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป


เธอไม่สามารถปล่อยแหล่งทำเงินทั้งหมดที่เห็นตรงหน้าได้ หมินคงที่เคยเป็นพ่อค้าผู้กุมทุกอย่างไว้ จะต้องมีร้านค้าในเมืองหลายร้าน ร้านที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตของผู้คนในเมืองนี้ยังต้องมีคนดูแลแทน และเธอเป็นคนที่อยากได้โอกาสนั้น


เธอขมวดคิ้วคิดถึงผู้คนในเมือง เธอรู้ว่าในช่วงเวลาเช่นนี้ การหาใครสักคนที่มีความสามารถและซื่อสัตย์อาจเป็นเรื่องยาก แต่เธอไม่มีทางเลือกอื่น หากจะดูแลร้านได้ ต้องมีคนในเมืองมารับหน้าให้เธอ เพื่อเธอจะได้ดูกิจการเบื้องหลัง โดยไม่ให้ใครจับได้ถึงตัวตนของเธอ


หลี่หนิงเซียนลุกขึ้น ร่างเล็กของเธอก้าวออกไปข้างนอก สูดหายใจลึก ทอดมองดูผู้คนในตลาดอย่างตั้งใจ นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เธอจะสร้างเครือข่ายร้านค้าของเธอเอง อย่างที่เธอหวังไว้


หลี่หนิงเซียนเดินทอดน่องผ่านตลาดอย่างช้าๆ สายตาของเธอจับจ้องไปที่ใบหน้าของผู้คนที่พลุกพล่าน เธอมองหาคนที่ดูน่าเชื่อถือ ใครสักคนที่สามารถช่วยเธอขับเคลื่อนแผนการให้เป็นจริง โดยไม่เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเธอ


จนกระทั่งเธอเห็นหญิงสาวร่างสูงโปร่งในชุดผ้าฝ้ายสีฟ้าเดินสวนมา ใบหน้าของหญิงสาวเต็มไปด้วยความเศร้า แต่ท่าทางการเดินที่มั่นใจสะกดสายตาของหลี่หนิงเซียนไว้


“หมินเหลียน…” หลี่หนิงเซียนพึมพำเบาๆ จำได้ว่าเธอเคยพบหญิงสาวคนนี้ตอนให้ตู้ข่ายหาข่าวของฉางเฟิ่ง หมินเหลียนคนนี้ คือคนที่ให้ฉางเฟิ่งมาเป็นลูกค้าประจำร้านเธอเพื่อสืบเรื่องเธอ แต่ไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้น เธอจึงแค่รบกวนคนมาเฝ้าดู


ตอนนี้เธอรู้แเล้วว่าหมินเหลียนคนนี้ให้คนมาตามสืบ เพราะแค่สงสัยความสัมพันธ์ของเธอกับหลี่หลงเฟย พอมาทบทวนดูแล้วทำให้เธอรู้ว่า หมินเหลียนคนนี้ก็แค่ลูกคุณหนู ที่ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร หมินเหลียนหยุดชะงัก เมื่อเห็นหลี่หนิงเซียนเดินตรงเข้ามาหา


บทที่ 123: ฉันแต่งงานแล้ว


“เราไม่เคยเจอกัน แต่คงรู้จักกันดีสินะ” หลี่หนิงเซียนพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มบางๆ ดวงตาของเธออ่านอารมณ์บนใบหน้าของหมินเหลียนได้อย่างชัดเจน หญิงสาวตรงหน้ายืนเงียบไปสักครู่ก่อนจะพยักหน้าเบาๆอย่างไม่แน่ใจ


“เธอมาหาสามีเหรอ?” หมินเหลียนถาม น้ำเสียงคล้ายแฝงด้วยความระแวงเล็กน้อย แต่ก็เต็มไปด้วยความอับอาย หลี่หนิงเซียนสูดลมหายใจลึก ก่อนจะตัดสินใจบอกความจริงที่อีกฝ่ายอาจไม่เคยคาดคิด


“ไม่ใช่… ฉันมาหาพี่ชายของฉัน ที่เธออาจรู้จักในนามจ้าวเฉินนะ”


“พี่ชายงั้นหรือ? แต่… เธอแต่งงานแล้วนี่” หมินเหลียนพูดด้วยความสับสนหลี่หนิงเซียนหัวเราะเบาๆ


“ใช่ ฉันแต่งงานแล้ว สามีของฉันชื่อกงชุน เขาทำงานในกองทัพเช่นเดียวกับพี่ชายของฉัน” เสียงของหลี่หนิงเซียนเต็มไปด้วยความสบายใจ เธอตั้งใจจะคลายความกังวลให้หญิงสาวตรงหน้า


หมินเหลียนนิ่งไป ใบหน้าของเธอฉายแววเขินอาย รู้สึกว่าความเข้าใจของตนเองอาจจะพาไปไกลเกินเหตุ รอยยิ้มเจื่อนปรากฏขึ้นบนใบหน้าขณะที่เธอกล่าวเสียงอ่อย


“ฉัน… ฉันไม่รู้เลยว่าเป็นแบบนี้ ฉันคิดไปไกลมาก…” หลี่หนิงเซียนหัวเราะเบาๆ พลางเอื้อมมือไปแตะไหล่ของหมินเหลียนเบาๆ


“ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจดีว่าทำไมเธอถึงสงสัย พี่ชายของฉันก็ไม่สามารถบอกใครเรื่องครอบครัวได้”


หมินเหลียนสูดลมหายใจลึก ความกังวลในใจคลายลงไปบางส่วน พลางมองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป


“ฉันขอโทษที่เคยทำให้เธอรำคาญใจ… ฉันคิดว่าเธออาจจะเป็น…” เธอยิ้มเจื่อนๆอย่างเสียหน้า


“ไม่เป็นไรหรอก เรามีจุดเริ่มต้นที่ค่อนข้าง…แปลกอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นโอกาสดี” หลี่หนิงเซียนตอบอย่างอ่อนโยน


“เรื่องอะไรเหรอ?” หมินเหลียนเอียงคออย่างสงสัย หลี่หนิงเซียนยิ้มบางๆ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเชื่อมั่น


“ฉันรู้ว่าเธอมีฝีมือ และเข้าใจการค้าของตระกูลตัวเอง ฉันต้องการให้เธอช่วยเป็นผู้ดูแลร้านค้าบางส่วนในเมืองนี้แทนพ่อของเธอ โดยมีฉันเป็นผู้สนับสนุนเบื้องหลัง”


หมินเหลียนจ้องมองหลี่หนิงเซียนด้วยดวงตาเป็นประกาย แต่เธอยังไม่ตอบตกลงในทันที “ทำไมคุณถึงเลือกฉันล่ะคะ? พ่อของฉันถูกจับ ถ้าเอาฉันไปออกหน้า คุณจะลำบากกว่าใช้คนอื่นนะคะ”


“เพราะฉันเห็นว่าเธอมีความสามารถ และเข้าใจในการค้าดี” หลี่หนิงเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงความมั่นใจ “ส่วนเรื่องที่จะทำให้เธอสามารถรับหน้าที่ต่อได้… ฉันจะจัดการทุกอย่างเอง”


“คุณดูมั่นใจมากนะคะ” หมินเหลียนมองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาทึ่ง หลี่หนิงเซียนยิ้มมุมปากเล็กน้อย


“ตลอดหนึ่งปีมานี้ ฉันทำอะไรไปบ้าง เธอน่าจะรู้ดี และที่สำคัญ… จุดจบของคนที่หักหลังฉัน เธอก็คงเคยเห็น” หมินเหลียนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง รู้สึกถึงความเด็ดเดี่ยวที่แฝงอยู่ในคำพูดของอีกฝ่าย แม้จะรู้สึกเกรงเล็กน้อย แต่เธอก็ปฏิเสธไม่ได้ ว่าหลี่หนิงเซียนคือผู้ที่สามารถทำให้ทุกอย่างเป็นจริงได้


“การร่วมมือกันครั้งนี้จะไม่เพียงแค่ทำให้เธอได้ดูแลร้านค้าของตระกูลหมิน แต่ยังจะทำให้มันเติบโตไปไกลกว่าที่เคย เธอจะได้แสดงฝีมือ และความสามารถของเธอออกมาอย่างเต็มที่” หลี่หนิงเซียนเอ่ยพลางมองเธอด้วยสายตาแน่วแน่ หมินเหลียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดหายใจลึกและพยักหน้าตอบรับ


“ถ้าคุณหนูหนิงเซียนเชื่อมั่นในตัวฉัน ฉันก็ยินดีรับข้อเสนอนี้ค่ะ” น้ำเสียงของเธอแฝงด้วยความมั่นใจและความมุ่งมั่นที่ค่อยๆเพิ่มขึ้น รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลี่หนิงเซียน


เมื่อเห็นว่าการร่วมมือกันนี้กำลังก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง เครือข่ายร้านค้าในเมืองเริ่มจะมีทิศทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เธอรู้สึกว่าการเริ่มต้นครั้งใหม่นี้ อาจจะนำมาซึ่งอนาคตที่ยิ่งใหญ่และมั่นคง


หลังจากที่ได้หมินเหลียนเป็นคนออกหน้าให้ในกิจการ หลี่หนิงเซียนรู้ดีว่าเธอยังงานสำคัญอีกอย่างที่ต้องจัดการ หากเธอต้องการสร้างเครือข่ายร้านค้าให้เติบโต และมั่นคงมากขึ้น เธอจำเป็นต้องไปพบกับบุคคลคนหนึ่ง ผู้ที่มีอิทธิพลพอจะเปิดทาง และเป็นแรงสนับสนุนเบื้องหลังให้เธอได้


ในช่วงบ่ายวันนั้น หลี่หนิงเซียนเดินทางไปยังหอการค้าแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยพ่อค้ารายใหญ่ และบุคคลระดับสูงของเมือง สถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางในการเจรจาการค้า


ทุกคนที่มาที่นี่ล้วนต้องการผลประโยชน์ และพันธมิตรที่แข็งแกร่ง และคนที่เธอหมายมั่นจะพบในวันนี้คือเซี่ยงหมิง อดีตผู้ดูแลการค้าของรัฐบาลที่ผันตัวมาเป็นที่ปรึกษาของเหล่าพ่อค้าและข้าราชการ เขาคือคนที่สามารถให้ข้อมูลเชิงลึก และแผนกลยุทธ์ที่สำคัญกับเธอได้


เมื่อหลี่หนิงเซียนเดินเข้าไปในห้องรับรอง เธอเห็นเซี่ยงหมิงนั่งรออยู่แล้ว ชายวัยกลางคนที่มักจะสงบนิ่ง และช่างสังเกต สายตาของเขาดูเฉียบคมราวกับมองทะลุทุกคนที่เดินผ่านเข้ามา หลี่หนิงเซียนไม่ลังเลที่จะเดินไปนั่งตรงข้ามเขา


“เซี่ยงหมิง” หนิงเซียนทักด้วยน้ำเสียงสุภาพ แววตาของเธอนิ่งสงบแต่แฝงด้วยความจริงใจ รอยยิ้มบางๆปรากฏบนใบหน้า แสดงถึงความเป็นมิตรที่เก็บซ่อนความอบอุ่นไว้ในนั้น


เธอกับฮุ่ยเซี่ยงหมิงพบกันเมื่อครึ่งปีก่อนโดยบังเอิญ ตอนนั้นเขาเดินทางมาพร้อมกับภรรยา เพื่อมาไหว้บรรพบุรุษที่เมืองหลวง ภรรยาของฮุ่ยเซี่ยงหมิงนั้นสุภาพ และอ่อนโยนไม่ต่างจากเขา


ทั้งคู่ดเป็นคู่สามีภรรยาทที่น่าชื่นชม และใส่ใจกันเสมอจนคนรอบข้างสังเกตเห็น หลี่หนิงเซียนรู้สึกประทับใจในความรัก และความอบอุ่นระหว่างพวกเขา ระหว่างที่ฮุ่ยเซี่ยงหมิง และภรรยาแวะไปทานติ่มซำ ที่ร้านของหลี่หนิงเซียน สายตาของเขาสอดส่ายไปมาอย่างพิจารณา ราวกับชื่นชมความเรียบง่ายและบรรยากาศในร้าน


จนตอนที่พวกเขากำลังเดินทางกลับ เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น โจรกลุ่มหนึ่งพุ่งออกมาจากตรอกแคบลับตาคน ตั้งใจดักปล้นผู้มาเยือนจากต่างถิ่น หลี่หนิงเซียนเห็นเหตุการณ์ และรู้ทันทีว่าเธอไม่อาจนิ่งดูดายได้ จึงรีบเข้าไปช่วย โดยมีมู่โจวที่มีฝีมือในการต่อสู้เข้าร่วมด้วย ทั้งคู่ช่วยกันรับมือกับพวกโจรจนในที่สุดพวกมันหนีไป ทิ้งร่องรอยไว้เป็นเพียงเงาในตรอกมืด


หลังจากเหตุการณ์นั้น หลี่หนิงเซียน และฮุ่ยเซี่ยงหมิงต่างก็รู้สึกถึงความเชื่อมโยงบางอย่างที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ชายผู้นี้ไม่ได้มีเพียงท่าทางสุภาพ แต่ยังมีน้ำใจ และความจริงใจที่สัมผัสได้ นับแต่นั้นพวกเขาก็เริ่มติดต่อกันบ้างเป็นครั้งคราว


เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกไว้วางใจ และมิตรภาพของพวกเขาค่อยๆก่อตัวขึ้นอย่างไม่รีบร้อน แม้ไม่ได้พบหน้ากันบ่อยนัก แต่ทุกครั้งที่พวกเขาสบตากัน ต่างก็รู้ว่ามิตรภาพระหว่างพวกเขานั้นแน่นแฟ้นขึ้นเสมอ


“หนิงเซียนมาได้ยังไง?” ฮุ่ยเซี่ยงหมิงกล่าวอย่างแปลกใจที่อีกฝ่ายมาถึงเมืองไป๋ชานด้วยตัวเอง


“ฉันมาขอความช่วยเหลือ” ฮุ่ยเซี่ยงหมิงได้ยินก็ยิ้มรับอย่างอ่อนโยน ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเขาทอประกายอบอุ่น พลางพยักหน้าอย่างหนักแน่น


“สำหรับเธอ ฉันยินดีช่วยเสมอ” คำพูดของเขาช่างเรียบง่าย แต่เปี่ยมด้วยความหมาย


“เรื่องที่ฉันจะขอให้ช่วย มันอาจจะยุ่งยากหน่อย” หลี่หนิงเซียนระบายยิ้มออกมาบางๆ สายตาหลุบต่ำลงเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจพูดสิ่งที่ค้างคาในใจ เซี่ยงหมิงมองเธออย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง


“เธอไม่ต้องกังวลหรอก บอกมาเถอะ ฉันพร้อมจะช่วยเธอทุกทาง”


“ฉันรู้ว่าอาจเป็นการรบกวน แต่เรื่องนี้ฉันไว้ใจใครไม่ค่อยได้…” หลี่หนิงเซียนพูดพร้อมกับรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความโล่งใจ แต่ซ่อนความกังวลบางอย่างไว้ในแววตา ฮุ่ยเซี่ยงหมิงพยักหน้ารับ รอยยิ้มอบอุ่นของเขายิ่งทำให้เธอรู้สึกสบายใจ


“ไม่ต้องห่วง บอกมาเถอะ มีอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้บ้าง?” ฮุ่ยเซี่ยงหมิงถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สายตาจริงจัง ราวกับพร้อมจะรับฟังทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่แค่ไหน


หลี่หนิงเซียนสบตาเขา นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาช้า ด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นแต่แฝงความมุ่งมั่น


“ฉันต้องการร้านค้าของหมินคงทั้งหมดมาอยู่ในความดูแลของฉัน”


บทที่ 124: โอกาสไม่ได้มีเสมอ


ฮุ่ยเซี่ยงหมิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นครุ่นคิดทันที การได้สิทธิ์ดูแลร้านค้าของหมินคงไม่ใช่เรื่องเล็ก หมินคงมีเครือข่ายการค้าขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลในเมือง และยังต่างเมืองในจุดที่พันธมิตรดูแล


มีทั้งร้านยาตำรับโบราณ เครื่องราง และของหายาก ร้านค้าที่ว่ามีประวัติยาวนาน และเกี่ยวข้องกับตระกูลหมิน ซึ่งเป็นตระกูลใหญ่ของเมือง การที่หลี่หนิงเซียนต้องการร้านค้าทั้งหมดมาอยู่ในมือ แสดงว่าเธอมีแผนการใหญ่ที่ต้องการจะลงมือทำอย่างแน่นอน


“งั้นคงต้องคุยกันยาว” ฮุ่ยเซี่ยงหมิงพูดขึ้นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะถอนหายใจออกมาช้าๆ “เธอคนมาออกหน้าแทนหรือยัง?”


“หมินเหลียน” หลี่หนิงเซียนพูด ด้วยแววตามุ่งมั่นที่ฉายชัดยิ่งขึ้น


“การเอาร้านทั้งหมด มาอยู่ในความดูแลของเธอ โดยใช้ลูกหมินคงมันเป็นทางที่ยากที่สุด เธอรู้ใช่ไหม?” หลี่หนิงเซียนพยักหน้า ดวงตาของเธอสะท้อนความมุ่งมั่นที่เด่นชัด


“ถ้าฉันได้คุมร้านค้าพวกนั้น ฉันจะมีโอกาสควบคุมทิศทางธุรกิจทั้งหมด และหมินเหลียนก็เหมาะที่สุด เพราะเธอรู้ทุกอย่างอาจรวมไปถึงที่รัฐบาลสืบไม่เจอ”


ฮุ่ยเซี่ยงหมิงถอนหายใจเงียบๆ เขาเข้าใจดีว่าสิ่งที่หลี่หนิงเซียนต้องการอยู่นั้นไม่ใช่เรื่องเล็ก การรับสิทธิ์ดูแลร้านค้าทั่งที่ตระกูลมีความผิด ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตระกูลที่มีความผิดค้าฝิ่นเช่นนี้


“ได้” เขาพูดในที่สุด “ถ้าเธอตัดสินใจแบบนี้ ฉันจะช่วยเธอ แต่ต้องวางแผนให้รัดกุม”


หลี่หนิงเซียนยิ้มบางๆที่มุมปาก เธอรู้ดีว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก แต่คงไม่เกินกำลังหากฮุ่ยเซี่ยงหมิงออกหน้า ทั้งยังตัดโอกาสพวกคู่แข่งที่เคารพในตัวเขาออกไปได้อีกด้วย


“แต่ช่วงปีแรกร้านอาจจะต้องโดนรัฐบาลคุมเข้มนะ” ฮุ่ยเซี่ยงหมิงเตือนด้วยสีหน้าจริงจัง หลี่หนิงเซียนพยักหน้า


“ไม่มีปัญหา” เธอมั่นใจ แม้จะรู้ว่ากฎเกณฑ์ของทางการ อาจเป็นภาระเพิ่ม แต่เธอก็เตรียมใจไว้แล้ว


“งั้นเธอก็รอรับงานหนักได้เลย” ฮุ่ยเซี่ยงหมิงยิ้มบาง


“ยินดีทำมาก” หลี่หนิงเซียนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ความมุ่งมั่นของเธอทำให้ฮุ่ยเซี่ยงหมิงรู้สึกชื่นชมในใจ เขาครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะพูดอย่างอารมณ์ดี


“มาเปิดร้านติ่มซำที่เมืองนี้ด้วยสิ ร้านไหนๆก็ไม่เหมือนของเธอ ภรรยาฉันยังบ่นอยากกินอยู่เลย” หลี่หนิงเซียนหัวเราะเบาๆ


“งั้นวันนี้ฉันลงมือทำให้ก็ได้ ถือว่าตอบแทนน้ำใจ”


“ดีๆ” ฮุ่ยเซี่ยงหมิงยิ้มกว้าง “ว่าแต่เธอแวะมาที่นี่แค่เรื่องนี้หรือ? ฉันยังสงสัยอยู่… เรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืน ทำไมเธอรู้ข่าวได้เร็วขนาดนี้?”


หลี่หนิงเซียนหลุบตาลงนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบเรียบๆ “ฉันมาหาพี่ชาย”


“พี่ชาย?” ฮุ่ยเซี่ยงหมิงขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ


“จ้าวเฉิน” เธอตอบสั้นๆ แฝงไว้ด้วยความรู้สึกบางอย่างในน้ำเสียง ฮุ่ยเซี่ยงหมิงพยักหน้าเข้าใจทันที


“พี่ชายเธอเป็นสายของกองทัพสินะ”


“ใช่” หลี่หนิงเซียนถอนหายใจเล็กน้อย สีหน้าของเธอดูเศร้าและอึดอัด “ฉันเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องของเขาหรอก เพิ่งจะรู้ว่าเขาเป็นสายกองทัพไม่นานมานี้…”


ฮุ่ยเซี่ยงหมิงเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะพูดออกมา “ถ้าเป็นแบบนั้น เธอคงไม่รู้สินะว่า ตอนนี้เขากำลังจะได้เลื่อนขั้นเป็นผู้บังคับการกองร้อย”


หลี่หนิงเซียนชะงักไป สีหน้าแสดงความสับสนและไม่แน่ใจ เธอไม่เคยรู้เลยว่าพี่ชายคนนี้ จะกลายมาเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญในกองทัพ เธอรู้สึกเหมือนโลกของเธอถูกเปลี่ยนแปลงไปในพริบตา ฮุ่ยเซี่ยงหมิงสังเกตเห็นท่าทางของเธอและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน


“บางทีการได้รู้จักพี่ชายของเธอ อาจจะช่วยให้เธอเข้าใจอะไรได้มากขึ้น ทั้งเรื่องครอบครัว และเรื่องที่เขายอมเสี่ยงชีวิตเพื่อประเทศ” หลี่หนิงเซียนเงยหน้าขึ้น สายตาเต็มไปด้วยความลังเล และคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบ ความคิดในหัวของเธอชวนให้รู้สึกว้าวุ่น แต่ลึกๆแล้วเธอก็อยากจะได้รู้จักพี่ชายจริงๆ


“เซี่ยงหมิง… ฉันเองก็ไม่รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหน” ฮุ่ยเซี่ยงหมิงเฝ้ามองเธอเงียบๆ ก่อนจะพูดอย่างนุ่มนวล


“ถ้าเธอคิดจะสานสัมพันธ์พี่น้อง ฉันคิดว่าเขาก็อยากเช่นกัน ดูจากสิ่งที่เขาทำเพื่อปกป้องเธอ…” หลี่หนิงเซียนพยักหน้าช้าๆ ใจเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย เธอไม่เคยคาดหวังจะได้รับความช่วยเหลือ


แต่เมื่อรู้ว่าเขาได้ทำหลายอย่างเพื่อหลี่หนิงเซียน แม้ในวันที่ต้องทำงานอยู่ในเงามืดเพื่อปกป้องครอบครัว ความรู้สึกที่มีต่อพี่ชายร่างนี้กลับมาเติมเต็มใจเธอให้อยากเป็นน้องของเขาจริงๆ ฮุ่ยเซี่ยงหมิงมองเธออย่างเข้าใจ ก่อนจะกล่าวเสริม


“หลังจากงานนี้จบ ถ้าเธอมีอะไรอยากจะพูดกับเขา ก็อย่ารอช้า โอกาสไม่ได้มีเสมอ” หลี่หนิงเซียนเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆพยักหน้า หวังว่าสักวันหนึ่ง เธอจะมีโอกาสได้คุยกับหลี่หลงเฟยในฐานะน้องสาวที่เขาห่วงใยเสมอมา


หลี่หนิงเซียนกลับมาในตอนค่ำ อากาศยามค่ำคืนเย็นสบาย แต่ในใจเธอรู้สึกหนักอึ้งอยู่บ้าง ทันทีที่เธอเดินเข้ามาในลานหน้าร้าน ที่ปกติจะสงบเงียบกลับมีเงาสองร่างยืนรออยู่ในความมืด


เมื่อมองให้ชัด เธอเห็นว่าเป็นกงชุนกับหลี่หลงเฟย ทั้งสองยืนอยู่ท่ามกลางแสงโคมไฟที่ส่องจากในร้านออกมา สีหน้าของพวกเขาดูเหมือนกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง และเมื่อเห็นเธอ พวกเขาก็ขยับเข้ามาทันที


“หนิงเซียน!” กงชุนเรียกด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูทั้งโล่งอก และตำหนิไปในตัว


“ไปไหนมา ทำไมไม่บอกใครเลย?” หลี่หลงเฟยเสริม เขามองเธอด้วยแววตาจริงจัง ทั้งคู่ดูไม่ค่อยพอใจที่เธอหายตัวไปโดยไม่มีการบอกกล่าวใดๆ


หลี่หนิงเซียนหลบตาลงเล็กน้อย รู้สึกผิดที่ทำให้พวกเขาต้องเป็นห่วง “ขอโทษด้วย ฉันมีเรื่องสำคัญต้องไปจัดการนิดหน่อย และไม่คิดว่าจะใช้เวลานานขนาดนี้”


“ถ้าเป็นเรื่องสำคัญ เธอก็ควรจะบอกเราบ้าง ฉันเป็นห่วงเธอ” กงชุนถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะลดน้ำเสียงให้อ่อนลง เขาเอื้อมมือไปจับแขนเธอเบาๆ แสดงถึงความเป็นห่วง


“เข้าใจแล้ว คราวหน้าฉันจะไม่ทำให้พวกนายต้องเป็นห่วงแบบนี้อีก” หลี่หนิงเซียนยิ้มบางๆ แววตาของเธออ่อนลง เมื่อได้เห็นความห่วงใยที่พวกเขามีต่อเธอ หลี่หลงเฟยมองเธออย่างสำรวจ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง


“หนิงเอ๋อร์ต้องระวังตัวมากกว่านี้ ต่อไปมีอะไรก็บอกพี่ได้ น้องยังมีพี่ชายทั้งคน” หลี่หนิงเซียนพยักหน้า พร้อมกับยิ้มให้ทั้งสองด้วยความซาบซึ้ง แม้เธอจะรู้ดีว่าตนเองสามารถจัดการกับปัญหาหลายอย่างได้ แต่การรู้ว่ามีคนที่พร้อมยืนเคียงข้าง และคอยปกป้องทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นขึ้น


“แล้วถ้าฉันไม่ใช่น้องสาวจริงๆของพี่ พี่จะยังห่วงใยฉันเหมือนเดิมอยู่ไหม?” หลี่หนิงเซียนถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่แววตาของเธอเต็มไปด้วยความกังวล เธอมองหลี่หลงเฟยอย่างลังเล ราวกับกลัวคำตอบที่จะได้รับ


หลี่หลงเฟยมองกลับมาอย่างอ่อนโยน ดวงตาของเขาทอประกายความมั่นคงที่มอบให้เธอเพียงคนเดียว


“ไม่ใช่น้องสาวพี่ แล้วเธอจะเป็นใคร? หลี่หนิงเซียนก็คือเธอไม่ใช่เหรอ ทั้งจากนี้ และตลอดไป”


หลี่หนิงเซียนนิ่งไป ความรู้สึกหลากหลายวิ่งวุ่นในใจ เธอไม่คาดคิดว่าเขาจะตอบแบบนี้ ราวกับว่าวิญญาณของเธอ เป็นสิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนความห่วงใยที่เขามีต่อน้องสาวได้


“พี่…” เธอพึมพำ ไม่รู้จะตอบอย่างไรกับความรู้สึกที่กำลังปั่นป่วนในใจ ราวกับความอบอุ่นนั้นห่มคลุมเธอ ทำให้เธอลืมไปชั่วขณะว่าพวกเขาไม่ได้เป็นพี่น้องที่แท้จริง


“ไม่ได้มีแค่พี่ชาย… แต่เธอยังเป็นภรรยาของฉันด้วย จำได้ไหม?” ทันใดนั้น กงชุนก็เอื้อมมือมาจับมือเธอเบา ๆ สายตาของเขาดูอ่อนโยน แต่แฝงด้วยความมุ่งมั่นที่ชัดเจน เขาพูดพร้อมกับหัวเราะเบาๆ ทำให้บรรยากาศอึดอัดเมื่อครู่เริ่มผ่อนคลายลง


บทที่ 125: กลิ่นดอกโม่ลี่


“ฉันรักเธอในแบบที่เธอเป็น ในแบบที่ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงได้ ต่อให้ไม่ใช่หลี่หนิงเซียน ฉันก็จะยังห่วงใย และปกป้องเธออยู่ดี” หลี่หนิงเซียนหน้าแดงทันทีเมื่อได้ยิน เขายิ้มอย่างเอ็นดู ยกมือเธอขึ้นมาประสานกับมือของเขาหนิงเซียนก้มหน้าหลบสายตา ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในใจเธอเอ่อล้นขึ้นมาอย่างท่วมท้น


“กงชุน… ขอบคุณนะ” เธอเอ่ยออกมาเสียงแผ่วเบา ทั้งที่ใจนั้นอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีประกายแสงสว่างในความมืดมิด กงชุนบีบมือเธอเบาๆ แววตาที่มองเธอเต็มไปด้วยคำสัญญาที่ไม่ต้องเอ่ยออกมาทั้งหมด


“จำไว้นะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันก็จะอยู่ข้างเธอเสมอ”


“หนิงเอ๋อร์ ไปนั่งกินชาคุยกันด้านในดีกว่า” หลี่หลงเฟยพูดขัดความหวานของคนทั้งคู่ขึ้น เพราะเขาเองก็อยากพูดคุยกับน้องสาวคนนี้ คำถามของหลี่หนิงเซียนก่อนหน้าทำให้เขานึกถึงฝัน ดูเหมือนว่าน้องที่เขาทะนุถนอนมาตั้งแต่เกิดจะจากไปแล้วจริง


คำพูดที่น้องบอกว่า ชีวิตคนมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ อย่าใจร้ายกับหลี่หนิงเซียนคนใหม่นะ และใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง เขาจะทำตามนั้น เพราะไม่ว่าจะหลี่หนิงเซียนคนไหนก็คือน้องสาวเขา


“ได้ค่ะ ฉันมีอะไรเล่าให้พี่ฟังเยอะเลย” หลี่หนิงเซียนพูดจน ทั้งสามเดินเข้าไปในร้าน ความเงียบสงบของค่ำคืนนี้ก็กลับมาอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกอุ่นใจ ที่ทำให้หลี่หนิงเซียนรู้ว่าต่อให้เธอจะต้องเผชิญกับอุปสรรคแค่ไหน เธอก็จะไม่ต้องเผชิญมันเพียงลำพัง


สามวันต่อมา เมื่อทั้งสามกลับมาถึงหมู่บ้านไป๋หลาน ท้องฟ้ายามเย็นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มเข้ม เมฆบางๆลอยอ้อยอิ่งคลุมยอดเขารอบๆหมู่บ้าน สายน้ำที่ไหลผ่านเบื้องล่างสะท้อนแสงสีทองจางๆ ทำให้บรรยากาศอบอุ่นอย่างประหลาด


ที่หน้าประตูบ้าน หลี่หลงเฟยยืนอยู่ตรงหน้าชายชราผู้สูงวัยร่างเล็ก ซึ่งถือไม้เท้าอยู่ในมือ คนผู้นั้นคือคุณปู่ของเขาเอง คุณปู่มีใบหน้าที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แม้จะเต็มไปด้วยริ้วรอยของกาลเวลา แต่แววตายังคงฉายชัดถึงความเมตตา


“คุณปู่… ผมขอโทษนะครับที่ทำให้ลำบาก” หลี่หลงเฟยพูดเสียงเบา ก้มศีรษะลงเล็กน้อยด้วยความรู้สึกผิด ที่ไม่สามารถกลับมาดูแลได้ หลี่จ้านยิ้มบางๆ ยื่นมือออกมาแตะไหล่ของหลานชายอย่างให้กำลังใจ


“ไม่เป็นไรหรอก” หลี่จ้านพูดเบาๆด้วยน้ำเสียงอบอุ่นและหนักแน่น “ที่ผ่านมาหลานก็ทำเพื่อครอบครัว”


หลี่หนิงเซียนมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบๆ ดวงตาของเธอเป็นประกายอ่อนโยน รอยยิ้มเล็กๆปรากฏบนใบหน้า เธอรู้สึกอบอุ่นกับความสัมพันธ์ในครอบครัวนี้ ความรักที่มั่นคง และการให้อภัยอย่างไม่มีเงื่อนไขช่างงดงาม


ขณะนั้นเอง สายลมพัดเอื่อยผ่าน ใบไม้บนกิ่งไม้ไหวพลิ้ว และมีกลิ่นดอกไม้จางๆลอยมากระทบจมูก หลี่หนิงเซียนสูดกลิ่นนั้นเข้าไปลึกๆ แล้วหันไปมองหลี่หลงเฟย ทั้งสองสบตากัน ราวกับเข้าใจความหมายของกลิ่นหอมจางๆนี้โดยไม่ต้องพูดออกมา


“กลิ่นดอกโม่ลี่…” หลี่หนิงเซียนพึมพำเบาๆ ดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ และยังเป็นดอกไม้ที่เติบโตในบ้านของครอบครัวหลี่ เธอรู้ว่ากลิ่นนี้ คือสัญลักษณ์ของดวงวิญญาร่างนี้


“กลับมาแล้วนะ” หลี่หลงเฟยพูดอย่างอบอุ่น แววตาของเขาสะท้อนถึงความสุขที่ได้กลับมาถึงบ้าน เขายิ้มบางๆให้หลี่หนิงเซียน


หลี่หนิงเซียนยิ้มตอบ บรรยากาศที่อบอุ่น และความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยความรักในครอบครัวทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย จิตใจของเธอเต็มไปด้วยความสบายใจและความสุข แม้จะมีเส้นทางอีกยาวไกลที่ต้องเดินต่อไป แต่เธอก็รู้ว่าในโลกนี้ เธอจะมีผู้คนที่คอยสนับสนุน และเคียงข้างอยู่เสมอ


ข่าวการกลับมาของหลี่หลงเฟยแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านไป๋หลานอย่างรวดเร็ว แทบจะทันทีที่เขาก้าวเท้าผ่านประตูบ้าน เสียงซุบซิบเรื่องเขาก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จากชาวบ้านที่มองเห็นเขาแต่ไกล


หลังจากที่หลี่หลงเฟยกลับมาถึงหมู่บ้านไป๋หลาน หลี่หนิงเซียนก็ยอมย้ายไปอยู่ที่บ้านตระกูลกงตามคำขอของกงชุน ด้วยความหวังว่าการย้ายไปอยู่บ้านเดียวกัน


จะช่วยให้ทั้งคู่ได้ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น และสร้างชีวิตคู่ที่มั่นคงไปด้วยกัน เธอเก็บข้าวของเล็กน้อยก่อนเดินตามกงชุนเข้าไปยังเรือนใหญ่ของตระกูลกงที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของหลงเฟยมากนัก


ขณะที่หลี่หลงเฟยเดินเล่นรอบๆหมู่บ้าน ลุงจินหัวหน้าหมู่บ้านก็เดินมาหาเขา ใบหน้าลุงจินเศร้าหมองผิดปกติ เขาดูเหมือนแบกรับความกังวลบางอย่างอยู่เต็มอก หลี่หลงเฟยจึงเดินเข้าไปใกล้แล้วทักด้วยความเป็นห่วง


“ลุงจิน มีเหรอครับ? ทำไมดูเหมือนมีเรื่องทุกใจ” จินทงถอนหายใจ ดวงตาเต็มไปด้วยความทุกข์ใจ


“เรื่อง…” เขานิ่งไปครู่หนึ่ง เหมือนตัดสินใจว่าจะเล่าหรือไม่ ก่อนจะพูดต่อ “เรื่องของจินเม่ย ลุงต้องขอโทษเราด้วย”


หลี่หลงเฟยรู้สึกแปลกใจ ยังไม่ทันถามอะไรลุงจินก็เดินไปไกลแล้ว เขาจึงตัดสินใจเดินไปถามหลี่หนิงเซียน ที่ตอนนี้เธอกำลังนั่งตรวจเอกสารจากเมืองไป๋ชาน ตอนนี้เขารู้แล้วว่าน้องสาวคนนี้มีความสามารถแค่ไหน และเธอทำให้การไปหาเขาที่เมืองไป๋ชานได้กำไรกลับมา


“หนิงเอ๋อร์”


“คะ?” หลี่หนิงเซียนเงยหน้ามองพี่ชายอย่างแปลกใจ


“พี่เจอลุงจิน เขาเข้ามาขอโทษ และไม่บอกอะไรเลยเรารู้ไหมว่าทำไม” เธอพยักหน้าเบาๆ ดวงตาของเธอสะท้อนถึงความเหนื่อยล้า แต่ก็ยังคงความเข้มแข็งเอาไว้


“จินเม่ยทำให้ฉันพลัดตกน้ำ และฉันก็ฟื้นขึ้นมา” คำกล่าวของเธอแฝงความในที่ทำให้หลี่หลงเฟยรู้สาเหตุการจากไปของน้องสาวเขา


“หนิงเซียน…” หลี่หลงเฟยมองเธอด้วยความตกใจ หลี่หนิงเซียนตอบพร้อมกับยิ้มบางๆอย่างให้กำลังใจ


“จินเม่ยไม่ได้หยุดแค่นั้น เธอยังวางแผนสร้างเรื่องโดยใช้กงหยาง แล้วยังปลอมเอกสารแพทย์ หวังจะให้ฉันเสียเงิน” คำกล่าวของหลี่หนิงเซียนทำให้เขารู้แล้วว่าที่มาเธอเจอเรื่องราวมากแค่ไหน


“เหนื่อยไหม ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องแบกรับเลย” หลี่หลงเฟยพูดเบาๆ ขณะที่เขามองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาอ่อนโยน หลี่หนิงเซียนหันมาสบตาเขา รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้า


“มันเป็นเรื่องของฉันค่ะ เพราะฉันคือหลี่หนิงเซียน” เธอตอบด้วยเสียงเรียบนิ่ง แต่น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความเข้มแข็งที่เขาอดทึ่งไม่ได้ หลี่หลงเฟยยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับพยักหน้าเบาๆ


“เก่งจริงนะ ที่จัดการทุกอย่างได้เอง”


“ก็ผิดพลาดไปไม่น้อยค่ะ กว่าจะมาถึงตอนนี้” หนิงเซียนตอบอย่างถ่อมตัว พลางทอดสายตามองไปยังท้องฟ้ายามเย็นที่เริ่มทอแสงสีส้ม ราวกับสะท้อนภาพความพยายามของเธอตลอดมา


แม้จะมีเรื่องมากมายที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อน แต่ทุกอุปสรรคที่ผ่านมากลับกลายเป็นบทเรียนอันล้ำค่าที่ช่วยหล่อหลอมเธอให้เข้มแข็งขึ้นทุกวัน หลี่หลงเฟยมองเธอด้วยความเอ็นดู ความภาคภูมิใจฉายชัดในแววตา เขาเอื้อมมือไปแตะที่ไหล่ของเธอเบาๆอย่างให้กำลังใจ


“ต่อไป ถ้ามีอะไรที่หนักเกินไป อย่าลืมบอกพี่นะ โลกนี้เราไม่ได้อยู่คนเดียวแล้ว เรามีครอบครัวที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างเสมอ” หลี่หนิงเซียนนิ่งฟัง คำพูดของเขาทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก


ความรู้สึกนี้ราวกับน้ำค้างที่ชโลมใจเธอให้ผ่อนคลายลงจากความเหนื่อยล้าที่สั่งสมมา เธอรู้ดีว่าพี่ชายไม่ได้พูดลอยๆ เธอหันกลับมายิ้มให้เขา รอยยิ้มอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง


“ขอบคุณนะคะพี่ ต่อจากนี้ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไรก็ตาม ฉันจะไม่ลืมว่ามีคนที่พร้อมจะยืนข้างๆเสมอ” ทั้งคู่ยืนเคียงข้างกันอยู่ใต้แสงสุดท้ายของวัน ความเงียบสงบปกคลุมทั้งสอง ราวกับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ความเหนื่อยล้าจากโลกภายนอกมลายหายไป เหลือเพียงความเข้าใจและกำลังใจที่พวกเขามีให้กัน


บทที่ 126: ต้องรอดูว่าเธอจะมาไม้ไหน


หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง ร้านค้าที่เมืองไป๋ชานก็ได้หมินเหลียนดูแลอย่างที่เธอต้องการ ซึ่งหมินเหลียนส่งรายงานบัญชีมาให้หลี่หนิงเซียนดูทุกอาทิตย์


ทำให้หลี่หนิงเซียนสามารถตรวจสอบ และวางแผนการค้าต่อได้อย่างราบรื่น มู่โจวเองก็ช่วยดูแลร้านให้เป็นระยะ แวะเวียนไปมาระหว่างเมืองหลวงกับเมืองไป๋ชานเพื่อคอยเช็คความเรียบร้อย


ส่วนร้านติ่มซำของหลี่หนิงเซียนก็ไปได้สวยเช่นกัน ทุกวันผู้คนต่างเดินทางมาเพื่อลิ้มรสอาหารของเธอ กลิ่นหอมของติ่มซำที่ลอยมาจากครัวเล็กๆของเธอดึงดูดชาวบ้านและนักเดินทางทั้งใกล้ไกล


จนสินค้าภายในร้านแทบไม่เคยพอขาย ต้องคอยเพิ่มของเข้ามาอยู่ตลอด แม้จะทำงานเหน็ดเหนื่อย แต่หลี่หนิงเซียนก็รู้สึกอิ่มใจที่ได้เห็นความสำเร็จของร้านที่สร้างขึ้นมาเองกับมือ


ในขณะเดียวกัน หลี่หลงเฟยพี่ชายที่เธอเคารพ ก็ได้เข้ารับตำแหน่งที่กองทัพอย่างเป็นทางการ หลี่หลงเฟยเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น และรับผิดชอบ เขาตั้งใจทำงานเพื่อครอบครัว ทำให้หลี่หนิงเซียนรู้สึกภูมิใจในตัวเขาไม่น้อย เธอรู้ว่าเขาจะเป็นกำลังสำคัญของบ้านเมือง และจะเป็นกำลังใจสำคัญให้เธอเสมอ


สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างหลี่หนิงเซียนกับกงชุนนั้น ก็ยิ่งอบอุ่น และลึกซึ้งมากขึ้น ทุกวันทั้งสองใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น ได้เรียนรู้ข้อดี และข้อบกพร่องของกันและกัน


หลี่หนิงเซียนรู้สึกได้ว่ากงชุนเป็นทั้งเพื่อนคู่คิด และคนที่เธอไว้ใจได้ในทุกเรื่อง เขามักจะช่วยเธอคิดหาทางออกในเรื่องการค้า คอยอยู่เคียงข้างในวันที่เหนื่อยล้า


กงชุนเองก็ยิ้มแย้มมากขึ้นเมื่อได้เห็นเธอมีความสุข ความอ่อนโยนของเขาคือสิ่งที่เธอประทับใจ เขาไม่เคยเร่งเร้า ไม่เคยกดดันเธอในการตัดสินใจใดๆ ราวกับรู้ว่าเธอต้องการเวลาในการปรับตัว


หลี่หนิงเซียนเริ่มรู้สึกว่าความรักที่เธอมีให้เขา ไม่ได้เพียงแค่จากคำพูด แต่จากการกระทำ และความรู้สึกที่หล่อหลอมขึ้นจากการร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอด


ในทุกวัน ชีวิตของหลี่หนิงเซียนเริ่มพบความสมดุล เธอมีทั้งหน้าที่ ความรัก และกำลังใจจากผู้คนที่อยู่รอบข้าง ทั้งหมดนี้ทำให้เธอรู้สึกมั่นใจในเส้นทางข้างหน้า และพร้อมจะก้าวไปข้างหน้าในฐานะผู้หญิงที่แข็งแกร่ง และเปี่ยมไปด้วยความรัก


“หนิงเซียน หนิงเซียน” เสียงเรียกของหลินถงดังขึ้นจากหน้าประตูร้าน หลี่หนิงเซียนเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารบัญชีที่เธอกำลังจัดการ เห็นหลินถงก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นเต้น


หลินถงชอบแวะเวียนมาที่ร้านของเธอเสมอ แถมยังมักพาจงซวนติดมาด้วยจนกลายเป็นคู่หูที่แยกกันไม่ออก ทั้งสองคนมักมาคุยเล่นถามไถ่เรื่องการแพทย์กับเธอ


และบ่อยครั้งยังแวะมาหาเรื่องสนุกเล็กๆน้อยๆให้เธอได้หัวเราะไปด้วย หลี่หนิงเซียนอดคิดไม่ได้ว่า แม้หลินถงจะท่าทางซุกซน แต่เขาก็เป็นเพื่อนที่สร้างสีสันให้กับชีวิตที่เคร่งเครียดของเธอได้ไม่น้อย


“มีอะไรเหรอ?” หนิงเซียนถามอย่างสงสัย


“ได้ข่าวว่าเพ่ยจวิ้นกลับมาแล้วนะ” หลินถงยิ้มเจ้าเล่ห์


“เพ่ยจวิ้น? ใคร? เกี่ยวอะไรกับฉัน?” หลี่หนิงเซียนถามเสียงเรียบ พลางก้มกลับไปทำงานในมือ ไม่แสดงท่าทีสนใจนัก


“นี่เธอไม่รู้จริงๆเหรอ” หลินถงเลิกคิ้ว พลางทำท่าเสียดาย “เพ่ยจวิ้นเป็นคนที่มีประเด็นเกี่ยวข้องกับชีวิตเธอมากที่สุด”


“เกี่ยวกับการค้าหรือเปล่า?” หลี่หนิงเซียนถามพลางก้มมองบัญชีในมือด้วยสายตาแน่วแน่ “ถ้าไม่เกี่ยว ฉันไม่สนใจหรอก เสียเวลาเปล่า”


หลินถงถอนหายใจอย่างปลง “สมองเธอคิดแต่เรื่องเงินหรือไง?”


“ก็ใช่ไง เรื่องอื่นมันเสียเวลา” หลี่หนิงเซียนตอบกลับ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พลางเลิกคิ้วมองเขาอย่างสงสัย


“เรื่องนี้เกี่ยวกับกงชุน”


“ถ้าเรื่องนี้เกี่ยวกับกงชุนจริงๆก็ว่ามา”


“หึ ในที่สุดก็สนใจล่ะสิ” หลินถงหัวเราะเล็กน้อยอย่างสะใจ “เพ่ยจวิ้นน่ะ เป็นลูกสาวของนายพลใหญ่ เธอชอบกงชุนมาตั้งแต่กงชุนเพิ่งเข้าร่วมกองทัพใหม่ๆ เธอถึงขนาดคอยตามเขาอยู่แทบทุกที่เลยนะ”


หลี่หนิงเซียนชะงักไปเล็กน้อย แต่สีหน้าของเธอพยายามไม่แสดงอะไรออกมามากนัก


“แล้ว… กงชุนชอบเธอหรือเปล่า?”


“ไม่” เสียงทุ้มของจงซวนที่ยืนฟังอยู่เงียบๆมาตลอดตอบขึ้นมาทันที ราวกับต้องการยืนยันอย่างชัดเจน หลินถงหันขวับไปมองเพื่อนของเขา สีหน้าขุ่นเคืองเล็กน้อย


“นายจะแย่งฉันพูดทำไม”


“เพราะนายชอบพูดเกินจริง” จงซวนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ถึงเพ่ยจวิ้นจะตามกงชุนจริง แต่กงชุนไม่ได้มีใจให้เธอ นายรู้ดี”


หลินถงกลอกตา ก่อนจะหันกลับมาหาหลี่หนิงเซียน “ก็ใช่ กงชุนไม่ได้สนใจเธอหรอก แต่เธอเป็นลูกสาวนายพล มีอำนาจและความมั่งคั่งพอตัว ที่น่าห่วงคือเธอคงไม่ยอมถอยง่ายๆล่ะ”


หลี่หนิงเซียนพยักหน้าช้าๆ หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยอย่างห้ามไม่ได้ แม้ว่าเธอจะเชื่อใจในความรู้สึกของกงชุน แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะมีความกังวลแทรกเข้ามา นึกถึงว่าเพ่ยจวิ้น ผู้หญิงที่มีทั้งฐานะ อิทธิพล และกล้าจะตามกงชุนไปได้ทุกที่ เธอไม่อาจคาดเดาได้ว่าเพ่ยจวิ้นจะทำอะไรบ้างเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ


“งั้นก็ต้องรอดูว่าเธอจะมาไม้ไหน” หลี่หนิงเซียนพึมพำกับตัวเอง แต่แววตามีประกายของความมุ่งมั่น ความรักที่เธอมีให้กงชุนนั้นพอที่จะยืนหยัดในสิ่งที่เธอเชื่อ และเธอจะไม่ปล่อยให้ใครมาสั่นคลอนความสัมพันธ์นี้ไปได้ง่ายๆ


หลินถงมองสีหน้าจริงจังของเธอแล้วยิ้มกว้าง “นั่นแหละหนิงเซียน คนที่ฉันรู้จัก ต่อให้เป็นลูกสาวนายพลมาทั้งกองทัพ เธอก็คงไม่ยอมถอยสินะ?”


หลี่หนิงเซียนยิ้มมุมปากพลางตอบกลับ “ฉันไม่จำเป็นต้องถอย ก็แค่คนที่พยายามทำให้กงชุนสนใจ โดยไม่เข้าใจว่าอะไรที่สำคัญจริงๆ”


ทั้งหลินถงและจงซวนมองเธอด้วยความชื่นชม ก่อนจะหัวเราะเบาๆ รู้ดีว่าหญิงสาวคนนี้ คือหลี่หนิงเซียนที่พวกเขารู้จัก คนที่พร้อมจะยืนหยัดในทุกเรื่อง ทั้งเพื่อตัวเองและเพื่อคนที่เธอรัก


หลังจากประชุมเสร็จ กงชุนเดินออกมาจากห้องประชุมด้วยท่าทางเหนื่อยล้า เขาตรงไปที่โรงอาหารของกองทัพเพื่อหาอะไรกินแก้หิว โรงอาหารยามนี้ค่อนข้างสงบ มีเพียงเสียงพูดคุยเบาๆของทหารที่นั่งพักผ่อน และรับประทานอาหารกันอย่างผ่อนคลาย


ซงหย่งที่ติดตามกงชุนมาตลอดรีบเข้ามานั่งข้างๆ พร้อมยกถาดอาหารวางลงบนโต๊ะ พลางมองกงชุนด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ ซงหย่งเป็นรุ่นน้องที่เคียงข้างกงชุน มาตั้งแต่เริ่มเข้ากองทัพ และมักพูดคุยกับเขาในเรื่องต่างๆอย่างตรงไปตรงมา


“นี่ พี่” ซงหย่งพูดขึ้นอย่างจริงจัง พลางวางช้อนลง “ฉันว่าถึงเวลาแล้วที่พี่ควรจะเริ่มมองเพ่ยจวิ้นอย่างจริงจังบ้าง”


กงชุนเงยหน้าจากถาดอาหาร มองซงหย่งด้วยความประหลาดใจ และรำคาญเล็กน้อย “นายจะพูดเรื่องนี้อีกแล้วเหรอ?”


ซงหย่งถอนหายใจ พลางยิ้มเย้ยๆ “ก็ใช่น่ะสิ ฉันเห็นเพ่ยจวิ้นเป็นลูกสาวของนายพลคนสำคัญ ฐานะก็สูงส่ง การศึกษาดี แถมเธอก็ชอบพี่มาตลอด มันก็ดูเหมาะสมกว่าที่พี่จะไปสนใจผู้หญิงบ้านนอกผอมแห้งคนนั้น ที่แม้แต่ความรู้เรื่องมารยาทก็ยังไม่มี”


กงชุนชะงัก คำพูดของซงหย่งทำให้เขารู้สึกไม่พอใจทันที เขาวางช้อนลงอย่างระมัดระวัง ก่อนจะจ้องหน้าเพื่อนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม


“นายกำลังหมายถึงหนิงเซียนใช่ไหม?”


“ก็ใช่น่ะสิ!” ซงหย่งตอบกลับอย่างรวดเร็ว “พี่ไม่คิดบ้างเหรอว่าอนาคตของพี่มีค่า พอที่จะเลือกสิ่งที่ดีกว่านี้ เพ่ยจวิ้นคือคนที่เหมาะสมกับพี่มากที่สุดในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นฐานะ อำนาจ หรือความสวย เธอเป็นหญิงที่ได้รับการยอมรับในหมู่ชนชั้นสูง ต่างจาก…หลี่หนิงเซียนที่ทั้งชีวิตเติบโตมาจากชนบท และไม่มีอะไรโดดเด่นพอที่จะช่วยพี่ได้”


กงชุนฟังด้วยความอดทน ก่อนจะสูดลมหายใจลึกเพื่อระงับความโกรธที่เริ่มก่อตัวในใจ เขามองซงหย่งด้วยสายตาจริงจังและกล่าวอย่างหนักแน่น


“ซงหย่ง ฉันไม่เคยสนใจว่าใครจะมีฐานะอย่างไร หรือว่าใครจะมีอำนาจมากแค่ไหน สิ่งที่ฉันมองหาในคนที่จะอยู่เคียงข้างกัน คือความจริงใจ และความเข้าใจ ไม่ใช่ฐานะหรือชื่อเสียง” ซงหย่งถอนหายใจอย่างหงุดหงิด รู้สึกว่าสิ่งที่เขาพยายามอธิบายกลับไม่เข้าถึงกงชุนเลย


บทที่ 127: เธอคือคนที่เหมาะสมกับเขา


“พี่พูดเหมือนฝันเลยนะ แต่ในความเป็นจริง พี่ต้องคำนึงถึงอนาคต พี่ทำงานในกองทัพ ความสัมพันธ์กับลูกสาวนายพลจะเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมพี่ได้มาก”


กงชุนยิ้มบางๆ แต่แฝงไปด้วยความแน่วแน่ “ฉันเข้าใจกฎเกณฑ์ของโลกนี้ดี แต่ฉันเลือกคนที่ฉันรัก และหนิงเซียนคือคนคนนั้น เธออาจไม่ใช่ผู้หญิงที่มีฐานะสูงส่ง แต่เธอมีหัวใจที่แข็งแกร่งและซื่อตรง ไม่ว่าเธอจะเป็นคนธรรมดาหรือบ้านนอก ฉันก็รักเธอในแบบที่เธอเป็น”


ซงหย่งมองเขาอย่างไม่พอใจ แต่ก็พูดอะไรไม่ออก เขาได้แต่พ่นลมหายใจอย่างยอมแพ้


“ก็แล้วแต่พี่ละกัน ฉันก็พูดไปในฐานะคนที่หวังดีเท่านั้นเอง” กงชุนพยักหน้าเบาๆ


“ฉันรู้ แต่นี่คือชีวิตของฉัน และฉันอยากเลือกด้วยตัวเอง” คำตอบของกงชุนทิ้งให้ซงหย่งได้แต่ส่ายหัว รู้ว่าคงไม่อาจเปลี่ยนความคิดของกงชุนได้ จึงยอมก้มหน้าก้มตากินข้าว


“สนใจแต่เรื่องฉัน และนายละซงหย่งเมื่อไหร่จะแต่ง” ซงหย่งชะงักไปเมื่อได้ยินคำถามนั้น เขาก้มหน้าลงมองถาดอาหารตรงหน้าแล้วพ่นลมหายใจอย่างปลงๆ ก่อนจะเงยหน้ามองกงชุนด้วยสีหน้ากึ่งขบขันกึ่งเหนื่อยใจ


“ฉันเหรอ? แค่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ ก็นับว่าโชคดีแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปคิดเรื่องแต่งงาน” กงชุนหัวเราะเบาๆ ขณะมองคนที่เป็นเหมือนน้องชายของเขาที่ทำท่าทางจริงจัง


“ก็ไม่ต้องรีบหรอก แค่คิดว่านายไม่สนใจเรื่องนี้มาตลอด จะไม่มีใครที่นายสนใจจริงๆสักคนเลยหรือไง?” ซงหย่งเบ้ปากเล็กน้อย พลางถอนหายใจอีกครั้ง


“ชีวิตทหารอย่างเรามันไม่ค่อยเหมาะกับการมีครอบครัวหรอกพี่ ไหนจะหน้าที่ ไหนจะความเสี่ยงอีกมากมาย ฉันเองก็ไม่อยากผูกใครไว้กับอะไรที่ไม่มีความแน่นอน” เขาพูดเสียงเบา แฝงด้วยความจริงใจ กงชุนมองซงหย่งนิ่งๆ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและให้กำลังใจ


“ถ้าคิดแบบนั้น ชีวิตนายคงจะไม่เจอใครที่เข้ามาจริงๆจังๆสักที ฉันเองก็เคยคิดแบบนั้นมาก่อน คิดว่าคงไม่มีใครอยากใช้ชีวิตกับคนที่ต้องเสี่ยงทุกวัน แต่พอมาเจอหนิงเซียน เธอกลับทำให้ฉันรู้ว่าการมีใครสักคนคอยอยู่เคียงข้างมันช่วยให้เรามีกำลังใจที่จะทำหน้าที่นี้ได้ดียิ่งขึ้นนะ”


ซงหย่งยิ้มบางๆ แต่แววตาของเขายังคงปิดกั้น ราวกับว่าไม่ต้องการให้ใครมองเห็นความเปราะบางของตัวเอง “ฉันก็เข้าใจในมุมมองของพี่… แต่สำหรับฉัน การเลือกที่จะอยู่คนเดียวก็เป็นการตัดสินใจเหมือนกัน ฉันพอใจกับชีวิตแบบนี้แล้ว”


กงชุนพยักหน้า ยิ้มบางๆและไม่ได้ซักไซ้ไปมากกว่านั้น เพราะเขารู้ดีว่าซงหย่งเองก็มีมุมที่เปราะบาง และอดทนในแบบของตัวเอง การพูดอะไรเพิ่มเติมอาจทำให้ซงหย่งรู้สึกอึดอัดมากกว่า


“งั้นก็เอาตามที่นายสบายใจละกัน” กงชุนกล่าวอย่างเข้าใจ พลางตบบ่าเพื่อนเบาๆ “แต่ถ้าเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ หรือมีใครเข้ามาในชีวิตที่ทำให้นายคิดได้ อย่าลืมบอกฉันเป็นคนแรกละ”


ซงหย่งหัวเราะเล็กน้อย ขณะที่ทั้งสองนั่งกินข้าวต่อไปพร้อมกันในโรงอาหาร ทั้งสองรู้ว่าไม่ว่าเส้นทางชีวิตจะพาพวกเขาไปทางไหน มิตรภาพของพวกเขายังคงมั่นคงเป็นรากฐานที่พึ่งพาได้เสมอ


ขณะที่กงชุนกับซงหย่งกำลังกินข้าว และคุยกันอย่างสบายใจ เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ใกล้เข้ามา ทั้งสองเงยหน้าขึ้นมอง และเห็นหญิงสาวในชุดทหารสะอาดสะอ้านเดินตรงมาที่โต๊ะ


เพ่ยจวิ้น…หญิงสาวที่กงชุนรู้จักมานาน และรู้ดีว่าเธอมีใจให้เขา เธอเป็นลูกสาวของนายพล และได้รับการยกย่องในกองทัพไม่เพียงเพราะฐานะ แต่เพราะความสามารถ และความมุ่งมั่นในหน้าที่ของเธอ สมที่เป็นแพทย์ททหาร เพ่ยจวิ้นยิ้มบางๆ เมื่อมาถึงโต๊ะของพวกเขา สายตาของเธอมองไปทางกงชุนอย่างเปิดเผย


“พี่กงชุน พอดีฉันเพิ่งประชุมเสร็จพอดีเลย อยากจะถามว่าพี่สนใจไปดื่มชากับฉันหน่อยไหม?” กงชุนเหลือบตามองซงหย่งที่ยิ้มขำออกมาเล็กน้อย แต่เขายังคงรักษาสีหน้าเรียบนิ่งแล้วตอบกลับด้วยความสุภาพ


“ขอบคุณนะเพ่ยจวิ้น แต่วันนี้ฉันมีธุระที่จะต้องกลับไปทำอีกเยอะ” เพ่ยจวิ้นไม่ได้ดูแปลกใจ เธอเพียงยิ้ม และเลิกคิ้วเล็กน้อย ราวกับไม่ได้ตั้งใจให้เขาตอบตกลงตั้งแต่แรก


“เข้าใจ แต่ถ้าเปลี่ยนใจ อย่าลืมนะว่าฉันจะอยู่ที่สวนด้านหลัง พี่รู้ไหมว่าที่นั่นดอกเหมยกำลังบานเต็มที่ เหมาะสำหรับจิบน้ำชาและพักผ่อนเป็นที่สุด” กงชุนยิ้มสุภาพให้เธออีกครั้ง


“ไว้วันไหนที่ฉันว่างกว่านี้ ฉันจะไปหานะ ขอบคุณที่ชวนนะ เพ่ยจวิ้น” ซงหย่งซึ่งนั่งฟังบทสนทนาทั้งหมดอยู่ด้วยท่าทีสนุกพลางกระแอมเบาๆก่อนพูดขึ้นมา


“เพ่ยจวิ้น ผมว่าวันนี้พี่เขาติดงานจริงๆ แต่ถ้าอยากพักผ่อนหรือจิบชาแบบสบายๆ ผมเองก็ยินดีไปเป็นเพื่อน”


เพ่ยจวิ้นหัวเราะเล็กน้อย สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นขบขันแต่ยังไม่ละสายตาจากกงชุน


“ขอบคุณนะซงหย่ง แต่ฉันคงไม่รบกวนคุณดีกว่า” เธอเน้นคำว่ารบกวนเล็กน้อย ก่อนจะหันไปยิ้มให้กงชุน “ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ ฉันยังรออยู่นะ”


เมื่อเธอเดินออกไปแล้ว ซงหย่งก็เอียงหน้ามากระซิบกงชุนทันที “พี่ควรลองให้โอกาสเธอบ้างนะ ฉันว่าเพ่ยจวิ้นตั้งใจจริง”


กงชุนหัวเราะเบาๆพลางส่ายหน้า “นายก็รู้ว่าฉันไม่ได้คิดอะไรกับเธอในแบบนั้น เพ่ยจวิ้นเป็นคนดี และฉันก็ไม่อยากให้ความรู้สึกของเธอเปลี่ยนเป็นความผิดหวัง ถ้าฉันรับคำชวนเธอก็เหมือนให้ความหวัง”


ซงหย่งพยักหน้ารับฟังอย่างเข้าใจ แม้ว่าเขาจะเห็นใจเพ่ยจวิ้นอยู่บ้าง แต่เขาก็รู้ว่ากงชุนมีความมุ่งมั่นต่อสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้วเพียงใด กงชุนไม่ได้แค่รักหลี่หนิงเซียนเท่านั้น แต่เขายังให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ในความสัมพันธ์มากกว่าอะไรทั้งหมด


“ถ้าพี่คิดแบบนั้น ฉันก็สนับสนุนพี่” ซงหย่งยิ้มบางๆ แล้วหันกลับไปสนใจอาหารตรงหน้า แต่ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่าเพ่ยจวิ้นคงไม่ยอมแพ้กับเรื่องนี้ง่ายๆ เธอเป็นคนที่เมื่อมุ่งมั่น แล้วก็มักจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา และครั้งนี้ เป้าหมายของเธอก็คือหัวใจของกงชุน


ค่ำคืนที่ดวงดาวพร่างพราว เพ่ยจวิ้นกำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองออกไปยังทิวทัศน์เมืองที่สว่างไสวด้วยแสงไฟ เธอถือแก้วชาในมือ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มแฝงไปด้วยแผนการที่คิดไว้คร่าวๆภายในใจ รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก


เธอนึกถึงครั้งแรกที่ได้เจอชายหนุ่มคนนั้น ภาพความอ่อนโยนในแววตาของเขา เธอรู้ว่าเขาคือคนที่เธอตามหามาตลอด และหากวันนี้เธอพลาดโอกาสนี้ไป เธอคงไม่มีวันได้มีช่วงเวลาแบบนี้อีก


เพ่ยจวิ้นเริ่มคิดแผนที่จะทำให้เขาเห็นความจริงใจที่เธอมี ตั้งแต่คำพูด การกระทำ การดูแลเอาใจใส่เล็กๆน้อยๆที่อาจดูธรรมดา แต่กลับมีความหมายในสายตาของเธอ


ทุกการกระทำที่ผ่านมา เธอจะใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อทำให้เขารู้สึกถึงความพิเศษที่เธอพร้อมจะมอบให้ เธอหายใจเข้าลึก ปรับสีหน้าให้มั่นใจ แล้ววางแก้วชาลงข้างตัว คำพูดในใจดังขึ้นอย่างชัดเจน จะทำให้เขาเห็นว่า… เธอคือคนที่เหมาะสมกับเขา


ท้องฟ้ากลายเป็นสีน้ำเงินเข้มอมม่วงที่ค่อยๆแผ่ขยายไปทั่วผืนฟ้า ดวงดาวดวงเล็กๆเริ่มส่องแสงประกายระยิบระยับเป็นจุดเล็กจุดน้อย เสียงจิ้งหรีดเรไรเริ่มแว่วดังขึ้นเป็นจังหวะ สายลมอ่อนๆพัดโชย


กงชุนในชุดทหารเต็มยศกลับจากกองทัพมาพร้อมความเหนื่อยล้า แต่ในใจก็มีความรู้สึกเบิกบาน ที่ได้กลับมาถึงบ้าน ซึ่งเขาคิดถึงมานาน เมื่อย่างก้าวเข้ามาในห้องโถงที่เงียบสงบ เขาเงี่ยหูฟัง ได้ยินเสียงกรอบแกรบจากกระดาษและเสียงปากกาขยับบนกระดาน


กงชุนก้าวเข้าไปในห้องทำงานขนาดเล็ก ที่มุมห้องมีแสงไฟอ่อนๆจากโคมไฟส่องสว่างเพียงพอให้เห็นหญิงสาวในชุดสีขาวสะอาดตา หลี่หนิงเซียนนั่งจดจ่ออยู่กับกองบัญชีตรงหน้า หน้าผากขมวดเล็กน้อยพลางไล่สายตาไปตามตัวเลข และอักษรบนกระดาษด้วยความตั้งใจ


บทที่ 128: ไม่ต้องการจะให้คุณรออะไรอีกแล้ว


เขาหยุดมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกอบอุ่นที่แฝงไปด้วยความประทับใจค่อยๆแทรกเข้ามาในหัวใจ เสียงลมหายใจของเขาทำให้หลี่หนิงเซียนเงยหน้าขึ้น ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความประหลาดใจและยินดี รอยยิ้มที่อบอุ่นผุดขึ้นทันทีเมื่อเห็นเขา


“กลับมาแล้วเหรอ?” เสียงของเธอนุ่มนวล และอ่อนโยน ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายด้วยความยินดีอย่างไม่ปิดบัง


“กลับมาแล้ว” กงชุนตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ เขายืนมองเธอที่หันกลับไปสนใจกองบัญชีอีกครั้ง มือขาวผ่องถือปากกาเขียนลงบนกระดาษอย่างคล่องแคล่ว และละเอียดลออ


“เหนื่อยมากไหม?” หลี่หนิงเซียนเอ่ยเบาๆ พลางเงยหน้าขึ้นมามองเขาแวบหนึ่ง ด้วยความรู้สึกห่วงใย และอ่อนโยน กงชุนหัวเราะเบาๆ ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้และพูดด้วยเสียงอบอุ่น


“เธอกำลังทำงานหนักเหมือนกันนี่นา ฉันไม่เหนื่อยเท่าไรหรอก มีอะไรให้ช่วยไหม” หลี่หนิงเซียนสบตาเขา ความเงียบสงบของบ้านหลังนี้ และการอยู่เคียงข้างกัน ทำให้เขารู้สึกว่าการกลับมาในครั้งนี้ คือความสุขที่แท้จริง ก่อนเธอจะยิ้มบางๆ แล้วส่ายหน้าเบาๆ


“ไม่มีอะไรต้องช่วยหรอก เกือบเสร็จแล้ว” เธอกล่าวเสียงนุ่ม แต่สายตาที่มองเขานั้นอบอุ่น และอ่อนโยน ดวงตาสีดำเข้มของหลี่หนิงเซียน สะท้อนประกายจากแสงไฟดวงเล็กๆที่ส่องอยู่เหนือโต๊ะ ทำให้บรรยากาศรอบข้างดูอ่อนโยน และสงบอย่างน่าประหลาด


กงชุนนั่งลงข้างๆเธออย่างเงียบๆ เหมือนเขาแค่อยากอยู่ใกล้ ไม่อยากให้เธอรู้สึกว่าต้องอยู่ลำพัง มือหนาของเขาวางลงบนขอบโต๊ะ ใกล้กับมือของหลี่หนิงเซียน และแม้ไม่ได้จับมือกัน แต่การที่ได้อยู่ใกล้ๆอย่างนี้ก็พอจะทำให้ความเหนื่อยล้าทั้งหมดเลือนหายไป


“เธอตั้งใจทำงานมากจริงๆนะ” เขากระซิบชมเบาๆ น้ำเสียงแฝงด้วยความเอ็นดู หลี่หนิงเซียนอมยิ้มเล็กน้อย และหันกลับไปเขียนต่อ


ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงลมหายใจเบาๆของกงชุนก็ทำให้เธอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เธอเห็นเขานั่งหลับตาเอนหลังพิงพนักอย่างสบาย รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของหลี่หนิงเซียน ขณะที่เธอหยุดมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยน


“ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันนะ” เธอพูดเบาๆราวกระซิบ และถึงแม้จะไม่ได้ตั้งใจให้เขาได้ยิน แต่กงชุนก็ลืมตาขึ้นมาพอดี เขามองเธอพร้อมยิ้มรับ ก่อนจะเอื้อมมือมาวางบนมือของเธออย่างนุ่มนวล


“ไม่ว่าเมื่อไหร่ ฉันจะอยู่ตรงนี้เสมอ” เขากระซิบตอบ แววตาเต็มไปด้วยความจริงใจ


ในความเงียบสงบ และอุ่นไอของค่ำคืนนี้ เสียงหัวใจของทั้งสองคนค่อยๆเข้าจังหวะกัน ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเพิ่มเติม ความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ และความผูกพันได้ถ่ายทอดระหว่างกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำออกมา


กงชุนจ้องมองหลี่หนิงเซียนอยู่ครู่หนึ่ง แววตาของเขาลึกล้ำ และอ่อนโยนอย่างบอกไม่ถูก เธอรับรู้ได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่แทรกซึมผ่านสายตาคู่นั้นมา แต่ก็ทำได้เพียงยิ้มบางๆ พลางก้มหน้าลงขณะที่หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้น


กงชุนเอื้อมมือมาใต้คางของเธออย่างนุ่มนวล ยกใบหน้าของหลี่หนิงเซียนขึ้นช้าๆ สายตาทั้งสองสบกันอีกครั้ง ไม่มีคำพูดใดๆ ทั้งคู่ต่างเงียบงัน ราวกับว่าในโลกนี้เหลือเพียงพวกเขาสองคน


เธอรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หัวใจเต้นโครมครามเมื่อใบหน้าของเขาค่อยๆเคลื่อนเข้ามาใกล้มากขึ้น จนกระทั่งริมฝีปากของเขาสัมผัสริมฝีปากของเธออย่างแผ่วเบา


สัมผัสนั้นอ่อนโยนแต่ลึกล้ำ ราวกับต้องการสื่อความรู้สึกทั้งหมดที่เขาไม่เคยได้เอ่ยออกมา หลี่หนิงเซียนรู้สึกราวกับถูกตรึงอยู่ในห้วงเวลานั้น หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา


กงชุนค่อยๆถอนริมฝีปากออกมาช้าๆ แต่ยังคงมองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน


“ขอโทษนะ… ฉันอดใจไม่ไหวจริงๆ” เขาพูดเบาๆ เสียงทุ้มแฝงความเขินอาย และความรักที่ซ่อนอยู่


หลี่หนิงเซียนหน้าแดงซ่าน แต่ก็ยิ้มออกมาอย่างเขินอาย เธอไม่รู้จะตอบเขาอย่างไร ความรู้สึกทั้งหมดล้นทะลักในหัวใจจนเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้


กงชุนเพียงยิ้มบางๆ ก่อนจะยื่นมือมาเกาะกุมมือของเธอไว้อย่างอบอุ่น ความเงียบในค่ำคืนนี้ห้อมล้อมพวกเขาด้วยความสุข และความผูกพันที่ลึกซึ้ง ราวกับคำมั่นสัญญาว่า พวกเขาจะก้าวผ่านทุกอุปสรรคไปด้วยกัน


“มะ…ไม่เป็นไร”


“หนึ่งปีแล้วนะ เลยเวลาที่เธอขอไว้ก่อนหน้า…” กงชุนพูดขึ้น น้ำเสียงของเขานุ่มนวลแต่แฝงความหวังที่เฝ้ารอ หลี่หนิงเซียนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาเธอมั่นคง และเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่เก็บไว้ในใจมานาน เธอสูดหายใจเข้าลึกก่อนเอ่ยคำที่เธอรู้ว่าเขารอคอย


“ฉันจะเป็นภรรยาของคุณ” คำตอบนั้นเรียบง่าย แต่กลับอบอุ่นและหนักแน่น ราวกับเป็นคำสัญญาที่จะผูกพันเขาและเธอไว้ตลอดไป


กงชุนชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบนั้น ดวงตาของเขามีแววอ่อนโยนและตื้นตันที่มองมาที่เธอ ความเงียบงันที่ตามมาช่างอบอุ่น หลี่หนิงเซียนยืนอยู่ตรงหน้าเขา มือของเธอสั่นเล็กน้อย แต่ใบหน้าก็ยังคงยิ้มบางๆอย่างนุ่มนวล


“เธอ…แน่ใจนะ?” กงชุนถามอีกครั้ง แม้คำตอบของเธอจะชัดเจนแล้ว แต่เขาก็ยังถามเพื่อให้มั่นใจ ความอ่อนโยนในน้ำเสียงของเขาทำให้หลี่หนิงเซียนเผลอยิ้มออกมา


“ฉันแน่ใจ…” เธอพูดเบาๆ สายตาจ้องมองเขาด้วยความจริงใจ “ฉันคิดดีแล้ว หนึ่งปีที่ผ่านมานี้ ฉันรู้ว่าคุณสำคัญกับฉันมากแค่ไหน ฉันไม่ต้องการจะให้คุณรออะไรอีกแล้ว”


คำพูดเหล่านั้นทำให้กงชุนยิ้มออกมา แววตาของเขาสว่างไสวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น มือค่อยๆเอื้อมไปเกาะกุมมือของเธอแน่น ราวกับอยากให้เธอมั่นใจในสิ่งที่เขารู้สึก


“เธอจะเป็นภรรยาของฉันจริงๆนะ?” เขาถามซ้ำราวกับว่ายังไม่อยากจะเชื่อ หลี่หนิงเซียนพยักหน้าอย่างช้าๆ แก้มของเธอขึ้นสีชมพูอ่อน แต่แววตายังคงมั่นคง


“ฉันอยากจะอยู่เคียงข้างคุณจริงๆ ต่อจากนี้ไป…ฉันจะเป็นภรรยาของคุณ” กงชุนไม่สามารถซ่อนความสุขที่ท่วมท้นไว้ได้อีก เขาดึงเธอเข้ามาในอ้อมกอดอย่างอบอุ่น ความแนบชิดนั้นทำให้หลี่หนิงเซียนรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองกำลังเต้นดังจนแทบจะหลุดออกมา


“ขอบคุณนะ…ที่ให้ฉันได้รักเธอ และได้มีเธออยู่ข้างๆ” เขากระซิบข้างหูเธอเบาๆ พร้อมกับกอดเธอแน่นขึ้น ราวกับว่าไม่อยากให้เธอจากไปไหนอีก ทั้งสองคนยืนกอดกันในความเงียบ แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความรักและความเข้าใจที่ไม่ต้องเอ่ยเป็นคำพูด


กงชุนค่อยๆคลายอ้อมกอด แต่ยังคงจับมือของหลี่หนิงเซียนไว้แน่น สายตาของเขาอ่อนโยนและอบอุ่น ราวกับอยากจะเก็บทุกเสี้ยววินาทีนี้ไว้ในความทรงจำ เขามองเธออย่างลึกซึ้ง พลางใช้ปลายนิ้วเกลี่ยผมที่ตกลงมาข้างแก้มของเธอเบาๆ


“หลังจากนี้ เธอจะมีฉันเป็นครอบครัวของเธอนะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ราวกับคำสัญญาที่ตราตรึงอยู่ในหัวใจ


หลี่หนิงเซียนยิ้มรับ ดวงตาของเธอเปล่งประกายไปด้วยความสุข และยกมือขึ้นวางทาบลงบนมือของเขา ราวกับจะยืนยันอีกครั้งว่าคำพูดของเขานั้นจริงแท้


“ฉันอยากจะอยู่กับคุณ…ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ฉันก็จะอยู่ตรงนี้ ข้างๆคุณเสมอ”


กงชุนยิ้มตอบ รอยยิ้มของเขาละมุน และเต็มไปด้วยความหมาย เขาค่อยๆก้มลงมาใกล้เธออีกครั้ง และคราวนี้ริมฝีปากของเขาประทับลงบนหน้าผากของหลี่หนิงเซียนอย่างแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่นุ่มนวล อ่อนโยน เต็มไปด้วยความรักที่แท้จริง


จากนี้ไป ไม่ว่าจะเผชิญกับอุปสรรคใดๆ พวกเขาจะอยู่เคียงข้างกัน ในฐานะคนรักที่ได้ร่วมทางกันตลอดชีวิต รอยยิ้ม และแววตาของพวกเขาสื่อถึงคำมั่นสัญญา โดยไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำใดๆอีก


บทที่ 129: แบกรับข้อกล่าวหา


ในเช้าของวันที่ท้องครึ้ม หลี่หนิงเซียนเดินเข้ามาในร้านติ่มซำเล็กของเธอพร้อมกับความรู้สึกกระตือรือร้นเหมือนทุกวัน ลูกค้าขาประจำยังคงเข้ามานั่งที่โต๊ะจนเต็ม


หลี่หนิงเซียนเดินไปเปิดหน้าต่างหลังร้าน เพื่อรับลมให้บรรยากาศถ่ายเท ขณะกำลังจัดโต๊ะ และเตรียมอาหารอยู่นั้นเอง หัวใจของเธอก็ต้องสะดุด เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยกันเบาๆของสองชายที่นั่งอยู่มุมร้าน


“ได้ข่าวหรือยังว่าเมื่อคืนมีการจับกุมลักลอบค้าฝิ่นที่ชายแดนไป๋ชาน” ชายคนหนึ่งพูดขึ้นพลางก้มลงดื่มชา


“ใช่ แล้วได้ยินว่าของที่ถูกส่งนั้น มาจากร้านติ่มซำแห่งหนึ่งในเมืองนี้ด้วย” ชายอีกคนเสริมด้วยเสียงกระซิบ คำพูดนั้นทำให้หลี่หนิงเซียนรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาในอก เธอพยายามรักษาสีหน้า และเดินไปบริการลูกค้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความกังวล


ขณะที่ดวงตาพยายามสอดส่องดูบรรยากาศรอบร้านด้วยความระแวดระวัง เมื่อจบการทำงานในวันนั้น หลี่หนิงเซียนเก็บร้านเรียบร้อย และเดินไปหลังร้านเพื่อตรวจสอบข้าวของที่เตรียมส่งในเช้าวันรุ่งขึ้น


เธอพยายามแกะตรวจของอย่างละเอียดทุกชิ้น แต่ไม่พบอะไรน่าสงสัย มีเพียงวัตถุดิบทำอาหารตามปกติ ไม่มีสิ่งใดที่เชื่อมโยงกับฝิ่นที่ได้ยินข่าว ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆดังขึ้นจากประตูร้าน


เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย สี่ห้านายบุกเข้ามาพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเข้มงวด คนหนึ่งยื่นหมายค้นให้เธอพลางแจ้งว่า พวกเขามาตรวจสอบเพราะได้รับเบาะแสว่ามีการลักลอบขนฝิ่นออกจากร้านนี้


หลี่หนิงเซียนตื่นตกใจ แต่สายตาของเจ้าหน้าที่กลับเต็มไปด้วยความเฉยเมย ราวกับไม่สนใจใดๆ เจ้าหน้าที่เริ่มค้นหากล่องไม้ที่เธอเพิ่งตรวจสอบไป หลี่หนิงเซียนได้แต่มองดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความกังวล หัวใจเต้นระทึกและมือเย็นเฉียบ


ภาวนาว่าจะไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เธอเดือดร้อน แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดกล่องใบหนึ่งออกมา ทุกสิ่งทุกอย่างก็เหมือนหยุดนิ่ง ฝิ่นถูกซ่อนอยู่ในชั้นล่างสุดของกล่องอาหาร


“นี่มันเรื่องอะไรกัน!” หลี่หนิงเซียนพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เธอเองก็ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้อย่างไร เจ้าหน้าที่ไม่ให้เวลาเธอได้ตั้งตัว หนึ่งในนั้นสั่งให้จับเธอไปสอบสวนทันที โดยไม่ฟังคำอธิบาย


หลี่หนิงเซียนถูกพาตัวไปยังสถานีตำรวจ ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่มามุงดู เความรู้สึกตกใจและเสียใจปะทุอยู่ข้างใน นี่มันเรื่องราวบ้าอะไรกันแน่ ที่สถานี


หลี่หนิงเซียนถูกถามถึงรายละเอียดการค้าขายทั้งหมด ทั้งข้อมูลเส้นทางการส่งของ รวมถึงรายชื่อลูกค้าประจำ และผู้รับสินค้าจากร้านติ่มซำไปยังเมืองไป๋ชาน เธอพยายามอธิบายทุกอย่างเท่าที่ทำได้ แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงคำกล่าวหาที่ถูกโยงมาถึงตัวเธอเอง


ในที่สุด เมื่อเจ้าหน้าที่สืบสวนลงลึกถึงอดีตของหมินคง ก็คิดว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าฝิ่นมานาน โดยใช้ร้านติ่มซำเป็นฉากบังหน้า และหลี่หนิงเซียนยังเป็นผู้ที่รับช่วงร้านของหมินคงมา โดยให้หมินเหลียนดูแลร้านที่เมืองไป๋ชาน


หลี่หนิงเซียนนั่งอยู่ในห้องสอบสวนเงียบๆ ขณะที่เจ้าหน้าที่นำหลักฐานและข้อมูลมาแจ้ง เธอได้แต่มองดูชีวิตที่เธอพยายามสร้างด้วยความยากลำบากกำลังถูกทำลายลงต่อหน้าต่อตา


“ฉัน…ไม่ได้เกี่ยวกับการค้าฝิ่นเลย ฉันแค่อยากค้าขายของธรรมดาเท่านั้น” เธอเอ่ยเสียงนิ่งเรียบแต่ในใจหวาดหวั่น เจ้าหน้าที่คนหนึ่งถอนหายใจและมองเธออย่างเห็นใจเล็กน้อย


“เราจะสืบหาความจริงต่อไป แต่การที่คุณเข้ามาอยู่ในธุรกิจที่หมินคงเคยทำไว้ ทำให้คุณถูกมองว่าเป็นผู้ต้องสงสัย หวังว่าคุณจะเข้าใจ”


หลี่หนิงเซียนพยักหน้าอย่างยอมรับชะตากรรม เธอรู้ดีว่าไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ สิ่งเดียวที่เธอทำได้ในตอนนี้คืออดทน และหวังว่าจะมีหลักฐานชัดเจนพอที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเธอ เธอก้มหน้าลงและตั้งใจว่าจะสู้ต่อไป เพื่อให้ความจริงปรากฏ


“ขออนุญาตครับ” จงซวนเดินเข้ามาพลางมองไปที่หลี่หนิงเซียนที่นั่งอยู่ในห้องสอบสวน


“สารวัตรจง มาทำอะไรที่นี่” เจ้าหน้าที่ถามขึ้นททันที ที่เห็นสารวัตรมาที่นี่ด้วยตนเอง


“ผมเอาเอกสารบัญชี กับการรับเข้าและส่งออกสินค้าของร้านมาให้ หลี่หนิงเซียนเป็นภรรยาของผู้พันกง และยังเป็นน้องสาวของผู้กองหลี่ ที่เป็นคนจับหมินคง เธอไม่น่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้ หวังว่าคุณจะตรวจาสอบก่อนที่จะทำอะไร”


เจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่ในห้องสอบสวนชะงักไป เมื่อได้ยินคำพูดของสารวัตรจง เขาหันไปมองแฟ้มเอกสารในมือสารวัตร พลางถอนหายใจ และพยักหน้าอย่างยอมรับ


จงซวนก้าวเข้ามาในห้องสอบสวนอย่างมั่นคง แล้วเดินไปหยุดตรงหน้าหลี่หนิงเซียน หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่ที่เก้าอี้ แม้ดวงตาจะเรียบเฉยแต่เขาเดาว่าใจเธอคงเต็มไปด้วยความกังวล


“หนิงเซียน” จงซวนเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “พวกผมจะไม่ปล่อยให้คุณต้องรับโทษในสิ่งที่คุณไม่ได้ทำ ผมเชื่อว่าคุณไม่เกี่ยวข้องกับการค้าฝิ่นนี้”


หัวหน้าสอบสวนเปิดเอกสารบัญชีที่สารวัตรจงนำมา เขาตรวจสอบบันทึกต่างๆอย่างละเอียด เอกสารแสดงธุรกรรมการค้าทั้งหมดของร้าน ตั้งแต่ช่วงเปิดร้าน และช่วงที่หลี่หนิงเซียนเข้ามาบริหารกิจการของหมินคง ทุกอย่างถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบ และไม่มีอะไรที่ชี้ไปถึงการค้าฝิ่นเลย


ซ้ำเอกสารการรับเข้าและส่งออกของการค้าเมืองไป๋ชาน มีทางการตรวจสอบอย่างเข้มงวด หากดึงดันให้หลี่หนิงเซียนรับโทษเกรงว่าจะต้องลากข้าราชการอีกหลายคนมาเปื้อนโคลนนี้ด้วย และถ้าทำแบบนั้นเกรงว่าเจ้าหน้าที่อย่างพวกเขาคงใช้ชีวิตต่อไปยาก หัวหน้าสอบสวนเงยหน้าขึ้นจากเอกสารและมองไปยังหลี่หนิงเซียน


“ในเอกสารนี้ไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ แต่เราจะยังต้องสืบสวนเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของคุณ ผมเข้าใจว่าคุณอาจจะตกเป็นเหยื่อของการลักลอบขนส่งฝิ่นโดยไม่รู้ตัว” หลี่หนิงเซียนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเล็กน้อย แม้เธอจะยังต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไป แต่เธอก็เริ่มรู้สึกว่ามีคนเชื่อในความบริสุทธิ์ของเธอ


“ขอบคุณค่ะที่ช่วย ขอบคุณที่เชื่อใจฉัน” จงซวนพยักหน้า


“อย่าเพิ่งขอบคุณผมเลย สิ่งสำคัญคือเราต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าคุณไม่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้” เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่หนิงเซียนก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้ง เธอหันไปมองจงซวนด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความขอบคุณ


หลี่หนิงเซียนกลับไปที่ร้านติ่มซำ และคราวนี้เธอมาพร้อมกับจงซวน ทั้งสองเริ่มตรวจสอบทุกซอกทุกมุมอย่างละเอียด โดยเฉพาะกล่องไม้ และตู้เก็บของหลังร้านแต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ


“เราต้องไปหามู่โจว ฉันไม่เชื่อว่ามู่โจวจะปล่อยให้มีของแบบนี้รอดสายตาไปได้”มีเพียงลังที่พึ่งส่งเข้ามาที่เจอฝิ่น และเป็นลังเดียวที่เจ้าหน้าที่เปิดดู เรื่องนี้มีช่องโหว่งมากเกินไป


“สอบสวนคนงานในร้านด้วย” จงซวนเสริม


“หนิงเซียน หนิงเซียน” เถียนอิงวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา


“พี่เถียนเกิดอะไรขึ้น”


“มู่โจวถูกลอบทำร้ายตอนนี้นอนไม่ได้สติอยู่ที่โรงพยาบาล” เมื่อได้ยินเรื่องมู่โจวถูกลอบทำร้าย หลี่หนิงเซียนรู้สึกเย็นวาบในอก ขณะสายตาจับจ้องไปที่เถียนอิง เธอพยายามเก็บอาการสั่นไหวเอาไว้พลางหันไปมองจงซวน


“ถ้ามู่โจวไม่อยู่ใครจะคอยตรวจสอบสินค้าทั้งหมดให้?” จงซวนถามขึ้น


“ไม่มี เพราะฉันไม่วางใจคนอื่น มู่โจวเป็นคนที่เข้มงวด และรอบคอบมาก การที่ฝิ่นลักลอบเข้ามาได้โดยเขาไม่รู้เรื่องเลย ยิ่งทำให้เรื่องนี้มีพิรุธมากขึ้น” หลี่หนิงเซียนอธิบายให้ฟัง


“สอบสวนคนงานทุกคนในร้าน ทั้งหมดต้องให้การว่ารู้เห็นอะไรบ้าง และต้องตรวจสอบเส้นทางการขนส่งทุกจุด” จงซวนพูดขึ้น


ขณะที่ทุกคนอยู่ในความเงียบงันจากข่าวนี้ เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้น เมื่อหลี่หลงเฟย กงชุน และหลินถง พร้อมด้วยลี่หมิง ชายหนุ่มอีกคนที่หลี่หนิงเซียนไม่คุ้นหน้า เดินเข้ามา หลี่หนิงเซียนมองดูชายที่เดินมา ด้วยความสงสัยเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้แสดงออก


“พวกเราทุกคนจะช่วยสืบเรื่องนี้” ลี่หมิงพูดขึ้น ขณะมองไปที่หลี่หนิงเซียน แววตาของเธอดูเป็นกังวล และอบอุ่นราวกับมีอะไรในใจ ที่ไม่สามารถพูดออกมาได้ “เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การค้าฝิ่นธรรมดา แต่มันมีเบื้องหลังที่ลึกกว่านั้น เราจะไม่ปล่อยให้หลี่หนิงเซียนต้องแบกรับข้อกล่าวหานี้โดยไม่ได้รับความเป็นธรรม”


บทที่ 130: ผ่านพ้นอุปสรรคไปได้


กงชุนหันไปแนะนำหลี่หมิงกับหลี่หนิงเซียน “หนิงเซียน นี่คือลี่หมิง เขาเป็นคณะกรรมการพรรค ที่เข้ามาดูแลเรื่องคดีพิเศษในเมืองนี้เป็นการส่วนตัว เขามาที่นี่เพื่อช่วยสืบหาความจริง”


หลี่หนิงเซียนพยักหน้ารับ ขณะดวงตายังคงเต็มไปด้วยความกังวล แต่การที่มีคนในระดับคณะกรรมการพรรคเข้ามาช่วย ทำให้เธอเริ่มรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้างลี่หมิงหันมองจงซวนพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น


“ตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำคือสืบสวนหาตัวคนร้ายที่ทำร้ายมู่โจว และหาตัวผู้อยู่เบื้องหลังการลักลอบค้าฝิ่น” จงซวนและทีมเจ้าหน้าที่เริ่มตั้งต้นการสืบสวนใหม่ โดยเน้นไปที่จุดอ่อนที่ปรากฏขึ้น หนึ่งในนั้นคือชายลึกลับที่อ้างตัวว่าเป็นคนของมู่โจว ซึ่งเถียนอิงยืนยันว่าไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อน


“นั่นแปลว่าคนร้ายต้องวางแผนมาอย่างดี เพื่อแฝงตัวเข้ามาโดยอ้างชื่อของมู่โจว” หลี่หนิงเซียนฟังแล้วก้มหน้าลงอย่างครุ่นคิด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง


“ฉันไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเป็นการทำผิดของมู่โจว เขาทำงานร่วมกับฉันมานานและมีความรับผิดชอบมาก ฉันเชื่อว่าเขาจะไม่มีวันปล่อยให้ของผิดกฎหมายรอดสายตาไปได้ ดังนั้นคนร้ายต้องวางแผนมาเพื่อให้มู่โจวมาดูของไม่ได้ และใช้ช่องโหว่นี้ใส่ร้ายร้านของฉัน”


หลี่หลงเฟยที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดเสริม “หากมู่โจวถูกทำร้ายก่อนที่เขาจะส่งคนเข้ามาดูแลการตรวจสอบสินค้า ก็เป็นไปได้ว่าคนร้ายใช้โอกาสนี้ในการลอบเอาฝิ่นเข้ามาโดยไม่มีใครระแวดระวัง”


เถียนอิงพยักหน้า “ฉันเองก็ไม่ทันเอะใจ เพราะคนที่อ้างตัวว่าเป็นคนของมู่โจว ทำให้ฉันรู้สึกเชื่อใจโดยไม่คิดตรวจสอบ เขาพูดถึงรายละเอียดที่มีเฉพาะมู่โจวเท่านั้นที่รู้ ซึ่งตอนนี้ฉันเชื่อว่าเป็นข้อมูลที่มู่โจวให้ไว้ก่อนเกิดเหตุ”


การสืบสวนยิ่งเผยให้เห็นเงื่อนงำซับซ้อน เมื่อมีผู้รู้ข้อมูลของมู่โจวอย่างละเอียดแฝงตัวเข้ามา ลี่หมิงหันมาพูดกับหลี่หนิงเซียนอย่างมั่นใจ


“หนิงเซียน ไม่ต้องกังวลนะ เราจะจัดการเรื่องนี้ให้กระจ่างและนำตัวคนผิดมารับโทษ คุณจะไม่ต้องรับผิดในสิ่งที่คุณไม่ได้ทำ” หลี่หนิงเซียนรู้สึกขอบคุณที่ทุกคนเข้ามาช่วยเหลือ แต่ในใจเธอยังคงรู้สึกหนักอึ้ง เธอมองททกุคนด้วยแววตาขอบคุณ


“ขอบคุณจริงๆ ฉันเองก็อยากให้เรื่องนี้จบลงโดยเร็ว” จงซวนพยักหน้า “ผมสัญญาว่าเราจะทำทุกอย่างเพื่อให้ความจริงปรากฏ หนิงเซียน เรื่องนี้มันไม่ใช่แค่เกี่ยวกับร้านของคุณ แต่มันเกี่ยวกับเครือข่ายอาชญากรรมที่พยายามทำลายชีวิตของคนบริสุทธิ์อย่างคุณด้วย”


ขณะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์จากสถานีตำรวจดังขึ้น เจ้าหน้าที่รับสายแล้วหันมาแจ้งด้วยสีหน้าตื่นตระหนก


“สารวัตรครับ! คนของเราเพิ่งรายงานว่ามีการพบกลุ่มคนต้องสงสัยที่ออกจากโรงพยาบาลหลังเกิดเหตุทำร้ายมู่โจว พวกเขาเพิ่งขับรถผ่านเขตชานเมืองและหายไปทางถนนสายรอง!” ลี่หมิงสบตาจงซวนแล้วพูดอย่างเร่งด่วน


“ไปกันเถอะ เราอาจได้เบาะแสสำคัญ!” หลี่หนิงเซียนมองดูทุกคนที่พุ่งตัวออกไปทำงานด้วยความมุ่งมั่น เธอรู้ดีว่าทางข้างหน้ามีอุปสรรคมากมาย แต่การที่มีคนเหล่านี้อยู่เคียงข้างเธอ ก็ทำให้เธอมีความหวังว่าความยุติธรรมจะชนะในที่สุด


หลี่หนิงเซียนมองตามทุกคนที่พุ่งตัวออกจากร้านด้วยความมุ่งมั่น เธอรู้สึกใจชื้นขึ้น แม้ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้ว เธอนั่งลงที่โต๊ะไม้ภายในร้าน


มือสั่นเล็กน้อยขณะที่กำลังนึกถึงเหตุการณ์ทั้งหมด การที่มู่โจวถูกลอบทำร้าย และการค้นพบฝิ่นในร้าน ทำให้เธอรู้ว่าต้องมีใครบางคนต้องการทำลายร้านของเธอ อาจจะเป็นการทำลายชื่อเสียงด้วย


ขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าเบาๆดังขึ้นที่หน้าประตู ทำให้หนิงเซียนสะดุ้งเล็กน้อย เธอหันไปพบเถียนอิงที่กลับมาอีกครั้งหลังจากวิ่งไปเตรียมตัวช่วยทีมสอบสวน


“หนิงเซียน ฉันอยู่เป็นเพื่อนเธอนะ” เถียนอิงเอ่ยเสียงนุ่มพร้อมรอยยิ้มบางๆเพื่อให้กำลังใจ


“ขอบคุณมาก พี่เถียน” หลี่หนิงเซียนพยักหน้ารับ ทั้งคู่เงียบไปชั่วครู่ก่อนที่หนิงเซียนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น “พี่เถียน ฉันคิดว่านอกจากการรอข่าวจากจงซวนกับคนอื่นๆ เราควรจะหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตัวเองเกี่ยวกับผู้ที่อาจมีปัญหากับมู่โจว หรือคนที่พอจะรู้จักการทำงานของเขา”


เถียนอิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง “นั่นเป็นความคิดที่ดี เราสามารถสืบหาแหล่งข้อมูลเก่าๆของมู่โจว หรือคนที่เขาเคยทำการค้าด้วยกัน อาจมีใครที่รู้เรื่องหรือเห็นความเคลื่อนไหว ของคนแปลกหน้าที่เข้ามาทำงานแทนเขาเมื่อเช้านี้” หลี่หนิงเซียนพยักหน้าและลุกขึ้นทันที


“งั้นเราไปกันเถอะ ฉันรู้ว่ามู่โจวคัดคนช่วยงานมาหลายคนจากหมู่บ้านไป๋หู่ เพราะช่วงนี้งานมากขึ้นเลยต้องรับคนเพิ่มมา น่าจะต้องเริ่มสืบจากที่นั่นก่อน เราต้องหาคำตอบ เพื่อช่วยทุกคนให้สืบหาตัวคนร้ายได้ไวขึ้น”


ทั้งสองเดินไปยังหมู่บ้านไป๋หู่ ขณะที่หลี่หนิงเซียน กับเถียนอิงถามหาคนรู้จักของมู่โจว พวกเขาได้เบาะแสว่าเมื่อไม่นานมานี้ มู่โจวเคยมีเรื่องขัดแย้งกับชายชื่อฟู่หรง ซึ่งเคยอยากมาทำงานร่วมกับมู่โจวในเรื่องการจัดส่งสินค้า แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างมู่โจวไม่ได้รับเข้ามาทำงาน


“ฉันเคยได้ยินว่า ฟู่หรงเป็นคนที่ค่อนข้างไร้ศีลธรรม” เถียนอิงกระซิบเสียงเบา “เขาเคยถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจมืดบางอย่าง แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน เขาอาจเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังการทำร้ายมู่โจว หรือไม่ก็เป็นคนที่พยายามใช้ช่องโหว่นี้ใส่ร้ายเธอ”


หลี่หนิงเซียนกำมือแน่นขณะฟัง “ถ้าเป็นแบบนั้น ฟู่หรงอาจมีส่วนในการพบฝิ่นที่ร้านเรา เราต้องหาทางเชื่อมโยงระหว่างฟู่หรง กับการเจอฝิ่นในครั้งนี้”


ขณะนั้นเอง จงซวนและทีมของเขาก็ได้รับข่าวมาจากการสอบสวนของพวกเขาว่า คนที่ทำร้ายมู่โจวนั้นเป็นลูกน้องของฟู่หรงจริงๆ และตอนนี้พวกเขากำลังติดตามเส้นทางการหลบหนีของกลุ่มคนร้าย ไปยังบ้านหลังหนึ่งในเขตนอกเมือง


จงซวนรีบเดินทางไปยังที่นั่นพร้อมด้วยลี่หมิง และทีมของเขา ขณะเดินทาง เขาสั่งให้เจ้าหน้าที่เตรียมตัวพร้อมจับกุมเพื่อไม่ให้ผู้ต้องสงสัยหลบหนีอีก เมื่อไปถึงบ้านหลังนั้น พวกเขาพบกลุ่มชายฉกรรจ์ที่กำลังเก็บของอยู่


เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับเสียงตะโกนของเจ้าหน้าที่ตำรวจและเสียงแตกฮือของคนร้ายที่พยายามหลบหนี จงซวนและลี่หมิงพุ่งตัวเข้าไปพร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ปิดล้อมอย่างรวดเร็ว


ภายในบ้านหลังนั้น พวกเขาพบหลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงฟู่หรงเข้ากับการค้าฝิ่นอย่างชัดเจน ทั้งบัญชีที่บันทึกการส่งฝิ่น ลี่หมิงเดินมาหาจงซวนพร้อมกับเอกสารที่ได้จากการบุกค้น


“นี่เป็นหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าหลี่หนิงเซียนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน ฟู่หรงเป็นคนที่วางแผนทั้งหมด และแอบตามขบวนสินค้าเพื่อปกปิดเส้นทางการค้าฝิ่น แต่ที่น่าแปลกคือการที่อยู่ๆ เขาก็เอาฝิ่นไปไว้ที่ลังสินค้า เหมือนต้องการทำให้หนิงเซียนรับโทษ”


ในที่สุดความจริงก็ปรากฏออกมา เขารีบเดินทางกลับไปแจ้งข่าวดีนี้แก่หลี่หนิงเซียน เมื่อกลับมาถึงร้านติ่มซำ หลี่หนิงเซียนยืนรอด้วยความกังวลใจ แต่เมื่อเห็นสีหน้าของจงซวนที่เต็มไปด้วยความยินดี เธอก็เริ่มรู้สึกโล่งใจ


“หนิงเซียน เราได้หลักฐานที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของคุณแล้ว ฟู่หรงเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด เขาใช้ช่องโหว่ของระบบการขนส่งและแฝงตัวมาทำลายคุณ”


“ถ้าไม่ได้พวกคุณ ฉันก็คงต้องตกอยู่ในข้อหาที่ไม่เป็นธรรมไปอีกนาน ฉันซาบซึ้งจริงๆ ที่พวกคุณเชื่อมั่นในตัวฉัน” หลี่หนิงเซียนโล่งใจ เธอเอ่ยขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือ


กงชุนยิ้มบางๆ ขณะจับมือเธออย่างปลอบโยน “ผมสัญญาแล้วว่าผมจะช่วยคุณ และตอนนี้เธอก็ไม่เป็นไรแล้ว”


หลี่หนิงเซียนมองไปรอบๆร้านติ่มซำที่เต็มไปด้วยความทรงจำดีๆของเธอ ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ เธอจะดูแลร้านนี้ต่อไปด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งกว่าเดิม


จบตอน

Comments