บทที่ 31: บุญคุณที่ได้รับมานั้นยิ่งใหญ่
หลี่หนิงเซียน… เธอเป็นใครกันแน่? ยังใช่หลี่หนิงเซียนคนเดียวกับที่แต่งงานกับเขาอยู่อีกไหม สายตาของเขาจับจ้องไปที่เธอราวกับพยายามมองทะลุผ่านม่านหมอกหนา เพื่อค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
หลังทานมื้อเย็น หลี่หนิงเซียนเก็บกวาดครัวอย่างเรียบร้อย ก่อนจะจัดเตรียมสิ่งของที่ซื้อมาใส่ตะกร้าอีกใบ เธอเอาของเหล่านั้นออกมาจากบ้าน เพื่อนำไปมอบให้กับตระกูลกง
ภายในตะกร้ามีทั้งถุงแป้งสาลีขนาดใหญ่ และห่อกระดาษที่บรรจุของจนแน่นจนมองไม่ออกว่าข้างในนั้นมีอะไรบ้าง นอกจากนั้นยังมีเนื้อหมูสดใหม่ราวสามจินที่มัดรวมกันไว้ด้วยเชือกป่าน
แป้งสาลีสิบที่ทำให้เธอสามารถเปิดร้านได้อย่างราบรื่นในวันนี้ ล้วนมาจากน้ำใจของแม่กงชุน ส่วนเงินที่นำไปซื้อเนื้อก็ได้มาจากน้ำใจของกงชุน สุภาษิตกล่าวไว้ว่า การเพิ่มเติมสิ่งที่ดีอยู่แล้วนั้นง่าย แต่การช่วยเหลือในยามยากลำบากนั้นยากยิ่ง ตระกูลกงได้ช่วยเหลือเธอไว้ ในยามที่เธอต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด
ทันทีที่เธอมีเงิน เธอก็รีบไปซื้อแป้ง และข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ เพราะบุญคุณที่ได้รับมานั้นยิ่งใหญ่ เธอจึงอยากตอบแทนอย่างเร็วที่สุด เธอจึงตรงไปยังบ้านตระกูลกง เพื่อนำของไปมอบให้ ระหว่างทางหลี่หนิงเซียนครุ่นคิดไปต่างๆนานา จนเผลอเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เวลาล่วงเลยจนถึงยามเย็น ชาวบ้านทานอาหารเย็นกันเสร็จสิ้นหมดแล้ว พวกเขามักจะมานั่งรวมกลุ่ม พูดคุยกันใต้ต้นไม้ใหญ่เพื่อรับลมเย็นๆ เมื่อเห็นหลี่หนิงเซียนถือของมากมายออกมาจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังบ้านของตระกูลกง ต่างพากันมองตามด้วยความประหลาดใจ
ที่ผ่านมา พวกเขาเคยเห็นแต่เพียงหลี่หนิงเซียนขนของออกมาจากบ้านตระกูลกง ไม่เคยเห็นเธอเอาของอะไรไปให้ พฤติกรรมในวันนี้ของเธอจึงกลายเป็นเรื่องแปลกประหลาดในสายตาของทุกคน
หลี่หวังก็เป็นหนึ่ง ในกลุ่มคนที่นั่งรับลมอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่เหมือนกัน บ้านของเธออยู่ห่างจากบ้านตระกูลกงแค่สามหลัง เมื่อเห็นหลี่หนิงเซียนถือของเดินผ่านมา ดวงตาของเธอก็จ้องมองด้วยความสนใจ
“หนิงเซียนจะไปไหนหรือจ๊ะ หรือว่ามาหาเสี่ยวหลิว?” หลี่หวังถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เธอคิดว่าหลี่หนิงเซียนคงซื้อของอร่อยๆมาฝากลูกสาวของเธอเหมือนเคย
เมื่อหลายปีก่อนหลี่หวังเคยบอกกับอู๋หลิวลูกสาวของเธอ ว่าให้ทำตัวดีๆกับหลี่หนิงเซียน เวลาหลี่หนิงเซียนซื้ออะไรมาให้ก็อย่ากินคนเดียว ต้องแบ่งปันให้อู๋เหยียนด้วย อู๋หลิวเชื่อฟังคำสั่งสอนของเธอเป็นอย่างดี ทุกครั้งที่ได้ของอะไรดีๆจากหลี่หนิงเซียน เธอมักจะนำกลับมาแบ่งปันที่บ้านเสมอ
เมื่อถูกขวางหลี่หนิงเซียนจึงหยุดเดิน เธอไม่ได้ตอบคำถามของหลี่หวัง เพียงแต่ทักทายอย่างสุภาพ
“สวัสดีค่ะ ป้าหวัง” หลี่ไม่ได้สนใจคำทักทายนั้น เธอมองสิ่งของในมือของหลี่หนิงเซียนด้วยแววตาเป็นประกาย ภายในตะกร้าใบนั้นมีแป้งสาลีอยู่เต็มถุง ดูเหมือนจะมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่าสิบจิน
ส่วนในห่อกระดาษที่มัดรวมกันไว้แน่นหนานั้น เผยให้เห็นเนื้อหมูสามชั้นสีแดงสลับขาวน่ารับประทาน น้ำหนักคงไม่ต่ำกว่าสามจิน ห่อกระดาษใบใหญ่นั้น เธอมองไม่เห็นว่าข้างในบรรจุอะไรไว้บ้าง แต่เห็นได้ชัดว่าเต็มไปด้วยของมากมาย
“หนิงเซียนเข้าเมืองมาอีกรอบแล้วหรือจ๊ะ มีอะไรดีๆก็คิดถึงแต่เสี่ยวหลิวสินะ ช่วงนี้เสี่ยวหลิวมีน้ำมีนวลขึ้นเยอะเลย” หลี่หวังพูดพลางยื่นมือออกไปหวังจะรับของจากมือหลี่หนิงเซียน เหมือนอย่างเช่นที่เคยทำเป็นประจำ
ทว่ามือของเธอยังไม่ทันได้สัมผัสกับตะกร้า หลี่หนิงเซียนก็ขยับตัวถอยห่างทันที หลี่หนิงเซียนรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย ทำไมคนถึงชอบคิดว่าเธอซื้อของพวกนี้มาฝากเขาอยู่เรื่อย เมื่อเช้านี้ก็ตงเหวิน ตอนนี้ก็ป้าหวังอีกอีก
“คุณปู่ของฉันร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง เมื่อวานป้าซูเลยเอาของกินมาให้ ฉันเลยเข้าเมืองไปซื้อของพวกนี้ เพื่อนำไปตอบแทนให้กับป้าซูนะคะ” แม้เสียงของหลี่หนิงเซียนจะไม่ดังนัก แต่ทุกคนที่นั่งอยู่บริเวณนั้น ต่างก็ได้ยินกันอย่างชัดเจน
ชาวบ้านทุกคนรู้ดีว่า หลี่หนิงเซียนไม่เคยเรียกแม่ของกงชุนด้วยความเคารพสักครั้ง แต่วันนี้เธอกลับเรียกว่าป้าซู แล้วยังซื้อของให้มากมาย หลี่หวังเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ชาวบ้านหลายคนที่เพิ่งจะไล่ตะเพิดหลี่หนิงเซียนเมื่อวานนี้ หลังจากที่เธอไปหาเพื่อขอยืมแป้งสาลี ก็พากันอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ
หลี่หนิงเซียนกำลังจะเอาของมากมายขนาดนี้ไปคืนพวกเขาจริงๆนะเหรอ รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่หยวังค่อย ๆ หายไป เธอไม่คาดคิดมาก่อนว่า หลี่หนิงเซียน จะซื้อของพวกนี้มาเพื่อตอบแทนน้ำใจของตระกูลกง การกระทำเมื่อครู่นี้ของเธอ จึงไม่ต่างอะไรจากการตบหน้าตัวเอง
แต่ในเมื่อเธอเข้ามาทักทายแล้ว อีกทั้งยังมีคนมากมายมองอยู่ เธอจึงทำเป็นเมินเฉย แสร้งยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก ก่อนจะพูดว่า
“อ้อ ซื้อมาให้แม่สามีหรือจ๊ะ ฮ่าๆๆ ก็ถูกแล้วล่ะ แม่สามีของเธอใจดีที่สุด ไม่งั้นคงไม่ได้แต่งงานกับกงชุนหรอก แต่ว่านะป้าขอพูดอะไรหน่อย หนิงเซียน ตอนนี้เธอแต่งงานแล้ว ควรเปลี่ยนคำเรียกได้แล้วนะ จะเรียกป้าซูอยู่ได้ยังไง เดี๋ยวคนอื่นจะหาว่าเธอไม่มีมารยาท”
หลี่หนิงเซียนได้แต่ยิ้มรับ แต่ไม่ได้ตอบโต้ใดๆ ปล่อยให้หลี่หวังเป็นฝ่ายพูดอยู่ฝ่ายเดียว เธอจะเรียกแม่ของกงชุนว่าอย่างไร มันไปเกี่ยวอะไรกับคนอื่นด้วย อีกอย่าง เธอวางแผนจะหย่ากับกงชุนในอนาคตอยู่แล้ว การเปลี่ยนคำเรียกไปมาแบบนั้นมันยุ่งยากเกินไป
หลี่หวังรู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก ปกติแล้ว หากเธอพูดจาเหน็บแนมแบบนี้ หลี่หนิงเซียนต้องรีบแก้ตัวทันที แต่ตอนนี้หลี่หนิงเซียนกลับไม่ได้โต้ตอบอะไร
เธอยังคงยิ้มแย้มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้ป้าหวังรู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความกระอักกระอ่วนใจ หลี่หวังจึงหันไปจ้องมองตะกร้าในมือของหลี่หนิงเซียนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอิจฉา
“ซื้อเนื้อมาด้วยหรือจ๊ะ แล้วในห่อนั่นมันคืออะไร เห็นมัดแน่นเชียว หลี่หนิงเซียนอย่าเพิ่งรำคาญที่ป้าพูดมากนะ เธอควรจะเปลี่ยนนิสัยใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายได้แล้วนะ คุณปู่ป่วยพี่ชายของเธอก็โตป่านนี้แล้วยังไม่มีเมีย เธอเอาแต่ใช้เงินฟุ่มเฟือยแบบนี้ อีกหน่อยจะเอาเงินที่ไหนใช้”
หลี่หวังมองของในมือของหลี่หนิงเซียนแล้วรู้สึกไม่สบายใจยิ่งนัก ในเมื่อมันไม่ใช่ของที่ซื้อมาฝากเธอ เธอจึงอดไม่ได้ที่จะพูดจาเสียดสีหลี่หนิงเซียน ทว่าหลี่หนิงเซียนกลับไม่รู้สึกโกรธ เธอยิ้มบางๆแล้วพยักหน้ารับ
“ป้าพูดถูกค่ะ ต่อไปนี้ฉันจะไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือยกับคนนอกแน่นอนค่ะ” เมื่อเห็นสีหน้าบูดบึ้งของหลี่หวัง หลี่หนิงเซียนจึงรีบพูดต่อว่า “ป้าหวังคะ ฟ้าจะมืดแล้ว ฉันขอตัวก่อนนะคะ”
หลี่หนิงเซียนเดินเลี่ยงหลี่หวังไป พร้อมกับถือตะกร้ามุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลกง ร่างของเธอค่อยๆเลือนหายไปภายในรั้วบ้าน ชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นต่างมองตามหลี่หนิงเซียนด้วยแววตาเสียดาย
หากพวกเขารู้ว่าการให้หลี่หนิงเซียนยืมแป้งสาลีเพียงสิบจิน จะทำให้เธอเอาของมากมายขนาดนี้มาตอบแทน พวกเขาคงจะยินดีให้ยืมตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
หลี่หวังรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาหลี่หนิงเซียนมักจะซื้อของดีๆมาฝากบ้านเธอเสมอ แต่ตอนนี้หลี่หนิงเซียนกลับไม่ให้เกียรติเธอเลยแม้แต่น้อย เธออดไม่ได้ที่จะสบถออกมาด้วยความขุ่นเคือง
“ทำเป็นวางท่าใหญ่โต ที่แท้ก็แค่ทำตัวลูกคนรวยที่ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย! ตระกูลกงนี่ซวยจริงๆ ที่ได้ลูกสะใภ้แบบนี้มา คงต้องเสียเงินทองไปกับคนแบบนี้ไม่ใช่น้อย”
คนโดยรอบ กลับไม่ได้สนใจคำพูดของหลี่หวัง พวกเขากลับให้ความสนใจ กับตะกร้าใบใหญ่ในมือของหลี่หนิงเซียน ต่างพากันคาดเดาว่าข้างในนั้นมีอะไรซ่อนอยู่ ทำให้หลี่หวังที่ยืนอยู่ข้างๆ รู้สึกหงุดหงิดใจยิ่งขึ้นไปอีก
บทที่ 32: การคืนให้คุณแบบที่ยุติธรรมที่สุด
ทันใดนั้น จินเม่ยก็เดินออกมาจากบ้านด้วยสีหน้าบูดบึ้ง เธอเพิ่งจะทราบมาว่ารายชื่อคนงานที่จะได้เข้าไปทำงานในเมืองในรอบถัดไป ไม่มีชื่อของเธออยู่ด้วย เธอโกรธมากจนเผลอสบถด่าออกมาหลายคำ
พอนึกดูแล้วถ้าไม่ใช่เพราะหลี่หนิงเซียน พ่อของเธอก็คงไม่พูดจาโผงผางออกมาว่า หัวหน้าหมู่บ้านไม่ควรเล่นพรรคเล่นพวก แล้วแอบเอาสิทธิ์คนงานของเธอไปให้กับคนอื่น สุดท้ายแล้ว เธอกลับกลายเป็นฝ่ายผิด ถูกพ่อต่อว่าอย่างหนัก แม้แต่แม่ของเธอยังตำหนิเธอ เธอจึงต้องเดินออกมาสงบสติอารมณ์ข้างนอกบ้าน
เมื่อเห็นหลี่หนิงเซียนเดินเข้าไปในบ้านตระกูลกง จินเม่ยยิ่งรู้สึกอึดอัดใจมากขึ้นไปอีก ช่วงนี้คุณป้าก็ไม่ค่อยสนใจเธอ เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะเรื่องที่กงหยางวางเพลิงบ้าน
จนทำให้คุณป้าโกรธเคืองเธอ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะหลี่หนิงเซียน ยิ่งได้ยินชาวบ้านต่างพากันพูดถึงหลี่หนิงเซียน เธอยิ่งรู้สึกไม่พอใจ จึงเดินเข้าไปหา หลี่หวัง แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ป้าหวัง เกิดอะไรขึ้นหรือคะ” หลี่หวังที่กำลังรู้สึกโกรธ เมื่อเห็นจินเม่ยเดินมาก็รีบเล่าเรื่องราวก่อนหน้าให้ฟังทันที
“ก็หนิงเซียนนะสิหอบของมาเยอะแยะ ไม่รู้เอามาจากไหน”
“เอามาจากบ้านตระกูลกงหรือเปล่าคะ” จินเม่ยถามออกไป เพราะเห็นเธอเห็นหลี่หนิงเซียนเดินเข้าบ้านตระกูลกงไปก่อนหน้า
“ไม่ได้เอามาจากตระกูลกง แต่เอามาให้ตระกูลกงต่างหาก”
“คะ?”
“หนิงเซียนบอกเองเลยนะว่าเอามาแม่สามี คงหวังให้แม่สามียอมรับ” จินเม่ยกำมือแน่น พร้อมมองเข้าไปในบ้านตระกูลกงด้วยความไม่ชอบใจ เธอไม่มีวันยอมให้หลี่หนิงเซียนแย่งอะไรไปจากเธอแน่…
หลี่หนิงเซียนเดินเข้าไปในบ้านตระกูลกง เห็นซูลี่กำลังกินข้าวอยู่กับกงหยาง ฝั่งกงหยางพอเห็นเธอก็สะดุ้งโหยง ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ พร้อมตะโกนถามเสียงดัง
“เธอมาทำไม! คงมาดูว่าบ้านซ่อมเสร็จหรือยัง จะได้กลับมาอยู่ละสิ!”
“ลูกพูดอะไรของลูก เงียบไปเลยนะ” ซูลี่รีบปรามลูกชายคนเล็กของตัวเอง
หลี่หนิงเซียนชะงักไปครู่หนึ่ง กวาดสายตามองไปรอบๆบ้าน บ้านที่ถูกไฟไหม้ได้รับการซ่อมแซมอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่วันก็เกือบเสร็จสมบูรณ์ มีทั้งคานใหม่ หลังคาใหม่ แม้แต่แคร่ดินก็ถูกสร้างขึ้นใหม่ เหลือเพียงแค่ติดตั้งประตูหน้าต่างก็สามารถเข้าอยู่ได้แล้ว ตระกูลกงนี่มีมนุษยสัมพันธ์ดีจริงๆ
เธอเห็นแล้วก็อดทึ่งไม่ได้ ในชนบทอย่างนี้ คนมักจะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ซ่อมแซมบ้านก็มักจะช่วยกัน ไม่ได้จ้างใคร เธอจำได้ว่าตอนเธอไปขอยืมแป้งสาลียังไม่มีใครอยากช่วยเหลือเลยสักคน
แต่ตระกูลกงนี่ต่างออกไป กลับมีคนมาช่วยซ่อมบ้านมากมาย และรวดเร็ว ตระกูลนี่คงเป็นที่รักของคนไม่น้อย ถ้างั้นกงชุนก็คงจะย้ายกลับมาอยู่บ้านเร็วๆนี้ เธอก็ไม่ต้องอยู่ร่วมบ้านกับเขาแล้วสินะ
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ หลี่หนิงเซียนก็รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก จนตัวเธอเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ที่นี่เธอจะทำอะไรก็คงสะดวกขึ้น ไม่ต้องมาค่อยหลบเขาแบบวันนี้อีก
“ว่าแต่เธอมาทำไม” ซูลี่ที่เห็นหลี่หนิงเซียนยืนเงียบ จึงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“นี่! แม่ฉันถามอยู่ได้ยินไหม! เหม่ออะไรอยู่!” กงหยางเห็นหลี่หนิงเซียนไม่ตอบก็พูดเสียงอย่างไม่สบอารมณ์เธอกล้าดียังไงมาเมินแม่เขาแบบนี้
เพราะมัวแต่คิดเรื่องบ้านทำให้หลี่หนิงเซียนไม่ทันไดัฟังคำถามของซูลี่แล้วตอบคำถามก่อนหน้าที่กงหยางถามแทน
“วางใจได้ ฉันไม่ได้จะมาอยู่ที่นี่หรอก” ถึงแม้จะเป็นคำตอบที่เขาคาดหวังไว้ แต่กงหยางกลับรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก
“นี่เธอ…จริงจังกับเรื่องหย่ากับพี่ชายฉันแล้วใช่ไหม?”
“ทำไม? หรือว่านายอยากให้ฉันอยู่กับพี่ชายนายต่อไป?” น่าแปลกใจที่กงหยางทำท่าทางเหมือนไม่อยากให้เธอหย่ากับพี่ชายเขา ทั้งที่เขาควรจะดีใจมากกว่ามีท่าทางแบบนี้
“ใครอยากให้เธออยู่ด้วยกันเล่า! ฉันก็แค่…แค่…” กงหยางพูดติดขัด “ก็แค่สงสารผู้ชายอื่นที่มีเธอไปรังควานแทนก็เท่านั้น”
“กงหยาง! เรื่องของผู้ใหญ่ เด็กอย่ายุ่ง! อยากโดนพี่ชายลูกส่งไปให้พี่ลี่หมิงสั่งสอนอีกหรือไง! นั่งกินข้าวไปเงียบๆเลยนะ!” ซูลี่พูดกับกงหยางด้วยน้ำเสียงดุ
กงหยางนึกถึงพี่ลี่หมิงก็หุบปากฉับ นั่งลงตักข้าวในชามอย่างว่าง่าย เขาไม่อยาไปเจอคนที่เอาแต่ยิ้ม พูดจาอะไรออกมาแต่ละทีดูขนลุกไม่น้อย ถ้าไปอยู่ด้วยอีกเขาต้องเป็นบ้าแน่ๆ
ซูลี่ปรามลูกชายเสร็จก็หันมามองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาไม่ชอบใจ ยิ่งผู้หญิงคนนี้พึ่งเมินคำถามเธอไปเถียงกับลูกชายคนเล็กเธอ ช่างน่าเหนื่อยใจนัก ถ้ากลับมาอยู่คงตีกันไม่รู้จบ
“สรุปแล้วนี่เธอมาทำไม บ้านฉันไม่มีแป้งสาลีให้เธอยืมแล้วนะ บอกไว้ก่อนเลยว่าบ้านใกล้จะซ่อมเสร็จแล้ว เธอก็บอกให้กงชุนกลับบ้านได้แล้ว ไปอยู่บ้านคนอื่นเขานานๆได้ยังไง”
บ้านคนอื่น…ก็หมายถึงบ้านเธอนี่แหละ ดูท่าแม่ของกงชุนก็อยากให้เธอหย่ากับเขาเร็วๆอยู่เหมือนกัน ซึ่งมันก็ตรงกับความต้องการของเธออยู่แล้ว หลี่หนิงเซียนจึงไม่ได้ใส่ใจท่าทีของอีกฝ่ายมากนัก
“ไว้ฉันจะบอกให้นะคะ” สีหน้าขอซูลี่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลี่หนิงเซียนจึงพูดต่อ “วันนี้ที่มาเพราะฉันเอกมาแป้งสาลีมาคืนค่ะ”
หลี่หนิงเซียนพูดพลางวางถุงแป้งสาลี พร้อมกับตะกร้าของลงบนโต๊ะ ที่พวกเขานั่งกินข้าวอยู่
“…”
“ที่ฉันขอยืมแป้งสาลีไป เพราะตอนนั้นฉันเดือดร้อนจริงๆ ขอบคุณมากนะคะที่ให้ยืม ในถุงนี้มีแป้งสาลีสิบเอ็ดจิน ถือว่าเป็นการคืนให้คุณแบบที่ยุติธรรมที่สุดนะคะ” ให้คนยืมเงินยังได้ดอกเบี้ย ยืมของก็ควรได้เหมือนกัน
“จริงๆ ไม่ต้องก็ได้” ซูลี่พูดเพราะเธอไม่ได้คาดหวังว่าหลี่หนิงเซียนจะเอามาคืนอยู่
“ไม่ได้ค่ะ ฉันเอาเปรียบครอบครัวคุณมาเยอะแล้ว ส่วนเนื้อสามจินนี้ เดิมทีวันนี้ฉันตั้งใจจะซื้อให้คุณปู่บำรุงร่างกาย แล้วนึกขึ้นได้ว่าช่วงที่ผ่านมาเอาของคุณไปเยอะแล้ว เลยซื้อมาฝากคุณด้วยสามจิน ถือว่าเป็นการไถ่โทษที่ฉันทำตัวไม่ดีในช่วงที่ผ่านมานะคะ”
“เธอ…” ซูลี่พูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองหลี่หนิงเซียนยื่นมือไปหยิบห่อกระดาษขนาดใหญ่ออกมาจากตะกร้า แกะห่อกระดาษออกต่อหน้าเธอ และกงหยาง
“ฉันเห็นว่ากงหยางตัวไม่ค่อยสูง ทั้งยังผอมกว่าเด็กวัยเดียวกัน กินข้าวก็ไม่ค่อยเก่ง คิดว่าน่าจะมีปัญหาเรื่องกระเพาะและม้าม ฉันเลยซื้อผลไม้อบแห้งกับขนมพุทราจากในเมืองมาฝาก กินก่อนมื้ออาหารทุกวัน พอกระเพาะ และม้ามแข็งแรงขึ้น อาการก็จะดีขึ้นเอง” พูดจบหลี่หนิงเซียนก็ผลักห่อกระดาษไปตรงหน้ากงหยาง พร้อมกำชับอีกครั้ง
“เด็กผู้ชายอย่างนาย จะสูงก็แค่ช่วงไม่กี่ปีนี้แหละ อย่าปล่อยให้เสียโอกาสเพราะขาดสารอาหาร จำไว้ ต้องกินเยอะๆนะ”
ซูลี่และกงหยางมองดูข้าวของมากมายบนโต๊ะด้วยความตกตะลึง ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเป็นเวลานาน ราวกับทั้งหมดเป็นเพียงความฝัน ซูลี่เป็นฝ่ายได้สติก่อน เธอถามอย่างไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
“นี่เธอ…เอาของมาให้เราเนี่ยนะ?” ไม่ใช่มาทะเลาะโวยวาย เรียกร้องเงินทองหรอกเหรอ? นี่มันราวกับพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกเลยทีเดียว แล้วไหนจะข้าวของพวกนี้อีก
“ใช่ค่ะ ฉันเอาของมาให้เฉยๆ ตอนแรกจะให้คุณกงชุนเอามาให้ แต่คิดดูอีกทีเอามาให้เองดีกว่า” วันนี้…หลี่หนิงเซียนเอาของมาคืน ช่างเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อเกินไป
บทที่ 33: ถูกกล่าวหาว่าเป็นขโมย
ซูลี่มองหลี่หนิงเซียนอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ราวกับฟ้ากำลังจะถล่มลงมาตรงหน้า เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นตอนนี้ ถ้าเธอเล่าให้ใครฟัง คงไม่มีใครเชื่อ หลี่หนิงเซียนจะเปลี่ยนแปลงตัวเองขนาดนี้ได้ยังไง
“ไม่มีอะไรแล้ว ฉันกลับก่อนนะคะ” หลี่หนิงเซียนพูดจบก็เตรียมตัวจะเดินกลับบ้าน
ซูลี่ที่ยืนคิดเรื่องราว เหมือนกลับคิดอะไรบางอย่างออก รีบขวางหลี่หนิงเซียนไว้
“เดี๋ยวก่อน!” หลี่หนิงเซียนมองซูลี่ด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าซูลี่จะมาขวางเธอไว้ทำไม
กงหยางเองที่กินข้าวอยู่ก็ลุกขึ้นยืนอย่างด้วยความสงสัย แม่เขาคงไม่ได้ขวางไว้เพื่อจะมีเรื่องหรอกนะ
“แม่ มีอะไรเหรอครับ” ซูลี่จ้องมองหลี่หนิงเซียนเขม็ง ไม่ได้ตอบคำถามลูกชาย แต่เลือกที่จะพูดกับหลี่หนิงเซียนแทน
“ที่เธอคืนของ เพราะเธอจะเปลี่ยนใจหันมาทำร้ายกงหยางลูกชายของฉันใช่ไหม” ซูลี่มองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาหวาดระแวง ยิ่งคิดเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งมั่นใจว่าหลี่หนิงเซียนต้องมีแผนร้ายแอบแฝงอยู่แน่
“ไม่ใช่ค่ะ ฉันก็แค่ไถโทษ ส่วนเรื่องกงหยาง…”
“ฉันว่าแล้ว! เธอจงใจคืนของเพื่อจะได้ใช้เรื่องนี้มาขู่รีดจากกงชุนทีหลังสินะ ผู้หญิงหน้าเงินอย่างเธอไม่น่ามาทำดีแบบนี้หรอก” ซูลี่พูดขัดขึ้นอย่างไม่ไว้หน้า
กงหยางยืนอยู่ด้านข้างตัวแข็งทื่อ หน้าซีดเผือดทันที เมื่อได้ยินคำพูดของแม่ เขารู้แล้วว่าสิ่ที่ตัวเองทำมะนส่งผลเลวร้ายแค่ไหน แค่โดนพี่ลี่หมิงลากไปลงโทษาสองวันก็ขยาดพอแล้ว
“คุณ… คุณจะไปแจ้งตำรวจจับผมเหรอ?” เขาถามหลี่หนิงเซียนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ภาพเหตุการณ์ที่ถูกลงโทษ ในคืนที่เขาทำเรื่องโง่เง่า พลันหวนคืนมาเด่นชัดในความทรงจำ
คืนนั้นหลังจากที่เขาจุดไฟเผสห้องที่หลี่หนิงเซียนอยู่ พี่กงชุนผู้เป็นพี่ชายก็ลงโทษเขาให้เขากลับไปคุกเข่าสำนึกผิดทั้งคืน แล้วยังส่งเขาให้พี่ลี่หมิง ให้พี่ลี่หมิงพาเขาไปอบรมสองวัน ทำให้เขาได้เห็นสภาพในห้องขังที่สถานีตำรวจอีกด้วย เขาได้แต่หวาดกลัวและรู้สึกผิดที่ทำเรื่องเลวร้ายลงไป
โชคดีที่หลี่หนิงเซียนไม่เอาเรื่องเขา แถมยังช่วยเปิดโปรงตัวคนร้าย พลิกสถานการณ์ให้เขาเป็นแค่เด็กที่ถูกหลอกใช้ ไม่เช่นนั้นเรื่องคงบานปลายไปมากกว่านี้ พอจบเรื่องเขาจึงไม่กล้าปริปากเล่าเรื่องคืนนั้นให้ใครฟังอีก
แต่ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เขาสังเกตเห็นว่าหลี่หนิงเซียนดูเปลี่ยนไป หรือว่าที่แม่ของเขาพูดจะเป็นเรื่องจริง? หลี่หนิงเซียนกำลังวางแผนจะใช้เรื่องนี้มาข่มขู่พี่ชายเขาอย่างนั้นหรือ? แม้ในใจลึกๆจะพยายามปฏิเสธ แต่กงหยางก็ไม่อาจสลัดความกังวลออกไปได้
หลี่หนิงเซียนยืนนิ่ง เธอไม่คิดว่าซูลี่จะเข้าใจผิดไปกันใหญ่ขนาดนี้ เธอจึงคิดจะอธิบายให้กระจ่าง แต่ยังไม่ทันได้พูด ก็มีเสียงที่ทำให้คนในบ้านตกตะลึง
“ส่งตัวคนร้ายออกมา!” เสียงดังขึ้น พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยที่เข้ามาในลานบ้าน ซูลี่เดินออกมาจากในบ้าน ตามมาด้วยหลี่หนิงเซียน ส่วนกงหยางนั้นได้แต่ยืนหลบด้วยความหวาดกลัว
บรรยากาศโดยรอบเเฝงไปด้วยความตึงเครียด ภาพที่อยู่เบื้องหน้าหลี่หนิงเซียน คือจินเม่ยพร้อมกับกลุ่มชายฉกรรจ์ในเครื่องแบบของฝ่ายรักษาความปลอดภัย ที่บุกเข้ามาในลานบ้านอย่างอุกอาจ
ดวงตาของจินเม่ยฉายแววเยาะเย้ยเมื่อมองไปยังหลี่หนิงเซียน ที่เดินตามออกมา เธอประกาศก้องเสียงดังฟังชัด
“หลี่หนิงเซียน! เธอโดนจับแล้ว!”
“นี่มันเรื่องอะไรกัน” ซูลี่ที่ยืนด้านหน้าก็ถามขึ้น หลี่หนิงเซียนที่อยู่ด้านข้างซูลี่ขมวดคิ้ว สายตากวาดกลุ่มคนที่บุกเข้ามา ก่อนสายตาเย็นชาจะหยุดแล้วจ้องมองไปยังจินเม่ย
“ก็เรื่องที่หลี่หนิงเซียนเป็นขโมยไงค่ะ คิดว่าจะหนีรอดไปได้ แต่ก็ต้องเสียใจด้วยนะที่มีคนรู้ทันเธอ?”
“หลี่หนิงเซียน นี่ไม่ใช่ครั้งเเรกที่เธอสร้างเรื่องนะ ครั้งก่อนที่ร้านสหกรณ์ในเมืองก็มีคนเห็นว่าเธอขโมยของ แต่ไม่มีหลักฐาน คราวนี้เราได้เบาะแสมาว่าเธอขโมยของจากร้านสหกรณ์มาอีกแล้ว! พวกเราถึงต้องมาจับเธอไปดำเนินคดี!”หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยพูดพร้อมกับรอยยิ้มเยาะเย้ย
“ขโมยของ? พูดบ้าอะไร ฉันไม่ได้ขโมยอะไรทั้งนั้น!” หลี่หนิงเซียนโต้แย้งทันควัน
“ยังกล้าปฏิเสธอีก!” ชายร่างกำยำคนหนึ่งตะโกนเสียงดัง
“พวกเรามีพยานเห็นกับตา แล้วของกลางก็อยู่ที่นี่ จะปฏิเสธได้ยังไง!” ชายอีกคนพูดเสริมขึ้น
“ใช่ๆ เมื่อกี้ฉันเห็นกับตา หลี่หนิงเซียนเอาของพวกนี้เข้าไปในบ้านตระกูลกง คงพยายามจะเอามาซ่อน!” หลี่หวังโผล่หน้าออกมาจากหลังกลุ่มคน พูดเสริมขึ้นอีกคน
“ของกลาง?” หลี่หนิงเซียนหันไปมองบนโต๊ะในบ้านที่เธอวางของ สายตาทอดมองไปที่ถุงที่บรรจุแป้ง แล้วใบหน้าซีดเผือดลงก่อนจะพูดขึ้นทันที “นี่มันของที่ฉันซื้อมาเองนะ ไม่ได้ขโมยใครมา”
“โกหก! เธอจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อของแพงๆแบบนี้! อย่ามาอ้างโน่นอ้างนี่ รีบสารภาพมาซะดีๆว่าเธอนะขโมยของทั้งหมดมา!” จินเม่ยพูดขึ้นอย่างไม่ยินยอม
“ฉันไม่ได้ขโมย! ฉันเพิ่งกลับมาจากเมือง ของพวกนี้ฉันซื้อมาจากในเมืองทั้งนั้น” หลี่หนิงเซียนกัดฟัน กำมือแน่น เรื่องนี้ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง ผู้หญิงคนนี้จะไม่ยอมจบง่ายๆสินะ
“โกหก! เมื่อเช้าฉันเห็นเธออยู่แต่ในหมู่บ้าน ไม่ได้ออกไปไหนสักหน่อย!” เสียงของชาวบ้านคนหนึ่งดังขึ้น
“ใช่ๆ ฉันก็เห็น!” เสียงสนับสนุนดังขึ้นอีกหลายเสียง ทำให้สถานการณ์ ดูเลวร้ายลง ใจคอคนพวกนี้จะเข้าข้างใครโดยไม่สนอะไรเลยสินะ
“…” หลี่หนิงเซียนรู้สึกโมโหไม่น้อย เธอไม่คิดเลยว่าที่ตั้งใจมาคืนของด้วยความหวังดี สุดท้ายกลับถูกคนไม่หวังดีใส่ร้ายแบบนี้ คนที่ลงมือช่างเลือกกโอกาศลงมือได้พอดิบพอดีเสียจริง
ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“มีเรื่องอะไรกัน” ทุกสายตาหันไปยังต้นเสียง ร่างสูงสง่าของกงชุนปรากฏขึ้นที่หน้าประตูรั้ว ใบหน้าเรียบเฉยจนยากจะคาดเดาความรู้สึกของเขาในตอนนี้ได้
“พี่กงชุน… คือว่าหลี่หนิงเซียน เธอขโมยของจากร้านสหกรณ์ในหมู่บ้านสหกรณ์มาค่ะ ฉันเลยพาคนมาจับเธอ” จินเม่ยรีบเดินเข้าไปหากงชุน น้ำเสียงที่ใช้พูดกับกงชุนนั้นอ่อนหวาน ผิดจากตอนที่พูดกับหลี่หนิงเซียน
ดวงตาคมกริบของกงชุนมองไปยังหลี่หนิงเซียน ที่ยืนนิ่งอยู่ด้านข้างแม่ของเขา ใบหน้าของหญิงสาวที่ดูไม่ยินยอม แววตาเต็มไปด้วยความโมโหที่จ้องมองจินเม่ยไม่ละสายตา
“เธอมั่นใจเหรอว่าที่พูดเป็นความจริง” กงชุนถามเสียงเรียบ
“โกหกทั้งนั้น! ฉันไม่ได้ขโมย ของพวกนี้ฉันซื้อมาเอง” หลี่หนิงเซียนตอบกลับทันที
“แล้วเธอเอาเงินที่ไหนมาซื้อ?” กงชุนถามต่อ หลี่หนิงเซียนเงียบไป เธอไมกล้าบอกเขาได้ว่าเธอขายซาลาเปาทอดน้ำ เพื่อเอาเงินมาซื้อของพวกนี้ และไม่รู้ว่าถ้าบอกออกไปเขาจะเชื่อเธอไหม
“ตอบไม่ได้แบบนี้ เธอต้องขโมยมาแน่ๆ พี่กงชุน หลี่หนิงเซียนก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว ชอบลักเล็กขโมยน้อย ชาวบ้านต่างก็รู้กันดี” จินเม่ยรีบพูดขึ้น
“จริงพวกเรายืนยันได้!” หลี่หนิงเซียนมองไปทางกลุ่มชาวบ้าน ด้วยสายตาเรียบนิ่ง ชาวบ้านนี่ก็ช่างเหมือนต้นหญ้าที่โน้มไปตามแรงลมเสียจริง ลมพัดไปทางไหนก็ไปทางนั้น
“พี่กงชุนอย่าไปใจอ่อนกับผู้หญิงแบบนี้นะ รีบไล่ไปให้พ้นๆหมู่บ้านเถอะ!”
“ถ้ามีขโมยอยู่ในหมูบ้านพวกเราคงต้องอยู่อย่างหวาดระแวง ควรไล่เธอออกไป”
“นั่นสิ เธอทำผิด แล้วไม่รู้สำนึกเสียที”
“แบบนี้ควรประจานด้วยจะได้ไปทำแบบนี้ที่อื่น” ชาวบ้านต่างพากันรุมว่าหลี่หนิงเซียน ราวกับว่าเธอเป็นอาชญากรที่น่ารังเกียจ กระทำความผิดร้ายแรงที่ไม่สามารถให้อภัยได้
บทที่ 34: เงยหน้าขึ้นมา
หลี่หนิงเซียนรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัดแน่น ความรู้สึกโดดเดี่ยว ตอนที่ร่างนี้จมลงใต้น้ำเหมือนกับกำลังครอบงำเธอ เธอไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ ก่อนสายตาจะสบเขากลับกงชุน
‘คุณปู่วางใจได้ ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมจะดูแลเธอเหมือนอย่างที่เคยรับปากคุณปู่ไว้ก่อนแต่งงาน จะไม่ปล่อยให้เธอต้องเจอเรื่องราวแบบเดิมตามลำพังอีก’
คำพูดที่เธอได้ยินเขาพูดกับคุณปู่ ย้อนกลับเขามาในความทรงจำของเธอ สุดท้ายแล้วมันก็เป็นเพียงแค่ลมปากมนุษย์สินะ ในชีวิตใหม่นี้ตัวเธอคงเชื่อใครไม่ได้นอกจากตัวเอง
บรรยากาศที่ตึงเครียดปกคลุมลานบ้านตระกูลกง ชาวบ้านต่างเบียดเสียดกันมุงดูเหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างสนใจ จินเม่ยยืนกอดอกมองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาเหยียดหยัน ริมฝีปากบางเฉียบเผยรอยยิ้มเยาะหยันออกมาอย่างชัดเจน
“ทุกคนเขาเห็นกันอยู่ทนโท่ เมื่อวานยังไม่มีเงินซื้อข้าวกิน วันนี้กลับมีเงินซื้อของมากมายขนาดนี้ ใครๆเขาก็ต้องสงสัยว่าเธอขโมยของมาทั้งนั้นแหละ” จินเม่ยกล่าว ในน้ำเสียงของเธอแฝงไปด้วยความสะใจ ที่สามารถตอกย้ำหลี่หนิงเซียนได้
“ขโมยก็คือขโมย ยอมรับเถอะ”
“นั่นสิ ทำอะไรไว้คนเขารู้กันหมดแล้ว”
“ทำตัวเองแท้ๆ” เสียงซุบซิบดังขึ้นจากกลุ่มชาวบ้าน บางคนพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของจินเม่ย สายตามากมายที่มองมายังหลี่หนิงเซียนเต็มไปด้วยความเอือมระอา และดูถูกดูแคลน
หลี่หนิงเซียนกัดริมฝีปากแน่น พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังปะทุอยู่ในใจ เธอรู้ดีว่าการโต้เถียงโดยไร้เหตุผล มีแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลง เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบสติอารมณ์
ตัดอารมณ์ของร่างนี้ทิ้ง นี่ไม่ใช่เวลาที่เธอจะถูกความรู้สึกของร่างนี้ควบคุม จนไม่เป็นตัวเอง นี่คือร่างของเธอนับจากนี้ไปจนกว่าเธอจะตาย เธอจะไม่ยอมให้ร่างมีอำนาจเหนือเธอ
“ฉันไม่ได้ขโมย” หลี่หนิงเซียนพูดเสียงเรียบ เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น
“ยังกล้าพูดอีกเหรอหลี่หนิงเซียน อย่าลืมสิว่าเธอเคยทำอะไรไว้บ้าง” จินเม่ยตอกกลับอย่างไม่ลดละ “ประวัติการขโมยของเธอยังไม่สา สมควรแก่เวลาแล้วหรือไง ถึงได้คิดกลับมาทำอีก”
คำพูดของจินเม่ยเปรียบเสมือนน้ำสาดโครมลงบนกองไฟ ทำให้ความเศร้าเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นมา เธออยากจะตะโกนใส่หน้าจินเม่ย อยากจะบอกว่าเธอไม่ใช่หลี่หนิงเซียนคนเดิมอีก แต่เธอก็รู้ดีว่าการกระทำเช่นนั้นมีแต่จะทำให้คนอื่นมองว่าเธอเสียสติ
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองคนที่ถูกเรียกมา ยืนกอดอกมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ พวกเขาได้ยินเรื่องราวของหลี่หนิงเซียนมานาน แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้มาพบเจอกับตัวแบบนี้
หลี่หนิงเซียนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมดิ่งสู่หุบเหวแห่งความสิ้นหวัง เธอไม่รู้ว่าจะพิสูจน์ตัวเองอย่างไร ในเมื่อไม่มีใครเชื่อเธอเลยแม้แต่คนเดียว เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบข้าง หลี่หนิงเซียนพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น
“เรื่องในอดีต ฉันไม่อยากพูดถึงอีกแล้ว ฉันขอพูดถึงแค่เรื่องวันนี้เท่านั้น เมื่อวานฉันไม่มีเงิน ไม่ได้หมายความว่าวันนี้ฉันจะไม่มี! ฉันหาเงินได้เท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องรายงานให้คนนอกรู้! วันนี้ฉันมีเงิน ซื้อของ ซื้ออาหาร ไม่ได้รึไง?” สายตาเธอจับจ้องไปที่จินเม่ยอย่างโกรธเคือง
“หลี่หนิงเซียน!”
“แล้วจินเม่ย เธอได้เงินใช้เท่าไหร่ในทุกเดือน ต้องมาตะโกนบอกคนอื่นด้วยเหรอ? ทำไมฉันไม่เคยได้ยินเลยล่ะ?” คำพูดของหลี่หนิงเซียนเหมือนตบหน้าจินเม่ยเข้าอย่างจัง ใบหน้าของเธอแดงก่ำด้วยความโกรธ
“เธอก็แค่ตัว” หลี่หนิงเซียนมองอย่างไม่ใส่ใจ แล้วหันไปพูดกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“คนอื่นทำของหายไม่เกี่ยวกับฉัน! หลักการง่ายๆ จับโจรต้องจับให้ได้คาหนังคาเขา จับขโมยต้องมีของกลาง! ถ้าพวกคุณจะบอกว่าฉันขโมยของ งั้นก็เอาหลักฐานมาสิ!” วันนี้เธอจะต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองให้ได้!
“หลี่หนิงเซียน ถ้าเธอไม่ได้ขโมย แล้วแป้ง เนื้อ กับบรรดาของที่อยู่บนพื้นนี่มันมาจากไหน?” เสียงซุบซิบดังขึ้นอีกครั้ง
“ฉันบอกแล้วว่าไง ว่าฉันซื้อมา” หลี่หนิงเซียนยืนยันเสียงแข็ง
“ใครจะไปเชื่อ! เธอแทบจะไม่มีข้าวกิน แล้วจะมีเงินได้ยังไง? ชัดเจนว่าเธอก็แค่แก้ตัว!” หลี่หนิงเซียนกำลังจะอธิบายต่อ สายตาก็มองไปเห็นกงชุนเดินมายืนด้านหน้า ใบหน้าของเขาเรียบเฉย แต่แววตาดูน่ากลัว
หัวใจของหลี่หนิงเซียนกระตุกวูบ เขามองเธอด้วยสายตาแบบนั้น คงไม่เชื่อเหมือนกันจริงๆสินะ ถึงได้ยืนดูเหตุการณ์อยู่ตั้งนานโดยไม่เข้ามาช่วย เขาคงสงสัยเธออยู่แล้ว แม้ว่าเงินจะเป็นของที่เขาให้ แต่กงชุนเป็นคนช่างสังเกต เขาน่าจะดูออกว่าของที่เธอซื้อเกินกว่าเงินที่เขาให้ไปมาก
ความรู้สึกผิดหวังแล่นริ้วอยู่ในใจโดยไม่รู้ตัว เธอก้มหน้าลง แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ลึกๆแล้ว เธอก็ยังหวังว่าจะหย่าร้างกันด้วยดี เพราะยังไง ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาก็คือสามีภรรยา เขามีคำสัญญาที้ให้ไว้กับคุณปู่ เธออดไม่ได้ที่จะคาดหวังอะไรบางอย่างจากเขา
อย่างน้อย ถึงแม้จะยืมเงินไม่ได้ เธอก็น่าจะขอความช่วยเหลือจากเขาได้ เธอเป็นคนแรกที่เขาได้พบหลังจากมาที่นี่ เธอไว้ใจเขาโดยสัญชาตญาณ เธอคิดว่าแม้จะหย่าร้างกัน ต่อไปก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนเธอจะคิดผิดไป
“เงยหน้าขึ้นมา” เสียงทุ้มต่ำของกงชุนดังขึ้น น้ำเสียงนั้นเหมือนคำสั่ง ทำให้หลี่หนิงเซียนเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว สายตาของทั้งสองประสานกัน หลี่หนิงเซียนมองเข้าไปในดวงตาที่ลึกล้ำคู่นั้น แต่กลับไม่พบอารมณ์ใด ไม่มีการตำหนิ ไม่มีความโกรธ และไม่มีความไว้วางใจ
“…”
“ในเมื่อไม่ได้ทำ ทำไมต้องก้มหน้า? ทำไมต้องกลัว?” น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความตำหนิ ทำให้หลี่หนิงเซียนนิ่งอึ้ง เขา…เชื่อเธออย่างนั้นเหรอ?
“พี่กงชุน อย่าไปหลงกลเธอนะ หลี่หนิงเซียนมันเป็นขโมย!” จินเม่ยโพล่งขึ้น ทำไมพี่กงชุนถึงปกป้องหลี่หนิงเซียน? อย่าบอกนะว่าหลงเสน่ห์ผู้หญิงคนนั้นเข้าจริงๆแล้ว!
แต่ก่อนที่จินเม่ยจะพูดจบ กงชุนก็หันไปพูดกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ฉันเป็นสามีของหลี่หนิงเซียน เงินนั่นฉันให้เธอเองเมื่อวาน” เสียงของเขาดังก้อง น้ำเสียงหนักแน่น ทำให้ทุกคนต่างตกตะลึง หลี่หนิงเซียนเองก็ตกตะลึงเช่นกัน ไม่คิดว่าเขาจะปกป้องเธอ
“พี่กงชุน พี่…” จินเม่ยถึงกับพูดไม่ออก เธอไม่คิดเลยจริงๆ ว่าพี่กงชุนจะเอาเงินไปให้หลี่หนิงเซียนใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแบบนี้ กงชุนล้วงสมุดเล่มเล็กสีเขียวออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
“นี่คือเอกสารประจำตัวของฉัน ถ้าไม่เชื่อฉันสามารถแสดงหลักฐานรายได้ของฉันให้ดูได้” คำพูดของกงชุน ทำให้ทุกคนเงียบลง
“นี่พี่ลงทุนยืมเงินพ่อฉันไปให้หลี่หนิงเซียนงั้นเหรอ”
“…” หลี่หนิงเซียนประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เธอไม่คิดว่ากงชุนจะลงทุนยืมเงินจากคนอื่นมาให้เธอแบบนี้
“เมื่อวานฉันต้องใช้เงินด่วน เลยตั้งใจจะไปขอยืมจากหมู่บ้าน แต่หัวหน้าหมู่บ้านบอกว่าการยืมเงินจากหมู่บ้านต้องผ่านขั้นตอนยุ่งยาก เลยให้ฉันยืมเงินส่วนตัวมาก่อน แล้วก็เอาไปให้หลี่หนิงเซียน วันนี้ฉันไปถอนเงินจากธนาคารในเมืองมา ก็เลยรีบเอาไปคืน เรื่องนี้หัวหน้าหมู่บ้านสามารถเป็นพยานได้”
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง”
“หลี่หนิงเซียนเป็นภรรยาของกงชุน เขาจะปล่อยให้ภรรยาตัวเองอดอยากได้ยังไง”
“กงชุนเป็นทหาร ก็ต้องมีเงินเดือนทุกเดือนสิ ถ้าไม่ใช่เพราะแบบนี้ ผู้เฒ่าคงไม่ให้หลานสาวมาแต่งงานด้วยแบบนี้หรอก”
“สามีภรรยากัน ใช้เงินของอีกฝ่ายก็ถูกแล้ว!”
“ถึงหลี่หนิงเซียนจะไม่แย่แค่ไหน แต่ผมเชื่อใจคุณธรรมของกงชุน เขาไม่มีทางโกหกแน่นอน!”
“ใช่ๆ กงชุนดป็นคนดีไม่ทำอะไรไม่ดีหรอก”
ชาวบ้านต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ ความสงสัยที่มีต่อหลี่หนิงเซียนก่อนหน้านี้ มลายหายไปจนหมดสิ้น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหลายคนเห็นดังนั้นก็ทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อหลี่หนิงเซียนไม่ได้ขโมยของ พวกเขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะสอบสวนต่อ
“ในเมื่อมีคนอธิบายมาแบบนี้แล้ว ถ้าไม่มีอะไร พวกเราก็ขอตัวก่อน” พูดจบ พวกเขาก็หันหลังเตรียมเดินกลับ
บทที่ 35 เรื่องนี้ยังไม่ถูกต้องตามที่ควร
หลี่หนิงเซียนมองกงชุน ดวงตาฉายแววซาบซึ้ง ถึงแม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ความอบอุ่นที่ได้รับจากการปกป้องของเขาในวันนี้ ทำให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวในใจที่ก่อตัวขึ้น จากความเจ็บปวดเริ่มจางลง
ความรู้สึกที่เธอต้องต่อสู้กับร่างนี้หายไป เหมือนร่างนี้สงบลงตั้งแต่วินาที ที่ได้ยินคำว่าเงยหน้าขึ้น เธอมองแผ่นหลังของคนที่ปกป้องเธอ แล้วภาพเหตุการณ์ก่อนหน้าก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด
ตอนที่เธอถูกใส่ร้ายว่าวางเพลิง ความเย็นชา และสายตาที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงของกงชุน เธอยังคงจำได้มาจนถึงทุกวันนี้ แต่ในวันนี้ เขากลับเลือกที่จะเชื่อมั่นในตัวเธอโดยไม่ลังเล เลือกที่จะรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับคุณปู่ของเธอ
เมื่อสติคืนกลับมา เธอตระหนักได้ว่า หากปล่อยให้เรื่องนี้จบลงเพียงเท่านี้ ชื่อเสียงของเธอคงไม่หลงเหลือ เงาของความสงสัยอาจตกไปถึงกงชุน ผู้ได้ชื่อว่าเป็นสามีของเธอด้วย ก่อนที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยกำลังจะออกไป ชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์ต่างพากันค่อยๆแยกย้าย
“เดี๋ยวก่อน!” หลี่หนิงเซียนพูดเสียงดัง ก่อนจะรีบสาวเท้าก้าวไปขวางหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัย สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่หลี่หนิงเซียนด้วยความประหลาดใจ บ้างก็มองด้วยความสมเพช กับสภาพที่ดูไม่ต่างจากคนเสียสติของเธอ
หลี่หนิงเซียนไม่สนใจสายตาของผู้คน เธอหันไปเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัย
“ฉันคิดว่าการจัดการกับเรื่องนี้ของพวกคุณยังไม่ถูกต้องตามที่ควร” ตอนนี้คือช่วงเวลาที่เธอจะต้องทวงคืนความยุติธรรมให้กับตัวเอง และไม่ปล่อยให้คนที่ใส่ร้ายเธอลอยนวล
คำพูดและการกระทำของหลี่หนิงเซียนทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยขมวดคิ้ว หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยจ้องมองเธอ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“พวกเรามาที่นี่เพราะได้รับเบาะแสจากพลเมืองดี ตอนนี้มีคนรับรองเธอแล้ว พวกเราก็จะกลับ มีอะไรไม่ถูกต้องตรงไหน?”
“ใครเป็นคนแจ้งเบาะแส?” หลี่หนิงเซียนถามกลับ สายตาจับจ้องไปที่จินเม่ยที่ยืนอยู่ด้านหลังกลุ่มเจ้าหน้าที่
“เรื่องนี้… พวกเราไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแสได้” หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยตอบ แม้จะไม่บอกชื่อ แต่สายตาที่มองจินเม่ยก็บ่งบอกชัดเจนว่าต้องการปกป้องเธอ
หลี่หนิงเซียนยิ้มเยาะ เธอรู้ดีว่าจินเม่ยเป็นสาวสวย อ่อนหวาน เรียบร้อย เป็นที่รักประจำหมู่บ้าน และผู้ชายหลายคนก็มักจะลำเอียงให้กับรูปลักษณ์ภายนอกของจินเม่ย เธอจึงไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงเรื่องนี้ด้วย แล้วหันมาพูดเรื่องที่ตั้งใจไว้
“ไม่ว่าใครจะเป็นคนแจ้งเบาะแส ฉันก็มั่นใจว่าไม่มีหลักฐานโดยตรง ฝ่ายรักษาความปลอดภัยสามารถจับคนได้ตามใจชอบ โดยไม่ต้องมีหลักฐาน ฟังแค่คำพูดจากคนแค่คนเดียวแบบนี้ก็ได้หรือ?” หลี่หนิงเซียนถามเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความกดดัน
“…” เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยได้แต่ยืนเงียบไม่พูดโต้ตอบ
“วันนี้มีกงชุนออกมารับรองว่าฉันมีเงิน แสดงว่าถ้าไม่มีใครออกมารับรอง ฉันก็จะถูกใส่ร้ายได้ตามใจชอบอย่างนั้นเหรอ ฝ่ายรักษาความปลอกภัยทำแบบนี้ แล้วประชาชนจะหวังพึ่งได้อยู่อีกไหม”
แม้หลี่หนิงเซียนจะดูสิ้นหวังจากเหตุการณ์ในตอนแรก แต่ตอนนี้แววตาของเธอกลับเปล่งประกาย เธอยืดตัวตรง เชิดหน้าขึ้น บรรยากาศรอบตัวดูสง่าผ่าเผยราวกับผู้หญิงที่ผ่านโลกมามากมาย
ในชาติที่แล้ว หลี่หนิงเซียนเป็นแพทย์ที่มีเกียรติ มีคนนับหน้าถือตามากมาย มีความสามารถจนเป็นที่ยอมรับ มีชื่อเสียงโด่งดัง ทำให้เธอมีบุคลิกที่สงบนิ่ง และเฉียบคมติดตัว แม้จะมาอยู่ในร่างคนอื่นก็ตาม
บรรยากาศกดดันแผ่ไปทั่วบริเวณ ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยหลายคนเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจ พวกเขาไม่มีหลักฐานจริงๆ ตั้งแต่แรกก็ถูกจินเม่ยชักจูงมาโดยตลอด การกระทำของพวกเขาจึงพูดได้ว่าค่อนข้างบุ่มบ่ามเกินไป
“ถ้าแค่มีคนแจ้งความก็สามารถตัดสินความผิดได้ งั้นฆาตกรก็คงหลุดคดีได้ง่ายๆ ด้วยการหาคนมารับรองสินะ?” หลี่หนิงเซียนพูดต่อ ทำให้เจ้าหน้าที่หลายคนหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย
“แล้วเธอจะให้ทำยังไง? อย่าลืมนะว่าที่เธอพ้นข้อสงสัยก็เพราะมีคนมารับรองให้ หรือว่าเธอจะให้พวกเราจับเธอไปอีกรอบ?” หัวหน้าหน่วยฝ่ายรักษาความปลอดภัยพยายามหาเหตุผลมารักษาหน้าตน
“งั้นก็ต้องดูว่าพวกคุณมีความสามารถขนาดนั้นหรือเปล่า” หลี่หนิงเซียนตอบกลับเสียงเย็น คำพูดของเธอทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยหน้าเปลี่ยนสี การที่เธอพูดแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการบอกว่า พวกเขาไม่สามารถจัดการกับเธอได้
“หลี่หนิงเซียน เธออย่าได้หยิ่งผยองนักเลย สายตาของประชาชนนั้นแหลมคมนัก เธอไม่รู้หรอกหรือว่าตัวเองทำอะไรลงไป!” จินเม่ยพูดแทรกขึ้นมา
“สายตาของประชาชนแหลมคมจริง ดังนั้นถึงไม่ควรใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นมั่วๆ” หลี่หนิงเซียนสวนกลับทันควัน เธอล้วงใบเสร็จที่ร้านสหกรณ์ในเมืองออกมา ตอนซื้อของวันนี้เธอได้ขอให้สหกรณ์ออกใบเสร็จให้
เพราะมั่วแต่ปล่อยให้อารมณ์นำพาจึงไม่ได้แสดงหลักฐานในตอนแรก แต่ตอนนี้เธอมีสติที่จะตอบโต้เต็มร้อยแล้ว เธอชูใบเสร็จให้ทุกคนได้เห็น ก่อนจะพูดต่อ
“ฉันกล้าขวางพวกคุณไว้ เพราะมีหลักฐานพิสูจน์ว่าของในบ้านฉันได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทุกอย่างที่ฉันซื้อวันนี้ ร้านสหกรณ์ในเมืองออกใบเสร็จให้อย่างละเอียด นอกจากที่ฉันถือมาตระกูลกง ยังมีส่วนหนึ่งอยู่ที่บ้านคุณปู่ของฉัน ทั้งหมดตรงตามที่ใบเสร็จระบุ”
หลี่หนิงเซียนยื่นใบเสร็จให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัย แล้วหันไปยิ้มเยาะใส่จินเม่ย คราวก่อนที่เธอยอมปล่อย เพราะเห็นแก่เด็กอย่างหยาง แต่คราวนี้เธอจะไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆอีกแล้ว
“กล่าวหาฉันว่าขโมยของ แต่มีช่องโหว่เต็มไปหมด ถ้าร้านสหกรณ์ในหมู่บ้านของหาย ทำไมไม่ใช่คนของร้านสหกรณ์มาชี้แจงกับฉันเองล่ะ อีกอย่าง ตามที่ฉันรู้มา ขนมพุทราที่ฉันซื้อวันนี้เป็นสินค้าใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเข้า เป็นรสชาติใหม่ และบรรจุภัณฑ์ใหม่ด้วย” พูดถึงตรงนี้หลี่หนิงเซียนก็ยิ้มออกมา แต่สายตากลับเต็มไปด้วยการเยาะเย้ย
หลี่หนิงเซียนเดินเข้าไปหยิบห่อขนมพุทราออกมา ความสนใจของทุกคนก็หันไปมองขนมพุทราที่อยู่ในมือเธอ พวกเขาสังเกตเห็นว่าขนมพุทรานั้นเป็นลูกอมทรงกลมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน บรรจุภัณฑ์ก็แตกต่างจากขนมพุทราทั่วไปโดยสิ้นเชิง
ปกติแล้ว ขนมพุทราจะบรรจุในถุงพลาสติกใสไม่มีลวดลาย แต่ลูกอมทรงกลมนี้กลับมีการพิมพ์ตัวการ์ตูนชวนให้น่าสนใจบนถุง เป็นไปไม่ได้เลยที่ร้านสหกรณ์ในหมู่บ้านจะมีของแบบนี้
ร้านสหกรณ์ของแต่ละหมู่บ้านได้รับการจัดสรรสินค้าจากร้านสหกรณ์ในเมือง สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าพื้นฐาน สินค้าใหม่ๆหลายอย่างต้องไปซื้อในเมืองเท่านั้น นอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอะไร การรับและส่งจะมีการบันทึกไว้อย่างชัดเจน
“ลุงตู้ที่เฝ้าร้านสหกรณ์ในเมือง บอกกับฉันด้วยตัวเองว่ามีแค่ร้านของเขาเท่านั้นที่สั่งขนมพุทรานี้มาวางขาย เขตนอกเมืองยังไม่มีที่ไหนขาย เธอรู้อย่างไรว่าของที่หายไปจากหมู่บ้านคือขนมพุทราแบบที่ฉันมี? หรือว่าร้านสหกรณ์ในหมู่บ้านของเรามีความสามารถพิเศษ ถึงขนาดได้ของเร็วกว่าร้านในเมือง?”
“…” ไม่มีเสียงตอบรับจากใคร จินเม่ยทำได้แค่ยืนนิ่ง ตัวแข็งทื่อด้วยความตื่นตระหนก
“หรือไม่ก็เรียกพนักงานร้านสหกรณ์ในหมู่บ้านมา ดูว่าของที่หายไปเป็นขนมพุทราหรือเปล่า ถ้าใช่แล้วเป็นชนิดนี้หรือไม่ และพวกเขามีใบส่งขนมพุทราชนิดนี้หรือเปล่า!”
คำพูดของหลี่หนิงเซียนทำให้ทุกคนไม่มีข้อโต้แย้ง ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังมีใบเสร็จจากสหกรณ์ในเมือง เป็นหลักฐานยืนยันว่าเธอไม่ได้โกหก ทุกอย่างพิสูจน์ได้ ไม่เหมือนที่กล่าวหาเธอ หลี่หนิงเซียนมองจินเม่ยที่หน้าซีดเผือด ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“ถ้าของที่หายไปจากหมู่บ้านไม่ใช่ขนมพุทราแบบที่ฉันมี ดูเหมือนว่าคนที่แจ้งความอาจจะมีปัญหาส่วนตัวกับฉัน จึงอาศัยโอกาสนี้ใส่ร้ายป้ายสี และกลั่นแกล้งฉัน เพราะในอดีตฉันเคยทำผิดพลาดเอาไว้ พวกคุณคงไม่คิดสืบหาข้อเท็จจริง คนที่แจ้งความก็เลยฉวยโอกาสนี้ทำร้ายฉัน”
บทที่ 36: สืบสวนเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด
“เอ่อ…” หลี่หนิงเซียนพูดขัดขึ้นก่อนเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยจะทันได้พูดอะไร
“ฉันยังพูดไม่จบ พวกคุณเป็นคนถือกฎ การที่จะสืบหาว่าใครเป็นคนเลวที่อาศัยจังหวะนี้ใส่ร้ายฉันนั้นคงง่ายมาก คนผู้นี้ต้องไปที่สหกรณ์ร้านค้าของหมู่บ้านแน่นอน และบังเอิญได้ยินข่าวว่ามีของหาย แล้วแจ้งพวกคุณจนมีเรื่องนี้เกิดขึ้น”
“เธอต้องการอะไร” หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยถามขึ้น
“ฉันก็แค่จะขอให้พวกคุณ ทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายรักษาความปลอดภัย ช่วยสืบสวนเรื่องนี้ เพื่อคืนความบริสุทธิ์ให้ฉัน และลงโทษคนผิดตามกฎหมาย ไม่อย่างนั้นฉันอาจจะต้องไปร้องเรียนเรื่องนี้ที่สถานีตำรวจแทน”
คนอื่นสามารถแจ้งความเท็จได้ เธอก็สามารถแจ้งความกลับได้เช่นกัน และเธอจะต้องแก้แค้นให้ได้ คนอื่นสามารถใส่ร้ายเธอโดยไม่มีหลักฐาน แต่ตอนนี้ เธอมีทั้งเหตุผล และหลักฐาน ทำไมจะเอาผิดไม่ได้ เธอจะใช้วิธีการเดียวกันกับที่คนอื่นทำกับเธอ ในเมื่อยื่นดาบใส่เธอทั้งที่เธอไม่ผิด เธอก็พร้อมจะส่งดาบนั้นคืนสนอง
จินเม่ยร้อนรนเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เธอ เธอไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าหลี่หนิงเซียนจะเก็บหลักฐานไว้ครบถ้วนขนาดนี้ และยังซื้อของดีๆอย่างขนมพุทราที่เพิ่งวางขายมาด้วย! เธอโบกมือปฏิเสธอย่างลนลาน
“ฉะ… ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแจ้งความจับนะ ฉันแค่ได้ยินมาว่าร้านสหกรณ์มีของหาย เลยหวังดีพาเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบเฉยๆ”
“จินเม่ย เธออย่ามาตีหน้าซื่อ ฉันรับโทรศัพท์แจ้งเบาะแสจากเธอเองกับมือ” หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ถ้าเขายังปกป้องจินเม่ยต่อไป พวกของเขาต้องเดือดร้อนแทนแน่ ดขาไม่สามารถให้หลี่หนิงเซียนไปแจ้งตำรวจ จนกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้
“ฉันแค่โทรไปเล่าให้ฟังเฉยๆ นี่ไม่นับเป็นการแจ้งความสักหน่อย ตอนนั้นฉันแค่พูดถึงเรื่องที่ร้านสหกรณ์ทำของหาย แล้วก็มีคนสงสัยว่าเป็นฝีมือของหลี่หนิงเซียน ซึ่งก็ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวที่คิดแบบนั้นนะ คนอื่นๆในหมู่บ้านเขาก็พูดกัน” จินเม่ยแก้ตัวเสียงอ่อน พร้อมรีบโยนความผิดให้คนอื่นอย่างรวดเร็ว
“ป้าหวัง และชาวบ้าน พวกเขาก็พูดแบบนี้กันทั้งนั้น! พวกเขาก็สงสัยหลี่หนิงเซียนเหมือนกัน! ยิ่งป้าหวัง ยิ่งพูดชัดเจนเลยว่าเห็นหลี่หนิงเซียนหอบของพะรุงพะรังเข้าบ้านตระกูลกง ทุกคนในเหตุการณ์วันนั้นก็ได้ยินกันทั้งนั้น ไม่ใช่ฉันกุเรื่องขึ้นมาเสียหน่อย!”
“นี่เธอจะใส่ร้ายคนอื่นไปถึงไหน! พวกเราก็ฟังมาจากเธอทั้งนั้น ตอนแรกก็ไม่ได้คิดสักหน่อยว่าหลี่หนิงเซียนขโมยของ ถ้าจะหาคนร้าย คนแรกก็ต้องเป็นเธอนี่แหละ!”
หลี่หวังโมโหมากที่ถูกพาดพิง ถึงปากจะโต้กลับจินเม่ยอย่างเผ็ดร้อน แต่ภายในใจป้าหวังกลับหวาดกลัวจนตัวสั่น คำพูดของหลี่หนิงเมื่อครู่ยังดังก้องอยู่ในหู ‘ลงโทษคนผิดตามกฎหมาย’
พอนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าก็ทำให้หลี่หวังไม่สามารถสงบสติอารมณ์เธอลงได้ เธอไม่น่าแนะนำแบบนั้นเลยจริงๆ…
‘หนิงเซียนบอกเองเลยนะว่าเอามาแม่สามี คงหวังให้แม่สามียอมรับ’
‘บังเอิญจังนะคะที่คนไม่มีเงินแบบหลี่หนิงมีของมาให้ตระกูลกงพอดีกับ…’
‘กับอะไรจินเม่ย’ หลี่หวังถามด้วยความสงสัย
‘ฉันไม่พูดดีกว่าค่ะ’ จินเม่ยพยายามบ่ายเบื่ยง แต่หลี่หวังก็คะยั้นคะยอให้เธอพูด
‘พูดมาเถอะ’
‘คือฉันไปสหกรณ์เมื่อเช้าได้ยินว่ามีของหายไปนะคะ’ จินเม่ยพูดเพร้อมยกยิ้มเบาๆโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
‘แบบนี้ต้องแจ้งฝ่ายรักษาความปลอดภัยนะ’
‘จะดีเหรอคะ’
‘ดีสิ จะให้คนผิดลอยนวลได้ยังไง’
…หลี่หวังสลัดภาพเหตุการณ์ก่อนหน้าออกจากหัว ไม่น่าเลยเธอไม่น่าเสนออะไรแบบนั้นออกไป เพราะความโกรธที่หลี่หนิงเซียนไม่ให้ของเธอแบบทุกที่แท้ๆ เลยเผลอพูดเรื่องที่จะย้อนมาทำร้ายตัวเองออกไป
“ฉันก็แค่ให้เธอไปแจ้งฝ่ายรักษาความปลอดภัยเรื่องของที่สหกรณ์หาย ไม่ใช่แจ้งจับหลี่หนิงเซียนเสียหน่อย” เธอไม่ได้ทำอะไรผิด หลี่หวังบอกตัวเอง และหาทางพูดให้ตนรอดพ้นออกจากเหตุการณ์ตรงหน้า
ทันทีที่หลี่หวังพูดจบ ชาวบ้านรอบข้างที่ชอบนินทาก็พากันรุมประณามจินเม่ย
“ฉันก็ไม่ได้ยินป้าหวังพูดให้แจ้งจับหลี่หนิงเซียน”
“นั่นสิ พวกเราแค่สงสัยว่าหลี่หนิงเซียนเอาของมาจากไหน นอกนั้นจินเม่ยก็พูดขึ้นมาทั้งนั้น”
“ใช่ๆ คนที่ทำให้เราคิดว่าหลี่หนิงเซียนเป็นขโมยก็จินเม่ยนี่ล่ะ” เหตุการณ์พลิกผันจนหลี่หนิงเซียนอดหัวเราะในใจไม่ได้
พวกชาวบ้านทั้งหลาย เมื่อวานก็ใจดำไม่ยอมให้เธอยืมข้าว พอวันนี้เห็นเธอซื้อของดีๆไปให้ครอบครัวสามีก็คงอิจฉาตาร้อนจนทนไม่ไหวสินะ จะว่าไปชาวบ้านนี่ก็สามารถย้ายข้างได้ตามสถานณ์จริงๆ ช่างเหมือนกับกิ้งก่าที่เปลี่ยนสี เพื่อเอาตัวรอดไม่น้อย
เจ้าหน้าที่จากฝ่ายรักษาความปลอดภัย รู้สึกโกรธที่ถูกหลอกใช้ ถ้าหากวันนี้พวกเขาจับกุมหลี่หนิงเซียน โดยไม่มีความผิดจริง ในอนาคตหากหลี่หนิงเซียนเอาเรื่องนี้ไปฟ้องร้อง พวกเขาจะต้องถูกสอบสวนทางวินัยอย่างแน่นอน อาจร้ายแรงถึงขั้นถูกไล่ออก
เมื่อคอกมาถึงตรงนี้ เขาจึงต้องปรับอารมณ์ของตน แล้วพูดจากับหลี่หนิงเซียนอย่างสุภาพที่สุด
“คุณหลี่หนิงเซียนครับ วันนี้เป็นความผิดพลาดของพวกเราเองที่ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่รอบคอบ แต่คุณวางใจได้ เราจะสืบสวนเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด จะไม่มีใครรอดพ้นความผิดที่ใส่ร้ายป้ายสีคุณอย่างแน่นอน!” หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยกล่าวกับหลี่หนิงเซียนด้วยสีหน้าสำนึกผิด พร้อมกับปรายตามองจินเม่ย และหลี่หวังอย่างเอาเรื่อง
“ฉันจะรอฟังข่าวดี” หลี่หนิงเซียนยิ้มรับอย่างใจเย็น ตอนนี้เธอถือไพ่เหนือกว่า ไม่จำเป็นต้องต้อนอีกฝ่ายให้จนตรอกด้วยตัวเอง ในเมื่อมีคนทำแทน เธอก็พร้อมจะเป็นผู้ชมที่ดี
ใบหน้าของจินเม่ย และหลี่หวังซีดเผือดลงทันตา เมื่อได้ยินว่าเจ้าหน้าที่จะสืบสวนเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด จินเม่ยตอนนี้เธอหมดแรงจนเข่าอ่อน ทรุดลงไปกองกับพื้น ส่วนหลี่หวังก็ตื่นตระหนกจนตัวสั่น เกือบล้มทั้งยืน
เจ้าหน้าที่จากฝ่ายรักษาความปลอดภัยรีบเดินทางกลับ ชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์ต่างพากันสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ด้วยเกรงว่าจะถูกโยงจนเรื่องบานปลายมาถึงพวกตน ทิ้งให้จินเม่ยนั่งร้องไห้ จนจินทงที่ทราบเรื่องต้องมาพากลับบ้าน
ความวุ่นวายในลานบ้านสงบจึงลงในที่สุด หลังจากทุกคนจากไป หลี่หนิงเซียนก็ค่อยๆหันมองคนตระกูลกง เธอไม่ได้กล่าวคำพูดใดๆออกมา บรรยากาศรอบตัวเธอตอนนี้เต็มไปด้วยความสงบ เหมือนสายน้ำที่ไหลอย่างช้าๆ มองแล้วสบายตา
กงชุนยืนมองหลี่หนิงเซียนอยู่เงียบๆ ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก เขาไม่สามารถมองทะลุหญิงสาวคนนี้ได้เลย เธอช่างลึกลับซับซ้อน ยากที่จะคาดเดา เมื่อเห็นเธอตกเป็นเป้าหมายของทุกคน เขาก็หวังว่าเธอจะเผยพิรุธออกมาบ้างภายใต้แรงกดดัน
แต่หลี่หนิงเซียนกลับเผชิญหน้า ทุกข้อกล่าวหาอย่างไม่สะทกสะท้าน เธอยืนหยัดอย่างสงบนิ่ง ภาพที่สร้างความรู้สึกสงสารขึ้นในใจเขาโดยไม่รู้ตัว คือวินาทีที่เธอก้มหน้าเหมือนจะยอมรับชะตากรรม ดูโดดเดี่ยว อ้างว้าง จนเขาเลือกจะเดินเข้าไปหาเธอ และก็ยืนยันว่าเขาคิดไม่ผิดจริงๆที่เชื่อเธอ
กงชุนตัดสินใจก้าวเข้าไปหาหลี่หนิงเซียน เขาบอกกับตัวเองว่า หากเธอเป็นศัตรูที่เขาตามหา การแสดงความหวังดีในตอนนี้ก็ถือเป็นโอกาสอันดีในการเข้าใกล้ แต่ถ้าไม่ใช่เขาอาจจะกำลังถูกผู้หญิงคนนี้สะกดให้สนใจก็เท่านั้น ท่ามกลางความสับสน กงชุนก้าวเท้าเข้าไปใกล้หลี่หนิงเซียนมากขึ้น
บทที่ 37: กลับบ้านพร้อมกัน
ซูลี่ใจหายใจคว่ำ ตลอดเวลาที่หลี่หนิงเซียน เกือบจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวไป เธอก็ได้แต่ยืนลุ้นอยู่ห่างๆ ไม่อยากจะเข้าไปพัวพันด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็กลัวว่าหากหลี่หนิงเซียนถูกจับไปจริงๆ เธอจะแฉเรื่องที่กงหยางลูกชายคนเล็กเป็นคนวางเพลิงบ้านตัวเอง บัดนี้ทุกอย่างคลี่คลายลง ซูลี่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
พอเห็นหลี่หนิงเซียนยืนนิ่งก็ดูน่าสงสาร เรื่องราวคราวนี้เธอไม่ได้ทำผิด เพียงโดนใส่ร้าย ยิ่งเห็นสีหน้าบึ้งตึงของลูกชาย ซูลี่ก็ได้แต่เก็บคำพูดต่างๆไว้ในใจ ก่อนจะเดินเข้าบ้านไป
เมื่อซูลี่เข้าบ้านไป ลานบ้านก็ยิ่งเงียบสงบ หลี่หนิงเซียนไม่ได้ใส่ใจท่าทีเย็นชาของแม่สามี ทว่าจู่ๆก็มีเสียงฝีเท้ามาหยุดอยู่ข้างหลัง เธอหันกลับไปมอง ก็เห็นกงหยางที่เงียบไปนานยืนอยู่ เขาก้มตัวลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“พี่สาวครับ ขนมพุทรานั้นยังให้ผมอยู่ไหมครับ” คำพูด และท่าทีของกงหยาง ทำให้หลี่หนิงเซียนประหลาดใจไม่น้อย ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้เป็นอะไรไป ถึงได้เรียกเธอว่าพี่สาวขึ้นมา และยังพูดจาดีกลับเธออีก กงหยางที่เห็นหลี่หนิงเซียนมองหน้าอย่างสงสัย ก็รีบอธิบายอย่างร้อนรน
“พี่สาวครับ ไม่ใช่ผม เรื่องนี้ผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพี่จินเม่ย ไม่ได้รู้เห็นอะไรทั้งนั้น อย่าโกรธผมเลยนะครับ!”
“…” หลี่หนิงเซียนไม่ได้ตอบอะไรได้แต่ยืนกอดอก มองกงหยางที่กำลังก้มหน้าก้มตาด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าหล่อเหลาของเด็กหนุ่มดูร้อนรนจนขึ้นสีแดงระเรื่อ
“อีกอย่างนะ ตอนที่พวกเขาใส่ร้ายพี่สาว ผมไม่ได้พูดอะไรสักคำ ไม่ได้ซ้ำเติมพี่ด้วย ผมยังช่วยจ้องตาดุใส่พี่จินเม่ยให้พี่สาวด้วยนะ ดังนั้นผมกับพี่สาวเป็นพวกเดียวกันนะ!” กงหยางเงยหน้าขึ้นมาสบตาหลี่หนิงเซียนด้วยสีหน้าจริงจัง
หลี่หนิงเซียนยังคงนิ่งเงียบ สายตาคมกริบจ้องมองกงหยาง ที่ดูลุกลี้ลุกลนราวกับลูกสุนัขตัวน้อยที่กลัวถูกเจ้าของทอดทิ้ง กงหยางเห็นหลี่หนิงเซียนยังนิ่งเงียบ ก็ยิ่งร้อนใจ
“อีกอย่างนะ ของอย่างอื่นถ้าพี่สาวจะเอากลับไปก็เอาไปเถอะ ยังไงผมก็ไม่ชอบกินเนื้อสัตว์อยู่แล้ว แต่ผลไม้อบแห้งพวกนี้กับขนมพุทรา พี่สาวบอกว่าซื้อมาให้ผมบำรุงร่างกาย ผมไม่ได้บอกว่าไม่เอานะ พี่สาวจะเอากลับไปไม่ได้นะ”
ในที่สุดหลี่หนิงเซียนก็เข้าใจ เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะผลไม้อบแห้งกับขนมพุทรานี่เองที่ให้กงหยางมีท่าทีแปลกไป เธอถอนหายใจออกมาเบาๆ
“พี่สาวผลไม้อบแห้งพวกนี้กับขนมพุทราเป็นของผมทั้งหมดนะ!” เสียงใสๆของกงหยางดังขึ้น ใบหน้าหวานละมุนมีแววหวงขนมเหมือนเด็กน้อย ช่างแตกต่างจากตอนที่เขาวางเพลิงจริงๆ
เด็กก็เป็นเหมือนผ้าขาวที่จะเป็นแบบไหนก็อยู่ที่ใครจะสั่งสอนอะไรสั่งสอนอะไรสินะ แต่กับกงหยางอย่างน้อยที่สุดเขาก็เป็นเด็กที่ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตัวเอง คิดยังไงก็แสดงออกอย่างนั้น
“ใจคอนายจะกินหมดนั้นคนเดียวเลยหรือไง” กงหยางหันขวับไปมองหน้าพี่ชาย
“พี่ไม่ชอบกินนี่ แล้วจะเอาไปทำไม” กงหยางมองหลี่หนิงเซียนอย่างขอความช่วยเหลือ ไม่ให้พี่ชายมาแย่งขนมเขา หลี่หนิงเซียนได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอากับท่าทางของกงหยาง
ด้านหลังกงหยาง หลี่หนิงเซียนเห็นใบหน้าคมคายของกงชุนดูเย็นชาลงเล็กน้อย สายตาที่มองกงหยางเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ก่อนหน้ายังหยอกน้อง แต่ตอนนี้กลับเย็นชา ไม่รู้เขาคิดอะไรกันแน่
หลี่หนิงเซียนมองกงหยางที่รับขนมพุทราไปจากเธอ และแกะกินจนแก้มตุงด้วยสายตาเอ็นดู เด็กหนุ่มอายุเพียงสิบหกปี อ่อนกว่าเธอสองปี แต่ชีวิตที่ยากลำบากทำให้ร่างกายดูผอมบางไม่สมวัย
แม้ความแตกต่างทางรูปลักษณ์จะชัดเจน แต่ความคิดของหงหยางช่างดูเหมือนเด็กน้อยในสายตาของเธอ เห็นได้ชัดจากการที่เขายอมเรียกเธอว่าพี่สาว เพียงเพื่อแลกกับขอกินนิดหน่อยเท่านั้น
“ยังเป็นเด็กน้อยสินะ” หลี่หนิงเซียนพึมพำกับตัวเองพลางยื่นมือไปยีผมของกงหยางเบาๆ
“ใครเป็นเด็กกัน! ผมทำแบบนี้ก็เพื่อพี่สาวต่างหาก!” กงหยางเถียงกลับพร้อมทำแก้มป่องเหมือนไม่ชอบที่ถูกมองว่าเด็ก
“เอาไปกินให้หมดเลยนะ น้องชาย” หลี่หนิงเซียนพูดก่อนหัวเราะเบาๆ พอหยุดหัวเราะ เธอก็หันไปหากงชุนที่ยืนเงียบอยู่ตลอดเวลา
“ขอบคุณสำหรับวันนี้นะ ฉันขอตัวกลับก่อน” กงชุนพยักหน้ารับเบาๆ สายตาคมกริบมองร่างบางที่เดินออกจากลานบ้าน
ภายในใจของหลี่หนิงเซียนเต็มไปด้วยความกังวล เธอพยายามอย่างหนักที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง แต่กลับลืมไปว่ากงชุนนั้นเป็นคนช่างสังเกต และรอบคอบมากเพียงใด
คำพูดที่เธอได้ยินบนภูเขาเกี่ยวกับกงชุนยังคงวนเวียนอยู่ในหัว เขาเป็นทหาร การที่เขากลับมาใช้ชีวิตเรียบง่ายในหมู่บ้านแห่งนี้ อาจเป็นเพียงฉากบังหน้าเพื่อภารกิจบางอย่าง แบบที่คนร้ายสองคนคุยกัน
เหมือนว่า… เธอจะเผลอไปรู้เห็นอะไรบางอย่างเข้าให้แล้ว? ความคิดนี้นำพาความกังวลมาสู่หลี่หนิงเซียนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ยิ่งการที่เธอทำตัวเปลี่ยนไปแบบนี้ ไมรู้ว่าเขาจะสงสัยในตัวเธอมากแค่ไหน แต่จะให้เธอตัวแบบหลี่หนิงเซียนร่างนี้ก็คงไม่ไหวเหมือนกัน
“พี่สาว!” เสียงเรียกของกงหยาง ทำให้หลี่หนิงเซียนสะดุ้งเล็กน้อย เธอหันกลับไปมองตามเสียงเรียก แต่กลับพบเพียงร่างสูงใหญ่ของกงชุน ที่เดินผ่านกงหยางออกมา
กงชุนเดินเข้ามาใกล้ สายตาคมกริบลึกราวกับน้ำลึก หลี่หนิงเซียนรู้สึกหายใจติดขัด
“ทำไม… ทำไมคุณถึงตามฉันออกมาล่ะ?” เธอถามอย่างแปลกใจ
“กลับบ้านพร้อมกัน” กงชุนพูดเสียงเรียบ เดินมาหยุดยืนข้างหลี่หนิงเซียน สายตาที่ทอดมองลงมานั้น เต็มไปด้วยความรู้สึกที่เธอไม่สามารถตีความได้ หัวใจของหลี่หนิงเซียนเต้นระรัว ใบหน้าร้อนผ่าวอย่างไม่ทราบสาเหตุ หรือว่า… เธอจะชอบเขา
ความคิดนี้นำพาความสับสนมาสู่หลี่หนิงเซียน เธอรีบสลัดความคิดไร้สาระนี้ออกไปทันที ไม่มีทางที่เธอจะชอบใครง่ายๆ ไม่งั้นชีวิตก่อนเธอคงมีคนรักไปแล้ว เธอก็รู้สึกดีที่มีคนปกป้องเธอเท่านั้น ไม่ได้ชอบใครทั้งนั้น ไม่มีทางที่จะชอบใครง่ายๆ
“คุณจะกลับบ้านกับฉัน?” เธอทวนคำพูดอย่างไม่แน่ใจ ก่อนกงชุนจะพยักหน้ารับเบาๆ
“แต่ว่า… บ้านของคุณก็ใกล้จะซ่อมเสร็จแล้วนี่ ทำไมยังต้อง…”
“ยังซ่อมไม่เสร็จ” ชายหนุ่มตัดบท สายตาคมกริบจ้องมองมาที่เธอ “เมื่อวานเธอรับปากแล้วไม่ใช่หรือ ว่าจะดูแลเรื่องอาหารการกินให้ฉัน”
หลี่หนิงเซียนอยากจะทุบหัวตัวเอง เธอรับปากเขาไปแบบนั้นก็จริง แต่นั่นก็เป็นเพราะต้องการยืมเงินเขาเท่านั้น พูดถึงเรื่องยืมเงินเธอก็นึกได้ว่ายังไม่ได้คืนเขาจึงหยิบถุงเงินที่เตรียมไว้ออกมาส่งให้เขา
“นี่เงินที่ยืมไป ฉันคืนให้”
“เธอไปเอาเงินมาจากไหน”
“ฉันไปรับจ้างในเมืองมา” หลี่หนิงเซียนเลือกที่จะโกหก เพราะเธอไม่กล้าบอกเรื่องที่เธอไปเปิดร้านซาลาเปาทอด
“…” เมื่อเห็นเขาไม่ตอบรับเธอจึงยัดถุงเงินใส่มือเขา
“ฉันสาบานได้ว่าเงินนี้ฉันได้มาอย่างถูกกฎหมาย คุณสบายใจได้” กงชุนพยักหน้ารับยอมเก็บถุงเงิน ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
“กลับบ้านกันเถอะ ดึกแล้ว” กงชุนไม่รอให้เธอโต้แย้ง เดินนำหน้ามุ่งไปยังบ้านตระกูลหลี่
หลี่หนิงเซียนได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา บ้านของเขาก็แค่ขาดกระดาษปิดหน้าต่างเท่านั้น อากาศก็ไม่ได้หนาวอะไร เขาจะอ้างไปทำไมกันว่าบ้านยังไม่เสร็จ แต่ในเมื่อเขาช่วยเหลือเธอไว้ เธอก็คงต้องยอมทนไปก่อน อย่างมากก็แค่อีกหนึ่งหรือสองวัน บ้านของตระกูลกงก็น่าจะซ่อมเสร็จ
บทที่ 38: เป็นไปจนวันตาย
ก่อนหน้านี้ยังมีคนมากมายรายล้อม แต่พอจบเรื่องทุกคนกับหายเข้าบ้านนอนได้เร็ว เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนทำให้บรรยากาศรอบข้างเงียบสงบ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ดังประสานเป็นระยะ
หลี่หนิงเซียนรีบก้าวเท้าตามร่างสูงใหญ่ไป เงาร่างของทั้งสองทอดยาวไปตามแสงจันทร์ ก่อนเธอจะตัดสินใจทำลายความเงียบ
“คุณกงชุน…”
“หืม?” กงชุนแปลกใจที่ถูกเรียก เพราะไม่คิดว่าเธอมีเรื่องจะคุยกับเขา
“วันนี้ขอบคุณนะที่เชื่อใจฉัน” เธออยากขอบคุณเขาจริงๆ เพราะความเชื่อใจที่เขามี ทำในความรู้สึกของร่างนี้สงบลง ทำให้เธอหลุดพ้นจากความอ่อนไหว
“อือ” ชายหนุ่มตอบรับสั้นๆ ราวกับไม่สนใจ ทั้งที่ในใจเขาแปลกใจไม่น้อยที่ได้ยินคำขอบคุณจากหลี่หนิงเซียน
หลี่หนิงเซียนมองเขาด้วยความรู้สึกแปลกใจ กงชุนในช่วงนี้ดูสนิทสนมกับเธอมากเกินไป ทั้งที่ในความทรงจำของร่างนี้ พวกเขาแทบไม่เคยยุ่งเกี่ยวกันเลย เธอกลัวเหลือเกินว่ากงชุนจะยิ่งสงสัยในตัวตนที่แท้จริงของเธอ
เธอเป็นเพียงดวงวิญญาณที่เข้ามาอยู่ในร่างนี้ หากถูกจับเพราะโดนคิดว่าเป็นสายลับโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ชีวิตนี้คงจบสิ้นแน่ ยิ่งคิดหลี่หนิงเซียนก็ยิ่งกระวนกระวาย เธอจึงตัดสินใจถามชายหนุ่มที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ
“คุณสงสัยอะไรในตัวฉันไหม” กงชุนหยุดเดิน ท่ามกลางความมืดมิด ดวงตาของเขามองตรงมายังใบหน้าของหญิงสาวอย่างไม่วางตา
ใบหน้าของหลี่หนิงเซียนแดงก่ำด้วยความกังวล ดวงตาคู่สวยฉายแวววิงวอนให้เขาเชื่อใจอย่างชัดเจน ท่าทางที่เธอพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อพิสูจน์ตัวเองกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น เพียงเพราะกลัวว่าชื่อเสียงของเขาจะเสียหายจากการช่วยเหลือเธอ…
ภาพเหล่านั้นตราตรึงอยู่ในใจของกงชุน เสียงหัวใจของเขาดังกระหน่ำราวกับจะทะลุออกมานอกอก
“แล้วเธอมีอะไรน่าสงสัย” คำถามของเขาทำให้เธอตัดสินใจบางอย่างแล้วตอบออกไป แม้จะไม่ใช่คำตอบแต่นี่คือสิ่งที่เธออยากกบอก
“ไม่มี แค่อยากบอกให้คุณรู้ไว้ว่า ฉันคือหลี่หนิงเซียน และจะเป็นไปจนวันตาย” เสียงของหญิงสาวยืนยันหนักแน่นอีกครั้ง กงชุนไม่ได้ตอบรับอะไรกับคำพูดของเธอโดยตรง แต่กลับถามขึ้นว่า
“ฉันเชื่อใจเธอได้ใช่ไหม?” หลี่หนิงเซียนมองสบสายตาหงชุนด้วยแววตามุ่งมั่น และจริงจัง
“ฉันไม่มีวันที่จะทำเรื่องเลวร้ายอีก แค่สิ่งที่ทำฉันในอดีตก็ตามแก้ไขไม่ไหวแล้ว ความตายใต้พื้นน้ำ และในกองเพลิงวันนั้น มันทำให้ฉันคิดอะไรได้มากขึ้น และรู้ว่าตัวเองโง่แค่ไหน” นี่คงเป็นข้ออ้างเดียวที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงของเธอได้
หลี่หนิงเซียนไม่รู้ว่ากงชุนจะเชื่อคำอธิบายของเธอหรือไม่ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกังวล แววตาของกงชุนฉายแววประหลาดใจออกมาชั่วขณะ ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกขึ้นเล็กน้อยอย่างรวดเร็ว
“ฉันจะยืนข้างเธอจนกว่าเธอจะไม่ใช่ภรรยาของฉัน” หลี่หนิงเซียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก บางทีเรื่องการหย่าก็คงต้องรอไปก่อนจริงๆนั่นแหละ เพราะสิ่งนี้กำลังเป็นเกาะกันภัยให้เธอ
“ฉันจะทำตัวให้ดี”
“อือ มีอะไรอีกไหมที่เธออยากบอกฉัน”
“วันนี้ฉันไปขายของในเมืองมา ได้เงินมาพอสมควรเลยล่ะ และต่อไปในทุกวัน ฉันก็จะไปขายของในเมือง จะได้หาเลี้ยงตัวเองได้ ไม่เป็นภาระของคุณ” ถ้าเขาจะยังไม่หย่ากับเธอ เธอก็ควรจะบอกเรื่องนี้เพื่อไม่ให้มีปัญหาตามมา
“ขายอะไร เกี่ยวกับที่มีเงินมาคืนใช่ไหม”
“ขายของกินนิดหน่อยที่ตลาดใกล้กับสถานีรถไฟ ที่นั่นมีคนทำธุรกิจเยอะ ฉันเลยขายได้ค่อนข้างดี และมีเงินมาคืนคุณ” จริงๆแล้วถือว่าเธอได้เปิดใจบอกเข้าถึงสิ่งที่ทำ อย่างการขายของเปิดร้านเอง นี่คือความไว้ใจอย่างหนึ่งที่เธอจ
“ในเมื่อคิดจะหาเงินด้วยตัวเองก็ทำให้ดีล่ะ อย่าทำแค่ตอนฮึกเหิม ต้องมีความมุ่งมั่น และทำให้ประสบความสำเร็จ” กงชุนมองหลี่หนิงเซียนแล้วโล่งใจ ที่แท้เธอไปตลาดไม่ใช่เพื่อซื้อของ แต่ไปหาเงินอย่างที่ว่าจริงๆ ถ้าเป็นแบบนี้เขาเองก็ควรวางใจ
“คุณมีอะไรที่ต้องการเป็นพิเศษไหม? คุณช่วยฉันไว้ตั้งหลายครั้ง ฉันอยากตอบแทนคุณบ้าง”
“รอให้เธอหาเงินได้มากกว่านี้ก่อนเถอะ” หลี่หนิงเซียนได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆในใจ สักวันเธอจะมีให้มากพอที่จะตอบแทนเขาทั้งในส่วนของเธอ และที่หลี่หนิงเซียนร่างยี้ต้องใช้คืน
ตอนแรกที่เข้ามาในร่างนี้เหมือนเธอตัวคนเดียว เขากับร่างนี้ในความทรงจำก็ไม่ได้มีความสนิทสนมอะไรกัน เธอเลยคิดว่าการหย่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ที่เธอจะทำได้แทนร่างนี้
แต่ตอนนี้กลับคิดว่าบางที่การมีใครสักคนที่เชื่อใจ อยู่ข้างๆและค่อยสนับสนุนเราแบบตอนนี้ก็ดีเหมือนกัน เธอจะกอดใบสมรสไว้ จนกว่าเขาจะเจอคนที่เหมาะสมก็แล้วกัน…
เสียงนกร้องจากภูเขาดังแว่วมาเป็นระยะ ท่ามกลางความเงียบสงบของหมู่บ้านชนบทที่ผู้คนเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ หลี่หนิงเซียนก็ไม่ต่างจากคยอื่น เธอกลับบ้านด้วยความเหนื่อยล้า รีบอาบน้ำแล้วเข้านอนทันที
แต่ในความมืดมิดของราตรีกาล กลับมีเงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบออกมาจากบ้าน มุ่งตรงไปยังป่าเชิงเขา
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงเรียกฉันออกมาเร็วนัก?”
“ได้ข่าวมาว่า เป้าหมายที่เราตามหาออกจากหมู่บ้านไป๋หลางไปแล้ว คาดว่าน่าจะได้แบบปลอมที่นายปล่อยออกไป และกำลังจะไปสมทบกับพรรคพวก ทางกองทัพสั่งให้นายตามไป หากจำเป็นก็ให้จับกุมได้เลย”
“อะไรนะ?” ชายที่มาถึงเชิงเขาคือกงชุน ตอนนี้เขามาพบลี่หมิน จากสัญญาณที่อีกฝ่ายใช้เรียก และเรื่องที่รับรู้ก็เป็นเรื่องด่วนจริงๆ
“ฮ่าๆ ยอมรับเลยว่านายเก่งจริงๆ แผนที่นายวางไว้ได้ผลแล้ว พวกมันเผยตัวออกมาแล้ว คราวนี้นายต้องจับพวกมันให้ได้เลยนะ!” ลี่หมิงพูดด้วยน้ำเสียงดีใจ หลังจากแฝงตัวมานานหลายเดือน แม้กระทั่งต้องแต่งงานเพื่อปิดบังตัวตน ในที่สุดความพยายามของกงชุนก็เห็นผล เขาตบไหล่กงชุนอย่างยินดี
“ขอโทษด้วยที่ทำให้นายต้องลำบาก” กงชุนแทบไม่ได้สนใจคำพูดของลี่หมิง เขาขมวดคิ้วคิดเรื่องงานที่อีกฝ่ายบอก
“ข่าวนี้เชื่อถือได้แค่ไหน?”
“เชื่อถือได้มาก! พวกเรามีสายอยู่ในนั้น ได้ยินว่าเป็นคำสั่งตรงจากกองทัพเลย ครั้งนี้คนที่ถูกส่งมาขโมยข้อมูลเป็นระดับหัวกะทิหลายคน เสียดายที่ดันไปเป็นขี้ข้าต่างชาติ!” ลี่หมิงบ่นอย่างเหลืออด แต่กงชุนกลับไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านั้นอีกต่อไป
ถ้าอย่างนั้น หลี่หนิงเซียนก็ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เขาเข้าใจผิดมาตลอด ภาพของหลี่หนิงเซียนที่เดินคุยกันก่อนหน้าปรากฏขึ้นในความคิด สีหน้าของเขาเรียบนิ่ง แต่ภายในใจกลับรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก… ดีแล้วที่ไม่ใช่เธอ
“กงชุน นายเป็นอะไรรึเปล่า?” ลี่หมิงเห็นท่าทางของกงชุนก็อดเป็นห่วงไม่ได้
“ถ้าเรื่องทางบ้านมีธุระอะไรก็บอกได้นะ ทางเรายินดีจัดการให้ ทั้งนาย และพ่อของนายล้วนเป็นวีรบุรุษของชาติ โครงการที่พ่อของนายกำลังวิจัยอยู่ยิ่งมีความสำคัญต่อประเทศชาติ เราต้องดูแลครอบครัวนายอย่างดีที่สุด” ลี่หมิงบอกพร้อมมองกงชุนด้วยแววตาห่วงใย
“ไม่จำเป็น ฉันจะจัดการเรื่องนี้เอง” กงชุนพูดอย่างหนักแน่น เรื่องครอบครัวเขาไม่มีอะไรน่าห่วง
“งั้นก็ดี มีนายออกโรง ฉันก็วางใจ วันนี้กลับไปบอกลาครอบครัวก่อนละกัน พรุ่งนี้ออกเดินทาง คาดว่าคงเสร็จสิ้นภารกิจโดยใช้เวลาไม่นาน!” กงชุนพยักหน้ารับก่อนทั้งคู่จะแยกย้ายกัน
บทที่ 39: ฝันว่าจะเป็นเศรษฐีใหม่
เช้าวันรุ่งขึ้นหลี่หนิงเซียนตื่นขึ้นมาออกกำลังกาย อาบน้ำ ทำอาหารเช้าตามปกติ แต่กลับไม่พบกงชุน เธอจึงคิดว่าเขาน่าจะขึ้นเขาไปตัดฟืนเหมือนเคย แต่พอเตรียมที่จะเอาไปขายที่ตลาดเสร็จ เขาก็ยังไม่กลับมา น่าแปลก เขาหายไปไหนของเขานะ?
ความสงสัยหายไป เมื่อหลี่หนิงเซียนก็นึกขึ้นได้ว่า กงชุนมีสถานะที่ไม่ธรรมดา อาจจะมีงานด่วนเข้ามาเลยไปทำงานอยู่ก็ได้ พอคิดแบบนี้เธอจึงเลิกนึกถึงเรื่องเขา แต่ก่อนออกจากบ้าน ก็ยังเก็บอาหารใส่หม้อเหล็กใบใหญ่ที่ยังอุ่นๆไว้ให้ เพื่อเขากลับมาจะได้มีอะไรกิน
วันนี้หลี่หนิงเซียนตั้งใจไปตลาดเช้ากว่าเมื่อวาน เพราะเธอจะได้มีเวลาเตรียมทำไส้มากขึ้น และแวะซื้อแป้งสาลีอีกสักสิบจิน ในตอนที่กำลังออกมาจากบ้านเธอก็เห็นจักรยานคันหนึ่งจอดอยู่
“กงชุนเอามาจอดเมื่อเช้า บอกให้หลานเอาไปใช้ได้นะ”
“แล้วเขาไปไหนเหรอคะคุณปู่”
“ปู่ก็ไม่ทันได้ถาม” หลี่หนิงเซียนพยักหน้ารับ ก่อนจะพูดคุยกับคุณปู่อีกนิดหน่อย เธอจึงของตัวเข้าเมือง
เธอเลือกไปซื้อของก่อน จากนั้นก็เอาจักรยานไปจอดบ้านลุงฟาน แล้วจึงขนของมาที่แผง พอมาถึงเธอก็เริ่มวางเตา จัดข้าวของให้เข้าที่ ก่อนจะเริ่มทำแป้งซาลาเปาวางพักไว้
หลังจากนั้นจึงลงมือทำไส้หมูสับแบบเมื่อวาน พอเสร็จก็เริ่มทำไส้อื่นที่ตั้งใจไว้ โดยเริ่มจากหมูสับผัดมันฝรั่ง เธอนำมันฝรั่งมาหันเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ต่อด้วยหันหอมใหญ่ แล้วซอยต้นหอม สับกระเทียมและหมู
พอเตรียมวัตถุเรียบร้อยเธอก็จุดไฟเตา พอกระทะเริ่มร้อนนำน้ำมันหมูที่เจียวไว้ใส่ลงไปในกระทะ ตามด้วยกระเทียม เจียวกระเทียมจนเหลือง ใส่หมูสับผัดแค่เริ่มสุก แล้วตอกไข่ใส่ลงไป พอไข่สุก จึงใส่หอมใหญ่ มันฝรั่ง เติมน้ำให้ปริ่มๆมันฝรั่ง แล้วปรุงรสด้วยซีอิ้วขาว น้ำตาลทราย ผัดด้วยไฟปานกลางจนสุกและน้ำแห้งก็ตักขึ้นมาพักไว้
เมื่อไส้ที่สองเสร็จ เธอก็ทำไส้สุดท้ายอย่างถั่วเหลืองกวน โดยนำถั่วเหลืองที่นิ่งแล้วบดไว้เมื่อเช้าออกมาผัดกับน้ำตาลทราย และเติมน้ำนิดหน่อยระหว่างผัดเพื่อไม่ให้ติดกระทะ พอเสร็จเธอก็ตักพักไว้ หลังเตรียมไส้เสร็จ เธอก็หันแบ่งแป้งตามจำนวนที่ตั้งใจ แล้วจึงเริ่มห่อ
พอเธอจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ลุงฟานที่ขายบะหมี่ก็เอาน้ำเต้าหู้ร้อนๆมาให้หนึ่งถ้วย
“ดื่มสิ น้ำเต้าหู้ร้อนๆอร่อยนะ! ลุงซื้อมาเผื่อยายหนูด้วย” ฟานเต๋อส่งน้ำเต้าหู้ให้หลี่หนิงเซียน
“ขอบคุณค่ะ พอดีเลย เดี๋ยวช่วยลองกินซาลาเปาไส้ใหม่ให้หนูหน่อยนะคะ” เธอพูดพร้อมนำซาลาเปาที่ทอดเสร็จแล้วส่งให้ลุงฟาน พอรับซาลาเปาไปลุงฟานก็รีบขอตัวกลับร้าน เพราะลูกค้าบะหมี่เริ่มเยอะ
หลี่หนิงเซียนหันมายกถ้วยขึ้นมาดื่มจนหมด น้ำเต้าหู้ร้อนๆไหลผ่านลำคอ ไล่ความหนาวเย็นยามเช้าออกไปจนหมด เนื่องจากเธอใช่เวลาเตรียมของนานกว่าร้านอื่นๆ เธอจึงยังไม่ได้เปิดแผง พอเห็นว่ามีลูกค้ามาซื้อบะหมี่ลุงฟานไม่ขาดสาย เธอจึงไปช่วยลุงฟานก่อน เพราะคิดว่าของเธอขายตอนเที่ยงคงทัน
ระหว่างนั้นเอง เฉียงซานคนที่มีหน้าที่เดินตรวจตลาดก็เดินผ่านมา แต่เขากลับเดินวนไปวนมาอยู่แถวแผงบะหมี่สองสามรอบ สุดท้ายก็อดรนทนไม่ไหว เดินตรงเข้ามาหาหลี่หนิงเซียน
“นี่ เจ้าเด็กขายซาลาเปา มาถึงแล้วทำไมไม่รีบตั้งแผง?” ใครๆเขาก็รีบมาจับจองขายของกันแต่เช้า แต่เด็กนี่มาถึงตั้งนาน แล้วยังมาช่วยคนอื่นทำงานอยู่อีก แทบจะในทันทีที่เฉียงซานพูดจบ สายตานับสิบคู่ก็จับจ้องมาที่หลี่หนิงเซียน
หลี่หนิงเซียนได้ยินแบบนั้นก็ไม่พอใจ เธอไม่อยากถูกเรียกว่าเจ้าเด็กสักนิด แต่ก็ไม่อยากโต้เถียง จึงพยายามฝืนยิ้ม
“บ้านฉันอยู่ไกล มาเช้าคงไม่ไหว เร็วสุดก็คงมาเปิดขายตอนสิบเอ็ดโมงทุกวันค่ะ” คนขายร้านอื่นมองหลี่หนิงเซียนอย่างดูแคลน พวกเขาคิดไปเองว่า สาวๆแบบนี้ คงทนความลำบากไม่ไหวหรอก คงจะขี้เกียจทำงาน ถึงได้บอบบางขนาดนี้ แต่แบบนี้ก็ดี จะได้ไม่มาแย่งลูกค้าของพวกเขา ทุกคนจึงหันกลับไปสนใจแผงของตัวเองต่อ
หลี่หนิงเซียนสัมผัสได้ถึงความโล่งใจ ของเจ้าของร้านขายอาหารเช้าหลายๆคน เธอคิดถูกแล้วที่วางแผนการตั้งร้านขายของแค่ช่วงเที่ยง แต่เฉียงซานกลับมองหลี่หนิงเซียนอย่างพิจารณา สักพักก็ยิ้มอย่างมีเลศนัย
“เจ้าเด็กนี่ฉลาดแฮะ ขยันทำมาหากินแบบนี้ต่อไปนะ”
ณ ตลาดสดที่คึกคักใกล้โรงงานแห่งหนึ่ง แผงขายอาหารเช้าต่างเรียงรายเต็มพื้นที่ แต่มีแผงหนึ่งที่ดูแตกต่างออกไป นั่นคือแผงขายซาลาเปาทอดน้ำของหลี่หนิงเซียน สาวร่างเล็กผู้มีรอยยิ้มสดใส
หลี่หนิงเซียนเลือกที่จะเปิดแผงในช่วงใกล้เที่ยง เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันกับร้านอาหารเช้า และยังเป็นการจับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการอาหารกลางวัน แม้จะเป็นแม่ค้าหน้าใหม่
แต่หลี่หนิงเซียนก็รู้จักวิธีสร้างสัมพันธ์กับคนในตลาดเป็นอย่างดี เธอแจกซาลาเปาทอดน้ำให้กับเจ้าของแผงต่างๆลิ้มลอง จนเป็นที่ถูกอกถูกใจกันถ้วนหน้า แม้แต่เฉียงซานคนตรวจตลาดผู้แสนเข้มงวด ยังอดเอ็นดูในความเฉลียวฉลาดของเธอไม่ได้
“คนอะไร ทำงานคล่องแคล่ว รอบคอบ แถมยังรู้จักผูกมิตรอีก” เฉียงซานพึมพำกับตัวเองอย่างพอใจ ที่ผ่านมาเขามักจะต้องปวดหัวกับปัญหาพ่อค้าแม่ค้าหน้าใหม่ ที่มักจะมีเรื่องขัดแย้งกับเจ้าเก่า แต่กับหลี่หนิงเซียน เขาไม่ต้องกังวลเรื่องนี้เลย
หลี่หนิงเซียนเองก็รู้ดีว่า การเข้าหาผู้คนเป็นสิ่งสำคัญ เธอไม่ต้องการเป็นจุดสนใจจนถูกอิจฉา จึงวางตัวอย่างเหมาะสม และตั้งใจทำมาหากิน เธอขายเพียงวันละรอบในช่วงเที่ยง เพราะรู้ดีว่าคนส่วนใหญ่ ไม่ได้กินอาหารแบบเดิมๆทุกมื้อ แถมยังมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้โดยสารรถไฟ ที่มาขึ้นรถไฟเที่ยว12:40น. อีกด้วย
เอาแค่ขายได้เรื่อยๆ พอกินพอใช้ก่อน อนาคตค่อยว่ากัน เธอคิดในใจอย่างมุ่งมั่น แววตาเต็มไปด้วยความหวัง ยิ่งใกล้ช่วงปลายปี ช่วงที่รัฐบาลประกาศจะเปิดประเทศ อนุญาตให้ค้าขายได้อย่างเสรี หลี่หนิงเซียนยิ่งตื่นเต้น เธอฝันว่าจะเป็นเศรษฐีใหม่ให้ได้!
ความตั้งใจของหลี่หนิงเซียน ทำให้เธอทำงานอย่างกระตือรือร้น แต่แล้ววันหนึ่ง เธอก็ต้องประหลาดใจ เมื่อเวลาเพิ่งจะสิบโมงครึ่ง แผงของเธอกลับถูกล้อมด้วยคนงานจากโรงงานใกล้เคียง
“พี่สาว วันนี้มาเร็วจังเลยนะคะ” หลี่หนิงเซียนถามขึ้น พลางมือก็ยุ่งอยู่กับการทอดศาลาดเปา ตอนที่คุยกับเฉียงซานเสร็จ เธอก็กลับมาที่แผงตัวเองเพื่อทอดซาลาเปารอขาย
“ร้านเธอขายดี ซาลาเปาก็อร่อย คนในโรงงานบอกต่อกันใหญ่ บอกว่าวันนี้ต้องมาซื้อร้านนี้ให้ได้ กลัวจะหมดก่อน!” หญิงสาวคนหนึ่งร้องบอก
“อ้อ ขอสามลูกเลยนะ” หลี่หนิงเซียนยิ้มรับ รีบเร่งมือทอดซาลาเปาอย่างขะมักเขม้น เธอแอบดีใจที่รสชาติของเธอถูกปาก จนลูกค้าบอกต่อกันขนาดนี้ แต่ไม่นาน เธอก็ต้องตะลึง เมื่อแผงของเธอกลายเป็นที่นิยม จนกลายเป็นกระแสโด่งดังในชั่วข้ามวัน!
เสียงดังจอแจของผู้คนดังยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใกล้เที่ยง ยิ่งใกล้เวลาพักเที่ยง ฝูงชนก็ยิ่งหนาแน่นขึ้น จนในที่สุดแผงของหลี่หนิงเซียนก็ถูกล้อมรอบทั้งด้านในและด้านนอก ผู้คนที่มายืนรอซื้อซาลาเปาทอดน้ำของเธอบดบังทางเดินฝั่งตรงข้าม จนแม้แต่น้ำก็ไม่อาจไหลผ่าน แขนที่ยื่นมาจ่ายเงินแทบจะบดบังสายตาของเธอที่กำลังทำทอดซาลาเปา
ซาลาเปาทอดน้ำของหลี่หนิงเซียนนั้น เป็นที่พูดถึงอย่างมากในหมู่คนงานแถวนั้น เหมือนกับขนมดังบนโซเชียลในยุคเธอ ใครที่ได้ยินต่างก็อยากมาลองชิมแต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ก่อนเวลาบ่ายเพียงแค่สินห้านาที
วัตถุดิบทั้งหมดที่เธอเตรียมมาขายในวันนี้ กลับขายจนหมดเกลี้ยง! เช้านี้เธอซื้อแป้ง เนื้อ และวัตถุดิบอื่นๆเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว! แต่ก็ยังไม่พอกับจำนวนลูกค้าที่มา ไม่น่าเชื่อคนที่เคยกินจะติดใจจนชวนเพื่อนมากินได้มากขนาดนี้
บทที่ 40: ได้รับการยอมรับจากลูกค้า
“ขอโทษนะคะทุกคน ไม่ต้องเข้าแถวกันแล้วค่ะ วันนี้ซาลาเปาทอดน้ำขายหมดแล้วค่ะ” หลี่หนิงเซียนพยายามตะโกนบอกกับฝูงชนที่รออยู่ข้างนอกด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
“ไม่ได้นะ พวกเรามาเข้าแถวตั้งแต่เปิดร้านเชียวนะ!” เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้นอย่างไม่พอใจ
“ใช่แล้ว เมื่อวานพวกเราก็ซื้อไม่ทัน เธอจะทิ้งไปแบบนี้ไม่ได้นะ! แล้วพวกเราก็ยืนรออยู่เกินครึ่งชั่วโมงแล้วนะ!” หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งโวยวายขึ้นบ้าง
“แม่ค้าจ๋า เธอจะหยุดขายไม่ได้นะ! เพื่อจะกินซาลาเปาของเธอ วันนี้ฉันถึงกับไม่สั่งอาหารที่โรงอาหาร ตอนเที่ยงเลยนะ!” ชายหนุ่มอีกคนโพล่งขึ้นมา
ฝูงชนที่ผิดหวังพากันส่งเสียงโวยวายดังขึ้นเรื่อยๆ หลี่หนิงเซียนรู้สึกเขินอาย เธอไม่คาดคิดจริงๆ ว่าซาลาเปาทอดน้ำของเธอจะเป็นที่นิยมมากขนาดนี้
“แต่ฉันไม่มีของทำจริงๆ คนขายอยากขายแค่ไหนก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้าไม่มีวัตถุดิบ ถ้าฉันไปซื้อแป้ง ซื้อเนื้อมาทำตอนนี้ ก็ต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมง จะทำให้ทุกคนต้องรอกินข้าวนาน เอาอย่างนี้ดีกว่าวันนี้ทุกคนกินอย่างอื่นก่อนไหม?” หลี่หนิงเซียนพยายามอธิบาย
“ไม่เป็นไร เธอรีบไปซื้อแป้งซื้อเนื้อเถอะ แค่ชั่วโมงเดียวเอง ฉันรอได้!” พี่ชายร่างท้วมที่ตะโกนโวยวายก่อนหน้านี้พูดขึ้น เมื่อวานเขาพลาดโอกาสลิ้มลองซาลาเปาทอดน้ำของหลี่หนิงเซียน เพื่อนร่วมงานต่างพากันเล่าว่าอร่อยจนน้ำลายสอ เขาจึงตั้งใจมาต่อแถวรอซื้อตั้งแต่เปิดร้าน พอชายร่างท้วมพูดจบ ก็มีเสียงคนอื่นๆพากันเห็นด้วย
“ฉันก็รอได้ ชั่วโมงเดียวไม่เป็นไร เธอรีบไปซื้อของเถอะ!”
“ฉันก็จะรอ!”
“ฉันด้วย!”
……
ฟานเต๋อที่อยู่ร้านข้างๆ เห็นร้านของหลี่หนิงเซียนเป็นที่นิยมขนาดนี้ ก็อดดีใจแทนไม่ได้ รีบเร่งเธอว่า
“ยายหนู ตอนนี้เธอรีบไปซื้อของเถอะ ดีนะที่ตลาดของเราไม่ขาดอะไรเลย รีบทำเร็วๆ อย่าให้ทุกคนรอนาน!”
หลี่หนิงเซียนเองก็กลัวว่าการต่อแถวรอนานๆ จะทำให้ทุกคนเสียเวลากินข้าวกลางวัน เธอจึงตัดสินใจวิ่งไปซื้อวัตถุดิบ
“ลุงฟาน ช่วยดูแผงให้ฉันหน่อยนะคะ ฉันจะรีบกลับมา!” หลี่หนิงเซียนตะโกนบอกฟานเต๋อก่อนจะวิ่งหายไปในฝูงชน
หลี่หนิงเซียนรีบตรงไปที่โซนขาย แป้ง น้ำมัน และเนื้อสัตว์ เธอซื้อทุกอย่างที่ต้องการแบบไม่ลังเล แถมยังซื้อถั่วเหลืองอีกสี่จิน เพราะคิดจะทำไส้ถั่วเหลืองกวนเพิ่มอีก ซึ่งสามารถต้มไปพร้อมกับการนวดแป้ง ทำแป้งซาลาเปาได้โดยไม่เสียเวลา
ไม่นานหลี่หนิงเซียนก็วิ่งกลับมาที่แผงพร้อมวัตถุดิบกองใหญ่ เธอรีบจัดเตรียมทุกอย่าง และลงมือทำแป้งซาลาเปาทันที ระหว่างที่รอแป้งพัก เธอก็ผสมไส้แล้วปั้นเป็นลูกๆใส่จานเตรียมไว้ ก่อนจะกวนไส้ถั่ว โดยไม่เว้นช่วงเวลาให้ว่าง
พอเสร็จเธอก็ห่อไปทอดไป ส่วนที่เสร็จนำขึ้น ก็ให้ลูกค้าหยิบใส่ถุงกระดาษเอง จ่ายเงิน และทอนเอง เธอใช้เพียงความเชื่อใจล้วนๆ เพราะมีลูกค้าจำนวนมาทำคนเดียวทั้งหมดคงไม่ทัน และคงไม่มีใครกล้าคีบเกิน ด้วยมีคนค่อยมองจำนวนซาลาเปาอยู่ตลอด
แม้จะเหนื่อยและวุ่นวายแค่ไหน แต่ในใจของเธอกลับรู้สึกปลื้มปริ่ม ดูเหมือนว่าซาลาเปาทอดน้ำของเธอ จะได้รับการยอมรับจากลูกค้าในตลาดอย่างท่วมท้น วันนี้ขายดีกว่าเมื่อวานเป็นเท่าตัว จนอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นกับจำนวนเงินที่จะได้ในวันนี้
ช่วงบ่าย หลี่หนิงเซียนแทบไม่มีเวลาได้หยุดพัก เธอวุ่นวายอยู่กับการทำซาลาเปา และทอดคลาดเวลา เมื่อขายของหมด เธอก็รีบเก็บร้านทันที เกรงว่าจะถูกฝูงชนที่แห่กันมาซื้อซาลาเปารบเร้าให้ทำต่ออีก โชคดีที่เธอตัดสินใจปฏิเสธลูกค้าที่ยืนรออยู่ท้ายแถวไปก่อนหน้านี้ ไม่เช่นนั้นตอนนี้เธอคงต้องวิ่งไปซื้อแป้งและเนื้อเพิ่มอีกรอบ
หลี่หนิงเซียนช่วยลุงฟานขนของกลับ บังเอิญพอดีกับที่เหยาสุ่ยภรรยาฟานเต๋อกลับมาจากไปพูดคุยกับบ้านเพื่อน
“โอ้ นี่คือหลี่หนิงเซียนสินะ ดูเป็นเด็กสาวที่ซื่อสัตย์จริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่คุณจะชมเธอไม่หยุดปากเมื่อวาน และยังบอกว่าร้านของเธอขายดีเป็นเทน้ำเททา” เหยาสุ่ยทักทายหลี่หนิงเซียนอย่างยิ้มแย้ม
“สวัสดีค่ะคุณป้า” หลี่หนิงเซียนทักทายกลับอย่างสุภาพ
“เรียกป้าเหยาก็ได้จ้ะ วันนี้ร้านของเธอเป็นยังไงบ้าง? ขายดีไหม? ฉันได้ยินตอนเล่นอยู่บ้านยายกุ้ย ว่าคนจากโรงงานแถวนี้ต่างพากันอยากมาซื้อซาลาเปาของเธอ วันนี้คงขายได้เงินไม่น้อยสินะ?” เหยาสุ่ยถามอย่างอยากรู้อยากเห็น สายตาของเธอมองไปที่ผ้ากันเปื้อนที่หลี่หนิงเซียนสวมอยู่
ผ้ากันเปื้อนผืนนี้หลี่หนิงเซียนเพิ่งซื้อมาวันนี้ ตัวผ้ากันเปื้อนมีมีกระเป๋าใบใหญ่เย็บติดไว้ เพื่อความสะดวกในการเก็บเงิน ตอนนี้กระเป๋านั้นดูพองออกมา เงินบางส่วนโผล่ออกมาจากข้างใน
เหยาสุ่ยคิดในใจว่าหลี่หนิงเซียนคงจะรีบร้อนอยากเอาเงินออกมานับใจจะขาด แต่ผิดคาดหลี่หนิงเซียนกลับเพียงแค่ยิ้มบางๆ โดยไม่ได้ขยับตัวไปหยิบเงินออกมา
ฟานเต๋อที่กำลังเก็บของอยู่ ได้ยินคำพูดของภรรยา จึงหันมายิ้มๆ แล้วพูดว่า
“วันนี้ร้านของยายหนูขายดีมาก คนซื้อเยอะจนแทบไม่มีเวลาหายใจ!” ก่อนเขาจะหันไปกำชับหลี่หนิงเซียน “เดี๋ยวกลับบ้านเร็วหน่อยนะ เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวพกเงินติดตัวไปด้วยก็ระวังตัวหน่อย”
หลี่หนิงเซียนรู้ว่าฟานเต๋อหวังดีกับเธอ เธอจึงยิ้มรับคำอย่างว่าง่าย
“คุณลุงวางใจได้ค่ะ หนูจะระวังตัว เดี๋ยวหนูจะไปฝากเงินที่ธนาคารก่อนกลับค่ะ”
“ดีๆ เก็บเงินไว้ในธนาคารปลอดภัย!” ฟานเต๋อพยักหน้าเห็นด้วย
“ค่ะ”
“ไปเถอะยายหนู ไปได้แล้ว แล้วก็รีบกลับบ้านไปพักผ่อนนะ” ฟานเต๋อบอกก่อนหันไปพูดกับเหยาสุ่ย “วันนี้เด็กคนนี้ยังช่วยฉันทำงานตั้งแต่เช้า จริงๆแล้วต้องขอบคุณเธอด้วยนะ”
“คุณนี่ขี้เกียจจริงๆ! ต่อไปต้องช่วยยายหนูทำงานให้มากกว่านี้นะ อย่าคิดแต่จะเอาเปรียบคนอื่น” เหยาสุ่ยพูดอย่างไม่จริงจังนัก
“เธอพูดอะไรของเธอ ฉันเป็นคนแบบนั้นหรือ?” ฟานเต๋อแกล้งทำหน้างอน
หลี่หนิงเซียนก้มหน้าลง ซ่อนความรู้สึกในดวงตา ที่เห็นคุณลุงคุณป้าพูดคุยกัน แล้วเธอรู้สึกชื่นชมคนทั้งคู่ การมีคู่ชีวิตที่ดีต่อกันก็เป็นอะไรที่น่าอิจฉาไม่น้อย
หลังจากเก็บของเสร็จ หลี่หนิงเซียนก็บอกลาฟานเต๋อและเหยาสุ่ย เหยาสุ่ยเดินมาส่งเธอที่ประตูอย่างกระตือรือร้น หลี่หนิงเซียนมีมารยาทดีมาตลอด ยิ้มและกล่าวขอบคุณ จนกระทั่งเดินออกมาไกลจากบ้านของฟานเต๋อแล้ว เธอจึงตบหน้าที่ฝืนยิ้มจนเมื่อยเบาๆ และถอนหายใจออกมาอย่างโล่ง-อก
หลี่หนิงเซียนเดินตรงไปที่สถานีรถไฟ เพราะมีธนาคารอยู่ใกล้ๆพอดี เธอเห็นป้ายธนาคารอยู่ไม่ไกลตั้งแต่เมื่อวาน จึงตั้งใจไว้แล้วว่าจะฝากเงินที่นี่เพราะสะดวกกับเธอที่ต้องฝากเงินทุกวัน
ช่วงบ่ายคนมาทำธุรกรรมกับธนาคารไม่มากนัก แต่ก็มีคนยืนรออยู่หลายคน หลี่หนิงเซียนจึงต้องรอ เธอหาที่นั่งตรงมุม คนรอบข้างก็ไม่ได้สนใจเธอมากนัก เธอจึงหยิบเงินออกมาจากผ้ากันเปื้อน แล้วนั่งนับอย่างละเอียด
ธนาคารมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีกว่า หลี่หนิงเซียนคิดว่าตอนกลางวันเธอขายดีมาก อาจจะถูกโจรผู้ใจบาปจับตามองได้ง่าย การฝากเงินสดจำนวนมากเข้าธนาคาร จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด
แสงแดดอุ่นยามเย็นสาดส่องลงมา หลี่หนิงเซียนก้าวเท้าออกจากธนาคาร ใบหน้าเปื้อนยิ้มจนแทบปิดไม่มิด ในมือของเธอมีเหรียญหยวนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบอยู่สามสิบหยวน ส่วนเงินที่เหลือเธอฝากเข้าบัญชีจนหมดสิ้น ทำให้รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อวานเธอเพิ่งหักต้นทุนไป ได้กำไรมาสามสิบห้าหยวน แต่วันนี้กลับทำเงินได้ถึงห้าสิบเก้าหยวน มากกว่าเงินเดือนของคนงานทั่วไปเสียอีก ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกภูมิใจในตัวเอง
“อีกไม่นานหรอก ฉันจะรวย” หลี่หนิงเซียนพึมพำกับตัวเอง ตอนนี้บ้านริมถนนในเมืองมีราคาประมาณสองพันห้าร้อยถึงห้าพันหยวนต่อห้อง ถ้าเธอขยันทำงานแบบนี้ต่อไป อีกแค่สองเดือนก็น่าจะรวบรวมเงินได้มากพอที่จะซื้อได้
จบตอน
Comments
Post a Comment