บทที่ 51: ความลับของเรา
“กงหยางจำไว้นะ เรื่องของฉัน ห้ามไปพูดที่ไหนทั้งนั้น ถ้าฉันรู้ว่านายแอบไปบอกใคร ฉันจะโกรธมาก และจะไม่ให้นายมาเหยียบที่บ้านนี้อีก!” หลี่หนิงเซียนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง จนกงหยางรู้สึกกลัวขึ้นมา เขาจึงรีบพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย พร้อมกับจับมือหลี่หนิงเซียนแน่น
“ผมรู้แล้วครับ ผมสัญญาว่าจะไม่บอกใคร เรื่องนี้จะเป็นความลับของเรา” ดวงตาของกงหยางเป็นประกายมุ่งมั่น น้ำเสียงหนักแน่นเหมือนกำลังกล่าวสิ่งสำคัญ
แม้จะรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกที่หลี่หนิงเซียนไว้ใจเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง แต่กงหยางก็อดเอ่ยปากบ่นไม่ได้
“พี่สาวจริงๆแล้วใครรู้ก็ไม่น่าเป็นไรหรอกครับ ยิ่งช่วงนี้ด้วย บ้านไหนๆเขาก็แอบขายของกันทั้งนั้น”
“นายยังจะพูดอีก!” หลี่หนิงเซียนโกรธจนเผลอเหยียบเท้ากงหยาง
“โอ้ยๆ ผมไม่พูดแล้ว! ผมจะรีบกลับไปเอาเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนของพี่ชายมาให้เดี๋ยวนี้! คุณปู่อีกวันก็ออกจากโรงพยาบาลแล้วใช่ไหมครับ? ผมจะไปรับคุณปู่นะ!”
“ได้ๆ ค่อยว่ากันตอนนั้น” หลี่หนิงเซียนโบกมือไล่กงหยางไป แม้จะกำชับกงหยางไปแล้ว แต่หลี่หนิงเซียนก็อดกังวลไม่ได้ว่าเด็กหนุ่มจอมซื่ออย่างเขา จะเก็บความลับนี้ไว้ได้จริงหรือ เธอได้แต่หวังว่าจะปิดเรื่องนี้ไปได้นานหน่อยก็เท่านั้น
ใช้เวลารอไม่นาน กงหยางก็วิ่งกลับมาพร้อมกับกระเป๋าสีเขียวทหารในมือ ที่ใส่ของทุกอย่างไว้
“พี่สาว นี่เป็นเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนที่พี่ชายผมทิ้งไว้ที่บ้าน แม่ผมเพิ่งเก็บมา พี่รีบเอาไปเถอะ!”
“แม่ของนายเก็บให้เหรอ?” หลี่หนิงเซียนถามอย่างแปลกใจ แม่ของกงหยางไม่เคยชอบหน้าเธอเลยสักนิด ทำไมมาช่วยเก็บของให้ได้
“แม่ผมไม่ชอบพี่สาว แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ชอบพี่ชายผมนี่ครับ!” กงหยางขยิบตาให้หลี่หนิงเซียน เธอได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ
“แม่ยังกลัวว่าพี่ชายผมจะกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะพี่สาวเลยด่าผมชุดใหญ่ บอกว่าพี่ชายผมโดนพี่สาวล่อลวงไป ไม่ยอมกลับบ้าน ไม่รู้จักมาดูแม่ก่อน เอาแต่คอยวิ่งไปเป็นทาสให้คนนอก แม่ยังบอกอีกว่าลูกชายคนนี้เลี้ยงมาเสียเปล่า”
“เอ่อ… ขอบคุณสำหรับความจริงใจนะ” หลี่หนิงเซียนตอบอย่างกล้ำกลืนฝืนยิ้ม
หลังจากนั้น หลี่หนิงเซียนก็เตรียมตัวเดินทางเข้าเมือง กว่าจะปั่นจักรยานถึง เธอไม่มั่นใจนักว่าจะไปกลับทันคํ่ามืดหรือเปล่า
แม้ตอนกลางวันการเดินทางจะไม่ลำบากนัก แต่มีคนเล่าลือกันว่าตอนกลางคืนจะมีหมาป่าออกล่า เธอเดินทางคนเดียวคงไม่ปลอดภัยนัก แต่ถ้ากลับไม่ทัน เธอก็ตั้งใจจะให้กงชุนกลับมาแทน
ด้วยท่าทางดุร้ายของกงชุน แม้แต่หมาป่าก็คงต้องหลีกทาง อย่างน้อยๆ เธอก็จะได้ไม่ต้องรบกวนให้เขามาดูแลคุณปู่อีก พอคิดว่าจะได้เจอหน้ากงชุน หัวใจของหลี่หนิงเซียนก็เต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่
เธอกำกระเป๋าในมือแน่นอย่างแน่วแน่ ถ้าเขาถามเรื่องตัวตนของเธออีก เธอจะไม่ยอมรับเด็ดขาด ไม่ว่าชายคนนั้นจะฉลาดแค่ไหน ก็ไม่มีทางคิดหรอกว่าร่างกายนี้มีวิญญาณดวงใหม่เข้ามาอยู่แล้ว
ช่วงนี้เธอครุ่นคิดอยู่นาน และคิดว่าสาเหตุที่กงชุนคอยถามเรื่องตัวตนของเธอ หรืออาจเพราะเขาเห็นตอนที่เธอแอบใช้เข็มเงินระงับอาการปวดให้คุณปู่ ถ้าเป็นแบบนั้น เธอต้องเลิกใช้วิชาแพทย์เสียแล้ว หลี่หนิงเซียนตัดสินใจอย่างแน่วแน่
บรรยากาศที่ในหมู่บ้านเงียบสงบลงอย่างรวดเร็ว ณ มุมกำแพงด้านตะวันออก มู่โจวเห็นภรรยาของเขากำลังย่อตัวแอบฟังอยู่ จึงอดไม่ได้ที่จะเอ็ดเบาๆ
“นี่เธอทำอะไรอยู่เนี่ย? ถ้ามีคนเห็นเข้าจะขายหน้ากันหมด รีบมาได้แล้ว อย่าทำตัวแบบนี้มันน่าอาย” บ้านในหมู่บ้านตั้งเรียงรายติดกันเป็นแถว บ้านของตระกูลหลี่ตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้าน มีบ้านคนอื่นล้อมรอบทั้งสี่ทิศ
บ้านทางทิศตะวันออกที่เป็นของตระกูลเถียน ตระกูลนี้ไม่มีลูกชาย มีลูกสาวเพียงคนเดียวคือเถียนอิน ซึ่งแต่งงานแล้ว และพาสามีมาอยู่ด้วยกัน พวกเขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมมาโดยตลอด
เพียงแต่เถียนอิงแต่งงาน และมีลูกเร็วกว่าหญิงสาวคนอื่น เพราะต้องการทายาทสืบทอดตระกูล ลูกจึงใช้แซ่ของตระกูลเธอ ตัวเธอเองก็ทำงานบ้านดูแลลูกมาหลายปี ทำให้ใบหน้าที่เคยสดใสหมองคล้ำ ผิวก็คล้ำเสีย แถมยังมีริ้วรอยปรากฏขึ้นมาบ้างแล้ว
เถียนอิงเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน ยังไม่ทันได้เดินออกจากมุมกำแพงดี ลูกสาวตัวน้อยก็วิ่งเข้ามา
“แม่ ทำอะไรอยู่?” เถียนชิงเอียงคอมองอย่างสงสัย ไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ต้องมาแอบอยู่ตรงมุมกำแพงแบบนี้ แต่ด้วยความเป็นเด็ก เธอไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก รีบวิ่งเข้าไปหาพ่อ พร้อมกับยื่นฝ่ามือน้อยๆออกมา
“พ่อดูสิ นี่พี่หลี่ให้หนูมา อร่อยมากๆเลย” บนฝ่ามือน้อยๆของเด็กหญิง ถือลูกอมนมกับผลไม้อบแห้งอยู่ ลูกอมที่ได้มามีสองอัน อันหนึ่งถูกยัดเข้าปากไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เธอกำลังพูดกับพ่อด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย มู่โจวมองลูกสาวอย่างเอ็นดู ก่อนจะยิ้มบางๆ
“ถ้าชอบกิน ไว้พ่อมีเงินจะซื้อให้อีกนะ” แต่พอนึกขึ้นได้ว่าลูกอมนี่ หลี่หนิงเซียนเป็นคนให้ลูกสาวมา ก็รู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาเล็กน้อย
เสียงตบดังขึ้นอย่างกะทันหัน ท่ามกลางรอยยิ้มของสองพ่อลูก เถียนอิงฟาดมือลงบนใบหน้าลูกสาวอย่างแรง
“กินๆๆ รู้จักแต่กินทุกวัน!” เถียนอิงตวาด “มีของดีๆก็ไม่รู้จักเก็บไว้ให้พี่สาวบ้าง! เหมือนกับหลี่หนิงเซียนข้างบ้านเลย ขี้เกียจทำงาน เห็นแก่ตัว!” พูดจบ เธอก็ฉวยเอาลูกอม และผลไม้อบแห้งจากมือเล็กๆของลูกสาว ยัดเข้าไปในกระเป๋าผ้าที่ดูเก่าของตัวเองโดยไม่สนใจอะไร
เถียนชิงร้องไห้ทันทีที่ถูกแม่ตบ ใบหน้าเล็กๆแดงก่ำด้วยความเจ็บปวดและตกใจ มู่โจวเห็นลูกสาวตัวน้อยถูกกระทำเช่นนั้นก็โกรธจนตัวสั่น เขามองภรรยาด้วยสายตาผิดหวังปนรังเกียจ
“เธอพูดเหลวไหลอะไรของเธอ เด็กตัวเล็กแค่นี้ เธอก็ตบได้ลง เสียสติไปแล้วหรือไง!” เขาค่อยๆก้มลงลูบแก้มให้ลูกสาวเบาๆ พลางบ่นอย่างอดไม่ได้
“คนเขาแค่มีน้ำใจ เธอจะอิจฉาทำไม หลี่หนิงเซียนให้ขนมลูกไม่กี่ชิ้นด้วยความหวังดี โชคดีที่แถวนี้ไม่มีใคร ไม่งั้นถ้าคนอื่นได้ยิน จะเป็นยังไง!” แต่งงานกันมานานหลายปี เขาจะไม่รู้จักนิสัยเมียตัวเองได้อย่างไร?
การกระทำเช่นนี้ของเถียนอิงมันช่างน่ารังเกียจ เธออิจฉาที่คนอื่นมีชีวิตที่ดีกว่า ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ลำบากอะไร แต่ดูเหมือนคำพูดของเขา จะยิ่งราดน้ำมันเข้ากองไฟ
“ฉันนะเหรอ ที่อิจฉาหลี่หนิงเซียน? คุณพูดบ้าอะไร!” เถียนอิงเถียงสามีทันที “นังนั่นที่ทำลายศีลธรรมนั่น วันๆเอาแต่กินแล้วก็นอน จะมีอะไรให้ฉันอิจฉาเธอ! ดูหน่อยสิว่านังนั่นเป็นคนยังไง”
“แต่ก่อนหลี่หนิงเซียนอาจจะเทียบไม่ได้ แต่ตอนนี้หลี่หนิงเซียนสวยกว่าเธอตั้งเยอะ แล้วยังออกไปทำงานทุกวันไม่ได้ขี้เกียจด้วย ชีวิตของตระกูลหลี่กำลังจะพ้นจากความยากลำบากแล้ว” มู่โจวพูดจบก็ส่ายหน้าอย่างระอาใจกับท่าทางของภรรยา
คำพูดของสามีเหมือนมีดแหลมกรีดแทงใจ เถียนอิงโกรธจนแทบจะกระอักเลือด เธอนึกถึงใบหน้าของหลี่หนิงเซียนเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นแค่เป็นเพื่อนบ้านกันเธอยังรู้สึกอับอาย ถ้าไม่ใช่เพราะอยู่ติดกับตระกูลหลี่แล้วฮวงจุ้ยไม่ดี เธอคงไม่ต้องแต่งงานกับเขย ที่มาอยู่บ้านเมียอย่างมู่โจว
แต่ก่อนเถียนก็เคยเป็นสาวงามอันดับต้นๆของหมู่บ้าน แม้แต่งงานมีลูกแล้วก็ยังเป็นสะใภ้สาวที่สวยที่สุดในหมู่บ้าน แล้วจะยอมให้คนอย่างหลี่หนิงเซียนมาเทียบได้อย่างไร!
บทที่ 52: ผู้หญิงคนนั้นชื่ออะไร
ในหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้รายล้อมไปด้วยทุ่งนาเขียวขจี เถียนอิงเด็กสาวผู้เกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่รัก และตามใจดุจไข่ในหิน เธอเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความเย่อหยิ่ง ทะนงตน ไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตา
วันเวลาผ่านไป หลี่หนิงเซียนชาวบ้านผู้เกียจคร้าน ที่เคยถูกเถียนอิงดูแคลน กลับกลายเป็นหญิงสาวที่งดงามสะดุดตา ผิวพรรณของเธอบริสุทธิ์ผุดผ่อง ต่างจากเถียนอิงที่วันๆเอาแต่ทำงานจนโทรมลง
ความเปลี่ยนแปลงของหลี่หนิงเซียน เริ่มต้นขึ้นเมื่อเธอตัดสินใจเดินทางเข้าไปทำงานในเมือง เธอดูขยันขันแข็ง รายได้ที่เพิ่มพูนทำให้เธอสามารถดูแลตัวเองได้อย่างดี เสื้อผ้าสวยๆ อาหารดีๆ ล้วนเป็นสิ่งที่เธอไม่ค่อยได้สัมผัส
ความอิจฉาริษยาเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเถียนอิง เธอได้แต่กัดฟันกรอดทุกครั้งที่เห็นหลี่หนิงเซียน ยิ่งได้ยินชาวบ้านต่างพากันชื่นชมหลี่หนิงเซียน เธอก็ยิ่งทนไม่ได้
“ทำไม! ทำไมผู้หญิงอย่างหลี่หนิงเซียนถึงได้ดีขนาดนี้!” เถียนอิงพึมพำกับตัวเองด้วยความเคียดแค้น
ความคิดของเถียนอิงเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา เธอมองว่าชีวิตที่ดีของหลี่หนิงเซียนเป็นเพราะกงชุน ทหารหนุ่มที่แต่งงานกับเธอ
“ถ้าตอนนั้นหลี่หนิงเซียนไม่ทวงบุญคุณ กงชุนก็ต้องเป็นของฉันสิ” เถียนอิงคร่ำครวญถึงอดีต มองสามีของตัวเอง มู่โจวชายหนุ่มร่างผอมบางที่วันๆเอาแต่ทำนา ไร้ซึ่งความทะเยอทะยานใดๆ ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกผิดหวังในชีวิตสมรสของเธอ
ความโกรธแค้นในใจของเถียนอิงปะทุขึ้น เมื่อสามี และลูกสาวยังมาชื่นชมหลี่หนิงเซียนต่อหน้าเธอ
“อย่ามาคิดว่าหลี่หนิงเซียนเป็นคนดีเลย ฉันรู้นะว่านังนั่นเข้าเมืองไปทำอะไรบ้าง” เถียนอิงตะโกนใส่หน้าหลี่หนิงเซียนด้วยความโกรธทันทีที่ออกมา “เงินที่นังนั่นหามาได้ มันสะอาดจริงๆเหรอ” การกระทำหยาบคายของเถียนอิง ทำเอามู่โจวถึงกับทนไม่ไหว
“เถียนอิงเธออย่ามาใส่ร้ายหลี่หนิงเซียนแบบนี้”
“ไม่ แกมันก็แค่ไอ้ขี้แพ้ที่เป็นเขยตระกูลฉัน ยังกล้ามาตะโกนใส่ฉันอีก!” เถียนอิงว่ามู่โจว เสียงทะเลาะกันดังลั่นไปทั่ว มู่โจวและเถียนอิงต่างไม่ยอมลดละ จนเถียงกันดังลั่นไปทั่ว
ท่ามกลางเสียงร้องไห้ ด้วยความตกใจของลูกทั้งสองคน ที่ได้แต่มองพ่อแม่ทะเลาะกันด้วยความหวาดกลัว เสียงร้องไห้โหยหวนดังก้องไปทั่วหมู่บ้าน อันเงียบสงบ ชาวบ้านที่ได้ยินต่างวิ่งกรูกันมาที่ต้นเสียงอย่างรวดเร็ว พวกเขาพบหญิงสาวคนหนึ่งกำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่หน้าบ้าน มีชายหนุ่มยืนหน้าเครียดอยู่
ชาวบ้านต่างพยายามสอบถามไถ่ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้ของหญิงสาว และคำพูดตะกุกตะกักของชายหนุ่ม พวกเขาค่อยๆปะติดปะต่อเรื่องราวได้
“ตั้งแต่แต่งงานกันมา เธอก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน” ชายหนุ่มพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “จากที่เคยอ่อนหวาน ขยันขันแข็ง กลับกลายเป็นเฉยชา บ้างาน เอาแต่ใจตัวเอง”
คำพูดของชายหนุ่ม ทำให้ชาวบ้านหันไปมองหน้ากันเลิ่กลัก ทุกคนต่างนึกถึงภาพเถียนอิง หญิงสาวที่เคยเป็นที่รักของคนทั้งหมู่บ้าน เธอเป็นที่เลื่องลือในเรื่องความอ่อนโยน ความขยันขันแข็ง และจิตใจที่งดงาม ใครๆต่างก็ชื่นชมและยกย่องเธอ
แต่หลังจากแต่งงานไป เถียนอิงก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ชาวบ้านบางคนพยักหน้าเห็นด้วย กับคำพูดนั้นของสามีเถียนอิง พวกเขานึกย้อนถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
เถียนอิงไม่เคยช่วยงานคนในหมู่บ้าน ไม่แม้แต่จะพูดคุยกับเพื่อนบ้านเหมือนอย่างเคย บางครั้งยังเห็นเธอใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ซื้อข้าวของเครื่องประดับราคาแพง ทั้งๆที่ครอบครัวก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร
“หรือว่า… นางจะโดนของเข้า” เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นท่ามกลางวง ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง คราวนี้ ทุกคนมองเถียนอิงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเถียนอิงกันแน่ แต่ที่แน่ๆ ข่าวลือเรื่องราวของเธอแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านราวกับไฟลามทุ่ง และตัวเถียนอิงเองก็ไม่รู้เลยว่า ตอนนี้ตัวเองได้กลายเป็นศูนย์กลางของเรื่องซุบซิบ ที่แม้แต่ตัวเธอเองก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะจบลงเมื่อไร…
หลี่หนิงเซียนเพิ่งมาถึงโรงพยาบาล มือที่ถือกระเป๋าเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ เธอสูดหายใจลึก พยายามสงบสติอารมณ์ ก่อนจะเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตูห้องพักผู้ป่วย
“ญาติคนไข้ คุณกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมยืนอยู่ข้างนอกไม่เข้าไปล่ะ?” เสียงพยาบาลสาวดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้หลี่หนิงเซียนสะดุ้งสุดตัว
“ฉันกำลังจะเข้าไปพอดีค่ะ” หลี่หนิงเซียนยิ้มตอบ ก่อนที่พยาบาลจะยื่นขวดยาให้เธอ
ระหว่างที่พยาบาลสาวกำลังจะเดินจากไป สายตาก็เหลือบไปเห็นหลี่หนิงเซียนเข้าอย่างพินิจพิเคราะห์ เธอได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ยังไม่ทันที่หลี่หนิงเซียนจะได้ตอบอะไร พยาบาลสาวก็ถูกญาติผู้ป่วยห้องข้างๆ เรียกตัวไปเสียก่อน ปล่อยให้หลี่หนิงเซียนยืนถือขวดยาอยู่หน้าห้องคนเดียว
เธอหันกลับไปที่ประตูห้องพักผู้ป่วยอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันจะได้เอื้อมมือไปจับ ลูกบิดประตูก็ถูกเปิดออกจากด้านในเสียก่อน กงชุนกับลี่หมิงเดินออกมาจากห้อง ทั้งคู่ชะงักไปเมื่อเห็นหลี่หนิงเซียนยืนอยู่
ลี่หมิงถึงกับตะลึงงัน ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองใบหน้าสวยหวานของหลี่หนิงเซียนราวกับต้องมนต์สะกด ในขณะที่กงชุนรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เขาไม่คิดว่าเธอจะกลับมาที่นี่อีก
ยังไม่ทันที่กงชุนจะได้เอ่ยปากถามอะไร สายตาก็เหลือบไปเห็นสีหน้าของลี่หมิงเข้าเสียก่อน เขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“ลี่หมิง ไม่ใช่ว่ายังมีงานต้องจัดการอีกเยอะเหรอ?” กงชุนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ลี่หมิงสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปตอบ
“งั้นฉันขอตัวก่อน แล้วค่อยมาอีกทีตอนที่คุณปู่ออกจากโรงพยาบาล”
“ไม่ต้องหรอก ฉันจัดการเองได้” กงชุนปฏิเสธทันควัน ลี่หมิงรู้สึกว่าน้ำเสียงของกงชุนแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เขาหันไปมองหลี่หนิงเซียนที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“น้องสาว เธอชื่ออะไรจ๊ะ มาเยี่ยมคนไข้ที่โรงพยาบาลเหมือนกันเหรอ?” ในใจของลี่หมิงตอนนี้ เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขาไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนสวยเท่าคนตรงหน้ามาก่อน
กงชุนรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นท่าทางของลี่หมิง เขาจ้องมองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะคว้าไหล่ของลี่หมิง ที่กำลังจะเข้าไปใกล้เธอไว้ แล้วลากออกไปทางบันไดอย่างแรง
“นายทำอะไรน่ะ? ฉันยังไม่ได้ถามชื่อเธอเลย!” ลี่หมิงโวยวายขึ้น กงชุนจึงหยุดเดินแล้วหันไปมองลี่หมิงด้วยสายตาเย็นชา
“อย่าลืมเรื่องสำคัญสิ น้องสองกับน้องสี่กำลังรอนายอยู่ อย่ามัวแต่คิดเรื่องไร้สาระพวกนี้!” น้ำเสียงเย็นชา และท่าทางดุดันของกงชุนทำให้ลี่หมิงสะดุ้งสุดตัว เขาไม่เข้าใจว่าทำไมการหาแฟนถึงกลายเป็นเรื่องไร้สาระในสายตาของกงชุนได้
ยังไม่ทันที่ลี่หมิงจะได้พูดอะไรต่อ กงชุนก็ผลักเขาเข้าไปในช่องบันได ประตูเหล็กถูกปิดลงดังปัง! ลี่หมิงยืนงงอยู่ครู่หนึ่ง เขารู้สึกได้ว่ากงชุนโกรธจริงๆ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไม
แต่เอาเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ เขาสัญญากับตัวเองว่าจะต้องรู้ให้ได้ว่าผู้หญิงคนนั้นชื่ออะไร!
ด้านหน้าห้องพักผู้ป่วย หลี่หนิงเซียนมองตามร่างสูงใหญ่ของกงชุนที่เดินกลับมาหาเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย เธอรู้สึกประหม่าจนมือที่ถือขวดยากระชับแน่นโดยไม่รู้ตัว
กงชุนเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนหลี่หนิงเซียนต้องถอยหลังหนีโดยอัตโนมัติ แต่ก็ถอยได้เพียงไม่กี่ก้าว เพราะแผ่นหลังชนผนังเสียก่อน ร่างสูงใหญ่ของเขาบดบังเธอจนแทบไม่มีที่ให้หายใจ เธอเงยหน้าสบตากับเขาอย่างกล้าๆกลัวๆ
กงชุนหัวเราะในลำคอ เขารู้สึกหัวใจเต้นแรงอย่างประหลาดเมื่อเห็นแววตาหวาดหวั่นของหญิงสาวตรงหน้า
“ยังกล้ามาเจอฉันอีกหรือ?” เขาถามเสียงเรียบ สายตาของเขา ทำให้หลี่หนิงเซียนรู้สึกขนลุก เธอรู้สึกอึดอัดราวกับถูกงูพิษจ้องมอง เธอก้าวถอยห่างโดยอัตโนมัติ ทันใดนั้น เสียงไอก็ดังกระหึ่มขึ้นในห้องผู้ป่วย หลี่หนิงเซียนสะดุ้ง รีบขยับหนีพร้อมเปิดประตูเข้าไปในห้องพักทันที
บทที่ 53: นี่เป็นน้ำใจทั้งนั้น
“คุณปู่!” หลี่จ้านเผลอหลับนานเกินไป ทำให้มีเสมหะติดคอ จึงพยายามไอออกมา พอดีกับที่เห็นหลานสาววิ่งหน้าตื่นเข้ามาจากประตูห้อง
หลี่หนิงเซียนรีบวางขวดยาลงบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะประคองร่างของคุณปู่ให้ลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว เธอตบหลังคุณปู่อย่างคล่องแคล่ว มือบางลูบขึ้นลงอย่างอ่อนโยน แต่หนักแน่น
ด้วยวิธีการที่ชำนาญ เพียงไม่กี่ครั้ง เสมหะข้นเหนียวก็ถูกไอออกมา หลี่หนิงเซียนรีบหยิบกระดาษมาเช็ดปากให้คุณปู่อย่างเบามือ ก่อนจะนำกระดาษที่เปื้อนเสมหะไปทิ้งในถังขยะที่มุมห้อง
สายตาของชายคนนั้นยังคงจับจ้องมาที่เธอไม่วางตา หลี่หนิงเซียนรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก แต่เธอก็พยายามไม่สนใจ รีบเดินกลับมาหาคุณปู่ที่นอนพิงหมอนอยู่บนเตียง
“คุณปู่คะ รู้สึกดีขึ้นหรือยังคะ?”
“ปู่ไม่เป็นไรหรอก ร่างกายปู่ยังแข็งแรงดีอยู่ หนิงเอ๋อร์ทำไมหลานถึงมาอีกแล้วล่ะ ปู่บอกแล้วไงว่าให้หลานพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ที่นี่มีกงชุนดูแลปู่อยู่แล้ว” หลี่จ้านมองหลานสาวด้วยความเป็นห่วง ไม่ได้เจอวันเดียว เขารู้สึกคิดถึงหลานสาวมาก จึงจ้องมองใบหน้าหวานของเธออย่างรักใคร่
“คุณปู่คะ หนูไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย ช่วงนี้หนูกินข้าวได้เยอะเลยค่ะ แถมยังไม่ได้ออกกำลังกายอีกต่างหาก น้ำหนักเลยขึ้นนิดหน่อย คุณปู่อย่าคิดมากเลยนะคะ ไม่คิดถึงหนูบ้างหรือคะ” หลี่หนิงเซียนพูดจบ ก็หยิบถุงผ้าใบใหญ่ที่เตรียมมาด้วยขึ้นมาวางบนเก้าอี้
“หนูเอาเสื้อผ้ามาให้คุณปู่เปลี่ยนด้วยค่ะ” เธอพูดก่อนจะหยิบถุงผ้าใบเล็กสีเขียวทหารอีกใบส่งให้กงชุนที่ยืนอยู่ไม่ไกล “นี่ของคุณค่ะ ไปเปลี่ยนเถอะค่ะ”
เธอแอบปรายตามองกงชุนแวบหนึ่ง ก่อนหันมองคุณปู่ เพื่อปิดบังความรู้สึกบางอย่างในใจ ก่อนจะหันกลับไปสนใจคุณปู่อย่างเต็มที่ เธอหวังว่าเขาจะไม่พูดจาไร้สาระอะไรต่อหน้าคุณปู่ของเธออีก
“ทำหลานเสียเวลาเปล่า กงชุนซื้อของใหม่ให้ปู่แล้ว” คุณปู่พูดพลางชี้ไปที่เสื้อเชิ้ต และกางเกงใหม่เอี่ยมที่สวมอยู่ “ดูสิ นี่เป็นของที่กงชุนให้คนไปซื้อจากร้านสหกรณ์มาให้ปู่เมื่อวานนี้ ปู่บอกว่าไม่ให้เขาใช้เงินฟุ่มเฟือย แต่เขาไม่ยอมฟัง!”
ไม่เพียงเท่านั้น คุณปู่ยังชี้ไปที่กระป๋องผลไม้ กล่องขนม และของขวัญต่างๆที่วางอยู่เต็ม
“พวกนั้นก็ด้วย ล้วนเป็นของที่เพื่อนทหารของกงชุนส่งมาให้ นี่จะให้กงชุนเอากลับบ้านไปให้แม่เขา และกงหยาง แต่เขาก็ไม่ยอม บอกว่าจะเก็บไว้ให้ปู่” หลี่จ้านไม่พูดเพียงเท่านั้น ยังหันมาสั่งสอนเธอต่อ
“นี่เป็นน้ำใจทั้งนั้น หนิงเอ๋อร์ต้องจำไว้ว่าต้องตอบแทน อย่าได้ไปทะเลาะกับกงชุนอีก พวกเธอต้องใช้ชีวิตคู่ให้ดีๆนะ รู้ไหม เรื่องหย่าก็อย่าได้พูดอีก” หลี่จ้านกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หลี่หนิงเซียนได้แต่มองทุกอย่างด้วยความประหลาดใจ เธอไม่คิดว่ากงชุนจะดูแลคุณปู่เป็นอย่างดีขนาดนี้ ทั้งเอาใจใส่ ทั้งให้ความสำคัญ ทั้งๆที่คุณปู่เองก็ไม่ได้เอ่ยปากขอ
ลึกๆแล้วหลี่จ้านเป็นกังวลเกี่ยวกับชีวิตคู่ของหลานสาว หลังจากที่กงชุนหายไปเมื่อเดือนที่แล้ว เขาลัวว่าคู่สามีภรรยาจะเริ่มห่างเหินกัน ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็รู้ดีว่าหลานสาวของตนเองเคยเป็นคนแบบไหนมาก่อน ตอนนี้หลานสาวเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เขาจึงหวังเพียงแค่ให้หลานสาวและกงชุนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
เมื่อสบตากับสายตาคมกล้าของกงชุน และหลี่หนิงเซียนก็รีบก้มหน้าลง หัวใจของเธอยังคงเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ มีทั้งความกังวล และความรู้สึกแปลกๆที่เกิดขึ้นในใจ
แสงแดดในยามเย็นสาดส่องลงบนร่างสูงใหญ่ของกงชุน ที่ออกมายืนสูดอากาศ และคิดทบทวนเรื่องราวหลี่หนิงเซียน ใบหน้าคมคาย และดวงตาคมกล้าเต็มไปด้วยความลึกลับ
หลี่หนิงเซียนเพิ่งเดินออกมาจากห้องพักผู้ป่วยหลังจากที่อยู่เป็นเพื่อนคุยและพยุงคุณปู่เดินเล่นจนกระทั่งคุณปู่หลับไป สายตาของเธอเหลือบไปเห็นกงชุนโดยบังเอิญ ใจของเธอก็พลันเต้นไม่เป็นจังหวะ
ต้องยอมรับว่ากงชุนช่างมีเสน่ห์เหลือเกิน ใบหน้าหล่อเหลา รูปร่างสูงใหญ่ ถ้าอยู่ในยุุคสมัยใหม่ เขาคงเป็นซุปเปอร์สตาร์อย่างแน่นอน ไม่แปลกที่สาวๆที่เคยเห็นเขาต่างก็หลงใหลได้ปลื้ม ไม่ว่าจะเป็นจินเม่ยที่หมู่บ้าน หรือพยาบาลที่นี่ ทุกคนที่เห็นเขาต่างก็ตาเป็นประกาย
ทำไมเจ้าของร่างนี้ถึงได้ตาบอดมองไม่เห็นข้อดีของเขาแบบนี้นะ หลี่หนิงเซียนได้ แต่คิดในใจอย่างขุ่นเคือง ปล่อยให้ผู้ชายที่ทั้งหล่อเหลา ทั้งเก่งกาจ และมีอนาคตแบบนี้หลุดมือ แล้วไปหลงรักผู้ชายเจ้าเล่ห์ เสแสร้งแกล้งทำอย่างตงเหวิน
หลี่หนิงเซียนเผลอเหม่อมองกงชุนอยู่ไกลๆ ร่างกายกำยำในชุดลำลองสีเข้มนั้นช่างดูน่าเกรงขาม แต่ใบหน้าคมคายกลับดูโดดเดี่ยว ภายใต้แสงแดดยามเย็น จังหวะนั้นเอง เขาก็เงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ!
หัวใจของเธอเต้นรัว รีบหันหลังกลับ หมุนตัวเตรียมวิ่งหนีเข้าไปในห้องพักผู้ป่วย ถ้าเขาเห็นเธอจ้องมองเข้า เขาจะคิดยังไง? จะถามอะไรเธอหรือเปล่า? แล้วเธอจะตอบว่าอย่างไร! หลี่หนิงเซียนเร่งฝีเท้า แต่แล้วเสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“เดี๋ยว” กงชุนสาวเท้ายาวๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็มาถึงตัวเธอ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ฉันต้องออกไปข้างนอกสักพัก เธออยู่เป็นเพื่อนคุณปู่ที่นี่ก่อนก็แล้วกัน ฉะนกลับมาคงมืดแล้ว เดินทางกลับหมู่บ้านจะเป็นอันตราย ฉันจองห้องพักที่โรงแรมหน้าโรงพยาบาลไว้ให้ คืนนี้นอนที่นั่นก่อนนะ” หลี่หนิงเซียนรู้ดีว่าเขาตัดสินใจไปแล้ว เหลือเพียงแค่ให้เธอยอมรับเท่านั้น
“คุณจะออกไปข้างนอกเหรอ?” เธอเงยหน้าขึ้นถามอย่างแปลกใจ
“ใช่ พอดีเพื่อนทหารมีเรื่องต้องให้ช่วย” เขาอธิบาย “ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็กลับ” หลี่หนิงเซียนนึกถึงตอนที่มาถึงโรงพยาบาล มีทหารหนุ่มอีกคนอยู่ด้วย ดูเหมือนจะมีธุระจริงๆ
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็รีบไปเถอะ เรื่องดูแลคุณปู่ฉันทำได้” เธอตอบรับอย่างรวดเร็ว อยากให้เขาไปให้พ้นๆ จะได้ไม่ต้องลำบากใจหาคำอธิบายเรื่องที่เธออยู่ที่นี่ ความตึงเครียดในใจเริ่มคลายลง เธอยิ้มบางๆให้เขา
“ไม่ต้องห่วง คุณไปทำธุระของคุณเถอะ อีกวันคุณปู่ก็ออกจากโรงพยาบาลแล้ว” สีหน้าของกงชุนบึ้งตึง เมื่อเห็นแววตาตื่นเต้นของหลี่หนิงเซียนราวกับดีใจที่เขาจะไป คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน เธออยากให้เขาไปขนาดนั้นเลยหรือ?
“คืนนี้รอฉัน ฉันมีเรื่องอยากคุยกับเธอ” เสียงเข้มพูดอย่างจริงจังก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป ทิ้งให้หลี่หนิงเซียนยืนนิ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้าง อารมณ์ที่ผ่อนคลายกลับตึงเครียดอีกครั้ง เขายังจะมาเจรจาอะไรอีก! ผู้ชายคนนี้ช่างดื้อรั้นจริงๆ
หลี่หนิงเซียนกำหมัดแน่น กงชุนพยายามถามเรื่องของเธอ ทุกครั้งที่มีโอกาส เธออาจจะหนีรอดมาได้ในสองครั้งแรก แต่ครั้งนี้เธอจะทำยังไง เธอไม่กล้าบอก เพราะยังไม่แน่ใจว่าถ้าพูดไปเขาจะเชื่อเธอไหม แล้วถ้าโกหกจะโดนจับได้ไหม
สุดท้ายเธอตัดสินใจเด็ดขาด คืนนี้เธอจะต้องกลับไปนอนที่หมู่บ้านให้ได้ แม้จะถูกหมาป่าคาบไปก็ยอม
ภายในห้องพักผู้ป่วย บรรยากาศเงียบสงัดลงหลังจากกงชุนจากไป หลี่จ้านอ่อนล้าจากการผ่าตัด จึงเข้านอนตั้งแต่ช่วงเย็น ส่วนหลี่หนิงเซียนนอนพลิกไปมาบนเตียงอย่างกระสับกระส่าย เธอตัดสินใจลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก หวังจะหาอะไรทำคลายความฟุ้งซ่าน
เธอตรงไปที่เคาน์เตอร์พยาบาล หวังจะขอยืมหนังสืออ่านสักเล่ม แต่กลับต้องผิดหวัง เมื่อพยาบาลสาวที่ประจำเวรกลางคืนบอกกับเธออย่างสุภาพว่า
“ขอโทษนะคะ พอดีช่วงนี้ทางโรงพยาบาลเข้มงวดเรื่องระเบียบวินัยนะคะ ไม่มีหนังสือ หรือสิ่งของส่วนตัวทิ้งไว้เลย”
หลี่หนิงเซียนได้แต่ถอนหายใจอย่างปลงๆ ยุคนี้ช่างแตกต่างจากยุคของเธอ
“งั้นมีอะไรให้อ่านบ้างไหมคะ หนังสืออะไรก็ได้”
“เอ่อ… มีหนังสือเทคนิคการผ่าตัดฉบับสมบูรณ์ของคุณหมอเกาทิ้งไว้อยู่นะคะ แต่เนื้อหาค่อนข้างยาก พวกเรายังอ่านไม่ค่อยเข้าใจเลยค่ะ” พยาบาลสาวพูดอย่างลังเล เธอไม่คิดว่าหลี่หนิงเซียนซึ่งเป็นเพียงสาวชาวบ้านจะสนใจหนังสือวิชาการแบบนั้น
“เอาค่ะ! เอามาเลย! ฉันอ่านได้” ตอนนี้เธอไม่เลือกมากแล้ว ขอแค่มีอะไรให้อ่านฆ่าเวลา ไม่ให้สมองฟุ้งซ่านก็พอ หลี่หนิงเซียนนั่งอ่านหนังสือคู่มือเทคนิคการผ่าตัดฉบับสมบูรณ์อย่างใจจดใจจ่อ
บทที่ 54: กงหยางเกิดเรื่องแล้ว
ภายในห้องผู้ป่วยที่เงียบสงบ มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษเบาๆ ดังขึ้นเป็นระยะ สมองของเธอประหนึ่งฟองน้ำที่กำลังดูดซับความรู้ใหม่ๆอย่างกระหาย บางครั้งเมื่อเจอส่วนที่บันทึกไม่ละเอียด หรือมีข้อผิดพลาดในหนังสือ นิ้วเรียวก็จะหยิบปากกาขึ้นมาเขียนเพิ่มเติมสองสามประโยค
นี่เป็นนิสัยที่ติดตัวเธอมาจากชาติก่อน ในฐานะแพทย์เธออุทิศตนให้กับการพัฒนาทักษะ และความรู้ทางการแพทย์อย่างไม่หยุดยั้ง การจดบันทึกแก้ไขข้อผิดพลาด จึงเป็นเรื่องที่เธอทำเป็นประจำ
“ถ้าคนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อจากฉัน เห็นข้อความที่ฉันเขียนเพิ่มเข้าไป คงจะดีใจน่าดู” หลี่หนิงเซียนกำลังอ่านหนังสืออย่างเพลิดเพลิน จนไม่สนใจอะไร
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบดังมาจากทางเดินหน้าห้อง พร้อมกับเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นอย่างรัวเร็ว
“เกิดอะไรขึ้น?” หลี่จ้านที่นอนพักผ่อนอยู่บนเตียงตื่นขึ้นมาเพราะเสียงที่ดัง ถามด้วยความสงสัย
ยังไม่ทันที่หลี่หนิงเซียนจะได้ตอบ ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างรุนแรง เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความร้อนใจของซูลี่
“หลี่หนิงเซียน!” หญิงสาวร้องเรียกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ร่างกายที่เหนื่อยหอบบ่งบอกว่าเธอวิ่งมาด้วยความเร็วสูง “รีบไปกับฉันเดี๋ยวนี้ กงหยาง… กงหยางเกิดเรื่องแล้ว!”
ซูลี่รีบร้อนวิ่งเข้ามาในห้องผู้ป่วย เห็นหลี่หนิงเซียนนั่งอยู่ข้างเตียงหลี่จ้าน ก็ร้องไห้ออกมาทันที
“หลี่หนิงเซียนเรื่องใหญ่แล้ว! ตำรวจในเมืองมาพาตัวกงหยางไปแล้ว!”
หลี่หนิงเซียนตกใจ รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ เข้าไปประคองซูลี่
“ป้าซูใจเย็นๆก่อนค่ะ เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมตำรวจถึงมาพาตัวกงหยางไป?”
“จะไม่ให้ฉันร้อนใจได้ยังไง! กงหยางทะเลาะกับเพื่อนร่วมชั้น ทำร้ายเขาจนต้องเข้าโรงพยาบาล ได้ยินว่ากระดูกซี่โครงหักไปสองซี่!” ซูลี่พูดเรื่องราวออกมา พอพูดถึงตอนท้ายก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม แม้ว่าลูกชายจะชนะการต่อสู้ แต่ผลที่ตามมานั้นร้ายแรงเกินไป
“ทางโรงเรียนเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมา แต่พอเห็นว่าเรื่องใหญ่ เลยส่งตัวกงหยางไปสถานีตำรวจแทน ตอนนี้ผู้ปกครองของอีกฝ่ายบอกว่า ถ้าไม่จ่ายเงินชดเชยพันหยวน พวกเขาจะฟ้องกงหยาง แล้วจะไปร้องเรียนกองทัพว่ากงชุนใช้อิทธิพลรังแกคนอื่นด้วย!”
ซูลี่ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกแย่ พันหยวนนั้นแม้แต่ครอบครัวคนงานในเมืองก็ต้องไม่กินไม่ดื่มเป็นเวลาหลายปีกว่าจะหาได้ แล้วนี่ครอบครัวของพวกเธอเป็นแค่ชาวนา ต้องพึ่งเบี้ยเลี้ยงของลูกชายคนโตในการดำรงชีวิต ถ้าอนาคตของลูกชายคนเล็กพังไป ครอบครัวนี้ก็คงไม่เหลืออะไรแล้ว
“หลี่หนิงเซียนพวกเราต้องช่วยกงชุนออกมาให้ได้ ถ้าโดนฟ้องกงหยางก็จะมีประวัติอาชญากรรม ต่อไปอย่าว่าแต่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย แม้แต่จะเป็นทหารก็ไม่ผ่านการตรวจสอบประวัติ!”
“แล้วก็กงชุนด้วย เขาอาจจะถูกไล่ออกจากกองทัพ!” นี่คือสิ่งที่ซูลี่กังวลที่สุด ค่าเสียหายจะมากแค่ไหนก็ยังพอหาทางได้ แต่ถ้ามีประวัติอาชญากรรม ชีวิตของลูกชายคนเล็กก็จบเห่ แล้วถ้าเรื่องใหญ่โตขึ้นมา ลูกชายคนโตก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย เธอรู้ดีว่าช่วงนี้หลี่หนิงเซียนหาเงินได้มาก จึงหวังพึ่งพา
“หลี่หนิงเซียนเธอก็เป็นพี่สะใภ้ของกงหยาง ไม่สามารถไม่สนใจได้ ถึงไม่เห็นแก่หน้าฉัน ก็ต้องเห็นแก่หน้ากงชุนสิ!” เธอหันไปพูดกับหลี่จ้านที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้อย่างร้อนรน “คุณปู่ บอกหน่อยสิว่าเรื่องนี้หลี่หนิงเซียนควรจะช่วยจัดการไหม?”
“ตอนที่พ่อสามีของฉันจากไป ยังกำชับกำชาอย่างหนักให้กงชุนดูแลหลี่หนิงเซียนให้ดี ตั้งแต่หลี่หนิงเซียนแต่งเข้ามาในบ้านเรา พวกเราก็ไม่เคยทำให้เธอต้องลำบากเลย กงชุนปกป้องเธอ กงหยางก็ถือว่าเธอเป็นเหมือนพี่สาวแท้ๆ คุณปู่ พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ”
คำพูดของซูลี่ทำให้หลี่จ้านรู้สึกผิดอย่างมาก คุณปู่มองหลานสาวแล้วพูดอย่างเด็ดขาด “หลี่หนิงเซียนแม่เธอพูดถูก พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน เรื่องของกงหยางนี่ พวกเราต้องจัดการ!” หลี่จ้านพูดพลางเปิดผ้าห่มจะลงจากเตียง “ฉันไม่อยู่โรงพยาบาลแล้ว พวกเรากลับบ้านไปหาเงินกันเดี๋ยวนี้!” หลี่หนิงเซียนเห็นคุณปู่จะลงจากเตียงก็รีบเข้าไปขวางไว้
“คุณปู่! ห้ามออกจากโรงพยาบาล!”
“เธอนี่!” ซูลี่ต้องรีบช่วยลูกชายคนเล็ก จะปล่อยให้หลี่จ้านอยู่โรงพยาบาลต่อได้ยังไง ยิ่งกว่านั้น เธอยังได้ยินมาว่าลูกชายคนโตจ่ายเงินเพิ่มให้หลี่หนิงเซียนอีก เพื่อให้หลี่จ้านได้อยู่ห้องพิเศษชั้นดี!
ซูลี่มองดูสภาพแวดล้อมที่สะอาดเรียบร้อยรอบตัว แล้วรู้สึกเจ็บปวด เงินก้อนนี้ น่าจะช่วยลูกชายคนเล็กเธอได้! แต่หลี่หนิงเซียนไม่สนใจท่าทีของซูลี่เธอพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่า
“ไม่ว่ากงหยางจะเกิดเรื่องหรือไม่ คุณปู่ของฉันก็ห้ามออกจากโรงพยาบาล!”
“ค่าโรงพยาบาลหนูจ่ายไปแล้ว ตอนนี้คุณปู่จะออกหรือไม่ออก เราก็เสียเงินไปแล้ว ทางโรงพยาบาลก็ไม่คืนให้ แล้วทำไมเราไม่รักษาให้หายไปเลยล่ะคะ?” หลี่หนิงเซียนพูดกับคุณปู่ แต่ก็เหมือนพูดกับซูลี่ด้วย เพื่อบอกให้เธออย่าได้หวังว่าจะประหยัดเงินจากคุณปู่ เพื่อไปช่วยกงหยาง
“อีกอย่างตอนนี้คุณปู่ออกจากโรงพยาบาล ก็ช่วยเรื่องของกงหยางไม่ได้หรอก กงหยางอยู่ที่สถานีตำรวจแล้ว พวกหมอพยาบาลก็ไม่ให้คุณปู่ออกไปตามใจชอบหรอก สู้อยู่โรงพยาบาลรักษาตัวให้หายดีก่อนดีกว่า อย่างนี้พวกเราก็จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องคุณปู่อีกเรื่อง แล้วทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปแก้ปัญหาของกงหยาง”
พอสิ้นคำพูดของหลี่หนิงเซียน หลี่จ้านก็สงบลง เขารู้ว่าที่หลานสาวพูดมีเหตุผล เมื่อกี้เขาแค่ร้อนใจเกินไป ซูลี่ยังอยากจะพูด แต่ถูกหลี่หนิงเซียนคว้าข้อมือไว้ก่อน
“ป้าซูคะ ตอนนี้พวกเราไปสถานีตำรวจกันเถอะ ป้าซูเล่ารายละเอียดเรื่องของกงหยางเพิ่มให้ฉันฟังหน่อยสิค่ะ” หลี่หนิงเซียนรู้ว่าแม่สามีในนามคนนี้ มักจะเก่งกับคนอ่อนแอ เธอจึงไม่ให้โอกาสซูลี่ได้พูดกับคุณปู่อีก แล้วลากเธอออกจากห้องผู้ป่วยไปเลย
นอกห้องผู้ป่วย หลี่หนิงเซียนกลับไม่รีบไปสถานีตำรวจ แต่ลากซูลี่ไปที่ใกล้ๆห้องน้ำหลังโรงพยาบาล ซูลี่เห็นหลี่หนิงเซียนไม่มีท่าทีจะไปสถานีตำรวจ จึงรีบพูดว่า
“เธอหมายความว่ายังไง? เมื่อกี้เธอแกล้งหลอกคุณปู่ของเธอ ที่จริงไม่คิดจะยุ่งเรื่องของกงหยางเลยใช่ไหม! น่าเสียดายที่กงหยางปกป้องเธอขนาดนั้น เธอช่างเป็นคนอกตัญญูจริงๆ”
หลี่หนิงเซียนทนไม่ไหว กับความสามารถในการกลับหน้ามือ เป็นหลังมือของซูลี่ ทั้งๆที่ช่วงนี้กงหยางอยู่กับเธอ ก่อเรื่องก็ต้องเป็นเธอที่แก้ไข แล้วยังมาบอกว่ากงหยางปกป้องเธอได้ยังไง?
หลี่หนิงเซียนมองซูลี่อย่างเคร่งเครียด ไม่อยากเสียเวลาไปกับการโต้เถียงเรื่องไร้สาระ
“ฉันบอกแล้วว่าจะจัดการเรื่องกงหยางเอง แต่ฉันต้องรู้เรื่องก่อน ครูบอกอะไรบ้าง?” ใกล้ถึงเวลาไปสถานีตำรวจแล้ว เธอจำเป็นต้องรู้เรื่องราวทั้งหมด ไม่อย่างนั้นจะเสียเปรียบในการเจอกับผู้ปกครองของเด็กคนนั้น แถมเธอยังรู้สึกได้ว่า ซูลี่ปิดบังบางอย่างเกี่ยวกับสาเหตุที่กงหยางไปทะเลาะวิวาท
“ก็เพราะเธอนั่นแหละ!” ซูลี่โพล่งออกมาอย่างหัวเสีย “ถ้ากงหยางไม่ปกป้องเธอ เขาจะไปทะเลาะกับคนอื่นทำไม! ถ้าเขาต้องติดคุก ก็เป็นเพราะเธอ!”
คำพูดของซูลี่ยิ่งทำให้หลี่หนิงเซียนงุนงง
“พูดให้ชัดๆสักที ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่!” เธอขึ้นเสียงด้วยความโมโห
“ก็มีคนพูดไม่ดีเกี่ยวกับเธอที่โรงเรียน กงหยางได้ยินเข้าเลยไปทะเลาะกับพวกนั้นไง! เขาทำไปก็เพื่อเธอไม่ใช่หรือไง”
“มีคนพูดไม่ดีเกี่ยวกับฉันที่โรงเรียน?” หลี่หนิงเซียนขมวดคิ้ว ร่างนี้ออกจากโรงเรียนมานานหลายปีแล้ว และยังไม่เคยไปเหยียบโรงเรียนที่กงหยางเรียนด้วยซ้ำ ทำไมถึงมีคนพูดเกี่ยวเธอ
บทที่ 55: หนังสือของใคร
ซูลี่มองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว หลี่หนิงเซียนลืมตัวไปแล้วหรือไงที่ผ่านมาตัวเองชื่อเสียงเป็นยังไง
“คิดว่าตัวเองมีชื่อเสียงดีนักหรือไง! ตอนนี้ทั้งโรงเรียนในเมือง และคนในหมู่บ้านต่างก็กำลังนินทาเธอ ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายราวกับน้ำ ใครๆก็ต่างพากันซุบซิบนินทาว่าเงินของกงชุนคงไม่พอให้เธอใช้จ่ายหรอก!”
“เธอบอกว่าไปทำงานในเมือง แต่คนในหมู่บ้านเราที่ออกไปทำงาน ไม่เห็นจะมีใครกินดีอยู่ดีแบบเธอ แถมยังมีเงินพาคุณปู่ไปรักษาตัวแพงๆในเมืองอีก เธอบอกมาสิว่าเงินพวกนั้นได้มาอย่างสุจริตหรือเปล่า?”
หลี่หนิงเซียนเงียบกริบ ไม่คิดว่าความพยายามหาเลี้ยงชีพของเธอ จะนำมาซึ่งความระแวงสงสัยเช่นนี้
“ตอนนี้เธอดูแลตัวเอง ซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ แต่งตัวสวยเข้าเมืองทุกวัน ใครเขาก็สงสัยว่าเงินของเธอมาจากไหน”
“ที่สำคัญ เวลาที่กงชุนไม่อยู่บ้าน เธอชอบชวนกงหยางไปบ้านเธอทุกวัน ตอนนี้คนในหมู่บ้านต่างพากันซุบซิบนินทา ว่าน้องเขยเข้าออกห้องพี่สะใภ้ทุกวัน คิดว่ากงหยางจะทนฟังคำพูดพวกนี้ได้หรือไง นี่ไงล่ะ ถึงได้ไปทะเลาะกับคนอื่น”
ซูลี่เพิ่งรู้วันนี้เองว่า การที่เธอมักง่ายปล่อยให้ลูกชายคนเล็กไปกินข้าวบ้านหลี่หนิงเซียนทุกวัน จะกลายเป็นเรื่องซุบซิบนินทาไปทั่ว ในใจของเธอ ลูกชายคนเล็กก็แค่เด็กคนหนึ่ง ไม่น่าจะไปรู้เรื่องอะไร
แต่ตอนนี้ลูกชายของเธอโตเป็นหนุ่มแล้ว เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆอีกต่อไป ถึงแม้เธอจะรู้ว่าหลี่หนิงเซียนไม่มีทางคิดอกุศลกับลูกชายของเธอ แต่ก็อดที่จะโทษหลี่หนิงเซียนไม่ได้อยู่ดี
หลี่หนิงเซียนเข้าใจทุกอย่างแล้ว ไม่แปลกใจเลยที่กงหยางจะไปทะเลาะกับคนอื่น เธอไม่คิดว่าการกระทำของเธอ จะกลายเป็นหัวข้อสนทนาของคนทั้งหมู่บ้าน ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความประพฤติแย่ๆของหลี่หนิงเซียนคนก่อนที่ทิ้งไว้ให้เธอ!
เธอพยายามช่วยซูลี่ดูแลกงหยาง เพราะรู้ว่าซูลี่ทำงานหนัก แต่ไม่คิดว่าความพยายามของเธอ จะกลายเป็นการสร้างความร้าวฉาน และความอิจฉาริษยาให้กับคนอื่น หมู่บ้านแห่งนี้ เธอคงอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว
“หลี่หนิงเซียนตกลงว่า เธอจะจัดการเรื่องกงหยางหรือไม่!” ซูลี่ถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“จัดการแน่” หลี่หนิงเซียนตอบอย่างไม่ลังเล ดวงตาของหลี่หนิงเซียนแดงก่ำ
“จริงหรือ? อย่าพูดแล้วไม่ทำนะ!”
“ฉันบอกว่าจะจัดการ ก็คือจะจัดการให้ถึงที่สุด แต่ฉันมีข้อแม้”
“อะไรก็ได้ ฉันตกลงหมด!”
“เรื่องนี้ ฉันจะเป็นคนจัดการเอง ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ห้ามใครเข้ามายุ่ง” หลี่หนิงเซียนย้ำ
เธอรู้ว่าอีกฝ่ายแค่ต้องการเงิน แต่ซูลี่เป็นคนใจอ่อน ขี้ขลาด เธอจึงไม่อยากให้ซูลี่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ส่วนกงชุนยิ่งไม่ต้องพูดถึง หากเรื่องนี้รู้ถึงหูคนอื่น อาจจะส่งผลเสียต่อตัวเขาด้วย
“ฉันก็เข้าไปยุ่งไม่ได้เลยหรือไง” ซูลี่ถามอย่างไม่มั่นใจ “นั่นลูกชายฉันนะ”
หลี่หนิงเซียนเพียงแต่จ้องมองซูลี่นิ่งๆ
“แล้วถ้าเธอจัดการไม่ดีล่ะ” ซูลี่ยังคงกังวล
“วางใจเถอะ ถึงแม้กงหยางจะหมดอนาคตเพราะเรื่องนี้ ฉันก็จะดูแลเขาเอง!” ซูลี่อ้าปากค้าง ไม่คิดว่าหลี่หนิงเซียนจะพูดแบบนี้ ดูเหมือนเธอจะเอาจริงกับการช่วยเหลือลูกชายของเธอ
“เอาล่ะ ฉันจะไม่ยุ่ง!” ซูลี่พูดอย่างโล่งอก “แล้วกงชุนล่ะ…”
“ไม่ต้องบอกกงชุน เรื่องนี้ฉันจัดการเอง ถ้าฉันแก้ไขไม่ได้จริงๆ ค่อยให้พี่ชายเธอช่วยก็ยังไม่สาย” หลี่หนิงเซียนปฏิเสธทันที
“ก็ดีเหมือนกัน” ซูลี่ถอนหายใจอย่างโล่งอก “คราวที่แล้วกงชุนเผาบ้านกงชุนก็ลงโทษกงหยางเยอะ แถมยังให้คนจับกงหยางไปคุกอีก ถ้าคราวนี้รู้ว่ากงหยางทำคนอื่นกระดูกซี่โครงหัก ไม่แน่อาจจะให้กงหยางติดคุกจริงๆก็ได้”
“ในเมื่อตกลงกันแล้ว ก็ห้ามบอกกงชุนเด็ดขาดนะ” หลี่หนิงเซียนได้แต่ส่ายหัว แม่สามีของเธอนี่ พอได้สิ่งที่ต้องการก็เปลี่ยนสีหน้าทันที
“ไปกันเถอะ ฉันจะไปบอกคุณปู่ก่อน แล้วเราค่อยไปสถานีตำรวจกัน” หลี่หนิงเซียนพาซูลี่กลับไปที่ห้องพักผู้ป่วย ไม่ไกลนักชายหนุ่มในชุดกาวน์ที่ยืนอยู่หลังห้องน้ำ มองตามร่างของทั้งสองที่เดินจากไปด้วยแววตาครุ่นคิด
ผู้หญิงคนนั้น ใช่ภรรยาของกงชุนเพื่อนเขาหรือเปล่านะ? ดูไม่เหมือนกับที่ลี่หมิงเคยเล่าให้เขาฟังเลยสักนิด…
เวลาประมาณสองทุ่มกว่า กงชุนกลับมาถึงห้องพักผู้ป่วย แต่กลับไม่พบหลี่หนิงเซียน มีเพียงหลินถงเพื่อนร่วมกองทัพเก่านั่งอยู่ข้างเตียง
“ทำไมนายถึงมาที่นี่?” กงชุนขมวดคิ้ว ถามอย่างสงสัย
“วันนี้ผมมาผ่าตัดใหญ่ เลยแวะมาเยี่ยมคุณปู่สักหน่อย” หลินถงตอบ พร้อมกับชี้ไปที่ของเยี่ยมที่วางอยู่ข้างเตียง “พวกนี้คุณยายที่บ้านฝากมาให้ครับ”
กงชุนพยักหน้ารับ ก่อนจะถามต่อว่า
“นายมาถึงกี่โมง”
“ประมาณหกโมงครึ่ง”
“นายเจอเธอไหม” กงชุนถามอย่างกังวล เพราะเขาเพิ่งออกไปตอนห้าโมงครึ่ง หากหลี่หนิงเซียนเพิ่งกลับตอนห้าโมงครึ่ง เธอก็น่าจะยังไม่ถึงบ้าน
หลินถงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ที่เห็นกงชุนเป็นห่วงผู้หญิงคนหนึ่งมากขนาดนี้ เขาแกล้งแหย่ว่า
“หมายถึงยายบ้านนอกที่บังคับให้นายแต่งงานด้วยน่ะเหรอ?”
“เธอมีชื่อ” กงชุนพูดอย่างไม่พอใจ “เธอชื่อหลี่หนิงเซียน”
หลินถงได้ยินดังนั้นก็ยิ่งแปลกใจ เพราะไม่คิดว่ากงชุนจะปกป้องหลี่หนิงเซียนถึงขนาดนี้
“ฉันไม่ได้เจอเธอหรอก เข้ามาในห้องก็เห็นแค่คุณปู่นอนหลับอยู่” หลินถงตอบ
กงชุนขมวดคิ้วแน่น เมื่อรู้ว่าหลี่หนิงเซียนหายไปโดยไม่รอเขา และยังไม่สนใจคำพูดของเขาเลยสักนิด
“นายไม่มีธุระอะไรก็กลับไปก่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาเยี่ยมคุณปู่ก็ได้”
พูดจบ กงชุนก็รีบร้อนออกไปทันที ทิ้งให้หลินถงนั่งงุนงงอยู่คนเดียว เขามองตามแผ่นหลังของกงชุนที่รีบร้อนออกไป ก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ กงชุนรีบร้อนออกไปตามผู้หญิงคนนั้นขนาดนี้เชียวหรือ? แสดงว่าเขาต้องเป็นห่วง เป็นใยเธอมากจริงๆ
แต่ทำไมก่อนหน้านี้ ถึงได้ทำท่าทีเย็นชาใส่พวกเขา แล้วยังบอกอีกว่าจะหย่ากับเธอ? ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เขาก็นึกถึงรูปร่างที่บอบบาง และสง่างามของหลี่หนิงเซียนที่บังเอิญเจอที่หน้าห้องน้ำเมื่อครู่
ลี่หมิงเคยบอกเขาว่ากงชุนถูกบังคับให้แต่งงานกับสาวบ้านนอก ที่ดูทื่อๆ ไม่สวย ไม่น่าดึงดูด แต่ดูจากที่เห็นแล้ว ผู้หญิงคนนั้นกลับดูบอบบาง และสง่างาม บุคลิกก็ดูไม่เหมือนผู้หญิงที่ออกมาจากชนบทเลยสักนิด
หลินถงนึกถึงเรื่องของกงหยาง ก็อดปวดหัวแทนเพื่อนไม่ได้ ในเมื่อกงชุนเลือกที่จะปิดบังเรื่องนี้ เขาคงต้องไปดูด้วยตัวเองสักครั้ง จะปล่อยให้ใครมารังแกคงไม่ได้
ระหว่างที่กำลังจะก้าวออกจากห้องพัก หลินถงก็เหลือบไปเห็นหนังสือเทคนิคการผ่าตัดฉบับสมบูรณ์ วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง เขาหยิบขึ้นมาดูอย่างสนใจ
ไม่คิดเลยว่าโรงพยาบาลเล็กๆในเมือง จะมีคุณหมอฝีมือดีซ่อนอยู่ ดูจากลายมือที่จดบันทึกแล้ว น่าจะเป็นของคุณหมอผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่รู้ทำไมหลินถงถึงรู้สึกอยากเจอเจ้าของหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา
เขาเดินไปที่ห้องพักพยาบาล ยื่นหนังสือให้พยาบาลสาวที่เข้าเวรอยู่ พร้อมกับถามว่า
“นี่หนังสือของใครครับ?” พยาบาลสาวเห็นหลินถงก็หน้าแดงระเรื่อ รีบตอบอย่างประหม่าว่า “นี่…หนังสือของคุณหมอเกาค่ะ”
หลินถงขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ เมื่อรู้ว่าใครเป็นเจ้าของหนังสือเล่มนี้
“คุณหมอเกา ที่ใกล้จะเกษียณแล้วน่ะเหรอครับ?”
“ใช่ค่ะ” พยาบาลสาวยืนยัน
“อ้อ จริงสิ แต่เมื่อกี้มีญาติคนไข้มาขอยืมหนังสือไปอ่านข้างนอก ฉันก็เลยหยิบเล่มนี้ให้เขาไป คุณหมอเจอมันในห้อง312ใช่ไหมคะ?” พยาบาลสาวนึกขึ้นได้ “แย่จริง ยืมไปแล้วก็ไม่รู้จักเอามาคืน ทิ้งของมั่วซั่วแบบนี้ ถ้าหายไปจะทำยังไง” หลินถงรับหนังสือคืนมา แต่กลับเงียบไป
ในใจเขารู้สึกตกใจอย่างมาก รอยปากกาบนหนังสือเล่มนั้น ไม่น่าจะเขียนโดยคุณหมอสูงวัยที่ใกล้จะเกษียณ น้ำหนักลายมือไม่หนักแน่น ยิ่งไปกว่านั้น บันทึกยังดูเป็นมืออาชีพมาก! เธอแก้ไขภาพประกอบการผ่าตัด และแก้ไขข้อบกพร่อง ในการอธิบายการผ่าตัดของแพทย์เจ้าของผลงานด้วย
หมอแบบนี้ ไม่ใช่หมอที่จบจากวิทยาลัยแพทย์ธรรมดา ธรรมดาแน่นอน แม้แต่ศาสตราจารย์อาวุโสของคณะแพทยศาสตร์ชั้นนำในประเทศ ก็ยังไม่แน่ว่าจะทำได้
คงต้องเป็นคนที่หมั่นแลกเปลี่ยนความรู้กับแพทย์ทั้งใน และต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ ถึงจะสามารถร่างผังการผ่าตัดที่กระชับ แต่ดูปลอดภัยได้อย่างมั่นใจขนาดนี้
นึกถึงภาพลักษณ์ที่สุขุมเยือกเย็น ของหลี่หนิงเซียนที่หน้าห้องน้ำ เขาก็ยิ่งรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ
หลินถงตัดสินใจทันทีว่าต้องไปสืบเรื่องนี้ให้รู้แน่ เขาอยากรู้จริงๆว่า หลี่หนิงเซียนเป็นใครกันแน่ แล้วเรื่องทั้งหมดนี้ กงชุนรู้เรื่องหรือเปล่า?
บทที่ 56: ร้ายแรงกว่าที่คิด
ณ สถานีตำรวจ
หลี่หนิงเซียนพาซูลี่เข้าไปในห้องสอบสวน เห็นกงหยางนั่งก้มหน้าอยู่บนเก้าอี้ มุมปากแตก โหนกแก้มข้างหนึ่งบวมปูด เธอเห็นสภาพสะบักสะบอมของกงหยางก็รู้สึกโกรธมาก แต่ต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้
“ทางเราได้บันทึกคำให้การจากคู่กรณีเรียบร้อยแล้วครับ ตอนนี้พบกับเด็กได้ แต่ยังพาตัวกลับไปไม่ได้ ต้องรอให้ผู้เสียหายเซ็นหนังสือให้อภัยก่อนครับ”ตำรวจเวรหันมาพูดกับหลี่หนิงเซียนและซูลี่
“ใช่ๆ คุณตำรวจพูดถูกแล้ว พวกเราจะปรึกษากับลูก ถ้าชดใช้เงินได้ก็จะชดใช้แน่นอน” ซูลี่พูดจบตำรวจเวรก็เดินออกไป หลี่หนิงเซียนก็หันไปจ้องหน้ากงหยางแล้วพูดขึ้น
“เล่ามาให้หมด ว่าเกิดอะไรขึ้น”
“…” กงหยางไม่กล้าสบตาหลี่หนิงเซียน ได้แต่ก้มหน้าหลบ
“อย่าทำเป็นใบ้! พูด!” หลี่หนิงเซียนตวาด กงหยางสะดุ้งสุดตัว น้ำตารื้นขึ้นมาทันที “ฉันไม่ได้ให้นายมาร้องไห้ น้ำตามันแก้ปัญหาได้รึไง! เล่าเรื่องทั้งหมดมาให้ฉันฟังเเบบละเอียด ฉันจะจัดการเรื่องนี้เอง แต่ถ้านายกล้าปิดบังความจริงแม้แต่นิดเดียว ฉันจะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยอีก”
หลังจากหลี่หนิงเซียนฟังเรื่องราวทั้งหมด จึงพาซูลี่ออกจากห้องสอบสวน ซูลี่พอออกมาก็แทบทรุดลงกับพื้นด้วยความตกใจ โชคดีที่เธอคว้าตัวไว้ได้ทัน
“ป้าซูใจเย็นๆก่อนนะคะ”
ซูลี่ยืนขึ้นอย่างโซเซ ลืมความรังเกียจที่มีต่อหลี่หนิงเซียนไปจนหมดสิ้น แม้กระทั่งเรื่องเงินทองก็ยังลืมไป เธอคว้าแขนหลี่หนิงเซียนไว้แน่น
“ที่เธอพูดกับกงหยางเรื่องผลลัพธ์ต่างๆ นั่นคือเรื่องจริงเหรอ? ถ้าอีกฝ่ายไม่ยอม พวกเขาจะฟ้องกงหยางข้อหาพยายามฆ่าได้จริงหรือ?” ข้อหาพยายามฆ่า… อย่างนั้นก็เท่ากับว่าลูกชายเธอจะถูกประหารชีวิตนะสิ
หลี่หนิงเซียนรู้ว่าซูลี่ขี้ขลาด แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ เธอไม่คิดจะปิดบัง
“จากคำพูดของกงหยาง แม้ว่าอีกฝ่ายจะยั่วยุก่อน แต่เขาก็ลงมือก่อน และยังไปคว้าเคียวของชาวบ้านที่ทำงานอยู่แถวนั้นมาถืออีกด้วยความโมโห ถือว่ามีอาวุธในมือ ถ้าอีกฝ่ายยืนยันว่ากงหยางจงใจฆ่าคน หากมีการฟ้องร้อง คดีนี้จะเป็นผลร้ายกับกงหยางมาก”
เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมสำนักรักษาความปลอดภัยประจำเมืองถึงยืนกรานจะส่งตัวกงหยางไปยังสถานีตำรวจอำเภอ เรื่องของกงหยางนี้ อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ หรือเรื่องเล็กก็ได้ จริงๆแล้วมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการ
ซูลี่ได้ยินดังนั้นก็แทบทรุดลงไปอีกรอบ หลี่หนิงเซียนรีบพยุงเธอไปนั่งที่ขั้นบันไดหน้าห้องสอบสวน เพื่อให้ซูลี่ได้สติ และทำความเข้าใจกับสิ่งที่เธอพูด
“เพราะฉะนั้น เวลาที่เราไปพบกับผู้ปกครองของนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ เราต้องทำความเข้าใจจุดยืนของพวกเขา พยายามตอบสนองเงื่อนไขที่พวกเขาเสนอมาให้ได้มากที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าใจร้อน ต้องใจเย็นๆ”
ตอนที่เธอมา เธอได้ยินเรื่องราวเพียงด้านเดียวจากซูลี่ และคิดว่าเธอสามารถจัดการได้ ไม่ถึงกับโดนอีกฝ่ายจูงจมูกไป แต่หลังจากได้ฟังคำบอกเล่าของกงหยางแล้ว เธอก็รู้สึกไม่มั่นใจเหมือนกัน
ซูลี่ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เธอจับมือหลี่หนิงเซียนราวกับเป็นที่ยึดเหนี่ยวสุดท้าย และเสนอความคิดเห็นว่า
“หรือว่าเราไปบอกกงชุนเถอะ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ให้กงชุนช่วยคิดหาวิธี เขาอยู่ในกองทัพมาหลายปี ต้องมีเส้นสายบ้างแหละ” เธอกลัวว่าลูกชายคนรองจะไม่ยอมช่วย เพราะเขาเป็นคนค่อนข้างซื่อตรง แต่ตอนนี้ลูกชายคนเล็กก่อเรื่องใหญ่ เธอกลัวว่าหลี่หนิงเซียนจะรับมือไม่ไหว
หลี่หนิงเซียนเห็นท่าทางหวาดกลัวของซูลี่ เธอเม้มริมฝีปากเบาๆ ก่อนจะพูดว่า
“ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่ต้องให้เขามาช่วยค่ะ”
“ทำไมล่ะ?”
“อีกฝ่ายจงใจพูดถึงเรื่องที่กงชุนเป็นทหาร ก็เพื่อกดดันให้เรายอมจ่ายค่าเสียหาย ถ้าเรื่องนี้บานปลายไป ผู้บังคับบัญชาอาจจะตรวจสอบกงชุนอีกครั้ง ถ้ากงชุนเข้ามาเกี่ยวข้องตอนนี้ ยิ่งจะตัดตัวเองออกจากเรื่องนี้ไม่ได้ หากผลลัพธ์แย่ ไม่ใช่แค่ถูกปลดออกจากทหาร แต่อาจจะต้องขึ้นศาลทหารด้วยซ้ำ”
ซูลี่เบิกตากว้าง ตกใจจนพูดไม่ออก หลี่หนิงเซียนเห็นท่าทางของซูลี่ จึงไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอไม่ได้ต้องการทำให้ซูลี่และกงหยางต้องตกใจ เพียงแต่อยากให้พวกเขาเตรียมใจไว้ ทุกเรื่องไม่ควรมองโลกในแง่ดีเกินไป และไม่ควรใจร้อน เพราะหลายๆครั้ง ผลของความใจร้อนก็ไม่อาจคาดเดาได้
หลี่หนิงเซียนเห็นว่าซูลี่รับฟัง เธอจึงลุกขึ้นยืน และพยุงซูลี่ให้ลุกขึ้นตาม ก่อนจะกล่าวปลอบใจ
“ป้าซูคะ ที่ฉันพูดแบบนี้ แค่ให้คุณเตรียมใจไว้เท่านั้น เรื่องอาจจะไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นก็ได้ ไปพบกับผู้ปกครองของนักเรียนที่บาดเจ็บก่อน ดูว่าพวกเขาต้องการอะไร ถ้าเป็นเรื่องเงินทองก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร”
“อือๆ ไปกันเถอะ!” หลี่หนิงเซียนพยุงซูลี่ออกจากสถานีตำรวจ ความจริงแล้วในใจเธอไม่ได้รู้สึกสบายใจอย่างที่พูดออกไป บางครั้งเงินทองก็ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง
นักเรียนที่ทะเลาะกับกงหยางชื่อเต๋อฟง หลี่หนิงเซียนกับซูลี่ไปที่หมู่บ้านของเต๋อฟงตามที่อยู่ที่ครูให้มา แต่น่าเสียดายที่พวกเธอไปแล้วไม่เจอใคร มีเพียงพี่สาวสองคนของเต๋อฟงอยู่ที่บ้าน
สิ่งที่ทำให้หลี่หนิงเซียนรู้สึกแปลกใจ คือแม้จะมืดแล้ว แต่พี่สาวสองคนของเต๋อเฟยยังทำงานอยู่ คนหนึ่งนั่งอยู่ข้างเตา กำลังเก็บมันฝรั่งที่เพิ่งต้มเสร็จ วางเรียงรายบนฝาหม้อใบใหญ่เพื่อตากให้แห้ง อีกคนเพิ่งถือจอบเดินเข้ามา เห็นได้ชัดว่าเพิ่งกลับมาจากการในนา
ตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่มกว่าแล้ว คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่เข้านอนเร็วแล้ว แต่พวกเธอยังทำงานอยู่ เห็นได้ชัดว่าชีวิตความเป็นอยู่คงไม่ค่อยดีนัก เมื่อเห็นหลี่หนิงเซียนกับซูลี่ พวกเธอก็รีบวางมือจากงานแล้วเดินออกมาต้อนรับ เต๋อจินพี่สาวคนโตของเต๋อเฟยถามขึ้น
“พวกคุณมาหาใครคะ?” ซูลี่เมื่อเผชิญหน้ากับญาติของผู้บาดเจ็บก็ไม่กล้าเปิดเผยตัวตน เพราะยังไงลูกชายของเธอก็ก่อเรื่องทำร้ายน้องชายของพวกเขา
แต่หลี่หนิงเซียนไม่ได้ปิดบัง เธอเล่าเรื่องราวทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา และแสดงเจตจำนงที่มาเยี่ยมเยียนในครั้งนี้ เหตุการณ์ทะเลาะเบาะแว้งอย่างรุนแรงที่คาดไว้ไม่ได้เกิดขึ้น พี่น้องตระกูลเต๋อ เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเต๋อจินจะพูดว่า
“เรื่องของเต๋อฟง พวกเราก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ เรื่องในครอบครัวแม่เป็นคนตัดสินใจ ถ้าพวกคุณอยากเยี่ยมเต๋อฟง ก็ไปที่โรงพยาบาลเถอะ ตอนนี้พ่อแม่ของเราอยู่ที่โรงพยาบาลเฝ้าเขาอยู่”
หลังได้ที่อยู่โรงพยาบาล จากพี่น้องตระกูลเต๋อ หลี่หนิงเซียนก็ออกจากบ้านตระกูลเต๋อพร้อมกับซูลี่ สิ่งที่ทำให้หลี่หนิงเซียนประหลาดใจคือ เต๋อเฟยพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเดียวกับคุณปู่
หลี่หนิงเซียนรู้สึกแปลกใจ ในเมื่อซูลี่สามารถสืบเรื่องของกงหยางจากทางโรงเรียนได้ ทำไมไม่ถามถึงสถานการณ์ของคู่กรณีว่าอยู่โรงพยาบาลไหน เสียเวลาเดินทางจนดึก ต้องมาเจอคู่กรณีในตอนเช้า
พอนึกถึงว่าอาจจะต้องเจอกงชุนอีก หลี่หนิงเซียนก็ยิ่งปวดหัว เธอช่วยตระกูลกงเรื่องนี้ ก็ถือว่าใช้หนี้บุญคุณเขาแล้ว หลังจากหย่าขาดจากกันก็จะได้สบายใจ ไม่ต้องรู้สึกผิดต่อเขาอีก
ที่โรงพยาบาลหลี่หนิงเซียนกับซูลี่ เพิ่งเดินถึงทางเดินแผนกกระดูก ซูลี่ก็ต้องขมวดคิ้วเพราะกลิ่นฉุนที่โชยมา เธอเป็นคนรักความสะอาด ยิ่งทนไม่ไหว บ่นออกมาอย่างไม่พอใจว่า
“กลิ่นอะไรเนี่ย เหม็นจริงๆเลย!” เสียงของซูลี่ค่อนข้างดัง เสียงสะท้อนก้องไปทั่วทางเดิน แทบจะทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องพักผู้ป่วยได้ยิน หลี่หนิงเซียนอดไม่ได้ที่จะเตือน
“ป้าซูเบาเสียงหน่อยค่ะ คนอื่นได้ยินหมดแล้ว”
“จู้จี้จุกจิกจริง นี่ไม่ใช่ห้องที่คุณปู่เธออยู่ ซะหน่อย กงชุนก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ กลัวอะไรนักหนา” ซูลี่พูดอย่างไม่สบอารมณ์ หลี่หนิงเซียนรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรก็ผิดไปหมด ในสายตาของแม่สามีในนามคนนี้
บทที่ 57: ลงมือหนักจริงๆ
เมื่อมาถึงหน้าห้องพักผู้ป่วย หลี่หนิงเซียนให้ซูลี่เข้าไปก่อน เนื่องจากเธอเป็นผู้อาวุโส แต่ซูลี่กลับหลบไปอยู่ข้างหลังหลี่หนิงเซียน พูดอย่างเกร็งๆว่า
“ฉันพูดไม่เก่ง เธอเข้าไปก่อนเถอะ ยังไงซะเธอก็ต้องเป็นคนพูด ฉันอยู่ด้านหลังก็พอแล้ว”
หลี่หนิงเซียนรู้ดีว่าซูลี่เป็นคนที่ภายนอกดูแข็งแกร่ง แต่ภายในอ่อนแอ รังแกคนอ่อนแอกว่า แต่กลับกลัวคนที่แข็งแกร่งกว่า เธอจึงไม่ได้ถือสาอะไร และผลักประตูห้องพักผู้ป่วยเข้าไป
แต่เมื่อเห็นภาพในห้องพักผู้ป่วยอย่างชัดเจน เท้าของเธอก็หยุดชะงักด้วยความรู้สึกไม่คุ้นเคย ถึงแม้จะเป็นเวลากลางคืน แต่ในห้องพักผู้ป่วยก็ยังเต็มไปด้วยผู้คน
มีเตียงคนไข้หกเตียง แต่ละเตียงมีคนไข้นอนอยู่ ญาติบางคนปูที่นอนบนพื้นใกล้ๆกับเตียงคนไข้ บางคนนั่งคุยกันบนเตียงคนไข้ และยังมีญาติคนไข้อีกสองสามคน ที่กำลังยืนสูบบุหรี่อยู่หน้าต่าง
หลี่หนิงเซียนไม่คิดว่าสภาพห้องพักผู้ป่วยแบบธรรมดาจะแย่ขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะกงชุนช่วยติดต่อห้องพิเศษให้กับคุณปู่ ตอนนี้เธอกับคุณปู่คงต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้เช่นกัน
แม้ว่าตอนนี้เธอจะรู้สึกหงุดหงิดใจ ทุกครั้งที่นึกถึงกงชุนยังคงติดใจเรื่องตัวตนของเธอ แต่ในใจก็ยังคงรู้สึกขอบคุณเขาอยู่บ้าง เมื่อประตูห้องพักผู้ป่วยถูกผลักเปิดออก สายตานับไม่ถ้วนก็มองมาทางเราสองคนทันที
“โอ้โห หญิงสาวคนนี้สวยจริงๆเลย เป็นญาติของใครกันนะ” คุณตาคนหนึ่งที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เอ่ยปากขึ้น ในห้องพักผู้ป่วย ทุกคนต่างมองไปที่ใบหน้าอันงดงามหมดจดของหลี่หนิงเซียน ต่างคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย
มีเพียงดวงตาคู่หนึ่งเท่านั้น เมื่อเห็นหลี่หนิงเซียนกับซูลี่ ก็ฉายแววเย็นชาออกมา… สายตานับสิบคู่จ้องมองมาที่ซูลี่ ทำเอาเธอประหม่าจนตัวแข็ง พูดไม่ออก ได้แต่ผลักหลี่หนิงเซียนให้เดินนำเบาๆ
หลี่หนิงเซียนได้สติ กวาดตามองไปทั่วห้องพักผู้ป่วยที่มีเตียงเรียงรายถึงหกเตียง แต่ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าใครคือคนที่เธอต้องการพบ จึงเอ่ยถามขึ้นว่า
“ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าใครเป็นญาติของเต๋อฟงคะ ฉันชื่อหลี่หนิงเซียน เป็นพี่สะใภ้ของกงหยาง ตั้งใจมาเยี่ยมเต๋อฟงค่ะ” หลี่หนิงเซียนกล่าวอย่างสุภาพ ไม่ได้ปิดบังจุดประสงค์ เธออยากพบกับญาติของเต๋อฟงโดยเร็ว เพื่อพูดคุยให้เข้าใจตรงกัน ทันทีที่เธอพูดจบ ห้องพักผู้ป่วยก็พลันเงียบสงัด
หลังจากนั้น ฉินหงแม่ของเต๋อฟงลุกพรวดขึ้นจากเตียง ริมหน้าต่างด้านในสุด โดยไม่สนใจเลยว่าคนไข้คนอื่นๆกำลังพักผ่อน เธอตะโกนเสียงแหลมว่า
“นังหลี่หนิงเซียนหน้าด้าน! กล้ามาที่นี่อีกเหรอ!” ฉินหงคนนั้น ดูมีอายุเกือบห้าสิบปี ดวงตากลมโตเบิกโพลงจ้องมองหลี่หนิงเซียนอย่างดุร้าย
หลี่หนิงเซียนมองเลยไปด้านหลังฉินหง เห็นชายคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียง เขาถูกพันด้วยผ้าพันแผล และเฝือกจนดูเหมือนถูกมัดไว้ ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล
ไม่เพียงแค่กระดูกซี่โครงหัก ขาข้างหนึ่งก็ดูเหมือนจะหักเช่นกัน ศีรษะพันด้วยผ้าพันแผลหลายชั้น เหลือเพียงจมูก และปากไว้หายใจ แม้จะมองไม่เห็นใบหน้า แต่เธอก็พอจะจินตนาการสภาพข้างในได้
ตอนนี้เธอเข้าใจแล้ว ว่าทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงไม่ได้ตื่นตระหนกอะไร เมื่อเห็นบาดแผลของกงหยาง เพราะเทียบกับคนตรงหน้าแล้ว บาดแผลของกงหยางช่างเล็กน้อยนัก ดูท่าคราวนี้กงหยางคงลงมือหนักจริงๆ
“ในที่สุดก็ได้เจอแกสักที นังตัวดียั่วน้องเขยยังไม่พอ ยังไปขายเนื้อขายตัวในเมืองอีก โดนลูกชายฉันจับได้ก็ยังไม่ยอมรับ ถึงกับให้ชู้ของแกมาทำร้ายลูกชายฉันจนเป็นแบบนี้! แกต้องชดใช้ค่าเสียหายให้ฉัน!” ฉินหงตะโกนใส่หน้าหลี่หนิงเซียนด้วยความโกรธเกรี้ยว
คำพูดของฉินหง ทำให้ทุกคนในห้องพยาบาลหันมามองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่คิดว่าหญิงสาวที่สวยแบบนี้ จะกล้าทำเรื่องเลวร้ายได้ถึงเพียงนี้!
หลี่หนิงเซียนได้แต่ยืนนิ่ง สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความไม่สบอารมณ์ เธอเพิ่งเข้าใจ ว่าทำไมกงหยางถึงได้ใช้กำลังกับคนอื่น หญิงคนนี้ช่างมีความสามารถในการใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นได้อย่างน่ากลัว
ซูลี่ที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ทนฟังคำพูดใส่ร้ายลูกสาวต่อไปไม่ไหว เธอก้าวเข้ามาเผชิญหน้ากับฉินหงทันที
“พูดจาแบบนี้ได้ยังไง ลูกชายฉันไปทำอะไรให้แกเดือดร้อนเหรอ ถึงได้ใส่ร้ายเขาแบบนี้! ถ้าไม่ใช่เพราะลูกชายแกพูดจาหยาบคาย ลูกชายฉันจะลงมือทำร้ายเขาหรือไง!” ฉินหงไม่ยอมแพ้ เธอมองซูลี่ด้วยสายตาเหยียดหยาม
“แกเป็นแม่ของกงชุน กงหยางเหรอ? บ้านพวกแกเกิดเรื่องสกปรกแบบนี้ ยังมีหน้ามาพูดอีกหรือ? พวกเราจะใส่ร้ายแกได้ไง ถ้าลูกชายแกไม่มีปัญหา ตำรวจจะจับเขาหรือ!”
“แก!” ซูลี่รู้สึกโมโหไม่น้อยกับปากของคนตรงหน้า
“พี่สะใภ้กับน้องเขยนอนเตียงเดียวกัน บ้านพวกแกไม่อายบ้างเหรอ!” ฉินหงยังคงพูดจาดูถูกเหยียดหยามหลี่หนิงเซียนไม่หยุด
“…” ซูลี่ถึงกับเถียงไม่ออก
“ลูกชายฉันโดนลูกชายแกทำร้ายจนกระดูกซี่โครงหัก พวกแกจะพูดยังไงก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าไม่เอาเงินมาจ่าย ฉันจะเอาความให้ลูกชายแกติดคุก!” ฉินหงตอกย้ำจุดประสงค์ของตัวเองอีกครั้ง
“บ้านพวกแกต่างหากที่เป็นอันธพาล! ก็พูดมาตรงๆเลยสิต้องการมาเรียกค่าเสียหายนั่นแหละ” ซูลี่ทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอไม่คิดเลยว่าในโลกนี้จะมีคนที่แย่กว่าหลี่หนิงเซียนเมื่อก่อนอยู่อีก
เหตุการณ์ภายในห้องพักผู้ป่วยเริ่มเต็มไปด้วยความตึงเครียด เมื่อคำกล่าวหาของฉินหง ส่งผลต่อครอบครัวตระกูลกงอย่างไม่ใส่ใจ หากกงหยางไม่ทำเรื่องน่าอายเสียก่อน ฉินหงก็คงไม่มีโอกาสกล่าวหาแบบนี้
“ลูกชายของฉันถูกกงหยางทำร้ายต่อหน้าคนทั้งโรงเรียน” ฉินหงเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้าง
ซูลี่โกรธจนตัวสั่น ลืมคำเตือนของหลี่หนิงเซียนที่เคยบอกให้เธออยู่เฉยๆไว้ จึงพุ่งตัวเข้าไปหาฉินหงด้วยความโกรธ
หลี่หนิงเซียนที่มองท่าทางของซูลี่อยู่ก่อน เห็นท่าไม่ดีจึงรีบดึงซูลี่ไว้ พร้อมกล่าวปรามอย่างใจเย็นว่า
“ป้าซูอย่าใจร้อน” เธอรู้ดีว่าหากใช้กำลัง คงไม่มีประโยชน์ และเรื่องราวจะยิ่งบานปลาย แม้ซูลี่จะยอมหยุด แต่ฉินหงกลับไม่ยอมจบ เดินเข้ามาใกล้ ยิ่งได้ใจ และตะโกนท้าทายว่า
“ยังไง พวกเธอจะทำร้ายคนอีกเหรอ? ฉันจะแจ้งความจับพวกแกทั้งหมด” ฉินหงยังข่มขู่ และยั่วโมโหไม่เลิก “มาสิ ตีสิ อย่าคิดว่ามีลูกชายเป็นทหารแล้วจะรังแกประชาชนได้ ไม่เชื่อฉันจะไปแจ้งเรื่องที่กองทัพด้วย”
คำพูดของฉินหง ทำให้ทุกคนในห้องพักผู้ป่วยหันมามองหลี่หนิงเซียน และครอบครัวด้วยสายตาไม่เป็นมิตร เต๋อเฟยนอนอยู่บนเตียงคนไข้ สายตาจับจ้องไปที่หลี่หนิงเซียนตั้งแต่เธอก้าวเข้ามาในห้อง
เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าหลี่หนิงเซียนจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยที่กงหยางจะหลงใหลเธอได้ปานนั้น
“คิดไม่ถึงเลยว่าคนที่ดูสดใสน่ารักแบบนั้น ที่แท้จะเป็นคนชอบใช้อำนาจรังแกคนอื่น” ฉินหงบ่นอุบอิบ
เต๋อฟงไม่ได้สนใจฟังคำบ่นของแม่เลยแม้แต่น้อย สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของหลี่หนิงเซียนที่กำลังโกรธ ราวกับคนโง่งม
“ถ้ารู้แบบนี้ตั้งแต่แรก ฉันคงไม่ฟังคำพูดพี่สาวแกหรอก ไปนินทาสาวเจ้าแบบนั้นทำไมกัน” ฉินหงส่ายหน้าอย่างระอา “ไม่รู้จะไปหาเรื่องทะเลาะกับกงหยาง จนต้องเข้าโรงพยาบาลแบบนี้ทำไม”
ฉินหงบ่นจบก็หันไปมองลูกชาย เห็นเต๋อฟงเอาแต่จ้องมองหลี่หนิงเซียนตาค้างก็โกรธจนตัวสั่น
บทที่ 58: เธอช่างโชคร้าย
“นี่แก! ฟังที่ฉันพูดบ้างสิ” เธอเตะเข้าที่เตียงอย่างแรง จนมันสั่นสะเทือนไปหมด
“แม่ทำอะไรเนี่ย ผมเจ็บอยู่ นี่แม่จะมาเตะเตียงทำไม!” เต๋อฟงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
“เจ็บก็ร้องออกมาสิ! ทำเป็นนิ่งเงียบไปได้” ฉินหงจ้องหน้าลูกชายตาขวาง
“โอ๊ย! เจ็บ! เจ็บจะตายอยู่แล้ว กระดูกผมจะหักแล้วเนี่ย แม่! แม่ต้องแก้แค้นให้ผมนะ!” เต๋อฟงร้องโวยวายเสียงดังราวกับหมูถูกเชือดื เสียงร้องของเขา ดังเล็ดลอดออกไปรบกวนคนไข้คนอื่นๆในห้อง ทุกคนต่างพากันหันมามองด้วยสายตาไม่พอใจ เพราะเวลานี้เป็นเวลาที่ทุกคนต้องการพักผ่อน
ในห้องคนไข้ที่เงียบสงัด ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะสบตากับตระกูลเต๋อ ทุกคนในห้องต่างจดจำเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นตลอดทั้งบ่ายเมื่อวานได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่เรื่องแย่งเตียงคนไข้ เรื่องแย่งข้าวกล่องคนป่วย
ไปจนถึงเรื่องที่พวกเขารุมต่อว่าพยาบาลที่เผลอทำเข็มฉีดยาโดนแขนเต๋อเฟยแรงไปหน่อย จนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต มีปากเสียงกันอยู่หน้าแผนกพยาบาลนานเป็นชั่วโมง
ทุกคนต่างพากันคิดในใจว่า โชคดีแค่ไหนที่พวกเขาไม่ได้มีเรื่องขัดแย้งกับครอบครัวนี้อย่างจังๆ ไม่อย่างนั้นคงหนีไม่พ้นต้องปวดหัวกับพฤติกรรมไร้เหตุผลของพวกเขาอย่างแน่นอน สายตาที่แต่ละคนมองไปยังหลี่หนิงเซียนจึงเต็มไปด้วยความสงสาร ต่างก็คิดว่าเธอช่างโชคร้ายที่ต้องมาเผชิญหน้ากับครอบครัวนี้
ในขณะที่ทุกคนในห้องต่างพากันเงียบ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า เต๋อเฟย และแม่ของเขากลับยิ่งได้ใจ ส่งเสียงดังโวยวายไม่หยุด อาศัยจังหวะที่ทุกคนเงียบ
ฉินหงจึงฉวยโอกาสทิ้งตัวลงไปนั่งร้องไห้ตีโพยตีพายอยู่กลางห้อง พร้อมกับเรียกร้องค่าเสียหาย และพร่ำบ่นว่าลูกชายของเธอช่างน่าสงสารเพียงใด คุณพ่อของเต๋อเฟยได้แต่นั่งสูบบุหรี่เงียบๆ อยู่ข้างๆไม่กล้าแม้แต่จะออกความคิดเห็นใด
ซูลี่ที่ยืนอยู่ข้างๆถึงกับทำตัวไม่ถูก เธอไม่คิดว่าสถานการณ์จะบานปลายถึงขั้นนี้ ท่ามกลางความวุ่นวาย หลี่หนิงเซียนกลับยืนนิ่ง เฝ้ามองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยอยู่ครู่หนึ่ง เธอจึงเดินไปที่มุมห้องลากเก้าอี้เปล่าสองตัวออกมา วางตัวหนึ่งไว้ข้างๆซูลี่ และวางอีกตัวไว้ข้างๆตนเอง
“ป้าซูคะ พักก่อนเถอะค่ะ เมื่อวานวุ่นวายจนดึก เช้านี้ยังวุ่ยวายอีก คงจะเหนื่อยแย่” หลี่หนิงเซียนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ซูลี่มองหลี่หนิงเซียนด้วยแววตาสับสน ท่าทีที่สงบนิ่งของเธอ ทำให้ซูลี่ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เธอก็ยอมทำตาม เดินเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่หลี่หนิงเซียนเตรียมไว้ให้
หลี่หนิงเซียนเดินเข้ามาในห้องผู้ป่วยอย่างใจเย็น เธอไม่ได้ตกใจกับเสียงร้องไห้โวยวายของแม่ลูกตระกูลเต๋อ ที่กำลังสร้างฉากดราม่าอยู่เลยแม้แต่น้อย เธอกลับนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งอย่างเงียบๆ เหมือนกำลังนั่งดูละครฉากหนึ่ง
บรรยากาศในห้องตกอยู่ในความเงียบ ทุกสายตาจับจ้องไปที่หลี่หนิงเซียนด้วยความสงสัย ไม่มีใครคาดคิดว่าเธอจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ แม้แต่แม่ลูกตระกูลเต๋อเองก็ยังตะลึงจนหยุดเสียงร้องไห้ไปชั่วขณะ
หลี่หนิงเซียนนั่งมองดูพวกเขาอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่พูดอะไร จนกระทั่งห้องกลับมาเงียบสนิท เธอจึงลุกขึ้นยืน เธอไม่ได้แม้แต่จะเหลือบมองเต๋อฟงที่นอนอยู่บนเตียงเลยด้วยซ้ำ เธอหันไปพูดกับฉินหงด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“ถ้าพวกคุณอาละวาดกันพอแล้ว ก็ช่วยไปตามคนที่สามารถตัดสินใจได้มาคุยกับฉัน แต่ถ้าไม่อยากคุย พวกเราก็จะกลับ” พูดจบ เธอก็ยกเก้าอี้ไปเก็บที่เดิม
หลี่หนิงเซียนคิดว่า หากผู้ปกครองของเต๋อฟงยอมพูดคุยด้วยเหตุผล แม้ค่าเสียหายจะสูง เธอก็ยินดีที่จะรับผิดชอบอย่างเต็มที่ เพราะอย่างไรเสีย กงหยางก็เป็นฝ่ายผิดที่ทำร้ายร่างกายผู้อื่น
แต่หากพวกเขาเลือกที่จะใช้อารมณ์ ใช้ความกดดัน หรือเรียกร้องอย่างไม่สมเหตุสมผล ไม่ว่าเธอจะพยายามเพียงใด สถานการณ์ก็คงจะแย่ลง เธอจึงเลือกที่จะไม่ต่อความยาวสาวความยืด เพราะการพูดตรงไปตรงมา น่าจะช่วยประหยัดเวลาได้มากกว่า
หลี่หนิงเซียนมองเห็นจินเม่ยนั่งอยู่ข้างเตียงคนไข้ เธอก็เข้าใจทุกอย่างกระจ่างแล้ว เข้าใจว่าทำไมตระกูลเต๋อถึงกล้าทำกับเธอแบบนี้ แล้วยังใส่ร้ายป้ายสีได้อย่างแนบเนียน ที่แท้ก็เพราะได้ผู้หวังดีอย่างจินเม่ย คอยชี้แนะอยู่เบื้องหลัง
ใบหน้าของหลี่หนิงเซียนเย็นชาลงอย่างเห็นได้ชัด เดิมทีเธอไม่ได้ใส่ใจจินเม่ย คิดว่าเป็นเพียงผู้หญิงไร้สมองคนหนึ่ง แต่ดูเหมือนเธอจะใจดีกับจินเม่ยมากเกินไปแล้ว
“ฉันจะออกไปรอข้างนอก เอาคนที่คุยรู้เรื่องออกมาคุยกับฉัน” หลังจากที่หลี่หนิงเซียนพูดจบ เธอก็พาซูลี่ออกจากห้องผู้ป่วย แล้วรออยู่ที่ระเบียงทางเดิน เพื่อเจรจากับตระกูลเต๋อ
อีกด้านหนึ่ง หลังจากที่หลี่หนิงเซียนออกไป ฉินหงก็ลุกขึ้นจากพื้นทันที มองประตูที่ว่างเปล่าด้วยความตกใจ แล้วหันกลับมาถามอย่างร้อนรน
“จินเม่ยนี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมหลี่หนิงเซียนถึงจากไปล่ะ แล้วพวกเราจะได้เงินไหม!” ตั้งแต่หลี่หนิงเซียนเข้ามา จินเม่ยก็นั่งอยู่ที่มุมห้องก้มหน้าตลอด ไม่อยากให้ซูลี่เห็นเธอ
เธอต้องการทำลายหลี่หนิงเซียนและตระกูลกง ครั้งที่แล้ว จินเม่ยพาคนไปจับขโมยที่บ้านตระกูลกง แต่หลี่หนิงเซียนกลับไม่ถูกพาตัวไปที่แผนกรักษาความปลอดภัย
กลายเป็นเธอเองที่โดน เธอถูกจับไปสอบสวนที่อำเภอในวันถัดมา ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อของเธอไปขอความช่วยเหลือ จากลุงจินเถาพี่ชายพ่อของเธอที่ทำงานในเมือง เธอคงไม่ได้รับการปล่อยตัว
แม้ว่าแผนกรักษาความปลอดภัยจะไม่สามารถตั้งข้อหาใส่ร้ายผู้อื่นกับจินเม่ยได้ แต่เรื่องที่เธอถูกจับก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน ชาวบ้านเริ่มชี้นิ้วและนินทาเธอ บอกว่าเธอมีจิตใจที่เลวร้าย ไม่มีใครอยากแนะนำคู่ให้เธออีกแล้ว
โควต้าเพื่อคนงานของหมู่บ้าน ในการเข้าไปทำงานในเมือง จินเม่ยก็สูญเสียไปด้วย กลายเป็นคนว่างงานอยู่บ้านอย่างสมบูรณ์ แม้แต่แม่ของเธอที่เคยภูมิใจในตัวเธอ และคุยโม้กับทุกคนก็เริ่มรังเกียจเธอ ด่าว่าเธอเป็นของเสียทุกวัน
เธอได้ยินมาว่ากงชุนไปบ้านเพื่อนทหาร จินเม่ยรู้ว่าซูลี่ไม่ทำงานในนา เธอแวะไปที่บ้านหลายครั้ง โดยอ้างว่าจะช่วยทำงานเพื่อเอาใจ แต่ก็ถูกซูลี่ปฏิเสธทุกครั้ง
ก่อนหน้านี้ซูลี่ชอบจินเม่ยมากที่สุด อยากให้ลูกชายคนรองหย่ากับหลี่หนิง
เซียนทันที เพื่อจะได้แต่งงานกับเธอ แต่ตอนนี้กลับมองเธอด้วยสายตารังเกียจ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ในดวงตาของจินเม่ยเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
เมื่อตระกูลกงไม่มีน้ำใจ ก็อย่าโทษว่าเธอไร้คุณธรรม ซูลี่ดูถูกเธอว่าถูกแผนกรักษาความปลอดภัยจับตัวไป ทำให้เสียชื่อเสียง งั้นเธอก็จะทำให้ลูกชายของซูลี่ต้องติดคุก
ส่วนกงชุน เธอก็จะทำให้ถูกไล่ออกจากกองทัพ! ถ้าเธอไม่ได้หลี่หนิงเซียน ก็อย่าหวังจะได้ การวางแผนทั้งหมดนี้ ต้องขอบคุณคำแนะนำของคนคนนั้น ดวงตาของจินเม่ยวาบขึ้นด้วยแววอาฆาต แต่กลับแสดงสีหน้าห่วงใยพูดกับฉินหงว่า
“ป้าใหญ่ ป้าวางใจได้ ขอแค่ป้าฟังฉัน ฉันรับรองว่าป้าจะได้เงินก้อนใหญ่”
“ป้าจะฟัง จินเม่ย เธอก็รู้ว่าตอนเธอยังเด็ก ป้าใหญ่รักเธอที่สุด เธอต้องช่วยป้าเรียกร้องเงินให้ได้มากๆนะ ไม่งั้นการถูกทำร้ายของเต๋อฟงก็จะสูญเปล่า!”
“ป้าใหญ่วางใจได้ เรื่องของน้องชายก็คือเรื่องของฉัน คราวนี้ฉันรับรองว่าจะทำให้พวกเขาจ่ายเงินจากพันหยวนเป็นสองพันหยวนเลย เพื่อชดเชยความทุกข์ทรมานที่น้องชายได้รับ”
บทที่ 59: หยุดนะ!
เมื่อคำพูดของจินเม่ยจบลง ไม่เพียงแต่คนในตระกูลเต๋อจะตกตะลึง แต่ทุกคนในห้องผู้ป่วยต่างก็ตกใจ
“อะไรนะ? สอง…สองพัน? ก่อนหน้านี้เจ้าไม่ได้บอกให้ฉันเรียกร้องพันหยวนหรอกหรือ?” คนงานในเมืองที่ทำงานดีๆ หนึ่งปีก็ได้เงินแค่ห้าหกร้อยหยวน สองพันหยวน ก็เท่ากับรายได้ห้าหกปีของพวกเขาเลยนะ
“มันจะมากเกินไปไหม เขาจะให้ได้เหรอ?” ฉินหงถามอย่างสงสัย เธอรู้สึกว่าแม้ลูกชายจะหักแขนอีกข้าง ก็ไม่คุ้มกับค่าชดเชยสองพัน อย่างมากก็แค่ห้าร้อยหรือพันเดียว ก่อนหน้านี้จินเม่ยบอกให้เธอเรียกร้องพันหยวน เธอยังรู้สึกไม่มั่นใจเลย จินเม่ยจ้องฉินหงด้วยสายตาที่ดูเหมือนจะโกรธ
“ป้าใหญ่ คุณกับแม่ฉันเป็นพี่น้องกันนะ ฉันเป็นหลานสาวแท้ๆของคุณ จะหลอกคุณได้ยังไง”
“ก่อนหน้านี้ที่ฉันบอกให้คุณเรียกร้องพันหยวน เพราะจะเรียกร้องจากตระกูลกง แต่ตอนนี้หลี่หนิงเซียนออกมารับผิดชอบ พวกเราต้องเรียกร้องเพิ่ม” เห็นฉินหงยังไม่มั่นใจ จินเม่ยจึงกัดฟันพูดว่า
“ฉันบอกคุณตั้งนานแล้วว่าหลี่หนิงเซียนไม่ใช่คนดีอะไร คุณไม่เห็นเหรอว่าหน้าตาเธอเหมือนนางจิ้งจอกจอมเจ้าเสน่ห์ คุณรู้ไหมว่าเธอเป็นเพื่อนกับผู้ชายในเมืองกี่คน หาเงินมาแบบผิดกฎหมายมาตั้งมากเท่าไหร่”
“คุณเรียกร้องให้สูงๆไว้ สองพันฉันว่ายังน้อยไปด้วยซ้ำ นี่ถือว่าเป็นการกำจัดภัยสังคมแล้ว”
“อีกอย่าง ป้าใหญ่อายุเกือบห้าสิบแล้วถึงได้มีน้องชาย ป้าใหญ่มีลูกชายคนเดียว ต่อไปต้องแต่งงาน สร้างบ้าน ต้องใช้เงินอีกมาก คุณไม่เรียกร้องให้มากหน่อย ต่อไปป้าใหญ่กับลุงใหญ่จะต้องทำงานหนักกว่าเดิมจะดีเหรอ”
จินเม่ยพูดแทงใจดำฉินหง เธอรู้ดีว่าป้าใหญ่ชอบลูกชายมากกว่าลูกสาว และรักลูกชายคนสุดท้องมากที่สุด และสามีภรรยาคู่นี้ยังขี้เกียจ ชีวิตยิ่งจนลง พวกเขายิ่งไม่มีทางปล่อยเงินก้อนใหญ่ที่ตกลงมาจากฟ้านี้ไปแน่…
หลี่หนิงเซียน และซูลี่รออยู่ในระเบียงทางเดินมานาน แต่ก็ยังไม่มีใครออกมาจากห้องผู้ป่วย จนซูลี่ร้อนใจจนทนไม่ไหว มองหลี่หนิงเซียนด้วยความโกรธเล็กน้อย
“เมื่อกี้ก็เป็นความผิดของเธอนั่นแหละ ตอนมาเธอไม่ได้บอกหรอกหรือว่าให้อดทนหน่อย พยายามอย่าขัดแย้งกับตระกูลเต๋อ แต่ตอนนี้กลับเดินออกมาแบบนี้ ถ้าพวกเขาโกรธแล้วไม่ยอมให้หนังสือยินยอมกับกงหยางจะทำยังไง?”
“ไม่ให้ก็ไม่ให้สิ เราจะได้ประหยัดเงิน” หลี่หนิงเซียนพูดเรียบๆ
“จะทำแบบนั้นได้ยังไง! แบบนั้นกงหยางของฉันก็ต้องติดคุกจริงๆน่ะสิ เธอบอกมาเลยสิ ว่าเธอไม่อยากจ่ายเงินแล้วใช่ไหม? ที่แท้ก่อนหน้านี้เธอก็หลอกฉันทั้งนั้น ถ้ารู้แบบนี้ฉันก็ไม่ควรเชื่อเธอเลย ฉันควรไปหากงชุน โดยตรงเสียตั้งแต่แรก”
หลี่หนิงเซียนแทบจะโมโหตายกับคนแบบนี้ แม่สามีของเธอทั้งไม่มีความคิดเป็นของตัวเองทั้งขี้ขลาดกลัวคนมีอำนาจ ไม่มีความเฉลียวฉลาดเลยสักนิด ครอบครัวของเต๋อฟงนั่น แทบจะกลัวว่าเธอจะไม่ให้เงิน จะเป็นไปได้ยังไงที่จะไม่ให้หนังสือยินยอม
ตอนนี้คนพวกนั้นไม่ยอมออกมาจากห้องผู้ป่วย คงกำลังฟังจินเม่ยยุยงอยู่ ตั้งใจทำให้เธอต้องรอแน่ๆ
จริงๆแล้วพอเห็นสีหน้าของฉินหง ความกังวลที่มีก่อนหน้านี้กลับหายไป ในใจเธอคิดว่า ปัญหาที่เงินแก้ได้ล้วนเป็นปัญหาเล็กน้อย เรื่องที่เงินแก้ไม่ได้ต่างหากที่ยุ่งยาก
“ฉันพูดกับเธอ เธอได้ยินไหม เมื่อกี้ดูเก่งจังเลยนะ ปากคอคล่องแคล่ว แต่ตอนนี้กลับไม่พูดอะไรเลย เธอบอกมาสิว่าเธอไม่อยากดูแลกงหยางแล้วใช่ไหม!”
“ถ้าคุณอยากให้ลูกชายทั้งสองคนของคุณพังพินาศ ก็ไปหากงชุนเถอะ ฉันไม่ห้ามหรอก” หลี่หนิงเซียนพูดจบแล้วเดินตรงไปที่ประตูตึกทันที เมื่อเห็นว่าเธอกำลังจะจากไป ซูลี่ก็ตกใจจนเกือบจะร้องไห้ออกมา
“เธอจะไปไหนน่ะ! เธอจะไม่สนใจจริงๆหรือ?”
“ฉันจะไปสูดอากาศที่ชั้นล่าง ถ้าพวกเขาออกมา เธอพาพวกเขาลงมาหาฉัน” หลี่หนิงเซียนไม่อยากคุยกับซูลี่อีกแล้ว เธอคิดว่าคุยไปก็เสียเวลาเปล่า เลยเลือกจะหนีมายืนรอตามลำพัง
หลี่หนิงเซียนยืนอยู่ที่ชั้นล่าง รู้สึกว่าสมองเริ่มแจ่มใสขึ้นบ้าง วุ่นวายมาตั้งแต่เมื่อวานยังวันนี้ ทั้งวิ่งไปสถานีตำรวจ ทั้งไปหมู่บ้านของเต๋อฟง น่าเสียดายที่วันนี้เธอจำเป็นต้องจัดการเรื่องของกงหยางให้เรียบร้อย และยังต้องตกลงเรื่องค่าชดเชยทั้งหมดให้เสร็จสิ้น ไม่งั้นพรุ่งนี้แม่ของเต๋อฟงอาจถูกจินเม่ยหลอกให้เปลี่ยนใจอีก
ไม่รู้ว่าตอนนี้กงชุนจะว่ายังไงที่กลับมาไม่เจอเธอ เขาบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับเธอ ถ้าเขาพบว่าเธอไม่ได้รออยู่ในห้องคุณปู่ อาจจะโกรธอีกก็ได้ หลี่หนิงเซียนคิดอย่างปวดหัว จู่ๆก็นึกถึงหนังสือเทคนิคการผ่าตัดฉบับสมบูรณ์ที่เธอทิ้งไว้ในห้องคุณปู่ เปลือกตากระตุกเล็กน้อย แย่แล้ว! เธอลืมคืนหนังสือที่ยืมมา!
หากกงชุนเห็นบันทึก และภาพประกอบของเธอ ด้วยความละเอียดรอบคอบ และรัดกุมของเธอ เขาคงจะยิ่งมั่นใจว่าเธอไม่ใช่หลี่หนิงเซียน เพราะเจ้าของร่างนี้เป็นคนไม่รู้หนังสือ
สายลมพัดมา แทนที่จะทำให้หลี่หนิงเซียนหัวโล่ง กลับทำให้เธอปวดหัวมากขึ้น ขณะที่เธอกำลังคิดอย่างหนักว่าจะจัดการเรื่องต่อไปอย่างไร ประตูใหญ่ของโรงพยาบาลไม่ไกลนัก มีเงาร่างสูงใหญ่สามคนเดินเข้ามา
เนื่องจากเป็นเวลาช่วงเช้ามาก โรงพยาบาลมีคนเดินน้อย หลี่หนิงเซียนสังเกตเห็นทั้งสามคนทันทีที่พวกเขาเดินเข้ามา เธอสงสัยว่าใครจะมาโรงพยาบาลเช้าขนาดนี้ มองดูลักษณะของพวกเขา ก้าวเดินมั่นคง เป็นระเบียบ และกระฉับกระเฉง ไม่เหมือนคนมารักษา
แต่เธอไม่ได้สงสัยนาน เมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ทั้งสามเดินตรงมาทางเธอ โดยไม่ลังเลเลย เมื่อเห็นใบหน้าของชายที่นำหน้ามา สมองที่มึนงงของหลี่หนิงเซียนก็โล่งทันที เธอแทบจะหันหลังวิ่งหนีในทันที
“หยุดนะ!” เสียงทุ้มต่ำของชายคนนั้นดังขึ้นข้างหลังหลี่หนิงเซียน เธอไม่จำเป็นต้องหันไปมองก็รู้สึกได้ถึงความโกรธที่ซ่อนไม่มิดของเขา
กงชุนรู้สึกโล่งอกหลังจากที่ตึงเครียดมาทั้งคืน ที่เห็นหลี่หนิงเซียนไม่เป็นอะไร แต่ทว่า เมื่อนึกถึงว่าเธอแอบออกไปวุ่นวายทั้งคืนโดยไม่บอกเขา ความโกรธที่มองไม่เห็นก็พลันลุกโชนขึ้นมาในใจของเขา
เขาก้าวเข้าไปหาหลี่หนิงเซียนอย่างรวดเร็ว คว้าข้อมือของเธอไว้แน่น ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย
“ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่?” เมื่อหลี่หนิงเซียนพาซูลี่กลับถึงโรงพยาบาล แม้ใจหวังว่าจะพบกงชุน แต่ด้วยเวลาเช่นนี้ เธอก็แอบถอดใจอยู่ลึกๆ ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลก กงชุนปรากฏกายตรงหน้าในเวลาที่เธอคาดไม่ถึง
หลี่หนิงเซียนประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว คาดว่าเขาคงยังไม่รู้เรื่องที่เธอออกไป จึงแสร้งทำสีหน้าเหนื่อยล้า บอกเสียงอ่อน
“ฉันออกมาเดินสูดอากาศนะ” คำพูดเสียงหวานกลับไม่ทำให้ใบหน้าคร่ำเครียดของกงชุนคลายลงแม้แต่น้อย สายตาของเธอเลื่อนไปหยุดที่ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่สองคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง ทั้งคู่ดูสง่าผ่าเผย ใบหน้าคมคายสะดุดตา หลี่หนิงเซียนยิ้มบางๆให้ทั้งสอง
“สวัสดีค่ะ พวกคุณคงเป็นเพื่อนของกงชุนสินะคะ ฉันชื่อหลี่หนิงเซียน เป็น… คนหมู่บ้านเดียวกันกับเขานะคะ”
หลี่หนิงเซียนแนะนำตัวเอง แต่เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์กับกงชุน เธอเลือกที่จะไม่ลงรายละเอียดนัก ด้วยรู้ดีแก่ใจว่าอนาคตข้างหน้า เธอและเขาต้องแยกทางกัน การปิดบังไว้บ้างย่อมดีกว่า เพื่อไม่ให้เขาต้องลำบากใจ
ทว่าสิ้นคำ เธอกลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบนใบหน้าของบุรุษทั้งสอง ในสถานการณ์ปกติ หากเธอแนะนำตัวเช่นนี้ พวกเขาก็น่าจะแนะนำตัวเองกลับมาบ้าง
แต่ชายหนุ่มร่างกำยำคนหนึ่งกลับมองเธอด้วยแววตาตกตะลึงปนความลำบากใจ ส่วนชายหนุ่มรูปร่างผอมสูงที่สวมแว่นตา กลับเลิกคิ้วขึ้นสูง จ้องมองเธอด้วยความสนใจ ปฏิกิริยาของทั้งคู่ช่างน่าฉงนนัก
บทที่ 60: อยากยืนตากลมหนาวก็เชิญ
เธอไม่รู้ว่า ใจของหลินถงและจงซวนนั้นเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เพราะไม่เคยคาดคิดมาก่อน ว่าจะได้พบเจอคนกล้าหาญ บังอาจโกหกคำโตต่อหน้ากงชุนโดยไม่สะทกสะท้านแบบนี้!
ก่อนหน้านี้ กงชุนรุดหน้าออกมาที่สถานีตำรวจ โดยมีหลินถงตามมาด้วยเพื่อพบกับจงซวนเพื่อนที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในเวลานั้นจงซวนกำลังประชุมอยู่พอดีทำให้กลับดึก เลยได้เจอคนทั้งคู่ที่ดักรออยู่ จงซวนได้รู้ว่ากงหยางถูกจับด้วยเรื่องทะเลาะวิวาท
ทั้งสามตรวจสอบบันทึกแล้ว ไม่รอช้ารีบรุดหน้าไปยังหมู่บ้านของเต๋อฟงทันที เมื่อไปถึงจึงได้ทราบว่าหลี่หนิงเซียนได้พาตัวแม่ของกงชุนมาที่นั่นก่อนหน้าพวกเขาแล้ว
หลิงถงและจงซวนหันไปมองกงชุนที่ยืนอยู่ข้างๆเป็นตาเดียวกัน เห็นใบหน้าของกงชุนเคร่งเครียดจนแทบกัดฟัน ทั้งสองอยากจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังๆ แต่ก็เกรงบารมี จึงได้แต่กลั้นเอาไว้
ฝ่ายหลี่หนิงเซียนไม่มีเวลาสนใจท่าทีของคนทั้งสาม เวลานี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือซูลี่ที่กำลังพาคนออกมาแล้ว หากปล่อยให้คนเหล่านั้นพบเห็นกงชุน เรื่องราวคงวุ่นวายไม่จบไม่สิ้นเป็นแน่ เธอไม่สนใจสีหน้าบึ้งตึงของกงชุนรีบพูดขึ้นว่า
“ในเมื่อคุณมา เช่นนั้นรบกวนคุณช่วยไปดูแลคุณปู่ด้วยนะ ฉันเชื่อฟังคำสั่งจะ กลับบ้านไปพัก” กล่าวจบ หลี่หนิงเซียนก็แสร้งยืดเส้นยืดสาย ภายใต้สายตาประหลาดใจของบุรุษทั้งสาม เธอแกล้งทำท่าอ่อนเพลียก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปทางประตูใหญ่ของโรงพยาบาล
แม้ท่าทางของเธอจะดูอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง ทว่าฝีเท้ากลับว่องไวอย่างยิ่งเวลานี้ เธอได้แต่ภาวนาขอให้จินเม่ยช่วยยื้อเวลา คนตระกูลเต๋อที่อยู่บนห้องพักผู้ป่วยอีกสักหน่อย หากถ่วงเวลาได้นานสิบนาทีจะดีมากจะได้ไม่ต้องมาเจอกงชุน
ในขณะที่หลี่หนิงเซียนครุ่นคิดเช่นนั้น ยังไม่ทันที่ก้าวเท้าจะพ้นไปไกล แขนเรียวก็ถูกมือหนารั้งเอาไว้เสียก่อน
“หลี่หนิงเซียน” เธอแสร้งทำททีประหลาดใจพลางหันกลับมา
“มีอะไรหรือเปล่า” แม้จะพูดเหมือนไม่คิดอะไร แต่ภายในใจกลับรู้สึกขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย ทั้งหมดที่เธอทำลงไป ล้วนแล้วเป็นเพราะอยากชดเชยให้ตระกูลกง
กงชุนมองท่าทีเสแสร้งของหญิงสาวตรงหน้าอย่างรู้ทัน เขาจ้องมองเธอด้วยสายตาเย็นเยียบ
“เธอพูดว่าจะอยู่แต่ในห้องผู้ป่วยไม่ใช่หรือ” คำพูดถูกกล่าวออกมาพร้อมกับแรงกดที่แฝงไว้ด้วยความคุกคามอย่างชัดเจน
สายตาคมกริบราวกับมองทะลุทุกสิ่ง ทำให้หลี่หนิงเซียนรู้สึกได้ทันทีว่า กงชุนย่อมล่วงรู้อยู่แล้วว่าเธอแอบออกไปข้างนอก แต่ก็คงไม่แปลกเพราะเธอเล่นหายไปทั้งคืน
หลี่หนิงเซียนพยายามสะกดความหวั่นวิตกในใจ กำลังจะฝืนยอมรับ ทว่ามือหนาที่รั้งข้อมือไว้กลับออกแรงบีบแน่นกว่าเดิม
“อย่าแม้แต่จะคิดโกหกฉัน ถ้ายังกล้าทำก็ลองดูสิ” เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมเบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อได้ยินน้ำเสียงกร้าวแฝงความโกรธขุ่นของกงชุน เขารู้จริงๆด้วยว่าเธอไปไหนมา
ก่อนที่เธอจะมีโอกาสได้พูดอธิบายสิ่งใด สายตาของหลี่หนิงเซียนพลันเหลือบไปเห็นกลุ่มคนสามคนก้าวพ้นประตูแผนกผู้ป่วยในออกมา ความร้อนรนแล่นริ้วขึ้นในใจ เธอตัดสินใจฉับพลัน คว้ามือกงชุนออกวิ่งมายังสวนเล็กๆ อีกฟากของโรงพยาบาลโดยไม่ทันได้พูดอะไร พร้อมเพื่อนเขาทั้งสองที่เดินตามมา
หลี่หนิงเซียนลากกงชุนมาจนถึงที่หมาย โดยไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อยกับสีหน้าบึ้งตึงของชายหนุ่ม ก่อนกงชุนจะหันหลังกลับเพื่อเดินไปยังจุดเดิม เธอจึงตัดสินใจขอร้องด้วยน้ำเสียงอ่อน
“พวกคุณช่วยหลบอยู่ที่นี่ก่อนเถอะนะ ได้โปรด” ทั้งหลินถง และจงซวนได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ต่างก็อดขบขันกับท่าทางของหญิงสาวตรงหน้าไม่ได้ ช่างเหมือนลูกน้องที่ปกป้องหัวหน้าได้อย่างแข็งขันจริงๆ
แต่ไม่ทันที่ทั้งสามคนจะพูดสิ่งใด เสียงเรียกที่เต็มไปด้วยความร้อนใจก็ดังขึ้นจากทางเข้าตึกผู้ป่วยใน
“หลี่หนิงเซียน เธอกำลังคุยกับใครอยู่นะ”
จู่ๆ ก็โผล่มาแบบนี้ ทำเอาหลี่หนิงเซียนถึงกับไปไม่ถูก เธอเลยหันขวับไปหาซูลี่กับครอบครัว พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า
“เอ่อ… คนมาถามทางนะ พวกเขาเพิ่งมาถึงโรงพยาบาล เลยหาห้องน้ำไม่เจอ” พูดไปก็เหล่มองคนทั้งสามไป “ห้องน้ำอยู่ทางเดียวกับที่บอกเมื่อกี้ เดินตรงไปเรื่อยๆ ผ่านสวนดอกไม้ก็ถึงแล้วค่ะ” พูดเสร็จเธอก็หันหลังให้คนทั้งสาม
หลี่หนิงเซียนมองไปด้านหลังซูลี่ เห็นแค่พ่อกับแม่ของตระกูลเต๋อ แต่กลับไม่เห็นวี่แววของจินเม่ย แต่ก็พอเดาออกว่าจินเม่ยคงไม่อยากให้ซูลี่เห็นแน่ๆ เลยทำตัวลีบอยู่ในกลุ่มคนมาตลอด
ถ้าตอนนั้นจินเม่ยไม่เล่นแง่ใส่ เธอคงจำหน้าไม่ได้แน่ๆ ด้านแม่ของเต๋อฟงพอได้ฟังคำแนะนำของจินเม่ย บวกกับเห็นหลี่หนิงเซียนโผล่มา ก็เลยเบาใจลงนิดหน่อย แต่ก็ยังคงพูดจาแข็งกร้าว
“ตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่เหรอว่าจะคุยกันบนระเบียง ทำไมจู่ๆถึงลงมาข้างล่างแบบนี้? หรือว่า… จะมาทำร้ายฉันในที่อับสายตาคน!”
ที่จริงถ้าอยู่ทางระเบียง จินเม่ยอยู่ในห้องน่าจะได้ยินสิ่งที่หลี่หนิงเซียนพูด หากหลี่หนิงเซียนไม่ยอมจ่าย จินเม่ยก็คงออกโรงช่วยอยู่แล้ว พอได้ยินซูลี่บอกว่าหลี่หนิงเซียนอยู่ข้างล่าง ฉินหงเลยไม่สบอารมณ์ จนซูลี่ต้องพูดอยู่นานสองนานกว่าจะยอมลงมา
ส่วนเต๋อเกอพ่อของเต๋อฟง ก็เอาแต่มองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาหวาดๆ ไม่พูดไม่จา พอฉินหงพูดจบ เต๋อเกอก็แอบดึงชายเสื้อภรรยาเบาๆ แต่กลับโดนปัดทิ้ง และยังโดนจ้องตาเขียวใส่
เห็นแบบนั้นหลี่หนิงเซียนก็รู้แล้ว ว่าบ้านนี้ฉินหงเป็นใหญ่ เธอเลยหันไปคุยกับฉินหงโดยตรง
“ข้างบนคนเยอะ คุยกันไม่สะดวก ลวมาแล้วไปคุยกันที่ศาลาดีกว่า ตรงนั้นมีที่นั่งไม่ค่อยมีคนผ่านไปมา คุยกันสบายๆ ไม่รบกวนคนป่วยคนอื่นด้วย” พูดไปก็แอบเหลียวมองต้นหลิวใหญ่ข้างหลัง หวังว่ากงชุนจะไม่โผล่มาตอนนี้
ศาลาที่ว่ามันอยู่ลึกเข้าไปในสวน เธอภาวนาให้กงชุนขึ้นไปดูแลคุณปู่บนห้องเถอะ แต่ลึกๆก็รู้ว่าคงยาก เพราะเมื่อกี้เขายังถามเธอเลย แสดงว่าต้องรู้อะไรมาบ้างแล้ว ช่างเถอะ ขอแค่เขาไม่โผล่มาขัดก็พอ
แต่ฉินหงคงไม่ยอมไปง่ายๆ เพราะถ้าไปที่ลับตาคนแบบนั้น แผนที่วางไว้ก็ล่มไม่เป็นท่าสิ เธอเลยจ้องหน้าหลี่หนิงเซียนแล้วพูดเสียงเขียว
“ทำไมฉันต้องทำตามที่เธอพูดด้วย ฉันจะคุยตรงนี้แหละ บ้านฉันไม่เคยทำอะไรลับหลังใครทั้งนั้น”
ซูลี่กลัวว่าฉินหงจะพาลโวยวายเรียกค่าเสียหายแพงๆ เลยรีบพูดกับหลี่หนิงเซียน
“คุยที่ไหนก็เหมือนกันแหละ คุยตรงนี้ไม่เป็นไรหรอก เช้าๆแบบนี้ไม่มีใคร”
หลี่หนิงเซียนได้ยินแบบนั้นก็หมดความอดทน เธอไม่อยากเป็นเบี้ยล่างให้ใครจูงจมูกตลอดไป เลยหันไปมองฉินหงด้วยสายตาเย็นชา
“ถ้าพวกคุณอยากยืนตากลมหนาวก็เชิญ ฉันไม่ว่า แต่ตำรวจเขาก็ต้องมาเก็บหลักฐานเหมือนกัน ถึงตอนนั้นถ้าได้ยินเรื่องนี้เข้า ต้องคิดว่าพวกคุณขู่กรรโชกแน่ๆ อีกอย่างนะ แม่สามีฉันไม่ได้เป็นคนตัดสินใจ จะให้เท่าไหร่มันก็ขึ้นอยู่กับฉัน ถ้าพวกคุณไม่อยากคุยกันดีๆก็ตามใจ”
พูดจบหลี่หนิงเซียนก็เดินตรงไปที่ศาลาในสวน ฉินหงได้ยินแบบนั้นก็โกรธจนตัวสั่น แต่ก็โดนเต๋อเกอที่อยู่ข้างๆดึงไว้
“ไปเถอะน่า อย่าไปหาเรื่องเด็กมันเลย คุยที่ไหนก็เหมือนกัน ถ้าเธอโกรธขึ้นมา เราจะไม่ได้อะไรเลย”
ฉินหงโดนสามีเตือนแบบนั้น ก็เลยยอมเดินตามหลี่หนิงเซียนไปแต่โดยดี ส่วนซูลี่ ตอนแรกก็หวั่นกลัว พอเห็นหลี่หนิงเซียนจัดการฉินหงอยู่หมัด ก็รู้สึกเบาใจ รีบเดินตามไปติดๆ
จบตอน
Comments
Post a Comment