บทที่ 141: โอกาสที่เหลืออยู่จะยิ่งน้อยลง
“เขาอาจจะเป็นคนของนายพลเพ่ย หรืออาจจะมาจากฝ่ายของนายพลเถาเพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเรา” หลี่หนิงเซียนตอบเบาๆ น้ำเสียงของเธอมั่นคง
“อย่าให้เขารู้ว่าเราสังเกตเห็น แค่เฝ้าดูเขาเงียบๆไปก่อน ถ้าเขาทำอะไรผิดปกติ เราค่อยตัดสินใจว่าจะลงมือยังไง” หลินถงพยักหน้าแล้วถอยกลับไปยังมุมหนึ่งของร้าน ขณะที่หลี่หนิงเซียนหันไปยิ้มต้อนรับลูกค้าคนอื่นๆ ราวกับทุกอย่างปกติ
ขณะเดียวกัน ลี่หมิงและจงซวนเดินทางไปตามเส้นทางที่เรือลำเล็กอาจใช้หลบหนีเมื่อคืนนี้ พวกเขาตรวจสอบร่องรอยต่างๆอย่างละเอียด ในที่สุดก็พบว่ามีเรือจอดอยู่ในท่าร้างแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในป่า
“ที่นี่คงเป็นจุดพักสินค้าของพวกมัน” จงซวนกระซิบ พลางสำรวจสภาพรอบๆท่าเรือ เศษผ้าสีเข้มที่ดูเหมือนจะใช้คลุมของถูกทิ้งไว้ ส่วนบนพื้นยังมีร่องรอยของกล่องไม้ที่ถูกลากออกไป ลี่หมิงเดินสำรวจอย่างระมัดระวัง
“ดูจากร่องรอยพวกมันเพิ่งออกไปเมื่อไม่นานนี้ ถ้าเราตามรอยนี้ไปได้ เราอาจจะเจอจุดหมายปลายทางสุดท้ายของสินค้าฝิ่นทั้งหมด” จงซวนพยักหน้า
“แต่นี่ก็เสี่ยงมาก ถ้าเราถูกจับได้…”
“ก็ต้องระวังตัวให้มาก” ลี่หมิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แต่ฉันเชื่อว่าเราต้องรู้ความจริงให้ได้ ถ้าจะล้มเครือข่ายนี้ เราต้องเจอฐานที่มั่นของพวกมันก่อน”
ทั้งสองคนมองหน้ากันก่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ พวกเขาตัดสินใจตามรอยต่อไปทันที แม้จะรู้ว่าเส้นทางนี้อาจนำพวกเขาไปสู่ความอันตราย
ในตอนค่ำ ขณะที่หลี่หนิงเซียนยังคงอยู่ที่ร้าน จู่ๆ ก็มีเด็กชายตัวเล็กๆ วิ่งเข้ามาในร้านพร้อมกับจดหมายเล็กๆในมือ
“คุณหลี่หนิงเซียนใช่ไหมครับ?” เด็กชายถามอย่างไร้เดียงสา
“ใช่จ้ะ” หลี่หนิงเซียนตอบพร้อมย่อตัวลงมารับจดหมายนั้น เด็กชายไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่พยักหน้าแล้วรีบวิ่งออกไป หลินถงเดินเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว
“มีอะไรน่ะ?” หลี่หนิงเซียนเปิดจดหมายอย่างระมัดระวัง ในจดหมายนั้นมีข้อความสั้นๆแต่ชัดเจน
[ระวังเงามืดที่ซ่อนอยู่ใกล้กว่าที่คิด พวกมันเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว] แววตาของหลี่หนิงเซียนเปลี่ยนเป็นจริงจังทันที
“ดูเหมือนพวกมันจะเริ่มตอบโต้แล้ว หลินถง พวกเราต้องเตรียมตัวให้พร้อมทุกเมื่อ” หลินถงพยักหน้า สีหน้าเขาเต็มไปด้วยความกังวล
“แล้วแผนต่อไปล่ะ เธอจะทำยังไง?” หลี่หนิงเซียนมองออกไปนอกหน้าต่าง เสียงผู้คนและบรรยากาศยามค่ำในเมืองยังคงคึกคักเหมือนปกติ แต่ในใจของเธอรู้ดีว่าความสงบนี้อาจไม่ยืนยาว “เราจะรุกกลับ เราจะเปิดเผยทุกอย่างก่อนที่พวกมันจะจับทางเราได้”
หลี่หนิงเซียนเก็บจดหมายไว้ในกระเป๋าเสื้อ ขณะที่หลินถงมองหน้าเธอด้วยความกังวล
“แล้วจะเริ่มยังไง?” น้ำเสียงเขาแฝงความกังวล แต่ก็ยังมีความมุ่งมั่นด้วย หลี่หนิงเซียนนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น
“อย่างแรก เราต้องรวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่เรามี รวมถึงร่องรอยที่ลี่หมิงกับจงซวนกำลังตามอยู่ ฉันเชื่อว่าถ้าพวกเขาสามารถตามไปจนถึงปลายทางของเส้นทางเรือลำเล็กนั้นได้ เราจะเจอเบาะแสสำคัญ” หลินถงพยักหน้า
“แล้วถ้าข่าวนี้เกี่ยวข้องกับนายพลเถา หรือคนของเขาล่ะ?”
“ถ้าเกี่ยวข้องจริง นั่นยิ่งเป็นเหตุผลที่เราต้องรีบเคลื่อนไหวให้ไวขึ้น” หลี่หนิงเซียนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ไนายพลเถาดูเหมือนจะช่วยเหลือเรา แต่ฉันก็ยังไม่วางใจทั้งหมด เขาอาจใช้เราเพื่อกำจัดนายพลเพ่ยก็ได้ เราต้องทำให้แน่ใจว่าผลประโยชน์ของเขา และความถูกต้องยังไปในทิศทางเดียวกัน” หลินถงถอนหายใจ
“แปลว่าเราต้องเดินบนเส้นทางนี้ด้วยความระวังที่สุด”
“ใช่” หลี่หนิงเซียนยิ้มบางๆ “เราต้องไม่ให้ใครมาควบคุมเราได้”
จังหวะนั้นเอง ประตูร้านเปิดออกอย่างแรงจนเสียงกระดิ่งดังลั่น ทุกคนหันไปมองทันที ลี่หมิงและจงซวนเดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่เปื้อนฝุ่นและเหนื่อยล้า แต่แววตาของพวกเขากลับเปี่ยมไปด้วยความจริงจัง
“เรามีข่าว” ลี่หมิงพูดพลางวางแผนที่เล็กๆลงบนโต๊ะ “เราตามรอยเรือลำนั้นไปจนถึงท่าเรือร้าง มันไม่ใช่แค่ที่พักสินค้า แต่มันเป็นจุดกระจายสินค้าหลักของพวกมันด้วยไ
“และเราพบว่าเส้นทางนี้เชื่อมกับอีกหลายจุดในเมือง” จงซวนพูดเสริมพร้อมชี้จุดบนแผนที่ ที่สำคัญ หนึ่งในจุดปลายทางที่เชื่อมต่อกับเส้นทางนี้คือโกดังที่มีคนของนายพลเพ่ยเป็นเจ้าของ
หลี่หนิงเซียนมองแผนที่ด้วยสายตาจริงจัง “ดีมาก นี่คือสิ่งที่เราต้องการ ถ้าเราสามารถเชื่อมโยงเส้นทางเหล่านี้กับนายพลเพ่ยได้ เราจะมีหลักฐานเพียงพอที่จะกดดันนายพลเถาให้ลงมือร่วมกับเรา”
“แต่การจะเข้าไปในโกดังนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย” ลี่หมิงเตือน “มันถูกเฝ้าอย่างแน่นหนา ถ้าเราเข้าไปผิดจังหวะ เราอาจจะไม่รอดออกมา”
“แล้วจะทำยังไงดี?” หลินถงมองหน้าเพื่อนๆ หลี่หนิงเซียนนิ่งคิด ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“เราอาจต้องเสี่ยง แต่ครั้งนี้ เราจะไม่เข้าไปแบบลำพัง ฉันจะหาทางให้นายพลเถา ส่งกำลังมาสนับสนุน ถ้าเขาต้องการพิสูจน์ว่า เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้จริงๆ เขาต้องยอมช่วยเราโจมตีโกดังนั้น”
“และถ้าเขาปฏิเสธ?” จงซวนถาม
“ถ้าเขาปฏิเสธ นั่นจะยืนยันได้ว่าเขาอาจไม่บริสุทธิ์” หลี่หนิงเซียนตอบ “เราก็จะเดินหน้าเปิดเผยทุกอย่างต่อไป เราไม่มีเวลามากแล้ว” ทุกคนมองหน้ากันก่อนจะพยักหน้า พวกเขารู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้ามีแต่ความอันตราย แต่ไม่มีใครถอย หลี่หนิงเซียนลุกขึ้นยืน มองทุกคนด้วยแววตาแน่วแน่
“ถ้าทุกอย่างพร้อม เราจะเริ่มแผนคืนนี้” ทุกคนพยักหน้ารับพร้อมกัน การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่กำลังจะเริ่มต้น และพวกเขาต่างรู้ดีว่านี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในสิ่งที่พวกเขาเผชิญกันอยู่
ในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด แสงจันทร์สาดส่องลงมาบนเมืองที่ดูสงบสุข แต่ในความเงียบนั้น มีแรงกดดัน และการเคลื่อนไหวที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่ หลี่หนิงเซียนยืนอยู่หน้าร้านติ่มซำ
มองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว เธอกำลังรอข่าวตอบรับจากนายพลเถา ซึ่งเธอได้ส่งข้อความผ่านเครือข่ายไปขอความช่วยเหลือเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา หลินถงเดินเข้ามาหาเธอ พร้อมถ้วยชาร้อนในมือ
“หนิงเซียน ฉันคิดว่าเรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่เธอก็ต้องรู้ว่าคืนนี้อาจจะไม่เหมือนคืนอื่นๆ เรากำลังวางเดิมพันที่เสี่ยงมาก” หลี่หนิงเซียนหันมายิ้มให้หลินถง แม้แววตาจะเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แต่เธอก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความกังวลยังซ่อนอยู่ในใจ
“ฉันรู้ดี แต่ถ้าเราไม่เริ่มคืนนี้ โอกาสที่เหลืออยู่จะยิ่งน้อยลง เราไม่สามารถปล่อยให้เครือข่ายพวกนั้นมีเวลาฟื้นตัวได้” ในจังหวะนั้นเอง ลี่หมิงและจงซวนเดินเข้ามาจากมุมมืด พร้อมกับชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดคลุมสีเข้ม ใบหน้าของเขาถูกปกปิดไว้บางส่วน แต่หลี่หนิงเซียนจำได้ทันทีว่า นี่คือคนของนายพลเถา
“นายพลเถาส่งข้อความมา” ชายคนนั้นพูด น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความมั่นใจ “เขาตกลงจะส่งกำลังสนับสนุนให้พวกคุณคืนนี้ แต่มีข้อแม้ว่า คุณต้องจัดการเก็บหลักฐานทุกอย่างให้ได้ภายในคืนนี้ เขาไม่ต้องการให้เรื่องนี้ยืดเยื้อ”
หลี่หนิงเซียนพยักหน้า “เราขอแค่กำลังเสริมจากเขาเท่านั้น ส่วนการเก็บหลักฐาน เราจะจัดการเอง”
ชายคนนั้นส่งยิ้มบางๆ “งั้นฉันจะไปแจ้งนายพลเถาทันที พวกคุณเตรียมตัวให้พร้อม เวลาเคลื่อนไหวคือตีสาม เราจะเข้าไปพร้อมกัน”
เมื่อชายคนนั้นจากไป ทุกคนในกลุ่มหันมามองหน้ากัน ความตึงเครียดเริ่มปกคลุม แต่แววตามุ่งมั่นของแต่ละคนทำให้หลี่หนิงเซียนรู้ว่าพวกเขาพร้อมที่จะเผชิญกับทุกสิ่ง
“พวกเรามีเวลาอีกไม่นานก่อนจะเริ่มแผน” หลี่หนิงเซียนพูดขึ้น “ลี่หมิงกับจงซวน เตรียมอาวุธและเสบียง ส่วนหลินถง เธอช่วยฉันวางแผนตำแหน่งที่เราจะเข้าไปสำรวจโกดัง เราต้องไม่พลาดเป้าหมายสำคัญ”
“ได้” ทุกคนตอบรับอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะแยกย้ายกันไปจัดเตรียมหน้าที่
เมื่อถึงเวลาตีสาม ท่ามกลางความเงียบของค่ำคืน เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังก้องในความมืด กลุ่มของหลี่หนิงเซียน และกำลังเสริมจากนายพลเถาเคลื่อนตัวอย่างระมัดระวังเข้าใกล้โกดังเป้าหมาย โกดังตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ใกล้กับจุดที่พวกเขาตามรอยมา
บทที่ 142: ต้องลงมือทันที
“ตำแหน่งเฝ้าระวังอยู่ตรงนั้น” หลินถงกระซิบเบาๆ พร้อมชี้ไปยังเงาของชายหลายคนที่ยืนถืออาวุธอยู่รอบโกดัง ลี่หมิงหรี่ตามอง
“พวกนี้เป็นคนของนายพลเพ่ยแน่ ดูจากเครื่องแบบและการเคลื่อนไหว”
“เราจะเข้าไปทางด้านหลัง หลินถงกับจงซวนจัดการเฝ้าระวัง ส่วนฉันกับลี่หมิงจะเข้าไปเก็บหลักฐาน”
“เข้าใจแล้ว” จงซวนตอบพร้อมขยับไปประจำตำแหน่ง การเคลื่อนไหวเริ่มขึ้นอย่างระมัดระวัง กลุ่มของหลี่หนิงเซียน สามารถเล็ดลอดผ่านแนวเฝ้าระวัง และเข้าไปในโกดังได้สำเร็จ ภายในเต็มไปด้วยลังไม้ขนาดใหญ่ที่ถูกปิดผนึกไว้ กลิ่นฉุนของฝิ่นลอยฟุ้งไปทั่ว
“นี่แหละ หลักฐานที่เราต้องการ” ลี่หมิงกระซิบขณะเปิดลังหนึ่งออก ข้างในเต็มไปด้วยถุงผ้าห่อฝิ่น และตราประทับที่บ่งบอกว่าเป็นของเครือข่ายนายพลเพ่ย
“ถ่ายภาพทั้งหมดไว้ แล้วเราจะส่งข้อมูลนี้ให้กับนายพลเถา” หลี่หนิงเซียนสั่ง ลี่หมิงพยักหน้าพร้อมลงมือ แต่ขณะเดียวกัน เสียงฝีเท้าหนักๆก็ดังมาจากด้านนอก หลินถงวิ่งเข้ามาพร้อมสีหน้าเคร่งเครียด
“พวกมันรู้ตัวแล้ว! เราต้องรีบออกไปก่อนที่พวกมันจะล้อมเราไว้”
“เอาหลักฐานให้ครบก่อน แล้วเราค่อยถอย” หลี่หนิงเซียนบอก เสียงตะโกน และเสียงอาวุธดังขึ้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ การต่อสู้เริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือด ความตึงเครียดพุ่งสูง
เสียงปืนดังสะท้อนไปทั่วโกดัง หลี่หนิงเซียนกระชับดาบในมือแน่นขณะมองไปรอบๆด้วยสายตาเฉียบคม หลินถงและจงซวนกำลังตั้งแนวป้องกันอยู่ตรงทางเข้าโกดัง ส่วนลี่หมิงยังคงบันทึกภาพหลักฐานที่สำคัญด้วยความรวดเร็ว
“อีกแค่สองลังเท่านั้น!” ลี่หมิงตะโกนบอก
“รีบหน่อย!” หลินถงตะโกนตอบขณะจัดการศัตรูที่พุ่งเข้ามา เธอเคลื่อนไหวว่องไว ปัดป้องและสวนกลับอย่างชำนาญ เสียงตะโกนของศัตรูดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ขณะที่กำลังเสริมจากนายพลเถา ก็เริ่มเคลื่อนไหวจากด้านนอก พวกเขาปะทะกับกลุ่มคนของนายพลเพ่ยอย่างรุนแรง เสียงอาวุธปะทะกันและเสียงปืนดังไม่หยุด
“ได้ครบแล้ว!” ลี่หมิงพูดพร้อมเก็บกล้องกลับเข้าเสื้อ “เราต้องออกไปเดี๋ยวนี้!”
“หลินถง จงซวน ถอยมา!” หลี่หนิงเซียนสั่ง ทุกคนเริ่มถอยกลับมารวมกันเพื่อหาทางออกจากโกดัง แต่ศัตรูกลุ่มหนึ่งกลับปิดทางออกหลักไว้
“ทางนี้ถูกปิดแล้ว!” จงซวนตะโกนขณะมองหาทางหนี “พวกเราต้องไปทางด้านหลัง!” หลี่หนิงเซียนหันมองไปยังประตูหลังของโกดัง แต่ศัตรูบางคนเริ่มมุ่งหน้าไปทางนั้นเช่นกัน
“จงซวนกับหลินถงคุ้มกัน ลี่หมิงตามฉันมา เราจะเปิดทางออกให้!” หลี่หนิงเซียนพูดเสียงดังก่อนพุ่งไปยังด้านหลังของโกดัง
หลินถงและจงซวนตั้งแนวป้องกันไว้ขณะจัดการศัตรูที่กรูเข้ามา หลี่หนิงเซียนและลี่หมิงเปิดประตูหลังออกจนสำเร็จ ทางด้านหลังเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อไปยังแม่น้ำ
“ออกไปทางแม่น้ำ!” หลี่หนิงเซียนตะโกน ทุกคนรีบวิ่งตามกันออกจากโกดัง ขณะที่ศัตรูยังตามมาติดๆ เมื่อมาถึงริมแม่น้ำ พวกเขาเห็นเรือลำเล็กที่ผูกไว้ ลี่หมิงกระโดดขึ้นไปพร้อมคลายเชือก ขณะที่หลินถงและจงซวนยังคงคุ้มกันจากการโจมตี
“ขึ้นมาเร็ว!” ลี่หมิงตะโกน หลี่หนิงเซียนเป็นคนสุดท้ายที่กระโดดขึ้นเรือ ขณะที่ศัตรูกรูกันมาถึงริมน้ำ พวกเขาเริ่มยิงใส่กลุ่มของหลี่หนิงเซียน แต่เรือลำเล็กเคลื่อนตัวออกไปก่อนที่พวกนั้นจะทันเข้าใกล้
ทุกคนหอบหายใจหนัก ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงน้ำกระเพื่อมเบาๆ จากแม่น้ำที่ช่วยลดความตึงเครียด
“เราได้ทุกอย่างที่ต้องการแล้ว” ลี่หมิงพูดพร้อมมองกล้องในมือ “แต่พวกนั้นรู้ว่าเรามีหลักฐาน ตอนนี้เราคงตกเป็นเป้าเต็มตัว”
หลินถงหันมามองหลี่หนิงเซียน “แล้วแผนต่อไปล่ะ?”
หลี่หนิงเซียนมองไปยังเส้นขอบฟ้าที่เริ่มสว่างขึ้น “เราจะไปหานายพลเถา ส่งหลักฐานทั้งหมดนี้ให้เขา และดูว่าเขาจะตอบสนองยังไง… คราวนี้เราจะรู้แล้วว่าเขาเป็นพันธมิตรหรือศัตรู”
เรือแล่นไปในความเงียบสงบ แต่ทุกคนรู้ดีว่าความท้าทายที่ใหญ่กว่า ยังคงรอพวกเขาอยู่เบื้องหน้า…
เรือเล็กแล่นไปตามแม่น้ำที่ทอดยาว ขณะที่แสงอาทิตย์เริ่มฉายแสงแรกของวัน หลี่หนิงเซียนนั่งอยู่ที่หัวเรือ มือของเธอกำกระดาษแผนที่ที่เต็มไปด้วยจุดหมายและเส้นทางสลับซับซ้อน เธอมองออกไปยังเส้นขอบฟ้าด้วยสายตาแน่วแน่ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยคำถาม
“ถ้านายพลเถาไม่ใช่คนที่เราคิดล่ะ?” หลินถงพูดขึ้นเบาๆ เธอนั่งอยู่ข้างๆ มองไปยังหลี่หนิงเซียนด้วยความกังวล “ถ้าเขาเลือกที่จะไม่ช่วย หรือเลวร้ายกว่านั้น…เขาอาจใช้หลักฐานพวกนี้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง”
หลี่หนิงเซียนหันมามองหลินถง เธอยิ้มบางๆ แต่แววตาเต็มไปด้วยความหนักแน่น
“ฉันคิดเรื่องนี้มาตลอดทาง เขาอาจจะไม่ใช่คนดีโดยสมบูรณ์ แต่ตอนนี้เราต้องเสี่ยง เพราะถ้าไม่มีเขา เราก็ไม่มีอำนาจพอที่จะล้มเครือข่ายของนายพลเพ่ยได้” ลี่หมิงที่กำลังตรวจสอบกล้องและภาพถ่ายของเขา หันมาพูดขึ้น
“แต่ถ้าเขาทรยศเรา เราก็ต้องพร้อมจะเปิดโปงเขาเหมือนกัน หนิงเซียน เธอเตรียมแผนสำรองไว้หรือยัง?”
“เตรียมไว้แล้ว” หลี่หนิงเซียนตอบทันที “ฉันไม่คิดจะวางใจนายพลเถาทั้งหมด เรามีเครือข่ายพ่อค้าในเมือง ที่พร้อมจะช่วยเราเผยแพร่ความจริง ถ้าเขาพยายามจะใช้เราเป็นเครื่องมือ เขาจะไม่มีทางหนีรอดสายตาของคนในเมืองได้”จงซวนที่นั่งอยู่ท้ายเรือพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แต่นั่นก็หมายความว่าเราจะต้องเตรียมพร้อมรับการตอบโต้จากสองฝ่าย ทั้งนายพลเถาและนายพลเพ่ย”
“ใช่” หลี่หนิงเซียนพูดพร้อมมองหน้าทุกคน “แต่พวกเรามาถึงจุดนี้แล้ว เราจะถอยหลังไม่ได้ ถ้าเราไม่สู้ตอนนี้ เครือข่ายฝิ่นจะยิ่งหยั่งรากลึก และคนในเมืองนี้จะต้องทนทุกข์ไปอีกนาน”
ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า ลี่หมิงหันกลับไปดูแลอุปกรณ์ของเขา ขณะที่จงซวนจับด้ามดาบในมือแน่น หลินถงยิ้มให้หลี่หนิงเซียนอย่างให้กำลังใจ
“พวกฉันอยู่ข้างเธอเสมอ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”
“ขอบคุณนะหลินถง เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน” หลี่หนิงเซียนพูดพร้อมรอยยิ้มจางๆ
เมื่อเรือจอดเทียบท่าที่ริมแม่น้ำใกล้ค่ายของนายพลเถา กลุ่มของหลี่หนิงเซียนก็รีบเดินทางต่อไปยังจุดนัดพบ ชายคนเดิมที่เป็นตัวแทนของนายพลเถารออยู่พร้อมกับทหารสองนาย
“นายพลเถารอพวกคุณอยู่ในเต็นท์” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“นำทางเราไป” หลี่หนิงเซียนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง พวกเขาเดินผ่านแนวทหารที่ตั้งค่ายอยู่ริมน้ำ บรรยากาศเงียบสงบแต่เต็มไปด้วยความตึงเครียด เมื่อพวกเขาเดินมาถึงเต็นท์ใหญ่ หลี่หนิงเซียนสูดลมหายใจลึกก่อนจะก้าวเข้าไป
ในเต็นท์ นายพลเถานั่งอยู่ที่โต๊ะใหญ่ เขากำลังอ่านเอกสารบางอย่าง ดวงตาของเขาเงยขึ้นเมื่อเห็นพวกเขาเข้ามา
“หลี่หนิงเซียน” นายพลเถาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ฉันได้รับข่าวว่าคืนที่ผ่านมานี้พวกเธอทำอะไรไปบ้าง”
“และฉันมีของที่ต้องการให้คุณดู” หลี่หนิงเซียนตอบ เธอส่งกล้องให้ลี่หมิงที่เปิดภาพถ่ายหลักฐานทั้งหมดให้เขาเห็น นายพลเถานั่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น
“นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการ ถ้าข้อมูลนี้เป็นความจริง มันจะช่วยให้ฉันมีข้ออ้างที่ชัดเจนในการจัดการกับนายพลเพ่ย” หลี่หนิงเซียนจ้องมองเขาด้วยสายตานิ่งสงบ
“แต่ฉันมีข้อแม้ คุณต้องลงมือทันที เราไม่มีเวลารออีกแล้ว” นายพลเถาหัวเราะเบาๆ
“เธอกล้าต่อรองกับฉันในสถานการณ์แบบนี้เหรอ?”
“ฉันไม่ได้ต่อรอง” หลี่หนิงเซียนตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ฉันแค่บอกว่าถ้าคุณไม่ทำ ฉันจะเปิดเผยหลักฐานพวกนี้ต่อสาธารณชน และคุณจะกลายเป็นคนที่นิ่งเฉยในสายตาของทุกคน” นายพลเถานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มบางๆ
“ฉันชอบความกล้าของเธอหลี่หนิงเซียน เธอจะได้รับสิ่งที่ต้องการ กองกำลังของฉันจะเคลื่อนไหวภายในคืนนี้” หลี่หนิงเซียนพยักหน้า แต่ในใจยังคงระวังตัว เธอรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ครั้งใหญ่…
บทที่ 143: ทุกอย่างกำลังดีขึ้นแล้ว
คืนนั้น นายพลเถาสั่งให้กองกำลังของเขาเริ่มเตรียมการทันที ความเคลื่อนไหวภายในค่ายเต็มไปด้วยความเร่งรีบ ทหารจำนวนมากถูกเรียกตัวเข้าประจำการ บางส่วนถูกส่งออกไปเฝ้าตรวจเส้นทางรอบค่าย ขณะที่อีกส่วนเตรียมพร้อมสำหรับการบุกโจมตีโกดังของนายพลเพ่ย
หลี่หนิงเซียนและพรรคพวกของเธอยืนอยู่ที่มุมหนึ่งของค่าย มองดูการเตรียมการด้วยความระมัดระวัง หลินถงกระซิบเบาๆ
“นี่คือโอกาสสำคัญของเรา ถ้านายพลเถาเคลื่อนไหวจริง พวกเราจะได้เห็นว่าสิ่งที่เขาพูดกับเรานั้นจริงแค่ไหน”
“แต่ถ้าเขาเล่นเกมซ้อนเกม…” จงซวนพูดแทรกด้วยน้ำเสียงกังวล “เราก็อาจกลายเป็นหมากในกระดานของเขา”
“เราเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์” หลี่หนิงเซียนพูด น้ำเสียงของเธอหนักแน่น “ถ้าเขาไม่ทำตามคำพูด เราก็ยังมีหลักฐานเหล่านี้เป็นอาวุธ แต่ตอนนี้เราต้องจับตาดูและรอจังหวะ”
ผ่านไปไม่นาน นายพลเถาก็เรียกหลี่หนิงเซียนเข้ามาพบในเต็นท์ของเขาอีกครั้ง เขานั่งอยู่ที่โต๊ะกลางเต็นท์ ท่าทางสงบนิ่งแต่เต็มไปด้วยอำนาจ เมื่อหลี่หนิงเซียนเข้ามา เขาโบกมือให้เธอนั่งลง
“กองกำลังของฉันพร้อมแล้ว” เขาเริ่มพูด “คืนนี้ เราจะบุกโจมตีโกดังของนายพลเพ่ยที่เธอชี้เป้าให้ แต่ฉันต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากพวกเธอ”
“ความช่วยเหลืออะไร?” หลี่หนิงเซียนเลิกคิ้วเล็กน้อย
นายพลเถาพยักหน้าให้ชายคนหนึ่งนำแผนที่ออกมากางบนโต๊ะ “โกดังที่เธอชี้เป้าให้ไม่ใช่จุดสุดท้าย มันเป็นเพียงหนึ่งในเครือข่ายของเขา ฉันต้องการให้พวกเธอช่วยตามรอยเส้นทางที่เชื่อมต่อกับโกดังนี้ เพื่อตามหาที่ซ่อนหลักของพวกมัน”
“เราจะทำ แต่คุณต้องให้คำมั่นว่าจะใช้กำลังของคุณกดดันนายพลเพ่ยจนถึงที่สุด ไม่ใช่แค่การบุกครั้งเดียวแล้วจบ” หลี่หนิงเซียนจ้องมองแผนที่ สายตาของเธอเต็มไปด้วยการวิเคราะห์
“คำพูดของเธอทำให้ฉันดูเหมือนไม่จริงใจไปหน่อย” นายพลเถายิ้มบางๆ แต่ในแววตาเต็มไปด้วยความเฉียบคม “เธอก็เห็นว่าฉันลงมือแล้ว ถ้าฉันไม่สนับสนุนพวกเธอ เธอคิดหรือว่าฉันจะยอมส่งกองกำลังเข้าเสี่ยงได้ยังไง?”
หลี่หนิงเซียนสบตาเขา “เราจะเชื่อคุณได้ก็ต่อเมื่อเห็นผลลัพธ์ ไม่ใช่คำพูด”
นายพลเถานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ตกลง เราจะเริ่มเคลื่อนไหวคืนนี้ ฉันจะทำให้เธอเห็นว่าคำพูดของฉันมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน”
ยามดึก ท่ามกลางความมืดมิด กองกำลังของนายพลเถาเคลื่อนตัวอย่างเงียบเชียบเข้าใกล้โกดังเป้าหมาย หลี่หนิงเซียนและพรรคพวกของเธอตามมากับกลุ่มทหารด้วย เพื่อสังเกตการณ์และเตรียมพร้อมเก็บหลักฐานเพิ่มเติม
เมื่อถึงเวลา กองกำลังของนายพลเถาเริ่มบุกโจมตีทันที เสียงปืนและเสียงตะโกนดังสะท้อนไปทั่วบริเวณ ความวุ่นวายปะทุขึ้นอย่างรุนแรง พวกทหารของนายพลเพ่ยที่เฝ้าโกดังพยายามตอบโต้ แต่ด้วยความไม่ทันตั้งตัว พวกเขาถูกจัดการอย่างรวดเร็ว
“จงซวน หลินถง ไปช่วยตรวจสอบในโกดัง!” หลี่หนิงเซียนสั่งพลางวิ่งตามลี่หมิงเข้าไปข้างใน ภายในโกดังเต็มไปด้วยลังไม้จำนวนมากที่ประทับตราของนายพลเพ่ย ลี่หมิงรีบเปิดลังหนึ่งออกดูเพื่อยืนยันว่าทุกอย่างยังอยู่เหมือนในถ่ายภาพ สิ่งที่อยู่ข้างใน มันเต็มไปด้วยฝิ่นและเอกสารการค้าจำนวนมาก
“หลักฐานที่เราต้องการยังอยู่ครบ” ลี่หมิงพูด แต่ก่อนที่พวกเขาจะทำอะไร เสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นจากด้านนอก โกดังเริ่มสั่นสะเทือน หลินถงวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“พวกมันจุดไฟเผาโกดัง! เราต้องออกไปเดี๋ยวนี้!” หลี่หนิงเซียนกัดฟันแน่น
“รีบเก็บเท่าที่ทำได้ แล้วออกไป!” พวกเขารีบเก็บหลักฐานสำคัญก่อนจะวิ่งออกจากโกดัง ขณะที่เปลวไฟเริ่มโหมกระหน่ำ ศัตรูบางส่วนพยายามตอบโต้เป็นครั้งสุดท้าย แต่กองกำลังของนายพลเถาสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้
เมื่อหลี่หนิงเซียนและพรรคพวกออกมาจากโกดัง พวกเขามองเห็นโกดังทั้งหลังถูกไฟเผาจนวอดวาย แต่ในมือของพวกเขามีหลักฐานสำคัญที่สามารถเปิดโปงเครือข่ายของนายพลเพ่ยได้
“คืนนี้ เราได้เปรียบ” หลี่หนิงเซียนพูด ขณะมองเปลวไฟที่ลุกโชน
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขารู้ดีว่าการต่อสู้ยังไม่จบ และเกมนี้ยังมีอีกหลายตาที่ต้องวางแผนให้รอบคอบกว่าเดิม…
รุ่งเช้าวันใหม่ เมืองที่เคยสงบสุขดูเหมือนกำลังจะปะทุด้วยแรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์เมื่อคืน เสียงลือเรื่องการบุกโจมตีโกดังของนายพลเพ่ยแพร่กระจายไปทั่ว
ผู้คนต่างพูดถึงความล้มเหลวของขบวนการค้าฝิ่นครั้งใหญ่ หลี่หนิงเซียน และพรรคพวกกลับมาที่ร้านติ่มซำเพื่อพักผ่อน แต่ในใจของพวกเขายังคงเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่จะตามมา ลี่หมิงกระดกน้ำชาแล้วพูดขึ้น
“พวกเราทำสำเร็จในคืนนี้ แต่ฉันไม่คิดว่านายพลเพ่ยจะปล่อยไว้เฉยๆแน่?”
“ไม่” หลี่หนิงเซียนตอบเสียงเรียบ “เขาจะต้องตอบโต้ เราทำให้เขาเสียหายทั้งชื่อเสียงและเครือข่าย แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เราคาดไว้แล้ว”
หลินถงพยักหน้า “แต่ข่าวที่แพร่ออกไปครั้งนี้ ทำให้ประชาชนเริ่มตั้งคำถามถึงอิทธิพลของนายพลเพ่ย และนั่นทำให้เขาอ่อนแอลง”
“สิ่งที่เราต้องทำต่อไปคือใช้หลักฐานทั้งหมดที่มี เปิดโปงเขาให้สาธารณชนเห็นถึงความชั่วร้ายที่เขาทำ” จงซวนพูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น “มันจะทำให้เขาไม่สามารถกลับมาได้อีก”
หลี่หนิงเซียนลุกขึ้นยืน มองทุกคนด้วยสายตาแน่วแน่ “ก่อนที่เขาจะตอบโต้ เราต้องลงมือก่อน เราจะใช้เครือข่ายพ่อค้าในเมืองช่วยกระจายข้อมูล รวมถึงส่งเอกสารเหล่านี้ไปยังนายพลเถา เพื่อบีบให้เขาดำเนินการทางกฎหมายต่อไป”
หลายวันต่อมา หลักฐานทั้งหมดที่หลี่หนิงเซียนรวบรวมถูกเผยแพร่ไปทั่ว เครือข่ายร้านค้า และผู้สนับสนุนของพวกเขาช่วยกันกระจายข้อมูลไปยังประชาชน ทุกคนได้เห็นความจริงเกี่ยวกับเครือข่ายการค้าฝิ่นของนายพลเพ่ย ความโกรธแค้น และความผิดหวังต่อผู้ที่ควรเป็นผู้นำผู้ยุติธรรมถูกปลุกขึ้นมา
นายพลเถาไม่มีทางเลือก นอกจากต้องประกาศเปิดการสอบสวน และดำเนินการทางกฎหมายต่อคนของนายพลเพ่ย และเพ่ยจวิ้นลูกสาวเขา ภายใต้แรงกดดันจากประชาชนและหลักฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ กองทัพของนายพลเพ่ยเริ่มแตกสลาย บางส่วนแปรพักตร์ บางส่วนถูกจับกุม และบางคนก็หลบหนี
ในที่สุด การค้าฝิ่นก็ถูกจัดการอย่างจริงจัง หลี่หนิงเซียนยืนอยู่หน้าร้านติ่มซำในเช้าวันใหม่ ผู้คนในเมืองเริ่มกลับมายิ้มแย้ม และพูดถึงอนาคตที่สดใส
“ทุกอย่างกำลังดีขึ้นแล้ว” หลินถงพูดขณะมองผู้คนที่เดินผ่านไปมา
หลี่หนิงเซียนยิ้มบางๆ “แต่เรายังต้องระวัง ถึงนายพลเพ่ยจะถูกล้ม แต่ยังมีคนอีกมากที่พร้อมจะก้าวขึ้นมาทำสิ่งเดียวกัน เราต้องไม่ปล่อยให้ทุกอย่างกลับมาซ้ำรอย”
กงชุนที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดเสริม “แต่เธอได้สร้างบางสิ่งที่สำคัญมากขึ้นมาแล้วนะหลี่หนิงเซียน นั่นคือความหวัง และความเชื่อมั่นในความยุติธรรมที่คนในเมืองนี้แทบไม่เหลือแล้ว”
ลี่หมิงหัวเราะเบาๆ “เธอไม่เพียงช่วยเมืองนี้ แต่ยังช่วยให้พวกเราได้เห็นว่าความยุติธรรมยังมีที่ยืนอยู่”
หลี่หนิงเซียนหันมายิ้มให้ทุกคน “พวกเราทำสำเร็จเพราะเราไม่เคยยอมแพ้ และตราบใดที่เรายังมุ่งมั่นแบบนี้ เมืองนี้จะไม่มีวันตกอยู่ในเงามืดอีกต่อไป”
ทุกคนพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม พวกเขารู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้ายังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ด้วยมิตรภาพ ความกล้าหาญ และความยึดมั่นในความถูกต้อง พวกเขาจะสามารถยืนหยัดและปกป้องสิ่งที่พวกเขาต่อสู้มาได้อย่างสมศักดิ์ศรี
หลายเดือนผ่านไป เมืองนี้เริ่มฟื้นตัวจากผลกระทบที่เครือข่ายค้าฝิ่นเคยก่อไว้ พ่อค้าและชาวบ้านเริ่มกลับมาทำการค้าได้ตามปกติ ร้านติ่มซำของหลี่หนิงเซียนก็กลับมาคึกคัก ลูกค้าทั้งหน้าเก่า และใหม่ต่างพูดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาด้วยความภูมิใจ
“หนิงเซียน เธอไม่คิดจะพักบ้างเหรอ?” หลินถงถามพร้อมทิ้งตัวนั่งอย่างหมดแรง เขาพึ่งผ่าตัดใหญ่เสร็จทำให้รู้สึกเหมือนเจอศึกหนักมา
หลี่หนิงเซียนที่กำลังจัดถาดติ่มซำยิ้มบางๆ “ถ้าฉันพักตอนนี้ ใครจะดูแลร้านล่ะ? อีกอย่าง ฉันก็ชอบทำแบบนี้ มันช่วยให้ฉันได้ใกล้ชิดกับผู้คนและรับรู้ว่าพวกเขากำลังมีความสุข”
หลินถงหัวเราะเบาๆ “แต่เธอไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองนี่นา เราทุกคนพร้อมช่วยอยู่แล้ว”
ลี่หมิงที่เพิ่งเดินเข้ามาเสริมด้วยน้ำเสียงติดตลก “จริง ฉันเองก็พร้อมช่วยตลอด ถ้าเธอยอมให้ฉันกินติ่มซำฟรีตลอดชีวิต”
“ฝันไปเถอะ!” หลี่หนิงเซียนตอบพร้อมหัวเราะ ทุกคนในร้านพลอยหัวเราะตาม บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะ
บทที่ 144: แม่ค้าที่เลื่องชื่อที่สุด
ขณะเดียวกัน ที่อีกฟากหนึ่งของเมือง นายพลเถานั่งอยู่ในค่ายของเขา มองดูเอกสารรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมืองด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เสวียนอี้เดินเข้ามาพร้อมรายงานฉบับใหม่
“สถานการณ์ในเมืองดูเหมือนจะสงบลงแล้วครับ ประชาชนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ” เสวียนอี้รายงาน
นายพลเถาพยักหน้า “ดีมาก แต่เราต้องไม่ประมาท ส่งคนของเราไปจับตาดูเส้นทางการค้าหลักทุกเส้นทาง หากมีการเคลื่อนไหวผิดปกติให้รายงานทันที”
“ครับท่าน” เสวียนอี้ตอบก่อนจะลังเลเล็กน้อย “แล้วเรื่องของหลี่หนิงเซียนล่ะครับ? ท่านยังต้องการให้คนกลับไปเฝ้าดูเธอต่อไหม?”
นายพลเถาหันมามองด้วยสายตาเฉียบคม “หลี่หนิงเซียนเป็นคนที่มีความสามารถและความมุ่งมั่นมาก เธอไม่ใช่ศัตรูของเรา แต่เธอคือพันธมิตรที่เราควรรักษาไว้ เธออาจกลายเป็นคนสำคัญในอนาคต”
เสวียนอี้พยักหน้า “เข้าใจแล้วครับ ผมจะสั่งการให้คนของเราระวังตัว แต่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเธอ”
ในยามค่ำคืน หลี่หนิงเซียนนั่งอยู่คนเดียวในร้านหลังปิดกิจการ เธอมองออกไปยังถนนที่เงียบสงบ รู้สึกถึงความสุขที่ได้เห็นเมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง กงชุนเดินเข้ามาเงียบๆ พร้อมกับชาร้อนในมือ
“หนิงเซียน เธอเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว มาพักเถอะ”
หลี่หนิงเซียนยิ้มบางๆ “คุณเองก็เหนื่อยจัดการเรื่องในกองทัพ”
กงชุนนั่งลงข้างๆ “แล้วเธอจะเอายังไงต่อ? ตอนนี้เมืองสงบแล้ว เธอกำลังจะเริ่มต้นชีวิตที่เงียบสงบแบบที่ต้องการแล้วนะ”
หลี่หนิงเซียนยิ้มเล็กน้อย ขณะมองออกไปยังถนนที่เงียบสงบหลังค่ำคืนอันยาวนาน
“ฉันไม่รู้ว่าความสงบจะอยู่ได้นานแค่ไหน แต่ตอนนี้ ฉันคิดว่าตัวเองควรกลับมาสนใจสิ่งที่ฉันทำได้ดีที่สุดดีกว่า ฉันอยากกลับมาทำการค้า และสร้างชีวิตที่สุขสบาย ไม่ต้องไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องพวกนั้นอีกแล้ว”
กงชุนหัวเราะเบาๆ “งั้นเธอก็คงได้เป็นแม่ค้าที่เลื่องชื่อที่สุดในเมือง”
หลี่หนิงเซียนหันมามองเขาด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ “เพราะฉันค้าขายเก่งใช่ไหม?”
กงชุนยิ้มตอบ “เพราะเธอจับคนร้ายได้ต่างหาก และทำให้ทุกคนเห็นว่ากฎหมายยังคงอยู่เหนืออำนาจ และความโลภ ถ้าผู้มีคุณธรรมเป็นผู้ถือมัน”
หลี่หนิงเซียนหัวเราะออกมาเบาๆ “ทำไงได้ ก็ฉันมีสามีที่เป็นทหารผู้เสียสละทั้งชีวิตให้ประชาชนอยู่ข้างๆนี่!”
กงชุนยิ้มกว้าง น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน “และเธอก็ไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง ทั้งในการค้า หรือการช่วยเหลือเมืองนี้ เธอเป็นมากกว่าแม่ค้า เธอคือผู้นำที่ทำให้ทุกคนในเมืองนี้กล้าลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง”
หลี่หนิงเซียนยิ้มจางๆ แม้คำพูดนั้นจะทำให้เธอรู้สึกดี แต่ในใจก็ยังมีบางส่วนที่รู้สึกเหนื่อยล้าจากสิ่งที่เธอผ่านมา
“แต่ฉันอยากพักจริงๆ กงชุน ฉันอยากใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาสักที แค่ขายของในร้านติ่มซำ ดูแลคุณปู่ และคอยเฝ้าดูลูกค้าของฉันยิ้มเวลาได้ทานอาหารอร่อยๆแบบนั้นก็พอแล้ว”
กงชุนพยักหน้า “นั่นก็เป็นความสุขที่เธอควรได้ ฉันจะอยู่เคียงข้างเธอ ไม่ว่าเธอจะเลือกเส้นทางไหน”
ในวันถัดมา ร้านติ่มซำของหลี่หนิงเซียนกลับมาคึกคักอีกครั้ง ผู้คนในเมืองที่เคยเห็นเธอในบทบาทของหญิงที่กล้าหาญในการต่อสู้กับความอยุติธรรม ตอนนี้เห็นเธอในบทบาทของแม่ค้าที่จริงจังและใจดี
“คุณหลี่ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่คุณทำเพื่อเมืองนี้นะครับ” ลูกค้าคนหนึ่งพูดพร้อมยิ้มกว้าง
“ขอบคุณที่ช่วยให้พวกเรามีชีวิตที่ดีขึ้น” อีกคนเสริม
หลี่หนิงเซียนตอบด้วยรอยยิ้ม “ฉันแค่ทำในสิ่งที่ควรทำค่ะ ตอนนี้พวกคุณเองก็ต้องช่วยกันดูแลเมืองนี้ต่อไปนะคะ”
หลายปีผ่านไป ร้านติ่มซำของหลี่หนิงเซียนกลายเป็นที่รู้จักในฐานะศูนย์รวมของชาวเมือง ผู้คนมักพูดถึงเธอในฐานะผู้หญิงที่เปลี่ยนแปลงเมืองนี้ทั้งในด้านธุรกิจและความยุติธรรม แม้เธอจะเลือกเส้นทางที่เรียบง่าย แต่ชื่อเสียงและความมุ่งมั่นของเธอยังคงถูกเล่าขานไปทั่ว
และในทุกๆวัน ขณะหลี่หนิงเซียนจัดเตรียมโต๊ะในร้าน เธอจะมองออกไปยังถนนด้วยรอยยิ้ม อาจมีความวุ่นวายและปัญหาใหม่ๆเข้ามาในอนาคต แต่เธอรู้ว่า เมืองนี้มีความหวัง มีมิตรภาพ และมีความยุติธรรมที่ยังคงยืนหยัดอยู่พร้อมกับคนที่พร้อมจะสู้เพื่อปกป้องมันเสมอ.
ในยามเย็นของวันอันเงียบสงบ หลี่หนิงเซียนนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้เล็กๆในสวนหลังบ้าน รอบตัวเต็มไปด้วยต้นไม้ที่เธอปลูกไว้เพื่อความร่มรื่น สายลมพัดเบาๆ แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องลงมาทำให้บรรยากาศอบอุ่น กงชุนเดินเข้ามาในสวนพร้อมถาดน้ำชาและขนมเล็กๆในมือ
“วันนี้เหนื่อยไหม?” เขาถามพลางวางถาดลงตรงหน้าเธอ หลี่หนิงเซียนยิ้มให้เขา
“เหนื่อยนิดหน่อย แต่ก็ดีใจที่เห็นร้านยุ่ง ลูกค้าเยอะขึ้นทุกวัน” เธอหยิบถ้วยชาขึ้นมา “แล้วคุณล่ะ? ฉันเห็นคุณช่วยดูแลเรื่องทางการให้คนในเมืองอยู่ตลอด”
กงชุนนั่งลงข้างๆ “ไม่เหนื่อยหรอก ตราบใดที่เธอยังอยู่ที่นี่ ทุกอย่างก็เหมือนง่ายขึ้นมาก”
คำพูดนั้นทำให้หลี่หนิงเซียนชะงัก เธอหัวเราะเบาๆ แต่แก้มของเธอเริ่มขึ้นสีเรื่อๆ “คุณพูดแบบนี้ทุกครั้งเลยนะ คิดว่าฉันจะไม่เขินหรือไง?”
“เพราะเธอเขินนั่นแหละ ฉันถึงพูดบ่อยๆ” กงชุนพูดพร้อมรอยยิ้มกว้าง เขายื่นขนมให้เธอ
“ลองนี่สิ ฉันแอบไปซื้อจากร้านใหม่ในตลาด คิดว่าเธอจะชอบ” หลี่หนิงเซียนหยิบขนมขึ้นมาลองชิม แล้วพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“อร่อยจริงๆ คุณรู้ใจฉันเก่งขึ้นทุกวันแล้วนะ”
“ก็ฉันอยากให้เธอมีความสุข” กงชุนตอบเสียงนุ่ม ขณะมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน “เธอรู้ไหมว่าทุกครั้งที่ฉันเห็นเธอยิ้มแบบนี้ ฉันรู้สึกว่าทุกอย่างที่เราผ่านมาคุ้มค่า”
หลี่หนิงเซียนหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาของเธอสบกับสายตาของกงชุน ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่ว
“กงชุน…คุณองก็ทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน” กงชุนยื่นมือมาแตะหลังมือของหลี่หนิงเซียนเบาๆ
“ฉันรู้ว่าชีวิตเรายังต้องเจอเรื่องยากๆอีก แต่ตราบใดที่เธออยู่ข้างฉัน ฉันก็พร้อมจะเผชิญทุกอย่าง” หลี่หนิงเซียนยิ้มบางๆ พร้อมกระชับมือเขา
“เราจะอยู่ข้างกันเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณคือคนที่ฉันไว้ใจที่สุด กงชุน”
เมื่อค่ำคืนมาถึง ดวงจันทร์ลอยเด่นบนฟ้า กงชุนและหลี่หนิงเซียนยังคงนั่งอยู่ด้วยกันในสวน เสียงจิ้งหรีดร้องเบาๆ ขับกล่อมบรรยากาศ กงชุนหยิบผ้าคลุมไหล่บางๆ มาคลุมให้หลี่หนิงเซียน
“ลมเย็นแบบนี้ เดี๋ยวเธอจะไม่สบาย”
“ขอบใจนะ” หลี่หนิงเซียนพึมพำเบาๆ
ทั้งสองนั่งมองดวงจันทร์ด้วยกันในความเงียบที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ ความสงบสุขที่พวกเขาสร้างร่วมกันในเมืองนี้ อาจไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จ แต่ยังเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงหัวใจทั้งสองเข้าด้วยกัน
“ฉันคิดว่า…เราน่าจะพักจากเรื่องหนักๆสักพักนะ” กงชุนพูดขึ้นเบาๆ
“พักแบบไหน?” หลี่หนิงเซียนเอียงคอถาม กงชุนยิ้มเล็กน้อย
“เดินทางไปเที่ยวกันดีไหม? แค่เธอกับฉัน ไปที่ที่ไม่มีใครรู้จัก แล้วใช้เวลาพักผ่อนจริงๆสักครั้ง” หลี่หนิงเซียนหัวเราะเบาๆ
“ก็ดีนะ ฉันว่าเราสมควรได้รางวัลสำหรับความเหนื่อยที่ผ่านมา”
กงชุนยิ้มกว้าง “งั้นตกลง ครั้งนี้จะเป็นการเริ่มต้นที่มีแค่เราสองคน”
หลี่หนิงเซียนพยักหน้า ก่อนจะเอนศีรษะพิงไหล่กงชุน ปล่อยให้ลมเย็นพัดผ่านมาพร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆจากดอกไม้ในสวน ดวงจันทร์ส่องแสงนวลทำให้ทุกอย่างรอบตัวดูสงบและอบอุ่น
“คุณอยากไปที่ไหน?” หลี่หนิงเซียนถามด้วยเสียงแผ่วเบา ขณะมองออกไปยังท้องฟ้าที่ประดับไปด้วยดวงดาว กงชุนยิ้มและตอบด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“ที่ไหนก็ได้ที่เธออยากไป แต่ฉันอยากให้เป็นที่ที่ไม่มีเสียงอาวุธ ไม่มีเรื่องวุ่นวาย แค่เราได้ใช้เวลาด้วยกันจริงๆ” หลี่หนิงเซียนหัวเราะเบาๆ
“ฟังดูเหมือนในฝันเลยนะ ฉันก็ไม่เคยมีวันแบบนั้นนานแล้วเหมือนกัน… แค่พักใจ พักกาย ไม่ต้องคิดถึงเรื่องยุ่งๆ” กงชุนกระชับผ้าคลุมบนไหล่เธอให้แน่นขึ้น
“บางทีชีวิตเราก็ต้องมีช่วงแบบนั้นบ้าง ฉันอยากให้เธอได้ใช้ชีวิตแบบที่เธออยากเป็นจริงๆ ไม่ใช่เพราะต้องรับผิดชอบหรือแบกรับอะไรเพื่อใคร” หลี่หนิงเซียนเงยหน้ามองเขา สายตาของเธออ่อนโยน
“คุณก็เหมือนกันนะกงชุน เสียสละเพื่อคนอื่นมามากพอแล้ว ถึงเวลาที่คุณจะได้ใช้ชีวิตเพื่อตัวเองบ้าง” กงชุนหัวเราะเบาๆ แต่ดวงตาของเขาเปล่งประกาย
“สำหรับฉัน ชีวิตเพื่อเธอก็คือการใช้ชีวิตเพื่อตัวเองนั่นแหละ” หลี่หนิงเซียนอดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้าง เธอเอื้อมมือไปจับมือเขาไว้แน่น
“คุณพูดแบบนี้ ฉันก็ไม่มีข้อโต้แย้งแล้ว” ทั้งสองหัวเราะเบาๆร่วมกัน ขณะที่ความเงียบงันของค่ำคืนกลับมาปกคลุมรอบตัวอีกครั้ง
บทที่ 145: เราจะสร้างชีวิตที่ดีไปด้วยกัน
วันถัดมา หลี่หนิงเซียนเริ่มวางแผนการเดินทางอย่างจริงจัง เธอและกงชุนเลือกจุดหมายที่เรียบง่าย หมู่บ้านเล็กๆริมแม่น้ำที่ห่างไกลจากความวุ่นวาย เมื่อวันเดินทางมาถึง ทั้งสองจัดสัมภาระเพียงเล็กน้อย กงชุนยืนรออยู่หน้าร้านติ่มซำ ขณะที่หลี่หนิงเซียนตรวจสอบทุกอย่างในร้านเป็นครั้งสุดท้ายก่อนออกเดินทาง
“พวกเราฝากร้านด้วยนะมู่โจว ดูแลให้ดีล่ะ” หลี่หนิงเซียนพูดพร้อมส่งยิ้มให้คนสนิท
“ไม่ต้องห่วง ฉันจะดูแลทุกอย่างเหมือนเดิม เธอกับกงชุนแค่ไปเที่ยวให้สบายใจ กลับมาก็ขอให้เป็นคนใหม่ที่สดชื่นกว่าเดิม”
ลี่หมิงที่ยืนอยู่ข้างๆ แกล้งแซว “อย่าลืมนะ พอเที่ยวจนเบื่อแล้วกลับมา เราจะรอฟังเรื่องราวหวานๆจากพวกเธอ”
“จะให้เล่าอะไรกัน!” หลี่หนิงเซียนหัวเราะเบาๆ แต่แก้มเริ่มขึ้นสี
“กลับมาก็พาเด็กตัวน้อยๆ ติดท้องมาด้วยล่ะ” หลินถงแซวหลี่หนิงเซียนตาโตทันทีที่ได้ยิน หลินถงพูดแบบนั้น เธอเผลอเอามือแตะหน้าท้องตัวเองเบาๆ ก่อนจะหันไปมองหลินถง
“หลินถง! พูดอะไรแบบนั้น!” หลินถงหัวเราะคิกคัก พลางยักไหล่
“ก็ฉันพูดจริงๆนี่ พวกเธอสองคนสมกันขนาดนี้ ไม่แน่นะ ตอนกลับมาเราอาจได้ยินเสียงเล็กๆในร้านติ่มซำเพิ่มอีกคน” กงชุนที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี เขาหันไปมองหลี่หนิงเซียนด้วยแววตาอ่อนโยน
“ฉันไม่ขัดนะ ถ้าเธออยากให้เป็นแบบนั้น”
“กงชุน!” หลี่หนิงเซียนหันไปมองเขา แก้มแดงปลั่ง เธอรีบหันหน้าหนีและยกมือขึ้นปิดหน้าด้วยความเขินอาย ลี่หมิงที่ยืนอยู่ข้างหลินถงถึงกับหัวเราะลั่น
“โอ้โห ดูเหมือนจะมีคนวางแผนไว้ในใจแล้วนะนั่น!”
“พวกนายหยุดพูดกันได้แล้ว!” หลี่หนิงเซียนโวยเบาๆ แต่ในน้ำเสียงกลับฟังดูเหมือนกำลังห้ามความเขินมากกว่าจะจริงจัง กงชุนยื่นมือไปแตะหลังมือเธอเบาๆ
“ไม่ต้องอายหรอกหนิงเซียน ฉันคิดว่าสิ่งที่หลินถงพูดก็ดีนะ” หลี่หนิงเซียนมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ เธอสบตากงชุน และพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“เราไปกันเถอะกงชุน ฉันว่าฉันฟังพวกนี้พูดต่อไม่ได้แล้ว” กงชุนหัวเราะ ก่อนจะพยักหน้า เขาหยิบกระเป๋าของทั้งสอง และหันไปโบกมือลา
“อย่าแซวหนิงเซียนหนักไปล่ะ ไม่งั้นเธออาจไม่อยากกลับมา” กงชุนพูดติดตลก
“โอ๊ย เธอรีบกลับมาเถอะ ฉันอยากเห็นหลานแล้ว!” หลินถงตะโกนไล่หลัง
หลี่หนิงเซียนไม่กล้าหันกลับไปตอบ เธอเดินตามกงชุนด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ ขณะที่ในใจเต็มไปด้วยความเขินปนความสุข กงชุนยิ้มและดึงมือหลี่หนิงเซียนเบาๆ
เมื่อถึงหมู่บ้านริมแม่น้ำ ทั้งสองพบว่าที่นี่สงบกว่าที่คาดไว้ เสียงน้ำไหลเบาๆ และทิวเขาที่ล้อมรอบหมู่บ้านทำให้ทุกอย่างดูเหมือนหยุดนิ่ง หลี่หนิงเซียนยืนมองแม่น้ำด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความสุข
“ที่นี่สวยจริงๆ” เธอพูด กงชุนยืนอยู่ข้างๆ และมองเธอแทน
“ใช่…สวยที่สุดเลย” หลี่หนิงเซียนหันมามองเขา เห็นรอยยิ้มที่แสนอบอุ่น เธอรู้สึกได้ถึงความสงบสุขที่ไม่ได้มาจากสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่มาจากคนที่ยืนอยู่ข้างเธอ
ทั้งสองใช้เวลาที่นี่ร่วมกันอย่างเรียบง่าย เดินเล่นในหมู่บ้าน สนทนากับชาวบ้าน และช่วยกันเตรียมอาหารมื้อเย็นจากวัตถุดิบสดใหม่ ที่พวกเขาซื้อจากตลาดเล็กๆ
ในคืนหนึ่ง หลี่หนิงเซียนเอนศีรษะพิงไหล่กงชุน ขณะนั่งมองดาวบนฟ้าจากระเบียงบ้านพัก
“ขอบคุณนะกงชุน ที่นายพาฉันมาที่นี่” เธอพูดเบาๆ กงชุนยิ้ม
“ฉันต้องขอบคุณเธอมากกว่า ที่ให้ฉันได้อยู่ข้างเธอ เธอคือความสงบสุขที่ฉันต้องการในชีวิตนี้” หลี่หนิงเซียนยิ้มกว้าง หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความสุข เธอกระชับมือของกงชุนไว้แน่น
“เราจะสร้างชีวิตที่ดีไปด้วยกันนะกงชุน ชีวิตที่ไม่ต้องมีอะไรซับซ้อน มีแค่ความสุขเรียบง่ายแบบนี้”
“ตัวฉันจะอยู่ข้างเธอในทุกก้าวของชีวิตนับจากนี้”
“คุณรู้ไหม ว่าฉันไม่ได้เคยคิดเรื่องพวกนี้มาก่อนเลย” กงชุนมองเธอด้วยแววตาอ่อนโยน
“เรื่องพวกนี้หมายถึงอะไร?” หลี่หนิงเซียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองเขา
“การมีครอบครัว…การมีลูก…มันเป็นสิ่งที่ดูไกลตัวสำหรับฉันมาก ฉันเอาแต่คิดเรื่องงาน เรื่องร้าน จนลืมไปว่าตัวเองควรจะคิดถึงอนาคตแบบนั้นบ้าง” กงชุนยิ้มและจับมือเธอไว้
“ไม่มีอะไรผิดหรอกหนิงเซียน เธอมีเหตุผลที่ต้องรับผิดชอบมากมาย แต่ถ้าเธออยากเริ่มคิดถึงอนาคตแบบนั้น ฉันก็พร้อมจะอยู่ข้างเธอ” หลี่หนิงเซียนยิ้มบางๆ ก่อนจะเอนศีรษะพิงไหล่เขา
“ขอบคุณนะกงชุน ฉันคิดว่าฉันโชคดีที่มีคุณอยู่ข้างๆ” กงชุนยิ้ม พร้อมกระชับมือเธอไว้แน่น
“และฉันก็โชคดีที่มีเธอเหมือนกัน” ในคืนนั้น ใต้ดวงดาวและเสียงแม่น้ำ ทั้งสองรู้ว่าพวกเขาได้พบสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตแล้ว คือการมีกันและกันค่อยอยู่เคียงข้างกันไปตลอด
หลายเดือนผ่านไป ชีวิตของหลี่หนิงเซียน และกงชุนเปลี่ยนไปอย่างมาก หลังจากที่พวกเขาใช้เวลาในหมู่บ้านเล็กๆ เพื่อพักผ่อนและวางแผนชีวิตใหม่ ความสงบสุข ในบรรยากาศที่เรียบง่ายช่วยเติมเต็มพลังให้ทั้งสอง และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่พวกเขาตัดสินใจสร้างครอบครัวด้วยกัน
ปีต่อมา
เสียงหัวเราะใสๆของเด็กเล็กดังขึ้นในสวนหลังร้านติ่มซำที่คึกคัก หลี่หนิงเซียนนั่งอยู่ที่ระเบียง พร้อมลูกน้อยวัยหนึ่งขวบที่กำลังเดินเตาะแตะอยู่ข้างๆ เด็กชายตัวน้อยมีผิวขาวผ่อง ดวงตากลมโตที่ได้มาจากแม่ และรอยยิ้มที่อบอุ่นเหมือนพ่อ
“เซียวหลง อย่าวิ่งไปไกลนะลูก!” หลี่หนิงเซียนพูดพร้อมลุกขึ้นเดินตามไปเด็กชายหัวเราะคิกคักก่อนจะหันกลับมามองแม่
“แม่ ป๋มเจอดอกไม้ส๊วย!” เขาพูดพลางยื่นดอกไม้ดอกเล็กๆที่เก็บได้จากสวนให้ หลี่หนิงเซียนรับดอกไม้ไว้ก่อนจะลูบหัวลูกเบาๆ
“ขอบคุณนะคนเก่ง” ในขณะนั้น กงชุนเดินเข้ามาจากด้านหน้า ร้านพร้อมกับถุงของที่เพิ่งซื้อจากตลาด เขามองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความรัก “เซียวหลงซนอีกแล้วเหรอ ไปทำอะไรอีกล่ะ?”
“ไม่ซนพ่อ ป๋มแค่เก็บดอกไม้ให้แม่” เซียวหลงพูดพร้อมยิ้มกว้างกงชุนหัวเราะก่อนจะวางถุงของลงและนั่งลงข้างลูกชาย
“ดอกไม้สวยจริงๆ เหมือนแม่ของลูกเลย” หลี่หนิงเซียนหันมามองเขาด้วยสายตาค้อนๆ แต่ก็อดยิ้มไม่ได้ กงชุนว่าพลางดึงหลี่หนิงเซียนเข้ามานั่งข้างๆ
“แล้วดูสิ ตอนนี้ฉันไม่เพียงมีเธอ ฉันยังมีเซียวหลงอีก ทุกวันที่ได้กลับมาบ้านและเจอทั้งสองคน ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนที่โชคดีที่สุด” หลี่หนิงเซียนยิ้ม ก่อนจะเอนศีรษะพิงไหล่ของเขา
“ฉันเองก็รู้สึกเหมือนกัน ฉันไม่คิดว่าชีวิตจะพาเรามาถึงจุดนี้ได้เลยนะกงชุน” เขาจับมือเธอไว้แน่น “ทุกอย่างที่เราผ่านมาทำให้เราเข้มแข็ง และตอนนี้ เราก็ได้สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตแล้ว”
เมื่อถึงค่ำ เซียวหลงหลับปุ๋ยอยู่บนฟูกเล็กๆ ขณะที่หลี่หนิงเซียนและกงชุนกำลังนั่งคุยกันที่ระเบียง
“ฉันคิดว่าเราควรเริ่มขยายร้านนะกงชุน” หลี่หนิงเซียนพูดขึ้น “คนในเมืองเข้าร้านเราเยอะขึ้น ร้านนี้เล็กไปแล้ว”
กงชุนหัวเราะ “เธอนี่ไม่เคยหยุดคิดเรื่องงานเลย แต่ถ้าคิดว่าเหมาะ ฉันก็จะสนับสนุนเธอทุกอย่าง”
หลี่หนิงเซียนยิ้มบางๆ “เพราะเราต้องวางแผนเพื่ออนาคตของเซียวหลงด้วย ฉันอยากให้เขาโตมาในเมืองที่มีแต่ความสงบสุข ไม่มีความกลัวเหมือนที่เราเคยเจอ”
กงชุนพยักหน้า “ฉันเข้าใจ และฉันก็พร้อมจะช่วยเธอสร้างอนาคตนั้น”
หลายปีผ่านไป
ร้านติ่มซำของหลี่หนิงเซียนกลายเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในเมือง เซียวหลงโตขึ้น และเริ่มช่วยงานในร้านเล็กๆน้อยๆ ชาวเมืองต่างพูดถึงความขยันขันแข็งของครอบครัวนี้ รวมถึงความรักและความอบอุ่นที่พวกเขามีให้กัน
ในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่ครอบครัวนั่งทานอาหารเย็นด้วยกันที่ระเบียง หลี่หนิงเซียนมองไปยังเซียวหลงที่กำลังเล่าเรื่องราวในโรงเรียนด้วยความตื่นเต้น
“แม่ พ่อ วันหนึ่งผมจะช่วยดูแลร้านนี้นะ!” เด็กชายพูดด้วยความตั้งใจ กงชุนหัวเราะก่อนจะมองหลี่หนิงเซียน
“ดูสิ ลูกเรานี่เก่งไม่ต่างจากแม่เลย” หลี่หนิงเซียนยิ้ม รู้สึกถึงความอบอุ่นในหัวใจ
“นั่นสิ ฉันคิดว่าเราเลี้ยงเขาได้ดีแล้วนะกงชุน” กงชุนพยักหน้า
“ใช่ เราเลี้ยงเขาได้ดีจริงๆ” เสียงหัวเราะของครอบครัวดังสะท้อนไปในความมืด ความรัก และความสุขของพวกเขายังคงงดงามและคงทน เหมือนแสงไฟที่ไม่เคยมอดดับ นับจากนี้ชีวิตของพวกเขาจะมีครอบครัวเคียงข้างไปตลอด…
จบบริบูรณ์
Comments
Post a Comment