seller ep41-50

บทที่ 41: รอคอยใครบางคน


“ก่อนอื่นต้องให้คุณปู่ได้ผ่าตัดไส้ติ่งก่อน หลังจากนั้นค่อยเก็บเงินต่อ อีกหน่อย คงพอเปิดร้านเล็กๆเป็นของตัวเองได้” เมื่อถึงตอนนั้นเธอจะได้ย้ายออกจากบ้านเสียที จะได้ไม่ต้องรบกวนพี่ชายตอนที่เขาแต่งงาน แถมยังใช้ชีวิตได้อย่างอิสระมากขึ้นอีกด้วย


แต่… พี่ชายของเธอก็หายไปหลายวันแล้ว ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน หรือเธอควรจะหาคนช่วยตามหาดีนะ แม้ในใจจะมีความกังวลเรื่องพี่ชาย แต่ความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตก็ทำให้หลี่หนิงเซียนรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมา


เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า แม้เส้นทางนี้จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เธอก็จะยังคงก้าวเดินต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ


หลี่หนิงเซียนกลับมาที่บ้าน ในใจเต็มไปด้วยความสุข ขณะหอบถุงใบโตจากร้านสหกรณ์ เสียงซุบซิบอิจฉาของชาวบ้านดังไล่หลังมาเป็นระยะ แต่เธอกลับไม่ใส่ใจ


วันนี้เธอตั้งใจจะทำอาหารอร่อยๆ ฉลองที่บ้านตระกูลกงซ่อมเสร็จ อีกทั้งยังเป็นโอกาสดีที่จะคุยกับกงชุนเรื่องย้ายกลับบ้านเขาอย่างจริงจังเสียที ครั้งนี้เขาคงไม่มีข้ออ้างมาปฏิเสธเธออีก


หลี่หนิงเซียนยิ้มกว้างขณะจุดไฟก่อเตา เธอหยิบขาหมูชิ้นโตที่ซื้อมาใหม่ใส่ลงในหม้อใบใหญ่ ขาหมูถูกตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม เธอใส่ผัก และมันฝรั่งตามลงไป ปิดท้ายด้วยแผ่นแป้งนุ่มฟูวางคลุมปากหม้อ ปล่อยให้น้ำซุปซึมเข้าไปจนชุ่มฉ่ำ


นี่คืออาหารขึ้นชื่อในยุคของเธอ รสชาติอร่อยกลมกล่อม ทำง่ายแถมยังอิ่มท้อง หลี่หนิงเซียนตั้งใจจะทำอาหารมื้อนี้เป็นการเลี้ยงส่งกงชุน ให้เขากับคุณปู่ได้อิ่มอร่อย ก่อนที่เขาจะกลับบ้าน


หลี่จ้านมองหลานสาวคนเดียว ทำงานวุ่นวายอยู่ในครัวด้วยความปลื้มใจ หลายวันมานี้หลี่หนิงเซียนเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน จากที่เคยเกียจคร้านกลับขยันขันแข็ง ซักผ้าทำอาหารโดยไม่ปริปากบ่น


ยิ่งไปกว่านั้น สายตาที่เธอมักเหลือบมองประตูบ้านเป็นระยะก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเธอกำลังรอคอยใครบางคน คุณปู่แอบมองหลานสาวด้วยรอยยิ้มอบอุ่นในหัวใจ ท่าทางของทั้งคู่ช่างห่วงใยกันและกันเหลือเกิน อีกไม่นานบ้านหลังนี้คงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็กน้อย คุณปู่คิดอย่างมีความสุข


กลิ่นหอมของขาหมูตุ๋นอบอวลไปทั่วบ้าน แต่กงชุนก็ยังไม่กลับมา หลี่หนิงเซียนยืดตัวขึ้นมองออกไปนอกประตูอย่างสงสัย ปกติเวลานี้เขาควรจะถึงบ้านแล้ว


ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าก็ดังใกล้เข้ามา หลี่หนิงเซียนรีบลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูด้วยความดีใจ แต่กลับต้องชะงักเมื่อพบว่าคนที่ยืนอยู่ไม่ใช่กงชุน หากแต่เป็นกงหยาง


“พี่สาว!” กงหยางร้องเรียกด้วยน้ำเสียงสดใส


“มาทำอะไรที่นี่”


“พี่ชายผมมาได้ ทำไมผมจะมาไม่ได้ล่ะ” กงหยางตอบอย่างไม่มั่นใจ รอยยิ้มบนใบหน้าดูฝืนเล็กน้อย “หรือว่า… พี่เกลียดผม?”


“ไม่ได้เกลียดสักหน่อย แค่แปลกใจนิดหน่อยเท่านั้นเอง” หลี่หนิงเซียนหัวเราะเบาๆ นึกขำท่าทางเก้ๆกังๆของกงหยาง ดูเหมือนผลไม้แห้งกับขนมพุทราที่เธอซื้อให้วันนั้น จะได้ผลเกินคาด คิดไม่ถึงว่าจะซื้อใจเจ้าเด็กแสบคนนี้ได้อยู่หมัด


“ผมจะไม่ทำเรื่องแบบนั้นอีกแล้ว พี่ชายดุผมไปแล้วนะ บอกว่าห้ามมาหาเรื่องพี่อีก และยังส่งผมไปให้พี่ลี่หมิงอบรมด้วย” กงหยางพูดเสียงอ่อย


“ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรเลย นายจะร้อนตัวไปทำไม” หลี่หนิงเซียนหลุดขำอีกครั้ง ท่าทางจริงจังของกงหยางช่างดูขัดแย้งกับใบหน้าของเขา


กงหยางมองหลี่หนิงเซียนอย่างนิ่งงัน เสียงหัวเราะสดใสของเธอภายใต้แสงอาทิตย์อ่อนๆยามเย็น ทำให้เขาชะงักไปชั่วขณะ มันเป็นความรู้สึกที่เขาไม่คุ้นเคย ผู้หญิงที่เคยดูดุร้ายในวันนั้น วันนี้กับดูส่องประกายสดใส แปลกไปจากเดิม


“แล้วนี่นายมาหาฉันมีธุระอะไรล่ะ” หลี่หนิงเซียนถามขึ้นเมื่อเห็นว่ากงหยางยืนเงียบ จ้องมองเธอโดยไม่พูดอะไร กงหยางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะตอบอย่างรวดเร็ว


“อ้อ จริงสิ! พี่กงชุนฝากบอกว่า เขามีธุระต้องไปต่างเมือง คงอีกสองสามวันถึงจะกลับ”


“ไปต่างเมือง? ไปไหนงั้นเหรอ?”


“พี่กงชุนบอกว่าเพื่อนทหารที่เคยร่วมรบกันมีเรื่องด่วนที่บ้าน พอดีพี่ชายผมอยู่ในช่วงหยุดพักพอดี เลยอาสาไปดู”


หลี่หนิงเซียนเม้มริมฝีปากแน่น กงชุนไม่อยู่แล้ว แต่ทำไมตอนนี้เธอถึงรู้สึกหวิวๆที่อกอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่นี่คือสิ่งที่เธอต้องการมาตลอด อิสระจากการถูกจับตามองจากเขา ช่างเถอะ ยังไงเสียเขาก็ไปแล้ว เธอไม่ต้องคอยดูแลเขาก็ดีเหมือนกัน


“เข้าใจแล้ว” หลี่หนิงเซียนตอบรับเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าบ้าน เธอหิวจนตาลายแล้ว ควรไปหาอะไรกินได้แล้ว ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้ก้าวเท้า กงหยางก็เรียกเธอไว้ก่อน


“เอ่อ… พี่สาวครับ พี่ทำอะไรกินเหรอ มันหอมมากๆเลย” กงหยางถามเสียงอ่อย ดวงตาเป็นประกายอย่างปิดไม่มิด แม้สถานการณ์ความเป็นอยู่ของทุกคนจะดีขึ้น แต่การกินเนื้อสัตว์ทุกมื้อก็ยังเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อม


“ฉันทำขาหมูตุ๋น พี่ชายเธอไม่ได้กลับมากินด้วยแล้ว งั้นเธออยู่กินข้าวเย็นกับฉันและคุณปู่ก่อนไหมล่ะ” หลี่หนิงเซียนส่งยิ้มหวานให้ หลังกล่าวคำชวนกงหยาง


ดวงตาของกงหยางเบิกกว้างด้วยความดีใจ เขาไม่คิดมาก่อนว่าหลี่หนิงเซียนจะชวนเขากินข้าวด้วยแบบนี้


“ผมได้กลิ่นตั้งแต่มาถึงหน้าบ้าน หอมมากๆเลย! ผมไม่ได้กินเนื้อมาหลายวันแล้วด้วย ผมรู้สึกดีใจมากเลยที่พี่สาวชวน”


“เมื่อวานฉันเพิ่งเอาเนื้อไปให้สามจินไม่ใช่เหรอ” หลี่หนิงเซียนถามอย่างงุนงง


“โธ่ พี่สาวครับ พอพี่กลับ แม่ผมกลัวเนื้อจะเสีย เลยเอาไปเจียวน้ำมันหมดแล้ว แม้แต่กากหมูผมยังไม่ได้กินเลยสักคำ บอกว่าจะเก็บไว้กินตอนเทศกาล” กงหยางเล่าพร้อมทำหน้ามุ่ย


หลี่หนิงเซียนมองกงหยางแล้วก็ได้ส่ายหัวอย่างระอา แต่ก็ยังมีความรู้สึกเอ็นดูเจือปนให้กับเด็กคนนี้…


ระหว่างทานอาหารเย็น ภายในห้องอาหารของบ้านตระกูลหลี่อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะเบิกบาน เสียงพูดคุยสนุกสนานของกงหยาง ดังขึ้นตลอดเวลา ทำใหเหลี่จ้าน ซึ่งนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะเผยรอยยิ้มอย่างสุขใจ


หลี่หนิงเซียนซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับกงหยาง เผลอยิ้มตามอย่างห้ามไม่ได้ ปกติแล้วเธอจะเห็นแต่ท่าทางเงียบขรึม เย็นชา และไม่ค่อยพูดจากของกงชุน พอได้มาเห็นน้องชายเขาที่พูดเก่ง ปากไว แถมยังตลกแบบนี้ เธอจึงรู้สึกดีในใจ


ท่ามกลางเสียงหัวเราะ หลี่หนิงเซียนชะงักไปชั่วขณะ จิตใจของเธอพลันล่องลอยไปไกล ภาพชายหนุ่มร่างสูงใบหน้าคมปรากฏขึ้นในห้วงความคิด ทำไมเธอถึงนึกถึงเขาขึ้นมาอีกแล้วนะ


“พี่สาว ช่วงนี้พี่ดูดีขึ้นหรือเปล่า?” คำถามของกงหยางดึงสติของหลี่หนิงเซียนให้กลับมา เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย ก่อนจะถาม


“นายสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงด้วยเหรอ?” นี่แสดงว่าความพยายามในการดูแลตัวเองของเธอเห็นผลแล้ว


“เห็นสิ! แต่ก่อนพี่สาวผอมมากนะ แขนก็เล็กนิดเดียว แล้วก็ต้นขาของพี่สาว…” กงหยางทำท่าครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ “ดูรับไม่น่ารับน้ำหนักได้ เวลาเดินเหมือนจะถูกลมพัดปลิวไปได้เลย”


หลี่หนิงเซียนยกขาหมูชิ้นโตในจานขึ้นมา วางลงในจานตรงหน้ากงหยางพร้อมฉีกยิ้มก่อนจะพูด


“ขอบใจมากนะ แต่ช่วยหุบปากได้แล้ว พูดมากเสียจริง” เธอพูดเสียงเข้ม กงหยางมองเธอด้วยความตกใจ แต่ก็ไม่ได้ตอบโต้ใดๆ รู้ดีว่าไม่ควรพูดอะไรไปมากกว่านี้ จึงก้มหน้าก้มตากินอาหารอย่างเงียบๆ…


บทที่ 42: ขอให้เขายังมีลมหายใจอยู่ก็พอ


หนึ่งเดือนต่อมา ชีวิตของหลี่หนิงเซียนเต็มไปด้วยกิจกรรมที่ต้องทำจนแทบไม่มีเวลาหายใจ แต่เธอก็แบ่งเวลาในการทำสิ่งต่างๆ แต่ละวันอย่างชัดเจน ทั้งการดูแลคุณปู่ ออกกำลังกาย และทำไส้ซาลาเปาทอดน้ำที่จะขายเตรียมไว้


แม้ว่าแต่ละวันจะเหน็ดเหนื่อย แต่เมื่อเห็นตัวเลขในบัญชีที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความเหนื่อยล้าทั้งหมดก็มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความปลาบปลื้มใจแทนที่


วันนี้หลังจากขายของเสร็จ หลี่หนิงเซียนก็นั่งพักใต้ต้นแอปเปิ้ลใหญ่ในลานหลังบ้าน ปล่อยใจให้ผ่อนคลายไปกับสายลมเย็น ในตอนนั้นภาพของกงชุนก็ผุดขึ้นมาในความคิดอีกครั้ง


นับตั้งแต่วันที่กงชุนออกเดินทางไปบ้านเพื่อนทหาร จนถึงวันนี้ก็ผ่านไปได้หนึ่งเดือนแล้ว เธอยังคงไม่รู้สาเหตุที่ทำให้เขาต้องไปนานขนาดนั้น ยิ่งนึกถึงคำของคนสองคน ที่บังเอิญได้ยินบนภูเขาวันนั้น หัวใจของหลี่หนิงเซียนก็ยิ่งรู้สึกไม่สงบ เธอหวังว่าเขาคงจะปลอดภัยดี


หลี่หนิงเซียนสะบัดศีรษะ ไล่เรื่องของกงชุนออกไปจากห้วงความคิด ทำไมเธอต้องนึกถึงเขาด้วยนะ ในเมื่อสุดท้ายแล้ว พวกเราก็ต้องหย่ากันอยู่ดี อนาคตคงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน เธอไม่ควรกังวลเรื่องของเขา


เธอบอกกับตัวเองซ้ำๆ ก่อนจะลุกขึ้น เดินเข้าบ้านตรงไปที่ห้องเก็บของ ภายในห้อง มีกลิ่นหอมของถั่วเหลืองกวนอบอวลไปทั่ว หลี่หนิงเซียนอุ้มถังใบใหญ่มาวางที่แคร่เพื่อเตรียมปั้นไส้ ช่วงนี้ซาลาเปาทอดน้ำของเธอขายดีเกินคาด เธอจึงต้องทำไส้ให้เสร็จที่บ้านทุกวัน แล้วค่อยนำไปขายที่ตลาดในเมืองวันรุ่งขึ้น แม้จะเหนื่อยหน่อย แต่เธอก็มีความสุข


เมื่อวานเธอไปถามที่โรงพยาบาลในเมืองมาแล้ว การผ่าตัดไส้ติ่งต้องใช้เงินหกร้อยสามสิบเก้าหยวน ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากสำหรับตอนนี้ แต่เธอสามารถเอาเงินที่ได้กำไรจากการขายซาลาเปาไปจ่ายได้ เหลือก็แค่การกล่อมคุณปู่ให้ยอมไป


ระหว่างที่เธอกำลังปั้นไส้เตรียมไว้ ก็เห็นกงหยางยืนอยู่ที่หน้าบ้าน พอเขาเห็นเธอก็รีบพูดทันที


“พี่สาว กลับมาแล้วเหรอ” ช่วงนี้กงหยางแวะมากินข้าวที่บ้านเธอบ่อยๆ ตอนแรกก็แค่มื้อเย็น ตอนนี้เพิ่มมาเป็นสามมื้อ เช้าก่อนเธอไปขายของ กลางวันกินกับคุณปู่ และเย็นตอนที่เธอกลับมา แล้วยังมาช่วยดูแลคุณปู่ ทำงานบ้านช่วงตอนกลางวันที่เธอไม่อยู่บ้านด้วย


จริงๆ เธอก็รู้ว่ากงหยางหวังดี และอยากชดใช้ความผิดที่เคยวางเพลิง เลยมาช่วยดูแลคุณปู่ อย่างตอนที่เธอไม่อยู่บ้าน ถ้ากงหยางไม่มา คุณปู่ก็ต้องลำบากลุกมาตักข้าวเอง แต่ตอนนี้มีกงหยางช่วยทำงานทุกอย่าง เขาทำด้วยความเต็มใจ


“อืม” หลี่หนิงเซียนพยักหน้ารับ “นายอยากกินอะไรไหม”


“หมูผัดขิงที่พี่สาวเคยทำได้ไหมครับ” กงหยางถามด้วยน้ำเสียงร่าเริง พร้อมแววตาคาดหวัง


“ได้ ทำให้”


“พี่สาวดีที่สุด” หลี่หนิงเซียนได้แต่กลอกตา แค่ทำอาหารให้กิน เธอก็กลายเป็นคนดีในสายตาเด็กคนนี้แล้ว ผิดกลับวันแรกที่เธอมาอยู่ในร่างนี้ลิบลับ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงนี้กงหยางโตขึ้นเยอะ ไม่ใช่แค่ความสูงที่ตอนนี้เท่าเธอแล้ว แต่รวมถึงความคิดความอ่านที่ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นด้วย


แสงแดดยามเย็นส่องกระทบโต๊ะอาหาร หลี่หนิงเซียนตักโจ๊กผักในชามเล็กขึ้นกินอย่างไม่รีบร้อน เธอเลือกต้มโจ๊กกินคู่กับหมูผัดขิง ตรงข้ามเธอ มีกงหยางที่กินอย่างเอร็ดอร่อย เขาซัดโจ๊กไปชามโต แถมยังกวาดกับข้าวที่เหลือจนหมดเกลี้ยง ทำเอาหลี่หนิงเซียนมองตาค้าง


“ฮ่าๆๆ เด็กหนุ่มวัยกำลังกิน กินเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ” หลี่จ้านหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ตอนหลงเฟยอายุเท่านี้ กินจุยิ่งกว่ากงหยางอีก!”


เมื่อพูดถึงพี่ชาย เธอก็นึกถึงได้ว่าพี่ชายไม่ได้กลับบ้านมานานเกือบสามเดือนแล้ว บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็พลันเงียบลง หลี่จ้านวางชามข้าวลง แล้วถอนหายใจ


“ไม่รู้ว่าหนีหายไปที่ไหน ไม่ติดต่อกลับมาบ้างเลย คงเกลียดชังปู่ที่บังคับให้หลานแต่งงานสินะ!” เห็นคุณปู่เศร้าใจ หลี่หนิงเซียนก็พลอยใจหาย เธอรีบวางชามข้าวลงแล้วกล่าวปลอบคุณปู่


“คุณปู่คะ อย่าคิดมากเลยค่ะ ต่อไปหนูเข้าเมืองจะถามข่าวพี่ชายอีกครั้ง บางทีเขาอาจจะไปทำงานกับคนอื่นที่ต่างเมืองก็ได้ เขาตัวใหญ่แข็งแรงขนาดนั้น คงไม่มีอะไรหรอกค่ะ แล้วนี่ก็ใกล้จะถึงวันเช็งเม้งแล้ว พี่ชายจะต้องกลับมาในวันนั้นแน่ๆค่ะ”


ความจริงแล้ว หลี่หนิงเซียนแอบเป็นห่วงพี่ชายของร่างนี้มาก เธอตามหาเขาจนรู้ว่าเขาไปทำงานเสี่ยงอันตรายในเหมืองถ่านหิน และเธอเคยไปตามหาที่เหมืองทั่วทั้งเมือง แต่ก็ไร้วี่แวว เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่เธอไม่กล้าบอกคุณปู่ให้รู้ ด้วยกลัวว่าคุณปู่จะเป็นกังวล


กงหยางที่นั่งฟังอยู่นาน วางชามข้าวลง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เพื่อให้คุณปู่สบายใจ เพราะตลอดหนึ่งเดือนมานี้เขาได้ใกล้ชิดจนผูกพันกับคุณปู่ไม่น้อย


“คุณปู่ไม่ต้องกังวลหรอกครับ พี่หลงเฟยจะต้องกลับมาในวันเช็งเม้งแน่นอน!”


“รู้ได้ยังไง? อย่ามาพูดเพียงเพื่อเอาใจฉัน หวังจะได้กินข้าวบ้านนี้นะ!”


“ผมพูดจริงครับ!” กงหยางยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “คุณปู่ลองคิดดูสิครับ พี่สาวตอนนี้ทั้งขยันทำมาหากิน ทั้งตั้งใจดูแลทุกคน ไม่สร้างเรื่องวุ่นวายเหมือนแต่ก่อน กลายเป็นคนใหม่ไปแล้ว! เรื่องนี้ดังไปทั่วหมู่บ้าน ทุกคนบอกว่าพี่สาวเหมือนคนเกิดใหม่เลยนะครับ! แบบนี้พี่หลงเฟยต้องอยากกลับมาเห็นด้วยตาตัวเองแน่ๆ!”


หลี่หนิงเซียนนั่งทานข้าวต้ม กับหมูผัดขิงอย่างเงียบๆ มองคุณปู่ และกงหยาง ที่เปลี่ยนมาพูดคุยกันเรื่องราวอื่นๆอย่างออกรส


“มีคนพูดเรื่องวิญญาณของพี่สาวกลับมาแล้วด้วยนะครับ” กงหยางถามขึ้น หลี่หนิงเซียนที่ได้ยินชะงัก หยุดมือที่กำลังตักข้าวต้มเข้าปากทันที


“ทุกคน…พูดกันแบบไหนเหรอ” หลี่หนิงเซียนถามเสียงตะกุกตะกัก หัวใจเต้นระรัว กงหยางไม่ทันสังเกตเห็นท่าทีแปลกๆของหลี่หนิงเซียน รีบเล่าฟื้นเรื่อง


“ทุกคนในหมู่บ้านพูดกันว่าตอนเด็กๆ พี่สาวเคยหลงทางในป่า แล้วไปเจอหมาป่า ทำให้ตกใจจนวิญญาณหลุดออกจากร่าง เพิ่งจะกลับเข้าร่างได้เมื่อเดือนที่แล้วมานี่เอง”


“เรื่องไร้สาระ” หลี่จ้านพูดอย่างไม่สบอารมณ์


“แต่พี่สาวดูเปลี่ยนไปจริงๆนะคุณปู่ ไม่เห็นโวยวาย ว่าอยากหย่ากับพี่กงชุนเหมือนแต่ก่อนเลย” กงหยางพูดจบ หลี่จ้านถึงกับขมวดคิ้ว


“เรื่องนี้…หลงเฟยถ้ารู้เข้าเขาคงไม่พอใจแน่” หลี่หนิงเซียนนั่งตัวแข็งทื่อ เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่า การที่เธอเปลี่ยนไปจะเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้


“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะคุณปู่ ถ้าพี่ชายเขารู้เรื่องทุกอย่างเข้าต้องเข้าใจแน่ๆ” หลี่หนิงเซียนพูดปลอบใจ


“หลานคิดงั้นเหรอ?” หลี่จ้านถามอย่างประหลาดใจ หลี่หนิงเซียนพยักหน้า แม้ในใจจะร้อนรน แต่ตอนนี้เธอทำได้เพียงโกหกไม่ให้คุณปู่คิดมากก็เท่านั้น


“ค่ะ” ฉันพูดพร้อมส่งรอยยิ้มให้คุณปู่ เพื่อที่ท่านจะได้เบาใจ หลังจากนั้น บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็กลับมาเป็นปกติ แต่หลี่หนิงเซียนก็ยังคงรู้สึกไม่สบายใจ เธอรู้ดีว่าไม่สามารถปิดบังเรื่องนี้ไปได้ตลอด


หวังเพียงในอนาคตพี่ชายจะกลับมาจริงๆ ไม่ต้องกลับมาพร้อมทรัพย์สินเงินทองก็ได้ แค่ขอให้เขายังมีลมหายใจอยู่ก็พอ เธอเองก็อยากจะเห็นหน้าพี่ชายที่รักร่างนี้ยิ่งกว่าใครเหมือนกัน


หลี่หลงเฟย ชายที่ยอมทิ้งทุกอย่างในชีวิตได้ เพียงเพื่อให้น้องสาวตัวเองมีชีวิตที่ดี โดยไม่สนว่าน้องสาวจะมีนิสัยยังไง ทำตัวเลวร้ายมากแค่ไหน ขอแค่ทำให้เธอมีความสุขก็พอ


บทที่ 43: ไม่สามารถรอได้อีกต่อไปแล้ว…


แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านม่านหมอกบางๆ หลี่หนิงเซียนจัดแจงตะกร้าใบใหญ่ที่บรรจุไปด้วยซาลาเปาที่ห่อเสร็จ เตรียมเอาไปมัดไว้ท้ายจักรยาน เพื่อเข้าเมืองไปขายของ


“พี่สาว ผมช่วยถือ” เสียงใสๆของกงหยางดังขึ้น พร้อมกับร่างผอมๆที่วิ่งเข้ามา หลี่หนิงเซียนหันมองด้วยความประหลาดใจ


“ทำไมนายยังไม่ไปโรงเรียน? วันนี้ไม่ใช่มีเรียนเหรอ” เธอถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง


“วันนี้ผู้นำจากอำเภอมาตรวจโรงเรียน พวกครูกลัวว่าจะเสียงดังเลยให้นักเรียนหยุดเรียนครับ!” กงหยางตอบอย่างร่าเริง


“งั้นเหรอ”


“พี่สาว ผมอยากเข้าเมืองกับพี่ด้วย!” หลี่หนิงเซียนขมวดคิ้วเล็กน้อย ทุกคนในหมู่บ้านรู้ว่าเธอเข้าเมืองไปทำงาน แต่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเธอทำงานอะไร แม้แต่กงหยางเองก็สงสัยไม่ต่างกัน


เด็กหนุ่มมองตะกร้าด้วยความสงสัย ทำไมพี่สาวถึงต้องเอามันเข้าเมืองไปด้วยทุกวัน ยิ่งคิดกงหยางก็ยิ่งรู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล สายตาที่พี่สาวมองเขา ไม่ใช่สายตาที่พี่น้องมองกัน! หรือว่าพี่สาวจะแอบไปชอบผู้ชายคนอื่น? ใช่แล้ว! ของในตะกร้าพวกนี้ต้องเอาไปให้ผู้ชายคนนั้นแน่ๆ


“ฉันไปทำงาน ไม่ได้ไปเที่ยวเล่นที่ไหน” หลี่หนิงเซียนตอบปัดๆ พยายามไม่สนใจแววตาจับผิดของน้องชาย


“พี่สาวโกหก! ทำไมต้องเอาของไปด้วยตั้งเยอะแยะ” กงหยางชี้ไปที่ตะกร้า “หรือว่า… พี่มีคนรัก?”


หลี่หนิงเซียนถึงกับอึ้งไปชั่วครู่ เธอไม่คิดว่าน้องชายจะคิดไปไกลขนาดนั้น ดูแล้วเขาคงยังจดจำภาพในอดีตของร่างนี้อยู่ ถึงได้มีความคิดแบบนี้


“ไม่มีอะไรแบบนั้นทั้งนั้นแหละ! นายอย่ามาคิดอะไรมั่วๆ”


“ถ้าไม่มีอะไรทำไมต้องโกหกด้วยล่ะ ผมจะเข้าเมืองกับพี่วันนี้แหละ!” หงหยางประกาศกร้าว แววตามุ่งมั่นแน่วแน่ “ผมจะไม่ยอมให้ใครมาหลอกพี่สาวของผมได้!”


หลี่หนิงเซียนถอนหายใจ เธอมองท่าทางดื้อรั้นของกงหยางแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอา


“ก็ได้ นายจะไปกับฉันก็ได้” ในเมื่อกงหยางตัดสินใจแล้ว เธอก็ขัดอะไรไม่ได้ อย่างน้อยการมีน้องชายไปด้วยก็อาจช่วยผ่อนแรงได้บ้าง และบางทีเธออาจจะใช้โอกาสนี้ แก้ไขความเข้าใจผิดเรื่องของเธอให้เขารู้


หลี่หนิงเซียนปั่นจักรยานคู่ไปกงหยางที่ปั่นอีกคัน เดินทางเข้าเมืองไปด้วยกัน วันนี้ต่างจากทุกวันตรงที่เธอไม่ต้องรีบเร่งแข่งกับเวลา วันนี้เธอมีเวลามากกว่าปกติ จึงพากงหยางแวะร้านสหกรณ์ก่อน


“นายรอฉันตรงนี้นะ” หลี่หนิงเซียนบอกกงหยาง ก่อนจะเดินหายเข้าไปในร้าน เหลือเพียงกงหยางยืนเก้ๆกังๆอยู่หน้าร้าน ไม่นานนักหลี่หนิงเซียนก็เดินออกมาพร้อมเสื้อเชิ้ตสีขาวลายทางน้ำเงิน แบบที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น เธอยื่นเสื้อตัวนั้นให้กงหยาง พร้อมกับเงินอีกสองหยวน


“ฉันซื้อให้” หลี่หนิงเซียนยิ้มก่อนยืนเสื้อให้ กงหยางรับเสื้อมาอย่างงงๆ


“พี่สาวครับ ผมไม่รับไว้หรอกครับ”


“รับไปเถอะ ถือว่าพี่ขอโทษที่เคยดุไป เงินนี่ก็เอาไว้ซื้อขนมกินนะ พี่ต้องไปทำงานแล้ว ส่วนนายอยู่แถวนี้ก่อนก็ได้ แล้วถ้าไม่รู้จะไปไหนก็ไปที่ตลาดใกล้สถานีรถไฟนะ” หลี่หนิงเซียนพูด เพราะตอนนี้ใกล้ถึงเวลาที่เธอต้องไปเตรียมร้านแล้ว


“แต่…” กงหยางยังไม่ทันพูดจบ หลี่หนิงเซียนก็รีบปั่นจักรยานออกไป


กงหยางมองตามแผ่นหลังของหลี่หนิงเซียน รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆจางหายไป ในมือมีเสื้อเชิ้ตกับเงินอีกสองหยวน เขาไม่เข้าใจว่าทำไมพี่สาวต้องรีบร้อนขนาดนั้น หรือว่าเธอกำลังจะไปพบกับคนรัก?


ความคิดมากมายวนเวียนในหัว กงหยางกำเงินในมือแน่น จู่ๆก็รู้สึกว่าเสื้อเชิ้ตในมือดูไร้ค่าไปเลย เขาตัดสินใจปั่นจักรยานตามหลี่หนิงเซียน เขาตามมาที่ตลาดที่พี่สาวบอก


ภาพตรงหน้าทำให้เขาถึงกับตะลึง ผู้คนมากมายกำลังยืนออกันอยู่หน้าแผงลอย ราวกับฝูงมด แต่ละคนต่างถือเงินในมือ รอคิวซื้อของอย่างใจจดใจจ่อ และคนที่ยืนอยู่กลางวงล้อมนั้น ก็คือ พี่สาวที่เขาตามมา!


กงหยางเบียดตัวเข้าไปในวงล้อม จึงเห็นหลี่หนิงเซียนอยู่ในชุดผ้าฝ้ายสีเทา ดูเรียบง่ายแต่กลับดูสะดุดตากลางฝูงชน เธอกำลังง่วนอยู่กับการทอดบางอย่างที่เป็นก้อนขาวๆ พอสังเกตดีๆ มันคือสิ่งที่เขาเห็นในตะกร้าที่พี่สาวหอบมาทุกวัน มือบางพลิกของในกระทะอย่างคล่องแคล่ว


“ขอสามลูกคละรสค่ะ!”


“ของผมขอไส้ถั่วสามลูกเลยนะ”


“ฉันเอาไส้หมูผัดมันฝรั่งหกลูก” เสียงของลูกค้าดังขึ้นไม่ขาดสาย กงหยางยืนมองภาพนั้นอย่างอึ้งๆ เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าหลี่หนิงเซียนออกมาขายของแบบนี้


หลี่หนิงเซียนเงยหน้าขึ้น เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายเต็มใบหน้า สายตากวาดมองไปรอบๆ แล้วก็ต้องแปลกใจ เมื่อเห็นกงหยางยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน


“กงหยาง! ทำไมถึงรีบมาไม่เป็นเดินเล่นก่อน?” หลี่หนิงเซียนถามอย่างแปลกใจ กงหยางหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย จะให้เขากล้าบอกเรื่องราวที่เขาคิดจนตามมาได้ไง


“คือ… ผมแค่…” กงหยางอึกอัก ไม่กล้ามองหน้าหลี่หนิงเซียน


หลี่หนิงเซียนถอนหายใจ เธอเดาได้ว่ากงหยางคงรีบตามเธอมา เพราะคิดว่าเธอจะไปทำอะไรไม่ดีแน่ๆ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาคุยกับกงหยาง


“งั้นมาช่วยฉันคีบซาลาเปาใส่ถุงกระดาษส่งให้ลูกค้าหน่อยได้ไหม” หลี่หนิงเซียนถาม


“ได้ครับ” กงหยางตอบพร้อมพยักหน้ารับคอย่างว่าง่าย


วันนี้ กงหยางได้เห็นอีกมุมหนึ่งของหลี่หนิงเซียน มุมที่พี่สาวขยันขันแข็ง และไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ภาพของหลี่หนิงเซียนในวันนี้ ฝังลึกอยู่ในใจของเขาลบภาพเลวร้ายในอดีตไปจนหมด


หลี่หนิงเซียนจ้องมองตัวเองในกระจก ความคิดมากมายตีรวนอยู่ในหัว ความรู้สึกแปลกประหลาดก่อตัวขึ้น เมื่อนึกถึงคำพูดของคนในหมู่บ้านที่ว่าเธอดูเปลี่ยนไปราวกับวิญญาณพึ่งกลับมา เธอไม่ได้โกรธกับคำพูดเหล่านั้น ตรงกันข้าม เธอกลับรู้สึกพอใจ


มันเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ว่าการเปลี่ยนอย่างมาก ในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้เธอดูแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง แต่มันก็เป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น


หลี่หนิงเซียนดึงสมุดบัญชีเงินฝากที่ซ่อนอยู่ใต้ที่นอนออกมา ตัวเลขที่ปรากฏอยู่ทำให้เธอถอนหายใจออกมาเบาๆ เงินเก็บที่มีอยู่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดของคุณปู่


ตอนแรกเธอตั้งใจจะรอให้พี่ชายของเธอกลับมาเสียก่อน ค่อยพาคุณปู่ไปโรงพยาบาลในเมืองด้วยกัน แต่ดูเหมือนว่าอาการของคุณปู่จะไม่สามารถรอได้อีกต่อไปแล้ว…


เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่หนิงเซียนตัดสินใจเตรียมตัวพาคุณปู่เข้าเมือง กงหยางวิ่งกระหืดกระหอบมาหาเธอที่บ้านตามปกติ


“พี่สาว ผมเอาโจ๊กมาให้ครับ” กงหยางวางถ้วยโจ๊กร้อนๆลงบนโต๊ะ “วันนี้พี่จะพาคุณปู่ไปหาหมอที่โรงพยาบาลในเมืองใช่ไหมครับ? ผมไปด้วย!” หลี่หนิงเซียนลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธ


“ไม่ต้องหรอก ฉันดูแลคุณปู่เองได้”


“แต่…”


“ไม่มีแต่ กงหยางนายต้องตั้งใจเรียนเข้าใจไหม? นี่ใกล้จะสอบเข้า ม.ปลายแล้ว อย่าเอาแต่เที่ยวเล่นสิ”


“ผลการเรียนของผมมันก็แย่อยู่แล้ว ไปเรียนหรือไม่เรียนก็คงไม่ต่างกันหรอกครับ” กงหยางเถียง “ผมอยากไปเป็นเพื่อนพี่กับคุณปู่ต่างหาก”


“ไม่ได้ แม้แต่วันเดียวก็ห้ามขาดเรียนเด็ดขาด!” หลี่หนิงเซียนยืนกรานเสียงแข็ง “ถ้าพี่กงชุนของนายรู้เข้า เขาต้องดุนายยิ่งกว่านี้แน่ๆ”


“พี่ชายผมไม่อยู่ ผมก็ยิ่งต้องอยู่เป็นเพื่อนพี่สิครับ” กงหยางยังคงพยายามต่อรอง


หลี่หนิงเซียนถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ไม่ใช่ว่าเธอไม่ซาบซึ้งในความหวังดีของเด็กหนุ่ม แต่ช่วงนี้กงหยางตัวติดกับเธอมากเกินไป จนบางครั้งเธอก็รู้สึกเป็นห่วงอนาคตของเขา


“กงหยาง ถ้านายยังดื้อแบบนี้ อีกหน่อยก็ไม่ต้องมาบ้านฉันอีกแล้วนะ!” คำพูดนั้นของหลี่หนิงเซียน ทำให้กงหยางชะงักไป แววตาที่เคยสดใสเต็มไปด้วยความผิดหวัง หลี่หนิงเซียนถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นกงหยางยอมพยักหน้ารับ


“จำไว้นะ ตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด อย่าคิดเรื่องอื่น” เธอบอกเด็กหนุ่มเป็นครั้งสุดท้าย


“ครับ” แม้กงหยางจะรับคำ แต่ก็ยังคงทำหน้าบูดบึ้ง เขาเชื่อฟังคำพูดของเธอเสมอ เด็กหนุ่มโบกมือลาอย่างงอนๆ ก่อนจะเดินหายลับไปตามทาง


บทที่ 44: โน้มน้าวคุณปู่


หลี่หนิงเซียนส่ายหน้าอย่างเอ็นดู เด็กหนุ่มเป็นคนจิตใจดี และจริงใจ แต่เขายังเด็กเกินไป เธอไม่อยากให้ตัวเองกับคุณปู่ มาเป็นอุปสรรคต่ออนาคตของเขา ยิ่งตอนนี้เป็นช่วงสำคัญของการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย กงหยางควรทุ่มเทให้กับการเรียนมากกว่า


เมื่อจัดการเรื่องกงหยางเสร็จ หลี่หนิงเซียนก็รีบเรียกรถลาก เพื่อพาคุณปู่ไปโรงพยาบาลทันที ระหว่างทางคุณปู่บ่นตลอดทาง ด้วยความกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล


“หลี่หนิงเซียน เรากลับบ้านกันเถอะ ปู่ไม่เป็นไรแล้ว อยู่บ้านพักอีกหน่อยก็หาย” หลี่หนิงเซียนจับมือเหี่ยวย่นของคนชราไว้


“คุณปู่ต้องไปให้หมอดูอาการก่อนนะคะ จะได้รักษาได้ทัน ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้จะแย่”


เมื่อมาถึงโรงพยาบาล หลี่หนิงเซียนก็ยุ่งวุ่นวายกับการติดต่อแพทย์ จัดการเรื่องเอกสาร และพยายามเกลี้ยกล่อมให้คุณปู่ยอมเจาะเลือด และตรวจร่างกาย ส่วนคุณปู่ก็ยังคงบ่นไม่หยุดปาก กลัวว่าค่ารักษาจะแพงจนเกินไป พอหมอบอกว่าต้องผ่าตัด คุณปู่ก็ยิ่งต่อต้านหนักขึ้น


“ไม่ผ่า ไม่ผ่าเด็ดขาด! ใครจะไปจ่ายไหว ค่าผ่าตัดแพงจะตาย” คุณปู่โวยวายลั่น หลี่หนิงเซียนพยายามปลอบประโลม


“ไม่แพงอย่างที่คิดหรอกค่ะ คุณปู่เดี๋ยวหนูจัดการเอง”


“จัดการยังไง! เงินที่ไหน!” คุณปู่ตวาดเสียงดังลั่น


หลี่หนิงเซียนรู้ว่าต่อให้พูดอะไรไปตอนนี้ คุณปู่ก็คงไม่ยอมฟัง ทันใดนั้น ภาพของกงชุนก็ผุดขึ้นมาในหัว เธอรู้สึกรำคาญตัวเองเล็กน้อย ทำไมต้องคิดถึงเขาในเวลาแบบนี้ด้วย? เขาเป็นคนที่บังเอิญช่วยเหลือเธอเท่านั้น


“คุณหมอ ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่ผ่าตัด!” เสียงโวยวายของปู่ดังขึ้นอีกครั้ง หลี่หนิงเซียนสะดุ้งหลุดจากภวังค์ รีบวิ่งกลับไปหาคุณปู่ที่หน้าห้องผ่าตัด


“คุณปู่คะ ฟังหนูก่อนนะคะ” เธอนั่งลงข้างๆ “การผ่าตัดครั้งนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หมอบอกว่าเป็นการผ่าตัดเล็กๆ หลังจากทำเสร็จแล้ว คุณปู่จะเดินเหินได้สะดวก กลับไปทำงานในสวนได้เหมือนเดิม ไม่ต้องทรมานกับอาการปวดอีก”


“หนูรู้ว่าคุณปู่เป็นห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย แต่เรื่องนั้นไม่ต้องกังวลนะคะ หนูมีเงินจากการขายของคุณปู่ไม่ต้องกังวล”


หลี่หนิงเซียนมองใบหน้าเหี่ยวย่นที่เต็มไปด้วยความวิตกของปู่ หัวใจของเธอรู้สึกหนักอึ้ง เธอจะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ปู่หายดี แม้จะต้องแลกกับอะไรก็ตาม


หลี่หนิงเซียนยืนขมวดคิ้ว เหงื่อผุดพรายบริเวณขมับ บนระเบียงทางเดินหน้าห้องผ่าตัด โรงพยาบาลรัฐแห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่มาใช้บริการ เสียงร้องไห้ของเด็กน้อย เสียงบ่นของผู้สูงอายุ ดังเล็ดลอดมาเป็นระยะ บรรยากาศช่างอึดอัด และเต็มไปด้วยความกังวล


วันนี้เธอพาคุณปู่มาโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดไส้ติ่ง เธอรู้ว่าการผ่าตัดแบบนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยในยุคปัจจุบัน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างเธอยังไม่จำเป็นต้องลงมือทำเองด้วยซ้ำ


หรือหากเธอลงมือเองก็มั่นใจว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย แต่ตอนนี้ติดที่ว่าเธอไม่มีใบประกอบวิชาชีพในยุคสมัยนี้ เธอไม่สามารถผ่าตัดให้คุณปู่เองได้ ได้แต่เชื่อมั่นในหมอที่ทำการผ่าตัด


“คุณปู่คะ อย่ากลัวนะคะ นี่แค่การผ่าตัดเล็กๆเอง ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ” หลี่หนิงเซียนพยายามปลอบโยนคุณปู่ที่อยู่บนเตียงเข็น ใบหน้าเหี่ยวย่นของคุณปู่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว


“ใช่ค่ะคุณปู่ การผ่าตัดครั้งนี้ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวเลย เพียงแค่ตัดสิ่งที่ทำร้ายร่างกายคุณปู่ออกเท่านั้น ไม่มีอันตรายถึงชีวิตอย่างแน่นอนค่ะ” พยาบาลสาวพยายามช่วยเสริม อธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน


หลี่หนิงเซียนเข้าใจดีว่าคุณปู่ไม่ได้กลัวการผ่าตัด แต่กลัวค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลต่างหาก


“คุณปู่คะ หนูหาเงินได้แล้วค่ะ พวกเรามีเงินค่าผ่าตัดแน่นอน” หลี่หนิงเซียนพยายามอธิบาย


“ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่ผ่า!” หลี่จ้านยังคงยืนกรานเสียงแข็ง ไม่ยอมผ่าตัดเด็ดขาด


“คุณครับ คุณต้องรีบโน้มน้าวคนไข้โดยเร็วนะครับ วันนี้เรายังมีการผ่าตัดรออยู่อีกหลายราย คนไข้คนอื่นๆก็กำลังรออยู่” หมอหนุ่มพูดขึ้นอย่างลำบากใจ ก่อนจะเดินนำพยาบาล และผู้ช่วยออกจากห้องไป


หลี่หนิงเซียนได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เธอกังวลว่าหากปล่อยเวลาเนิ่นนานไปกว่านี้ อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณปู่ได้ เธอเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง เวลาช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้า เธอภาวนาให้คุณปู่ใจอ่อน ยอมเข้ารับการรักษาโดยเร็ว


หลี่หนิงเซียนพยายามอย่างหนักเพื่อโน้มน้าวคุณปู่ให้เข้ารับการผ่าตัด เธออธิบายถึงความจำเป็น และผลดีที่จะตามมา แต่คุณปู่ก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธ ไม่ว่าเธอจะพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างไร


คุณปู่ก็ไม่ยอมขยับเขยื้อน สุดท้าย เธอได้แต่มองดูพยาบาลเข็นคนไข้คนถัดไปเข้าห้องผ่าตัดอย่างหมดหนทาง


“หนิงเอ๋อร์พาปู่กลับบ้านเถอะ ดูสิหมอกับพยาบาลเขาไม่ทำให้พวกเราแล้ว พวกเราจะได้ประหยัดเงิน” หลี่หนิงเซียนถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน


“คุณปู่คะ วันนี้ไม่ว่าอย่างไรคุณปู่ก็ต้องผ่าตัดให้ได้ หนูจะไปซื้อน้ำมาให้คุณปู่” คอของเธอแทบจะแห้งผากจากการพูดมาก แต่คุณปู่ก็ยังไม่ยอมให้ความร่วมมือ


เธอตัดสินใจไปที่ห้องทำงานของหมอ เพื่อยืนยันเรื่องเวลาผ่าตัดอีกครั้ง โชคดีที่หมอยืนยันว่าคนไข้ที่เพิ่งถูกพาเข้าไป เป็นเพียงการผ่าตัดเล็ก ใช้เวลาไม่นาน ประมาณครึ่งชั่วโมง หลี่หนิงเซียนรู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที อย่างน้อยคุณปู่ก็ยังมีโอกาสได้รับการผ่าตัดในวันนี้


ระหว่างที่รอ เธอลงไปซื้อน้ำที่ร้านขายของชำชั้นล่าง ไม่ใช่แค่เธอที่พูดจนปากแห้งคอแห้ง คุณปู่เองก็คงกระหายน้ำไม่ต่างกัน หลี่หนิงเซียนรีบกลับขึ้นไปยังห้องรอผ่าตัด เวลาผ่านไปรวดเร็วจนน่าตกใจ


เธอยังต้องไปเกลี้ยกล่อมคุณปู่ต่ออีก แต่เมื่อเธอกลับมาถึงหน้าห้องผ่าตัด กลับไม่พบร่องรอยของคุณปู่อยู่ที่นั่นแล้ว


“คุณปู่ไปไหน?” เธอพึมพำกับตัวเอง คุณปู่เดินลำบาก คงไปไหนไกลไม่ได้ หลี่หนิงเซียนวิ่งอย่างร้อนรนไปตามทางเดิน สายตากวาดมองหาอย่างร้อนใจ จนเธอรีบเดินตามหาทันที


ในจังหวะที่เดินสวนกลับคนคนหึ่งเธอรู้นึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ก่อนจะหันไปมองด้านหลังที่ก็เห็นเพียงแผ่นหลังของชายหนุ่ม เขาก็ดูรีบร้อนเช่นกัน และกำลังเดินตรงไปทางห้องผ่าตัด หลี่หนิงเซียนเดาว่าเขาคงเป็นญาติของคนไข้ที่กำลังผ่าตัดอยู่ เธอละสายตาจากเขา แล้วรีบวิ่งลงบันไดต่อไป เพื่อตามหาคุณปู่


หลี่หนิงเซียนเพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อเธอดังมาจากด้านล่างบันได


“พี่สาว! พี่หนิงเซียน!” เสียงนั้นคุ้นเคย ทำให้หลี่หนิงเซียนหันมองอย่างงุนงง เห็นกงหยางในชุดนักเรียนมัธยมปลาย วิ่งขึ้นบันไดมาด้วยสีหน้าตื่นเต้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความดีใจ


และที่ด้านหลังหลี่หนิงเซียน บนบันไดร่างสูงใหญ่ที่เพิ่งสวนกับเธอเมื่อครู่ก็หยุดฝีเท้า ชายหนุ่มอยู่ในชุดลำลองสีเข้ม เรียบง่ายแต่ดูดี หลังจากได้ยินคำพูดของน้องชาย เขาก็รีบหันกลับมามองร่างเล็กที่เพิ่งวิ่งผ่านเขาไป


หลี่หนิงเซียนก็ไม่คิดว่ากงหยางจะมาที่โรงพยาบาล แต่ตอนนี้เธอคิดถึงแค่เรื่องคุณปู่ จึงรีบถามอย่างร้อนใจ


“กงหยาง นายเห็นคุณปู่ของฉันไหม? เมื่อกี้ยังอยู่หน้าห้องผ่าตัด แต่ตอนนี้หายไปแล้ว!”


“คุณปู่เหรอครับ เห็นแล้วครับ” กงหยางตอบด้วยรอยยิ้ม


“แล้วไหนคุณปู่ของฉันล่ะ!?” หลี่หนิงเซียนร้อนใจ เห็นว่าการผ่าตัดข้างหน้านั้นกำลังจะจบลงแล้ว ถ้าปู่ยังไม่ยอมให้ความร่วมมือ วันนี้คงไม่ได้ทำการผ่าตัด


“คุณปู่ของพี่สาวถูกพี่ชายผมหลอก เอ๊ย ไม่ใช่ ชวนเข้าห้องผ่าตัดแล้วครับ พี่ชายผมช่วยคุณปู่ของพี่สาวเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วด้วย” กงหยางรีบพูดด้วยรอยยิ้ม หัวใจของหลี่หนิงเซียนเต้นแรง เธอรู้สึกสับสนกับสถานการณ์


“พี่ชายนาย?”


“ใช่ครับ พี่ชายผมกลับมาวันนี้ ผมบอกเขาว่าพี่สาวพาคุณปู่มาผ่าตัด เขาก็รีบมาโรงพยาบาลทันที หมอบอกว่าต้องจ่ายเงิน เขาเพิ่งไปจ่ายเงินเสร็จ แล้วขึ้นมาชั้นบน พี่สาวไม่เห็นพี่ชายเหรอครับ?” กงหยางรู้สึกสงสัย ทั้งๆที่พี่ชายเขาเพิ่งขึ้นมาชั้นบน ทำไมหลี่หนิงเซียนถึงดูเหมือนไม่เห็นใครเลย


บทที่ 45: ความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูด


เมื่อกี้พี่ชายเขาพยายามอย่างมากกว่าจะหลอกล่อคุณปู่ให้เข้าห้องผ่าตัดได้สำเร็จ แล้วก็สั่งให้เขาไปตามหาพี่สาวทันที แต่เขาเดินสวนทางกับพี่สาวตอนไหนไม่รู้ เลยไม่ได้เจอกัน


กงหยางจูงมือหลี่หนิงเซียนหมุนตัว กำลังจะขึ้นบันได ก็เห็นพี่ชายเขากำลังจ้องมือที่เขาจับพี่สาวอยู่ด้วยสีหน้าบึ้งตึง เขารีบปล่อยมือ เรียกคนด้วยความตื่นเต้น


“พี่ครับ ผมเจอพี่สาวแล้ว” หลี่หนิงเซียนเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว มองไปทางด้านบนของบันได พอดีสบตากับดวงตาลึกล้ำของชายหนุ่มคนนั้น ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เธออ่านไม่ออก


หัวใจของหลี่หนิงเซียนเต้นไม่เป็นจังหวะ ขณะมองร่างสูงของกงชุนเดินตรงเข้ามา เขากลับมาแล้วจริงๆ กลับมาพร้อมกับความรู้สึกแปลกๆ ในใจเธอที่กลับปั่นป่วนขึ้นมาอีกครั้ง


ตลอดเวลาที่ผ่านมา หลี่หนิงเซียนพยายามบอกตัวเองว่าเธอเข้มแข็งพอที่จะดูแลคุณปู่ได้ แม้กระทั่งการผ่าตัดไส้ติ่งที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไร เธอก็สามารถจัดการได้ด้วยตัวเอง


แต่พอถึงเวลาจริงๆ ความกังวลกลับกัดกินหัวใจ เธอเพิ่งรู้ตัวว่า แท้จริงแล้วเธอไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่คิด เธอยังคงโหยหาใครสักคนอยู่เคียงข้าง คอยเป็นที่ยึดเหนี่ยวในโลกที่โดดเดี่ยวนี่


ดวงตาของเธอสบเข้ากับสายตาคมกริบของเขาที่กำลังมองมาจากบันได ริมฝีปากของเขาเม้มเข้าหากันแน่น บ่งบอกถึงความรู้สึกที่ซับซ้อนบางอย่าง ก่อนที่ใบหน้าของเธอจะแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มที่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ


“นายกลับมาแล้วสินะ” กงชุนแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ผู้หญิงที่เดินสวนเขาเมื่อครู่ คือหลี่หนิงเซียนจริงๆ เพียงแค่เดือนเดียวที่ไม่ได้พบกัน เธอกลับเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน


หลี่หนิงเซียนในความทรงจำของเขาเป็นผู้หญิงผอมแห้ง ผิวคล้ำ มอมแมม และผมดูรุงรัง แม้ช่วงหลังเธอจะเริ่มดูแลตัวเองมากขึ้น แต่ก็ยังดูต่างจากผู้หญิงตรงหน้า


หลี่หนิงเซียนในตอนนี้ดูมีน้ำมีนวล และสง่างาม ไร้ร่องรอยของความมอมแมม ดูราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบชั้นดี ผิวที่เคยคล้ำกลับเนียนละเอียด ใบหน้าที่เคยซูบผอม ตอนนี้หลับดูสุขภาพดี เผยให้เห็นโครงหน้าที่งดงาม ดวงตากลมโตเปล่งประกาย มีชีวิตชีวา ต่างจากแววตา เหม่อลอยในอดีตโดยสิ้นเชิง


กงชุนหรี่ตามองใบหน้าของเธออย่างพิจารณา แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปไม่มาก โครงหน้าของเธอก็ยังคงมีความคล้ายคลึงเดิม แต่บรรยายกาศรอบตัวเธอกับให้ความรู้าสึกแตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง


“เธอคือหลี่หนิงเซียนจริงๆหรือ?” แม้จะเป็นคำถาม แต่แฝงไปด้วยความไม่มั่นใจ


หลี่หนิงเซียนรู้ดีว่าคำถามนั้นหมายความว่าอย่างไร เธอรู้ว่ากงชุนเป็นคนช่างสังเกต เพียงแต่ไม่คิดว่าเขาจะละเอียดถึงเพียงนี้ เธอได้แต่กัดริมฝีปากแน่น ปล่อยให้เขาจ้องมองต่อไป ในใจกลับรู้สึกน้อยใจอย่างบอกไม่ถูก


เมื่อครู่เธอยังแอบหวังว่าเขาจะแสดงความประหลาดใจออกมาบ้าง แต่สายตาของเขากลับเหมือนกำลังจับผิดผู้ต้องหา ทำให้ความดีใจที่เคยมีพลันมลายหายไป


กงหยางที่ยืนอยู่ข้างๆ ไม่ได้สังเกตเห็นถึงบรรยากาศแปลกๆระหว่างพี่ชายและพี่สาว เขารีบคว้ามือของเธอไปจับไว้ ก่อนจะลากไปยืนข้างๆพี่ชาย


“พี่ชาย จำพี่สาวไม่ได้เหรอ?”


“ก็พี่สาวผมสวยขึ้น ภายในเดือนเดียวนี่นะ ถ้าไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันทุกวัน ผมก็จำไม่ได้เหมือนกัน” กงหยางพูดอย่างภูมิใจ “พี่ว่าพี่สาวผมสวยไหม? ชาวบ้านแถวนี้เขาลือกันให้แซดว่า พี่สาวผมเป็นหญิงงามเลยนะ มีหนุ่มๆแอบมาด้อมๆมองๆตั้งหลายคน”


ยิ่งกงหยางพูด กงชุนก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่น โดยเฉพาะประโยคที่บอกว่ามีผู้ชายมาแอบมองหลี่หนิงเซียน ยิ่งทำให้เขารู้สึกโกรธขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ตอนก่อนไปทำงานเขาพึ่งจะคุยกับเธอ กลับมาห่างกันไปอีกเป็นเดือน


เขามองไปที่หลี่หนิงเซียนที่ยืนนิ่งเงียบไม่พูดอะไรกับเขา ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น ยิ่งทำให้เขารู้สึกหงุดหงิด


“พี่ เป็นอะไรไป? ไม่สบายรึไง?” กงหยางที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ถามขึ้นอย่างงุนงง พี่ชายของเขาดูแปลกไป ไม่รู้เป็นอะไร ถึงได้ทำหน้าบึ้งตึงขนาดนั้น


กงชุนตวัดสายตามองน้องชายอย่างเย็นชา ก่อนจะหันหลังเดินไปทางห้องผ่าตัด


“พี่ชายรีบไปดูเรื่องผ่าตัดของคุณปู่ อย่าไปสนใจเขาเลย” หลี่หนิงเซียนพูดกับกงหยางอย่างอ่อนโยน


“ครับพี่สาว” กงหยางว่าก่อนจะจูงมือหลี่หนิงเซียนเดินตามพี่ชายไป


“เรียกพี่สะใภ้” เสียงตวาดดังขึ้น ทำให้กงหยางที่กำลังจะเปิดประตูห้องผ่าตัดชะะงัก กงชุนหันขวับกลับมามองน้องชาย ก่อนจะพูดเสียงเย็น “บ่ายนี้นายไม่มีเรียนรึไง รีบกลับไปโรงเรียนได้แล้ว ที่นี่มีฉันกับพี่สะใภ้ดูแลคุณปู่ก็พอ”


“…” กงหยางถึงกับพูดไม่ออก


“ได้ยินไหม”


“ครับๆ กลับก็กลับ” กงหยางตอบอย่างไม่เต็มใจ ก่อนจะเดินกระแทกเท้าออกไป


หลี่หนิงเซียนมองตามน้องสามีไป ก่อนจะหันมาหากงชุน หลังจากคุณปู่ยอมเข้ารับการผ่าตัด ปัญหาที่คาใจเธอมานานก็คลี่คลายลง แต่เมื่อนึกถึงท่าทีดื้อรั้นของคุณปู่ เธอก็อดหงุดหงิดไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็อดขำกับความดื้อรั้นแบบเด็กๆของคุณปู่ไม่ได้


“คนแก่คนนี้ ยากจะรับมือยิ่งกว่าเด็กอย่างกงหยางเสียอีก” หลี่หนิงเซียนพึมพำกับตัวเองเบาๆ เมื่อนึกถึงคุณปู่ เธอก็มีรอยยิ้มอ่อนโยนก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอโดยไม่รู้ตัว


หน้าห้องผ่าตัดกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง หลี่หนิงเซียนเดินไปนั่งรอที่เก้าอี้ไม้ยาวด้านหน้า เธอนั่งกังวลใจอยู่เงียบๆ รอคอยให้การผ่าตัดของคุณปู่เสร็จสิ้น


ภายในห้องผ่าตัด กงชุนช่วยส่งเอกสารให้กับแพทย์ เขาพยายามพูดคุยปลอบโยนคุณปู่ที่ดูกังวล หลังจากแน่ใจว่าคุณปู่สงบลงแล้ว เขาจึงขอตัวออกมา เมื่อเห็นกงชุนเดินออกมา หลี่หนิงเซียนที่นั่งรออยู่ก็รีบลุกขึ้นยืนด้วยความกังวล เธอเงยหน้ามองเขาอย่างร้อนรน


“คุณปู่เป็นยังไงบ้าง เริ่มผ่าตัดหรือยัง” กงชุนพยักหน้าให้เธออย่างมั่นใจ


“ไม่ต้องเป็นห่วง คุณปู่เข้าห้องผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว หมอบอกว่าใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็เสร็จ” หลี่หนิงเซียนถอนหายใจอย่างโล่งอก เธอไม่ได้กังวลเรื่องการผ่าตัดมากนัก สิ่งที่เธอห่วงคือคุณปู่จะยอมให้ความร่วมมือหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี


ความกังวลในใจของเธอพลันมลายหายไป เธอหันไปมองกงชุนอย่างซาบซึ้งใจ


“วันนี้ต้องขอบคุณนายมากเลยนะ ดีจริงๆที่นายกลับมา” สายตาของเธอสำรวจมองกงชุนอย่างพินิจพิเคราะห์ พบว่าเขาดูซูบผอมลงกว่าแต่ก่อนมาก


ถึงแม้เขาจะไม่ใช่คนอ้วนอยู่แล้ว แต่ก็ดูแข็งแรงมีน้ำมีนวล แต่ตอนนี้กลับดูซีดเซียว ผิวคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัด


“การดูแลคุณปู่ก็เหมือนกับการดูแลพ่อแม่ของฉันเอง มันเป็นหน้าที่ของฉันอยู่แล้ว” กงชุนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาจ้องมองหลี่หนิงเซียนอย่างมีความหมาย เขาไม่ต้องการคำขอบคุณจากเธอ เพราะสิ่งที่เขาทำลงไป มันมาจากความเต็มใจ


หลี่หนิงเซียนรู้สึกได้ถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของเขา ราวกับเขากำลังย้ำเตือนว่า พวกเขายังคงเป็นสามีภรรยากันอยู่ หัวใจของเธอกระตุกเล็กน้อย เมื่อได้ยินคำพูดของเขา เธอพยายามสะกดความรู้สึกวูบวาบในอก แล้วตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบๆ


“ขอบคุณนะ แล้วเรื่องค่าใช้จ่าย…”


“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ยังไงตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือสุขภาพของคุณปู่” หลี่หนิงได้แต่กลืนคำพูดที่เหลือลงคอไป เธอได้แต่มองเข้าไปในห้องผ่าตัด ความรู้สึกกังวลเข้ามาแทนที่ความคิดเรื่องอื่นๆ


เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า บรรยากาศในการรอผ่าตัดเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจ ความกังวลในใจทำให้หลี่หนิงเซียนลืมไปชั่วขณะว่ามีกงชุนอยู่ข้างกาย


บทที่ 46: ใช้เวลาในการหาคำตอบ


จู่ๆ เธอก็นึกถึงแผนที่วางไว้ หากต้องดูแลคุณปู่ที่โรงพยาบาลคนเดียว เธอจะต้องลำบากแค่ไหน ความคิดมากมายวนเวียนอยู่ในหัวจนเธอเผลอสะบัดศีรษะเบาๆ


“เป็นอะไรไป” เสียงทุ้มต่ำของกงชุนดังขึ้นข้างๆ ทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อย


“ป..เปล่า ไม่มีอะไร” เธอตอบตะกุกตะกัก พยายามบังคับตัวเองไม่ให้สบตาเขา


กงชุนหรี่ตามองเธอเล็กน้อย เขารู้สึกได้ถึงความกังวลที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ มันทำให้เขาอดเป็นห่วงไม่ได้ เขาตัดสินใจพูดสิ่งที่อยู่ในใจ


“ไม่ต้องกังวล มีฉันอยู่ทั้งคน ฉันบอกแล้วไงว่าจะยืนข้างเธอจนกว่าเธอจะไม่ใช่ภรรยาของฉัน” คำพูกของเขาเต็มไปด้วยความหนักแน่น ทำให้หลี่หนิงเซียนเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างลืมตัว สายตาของเขายังคงเรียบนิ่ง แต่มั่นคง แสดงถึงความจริงใจในคำพูด


เธอรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ความกังวลในใจลดน้อยลงอย่างไม่น่าเชื่อ ตอนนั้น ไฟเหนือประตูห้องผ่าตัดก็ดับลง ประตูเปิดออก แพทย์ที่ทำการผ่าตัดเดินออกมาพร้อมกับถอดหน้ากาก


“การผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดีนะครับ” แพทย์หันไปพูดกับกงชุน ที่ยืนอยู่ข้างๆหลี่หนิงเซียนด้วยท่าทางนอบน้อม “หลังจากนี้ก็แค่พักฟื้นสองถึงสามวัน คนไข้ก็กลับบ้านได้ครับ”


“ขอบคุณมากครับ” กงชุนบอกหมอ


“ไม่เป็นไรครับ นี่เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว” แพทย์ตอบพร้อมรอยยิ้ม สายตาเหลือบมองหลี่หนิงเซียนแวบหนึ่งก่อนจะเดินจากไป


พยาบาลเข็นเตียงที่คุณปู่นอนหลับสนิทออกมากงชุนเดินนำหน้า หลี่หนิงเซียนเดินตามไปเเบบเงียบๆ


“ห้องพิเศษ?” หลี่หนิงเซียนพูดอย่างประหลาดใจ เมื่อเห็นว่าพยาบาลเข็นเตียงคุณปู่เข้าไปในห้องพักที่ตกแต่งอย่างดี ต่างจากห้องพักธรรมดาโดยสิ้นเชิง


“ฉันจัดการให้เอง” กงชุนตอบสั้นๆ หลี่หนิงเซียนได้แต่ยืนนิ่ง คำพูดของเขาทำให้เธอนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่เขาช่วยเหลือเธอตลอดเวลา ทั้งที่จริงแล้ว เขาไม่ได้มีหน้าที่ต้องทำแบบนั้น


เขาทำแบบนี้ไปทำไม? คำถามผุดขึ้นในใจของเธออีกครั้ง แต่เธอก็ไม่มีคำตอบให้ตัวเองกับคำถามนี้ คงได้แต่ต้องใช้เวลาในการหาคำตอบในเรื่องของเธอและเขา..


แสงแดดอ่อนๆ ส่องลอดม่านหน้าต่างเข้ามา หลี่หนิงเซียนนั่งอยู่ข้างเตียง มองคุณปู่ที่นอนหลับสนิทบนเตียงคนไข้ ใบหน้าเหี่ยวย่นของท่านดูอิดโรย แต่ก็สงบกว่าตอนที่มาโรงพยาบาลเมื่อวานนี้มาก


เธอนึกถึงสายตาลึกล้ำของกงชุนที่มองมาเมื่อวานตอนที่เขาอาสาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้คุณปู่ น้ำเสียงหนักแน่นของเขา


‘ฉันจัดการให้เอง’ ยังคงก้องอยู่ในหู แม้เธอจะปฏิเสธ แต่กงชุนก็ยืนยันที่จะช่วยเหลือ จริงๆแล้วค่ารักษาพยาบาลส่วนใหญ่เธอก็จ่ายไปแล้ว แม้ว่าเงินเก็บช่วงนี้จะมีไม่มาก แต่ก็เพียงพอสำหรับค่ารักษาคุณปู่ อีกอย่างเมื่อคุณปู่หายดี เธอก็จะกลับไปขายซาลาเปาทอดน้ำอีก ก็จะได้เงินเพิ่มอีก


แต่ตอนนี้ที่กงชุนพูดก็ทำให้เธอรู้สึกซาบซึ้งใจมาก เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า 24ชั่วโมงหลังผ่าตัดเป็นช่วงที่ผู้ป่วยทรมานที่สุด คุณปู่ที่อายุมากแล้ว ยิ่งทนไม่ไหว เสียงครวญครางดังเป็นระยะระยะ บ่งบอกถึงความเจ็บปวดที่คุณปกำลังเผชิญ


หลี่หนิงเซียนได้ยินแล้วรู้สึกเจ็บปวดใจแทน แม้จะรู้ว่านี่เป็นสิ่งที่ต้องผ่านหลังผ่าตัด แต่เห็นคุณปู่ทรมานแบบนี้ เธอก็ยังรู้สึกสงสารจับใจ เธอตัดสินใจไปพบหมออีกครั้ง เพื่อขอยาแก้ปวดให้คุณปู่


แม้จะรู้ดีว่ายาชนิดนี้เป็นของมีค่ามาก โรงพยาบาลมักอนุมัติให้ผู้ป่วยใช้ก่อนผ่าตัดเท่านั้น หลังผ่าตัดโดยทั่วไปจะไม่อนุมัติอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผ่าตัดเล็กๆอย่างไส้ติ่ง


และก็เป็นอย่างที่คาดไว้ หมอไม่ยอมอนุมัติยาให้เธอ หลี่หนิงเซียนเดินคอตกกลับมายังห้องพักผู้ป่วย ใบหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวัง กงชุนที่นั่งเฝ้าคุณปู่ เห็นสีหน้าของหลี่หนิงเซียน เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเธอไปหายาแก้ปวดให้คุณปู่ และคงจะไม่ได้มาอย่างที่หวัง


กงชุนลุกขึ้นยืน เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเดินออกไปจากห้องผู้ป่วย โดยไม่พูดอะไรสักคำ


“คุณจะออกไปข้างนอกเหรอ?” หลี่หนิงเซียนถามด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นกงชุนกำลังจะก้าวออกจากห้องพักผู้ป่วย


“ฉันจะออกไปโทรศัพท์ เดี๋ยวกลับมา” กงชุนตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินออกไป หลี่หนิงเซียนไม่ได้ติดใจอะไร เธอเองก็กำลังหาจังหวะให้เขาออกไปข้างนอกพอดี เพราะเธอมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำ


เมื่ออยู่ในห้องเพียงลำพังกับคุณปู่ที่นอนครางด้วยความเจ็บปวด แม้จะอยู่ในห้วงนิทรา เธอก็อดสงสารไม่ได้ แผลผ่าตัดคงสร้างความทรมานอย่างมากให้กับร่างกายที่อ่อนแอของคุณปู่


หลี่หนิงเซียนเม้มริมฝีปากแน่น หยิบห่อผ้าขนาดเล็กที่เธอซ่อนไว้ในกระเป๋าออกมา ภายในบรรจุเข็มเงินหลายเล่ม มันเป็นของที่เธอเพิ่งซื้อมาจากหมอแผนจีนในตรอกฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาล


เธอไม่มีเวลามากพอจะขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร และการหายามาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในตอนนี้ การฝังเข็มจึงเป็นทางเลือกเดียวที่เธอทำได้ในยามคับขันนี้ เสียงครางประปรายเล็ดลอดออกมาจากลำคอของคุณปู่อีกครั้ง


หลี่หนิงเซียนตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว เธอเดินไปที่ข้างเตียง ค่อยๆพับแขนเสื้อด้านซ้ายของคุณปู่ขึ้น เผยให้เห็นผิวหนังเหี่ยวย่น ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่จุดฝังเข็มต่างๆที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี จากนั้นจึงบรรจงใช้เข็มเงินในมือ แทงลงไปทีละจุดอย่างแผ่วเบา


หลี่หนิงเซียนค่อยๆหมุนและกดเข็มอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งเห็นหยาดเหงื่อผุดขึ้นบนใบหน้าของชายชรา เธอจึงหยุดพัก ก่อนจะเปลี่ยนไปฝังเข็มในจุดอื่นๆ เข็มเงินทั้งสามเล่มถูกแทงลงบนแขนซ้ายของคุณปู่อย่างเชี่ยวชาญ เสียงครางครวญค่อยๆเบาบางลง


ในที่สุด คุณปู่ก็ผล็อยหลับไปอีกครั้งด้วยใบหน้าที่ผ่อนคลาย หลี่หนิงเซียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอซับเหงื่อที่ซึมอยู่บนใบหน้าของชายชราเบาๆ โชคดีที่เธอมุ่งมั่นกับการดูแลอย่างจริงจังตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ร่างกายของเธอจึงแข็งแรงขึ้นมาก


ไม่เช่นนั้น มือของเธอคงสั่นจนไม่สามารถจับเข็มได้มั่นคง การฝังเข็มในวันนี้คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หลี่หนิงเซียนยิ้มบางๆอย่างน้อย ความพยายามของเธอก็ไม่สูญเปล่า เธอสามารถช่วยบรรเทาความเจ็บปวดให้กับคุณปู่ได้


ในห้องผู้ป่วยที่เงียบสงบ หลี่หนิงเซียนนั่งอยู่ข้างเตียง จ้องมองใบหน้าที่หลับใหลของคุณปู่ด้วยความกังวลใจ เธอเพิ่งใช้เข็มเงินสามเล่มบรรเทาอาการปวดของคุณปู่ หลี่หนิงเซียนถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นสีหน้าที่ผ่อนคลายของคุณปู่ บ่งบอกว่าความเจ็บปวดทรมานนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว


เมื่อสิบห้านาทีก่อน คุณปู่ตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวด หลี่หนิงเซียนรีบไปดูอาการด้วยความตกใจ เธอรู้ว่าคุณปู่ปวดแผล เธอจึงตัดสินใจใช้ความรู้แพทย์แผนจีนที่เธอแอบเรียนรู้มาอย่างหนักตลอดห้าปีที่ผ่านมา ช่วยบรรเทาอาการปวดของคุณปู่


หลี่หนิงเซียนถอนเข็มเงินออกจากแขนของคุณปู่อย่างระมัดระวัง บรรจงเก็บลงในห่อผ้าอย่างทะนุถนอม เหมือนเป็นสมบัติล้ำค่า สายตาของเธอมองไปที่ประตูห้องอย่างหวาดระแวง


โชคดีที่ไม่มีใครผ่านมาเห็น เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ในขณะเดียวกัน หัวใจของเธอก็หนักอึ้งไปด้วยความกังวล นี่เป็นครั้งแรกในยุคนี้ที่เธอใช้ความรู้แพทย์แผนจีนรักษาคน เธอต้องแอบทำอย่างลับๆเหมือนกำลังก่อคดีร้ายแรง


หลี่หนิงเซียนรู้ดีว่าการกระทำของเธอนั้นเสี่ยงแค่ไหน เธอเป็นเพียงเด็กสาวบ้านนอกที่ไม่รู้หนังสือ ไม่มีความรู้ใดๆรองรับ ถ้าถูกจับได้ เธอคงถูกตราหน้าว่าเป็นหมอเถื่อน อาจจะโดนข้อหาหนักกว่านั้นก็ได้


ยิ่งคิด หลี่หนิงเซียนก็ยิ่งปวดหัว เธอต้องหาทางปิดบังความลับเรื่องนี้ต่อไป จะได้ไม่ต้องหาทางอธิบายที่มาของความรู้ด้านการแพทย์ที่เธอมีอยู่ ทันใดนั้นเอง ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว หรือเธอจะต้องกลับไปเรียนหนังสือ!


บทที่ 47: ไม่เข้าใจความหวังดีของเธอ


การศึกษาเท่านั้นที่จะช่วยให้เธอก้าวข้ามกำแพงที่มองไม่เห็นนี้ไปได้ การศึกษาเท่านั้นที่จะช่วยให้เธอใช้ความรู้ที่เธอมี ช่วยเหลือผู้คนได้อย่างเปิดเผยและภาคภูมิใจ


ในขณะที่หลี่หนิงเซียนกำลังครุ่นคิดถึงแผนการในอนาคตอย่างจริงจัง เธอไม่รู้เลยว่า มีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองเธออยู่จากด้านนอกหน้าต่าง กงชุนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มือของเขากำขวดยาแก้ปวดแน่น ดวงตาสะท้อนความสับสนและตกตะลึง


เขาเห็นทุกอย่าง เห็นหลี่หนิงเซียนใช้เข็มเงินรักษาคุณปู่ เห็นท่าทางที่ชำนาญ ราวกับหมอที่มีประสบการณ์สูง ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า มันช่างแตกต่างจากภาพของหลี่หนิงเซียนที่เขาจดจำไว้โดยสิ้นเชิง


หลี่หนิงเซียนในความทรงจำของเขา เป็นเพียงเด็กสาวบ้านนอก ตัวผอมแห้ง ขี้อาย ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาผู้คน แต่ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้ กลับสง่างาม มั่นใจในตัวเอง และแผ่รังสีของความแข็งแกร่งออกมาอย่างน่าประหลาด


กงชุนพยายามอย่างหนักที่จะปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆเข้าด้วยกัน แต่ยิ่งคิด เขาก็ยิ่งสับสน ความสงสัยก่อตัวขึ้นในใจของเขา เหมือนเมล็ดพันธุ์ที่กำลังจะแตกหน่อ เธอเป็นใครกันแน่? ใช่หลี่หนิงเซียนจริงๆนะเหรอ


หลี่หนิงเซียนนั่งเฝ้าน้ำเกลือของคุณปู่อยู่ในห้องผู้ป่วย เนื่องจากตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าก็พาคุณปู่มาโรงพยาบาล แล้วก็วิ่งขึ้นลงตึกไปมา ตอนคุณปู่ผ่าตัดเธอก็เครียดตลอด ดังนั้นตอนนี้เมื่อห้องผู้ป่วยเงียบลง เธอจึงนั่งหลับไปโดยไม่รู้ตัวข้างเตียง


ตอนนี้กงชุน ก็กำลังเริ่มสงสัยในวิทยาศาสตร์ที่เขาเคยเชื่อมั่นที่สุด เป็นไปได้หรือไม่ ว่าในโลกนี้มีเรื่องเหนือธรรมชาติจริงๆ เขาเฝ้ามองหลี่หนิงเซียนหลับไหล ใบหน้าที่อ่อนล้า แต่ก็คุ้นเคยอย่างประหลาด ริมฝีปากเม้มแน่น สีหน้าแฝงความรู้สึกซับซ้อน ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน


เธอเพิ่งหลับไป ประตูห้องผู้ป่วยก็เปิดออก กงชุนรีบผละออกไปยืนอีกมุมหนึ่ง ไม่นานนักพยาบาลก็เดินเข้ามาแจ้งว่า


“ขอโทษนะคะ ห้องพักผู้ป่วยตอนนี้อนุญาติให้เฝ้าแค่คนเดียวนะคะ คืนนี้ต้องรบกวนญาติอีกคนไปพักที่อื่นก่อนนะคะ” กงชุนอาสาตัวจัดการเรื่องนี้เอง เขาอุ้มหลี่หนิงเซียนที่ยังหลับใหล ไปยังห้องพักของแพทย์ ซึ่งเขาได้ขอร้องให้เพื่อนที่ทำงานที่นี่เตรียมไว้ให้


เมื่อหลี่หนิงเซียนตื่นขึ้นมา ท้องฟ้าก็สว่างแล้ว เธออยู่ในห้องที่ไม่คุ้นเคย การตกแต่ง และเฟอร์นิเจอร์ดูเก่าแก่มาก โดยเฉพาะเมื่อเห็นชายร่างสูงใหญ่สวมชุดทหารสีเขียว ยืนอยู่ที่ระเบียง เธอถึงได้สติกลับมาในทันที


“ทำไมฉันถึงอยู่ที่นี่ คุณปู่อยู่ไหน?” หลี่หนิงเซียนถามด้วยความสับสน


“เธอต้องพักผ่อน เลยหาห้องให้เธอพักชั่วคราว” กงชุนตอบ หลี่หนิงเซียนพยักหน้า เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้


“เช้าแล้ว คุณก็ยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม ฉันจะไปซื้อข้าวมาให้คุณปู่ แล้วก็จะซื้อมาให้คุณด้วย เมื่อวานขอบคุณคุณจริงๆนะ” หลี่หนิงเซียนพูดพลางจะเดินออกไป แต่ตอนที่เดินสวนกับกงชุน เธอกลับถูกคว้าข้อมือไว้


หลี่หนิงเซียนขมวดคิ้วมุ่น รู้สึกสับสนกับท่าทีฉุนเฉียวกะทันหันของกงชุน เธอเงยหน้ามองเขาอย่างแปลกใจ ในขณะที่เขากลับหลบสายตา รู้สึกอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด เขาขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะเอ่ยเสียงแข็ง


“ฉันบอกแล้วไง การดูแลคุณปู่ก็เป็นหน้าที่ของฉัน เธอไม่จำเป็นต้องมาขอบคุณ” คำพูดของเขาเหมือนทั้งคำอธิบาย และคำตัดบท หลี่หนิงเซียนได้แต่พยักหน้ารับเบาๆ


“…อือ” เธอรู้ดีว่าที่เขาพูดถึงหมายถึงอะไร สถานะสามีภรรยาจอมปลอมที่รอวันจบสิ้น กงชุนคงอยากรีบหย่ากับเธอเต็มทีแล้ว ถึงได้ทำสีหน้าบูดบึ้งใส่ขนาดนี้


หลี่หนิงเซียนตัดสินใจไม่พูดเรื่องหย่าในตอนนี้ บรรยากาศในโรงพยาบาลไม่เหมาะกับการคุยเรื่องหนักใจ เธอจึงเปลี่ยนเรื่องคุย


“คุณทานอะไรมาหรือยัง ตอนนี้เช้าแล้ว คุณคงหิวแย่ ฉันไปซื้ออะไรมาให้ทานดีกว่า” ยังไงซะคุณปู่ของเธอก็เป็นคนป่วย เขาอุตส่าห์ช่วยเหลือ แถมยังจัดการห้องพักให้ด้วย เธอไม่อยากให้เขาต้องมาจ่ายค่าอาหารอีก


หลี่หนิงเซียนคิดจะตอบแทนน้ำใจของเขา จึงอาสาออกไปซื้ออาหาร เธอตั้งใจจะซื้อโจ๊กหมูนุ่มๆให้คุณปู่ ส่วนกงชุน เธอเล็งหมูตุ๋น กับขาหมูต้มซอสไว้ ผู้ชายตัวโตแบบนั้น ต้องชอบอาหารรสจัดจ้านแน่ๆ


คิดได้ดังนั้น เธอจึงพยายามดึงข้อมือที่ถูกเขากุมอยู่ออก ทว่าเขากลับไม่ยอมปล่อย และยังกำมือแน่นขึ้นกว่าเดิม ก่อนจะออกแรงดึงเบาๆ ให้เธอล้มตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้ง


“ไม่ต้องไปไหน” เสียงทุ้มเอ่ยห้าม น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นราวกับคำสั่ง หลี่หนิงเซียนนอนนิ่ง ตัวแข็งทื่อ รู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนของกงชุนที่รินรดอยู่ใกล้ใบหู ร่างกายของเธอพลันร้อนผ่าวอย่างห้ามไม่อยู่


ความใกล้ชิดทำให้กลิ่นสบู่จางๆจากร่างกายของหญิงสาวลอยแตะจมูกงชุนอย่างชัดเจน ดวงตาเป็นประกายของเธอมองสบกับเขา แววตานั้นทำให้ลมหายใจของเขาติดขัดขึ้นมาชั่วขณะ


เห็นว่าหลี่หนิงเซียนไม่ขัดขืนอีกต่อไป กงชุนจึงรีบลุกขึ้นยืนทันที เขากระแอมเบาๆเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกแปลกประหลาดในอก


“คุณปู่ทานข้าวแล้ว มีฉันคอยดูแลอยู่ วันนี้เธอพักผ่อนให้เต็มที่เถอะ”


“ฉันสามารถดูแลคุณปู่ได้จริงๆ คุณเพิ่งกลับมา อยู่ที่โรงพยาบาลคงพักผ่อนไม่ดี กลับบ้านก่อนเถอะ” หลี่หนิงเซียนพูดด้วยความเป็นห่วง เธอเดาว่าที่กงชุนบอกว่าไปเยี่ยมเพื่อนทหารนั้น อาจไม่ใช่เรื่องจริง เขาเป็นทหาร อาจจะไปทำภารกิจลับอะไรบางอย่างที่ไม่สามารถบอกใครได้


ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเป็นห่วง หนึ่งเดือนที่เขาไม่อยู่ คงต้องมีเรื่องราวมากมายที่เขาต้องจัดการ การดูแลคนป่วยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หลี่หนิงเซียนไม่อยากให้เขาต้องเหนื่อยเกินไป


ทว่า คำพูดที่เธอตั้งใจพูดด้วยความห่วงใย กลับทำให้คิ้วเข้มของกงชุนขมวดแน่นขึ้น ใบหน้าที่นิ่งสงบกลับมืดครึ้มลงอีกครั้ง ราวกับเธอเป็นคนใจร้าย ไล่เขาออกไปอย่างไรอย่างนั้น กงชุนก้มมองเธอ น้ำเสียงเยาะเย้ยแฝงอยู่ในคำพูด


“เธอไม่ต้องรีบร้อนไล่ฉันออกไปขนาดนี้ก็ได้”


“ไม่ใช่แบบนั้น” เธอไม่ได้คิดแบบนั้นสักหน่อย


“ฉันก็แค่ทำสิ่งที่ควรทำ” กงชุนพูดจบก็เดินออกไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้อธิบายอะไรเลย


หลี่หนิงเซียนขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ ทำไมเขาต้องโกรธด้วย ทั้งๆที่เธอก็แค่เป็นห่วง ทำไมถึงไม่เข้าใจความหวังดีของเธอเลยนะ


แม้จะไม่เข้าใจท่าทีแปลกๆของเขา แต่ตอนนี้หลี่หนิงเซียนเป็นห่วงคุณปู่มากกว่า เธอจึงฉวยโอกาสที่กงชุนไม่อยู่ ลงจากเตียงแล้วเดินออกจากห้องทันที


โชคดีที่ห้องแพทย์อยู่ไม่ไกลจากห้องพักของเธอกับคุณปู่ อยู่ชั้นเดียวกัน ห่างกันเพียงไม่กี่ห้อง เมื่อหลี่หนิงเซียนวิ่งมาถึง พยาบาลกำลังถอดเข็มให้คุณปู่อยู่พอดี คุณปู่ที่พักผ่อนมาตลอดคืน ตอนนี้ก็ตื่นขึ้นแล้ว


“หนิงเอ๋อร์” หลี่จ้านเรียกหลานสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ดวงตาฉายแววยินดีที่เห็นหลานสาว


หลี่หนิงเซียนรีบวิ่งเข้าไปใกล้ กล่าวขอบคุณพยาบาล ก่อนจะหันไปถามคุณปู่ด้วยความเป็นห่วง


“คุณปู่ ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้างคะ แผลยังเจ็บอยู่ไหม” แม้ร่างกายจะยังอ่อนแรง แต่หลี่จ้านก็ยิ้มให้หลานสาว


“ไม่เจ็บเลย ดีขึ้นมากแล้ว เมื่อกี้กงชุนเพิ่งให้ยาแก้ปวดกับหมอ บอกว่าถ้าตอนกลางคืนยังเจ็บอยู่ ให้เรียกพยาบาลฉีดยาให้ ผู้เฒ่าแก่ๆอย่างปู่ไม่ได้บอบบางอะไรขนาดนั้น ในสนามรบยังไม่กลัวปืนใหญ่จะกลัวความเจ็บแค่นี้หรือ กงชุนก็ห่วงเกินไป” หลี่จ้านบ่น แต่ดวงตากลับฉายแววเอ็นดู


“ถ้าปวดมียาก็ดีกว่านี่ค่ะ”


“หนิงเอ๋อร์ หลานอย่าเป็นห่วงปู่เลย ปู่ไม่เป็นไรจริงๆ ขอแค่เธอกับกงชุนใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุข ถึงปู่จะตายไปก็จะหลับตาอย่างสงบได้แล้ว” พูดไป น้ำตาก็คลอเบ้า มองหลานสาวตรงหน้า ราวกับกำลังมองดูความฝัน ไม่คิดว่าจะมีวันนี้ วันที่หลานสาวจะเข้าใจอะไรได้มากมายขนาดนี้


บทที่ 48: ไม่รู้จักประมาณตน


“คุณปู่พูดอะไรของคุณปู่คะ!” หลี่หนิงเซียนรีบคว้ามือเหี่ยวย่นของปู่มากุมไว้ แกล้งทำเสียงดุ “คุณปู่ชอบพูดเหลวไหลอยู่เรื่อย การผ่าตัดไส้ติ่งเป็นแค่การผ่าตัดเล็กๆ ไม่มีอันตรายถึงชีวิตหรอกค่ะ ถ้าคุณปู่พูดเหลวไหลอีก หนูจะทิ้งคุณปู่ไว้ที่โรงพยาบาลคนเดียว ไม่สนใจคุณปู่อีกแล้วนะคะ!”


แม้จะพูดอย่างนั้น แต่หลี่หนิงเซียนก็รีบดึงผ้าห่มที่เลื่อนหลุดขึ้นมาห่มให้คุณปู่อย่างเบามือ


อากาศยามเช้ายังคงหนาวเย็น จนต้องห่มผ้าหนาๆถึงจะคลายหนาวได้ หลี่หนิงเซียนรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในห้อง แม้จะสวมเสื้อคลุมแล้วก็ตาม


เธอจึงลุกขึ้นรินน้ำร้อนให้คุณปู่ ระหว่างนั้น ภาพเหตุการณ์ต่างๆก่อนหน้าก็ผุดขึ้นมาในหัว พร้อมกับคำพูดของคุณปู่ที่ยังคงก้อง


หลี่หนิงเซียนนึกถึงตอนที่กงชุนหายาแก้ปวดมาให้ เธอเพิ่งรู้ตัวว่าเขาแอบไปทำอะไรมาหลายอย่างตอนที่เธอหลับ ทั้งๆที่เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยสักคำ


เธอวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะข้างเตียง ความกังวลแล่นเข้ามาในใจ เธอรีบหันไปถามคุณปู่


“คุณปู่อยากเข้าห้องน้ำไหมคะ? ถ้าอยากขับถ่ายต้องบอกหนูนะคะ อย่าอั้นเด็ดขาด”


หลี่หนิงเซียนกังวลว่าหลังจากได้รับยาฆ่าเชื้อ และน้ำเกลือแผลผ่าตัด หรือฤทธิ์ยาอาจทำให้กระเพาะปัสสาวะของผู้สูงอายุอย่างคุณปู่ไม่รู้สึกตัว จึงอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่ใครจะรู้ว่าคำถามของเธอจะทำให้คุณปู่จ้องเขม็ง


“บอกแล้วไงว่าอย่าเป็นห่วง! เธอก็ยังวุ่นวายไม่เลิก กงชุนอยู่กับปู่ตลอดคืน เมื่อเช้าก็อยู่ ช่วยปู่ไว้ตั้งหลายอย่าง! ปู่แก่แล้ว จะให้เด็กสาวอย่างหลานมาดูแลได้ยังไง!”


หลี่หนิงเซียนถึงกับชะงัก เธอไม่คิดว่ากงชุนจะอยู่เฝ้าคุณปู่ตลอดทั้งคืน เธอมองไปที่ประตูห้องอย่างเหม่อลอย ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาไปอยู่ที่ไหนแล้ว และจะโกรธที่เธอทำพูดแบบนี้หรือเปล่า


“หนูเป็นหลานสาวของคุณปู่ การดูแลคุณปู่เป็นหน้าที่ของหนูอยู่แล้ว ยิ่งเวลาที่คุณปู่ไม่สบายแบบนี้ หนูยิ่งต้องอยู่ข้างๆค่ะ ถึงพี่ชายจะไม่อยู่บ้าน หนูต้องทำงานหนักขึ้นอีกนิด ก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลย หมอพยาบาลเขายังรักษาคนไข้โดยไม่แบ่งแยกเพศเลยค่ะ คุณปู่เองก็อย่าหัวโบราณสิคะ!”


“ฮึ! ไม่ต้อง! ปู่ยังไม่ถึงขั้นต้องให้เธอมาดูแลหรอก!” หลี่จ้านเริ่มดื้อขึ้นมาหลี่หนิงเซียนได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจ


แม้ตอนนี้เธอจะรู้สึกดีที่มีกงชุน แต่การที่ปล่อยให้เขาที่เป็นเหมือนคนนอกมาช่วยดูแลคุณปู่แบบนี้คงไม่เหมาะเท่าไหร่ แค่นี้เธอก็รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณเขาอย่างมาก และคงต้องหาทางตอบแทนให้ได้


ตั้งแต่ที่เจอกันอีกครั้ง หลี่หนิงเซียนก็รู้สึกได้ว่ากงชุนไม่ค่อยชอบให้เธอทำตัวสุภาพด้วยเท่าไหร่ ครั้งนี้เธออยากจะตอบแทนบุญคุณเขาอย่างจริงใจ แต่ก็ต้องหาวิธีพูดใหม่ ไม่งั้นเขาต้องทำหน้าบึ้งใส่เธออีกแน่ๆ


ขณะที่หลี่หนิงเซียนกำลังคิดวิธีตอบแทนกงชุนอยู่ เธอได้ยินเสียงประตูห้องพักผู้ป่วยถูกผลักเปิดออก หมอที่อยู่ในชุดกราวน์สีขาวเดินนำหน้ากงชุนเข้ามา ใบหน้าของหมอแสดงความประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นเธอ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นไม่พอใจ


ส่วนกงชุนขมวดคิ้วแน่นทันทีที่เห็นเธอิ หลี่หนิงเซียนรีบวางของในมือลงแล้วเดินเข้าไปต้อนรับ


“คุณหมอมาตรวจคนไข้เหรอคะ คุณปู่เพิ่งตื่นพอดีเลยค่ะ” แต่ดูเหมือนหมอจะไม่ได้สนใจ เขามองหลี่หนิงเซียนตั้งแต่หัวจรดเท้า


“ไม่ได้บอกญาติคนไข้ให้ไปพักผ่อนหน่อยหรือไง ทำไมยังอยู่ที่นี่อีกล่ะ อายุยังน้อยแท้ๆ ทำแบบนี้ร่างกายจะแย่เอา พอแก่ตัวไปจะลำบาก” หลี่หนิงเซียนได้ฟังก็ยิ่งงงไปกันใหญ่ คุณหมอคนนี้หมายถึงอะไร


“คุณหมอครับ หลานสาวผมเป็นอะไรไปรึเปล่าครับ ร่างกายเธอมีปัญหาอะไร” หลี่จ้านได้ยินหมอพูดแบบนั้นก็ตกใจ จึงรีบถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล


หลี่จ้านไม่สนใจแผลผ่าตัดที่ยังเจ็บอยู่ พยายามจะลุกขึ้นนั่งบนเตียง หลานสาวของเขาจะต้องไม่เป็นอะไรไปเด็ดขาด หลี่หนิงเซียนเห็นก็รีบเดินไปกดไหล่คุณปู่


“คุณปู่ใจเย็นๆค่ะ แผลผ่าตัดยังไม่หายดี อย่านั่งเลย หนูไม่เป็นอะไรจริงๆค่ะ สบายดีทุกอย่าง”


“ปู่ไม่เชื่อหรอก ตอนนี้เธอดื้อมากเลยนะ เชื่อคุณหมอกับกงชุนเถอะ” หลี่จ้านแม้จะถูกกดไหล่ไว้ แต่ก็ยังไม่ยอมนอนลง จ้องมองหมอที่เดินมาข้างเตียงด้วยแววตากังวล


หลี่หนิงเซียนได้แต่หันไปมองหน้าหมออย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะอธิบาย


“ฉันไม่เป็นอะไรจริงๆค่ะ เมื่อคืนที่ฉันมีไข้ ก็แค่ไข้อ่อนๆ เช้ามาก็หายแล้ว ไม่ได้เป็นอะไรหนักหนา ฉันดูแลคุณปู่ได้ค่ะ”


“ฮึ คนปกติจะมีไข้ได้ยังไง?” หลี่หนิงเซียนรู้สึกไม่ชอบใจกับคำพูดของหมอที่ไม่ให้เกียรติเธอแม้แต่น้อย สายตาของเธอเผลอเลื่อนไปสบกับกงชุนโดยอัตโนมัติ


ใบหน้าคมคายของเขาดูไม่สู้ดีนัก แววตาเคร่งขรึมจ้องมองมาที่เธอราวกับจะจับผิด หลี่หนิงเซียนกัดริมฝีปากเบาๆ ในใจเริ่มเดาได้ว่าทำไมหมอถึงได้ดุเธอตรงๆทั้งที่พึ่งเคยเจอกัน


หมอตรวจดูบาดแผลของหลี่จ้านอย่างละเอียด พบว่าไม่มีเลือดออกหรือรอยฟกช้ำ ทุกอย่างดูเรียบร้อยดี ดวงตาที่ดูเชี่ยวชาญเงยหน้าขึ้นจ้องมองหลี่หนิงเซียนอย่างดุดัน ก่อนจะหันไปถามคุณปู่ของเธอด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง


“หลานสาวของท่านเปลี่ยนไปมากในช่วงนี้ใช่ไหม ได้ยินว่าก่อนหน้านี้เป็นคนผอมมาก แต่ช่วงนี้มีน้ำมีนวลขึ้นใช่ไหม?”


หลี่หนิงเซียนได้แต่ยืนนิ่ง คำพูดของหมอเหมือนกับกรีดเอาความลับที่เธอพยายามปกปิดมาตลอดให้เปิดเผยต่อหน้ากงชุน


“ใช่แล้ว! หลานสาวผมแต่ก่อนผอมแห้งเลยล่ะ แต่หลานสาวผมย่อมรักสวยรักงามเป็นธรรมดา เมื่อไม่นานนี้จึงตั้งใจดูแลตัวเอง ออกกำลังกายทุกวัน กินอาหารดีๆจนในที่สุดก็หุ่นดีได้อย่างที่เห็น” หลี่จ้านพูดอย่างภาคถูมิใจ มองหลานสาวที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยแววตาเอ็นดู


“คนหนุ่มสาวสมัยนี้ไม่รู้จักประมาณตน” หมอหันไปพูดกับหลี่หนิงเซียน “การที่เธอดูแลตัวแบบนี้เป็นเรื่องที่ดี แต่การทำงานโดยไม่พักเลยต่างหากที่เป็นการทำร้ายร่างกายตัวเองอย่างร้ายแรง! การทำงานหนักและพักผ่อนน้อยทั้งที่ไม่เคยทำงาน เรียกว่าหักโหมและทำลายสุขภาพ!”


“…” หลี่หนิงเซียนก้มหน้ายอมรับความผิดพลาดในข้อนี้ของตน เธออาจเคยเป็นหมอที่ทุ่มเทเวลาไปกับการทำงาน พักผ่อนไม่เป็นเวลา จนเผลอลืมไปว่านี่ไม่ใช่ร่างเก่าของเธอ ไม่ใช่คนที่ดิ้นรนทำงานตั้งแต่เด็ก


เป็นแค่ผู้หญิงคนนึงที่ได้รับการตามใจ เป็นคนขี้เกียจไม่ทำการทำงาน กินอาหารแต่ละทีก็ยาก สุขภาพก็ไม่ได้ดีอะไร ผลรับถึงได้ออกมาเป็นแบบนี้ การที่เธอมีไข้ก็คงเป็นสัญญาณเตือนอย่างหนึ่งของร่างกาย


“อะไรอะไรก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป จะรีบร้อนไปทำไม ไม่แปลกที่ภูมิต้านทานร่างกายจะตกลงขนาดนี้! ไม่งั้นคงไม่ป่วยเป็นไข้จนหมดสติแบบนี้หรอก” หมอพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน “ถ้ายังทำแบบนี้อีก อาจถึงขั้นเสียชีวิตกะทันหันได้เลยนะ!”


คำพูดของหมอ ทำให้หลี่จ้านตกใจจนหน้าซีด เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าใบหน้าของหลานสาวยังคงซีดเซียว และดูอ่อนแรงผิดปกติ


“หนิงเอ๋อร์…เมื่อคืนนี้หลานเป็นไข้หรือ? แล้วยังหมดสติไปอีก? เกิดอะไรขึ้น ทำไมไม่บอกปู่ล่ะ!” คุณปู่หันขวับไปมองกงชุนด้วยแววตาตำหนิ


“คุณปู่คะ ใจเย็นๆนะคะ”


“แล้วนี่หลานอีกกงชุน! หลานโกหกปู่ว่าหลี่หนิงเซียนกลับบ้านไปเอาของ ทำไมถึงปกปิดเรื่องแบบนี้ด้วย!”


บทที่ 49: เธอเป็นใครกันแน่


กงชุนเม้มริมฝีปากแน่น ยืนนิ่งรับฟังคำต่อว่าโดยไม่โต้แย้ง แต่สายตาของเขากลับจ้องมองไปที่หลี่หนิงเซียนด้วยแววตาเรียบเฉย


เขาเห็นเธอยืนนิ่ง ไม่ได้แม้แต่จะแก้ต่าง ก็พอเข้าใจได้ว่าหลี่หนิงเซียนย่อมรู้ดีถึงอันตรายของการทำงานแบบหักโหม เพียงแต่เธอต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วจนเกินไป ยิ่งคิดสีหน้าของกงชุนก็ยิ่งดูเคร่งขรึม บรรยากาศรอบตัวเขาก็ยิ่งเย็นเยียบลงไปอีก


หลี่หนิงเซียนต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตครอบครัวของร่างนี้ ต้องการเงินมารักษาคุณปู่โดยเร็วที่สุด จนลืมสนใจแม้แต่ชีวิตของตัวเอง! เพราะไม่เคยมีครอบครัว พอได้มีเธอจึงพยายามรักษาไว้ จนมองข้ามสภาพร่างกายของร่างนี้ไป


เธอสัมผัสได้ถึงสายตาเย็นชาของกงชุน จนเธอรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งร่างอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน


“คุณหมอครับ… แล้วหลานสาวผมต้องทำอย่างไรต่อไป จะมีโรคแทรกซ้อนอะไรหรือเปล่า?” หลี่จ้านถามด้วยความกังวล ถึงตอนนี้เขาไม่สนใจแล้วว่าหลานสาวจะรูปร่างดีแค่ไหน ขอแค่หลานสาวปลอดภัยก็พอ


“ไม่ต้องกังวลไปครับคุณปู่ ขอเพียงแค่ให้หลานสาวพักผ่อนให้มากๆ ทานอาหารให้ตรงเวลา และครบหมวดหมู่ อย่าทำงานหนักเกินไป ร่างกายก็จะค่อยๆฟื้นฟูเอง ตอนนี้หลานสาวคุณเป็นไข้หวัดธรรมดา คงเพราะอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ช่วงนี้ก็นอนพักไปก่อน อย่าเพิ่งออกไปไหน”


“ได้เลยครับคุณหมอ ขอบคุณมากครับ” หลี่จ้านถอนหายใจอย่างโล่งอก “ผมจะดูแลหลานสาวอย่างดี ไม่ให้โหมงานหนักอีก”


หลังจากที่หมอตรวจอาการเสร็จก็ขอตัวกลับไป ในห้องพักเหลือเพียงแค่หลี่หนิงเซียน กงชุน และหลี่จ้านเท่านั้น


หลี่จ้านมองหลี่หนิงเซียนด้วยแววตาเป็นห่วง


“หนิงเอ๋อร์…หลานได้ยินที่หมอพูดแล้วใช่ไหม ต่อไปนี้ห้ามอดอาหารอีกเด็ดขาด! อย่าไปวิ่งขึ้นเขาลงเขาให้เหนื่อย อีกอย่าง…ห้ามไปทำงานในเมืองแล้ว!”


หลี่หนิงเซียนรู้ตัวดีว่าตัวเองทำผิด จึงไม่กล้าเถียง เธอก้มหน้ารับคำอย่างว่าง่าย


“ค่ะคุณปู่ หนูเข้าใจแล้ว” ในใจของหลี่หนิงเซียนก็รู้ดีว่า ช่วงนี้เธอหักโหมกับตัวเองมากเกินไป แต่เรื่องงานนั้น เธอไม่อาจละทิ้งได้ การหาเงินคือสิ่งสำคัญที่สุด!


สายตาที่อ่อนล้าของหลี่จ้านจับจ้องที่หลี่หนิงเซียนด้วยความเป็นห่วง แม้จะพยายามข่มเสียงให้ดุดัน แต่หลานสาวก็ดูออกว่าแท้จริงแล้วเขากำลังเป็นกังวล


“กงชุน หลานต้องช่วยปู่ดูแลหนิงเอ๋อร์ด้วยนะ อย่าให้ไปทำงานหนักอีก! ยิ่งไม่สบายอยู่” หลี่หนิงเซียนได้ยินดังนั้นก็รีบเข้ามาใกล้เตียงคนไข้


“คุณปู่คะ ไม่ต้องห่วงค่ะ หนูจะดูแลตัวเองกับคุณปู่ให้ดี”


“ที่นี่มีกงชุนอยู่แล้ว ผู้เฒ่าแก่ๆอย่างปู่ไม่ต้องการให้หลานสาวมาลำบากหรอก กลับบ้านไปพักซะ!”


“คุณปู่คะ คุณปู่ยังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลเลย หนูจะทิ้งคุณปู่ไปได้ยังไงคะ หนูแค่เป็นหวัดนิดหน่อยเอง ไม่เป็นไรหรอกค่ะ!” หลี่หนิงเซียนพยายามอธิบาย


“มีกงชุนอยู่แล้ว ทำไมเธอจะกลับไม่ได้ล่ะ? กงชุนน่าเชื่อถือกว่าเธอตั้งเยอะ ปู่ไม่ต้องการให้เธอมาดูแลหรอก กลับบ้านไปพักซะ!” น้ำเสียงของหลี่จ้านยังคงเด็ดเดี่ยว


หลี่หนิงเซียนยังอยากจะอธิบายกับคุณปู่ต่อ แต่จู่ๆ แขนของเธอก็ถูกกงชุนดึงไว้ เธอหันกลับไปมองอย่างร้อนรน เห็นสายตาของชายหนุ่มมีแววเตือนเบาๆ บอกให้เธออย่าขัดใจคนป่วย เธอจึงจำต้องปิดปากเงียบ


กงชุนหันไปหาหลี่จ้าน ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา แต่แฝงไปด้วยความหนักแน่น


“คุณปู่วางใจได้ครับ ผมจะดูแลหลี่หนิงเซียนแทนคุณปู่เอง ไม่ให้เธอทำอะไรเหลวไหลอีก”


หลี่จ้านได้ยินดังนั้นก็ค่อยๆยอมสงบลง และนอนพักผ่อน ส่วนกงชุนก็ดึงแขนหลี่หนิงเซียน พาเธอออกมาจากห้องผู้ป่วย ทันทีที่พ้นประตูห้อง หลี่หนิงเซียนก็สะบัดแขนออก ใบหน้าสวยบึ้งตึงด้วยความขุ่นเคือง


“คุณทำอะไรของคุณเนี่ย ฉันไม่เป็นไรหรอก ฉันดูแลร่างกายตัวเองได้ และฉันก็สามารถดูแลคุณปู่ได้!”


กงชุนเห็นท่าทางของเธอ ก็ได้แต่ถอนหายใจ เขารู้ว่าหลี่หนิงเซียนเป็นห่วงคุณปู่ของเธอมาก จึงพยายามอดทน และอธิบายด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้น


“ฉันรู้ว่าเธอเป็นห่วงคุณปู่ แต่เธอก็ต้องดูแลตัวเองด้วย ผมอยู่ดูแลคุณปู่เอง เธอกลับไปพักผ่อนเถอะ”


ในยุคสมัยใหมที่เธอจากมา เธอเจอญาติผู้ป่วยที่โรงพยาบาลทุกวัน ก็แทบไม่เคยเห็นหลานเขยมาดูแลปู่ย่าตายายของภรรยา ส่วนใหญ่เป็นญาติสนิทที่ดูแลกันเอง ผู้สูงอายุบางคนถึงกับไม่กล้าใช้ลูกสะใภ้ หรือลูกเขย ยืนกรานให้ลูกสาวลูกชายแท้ๆมาดูแล


แค่ที่กงชุนยอมลงทุนลงแรงมาเทปัสสาวะให้คุณปู่เธอด้วยตัวเอง เธอก็รู้สึกขอบคุณมากแล้ว จะมารบกวนเขาซึ่งเป็นคนนอกอีกได้อย่างไร


“คนข้างในเป็นคุณปู่แท้ๆของฉัน พี่ชายฉันไม่อยู่ ฉันเป็นหลานสาวก็ต้องอยู่ดูแลที่นี่ คุณไม่ใช่ญาติอะไรด้วย จะต้องมาลำบาก เพราะฉันแบบนี้มันคงไม่เหมาะ” หลี่หนิงเซียนพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่ก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการรักษาระยะห่าง


ท่าทีสุภาพ และการรักษาระยะห่างของหลี่หนิงเซียน กลับทำให้สีหน้าของกงชุนดูแย่ลงไปอีก สายตาคมกริบของเขาจ้องมองหลี่หนิงเซียนอย่างไม่วางตา เสียงทุ้มต่ำพูดอย่างเย็นชาปนเย้ยหยัน


“ร่างกายของเธอเองอย่างนั้นหรือ? แน่ใจหรือว่าเข้าใจความหมายของคำที่พูดดีแล้ว” คำพูดที่แฝงไปด้วยความไม่พอใจ และความหมายลึกซึ้งบางอย่าง ทำให้หลี่หนิงเซียนชะงักค้าง ราวกับถูกแช่แข็ง เธอเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในนั้นเป็นอย่างดี


“…” ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เธอเงยหน้าขึ้นสบกับสายตาเย็นชาลึกล้ำที่ดูเย็นยะเยือกของเขา เขารู้แล้วอย่างนั้นเหรอ ว่าเธอไม่ใช่หลี่หนิงเซียนรู้ได้ยังไง


ความคิดตื่นตระหนกแล่นเข้าใส่จิตใจ ร่างกายเย็นเฉียบ เลือดในกายแข็งตัว สมองว่างเปล่า ปล่อยให้คำอธิบายที่เตรียมไว้จุกอยู่ที่ลำคอ


กงชุนเห็นปฏิกิริยาตื่นตระหนกของหลี่หนิงเซียน ยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเอง เธอไม่ใช่หลี่หนิงเซียนคนเดิมอย่างแน่นอน! เขาไม่รอช้า ก้าวฉับเข้าหาเธออย่างรวดเร็ว มือหนาคว้าจับคางมน บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นสบตา เผยให้เห็นความหวาดกลัวอย่างชัดเจนในดวงตาคู่งาม


“คิดดีๆก่อนจะตอบนะ” นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่หนิงเซียนได้เห็นท่าทีแข็งกร้าวเช่นนี้จากกงชุน ทำให้เธอได้รู้ว่าความอ่อนโยนที่เขามีให้ก่อนหน้านี้ ล้วนเกิดมาจากการกระทำที่เขามอบให้หลี่หนิงเซียน หญิงสาวที่แต่งงานกับเขา หลานสาวของคุณปู่ตัวจริง ผู้มีบุญคุณกับตระกูลกง


แต่ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่า เธอไม่ใช่หลี่หนิงเซียนคนเดิม ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องอ่อนโยนกับเธออีกต่อไป แม้จะรู้ดีแก่ใจว่า นี่คือปฏิกิริยาปกติของคนที่เพิ่งรู้ว่าคนรักไม่ใช่คนเดิม แต่หลี่หนิงเซียนกลับรู้สึกเจ็บแปลบในอกอย่างบอกไม่ถูก


“ฉัน…” ความเจ็บปวดจากแรงบีบที่คางมน ทำให้น้ำตาเอ่อคลอหน่วยตา แต่เธอก็พยายามอย่างยิ่งที่จะกลั้นมันเอาไว้ ไม่ยอมให้น้ำตาไหลออกมา แม้แต่หยดเดียว


กงชุนมองเห็นประกายน้ำตาในดวงตาของหลี่หนิงเซียน หัวใจพลันกระตุกอย่างไม่ทราบสาเหตุ มือหนาคลายแรงบีบลงโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยเธอไป เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ


“เธอเป็นใครกันแน่?” ทุกครั้งที่เธอเปลี่ยนไป ล้วนทำให้เขาประหลาดใจและสับสน เขาพยายามทดสอบเธอหลายครั้ง แต่ก็หาข้อบกพร่องใดๆไม่ได้ เขาตรวจสอบเบาะแสของกลุ่มคนที่ขโมยข้อมูลอย่างละเอียดแล้ว แต่ก็ไม่พบความเกี่ยวข้องใดๆกับหลี่หนิงเซียน ลอบสังเกตพฤติกรรมของเธอมาโดยตลอด แต่เธอก็ไม่ได้แสดงพิรุธใดออกมาเลย!


แล้วยังเรื่องที่เธอใช้เข็มเงินรักษาอาการปวดของคุณปู่ เมื่อวานตอนหัวค่ำทักษะที่เชี่ยวชาญ และบุคลิกที่เปลี่ยนไป ล้วนยืนยันว่าเธอไม่ใช่หลี่หนิงเซียนคนเดิม ไม่ใช่หญิงสาวขี้เกียจเอาแต่กิน เอาแต่นอน ไม่ชอบทำงานอย่างแน่นอน


หมู่บ้านเล็กๆใกล้ภูเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยข่าวลือแปลกประหลาดเกี่ยวกับวิญญาณที่กลับมาจากความตาย แม้แต่กงชุนนายทหารหนุ่มผู้กล้าหาญ และไม่เคยหวั่นเกรงสิ่งใด ก็ยังรู้สึกแปลกๆเมื่อได้ยิน


บทที่ 50: เธอไม่ใช่หลี่หนิงเซียนคนเดิม


วันนี้ ขณะที่เขากำลังเดินผ่านตึกเก่าของโรงพยาบาล แสงไฟสลัวจากทางเดินก็เผยให้เห็นเงาร่างของหญิงสาวคนหนึ่ง เธอดูคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดเหมือนคนที่อยู่ในความทรงจำ แต่กลับดูเหมือนไม่ใช่คน


กงชุนหยุดชะงัก ดวงตาคมของเขาหรี่ลงเล็กน้อย ขณะจ้องมองหญิงสาวคนนั้นอย่างพิจารณา ท่าท่างบอบบาง ใบหน้าหวานซึ้ง ผิดกับในความทรงจำ ยิ่งทำให้เขาคิดว่าที่เขาเห็นคือหลี่หนิงเซียนตัวจริง


เขาพยายามสะบัดความคิดที่น่าขันออกไป ไม่มีทางที่หลี่หนิงเซียนจะเสียชีวิตไปแล้ว นี่เป็นเพียงภาพหลอนจากข่าวลือที่เขาได้ยินเรื่องวิญญาณเท่านั้น เพราะเธอยังอยู่ตรงหน้าเขา


หลี่หนิงเซียนเงยหน้าขึ้นสบตากับกงชุน ดวงตาที่มั่นใจ และมีชีวิตชีวาคู่นั้น ทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ เขาเป็นคนใจเย็น และอดทน แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาพบว่าตัวเองแทบจะควบคุมความรู้สึกไม่ได้ เขาต้องการคำตอบ!


“หลี่หนิงเซียน” เขาเดินเข้าไปใกล้เธอ ร่างสูงใหญ่ของเขาทอดเงายาวลงบนพื้น เหมือนสัตว์นักล่ากำลังคืบคลานเข้าหาเหยื่อ


“บอกฉันมา เธอเป็นใครกันแน่?” เขาถามเสียงเข้ม แรงกดดันจากร่างกายของเขาแผ่ออกไปรอบๆ ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่น


ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว แต่ริมฝีปากบางกลับเม้มแน่น ความลับเรื่องการกลับมาเกิดใหม่ของเธอนั้น ยากเกินกว่าจะอธิบาย และเกินกว่าที่ใครจะเชื่อ ในยุคสมัยที่ผู้คนต่อต้านความเชื่อแบบเก่าๆ ใครจะไปเชื่อว่าเธอ คือวิญญาณที่มาอยู่ในร่างหลี่หนิงเซียน


เธอได้แต่กัดริมฝีปากแน่น รสชาติคาวเลือดแผ่กระจายในปาก แต่เธอก็ไม่ปริปากพูดแม้แต่คำเดียว เงาร่างสูงใหญ่ของกงชุน บดบังแสงแดด ทำให้เธอรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งร่างกาย


กงชุนสังเกตเห็นความหวาดกลัวในดวงตาของหลี่หนิงเซียน ความสงสารแล่นริ้วผ่านใจ เขาเตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ถูกขัดจังหวะเสียก่อน


“คุณ… คุณพูดอะไรของคุณ” หลี่หนิงเซียนพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเทา เธอไม่เข้าใจว่าทำไมกงชุนถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา


“ฉันรู้ว่าเธอไม่ใช่หลี่หนิงเซียนคนเดิม” กงชุนเดินเข้ามาใกล้ ดวงตาของเขามองทะลุความตื่นตระหนกในแววตาของเธอ “แต่ไม่ว่าเธอจะเป็นใคร ฉันก็…”


“หยุดพูดนะ!” หลี่หนิงเซียนไม่ต้องการได้ยิน เธอผลักกงชุนออกอย่างแรง ก่อนจะหันไป เห็นหมอที่เดินมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย


“เธอยังอยู่ที่นี่อีกหรือ?” เสียงห้วนๆดังขึ้น “ไม่ได้ยินที่ฉันพูดหรือไง ถ้าไม่รีบไปพัก ร่างกายจะแย่เอานะ!”


หมอเจ้าของเสียงพึ่งเดินออกมาจากห้องพักผู้ป่วย ใบหน้าของเขาดูไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด เขาเพิ่งจะตรวจคนไข้เสร็จ และอดไม่ได้ที่จะดุหลี่หนิงเซียน ที่ยังคงวนเวียนอยู่ในโรงพยาบาล ทั้งๆที่ร่างกายยังอ่อนแอ


ภายในห้องตรวจที่เคยเต็มไปด้วยเสียงพูดคุย บัดนี้กลับเงียบงันลงราวกับถูกปิดตาย คำพูดของกงชุนดังก้องอยู่ในหูของหลี่หนิงเซียน ร่างกายของเธอเย็นเฉียบราวกับถูกแช่แข็ง


“คุณ ฉันขอตัวก่อนนะ ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง” หลี่หนิงเซียนโค้งคำนับอย่างลวกๆ ก่อนจะรีบเดินออกจากหน้าห้อง ทิ้งให้กงชุนยืนนิ่งอยู่ที่เดิม


กงชุนมองตามร่างของหลี่หนิงเซียน ที่หายลับไปทางบันได บนใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มจางๆ แม้จะไม่รู้ว่าสรุปเรื่องของเธอเป็นยังไง แต่ลึกๆในใจเขากลับรู้สึกยินดี


ยินดีที่เธอไม่ใช่หลี่หนิงเซียนคนเดิมที่ขี้เกียจ และเห็นแก่ตัว ยินดีที่เธอมีชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม และยิ่งไปกว่านั้น เขายินดีที่ความสัมพันธ์ของพวกเราจะเริ่มต้นขึ้นใหม่ โดยไม่ต้องสนอดีต ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่เขารู้สึก ว่าเขากำลังสนใจหลี่หนิงเซียนคนนี้


หนึ่งวันที่ผ่านมา ช่างยาวนานสำหรับหลี่หนิงเซียนราวกับหนึ่งปี ความหวาดกลัวกัดกินหัวใจจนเธอไม่เป็นอันทำอะไร ภาพของกงชุนที่คาดคั้นเธอในวันนั้นยังคงติดตา เธอสลัดมันออกไปจากความคิดไม่ได้สักที


เอาเถอะ ปล่อยให้กงดูแลคุณปู่ไปก่อนก็แล้วกัน อย่างน้อยเขาก็เต็มใจอยู่ที่นั่น จะได้ไม่ต้องกลับมาเซ้าซี้เธออีก เธอพยายามคิดปลอบใจตัวเอง มือบางพับเสื้อผ้าของคุณปู่ที่เพิ่งซักเสร็จอย่างรวดเร็ว เธอตั้งใจจะนำไปให้คุณปู่ที่โรงพยาบาลในวันนี้


หลังจากจัดเตรียมของใช้เรียบร้อย หลี่หนิงเซียนก็ตัดสินใจออกจากบ้าน สายตาเหลือบไปเห็นกลุ่มเด็กๆที่กำลังเล่นสนุกอยู่ไม่ไกล เธอจึงฉุกคิดแผนการบางอย่างขึ้นได้


“เถียนชิงจ๊ะ มานี่หน่อยสิ พี่มีลูกอมอร่อยๆมาฝาก” เสียงของหลี่หนิงเซียนดังขึ้น


เถียนชิงลูกสาววัยหกขวบของ ลุงเถียนคนในหมู่บ้าน ที่เธอเคยเห็นสวองสามครั้งเลยจำชื่อได้ เด็กน้อยได้ยินก็รีบวิ่งแจ้นเข้ามาหาทันที ตามมาด้วยเพื่อนๆอีกหลายคนที่ได้ยินคำว่าลูกอม


“พี่ มีลูกอมจริงๆเหรอคะ?” เสียงใสๆดังเซ็งแซ่ เด็กๆเบียดเสียดกันยืนล้อมด้านหน้าหลี่หนิงเซียน รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาว เธอรู้สึกเอ็นดูกับภาพตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก


“มีสิจ๊ะ พี่มีลูกอมรสนมแสนอร่อยมาแจกให้ทุกคนเลย” หลี่หนิงเซียนหยิบลูกอมที่ซื้อมาจากร้านสหกรณ์ เมื่อหลายวันก่อนออกมาแจกจ่ายให้กับเด็กๆทีละคน


นอกจากลูกอมแล้ว เธอยังแบ่งผลไม้อบแห้งที่ซื้อมาก่อนให้กับเด็กๆอีกด้วย


“เถียนชิงจ๊ะ พี่อยากขอให้หนูช่วยอะไรหน่อยได้ไหม?” หลี่หนิงเซียนถามขึ้น หลังจากที่แจกขนมจนหมด


“ได้สิคะ”


“หนูก็ช่วยได้ค่ะ”


“หนูด้วย” เด็กๆต่างพร้อมใจกันตอบรับอย่างกระตือรือร้น


หลี่หนิงเซียนหัวเราะเบาๆ ในใจแอบคิดว่าตัวเองคงเหมือนคนลักพาตัวเด็กเข้าไปทุกที


“พี่อยากให้หนูไปตามพี่กงหยางที่ตระกูลกงท้ายซอยน่ะ บอกเขาว่าให้รีบไปหาพี่ที่บ้านด่วนเลย”


“ได้เลยค่ะ”


“เย้ ได้เป็นคนส่งสารแล้ว”


“รอก่อนสิ เดี๋ยวไปด้วย” เด็กๆต่างตื่นเต้นกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย พวกเขาวิ่งแจ้นออกไปทันที โดยไม่ลืมที่จะโบกมือลาหลี่หนิงเซียนอย่างร่าเริง


ในซอยหลัง เด็กน้อยหลายคนวิ่งกันให้ควั่กไปยังตระกูลกง หลังจากได้รับคำสั่งบางอย่าง เสียงฝีเท้าเล็กๆดังไปทั่วทั้งซอย รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะของพวกเขาดูสดใสราวกับแสงแดด


หลี่หนิงเซียนมองดูภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มบางๆ ภาพความไร้เดียงสาของเด็กๆทำให้เธอนึกถึงชีวิตในวัยเด็กของตัวเอง ชาติก่อนที่เธอเป็นเด็กกำพร้า ชีวิตมีแต่สีเทา หมดเวลาไปกับการเรียนและทำงาน บางครั้งต้องตามคุณแม่ ที่เป็นผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไปขอรับบริจาค


ความทรงจำในอดีตทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่หนิงเซียนจางหายไป แต่ไม่นานเธอก็สลัดความรู้สึกนั้นออกไป และรู้สึกขอบคุณที่สวรรค์ยังเมตตา ให้เธอได้มาอยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น ได้สัมผัสคำว่าครอบครัว


ในขณะที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ เสียงตะโกนของกงหยาง น้องชายของเธอก็ดังขึ้น เขาพุ่งเข้ามาในลานบ้านด้วยความเร่งรีบ


“พี่สาว! กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ทำไมไม่บอกผมบ้าง ผมจะได้มากินข้าวด้วย อาหารที่แม่ทำไม่อร่อยเลยสักนิด!” ดูเหมือนว่ากงหยางจะไม่รู้ว่าเธอกลับมาจากโรงพยาบาลแล้ว เธอจึงโกหกไปว่า


“ฉันแค่แวะมาเอาเสื้อผ้าให้คุณปู่ เดี๋ยวต้องรีบกลับไปแล้ว นายเอาเสื้อผ้าของพี่ชายมาให้ฉันด้วยสิ”


“อะไรนะ! พี่ใช้งานผมอีกแล้วเหรอเนี่ย!” กงหยางทำหน้าบึ้ง ก่อนจะมองมาที่หลี่หนิงเซียนด้วยแววตาอ้อนวอน “พี่สาว ผมหิวจังเลย อยากกินซาลาเปาทอดน้ำที่พี่ทำ”


ตั้งแต่ที่รู้ว่าหลี่หนิงเซียนแอบขายซาลาเปาทอดน้ำในเมือง กงหยางก็มักจะมาช่วยเธอขายของในวันหยุดอยู่เสมอ เขาแทบจะตัวติดกับเธอตลอดเวลา แน่นอนว่าซาลาเปาทอดน้ำแสนอร่อยของเธอก็ตกถึงท้องเขาไปไม่น้อย


หลี่หนิงเซียนรีบเอามือปิดปากกงหยางทันทีที่ได้ยิน เธอจ้องตาเขาเข้ม ก่อนจะดุด้วยน้ำเสียงตำหนิ


“พี่บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าพูดเรื่องนี้เสียงดัง ถ้าคนอื่นรู้เรื่องนี้ มันจะยุ่งนะ!” ตอนนี้นโยบายยังไม่เปิดกว้าง แม้ว่าชาวบ้านจะแอบเข้าเมืองไปขายของบ้าง แต่การทำแบบโจ่งแจ้งอย่างเธอก็ยังเสี่ยงอยู่ด


จบตอน

Comments