seller ep131-140

บทที่ 131: แค่รู้จัก ไม่ใช่คนพิเศษ


แม้ฟู่หรงจะถูกจับกุมแล้ว แต่หลี่หนิงเซียนรู้ดีว่าเรื่องราวนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญในชีวิตของเธอ ทำให้เธอเติบโตและรู้จักระมัดระวังมากขึ้น เธอจะก้าวเดินไปข้างหน้า พร้อมกับคนที่อยู่เคียงข้างเธอและสนับสนุนเธอในวันที่เธอลำบากที่สุด


ขณะที่หลี่หนิงเซียนและจงซวนกำลังนั่งอยู่ในร้านติ่มซำหลังจากเหตุการณ์คลี่คลายลงไปแล้ว หนิงเซียนอดไม่ได้ที่จะคิดถึงคำถามที่ยังคงค้างคาในใจ เธอหันไปหาจงซวนด้วยใบหน้าครุ่นคิด


“ฉันยังสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง…ทำไมฟู่หรงถึงเลือกเอาฝิ่นมาไว้กับสินค้าร้านของฉัน?” เธอถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความสงสัย “ร้านของฉันไม่ได้ใหญ่โตอะไรเลย การเจาะจงเอาของมาไว้ที่นี่มันเสี่ยงเกินไป สำหรับพวกเขา ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องเป็นร้านของฉัน”


จงซวนพยักหน้าอย่างเห็นใจ “ผมเองก็สงสัยในจุดนั้นเหมือนกัน จริงๆแล้วเราคงต้องสอบถามผู้เกี่ยวข้องให้มากกว่านี้ ผมคิดว่าต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ฟู่หรงเจาะจงใช้ร้านของคุณ”


ขณะที่พวกเขากำลังคุยกัน เต๋อจินซึ่งเป็นคนงานในร้านก็มองมาทางพวกเขาอย่างลังเล ก่อนจะเดินเข้ามาหาหลี่หนิงเซียนพลางก้มศีรษะอย่างนอบน้อม


“คุณหลี่ ฉันมีเรื่องจะสารภาพ” หลี่หนิงเซียนคนอื่นหันไปมองเต๋อจินด้วยความประหลาดใจ


“ว่ามาสิ” หลี่หนิงเซียนพยักหน้าเบาๆให้เขาพูดต่อ เต๋อจินถอนหายใจก่อนจะเริ่มเล่า


“ก่อนหน้านี้…มีผู้หญิงคนหนึ่งมาหาฉัน เธอเสนอเงินจำนวนมากให้ ถ้าฉันยอมปล่อยให้เธอเข้ามาตรวจสอบสินค้าก่อนการส่งมอบในแต่ละครั้ง ฉันเห็นเป็นงานง่ายๆ และไม่ได้เอะใจอะไรจึงรับข้อเสนอไป ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร แต่ตอนนี้ฉันว่าผู้หญิงคนนั้น อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องทั้งหมดนี้”


หลี่หนิงเซียนฟังแล้วสีหน้าซีดลง เธอถามต่ออย่างรวดเร็ว “แล้วเธอมีลักษณะอย่างไรบ้าง? จำได้ไหมว่าผู้หญิงคนนั้นมีอะไรที่เด่นชัดหรือไม่?”


เต๋อจินนั่งนิ่งคิดก่อนจะตอบ “ฉันจำได้ว่าเธอสวมผ้าคลุมสีเข้ม และมักจะมาพบฉันในช่วงค่ำคืน ดูท่าทางมีอำนาจ และไม่ธรรมดา ดวงตาเธอมีประกายที่แปลกประหลาด ฉันไม่เคยคิดว่าเธอจะเป็นคนที่พัวพันกับสิ่งผิดกฎหมาย”


จงซวนฟังแล้วครุ่นคิดหนัก “ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังการวางแผนครั้งนี้ และใช้ฟู่หรงเป็นเพียงตัวเชื่อมในการดำเนินการ เราอาจต้องสืบหาตัวตนที่แท้จริงของเธอ เพราะเธอน่าจะเป็นกุญแจสำคัญของคดีนี้ทั้งหมด”


หลี่หนิงเซียนถอนหายใจลึก นึกถึงความไร้เดียงสาของตัวเองที่เคยไว้ใจคนง่ายๆ จนทำให้ร้านต้องตกอยู่ในวงจรอันตรายครั้งนี้


“ฉันต้องระวังให้มากกว่านี้…เธอทำให้ฉันต้องสูญเสียทั้งความสงบสุข และชื่อเสียง ฉันอยากรู้จริงๆว่าเธอเป็นใครกันแน่ และทำไมถึงพุ่งเป้ามาที่ร้านของฉันโดยเฉพาะ” กงชุนยื่นมือมาจับไหล่เธอเบาๆ


“ไม่ต้องห่วงนะหนิงเซียน ตอนนี้เรามีเบาะแสแล้ว เราจะตามหาผู้หญิงคนนั้น และทำให้เธอต้องรับโทษในสิ่งที่เธอทำ ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอทำลายชีวิตใครอีกต่อไป”


หลังจากพูดคุยกับเต๋อจิน กงชุนและคนอื่นๆก็เริ่มวางแผนสืบหาเบาะแสของหญิงลึกลับคนนี้ให้ลึกลงไป พวกเขาพบว่ายังมีการเคลื่อนไหวของฝิ่นตามเมืองชายแดนอื่นๆที่มีรูปแบบคล้ายคลึงกับร้านของหนิงเซียน ร้านเล็กๆที่ไม่เป็นที่สังเกตของผู้คน แต่กลับถูกใช้เป็นช่องทางขนส่งสินค้าอย่างลับๆ


เรื่องราวการสืบสวนครั้งนี้ยิ่งซับซ้อน และอันตรายขึ้นไปอีก แต่ด้วยการสนับสนุนจากจงซวน และเพื่อนๆในทีม หลี่หนิงเซียนเริ่มรู้สึกว่าความยุติธรรมจะต้องมาถึงไม่ช้าก็เร็ว เธอเฝ้ารอวันที่ความจริงทั้งหมดจะถูกเปิดเผย และหวังว่าวันนั้นเธอจะได้กลับมาใช้ชีวิตในร้านติ่มซำที่สงบสุขเหมือนเดิม


วันเวลาผ่านไป กงชุนและคนอื่นๆ ต่างไม่ละความพยายาม พวกเขาเดินหน้าเพื่อค้นหาความจริง เบาะแสทุกเส้นทางถูกเชื่อมโยงเข้าหากันเรื่อยๆจนในที่สุด พวกเขาก็เริ่มเข้าใกล้ตัวผู้หญิงลึกลับคนนั้นทีละนิด และพร้อมที่จะนำตัวเธอมารับโทษในที่สุด


หลังจากที่ได้รับเบาะแสเกี่ยวกับหญิงลึกลับจากเต๋อจิน กงชุนกับจงซวนก็เริ่มติดตามข้อมูล และสืบหาตัวตนของเธออย่างใกล้ชิด จงซวนส่งเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังการเคลื่อนไหวตามจุดต่างๆในเมือง


ส่วนตามแนวชายแดนทางกองทัพก็จัดกำลังไปเฝ้า โดยเน้นไปที่ร้านค้าเล็กๆที่ดูเหมือนจะไม่มีพิรุธ แต่เป็นไปได้ว่าถูกใช้เป็นช่องทางลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมาย


ในช่วงเวลานั้น หลี่หนิงเซียนก็ยังคงดูแลร้านติ่มซำตามปกติ แต่เธอระวังมากขึ้นในทุกสิ่งรอบตัว เพื่อไม่ให้ใครเอาของที่ไม่ควรใสไว้ในร้านเธออีก ไม่เพียงแค่คอยตรวจสอบสินค้าที่เข้ามาเท่านั้น แต่เธอยังให้ความสนใจกับลูกค้าใหม่ๆที่เข้ามาในร้านอย่างระมัดระวัง


จนกระทั่งวันหนึ่ง มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน เธอแต่งตัวเรียบง่าย แต่ท่วงท่ากลับดูเยือกเย็น ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่หลี่หนิงเซียนด้วยแววตาที่ดูเหมือนกำลังประเมินอะไรบางอย่าง หญิงคนนั้นสั่งชา และติ่มซำมาอย่างเงียบๆ แล้วนั่งลงที่มุมหนึ่งของร้านโดยไม่พูดอะไร


หลี่หนิงเซียนรู้สึกแปลกๆ จึงแอบสังเกตผู้หญิงคนนั้น ผู้หญิงคนนั้นดูเงียบขรึม ไม่เหมือนลูกค้าทั่วไป เธอจิบชา และทานติ่มซำอย่างเรียบร้อย แต่แววตาของเธอเต็มไปด้วยความถือดี


ไม่นานกงชุนก็มาที่ร้าน เขาเห็นหลี่หนิงเซียนกำลังมองผู้หญิงคนนึงอยู่ จึงหันไปมองตาม ก็พบว่าคนที่หลี่หนิงเซียนกำลังมองอยู่ คือเพ่ยจวิ้น ที่น่าแปลกคือเธอมาอะไรที่นี่


“กงชุน” หลี่หนิงเซียนเรียกเสียงเบา ราวกับไม่ต้องการให้ใครในร้านได้ยิน เธอหันมาสบตากงชุนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล กงชุนขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วตอบกลับเสียงเบา


“หนิงเซียน ผู้หญิงคนนั้นคือเพ่ยจวิ้น…ลูกสาวนายพล” หลี่หนิงเซียนเบนสายตากลับไปมองเพ่ยจวิ้นที่ยังคงนั่งอยู่ที่มุมร้าน ดวงตาคมกริบของเพ่ยจวิ้นจับจ้องทุกสิ่งรอบตัวราวกับกำลังประเมินอะไรบางอย่าง ความเยือกเย็น และความถือดีที่แฝงอยู่ในแววตานั้น ทำให้หลี่หนิงเซียนรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก


กงชุนถอนหายใจลึก ก่อนจะตอบอย่างระมัดระวัง “เพ่ยจวิ้นเป็นกับฉันเราไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันไปมากกว่าคนรู้จัก”


“ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรนี่คุณกำลังร้อนตัวเหรอ” กงชุนชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของหลี่หนิงเซียน ใบหน้าของเขาแสดงอาการกระอักกระอ่วนปนกับความเขินอาย แต่พยายามเก็บอาการไว้


“ฉัน…ไม่ได้ร้อนตัว ก็แค่…รู้สึกว่าเพ่ยจวิ้นมาที่นี่มันไม่ค่อยปกติ” เขาพูดพร้อมเหลือบมองไปที่เพ่ยจวิ้นอีกครั้ง


เพ่ยจวิ้นยังคงนั่งตรงนั้น สงบนิ่งแต่ดูมีอำนาจ และท่าทางที่นิ่งเรียบของเธอราวกับรู้สึกได้ถึงสายตาของทั้งคู่ แต่ไม่ได้หันกลับมามองแต่อย่างใด หลี่หนิงเซียนมองกงชุนอย่างจับผิดก่อนจะยิ้มมุมปากเล็กน้อย


“ก็แค่บอกว่ารู้จัก ไม่ใช่คนพิเศษ… งั้นทำไมถึงต้องอธิบายมากมายล่ะ” กงชุนขมวดคิ้ว เขาเกาศีรษะอย่างหงุดหงิดเล็กน้อยก่อนพูด


“หนิงเซียน เธอจะเล่นคำแบบนี้ไปทำไม ฉันแค่คิดว่าควรจะบอกไว้ก่อน จะได้ไม่มีความเข้าใจผิดอะไรเกิดขึ้น”


“ใครเข้าใจผิดเหรอ?” หลี่หนิงเซียนยิ้มมุมปาก แต่แววตากลับดูเจ้าเล่ห์นิดๆ “ไม่เห็นมีใครเข้าใจผิดเลยนี่ กงชุน คุณดูจะกังวลไปเองหรือเปล่า”


กงชุนทำหน้าปั้นยาก จนในที่สุดเขาก็ถอนหายใจเบาๆ “งั้นตามใจเธอแล้วกันหนิงเซียน ฉันแค่ไม่อยากให้เธอไม่สบายใจ…แต่บอกไว้เลยนะ ฉันไม่ได้มีอะไรกับเพ่ยจวิ้นแน่นอน”


หลี่หนิงเซียนเบนสายตากลับไปที่เพ่ยจวิ้นอีกครั้ง เธอเพ่งมองผู้หญิงคนนั้นที่กำลังจิบชาอย่างสง่างาม ท่าทางเยือกเย็นและความถือดีที่แฝงอยู่ในทุกอิริยาบถของเพ่ยจวิ้น ทำให้เธออดสงสัยไม่ได้ว่าการมาที่นี่ของเพ่ยจวิ้นมีจุดประสงค์อะไร หรือว่า…มันอาจจะเกี่ยวข้องกับบางอย่างที่พวกเธอไม่รู้


“งั้นเราคงต้องดูกันต่อไป ว่าเพ่ยจวิ้นจะมาทำอะไรที่นี่” หลี่หนิงเซียนพูดเบา ๆ พร้อมเหลือบมองกงชุนที่ยังมีท่าทางกังวล


บทที่ 132: ฉันไม่ทิ้งคุณไว้คนเดียวแน่


กงชุนพยักหน้าเบาๆ พร้อมสอดส่องไปรอบๆร้านอย่างระมัดระวัง ทั้งคู่ต่างเก็บความระแวดระวังไว้ในใจ ขณะจับตามองเพ่ยจวิ้นอย่างเงียบๆ ราวกับรู้สึกถึงภัยบางอย่างที่แฝงอยู่ในความสงบ


หลี่หนิงเซียน และกงชุนยังคงนั่งจับตาดูเพ่ยจวิ้นอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางบรรยากาศในร้านที่ดูเงียบสงบ เพ่ยจวิ้นนั่งอยู่มุมร้าน ใบหน้าของเธอยังคงเฉยเมยเหมือนเดิม แต่แววตาที่จับจ้องไปรอบๆ แฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นราวกับนักล่าที่กำลังรอจังหวะอะไรบางอย่าง หลี่หนิงเซียนหันไปกระซิบกับกงชุน


“กงชุน คุณคิดว่าเพ่ยจวิ้นจะมาทำอะไรที่นี่?” กงชุนถอนหายใจยาวก่อนจะตอบ


“ผมก็ไม่แน่ใจ แต่รู้มาว่าช่วงนี้นายพลเพ่ยกำลังเคลื่อนไหวบางอย่างในแถบนี้ ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับการเจรจากับพวกข้าราชการในเมือง อาจเป็นไปได้ว่าการมาของเพ่ยจวิ้นครั้งนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง”


หลี่หนิงเซียนพยักหน้าช้าๆ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความกังวล แต่ทันใดนั้นเอง เธอก็สังเกตเห็นเพ่ยจวิ้นค่อยๆวางแก้วชาลง แล้วหันมาสบตาเธอราวกับจับได้ว่าถูกจับตามอง


หลี่หนิงเซียนสะดุ้งเล็กน้อย แต่พยายามเก็บสีหน้าไม่ให้เผยความตื่นเต้น เธอส่งยิ้มบางๆเป็นเชิงทักทาย แต่เพ่ยจวิ้นกลับไม่สนใจ และหันหน้าไปทางอื่น ดวงตาคมกริบยังคงเยือกเย็นไร้ความรู้สึกใดๆ


จังหวะนั้นเอง เพ่ยจวิ้นลุกขึ้นจากโต๊ะ เธอจัดชุดตัวเองอย่างเรียบร้อย ก่อนจะเดินตรงมายังโต๊ะของหลี่หนิงเซียน และกงชุน หลี่หนิงเซียนสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดในอากาศ ท่ามกลางเสียงหัวใจที่เต้นแรงขึ้นเรื่อยๆของตัวเอง


เมื่อเพ่ยจวิ้นหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว เธอก็โค้งศีรษะน้อยๆอย่างมีมารยาท แต่แววตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความถือดีและท้าทาย


“ฉันคิดอยู่แล้วว่ากงชุนจะมาที่นี่” เพ่ยจวิ้นพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน คำพูดของเธอดังพอที่จะได้ยินเฉพาะคนในโต๊ะ ทำให้รู้สึกเหมือนถูกกักอยู่ในอาณาเขตที่เธอกำหนดเอง


“เธอมาที่นี่ทำไม?” กงชุนถามด้วยน้ำเสียงนิ่งแต่แฝงความสงสัย เขาพยายามไม่เผยความรู้สึกใดๆออกมา เพ่ยจวิ้นยิ้มมุมปากเล็กน้อย ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งจับจ้องกงชุน


“ฉันมาที่นี่เพื่อดูอะไรบางอย่าง และฉันไม่คิดว่าต้องบอกพี่กงชุนนะ แต่ถ้าพี่อยากรู้จริงๆ ก็ไปดื่มชากับฉันสิ”


“ถ้าอย่างนั้น ทำไมต้องเดินเข้ามาหาพวกเราด้วยล่ะ?”หลี่หนิงเซียนแทรกขึ้นมาอย่างไม่ทันยั้งคิด เพ่ยจวิ้นยิ้มเยาะเล็กน้อย


“พวกพี่สองจ้องมาที่ฉันตลอดเลยนี่ จนฉันคิดว่าจำเป็นต้องทักทายสักหน่อย” หลี่หนิงเซียนรู้สึกเลือดสูบฉีดขึ้นใบหน้า เธอกำหมัดแน่นใต้โต๊ะ แต่พยายามระงับอารมณ์


“ฉันก็แค่…สงสัย” เพ่ยจวิ้นหรี่ตาอย่างเย็นชา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่เหมือนจะซ่อนความนัย


“พวกพี่ทำอะไรระวังหน่อยล่ะ ในเมืองนี้ไม่มีอะไรที่นายพลเพ่ยไม่รู้… และแน่นอนว่า ไม่มีใครที่พ้นจากฉันไปได้เช่นกัน ฉันยังชอบพี่อยู่นะพี่กงชุน” เพ่ยจวิ้นพูดจบก็หมุนตัวเดินออกจากร้านไปอย่างสง่างาม ทิ้งความอึดอัด และความหวาดระแวงไว้ให้กับหลี่หนิงเซียน และกงชุนที่นั่งอยู่ในความเงียบ


หลี่หนิงเซียนมองตามร่างของเพ่ยจวิ้นที่เดินออกจากร้านไป จนกระทั่งแผ่นหลังนั้นลับหายไปจากสายตา เธอถอนหายใจยาว ความรู้สึกอึดอัดยังคงหลงเหลืออยู่ในอก แม้จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ความเยือกเย็นและคำพูดทิ้งท้ายของเพ่ยจวิ้นกลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกคุกคามอยู่ลึกๆ กงชุนมองหลี่หนิงเซียนด้วยความกังวล


“หนิงเซียน เธอดูไม่ค่อยสบายใจเลย มีอะไรรึเปล่า?” หลี่หนิงเซียนสบตากงชุนแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงเบา


“กงชุน ฉันรู้สึกเหมือนเรากำลังถูกจับตามองจากทุกทาง ไม่ใช่แค่เพ่ยจวิ้นหรือท่านนายพลเพ่ย แต่ราวกับมีใครสักคนที่มองเห็นการกระทำของเราอยู่ตลอดเวลา…ฉันรู้สึกว่ามันไม่ปลอดภัยแล้ว”


กงชุนเงียบไปครู่หนึ่ง เขาพยายามกลบความกังวลของตัวเอง แล้วเอื้อมมือมากุมมือหลี่หนิงเซียนเบาๆ


“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะอยู่เคียงข้างเธอเสมอ หนิงเซียน ไม่ต้องห่วง ฉันจะไม่ปล่อยให้ใครมาทำร้ายเธอได้” หลี่หนิงเซียนคลี่ยิ้มเล็กน้อย แม้ในใจยังคงมีความกังวลลึกๆ เธอรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อรู้ว่ากงชุนจะไม่ทิ้งเธอไปในช่วงเวลาอันตรายนี้


หลังจากนั้น ทั้งคู่จึงลุกออกจากร้าน โดยตั้งใจจะหลบเลี่ยงเส้นทางที่ผู้คนพลุกพล่าน หวังว่าจะหลบเลี่ยงการถูกสอดแนม แต่ในขณะที่พวกเขากำลังเดินผ่านซอยแคบๆ จู่ๆก็มีเสียงฝีเท้าเงียบๆตามหลังมา


หลี่หนิงเซียน และกงชุนหันไปมองอย่างระแวดระวัง ก็พบว่ามีชายชุดดำสามคนยืนขวางอยู่ที่ปลายซอย สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความคุกคาม กงชุนกระซิบเสียงเบา


“หนิงเซียน ฉันอยากให้เธอวิ่งไปก่อน” หลี่หนิงเซียนส่ายหน้า


“ไม่ ฉันไม่ทิ้งคุณไว้คนเดียวแน่” กงชุนถอนหายใจแล้วพูดหนักแน่น


“แต่พวกเขามาแบบนี้คงต้องการชีวิตเราแน่ หนิงเซียน ฉันรู้ว่าพวกนั้นคงไม่ปล่อยให้เรารอดไปได้ง่ายๆ เธอไปเถอะ ฉันจะถ่วงเวลาพวกมันไว้”


ชายชุดดำค่อยๆก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ พร้อมชักมีดออกมาแสดงเจตนาอันชัดเจน หลี่หนิงเซียนกัดริมฝีปากแน่น แม้ใจเธอจะรู้ดีว่าต้องหาทางหนี แต่ก็ไม่อาจทิ้งกงชุนไว้เบื้องหลังได้ เธอจับมือเขาแน่น ก่อนจะพูดออกมาเบาๆแต่จริงจัง


“ถ้าฉันหนีไปวันนี้ ฉันจะไม่มีวันให้อภัยตัวเอง ฉันจะสู้เคียงข้างคุณ แม้จะต้องเผชิญความตายก็ตาม” กงชุนมองหลี่หนิงเซียนด้วยความซาบซึ้งใจ แต่เวลานั้นไม่เอื้อให้เขาได้พูดอะไรอีก ชายชุดดำพุ่งเข้ามาโจมตีอย่างไม่รั้งรอ กงชุนรีบดึงหลี่หนิงเซียนให้หลบไปด้านข้างก่อนที่มีดของศัตรูจะพุ่งลงมาถูกตัว


การต่อสู้ในซอยแคบ เริ่มขึ้นโดยไร้ซึ่งผู้คนรอบข้างที่จะมองเห็นหรือรับรู้ได้ เสียงดาบที่กระทบกันดังก้องไปทั่ว แต่ถึงแม้ทั้งคู่จะสู้เต็มกำลัง กลับรู้สึกได้ว่าพวกศัตรูเหล่านั้นเก่งกาจเกินกว่าจะเอาชนะได้ง่ายๆ


หลี่หนิงเซียนหอบหายใจหนัก เหงื่อซึมออกมาตามไรผม ขณะที่เธอพยายามตั้งท่าต่อสู้อีกครั้ง แต่ก่อนที่ศัตรูจะโจมตีมาอีกครั้ง จู่ๆก็มีเสียงดังแหวกอากาศขึ้นมาจากข้างบน


พวกชายชุดดำหยุดชะงัก ก่อนที่มีดของพวกเขา จะหลุดจากมือด้วยความหวาดกลัว พวกเขามองไปรอบๆอย่างระแวดระวัง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่พวกเขาเองก็ไม่รู้จัก เสียงแค่นหัวเราะเยือกเย็นดังขึ้นมาจากมุมมืด


“ใครอนุญาตให้พวกแกมาแตะต้องคนที่ฉันสนใจ” เสียงนั้นก้องกังวาน และเยือกเย็นจนหลี่หนิงเซียนรู้สึกขนลุกขึ้นมา จากเงามืด เพ่ยจวิ้นปรากฏตัวขึ้น เธอยืนสง่างามและเยือกเย็น ดวงตาคมกริบจับจ้องไปที่ชายชุดดำเหล่านั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความดูถูก


“ฉันจะให้เวลาพวกแก ถ้าไม่รีบไปจากที่นี่ อย่าหาว่าใจร้ายก็แล้วกัน” ชายชุดดำมองหน้ากันด้วยความลังเล แต่เมื่อเห็นสายตาดุดันของเพ่ยจวิ้น พวกเขาก็รีบถอยหลังออกไปอย่างไม่รั้งรอ เมื่อพวกชายชุดดำหายไปแล้ว เพ่ยจวิ้นจึงหันมามองหลี่หนิงเซียนและกงชุน


“ถือว่าพวกเธอยังโชคดีอยู่ที่ฉันมาช่วยทัน” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา แล้วเดินจากไป ทิ้งให้หลี่หนิงเซียนกับกงชุนยืนมองตาม ด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งหวาดหวั่น และขอบคุณที่รอดพ้นอันตราย แต่ลึกๆแล้ว พวกเขารู้ดีเพ่ยจวิ้นดูมีอะไรบางอย่างที่ไม่น่าไว้ใจ และมันอาจจะไม่จบลงง่ายๆอย่างที่คิด เพราะไม่รู้ว่าเพ่ยจวิ้นต้องการอะไรจากพวกเธอกันแน่


บทที่ 133: คำเตือนสำหรับพวกเธอ


“หนิงเซียน… เธอรู้สึกเหมือนฉันไหม ว่าเพ่ยจวิ้นไม่ได้มาช่วยเราเพียงเพราะความเมตตา?” กงชุนหันมามองหลี่หนิงเซียนที่ยังคงมีแววตาหนักใจ


หลี่หนิงเซียนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เธอถอนหายใจยาว รู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นรอบตัวพวกเขา เงาที่มองไม่เห็น แต่สามารถสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่แฝงอยู่ทุกมุม


“กงชุน ฉันกลัวว่าการเข้ามาของเธอในวันนี้ อาจจะเกี่ยวข้องกับบางแผนการที่เราไม่รู้” หลี่หนิงเซียนพูดเสียงเบา น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความระแวดระวัง กงชุนพยักหน้า


“ใช่ ฉันรู้…และก็คิดว่าคำที่เธอพูด…มีบางอย่างแอบแฝง คนที่สนใจ เธอคิดว่าฉันหรือเธอ” หลี่หนิงเซียนเหลือบตามองกงชุน สายตาของเธอเต็มไปด้วยความครุ่นคิด และระแวดระวัง ราวกับพยายามวิเคราะห์คำพูดที่เพ่ยจวิ้น


“ถ้าเป็นฉัน ก็คงคิดว่า… พวกเราทั้งคู่นั่นแหละที่เธอสนใจ” หลี่หนิงเซียนพูดเบาๆ แววตาสับสนปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่ก่อนจะหายไป


“นายพลเพ่ยไม่ใช่คนที่จะสนใจเรื่องใด โดยไม่มีแผนการที่ซับซ้อน ถ้าเพ่ยจวิ้นเองก็ได้รับคำสั่งมา…ฉันกลัวว่าเราจะตกอยู่ในสายตาของพวกเขาตั้งแต่แรก” กงชุนขมวดคิ้วเล็กน้อย พยายามคิดทบทวน


“ฉันกลัวว่าไม่ใช่แค่เพ่ยจวิ้น หรือนายพลเพ่ยเท่านั้น ที่จับตามองเรา รู้สึกเหมือนมีบางคน หรือบางกลุ่มที่คอยดูเราอยู่จากเงามืด เฝ้ามองและเฝ้ารอ…”


“เธอเองก็รู้สึกแบบนั้นเหรอ?” เขารู้สึกเหมือนมีลางสังหรณ์บางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้ ทั้งคู่มองไปรอบๆอย่างระแวดระวัง จนรู้สึกถึงความเงียบที่ผิดปกติรอบตัว ราวกับความสงบนี้กำลังซ่อนอะไรบางอย่างที่อันตรายเอาไว้


ในขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าเบาๆดังขึ้นจากทางด้านหลังของพวกเขา ทั้งสองหันขวับไปทันที ใจเต้นแรงด้วยความตึงเครียด เงาของชายคนหนึ่งในชุดคลุมสีเทาปรากฏขึ้นจากมุมมืด


บุรุษผู้นั้นมีผ้าคลุมหน้าปกปิดใบหน้า ดวงตาเพียงคู่เดียวที่ปรากฏออกมาทอประกายด้วยความเยือกเย็นและไม่อาจคาดเดาได้


“พวกเธอสองคนดูเหมือนจะระวังตัวไม่น้อย แต่บางที…อาจจะน้อยเกินไปก็ได้” ชายคนนั้นพูดขึ้นด้วยเสียงเรียบและเยือกเย็น รอยยิ้มบางเบาที่แฝงไปด้วยเลศนัยปรากฏขึ้น กงชุนจับแขนหลี่หนิงเซียนเบาๆเป็นเชิงเตือนให้เธอระวังตัว ก่อนจะพูดกับชายลึกลับนั้น


“คุณต้องการอะไร ทำไมถึงตามพวกเรามา?” ชายคนนั้นหัวเราะเบาๆก่อนจะตอบ


“อย่าหลงเข้าใจผิด ฉันไม่ได้ตามพวกเธอ ก็แค่มาทำหน้าที่ของฉัน…ซึ่งบังเอิญเกี่ยวข้องกับพวกเธอโดยตรง” หลี่หนิงเซียนขมวดคิ้ว


“หน้าที่? หน้าที่อะไร?” ชายชุดคลุมเทายิ้มบางเบา เขาก้าวเข้ามาใกล้จนแสงจันทร์ที่ส่องลงมา จับเงาของเขาในมุมที่เห็นเพียงครึ่งหน้า


“หน้าที่ในการสังเกตการณ์ พวกเธอมีบางสิ่งที่นายของฉันต้องการรู้ และฉันก็มาเพื่อเก็บข้อมูลเหล่านั้นเท่านั้น…แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้บอกอะไรมากกว่านี้”


“นายของคุณ?” กงชุนถามด้วยความสงสัยและระแวดระวัง ชายชุดคลุมเทาไม่ตอบ เขายืนนิ่งครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเย็นชา


“คำเตือนสำหรับพวกเธอ… จงระวังผู้ที่เสนอความช่วยเหลือให้ ระวังคำพูดที่ดูเหมือนไร้พิษภัย เพราะพวกมันอาจซ่อนคมมีดไว้มากกว่าที่เห็น” พูดจบ ชายคนนั้นก็หายตัวไปในความมืด ราวกับเป็นเพียงเงา เงียบสงบไร้ร่องรอย ทิ้งให้หลี่หนิงเซียน และกงชุนยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน ขณะที่ความหวาดระแวงในใจของพวกเขาค่อยๆเพิ่มมากขึ้น หลี่หนิงเซียนกระซิบเบาๆ


“กงชุน…ถ้าหากเราถูกจับตามองจริงๆ เราจะทำอย่างไรต่อไปดี?” กงชุนจ้องมองเธอด้วยความหนักแน่น แม้ในดวงตาจะมีความกังวลปรากฏอยู่ แต่เขาพยายามสร้างความมั่นใจให้เธอ


“หนิงเซียน ไม่ว่าคนพวกนั้นจะมีแผนการอะไร ฉันจะหาทางปกป้องเธอเราต้องวางแผน และหาความจริงให้ได้ว่าแท้จริงแล้วใครกันที่ต้องการตัวเรา… และเพราะอะไร จึงสนใจเรา”


“งั้นเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาคนอื่นด้วยเถอะ”


“อือ” กงชุนตอบรับคำของหลี่หนิงเซียน


วันรุ่งขึ้น หลี่หนิงเซียน และกงชุนตัดสินใจไปพบกับ กลุ่มเพื่อนสนิทที่พวกเขาไว้วางใจอย่างที่สุด จงซวน หลินถง และลี่หมิง รวมถึงหลี่หลงเฟยพี่ชายของหลี่หนิงเซียน ทั้งห้าคนนั่งรวมตัวกันในห้องของร้านติ่มซำ


หลี่หนิงเซียนเริ่มเล่าถึงเหตุการณ์ที่พวกเขาพบเจอเมื่อคืน เริ่มจากการพบเพ่ยจวิ้นในร้านและจบด้วยการปรากฏตัวของชายชุดคลุมสีเทา จนกระทั่งถึงคำเตือนลึกลับที่เขาทิ้งไว้ก่อนจะหายตัวไป


เมื่อได้ฟังจบ ลี่หมิงหรี่ตาลงเล็กน้อย และขมวดคิ้ว สีหน้าเคร่งขรึมขณะที่ครุ่นคิด ก่อนจะพูดขึ้น


“ชายชุดคลุมเทาที่ว่า… ฉันนึกถึงใครบางคนที่มีโอกาสเป็นไปได้” ทุกคนหันไปมองลี่หมิงด้วยความสนใจ และสงสัย


หลี่หลงเฟยเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย เขาถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ใครกัน?”


ลี่หมิงสูดลมหายใจลึกแล้วตอบ “เสวียนอี้… เสนาธิการของพรรค และยังเป็นคนสนิทของนายพลเถา ฉันเคยได้ยินมาว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอดแนม และรวบรวมข้อมูล คำพูดของเขามักแฝงเลศนัย… และเป็นคนที่ขึ้นชื่อเรื่องการปรากฏตัวในเงามืด”


“ฉันก็เคยได้ยินเรื่องของเสวียนอี้มาเหมือนกัน เขาถือเป็นบุคคลที่มีความสูง เชี่ยวชาญด้านการเมือง และการทูต แต่ก็มีข่าวลือว่าเขามีฝีมือการต่อสู้ที่น่ากลัวไม่น้อย ถ้าเป็นเขาจริงๆ ก็หมายความว่านายพลเถากำลังให้ความสนใจในตัวพวกเรา” กงชุนฟังแล้วก็ทำสีหน้าเคร่งขรึม ก้มหน้าครุ่นคิด


จงซวนที่เงียบฟังมานานพยักหน้ารับ “พวกเธอรู้ไหมว่าเรื่องนี้อาจจะใหญ่กว่าที่พวกเราคิด… นายพลเถาไม่ได้มีความสัมพันธ์ดีกับนายพลเพ่ยเท่าใดนัก การที่เพ่ยจวิ้นกับเสวียนอี้ปรากฏตัวใกล้กันแบบนี้ กลัวว่าทั้งสองคนอาจมีแผนอะไรบางอย่างที่มากกว่าแค่การจับตาดูพวกเรา”


กงชุนกำหมัดแน่น เขาเอ่ยขึ้นด้วยความกังวล “แล้วเราจะทำยังไงต่อไปดี ฉันไม่อยากให้พวกเขาต้องถูกดึงเข้าไปในความขัดแย้งระหว่างนายพลทั้งสอง…”


หลี่หลงเฟยยิ้มบางๆ “ไม่ต้องห่วง ฉันต็มใจช่วยพวกเธออยู่แล้ว อีกอย่าง หากเราไม่เข้าไปแทรกแซง เราอาจตกเป็นเป้าหมายโดยไม่รู้ตัวเสียก่อน ตอนนี้เราจำเป็นต้องรู้เจตนาที่แท้จริงของเสวียนอี้และเพ่ยจวิ้น”


หลี่หนิงเซียนพยักหน้า “ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันเห็นด้วยว่าพวกเราควรหาความจริงให้ได้ก่อนว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่กันแน่”


“ฉันมีแผนเล็กๆที่อาจทำให้เราได้คำตอบ” หลินถงเอ่ยขึ้นด้วยแววตาเฉียบคม


“ฉันรู้ว่ามีงานเลี้ยงใหญ่ที่บ้านตระกูลเจียคืนนี้ นายพลเถาจะมาร่วมด้วยแน่เพราะภรรยาของเขาเป็นคนตระกูลนี้ เราสามารถแทรกซึมเข้าไปในงานนี้และหาข้อมูลจากเครือข่ายคนของเขาได้” ทุกคนมองหลินถงอย่างสนใจ ก่อนจะพยักหน้าเห็นพ้องตามแผนนี้


หลังจากที่ตกลงกันเรียบร้อยกับเพื่อนๆ เรารู้ดีว่าหลังจากคืนนี้ คงไม่มีโอกาสจะถอยกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก แต่ทุกคนก็ดูมุ่งมั่น เราจะไม่ปล่อยให้พวกเขาต้องเผชิญเรื่องนี้เพียงลำพัง


ค่ำคืนของงานเลี้ยงที่บ้านตระกูลเจียมาถึงเร็วเกินกว่าที่คาดไว้ ทุกคนในกลุ่มปลอมตัวเป็นแขกจากต่างเมือง เพื่อให้ดูไม่น่าสงสัย เข้าไปในบ้านที่จัดแต่งอย่างหรูหรา โคมไฟสีทองส่องสว่างทั่วห้องโถงใหญ่ โต๊ะอาหารเต็มไปด้วยอาหารหลากชนิด และเสียงดนตรีขับกล่อมบรรเลงอยู่เบื้องหลัง กงชุนเดินเข้ามาใกล้ฉันและกระซิบเบาๆ


“หนิงเซียน ระวังตัวด้วย ถ้าเห็นอะไรผิดปกติรีบหาทางออกทันทีนะ” หลี่หนิงเซียนพยักหน้าเบาๆ รู้สึกถึงความตึงเครียดที่ปะปนกับเสียงหัวเราะ และการเฉลิมฉลองรอบตัว ก่อนแยกกันตามแผนเพื่อค้นหาข้อมูล


บทที่ 134: นั่นถือว่าข้ามเส้น


ส่วนลี่หมิงกับหลี่หลงเฟยจะคอยดูแลความปลอดภัยที่มุมห้อง เพื่อเตรียมพร้อมถ้ามีอะไรผิดพลาด หลี่หนิงเซียนเดินผ่านกลุ่มคนที่ดูมีฐานะ และผู้มีอิทธิพล พยายามฟังบทสนทนารอบๆ แต่ไม่มีใครเอ่ยถึงนายพลเถาหรือเสวียนอี้เลย ราวกับพวกเขาตั้งใจปกปิดอะไรบางอย่างไว้


จนกระทั่งเธอเห็นหลินถงที่มุมห้อง เธอกำลังยืนพูดคุยกับแขกคนหนึ่งที่มีท่าทางดูเป็นมิตร เธอรู้ดีว่าหลินถงคงพยายามหาเบาะแสจากเขา ระหว่างที่กำลังจะเดินเข้าไปใกล้ ทันใดนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง


“มาทำตัวลับๆล่อๆในงานเลี้ยงบ้านคนอื่นคงไม่ดีมั้ง?” เสียงทุ้มเย็นดังขึ้น เธอหันไปเผชิญหน้ากับบุรุษที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มบางที่แฝงไปด้วยเลศนัย ชายคนนี้เป็นใครกัน? เธอไม่เคยพบเขามาก่อน แต่ลางสังหรณ์บางอย่างบอกว่าชายคนนี้อาจไม่ธรรมดา


“นั่นสินะคะ ฉันทำตัวไม่ดีเลย ต้องขอบคุณที่เตือน ไม่ทราบว่าคุณคือ…” เธอตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ พยายามปิดบังความสงสัยที่มีอยู่ในใจ ชายคนนั้นยิ้มบางๆก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ


“เถาฮัวฟง หรือถ้าจะให้คุณรู้จักคงต้องเรียกนายพลเถา” หัวใจหลี่หนิงเซียนเต้นแรงเมื่อได้ยินชื่อที่เขาบอกออกมา… เถาฮัวฟง นายพลเถางั้นเหรอ? เธอพยายามรักษาสีหน้าให้สงบนิ่ง แม้ภายในจะรู้สึกตกใจอยู่ลึกๆ


“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ นายพลเถา” เธอตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ คุมอารมณ์ให้มั่นคงที่สุด เถาฮัวฟงยิ้มบางๆ แววตาที่มองหลี่หนิงเซียนนั้นเยือกเย็น และจับผิด ราวกับกำลังสำรวจทุกการเคลื่อนไหวของเธออย่างละเอียด


“ทำตัวเป็นแขกที่ดีในบ้านคนอื่นก็เป็นเรื่องดีนะ แต่การแอบสอดส่องหรือมีจุดประสงค์แอบแฝง…นั่นถือว่าข้ามเส้น” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนเป็นคำเตือนมากกว่าตักเตือน ความคมชัดในน้ำเสียงนั้นทำให้หลี่หนิงเซียนรู้สึกเสียวสันหลังอย่างบอกไม่ถูก


“นายพลเถากล่าวเกินไปแล้วค่ะ ฉันเพียงแค่มางานเลี้ยงเพื่อพบปะผู้คน ไม่ได้มีเจตนาอื่นแอบแฝงแต่อย่างใด” เธอตอบพร้อมส่งยิ้มเล็กๆกลบเกลื่อนความรู้สึกภายใน แสร้งทำเป็นว่าการเจอเขาเป็นเรื่องบังเอิญ นายพลเถาหัวเราะเบาๆ แต่แววตายังคงเยือกเย็น


“คุณอาจไม่รู้ว่าฉันจับตามองคุณอยู่ตั้งแต่เริ่มต้นงานเลี้ยง ไม่ใช่แค่คุณ แต่เพื่อนของคุณก็เช่นกัน พวกคุณแปลกแยกจากแขกคนอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด” หลี่หนิงเซียนพยายามข่มความรู้สึกหวั่นไหว พลางคิดหาคำพูดที่เหมาะสมที่สุดเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเขา


“ถ้าอย่างนั้นฉันต้องขอโทษที่ทำให้ท่านนายพลเข้าใจผิดค่ะ เราไม่ได้มีความประสงค์อื่นนอกจากมาเข้าร่วมงานเลี้ยงนี้เท่านั้น” เถาฮัวฟงมองหลี่หนิงเซียนอย่างนิ่งเฉย


“ถ้าเป็นอย่างที่คุณว่า งั้นก็ดี” เขาก้าวเข้ามาใกล้หลี่หนิงเซียนเล็กน้อย จนรู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมของเครื่องหอมบางชนิดที่แฝงอยู่ในชุดของเขา เขามองเธอด้วยสายตาคมกริบ รอยยิ้มบางที่เต็มไปด้วยเลศนัยยังคงไม่หายไปจากใบหน้า


“คุณเข้ามาใกล้กว่านี้คงไม่เหมาะสมแล้ว”


“ฉันขอแนะนำให้ระวังตัวไว้” เขากล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ น้ำเสียงนั้นทำให้ฉันรู้สึกถึงความหมายที่ลึกซึ้งและเจตนาที่แฝงเร้นอยู่ “ในงานเลี้ยงนี้อาจมีบางสิ่งที่ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว เว้นแต่คุณอยากมาทำงานด้วยกัน”


หลี่หนิงเซียนรู้สึกได้ถึงความเย็นที่ไหลผ่านสันหลัง เถาฮัวฟงก้าวถอยหลังเล็กน้อย แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องมา ราวกับเขารู้ทุกสิ่งที่เธอพยายามซ่อนเอาไว้ ขณะที่เธอพยายามหาคำพูดตอบกลับ หลินถงก็เดินเข้ามาสมทบพอดี เขาส่งสายตาเป็นสัญญาณเตือนให้เธอถอยออกไป


“ขอโทษนะครับนายพล พอดีเรามีธุระสำคัญที่ต้องไปจัดการ” หลินถงยิ้มเล็กน้อย พูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อม เถาฮัวฟงพยักหน้าช้าๆก่อนจะยิ้มบาง


“เชิญตามสบาย แต่จำไว้ว่าฉันเฝ้ามองพวกเธออยู่ทุกย่างก้าว และว่าพวกเธอจะเลือกเดินทางที่ถูกที่ควร” เมื่อเขาผละไป หลี่หนิงเซียนก็หันมาหาหลินถงด้วยแววตาเคร่งเครียด


“คุณก็ได้ยินใช่ไหม?” หลินถงพยักหน้า


“เขารู้มากกว่าที่เราคิด เขารู้ว่าเรามีจุดประสงค์อื่นที่มาที่นี่” หลี่หนิงเซียนเม้มริมฝีปากแน่น


“นี่หมายความว่าเขาจับตามองเราทุกการเคลื่อนไหว ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม… เราอาจต้องปรับแผนใหม่ และต้องระวังตัวให้มากกว่านี้” หลินถงพยักหน้าอย่างหนักแน่น แม้จะรู้สึกถึงแรงกดดันอันมหาศาล


แต่ในใจกลับมีความมุ่งมั่นที่มากขึ้น ท่ามกลางเงา และภัยที่อาจซ่อนอยู่ พวกเราจำเป็นต้องรู้ให้ได้ว่าทำไมเถาฮัวฟง และคนของเขาถึงจับตาดูพวกเรา ถ้าหากการเผชิญหน้ากับนายพลเถานี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เราต้องเตรียมพร้อมรับมือทุกสิ่งที่รออยู่


เถาฮัวฟงเดินแยกตัวออกมาจากงานเลี้ยงอย่างเงียบๆ พลางหลบมุมอยู่ในมุมที่ห่างไกลจากสายตาของแขกคนอื่นๆ จนกระทั่งเขาเจอเสวียนอี้ คนสนิทที่ยืนรออยู่ในเงามืด สีหน้าของเสวียนอี้สงบนิ่งเหมือนเคย ดวงตาคมกริบสะท้อนแสงจันทร์ยามค่ำคืนอย่างเยือกเย็น


“เจอภรรยาของผู้พันกงแล้วสินะครับ?” เสวียนอี้ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เปี่ยมไปด้วยความสนใจ เถาฮัวฟงยิ้มมุมปากเล็กน้อย


“เจอแล้ว… เธอดูเป็นคนที่จริงใจดี” น้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยความนึกคิด “การที่ภรรยาของผู้พันกงมาปรากฏตัวในงานนี้พร้อมกับกลุ่มเพื่อน ดูจะมีจุดประสงค์บางอย่าง… และถ้าฉันคาดไม่ผิด คงเกี่ยวข้องกับเพ่ยจวิ้นแน่นอน”


“แล้วเราจะทำยังไงต่อไปครับ?” เสวียนอี้พยักหน้าช้าๆ เถาฮัวฟงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงมั่นคง


“ดูท่าทีเขาต่อไปว่ามีท่าทีอย่างไรกับนายพลเพ่ย หรือพรรคพวกของเพ่ยจวิ้น ถ้าเขาตัดสินใจเข้าข้างเรา การเจรจาร่วมมือกันอาจเป็นไปได้… แต่ถ้าเขาเลือกเข้ากับเพ่ยจวิ้น เราคงต้องพิจารณาแผนการอื่น”


เสวียนอี้พยักหน้าเข้าใจ แต่ก็แสดงความคิดเห็นของตนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความแน่วแน่ “ได้ครับ แต่ผมคิดว่าพวกเขาน่าจะทำงานกับเราได้”


“อะไรทำให้นายคิดแบบนั้นล่ะ?” เถาฮัวฟงขมวดคิ้วเล็กน้อย มองเสวียนอี้อย่างสงสัย เสวียนอี้ยิ้มบางๆ แววตาของเขาฉายแวววิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง


“จากที่ผมเฝ้าดูมา พวกของผู้พันกง ดูจะเป็นคนที่ยึดมั่นในคุณธรรม และความถูกต้องมากกว่าเงินหรือผลประโยชน์ เราได้ยินมาว่าพวกเขามีช่องทางที่จะหาผลประโยชน์ได้ไม่ยาก ทั้งจากฐานะของผู้พันกงและพวกพ้อง แต่พวกเขาก็เลือกที่จะทำแต่สิ่งที่ตรงไปตรงมา มุ่งมั่นต่อหลักการ ไม่อ้อมค้อม และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ใจ”


เถาฮัวฟงครุ่นคิดอย่างพอใจในคำพูดนั้น พลางพยักหน้าเล็กน้อย


“ความยึดมั่นในความถูกต้องนี้ ที่อาจทำให้พวกเขามีค่าต่อฝ่ายของเรา หากได้คนที่มีความคิดตรงไปตรงมาเข้ามาร่วมงาน คงจะช่วยเสริมอุดมการณ์และหลักการของเราให้มั่นคงมากยิ่งขึ้น” เสวียนอี้พูดเสริม


“ยิ่งกว่านั้น คนที่เห็นแก่ความถูกต้อง มากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัวเช่นพวกเขา หากสามารถเป็นพันธมิตรกับเราได้จริง ก็จะทำให้ชื่อเสียง และฐานะของนายพลเถาจะได้รับความเคารพจากประชาชนมากขึ้น ผมคิดว่านี่อาจเป็นโอกาสที่จะสร้างความมั่นคงทางการเมืองที่แข็งแกร่งกว่าเดิม”


เถาฮัวฟงยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความหมาย


“ถ้าเช่นนั้นก็ลองดูไปก่อน หากพวกเขายังไม่ตัดสินใจอะไร เราก็คอยเฝ้าดูพวกเขาต่อไป แต่ถ้าภรรยาของผู้พันกงหรือเพื่อนในกลุ่มของเขาแสดงท่าทีที่ยอมเปิดใจให้เรา…จงรีบดำเนินการทันที เข้าใจไหม?”


“ครับ” เสวียนอี้ตอบรับอย่างแข็งขัน หลังจากนั้น ทั้งสองคนจึงเดินแยกกันกลับไปยังเส้นทางของตัวเอง เถาฮัวฟงเดินกลับเข้าสู่งานเลี้ยงด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่ง และสงบเสงี่ยมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


ในขณะที่เสวียนอี้ยังคงซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืดเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวของหลี่หนิงเซียนและกลุ่มเพื่อนของกงชุนต่อไป เขารู้ดีว่า คืนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆของแผนการอันยิ่งใหญ่ที่ยังซ่อนอยู่ในเงามืด


บทที่ 135: ช่วยให้เรามีทางเลือกมากขึ้น


เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดอ่อนๆยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่างห้องครัว หลี่หนิงเซียนตื่นแต่เช้า เพื่อทำอาหารเช้าให้คุณปู่ เตรียมข้าวต้มอุ่นๆกับเครื่องเคียงเรียบร้อย จากนั้นก็ยกอาหารเดินตรงไปยังห้องนั่งเล่น ที่คุณปู่กับพี่ชายกำลังรออยู่


“คุณปู่คะ อาหารเช้าค่ะ” เธอยิ้มให้พร้อมวางอาหารลงบนโต๊ะ หลี่จ้านส่งยิ้มใจดีตอบกลับมา ขณะที่หลี่หลงเฟยพยักหน้ารับอย่างขอบคุณ พวกเรานั่งล้อมโต๊ะอาหารเล็กๆด้วยกัน บรรยากาศอบอุ่นของครอบครัวทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสุขใจอย่างบอกไม่ถูก


“เมื่อคืนหนิงเอ๋อร์ไม่ได้กลับบ้านดึกไปหน่อยเหรอ? พอจะบอกปู่ได้ไหมว่าทำไม?” หลี่จ้านถามขึ้น น้ำเสียงแฝงด้วยความห่วงใย


“เมื่อคืนมีงานเลี้ยงนะคะ มีเพื่อนๆหลายคนรวมถึงกงชุนด้วย ฉันเลยไปร่วมงาน…” หลี่หนิงเซียนตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พยายามไม่ให้คุณปู่ต้องเป็นกังวลถึงเรื่องที่เกิดขึ้น


“ไม่มีอะไรหรอกครับคุณปู่ หนิงเอ๋อร์ของเราดูแลตัวเองได้” หลี่หลงเฟยพูดขึ้นขณะตักข้าวต้มอย่างระวัง ขณะที่กำลังทานอาหารเช้าต่อ เธอก็พูดขึ้นมาอย่างระมัดระวัง


“จริงๆแล้ว…หนูคิดมาสักพักแล้ว ว่าอยากให้คุณปู่ย้ายเข้าไปพักที่บ้านในเมือง บ้านนั้นอยู่ในย่านที่ปลอดภัย แถมมีคนดูแลเป็นอย่างดีด้วย” คุณปู่เงยหน้ามามองหลี่หนิงเซียน สีหน้าแสดงออกถึงความประหลาดใจและครุ่นคิด


“ไปอยู่ในเมืองเหรอ? ทำไมถึงอยากให้ปู่ไปล่ะ?” หลี่หนิงเซียนยิ้มบางๆ ก่อนจะตอบออกไป


“หนูอยากให้คุณปู่ได้พักผ่อนสบายๆค่ะ ในเมืองมีทั้งหมอ และคนดูแลใกล้ชิด ถ้าคุณปู่ย้ายไปพักที่นั่น หนูจะได้สบายใจว่าคุณปู่ปลอดภัย” หลี่หลงเฟยพยักหน้าเห็นด้วย


“ผมเองก็คิดว่ามันจะดีนะครับคุณปู่ คุณปู่จะได้ไม่ต้องเหนื่อยกับงานสวนที่นี่มากเกินไป แถมได้อยู่ใกล้หนิงเซียนมากขึ้นด้วย” หลี่จ้านเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังตัดสินใจ สีหน้าเขาดูอ่อนโยนแต่แฝงด้วยความคิดลึกๆ ก่อนจะยิ้มและพยักหน้า


“ถ้าหลานทั้งสองคนเห็นดี ปู่ก็จะลองไปอยู่ดู แต่ปู่ขอเพียงอย่างเดียว…อย่าทิ้งบ้านนี้ไป ปู่ยังอยากให้ที่นี่เป็นบ้านของครอบครัวเราเสมอ”


“แน่นอนค่ะคุณปู่” หลี่หนิงเซียนตอบด้วยความยินดี ความอบอุ่นแผ่ซ่านอยู่ในใจ เมื่อเห็นคุณปู่ยอมรับข้อเสนอของเรา ขณะที่เรากำลังนั่งกินข้าวเช้ากันต่อ ความรู้สึกอุ่นใจ และผ่อนคลายจากการได้อยู่ร่วมกับครอบครัว ก็ท่วมท้นขึ้นมาในใจ


หลังจากที่ทานข้าวเช้าร่วมกับคุณปู่ หลี่หนิงเซียน และหลี่หลงเฟยก็รีบลุกขึ้นไปจัดการเก็บของใช้จำเป็นให้คุณปู่ เพื่อเตรียมให้คุณปู่ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านที่ซื้อไว้ในเมือง พวกเธอตั้งใจให้การย้ายนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด


หวังว่าคุณปู่จะได้พักผ่อน ในที่ที่ปลอดภัย และสะดวกสบาย โดยไม่ต้องมาพัวพัน หรือกังวลกับเรื่องราววุ่นวายที่พวกเธอกำลังเผชิญ หลี่หนิงจัดเสื้อผ้าลงในกล่อง


หลี่หลงเฟยจัดของใช้ส่วนตัว และยาสมุนไพรที่คุณปู่ต้องใช้เป็นประจำ แล้วมองรอบห้องของคุณปู่ที่เต็มไปด้วยข้าวของต่างๆที่ท่านเก็บรักษามานาน ห้องนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของวันเก่าๆ ภาพความทรงจำที่แสนอบอุ่น เขาเองก็อดรู้สึกเศร้าไม่ได้ เมื่อต้องเก็บข้าวของทั้งหมดนี้ออกไป


ระหว่างที่จัดของ หลี่หนิงเซียนได้แต่คิดในใจ ว่าการย้ายคุณปู่ไปอยู่ในเมืองครั้งนี้ อาจทำให้ท่านห่างไกลจากความอบอุ่น และบรรยากาศของบ้านที่คุณปู่รัก


แต่ฉันก็รู้ดีว่าที่นั่นปลอดภัยกว่ามาก และที่สำคัญ ฉันจะได้สบายใจว่าคุณปู่ จะไม่ต้องมาเจอเรื่องอันตราย หรือพัวพันกับแผนการลับๆที่ฉันและเพื่อนๆกำลังตามสืบอยู่


หลังจากเก็บของเสร็จ หลี่หลงเฟยก็ขนหีบใส่ของลงไปยังรถจิ๊ปที่เตรียมไว้สำหรับการเดินทางไปยังเมือง


“หนิงเอ๋อร์ ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ฉันจะดูแลเรื่องนี้ให้เรียบร้อย เธอจะได้ไม่ต้องมากังวลเรื่องคุณปู่” หลี่หลงเฟยพูดพลางแตะไหล่น้องสาวเบาๆอย่างให้กำลังใจ เธอยิ้มตอบ แม้ในใจจะยังมีความกังวลที่แอบซ่อนอยู่ แต่เมื่อคิดว่าคุณปู่กำลังจะได้ไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว เธอก็รู้สึกเบาใจขึ้น


หลังจากทุกอย่างจัดเตรียมเรียบร้อย เธอเดินกลับเข้าไปหาคุณปู่ คุณปู่นั่งมองเธอด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ดวงตาของหลี่จ้านแฝงความรัก และความห่วงใย เธออดไม่ได้ที่จะนั่งลงข้างๆ จับมือคุณปู่เบาๆ


“คุณปู่คะ หนูสัญญานะคะ ว่าจะพาคุณปู่กลับมาบ่อยๆ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน รู้สึกทั้งดีใจ และเศร้าใจปนกัน หลี่จ้านพยักหน้าช้าๆ


“ไม่ต้องห่วงหรอกหนิงเอ๋อร์ ปู่เองก็มีความสุขที่ได้เห็นหลานสบายใจขึ้น ถ้ามีอะไร ปู่ก็พร้อมจะช่วยเสมอ” หลี่หนิงเซียนยิ้มบางๆ แสร้งทำเป็นไม่คิดมาก ทั้งที่ในใจอยากจะให้คุณปู่มีความสุขอยู่ไกลๆโดยไม่ต้องมาเสี่ยงกับเรื่องวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้น


หลังจากพาคุณปู่ไปส่งที่บ้านใหม่ในเมืองเรียบร้อย หลี่หนิงเซียนก็รีบกลับมาที่ร้านติ่มซำ ร้านที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆของชาจีน และบรรยากาศอบอุ่นเหมือนเคย


แม้จะมีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ แต่พอทางการจับตัวฟู่หรง คนที่สร้างความวุ่นวายให้ร้านได้สำเร็จ ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะกลับสู่สภาพปกติ ลูกค้าเริ่มกลับแน่นร้านอีกครั้ง


เมื่อหลี่หนิงเซียนเดินเข้ามาในร้าน ตรงมาที่ห้องชั้นสอง ทุกคนก็มารอกันอยู่แล้ว ใบหน้าของแต่ละคนเคร่งขรึม เตรียมพร้อมสำหรับการพูดคุยเรื่องสำคัญ กงชุนเป็นคนเริ่มต้นขึ้นก่อน น้ำเสียงของเขาหนักแน่นแต่แฝงไปด้วยความกังวล


“ฉันพอจะเดาได้แล้วว่าทำไมพวกเราถึงถูกจับตามอง” กงชุนพูดพลางมองสบตาทุกคน “ดูเหมือนมันจะไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ แต่มีเบื้องหลังใหญ่กว่าที่เราคิด”


จงซวนพยักหน้าและพูดต่อ “จากการสอบสวนฟู่หรง เราได้ข้อมูลว่าหลายคนที่อยู่เบื้องหลังเขา คือกลุ่มที่เสียผลประโยชน์หนักมาก ตอนที่หมินคงถูกจับ มันส่งผลกระทบต่อธุรกิจมืดของพวกเขา โดยเฉพาะการค้าฝิ่นซึ่งสะดุดไปไม่น้อย”


“และที่สำคัญ หนิงเซียนก็ยังมาขวาง การส่งคนของพวกนั้นเข้ามาแทนหมินคงในการคุมกิจการทั้งหมด ทำให้ธุรกิจของพวกมันชะงักไปมาก มันจึงยิ่งทำให้พวกเราโดยเฉพาะเธอเป็นเป้าสายตา” หลินถงที่ยืนอยู่ข้างๆ เสริม


หลี่หนิงเซียนนิ่งฟังคำพูดของทุกคนอย่างตั้งใจ มองเห็นภาพสถานการณ์ทั้งหมดชัดเจนขึ้น จนพอเข้าใจว่าเหตุใดกลุ่มคนเหล่านั้นถึงตามเล่นงานเรา


“พวกเราเลยตกเป็นเป้าหมายของพวกมัน ทำให้มันส่งคนเล่นงาน” กงชุนสรุป น้ำเสียงเขาแฝงไปด้วยความร้อนใจเล็กน้อย “แต่ปัญหาคือ… เรื่องนี้ใหญ่เกินกว่าเราจะจัดการเองได้”


หลี่หลงเฟยคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น “เรื่องนี้อาจต้องแจ้งทางกองทัพนะ จะได้มีการตรวจสอบพวกที่คอยสนับสนุนพวกมันในเงามืด”


กงชุนพยักหน้าเห็นด้วย แต่ยังมีความระมัดระวัง “เห็นด้วยว่าควรแจ้งกองทัพ แต่เราคงต้องรอดูท่าทีของทั้งนายพลเพ่ย และนายพลถานก่อน ว่าจะเอาอย่างไร จะได้ไม่หลงไปอยู่ข้างคนผิด”


หลี่หนิงเซียนพูดแทรกขึ้นมาด้วยความมั่นใจ “ฉันคิดว่าเราควรแจ้งนายพลถานไปเลยนะ”


หลินถงมองหลี่หนิงเซียนด้วยแววตาที่แฝงความลังเล “หนิงเซียน เรื่องนี้เราใจร้อนรีบตัดสินใจไม่ได้นะ ถ้าแจ้งผิดคน หรือวางแผนพลาดไปเพียงนิดเดียว คนในกลุ่มเราอาจจะต้องรับเคราะห์”


หลี่หนิงเซียนพยายามอธิบายด้วยความหนักแน่น “แต่ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ เราจะถูกจับตามองฝ่ายเดียวไปเรื่อยๆ การเลือกเดินหน้ากับนายพลถาน จะช่วยให้เรามีทางเลือกมากขึ้น นายพลถานเองก็ดูเป็นคนที่รักษาความยุติธรรม หากเขาเห็นว่าเรื่องนี้สำคัญ ก็คงช่วยสืบสวนและปกป้องพวกเราได้”


บทที่ 136: อยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง


กงชุนเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะพยักหน้าเบาๆอย่างเข้าใจ “เธอพูดถูก นี่อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุด การดูท่าทีของนายพลถานก่อนจะทำให้เรามีข้อมูลว่าใครอยู่ฝ่ายไหน… ถ้าเขาส่งคนมาสืบจริงๆ ก็แปลว่าเขาอยู่ข้างเรา แต่ถ้าเขาเฉย นายพลเพ่ยก็อาจเป็นคนที่เหมาะสมกว่า”


เมื่อทุกคนพยักหน้าเห็นพ้องตามแผนที่ตกลงกันไว้ หลี่หลงเฟยเสนอว่าเขาจะเป็นคนออกหน้าสืบหาข่าว และหาตัวการให้เอง หลี่หนิงเซียนหันไปมองเขาด้วยความกังวล


“พี่หลงเฟย พี่จะออกไปอีกแล้วเหรอ? รอบนี้มีคนรู้แล้วนะว่าพี่เป็นคนของกองทัพ มันอาจอันตรายกว่าเดิม” เธอพูดด้วยน้ำเสียงห่วงใย


หลี่หลงเฟยยิ้มให้ฉันอย่างอ่อนโยน “ไม่ต้องห่วงหรอก หนิงเอ๋อร์ พี่รู้ดีว่าจะจัดการยังไง ทุกอย่างจะเรียบร้อย เธอแค่ดูแลตัวเองให้ดีก็พอ”


กงชุนที่นั่งเงียบอยู่สักพักก็พูดขึ้น “ฉันเองก็คงต้องกลับเข้ากองทัพเพื่อตรวจดูสถานการณ์ภายใน เผื่อจะมีเบาะแสเกี่ยวกับคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”


ลี่หมิงซึ่งเงียบไปนานก็เอ่ยขึ้นบ้าง “ฉันจะไปดูท่าทีของพรรค คงพอจะได้ข่าวคราวจากสายของพรรคบางคน”


หลินถงพยักหน้ารับ “งั้นทางนี้ฉันกับจงซวนจะช่วยกันดูแล และคอยจับตาทางร้านติ่มซำ เผื่อมีคนแปลกหน้ามาสืบข่าว”


หลี่หนิงเซียนพยักหน้า “ฉันเองก็จะทำตัวปกติ มาดูแลที่ร้านเหมือนเคย แต่จะให้ทางร้านค้าในมือคอยฟังข่าว และรายงานกลับมาด้วย ถ้ามีอะไรผิดปกติ”


ทุกคนมองหน้ากันและยิ้มเล็กน้อย เป็นการให้กำลังใจกันและกัน แม้ว่าแต่ละคนจะต้องแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง


แต่พวกเราก็พร้อมที่จะเผชิญกับมันเพื่อความถูกต้อง ความสามัคคีและความเชื่อใจระหว่างเรา ทำให้รู้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอและทุกคนจะสู้ไปด้วยกันจนกว่าเรื่องนี้จะจบ


หลังจากวางแผนกันเสร็จ เราต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง กงชุนรีบกลับไปยังค่ายทหารเพื่อตรวจดูสถานการณ์ หลี่หลงเฟยก็มุ่งหน้าออกไปสืบข่าวสารจากเครือข่ายของเขาทันที ลี่หมิงเองก็หายไปในความเงียบ มุ่งหน้าไปยังพรรคของเขา ส่วนหลี่หนิงเซียนยังคงทำตัวตามปกติที่ร้านติ่มซำ แต่ลึกๆก็ระมัดระวังตัวอยู่เสมอ


ในบ่ายวันนั้น หลี่หนิงเซียนคอยจับตามองความเคลื่อนไหวรอบๆร้าน มีลูกค้าเข้าออกตามปกติ แต่เมื่อสังเกตดีๆก็เริ่มเห็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย สายตาของบางคนจ้องมองร้านอย่างพิจารณาเกินความจำเป็น


เธอยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ ทำทีเป็นเช็ดแก้วชา แต่สายตาก็คอยจับตามองพวกเขาตลอดเวลา หลินถงที่มาช่วยดูแลร้านสังเกตเห็นเช่นเดียวกัน เขาแอบกระซิบข้างหูเธอ


“พวกนั้นไม่น่าจะเป็นแค่ลูกค้าทั่วไปนะ หนิงเซียน มีอะไรบางอย่างแปลกๆ” หลี่หนิงเซียนพยักหน้า


“ใช่ ฉันสังเกตเห็นเหมือนกัน พวกเขาเหมือนมาสืบดูอะไรบางอย่าง หรือต้องการเฝ้าติดตามเรา” จงซวนซึ่งนั่งอยู่ในมุมเงียบๆของร้าน พูดขึ้นเสียงเบา


“พวกนั้นอาจถูกส่งมาโดยนายพลเพ่ยหรือนายพลเถาเพื่อสังเกตการณ์เรา พวกมันคงอยากรู้ว่าเราจะทำอะไรต่อไป”


“ถ้าเป็นแบบนั้น เราก็ต้องระวังให้มากขึ้นแล้วล่ะ” เธอพูดพร้อมกับส่งยิ้มให้ลูกค้าคนอื่นๆในร้าน พยายามรักษาท่าทีปกติที่สุด ระหว่างที่เราคุยกันอยู่


ทันใดนั้นเอง มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน ท่าทางสุภาพ แต่แววตาของเขาคมกริบแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง เขากวาดสายตามองรอบร้าน ก่อนจะตรงเข้ามายังเคาน์เตอร์ที่หลี่หนิงเซียนยืนอยู่


“คุณหลี่หนิงเซียนใช่ไหมครับ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่เธอรู้ดีว่าคำถามนี้มีเบื้องหลังอะไรบางอย่าง แต่ก็เลือกจะยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพ


“ใช่ค่ะ ไม่ทราบว่าคุณมีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่าคะ?” ชายคนนั้นยิ้มตอบแต่แววตาของเขากลับเยือกเย็น


“นายพลเถาต้องการพูดคุยกับคุณ เขามีเรื่องสำคัญที่จะหารือ…เกี่ยวกับบางอย่างที่คุณและกลุ่มเพื่อนของคุณกำลังทำ” หัวใจของหลี่หนิงเซียนเต้นแรงขึ้นทันทีที่ได้ยินชื่อของนายพลเถา รู้ทันทีว่าการเผชิญหน้าในครั้งนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย เธอพยักหน้าเบาๆเพื่อรักษาสีหน้าให้ปกติ


“ได้ค่ะ ฉันเองก็ยินดีที่จะรับฟัง” หลินถงกับจงซวน ทำหน้าตกใจเล็กน้อย แต่พวกเขายังคงนิ่งไว้ หลี่หนิงเซียนหันมามองพวกเขาเป็นเชิงบอกให้วางใจ แล้วจึงเดินตามชายคนนั้นออกไปยังด้านหลังร้านที่เงียบสงบ


เมื่อเดินออกมาด้านนอก หลี่หนิงเซียนก็พบว่านายพลเถายืนรออยู่ ดวงตาของเขาเยือกเย็น และแฝงไปด้วยอำนาจ เขาจ้องมองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นบนใบหน้า


“นายพลเถา ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรถึงได้มาพบฉันที่นี่คะ?” หลี่หนิงเซียนถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ พยายามแสดงออกอย่างเป็นมิตร


“หลี่หนิงเซียน” เขาเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ แต่แฝงความเย็นชา “ฉันแค่สงสัยในจุดยืนของเธอกับคนอื่น ในช่วงที่ผ่านมา พวกเธอทำอะไรหลายอย่างที่ทำให้เกิดความปั่นป่วน และกระทบกับคนมากมาย” หลี่หนิงเซียนรู้สึกได้ถึงน้ำเสียงข่มขู่ที่แฝงมาในคำพูดนั้น


“พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะสร้างความปั่นป่วนค่ะ แต่บางครั้งสิ่งที่พวกเราทำ มันก็เป็นเรื่องของความถูกต้อง และการรักษาความยุติธรรม ถ้ามีใครเดือดร้อนจากการกระทำของพวกเรา บางทีเขาก็คงต้องตรวจสอบตัวเองด้วยว่าเขาทำอะไรไว้”


นายพลเถายิ้มเล็กน้อย แววตาเปลี่ยนเป็นดุดันขึ้นเล็กน้อย “หวังว่าคำพูดของเธอจะไม่ใช่คำเตือนสำหรับตัวเองหรอกนะ”


“ฉันเพียงแค่พูดในภาพรวมค่ะ” หลี่หนิงเซียนตอบกลับโดยไม่หวั่นไหว แม้ในใจจะตึงเครียด นายพลเถานิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับครุ่นคิดบางอย่าง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ


“ฉันเพียงแค่มาเตือนว่า ในโลกนี้ไม่ได้มีแค่ความถูกต้องที่สำคัญเสมอไป บางครั้งการปรับตัวและรู้จักที่ทางของตัวเองก็เป็นสิ่งจำเป็น หวังว่าจะได้เห็นเธอเดินมาหาฉันเองนะ” เขาพูดทิ้งท้ายพร้อมกับมองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาที่ท้าทาย ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ


ทิ้งให้เธอยืนอยู่ในความคิดที่สับสนและกดดัน เมื่อกลับเข้าไปในร้าน หลินถงและจงซวนรีบเข้ามาหา


“หนิงเซียน เป็นอะไรไหม?” หลินถงถามด้วยความเป็นห่วง


“ไม่เป็นไร นายพลเถาเพียงแค่มาเตือน แต่คำเตือนของเขามันชัดเจน…ทางของตัวเองก็เป็นสิ่งจำเป็น เหมือนเขาอยากให้เรายืนข้างเขา”


“รอดูไปก่อน ตอนนี้คงทำได้แค่ระวังตัวให้มากขึ้นแล้วล่ะ” จงซวนพูดพร้อมขมวดคิ้ว


“หวังว่าแผนของเราจะทำให้อะไรชัดเจนขึ้น” หลี่หนิงเซียนสูดลมหายใจลึก รู้ว่าการเดินในเส้นทางนี้มีแต่ความเสี่ยง แต่ก็เชื่อมั่นว่าความถูกต้องจะนำพาเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แม้เส้นทางจะยากเย็นแค่ไหนก็ตาม


หลังจากที่นายพลเถาจากไป หลี่หนิงเซียนยังคงรู้สึกถึงแรงกดดันที่ทิ้งค้างไว้ ราวกับเงาที่ไม่อาจเลี่ยงพ้นได้ หลินถงและจงซวนยังคงอยู่เคียงข้าง ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความกังวล เธอพยายามกลบความตึงเครียดด้วยรอยยิ้มบางๆให้พวกเขาสบายใจขึ้น แม้ในใจจะรู้สึกถึงภัยคุกคามที่เข้าใกล้ทุกที


“นี่ไม่ใช่แค่การเตือนธรรมดา” จงซวนพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ ด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ท่าทีของนายพลเถาคงเป็นการส่งสัญญาณว่า ใกล้ถึงเวลาที่เราต้องเลือกข้างแล้ว”


“ฉันว่าบางทีการยืนอยู่ข้างนายพลอาจจะูถกต้องก็ได้” หลินถงเสริม หลี่หนิงเซียนมองหน้าทั้งสองคนและพยักหน้า


“ฉันก็คิดแบบนั้นค่ะ ยิ่งเขามาเตือนแบบนี้ ฉันก็ยิ่งมั่นใจว่าเรากำลังอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง ความจริงอาจจะใกล้แค่เอื้อมเท่านั้น พวกเราถึงตกเป็นเป้าสายตา”


บทที่ 137: เครื่องมือที่สำคัญ


ระหว่างที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่ เงาร่างหนึ่งเดินเข้ามาในร้านเงียบๆ เป็นลี่หมิงที่กลับมาจากการตรวจสอบเรื่องที่พรรค ดูจากสีหน้าของเขาแล้ว เขาเองก็มีข่าวสำคัญบางอย่างที่อยากแจ้งให้เรารู้


“หนิงเซียน หลินถง จงซวน…” ลี่หมิงพูดพร้อมมองหน้าเราด้วยความจริงจัง “ทางพรรคของฉันมีข่าวมาเตือนเกี่ยวกับกลุ่มคนที่กำลังจ้องเล่นงานเรา มันดูเหมือนว่าทั้งนายพลเถา และนายพลเพ่ยต่างก็สนใจในสิ่งที่เรากำลังสืบค้น ความขัดแย้งภายในกองทัพกำลังปะทุขึ้นอย่างเงียบๆ และพวกเราก็ดันเข้าไปพัวพันกลางเกมนี้พอดี”


หลี่หนิงเซียนเม้มริมฝีปากแน่น ใจหนักขึ้นเมื่อรู้ว่าสถานการณ์นี้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่รุนแรงกว่าที่คิด


“หมายความว่า ถ้าเราไปขัดขวางผลประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง เราอาจจะกลายเป็นเป้าให้ฝ่ายตรงข้ามจัดการทันทีสินะ?”


“ใช่” ลี่หมิงตอบพลางถอนหายใจ “ฉันคิดว่าเราควรจะหาพันธมิตรที่เชื่อใจได้สักคน ซึ่งไม่ใช่แค่นายพลเถาหรือเพ่ย แต่เป็นใครสักคนที่อยู่ระหว่างกลางและยินดีจะช่วยเหลือพวกเรา”


“แล้วจะหาคนแบบนั้นได้ที่ไหนกัน?” หลินถงขมวดคิ้ว “คนที่อยู่ระหว่างกลางในตอนนี้ย่อมกลัว และไม่อยากเข้ามายุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งนี้แน่ๆ”


ลี่หมิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “จริงอยู่ที่ส่วนใหญ่ไม่อยากยุ่ง แต่ยังมีพวกกลุ่มทหารรับจ้างบางกลุ่ม และพ่อค้าที่ได้รับผลกระทบจากการค้าฝิ่น…คนพวกนั้นย่อมต้องการให้การค้าผิดกฎหมายถูกกำจัดไป หากเราหาคนกลุ่มนั้นได้ พวกเขาอาจยินดีช่วยเหลือเราเป็นพันธมิตรเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้”


“ฉันว่าถ้าทำแบบนั้นเราเองต่างหากที่จะกลายเป็นขั้วอำนาจ และจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ”


“แล้วเราจะทำยังไงต่อไป?” ลี่หมิงถามพร้อมมองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาชื่นชม เขาเคยเริ่มสนใจเธอเพราะความงามดึงดูดใจ แต่เมื่อได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเธอ เขากลับพบว่าเธอมีมากกว่าความงาม เธอรอบคอบ ฉลาด และกล้าหาญในแบบที่ต่างจากผู้หญิงคนอื่นที่เขาเคยพบ ยิ่งได้เห็นเธอวางแผน และตัดสินใจด้วยความมุ่งมั่นในวันนี้ ลี่หมิงก็อดคิดไม่ได้ว่า เธอคือผู้หญิงที่เขาเฝ้าตามหาเสมอ น่าเสียดาย…ที่เธอคือภรรยาของเพื่อน


“ร่วมมือกับนายพลเถา” หลี่หนิงเซียนพูดด้วยความมั่นใจ


“เธอมีแผนอะไร” จงซวนถามขึ้น เพราะจากที่เห็นเธอคงไม่ทำอะไรส่งๆ


“ถ้าพูดถึงอำนาจในมือตอนนี้เรามีไม่พอ ที่ควรทำตอนนี้คือกำจัดคนที่อยู่เบื้องหลังการค้าฝิ่น” หลี่หนิงเซียนพูดพลางกวาดตามองทุกคน


“เธอแน่ใจได้ยังไงว่าไม่ใช่นายพลเถา” หลินถงถาม แม้ในใจจะเชื่อเธอแต่เขาก็ยังอยากได้คำตอบ


“อีกฝ่ายได้ข้อมูล และรู้ว่าเราสืบเรื่องนี้แต่กลับมาเตือนก็ชัดแล้วว่าใครอยู่เบื้องหลัง” หลินถงนิ่งคิดสักครู่ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย


“หนิงเซียน ถ้าเธอคิดว่าคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้คือนายพลเพ่ย เราคงต้องรีบวางแผนกันใหม่ เพราะดูท่าพวกเขาไม่ปล่อยเราไปแน่” หลี่หนิงเซียนพยักหน้า พลางกวาดสายตามองรอบๆร้านที่เริ่มเงียบลง


“ใช่ ฉันคิดว่าตอนนี้เราไม่ควรรีรอ ถ้าหากเราเข้าถึงเบื้องลึกที่โยงไปถึงการค้าฝิ่น คนที่อยู่เบื้องหลังคงไม่ใช่แค่หมินคง แต่คงเป็นนายพลเพ่ยด้วย” จงซวนพูดขึ้น


“แต่นั่นหมายความว่าเรากำลังเอาชีวิตไปเสี่ยงกับอำนาจของคนที่มีอิทธิพลทั้งในกองทัพและนอกกองทัพ นายพลเพ่ยไม่ใช่คนที่จะยอมปล่อยให้เรื่องนี้หลุดมือไปง่ายๆ” ลี่หมิงแทรกขึ้น


“ใช่ และนั่นคือเหตุผลที่ฉันต้องการให้นายพลเถาเข้ามาช่วย เขาเป็นคนที่ยังยึดมั่นในความยุติธรรม ถ้าเราสามารถร่วมมือกับเขาได้ เขาจะเป็นกำลังสำคัญในการจัดการเครือข่ายการค้าฝิ่นที่นายพลเพ่ยหนุนหลังอยู่”


หลินถงถามด้วยความสงสัย “แต่เราจะทำยังไงให้เขายอมเข้ามาช่วยพวกเรา?”


หลี่หนิงเซียนคิดสักพักก่อนจะตอบ “เราต้องรวบรวมหลักฐานให้ได้มากที่สุด เกี่ยวกับการค้าฝิ่นที่เกี่ยวโยงไปถึงนายพลเพ่ย รวมทั้งข้อมูลที่แสดงว่าคนที่เราเผชิญหน้าอยู่นั้นเป็นกลุ่มที่มีอำนาจในเงามืด กองทัพที่ยึดถือความยุติธรรมไม่ควรปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ถ้าเรายื่นหลักฐานให้เขาเห็นว่าเรื่องนี้เป็นภัยต่อความสงบ เขาอาจต้องการยื่นมือเข้ามาช่วยเอง”


ลี่หมิงมองหน้าหลี่หนิงเซียนและพยักหน้า “ถ้าต้องการฉันจะหาทางเข้าถึงเครือข่ายทหารรับจ้าง และพ่อค้าที่พวกนั้นใช้คอยกระจายของ เพื่อรวบรวมข้อมูลนี้เพิ่มเติม”


หลี่หนิงเซียนยิ้มบางๆราวกับกำลังคิดถึงกลยุทธ์ที่ดี “และถ้าฉันให้ร้านค้าของเราเฝ้าสังเกตคนที่มาจับตามอง เผื่อว่าเราจะได้เส้นทางและเป้าหมายใหม่ๆของพวกนั้น”


“ถ้าเรารวมข้อมูลกันได้ พวกเราจะทำให้แน่ใจว่าคนในเงามืดอย่างนายพลเพ่ยจะต้องถูกเปิดโปง ไม่ว่าจะเป็นแผนการค้าฝิ่นหรือการสั่งการเงียบๆ เราจะไม่ยอมให้เขามีอำนาจ ที่เขาคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่กว่าคนอื่น” ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง รู้ดีว่าเส้นทางนี้อาจเต็มไปด้วยอันตราย แต่ก็ไม่มีใครคิดจะถอย


“ถ้าอย่างนั้นเราจะเดินหน้าตามแผนนี้” จงซวนกล่าว หลินถงเองก็ยิ้มบางๆ และส่งกำลังใจให้กันเงียบๆ พวกเราต่างเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเผชิญหน้ากับอำนาจเถื่อนที่ซ่อนเร้นอยู่ในเงามืด


เถาฮัวฟงก้าวออกจากเงามุมหนึ่งของร้านติ่มซำที่เขาเพิ่งพบกับหลี่หนิงเซียน สีหน้าเขาเยือกเย็นแต่แฝงด้วยความมั่นใจ ขณะที่เสวียนอี้เดินตามออกมาอย่างเงียบๆ เขาสังเกตเห็นนายพลเถาดูผ่อนคลายมากขึ้นจากการพบปะสนทนาครั้งนี้


“ถอนคนของเราที่จับตาดูพวกเขา” เถาฮัวฟงสั่งเสียงเบา เสวียนอี้ขมวดคิ้วอย่างสงสัย


“ทำไมล่ะครับ? ผมคิดว่าเราควรเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของพวกเขาให้ละเอียด” นายพลเถายิ้มเล็กน้อยพลางหันมามองเสวียนอี้


“จะจับตาดูพวกเดียวกันไปทำไม” เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจน และมั่นใจ “พวกเขาจะเลือกข้างเราแน่นอน”


เสวียนอี้ยังคงมีสีหน้าครุ่นคิด แต่ดวงตาแฝงความเคารพ “ท่านดูมั่นใจจริงๆ ว่าพวกเขาจะเข้าร่วมกับเรา”


เถาฮัวฟงพยักหน้า “ใช่ พวกเขาอยากกำจัดการค้าฝิ่นให้สิ้นซาก ไม่ต่างจากเรา คนที่หลี่หนิงเซียนเลือกเข้ามาเป็นพวก ล้วนมีอุดมการณ์ยึดมั่นในความยุติธรรม พวกเขาเห็นผลกระทบของการค้าฝิ่นต่อประชาชน ทั้งในเมืองและต่างเมือง หากมีใครสักคนยื่นมือเข้ามาช่วยให้พวกเขาบรรลุเป้าหมาย พวกเขาย่อมยอมร่วมมือโดยไม่มีข้อกังขา”


เสวียนอี้พยักหน้าเห็นด้วย เขาเริ่มเข้าใจกลยุทธ์ของเถาฮัวฟงที่แฝงไปด้วยความรอบคอบ


“ดังนั้น แทนที่เราจะจับตาดูพวกเขา ควรให้การสนับสนุนแบบเงียบๆจะดีกว่า” เถาฮัวฟงยิ้มพอใจ


“ใช่ ถ้าเราช่วยพวกเขาจัดการนายพลเพ่ยและเครือข่ายการค้าฝิ่นให้สิ้นซาก ชื่อเสียงและอำนาจของพวกเราก็จะยิ่งแข็งแกร่ง แต่จำไว้ เราจะทำทุกอย่างโดยไม่ให้พวกเขารู้ว่าเราอยู่เบื้องหลังทั้งหมด ให้พวกเขาเชื่อว่าเราเพียงแค่ยื่นมือเข้าช่วยตามหลักความยุติธรรม”


เสวียนอี้มองนายพลเถาด้วยแววตานับถือ ในความเป็นผู้นำและการวางแผนอันแยบยล เขาก้มศีรษะเล็กน้อยอย่างเคารพ


“ผมเข้าใจแล้วครับ เราจะสนับสนุนพวกเขาทุกทางอย่างระมัดระวัง เพื่อให้สิ่งนี้เป็นแผนที่ไม่มีใครล่วงรู้” เถาฮัวฟงพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะมองไปทางร้านติ่มซำ


“หลี่หนิงเซียน และพวกพ้องของเธอ จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญยิ่งในการล้มแผนการของนายพลเพ่ย และเมื่อทุกอย่างจบลง เราก็จะกลายเป็นผู้นำที่ทุกคนเชื่อมั่น” ทั้งสองเดินจากไปพร้อมความมั่นใจในแผนการที่ถูกวางไว้อย่างรอบคอบ


ขณะที่เถาฮัวฟง และเสวียนอี้เดินอยู่เงียบๆ เสวียนอี้แอบมองใบหน้าเจ้าเล่ห์ของนายพลเถาด้วยความรู้สึกปะปน เขาอดนึกชื่นชมในความเฉียบแหลมของเถาฮัวฟงไม่ได้ที่สามารถมองเกมได้อย่างทะลุปรุโปร่ง


บทที่ 138: ให้พวกเขาตายใจ


ถึงแม้จะใช้ความมุ่งมั่นของหลี่หนิงเซียน และพรรคพวกในการทำลายการค้าฝิ่น แต่ก็เป็นไปเพื่อสร้างเสริมอำนาจให้ตนในที่สุด เป็นแผนที่แยบยลและรัดกุม


“ท่านมีแผนสำหรับขั้นตอนต่อไปหรือยังครับ?” เสวียนอี้เอ่ยถามขณะพวกเขากำลังเดินผ่านตรอกแคบๆของเมือง ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ แสงสีส้มอ่อนๆ ทำให้เงาของทั้งสองทอดยาวไปบนพื้น


“ขั้นตอนต่อไปหรือ?” เถาฮัวฟงยิ้มมุมปาก ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ปล่อยให้หลี่หนิงเซียน และพวกของเธอสืบข้อมูล จัดการกับพวกนายพลเพ่ยให้มากที่สุด เราจะปล่อยให้พวกเขาทำหน้าที่ของตัวเองจนกว่าเรื่องจะเข้าที่” เสวียนอี้พยักหน้า


“หมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องลงมือเองจนกว่าแผนทั้งหมดจะเข้าที่ใช่ไหมครับ?”


“ใช่” เถาฮัวฟงตอบ “เราจะคอยสนับสนุนเงียบๆ คอยช่วยพวกเขากำจัดอุปสรรคที่ขัดขวางโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว เมื่อพวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเสร็จ เราก็จะเป็นฝ่ายได้รับผลประโยชน์ทั้งหมดโดยไม่เปลืองแรง”


“และหากวันใดพวกเขาสงสัยว่าท่านอยู่เบื้องหลังล่ะครับ?” เสวียนอี้ถามขึ้นด้วยความระมัดระวัง เถาฮัวฟงหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงราวกับเต็มไปด้วยความมั่นใจ


“อย่ากังวลเรื่องนั้น ไม่มีใครในพวกนั้นมีหลักฐานเกี่ยวกับเรา และถึงจะสงสัย แต่ในตอนนี้พวกเขามองว่าเราคือคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ คงไม่มีใครตั้งข้อกังขากับคนที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายของตัวเองหรอก” ทั้งสองเดินจากไปโดยทิ้งเงาลึกลับของแผนการไว้เบื้องหลัง


ทันทีที่ทั้งสองเดินพ้นตรอกไป เงาสีเข้มของชายผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นในมุมที่เงียบสงัด เขาจ้องตามเงาของนายเถา และเสวียนอี้ไปจนลับสายตา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย และความไม่ไว้วางใจ เขาคือซานเหิงเป็นหนึ่งในคนของหลี่หนิงเซียนที่ทำหน้าที่หาข่าวให้การค้าเธอ


ตอนนี้เขามาแฝงตัวมาในเขตเมือง เพื่อจับตาดูพฤติกรรมของผู้มีอำนาจในเงามืดอย่างลับๆตามคำสั่ง ซานเหิงขมวดคิ้วพลางคิดว่าพวกเขามีแผนลับอะไรบางอย่างแน่นอน


แล้วรีบหันหลังกลับไปเพื่อรายงานสิ่งที่ได้เห็น ให้หลี่หนิงเซียนฟัง ก่อนที่เธอจะพลาดรู้เห็นสิ่งที่สำคัญ


ในอีกด้านหนึ่ง หลี่หนิงเซียนนั่งอยู่ในห้องของบ้านพักในเขตชานเมือง แผนที่ของเครือข่ายการค้าฝิ่นถูกวางกางอยู่บนโต๊ะ ดวงตาของเธอมองจุดต่างๆบนแผนที่อย่างตั้งใจ เสียงเคาะประตูเบาๆดังขึ้น เป็นสัญญาณว่าซานเหิงได้กลับมาแล้ว


“เข้ามาได้” หลี่หนิงเซียนเอ่ยเสียงเรียบ ซานเหิงก้าวเข้ามาพร้อมกับสีหน้าจริงจัง


“ผมเห็นนายเถากับเสนาธิการเสวียน หลังจากที่พวกเขาแยกจากคุณ” หลี่หนิงเซียนเลิกคิ้วเล็กน้อย เธอพยักหน้าให้เขาเล่าต่อ


“พวกเขากำลังวางแผนอะไรบางอย่าง” ซานเหิงกล่าวอย่างระมัดระวัง “จากที่ได้ยิน ดูเหมือนว่าพวกเขาจะปล่อยให้เราเดินหน้าแผนกำจัดพวกนายพลเพ่ยไปก่อน พวกเขาคิดจะสนับสนุนเราเงียบๆโดยไม่ต้องเปลืองแรง เพียงแค่คอยกำจัดอุปสรรคข้างทางเล็กๆน้อยๆให้เรา”


หลี่หนิงเซียนนิ่งฟังพร้อมพยักหน้าเบาๆ เธอครุ่นคิด ก่อนจะถามขึ้น “แล้วพวกเขาเอ่ยถึงเป้าหมายสุดท้ายของพวกเขาไหม?”


“ไม่ครับ แต่ผมเชื่อว่าพวกเขาคงหวังผลประโยชน์จากการที่เราจัดการนายพลเพ่ย หรือไม่ก็หวังจะเข้ายึดอำนาจทั้งหมดหลังจากที่พวกเราทำงานสำเร็จ” หลี่หนิงเซียนหัวเราะเบาๆก่อนจะกล่าว


“นายพลเถา ช่างเป็นคนที่มองไกลจริงๆ ฉันคิดไว้อยู่แล้วว่าเขาจะไม่ช่วยเราเพียงเพราะต้องการกวาดล้างฝิ่นเท่านั้น เขาเองก็มีความทะเยอทะยานซ่อนอยู่แน่นอน”


“ถ้าแบบนั้น เราควรจะดำเนินการอย่างไรต่อไปครับ?” ซานเหิงถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล หลี่หนิงเซียนยิ้มอย่างเยือกเย็น


“เราจะปล่อยให้พวกเขาได้สิ่งที่ต้องการไปก่อน ช่วยให้พวกเขาตายใจว่ายังควบคุมทุกอย่างได้ แต่ในความเป็นจริง ฉันจะวางคนของเราไว้ในทุกจุดที่สำคัญ ทุกครั้งที่พวกเขาพยายามเข้ามาควบคุมสิ่งใด ฉันก็จะยื่นมือขวางทางเอาไว้ เพื่อให้พวกเขาไม่รู้ตัวว่าเราเองก็อ่านแผนของพวกเขาออกเช่นกัน” ซานเหิงพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะกล่าวเสริม


“ผมจะคอยเฝ้าติดตามนายพลเถาและเสนาธิการเสวียนต่อ เผื่อว่าพวกเขาจะเคลื่อนไหวอะไรอีก” หลี่หนิงเซียนมองเขาด้วยแววตาจริงจัง


“ดีมากซานเหิง ฉันต้องการให้พวกมันรู้สึกปลอดภัยจนวินาทีสุดท้าย ให้พวกเขาคิดว่าตนมีอำนาจเหนือเรา แต่แท้จริงแล้ว…ฉันจะเป็นคนที่ควบคุมทุกอย่างอยู่เบื้องหลัง”


“ครับคุณหลี่” รอบๆตัวเธอมีอดีตผู้ทำงานให้หมินคง ที่ตอนนี้ได้เข้ามาอยู่ภายใต้การควบคุมของเธอ พวกเขาทำหน้าที่สืบข่าว และเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของพวกนายพล


“ข่าวจากกลุ่มนายพลเพ่ยว่าอย่างไร?” หลี่หนิงเซียนถามขึ้น โดยไม่ได้มองไปที่ใครเป็นพิเศษ ชายร่างเล็กที่ชื่อซานหูในกลุ่มรีบลุกขึ้นรายงาน


“ข่าวล่าสุดบอกว่าพวกนายพลเพ่ย เริ่มเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังมากขึ้น พวกเขาระวังตัวจนแทบไม่ออกจากที่พัก เว้นแต่จำเป็น มีการเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง และเพิ่มจำนวนคนเฝ้ายามตามจุดสำคัญสำคัญ” หลี่หนิงเซียนพยักหน้าอย่างช้าๆ


“ดูเหมือนพวกเขาจะเริ่มระแคะระคายแล้ว แต่พวกเขาคงไม่มีโอกาสโต้กลับได้” ชายอีกคนที่สูงใหญ่กว่ากล่าวเสริม


“ผมได้ข่าวว่ามีการประชุมลับระหว่างนายพลเพ่ย กับตัวแทนการค้าจากภาคเหนือในอีกสามวัน ที่บ้านแถวชานเมือง ผมแอบได้ยินว่า พวกเขาอาจจะวางแผนขยายเครือข่ายไปยังเขตชายแดน” หลี่หนิงเซียนยิ้มเยือกเย็น


“ดี… นี่เป็นโอกาสของเรา เราจะใช้การประชุมลับนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการตัดเส้นทางค้าของพวกเขา ไปสืบมาให้รู้ว่ามีเส้นทางเข้าออกตรงไหนบ้าง และคนเฝ้ามีกี่คน”


หลังจากการประชุมสิ้นสุด หลี่หนิงเซียนได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับมา เธอสั่งการให้อดีตคนของหมินคงแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งจะทำหน้าที่เฝ้าติดตามเส้นทางเข้าออกของบ้านนายพลเพ่ย และอีกกลุ่มจะส่งสัญญาณให้กับคนของเธอที่ซ่อนตัวอยู่ในเมือง


“การเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจจะเป็นการเสี่ยง แต่ถ้าทำสำเร็จ พวกนายพลเพ่ยจะไม่มีทางรู้ตัวเลยว่าฉันเป็นคนบงการ” หลี่หนิงเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ซานเหิงที่ยืนอยู่ข้างๆ กล่าวเสริม


“และหากนายพลเถา หรือคนของเขาสงสัยล่ะครับ?” หลี่หนิงเซียนหัวเราะเบาๆ


“ก็ปล่อยให้พวกเขาสงสัยไป แต่ตราบใดที่เราไม่ปล่อยให้พวกเขารู้ถึงแผนการจริงของเรา เราก็ยังควบคุมพวกเขาได้ ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำคือสืบหาข่าวให้ครบถ้วน และลงมือในเวลาที่เหมาะสม ถ้าจวนตัวจริงฉันจะให้พี่หลงเฟยออกหน้า”


ในคืนวันประชุมลับ บ้านซานเมืองถูกปิดล้อมด้วยกองกำลังลับที่หลี่หนิงเซียนจัดเตรียมไว้ พวกเขาไม่ได้บุกเข้าไปอย่างโจ่งแจ้ง แต่แฝงตัวอยู่ในเงามืด พร้อมจับตาดูความเคลื่อนไหวภายใน


หนึ่งในคนสืบข่าวของหลี่หนิงเซียนแอบเข้าไปใกล้ตำหนักด้วยความชำนาญ เขาพยายามฟังบทสนทนาของนายพลเพ่ยที่กำลังคุยกับตัวแทนจากภาคเหนือ เสียงแว่วๆพูดถึงการจัดส่งชุดใหม่ และการเพิ่มกำลังคน


แต่ในขณะเดียวกัน สัญญาณอันตรายก็เกิดขึ้น เมื่อมีทหารลาดตระเวนเดินเข้ามาใกล้ คนสืบข่าวหยุดนิ่งและกลั้นลมหายใจ ก่อนเลือกที่จะถอยออกมาอย่างเงียบเชียบ


แม้จะรู้ว่าสิ่งที่ได้ยินยังไม่ครบถ้วน แต่หากเสี่ยงต่อไปอาจนำไปสู่การถูกจับตัว ซึ่งจะทำให้แผนการทั้งหมดพังทลาย เขาลอบย่องออกจากบ้านผ่านเส้นทางที่เตรียมไว้ล่วงหน้า ทหารลาดตระเวนดูเหมือนจะไม่ทันสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของเขา เมื่อกลับมาถึงจุดนัดพบที่ปลอดภัย เขารีบส่งข่าวสารที่ได้มาให้หลี่หนิงเซียน


“พวกมันพูดถึงการจัดส่งชุดใหม่ และการเพิ่มกำลังคน ผมคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเส้นทางการค้าฝิ่นที่พวกเรากำลังพยายามทำลายอยู่” หลี่หนิงเซียนพยักหน้า สีหน้าของเธอแสดงความครุ่นคิด


บทที่ 139: เขาต้องเคลื่อนไหวแน่


“นั่นหมายความว่าพวกเขายังไม่ยอมแพ้ แม้จะเสียหายไปบางส่วนแล้วก็ตาม แต่การเพิ่มกำลังคนอาจทำให้เราลำบากขึ้น ถ้าพวกเขามีแผนสำรอง ฉันต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางการจัดส่งครั้งนี้”


“แล้วเราจะดำเนินการอย่างไรต่อไปดีครับ?” ซานหูถามขึ้น หลี่หนิงเซียนกวาดสายตามองแผนที่บนโต๊ะ พลางชี้ไปยังจุดสำคัญที่เธอทำเครื่องหมายไว้ก่อนหน้านี้


“เราจะดักเส้นทางขนส่ง แต่ต้องทำให้เหมือนเป็นการกระทำของกลุ่มอื่น เพื่อไม่ให้พวกเขาสงสัยว่าเป็นฝีมือของเรา” เธอหันไปหากลุ่มสายข่าว


“ฉันต้องการให้พวกนายแยกกันไป ตามจุดที่ฉันเลือกไว้ เก็บข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคนที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งครั้งนี้ ทั้งนายพลและตัวแทนจากภาคเหนือ รวมถึงเส้นทางที่จะใช้”


“ครับคุณหลี่” เสียงตอบรับก่อนทุกคนจะแยกย้ายไป หลี่หนิงเซียนยกมือขึ้นนวดหัวตัวเอง พักนี้สมองเธอรับเรื่องราวมากมาย และคิดทุกอย่างอยู่ตลอด จนหนักหัวไปหมด


สองวันต่อมา ข้อมูลที่รวบรวมได้ถูกส่งกลับมาที่หลี่หนิงเซียน เธอพบว่าเส้นทางขนส่งถูกเปลี่ยนจากทางบกเป็นทางน้ำ เพื่อลดโอกาสถูกโจมตีระหว่างทาง เส้นทางแม่น้ำตะวันตกเป็นจุดสำคัญที่พวกนายพลเพ่ยเลือกใช้ในครั้งนี้


“ทางน้ำ…” หลี่หนิงเซียนพึมพำ ก่อนจะหันมาสั่งการ “ถ้าแบบนั้น ส่งข้อมูลพวกนี้ให้นายพลเถา แล้วซ่อนคนของเราไว้ตามสองฝั่งแม่น้ำ เพื่อติดตามอย่าให้ใครรู้ตัวว่ามีคนของเราอยู่”


“และถ้านายพลเถาไม่เคลื่อนไหวล่ะครับ?” หลี่หนิงเซียนยิ้มเยือกเย็น


“เขาต้องเคลื่อนไหวแน่ เราแค่จับตาดูก็พอ” หลี่หนิงเซียนพูดคุยกับสายข่าวเรียบร้อยก็กลับมาหาคนอื่นที่ร้านติ่มซำ ก่อนจะเล่าข่าวที่ได้มา และแผนการที่เธอคิดให้ทุกคนฟัง


หลินถงมองหลี่หนิงเซียนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม แต่ยังแฝงความกังวลอยู่เล็กน้อย


“หนิงเซียน เธอมั่นใจมากเลยนะ ว่านายพลเถาจะตอบสนองตามที่เธอคาดการณ์ไว้” หลี่หนิงเซียนหันมายิ้มบางๆ ดวงตาเธอฉายแววมั่นคง


“เขาไม่มีทางเลือกอื่น ถ้านายพลเถายอมปล่อยโอกาสนี้ไป ความน่าเชื่อถือของเขาจะถูกตั้งคำถาม ทั้งในสายตาของทั้งกองทัพและประชาชน เขาจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่าเขาพร้อมจัดการการค้าผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเขาจะสูญเสียการสนับสนุนจากคนที่ยืนอยู่ข้างเขา” จงซวนที่ยืนฟังอยู่นานพยักหน้าเห็นด้วย


“มันเป็นแผนที่ดีนะ ใช้แรงกดดันจากสถานการณ์บังคับให้เขาเคลื่อนไหว แถมถ้าเขาลงมือจริงๆ เราก็จะได้รู้ว่านายพลยังอยู่ในแผนเราได้ และเส้นทางการค้าฝิ่นทั้งหมดผ่านทางไหนบ้าง” หลินถงยังคงมีสีหน้าเคร่งขรึม


“แต่ถ้าเขาไม่เล่นตามแผนล่ะ? ถ้าเขาเลือกเงียบหรือลงมือช้ากว่าที่เราคาดการณ์?” หลี่หนิงเซียนนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ


“ถ้านายพลเถาไม่เคลื่อนไหว เราจะทำให้เขาต้องขยับเอง ฉันมีแผนสำรองไว้แล้ว” กงชุนที่เพิ่งกลับมาสมทบจากการตรวจสอบในกองทัพมองมาที่เธอด้วยแววตาแปลกใจ


“เธอมีแผนสำรองอะไร?” หลี่หนิงเซียนหันมามองเขา น้ำเสียงของเธอเยือกเย็นแต่หนักแน่น


“ถ้าเขาไม่ลงมือ เราจะใช้ข้อมูลนี้เปิดเผยให้ประชาชนรับรู้ รวมถึงกองทัพส่วนอื่นๆ เราจะสร้างกระแสความกดดันจากคนรอบข้าง แม่ทัพเถาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเคลื่อนไหวเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง” กงชุนพยักหน้าเล็กน้อย


“เธอคิดรอบคอบจริงๆ แต่ต้องระวัง เราไม่รู้ว่าเขาจะตอบโต้ยังไง ถ้าเขาสงสัยว่าเรากำลังผลักดันให้เขาตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง เขาอาจมองเราว่าเป็นภัยต่อเขา” หลี่หนิงเซียนหัวเราะเบาๆ


“ฉันรู้ แต่ตอนนี้พวกเราไม่มีทางเลือกมากนัก การรอเฉยๆไม่ใช่ตัวเลือก เราต้องทำให้ทุกอย่างขยับไปตามที่เราควบคุมได้” หลินถงพยักหน้า


“งั้นเราก็เตรียมคนตามแผน ส่งข้อมูลให้นายพลเถา และซ่อนคนของเราตามสองฝั่งแม่น้ำเพื่อจับตาดูทุกความเคลื่อนไหว” จงซวนพูดเสริม


“และเราควรเตรียมสายข่าวในเมืองให้พร้อม ถ้ามีการเคลื่อนไหวใหญ่ของนายพลเพ่ยหรือคนของเขา เราจะได้รู้ตัวก่อน” หลี่หนิงเซียนยิ้มอย่างมั่นใจ


“ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม จากนี้ทุกก้าวที่เราวางแผนไว้ จะต้องเดินไปด้วยความระมัดระวังที่สุด เราจะไม่ยอมให้ใครหรืออะไรหยุดเราได้” ทุกคนพยักหน้าเห็นพ้องกัน แล้วแยกย้ายไปเตรียมการตามแผน


กงชุนเดินเข้ามาหาหลี่หนิงเซียนหลังจากทุกคนออกไปแล้ว เขามองเธอด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย และความอ่อนโยน ท่ามกลางแผนการและความเยือกเย็นของหลี่หนิงเซียน ที่แสดงต่อคนรอบข้าง กงชุนเป็นเพียงไม่กี่คนที่เห็นถึงความเหนื่อยล้าภายใต้ท่าทีเข้มแข็งของเธอ


“หนิงเซียน ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ?” กงชุนถามเสียงเบา แววตาเขาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “เธอไม่ได้พักผ่อนมาหลายวันแล้ว”


หลี่หนิงเซียนหัวเราะเบาๆก่อนจะถอนหายใจ รอยยิ้มเยือกเย็นบนใบหน้าคลายลงเล็กน้อยเมื่อเธอมองหน้าเขา


“ฉันไม่มีเวลาคิดเรื่องนั้น กงชุน แผนการของเราใหญ่เกินกว่าจะให้ฉันได้พัก ทุกย่างก้าวต้องระวัง” กงชุนมองเธอนิ่ง ก่อนจะจับมือของเธอเบาๆ


“แต่เธอก็เป็นคน ไม่ใช่เครื่องจักร มีสิทธิ์ที่จะพักบ้าง ฉันไม่อยากเห็นเธอฝืนตัวเองจนล้มลงไป ฉันจะอยู่ข้างๆเธอ และแบ่งเบาภาระให้เอง” หลี่หนิงเซียนชะงักไปกับความอบอุ่นในสัมผัสของเขา ความมุ่งมั่นที่เคยเปี่ยมล้นกลับอ่อนลงเมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น เธอหันมามองกงชุนอย่างพินิจ ก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความอ่อนโยนที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก


“ขอบคุณมากนะ กงชุน ฉันเองอาจจะมุ่งมั่นจนลืมใส่ใจตัวเอง แต่เพราะมีคุณคอยเตือน ฉันก็ไม่กลัวที่จะก้าวต่อไป” กงชุนมองดวงตาของเธออย่างลึกซึ้ง ก่อนจะดึงหลี่หนิงเซียนเข้ามากอดเบาๆ


ความอบอุ่นจากเขา ทำให้หลี่หนิงเซียนรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดที่สะสมมา เธอยอมปล่อยตัวปล่อยใจให้กับอ้อมกอดนั้นอย่างไม่ต้องระแวงใครเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน


“คุณรู้ไหม ว่าฉันไม่เคยไว้ใจใครเท่ากับที่ไว้ใจคุณเลย” หลี่หนิงเซียนพูดเบาๆ ขณะอยู่ในอ้อมกอดเขา “คุณทำให้ฉันรู้สึกว่าไม่ได้ต่อสู้อยู่เพียงลำพัง”


“และเธอจะไม่มีวันต่อสู้เพียงลำพัง ฉันสัญญา” กงชุนตอบเสียงอ่อนโยน เขาลูบผมของเธอเบาๆ ก่อนจะคลายอ้อมกอดออกอย่างช้าๆ หลี่หนิงเซียนยิ้มให้เขา แววตาของเธอเต็มไปด้วยความขอบคุณที่ไม่ต้องเอื้อนเอ่ย


กงชุนพยักหน้าให้เธอ ก่อนจะถอยหลังออกไปช้าๆ ทิ้งให้เธอยืนอยู่กลางห้องด้วยความรู้สึกที่มีพลัง และเต็มเปี่ยมไปด้วยกำลังใจในการเดินหน้าต่อ เมื่อกงชุนออกไปแล้ว


หลี่หนิงเซียนยืนเงียบอยู่เพียงลำพัง แต่ความอบอุ่นในใจยังคงหลงเหลือ เธอสูดหายใจลึก ก่อนจะกลับมาครุ่นคิดแผนการต่อไปอย่างมั่นคง เธอรู้แล้วว่าไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะยากลำบากเพียงใด เธอก็มีคนที่พร้อมจะเคียงข้างเสมอ


คืนวันนั้น หลี่หนิงเซียนและกลุ่มพรรคพวกของเธอแยกย้ายไปตามจุดต่างๆริมสองฝั่งแม่น้ำ เตรียมพร้อมเฝ้าสังเกตการณ์อย่างรอบคอบ ทุกคนรู้ดีว่าค่ำคืนนี้อาจเต็มไปด้วยความตึงเครียด


แต่พวกเขาต่างก็ตื่นตัว และมุ่งมั่นเพราะเข้าใจดีว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการเปิดโปงขบวนการลับที่ฝังรากลึกในเมือง กงชุนแอบซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่


เขามองสัญญาณจากคนของพวกเขาที่อยู่ห่างออกไป พลางสื่อสารด้วยสัญญาณมือเล็กน้อย เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครสังเกตเห็น เขาหันมากระซิบกับหลินถงที่ยืนอยู่ข้างๆ


“คนของพวกเราเริ่มกระจายตัวตามฝั่งแม่น้ำแล้ว ถ้านายพลเถาเคลื่อนไหว เราจะเห็นได้ทันที” หลินถงพยักหน้า สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความแน่วแน่


“เราจะจับตาดูท่าทีของเขาให้ดี ถ้าคืนนี้มีอะไรผิดปกติ เราจะรู้ตัวก่อนแน่” ขณะนั้นเอง ลี่หมิงซึ่งรับหน้าที่คอยประสานกับคนในเมือง และส่งสัญญาณให้หลี่หนิงเซียนรีบเข้ามากระซิบข้างหูเธอ


“หนิงเซียน มีข่าวมาว่ามีกลุ่มทหารเดินทางมาจากฐานทัพของนายพลเถา ดูท่าทางจะมาตามเส้นทางนี้” หลี่หนิงเซียนพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตาของเธอทอประกายราวกับคาดการณ์ไว้แล้ว


บทที่ 140: ชนะไปหนึ่งก้าว


“นั่นแปลว่าเขาลงมือแล้ว ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม อย่าให้ใครจับได้ว่าเรากำลังจับตามองอยู่” เธอสั่งเสียงเบา แต่หนักแน่น


เวลาผ่านไปไม่กี่อึดใจ ท่ามกลางความมืดมิดของยามค่ำคืน กองกำลังเล็กๆของนายพลเถาเริ่มปรากฏตัวขึ้นริมฝั่งแม่น้ำ กลุ่มทหารเหล่านี้ดูระมัดระวัง สายตาพวกเขาจับจ้องไปยังเรือขนาดเล็กที่แล่นมาจากอีกฝั่ง ลี่หมิงหรี่ตามองและกระซิบอย่างตื่นเต้น


“นั่นคงเป็นขบวนการลักลอบขนฝิ่นของนายพลเพ่ย ถ้ากองกำลังของนายพลเถามาจับตามองที่นี่ ก็แปลว่าแผนของพวกเราทำให้เขาขยับตัวจริงๆ” หลี่หนิงเซียนมองเหตุการณ์อย่างใจเย็น เธอกระซิบตอบ


“ใช่ นี่แสดงว่านายพลเถาต้องการแสดงออกว่าเขาเอาจริงกับการกวาดล้างการค้าผิดกฎหมาย ถ้าเราทำให้เขาลงมือก่อน เราก็สามารถวางตัวเองในฐานะพันธมิตรโดยที่เขาไม่สงสัยได้” จงซวนที่อยู่ใกล้ๆกันพยักหน้าเห็นด้วย


“ทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอคาดการณ์ไว้เลยหนิงเซียน แต่นั่นหมายความว่าพวกเราต้องระวังตัวมากขึ้น ถ้านายพลเพ่ยรู้ว่า เราเป็นฝ่ายผลักดันให้นายพลเถาลงมือ เขาอาจจะพุ่งเป้ามาที่เราแทน” หลี่หนิงเซียนยิ้มบางๆ


“ใช่ แต่ถ้าเราระวังตัวดีพอ เราก็จะสามารถทำลายเครือข่ายของเขาได้โดยไม่ถูกจับตามองเช่นกัน”


ท่ามกลางความมืด กองกำลังของนายพลเถาเริ่มเคลื่อนไหว พวกเขาปิดทางขบวนเรืออย่างระมัดระวัง ฉับพลันนั้น เสียงสัญญาณเตือนก็ดังขึ้น บ่งบอกถึงการเริ่มบุกเข้าตรวจค้น เรือลำเล็กๆที่ใช้ลักลอบขนของผิดกฎหมายถูกจับกุมและค้นหา พวกทหารตรวจสอบอย่างละเอียด ท่ามกลางการสังเกตการณ์อย่างเงียบเชียบจากสองฝั่งของกลุ่มคนของหลี่หนิงเซียน กงชุนมองภาพเหตุการณ์ด้วยสายตาภูมิใจ


“ดูเหมือนว่าความยุติธรรมกำลังคืบคลานไปทีละนิด นายพลเถาคงต้องการแสดงให้เห็นว่าเขาคือผู้ยึดมั่นในกฎหมาย” หลี่หนิงเซียนพยักหน้าด้วยความมุ่งมั่น


“คืนนี้พวกเราชนะไปหนึ่งก้าวแล้ว แต่อีกหลายก้าวที่เหลือ เรายังต้องระวังตัว เราจะไม่ยอมให้ใครใช้เราเป็นเครื่องมือโดยที่ไม่รู้ตัว” ทุกคนในกลุ่มต่างมองหน้ากันด้วยความเข้าใจ พวกเขารู้ดีว่าเส้นทางนี้เต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่พวกเขาก็พร้อมที่จะสู้เพื่อความถูกต้อง จนกว่าความจริงจะปรากฏและผู้กระทำผิดจะถูกลงโทษ ไม่ว่าจะต้องเจอกับอุปสรรคใดก็ตาม


รุ่งเช้าวันถัดมา แสงอาทิตย์สาดส่องลงบนแม่น้ำที่นิ่งสงบ ราวกับไม่เคยมีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา หลี่หนิงเซียนและพรรคพวกของเธอกลับมารวมตัวกันที่ร้านติ่มซำ


สีหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่แฝงไปด้วยความพึงพอใจจากความสำเร็จเล็กๆที่พวกเขาสร้างขึ้น หลี่หนิงเซียนวางแผนที่วาดด้วยลายเส้นบนกระดาษลงบนโต๊ะตรงกลางร้าน ขณะที่หลินถงกำลังนำชามาให้ เพื่อให้ทุกคนได้พักหายใจ


“เมื่อคืนนี้” จงซวนเริ่มพูด น้ำเสียงเขาจริงจัง “กองกำลังของนายพลเถาจับขบวนเรือลำสำคัญได้จริง แต่จากที่ฉันสังเกต ยังมีเรืออีกลำที่เล็ดลอดไปได้ พวกนั้นอาจยังมีเส้นทางสำรองที่เรายังไม่รู้” กงชุนพยักหน้า


“ใช่ ฉันเองก็คิดแบบนั้น นายพลเพ่ยไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้การค้าฝิ่นของเขาถูกหยุดได้ง่ายๆ เขาต้องมีเครือข่ายที่ซับซ้อนและทางออกฉุกเฉินอยู่แล้ว” ลี่หมิงยืนพิงประตูร้าน มองออกไปด้านนอกก่อนพูดขึ้น


“นั่นแปลว่าเรายังต้องสืบค้นเพิ่มเติม หากเราต้องการเปิดโปงทุกเส้นทางของเครือข่ายนี้ให้หมด เราจำเป็นต้องตามรอยพวกเขาต่อไป แต่ครั้งนี้คงยากขึ้น เพราะพวกเขาจะระวังตัวมากกว่าเดิม” หลี่หนิงเซียนที่นั่งอยู่ตรงกลางห้องเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง


“ใช่ มันยากขึ้นแน่ แต่พวกเราก็ทำได้ พวกนายพลเพ่ยคิดว่าอำนาจ และเครือข่ายของเขาไม่มีวันถูกเปิดโปง แต่เมื่อคืนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าเขาเริ่มเสียเปรียบแล้ว กองกำลังของนายพลเถาไม่ได้ทำเพียงแค่จับขบวนเรือ ยังส่งสัญญาณไปถึงผู้คนว่าการค้าฝิ่นไม่ได้ง่ายเหมือนเดิม” หลินถงเอ่ยเสริม


“แล้วเธอคิดว่าเราจะทำยังไงต่อ? แผนของเธอจะดึงนายพลเถาเข้ามาช่วยเราได้จริงไหม?” จงซวนถาม หลี่หนิงเซียนยิ้มเล็กน้อย


“ถ้าฉันเดาไม่ผิด นายพลเถาคงเริ่มไม่ส่งคนมาเก็บข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพวกเราแล้ว และเมื่อถึงเวลาที่คนของนายพลเถาถอยออกไปหมดนั้น เราจะใช้มันเป็นโอกาสในการทำให้เขาเป็นพันธมิตรของเรา” หลินถงพยักหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความคิด


“เธอหมายความว่า เราต้องปล่อยให้คนของนายพลเถาดูเราไปก่อน แล้วรอจังหวะที่เขาเริ่มวางใจใช่ไหม?” หลี่หนิงเซียนยิ้มบางๆ


“ใช่ ถ้าเขาถอยคนของเขาออกไป แปลว่าเขาเริ่มมองเราเป็นฝ่ายเดียวกัน มันจะทำให้เราสามารถเจรจากับเขาได้โดยไม่มีความระแวงจากทั้งสองฝ่าย” กงชุนที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ เริ่มแสดงความกังวล


“แต่การปล่อยให้พวกเขาสังเกตการณ์เรานานเกินไป มันอาจทำให้เราตกอยู่ในความเสี่ยง ถ้าพวกเขาเปลี่ยนใจ หรือเกิดสงสัยในตัวเรา แผนนี้ก็อาจย้อนกลับมาทำร้ายเราเอง” หลี่หนิงเซียนพยักหน้ารับ


“ฉันรู้ และนั่นคือเหตุผลที่เราต้องทำให้พวกเขาเชื่อ ว่าเราไม่ได้ต่อต้านพวกเขาโดยตรง แต่เป็นการทำงานเพื่อเป้าหมายเดียวกัน เราต้องวางตัวให้พวกเขามองว่าเราเป็นพันธมิตรโดยธรรมชาติ”


“แล้วถ้านายพลเถาเปลี่ยนใจไม่ยอมร่วมมือล่ะ?” จงซวนถามด้วยความระแวง หลี่หนิงเซียนมองหน้าเขา น้ำเสียงเธอหนักแน่น


“ถ้าเขาเปลี่ยนใจ เราก็ต้องทำให้เขาไม่มีทางเลือกอื่น นั่นคือการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวโยงกับเครือข่ายค้าฝิ่น และใช้แรงกดดันจากสาธารณชนกับกองทัพส่วนอื่นๆ จนทำให้เขาต้องเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตัวเอง” ลี่หมิงที่เพิ่งกลับมาจากการสำรวจข้อมูลริมแม่น้ำพูดขึ้น


“แต่ตอนนี้เรายังไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นพอ จะใช้กดดันนายพลเถา หรือเปิดโปงนายพลเพ่ยได้ เราต้องรีบหาหลักฐานเพิ่มเติมก่อนที่พวกมันจะซ่อนร่องรอยได้มากกว่านี้” หลี่หนิงเซียนหันไปมองลี่หมิง


“นั่นคือสิ่งสำคัญต่อไปของพวกเรา จงซวนกับลี่หมิง ฉันอยากให้พวกนายตามรอยเส้นทางที่เรือเล็ดลอดไปเมื่อคืน หาข้อมูลว่าเส้นทางนั้นมุ่งไปยังใครหรือที่ไหน และดูว่าเครือข่ายการค้าฝิ่นยังมีจุดใดที่เราไม่รู้จัก”


“ได้เลย” ลี่หมิงตอบรับทันที ขณะที่จงซวนพยักหน้า


“ฉันจะช่วยอีกแรง” หลินถงมองหลี่หนิงเซียน “แล้วเธอล่ะ จะทำอะไร?”


หลี่หนิงเซียนถอนหายใจเบาๆ “ฉันจะอยู่ที่นี่ ใช้เครือข่ายของร้านค้าในมือเราเพื่อติดตามข่าวสารในเมือง ถ้ามีอะไรผิดปกติ เราจะได้รู้ก่อน ฉันอยากให้พวกนายช่วยฉันจับตาดูคนที่เคลื่อนไหวแปลกๆ ในพื้นที่ใกล้ๆร้านด้วย” หลินถงยิ้มเล็กน้อย


“งั้นฉันจะช่วยดูแลทางนี้ด้วย เราจะไม่ปล่อยให้ใครมาหาโอกาสเล่นงานพวกเราได้ง่ายๆ” ทุกคนพยักหน้า และแยกย้ายไปตามหน้าที่ ความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหานี้ ผลักดันพวกเขาให้เดินหน้าแม้จะเต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่พวกเขาต่างรู้ดีว่านี่คือเส้นทางเดียวที่จะเปิดโปงความจริง


หลังจากวางแผนกันเรียบร้อย ทุกคนก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง ลี่หมิงและจงซวนมุ่งหน้าออกจากร้านทันที เพื่อเริ่มตามรอยเส้นทางเรือลำเล็กที่เล็ดลอดไปเมื่อคืน ส่วนหลินถงก็รับหน้าที่ดูแลความปลอดภัย และเฝ้าสังเกตการณ์ในบริเวณร้านติ่มซำร่วมกับหลี่หนิงเซียน


บรรยากาศในร้านดูเหมือนปกติ ลูกค้าทยอยเข้ามาสั่งอาหารและพูดคุยกันอย่างคึกคัก แต่หลี่หนิงเซียนรู้ดีว่าในความคึกคักนั้นแฝงไปด้วยความสงสัย และความระแวดระวังจากกลุ่มคนที่เธอไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน สายตาของเธอคอยจับจ้องคนเหล่านั้นอย่างเงียบๆ


“หนิงเซียน” หลินถงกระซิบพลางเดินเข้ามาใกล้ “เมื่อครู่ฉันเห็นผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ที่มุมร้าน ดูเหมือนเขาจะไม่ได้มาทานอาหาร แต่คอยมองรอบร้านตลอดเวลา เธอคิดว่าเขาเป็นพวกของใคร?”


หลี่หนิงเซียนเหลือบมองไปยังชายคนนั้น เขาดูเหมือนพ่อค้าธรรมดาในชุดเรียบง่าย แต่ท่าทางที่เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ทำให้เธอมั่นใจว่าเขาไม่ได้มาที่นี่เพราะความบังเอิญ


จบตอน

Comments