seller ep61-70

 บทที่ 61: อย่าฟ้องลูกชายฉัน


หลังต้นหลิว… กงชุนมองตามร่างบางที่เดินหายไปในสวนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม กำลังจะเดินตามออกไป แต่ก็โดนเพื่อนทั้งสองรั้งไว้


“ใจเย็นก่อน ผมว่าภรรยานายไม่น่าจะเสียเปรียบหรอก” หลินถงพูดพลางมองตามหลี่หนิงเซียนไป ดวงตาเป็นประกายสนุกสนาน จงซวนเห็นด้วยจึงรีบพูดเสริม


“หลินถงพูดถูก ภรรยานายไม่น่าจะมีปัญหาหรอก อย่างมากก็จ่ายค่าเสียหายไป เรื่องนี้นายไม่ควรออกหน้า ตอนนี้นายกำลังจะก้าวหน้า งานก็กำลังไปได้สวย อย่าให้พวกปากหอยปากปูเอาไปพูดให้เสียหายเลย”


“เรื่องชื่อเสียงไร้สาระนั่นฉันไม่สน เรื่องนี้กงหยางเป็นคนผิด ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมก็พอ” กงชุนมองทั้งสองด้วยแววตาเย็นชา


“ไม่ได้นะ! แบบนั้นชีวิตกงหยางจะพังหมด” จงซวนรีบแย้ง “กงหยางฉลาด ไม่เหมือนพวกที่บ้านผมหรอก ต่อให้ไม่ได้เรียนต่อ แค่ให้เขาเข้ากรมทหาร พวกเราดูแลกันได้ ยังไงก็ไม่อับจนหรอก แต่ถ้ามีคดีติดตัว ต่อไปจะทำอะไรก็ลำบาก แม้จะอยู่รอด ก็ไม่เหมือนเดิม”


หลินถงกลับไม่ได้กังวลเรื่องอนาคตของกงหยางเท่าไหร่ เพราะยังไงซะเขาก็มีพี่ชายอย่างกงชุน ต่อให้โง่แค่ไหนก็ไม่ต้องกลัวอดตายหรอก เขาพูดกับกงชุนด้วยน้ำเสียงแฝงความหมาย


“พี่ใหญ่ ผมได้ยินว่าพวกพี่กำลังจะหย่ากันไม่ใช่เหรอ? ดูท่าทางป้าคนนั้นก็ไม่น่าจะยอมง่ายๆ พี่ไม่อยากรู้เหรอว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นยังไง?”


หลินถงไม่รู้หรอกว่าพี่ใหญ่เขาอยากรู้ไหม แต่ตอนนี้เขาอยากรู้เรื่องของผู้หญิงคนนั้นจะแย่แล้ว พูดจบเขาก็รู้สึกได้ถึงสายตาเย็นยะเยือกที่จ้องมองมา พอหันไปก็เห็นกงชุนมองมาด้วยแววตาเรียบเฉย แต่แฝงไปด้วยความดุดัน หลินถงถึงกับหนาวๆร้อนๆ รีบวางหนังสือในมือลงบนตักกงชุน


“พี่ใหญ่ ผมแค่สงสัย ไม่มีอะไรเลยจริงๆ”


หนังสือเล่มที่วางบนตักก็คือ เทคนิคการผ่าตัดฉบับสมบูรณ์ ที่หลี่หนิงเซียนจดบันทึกไว้ พอเห็นกงชุนจ้องมาแบบรู้ทัน เลยรีบสารภาพ


“คือผมได้ยินลี่หมิงพูดว่า เธอแทบจะอ่านหนังสือไม่ออกเลย และยังเขียนตัวอักษรไม่ได้สักตัวด้วยซ้ำ แต่พยาบาลกลับบอกว่าเธอขอยืมหนังสือเล่มนี้ไปอ่าน ผมก็เลยสงสัย บันทึกในเล่มนี้ ขนาดอาจารย์ผมยังผ่าตัดไม่ได้แบบนั้นเลย”


หลินถงพูดจบก็เปิดหนังสือให้กงชุนดู เขามองลายมือที่เรียบร้อยสวยงามในหนังสือ กับภาพประกอบที่ถูกเพิ่มเติมลงไป แม้เขาจะไม่ค่อยรู้เรื่องการแพทย์ แต่ก็พอจะเข้าใจที่หลินถงพูด


หลี่หนิงเซียน… เธอกำลังปิดบังอะไรกันแน่ ทันใดนั้นภาพที่แวบขึ้นมาในหัวของเขา กลับเป็นภาพของหลี่หนิงเซียนที่ยืนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวตอนที่ถูกเขาซักถาม เขาเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะพูดขึ้นหลังจากเงียบไปนาน


“ไปดูกันเถอะ” ตอนนี้เขาแน่ใจแล้วว่าหลี่หนิงเซียนไม่ใช่สายลับอย่างที่สงสัย อย่างน้อยๆ การเปลี่ยนแปลงของเธอก็เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาชาวบ้าน ไม่มีทางปลอมแปลงได้ เพียงแต่ว่า… เธอยังปิดบังอะไรเขาอีกบ้าง?


ณ ศาลาเย็นๆภายในสวน หลี่หนิงเซียน และซูลี่นั่งเผชิญหน้ากับพ่อแม่ของเต๋อฟง บรรยากาศอึดอัดสุดๆ


ฉินหงเริ่มการพูดจากเรื่องเสียหายของหลี่หนิงเซียนแบบจัดเต็ม เพิ่มไปอีกสิบเท่า จนเรื่องราวมันดูเกินจริงไปไม่น้อย เพื่อจะย้ำว่าที่ลูกชายเธอโวยวายมันเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เพ้อเจ้อ


จากนั้นก็สาธยายความร้ายกาจของกงหยาง ว่าเขาโมโหขนาดไหน จะเอาเรื่องยังไง ไหนจะที่กงหยางไปคว้าเอาคราดคนแถวนั้นมาจะทำร้ายลูกชายเธอเพิ่มอีก


หลี่หนิงเซียนก็นั่งฟังนิ่งๆ ไม่โกรธ ไม่แย้งสักคำ ส่วนซูลี่ก็โมโหจนจะลุกขึ้นไปด่าฉินหง แต่โดนหลี่หนิงเซียนคว้าแขนเธอไว้ก่อน ปกติแล้วเธอเป็นคนไม่ค่อยพูด


แต่พอมาเจอฉินหงใส่ร้ายป้ายสีครอบครัวตัวเองแบบนี้ ซูลี่กลับโมโหจนคุมอารมณ์ไม่อยู่ นี่ถ้าหลี่หนิงเซียนไม่ดึงไว้ เธอคงได้ด่าฉินหงไปแล้ว เธออ้าปากจะด่า เจอสายตาหลี่หนิงเซียนที่มองมาแบบนิ่งๆ เธอก็ต้องจำใจหุบปาก เพราะยังไง เรื่องค่าเสียหายก็ต้องให้หลี่หนิงเซียนช่วย


ฝั่งฉินหงเห็นทั้งคู่นิ่ง ก็ยิ่งได้ใจ นึกว่ากลัวจนพูดไม่ออกแล้ว เลยยิ่งพูดจาว่าร้ายไม่หยุด ขุดแม้กระทั่งข่าวลือในหมู่บ้านมาพูด แต่หลี่หนิงเซียนก็ยังคงนิ่งเฉย นั่งฟังเงียบๆ


เวลาผ่านไปราวยี่สิบนาที บรรยากาศในศาลาก็ยิ่งอึมครึม ลมเย็นพัดมาเรื่อยๆ เต๋อกงที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ด้านข้างก็แอบรำคาญภรรยาตัวเองเหมือนกัน เลยดึงแขนเบาๆ ฉินหงหันขวับ จ้องเขม็งใส่ แล้วก็หันมาบ่นสามีตนว่า


“ดึงทำไม ฉันยังพูดไม่จบเลย!”


“นี่ก็เสียเวลามามากแล้วนะ ปล่อยให้คนอื่นได้พูดบ้าง” โดนสามีบอกแบบนี้ ฉินหงถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่เริ่มคุยกันมา หลี่หนิงเซียนไม่ได้พูดอะไรเลย มีแต่เธอเนี่ยแหละที่เป็นคนพูดอยู่ฝ่ายเดียว ฉินหงเลยหันขวับไปหาหลี่หนิงเซียนกับซูลี่ แล้วพูดด้วยสีหน้าเอาเรื่องว่า


“สรุปง่ายๆเลยนะ ฉันจะเอาเรื่องกงหยางให้ถึงที่สุด เขาทำลูกชายฉันเจ็บหนักขนาดนี้ จะปล่อยไปง่ายๆคงไม่ได้” พูดจบฉินหงก็เงียบรอฟังคำตอบของหลี่หนิงเซียน


ด้านหลี่หนิงเซียนมองคนที่พูดจาอ้อมโลกอยู่นานสองนานกว่าจะเข้าเรื่อง ด้วยสายตาเอือมระอา เธอเดาว่าก่อนลงมาข้างล่าง ฉินหงต้องไปรับคำแนะนำจากผู้รู้มาแน่ ถึงได้ไม่พูดเรื่องเงินชดเชยแต่แรก แล้วเปลี่ยนมาเน้นเรื่องที่กงหยางทำร้ายร่างกายลูกชายเธอแทน ซึ่งมันก็คือการขู่ทางอ้อมนั่นแหละ


“เมื่อกี้คุณยังบอกจะเรียกค่าเสียหายอยู่เลยนี่ จะเอาเท่าไหร่ก็ว่ามาสิ ฉันจะพยายามหาให้ แต่ขออย่างเดียว… อย่าฟ้องลูกชายฉัน ชีวิตเค้าจะพังไม่ได้” ซูลี่ทนไม่ไหวอีกต่อไปรีบพูดขึ้นมาทันที


“ชีวิตลูกชายเธอจะพังไม่พัง มันเกี่ยวอะไรกับครอบครัวฉัน? ลูกชายฉันก็นอนเจ็บอยู่โรงพยาบาล ลูกชายเธอทำตัวเองทั้งนั้น” ฉินหงพูดแบบไม่แยแส แต่ในใจแอบสะใจกับปฏิกิริยาของซูลี่


เพราะจินเม่ยบอกเธอไว้ว่า ยิ่งเธอขู่จะฟ้องกงหยางมากเท่าไหร่ ฝั่งนั้นก็จะยิ่งร้อนรน และยอมจ่ายเงินง่ายขึ้นเท่านั้น ไม่แน่อีกหน่อยตระกูลกงอาจจะคลานเข่ามาขอร้องพวกเธอก็ได้


“ฉันไม่ได้มาหลอกไถเงินใครนะ ลูกชายฉันเจ็บหนักขนาดไหน พวกเธอเห็นกับตาอยู่แล้ว จะให้ฉันปล่อยกงหยางไปง่ายๆแบบนั้นได้ยังไง” ฉินหงเห็นสีหน้าซีดเผือดของซูลี่ก็ยิ่งได้ใจ พูดซ้ำแบบเน้นการกระทำกงหยางอีกครั้ง


ซูลี่ได้ยินแบบนั้นก็เกือบจะคุกเข่าจริงๆ ตามที่ฉินหงคิดไว้ไม่มีผิด หลี่หนิงเซียนเห็นท่าไม่ดี รีบคว้าแขนซูลี่ไว้ ก่อนที่ซูลี่จะทรุดลงไปกองกับพื้น แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า


“ป้าซูคะ ถ้าป้าจะจัดการเรื่องนี้เอง ฉันกลับก่อนดีกว่าค่ะ” การเจรจาต่อรองต้องใช้สติ แต่ซูลี่กำลังจะพังแผนการของเธอ ถ้าเป็นแบบนี้ หลี่หนิงเซียนก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งเสียเวลาเจรจาอะไรทั้งนั้น กลับไปหาเงินเปิดร้านยังดีกว่ามาคุยให้เสียอารมณ์ที่นี่


เรื่องราวเริ่มต้นจากความตึงเครียด เมื่อหลี่หนิงเซียนลุกขึ้นยืนเตรียมเดินออกไปโดยไม่สนใจซูลี่แม้แต่น้อย ทำให้ทั้งซูลี่และฉินหงตกใจ


ฉินหงรู้จากจินเม่ยว่า หากเจรจากับหลี่หนิงเซียนเรื่องกงหยางพวกเขาจะได้เงินมากถึงสองพันหยวน หากเจรจากับซูลี่แม่กงหยางเงินที่ได้มีเพียงสองร้อยหยวนเท่านั้น!


“เดี๋ยว!” ด้วยความหวังที่จะได้เงินสองพันหยวน ฉินหงจึงรีบลุกขึ้นยืนพร้อมกับร้องห้ามหลี่หนิงเซียนไม่ให้ออกไป ในขณะที่ซูลี่ก็คว้าแขนหลี่หนิงเซียนไว้ด้วยความร้อนรน


บทที่ 62: เรื่องนี้ยังไม่จบ


“อย่าเพิ่งไป ฉันจะทำตามที่เธอต้องการทุกอย่าง” ซูลี่เกือบจะร้องไห้ เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกเชื่อมั่นในตัวหลี่หนิงเซียนว่าจะสามารถจัดการเรื่องของลูกชายคนเล็กได้ จึงยอมจำนน


“ฉันไม่ได้เป็นคนตัดสินใจในบ้าน หลี่หนิงเซียนต่างหากที่พวกคุณต้องคุยด้วย” ซูลี่หันไปบอกกับฉินหงด้วยน้ำเสียงหนักแน่น


คำพูดของซูลี่เป็นเหมือนการมอบอำนาจทั้งหมดให้กับหลี่หนิงเซียน แต่หลี่หนิงเซียนกลับไม่ได้แสดงท่าทีดีใจ หรือภูมิใจแต่อย่างใด ใบหน้าของเธอยังคงเรียบเฉย เหมือนไม่สนใจที่จะจัดการเรื่องของกงหยาง


หลี่หนิงเซียนนั่งลงอย่างไม่ได้รีบร้อน เธอไม่ได้สนใจซูลี่ แต่กลับหันไปถามฉินหงด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า


“แน่ใจแล้วเหรอ ที่จะฟ้องกงหยาง และไม่คิดจะออกหนังสือให้อภัย?” ฉินหงได้ยินหลี่หนิงเซียนถามขึ้นมา เลยรีบคว้าโอกาสทอง พูดเสียงดังฟังชัด


“ใช่! พวกเราจะฟ้อง! เรื่องจะจบง่ายๆด้วยหนังสือให้อภัยนะ ไม่มีทาง!” ในใจฉินหงคิดว่า หลี่หนิงเซียนต้องร้องห่มร้องไห้ อ้อนวอนขอร้องไม่ให้ฟ้องแน่ๆ ถึงตอนนั้นแหละ จะได้บวกค่าเสียหายเพิ่มอีกสักหน่อย


แต่พอฉินหงมองหน้าหลี่หนิงเซียนก็ต้องชะงัก เพราะสีหน้าของหลี่หนิงเซียนนิ่งเฉย ไม่มีวี่แววหวั่นไหวใดๆ หลี่หนิงเซียนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่หนักแน่น


“ถ้าพวกคุณยืนยันจะฟ้อง งั้นก็คงไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้ว” บรรยายกาศในศาลาก็ยิ่งทวีความเดือด เมื่อหลี่หนิงเซียนหันมาพูดกับซูลี่อย่างเลือดเย็น


“ป้าซูคะ เห็นๆกันอยู่ว่าฉันพยายามแล้วที่จะคุย แต่ทางนั้นจะเอาเรื่องกงหยางให้ได้ ฉันก็จนปัญญา ขอตัวกลับก่อนนะคะ”


“นี่เธอจะทิ้งน้องสามีไปแบบนี้เลยเหรอ! ลืมไปแล้วหรือไงว่าตัวเองเป็นพี่สะใภ้” ฉินหงโพล่งออกมาด้วยความโมโห หลี่หนิงเซียนได้ยินก็ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง


“อ้อจริงสิ ฉันลืมบอกไป ว่าฉันกับกงชุน กำลังคุยเรื่องหย่ากันอยู่นะ”


“…” ทุกคนในศาลาถึงกับเงียบกริบเมื่อหลี่หนิงเซียนพูดจบ


“ตอนที่กงชุนอยู่ที่หมู่บ้าน เหมือนเขาจะยื่นเรื่องหย่ากับหัวหน้าหน่วยไป เพราะงั้นต่อจากนี้ไปฉันก็ไม่ใช่ลูกสะใภ้บ้านนี้ และก็ไม่ใช่พี่สะใภ้ของกงหยาง”


“…”


“เอาจริงๆ การเป็นสะใภ้บ้านนี้ถึงจะได้มาเยอะ แต่ต้องทนกับข่าวลือไร้สาระ แล้วยังต้องควักเงินให้ตลอด ป้าเองก็รู้สถานการณ์ที่บ้านฉันดี ถ้ามีเงินคงไม่ต้องให้คุณปู่รอผ่าตัดนานขนาดนี้ พี่ชายก็คงไม่ขึ้นคานจนอายุปานนี้ ที่ยอมให้ฉันแต่งเข้าบ้านนี้ ก็เพื่อต่อชีวิตครอบครัวแท้ๆ”


ภายในศาลาตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ทุกสายตาจับจ้องไปที่หลี่หนิงเซียนราวกับเห็นผี ทั้งซูลี่ ฉินหง และเต๋อเกอต่างอึ้งไปตามๆกัน ไม่คิดว่าเรื่องจะมาถึงจุดนี้


ฉินหงคิดในใจอย่างเดือดดาล แผนการที่เตรียมมา เธอไม่รู้จะพูดออกไปยังไง นี่มันเรื่องบ้าอะไร ถ้าหย่ากันแล้วใครจะมาเป็นคนให้พวกเธอไถ่เงิน


ซูลี่ทรุดตัวลงบนเก้าอี้ ความรู้สึกผิดเริ่มกัดกินหัวใจ ตอนนั้นหลี่หนิงเซียนทำตัวไม่ดี ควบคุมอะไรไม่ได้ และยังทำให้ขายหน้า ผิดกลับตอนนี้ฉลาดขึ้น เป็นคนปกติแล้ว แต่ดันจะหย่าแบบนี้ ก็ไม่ได้มีประโยชน์เหมือนเดิม เธอได้แต่คิดอย่างสิ้นหวัง กงหยางลูกชายคนเล็กของเธอคงไม่รอดคุกแน่ๆ


ในขณะที่หลี่หนิงเซียนกำลังจะเดินออกไป ฉินหงก็ตั้งสติได้ รีบพุ่งตัวไปขวางหน้าทันที


“ไม่ได้! เธอจะไปไหนไม่ได้ เรื่องนี้ยังไม่จบ” หลี่หนิงเซียนหัวเราะเยาะในใจกับท่าทีคนตรงหน้า


“ทำไมต้องจบคะ ในเมื่อฉันจะหย่าแล้ว ต่อให้พวกคุณจะฟ้องกงหยาง หรือจะไปฟ้องกงชุนที่ค่ายทหาร มันก็ไม่เกี่ยวกับฉันแล้ว”


“เธอ!” ฉินหงโกรธจนหน้าแดงก่ำ พูดไม่ออกได้แต่มองหลี่หนิงเซียนอย่างเอาเรื่อง


“แล้วนี่อะไร บอกว่าจะฟ้องกงหยางให้ติดคุก ไม่ยอมความ ไม่ยอมออกหนังสือให้อภัย ตอนนี้กลับมาท้วง” หลี่หนิงเซียนไม่สนใจ พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉียบ


“ตอนแรกว่าถ้าคุยกันรู้เรื่อง ฉันจะเห็นแก่ที่เคยเป็นพี่สะใภ้ คิดจะช่วยค่าเสียหายบ้าง นี่อะไรคะเล่นแต่บทโหด แล้วฉันจะอยู่ทำไม เชิญฟ้องตามสบายเลยค่ะ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฉันแล้ว!”


“ใครบอกว่าไม่ยอมความ! พวกเรามาวันนี้ก็เพื่อจะมาคุยเรื่องเงินไม่ใช่หรือไง ไม่งั้นจะมายืนตากลมหนาวทำไม!” ฉินหงรีบแก้ตัว


“พวกเธอต้องจ่ายค่าเสียหายมา! พอเงินครบ ฉันจะให้ลูกชายเซ็นหนังสือให้อภัยเดี๋ยวนั้นเลย!” สีหน้าเย็นชาของหลี่หนิงเซียนเริ่มอ่อนลง


เรื่องเงินตกลงกันได้ ปัญหาอะไรที่แก้ด้วยเงินได้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป หลี่หนิงเซียนคิด แต่ก็ยังคงทำสีหน้าเรียบเฉย


“จะเอาเงินแล้วเหรอคะ” ฉินหงไม่รอช้า รีบคว้าโอกาสไว้


“ใช่แล้ว! แค่จ่ายเงินมาก็พอ ติดคุกไปก็เท่านั้น เงินจับต้องได้กว่าเยอะ จ่ายมาเถอะ หนังสือให้อภัยจะเอาไปกี่ฉบับก็ได้!”


“แต่ฉันก็ไม่มีเงินเยอะมากนะ” หลี่หนิงเซียนทำหน้าเศร้าๆก่อนถามต่อ “จะเอาเท่าไหร่”


“สองพัน! พวกเราต้องการสองพันหยวน!” ฉินหงเห็นหลี่หนิงเซียนถามตรงๆ ก็ไม่สนสิ่งที่จินเม่ยเตือนว่าห้ามบอกตัวเลขเด็ดขาด ให้ถ่วงเวลารอให้ฝั่งนั้นร้อนรน ยิ่งรอนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งรีบจ่าย


แต่สถานการณ์ตอนนี้มันต่างกันแล้ว! ถ้ายังดึงเชิงต่อไป โอกาสทองก็จะหลุดลอยไป หลี่หนิงเซียนดูไม่อยากยุ่งเรื่องนี้อยู่แล้ว จะถ่วงเวลาไปทำไม!


คำพูดของฉินหงทำให้หลี่หนิงเซียนตกใจไม่น้อย เงินสองพันหยวนนี่ไม่ใช่น้อยๆนะ ยิ่งยุคนี้คนทั่วไปยิ่งหาลำบาก เงินเดือนข้าราชการยังเริ่มแค่ ห้าสิบหยวน สองพันหยวนชาวบ้านธรรมดาต้องเก็บเงินกันกี่ปีกว่าจะได้


ซูลี่เองก็ถึงขั้นกับผุดลุกขึ้นยืนอย่างหมดอาลัยตายอยาก


“พวกคุณจะเอาสองพันเนี่ยนะ” แค่พันหยวนยังปวดหัวจะแย่ นี่เล่นเรียกสองพันหยวน มันจะเอาให้ตายกันไปข้างนึงเลยเหรอไง!


เต๋อเกอหน้าซีด รู้สึกอายที่ภรรยาเรียกเงินเยอะไปหน่อย แต่ฉินหงกลับไม่สะทกสะท้าน


“ก็ไม่แปลกหรอก ลูกชายคนโตพวกเธอทำงานในค่ายทหาร ได้เงินเดือนทุกเดือน หลายปีมานี้คงเก็บเงินได้เยอะ สองพันหยวนไม่น่าจะเยอะเกินไปหรอก”


“แล้วที่สำคัญ ลูกชายฉันโดนกงหยางทำร้าย บาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ ถ้าพิการแต่งงานไม่ได้ อนาคตทั้งชีวิตใครจะรับผิดชอบ! สองพันหยวนนี่ถือว่าซื้ออนาคต ซื้อความปลอดภัยให้กงหยางก็แล้วนะ คุ้มจะตาย”


หลี่หนิงเซียนได้ยินแล้วแทบจะขำ ไม่เคยเจอคนหน้าด้านขนาดนี้มาก่อน ใครจะมีความสุขไม่ได้ ครอบครัวตัวเองดีไม่ได้ เธอจะต้องมาเจ็บปวดด้วยหรือไง! ถ้าจะเรียกค่าเสียหายจากการที่เต๋อฟงโดนตีก็ว่าไปอย่าง แต่นี่อะไร อิจฉาที่บ้านคนอื่นรวย เลยจะฉวยโอกาสนี้เอาเงินเขาไปซะงั้น!


เธอไม่อยากต่อล้อต่อเถียง หันหลังเตรียมตัวกลับบ้าน ซูลี่ตอนนี้มึนงงกับตัวเลขสองพันไปแล้ว เลยไม่ได้ห้ามหลี่หนิงเซียนไว้ แค่พันหยวนที่หลี่หนิงเซียนยอมควักให้ยังต้องคุยตั้งนาน แต่นี่สองพันหยวนจะไปหามาจากไหน


แม้ในใจจะอยากให้หลี่หนิงเซียนช่วยแค่ไหน แต่ตอนนี้ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา ฉินหงเห็นเธอกำลังจะเดินหนี เลยรีบพุ่งตัวไปขวางไว้


“ถ้าคิดว่าแพงไป ต่อรองกันได้ จะให้เท่าไหร่ว่ามา อย่าให้น่าเกลียดก็พอ” หลี่หนิงเซียนหัวเราะในลำคอ นี่มันต่อรองราคากับแม่ค้าในตลาดสดชัดๆ


“เท่าที่ได้ยิน ป้าซูบอกว่าตอนแรกพวกคุณเรียกพันหยวน งั้นก็ตามนั้นแล้วกัน ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”


“พันหยวน! พันหยวนได้ไง! มันน้อยเกินไป!” ฉินหงทำตาขวาง


บทที่ 63: ปากร้ายใจดำ


“ฉันให้ได้เท่านี้”


“จะแค่นี้ได้ไง ข่าวลือว่าเธอวิ่งเข้าเมืองทุกวัน ได้เงินสกปรกมาเยอะแยะ พอถึงเวลาต้องจ่ายจริง มาขี้เหนียวแบบนี้ รังแกกันชัดๆ”


หลี่หนิงเซียนเม้มปากแน่น สูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามข่มใจไม่ให้ไปตบปากยายแก่ไร้เหตุผลคนนี้ เงินที่เธอหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง มันสกปรกตรงไหน แต่จะไปเถียงกับคนแบบนี้ มันก็เสียเวลาเปล่า เธอไม่อยากเสียเวลาอีกต่อไป จึงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง


“ถ้าจะเอาค่าเสียหาย พวกเราให้ได้พันเดียว ถ้าจะเอาสองพันหยวน พวกเราไม่มีให้ แม้แต่ตระกูลกงก็ไม่มีปัญญาหาให้หรอก” พูดจบ เธอจึงหันมองฉินหงที่ทำท่าจะโวยวาย เธอเลยพูดตัดบทก่อนที่อีกคนจะได้อ้าปาก


“ถ้าอยากฟ้องเชิญเลยค่ะ อยากจะใส่ร้ายว่ากงหยางฆ่าคนตายก็เชิญตามสบาย ลูกชายคุณยังไม่ตาย ถ้าโดนพวกเราทำให้พิการ หรือตายไปจริงๆ ไม่ต้องพูดถึงสองพัน ชีวิตพวกเราก็ยอมชดใช้ให้ แต่นี่ก็ยังไม่ตายนิ”


เมื่อกี้เห็นเต๋อฟงอยู่ แม้จะมีผ้าพันแผลเต็มตัว ขาเหมือนจะหัก แต่อาการแบบนั้นไม่มีทางพิการ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเอาชีวิต เป็นไปไม่ได้แน่


“อ้อ… แล้วก็อย่าคิดว่าจะขู่ฟ้องกงชุนได้นะคะ ดูท่าทางพวกคุณคงไม่ค่อยได้สุงสิงกับคนในหมู่บ้านเรา กงชุนนะขึ้นชื่อเรื่องยอมหักไม่ยอมงอ พูดตรงๆก็คือเจ้าระเบียบ ถ้ามาขอเงินจากฉัน ฉันยังพอมีน้ำใจให้ได้พันหยวน แต่ถ้าเป็นกงชุนล่ะก็ เขาจะปล่อยให้น้องชายติดคุก เพราะเขาถือเรื่องความยุติธรรมเป็นสำคัญ”


“งั้น…งั้นก็ต้องพันห้าร้อยหยวน” ฉินหงได้ยินดังนั้น ถึงกับโกรธจนตัวสั่น แต่ก็ยังต่อรอง


“พันห้าร้อยหยวน?” หลี่หนิงเซียนทวนตัวเลขนั้นด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย “ต่อให้มี ฉันก็ไม่ให้”


“เธอ!”


“แค่ทำร้ายร่างกาย ติดคุกก็ไม่กี่ปีหรอก ไม่ได้เรียนมหา’ลัย ไม่ได้เป็นทหารแล้วไง? เงินพันห้าร้อยหยวนให้กงหยางเอาไปสร้างเนื้อสร้างตัวได้ จะแต่งงาน หรือจะทำธุรกิจ อาจกลายเป็นเถ้าแก่ไปในอนาคตก็ได้”


“เงินพันห้าร้อยหยวนทำอะไรได้ตั้งเยอะแยะ ทำไมต้องเอาไปทิ้งกับหนังสือให้อภัยแค่ฉบับเดียวด้วย พวกคุณคิดว่าฉันโง่งั้นเหรอ?” คำพูดของหลี่หนิงเซียน ทำให้ทุกคนเงียบกริบ


หลี่หนิงเซียนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น แม้รูปร่างจะดูบอบบาง แต่กลับเหมือนภูเขาที่แข็งแกร่ง ไม่มีใครสามารถล้มเธอลงได้


หลังพุ่มไม้หลินถง และจงซวนที่แอบดูสถานการณ์อยู่ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะตบบ่าเพื่อนข้างๆพวกเขาต่างรู้สึกเหมือนกันว่า ผู้หญิงคนนี้… ปากร้ายใช่เล่นแฮะ!


ฉินหงถึงกับไปไม่เป็น พูดไม่ออกอยู่นาน เธอไม่คิดว่าหลี่หนิงเซียน จะยอมจ่ายแค่พันหยวน ตอนแรกที่ฟังจินเม่ยเล่า ยังคิดว่าหลี่หนิงเซียนรวยจริง แต่ที่ไหนได้ กลับไม่ใช่อย่างที่คิด


ยิ่งหลี่หนิงเซียนกำลังจะหย่า ถ้าเรียกเงินเยอะ เธออาจจะไม่รับผิดชอบ ปล่อยให้เป็นภาระของตระกูลกง แบบนั้นอย่าว่าแต่เงินพันหยวน ต่อให้เหมาเดียวก็อาจจะไม่ได้จับ


จะว่าไป เรื่องตระกูลกง เธอก็พอรู้มาบ้าง ถือว่าเป็นครอบครัวที่โชคดีที่สุดในละแวกนี้ มีลูกชายได้เป็นทหาร กินเงินหลวง ใครๆก็อิจฉา แต่ทหารก็ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาด ถ้าตระกูลกงไม่ยอมจ่าย สุดท้ายกงหยางต้องติดคุกจริงๆแน่ ตระกูลของเธอเองนั่นแหละที่จะไม่ได้อะไรเลย


“ฉัน…” ฉินหงชั่งใจอยู่นาน ยิ่งคิดถึงเงินสองพันหยวนที่หายไปก็ยิ่งเจ็บใจ จะให้บอกว่าพอใจกับเงินพันหยวนก็ไม่ใช่ แต่ถ้าไม่เอา สุดท้ายอาจจะไม่ได้อะไรเลยอย่างที่หลี่หนิงเซียนว่าก็ได้


ส่วนซูลี่ที่นั่งเงียบมาตลอด พอเห็นท่าทีลังเลของฉินหง ก็เริ่มมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร จริงๆแล้ว หลี่หนิงเซียนไม่ใช่ว่าไม่อยากช่วยกงหยาง แค่ไม่อยากถูกตระกูลเต๋อจูงจมูก ตอนนี้ซูลี่ก็ได้แต่นึกรู้สึกเสียใจกับความใจร้อนของตัวเองก่อนหน้า


หลี่หนิงเซียนยืนนิ่ง ตอนนี้เธอไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไรมากมาย เหมือนตอนแรกแล้ว ตอนแรกว่าจะมาคุยให้รู้เรื่อง ให้ตระกูลเต๋อเซ็นหนังสือให้อภัย แต่พอได้พูดคุย เธอพบว่าตัวเองไม่ได้โน้มน้าวแค่แม่ของเต๋อฟง ยังรวมไปถึงซูลี่ด้วย


คนอื่นอาจไม่รู้ แต่เธอรู้ดีว่ายุคสมัยกำลังจะเปลี่ยนไป ต่อไปใครก็อยากเป็นเเจ้านายตัวเอง โอกาสใหม่ๆรออยู่ข้างหน้า แน่นอนว่าการเรียน และการเป็นทหารก็ยังเป็นทางเลือกที่ดี แต่ไม่ใช่ทางเลือกเดียวอีกต่อไป เธอไม่จำเป็นต้องมากังวล


ที่สำคัญ อนาคตเธออยากทำธุรกิจ ต้องใช้คนเยอะ ถ้ากงหยางมาร่วมงานด้วย ก็คงจะดีไม่น้อย หลี่หนิงเซียนมั่นใจในตัวเองมาก เมื่อคิดได้ดังนี้ เธอก็รู้สึกว่าเรื่องที่ทำให้เธอปวดหัวมาทั้งคืนกลายเป็นเรื่องตลกไปเลย


“ถ้าอย่างนั้นวันนี้คุณกลับไปคิดดูก่อน ฉันขอตัวเข้าไปดูคุณปู่”


พูดจบหลี่หนิงเซียนก็เดินผ่านฉินหง เพื่อเข้าไปในตึก ครั้งนี้เธอไม่ได้ขู่ แต่คิดอย่างนั้นจริงๆ เธอตั้งใจว่าจะไปดูคุณปู่หน่อย แล้วจะไปหาที่พักแถวโรงพยาบาล


ครั้งนี้ ฉินหงถึงกับตกใจ เธอรู้สึกได้ว่าหลี่หนิงเซียนดูเหมือนจะไม่ได้สนใจว่าพวกเขาจะเซ็นหนังสือให้อภัยหรือไม่ ส่วนเต๋อเกอที่ก้มหน้าสูบบุหรี่อยู่ ก็รีบขึ้นมา กระตุกแขนฉินหงแล้วพูดเสียงเบา


“ผมว่าหลี่หนิงเซียนเอาจริง อย่าทำเป็นเล่นตัวไปเลย เดี๋ยวจะไม่ได้อะไรเลย ค่ารักษาพยาบาลก็ยังไม่มี แม่สื่อยังบอกว่าจะพาผู้หญิงมาดูตัวเต๋อฟงเดือนหน้า ถ้าไม่ได้เงินจะทำยังไง” เต๋อเกอยังคงพูดต่อ


“คุณก็อย่าไปฟังจินเม่ยมาก ยายนั่นปากร้ายใจดำ ถ้าหวังดีกับเราจริง ทำไมเพิ่งมา ตอนแรกหยิ่งยโสขนาดไหน ตอนวันตรุษจีนยังไม่เคยทักทายเราสักคำ” คำพูดของเต๋อเกอ ทำให้ฉินหงสะดุ้ง รีบวิ่งตามหลี่หนิงเซียน แล้วคว้ามือเธอไว้


“พันหยวนก็ได้ ฉันจะให้ลูกชายฉันเซ็นหนังสือให้อภัย”


“…” หลี่หนิงเซียนไม่ได้รีบตกลง และก็ไม่ได้ปฏิเสธ คราวนี้กลายเป็นฉินหงเองที่ร้อนรน ถึงกับจะคุกเข่าลงตรงหน้า อ้อนวอนว่า


“ขอแค่คุณยอมจ่ายพันหยวน ให้ลูกชายฉันติดคุกแทนกงหยางก็ได้! ยังไงเต๋อฟงของเราก็ไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่ได้เป็นทหาร ไม่กลัวเสียชื่อเสียง ขอแค่คุณให้เงิน จะทำอะไรก็ยอม” หลี่หนิงเซียนไม่คิดว่าเรื่องนี้จะจบลงง่ายๆแบบนี้


เธอตอบตกลงเรื่องเงิน แต่ขอเวลาอีกสามวัน จากนั้นก็ให้ซูลี่ไปขอยืมกระดาษกับปากกาจากทางโรงพยาบาล เธอไม่เพียงแต่ร่างหนังสือให้อภัย แต่ยังร่างเอกสารยืนยันด้วย


หนังสือให้อภัยเต๋อฟงเซ็นชื่อ และพิมพ์ลายนิ้วมือ ส่วนเอกสารยืนยันเป็นการรับรองว่าทั้งสองฝ่ายตกลงไกล่เกลี่ยกันด้วยความสมัครใจ โดยหลี่หนิงเซียนยินดีจ่ายค่าเสียหายทั้งหมด หลังจากวันนี้จะไม่มีใครสามารถเรียกร้องอะไรได้อีก


หลี่หนิงเซียนนั่งอยู่ในศาลา นึกถึงสัญญาที่เคยเห็นในชาติก่อน เธอเขียนรายละเอียดทุกอย่างลงไป ก่อนจะให้ทุกคนเซ็นชื่อและพิมพ์ลายนิ้วมือ แบบนี้ พอเธอจ่ายเงินพันหยวน ตระกูลเต๋อก็จะไม่สามารถใช้เรื่องนี้มารบกวน กงหยางได้อีก


“ตอนนี้คุณขึ้นไปให้เต๋อฟง เซ็นชื่อพิมพ์ลายนิ้วมือ พรุ่งนี้ไปแจ้งที่สถานีตำรวจ อีกสามวันเราค่อยไปธนาคาร ฉันจะให้เงิน”


ฉินหงรับหนังสือให้อภัยมา เพิ่งมารู้ตัวตอนนี้เองว่าถึงหลี่หนิงเซียนจะเด็ก แต่ก็ไม่ธรรมดา เธอปิดช่องโหว่ทุกอย่างของเรื่องนี้ได้อย่างดี ฉินหงพูดอย่างไม่มั่นใจว่า


“ทำไมไม่ให้ตอนนี้เลยล่ะ เราก็เซ็นหนังสือให้แล้ว ถ้าอีกสามวันคุณเปลี่ยนใจจะทำยังไง”


“พันหยวนไม่ใช่สองหยวน เงินใครก็ไม่ได้มาง่ายๆ ฉันต้องไปหา ไปรวบรวมก่อน อีกอย่างในเอกสารระบุชัดเจนว่าฉันเป็นคนจ่าย ถ้าฉันเบี้ยว คุณเอาเอกสารนี้ไปฟ้องศาลได้เลย ศาลจะตัดสินให้คุณเอง” หลี่หนิงเซียนมองหน้าฉินหงด้วยสายตาเย็นชา


“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้คุณเปลี่ยนใจก็ได้นะ ไม่ต้องเซ็นสัญญา ฉันจะได้ประหยัดเงินด้วย เอาไหม?”


“รอไม่นาน ฉันจะให้เต๋อฟงเซ็นชื่อให้ เรื่องเงินไม่เปลี่ยนใจแน่นอน!” ฉินหงรีบกลับขึ้นไปบนตึก


บทที่ 64: แค่เธอคนเดียวเท่านั้น


ส่วนซูลี่ที่ยืนเงียบมาตลอด เห็นหลี่หนิงเซียนจัดการทุกอย่างอย่างราบรื่น ก็เพิ่งตั้งสติได้ เรื่องที่ทำให้เธอปวดหัวมาทั้งคืน กลับถูกหลี่หนิงเซียนแก้ไขได้ด้วยเวลาไม่นาน


เธออยากจะบ่น หลี่หนิงเซียนว่าทำไมไม่บอกแต่แรก แต่พอจะอ้าปาก กลับพูดไม่ออก เพิ่งมารู้ตัวตอนนี้เองว่าหลี่หนิงเซียนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ไม่ใช่เด็กสาวทึ่มๆคนนั้นอีกต่อไป แต่กลายเป็นหลี่หนิงเซียนที่เฉลียวฉลาด


“หลี่หนิงเซียน เธอจะหย่ากับกงชุนจริงๆเหรอ?” ถ้าเป็นแบบหลี่หนิงเซียนคนปัจจุบัน คงหาไม่ได้ง่ายๆอีกแล้ว


หลี่หนิงเซียนไม่คิดว่า ซูลี่จะถามเรื่องนี้ เธอคิดว่าซูลี่จะพูดถึงเรื่องเงินพันหยวนเสียอีก เธอหันไปมองครู่หนึ่งก็ไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไรดี แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูด ก็มีเงาร่างสามร่างเดินออกมา


ทำให้สายตาของหลี่หนิงเซียนจับจ้องไปที่ร่างสูงโปร่งที่อยู่ข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว เธอกัดริมฝีปากจู่ๆก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมา ซูลี่เห็นกงชุนที่อยู่ๆก็โผล่มา ถึงกับตาโตตกใจ


“ลูกชาย แม่… แม่ไม่ได้…” เธออ้ำอึ้ง เพราะรู้ดีว่าตัวเองเผลอทำอะไรลงไป ปกติกงหยางทำเรื่องอะไรไม่ดี เธอจะปรึกษากงชุนลูกชายคนโต แต่นี่ดันไปพึ่งหลี่หนิงเซียนสะใภ้เสียได้


ที่จริงแล้วที่ทำลงไป เธอกลัวกงชุนจะลงโทษกงหยางหนักเกินไป สงสารลูกชายคนเล็กเลยทำอะไรโดยไม่ทันคิด


กงชุนมองแม่ตัวเองด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่แววตานั้น บอกชัดๆว่ากำลังไม่พอใจ


“แม่ครับ ผมว่าแม่ตามใจกงหยางมากเกินไปแล้วนะครับ” ถึงจะตำหนิ แต่กงชุนก็ไม่กล้าพูดแรง เพราะคนตรงหน้าคือแม่ของตน เขารู้ดีว่าแม่รักกงหยางมาก พ่อกับเขาไม่ค่อยได้อยู่บ้าน แม่เลยเอาใจกงหยางทุกอย่าง จนกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจแบบนี้


ซูลี่ได้แต่ก้มหน้า ไม่กล้าเถียงสักคำ หลังๆมานี้ กงชุนเป็นคนดูแลทุกอย่างในบ้าน เธอเลยไม่ต้องทำอะไร พอเจอเรื่องหนักๆแบบนี้ เลยทำอะไรไม่ถูก ฝั่งหลี่หนิงเซียนเห็นท่าไม่ดี รีบถอยห่างออกมาทันที


แต่ก็ไม่ทัน กงชุนหันมามองเธอพอดี สายตาคมกริบที่จ้องมองมา ทำเอาหลี่หนิงเซียนทำอะไรไม่ถูก รู้อยู่แล้วว่ากงชุนต้องแอบฟังอยู่ในสวน แล้วทำไมตอนนั้นถึงรีบเขียนหนังสือให้อภัยกับเอกสารยืนยันนะ


โง่จริงๆ เธอมันโง่! หลี่หนิงเซียนด่าตัวเองในใจแล้วก็อยากจะเอาหัวโขกกำแพงให้รู้แล้วรู้รอด แต่ตอนนี้ ทำได้แค่ยืนนิ่ง กัดริมฝีปากแน่น ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ


กงชุนเดินเข้ามาหาหลี่หนิงเซียน สายตาคมกริบจ้องมองจนเหมือนจะมองให้ทะลุเข้าไปในใจเธอ แต่แทนที่จะซักถาม เขากลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างไม่น่าเชื่อว่า


“ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม?”


“ระ… เรียบร้อยแล้ว” หลี่หนิงเซียนตอบ พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่หลบสายตาที่มองเธอ “อีกเดี๋ยวตระกูลเต๋อจะส่งจดหมายขอโทษมา พรุ่งนี้พวกเขาจะไปจัดการเรื่องทั้งหมดที่สถานีตำรวจ ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว กงหยางก็ไม่ต้องรับโทษ นายไม่ต้องลงมือทำอะไรหรอก”


กงชุนพยักหน้ารับรู้ แต่สายตาเขายังคงจ้องมองหลี่หนิงเซียนไม่วาง สายตาที่มองมา ทำให้เธอใจสั่นอย่างประหลาด


“แค่ได้หนังสือให้อภัย เรื่องก็จบแล้วล่ะ กงหยางยังเด็ก แค่เด็กทะเลาะกัน ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ถ้าอีกฝ่ายไม่หาเรื่อง พรุ่งนี้ฉันให้คนไปรับกงหยางกลับ” จงซวนที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น ก่อนเขาจะหันไปมองหลี่หนิงเซียนด้วยแววตาชื่นชม


“เธอทำได้ดีมาก จัดการเรื่องนี้ได้เด็ดขาด รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ คิดได้รอบคอบจริงๆ”


“เรื่องตีกันของกงหยางมันไม่ได้ซีเรียสอะไร แต่ถ้าผู้ใหญ่เข้าไปยุ่ง เรื่องมันจะวุ่นวาย ตอนที่ฉันยืนยันว่าจะเป็นคนจ่ายค่าเสียหายเอง แล้วยังย้ำว่าเป็นเงินส่วนตัว ไม่เอาชื่อป้าซูไปยุ่งเกี่ยวด้วย แม้แต่ตอนเซ็นเอกสาร ต่อไปถ้ามีปัญหาก็แค่หย่า ตัดความสัมพันธ์ได้เลย” หลี่หนิงเซียนตอบพร้อมอธิบายออกไปด้วย


“เรื่องนี้ แม้แต่ฉันยังคิดไม่ถึงเลย!” จงซวนประทับใจกับการกระทำของหลี่หนิงเซียนอย่างมาก เธอปกป้องกงชุนได้อย่างแนบเนียน เขาดีใจที่เพื่อนรักได้ภรรยาแบบนี้จริงๆ


แต่ทันทีที่พูดจบ กงชุนก็หันขวับ มองด้วยสายตาเย็นชาอย่างไม่พอใจที่พูดถึงเรื่องหย่า


“ใครบอกว่าฉันจะหย่า?” ทุกคนต่างก็คิดว่า สุดท้ายแล้วกงชุน กับหลี่หนิงเซียนต้องหย่ากันอยู่ดี รอยยิ้มบนใบหน้าของจงซวนแข็งค้าง เขาไม่กล้าพูดอะไรต่อ ได้แต่คิดวนเวียนในหัวว่า เพื่อนเขาจะไม่หย่าแล้วเหรอ?


สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่กงชุนเป็นตาเดียว เขาจ้องมองหลี่หนิงเซียน เสียงทุ้มต่ำกังวานดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ชัดเจนจนทุกคนได้ยิน


“ฉันไม่ได้ยื่นเรื่องหย่า และฉันก็จะไม่หย่ากับหลี่หนิงเซียน” แม้คำพูดของกงชุน จะฟังดูเหมือนพูดกับทุกคน


“…” หลี่หนิงเซียนรู้ดีแก่ใจ เขากำลังพูดกับเธอ แค่เธอคนเดียวเท่านั้น


“เราจะไม่หย่า ฉันไม่อยากหย่าแล้ว”


สายตาของหลี่หนิงเซียนเบิกกว้าง หัวใจเต้นเหมือนจะทะลุออกมา ความสับสนถาโถมเข้าใส่ จนเธอแทบตั้งตัวไม่ติด เขาหมายความว่ายังไงกันแน่? กงชุนหันไปคุยกับหลินถง และจงซวน


“ได้เอกสารเรียบร้อยก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะ จงซวนฝากดูแลกงหยางอีกแรง พรุ่งนี้อย่าเพิ่งปล่อยตัว ให้กงหยางได้จำไว้ว่าทำอะไรลงไป จะได้ไม่ทำซ้ำอีก”


จงซวนพยักหน้ารับคำสั่ง เขารู้ดีว่ากงชุนเอาจริงเรื่องสั่งสอนน้องชาย และตอนนี้น้องชายก็อยู่ในกำมือเขา คงไม่ปล่อยให้ก่อเรื่องได้อีกแน่


หลินถงยิ้มรับคำเช่นกัน แต่สายตาเจ้าเล่ห์ยังคงจ้องมองหลี่หนิงเซียนอย่างไม่ลดละ อยากคุยกับสาวเจ้าให้มากกว่านี้ แต่ท่าทางหวงเมียของไอ้เพื่อนซี้คงไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้แน่ๆ ช่างเถอะ…โอกาสค่อยหาทางใหม่ก็ได้


ด้านซูลี่ที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ก็ได้แต่เงียบไว้ก่อน ขอแค่ลูกชายคนโตไม่ค้านเรื่องจ่ายค่าเสียหายก็พอแล้ว ส่วนจะสั่งสอนกงหยางอย่างไร เธอไม่กล้าออกความเห็น


หลี่หนิงเซียนเดาได้ว่า จงซวนคงทำงานอยู่สถานีตำรวจ เห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์กับกงชุนไม่ธรรมดา รู้เรื่องนี้ก็ไม่แปลก ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เธอได้ยินบนเขาวันนั้น ยิ่งตอกย้ำว่ากงชุนไม่ใช่ทหารธรรมดาแน่ๆ ขนาดเพื่อนที่คบหากันยังไม่ธรรมดาขนาดนี้ ทั้งท่าทาง และคำพูด บอกชัดว่าไม่ใช่คนทั่วไป


เธอเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่รู้ว่าคนพวกนี้เคยเห็นหลี่หนิงเซียนตัวจริงมาก่อนหรือเปล่า และจะสังเกตเห็นอะไรเข้าหรือไม่ ดูท่าทางแล้ว… เธอต้องรีบถอยห่างจากชีวิตของกงชุนให้เร็วที่สุด


ครอบครัวของเต๋อฟงรีบร้อนเอาหนังสือลงมาให้ หลี่หนิงเซียนรับหน้าที่เป็นคนรับเอกสารไว้ ส่วนกงชุน และคนอื่นๆเดินนำหน้าออกไปรอที่หน้าโรงพยาบาลแล้ว


เมื่อหลี่หนิงเซียนเดินตามออกมา ก็พบว่าเหลือเพียงกงชุนยืนรออยู่คนเดียว เธอถามด้วยความสงสัย


“คนอื่นไปไหนกันหมดแล้วล่ะ ฉันยังไม่ได้ให้หนังสือให้อภัยกับเพื่อนคุณเลย” เธอยื่นหนังสือให้กงชุน คิดว่าเขาจะเปิดดู แต่เขากลับยัดมันลงกระเป๋าเสื้อข้างซ้ายแบบไม่ใยดี


จู่ๆ หลี่หนิงเซียนก็รู้สึกถึงไออุ่นที่มือ เพราะมือหนาของกงชุนคว้ามือเธอไปกุมไว้ นิ้วมือเย็นเฉียบของเธอ ถูกห่อหุ้มด้วยความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขา


สมองของหลี่หนิงเซียนแทบระเบิด เธอถูกกงชุนจูงมือเดินไปข้างหน้า ได้ยินเพียงเสียงทุ้มนุ่มของเขา


บทที่ 65: มาแบบไม่ทั้งตัว


“ฉันให้หลินถง กับจงซวนกลับไปแล้ว เย็นนี้จงซวนจะแวะมารับหนังสือให้อภัย ส่วนแม่ไปพักที่โรงแรมก่อนแล้ว”


นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่หนิงเซียนถูกผู้ชายจับมือ แก้มของเธอเริ่มร้อนผ่าว เธอพยายามจะดึงมือกลับ แต่เพียงแค่ขยับนิดเดียว มือหนานั้นก็บีบแน่นขึ้นทันที เธอเงยหน้าสบตากับดวงตาคมกริบของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ หลี่หนิงเซียนตกใจ รีบพูดแก้ตัว


“งั้นวันนี้ฉันไปเฝ้าคุณปู่ที่โรงพยาบาลก็ได้ คุณเหนื่อยมานานหลายวันแล้ว ไปพักผ่อนที่โรงแรมเถอะ”


“ฉันให้แม่จองห้องไว้สองห้อง คืนนี้เราพักที่โรงแรมกัน” หลี่หนิงเซียนเบิกตากว้างมองกงชุนอย่างตกตะลึง


“คุณพูดว่าอะไรนะ?” กงชุนก้มมองเธอ


“หลินถงก็ทำงานอยู่โรงพยาบาล เขาน่าจะหาพยาบาลมาช่วยดูแลคุณปู่ได้ วันเดียวเอง ไม่จำเป็นต้องมีคนเฝ้าตลอดเวลาขนาดนั้น” กงชุนเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะจ้องมองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาลึกซึ้ง


“อีกอย่าง ฉันว่าเธอน่าจะมีอะไรต้องอธิบายให้ฉันฟังหน่อยนะ?”


สายลมเย็นพัดผ่าน แต่ฝ่ามือของหลี่หนิงเซียนยังคงอุ่นอยู่ ทว่าเมื่อเจอสายตาทิ่มแทงของกงชุน เธอกลับรู้สึกหนาวสันหลังวาบ เหงื่อเย็นๆผุดขึ้นเต็มตัว


หลี่หนิงเซียนนั่งอยู่บนเตียงในห้องพัก โรงแรมหรูแบบนี้ ผ้าปูที่นอนก็ขาวสะอาดตา แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ใจเธอไม่ขาวสะอาดเหมือนผ้าปูที่นอนเลยแม้แต่นิด


กงชุนนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม แล้วก็ยื่นแก้วน้ำชาให้หลี่หนิงเซียน


“กินน้ำก่อน จะได้หายตื่นเต้น”


หลี่หนิงเซียนรับแก้วน้ำมา สมองประมวลผลรัวๆ ว่าจะหาข้ออ้างอะไรดี คิดไปก็กดดันตัวเองไป สุดท้ายหลี่หนิงเซียนเลยซัดน้ำชาหมดแก้วรวดเดียว จะได้ไม่ต้องสบตาเขา


“แค่ก แค่ก แค่ก” มั่วแต่คิดจนเธอสำลักน้ำชาที่กำลังดื่ม


กงชุนเห็นท่าทางช็อกโลก เลยลุกขึ้นเดินมาหา มือใหญ่ๆวางลงบนหลัง ตบเบาๆเหมือนจะช่วยให้หายสำลัก ทำให้หลี่หนิงเซียนหยุดไอได้ในที่สุด เธอเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนปะทะเข้ากับสายตาของกงชุนเข้าพอดิบพอดี


“แค่คุยกันเอง ทำไมต้องตื่นเต้นขนาดนั้น” กงชุนพูด พร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย เหมือนไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ ก่อนเขาจะลุกไปห้องน้ำ หยิบผ้าขนหนู มาเช็ดคราบน้ำลายบนคาง และใบหน้าเล็กๆของหลี่หนิงเซียนจนสะอาด ก่อนจะโยนผ้าขนหนูทิ้งไว้ข้างๆ


แม้เขาจะทำแบบขอไปที แต่หลี่หนิงเซียนกลับใจเต้นแรง รู้ตัวอีกที มือหนาที่เพิ่งเช็ดหน้าให้เธอก็ประคองใบหน้า เธอถูกบังคับให้เงยหน้าสบตากับดวงตาเย็นชา เขาจ้องเขม็งจนเธอไม่สามารถหลบสายตาได้


กงชุนขมวดคิ้ว มองหน้าหลี่หนิงเซียนอย่างพิจารณา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้จ้องหน้าเธอใกล้ๆแบบนี้ ไม่มีร่องรอยอะไรเลยสักนิด ดวงตา คิ้ว คล้ายกับหลี่หนิงเซียนเมื่อเดือนก่อนมาก ต่างกันแค่ตอนนี้เธอดูดีขึ้นเยอะ


ทุกอย่างที่เปลี่ยนไปในตัวเธอกำลังตอกย้ำว่าเธอไม่ใช่หลี่หนิงเซียนคนเดิมแม้เขาจะไม่เอ่ยอะไรออกมา แต่ในใจกลับตื่นเต้นเล็กน้อยที่รู้ว่าเธอไม่ใช่หลี่หนิงเซียนคนเดิม มุมปากยกยิ้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว


เขาโน้มหน้าเข้าไปใกล้ หลี่หนิงเซียนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอ


“บอกมาสิว่า เธอเป็นใครกันแน่ ถึงมาอยู่ในร่างของหลี่หนิงเซียนได้”


หลี่หนิงเซียนรู้สึกเหมือนหัวว่างเปล่าไปหมด ข้ออ้างทั้งหมดที่เตรียมมาหายวับไปกับตา


“ฉันก็คือหลี่หนิงเซียนไง ฉันไม่เข้าใจที่คุณพูด”


“เธอไม่ใช่หลี่หนิงเซียนคนเดิม” กงชุนพูดอย่างมั่นใจ บีบแก้มแน่นขึ้นไม่ให้เธอหลบเลี่ยง พร้อมกับย้ำชัดๆว่า “เธอเองก็น่าจะรู้ดีที่สุด”


“…”


“เรื่องลี้ลับในโลกนี้ มันก็มีอยู่จริง แต่ฉันอยากฟังจากปากเธอ ว่าเธอเป็นใคร” เรื่องราวทั้งหมดที่เขาค้นพบ ล้วนมุ่งไปสู่ข้อสรุปเดียว ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่หลี่หนิงเซียน


“…” กงชุนจดจำการเปลี่ยนแปลงของหลี่หนิงเซียนได้อย่างดี เธอไม่ใช่เด็กสาวที่ขี้เกียจ ไม่มีความรู้ และเอาแต่ใจอีกต่อไป หลี่หนิงเซียนคนใหม่รักความสะอาด ใส่ใจภาพลักษณ์ และมีจริยธรรมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังมีความสามารถทางการแพทย์ที่น่าทึ่ง หลินถงยังเอ่ยปากชม ว่าเทคนิคการผ่าตัดของเธอต้องเหนือชั้นกว่าใคร เผลอๆ ในประเทศคงไม่มีใครเก่งเท่าเธอ


การจัดการเรื่องของกงหยางอย่างใจเย็น รอบคอบ และรายละเอียดของหนังสือให้อภัยที่เธอเขียนขึ้นนั้น แสดงถึงความเฉียบแหลมไม่ต่างจากมืออาชีพ เป็นไปไม่ได้เลย ที่หลี่หนิงเซียนจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้มากมายขนาดนี้ ในเวลาเพียงสามเดือน แม้ว่าเธอจะพยายามอย่างหนักแค่ไหนก็ตาม


“วันนี้ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าคุณเป็นใครกันแน่” กงชุนพูดเสียงเข้ม จับจ้องไปที่หลี่หนิงเซียนด้วยสายตามุ่งมั่น เขาไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆแน่นอน


หลี่หนิงเซียนใจหายวาบ เธอไม่คิดว่ากงชุนจะยืนกรานเอาคำตอบมากขนาดนี้ เธอพยายามดิ้นหนี แต่แรงของเขามากเกินกว่าจะต้านได้ ร่างสูงใหญ่ขวางกั้นทุกเส้นทางหลบหนี


สายตาของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอราวกับจะมองทะลุผ่านเข้าไป รู้สึกเหมือนถูกบีบคอจนหายใจไม่ออก ใบหน้าหวานเริ่มซีดเผือด ทันใดนั้น ความเจ็บแปลบแล่นเข้าที่ท้องน้อย รู้สึกถึงกระแสความร้อนที่ไหลลงสู่เบื้องล่างอย่างชัดเจน ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว


“ประจำเดือน!” เธออุทานในใจ ไม่สนใจอะไรอีกต่อไป รีบลุกขึ้นผลักกงชุนออกไปสุดแรง ก่อนจะวิ่งพรวดพราดเข้าห้องน้ำไป ทิ้งให้กงชุนยืนขมวดคิ้ว


“เธอหาข้ออ้างหนีอีกแล้ว” เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเดินตามเธอไปที่ห้องน้ำโดยไม่ลังเล


ตั้งแต่เธอมาอยู่ในร่างนี้ ประจำเดือนเธอก็ไม่มาเลยสักครั้ง เธอเลยคิดว่าอาจจะเป็นเพราะร่างเดิมมีฮอร์โมนผิดปกติ แต่ช่วงเดือนที่ผ่านมาเธอดูแลร่างกายอย่างดี ประจำเดือนก็เลยกลับมาแบบไม่ทั้งตัว


ทันใดนั้น ก็มีเสียงเคาะประตู เธอตกใจแทบสิ้นสติ รีบพุ่งตัวไปยันประตูไว้แน่น พร้อมตะโกนออกไปแบบติดๆขัดๆว่า


“อย่าเข้ามานะ! คือ… คือฉันท้องเสีย ห้ามเข้ามาตอนนี้นะ!” ที่พูดไปก็แค่อยากถ่วงเวลา กลัวกงชุนจะรู้ความจริง แต่จะให้เธอขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำตลอดไปก็ไม่ได้


โชคดีที่จู่ๆ เสียงฝีเท้าก็เงียบหายไป เธอแอบแง้มประตูดู ปรากฏว่ากงชุนไม่อยู่แล้ว…


“นี่เธอลืมไปแล้วเหรอ ว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ไหน เปลี่ยนกางเกงแล้วไปนอนพักเถอะ”


หลี่หนิงเซียนยังเขินไม่หาย กงชุนก็ยัดของบางอย่างใส่มือเธอ


“ซื้อมาให้ เอาไปเปลี่ยนเถอะ” พอหลี่หนิงเซียนก้มมองก็เห็นว่าเป็นกางเกงตัวใหม่ นี่เขาออกไปซื้อกางเกงให้เธอเนี่ยนะ?


หน้าของหลี่หนิงเซียนแดงก่ำ รู้เลยว่ากงชุนต้องรู้เรื่องที่เธอประจำเดือนมาแล้ว


“ไปซื้อที่ไหนมา” ถ้าไปร้านสหกรณ์ไม่น่ากลับมาไวขนาดนี้ กงชุนทำหน้างงๆ เหมือนไม่เข้าใจที่เธอถาม ชะงักไปครู่นึง ก่อนจะตอบแบบขอไปทีว่า


“ซื้อจากพนักงานที่โรงแรม รีบไปเปลี่ยนเถอะ” กงชุนไม่รอให้หลี่หนิงเซียนถามอะไรต่อ ก็เดินออกไปเลย


หลี่หนิงเซียนกอดกางเกงตัวใหม่แน่น ยิ่งคิดก็ยิ่งแปลกๆ ทำไมตอนพูดถึงกางเกง เขาถึงทำท่าทางเหมือนตอนที่เธอถูกบังคับให้ตอบคำถามเมื่อกี้เลยนะ หรือว่าไม่อยากตอบอะไรกันแน่?


เธอปวดท้องหนักขึ้นเรื่อยๆ เลยรีบวิ่งเข้าห้องน้ำอีกรอบ แต่พอเข้าไปปุ๊บ ถึงได้เข้าใจสีหน้าแปลกๆของกงชุนเมื่อกี้ กางเกงตัวใหม่ถูกม้วนไว้ พอเธอจะหยิบมาเปลี่ยน ดันไปเจอถุงผ้าก๊อซหนาๆซ่อนอยู่ข้างในอีกที


ตอนแรกเธอก็งงๆว่ามันคืออะไร พอตั้งสติได้หน้าเธอก็แดงก่ำเลย ลืมคิดไปเลยว่ายุคนั้นผ้าอนามัยยังไม่เป็นที่นิยม ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องหาวิธีทำใช้เอาเอง แล้วการที่กงชุนเตรียมผ้าก๊อซแบบนี้ให้ ก็แสดงว่าเขาใส่ใจรายละเอียดเป็นอย่างดี


บทที่ 66: ลูกแมวน้อย


หลี่หนิงเซียนใจเต้นไม่เป็นจังหวะ รีบเปลี่ยนกางเกงทั้งที่หน้ายังแดงไม่หาย แล้วก็จัดการตัวเองให้เรียบร้อย


จริงๆแล้วห้องน้ำที่พักค่อนข้างแคบ และหลี่หนิงเซียนยังไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่ แม้จะพยายามเปลี่ยนเร็วที่สุดแล้ว ก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งชั่วโมง พอหอบกางเกงที่เปลี่ยนเสร็จออกมา ก็เจอกงชุนที่กลับมายืนรออยู่แล้ว


หลี่หนิงเซียนได้แต่เม้มปาก ไม่รู้จะพูดอะไรให้หายเขิน เลยก้มหน้าก้มตาเดินไปที่เตียง เธอวางกระเป๋าผ้าใบเล็กๆไว้บนตู้ข้างเตียง เลยคิดจะยัดกางเกงที่เพิ่งเปลี่ยนใส่เข้าไป แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร มือของกงชุนก็ยื่นมาขวางไว้ซะก่อน


หลี่หนิงเซียนเงยหน้ามองอย่างงงๆ ก่อนจะได้ยินเสียงทุ้มๆของเขาพูดขึ้นมาว่า


“ให้ฉันเถอะ คืนนี้ฉันซักให้เอง”


“ไม่ ไม่ต้องหรอก พรุ่งนี้ฉันเอากลับไปซักเอง” เธอพูดจบกงชุนก็ทำหน้าจริงจังแบบซีเรียสสุดๆ แล้วพูดขึ้นมาว่า


“เธอประจำเดือนมาไม่ใช่เหรอ? ไม่ควรโดนของเย็นๆ เดี๋ยวฉันซักให้เอง”


“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร อีกวันสองวันค่อยซักก็ได้!”


“ของแบบนี้ต้องรีบซักเลยไม่งั้นเดี๋ยวแห้งแล้วซักออกยาก และอาจจะทิ้งรอยคราบไว้ด้วย”


หลี่หนิงเซียนยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะต้องมาคุยเรื่องแบบนี้กับผู้ชาย ถามออกไปอย่างเขินๆ


“ใครบอกเรื่องพวกนี้กับนายเนี่ย?” กงชุนตอบกลับมาหน้าตาเฉย


“ก็คนแถวนี้เขาบอกมา” หลี่หนิงเซียนนี่แบบ… อ๋อ… ตายละหว่า งี้ก็เท่ากับว่าเรื่องประจำเดือนมาของเธอก็รู้กันหมดแล้วดิ


เอาจริงๆ กงชุนเองก็เขินนะ แต่ยังไม่ทันที่หลี่หนิงเซียนจะได้พูดอะไร เขาก็คว้ากางเกงจากมือเธอ แล้วหยิบอ่างมาจากใต้เตียง เดินออกไปทันที


“ข้างนอกมีห้องน้ำ ฉันไปซักให้ เธอไม่ต้องขยับไปไหน นอนพักอยู่บนเตียงนั่นแหละ ฉันให้พนักงานเปลี่ยนผ้าปูที่นอนให้แล้ว” กงชุนพูดจบก็ออกไปเลย ไม่ได้รอฟังคำปฏิเสธจากเธอด้วยซ้ำ หลี่หนิงเซียนมองผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ ก็รู้เลยว่าเมื่อกี้เธอทำเลอะแน่ๆ ช่างน่าอับอายจริงๆ


หลี่หนิงเซียนเอามือปิดหน้าไว้แน่น ท้องน้อยปวดหน่วง รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนชีวิตก่อนไม่มีผิด ตอนนั้นเธอก็ปวดท้องประจำเดือน จนแทบขาดใจทุกเดือน มาร่างนี้ ดันต้องมาเจอซ้ำอีก แถมร่างนี้ยังสุขภาพก็ไม่ดีเอาซะเลย ยิ่งทวีคูณความทรมานให้เธอแบบหนักหน่วง


ยิ่งดึก ยิ่งปวด หลี่หนิงเซียนอยากจะออกไปหาหมอข้างนอกใจจะขาด แต่ก็ดูจะเรื่องมากเกินไป เลยตัดสินใจเปลี่ยนเป็นใส่รองเท้าแตะ ล้างหน้าแปรงฟันแบบลวกๆ แล้วรีบขึ้นเตียงนอน


แต่ไม่ทันไร ท้องน้อยของเธอก็ปวดขึ้นมาจนเหงื่อแตกพลั่ก ทั้งปวดทั้งเหนื่อย ร่างกายก็ไม่ไหว สุดท้ายหลี่หนิงเซียนก็ทนไม่ไหว หลับตาลงไปทั้งอย่างนั้น


ในความพร่าเลือน เธอรู้สึกว่ากงชุนกลับมาแล้ว พร้อมกับอ่างอะไรสักอย่าง แต่เธอปวดและเพลียจนไม่มีแรงจะเอ่ยปากขอบคุณเขา ทันใดนั้น เธอก็รู้สึกได้ถึงความร้อนที่ถูกสอดเข้ามาในผ้าห่ม วางลงบนท้องน้อยของเธออย่างพอดี แม้จะยังมีเสื้อผ้าหลายชั้นกั้นกลาง แต่เธอก็รู้สึกได้ถึงไออุ่นที่แผ่ซ่าน


ความร้อนนั้น ทำให้อาการปวดเกร็งที่ท้องน้อยบรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด หัวใจของหลี่หนิงเซียนที่ตึงเครียดก็ค่อยๆคลายลง เธอลืมตาขึ้น ก็เห็นกงชุนยืนอยู่ข้างเตียง ก้มหน้ามองเธอด้วยสีหน้าครุ่นคิด


“ปวดมากไหม?” กงชุนถามขึ้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเจอเหตุการณ์แบบนี้ เขาไม่เคยคบหากับผู้หญิงคนไหน แม้จะเคยได้ยินว่าผู้หญิงจะมีช่วงเวลาแบบนี้ในทุกๆเดือน


แต่ไม่คิดว่าจะอ่อนแอขนาดนี้ พอเห็นหลี่หนิงเซียนหน้าซีดเหงื่อแตกเป็นทาง มุมปากของเขาก็เม้มเป็นเส้นตรง เธอพยายามทำเป็นเข้มแข็ง กัดปากเบาๆแล้วพยักหน้า กงชุนเห็นท่าทางทรมานก็ใจเสีย ไม่รู้จะช่วยยังไง นอกจากถามอาการ


“กินยาแก้ปวดมั้ย เดี๋ยวโทรบอกหลินถงให้เอามาให้” ว่าแล้วก็ทำท่าจะลุกไปโทรศัพท์ แต่มาหลี่หนิงเซียนคว้าแขนไว้ก่อน


“ไม่เป็นไร นอนพักไม่นานก็หาย อย่าไปรบกวนเขาเลย เรื่องแค่นี้เอง” ยิ่งเห็นทุกคนทำเป็นเรื่องใหญ่ เธอยิ่งรู้สึกเขิน


“เรื่องสุขภาพไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ปวดขนาดนี้ยังจะมาทำเป็นเก่ง” กงชุนพูดพร้อมจ้องมองด้วยสายตาดุ


“ยาอะไรมันก็มีผลข้างเคียง ยาแก้ปวดกินบ่อยๆไม่ดีหรอก คราวหลังฉันจะดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ ไม่ให้เป็นแบบนี้อีก”หลี่หนิงเซียนทนสายตาดุของเขาไม่ไหว เลยต้องอธิบายเพิ่ม


พูดจบ หลี่หนิงเซียนก็ค่อยๆหลับตาลง ความจริงแล้ว เธอไม่ได้อยากนอน แค่ปวดท้องจนไม่มีแรงจะพูดต่อ เธอลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความงุนงง สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้เธอตกใจ ตัวเธออยู่ในอ้อมกอดของกงชุน


ตอนแรกกงชุนตั้งใจว่าจะไปนอนห้องอื่น หลังจากคุยกับหลี่หนิงเซียนเสร็จ แต่พอเห็นว่าเธอดูอ่อนแอ และต้องการคนดูแล เขาเลยตัดสินใจอยู่เป็นเพื่อนเธอที่นี่ เขาถอดเสื้อนอกแขวนไว้ที่ราวด้านข้าง ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสองเม็ด แล้วนั่งพิงหัวเตียงใกล้หลี่หนิงเซียน ก่อนเขาจะโดนเธอดึงมากอด


หลี่หนิงเซียนตกใจสุดขีด รีบผละตัวออกจากอ้อมกอดของชายหนุ่ม กงชุนลืมตาขึ้น เพราะรู้สึกถึงการเคลื่อนไหว ดวงตาคมกริบ จ้องมองร่างบอบบางที่กำลังจะหนีจากเตียงอย่างลนลาน เขาไม่ขยับตัว เพียงแต่ยื่นมือไปคว้าข้อมือเล็กไว้ แล้วดึงร่างของเธอกลับเข้ามาแนบอก


“ปล่อยนะ!”เธอรู้สึกอึดอัด มือบางยกขึ้นดันอกแกร่งของชายหนุ่มตรงหน้า


“อยู่นิ่งๆหน่อยสิ ไม่รู้ตัวเหรอว่าตัวเองเป็นยังไง ยังจะดิ้นอีก” หลังของเธอก็ถูกมือใหญ่กดลง จนแผ่นหลังแนบชิดกับอกกว้างของเขา เสียงหัวใจของเขาที่เต้น ผสมกับเสียงหัวใจของเธอในตอนนี้ ทำเอาแก้มร้อนผ่าวเลย แบบนี้มันใกล้ชิดกันเกินไปแล้วนะ!


“ฉันไม่เป็นไรแล้ว ไม่ต้อง…” หลี่หนิงเซียนพูดยังไม่ทันจบ ประจำเดือนก็เล่นงานเธอให้ปวดหน่วงๆบริเวณท้องน้อย และยังรู้สึกร้อนไปทั่ว จากหน้าที่เพิ่งแดง ตอนนี้ซีดเผือด เหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผาก ประจำเดือนวันแรกนี่มันทรมานจริงๆ


กงชุนมองหน้าหลี่หนิงเซียนที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าทำให้นึกถึง ตอนที่เธอละเมอด้วยความทรมาน ซุกตัวเข้าหาอ้อมกอดเขาแบบไม่รู้ตัว เหมือนลูกแมวน้อยบอบบางน่าสงสาร หัวใจของกงชุนบีบรัดด้วยความสงสาร เขาโอบกอดเธอแน่นขึ้น


“เป็นอะไรมากไหม เจ็บมากหรือเปล่า?” เขาไม่เคยเห็นเธอเป็นแบบนี้มาก่อน ไม่เคยรู้ว่าช่วงเวลานั้นของผู้หญิงจะทรมานขนาดไหน


ความปวดหนึบบริเวณท้องน้อยแล่นไปทั่วร่าง หลี่หนิงเซียนพยายามจะพูด… แต่กลับรู้สึกไม่มีแรง เธอไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้ผู้ชายคนไหนเห็นมาก่อน


ไม่เคยแม้แต่จะพูดถึงเรื่องแบบนี้กับคนอื่นด้วยซ้ำ แต่ครั้งนี้ มันทรมานเกินกว่าจะฝืนเก็บอาการ เธอจึงได้แต่พยักหน้าเบาๆ ใบหน้าซีดเผือดบ่งบอกถึงความทรมานได้ชัดเจนกว่าคำพูด


กงชุนเห็นว่า หลี่หนิงเซียนปวดท้อง เลยรีบลุกจากเตียงแล้วก็จัดการห่มผ้าห่มให้เธออย่างเรียบร้อย ก่อนจะหยิบกระเป๋าน้ำร้อนที่วางอยู่ด้านข้าง


“เดี๋ยวฉันไปเติมน้ำร้อนให้นะ” พูดจบกงชุนก็ออกจากห้องไป โดยไม่รอให้หลี่หนิงเซียนทักทวงอะไร เขาเห็นเธอเป็นแบบนี้จึงอยากดูแล ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาเธอทนได้ยังไง แล้วทำไมผู้หญิงถึงต้องปวดขนาดนี้ และมีอะไรที่จะช่วยให้เธอไม่ต้องแบบนี้อีกไหม หรือเขาควรปรึกษาหลินถง…


บทที่ 67: จะช้าหรือเร็วก็ต้องนอนด้วยกัน


หลี่หนิงเซียนสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกทีในวันใหม่ ผ้าห่มยังมีความอุ่นอยู่ เมื่อคืนกงชุนคงแอบมาเปลี่ยนกระเป๋าน้ำร้อนให้เธอตลอด และยังใจดีขนาดไปขอยืมอีกใบจากที่พักมาให้เธอ ทำให้ท้องของเธออุ่นตลอดเวลา


เธอเม้มปากแน่น หัวใจเต้นเหมือนจะทะลุออกมา แต่พอคิดว่าถ้ากงชุนกลับมา แล้วถามเรื่องที่เธอไม่อยากพูด ไม่อยากนึกถึง เธอก็รีบถีบผ้าห่มออกจากตัว ลุกมาใส่เสื้อผ้าแบบลวกๆ คว้ากระเป๋าใบเล็ก แล้วออกจากห้องอย่างรวดเร็วลืมอาการปวดท้องไปสนิท


อากาศยามเช้ากำลังหนาว แต่ตอนนี้ต่อให้หนาวแค่ไหน หลี่หนิงเซียนก็ไม่สน ขอแค่หนีออกจากตรงนี้ให้ไกลที่สุดเป็นพอ ระหว่างที่กำลังเดินลงมาจากชั้นสองของที่พัก ยังไม่ทันจะพ้นประตู พนักงานก็เรียกไว้ก่อน


“น้องสาวเป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นยัง?” หลี่หนิงเซียนมองแบบงงๆ พนักงานที่พักก็ยิ้มแบบรู้ทัน “เมื่อคืนสามีเธอตกใจใหญ่เลย โชคดีที่พี่เพิ่งซื้อกางเกงมาใหม่จากสหกรณ์ ยังไม่ได้แกะใส่เลย เห็นน้องกับสามีเดินเข้ามาปุ๊บ พี่รู้เลยว่าต้องได้ใช้แน่ๆเลยเอาให้นะ”


หลี่หนิงเซียนนึกออกทันที กางเกงที่เธอใส่มาของพี่สาวนี่เอง พอคิดถึงเมื่อคืนที่เธอทำอะไรออกไปโดยไม่คิด ทำเรื่องน่าอายต่อหน้าคนอื่น เธอก็อายจนหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที


“พี่สาว ขอบคุณมากนะ” หลี่หนิงเซียนกล่าว


“จิ๊บๆ กางเกงนั่นพี่ซื้อมาแค่สิบห้าหยวน ขายให้แฟนเธอตั้งสิบแปดหยวน พี่ได้กำไรตั้งสามหยวนแหนะ! สามีเธอน่ารักมาก ไม่ต่อราคาสักคำ และยังถามพี่เรื่องวิธีดูแลตอนมีประจำเดือนด้วยนะ พี่เลยบอกให้เขาเอากระเป๋าน้ำร้อนประคบให้ไง” พนักงานสมไม่ขาดปาก


หลี่หนิงเซียนถึงกับไปไม่เป็น พอหวนนึกถึงความเอาใจใส่ที่กงชุนมอบให้ตลอดทั้งคืน แก้มเธอก็เริ่มร้อนผ่าว เธอยิ้มเขินๆแล้วกล่าวขอบคุณ พนักงานกำลังจะเดินออกไป


“น้องสาว อย่าโกรธที่พี่พูดมากเลยนะ พี่ก็เห็นว่าเรายังเด็กๆ ไม่ค่อยมีประสบการณ์ นี่เพิ่งแต่งงานใหม่สินะ”


“…” หลี่หนิงเซียนได้แต่นิ่งเงียบ ไม่รู้จะพูดอะไร


“มองครั้งแรกก็รู้เลยว่าเพิ่งเคย นี่ขนาดเรื่องแบบนี้ยังไม่รู้จักป้องกันตัวเอง ดีนะที่สามีเป็นคนดี ถ้าเป็นคนอื่นไม่สน บังคับน้องขึ้นมา น้องป่วยเอาได้นะรู้มั้ย”


“…” หลี่หนิงเซียนยังคงเงียบต่อไป


“แล้วอีกอย่างนะ อย่าไปใจอ่อนยอมผู้ชายง่ายๆ ช่วงเวลาแบบนี้ต้องเว้นเรื่องพวกนี้ไปก่อน” หลี่หนิงเซียนหน้าแดงก่ำ เธอเพิ่งเข้าใจว่าทำไมเมื่อวานตอนกงชุนให้กางเกงเธอ ถึงได้ทำหน้าแปลกตาแบบนั้น คงโดนพนักงานสาวที่โรงแรมร่ายยาวแบบที่เธอโดนแน่


“พี่สาวคะ ขอบคุณมาก ฉันเข้าใจแล้วค่ะ คือฉัน… เอ่อ… มีเรื่องเร่งด่วน ต้องไปแล้วค่ะ” หลี่หนิงเซียนพูดจบก็เดินออกจากโรงแรมทันที


กงชุนถือกระเป๋าน้ำร้อนกลับมา เปิดประตูห้องก็ไม่เห็นหลี่หนิงเซียน เธอหายไปไหน? ในห้องน้ำก็เงียบกริบ ไม่มีเสียงอะไรเลย เขาทำหน้าเครียดขมวดคิ้ว มือกำกระเป๋าน้ำร้อนบีบแน่น


ด้านซูลี่ที่กำลังเดินหาวออกมาจากห้อง ก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นลูกชายยืนถือกระเป๋าน้ำร้อนอยู่หน้าห้อง และสีหน้าคือไม่ดี บอกบุญไม่รับ หลังจากเรื่องราวเมื่อวาน ซูลี่ก็เปลี่ยนความคิด จากที่เคยอยากให้ทั้งคู่หย่ากัน ตอนนี้กลับไม่อยากให้หย่าแล้ว


วันนี้เธอเลยรีบมาหาลูกชายแต่เช้า แต่พอเห็นกงชุนยืนอยู่หน้าห้องที่ว่างเปล่า ก็รู้เลยว่าต้องมีอะไรแน่ๆ ซูลี่รู้สึกร้อนใจ เลยถามด้วยความเป็นห่วง


“กงชุนเป็นไงบ้าง เมื่อวานลูกกับหลี่หนิงเซียนคุยกันหรือยัง? แล้วได้ทำอะไรอะไรกันไหม”


“แม่พูดอะไร”


“แม่พูดอะไรผิด? ก็พวกลูกเป็นสามีภรรยากัน จะช้าหรือเร็วก็ต้องนอนด้วยกันอยู่แล้ว เมื่อคืนลูกก็บอกว่าจะไม่หย่ากับหลี่หนิงเซียน แล้วจะอยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่ไปตลอดหรือไง?” ซูลี่ยังคงพูดต่อ


“เอาจริงๆนะ ยิ่งคุยกันได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ลูกไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ คนอื่นในหมู่บ้านอายุเท่าลูก มีลูกโตจนใช้ซื้อของได้แล้ว แต่ลูกยังไม่มีวี่แววอะไรเลย และลูกก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน ไม่กลัวหลี่หนิงเซียนจะหนีไปกับคนอื่นบ้างเหรอ”


กงชุนดวงตาเป็นประกายคมกล้า แวบหนึ่งความทรงจำก็แล่นเข้ามาในหัว ตอนที่หลี่หนิงเซียนขอหย่ากับเขา ตอนนั้นเขาไม่สนใจ คิดว่าหย่าก็หย่า ไม่ได้มีอะไรระหว่างพวกเราอยู่แล้ว


แต่ตอนนี้… พอคิดถึงภาพหลี่หนิงเซียนอยู่ในอ้อมกอดผู้ชายคนอื่น เหมือนที่เคยกอดเขาเมื่อคืนนี้ กงชุนก็รู้สึกไม่ชอบใจขึ้นมาทันที แบบนี้เรื่องหย่าเขาคงไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้น เขารู้แล้วว่าชอบเธอมากแค่ไหน คงไม่มีทางปล่อยเธอไปได้อีกแล้ว


หลี่หนิงเซียนแอบหวั่นๆ ไม่กล้าแวะไปหาคุณปู่ที่โรงพยาบาล เมื่อวานที่เธอไปดูอาการมา ผลผ่าตัดก็ออกมาปกติดี ร่างกายคุณปู่ก็ไม่มีอะไรน่าห่วง และเธอแอบกลัวว่า ถ้าไปที่โรงพยาบาล กงชุนจะรู้ว่าเธอหนีออกจากที่พักแล้วตามไปเจอ เลยตัดสินใจตรงมาที่สถานีตำรวจ


วันนี้ครอบครัวของเต๋อฟงจะต้องมาไกล่เกลี่ยคดีที่โรงพักพอดี เธอเลยถือโอกาสมาจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย สถานีตำรวจเปิดทำการแปดโมงเช้า แต่ตอนนี้เพิ่งจะเจ็ดโมงนิดๆ ประตูใหญ่ยังล็อกแน่น หลี่หนิงเซียนเลยได้แต่ยืนรอหน้าประตู เพราะไม่กล้าไปไหนไกล


เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นนะ ทำไมเธอถึงได้เข้าไปกอดเขาแบบนั้นหลี่หนิงเซียนตีหัวตัวเองเบาๆอย่างหัวเสีย ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน แล้วคำพูดของกงชุนเมื่อวานก็ดังขึ้นมาในหัว


‘เราจะไม่หย่า ฉันไม่อยากหย่าแล้ว’ แบบนี้แสดงว่าเขาอยากใช้ชีวิตคู่กับเธอจริงๆงั้นเหรอ? หรือว่า… เขาชอบเธออยู่?


“มาแต่เช้าเลยนะเนี่ย” จงซวนจอดจักรยานแล้วตรงเข้ามาหาหลี่หนิงเซียน ส่วนหลินถงที่ตามหลังมาติดๆ ก็รีบจอดจักรยานแล้วเดินตามมาสมทบ


“สวัสดีค่ะ” เมื่อวานเธอเพิ่งเจอคนทั้งคู่ พวกเขาเป็นเพื่อนของกงชุน


“ทำไมไม่เข้าไปรอด้านใน ห้องเวรน่าจะอุ่นกว่าเยอะ เช้านี้อากาศเย็นนะ” จงซวนถามด้วยความเป็นห่วง


“คือฉันไม่อยากเข้าไปรบกวนตอนเพื่อนร่วมงานกำลังส่งเวรกันนะ รอข้างนอกแปปนึงไม่เป็นไรหรอก” หลี่หนิงเซียนตอบอย่างตรงไปตรงมา


จงซวนยิ่งประทับใจในตัวหลี่หนิงเซียน เขารู้ดีว่าช่วงเช้าๆ ในห้องเวรนั้นวุ่นวายขนาดไหน ถึงเธอจะเป็นสาวบ้านนอก แต่ก็รู้จักกาละเทศะไม่น้อยเลย เขาหันไปบอกยามให้เปิดประตูแล้วพูดกับเธอ


“งั้นเธอตามฉันไปที่ห้องทำงานก่อนแล้วกัน ที่นั่นเงียบกว่า แถมยังอุ่นอีกต่างหาก ดูสิยืนหนาวจนตัวแข็งทื่อหมดแล้ว พี่ใหญ่กงชุนเห็นเข้าต้องเป็นห่วงแน่” จงซวนยื่นข้อเสนอ


“ผมก็จะเข้าไปนั่งด้วย” หลินถงเสริม


จงซวนพาหลี่หนิงเซียนเข้าไปในห้องส่วนตัวของเขา ห้องทำงานสะอาดตาเรียบร้อย ต่างจากโต๊ะพนักงานทั่วไปลิบลับ บนโต๊ะมีต้นไม้ประดับวางเรียงราย ผนังห้องประดับประดาไปด้วยใบประกาศนียบัตร และธงเชิดชูเกียรติมากมาย ทั้งของตัวเขาเอง และของสถานีตำรวจ แสดงให้เห็นว่าคนคนนี้ไม่ธรรมดา


หลี่หนิงเซียนแอบประหลาดใจกับสิ่งที่เห็น แม้จะเดาได้ว่าจงซวนคงมียศตำแหน่งไม่น้อย แต่เธอก็ไม่ได้แสดงความอยากรู้อยากเห็นออกมา


จงซวนแอบมองปฏิกิริยาของหลี่หนิงเซียนมาตลอด เห็นว่าเธอไม่ได้ซักไซ้เรื่องของเขากับกงชุน และยังทำตัวเรียบร้อย ยิ่งรู้สึกประทับใจในตัวเธอมากขึ้นไปอีก


“คุณดื่มน้ำอุ่นๆให้ร่างกายอบอุ่นก่อน” จงซวนรินน้ำร้อนส่งให้หลี่หนิงเซียน


“ขอบคุณค่ะ” หลี่หนิงเซียนรับน้ำมาด้วยรอยยิ้ม


บทที่ 68: หายไปไหนนะ


ด้านหลัง จงซวนและหลินถงแลกสายตากันอย่างรู้ใจ ทั้งคู่ต่างสัมผัสได้ถึงรอยยิ้มในดวงตาของกันและกัน หลี่หนิงเซียนคนนี้ช่างต่างจากตอนเจรจาเมื่อคืนลิบลับ ดูเป็นเด็กสาวที่น่าเอ็นดู ไม่ใช่สาวน้อยใจเด็ดอย่างที่เห็น ทั้งคู่ต่างนึกขึ้นมาได้ในเวลาเดียวกันว่า หลี่หนิงเซียนอายุแค่ยี่สิบปี ในขณะที่พวกเขากับกงชุนอายุยี่สิบห้าปีเท่ากัน แก่กว่าหลี่หนิงเซียนตั้งห้าปี


สุดท้ายทั้งคู่ก็ไม่พูดอะไร จงซวนได้แต่ขอตัวออกไปทำงานก่อน ปล่อยให้หลี่หนิงเซียนนั่งรออยู่กับหลินถง ด้านหลินถงเดินมาหาหลี่หนิงเซียนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ หยิบกล่องยาขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อ วางลงบนโต๊ะตรงหน้าหลี่หนิงเซียน


“อ๋อ ก่อนหน้าผมไปโรงบาลมารับหนังสือให้อภัยของกงหยางมา กงชุนฝากยาแก้ปวดมาให้ บอกว่าคุณไม่ค่อยสบาย”


หลี่หนิงเซียนเงยหน้ามองกล่องยา มือที่กำลังยกแก้วน้ำขึ้นดื่มชะงักค้าง สีหน้าที่เพิ่งจะดูผ่อนคลายกลับแดงก่ำขึ้นมาอีกครั้ง ในใจก็คิด คนพวกนี้สนิทกับกงชุุนขนาดนี้ และยังรู้ด้วยว่าเมื่อคืนกงชุนพาเธอไปโรงแรม คงจะคิดเหมือนคนอื่นๆหรือเปล่านะ?


แย่ล่ะสิ แบบนี้เธอจะอธิบายยังไงดี จะบอกว่าเธอไม่ได้ทำอะไรกับกงชุนก็ดูจะไม่ใช่ ยิ่งคิดหลี่หนิงเซียนก็ยิ่งรู้สึกอึดอัด ใบหน้าร้อนผ่าว


“ขอบคุณค่ะ” หลี่หนิงเซียนรีบคว้ายาใส่กระเป๋าเล็กๆของตัวเอง พูดขอบคุณ แล้วแกล้งทำเป็นจิบน้ำกลบเกลื่อนความประหม่า หลินถงเห็นสีหน้าของหลี่หนิงเซียน อดไม่ได้ที่จะยิ้มมุมปาก


“คุณนี่เขินง่ายจังเลยนะ ผมเคยได้ยินมาว่าที่หมู่บ้านคุณเป็นคนร่าเริง เปิดเผย ทำไมตอนนี้ถึงได้ขี้อายแบบนี้ล่ะ?”


“แค่กๆ” หลี่หนิงเซียนสำลักน้ำจนน้ำตาเล็ด เธอเงยหน้ามองหลินถงด้วยแววตาตกใจ รู้สึกเหมือนคนที่ดูสุภาพอ่อนโยน กลับกลายเป็นคนละคน


“มันแค่ปฏิกิริยาธรรมดาของร่างกาย ไม่เห็นต้องอายเลย ถ้าทนไม่ไหวก็กินยาแก้ปวด พวกเราเรียนหมอกันมา รู้ดีว่ากินไม่นาน ไม่ได้ติดยาหรอก ปลอดภัย ไม่ต้องห่วง” หลินถงพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แววตาของเขากลับเหมือนจะมองทะลุทุกอย่าง


หลี่หนิงเซียนนึกถึงหนังสือที่ลืมไว้ที่โรงพยาบาลเมื่อคืน และคำพูดของกงชุนที่บอกว่าหลินถงทำงานที่โรงพยาบาล ยิ่งตอกย้ำความกลัวในใจ เธอต้องอยู่ให้ห่างจากคนใกล้ตัวของกงชุนให้มากที่สุด


ฉินหงกับเต๋อเกอรีบมาถึงสถานีตำรวจอย่างรวดเร็ว ภายใต้การไกล่เกลี่ย ทุกอย่างก็จบลงด้วยดี หลี่หนิงเซียนกับตระกูลเต๋อตกลงยอมความกัน โดยมีการเซ็นหนังสือให้อภัย และเอกสารยินยอม ทางเจ้าทุกข์ไม่ติดใจเอาความ


ด้านหลินถงกับจงซวนที่ไม่รู้จะทำอะไร ได้แต่นั่งจิบชาในห้องรอ ก่อนหลินถงจะเปิดประเด็น


“เหล่าซวน สืบอะไรได้บ้าง?” จงซวนยิ้มกริ่มก่อนตอบ


“ส่งคนไปเช็คที่หมู่บ้านไป๋หลานมาแล้ว เธอก็เป็นแค่หลี่หนิงเซียน ไม่ได้เป็นสายลับอะไร กงชุนคงไม่ให้คนไม่ดีอยู่ใกล้ตัว นายสบายใจได้ไม่ต้องคิดมาก”


จงซวนว่ามาขนาดนี้ หลินถงก็วางใจ เขาเชื่อมือจงซวนอยู่แล้ว แต่พอคิดถึงลายมือสวยๆในหนังสือผ่าตัดฉบับสมบูรณ์ ที่น่าจะเป็นลายมือของหลี่หนิงเซียน บวกกับการภาพวาดผ่าตัดแบบก็อดสงสัยไม่ได้


“ฉันว่าคราวนี้กงชุนได้ของดีมาแน่ๆ” หลินถงพึมพำ


ด้านหลี่หนิงเซียนหลังออกจากโรงพัก เธอก็ตรงกลับบ้าน พอมาถึงเธอก็ล้มตัวลงนอนอย่างหมดสภาพ อาการปวดท้องยังอยู่แม้จะไม่หนักเท่าเมื่อวาน จนต้องคว้ายาแก้ปวดในกระเป๋ามากิน จากนั้นเธอจึงนอนต่อ


อยู่ๆ เธอก็นึกถึงความรู้สึกอุ่นๆบนเตียง ตอนที่ซุกกระเป๋าน้ำร้อนเมื่อคืนเลย แล้วก็คิดถึงหน้าบึ้งๆของเขาขึ้นมา ทั้งที่ขาเอาแต่ทำหน้านิ่ง กลับคอยดูแลเธอตลอด…


หลี่หนิงเซียนนอนมาทั้งวันจนมืด พอตื่นขึ้นมาเธอก็คิดได้ว่าไม่อาจปล่อยให้ตัวเองนอนพักผ่อนต่อไปได้ เธอสัญญากับตระกูลเต๋อไว้ว่าจะจ่ายค่าชดเชยพันหยวน


ตอนนี้เงินของเธอมีไม่มาก เงินส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการผ่าตัดของคุณปู่ ถึงกงชุนจะช่วยออกพวกค่าห้องกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ แต่เธอก็เหลือเงินแค่ค่าใช้จ่ายยี่สิบหยวน ส่วนเงินฝากในบัญชีก็มีไม่เกินห้าร้อยหยวน


ถึงแม้กงชุนจะมีเงินอยู่บ้าง แต่จากท่าทางของซูลี่ หลี่หนิงเซียนรู้ดีว่าการขอเงินจากเขาคงไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งไปกว่านั้น เธอจำได้ว่าเงินส่วนใหญ่ของกงชุนถูกร่างนี้ใช้ไปจนหมดแล้ว ตอนนี้คงเหลือไม่มาก


ดังนั้น สิ่งที่เธอต้องทำในตอนนี้ คือหาเงินก้อนใหญ่ การทำซาลาเปาทอดน้ำขายคงไม่ทันการณ์ หลี่หนิงเซียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบจอบเล็กจากห้องเก็บของ จากนั้นจึงหยิบเข็มกับด้ายแดงจากกล่องเย็บผ้า แล้วเดินทางขึ้นเขาไปท่ามกลางแสงจันทร์


กงชุนให้คนพาแม่กลับบ้านก่อน แต่ตลอดเวลาที่อยู่โรงพยาบาล เขานึกถึงแต่ใบหน้าซีดเซียว และความเจ็บปวดของหลี่หนิงเซียนเมื่อคืน แม้หลินถงจะบอกว่าเธอได้ยาแก้ปวดกลับไปแล้ว แต่เขาก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้


เขาจึงขอให้หลินถงช่วยหาพยาบาลมาดูแลคุณปู่ แล้วรีบกลับมา แต่เขากลับไม่พบใครในบ้านตระกูลหลี่ หลี่หนิงเซียนหายไปไหน ประตูบ้าน และประตูรั้วถูกล็อคแน่นหนา ทั้งลานบ้านเงียบสงัด


เขาปีนข้ามกำแพงเข้าไปอย่างง่ายดาย เมื่อมายืนอยู่หน้าต่างบ้าน สิ่งที่เห็นยิ่งทำให้เขาประหลาดใจ บ้านเก่าๆของตระกูลหลี่ ตอนนี้หน้าต่างทุกบานถูกเปลี่ยนเป็นกระจก พอกงชุนมองลอดกระจกเข้าไปข้างใน ยิ่งรู้สึกแปลกใจ


เขารู้ดีว่าฐานะของตระกูลหลี่ลำบากแค่ไหน ไม่อย่างนั้นคุณปู่ของหลี่หนิงเซียน คงไม่บังคับให้เขาแต่งงานกับเธอ แต่เขาไม่คิดเลยว่า เพียงแค่เดือนเดียวที่จากไป ห้องของหลี่หนิงเซียนจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้


ห้องที่เคยว่างเปล่า ตอนนี้มีตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่หลายใบวางเรียงรายอยู่ติดผนังด้านทิศเหนือ ตัวตู้เป็นไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เปิดจากด้านบน เป็นตู้แบบโบราณ ดูเหมือนเป็นของเก่าที่หามาจากที่ไหนสักแห่ง บนฝาตู้ที่ถูกเช็ดถูอย่างสะอาด วางกระจกบานใหญ่ ครีมบำรุงผิวหลากหลายขวด และกล่องยาขนาดเล็ก ซึ่งบรรจุยาแก้ปวดที่หลินถงให้หลี่หนิงเซียนไว้


เขามองไปที่ห้องของคุณปู่ของหลี่หนิงเซียน พบว่านอกจากจะมีตู้เสื้อผ้าและกระจกเพิ่มขึ้นมาแล้ว บนผนังยังมีนาฬิกาแขวน บนตู้มีวิทยุ คงเอาไว้ให้คุณปู่ฟังคลายเหงา


ในห้องโถงมีโต๊ะแปดเซียนตัวใหม่เอี่ยม เก้าอี้ไม้ใหม่หลายตัว อ่างล้างหน้าใหม่ สบู่ และอื่นๆ แม้ของเหล่านี้จะไม่ได้แพงมากนัก แต่เมื่อซื้อมาพร้อมกันก็ไม่ใช่ราคาถูก


หากคุณปู่มีเงิน พี่หลงเฟยคงไม่ต้องรอแต่งงานมาจนป่านนี้ แล้วเงินของหลี่หนิงเซียนมาจากไหนกัน หลายวันที่ผ่านมา เขารู้สึกสงสัยมาโดยตลอด ค่าผ่าตัดของคุณปู่ก็ไม่ใช่น้อยๆ


ไม่ใช่สิ่งที่หลี่หนิงเซียนจะสามารถจัดการได้ แม้ก่อนหน้านี้เธอจะบอกว่าขายของกินในตลาด ตอนนั้นเขาไม่ได้สนใจว่าเธอขายอะไร แต่ตอนนี้เขากลับอยากรู้ขึ้นมาอย่างมาก


ยิ่งนึกถึงเรื่องที่กงหยางมีเรื่องกับคนอื่น เพราะคำนินทาในหมู่บ้าน ดวงตาของกงชุนก็ยิ่งดูน่า เขาไม่เชื่อว่าหลี่หนิงเซียนจะทำเรื่องไร้ยางอายแบบนั้น แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเธออาจจะมีชายอื่นจริงๆ


หลี่หนิงเซียนในตอนนี้แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง เธอกลายเป็นคนเข้มแข็ง เป็นอิสระ มีความคิดเป็นของตัวเอง และสวยขึ้นมาก เขาไม่อยากปล่อยมือเธอไป


แต่หลี่หนิงเซียนไม่เคยตอบรับต่อเรื่องที่เขาไม่ยอมหย่า หลายครั้งที่เธอพยายามหลีกเลี่ยง ความตั้งใจที่จะหย่าก็ยังแน่วแน่อยู่เสมอ คิดถึงตรงนี้ สีหน้าของกงชุนก็มืดมนลง ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง อยากจะลากตัวหญิงสาวที่หายไปกลับมาทันที เพื่อซักถามให้รู้เรื่อง


เขาเดินตามหาจนทั่ว สถานที่ที่หลี่หนิงเซียนมักจะไป เขาก็ไปมาหมด แม้แต่บนเนินเขาที่เธอชอบไป เขาก็ขึ้นไปดูแล้ว แต่ก็ยังไม่พบ หายไปไหนนะ…


บทที่ 69: ในสายตาฉันเธอดีที่สุด


หลี่หนิงเซียนสะพายตะกร้า เดินฝ่าป่าลึกอย่างยากลำบาก แต่เธอก็ไม่กล้าหยุดพัก บริเวณรอบๆหมู่บ้านไป๋หลาง เป็นเชิงเขาของเทือกเขาไป๋หลาง ยิ่งลึกเข้าไปทางทิศเหนือก็ยิ่งเป็นป่ารกทึบ อันตรายจากสัตว์ป่าก็ยิ่งมากขึ้น แม้สถานที่ที่เธอจะไปไม่ใช่ป่าลึกที่สุด ไม่ใช่ที่อยู่ของสัตว์ร้าย แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพบกับหมาป่าที่ออกมาหาอาหารในตอนกลางคืน


ร่างกายของหลี่หนิงเซียนอ่อนแอจากการเป็นประจำเดือน ที่มากะทันหัน ทำให้เธอทรมาน ปกติแล้วเธอสามารถเดินบนทางขึ้นเขาหลายกิโลได้ แต่ตอนนี้กลับมีเหงื่อเย็นผุดพรายทั่วร่างกาย


เธอไม่มีทางเลือก วันนี้เธอต้องเอาของสิ่งนั้นกลับไปให้ได้! ถึงแม้จะเร่งฝีเท้า แต่หลี่หนิงเซียนก็ยังคงความระมัดระวัง ประสาทตื่นตัว คอยฟังเสียงรอบข้างอย่างตั้งใจ เกรงว่าจะถูกสัตว์ป่าที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว


โชคดีที่ตลอดทางจนถึงจุดหมาย และระหว่างทางกลับลงจากเขา เธอไม่พบเจอสิ่งมีชีวิตใดๆเลย ไม่ต้องพูดถึงหมาป่า แม้แต่สัตว์เล็กๆอย่างงู แมลง มด ก็ยังไม่เห็น ช่างราบรื่นอย่างน่าประหลาด


เมื่อฟ้าเริ่มสาง หลี่หนิงเซียนก็แบกตะกร้าใบเล็กมาถึงหน้าบ้าน ความตึงเครียดผ่อนคลายลง เธอรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมาก หลี่หนิงเซียนยืนอยู่หน้าประตู ร่างกายเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เส้นผมพันกันยุ่งเหยิงติดอยู่บนใบหน้า ริมฝีปากซีดเซียวไร้สีเลือด ใบหน้าซีดขาวไร้ชีวิตชีวา เท้าแทบก้าวเข้าบ้านไม่ไหว การเดินทางบนเขายามค่ำคืนช่างเหนื่อยยากเหลือเกิน


แต่เมื่อหลี่หนิงเซียนสัมผัสตะกร้าใบเล็ก ที่บรรจุของสำคัญไว้ข้างใน รอยยิ้มแห่งความสุขก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ความพยายามไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ โชคดีที่ของล้ำค่าของเธอยังอยู่ครบ ไม่ถูกใครขุดไปก่อน


ทว่า ความสุขของหลี่หนิงเซียนอยู่ได้ไม่ถึงสามวินาที รอยยิ้มบนใบหน้าก็แข็งค้าง เมื่อเธอมองเห็นชายหนุ่มที่ยืนพิงกรอบประตูบ้านอยู่ภายในรั้ว


เธอไม่กล้าก้าวเข้าไปข้างใน ไม่ใช่เพราะกลัวว่าเขาจะซักถาม แต่เพราะร่างกายไร้เรี่ยวแรงจนไม่อาจขยับเขยื้อนไปไหนได้ เธอทำอะไรลงไปกันแน่ ถึงได้ทำให้ตัวเองต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้


กงชุนมองเห็นหลี่หนิงเซียนตั้งแต่เธอกลับมาถึง เขาก้าวเท้ายาวๆออกมา หวังจะลากตัวหญิงสาวที่นั่งอยู่หน้าบ้านเข้าไปข้างใน เธอหายไปทั้งคืน ไม่รู้ว่าไปทำอะไรที่ไหน หรือว่าไปหาชู้จริงๆ?


แววตาของกงชุนมืดมน เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ดวงตาของเขาเย็นชา ไร้ซึ่งไออุ่น เปรียบได้กับน้ำแข็งที่ปกคลุมในฤดูหนาว เขาก้าวมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลี่หนิงเซียนก่อนจะทันได้ถาม ก็ต้องชะงักไป รีบประคองร่างของหลี่หนิงเซียนที่ทรุดลงกับพื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเอ่ยเสียงเข้ม


“เธอไปทำอะไรมา ไม่รู้หรือไงว่าร่างกายตัวเองเป็นยังไง ยังกล้าทำให้ฉันเป็นห่วงอีก” หลี่หนิงเซียนไม่คิดว่ากงชุนจะโกรธมากถึงขนาดนี้ ไม่คิดว่าเขาจะไม่ยอมอยู่โรงพยาบาล แต่มาอยู่ที่บ้านของเธอ เธอเดาว่ากงชุนน่าจะมาถึงตั้งแต่เมื่อคืน และยังคงยืนรออยู่ในสวนตลอดทั้งคืน


ความตกใจแล่นเข้าสู่หัวใจ เธอไม่อาจขยับตัวได้ แม้จะถูกกงชุนลากเข้าไปข้างใน ร่างกายที่อ่อนล้าคล้ายจะล้มลง แต่ในเสี้ยววินาทีที่จะล้ม ชายหนุ่มก็คว้าเอวของเธอไว้ แล้วกอดร่างของเธอไว้แนบอกอย่างรวดเร็ว หลี่หนิงเซียนตกใจจนทำอะไรไม่ถูกได้แต่พูดตะกุกตะกัก


“ฉัน…ฉันขึ้นเขา…” น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า บ่งบอกถึงความรู้สึกผิดที่ก่อขึ้นในใจ กงชุนโกรธจนตัวสั่น แขนแกร่งรัดร่างของเธอแน่นขึ้น เมื่อเธอพยายามก้มหน้าหลบสายตา มืออีกข้างของเขาก็เลื่อนขึ้นมาเสยที่คางของเธอ บังคับให้เธอยกใบหน้าขึ้นเผชิญหน้ากับเขา


“ไม่อยากมีชีวิตแล้วเหรอ คำพูดของหมอที่โรงพยาบาล เธอก็ไม่ได้ฟังเลย จะฝืนร่างกายจนตายเลยไหม”


“ฉันรู้ค่ะ แต่ฉันมีเรื่องจำเป็น” หลี่หนิงเซียนขยับด้วยความกลัว รู้ว่ากงชุนเป็นห่วง เธอจึงแก้ตัว เรื่องนี้มันเป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ


“เธอช่วยดูสภาพตัวเองก่อน หลี่หนิงเซียน!”


“…” หลี่หนิงเซียนพูดไม่ออก เธอไม่รู้ว่าจะตอบอะไร? เห็นท่าทางหวาดกลัว กงชุนจึงพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจัง


“ฉันเคยรังเกียจที่เธอจน หลี่หนิงเซียนตอบมา ฉันเคยเป็นแบบนั้นไหม?”


“…”


“สิ่งที่ฉันสนใจมาตลอดคือเธอเป็นคนแบบไหน! ไม่เกี่ยวกับรวยหรือจนเลย”


“…”


“และฉันจะบอกให้นะ ตอนนี้ในสายตาฉันเธอดีที่สุด ฉันไม่อนุญาตให้เธอไปทรมานตัวเองแบบนี้อีก ไม่อนุญาตให้ไปทำอะไรบ้าๆแบบนั้น เธอต้องดูแลตัวเองให้ดีๆ เข้าใจไหม?”


คำพูดของกงชุน ทำให้หลี่หนิงเซียนรู้สึกตกตะลึง ความคิดในหัวของหลี่หนิงเซียนตีกันวุ่นวายไปหมด เธอพยายามรวบรวมคำพูดที่ติดอยู่ที่ลำคอ


“คุณหมายความว่า…” เธอพูดตะกุกตะกัก ก่อนจะตัดสินใจถามตรงๆว่า “คุณชอบฉันเหรอ?”


คำถามตรงไปตรงมาทำให้กงชุนถึงกับหน้าแดงก่ำ เขาเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ได้ตอบ แต่ดวงตาจ้องมองหลี่หนิงเซียนอย่างไม่หลบเลี่ยง พอเห็นว่าเธอรู้สึกเขินอายจนพยายามหลบสายตา


เขาก็โน้มลงไปจูบริมฝีปากแดงระเรื่อของเธออย่างรวดเร็ว ความเย็นเฉียบจากริมฝีปากของเขาส่งผ่านมายังหลี่หนิงเซียน พร้อมกับกลิ่นหอมสดชื่นแบบผู้ชายที่ลอยแตะจมูก เธอเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ตะกร้าในมือร่วงหล่น สมองประมวลผลอะไรไม่ออก เขา… เขา… เขาจูบเธอ!


กงชุนไม่ได้ตั้งใจจะทำอะไรแบบนี้ เขาแค่ต้องการขู่เธอเล่นๆเท่านั้น ใครจะไปคิดว่าเธอจะกล้าถามคำถามแบบนั้นออกมา แต่พอได้ลิ้มรสหวานนุ่มจากริมฝีปากของเธอ


เขาก็รู้สึกเคลิบเคลิ้มจนหยุดตัวเอง เขาจูบเธออย่างล้ำลึก ดวงตามองดูใบหน้าที่บ่งบอกถึงความประหลาดใจ ก่อนจะยอมผละออกแล้วโน้มลงมากระซิบเสียงต่ำว่า


“หลับตา”


หลี่หนิงเซียนตกใจจนทำตามคำสั่งโดยอัตโนมัติ ร่างกายของเธอสั่นด้วยความตื่นเต้น กงชุนรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากร่างกายในอ้อมแขน เขากัดริมฝีปากตัวเอง สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไรต่อ เพียงแค่โน้มลงไปใกล้ๆ แล้วถามเสียงเบา


“ตอนนี้เธอรู้คำตอบแล้วใช่ไหม” หลี่หนิงเซียนพยักหน้ารัวๆ ทั้งๆที่ยังหลับตาอยู่ เธอกลัวเกินกว่าจะสบตากับเขาได้อีก


แม้หลี่หนิงเซียนจะเข้าใจความหมายที่กงชุนต้องการสื่อ แต่เธอก็ยังรู้สึกขัดเคืองใจไม่หาย ทำไมเขาถึงกล้าจูบเธอโดยพลการแบบนี้ เธอไม่ได้อนุญาตสักหน่อย


คิดแล้วหลี่หนิงเซียนก็ยกมือขึ้นมาถูริมฝีปากตัวเองแรงๆ ท่าทางนั้นเรียกเสียงหัวเราะในลำคอจากชายหนุ่มได้เป็นอย่างดี เขาเห็นเธอไม่ได้ปฏิเสธอะไร ก็ยอมหยุดแต่โดยดี ความหงุดหงิดที่กดทับเขาไว้ตลอดทั้งคืนมลายหายไปจนสิ้น เขาช้อนตัวอุ้มหญิงสาว ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน


กลอนประตูและบานประตูไม้หนา ไม่ใช่อุปสรรคสำหรับเขาเลย แม้แต่น้อย เพราะเมื่อคืนตอนที่เขาอดทนรอไม่ไหว เขาก็จัดการพังมันไปเรียบร้อยแล้ว ทว่าพอเข้ามาในบ้านได้จริงๆ กงชุนกลับไม่รู้สึกง่วง เขาจึงเดินออกไปยืนรับลมที่ลานบ้านแทน


ความจริงแล้ว ตั้งแต่คืนนั้นที่โรงแรม ตอนที่หลี่หนิงเซียนเผลอตัวเข้ามาซุกในอ้อมกอดเขา เขาก็ไม่อยากจะปล่อยเธอไปไหนอีกเลย และในตอนนี้ ที่ได้โอบกอดร่างกายนุ่มนิ่มของเธอไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง


หัวใจของเขาก็เหมือนจะหยุดเต้น เหมือนกับคนที่ผลักให้ตกลงปากเหวร่วงสู่พื้น ไม่ว่าเธอจะเป็นหลี่หนิงเซียน หรือจะเป็นใครก็ตาม ขอแค่เป็นเธอแบบนี้ก็พอแล้ว


ส่วนทางด้านหลี่หนิงเซียน เธอถูกกงชุนอุ้มมาวางลงบนเตียงนุ่ม เธอถึงได้ลืมตาขึ้นมา พอเห็นเขาหันหลังเดินออกไป หลี่หนิงเซียนก็จ้องมองตามแผ่นหลังของเขาด้วยความขุ่นเคือง!


บทที่ 70: โลกนี้มีคนหน้าตาดีมีเยอะแยะ


ขณะที่กงชุนกำลังจะก้าวออกไปข้างนอก สายตาก็เหลือบไปเห็นหลี่หนิงเซียนนอนขดตัวอยู่บนผ้าห่ม มือทั้งสองข้างกุมท้องน้อย ใบหน้าซีดเผือดกว่าตอนที่อยู่ที่ประตูเมื่อครู่ เขาขมวดคิ้วอย่างเป็นห่วง รีบเดินเข้าไปหา โอบประคองร่างเธอขึ้นมานั่งพิงหัวเตียง


“เป็นยังไงบ้าง”


“ปวดท้อง… ปวดท้อง…” เธอตอบเสียงแผ่ว


กงชุนคาดเดาว่าคงเป็นเพราะลมบนภูเขาเมื่อคืน ทำให้เธอโดนลมเย็นเข้า จึงน่าจะมีไข้อ่อนๆ เขารินน้ำให้หลี่หนิงเซียนดื่ม ก่อนจะหยิบยามาให้เธอกิน สีหน้าของเธอถึงได้ดีขึ้นบ้าง


“เธอทำอะไรเหลวไหล นี่แหละบทเรียน จะได้รู้จักห่วงตัวเองบ้าง” เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของเธอไม่สู้ดีนัก เขาก็ไม่ได้ดุเธอต่อ ปล่อยให้เธอนอนพักแล้วรีบออกไปจุดไฟที่ห้องนอก


กงชุนได้ถามแม่มา ได้ความว่าผู้หญิงในช่วงนี้ห้ามโดนลมเย็นอย่างเด็ดขาดหลังจากที่จุดไฟให้ห้องอุ่นแล้ว เขาก็ชงน้ำตาลทรายแดงที่ตั้งใจซื้อมาจากโรงพยาบาลเมื่อวานให้หลี่หนิงเซียนดื่ม จะได้ช่วยบรรเทาอาการ


หลี่หนิงเซียนนอนอยู่บนเตียงอุ่น มองดูกงชุนวุ่นวายอยู่รอบตัว ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจช่างอธิบายยาก สำหรับกงชุน ตอนแรกเธออยากจะหนีให้ห่างจากเขาตลอดมา แต่ตอนนี้… ช่างเถอะ ปล่อยไปก่อนดีกว่า เธอไม่อยากคิดแล้ว


หลี่หนิงเซียนไม่อยากครุ่นคิดอะไรอีกต่อไป ไม่อยากเผชิญหน้ากับความรู้สึกที่สับสนวุ่นวายนี้ เธอจึงปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งสู่ห้วงนิทราในที่สุด เธอตื่นขึ้นมาอีกทีในช่วงบ่าย ไม่เห็นชายหนุ่มอยู่ในห้องแล้ว


เธอรู้สึกดีขึ้นมาก ปวดท้องน้อยลง และสีหน้าก็สดใสขึ้น เธอลุกขึ้นนั่งบนเตียง เห็นกระดาษแผ่นหนึ่งวางอยู่ข้างหมอน ลายมือบนกระดาษแข็งแรง และเฉียบคม บ่งบอกถึงบุคลิกของผู้เขียนได้เป็นอย่างดี


‘ผมกลับไปดูแลคุณปู่ อาหารอุ่นอยู่ในหม้อ ตื่นแล้วอย่าลืมกินข้าว แล้วก็ห้ามขึ้นเขาอีก’


หลี่หนิงเซียนมองข้อความนั้น เธอรู้สึกเหมือนเห็นภาพกงชุนกำลังทำหน้าบึ้งดุเธออยู่ มุมปากของเธออดยกยิ้มขึ้นมาไม่ได้


เธอเดินไปดูอาหารในหม้อใบใหญ่ด้วยความสงสัย พอเปิดฝาออกเธอก็ถึงกับตะลึง อาหารสี่อย่างกับซุปอีกหนึ่งถ้วย กงชุนต้องการจะขุนเธอให้อ้วนหรืออย่างไรกัน


แต่พอเห็นไข่ตุ๋นโรยหน้าด้วยต้นหอม หมูสามชั้นนึ่งซีอิ๊ว ไข่ผัดมะเขือเทศรสหวานอมเปรี้ยว ผัดผักกาดขาว และซุปไก่ตุ๋นยาจีนกลิ่นหอมกรุ่น หลี่หนิงเซียนก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ เธอไม่คิดเลยว่ากงชุนจะทำอาหารเป็น


หลี่หนิงเซียนหิวจนตาลาย เธอตักข้าวและตักกับข้าวอย่างเอร็ดอร่อย ถึงแม้รสชาติอาหารจะไม่ได้ดีเลิศเลอ แต่ก็ถือว่ากินได้ ไม่ได้แย่ อย่างไรก็ตาม หมูสามชั้น และซุปไก่บ่งบอกอย่างชัดเจน ว่าเขาตั้งใจดูแลเธออย่างดี


หลี่หนิงเซียนยกชามข้าวขึ้นมา ใบหน้าของเธอประดับไปด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง หลังจากทานอาหารเสร็จ หลี่หนิงเซียนเก็บกวาดทำความสะอาดอย่างง่ายๆ จากนั้นก็สะพายกระเป๋าผ้าใบเล็กที่ใส่ของจากเขาเมื่อวานออกจากบ้าน


พรุ่งนี้คุณปู่จะออกจากโรงพยาบาลแล้ว เธอจึงต้องรีบจัดเรื่องเงินให้เรียบร้อยในวันนี้ ตอนที่กงชุนไม่อยู่บ้านเป็นโอกาสดี เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกซักถาม สายตาของเธอกวาดมองกระดาษโน้ตบนเตียงก่อนออกจากบ้าน


เธอครุ่นคิดชั่วครู่ถึงผลที่จะตามมาหากกงชุนกลับมา แล้วไม่พบเธอในตอนกลางคืน แม้จะห้ามไม่ให้ขึ้นเขา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าห้ามไปที่อื่น ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจไปหาเงินที่ตลาดคงไม่ผิด หลี่หนิงเซียนคิดแบบนี้ก็ออกจากบ้านไปโดยไม่รู้สึกกังวลใจใดๆ


กงชุนรีบออกจากโรงพยาบาลตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะเป็นห่วงหลี่หนิงเซียน ที่ทิ้งให้อยู่บ้านเพียงลำพัง หลังจากที่คุณปู่แข็งแรงขึ้นมาก สามารถช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว และยังมีพยาบาลที่หลินถงจ้างมาคอยดูแลอีกแรง


ระหว่างทางกลับบ้าน กงชุนนึกถึงใบหน้าซีดเซียวของหลี่หนิงเซียน ในตอนเช้า ก็อดเป็นกังวลไม่ได้ กลัวว่าเธอจะแอบหนีไปซุกซนอีกตอนที่เขาไม่อยู่ ยิ่งนึกถึงสภาพร่างกายที่ดูไม่มีแรงของเธอ กงชุนก็ยิ่งขมวดคิ้วหนักขึ้น


ทันใดนั้น ภาพความนุ่มนิ่มของหลี่หนิงเซียนตอนที่ล้มเข้ามาซบเขาในตอนเช้าก็ผุดขึ้นมาในหัว ทำเอากงชุนถึงกับหน้าร้อน ลำคอแห้งโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น


แต่ระหว่างทางที่กำลังจะเดินลงบันได เขากลับได้ยินเสียงลี่หมิงเพื่อนสนิทของเขากำลังโวยวายอยู่หน้าห้องพยาบาล


“อะไรนะ! บอกว่าไม่มีคนแบบนี้งั้นเหรอ? ลองนึกดูดีๆสิ! ผู้หญิงคนนั้นน่ะ สวยมากๆ ตาโตเป็นประกาย ยิ่งตอนยิ้มนะ แก้มป่องๆมีลักยิ้มด้วย น่ารักสุดๆไปเลย!”


“ผมมั่นใจว่าเธอต้องเป็นญาติคนไข้แน่ อาจจะเป็นญาติ หรือเพื่อนของคนไข้ที่นอนอยู่แถวห้องคุณปู่หลี่ก็ได้ ลองช่วยนึกดูดีๆอีกทีได้ไหม!”


“นี่แค่ไม่กี่วัน คนไข้เปลี่ยนไปเจ็ดแปดคนแล้วเหรอ!” ลี่หมิงโอดครวญกับพยาบาลสาวหน้าใหม่ที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย ทำให้เขาได้แต่ไม่สบอารมณ์กลับไป


เขาตามหาใครคนนึงอยู่ ไม่กี่วันก่อนเขาดันบังเอิญเจอกับสาวสวยคนนึงเข้า ปู่เขาก็บ่นเรื่องให้รีบแต่งงานอยู่ได้ พอเจอสาวที่ถูกใจ ดันคลาดกันเสียอย่างนั้น!


ลี่หมิงนึกถึงใบหน้าหวานๆของเธออย่างลืมตัว จนไม่ทันเห็นกงชุน ที่ยืนทำหน้าบึ้งอยู่ข้างหลัง


“ลี่หมิง”


“กงชุน!” ลี่หมิงสะดุ้งโหยง รีบวิ่งเข้าไปหาอย่างรู้งาน


“นายมาทำอะไรที่นี่? ไม่ใช่ว่าฉันให้ไปทำงานงั้นเหรอ” กงชุนเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย


“ฉันกลับมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ก็คุณปู่บ่นทุกวันว่าไม่เจอหน้า ฉันเลยต้องมาอยู่ใกล้ๆ นายจะได้โดนบ่นน้อยลงหน่อย” ลี่หมิงตอบ ก่อนจะถามต่อ


“ได้ยินว่าเรื่องกงหยางยุ่งยากเหรอ? ถ้าขาดเหลืออะไรบอกได้” นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ลี่หมิงเพิ่งรู้เมื่อวาน เขาเป็นห่วงกงชุนที่ต้องแบกรับภาระมากมาย กลัวว่าเงินจะไม่พอหมุน


“เรื่องนั้นเรียบร้อยแล้ว” กงชุนตอบสั้นๆ สายตามองไปทางเคาน์เตอร์พยาบาลอย่างไม่ตั้งใจ “แล้วตกลง นายมาทำอะไรที่นี่?”


“มีเรื่องจะถามหน่อย”


“เรื่องอะไรล่ะ?” กงชุนเลิกคิ้ว


“คือ…ผู้หญิงคนนั้นไง ที่เจอหน้าโรงพยาบาลวันนั้น นายจำได้ไหม? คนที่สูงประมาณนี้ แค่ถึงไหล่นาย สะพายกระเป๋าผ้าใบเล็กๆน่ารักเชียว ผมยาว ดวงตาคมสวย” พูดถึงตรงนี้ ดวงตาของลี่หมิงก็เป็นประกาย


“ผู้หญิงคนนั้นสวยราวกับนางฟ้า กิริยามารยาทดูเรียบร้อยอ่อนหวาน คุณปู่ฉันต้องชอบแน่ๆ เลยอยากพาไปให้รู้จัก จะได้เลิกบ่นเสียที! น่าเสียดายที่พยาบาลที่เคาน์เตอร์บอกว่าไม่เคยเห็นเธอเลย ว่าแต่ช่วงนี้นายอยู่โรงพยาบาลตลอด เคยเห็นเธอบ้างไหม”


กงชุนเหลือบมองพยาบาลที่เคาน์เตอร์ พวกเธอไม่ใช่คนที่เข้าเวรเมื่อสองวันก่อน สีหน้าของเขาเลยผ่อนคลายลงเล็กน้อย แล้วตบไหล่ลี่หมิงเบาๆ


“ไม่ต้องหาแล้ว”


“หา?” ลี่หมิงกำลังเศร้าอยู่ พอได้ยินแบบนั้นก็เงยหน้ามองอย่างงุนงง ก่อนจะคิดออก “นายรู้จักเธอเหรอ”


“ฉันไม่ได้สังเกต” กงชุนตอบเรียบๆ


ลี่หมิงกำลังเศร้า เพราะหานางฟ้าที่เขาหมายปองไม่เจอ พอเล่าให้กงชุน พี่ชายสุดซึนของเขาฟัง ก็โดนสวนกลับแบบเจ็บๆคูณสองไปเลย


“โลกนี้มีคนหน้าตาดีมีเยอะแยะ จะมั่นใจได้ไงว่านิสัยดี แล้วถ้ายังหาไม่เจอก็แปลว่าไม่ใช่เนื้อคู่กัน”


ลี่หมิงได้แต่เก็บคำพูดมากมายไว้ในใจ คนใจร้าย! เพิ่งเริ่มหาเองนะ และยังมาแช่งให้เขาไม่สมหวังอีก ไหนจะบอกว่านางฟ้าของเขานิสัยไม่ดีอีกต่างหาก สงสัยวันนี้กงชุนคงอารมณ์ไม่ดี ไว้ค่อยมาคุยกันใหม่ดีกว่า


จบตอน

Comments