บทที่ 21: ยังเป็นสามีภรรยากันอยู่
กงชุนไม่ได้สนความประหลาดใจในสายตาของทุกคน เขาเพียงแค่เดินเข้าไปใกล้หลี่หนิงเซียนมากขึ้น แล้วพูดกับแม่ของเขาด้วยน้ำเสียงเรียบ
“บ้านของเราถูกไฟไหม้เสียหายไปไม่น้อย ห้องทางทิศตะวันตกที่พวกเราอยู่ก็ไม่สามารถอาศัยได้ ในช่วงนี้ผมจะไปอยู่ที่บ้านคุณปู่หลี่ กับหลี่หนิงเซียนนะครับ”
“ว่าไงนะ?!” ซูลี่ถามขึ้นด้วยความตกใจทันทีที่ลูกชายของตนพูดจบ
“ไม่ได้!” หลี่หนิงเซียนรีบปฏิเสธด้วยน้ำเสียงลนลาน เขาจะไปอยู่กับเธอทำไมกัน หรือเพราะเรื่องหย่า
“ลูกจะไปอยู่บ้านเธอทำไม? บ้านเธอข้าวก็ไม่มีกิน ลูกอย่าไปยุ่งกับเธอเลย!” นี่ลูกชายของเธอเสียสติไปแล้วหรือยังไง ถึงจะพาตัวเองไปอยู่กับหลี่หนิงเซียนทั้งๆที่จะหย่ากันอยู่แล้วแบบนี้
“แม่คุณพูดถูกแล้ว ที่บ้านฉันข้าวปลาอาหารไม่มีกินจริงๆ คุณไม่ต้องไปหรอก บ้านคุณยังดีกว่าไม่ต้องมากังวลเรื่องปากท้อง คุณอยู่ที่บ้านตัวเองก็สบายดีแล้ว ไปอยู่ด้วยกันก็ลำบากเปล่าๆ”
ไม่มีข้าวกินนั้นน่าอับอาย แต่การให้เธอต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกับกงชุน เธอกลัวว่าจะนอนหลับไม่สนิท ต้องมาคอยระมัดระวังตัว ว่าจะถูกเขาจับตามองตลอดเวลา ขยับตัวไปไหนทีก็ยาก เพราะกลัวจะโดนสงสัย
“ฉันอยู่ได้ ยังไงเราก็ยังเป็นสามีภรรยากัน”
“แต่ว่า…”
“ตามนี้ แม่เองก็จะได้ไม่ต้องนอนเบียด” กงชุนพูดดักหลี่หนิงเซียน ก่อนจะหันไปบอกแม่ตน
หลี่หนิงเซียนเมื่อเถียงอะไรไม่ได้ เพราะอีกคนไม่ฟังอะไรเธอเลย เธอจึงเดินกอดถุงแป้งสาลีกลับบ้านด้วยความหัวเสีย ใบหน้าบึ้งตึงจนใครเห็นก็ต้องหลบ ไม่กล้าเข้ามายุ่ง
เมื่อนึกถึงเรื่องที่กงชุนจะมาพักที่บ้านในคืนนี้ หัวใจดวงน้อยๆก็เต้นตึกตักด้วยความรู้สึกหลากหลาย เธอทั้งกังวล ทั้งหวาดระแวง แล้วยังต้องมารู้สึกแปลกๆเวลาอยู่ใกล้เขาอีก
หญิงสาวพยายามอย่างยิ่ง ในการสลัดความคิดฟุ้งซ่าน เกี่ยวกับกงชุนออกไปจากหัว เธอต้องการโฟกัสกับแผนหาเงินก่อน คิดแบบนี้แล้วความจริงอันโหดร้ายก็กระแทกเข้าอย่างจัง เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจ
ถึงแม้เธอจะยืมแป้งสาลีมาได้ราวกับเสก แต่วัตถุดิบสำคัญในการทำอาหารขาย เธอกลับไม่มีแม้แต่น้อย! ไม่ว่าจะทำอาหารอะไรออกมาขาย ก็ต้องมีมากว่าแป้งธรรมดา ธรรมดา ทั้งนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น อาหารจำพวกแป้ง และเนื้อสัตว์ ยิ่งมีน้ำมันเยิ้มๆ ยิ่งขายดิบขายดี โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนไม่ได้ลิ้มรสอาหารมันๆมานาน หากบ้านไหนเคี่ยวเนื้อหอมๆ เพียงแค่คิด กลิ่นของมันคงหอมฟุ้งไปทั่วทุกสารทิศ ปลุกเร้าต่อมน้ำลายของผู้คนได้เป็นอย่างดี
ยิ่งคิดหลี่หนิงเซียนก็ยิ่งมั่นใจ ว่าแผนการนี้ต้องไปด้วยดีแน่ๆ แต่ปัญหาใหญ่หลวงที่ขวางกั้นอยู่ตรงหน้าก็คือ…เธอไม่มีเงินพอจะซื้อวัตถุดิบอื่น คุณปู่ของเธอแม้จะเคยมีคูปองน้ำมัน กับคูปองเนื้ออยู่บ้าง แต่น่าเศร้าที่เงินทั้งหมดถูกหลานสาวตัวดีอย่างร่างนี้ใช้จนหมดเกลี้ยงแล้ว
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าที่เธอเดินทั่วหมู่บ้านเพื่อขอยืมแป้งสาลี แต่กลับไม่มีใครยอมให้ยืม แค่คิดภาพว่าต้องไปขอยืมเงิน…หัวใจดวงน้อยๆของหลี่หนิงเซียนก็ห่อเหี่ยวลงไปอีก
หลี่หนิงเซียนเดินกลับมาจนถึงบ้าน ก็ได้แต่นั่งถอนใจอยู่ที่แคร่ คางมนวางเกยบนเข่า ดวงตากลมโตฉายแววครุ่นคิด จะทำยังไงดี เธอจะยืมเงินใครได้ ใครจะกล้าให้เธอยืม…เดี๋ยวนะมีสิ เมื่อความคิดแวบมาในหัวเธอก็ลุกขึ้นเดินออกจากบ้านทันที
ระหว่างที่เดินอยู่บนคันนา เธอมองเห็นชาวบ้านกำลังช่วยกันเพาะปลูกข้าวอย่างขะมักเขม้น บ้างก็ก้มหน้าก้มตาหว่านเมล็ดพืช บ้างก็โบกมือควบคุมระดับน้ำอย่างชำนาญ ภาพความร่วมมือร่วมใจของผู้คนเหล่านี้ หลี่หนิงเซียนเพิ่งได้มีโอกาสเห็นเป็นครั้งแรก
ในชาติที่แล้ว เธอเกิดในยุคที่บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ถึงจะเป็นเด็กกำพร้า แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล ได้นั่งเรียนในห้องเรียนอย่างสุขสบาย จนกระทั่งเรียนจบ
พอทำงานเธอก็ได้เข้าทำงานที่โรงพยาบาลตั้งแต่อายุยังน้อย ภาพการตรากตรำทำงานหนักกลางแดดเปรี้ยงๆ จนเหงื่อไหลไคลย้อยแบบนี้ เธอไม่เคยแม้แต่จะได้เห็น
ไม่รู้ตัวว่าขาพาตัวเองก้าวเดินไปตามคันนาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่จู่ๆก็มีเสียงแหลมเล็กเย้ยหยัน ดังขึ้นจากทางด้านหลังของเธอ
“แหม นึกว่าใคร ที่แท้ก็คุณหนูตระกูลหลี่นี่เอง มาตรวจงานพวกเรารึไงคะ เนี่ย ไม่ได้เห็นหน้าค่าตามานานเลยนะคะ”
หลี่หนิงเซียนขมวดคิ้ว หันขวับไปตามต้นเสียง ก็พบว่าเป็นจินเม่ย ที่กำลังยืนกอดอกมองเธอด้วยแววตาโกรธแค้น เมื่อนึกถึงเรื่องก่อนหน้าที่หลี่หนิงเซียนทำให้เธอต้องขายหน้า จินเม่ยก็แทบจะกัดฟันกรอดๆด้วยความแค้น
ถ้าไม่ใช่เพราะอยากรักษาภาพลักษณ์อันแสนดีงามในสายตาของพี่กงชุน เธอคงไม่ยอมมาตากแดดตากลม ตรากตรำทำงานหนักในทุ่งนาแบบนี้หรอก โชคยังดีที่พี่กงชุนไม่ได้รังเกียจเธอ และบางครั้งที่เธอชวนคุย พี่กงชุนก็ยังมีปฏิกิริยาตอบกลับมาบ้าง ทำเอาจินเม่ยแอบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียวมาหลายวัน
แต่ในตอนนี้ พอเห็นหลี่หนิงเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบหน้าขาวผ่อง เนียนละเอียดราวกับหยวกกล้วย แถมยังดูอ่อนเยาว์กว่าเธอหลายปี จินเม่ยก็รู้สึกริษยาจนแทบบ้า
พูดก็พูดเถอะหลี่หนิงเซียนคนนี้ นอกจากหุ่นจะผอมแห้งไปหน่อย ดวงตากับคิ้วก็จัดว่าดูดี หากมีน้ำมีนวลกว่านี้สักนิด ดูแลตัวเองดีๆสักหน่อย บางทีอาจกลายเป็นสาวงามสะพรั่งก็ได้ใครจะไปรู้
หลี่หนิงเซียนตัดสินใจจะเดินหนี ไม่ตอบโต้อะไรอีกฝ่าย เพราะรู้สึกว่าคุยไปก็เสียเวลา แต่เหมือนจินเม่ยจะไม่ยอมจบ
“ฉันถามอยู่นะ มาที่นี่ทำไม คนแบบเธอสูงส่งนักไม่ใช่เหรอ?” จินเม่ยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
หลี่หนิงเซียนมองกงชุนด้วยสายตารำคาญ ผู้หญิงคนนี้ช่างยุ่งกับเธอไม่เลิกเสียจริง แต่เธอก็ไม่อยากสนใจ จึงหันไปตะโกนเรียกกงชุนที่เพิ่งลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“นี่คุณกงชุน คุณ!” ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง หันมองตามเสียงเรียกของหลี่หนิงเซียน ด้วยแววตาประหลาดใจ ก่อนหน้าเธอยังดูไม่พอใจเขาจนพึ่งเดินหนีเขาไปโดยไม่เหลียวหลังมอง คิดว่าคงไม่อยากเจอหน้าเขาไปอีกนาน แล้วทำไมตอนนี้ถึงมาที่นี่ได้
เขาหยิบผ้าขนหนูผืนหยาบที่พาดอยู่บนคันนาขึ้นมาซับเหงื่อที่ผุดอยู่บนใบหน้า ก่อนจะเดินตรงไปหาหลี่หนิงเซียน ที่จริงแล้ววันนี้เขาตั้งใจมาดูแลกลุ่มเยาวชนที่ลงพื้นที่เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้าน
การปรากฏตัวขึ้นของหลี่หนิงเซียนในครั้งนี้ ยิ่งทำให้เขารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล หรือว่าหลี่หนิงเซียนจะแอบซ่อนความลับอะไรบางอย่าง ที่ไม่สามารถบอกใครได้ หรือว่าเธอตั้งใจมาที่นี่ เพื่อติดต่อกับใครบางคน
จินเม่ยที่เห็นกงชุนกำลังจะเดินไปหาหลี่หนิงเซียน ก็รู้สึกไม่พอใจ จนแทบอยากจะเดินไปจิกหัวนางเอก แล้วตบหน้านั่นสักที ในขณะที่กำลังคิดเธอก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่ทำได้แทน เธอตรงไปคว้าแขนของกงชุนไว้แน่น
“พี่กงชุน อย่าไปเลยค่ะ ใครจะไปรู้ว่าหลี่หนิงเซียนเรียกพี่ไปทำอะไร ต้องมีอะไรไม่ดีแน่ๆ!”
กงชุนหยุดฝีเท้า ขมวดคิ้วเล็กน้อย ดึงแขนออกจากมือของจินเม่ยอย่างนุ่มนวล กำลังจะพูด แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรออกมา แขนอีกข้างก็ถูกรั้งไว้ด้วยมือเล็กๆที่มีความนุ่มนิ่ม จับแขนแกร่งของเขาไว้แน่น
หลี่หนิงเซียนเดินเข้ามาใกล้กงชุน พร้อมจับแขนแกร่งของชายหนุ่มไว้ แล้วเงยหน้ามองจินเม่ยอย่างไม่สบอารมณ์ ว่าจะไม่สนใจแล้วก็ยังจะตามมาวุ่นวายอยู่ได้
“ฉันก็แค่มาหาสามีของฉัน อยากพูดคุยกันตามประสาสามีภรรยา ไม่ได้มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเธอเสียหน่อย” หลี่หนิงเซียนพูดพร้อมขยับตัวเข้าไปใกล้กงชุนมากขึ้น
“หลี่หนิงเซียนเธอหน้าด้าน! นี่มันที่ส่วนรวมนะ ยังจะมาทำตัวไม่สนใจรักษาหน้าตาแบบนี้ อายคนอื่นเขาบ้างสิ!” จินเม่ยโมโหจนแทบจะกระอักเลือดออกมา แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้…
บทที่ 22: สามีภรรยารักกันดี
ชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์อยู่โดยรอบต่างเบิกตากว้าง แสดงสีหน้าตกตะลึง กับการกระทำที่เกินคาดเดาของหลี่หนิงเซียน ทำไมจู่ๆ วันนี้ถึงได้แสดงความสนิทสนมกับกงชุนแบบนี้ ทั้งที่ปกติแล้วหลี่หนิงเซียนไม่เคยมาสนใจอะไรกงชุน
หลี่หนิงเซียนเห็นสายตาตะลึงงันของทุกคน ตอนแรกเธอคิดแค่จะยั่วโมโหจินเม่ยเล่นๆ จึงใกล้ชิดกับกงชุนแบบนี้ แต่พอเจอสายตามองมาหลายๆคู่เข้าใบหน้าของหลี่หนิงเซียนเริ่มเห่อร้อนขึ้น
แต่เพียงไม่นาน เธอก็ตั้งสติได้ กระแอมไอเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก ไม่สนใจสีหน้าของชายหนุ่มข้างกาย ฉีกยิ้มหวานพูดขึ้นว่า
“ฉันก็แค่โอบแขนสามีของฉันผิดตรงไหน? นี่แสดงว่าพวกเรารักกันต่างหากล่ะ! ไม่ใช่คนอื่น ที่ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่พี่น้อง ก็ยังจะมาวนเวียนอยู่ใกล้ๆผู้ชายที่แต่งงานแล้ว แบบนั้นสิถึงจะเรียกไม่เหมาะสม!” หลี่หนิงเซียนพูดพร้อมแขวะจินเม่ยไปด้วย
เธอก็แค่โอบแขนผู้ชายของเธอ ไม่ได้ไปแตะเนื้อต้องตัวผู้ชายแปลกหน้าสักหน่อย จะตกใจอะไรกันนักกันหนา จินเม่ยเถียงอะไรไม่ออกได้แต่ยืนนิ่งอย่างเจ็บใจ ส่วนคนที่มามุงดูเหตุการณ์ก็พากันทำท่าทางเข้าใจ
“ก็จริงอย่างเธอว่า คนเขาเป็นผัวเมียกัน แต่งงานกันแล้ว จะสนิทสนมกันหน่อยก็ถูกของเธอ”
“นั่น เป็นครอบครัวเดียวกัน ภรรยาจะจูงสามีไปไหนก็ไม่เห็นแปลก”
“สามีภรรยารักกันดีนับว่าน่าชื่นชม” ชาวบ้านต่างพากันซุบซิบนินทา เสียงพูดคุยดังขึ้นเรื่อยๆ
แต่ละประโยคล้วนทำให้ใบหน้าของจินเม่ยซีดเผือดลง ทำไม… ทำไมแค่เพียงแค่สองวัน พี่กงชุนกับหลี่หนิงเซียน ถึงได้กลายเป็นสามีภรรยาที่ดูรักกันไปแล้ว เธอจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น
“เมื่อวานหลี่หนิงเซียนยังบอกว่าจะหย่ากับพี่กงชุนไม่ใช่เหรอ! ทำไมวันนี้ถึง…”
“ฉันก็อยากหย่านะ แต่สามีฉันนะสิไม่ยอม เขายังไม่อยากหย่า ฉันก็ทำอะไรไม่ได้ วันนี้ถึงได้มาหาเขา เราจะได้ลองคุยกันอีกที นี่ล่าสุดเขาจะตามไปอยู่กับฉันที่บ้านคุณปู่ด้วยนะ” หลี่หนิงเซียนถอนหายใจ เหมือนเรื่องนี้ทำเธอลำบากใจไม่น้อย ก่อนจะแอบหันยิ้มเยาะใส่จินเม่ย ที่ตอนนี้โมโหจนแทบจะคลั่งอยู่แล้ว ช่างน่าสงสารเสียจริง
“อย่างนี้ก็คงไม่ต้องหย่าแล้วมั้ง”
“กระทบกระทั่งกันเป็นเรื่องปกติ กลับมารักกันได้ก็ดีแล้ว” เสียงชาวบ้านที่อยู่โดยรอบ พากันพูดไปต่างๆนานา เธอจึงยกยิ้มมุมปาก ชาวบ้านช่างย้ายข้างได้ตามสถานการณ์จริงๆ เมื่อก่อนเข้าข้างจินเม่ย วันนี้เข้าข้างเธอ
ด้านกงชุนที่โดนหลี่หนิงเซียนลาก เขาเดินตามโดยไม่พูดอะไร ทำเพียงมองหญิงสาวด้วยแววตาเรียบเฉย ผู้หญิงคนนี้…ช่างรู้จักฉวยโอกาสจริงๆ เห็นว่าห้ามเขาไปค้างที่บ้านไม่ได้ เลยอาศัยจังหวะนี้ ตั้งใจทำให้จินเม่ยโมโหเล่นๆแบบนี้ ช่าง…เจ้าเล่ห์นัก!
หลี่หนิงเซียนลากแขนแกร่งของชายหนุ่มไปตามทางเดินเล็กๆบนคันนา ยังมีเรื่องที่ต้องคุยกันตามลำพัง ไม่ควรเสียเวลาอยู่ตรงนี้นานๆ แต่ก่อนไปเธอขอหาค่าตอบแทน ที่ทำให้เธอเสียเวลาอยู่ตรงนี้สักหน่อยแล้วกัน
“ฉันบอกแล้วไงที่รัก ในเมื่อคุณยืนกรานจะไม่ยอมหย่า ฉันก็จำใจต้องอยู่กับคุณต่อไป แต่คุณก็ช่วยทำตัวให้มันดีๆหน่อย อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงคนอื่น รักษาหน้าตาฉันบ้างก็ได้” หลี่หนิงเซียนพูดพร้อมหันไปยกยิ้มให้จินเม่ยส่งท้าย เธอยึดหลัก ใครทำให้เธอไม่สบายใจ เธอก็จะทำให้คนคนนั้นไม่สบายใจยิ่งกว่า
หลี่หนิงเซียนหันกลับมา ออกแรงลากแขนแกร่งของกงชุนให้เดินต่อ จนไม่ทันได้สังเกตเห็นแววตาสนุกสนาน ที่ปรากฏขึ้นในดวงตาคมของชายหนุ่ม
“เธอ…” จินเม่ยโมโหจนกระทืบเท้า เธอทำได้แค่มองหลี่หนิงเซียนลากแขนกงชุนออกไป เธอทำอะไรไม่ได้เลย มันน่าเจ็บใจยิ่งนักที่ตรงนั้น ควรเป็นที่ของเธอ แต่กลับถูกหลี่หนิงเซียนแย่งชิงไป
หลี่หนิงเซียนไม่สนใจสายตาของคนที่มองตามมา ลากแขนกงชุนมาถึงปลายนาที่มีต้นขึ้นรกๆอย่างรวดเร็ว เมื่อมองดูแล้วไม่มีคน เธอก็รีบปล่อยมือที่จับแขนกงชุนออก
“กงชุนฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณหน่อย” กงชุนรู้สึกได้ถึงสัมผัสอุ่นร้อนจากมือเล็กๆที่หายไป กลับรู้สึกโหวงเหวงอย่างประหลาด แต่เขาก็รีบสลัดความรู้สึกแปลกประหลาดนี้ทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
“มีอะไรก็พูดมา” น้ำเสียงทุ้มต่ำพูดอย่างเย็นชา แววตาคมกล้าจ้องมองหลี่หนิงเซียนนิ่ง เขากำลังรอดูว่าเธอต้องการอะไร ถึงได้ลากเขาออกมาแบบนี้
หลี่หนิงเซียนรู้สึกเหมือนตัวเธอ ถูกจ้องมองอย่างกดดันจากแววตาคู่นั้นจนเธอรู้สึกกระดากใจนิดหน่อยที่พูดเรื่องที่ตั้งใจ เธอจึงพูดอย่างตะกุกตะกัก
“ฉัน…ฉันอยากจะขอยืมเงินนายหน่อย” เธอพูดออกไปพลางก้มหน้าอย่างละอายใจ
กงชุนมองหลี่หนิงเซียนด้วยแววตาประหลาดใจ เขาไม่ได้คิดเลยว่าเธอจะมาขอยืมเงินเขา ก่อนหน้านี้เธอก็เคยมาขอเงินเขา แต่ทุกครั้งที่หลี่หนิงเซียนพูดเรื่องเงินกับเขา ล้วนแต่เป็นการรีดไถ เอาเปรียบเขาทั้งนั้น ไม่ให้ก็อาละวาดโวยวาย ผิดกับครั้งนี้ที่ดูสงบเสงี่ยมเกรงใจ
หลี่หนิงเซียนเห็นท่าทางของกงชุน ก็คิดว่าเขาจะเข้าใจเจตนาเธอผิด รีบอธิบายอย่างร้อนรน
“ครั้งนี้ เป็นการขอยืมนะ! ไม่ใช่การขอเฉยๆเหมือนที่ผ่านมา นายเชื่อใจได้ พอฉันหาเงินได้ ฉันจะรีบคืนให้ทันที” แค่เอาแป้งสาลีมาสิบกิโลกรัม ไม่นายก็ต้องมาขอยืมเงินเขาอีก ช่างน่าอับอายจริงๆ
แต่เธอก็คิดได้ ในเมื่อรับแป้งสาลีจากบ้านเขามาแล้ว อับอายไปแล้ว ก็ไม่กลัวที่จะต้องอับอายมากกว่านี้อีก เธอก็แค่หาทางชดเชยให้เขาเพิ่มทีหลังก็ได้ ยังไงเธอก็คิดจะตอบแทนเขาอยู่แล้ว
หลี่หนิงเซียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายแววขอร้อง แต่กลับพบว่าสีหน้าของกงชุนเย็นชาลง หลังจากที่เธอพูดจบ ความหวังเล็กๆที่เพิ่งจะผุดขึ้นในใจ ก็ค่อยๆมอดดับลง ใบหน้าที่เงยขึ้น ก็ค่อยๆก้มลงอีกครั้ง เขาคงไม่ให้เธอยืมแน่
เธอรู้สึกเหมือนถูกสายตาทิ่มแทง มือที่กำชายเสื้อแน่นขึ้นจนเหงื่อซึม เธอเงยหน้าขึ้นอย่างร้อนรน กลัวว่ากงชุนจะมองเธอด้วยสายตาตัดสินว่าเธอเป็นแบบเดิมในอดีต
กงชุนมองไปที่หลี่หนิงเซียนด้วยแววตาที่อยากจะคาดเดา ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“จะเอาเงินไปทำไม”
“ฉัน…” แต่คำพูดของเธอกลับติดอยู่ในลำคอ เธอไม่กล้าบอกความจริงกับเขา เธอไม่อยากให้เขารู้ว่าเธอเอาเงินไปทำอะไร แม้ว่าตอนนี้จะเป็นช่วงปลายยุค70แล้ว ผู้คนสามารถซื้อขายในตลาดที่กำหนดได้ แต่เธอก็ยังไม่กล้าบอกใครในสิ่งที่เธอจะทำ
กงชุนเป็นคนช่างสังเกตและรอบคอบ การกระทำที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของเธอในช่วงสองวันที่ผ่านมา เขาต้องสงสัยแน่ ถ้าเธอตอบไม่ดีเขาก็จะไม่อยากให้เงินเธอ
“ฉันจะเอาไปทำธุระส่วนตัวนิดหน่อย” หลี่หนิงเซียนพูดเสียงอ่อน เธอคว้าแขนของกงชุนอย่างร้อนรน “ฉันไม่ได้จะเอาไปกินเฉยๆนะ เชื่อใจฉันเถอะ! เงินนี้ฉันยืมคุณ ฉันจะคืนให้แน่นอน!”
“เมื่อเธอไม่ยอมพูดความจริง นั่นแสดงว่าความจริงใจในการขอยืมเงินยังไม่มากพอ” สีหน้าของกงชุนเย็นชาลงจบคำพูด เขาก็หมุนตัวเตรียมเดินจากไป ทิ้งให้หลี่หนิงเซียนยืนกำมือแน่นด้วยความรู้สึกหลากหลาย
หลี่หนิงเซียนรู้ดีว่า ถ้าวันนี้เธอไม่ให้คำอธิบายกับกงชุน ชายคนนี้ไม่มีทางให้เธอยืมเงินแน่ เธออยากจะวิ่งหนีไปให้พ้นๆ ไม่อยากรู้สึกอับอายไปมากกว่านี้ แต่ในใจเธอก็รู้ดีว่านอกจากกงชุนแล้ว คงไม่มีใครให้เธอยืมเงินอีก
ตอนนี้ที่บ้านแทบไม่มีอะไรจะกิน คุณปู่ต้องทนรับความอับอายมากมายเพื่อเธอ เธอต้องพยายามตอบแทนคุณปู่บ้าง หลี่หนิงเซียนสูดหายใจเข้าลึกๆกัดฟันพูดออกไป
“ฉันจะไปหาตงเหวิน!” กงชุนหยุดเดิน เขาหันกลับมามองเธอ ด้วยสายตาที่เย็นชาลงกว่าเดิม
บทที่ 23: แลกเปลี่ยนกันอย่างยุติธรรม
“เธอขอเงินฉันเพื่อไปพบตงเหวินเนี่ยนะ” เสียงของเขาเยียบเย็น “หลี่หนิงเซียน เธอนี่ทำอะไรเกินเยียวยาแล้วนะ”
หลี่หนิงเซียนเห็นกงชุนพูดจบ ก็เตรียมจะเดินจากไป เธอจึงรีบวิ่งไปขวางเขาไว้ จะปล่อยให้เขาเดินจากไปแบบนี้ไม่ได้
“รอก่อน! คุณช่วยฟังฉันพูดให้จบก่อนไม่ได้หรือไง!”
“งั้นก็พูดมาให้จบ” กงชุนหันมาเผชิญหน้ากับหลี่หนิงเซียนอีกครั้ง เขาเองก็อยากรู้ว่าเธอจะพูดอะไรต่อ
“ที่ฉันจะไปหาตงเหวิน ก็เพราะอยากจะคุยกับเขาให้ชัดเจน!” เธอพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ฉันเคยเอาเงินเขามาครั้งหนึ่ง ตอนนี้ฉันอยากจะคืนเขา! เพราะฉันอยากจะตัดขาดจากเขา หลังจากนี้จะได้ไม่ติดค้างอะไรกัน และไม่ต้องติดต่อกันอีก นั่นเป็นเหตุผลที่ฉันมาขอยืมเงินคุณ!”
หลี่หนิงเซียนก็ไม่คิดว่าตัวเองจะกล้าโกหกออกมาขนาดนี้ แต่เธอก็ไม่รู้จะหาอะไรมาเป็นข้ออ้างนอกจากเรื่องนี้ หวังว่ากงชุนจะเชื่อคำพูดของเธอ แล้วยอมใจอ่อนให้เธอยืมเงิน
“แต่เมื่อเช้าเธอยังบอกว่าเขากับเธอเป็นรักแท้อยู่เลยนะ และยืนกรานจะหย่าเพื่อจะได้ไปอยู่กับเขา”
ความผิดพลาดของเธอ คือการที่เธอเอาแต่คิดแก้ตัวไปตามสถานการณ์ แล้วยังลืมสิ่งที่ตัวเองพูดไปก่อนหน้าอีก หลี่หนิงเซียนรู้ว่าตอนนี้เธอจะอธิบายอย่างไร ก็ไม่สามารถลบล้างสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้แล้ว
“แล้วคุณไม่ได้บอกว่าจะมาอยู่ที่บ้านฉันหรอกเหรอ? งั้นคุณก็ไม่ควรอยู่โดยไม่ช่วยอะไรนะ เราควรมาแลกเปลี่ยนกันอย่างยุติธรรมดีกว่า!”
กงชุนจ้องมองเธอ หลี่หนิงเซียนผู้หญิงคนนี้ช่างลื่นไหลไปตามสถานการณ์จริงๆ และพูดอย่างเยาะเย้ย
“การแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรมของเธอ คือการที่ฉันให้เธอยืมเงินเพื่อไปหาชายชู้งั้นเหรอ?”
“ชายชู้อะไรกัน ฉันบอกแล้วว่าจะไปตัดขาดกับเขาต่างหาก!” ใบหน้าของหลี่หนิงเซียนแดงก่ำด้วยความโกรธ เธอไม่เคยต้องมาอธิบายเรื่องแบบนี้กับใครมาก่อน ตัวเธอในชีวิตก่อนไม่มีแม้แต่คนรัก แต่ร่างนี้ดันมีชายชู้ คิดแล้วเธอก็ท้อใจไม่น้อย
“ฉันจะเชื่อคนแบบเธอได้มากแค่ไหน”
“คุณรอดูก็ได้ฉันไม่โกหกแน่นอน อีกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแป้งหรือเงินที่ฉันยืมจากบ้านคุณ ฉันจะคืนให้คุณในภายหลังแน่ๆ! ให้ฉันจ่ายดอกเบี้ยก็ได้! แล้วคุณยังสามารถมาอาศัยกินอยู่ที่บ้านฉันได้ ในตอนที่ฉันยังต้องการความช่วยเหลือจากคุณ โดยที่คุณไม่ได้เสียเปรียบอะไรเลยนะ!”
หลี่หนิงเซียนมองเขาด้วยแววตาจริงจัง เธอกำลังต่อรองกับเขา โดยที่ตัวเธอเองไม่ได้มีความน่าเชื่อถืออยู่เลยแม้แต่น้อย
“ขอคิดดูก่อน”
“งั้นฉันมีข้อเสนอเพิ่ม”
“หือ?” กงชุนมองหลี่หนิงเซียนด้วยความสงสัน ก่อนจะรอฟังสิ่งที่เธอจะพูด
“การซ่อมบ้านของคุณต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งเดือน ในช่วงนี้ฉันจะซักผ้า ทำความสะอาดห้อง ทำอาหารให้คุณทุกวัน ส่วนเรื่องเงิน ฉันจะเซ็นสัญญาลูกหนี้ให้” ยิ่งพูดใบหน้าของหลี่หนิงเซียนก็ยิ่งแดง เธอไม่เคยต้องตกต่ำถึงขนาดนี้มาก่อน เพื่อเงินแล้ว เธอต้องยอมขายหน้าขนาดนี้เลยเหรอ?
กงชุนมองดูท่าทางของหลี่หนิงเซียน ดวงตาคู่นั้นที่เคยฉายแววความโลภ และเจ้าเล่ห์ ตอนนี้กลับไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลยอยู่เลย มันหายไปหมดสิ้น และถูกแทนที่ด้วยแววตาที่มีความมุ่งมั่น ละอายใจ ทำให้คนมองเห็นอารมณ์ที่แท้จริงในดวงตาของเธอได้ในทันที
“ก็ได้ เธอจะยืมเท่าไหร่”
“ขอยืมสักยี่สิบหยวนได้ไหม” เธอไม่รู้ว่าเขามีเงินมากแค่ไหน แต่เธอจำเป็นต้องยืมไว้สำรอง เพราะการขายของต้องใช้ทุนค่อนข้างมาก และเงินจำนวนยี่สิบหยวนในยุคนี้ก็ถือว่าเป็นเงินจำนวนมาก
“ได้ แต่นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะให้เงินเธอ”
“ขอบคุณ ฉันจะใช้คืนคุณไม่ให้ขาดแม้แต่หยวนเดียว”
“ฉันจะยังไม่ให้เธอตอนนี้ ขอดูพฤติกรรมก่อนว่าเธอจะทำได้อย่างที่พูดไหม”
“นานแค่ไหน”
“อยู่ที่ตัวเธอ” หลี่หนิงเซียนได้ฟังคำตอบเธอก็ยอมรับได้ เพราะเธอเชื่อว่าตัวเองจะทำให้เขาเห็นได้ในเวลาไม่นาน
“งั้นคุณเตรียมเงินไว้ให้ฉันยืมได้เลย”
“เธอก็ทำให้ได้อย่างที่พูดก็แล้วกัน”
“ตกลงตามนี้ งั้นฉันขอตัว” พูดจบหลี่หนิงเซียนก็หันหลังเดินกลับบ้านทันที
กงชุนมองร่างของหลี่หนิงที่เดินจากไปด้วยความตื่นเต้น ดวงตาคมกริบมองตามอย่างพิจารณาคนที่เดินจากไป เดิมทีเขาตั้งใจไปพักที่บ้านตระกูลหลี่เพื่อจับตาดูเธอเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าหลี่หนิงเซียนน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ เธอให้ความรู้สึกเหมือนปริศนาที่เขาอยากไขคำตอบ
พอหลี่หนิงเซียนหายไปจากสายตา เขาก็เดินกลับไปที่ทุ่งนาเพื่อทำงานในนาต่อ จนตกเย็น เขาก็แวะไปเอาของที่บ้านตัวเอง แล้วมาที่บ้านตระกูลหลี่ พอเข้ามาในบ้านก็ได้ยินเสียงของหลี่หนิงเซียน
“คุณกลับมาแล้วเหรอ? รีบล้างมือแล้วมากินข้าวเถอะ!” หลี่หนิงเซียนพูดขึ้นอย่างกระตือรือร้น เธอตั้งใจทำให้กงชุนประทับใจ เพื่อเงินยี่สิบหยวนที่กำลังจะได้ จึงอยากให้เขาเห็นตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้ามาในบ้าน
กงชุนเดินเข้ามาใกล้ เห็นหลี่หนิงเซียนกำลังเทน้ำลงในอ่างล้างหน้า พร้อมผ้าขนหนูที่ดูใหม่เหมือนพึ่งซื้อ เขานิ่วหน้าเล็กน้อย แล้วถามขึ้น
“ซื้อใหม่เหรอ?” เงินเขาก็ยังไม่ได้ให้ แต่เธอกลับใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายแล้ว แบบนี้เขาจะไว้ใจให้เธอยืมเงินจำนวนมากขนาดนั้นได้ยังไง แล้วเธอจะเอาไปหาเงินจากไหนมาคืนกันนะ
“นี่เป็นผ้าขนหนูที่คุณปู่เก็บไว้ ไม่เคยนำใช้นะ พอได้ยินว่าคุณจะมา คุณปู่ก็ให้ฉันเอาออกมาให้คุณไว้ใช้”
ความจริงแล้ว เธอต่างหากที่ไปขอผ้าผืนนี้มาจากคุณปู่เอง เพราะเห็นว่ากงชุนจะมาพักด้วย แล้วคุณปู่ก็เชื่อใจเขา มองเขาว่าเป็นคนที่จะฝากชีวิตหลานสาวแบบเธอไว้ได้ คุณปู่จึงยอมควักผ้าขนหนูผืนใหม่เอี่ยมจากหีบออกมาให้เธอ
“อือ” กงชุนพยักหน้า เขาเข้าใจแล้วว่าเป็นของใช้ส่วนตัวที่คุณปู่ได้รับตอนเป็นทหาร สีหน้าจึงผ่อนคลายลง เขาเดินไปล้างมือจนเสร็จ แล้วเลือกที่จะไม่ใช้ผ้าขนหนูผืนใหม่ที่หลี่หนิงเซียนเตรียมไว้
“เอาผ้าขนหนูของเธอมาสิ”
“หา?” หลี่หนิงเซียนทำหน้างง กับคำพูดของกงชุน พอเขาเห็นสีหน้าเธอ เลยเลือกที่จะพูดอธิบายเพิ่ม
“ฉันไม่ใช้ผืนนี้ เอาของเธอมา นี่เป็นของที่ระลึกจากสนามรบของคุณปู่ เธอ ควรเก็บรักษาไว้” หลี่หนิงเซียนได้ฟังเขาพูด ก็ตัดสินใจหยิบผ้าเช็ดมือผืนเล็กที่ใช้เป็นประจำส่งให้เขา
กงชุนรับมา มองผ้าเช็ดมือสีขาวสะอาด แล้วชวนให้นึกถึงผ้าปูที่นอน และปลอกหมอนที่ตากอยู่เต็มลานบ้าน ตอนที่เขามาที่บ้านตระกูลหลี่เพื่อขอโทษเธอ เขามองหลี่หนิงเซียนด้วยแววตาแปลกใจอีกครั้ง
ถ้าตัดอคติที่เขาเคยมีกับเธอก่อนหน้านี้ออกไป เธอในตอนนี้ราวกับไม่ใช่หลี่หนิงเซียนคนเดิม เธอเปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคน ไม่สกปรกมอมแมม เกียจคร้าน เอาแต่ใจอีกแล้ว
เหลือเพียงหลี่หนิงเซียนที่มีความมุ่งมั่น และดูเหมือนจะสะอาดสะอ้านขึ้น หรือว่าเธอจะไม่ใช่หลี่หนิงเซียนตัวจริงแบบที่เขาสงสัย แต่ถ้าไม่ใช่แล้วเธอเป็นใครกันแน่?
“ฉันเตรียมมื้อเย็นไว้ด้วย เป็นผัดผักกับมันฝรั่งบด” เธอทำผัดผัก จากผักที่เก็บมาจากเขาเมื่อเช้า แล้วนำมันฝรั่งมานิ่งก่อนบดแทนข้าว ตอนนี้บ้านของเธอยังไม่มีข้าว จึงต้องกินแต่มันฝรั่งแทนไปก่อน
“อือ”
“แล้วก็ห้องนายอยู่ซ้ายมือนะ ฉันทำความสะอาดไว้ให้แล้ว”
“เธอทำความสะอาดเอง?”
“ใช่สิ ฉันไม่ทำคุณจะให้คุณปู่ทำหรือไง”
“ฉันก็แค่แปลกใจ”
บทที่ 24: ราวกับสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิ
“คุณปู่ของฉันทานอาหารแล้ว ตอนนี้ก็ได้เวลาคุณปู่เลยเข้านอน พวกเราทานข้างนอกกันเถอะ” เธอบอกพลางเดินไปยกอาหารวางที่โต๊ะไม้เก่าๆ ด้านนอกบริเวณชานบ้านด้านหลัง
บ้านของหลี่หนิงเซียนมีลานเล็กๆอยู่ด้านหลัง ตรงนั้นจะมีโต๊ะหนึ่งตัว และเก้าอี้ไม้สองตัว ที่ใช้งานมานานหลายปีตั้งอยู่ตรงชานบ้าน และมีต้นแอปเปิลขนาดใหญ่ที่ให้ร่มเงาดูร่มรื่น ด้านบริเวณพื้นที่น้อยๆ มีแปลงผักที่ถูกปล่อยจนร้าง กับอุปกรณ์ทำสวนเก่าๆนิดหน่อย
“ไม่รอพี่ชายเธอเหรอ” กงชุนถามขึ้น
“พี่ชายฉันออกไปทำงาน แล้วก็ไม่รู้ว่าไปที่ไหน หายไปไม่เคยติดต่อกลับมาอีกเลย” หลี่หนิงเซียนตอบพลางวางชามใบใหญ่ลงตรงหน้าเขา
กงชุนนั่งลง มองดูชามใบใหญ่ที่มีกลิ่นหอมลอยออกมา เป็นของเหลวข้นๆสีเหลืองอ่อน เขาขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
“นี่คืออะไร” เขาถามอย่างสงสัย ดูแปลกประหลาดมาก
“นี่คือมันบดที่ฉันทำเอง คุณลองชิมดูสิ แม้ว่าหน้าตาจะไม่ค่อยดี แต่รสชาติก็ไม่เลวเลยนะ”
“ทำไมไม่ทำอาหารจากแป้งที่ยืมมาละ” เขาถามอย่างแปลกใจ เขารู้ดีว่าปกติแล้วหลี่หนิงเซียนชอบกินแต่ข้าว และแป้งสาลี แทบไม่กินธัญพืชเลย ยิ่งกับมันฝรั่ง และมันเทศที่ชาวบ้านใช้ประทังความหิว เธอไม่แตะต้องเลยด้วยซ้ำ
“ฉันไม่กล้ากินแป้งสาลี ว่าจะเอาไว้ต้มเกี๊ยวน้ำให้คุณปู่เท่านั้น มันช่วยย่อยอาหาร เดี๋ยวพอฐานะดีขึ้น ฉันจะทำอย่างอื่นให้คุณกิน ส่วนมันฝรั่งบดนี่ ฉันปรุงรสมาเป็นพิเศษ ลองชิมดูสิ”
“ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น”
“อ๋อ” หลี่หนิงเซียนพยักหน้า ไม่สำคัญหรอก ว่าเขาหมายความถึงอะไร ขอแค่อย่ามาขอกินแป้งสาลีก็พอแล้ว
กงชุนเห็นหลี่หนิงเซียนไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม จึงก้มลงตักอาหารเข้าปาก หลี่หนิงเซียนเมื่อเห็นกงชุนตักมันฝรั่งบดเข้าปาก ก็จ้องมด้วยสายตาที่คาดหวัง ก่อนคำพูดจากปากของเขาจะทำให้เธอหลุดยิ้มออกมา
“รสชาติดี” กงชุนมองดวงตาที่เป็นประกายสดใส และมองรอยยิ้มที่มุมปากของคนตรงข้าม ที่ดูราวกับสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิ หัวใจของเขาเหมือนถูกอะไรบางอย่างกระตุกเบาๆให้เต้นผิดจังหวะ
แม้จะเป็นใบหน้าเหมือนเดิมที่เคยเห็น พอตอนนี้กลับทำให้เขารู้สึกว่ามีความแตกต่างจากเดิม หลี่หนิงเซียนก่อนหน้าให้ความรู้สึกไม่น่าเข้าใกล้ เหมือนเธอเป็นกองไฟที่ร้อนแรง เมื่อใครเข้าใกล้ก็หาความสงบไม่ได้
แต่หลี่หนิงเซียนตรงหน้าเขา กับให้ความรู้สึกเหมือนสายน้ำที่นิ่งสงบ เป็นประกายระยิบระยับ ยามอยู่ใกล้ให้ความรู้สึกสงบสบายใจ แม้ในบางที่เธอจะเหมือนเป็นน้ำลึกที่ให้คนดำดิ่งลงไปค้นหาก็ตามที
พอคิดถึงสายน้ำก็ทำให้เขาคิดขึ้นมาได้ว่า หลี่หนิงเซียนดูแปลกไป หลังจากช่วงเวลาที่เขาช่วยเธอขึ้นมาจากน้ำ หรือเธอจะได้รับการกระทบกระเทือนอะไรจากภายใน
กงชุนชะงัก รู้สึกแปลกใจกับความคิดของตัวเอง จากนั้นเขาก็สลัดความคิดนี้ทิ้ง ก้มหน้าลงมองจานอาหาร แล้วตั้งใจกินต่อ ส่วนหลี่หนิงเซียนก็ก้มหน้ากินมันบดชามเล็กๆของตัวเองบ้าง
“กินไม่ได้หรือ?” กงชุนมองปริมาณอาหารที่ดูน้อยกว่าของเขา จึงรู้สึกแปลกใจ
“ไม่ใช่หรอก ฉันต้องกินอาหารแต่พอดี กินมากไปในมื้อเย็นก็ไม่ดีดีอะไร ไปเน้นมากในมื้อเช้าดีกว่า”
“เธอกำลังทำอะไร”
“ก็ดูแลสุขภาพให้ดีขึ้นไง ผอมแห้งแบบนี้ทำอะไรนิดหน่อยก็เหนื่อยแล้ว แต่จะกินมากไปก็ไม่ได้เดี๋ยวอ้วนเกินไปก็ต้องมาลด ดังนั้นฉันจึงคุมให้ทุกอย่างอยู่ในความพอดี”
กงชุนฟังหลี่หนิงเซียนพูดก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ ปกติแล้วหลี่หนิงเซียนจะกินนแค่อาหารดีๆแพงๆเท่านั้น และเลือกกินค่อนข้างมาก แต่ตอนนี้กลับดูเธอกินง่ายขึ้น กับมันฝรั่งก็ยอมกิน
หลังกินข้าวเสร็จ ตอนที่กงชุนลุกขึ้นจะช่วยเก็บล้าง หลี่หนิงเซียนก็รีบแย่งชามในมือเขามา
“ฉันจะเก็บเอง คุณไปพักผ่อนเถอะ” หลี่หนิงเซียนล้างจานชาม อย่างคล่องแคล่ว จัดวางให้เรียบร้อย แล้วก็พบว่ากงชุนยืนอยู่ไม่ได้ขยับไปไหน เขามองเธอด้วยสายตาพิจารณา ทำให้เธอรู้สึกอึดอัด แต่เธอก็ไม่อาจให้แขกล้างจานได้
กงชุนไม่ได้สนใจความอึดอัดของหลี่หนิงเซียน แต่กลับล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบเงินยี่สิบหยวนวางลงบนโต๊ะใกล้จุดที่เธอล้างจานอยู่
“นี่เงินที่เธอขอ อย่าใช้สุรุ่ยสุร่าย” เขากำชับเพียงประโยคเดียวก่อนเดินไปเข้าห้อง
หลี่หนิงเซียนให้เขาพักในห้องของพี่ชายเธอ แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือการเปลี่ยนแปลงของหลี่หนิงเซียนในตอนนี้ เธอทำงานขยันขันแข็ง และคล่องแคล่ว แตกต่างจากท่าทางที่ไม่เคยแตะต้องงานบ้านในอดีตมาก
เธอยังตระหนักถึงสุขภาพของตัวเอง ยอมกินอาหารเพื่อมีชีวิต มากกว่ามานั่งเรื่องมาก นี่ยังเป็นหลี่หนิงเซียนคนเดิมที่เขารู้จักอยู่ใช่ไหม แต่ตอนกินข้าว เขาก็นั่งสังเกตเธอ
เขาแน่ใจว่าไม่มีการสวมรอยใดๆบนตัวเธอเลย ที่แปลกใจก็เพียงรู้สึกว่าเป็นไปได้หรือที่คนๆหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงนิสัยไปได้อย่างราดเร็วขนาดนี้? ทำไมเธอถึงกลายเป็นแบบนี้ เพราะอะไร
กงชุนนอนลงบนเตียง ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ เมื่อหลับตาลง ภาพที่ปรากฏในหัว คือใบหน้าแดงก่ำ และจมูกมีเหงื่อซึมของหลี่หนิงเซียน ตอนที่มาขอยืมเงินเขาในตอนบ่าย เสียงล้างจานของหลี่หนิงเซียน จากด้านนอกทำให้หัวใจของเขาไม่อาจสงบลงได้โดยไม่มีเหตุผล
ดวงตะวันโผล่ขึ้นมาบนฟากฟ้า เป็นสัญญาณการมาถึงของเช้าวันใหม่ เสียงเปิดประตูเบาๆ ดังขึ้นปลุกกงชุนให้ตื่นจากห้วงนิทรา เขาลืมตาขึ้นมาอย่างแปลกใจตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เช้ามาก หลี่หนิงเซียนตื่นขึ้นมาทำไม
เขาเงียบเสียงฟัง ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้า ที่เบาจนแทบจะไม่ได้ยิน ทำไมต้องทำตัวลับๆล่อๆในตอนเช้า หรือเธอจะแอบไปนัดพบใคร เมื่อคิดแบบนั้นเขาก็รีบลุกขึ้นแต่งตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินตามเสียงฝีเท้านั้นออกไปอย่างเงียบเชียบ
หลี่หนิงเซียนก้าวเดินอย่างรวดเร็ว เธอเริ่มต้นด้วยการเดินรอบหมู่บ้านบนถนนราบหนึ่งรอบ จากนั้นจึงเปลี่ยนไปเดินขึ้นเขา อากาศยามเช้าสดชื่นอย่างยิ่ง เธอจึงทรุดตัวลงบนก้อนหินใหญ่ที่เคยใช้นั่งพักเมื่อวาน
แสงแดดยามเช้า สาดส่องกระทบใบหน้าของหลี่หนิงเซียนที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ร่างกายของเธอเปล่งประกาย เต็มไปด้วยพลังชีวิต ภาพความทรงจำเมื่อวานก็ผุดขึ้นมาในหัว คำพูดที่เธอแอบได้ยินแว่วๆ ยังคงก้องอยู่ในหู…กงชุนถูกส่งมาจากกองทัพให้มาสืบ สืบอะไรกันนะ? แล้วเขากำลังทำอะไรอยู่กันแน่? ที่สำคัญชายหญิงสองนั้นเป็นใคร ทำไมถ้ากงชุนจับได้พวกเขาจะตาย
ณ มุมหนึ่งของป่า ห่างออกไปไม่ไกล กงชุนยืนพิงต้นไม้ใหญ่ ปล่อยให้ลมเย็นๆพัดผ่านร่างกาย หยาดเหงื่อค่อยๆผุดขึ้นบนใบหน้าคมคาย ดวงตาคมกริบจับจ้องไปที่หลี่หนิงเซียน เธอกำลังนั่งพักอยู่บนก้อนหิน สายตาของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย
เมื่อคืนนี้ เขาเห็นหลี่หนิงเซียนวิ่งขึ้นลงเขา และเช้านี้เธอก็ยังคงออกกำลังกาย เธอดูมีความตั้งใจในการดูแลสุขภาพที่แน่วแน่ มองดูเหงื่อที่ไหลทั่วตัว… ดูเหมือนว่าหลี่หนิงเซียนกำลังตั้งใจดูแลตัวเองจริงๆ! หรือว่าเขาคิดมากไปเอง?
พอพักจนหายเหนื่อยแล้ว หลี่หนิงเซียนเดินเข้าไปในป่าลึกขึ้น มุ่งตรงไปยังจุดหมายที่เธอเล็งไว้ ตั้งแต่ตอนวิ่งออกกำลังกาย เธอลงมือเก็บเห็ดจำนวนมากไว้จนเต็มอ้อมแขน
กงชุนมองดูหลี่หนิงเซียนอย่างสนใจ เห็นเธอหอบเห็ดลงไปจากเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่ง ผู้หญิงคนนี้ช่างเป็นคนช่างสังเกตจริงๆ น่าจะสังเกต และจดจำตำแหน่งของเห็ด ตั้งแต่ตอนวิ่งออกกำลังกาย พอถึงเวลากลับก็เดินตรงมาเก็บเลย
หลี่หนิงเซียนรีบร้อนกลับบ้าน ตักน้ำขึ้นมาล้างหน้าล้างตัวอย่างสบายใจ ร่างกายที่อ่อนแอของเธอ ขยับเพียงเล็กน้อยก็มีเหงื่อไหลซึมออกมา หลังจากออกกำลังกายมาเป็นชั่วโมง เหงื่อก็ไหลท่วมตัวราวกับอาบน้ำ
บทที่ 25: แผนการขาย
หลังอาบน้ำเรียบร้อย หลี่หนิงเซียนนำผ้าขนหนูมาเช็ดตัวจนแห้งสนิท แล้วจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ รู้สึกสบายตัวขึ้นมาก เธอซักเสื้อผ้าที่เพิ่งเปลี่ยนออกมาตากไว้ที่ลานบ้าน เสียงฝีเท้าดังมาจากนอกประตู ทำให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นมองว่าใครมา แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นว่าเป็นกงชุน
“คุณตื่นเช้าจัง” หลี่หนิงเซียนพูดทักกงชุน ที่เดินมาในเสื้อผ้าที่เปื้อนเหงื่อเล็กน้อย แบกฟืนมัดใหญ่เข้ามาในลานบ้าน
“เธอก็ตื่นเช้านะ” กงชุนมองหลี่หนิงเซียนแวบหนึ่ง ก่อนจะโยนฟืนบนบ่าลงไปกองรวมกับฟืนกองเดิมข้างๆ แล้วใช้คราดจัดเรียงฟืนให้เป็นระเบียบอย่างคล่องแคล่ว
หลี่หนิงเซียนมองดูการกระทำของคนตรงหน้า ที่แท้…ฟืนที่บ้านคุณปู่…เป็นกงชุนนี่เอง ที่ขึ้นเขาไปตัดมาให้ตลอด ผู้ชายคนนี้…ถึงจะดูเงียบขรึม แต่ก็เป็นคนที่เอาใจใส่คนอื่นอยู่ตลอด
ถ้าย้อนนึกไปตั้งแต่แรก เขาก็เป็นคนเพียงคนเดียวที่ช่วยเหลือเธอ กับคุณปู่ โดยที่ไม่หวังอะไรตอบแทน และที่ยังจำได้ดีที่สุด ตอนที่เธอฟื้นขึ้นมาในร่างนี้นอกจากเขาที่ช่วยเธอจากการจมน้ำคนอื่นล้วนอยากให้เธอตาย
“คุณ…ขึ้นเขามาเหรอ?” เธอไม่ได้ตอบอะไรที่เขาทักว่าเธอตื่นเช้า ด้วยกลัวว่าถ้าตอบบออกไปแล้วจะทำให้เขาสงสัย
“ฉันไปหาฟืนมาเพิ่มนิดหน่อย กลัวว่าเธอจะมีไม่พอใช้” กงชุนหยุดชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบสบตากับหลี่หนิงเซียน
“ขอบคุณนะ” หลี่หนิงเซียนพูดออกไป ตัวเธออยากขอบคุณเขาจริงๆ ที่ช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ เพราะลำพังร่างนี้ให้ไปแบกฟืนคงต้องวิ่งขึ้นลงเขาอีกหลายรอบ
“ว่าแต่เธอล่ะ ตื่นมาทำอะไร” หลี่หนิงเซียนรู้สึกประหม่าเล็กน้อยเมื่อสบตากับกงชุน รู้สึกเหมือนถูกเขาล้วงความลับออกไปจนหมด แต่จากคำถามของเขาดูเหมือนเขาจะไม่ทันสังเกตเห็นเธอตอนขึ้นเขา
“วันนี้ฉันจะเข้าเมือง เลยตื่นเช้ามาทำอาหารไว้ให้คุณปู่กับคุณ” เธอพูดพร้อมเดินเข้าไปหยิบมันฝรั่งในตู้เก็บของ เธอเลือกมันฝรั่งลูกใหญ่กลมมนมาสองสามลูก ในใจก็ได้แต่คิดว่าวันนี้ต้องเป็นวันสุดท้ายที่จะกินมันฝรั่ง
กงชุนมองท่าทางร่าเริงผิดหูผิดตาของหลี่หนิงเซียน คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น เขานึกย้อนถึงข้อมูลเกี่ยวกับสายลับที่ได้รับมา แล้วเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของเธอ… ดูแล้วก็ไม่มีอะไรตรงกันเลยสักอย่าง แต่หลี่หนิงเซียนก็แปลกไปจากจริงๆ
เช้านี้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบสงัด หลี่หนิงเซียนกับกงชุนต่างคนต่างครุ่นคิดอะไรบางอย่าง มีเพียงคุณปู่ของหลี่หนิงเซียนที่มองหลานสาว และหลานเขยด้วยความปลื้มใจ
แต่ก่อน หลานสาวไม่เคยกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา กับเขาเลยด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงการพาสามีของหลานสาว มาทานข้าวเป็นเพื่อนเขาแบบนี้ คนแก่อย่างเขาดีใจจนอดพูดแซวหลานสาว กับหลานเขยไม่ได้ ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเริ่มผ่อนคลายขึ้น
หลังอาหารเช้า กงชุนถูกหัวหน้าหมู่บ้านเรียกตัวไปที่ทำการหมู่บ้าน บอกว่ามีเรื่องต้องปรึกษาหารือ หลี่หนิงเซียนเห็นเป็นโอกาสดี จึงรีบออกจากบ้านทันที
กงชุนกลับมาถึงบ้านหนึ่งชั่วโมงให้หลัง ก็ไม่พบแม้แต่เงาของหลี่หนิงเซียนที่บ้านแล้ว
“หนิงเอ๋อร์ไม่อยู่บ้านหรอก บอกว่าออกไปทำธุระในเมือง เธอเตรียมอาหารกลางวันไว้ให้แล้ว อยู่ในหม้อ กลางวันนายก็มาตักกินเองนะ” หลี่จ้านที่นอนอยู่บนเตียงตลอด เห็นกงชุนกลับมา ก็รู้ว่าหลานเขยกำลังมองหาหลานสาว ในใจก็อดดีใจไม่ได้
บางทีหลานสาวเขาอาจจะไม่ต้องหย่า แล้วกลายเป็นแม่ม่าย กงชุนเองก็คงเห็นหนิงเอ๋อร์ที่โตขึ้นแบบเขา ก็คงเปิดใจให้เธอมากขึ้น แค่นี้หนิงเอ๋อร์ก็จะได้ไม่ต้องเสียใจเหมือนตอนนั้น
“เธอได้บอกคุณปู่รึเปล่าว่าไปทำอะไร” กงชุนถามขึ้น
“บอกว่าจะไปซื้อของนิดหน่อย” พูดถึงตรงนี้ หลี่จ้าน ก็รู้สึกไม่มั่นใจนัก เขารู้ดีว่าหลานสาวของตัวเองเป็นคนยังไง แม้ช่วงนี้จะดูเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แต่จะให้ทนอยู่กับคนแก่อย่างเขา กินแต่มันฝรั่งทุกวันได้ยังไง หลี่จ้านมองหลานเขยด้วยแววตารู้สึกผิด
“บอกแค่นี้เหรอครับ”
“กงชุน ปู่รู้ว่าการให้หลานมาอยู่กับหนิงเอ๋อร์แบบนี้ มันทำให้หลานลำบากใจ แต่หนิงเอ๋อร์ช่วงนี้กำลังจะปรับปรุงตัวจริงๆ ขอแค่หลานให้โอกาสเธอหน่อย ให้เวลาเธอได้พิสูจน์ตัวเอง”
กงชุนไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่เงียบฟัง แต่ในหัวของเขากลับนึกถึงภาพเมื่อคืน ที่หลี่หนิงเซียนมองเขาตอนกินมันฝรั่งบดด้วยสีหน้าคาดหวัง ดวงตาใสกระจ่างราวกับประกายดาวระยิบระยับ ทำให้เขาไม่อาจละสายตาไปได้ เขาส่ายหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่านนั่นออกไป
เขาจะปล่อยให้อารมณ์ของตัวเองถูกหลี่หนิงเซียนควบคุมไม่ได้ แบบนี้มันอันตรายเกินไป บางทีทั้งหมดนี้อาจเป็นแผนการของเธอก็ได้! กงชุนกำหมัดแน่น ดวงตาฉายแววเย็นเยียบ เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้ที่หลี่หนิงเซียนอาจจะแอบไปพบกับใครบางคนในเมือง
หลี่จ้านเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของหลานเขย ก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจ ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่จะจบลงแบบใด เขาเองก็ได้แต่คอยดูอยู่แบบนี้ เขาไม่อยากเขาไปวุ่นวายจนทำให้คนทั้งคู่ต้องเสียใจอีกแล้ว
ด้านหลี่หนิงเซียนตอนนี้ เธอกำลังถือเนื้อหมูสดใหม่ กับของที่ใช้สำหรับทำเมนูที่จะขาย ด้วยความตื่นเต้น แม้จะต้องเดินเท้าเป็นระยะทางกว่าสิบกิโลเมตรจนเธอรู้สึกเหมือนขาจะหลุด
เธอยังแอบนึกเสียดายที่ตื่นมาออกกำลังกายตอนเช้า เพราะแค่เดินไปกลับระหว่างหมู่บ้านกับเมืองหลวง ระยะทางก็ไกลกว่าเส้นทางวิ่งบนเขาที่เธอเคยวิ่งเป็นประจำเสียอีก
แต่ความเหนื่อยล้าทั้งหมดก็มลายหายไปในทันที ที่เธอได้ใช้เงินหกหยวน ซื้อเนื้อหมูแปดจินกับมันหมูสองจิน แถมยังได้กระดูกหมูอีกจินครึ่งจากน้ำใจของแม่ค้าที่ขายหมู
หลี่หนิงเซียนไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตอนนี้เนื้อหมูจินละแค่หกเหมาเท่านั้น แถมยังเป็นหมูพื้นเมืองที่ชาวบ้านเลี้ยงเอง ไม่ต้องให้อาหารสำเร็จรูปแพงๆเลยสักนิด
กงชุนให้เงินเธอมายี่สิบหยวน หักค่ากระทะสำหรับทอด เตาไฟ และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆอีกห้าหยวน ตอนนี้เธอยังเหลือเงินติดตัวอีกตั้งเก้าหยวน ที่แท้เงินยี่สิบหยวนที่กงชุนให้เธอมา มันเป็นเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้เชียว
หลี่หนิงคิดแผนการในใจ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น จนเผลอยิ้มออกมาขณะก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปที่ร้านสหกรณ์ เธอฝากของที่ซื้อก่อนหน้าไว้กับคุณลุงวัยกลางคนที่นั่งเฝ้าร้านอยู่ ซึ่งคุณลุงชื่อลุงตู้ เป็นคุณลุงใจดีที่เต็มใจให้เธอฝากของไว้ก่อนได้
ช่วงนี้เศรษฐกิจการค้ายังไม่ฟื้นตัวดีนัก เนื่องจากการคมนาคมที่ไม่สะดวก การหมุนเวียนของสินค้าจึงค่อนข้างช้า อาหารว่างท้องถิ่นหลายอย่างก็หาทานได้แค่ในละแวกนั้น
ชีวิตก่อน นอกจากเรียนหมอแล้ว หลี่หนิงเซียนก็เป็นคนที่ชอบกินเป็นชีวิตจิตใจ การทำอาหารจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเธอ ก่อนหน้านี้เธอเคยคิดจะขายซาลาเปาทอด
แต่ต้นทุนราคาน้ำมันค่อนข้างสูง ขายแพงไปคนทั่วไปก็คงไม่มีปัญญาซื้อ กำไรที่ได้ก็น้อย คิดไปคิดมา เธอจึงเปลี่ยนมาขายซาลาเปาทอดน้ำ โดยว่าจะทำไส้สักสามไส้ คือ ไส้หมูสับ ไส้หมูผัดมันฝรั่ง และไส้ถั่วเหลืองกวน
ซาลาเปาโดยทั่วไปจะใส่ไส้อยู่ที่ประมาณแปดสิบถึงเก้าสิบกรัม ส่วนเธอตั้งใจจะใส่ให้ร้อยกรัม เน้นขายถูกและดี โดยช่วงแรกเธอคิดว่าจะลองทำขายก่อนสักร้อยลูก และหาแผนการขายเรียกลูกค้าดีๆสักหน่อยก็น่าจะรุ่ง
หลี่หนิงเซียนคิดแผนการในใจเสร็จก็ยิ่งรู้สึกฮึกเหิม เดินทางกลับบ้านด้วยรอยยิ้ม แม้แต่เท้าก็ยังรู้สึกเบาลงอย่างเห็นได้ชัด ความเหนื่อยในใจเริ่มจางหายไป
[1] จิน : หน่วยวัดน้ำหนักของจีนนิยมใช้หน่วยมีน้ำหนักเท่ากับ500กรัม
บทที่ 26: ช่างไร้ค่าเสียจริง
ไม่ไกลจากตรงนั้น ภายในตรอกเล็กๆแห่งหนึ่ง มีชายสองคนยืนซ่อนตัวอยู่ พวกเขามองมาที่หลี่หนิงเซียนด้วยสีหน้าที่บอกบุญไม่รับ หนึ่งในนั้นคือชายหนุ่มรูปร่างผอมบางหน้าตาสะอาดสะอ้านชื่อเฉิงฮุ่ย เขามองหลี่หนิงเซียนด้วยแววตาเหยียดหยัน ก่อนจะหันไปพูดกับชายหนุ่มหน้าตาดีด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“ผู้หญิงไร้ยางอายคนนี้ ถึงกับตามนายมาถึงที่อำเภอเลยรึ เพิ่งจะสงบไปได้ไม่กี่วันเองนะ!”
“ได้ยินว่าผู้จัดการโรงงานอาหารสำเร็จรูป มีลูกสาวที่กำลังจะย้ายมาอยู่ทีมเราในอีกไม่กี่วันนี้ด้วยตงเหวินนายต้องไม่ปล่อยให้หลี่หนิงมาพัวพันกับนายแบบนี้เด็ดขาด มันจะส่งผลเสียต่อหน้าที่การงานของนายนะ” ทันทีที่ชายหนุ่มคนนี้พูดจบ สีหน้าของตงเหวินก็พลันซีดเผือด ดวงตาฉายแววโกรธแค้น จ้องมองหลี่หนิงเซียนที่อยู่ไกลๆราวกับจะฆ่าเธอให้ตายด้วยการจ้องมอง
ที่จริงแล้ว สาเหตุที่เขายอมเอาตัวไปพัวพันผู้หญิงคนนั้น ก็เพราะต้องการจะหาทางกลับเข้าเมืองให้เร็วที่สุดเท่านั้น ตอนนั้นเขาติดอยู่ที่หมู่บ้านไป๋หลาง ไม่มีทางเลือก แล้วเธอก็เป็นเหยื่อชั้นยอดให้เขาใช้งาน เขาไม่ได้คิดจะแต่งงานกับผู้หญิงบ้านนอกไม่ว่าใครก็ตาม
ตงเหวินหันหลังเตรียมจะเดินหนี กลัวว่าหลี่หนิงเซียนจะเห็นเขาเข้า แต่ก็ถูกชายแว่นข้างๆคว้าข้อมือเอาไว้เสียก่อน
“ตงเหวิน นายรอก่อน”
“จะรออะไรอีกล่ะ รีบไปกันเถอะ ถ้าเกิดเธอเห็นฉันเข้าล่ะก็ งานนี้ยุ่งแน่” แค่คิดถึงภาพที่หลี่หนิงเซียนมองเขาด้วยสายตาลามเลียนั่น เขาก็รู้สึกขยะแขยงจนขนลุกซู่ไปหมดแล้ว
เฉิงฮุ่ยจับแขนตงเหวินไว้แน่น ดึงร่างที่กำลังจะหนีให้ชะงัก ก่อนจะกระซิบบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นปนสงสัย เขามองเห็นของดีขนาดนั้นจะปล่อยให้หลุดมือไปได้ยังไง
“ใจเย็นก่อน นายดูสิ ว่าเธอถืออะไรอยู่ในมือ” ตงเหวินขมวดคิ้ว หันกลับไปมองตามสายตาของเฉิงฮุ่ย ร่างกายแข็งทื่อ ราวกับถูกสาปให้หยุดนิ่ง ภาพตรงหน้า ทำให้เขาลืมหายใจไปชั่วขณะ
ในมือของหลี่หนิงเซียนที่อยู่ในสายตาเขา เต็มไปด้วยเนื้อมากมาย ทั้งเนื้อติดมัน และเนื้อล้วน น้ำหนักรวมกันคงไม่ต่ำกว่าสิบจิน!
“เฉิงฮุ่ยนี่มันเรื่องอะไรกัน?” ตงเหวินหันกลับไปมองหน้าเพื่อนอีกครั้ง ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่หลี่หนิงเซียน
หลี่หนิงเซียนเดินหอบเล็กน้อย เหงื่อซึมตามไรผม เธอเพิ่งออกมาจากร้านขายเนื้อ ในมือหนักอึ้งไปด้วยเนื้อหมูชิ้นโต สร้างความอิ่มเอมใจให้กับเธออย่างบอกไม่ถูก เธอตั้งใจจะไปเอาของที่สหกรณ์ แล้วไปขายซาลาเปารอบแรกที่ตลาด
“ได้กินเนื้อเสียที!” เธอพึมพำกับตัวเองอย่างพอใจ ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ร่างนี้ เธอก็ไม่ได้กินเนื้อเลย ถึงจะเป็นเวลาไม่นานแต่เธอก็รู้สึกโหยหาเนื้ออย่างบอกไม่ถูก ในยุคนี้ทำให้เธอรู้เลยว่าถึงของจะราคาถูกกว่ายุคเธอ แต่ค่าเงินในยุคนี้ก็ต่างกันมาก
ระหว่างทางที่เดินไปสหกรณ์ หลี่หนิงเซียนเลือกที่จะเลี้ยวเข้าไปในตรอกเล็กๆตามคำแนะนำของคนขายเนื้อ ที่บอกว่าเป็นทางลัดไปสหกรณ์ ไม่ต้องอ้อมไปไกล
ทว่าพอเดินเลี้ยวไปได้ไม่กี่ก้าว เธอก็ต้องชะงักฝีเท้าลง เมื่อพบกับร่างของชายหนุ่มสองคนยืนขวางทางอยู่ เธอมองชายสองคนตรงหน้าอย่างพิจารณา ความทรงจำของร่างนี้แจ่มชัดขึ้นมาทันที
ชายคนหนึ่งตรงหน้าเธอ คือตงเหวินอดีตคนรัก ที่ร่างนี้เคยหลงรักหัวปักหัวปำ ส่วนอีกคนปรากฏอยู่ในความทรงจำแบบเลือนราง แสดงว่าไม่ใช่คนที่ร่างนี้สนิทสนม อาจจะเคยเจอกันเพียงผ่านๆ
เธอหันสายตามองสำรวจตงเหวิน เขาดูผอมลงกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ก็ยังคงความหล่อเหลา ที่ชอบเอาไว้ล่อลวงคนโง่แบบเธอเอาไว้ ใบหน้าของเขาเรียบเฉย มองมาที่เธอด้วยสายตาเย็นชา วันนั้นเขาทิ้งร่างนี้ไป แล้ววันนี้มาขวางเธอไว้ แสดงว่าต้องการอะไรแน่ๆ
“หลี่หนิงเซียน” ตงเหวินเรียกชื่อเธอ ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เธอยืนมองเขา ก่อนความรู้สึกมากมายประดังประเดเข้ามา ทั้งความคุ้นเคย ความเจ็บปวด ความเสียใจ และความว่างเปล่า
“นาย…สบายดีไหม” เธอถามออกไป แม้จะรู้คำตอบดีอยู่แล้ว ว่าการที่เขาทิ้งร่างนี้ไปแบบนั้น ก็คงไม่มีทางพบเจอทางที่เลวร้ายหรอก ถึงเธออยากจะให้เขาเจอก็ตามที่
“ฉันสบายดี แล้วเธอมาทำอะไรที่นี่” ตงเหวินตอบคำถามเธอ พร้อมถามคำถามกลับมา ช่างน่าแปลกใจที่เขาสนใจเรื่องของเธอด้วย
“ฉัน…” หลี่หนิงเซียนลังเล เธอจะบอกเขาได้อย่างไร ว่าเธอมาหาที่ขายของในเมือง เรื่องนี้เธอไม่ได้อยากให้ใครมารับรู้กับเธอ
เฉิงฮุ่ยชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆตงเหวิน มองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาดูแคลน ผู้หญิงคนนี้ถ้าไม่ได้มาตามเพื่อนเขาจะมาทำไม
“นี่เธอจะมาตอแยตงเหวินถึงที่นี่เลยหรือไง ฉันบอกแล้วไง ว่าผู้หญิงแบบนี้ไล่ไปก็เท่านั้น ยังไงก็ตามรังควานไม่เลิก” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน
“เฉิงฮุ่ย!” ตงเหวินทำทีเป็นเรียกชื่อเพื่อนตัวเอง เชิงห้ามปรามเสียงเข้ม
หลี่หนิงเซียนมองหน้าเฉิงฮุ่ย เธอจำได้แล้วว่าเขาเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นสมัยเรียนมัธยมของตงเหวิน แต่ไม่มีความสนิทสนมอะไรกับเธอ เธอเคยเห็นเขาเพียงไม่กี่ครั้ง
“ฉันไม่ได้มาตอแยใครทั้งนั้น ก็แค่บังเอิญผ่านมา”
“บังเอิญ?” เฉิงฮุ่ยทวนชื่อก่อนหัวเราะออกมา แล้วพูดต่อ “อย่ามาโกหกเลย ที่นี่มันทางลัดไปโรงงาน ใครเห็นเขาก็เดาได้ว่าเธอ กำลังมาตามหาตงเหวิน”
หลี่หนิงเซียนขมวดคิ้ว เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเฉิงฮุ่ย ถึงได้จงเกลียดจงชังเธอขนาดนี้
“หลี่หนิงเซียน เธอกลับไปเถอะ ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเธอ”
“ทำไมฉันจะมาไม่ได้ ฉันก็มีสิทธิ์ที่จะมาที่นี่เหมือนกัน ที่นี่ไม่ใช่ทางของใครเสียหน่อย ฉันก็ควรเดินผ่านได้”
“หลี่หนิงเซียน ฉันรู้ว่าเธอหวังดี แต่เราเลิกกันแล้วกลับไปใช้ชีวิตของเธอเถอะ อย่ามาตามฉันแบบนี้อีกเลย” ตงเหวินพูดด้วยน้ำเสียงอ่อน
“ใครบอกว่าฉันอยากกลับไปคืนดีกับนาย ฉันแค่…” หลี่หนิงเซียนพูดยังไม่ทันจบ ก็มีเสียงดังขัดขึ้น
“บอกแล้วไงว่าอย่าแกล้งทำดีกับเธอ นายไล่เธอไปเลย!” เฉิงฮุ่ยพูดเสียงดัง ไม่รอให้หลี่หนิงเซียนได้พูดจบ เขาหันมองเธอ แต่สายตากลับจ้องเขม็งไปที่ห่อเนื้อในมือ
“มองอะไร” เธอพอเดาได้แล้วชายคนนี้กับตงเหวินต้องการอะไรจากเธอ
“เธอเอาของให้ตงเหวินอีกแล้วสินะ พยายามประจบประแจงเขาทุกวิถีทาง ก็เพื่อจะได้คุยกับเขาสักสองสามคำใช่ไหมล่ะ” เฉิงฮุ่ยพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“นายเป็นบ้าเหรอ พูดจาอะไรคิดเองเออเองแบบนี้” หลี่หนิงเซียนขมวดคิ้ว ใครกันที่เอาของมาให้เขา ใครกันที่อยากพูดคุย พวกเขาต่างหากที่มาขวางทางเธอ เธอหันมองตงเหวิน เขายังคงนิ่งเงียบ ไม่ได้โต้แย้งคำพูดของเฉิงฮุ่ย
ตงเหวินมองเธอด้วยแววตาเรียบเฉย คล้ายกับเป็นเรื่องปกติ ที่เธอจะนำของกินมาให้เป็นประจำ คนคนนี้ช่างมีความมั่นใจในตัวเองเสียจริง นี่ร่างนี้ต้องโง่ขนาดไหนถึงได้เชื่อคำผู้ชายแบบนี้ มีอะไรก็เอามาให้เขาเสียหมด ไม่สนใจคนในครอบครัวตัวเอง
หลี่หนิงเซียนที่เป็นเจ้าของร่างนี้ ถ้าเธอได้มองอยู่ ก็ช่วยสำนึกผิดในสิ่งที่ ตัวเองก่อไว้ด้วยนะ ตัวเธอมองข้ามรักที่บริสุทธิ์ของคนในครอบครัว มาวิ่งตามความรักจอมปลอมจนตัวตาย เรื่องนี้ช่างไร้ค่าเสียจริง
“อย่ามาว่าฉันกลบเกลื่อนเลย คงอายที่โดนแฉสินะ แต่ตอนนี้เธอก็ได้เจอหน้าคนที่อยากเจอแล้ว ได้พูดสิ่งที่คิดแล้ว วางของไว้แล้วก็กลับไปดีกว่า” หลี่หนิงเซียนยืนนิ่ง ในใจอดคิดไม่ได้ว่าสองคนนี้เล็งเนื้อของเธอ โดยไม่เก็บอาการสักนิด คิดว่าเธอโง่มากหรือไง ที่จะมองไม่ออก
บทที่ 27: ถือว่าเลี้ยงหมาไปแล้วกัน
“เนื้อของฉันนี่ มีตั้งสิบนะ” หลี่หนิงเซียนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความขบขัน เธอพยายามยกห่อเนื้อขึ้นสูงอีกนิด ราวกับจะย้ำให้เห็นถึงขนาดที่ใหญ่โต
“ใครจะไปอยากได้เนื้อของเธอกัน” เฉิงฮุ่ยพูดพร้อมเบ้ปาก “คิดว่าคนอย่างฉันจะ…” เสียงของเขาขาดหายไป เมื่อตงเหวินที่ยืนเงียบอยู่พูดขัดขึ้น
“เนื้อสิบกิโลเลยเหรอ น่าสนใจจริงๆ” มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของตงเหวิน สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายขณะที่มองหลี่หนิงเซียน มือก็ยกขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับเธอกำลังจะมอบสิ่งของที่ไม่คู่ควรแก่เขา
“…” หลี่หนิงเซียนรู้สึกอึ้งกับท่าทางของตงเหวิน ที่มั่นใจเหลือเกินว่าเธอจะมอบเนื้อให้เขา ถ้าเธอไม่มอบให้เขาคงเสียหน้าน่าดู เธอจึงทำทีเป็นส่งเนื้อหมูให้เขา
“มีอะไรมาให้ก็รีบส่งมา ฉันยังมีธุระ ไม่…” แต่แล้ว คำพูดของเขาก็ขาดหายไปในลำคอ เมื่อเห็นว่ามือของ[นางเอก]ที่กำลังจะยื่นเนื้อให้เขานั้น หยุดชะงักกลางอากาศ
“หือ” เฉิงฮุ่ยที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ก็อดไม่ได้ที่จะร้องออกมาอย่างประหลาดใจ เพราะเขาเองคิดว่า หลี่หนิงเซียนกำลังจะมอบเนื้อให้ตงเหวิน แต่เธอกับหยุดมือ คิดจะเรียกร้องความสนใจอะไรอีกละสิ
ใบหน้าของหลี่ปรากฏรอยยิ้มเยาะเย้ย สายตาที่มองตงเหวินแฝงไปด้วยความดูแคลน ก่อนที่เธอจะหมุนตัวเดินผ่านทั้งสองคนไปอย่างไม่ไยดี ปล่อยให้ทั้งสองคนยืนงงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของเธอ
ตงเหวินถึงกับหน้าซีดเผือด เขาไม่เคยโดนหลี่หนิงเซียนปฏิบัติแบบนี้มาก่อน นี่มันหมายความว่ายังไง? เธอมันบ้าไปแล้วหรือไง? เขาคิดว่าหลังจากที่เขาได้สิทธิ์กลับเมืองมา ถึงเขาจะตัดขาดการติดต่อกับหลี่หนิงเซียนนี่อย่างรวดเร็ว
แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาก็มั่นใจว่าไม่ว่าเขาจะทำอะไร หลี่หนิงเซียนจะต้องวิ่งเข้าหาเขา คอยตามติดเขา แล้วทำไมตอนนี้เธอกลับกล้าที่จะแสดงท่าทีเย้ยหยันเขาต่อหน้าเพื่อนของเขา ในใจเขาจึงรู้สึกทั้งโกรธทั้งอาย
ส่วนเฉิงฮุ่ยก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน เขาเคยเห็นกับตาว่าตอนที่อยู่ในหมู่บ้าน หลี่หนิงเซียนนั้นวิ่งตามตงเหวินแทบจะตลอดเวลา แต่ตอนนี้เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเธอดูเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน?
ขณะที่หลี่หนิงเซียนกำลังเดินออกจากตรอก เธอก็รู้สึกถึงแรงกระชากที่แขนอย่างรุนแรง
“หลี่หนิงเซียนเธอหยุดเดี๋ยวนี้!” เสียงตวาดของตงเหวินดังขึ้นข้างหลัง หลี่หนิงเซียนหันกลับไปมองด้วยท่าทีเบื่อหน่าย
“นายจะทำอะไร? มีอะไรก็พูดมา อย่ามาดึงมาลากกันแบบนี้” เธอพูดพลางสะบัดแขนออกจากมือของตงเหวิน ด้วยท่าทีรังเกียจที่เขามาถูกตัวเธอ
“หลี่หนิงเซียนเธอหมายความว่ายังไงกันแน่? เธอมาเมืองนี้ก็เพื่อจะมาตามติดฉันไม่ใช่หรือไง มีอะไรก็พูดตอนนี้เลย อย่าไปก่อเรื่องที่ที่ทำงานของฉัน ฉันไม่ยอมเสียหน้าเพราะเธอหรอกนะ!”
ตงเหวินมั่นใจว่าหลี่หนิงเซียนต้องตั้งใจแกล้งเขาแน่ๆ ตอนนี้ไม่ยอมให้เนื้อกับเขา เพราะเธอแค่งอนเท่านั้น แล้วเธอก็อาจไปก่อเรื่องที่โรงงานของเขา ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเขาเหมือนเคยแน่ๆ
หลี่หนิงเซียนเบิกตากว้าง แทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองกับสิ่งที่ได้ยิน เธอหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน
“ตงเหวิน นายเป็นบ้าหรือไง?” เธอถามออกไปอย่างสงสัย เธอทำขนาดนี้ยังสามารถคิดเข้าข้างตัวเองได้ เขาต้องเป็นคนแบบไหนกัน
“…” ตงเหวินที่ได้ยินคำพูดของหลี่หนิงเซียนถึงกับพูดอะไรไม่ออก นี่เธอกล้าพูดกับเขาแบบนี้ได้ยังไง
“ใครบอกนายว่าฉันมาหานาย? ทั้งเมืองมีคนเป็นล้าน ฉันจะเข้าเมืองมาซื้อของไม่ได้หรือไง? แล้วนายใช้อะไรมอง ว่าฉันจะไปที่ทำงานนาย ฉันจำได้ว่าเมื่อกี้นายต่างหากที่เข้ามาทักฉัน”
หลี่หนิงเซียนเหลืออดกับท่าทางแสร้ง ทำเป็นคนดีของตงเหวิน ที่จริงก็อาศัยเธอกินดีอยู่ดี แต่ยังจะมาทำท่าเป็นคนสูงส่งปลอมๆ แล้วหน้าตาของคนเลวมีอะไรรักษากัน
“ไม่งั้นเธอจะมาหาใคร” หลี่หนิงเซียนชูเนื้อในมือขึ้นตรงหน้าตงเหวิน
“ฉันมาซื้อเนื้อในเมือง และฉันไม่ได้มีความคิดจะให้นายสักนิด จริงๆฉันไม่ได้นึกถึงนายเลยด้วยซ้ำ” เธอเน้นเสียงหนักแน่น บอกชัดเจน ว่าไม่ได้มีเขาอยู่ในความคิดแม้แต่น้อย
“ไม่…”
“แต่ก่อนฉันยังเด็กไม่รู้เรื่องรู้ราว เคยถูกพวกหน้าตาดีหลอกกิน หลอกหาผลประโยชน์ไม่น้อย ฉันถือว่าเลี้ยงหมาไปแล้วกัน แต่ต่อไปไม่คิดจะเลี้ยงสัตว์ไร้ประโยชน์พวกนี้อีก ถ้านายอยากกินเนื้อก็ไปซื้อเองสิ การหลอกเด็กสาวไร้เดียงสาอย่างฉันมันเป็นความสามารถอะไรกัน” หลี่หนิงเซียนพูดขัดขึ้น
ก่อนเธอจะมองตงเหวินด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยัน แล้วจึงหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่คิดจะคุยกับผู้ชายหมาๆแบบนี้อีกแม้แต่คำเดียว แค่นี้ก็เสียเวลาเธอไปมากแล้ว ช่างโชคร้ายจริงๆที่มาเจอเขา
คำพูดของหลี่หนิงเซียนราวกับฟ้าผ่ากลางใจของตงเหวิน เขาถูกผู้หญิงที่ตัวเองเคยหลอกลวง ด่าว่าเป็นหมา มันช่างเป็นการดูถูกอย่างแท้จริง ผู้หญิงที่สกปรก เอาแต่ใจ และโง่งมแบบนี้มีสิทธิ์อะไรมาว่าเขากัน
“หลี่หนิงเซียนเธอกล้าด่าฉัน! มันจะมากเกินไปแล้ว!” ตงเหวินโกรธจนตัวสั่นด้วยความอับอาย เขาพุ่งเข้าไปหมายจะตบตีหลี่หนิงเซียนให้รู้สำนึก
แต่ในตอนนั้นเองไม่ไกลจากปากซอย ชายสองคนที่กำลังเข็นจักรยานผ่านมาก็เปลี่ยนสีหน้า หนึ่งในนั้นคือกงชุน เขาเห็นเหตุการณ์กำลังจะทิ้งจักรยานแล้ววิ่งเข้าไปช่วย แต่เท้าของเขากลับชะงัก
เสียงฝีเท้าดังกึกก้องเข้ามาใกล้ หลี่หนิงเซียนกำลังหอบหายใจขณะที่วิ่งหนี เธอหันกลับมามองเป็นระยะ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว ในมือของเธอกำชิ้นเนื้อไว้แน่นราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า
“หลี่หนิงเซียน เธอคิดว่าจะหนีรอดหรือไง!” เสียงเย้ยหยันของตงเหวินดังลอยมาจากด้านหลัง ตามมาด้วยเสียงหัวเราะชอบใจของเฉิงฮุ่ย
หลี่หนิงเซียนกัดริมฝีปากแน่น เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น แต่ร่างกายที่อ่อนแอ และเหนื่อยล้าจากการเดินมานาน ทำให้เธอไม่สามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว ในไม่ช้า ตงเหวิน และเฉิงฮุ่ยก็ไล่ตามเธอมาทัน
ตงเหวินชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง กับผมทรงที่เรียบร้อย ที่ดูขัดกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย พุ่งเข้ามาหาหลี่หนิงเซียน หวังจะคว้าชิ้นเนื้อในมือเธอ แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หลี่หนิงเซียนกลับก้มตัวลงอย่างคล่องแคล่ว หลบการโจมตีของตงเหวินไปได้
ทำให้ตงเหวินเสียหลัก ร่างสูงเซไปข้างหน้า เพราะวิ่งมาด้วยความเร็ว จังหวะนั้นเอง มือของหลี่หนิงเซียนก็พุ่งเข้าหาหลังของตงเหวินอย่างรวดเร็ว ในมือของเธอมีเข็มแหลมคมปรากฏขึ้น ก่อนที่มันจะปักลงไปที่จุดหนึ่งบนกระดูกสันหลังของเขาอย่างแม่นยำ
ตงเหวินร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ร่างกายแข็งทื่อก่อนจะทรุดลงไปกองกับพื้น เหงื่อไหลซึมออกมา เขาพยายามจะขยับตัว แต่กลับไม่สามารถขยับได้แม้แต่น้อย
กงชุนที่เฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดมาโดยตลอด เขามองเห็นเข็มในมือของหลี่หนิงเซียน และการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วแม่นยำขนาดนั้น ทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์ครั้งก่อน ที่เขาพยายามจะจับตัวเธอ แต่กลับถูกเธอหลบได้อย่างง่ายดาย พร้อมกับความรู้สึกชาที่ปลายนิ้วก้อย หลี่หนิงเซียน… รู้จักจุดฝังเข็ม
“หลี่หนิงเซียน เธอทำอะไรตงเหวิน!” เฉิงฮุ่ยร้องลั่นด้วยความตกใจ เขามองหลี่หนิงเซียนด้วยความหวาดกลัว ถอยหลังไปหลายก้าวโดยไม่รู้ตัว หลี่หนิงเซียนหันไปมองเฉิงฮุ่ย ใบหน้าเรียบเฉย
“ฉันไม่ได้ทำอะไร พวกนายต่างหากที่เข้ามาหาเรื่องฉันก่อน” หลี่หนิงเซียนพูดพร้อมจ้องมองเฉิงฮุ่ยด้วยสายตาเรียบเฉย แล้วเธอก็ก้มลงวางชิ้นเนื้อที่ถือไว้ด้านข้าง
บทที่ 28: การได้ระบายออกกับชายเลวทราม
เฉิงฮุ่ยที่จ้องมองอยู่คิดจะเดินเข้าไปเอาเนื้อ ที่หลี่หนิงเซียนวาง แต่โดนเธอพูดดักทางด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“อย่านะ ถ้านายกล้าแตะต้องเนื้อของฉันแม้แต่นิดเดียว ฉันจะไปแจ้งตำรวจ ว่านายปล้นของฉันไป อยากเสี่ยงก็ลองดู” เฉิงฮุ่ยได้ยินดังนั้น ถึงกับตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย ถ้าเขาโดนตำรวจจับมันไม่ดีกลับตัวเขาแน่
หลี่หนิงเซียนมองเฉิงฮุ่ยด้วยสายตาเหยียดหยัน ก่อนเธอจะมองตงเหวินที่นอนร้องครวญครางอยู่บนพื้น ผู้ชายคนนี้ไม่มีอะไรดีสักนิด ถ้าเทียบกับคนในยุคเธอคนแบบนี้ มันแมงดาชัดๆ
“จำไว้ อย่ามาหาเรื่องฉันอีก” พูดจบเธอก็กระทืบเท้าใส่แขนของตงหยางอย่างแรง
สายตาเฉิงฮุ่ยจับจ้องไปที่ตงเหวิน เขาโดนเหยียบแรงขนาดนั้น แต่แปลกที่ชายหนุ่มผู้ถูกกระทำกลับนิ่งสนิท ราวกับถูกสะกดไว้ ไม่มีการเปล่งเสียงร้องครวญคราง หรือแม้แต่จะขยับกายหลบเลี่ยงเลยสักนิด
บรรยากาศในตรอกที่เปลี่ยวเงียบสงัด มีเพียงเสียงเท้ากระทบเนื้อดังก้องเป็นระยะ หลี่หนิงเซียนระบายความอัดอั้นที่สั่งสมมานานหลายวันออกมาผ่านเท้าที่เตะไปที่ร่างของตงเหวิน
เธอเคยเป็นแพทย์หญิงที่ทุกคนเคารพนับถือ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงหญิงไร้ค่า ไร้งานทำ นอกจากต้องทนรับสายตาเหยียดหยามจากชาวบ้านแล้ว ยังต้องแบกรับความอึดอัดในร่างกายที่อ่อนแอนี้ จนความเครียดรุมเร้า
ดังนั้น การได้ระบายออกกับชายเลวทราม จึงเป็นโอกาสที่เธอไม่คิดจะปรานี น่าเสียดายที่ร่างกายอ่อนแอของเธอไม่อำนวย เพียงแค่เดินทางมาถึงเมืองก็เล่นเอาเหนื่อยหอบ พอออกแรงเจะไปได้เพียงห้าหกรอบ ก็เริ่มหายใจหอบถี่ สุดท้ายเธอจึงหยุด
เธอมองตงเหวินที่นอนแผ่อยู่บนพื้น ดวงตาเปี่ยมล้นด้วยความหวาดกลัว จ้องมองเธอพร้อมหยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ก่อนจะแค่นเสียงเย้ยหยัน
“นี่แค่การเตือนเท่านั้นแหละ” จากนั้น เธอจึงเตะร่างนั้นอีกที แล้วจึงก้มลงดึงเข็มปักผ้าที่ปักคาอยู่บนหลังของตงเหวิน โชคดีที่เธอพกติดตัวมาเผื่อไว้ ตอนออกจากบ้านไม่คิดเลยว่าจะได้ใช้ น่าเสียดายที่ไม่มีเข็มเงิน ถ้ามีเงินเมื่อไหร่ต้องไปหาซื้อมาติดตัวไว้บ้างแล้ว เพราะนี่เป็นอาวุธที่ดีที่สุดสำหรับเธอ
“ละ…หลี่…นะ…หนิงเซียน…” เธอปรายตามองคนที่พยายามส่งเสียงอยู่บนพื้น ก่อนจะส่งรอยยิ้มหวาน
“จำใส่สมองอันน้อยนิดของนายไว้ให้ดี ต่อไปนี้เจอฉันที่ไหนก็ให้รีบไสหัวไปไกลๆ อย่าเข้ามาใกล้ให้รำคาญตา ไม่งั้นคราวหน้าไม่ใช่แค่โดนเตะแล้ว จบง่ายๆแบบนี้อีกแน่!”
หลี่หนิงเซียนรู้อยู่แก่ใจ ว่าตอนนี้เธอดูไม่ต่างอะไรกับอันธพาล แต่ถ้าตงเหวินยังไม่รู้จักหลาบจำ กล้ามาวนเวียนใกล้ๆเธออีก เธอจะไปแจ้งตำรวจ โทษฐานลวนลามเธอที่แต่งงานแล้ว
ชื่อเสียงของเธอก็แย่ขนาดนี้แล้ว จะแย่ลงไปอีกก็คงไม่เป็นไร หลี่หนิงเซียนหันมาหยิบห่อเนื้อที่วางไว้ขึ้นมา ก่อนฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี เดินออกจากตรอก ปล่อยทั้งสองคนนี้ให้จัดการกันเอง
ภายในตรอก ตงเหวินที่นอนครางด้วยความเจ็บปวด แม้จะขยับแขนขาได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ ได้แต่มองหลี่หนิงเซียน จนกระทั่งร่างของหลี่หนิงเซียน หายลับไปจากสายตา
เฉิงฮุ่ยที่ที่ยืนนิ่งเป็นหุ่นขี้ผึ้งมาตลอด ก็ได้สติ เขามองตงเหวิน ก่อนจะเหลือบไปเห็นกงชุนที่ยืนอยู่ไม่ไกล ด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ กงชุนไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแต่สายตาจับจ้องไปที่ตงเหวินที่นอนอยู่ เฉิงฮุ่ยกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะหันหนี
“หลี่หนิงเซียนโดนผีเข้าหรือไง” ซ่งหยงรุ่นน้องของกงชุน รู้ดีว่าหลี่หนิงเซียนเพิ่งจะตกน้ำไป วันนั้นเขาบังเอิญแวะมาหาพี่ใหญ่พอดี จึงได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่ตอนที่หลี่หนิงเซียนพยายามอธิบาย ว่าเธอไม่ได้เป็นคนวางเพลิง ซึ่งก็สร้างความตกใจให้กับเขาไม่น้อย แต่การกระทำของเธอในวันนี้ ยิ่งทำให้เขางุนงงสับสนยิ่งกว่าเดิม
กงชุนเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาคมกริบฉายแววลึกล้ำ ยากคาดเดา เขาเข้าใจความหมายของซ่งหย่งดี หลี่หนิงเซียนเปลี่ยนไปมาก ท่าทีที่เธอแสดงออกต่อตงเหวินในตอนนี้ แตกต่างจากในอดีตโดยสิ้นเชิง
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวานเธอยังมายืมเงินเขา แล้วมาซื้อเนื้อเยอะขนาดนี้ เธอกำลังทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกันแน่? เขามองตงเหวินที่กำลังพยายามพยุงตัวเอง ลุกขึ้นจากพื้นด้วยแววตาเย็นชา ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“ไปบอกลุงของนาย มาจัดการไอ้พวกนี้ให้เรียบร้อย”
“ครับ!” ซ่งหยงรับคำเสียงดังฟังชัด การจะจัดการกับแค่ตงเหวินเพียงคนเดียว ถือว่าง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ เขาเองก็อยากจะสั่งสอนตงเหวินมานานแล้ว แต่เมื่อไม่กี่วันก่อน พี่ใหญ่เป็นคนบอกเองว่าไม่จำเป็น
“ตัวตลกไร้ค่า ไม่คู่ควรให้เสียเวลา” พี่ใหญ่ไม่เคยสนใจ แม้แต่จะชายตามองคนอย่างตงเหวิน แล้วทำไมจู่ๆถึงอยากจะจัดการกับตงเหวิน หรือว่า… เพื่อแก้แค้นให้กับหลี่หนิงเซียน?
ซ่งหยงสะดุ้งเล็กน้อยกับความคิดของตนเอง ก่อนจะรีบส่ายหัวไล่ความคิดบ้าๆออกไป เขาคงคิดมากเกินไปแล้ว คนอย่างพี่ใหญ่จะไปทำเพื่อหลี่หนิงเซียนไปทำไม เป็นไปไม่ได้
หลี่หนิงเซียนไม่รู้เลยว่า การสั่งสอนตงเหวินของเธอ จะถูกคนอื่นเห็นเข้า เธอมุ่งหน้าไปตามาทาง เลี้ยวซ้ายทีขวาที จนกระทั่งมาถึงหน้าร้านสหกรณ์ เธอรับหม้อ ชาม ช้อน ที่สั่งซื้อไว้สำหรับตั้งแผงขายของ ก่อนจะสอบถามเส้นทางไปยังตลาดสดในเมืองนี้ที่มีหลายแห่ง
ถ้าเธอเร่งฝีเท้าอีกหน่อย ก็น่าจะทันขายช่วงมื้อเที่ยงพอดี ที่เมืองมีตลาดสดกระจายอยู่หลายแห่ง การตั้งแผงขายของครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของเธอ หลังจากวิเคราะห์ทำเลต่างๆแล้ว เธอไม่ได้เลือกไปที่ตลาดสดขนาดใหญ่ที่สุด แต่เลือกที่จะไปที่ตลาดขนาดกลาง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟแทน
ตลาดที่ใหญ่ที่สุดของเมืองตั้งอยู่ใจกลางเมือง ผู้คนส่วนใหญ่ที่ไปจับจ่ายใช้สอยจะเป็นชาวเมืองที่มาซื้อวัตถุดิบ สำหรับทำอาหารรับประทานเอง และชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียง ที่มาซื้อของใช้ที่ไม่รีบร้อน ส่วนคนที่ยอมควักเงินซื้ออาหารสำเร็จรูปนั้นมีจำนวนไม่มากนัก
ตลาดสดที่อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ แม้จะตั้งอยู่ค่อนข้างห่างไกล แต่ได้เปรียบตรงที่เป็นจุดศูนย์กลางการคมนาคม มีผู้คนพลุกพล่าน เนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้น และสิ้นสุดการเดินทาง ทำให้มีโรงงานหลายแห่งตั้งอยู่โดยรอบ คนงานที่เบื่อรสชาติอาหารในโรงอาหาร ต่างก็ออกมาหาอะไรทานเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศในช่วงพักเที่ยง
หลี่หนิงเซียนขนสัมภาระทั้งหมด ไปยังตลาดที่เธอเลือก ก่อนจะตรงไปยังสำนักงานบริหารจัดการตลาด เพื่อติดต่อเช่าพื้นที่ ราคาเช่าตกอยู่ที่เดือนละหกหยวน แม้จะไม่แพงมากนัก แต่ตอนนี้เธอไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น
เธอยังต้องเก็บเงินไว้สำรอง เพื่อของที่เธอขายไม่ได้ขายดีแบบที่คิดไว้ แล้วทำให้ไม่ได้กำไร เธอก็ยังอยากลองดูทำเลว่าจะขายได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าขายไม่ดีจะได้เปลี่ยนทำเล การเช่าระยะยาวตอนนี้คงยังไม่เหมาะ
หลี่หนิงเซียนตัดสินใจคุยกับผู้ดูแลตลาด พร้อมพูดจาหว่านล้อม ชมเชยผู้ดูแลตลาดอย่างไม่หยุดปาก ทั้งช่วยโบกพัด ทั้งช่วยจุดบุหรี่ บริการอย่างดี จนในที่สุดผู้ดูแลตลาดก็พยักหน้ายอมตกลง อนุญาตให้เธอชำระค่าเช่าเป็นงวดได้ โดยตกลงกันที่สิบวันชำระครั้ง
“หลี่หนิงเซียน ฉันเห็นว่าเธอดูเป็นคนจริงใจ ฉันถึงยอมผ่อนผันให้เป็นกรณีพิเศษ แต่ยังไงค่าเช่าพื้นที่ก็ไม่สามารถคิดราคาเท่ากับการจ่ายรายเดือนได้ สิบวันคิดเธอสองหยวนสามเหมา เดือนนี้ยังเหลืออีกสิบเจ็ดวัน คิดสี่หยวน ก็แล้วกัน”
“ตกลงค่ะ!” หลี่หนิงเซียนรับคำทันที ก่อนจะยิ้มหวาน “ขอบคุณพี่ชายมากเลยนะคะ ที่เห็นใจหนู หนูสัญญาเลยว่าจะไม่เบี้ยวค่าเช่าอย่างแน่นอน!”
“เธอนี่พูดจาเป็นจริงๆ แค่ฟังเธอก็รู้แล้วว่าธุรกิจต้องรุ่งเรืองแน่ๆ เอาล่ะ เข้าไปข้างในเถอะ เลือกที่ตั้งแผงได้ตามสบายเลย ขอให้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าล่ะ” ผู้ดูแลตลาดรับเงินสี่หยวน ก่อนจะเดินจากไปด้วยสีหน้าพึงพอใจ
บทที่ 29: ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
หลี่หนิงเซียนถอนหายใจอย่างโล่งอก มองเงินห้าหยวนที่เหลืออยู่ในมืออย่างปลงๆ ช่างเอาเปรียบกันจริงๆ สิบวันสองหยวนสามเหมา หนึ่งเดือนก็ตกอยู่ที่หกหยวนเก้าเหมา แพงกว่าคนอื่นตั้งเก้าเหมา
ถ้าไม่เพราะเธอยังไม่อยากจ่ายเงินก้อนใหญ่ในคราเดียว คงไม่แบ่งเช่าแบบนี้แน่ แต่ก็ยังดีที่สามวันที่หายไปเขายังลดให้หกเหมา นับว่าเธอยังจ่ายในราคาที่พอรับได้
เอาเถอะขอแค่เธอได้เปิดร้านก็พอแล้ว ถ้ามัวแต่คิดเล็กคิดน้อยคงไม่ได้อะไรขึ้นมา พอคิดแบบนี้ เธอจึงลากถุงสัมภาระใบโตที่มีของต่างๆที่ต้องใช้ เดินเข้าไปในตลาด
ด้านนอกตลาด ชายหนุ่มสองคนที่กำลังเข็นจักรยาน จับจ้องมองผู้คนที่เดินขวักไขว่ภายในตลาดด้วยสายตาไม่สบอารมณ์ ซ่งหยงมองตามร่างของหลี่หนิงเซียน ที่หายเข้าไปในร้านปาท่องโก๋ด้วยสายตาเหยียดหยัน
“ฉันว่าแล้วเชียว ว่าเธอต้องไม่เลิกราง่ายๆ เนื้อที่ซื้อไปคงไม่ได้เอาไปให้ใครหรอก แล้วนี่ก็ยังมากินเที่ยวที่ตลาดอีก” ซ่งหยงพูดอย่างหัวเสีย ทั้งสองมองตามร่างของหลี่หนิงเซียน ที่กำลังมุ่งหน้าไปยังโซนร้านขายอาหาร ต่างก็คิดว่าหลี่หนิงเซียนคงจะหิวจนทนไม่ไหว จึงรีบตรงดิ่งไปยังร้านขายบะหมี่เกี๊ยวเป็นอันดับแรก
“รอดูก่อน”
“ฉันว่ามันไม่คุ้มค่าเลยจริงๆนะ นายทั้งเก่ง ทั้งหล่อ แต่ต้องมาแต่งงานกับผู้หญิงขี้เกียจอย่างหลี่หนิงเซียนเนี่ยนะ” เขาหันมาบ่นกับกงชุนด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
กงชุนมองตามร่างของหลี่หนิงเซียน ดวงตาฉายแววผิดหวังเล็กน้อย แต่เขาก็เลือกที่จะไม่โต้ตอบคำพูดของซ่งหยง ก่อนหมุนจักรยานคู่ใจเตรียมตัวไปจากตรงนี้ การมาตามดูหลี่หนิงเซียนตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ประโยชน์อะไร
“เธอบอกว่ามีธุระ ฉันเองก็ต้องไปประชุมเหมือนกัน” น้ำเสียงเรียบนิ่งของกงชุน ไม่ได้ทำให้ซ่งหยงละความสนใจจากหลี่หนิงเซียน พร้อมยังคงพร่ำบ่นต่อด้วยความไม่พอใจ
“ธุระอะไรกันนักหนา เห็นทีไรก็เอาแต่หาของกิน และเดินเล่นไปวันๆ”
กงชุนถอนหายใจเบาๆ เขาไม่คิดจะแก้ตัวแทนหลี่หนิงเซียน แต่ก็ไม่คิดจะฟังคำพูดเหล่านี้ของซ่งหยงอีก เขาจึงตัดสินใจปั่นจักรยานออกจากตรงนี้ ทิ้งให้ซ่งหยงยืนบ่นอยู่คนเดียว
หลี่หนิงเซียนเลือกทำเลข้างๆร้านขายบะหมี่เกี๊ยว ฟานเต๋อเจ้าของร้านเป็นลุงใจดีคนหนึ่ง ที่ช่วยเธอจัดวางเตาอย่างขันแข็ง แผงลอยเล็กๆของหลี่หนิงเซียน จึงตั้งตระหง่าน เพื่อขายซาลาเปาทอดน้ำ
ด้วยความที่วันนี้เสียเวลาเพราะตงเหวิน จากตอนแรกที่เธอจะขายสามไส้ จึงทำทันขายได้เพียงไส้เดียว คือไส้หมู เธอเริ่มจากการทำแป้งแล้วพักไว้ ก่อนจะหันมาทำไส้ระหว่างรอแป้งพัก
หลี่หนิงเซียนนำหมูมาสับจนละเอียด ใส่ชามใบใหญ่ ตามด้วยซีอิ๊วขาว น้ำมันงา ซอสหอยนางรม เกลือป่น และน้ำตาลทราย แล้วผสมทุกอย่างจนเข้ากัน ก่อนใส่ต้นหอมซอยปิดท้าย
เมื่อเตรียมส่วนผสมเรียบร้อย เธอจึงเริ่มห่อซาลาเปาสิบลูกแรก แล้วหันมาตั้งกระทะพอร้อน จึงนำมันหมูที่หันแบ่งไว้ลงไปเจียวจนได้น้ำมันออกมา พอได้ที่เธอก็ตักน้ำมัน และมันหมูออกจากกระทะ
พอตักทุกอย่างออกจากกระทะเรียบร้อย เธอก็วางซาลาเปาเรียงลงบนกระทะ ใช้เพียงน้ำมันมันที่ติดอยู่ในกระทะ ก็พอสำหรับทอดซาลาเปาแล้ว รอจนเริ่มเหลืองพลิกด้าน ใส่น้ำลงไปอีกเล็กน้อย รอจนน้ำแห้งก็เป็นอันเสร็จ
ระหว่างทำก็มีกลิ่นหอมแทรกซึมไปทั่วบริเวณ คนที่เดินผ่านไปมาต่างทนไม่ไหว พากันหันมามองที่แผงลอยของหลี่หนิงเซียนด้วยความสนใจ ถือว่าเป็นการเรียกลูกค้าเริ่มต้นได้ดี
เธอทำแบบนี้วนซ้ำไปมาจนได้ซาลาเปาสามสิบลูก ก็ถึงเวลาช่วงเที่ยงพอดี เพื่อเรียกลูกค้าในช่วงแรก หลี่หนิงเซียนจึงเขียนป้ายโฆษณาตัวโต ซาลาเปาหนึ่งลูกเจ็ดเหมา สามลูกยี่สิบเหมา เป็นการขายที่เน้นการซื้อปริมาณมาก แม้กำไรจะหายไปบ้างก็ไม่เป็นไร
อีกสิ่งที่เธอวางแผนในการเรียกลูกค้า คือการที่เธอจะเขียนว่าลูกค้าคนที่สิบของร้าน รับซาลาเปาสามลูกโดยไม่ต้องจ่ายเงิน หลังจากเสร็จเรียบร้อย เธอก็หยิบซาลาเปาส่งให้ฟานเต๋อ ผู้ที่ช่วยเหลือเธอในวันนี้
“ลุงฟานคะ นี่คือซาลาเปาทอดน้ำฝีมือหนูเองค่ะ ลองชิมดูหน่อยนะคะ”
“ไม่ดีมั้ง เธอยังไม่ได้เปิดร้านเลย กินของเธอได้ยังไง เก็บไว้เถอะ!” ฟานเต๋อปฏิเสธอย่างเกรงใจ แต่หลี่หนิงเซียนก็ยัดซาลาเปาทอดน้ำใส่มือฟานเต๋ออย่างรวดเร็ว
“หนูเพิ่งเริ่มขาย อยากได้คำแนะนำจากลุงฟาน ช่วยลองกินให้หน่อยนะคะ ถ้าไม่อร่อยหนูจะได้ปรับปรุง” หลี่หนิงเซียนรู้ดีว่าฟานลุงเกรงใจ จึงพูดต่อด้วยรอยยิ้ม
“หนูชอบบะหมี่มากเลยค่ะ ถ้าลุงเหลือเก็บไว้ให้หนูสักนิดนะคะ”
“ได้สิ! ยายหนู” ฟานเต๋อรับซาลาเปามาด้วยรอยยิ้ม สายตามองซาลาเปาในมืออย่างพิจารณา แป้งสีเหลืองทอง กลิ่นหอมขนาดนี้ จะไม่อร่อยได้ยังไง เขาสังเกตเห็นสายตาของผู้คนที่ผ่านไปมา ต่างจับจ้องซาลาเปาในมือของเขา เขาจึงรีบกัดคำโตๆทันที
ใบหน้าที่เรียบเฉยของฟานเต๋อ พลันเปล่งประกาย ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ ซาลาเปาแป้งนิ่ม มีความกรอบจากการทาบบนกระทะ ไส้หมูด้านมีรสชาติดี หมูก็นุ่มสุกกำลังดี หลี่หนิงเซียนมองปฏิกิริยาของลุงฟานด้วยความตื่นเต้น
“เป็นยังไงบ้างคะลุงฟาน อร่อยไหมคะ?”
“อร่อยมาก” พูดจบฟานเต๋อก็เอาแต่ยัดซาลาเปาเข้าปาก ราวกับไม่เคยได้กินอะไรอร่อยเท่านี้มาก่อน หลี่หนิงเซียนเห็นดังนั้นก็ยิ้มกว้าง
“ลุงฟานคะ ค่อยๆกินค่ะ เดี๋ยวติดคอ” หลี่หนิงเซียนเทชาที่ซื้อมาใส่แก้วส่งให้ลุงฟาน เขารีบรับถ้วยมาซดแก้ติดคอ ก่อนจะยิ้มหวานส่งให้เธอด้วยความชื่นชม
“ยายหนู ฝีมือเธอไม่ธรรมดาเลย ซาลาเปานี่อร่อยมากจริงๆ ตาแก่ที่ใช้ชีวิตมาครึ่งค่อนชีวิตอย่างฉัน ยังไม่เคยกินซาลาเปาที่อร่อยแบบนี้มาก่อนเลย!”
“ขอบคุณค่ะ” ฉันยิ้มรับคำชมของคุณลุง
“บะหมี่ของฉันเธอเอาไปกินนะ แล้วตอนเย็นถ้าเหลือลุงจะซื้อไปฝากป้าสักหน่อย”
“ได้เลยค่ะ!” หลี่หนิงตอบรับอย่างรวดเร็ว ดวงตาเป็นประกายเปี่ยมไปด้วยความสุข สิ่งที่เธอตั้งใจทำได้รับคำชมอย่างจริงใจ ความกังวลที่อัดแน่นในใจก็สลายหายไป เหลือเพียงความปลาบปลื้มยินดี มั่นใจว่าซาลาเปาของเธอ ต้องขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอย่างแน่นอน
หลี่หนิงเซียนกำลังเตรียมทอดซาลาเปาเพิ่ม แต่ทันใดนั้นก็มีลูกค้ากรูกันเข้ามา จนล้อมแผงลอยของเธอไว้หมด
“ซาลาเปาใช่ไหม ขอสักลูก!”
“เถ้าแก่เนี้ย เอาสามชิ้น! ซื้อสามชิ้นยี่สิบเหมาใช่ไหม!” เมื่อมีลูกค้าคนแรกสั่งก็เริ่มมีลูกค้าคนอื่นๆสั่งตาม
“หกชิ้น! พวกเราสั่งหกชิ้น คิดแค่สี่สิบเหมานะ!”
“ขอหนึ่งชิ้น!”
“นี่คนที่สิบหรือยัง ฉันอยากได้ซาลาเปาแบบไม่เสียเงิน”
“นั่นสิคิวที่เท่าไหร่นะ”
“แต่ฉันอยากกินซื้อก็ได้ เอาสามลูก” เสียงสั่งซาลาเปาดังระงม หลี่หนิงเซียนยุ่งจนหัวหมุน ทั้งทอดซาลาเปา ใส่ถุงกระดาษส่งให้ลูกค้า คิดเงิน แทบไม่มีเวลาหายใจ ระหว่างที่เธอกำลังสาละวน เธอก็สังเกตเห็นว่าลูกค้าส่วนใหญ่ สวมชุดทำงานจากโรงงานใกล้ๆ การเลือกทำเลใกล้สถานีรถไฟ ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง
ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นพนักงานโรงงาน แค่คิดว่าพรุ่งนี้เช้า พวกเขาจะต้องกลับมาซื้อซาลาเปาของเธออีก หัวใจของหลี่หนิงเซียนก็พองโต ความเหนื่อยล้าแปรเปลี่ยนเป็นกำลังใจ หลี่หนิงเซียนขายของอย่างขะมักเขม้น คีบซาลาเปาใส่ถุงให้ลูกค้าตามที่สั่ง ไม่ให้ลูกค้าคนไหนได้รับของผิดจากที่สั่ง
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สองชั่วโมงต่อมา ซาลาเปาก็หมดเกลี้ยง หลี่หนิงเซียนได้แต่กล่าวขอโทษลูกค้าที่เพิ่งมาถึง
“ขอโทษด้วยนะคะ วันนี้ซาลาเปาหมดแล้ว ถ้าอยากทานพรุ่งนี้มาใหม่นะคะ ฉันจะเตรียมไว้ให้เยอะๆเลยค่ะ”
“อะไรกัน! ขายหมดเร็วขนาดนี้เลยเหรอ? ยายหนูเธอรู้ไหมที่โรงงาน พวกเรามีคนลองกินแล้ว เลยนัดกันมาซื้อเพียบเลย พรุ่งนี้ต้องเตรียมมาให้มากกว่านี้นะ!” หญิงวัยกลางคนในชุดพนักงานบ่นขึ้น
บทที่ 30: ผลกำไรจากการค้าขายวันแรก
หลี่หนิงเซียนก้มหัวขอโทษ เธอไม่คิดว่าแค่ครึ่งวัน ซาลาเปาของเธอจะกลายเป็นที่พูดถึงในโรงงาน จนทำให้มีคนอยากตามมาลองกินเยอะขนาดนี้
“ค่ะ ฉันจะเตรียมของให้มากขึ้นค่ะ ฉันเพิ่งเริ่มขายวันแรก ยังไม่มีประสบการณ์ ขอบคุณพี่สาวมากนะคะที่แนะนำ”
“ยายหนูนี่ พูดจาไพเราะจริงๆ งั้นพรุ่งนี้เอามาให้พี่ทันได้ซื้อด้วยนะ อยากรู้เหมือนกันว่าซาลาเปาทอดของเธอ จะอร่อยสมคำร่ำลือรึเปล่า”
“ได้เลยค่ะ! พรุ่งนี้ฉันจะเก็บไว้ให้พี่สาวกับพี่ๆทุกคนแน่นอนค่ะ!”หลี่หนิงเซียนส่งยิ้มกว้าง ให้กลุ่มคนรอบๆ
หลังจากลูกค้าคนสุดท้ายเดินจากไป หลี่หนิงเซียนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก รีบเก็บของ สายตาเหลือบไปเห็นเหรียญมากมายในกล่องข้างๆเตา รอยยิ้มพึงพอใจผุดขึ้นบนใบหน้า ในที่สุดเธอก็หาเงินได้แล้ว!
หลี่หนิงเซียนกำลังวุ่นวายอยู่กับการเก็บอุปกรณ์ต่างๆ ไอร้อนจากเตาถ่านยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบกาย แม้แสงแดดเย็นจะเริ่มทาบทาท้องฟ้า ลุงฟานที่ตั้งแผงอยู่ข้างๆ เห็นหลี่หนิงเซียนกำลังเก็บของจึงเดินเข้ามาช่วย
“ลุงคะ นี่ค่ะ” หลี่หนิงเซียนหยิบซาลาเปาห่อใส่ถุงกระดาษ ส่งให้ลุงฟาน “หนูเก็บไว้ให้ลุงโดยเฉพาะเลย เอากลับไปให้ป้าลองกินดูนะคะ”
ซาลาเปายังคงอุ่นอยู่ ไอร้อน และกลิ่นหอมลอยฟุ้ง บอกชัดว่าหลี่หนิงเซียนตั้งใจเก็บไว้ให้ลุงฟานจริงๆ
“ยายหนู เก็บไว้ให้ลุงจริงๆเหรอ บอกแล้วว่าถ้าเหลือค่อยขายให้ลุง น่าจะขายให้หมดไป”
“ไม่รับเงินถือว่าแลกกับบะหมี่นะคะ” ฟานเต๋อรับมาด้วยความเกรงใจ เขาเห็นกับตาว่าวันนี้ร้านเธอขายดีแค่ไหน คนมุงซื้อกันไม่ขาดสาย จนบางครั้งของที่เตรียมมาแทบไม่พอขาย
“ไม่รับเงินจริงๆเหรอ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะลุง เงินไม่ได้หาได้แค่วันเดียว”
“ยายหนูเป็นคนดีจริงๆ” ฟานเต๋อพูดพร้อมมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างเอ็นดูไม่น้อย
“หนูต้องรีบกลับไปดูแลคุณปู่แล้ว ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะคะ” หลี่หนิงเซียนพูดพลางเตรียมยกของที่เธอเก็บใส่ถุงผ้าใบใหญ่สองถุง
“อ๋อๆ รีบกลับเถอะ ยายหนูเป็นเด็กกตัญญูจริงๆนะ” ฟานเต๋อมองตามหลี่หนิงเซียนที่แบกสัมภาระเต็มบ่า ก็นึกอะไรขึ้นได้จึงทักขึ้น “เดี๋ยวก่อนยายหนู บ้านเธออยู่ไกลไม่ใช่หรือไง แบกของไปมาแบบนี้ไม่เหนื่อยแย่เหรอ”
“…” หลี่หนิงเซียนชะงักไปเล็กน้อย
“บ้านลุงอยู่จข้างข้ามตลาดนี่เอง เอาของไปเก็บไว้ที่บ้านลุงก็ได้ ลานบ้านลุงกว้างขวาง ทุกวันเธอก็ต้องมาขายของที่นี่อยู่แล้ว ฝากไว้จะได้ไม่ต้องขนไปขนมาให้ลำบาก”
“แบบนั้น…จะไม่รบกวนลุงมากไปเหรอคะ” หลี่หนิงเซียนลังเลเล็กน้อย เธอรู้สึกเกรงใจลุงฟานที่ต้องมารับฝากของจากเธอ
“ไม่เป็นไรหรอกน่า ของแค่นี้เอง น้อยกว่าแป้งที่ลุงใช้ทำบะหมี่เสียอีก” ฟานเต๋อโบกมือเป็นเชิงไม่ต้องเกรงใจ
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณลุงมากเลยค่ะ” หลี่หนิงเซียนโค้งศีรษะอย่างนอบน้อม
ฟานเต๋อพยักหน้ารับ ก่อนหันไปเก็บร้านของตนบ้าง แล้วจึงพาหลี่หนิงเซียนมาที่บ้าน ซึ่งตั้งอยู่ในตรอกเล็กๆไม่ไกลจากตลาด เดินทางสะดวก และดูปลอดภัย
หลี่หนิงเซียนกล่าวขอบคุณฟานเต๋ออีกครั้ง หลังจากเก็บของ เธอก็ยัดเงินใส่มือเขาห้าเหมา แล้วเธอก็เดินออกมาจากบ้านฟานเต๋อ บ่ายสองโมงกว่าๆ แดดยังแรง หลี่หนิงเซียนไม่รีบร้อนกลับบ้าน
แต่เลือกเดินดูไปตามตรอกซอยต่างๆเพื่อสำรวจตลาด ว่ามีอะไรที่หลี่หนิงเซียนสามารถนำมาเพิ่มรายได้ให้ตัวเองได้อีก เธอเดินไปเรื่อยๆ เลี้ยวซ้ายที ขวาที จนมาถึงตรอกเล็กๆที่ค่อนข้างเปลี่ยว
หลังจากแน่ใจว่าไม่มีใครตามมา หลี่หนิงเซียนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ยุคนี้โจรผู้ร้ายชุกชุม ต้องระมัดระวังตัวไว้ก่อน และในที่สุดเธอก็สามารถหยิบเงินที่ได้จากการขายซาลาเปาออกมา แล้วนับอย่างสบายใจเสียที
แสงแดดสาดส่องลงมา หลี่หนิงเซียนเดินกลับมาถึงหมู่บ้านด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม อิ่มเอมใจกับผลกำไรจากการค้าขายวันแรก เธอสามารถขายได้ถึงห้าสิบหยวนสิบห้าเหมา หักต้นทุนสิบห้าหยวน ให้ลุงฟานห้าเหมา เท่ากับว่าเธอได้กำไรสามสิบห้าหยวน
ถ้าขายได้แบบนี้ทุกวันอีกหน่อยเธอจะต้องมีเงินพอพาคุณปู่ไปโรงพยาบาล และซื้ออาหารดีๆให้คุณปู่กินได้ทุกมื้อแน่ แค่คิดเธอก็มีความสุขแล้ว นี่คงเป็นหนึ่งในเรื่องดีไม่กี่ของเธอตั้งแต่เขามาอยู่ในร่างนี้
“หนิงเอ๋อร์ กลับมาแล้วเหรอ? ทำไมวันนี้กลับช้าจัง” เสียงของคุณปู่ดังขึ้น ทันทีที่เธอก้าวเข้ามาในบ้าน
“วันนี้หนูไปทำธุระในเมืองนะคะ” หลี่หนิงเซียนตอบพลางวางตะกร้าลงบนโต๊ะ ภายในมีวัตถุดิบที่เธอซื้อเตรียมไว้สำหรับขายในวันพรุ่งนี้
“ไปทำธุระอะไรหรือ? ต้องให้ปู่ช่วยไหม?” หลี่จ้านมองหลานสาวด้วยความเป็นห่วง เธอหายไปทั้งวันไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรร้ายแรงหรือเปล่า
“ไม่ต้องหรอกค่ะคุณปู่ หนูจัดการเองได้” หลี่หนิงเซียนยิ้มบางๆ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าที่ห่อเงินไว้ออกมา เธอคลี่ผ้าเช็ดหน้าออกอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็นเหรียญมากมายที่อัดแน่นอยู่ภายใน
“คุณปู่ดูสิคะ!” เธอพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“นี่มัน…” หลี่จ้านเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“นี่เงินที่หนูหาได้จากการขายของในเมืองวันนี้ค่ะ หนูทำซาลาเปาขาย ได้ตั้งห้าสิบหยวนเลยนะคะ” หลี่หนิงเซียนประกาศอย่างภาคภูมิใจ
“ขายของ? หนิงเอ๋อร์บอกปู่มาตามตรง ว่าหลานไปทำอะไรมากันแน่” หลี่จ้านถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม เขาไม่อยากเชื่อว่าหลานสาวตัวเล็กๆของเขาจะหาเงินได้มากมายขนาดนี้ภายในวันเดียว
“คุณปู่คะ หนูไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายนะคะ หนูแค่ทำของอร่อยๆไปขายเท่านั้นเอง”
“แต่…” หลี่จ้านยังคงกังวลใจ เขาไม่อยากให้หลานสาวต้องลำบาก
“คุณปู่คะ หนูโตแล้วนะคะ หนูอยากแบ่งเบาภาระคุณปู่ อยากเป็นฝ่ายที่ดูแลคุณปู่บ้าง” หลี่หนิงเซียนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “อีกอย่าง ตอนนี้หนูคิดว่าจะมีโอกาสมากมายรออยู่ หนูไม่อยากอยู่เฉยๆค่ะ หนูอยากลองทำอะไรสักอย่างที่จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น”
หลี่จ้านนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาที่มองหลานสาวเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งภูมิใจ ปลื้มใจ และอดเป็นห่วงไม่ได้
“หลี่หนิงเซียน” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากทางเข้าประตู ทำให้ทั้งสองหันไปมอง ร่างสูงใหญ่ของกงชุนปรากฏขึ้นที่หน้าประตู เขาสวมเสื้อแขนยาวสีเข้ม กางเกงขายาวสีดำ และรองเท้าผ้าใบที่ดูเก่าคร่ำคร่า
แต่ใบหน้าคมคายกลับดูโดดเด่น ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยวจ้องมองมาที่เธอ หลี่หนิงเซียนรู้สึกใจหายวาบ เหมือนเธอทำผิดแล้วถูกจับได้ ทั้งที่เธอไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด
“กงชุน กลับมาแล้วเหรอ” หลี่จ้านถามขึ้น
“ครับ คุณปู่” กงชุนพยักหน้าเล็กน้อย สายตายังคงจับจ้องไปที่หลี่หนิงเซียนไม่ละสายตา
“ได้ยินว่าเธอเข้าเมืองไปคนเดียว คราวหน้าเธอบอกฉันได้นะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ไม่เป็นไร” หลี่หนิงเซียนตอบสั้นๆ
“หนิงเอ๋อร์บอกว่าเธอไปขายของในเมือง ได้เงินมาตั้งเยอะ” หลี่จ้านพูดขึ้น
กงชุนขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าหลี่หนิงเซียนจะกล้าทำอะไรแบบนั้น เธออาจจะกำลังโกหกคุณปู่ เพื่อปิดบังอะไรบางอย่าง
“ไปทำอะไรมา” เขาถามเสียงเข้ม
“คุณปู่ก็บอกแล้วไง ว่าฉันไปขายของ” หลี่หนิงเซียนตอบพร้อมมองเขานิ่ง
“ทำไมไม่บอกฉันก่อน”
“แล้วทำไมฉันต้องบอกคุณด้วย” หลี่หนิงเซียนถามกลับ สายตาที่มองกงชุนเต็มไปด้วยความท้าทาย
“อย่าลืมสิว่าตอนนี้เรา…” กงชุนชะงักไปเล็กน้อย คำพูดที่เขากำลังจะพูดติดอยู่ที่ปลายลิ้น ถ้าดูจากความสัมพันธ์ตอนนี้ พวกเราเหมือนคนที่ไม่ได้เป็นอะไรกัน มากกว่าจะมาบอกว่าเป็นสามีภรรยากัน หลี่หนิงเซียนไม่ได้เป็นอะไรกับเขา และเขาก็ไม่มีสิทธิ์ไปห้ามอะไรเธอ
“ฉันจะทำอะไร รับรองว่าจะไม่ให้ใครต้องมาเดือดร้อนด้วยแน่ๆ” หลี่หนิงเซียนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนจะเดินเลี่ยงกงชุนเข้าไปในครัว
“กงชุน…” หลี่จ้านมองตามหลังหลานสาวด้วยสีหน้ากังวล
“ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณปู่” เขาเข้าใจดีว่าเธอกำลังต่อต้านเขา แต่ยิ่งเธอต่อต้าน เขาก็ยิ่งอยากเอาชนะเธอ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน กงชุนจ้องมองร่างบางในห้อง ดวงตาของเขายิ่งลึกล้ำ และยากจะหยั่งถึง คำพูดของหลี่หนิงเซียนเมื่อครู่ยังคงก้องอยู่ในหัว
จบตอน
Comments
Post a Comment